พุทธพจน์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างไรภิกษุจึงจะพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ คือภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่า ไปสู่โคนไม้ หรือไปสู่เรือนว่าง นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า

- เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า
- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว
เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น
เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

จบอานาปานบรรพ

ศัพท์คือ อานาปาน แปลว่าลมหายใจเข้าออก อานาปานสติจึงหมายถึงสติกำหนดลมหายใจเข้าออก และอานาปานบรรพก็คือส่วนหนึ่งของอานาปานสติ ซึ่งมาอยู่หัวแถว นำหน้าบรรพอื่นๆของกายานุปัสสนา และนั่นก็คือเป็นก้าวแรกของการฝึกสติปัฏฐานสำหรับผู้ต้องการฝึกตามลำดับขั้นไปโดยปริยาย

ในส่วนนี้ของมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธองค์มิได้จะให้เราหัดหายใจ เพราะลมหายใจเป็นของมีอยู่แล้ว ระหว่างเติบโตมาถึงแม้ใครจะหายใจผิดหรือถูกอย่างไรก็ต้องมีลมเข้าลมออกวันยังค่ำ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องของอนัตตาซึ่งมีกลไกของเขาอย่างนั้น ไม่มีใครได้อภิสิทธิ์พิเศษ พอใจว่าเราจะเป็นผู้หายใจออกอย่างเดียว เราจะเป็นผู้หายใจเข้าอย่างเดียว หรือเราจะเป็นผู้หยุดหายใจอย่างเดียว

กล่าวอย่างนี้แม้ฟังแล้วเหมือนตื้นเขิน แต่หากไตร่ตรองก็จะได้ความหมายรู้เกี่ยวกับอนัตตาผ่านลมหายใจขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าความหมายรู้ดังกล่าวเกิดประกอบกับสติเห็นลมเข้า ลมออก และลมหยุดอย่างต่อเนื่อง

สรุปว่าอานาปานบรรพของมหาสติปัฏฐานสูตรนี้ พระพุทธองค์ให้ หัดรู้ลมทั้งปวงตามจริง มิใช่ให้หัดสร้างลมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิได้ให้ บังคับลมหายใจตามอยาก เพราะการหายใจเป็นเรื่องของธรรมชาติทางกาย เป็นการเรียกร้องจากกาย ไม่ใช่ตัวเขาหรือตัวใคร สาระสำคัญคือเมื่อรู้ลมหายใจเป็น รู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง ก็สามารถน้อมไปพิจารณาลมเข้าออกสักแต่เป็นสภาวธรรมทั้งข้างนอกและข้างในเกิดดับอยู่ ต้องทำความเข้าใจไว้แต่เริ่มให้แม่นยำอย่างนี้

และเพื่อเกิดความเห็นว่าอานาปานบรรพแตกต่างจากการเข้าคอร์สฝึกสมาธิหรือฝึกเดินลมปราณทั่วไป ก็จะได้แสดงการตั้งมุมมองอานาปานบรรพไว้แตกต่างกันหลายๆแง่ โดยเฉพาะแง่สำคัญสูงสุดคือความเหมาะสมที่จะเป็นบันไดขั้นแรกของการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นบันไดขั้นแรก การเริ่มต้นดูลมหายใจนั้น พระพุทธเจ้าท่านให้มีสติธรรมดาๆในการรู้ลมหายใจออก และมีสติธรรมดาๆรู้ลมหายใจเข้า ตรงนี้แสดงให้เห็นชัดว่าท่านจะสอนคนทั่วไปที่ยังไม่เป็นเลย และด้วยขั้นตอนต่างๆในอานาปานบรรพนี้เอง หากดำเนินไปตลอดสายก็จะปรุงสติให้แจ่มชัดกระทั่งเริ่มรับรู้ความเกิดดับในสภาวธรรมหยาบเช่นลมหายใจได้

และถ้ามองในแง่ของการภาวนาขั้นละเอียดขึ้นไป หากได้รู้จักและสังเกตนักปฏิบัติทั้งที่เพิ่งเริ่มและผ่านประสบการณ์มานานปี จะพบเรื่องสามัญประการหนึ่งคือนักปฏิบัติทั้งใหม่และเก่านั้น แม้ทำสมาธิได้สงบดีเพียงใด พอเริ่มต้นทำในสิ่งที่คิดว่าเป็น วิปัสสนา เช่นระลึกเข้ามาในกาย หรือในเวทนา หรือในจิต ก็มักมีอาการจ้องเอาทื่อๆ แบบที่เรียกกันในหมู่ผู้ปฏิบัติว่า แช่ หรือ จม อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มิได้เป็นความรู้ตัวตามธรรมชาติ สังเกตผลภายในด้วยตนเองได้คือมีความรู้สึกหนัก หรือแม้เบาก็รู้สึกมัวมน หรือแม้ใสก็รู้สึกคล้ายค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น มองไม่เห็นการโคจรของรูปและนามใดๆเข้ามาแสดงความแปรปรวน ความทนอยู่ไม่ได้ หรือความเป็นสภาวธรรมไร้ตัวไร้ตนแต่อย่างใด

พูดง่ายๆว่าสิ่งที่จิตรู้ จิตระลึกอยู่ ปรากฏอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น หรือบางทีเห็นชัดได้พักเดียวก็เบลอไป การมีสติรู้ในลักษณะนี้ไม่เรียกว่าเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่เป็นการเลือกเห็นเฉพาะตอนที่มัน "ตั้งอยู่" และเป็นการเห็นแบบจดจ้องเอาเหมือนเพ่งเทียนผ่านสายหมอก ส่วนตอนที่เกิดและดับจะไม่เห็น หรือเห็นก็ประกอบร่วมกับความคิดว่าอย่างนี้คือดับไปแล้ว ซึ่งแท้จริงกำลังของความคิดนั่นเองเข้ามาเบียดเบียนให้สิ่งถูกรู้หมดกำลังลง มิใช่สติรู้เห็นความเกิดดับตามธรรมชาติแต่อย่างใด

ถ้าลองฝึกสติปัฏฐานอย่างเป็นไปตามลำดับขั้น จะพบว่าส่วนของอานาปานบรรพนี้ เหมาะแล้วที่จะเป็นบันไดขั้นแรกของมหาสติปัฏฐานสูตร เนื่องจากเมื่อรู้ลมหายใจเข้าออกอย่างเป็นธรรมชาติ จิตจะถูกปรับให้อยู่ในสภาพรู้ตามจริงโดยไม่แช่จมไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งทื่อๆ เนื่องจากลมหายใจเป็นสิ่งมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีความแปรปรวนจากสั้นเป็นยาว มีความไม่คงเส้นคงวากลับไปกลับมาระหว่างหยาบกับละเอียด การตามรู้สิ่งที่มีความเคลื่อนไหวย่อมสลัดหลุดจากความแช่นิ่งเป็นธรรมดา

การทรงสติโดยไม่แช่นิ่งนั้น ก็คือความพร้อมจะรู้อย่างว่องไว หมายถึงเท่าทันขณะแห่งสภาวธรรมที่ปรากฏแปลกปลอมเข้ามา กับทั้งเท่าทันขณะแห่งสภาวธรรมเดียวกันนั้นสูญสลายคลายจางลง เช่นเมื่อความขัดเคืองเล็กๆเกิดขึ้น คนธรรมดาทั่วไปแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตนเองเริ่มไม่พอใจ กำลังไม่พอใจอยู่ และคลายจากความไม่พอใจ ทั้งนี้ก็เพราะจิตคิด จิตเหม่อนั้น มีความคลุมเครือใกล้เคียงกับความขัดเคืองเล็กๆอยู่มาก

แต่หากจิตใจเรากำลังผ่องใส กำลังเบิกบานยินดีปรีดา เมื่อเกิดความขัดเคืองขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยย่อมไหวรู้ เนื่องจากผิดแผกแตกต่างกันอย่างชัดเจนกับความยินดีปรีดา ฉันใดก็ฉันนั้น จิตที่ถูกปรับปรุงแล้วด้วยลมหายใจ มีความเป็นกลาง มีความเบิกบานตามธรรมชาติ ย่อมรู้ชัดว่าขณะนี้ความขัดเคืองปรากฏแปลกปลอมเข้ามาแล้ว ขณะนี้ความขัดเคืองยังตั้งอยู่ ขณะนี้ความขัดเคืองจางลงสนิท กระทั่งจิตคืนกลับสู่สภาพอันเป็นกลางตามเดิม

ถ้าหากลมหายใจมีความละเอียดและนิ่มนวล ขอให้สังเกตว่าจิตจะละเอียดและนิ่มนวลตาม ในทางกลับกันหากจิตหยาบกระด้าง ลมหายใจจะหยาบกระด้างตามไปด้วย บางคนเข้าใจว่าถ้าควบคุมลมได้ ก็สามารถควบคุมให้จิตเป็นสุขได้ตามปรารถนาในทุกสภาพการณ์ อันที่จริงความเข้าใจและความสามารถชนิดนี้เป็นเรื่องดี จัดเป็นงานสมถะชนิดหนึ่ง อย่างไรก็ตามหลายคนเข้าใจผิดคิดว่านี่เป็นงานวิปัสสนา แท้ที่จริงแล้วเป็นปัญญาในการ เปลี่ยนอารมณ์ หรือ เบียดอารมณ์เสียๆให้ตกไป เท่านั้น ยังมิใช่วิปัสสนาแต่อย่างใด

ถ้าหากศึกษาอานาปานบรรพอย่างดี ก็จะประกันไม่ให้หลงติดอยู่กับงานสมถะ เพราะลำดับขั้นตอนที่พระพุทธเจ้าวางไว้นั้น จะตีกันมิให้จิตติดหลงอยู่เฉพาะกับความสุขหรือความรู้สึกสบาย แต่จะเน้นให้พิจารณาจากความ "รู้ชัด" ในสิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็น โดยความเป็นของภายนอกภายใน และโดยความเป็นของเกิดเองเสื่อมเองเป็นธรรมดา ไม่ใช่อยู่ตรงไหนให้ใครครอบครองถาวร และไม่ได้เกิดขึ้นเสื่อมไปตามความจงใจของใครเลย

เมื่อจิตอยู่ในสภาพที่ทั้งว่องไว รู้เท่าทันสภาวธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ กับทั้งไม่แช่อยู่กับสุข ขยับขึ้นไปดูอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตาด้วย ผลคือจิตได้ ตัวอย่างวิธีรู้ อย่างถูกต้องไว้เป็นหลัก เมื่อได้หลักแม่นๆแล้ว ก้าวต่อๆไปก็แน่นอนว่าจะคล้อยตามในทิศเดียวกัน คือรู้ตามจริง และเห็นความเกิดดับ เหมือนกับที่เคยรู้มาแล้วจากการฝึกในก้าวแรกคืออานาปานบรรพนี้

นี่เป็นกุญแจสำคัญของสติปัฏฐาน 4 จิตนั่นแหละคือกุญแจ จิตที่รู้ตามจริง เห็นทุกสิ่งเป็นของเกิดดับ เมื่อเห็นลมหายใจเกิดดับ ไม่ใช่ตัวตนจนถึงที่สุดก็อาจหลุดพ้นจากอุปาทานได้แล้ว แต่ถ้ายังไม่หลุด ก็ต้องกะเทาะเปลือกของอุปาทานไปจนกว่าจะเกลี้ยงเกลา ด้วยการตามรู้ ตามดูสภาวธรรมอื่นอันเป็นพื้นยืนของความรู้สึกในตัวตนต่อไป

ถ้ามองระยะยาวก็จะเห็นประโยชน์ชัดเจนอีกแง่หนึ่งของอานาปานบรรพ ลองใคร่ครวญว่าลมหายใจเป็นของติดตัวเราไปทุกหนทุกแห่ง เพียงรู้ให้ถูก รู้ให้เป็น ก็พลอยได้ชื่อว่ามีเครื่องอยู่ เครื่องปรุงจิตให้ทรงอยู่กับการภาวนาตลอดเวลา หรือเกือบตลอดเวลาไปด้วย

นักภาวนามักเกิดความรู้สึกเคว้ง หลงทาง หรือท้อแท้ เห็นมรรคผลเป็นเรื่องไกลตัวหรือกระทั่งเป็นเรื่องมองไม่เห็นว่าจะมาถึงตัวได้อย่างไร นั่นเพราะจิตปราศจากทิศทาง ปราศจากเครื่องมือช่วยอำนวยให้เกิดความปล่อยวาง ต่อเมื่อจิตจ่ออยู่กับความเกิดดับของลมหายใจ จึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกแบบ คือมรรคผลเป็นเรื่องใกล้ตัว ใกล้ความจริงอยู่นิดเดียว เนื่องจากจิตที่เข้าถึงความสักแต่รู้ว่ามีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นแล้วต้องดับไปเป็นธรรมดา ย่อมเห็นอาการคลายอัตตาในตน เมื่อจิตคลายอัตตาด้วยปัญญารู้ชัดว่าสภาวธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เมื่อนั้นคือลักษณะที่กลมกลืนกันกับกระแสมรรคกระแสผล สมนัยกับที่พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่งว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อานาปานสติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ภิกษุที่เจริญอานาปานสติแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญโพชฌงค์ 7 ให้บริบูรณ์ได้ ภิกษุที่เจริญโพชฌงค์ 7 แล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ได้

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นประสบการณ์ภายใน หากกล่าวกันอย่างละเอียด ก็ต้องว่าอานาปานบรรพนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนภิกษุ หรืออีกนัยหนึ่งผู้ที่พร้อมจะใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตเพื่อแสวงความหลุดพ้น บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมสำหรับภิกษุสงฆ์ในสมัยพุทธกาลนั้นค่อนข้างเอื้ออำนวยที่จะให้คำแนะนำเช่น

ภิกษุในพระศาสนานี้ ไปสู่ป่าก็ดี ไปสู่โคนไม้ก็ดี ไปสู่เรือนว่างก็ดี...

สมัยนี้ก็ยังพอมีป่า มีโคนไม้ใหญ่ให้อาศัยสงบกายสงบจิตบำเพ็ญเพียรภาวนา ทุกคนคงมีประสบการณ์ตรงกันว่าถ้าเข้าป่า หรือเข้าไปในสถานที่มีต้นไม้เยอะๆ จะช่วยให้จิตใจเยือกเย็นลง คลายความรุ่มร้อนกังวลฟุ้งซ่านในชีวิตประจำวันลงได้มาก นี่จึงนับว่าเป็นการใช้สถานที่เข้าช่วยเตรียมจิตเบื้องต้นได้อย่างดี คงไม่มีข้อกังขา

ส่วนของ เรือนว่าง นั้น น่าจะหมายถึงว่าถ้าหาป่า หาไม้เป็นร่มบังให้เบาใจไม่เจอ ก็ควรเข้าสู่สถานที่สงัดจากผู้คน ยิ่งมีข้าวของน้อยๆได้จะยิ่งดี ทดลองเข้าไปในห้องว่างปราศจากสิ่งของ ลงนั่งสงบใจสักพัก แล้วมาลองนั่งในห้องนอนของตัวเอง จะพบว่าลักษณะการทำงานของจิตใจแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะสำหรับมือใหม่ ทั้งนี้ก็เพราะห้องนอนที่เต็มไปด้วยสมบัติพัสถานส่วนตัวนั้น แม้หลับตาลง ใจก็ยังเห็น และชินที่จะนึกคิดแบบที่เคยนึกคิด เป็นต้นว่าอยากฟังเพลง อยากอ่านหนังสือ อยากกิน อยากนอน ของมันรู้ทางไปหมดว่าอุปกรณ์สนองความอยากแต่ละชนิดจัดวางไว้ตรงไหน เมื่อปราศจากของเหล่านี้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ใจจะไม่ปรุงแต่งอยากเอาโน่นอยากเอานี่ในแบบเดิมๆ

ถัดจากเรื่องการเตรียมพร้อมเกี่ยวกับสถานที่ ก็มาดูเรื่องของความเตรียมพร้อมทางกาย เริ่มต้นขึ้นมาพระพุทธองค์ให้นั่ง และเป็นการนั่งแบบค่อนข้างพิเศษ ที่เรียกว่า นั่งคู้บัลลังก์ ซึ่งหมายถึงการนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อใช้ท่านั่งอันจัดไว้ดีแล้วนั้น เป็นฐานที่ตั้งของสติไปเองโดยธรรมชาติ

โดยทั่วไปการนั่งขัดสมาธิจะหมายถึงให้ขาขวาซ้อนขาซ้าย มือขวาซ้อนมือซ้าย ปิดเปลือกตาลง ผู้ฝึกใหม่ส่วนมากจะกลอกตาหลุกหลิก และมีจิตเหมือนคนหลงทาง ไม่ทราบจะทำอย่างไรกับโลกภายใน อันนี้ขอแนะนำว่าก่อนปิดเปลือกตาลง ให้ทอดสายตาสบายๆไปข้างหน้า ระวังอย่าเพ่งจ้องเขม็ง ให้ทำกิริยาเหมือนทอดมองดูขอบฟ้าทะเลด้วยความสบายใจ เมื่อปิดเปลือกตาลงก็ให้คงสายตามองไกลไปข้างหน้าเหมือนเดิม ทดลองดูจะพบว่ามีอาการ ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ด้วยความรู้สึกเปิดกว้างในภายใน ไม่เพ่งแคบหรือครัดเคร่งฝืดฝืนแต่อย่างใดทั้งสิ้น

หลายคนมักสงสัย ว่าจำเป็นต้องนั่งคู้บัลลังก์เสมอไปหรือไม่ ความจริงแล้วอานาปานบรรพและพระสูตรเกี่ยวกับอานาปานสติทั้งหลายจะเน้นเรื่องการรู้ลมหายใจมากกว่าท่านั่ง เหมือนกับที่เราไม่จำเป็นต้องไปสู่ป่า โคนไม้ หรือเรือนว่างเสมอไป แต่อย่างไรก็น่าตระหนักว่าพระพุทธองค์ตรัสแนะเกี่ยวกับอาการทางกายไว้เช่นนี้ หากใครสามารถนั่งขัดสมาธิโดยสะดวก ไม่เมื่อยขบหรือเป็นปัญหาจนเกินไป ก็ควรลองไว้เพื่อจะรู้จักฐานที่มั่นหรือชัยภูมิอันเหมาะสำหรับการตามรู้กองลมทั้งปวง แต่หากขัดข้องจริงๆ โดยเฉพาะผู้มีวัยสูงแล้ว ก็อาจนั่งเก้าอี้ธรรมดา จะเป็นเก้าอี้มีแขนหรือไม่มีแขนก็ตามสะดวก

คราวนี้มาถึงขั้นของการกำหนดรู้ลมหายใจที่เกิดขึ้นตามจริง หากทำตามไปด้วยระหว่างอ่านก็อาจเห็นผลเป็นลำดับ ให้ระลึกว่าต้องเห็นจริงตามลำดับขั้นแล้ว ประสพความสำเร็จในขั้นนั้นๆแล้ว จึงควรก้าวต่อไป แต่ละขั้นอาจกินเวลาเพียงสิบวินาทีหรือครึ่งนาที ขอเพียงแน่ใจในภายในแล้วกันว่าใช่แน่ รู้อย่างที่พระพุทธองค์ให้รู้แน่ๆ

- เธอมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า

เกือบร้อยทั้งร้อยจะผ่านจุดสังเกตนี้ไปอย่างง่ายดายที่สุด น้อยรายจะตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงให้กำหนดรู้ลมขาออกก่อนขาเข้า

โดยทั่วไปเมื่อเราตั้งใจรู้ลมหายใจ สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอคือจะหายใจเข้ายาวกว่าหายใจออก กล่าวคือหายใจเข้ายาวแบบสูดลมเต็มปอด แต่เวลาระบายคล้ายจะพ่นออกมาเพียงสั้น ผลคือจะเกิดสติรู้เพียงลมเข้ายาว แต่เมื่อลมออกสั้นสติแทบหายหนไปหมดสิ้น สติจะกลับมาก็ต่อเมื่อจดจ้องลมเข้าระลอกต่อไปเท่านั้น

เมื่อกำหนดสติรู้ลมขาออกก่อน จะเป็นตัวอย่างชั้นดีว่าหายใจออกให้รู้ได้สบายๆต้องแบบนี้ หรือด้วยความยาวขนาดนี้ ลองระบายลมออกคล้ายถอนใจโล่งอก อย่าคิดว่านี่คือการเริ่มทำสมาธิเพราะจะทำให้เกร็ง แต่ลองคิดว่าเราหมดเรื่องหนักอกก็ถอนใจโล่งอกเสียทีหนึ่ง สังเกตว่าเราจะไม่สนใจลมเข้ามากนัก แต่จะไปรับรู้ลมออกมากกว่าเดิม และสิ่งที่เป็นผลตามลำดับต่อมาคือเมื่อหายใจเข้า เราจะทราบว่าควรจะยาวประมาณไหนให้สมดุลพอดีกัน ตรงนี้สำหรับผู้เคยมีปัญหาจ่อลมหายใจแล้วหนักหัวเพราะเคร่งกับลมหายใจเข้าเกินไป น่าจะพบว่ามีความคลายตัวลงอย่างง่ายๆ ทุกครั้งที่ทำสมาธิไม่ว่าจะไปติดอยู่ขั้นไหน ฟุ้งซ่านอย่างไร เพียงย้อนกลับมากำหนดรู้ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าธรรมดาๆนี้ จิตก็จะหวนกลับมาอยู่ในขอบเขตอันสุขสบายดังเดิม

อีกประการหนึ่ง ขอให้สังเกตว่าขั้นแรกนี้พระพุทธองค์ให้กำหนดสติรู้เฉยๆ ว่านี่ลมหายใจออก นี่ลมหายใจเข้า ไม่ได้ต้องการสิ่งอื่นใดสำคัญไปกว่าสติธรรมดาๆที่รู้ตามจริง กายขอระบายลมออกก็ให้กายทำงานไปตามปกติ จิตมีหน้าที่เพียงรู้ กายเรียกร้องขอลมเข้าก็ให้กายทำงานไปตามสภาพ จิตมีหน้าที่เพียงรู้เช่นกัน หากใครนึกไม่ออกว่ามีสติรู้แบบง่ายๆเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลองพลิกฝ่ามือไปมา จิตมีอาการรู้อย่างไร ก็ให้รู้ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าง่ายๆเหมือนอย่างนั้น

ปกติจิตของคนทั่วไปจะลอยไปลอยมา คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ตามกิเลสของแต่ละคน ไม่ได้จ่ออยู่กับกายทั้งที่อาศัยกายตลอด 24 ชั่วโมง อุบายง่ายที่สุดที่จะดึงมาจ่อกับกายคือถามตัวเอง เช่นกำลังหายใจออกหรือหายใจเข้า คำตอบที่มีให้ตัวเองนั่นแหละจะดึงจิตมาอยู่ในขอบเขตของกายโดยอัตโนมัติ เรียกว่าเพิ่งเริ่มขั้นแรก ถ้าทำได้ต่อเนื่องสักพักเดียวก็เกิดประสบการณ์ "ลดทุกข์" ลงได้ทันใจ

เมื่อแจ่มแจ้งแล้วว่าจะ รู้ อย่างไรในขั้นนี้ ก็ขอย้ำให้จำอาการสบายๆไว้ตลอดไป เพราะหลายคนเมื่อเข้าสู่ขั้นอื่นมักจดจ้องจนกลายเป็นเกร็ง หรือกดเข้ามาภายใน ซึ่งเป็นเรื่องผิดพลาดแต่ต้นมือ ควรสังวรไว้ไม่ให้เกิดขึ้นเลย ถ้าทำแล้วยิ่งอึดอัด หรือยิ่งรู้สึกฝืดฝืน ก็อาจคิดอย่างนี้ว่าปกติเราหายใจไม่ได้อึดอัด แต่พอเริ่มฝึกแล้วอึดอัด นั่นแปลว่าการหายใจของเราไม่เป็นธรรมชาติ เราไม่ตามรู้เฉยๆแล้ว ต้องแก้เสียใหม่โดยหายใจเป็นปกติอย่างที่เคยไม่อึดอัด สิ่งที่เพิ่มเข้ามามีเพียงความรู้ตามจริงสบายๆเท่านั้น

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว

ขอให้สังเกตว่าเมื่อมีสติรู้ลมหายใจออก มีสติรู้ลมหายใจเข้าอย่างง่ายๆนั้น ลมจะยาวกว่าปกติ ตรงนี้เป็นจุดที่เรากล่าวได้ว่าจิตสามัญทั่วไปมีความผูกพันแนบสนิทกับลมหายใจอย่างยิ่ง เมื่อปรับจิตให้มาจ่ออยู่กับสิ่งที่มันผูกพันอยู่ตรงๆ ผลก็คือสิ่งนั้นแสดงตัว "เด่นชัด" ขึ้นมากว่าปกติ

เริ่มขั้นแรกพระพุทธองค์แค่ให้มีสติรู้เข้าออกเฉยๆ แต่ขั้นนี้ให้ รู้ชัด ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว ถ้ารู้ชัดอย่างเป็นไปตามธรรมชาติจะไม่อึดอัด แต่ถ้าเข้าใจว่าจะรู้ชัดนั้นคือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ บีบหน้าท้องหรือช่วงอกเป็นพิเศษ อันนั้นจะเกิดความคับแน่น เคร่งเกร็งขึ้นมา ไม่เป็นผลดีแต่อย่างใด รู้ชัดในที่นี้ต้องหายใจทั่วท้อง ผ่อนคลายเบากายไปทั่ว สังเกตให้ขึ้นใจว่าจิตเพ่งหนักเกินเมื่อไหร่ กายเคร่งเกร็งขึ้นเมื่อนั้น ไม่มีทางรู้อะไรได้ชัดเลย ต่อเมื่อจิตสบายและกายเบา เมื่อนั้นความรู้ชัดจึงเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลเป็นไปเอง ส่งผลให้ลมยาวอย่างเป็นธรรมชาติ ตามกายที่ทำงานเต็มสภาพไปด้วย

เมื่อปฏิบัติจนดูลมเป็นถึงระดับหนึ่ง บางคนอาจเห็นสายลมหายใจยืดยาวเป็นนิมิตชัดคล้ายลำน้ำตกใหญ่ จึงมักจำเอานิมิตนั้นมาใช้ในการปฏิบัติครั้งต่อๆไป ซึ่งถ้าหากสภาวจิตอยู่ในความพร้อมก็ดีไป นิมิตแบบเดิมปรากฏทันที แต่หากเพิ่งเห็นนิมิตสายลมหายใจชัดเป็นครั้งแรกๆ ก็ไม่ควรคำนึงถึงนิมิต แต่ควรระลึกถึงความจริงเกี่ยวกับลมหายใจไปตามลำดับขั้น เช่นรู้ว่าออก รู้ว่าเข้า แล้วดูว่าที่ออกและเข้านั้นยาวหรือสั้น อย่าเร่งร้อน อย่าลัดทาง แล้วจิตจะค่อยๆปรับอาการรู้มาเข้าทางลมอย่างถูกต้อง ไม่สับสน ไม่กระสับกระส่ายแต่อย่างใด

- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น

ตามธรรมชาติแล้วของคนยังไม่เคยฝึกตามรู้ลมนานๆนั้น เมื่อมีสติลากลมเข้ามากกว่าเคยระยะหนึ่ง อาจสักสิบระลอกลมหายใจยาว ปอดจะคล้ายลูกโป่งที่อัดลมเข้าไปเกือบเต็ม เหลือพื้นที่ให้อัดเพิ่มน้อยแล้ว หรือบางทีก็เกิดความล้าทางกาย เพราะฉะนั้นลมทั้งขาออกและขาเข้าจะตื้นลงด้วย

ปกติผู้เริ่มฝึกมักใจร้อน หรือตามรู้ลมอย่างไม่เป็นธรรมชาติ กล่าวคือจะลากลมยาวให้ได้ทุกครั้ง หรือปล่อยให้ความอยากสงบนำหน้าสติรู้เห็นธรรมดาของลมหายใจตามจริง เมื่อถึงเวลาควรปล่อยลมออกเพียงสั้นก็ไปรีดลมให้ยาวเกิน โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาควรลากลมเข้าเพียงสั้นก็กลับพยายามดึงดูดเสียแรง อย่างนี้เรียกว่าเป็นการเอาลมตามความอยากของใจ ไม่ใช่ตามความเรียกร้องของกาย

เป็นเรื่องน่าสังเกตด้วยว่าหากสติของเราดีพอจะรู้ชัดใสไม่ว่าลมสั้นหรือลมยาว จะเหมือนจิตมีความเป็นอิสระจากอิทธิพลของลมหายใจมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือแทนที่จะมีสติสั้นหรือยาวตามลม ก็จะแปรมาเป็นผู้รู้ตามจริงว่าลมสั้นกับยาวนั้น สลับฉากกันหมุนเวียนเปลี่ยนมา ยาวได้พักหนึ่งร่างกายก็ดึงลมได้สั้นลง สั้นได้พักหนึ่งกายก็ขอลมให้มากขึ้น ลมหายใจมีได้หลายขนาด แต่สติรู้เป็นกลางมีอยู่อันเดียวหนึ่งเดียวเท่านั้น

อีกประการที่ควรทำความเข้าใจไว้ คือลมหายใจของแต่ละคนมีความสั้นยาวแตกต่างกัน ถ้าสงสัยว่าอย่างนี้เรียกยาวหรือสั้น ก็ให้ใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นหลักเปรียบเทียบ ยาวหมายถึงว่ายาวกว่าปกติจนเห็นได้ สั้นหมายถึงน้อยกว่าที่รู้สึกว่ายาวนั่นเอง

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจออก
ย่อมสำเหนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ตลอดกองลมหายใจทั้งปวงหายใจเข้า

ขอให้สังเกตด้วยว่าพระพุทธองค์เปลี่ยน ลักษณะรู้ ไปนิดหนึ่งจาก รู้ชัดว่าเราหายใจ เป็น เราจักเป็นผู้กำหนดรู้ ตรงนี้ในระดับประสบการณ์จะต่างกันตรงมุมมอง คือตอนแรกมองว่ากายเป็นเรา กายเป็นผู้หายใจ ต่อเมื่อรู้ชัดในอาการนั้นแล้วก็มองว่า "เรา" คืออีกส่วนหนึ่งจากกาย ซึ่งเราในที่นี้ก็คือผู้รู้ ผู้ดู อันเป็นอื่นไม่ได้นอกจากจิต นี่คือขั้นเริ่มต้นของการหัดรู้ หัดแยกให้ออกระหว่าง ผู้กำหนดรู้ กับ สิ่งถูกรู้

หากแยกได้ระหว่างจิตผู้ทำหน้าที่รู้กับลมหายใจซึ่งถูกรู้ ผลคือจะเหมือนนักสืบที่ซุ่มดูบุคคลอันเป็นเป้าหมายเดินทางเข้าออกประตูแห่งหนึ่ง นักสืบย่อมเฝ้าสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่าบุคคลนั้นออกเมื่อใด เข้าเวลาไหน โดยไม่เอาความอยากของตัวเองเข้าไปเร่งรัดหรือคาดหมายใดๆ

จิตที่เป็นผลของการตามรู้อย่างถูกต้องนั่นแหละ จะเหมือนแยกออกไปเป็นผู้เฝ้ารู้เฝ้าดูเฉยๆในกองลมทั้งปวง ไม่ว่าจะออกหรือเข้า ไม่ว่าจะยาวหรือสั้น นี่คืออีกขั้นหนึ่งของอานาปานสติ คือขณะแห่งลมออกและลมเข้า จิตตั้งมั่นอยู่ในอาการรู้ชัดตามจริงในฐานะของผู้สำเหนียกเห็นลักษณะของลมขณะนั้นๆ

ผู้เริ่มฝึกควรตั้งเป้าไว้ให้รู้ได้ขั้นนี้เป็นอย่างต่ำ จะรู้สึกพอใจอยากรู้อย่างนี้อีก หรืออยากให้จิตอยู่ในลักษณะแนบนิ่งได้อย่างนี้อีก แรกๆจิตจะหนีไปคิดเรื่องอื่น ไปฟุ้งซ่านเรื่องนอกลมหายใจเป็นธรรมดา ต่อเมื่อค่อยๆทำ ค่อยๆสั่งสมกำลังความตรึกตรองเข้ามาในอาการของลมหายใจบ่อยเข้า ทีละครึ่งนาที แต่ทำเสมอๆตลอดวัน ก็จะเห็นผลชัดว่าผ่านไปช่วงหนึ่งจะรู้ได้นานขึ้นเป็น 5 นาที 10 นาที กระทั่งปักหลักอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆในที่สุด

- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า

คำว่า กายสังขาร ในที่นี้คือสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย เช่นความปรุงแต่งอันเป็นส่วนเกินอื่นๆของลมหายใจ ยกตัวอย่างเช่นคิดขยับมือไม้ คิดเปลี่ยนท่านั่งให้สะดวกขึ้น หรือคิดโยกไหวหลีกตัวจากความอึดอัด ฯลฯ เมื่อเจริญสติจนลมหายใจเริ่มเข้าที่ สิ่งหนึ่งที่จะเกิดเป็นธรรมดาคือความรู้สึกสงบใจ อันส่งผลต่อเนื่องมาเป็นความสงบกาย ความอยากขยับอวัยวะต่างๆซึ่งไม่เกี่ยวกับทางเดินลมหายใจย่อมมีแนวโน้มจะระงับลง พระพุทธเจ้าให้ สำเหนียก คือสังเกตรู้ความนิ่งของกาย เพื่อกำกับให้อยู่ในความเป็นเช่นนั้นด้วย คือไม่ใช่นิ่งแล้วปล่อยให้กระจายไปเฉยๆ

อาจพิจารณาได้อีกแง่หนึ่ง คือ กายสังขาร โดยนัยของความจงใจดึงลมเข้าออก หากเจริญสติรู้ลมหายใจถึงระดับหนึ่งแล้ว เหมือนกายจะเข้าล็อกเป็นเครื่องสูบลมเข้าออกตามธรรมชาติ เรียกว่ามีความเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยการตั้งใจ ก็ได้ลมในระดับพอดีที่จะตามรู้อยู่แล้ว ความรู้สึกภายในจะเหมือนมีเวลาเหลือเฟือเพื่ออุทิศให้กับการรู้ลมอย่างเดียว ไม่ต้องผสมเจตนาบังคับกายเหมือนช่วงต้นแต่อย่างใด

อีกประการหนึ่ง การระงับความกระดุกกระดิกอันเป็นส่วนเกินทั้งหลาย จะทำให้เกิดความสงบทั่วพร้อม และมีศูนย์กลางอยู่กับลมหายใจออกกับเข้าเพียงลำพัง ไม่จดจ้องคับแคบอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง เพราะรู้พร้อมตั้งมั่นอยู่กับกายทั้งหมดเป็นฐาน เมื่อทำถูกส่วนดีแล้วระยะหนึ่ง ผลคือจะรวมจิตให้อยู่กับที่ และมีลักษณะเบิกบานแผ่ออก ไม่หลงเหลือความเพ่งเกร็งหรือฝืดฝืนตรงไหน

ถึงขั้นนี้บางคนอาจรู้สึกเหมือนกายเป็นหุ่นปั้น หรือเหมือนจิตเข้ามาอาศัยโพรงภายในหุ่นกระบอก หากหายใจจนไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ขอให้ลองสังเกตว่าถ้าเราเริ่มหายใจเข้าด้วยการขยายหน้าท้องออกเล็กน้อย จะได้ลมหายใจดีขึ้น ภาวะทางกายสบายขึ้น แต่หากทดลองแล้วฝืนเกร็ง ก็ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงหน้าท้องขยาย ให้หายใจไปตามปกติต่อไป อย่างที่กล่าวแล้วว่าอานาปานบรรพนั้นเราไม่ได้ฝึกหายใจ แต่ฝึกรู้กองลมทั้งปวงเป็นหลัก

ถึงตรงนี้หากทดลองทำแล้วรู้สึกติดขัด เลื่อนระดับจากขั้นหนึ่งไปยังขั้นถัดไปไม่ได้ ก็ขอให้ทำตัวเป็นผู้ตรวจสอบตนเอง เช่นถามในใจง่ายๆว่าเรามีสติรู้ลมออกไหม? เรามีสติรู้ลมเข้าไหม? หากว่ามีอยู่ ก็ลองสังเกตลมในระดับต่อมา ว่าเรารู้ขนาดของลมหายใจไหมว่ายาวหรือสั้น? หากสามารถรู้ได้ตามจริง ก็ถามตัวเองต่อไปว่าเรากำหนดรู้ล่วงหน้าได้ไหมว่าลมออกและเข้าที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ยาวหรือสั้น? หากสามารถรู้ได้ตามจริงก็ถามตัวเองต่อไปว่าเราทำความนิ่ง กำจัดความเคลื่อนไหวส่วนเกินที่จำเป็นต่อการหายใจออกและเข้าได้หรือไม่?

นอกจากถามตัวเองเกี่ยวกับส่วนที่ถูกแล้ว ก็อาจถามตัวเองเป็นระยะเกี่ยวกับส่วนที่ผิดไปด้วย เช่นว่ากำลังทำๆอยู่นี้มีความเกร็งไหม? มีความฟุ้งซ่านซัดส่ายออกไปแล้วไม่ยอมดึงกลับไหม? มีความคาดหวังความสงบจนหลงลืมลมหายใจเฉพาะหน้าไหม? เป็นต้น

ทบทวนไปมาจะทราบได้ว่าอุบายของพระพุทธองค์ในอันที่จะให้เราดิ่งลงสู่ความสงบและมีความรู้ในภายในแนบสนิทกับลมหายใจนั้น น่าทึ่งยิ่งนัก เพราะแม้ผู้ไม่เคยมีประสบการณ์สมาธิมาก่อน ก็อาจลิ้มรสความสงบสุขได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพียงกำหนดทิศทาง "รู้ลม" อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามกล่าวมา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นายช่างกลึงหรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ขยัน เมื่อชักเชือกกลึงยาวก็รู้ชัดว่าเราชักยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน...

คงจำได้ว่าเมื่อเริ่มแรกสุดพระพุทธองค์ให้กำหนด สติ รู้อย่างธรรมดาๆ แต่เมื่อถึงขั้นสุดท้ายที่ผ่านมาคือกำหนดความระงับส่วนเกินทางกายได้ ก็อาจพัฒนาต่อเป็นสติที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ

เพื่อความเข้าใจสติที่ใหญ่ขึ้นดังกล่าว พระพุทธองค์ให้เปรียบเทียบการคุมสติกับการชักเชือกกลึงของช่าง ผู้ขยัน การกลึงในสมัยพุทธกาลใช้เชือกในการชักแกนที่จับวัตถุที่ต้องการจะกลึงให้หมุน แล้วใช้ใบมีดจ่อเพื่อกลึงวัตถุที่หมุนนั้น หากนึกให้ง่ายและคล้ายกันก็คงเหมือนเราเอาสองมือจับปลายเชือกแต่ละด้านที่แขวนบนราว แล้วผลัดข้างลากลงด้วยมือขวาบ้างมาฝั่งขวาบ้าง ลากลงด้วยมือซ้ายบ้างมาฝั่งซ้ายบ้าง

เมื่อทำงานกลึงแบบคนขยัน ใจต้องจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ชักเชือกยาวสั้นอย่างมีสติรู้สม่ำเสมอ ไม่วอกแวกไปไหน พระพุทธองค์ให้เรากำหนดไว้ในใจว่าจะตามลมหายใจเข้าออกเสมอกันกับงานกลึงดังกล่าวนั้น

ความแน่วแน่ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่มีการเกี่ยงว่าลมจะเข้าเป็นสายยาวหรือสั้น ไม่เกี่ยงว่ากำลังสบายหรือไม่สบายกาย สนใจแต่การดูโลกภายในที่สายลมหายใจปรากฏเหมือนเชือกที่ถูกชักยาวบ้าง ชักสั้นบ้าง

- เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว
- เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักเป็นผู้กำหนดกองลมทั้งปวงหายใจเข้า
- ย่อมสำเนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก
- ย่อมสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า

หากใครเคยฝึกรู้ลมหายใจด้วยอุบายต่างๆมาก่อน จะพบว่าขั้นตอนกำหนดรู้ของพระพุทธเจ้านั้นลัดตรงเข้าสู่อาการสงบรู้ได้เร็วที่สุดแล้ว ไปถึงจุดหนึ่งจะเห็นเหมือนแค่มีลมหายใจผ่านเข้าผ่านออก ผ่านเข้าผ่านออก ฯลฯ ให้จิตนิ่งรู้เฝ้าดูอย่างเป็นสุข เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วลืม "ทางเข้า" ถ้าได้ทบทวนตามลำดับของพระพุทธเจ้าก็จะเห็นว่าเข้าได้ใหม่โดยสะดวก แต่ถ้าพยายามตรึกนึกเอาเอง พยายามสร้างภาวะเลียนแบบเอาเอง ก็จะทราบว่าเป็นเรื่องยากพอสมควร

หลักของพระพุทธเจ้าจะไม่ให้สังเกตจุดกระทบ ไม่ให้ประกบติดกับจุดใดจุดหนึ่งทางกาย เอาเพียงรู้ว่ายาวหรือสั้นเป็นพอ ซึ่งก็จะได้ผลตรงกันเป็นสากล แตกต่างจากที่รู้กระทบ ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนจากกัน และได้กระทบไม่สม่ำเสมอแม้ในคนเดียวกัน

ขอให้สังเกตว่าทุกขั้นตอนที่กล่าวมาจนถึงบัดนี้ล้วนต้องอาศัยความจงใจของ ตัวเรา ทั้งสิ้น จึงจัดเป็นงานสมถะ ยังไม่อยู่ในระดับวิปัสสนา เมื่อถึงขั้นกำหนดระงับอาการส่วนเกินของกาย จิตจะสงบและรู้สึกตื่นในภายในเหมือนช่างกลึงผู้ขยันสมดังที่พระพุทธองค์ตรัสเทียบ การสังเกตลมในขั้นต่อๆไปก็เป็นแนวเดิมทุกประการ เพียงแต่ลักษณะของสติจะมีกำลังมากขึ้น มีความสบายยิ่งๆขึ้น เป็นธรรมชาติยิ่งๆขึ้น

มีผู้แนะให้ฝึกหายใจแบบจงใจละเอียดเป็นลำดับกระทั่งเข้าสู่ความสงบระงับลมหายใจ หลายคนทำแล้วจะเกิดความอึดอัดมาก บางคนถึงขั้นหายใจไม่ออกและมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจในเวลาต่อมา ขอให้ทราบว่าความละเอียดของลมหายใจจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความละเอียดของจิต เมื่อจิตหยาบลมหายใจก็หยาบ เมื่อจิตละเอียดลมหายใจก็ละเอียด ไม่มีใครไปสั่งได้ด้วยเจตนาว่าขอลมหายใจจงละเอียดหรือระงับไปเพื่อให้เกิดฌานขั้นนั้นขั้นนี้ หน้าที่ของเราควรมีเพียงรู้ตามจริงเป็นลำดับตามแนวทางของพระพุทธองค์เท่านั้น

การดับไปของลมหายใจนั้นมีอยู่ กล่าวคือร่างกายจะเข้าสู่ภาวะยุติลมเมื่อถึงสมาธิชั้นสูง แต่ตรงนั้นไม่ใช่ขั้นตอนของการฝึกหัดในอานาปานบรรพหรืออานาปานสติ ขอให้พิจารณาจากมหาราหุโลวาทสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม 5 ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในท้ายสุดหลังจากผ่านขั้นต่างๆมาแล้ว ความว่า...

ดูกรราหุล อานาปานสติที่บุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ ดูกรราหุล เมื่ออานาปานสติอันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกซึ่งมีในที่สุดท้าย ก็ดับไปโดยรู้ มิใช่ไม่รู้

ตรงนี้ย่อมชี้ชัดว่าพระพุทธองค์มิได้ให้ ฝึก หยุดหายใจ แต่เมื่อเข้าส่วนดีแล้ว ลมหายใจจะยุติเองอย่างเป็นที่รู้ของผู้มีสติบริบูรณ์

การฝึกรู้ลมนั้นแม้ง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่หากรู้สึกเหนื่อยล้าก็ขอให้หยุดพัก เมื่อรู้สึกพอใจก็กลับมาทำอีก อุปกรณ์ในงานสมถะนี้ติดตัวเราอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง จะนั่ง ยืน เดิน หรือกระทั่งนอนก็สามารถทำอานาปานสติได้ทุกเมื่อ หากทำตามแล้วกลับมาอ่านซ้ำเรื่อยๆก็จะค่อยๆเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง

หลังจากทำสมถะมาจนกระทั่งเกิดความเห็น ตัวสภาวะ ของลมเข้าออกจนจิตเลิกคิด เลิกซัดส่าย มีความตั้งมั่นพอควร ซึ่งสามารถสำรวจตัวเองได้จากความสามารถรู้ลมเข้าออกตามนัยต้นๆอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว ก็มาถึงขั้นของการ "พิจารณา" สิ่งที่รู้ สิ่งที่เห็นชัดนั้น โดยความเป็นสภาวธรรม

คำว่า กายในกาย ในบรรพนี้ของกายานุปัสสนาก็คือลมหายใจนั่นเอง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสชัดไว้ในอานาปานสติสูตรตอนหนึ่งมีความว่า เรากล่าวลมหายใจออก ลมหายใจเข้านี้ ว่าเป็นกายชนิดหนึ่งในพวกกาย คือท่านให้ถือตามมุมมองผู้ปฏิบัติว่าลมหายใจเป็นกายส่วนย่อยในกายส่วนใหญ่นั่นเอง

ส่วนคำว่า ภายใน มุ่งเอาส่วนที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นถือมั่น หรือที่ตั้งของความหลงผิดว่านี่คือเรา เช่นนี่คือลมหายใจของเรา

ขอให้สังเกตว่าเมื่อมาถึงขั้นพิจารณา กายในกาย แล้ว พระพุทธเจ้าจะตัดคำว่า เรา ออกไป คือภาวะรู้ลมหายใจดีนั้น ประสบการณ์ภายในจะเหลือแต่อะไรอย่างหนึ่งสักแต่รับรู้ลมอยู่ พระพุทธองค์ใช้คำว่า ภิกษุ เพื่อสมมุติแทนฝ่ายฟังเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เกิดฝักฝ่ายของอัตตาผู้กำหนดลมแต่ประการใด คำว่า พิจารณา ในที่นี้จึงเป็นเพียง อาการของจิต ที่เห็นส่วนหนึ่งของกาย มิใช่ ลมหายใจของเรา อีกต่อไป ตั้งหลักกันที่สภาวะของลมที่เข้ามาอยู่ภายในอก พูดให้ง่ายคือรู้ว่าลมมาเป็นส่วนหนึ่งครู่หนึ่ง

โดยประสบการณ์ตรง ทุกคนควรเห็นว่าเมื่อสามารถรู้ลมโดยความเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งภายในกาย ก็จะเริ่มเห็นกายออกมาจากภายในไปด้วย และเมื่อเริ่มพิจารณาลมโดยสักแต่เป็นของอื่นเข้ามาอาศัยกายชั่วคราว ก็จะพลอยเกิดความรู้สึกเกี่ยวกับกายว่าเป็นถังอะไรถังหนึ่งให้ลมเข้ามาพักเท่านั้น มิใช่ความเป็นกายของเราหรือของใครเหมือนอย่างที่จิตถูกหลอกอยู่ตลอดเวลาตามปกติ

จากนั้นเมื่อถึงคราวระบายลมหายใจออกตามกลไกธรรมชาติ หากรู้ลมขาออกได้แจ่มชัด ความรู้สึกจากสติจะเห็นเหมือนเป็นสายสภาวธรรมสายหนึ่ง ที่เคยมาจากภายนอก แล้วกลับคืนสู่ภายนอก ถ้าหากประกอบพร้อมด้วยจิตที่ตั้งมั่นและมีความเบิกบานแผ่กระแสรู้กว้างขวางตามธรรมชาติแล้ว ก็จะรู้ชัดว่าที่ เคยเป็นส่วนหนึ่งของกาย นั้น บัดนี้กลายเป็นของ ภายนอก อย่างไร

ได้ข้อสรุปอันเป็นปัญญาของจิต ไม่ใช่ปัญญาของความคิด ว่าลมหายใจมาจากความว่างที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างไร ก็คืนกลับสู่ความว่างที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างนั้น

ตรงนี้จะเห็นความสำคัญของจิตที่ตั้งมั่นแล้วสักนิดหนึ่ง ถ้าทำสมถะมายังไม่พร้อม จิตยังไม่ทรงตัวเป็นปกติ ก็จะเห็นลมหายใจโดยความเป็นสภาวธรรมภายในและภายนอกไม่ชัด เมื่อไม่ชัด ยังคิดอยู่ ฟุ้งซ่านอยู่ ก็จะเกิดความลังเลสงสัย เช่นว่าเรารู้จักสภาวธรรมที่ถูกต้องหรือยัง หรือไปเร่งว่าเมื่อไหร่เราจะเห็นสภาวธรรมโดยความเป็นของภายในและภายนอกเสียที เป็นต้น

- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง

คำว่า ภายนอก แปลมาจากศัพท์บาลีคือ พหิทฺธา ซึ่งมีความหมายอื่นได้ว่า ข้างนอก หรือ ด้านนอก ฉะนั้นจำเป็นต้องบ่งว่าขั้นนี้เราต้องพิจารณาลมหายใจของ คนอื่น มิใช่ในกายของผู้ปฏิบัติภาวนาเอง

การรู้ลมหายใจของตนเองมากๆ นอกจากจะเห็นเป็นนิมิตสายลมหายใจออกและเข้าเป็นลำชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว ยังทำให้เกิด จิตสัมผัส เป็นผลพวงพลอยได้ตามมาด้วย ปกติคนเราหายใจเข้าออกก็สามารถสังเกตได้ด้วยตาเนื้ออยู่แล้ว เช่นอาการไหวพะเยิบของช่วงกระบังลม หรืออาการพองแล้วแฟบของหน้าท้อง แต่เมื่อมาบวกกับจิตสัมผัสเข้าด้วย ก็จะทำให้เราสามารถตั้งมุมมอง คนอื่นโดยความไม่ใช่ตัวตน แต่สักว่าเป็นถังสูบลมเข้าและระบายลมออก และเป็นการเห็นตามจริง มิใช่เพียงรับรู้แบบจดจำว่าคนเราต้องหายใจ มิใช่เพียงจินตนาการหรือคาดเดาว่าเขากำลังหายใจออกหรือเข้า แต่ "รู้" เข้าไปชัดๆทีเดียวว่าของเราอย่างไร ของเขาก็อย่างนั้น

ประโยชน์ของการพิจารณาลมหายใจผู้อื่นเป็นเพียงสภาวธรรมนั้น ก็เพื่อให้เห็นครบวงจร เห็นรอบตลอดสายว่าทั้ง ภายใน และ ภายนอก นั้นไม่ต่างกันเลย มิฉะนั้นจะกลายเป็นเผลอพิจารณาเฉพาะลมหายใจภายในว่าไม่ใช่ตัวตน แต่พอมองคนอื่นแล้วก็กลับรู้สึกว่าลมหายใจของเขา ความปรากฏทั้งหมดของเขา เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา พูดง่ายๆกำจัดความสงสัยว่ามีเราไม่ใช่ตัวตนอยู่คนเดียว แต่คนอื่นเป็นตัวเป็นตนหมด ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวตนย่อมครอบงำได้อีก

การพิจารณาลมหายใจของผู้อื่นสักแต่เป็นสภาวธรรมนั้น นับว่าจุดชนวนมองโลกทั้งหมดโดยสักแต่เป็น ธรรม หลักการหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 คือให้ละวางความยึดมั่นทั้งปวง โดยเริ่มจากที่ตั้งของตัวเราก่อน แล้วค่อยขยายผลความรู้แจ้งออกไปครอบคลุมภายนอกถ้วนทั่ว

อย่างไรก็ตาม หากผลีผลามด่วนไปเฝ้าสังเกตภายนอกก่อน ผลเสียคือจิตจะส่งออกนอกไปเลย และไม่อยากกลับเข้ามารู้ เข้ามาดูความเป็นภายใน เมื่อพยายามดูภายในจะเหมือนมีกำแพงขวางกั้นและรู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นจึงควรย้ำจนขึ้นใจกับตนเองว่าต้องดูข้างในให้ช่ำชองก่อนดูข้างนอก

และหมายเหตุไว้สำหรับใครที่เกรงว่าการมองอิริยาบถนอกตัวเป็นการส่งจิตออกนอก อันนี้ต้องทำความเข้าใจเรื่อง ส่งจิตออกนอก ดีๆว่าคือความคิดฟุ้งซ่านออกไปนอกขอบเขตของการพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรม เช่นเรื่องวัดค่าสูงต่ำให้เกิดอัตตามานะเป็นต้น การส่งจิตออกนอกนั้น แม้คิดเข้ามาในขอบเขตของกายใจตนเอง แต่ไปคิดแบบกิเลสๆเช่นวันนี้เราสวยหรือหล่อกว่าเมื่อวาน ก็ต้องนับว่าใช่การส่งจิตออกนอกเช่นกัน ในทางตรงข้ามแม้จิตจับวัตถุนอกตัว แต่สัมผัสรู้ว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เตลิดหลงยึด อย่างนี้ก็ต้องจำแนกไว้เป็นการดำเนินจิตในสติปัฏฐานอย่างหนึ่ง

- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง

บางจังหวะจิตมีคุณภาพดี สติมีความคมชัดกว้างขวางรอบด้าน ก็อาจเห็นทั้งลมหายใจของเราเองและคนอื่นพร้อมกัน สาระไม่ได้อยู่ที่เราเห็นเพียงเดี่ยวหรือเห็นรอบครอบคลุม แต่อยู่ที่เราสามารถเห็นลมหายใจโดยความเป็นสภาวธรรม ไม่ใช่ตัวตนทั่วทั้งหมดได้หรือเปล่า บางเวลาอาจเห็นเฉพาะความเกิดขึ้นเด่นชัดเท่านั้น

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง

วิธีกำหนดจะแตกต่างออกไปนิดเดียว คือตระหนักถึงความเกิดลมหายใจ ไม่ว่าจะขาออกหรือขาเข้า ไม่ว่าจะของเราหรือของคนอื่น หากเป็นสติที่ตั้งมั่น เห็นชัดต่อเนื่อง ก็จะทราบขณะของ "ความเกิดขึ้น" อย่างชัดเจน บางเวลาอาจเห็นเฉพาะความดับลงเด่นชัดเท่านั้น

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง

เหมือนกันกับข้อก่อน ต่างแต่ตระหนักถึงความดับลมหายใจ ไม่ว่าจะขาออกหรือขาเข้า ไม่ว่าจะของเราหรือของคนอื่น หากเป็นสติที่ตั้งมั่น เห็นชัดต่อเนื่อง ก็จะทราบขณะของ "ความดับลง" อย่างแจ่มชัด และเห็นเป็นเพียงสภาวะหนึ่งในธรรมชาติ ของที่เกิดขึ้นจะต้องระงับลงเป็นธรรมดา

- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เมื่อฝึกรู้ลมหายใจตามลำดับทั้งหมดกระทั่งถึงขั้นสุดท้ายในข้อก่อน จิตย่อมมีคุณลักษณะหนึ่งปรากฏขึ้นมา คือปัญญาเห็นความเกิดดับต่อเนื่องอย่างเด่นชัด คือเห็นในลักษณะประจักษ์ว่ากลไกธรรมชาติกายมนุษย์ประการหนึ่งคือเรียกร้องลมหายใจเข้ามา แล้วต้องการระบายออกไป สลับกันเกิดดับต่อเนื่องเป็นชุดๆ แต่ละชุดเป็นคนละลม เป็นคนละตัวกันแล้ว

ชีวิตย่อมปรากฏเป็นอีกอย่างหนึ่ง โลกทัศน์ภายในย่อมแตกต่างไปอีกแบบหนึ่ง แทนที่จะรู้สึกว่ากายเป็นเรา เราเป็นกาย ก็เห็นกายไม่ใช่ตัวตนของเรา ไม่มีตัวตนของเราในกาย ดังพระพุทธองค์ตรัสทิ้งท้ายไว้เสมอว่า

เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

ถึงขั้นสรุปอันเป็นสุดยอดของอานาปานบรรพนี้ ก็คือเห็นชัด รู้ชัดทุกขั้นตามที่กล่าวมา จึงกำหนดสติอันประกอบด้วยความเห็นชอบ ว่ากายนี้สักแต่เป็นเปลือกหยาบ สักแต่เป็นของอย่างหนึ่งให้จิตอาศัยตั้งอยู่ ให้จิตอาศัยระลึกว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน และชั้นแรกของกายที่เราจะอาศัยพิจารณาก็คือลมหายใจนั่นเอง แม้ยังไม่มองเข้าไปในรายละเอียดอื่นของกาย ก็พอมีที่ยึดเหนี่ยวในขอบเขตของกายเป็นเรื่องเป็นราวได้

ขอให้ถือกุญแจภาวนาดอกสำคัญไว้ด้วย ตลอดทั้งมหาสติปัฏฐานสูตร ตัวชี้ ตัววัดว่าเรากำลังมาถูกทางก็คือความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าเห็นแล้วยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนอยู่ ถึงแม้ปฏิบัติตามขั้นตอนอื่นถูกต้องอย่างไร ก็ยังถือว่าใช้ไม่ได้ ยังไม่ใช่สติปัฏฐานอย่างแท้จริง



มองอานาปานบรรพโดยความเป็นอารมณ์สมาธิ

จิตที่รู้สภาวธรรมได้อย่างเป็นกลาง ไม่มีอาการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงผิดถูก หรือตีค่าเป็นของดีของไม่ดี กับทั้งปราศจากความลังเลสงสัยนั้น ต้องมีความตั้งมั่น มีความนิ่มนวล มีความอ่อนควรว่องไว เต็มไปด้วยสมรรถนะ เป็นอิสระจากการยึดกุมของกิเลสหยาบเช่นราคะและโทสะ

ตรงนี้ก็มีข้อสงสัยเสมอมา ว่า มาตรฐาน ความพร้อมรู้อยู่ตรงไหน ขอให้พิจารณาจากที่พระพุทธองค์ตรัสไว้หลายแห่งเกี่ยวกับสมาธิในฐานะองค์หนึ่งของมรรค 8

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิเป็นไฉน? ภิกษุในธรรมวินัยนี้
- สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
- เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
- เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข
- เธอบรรลุจตุตถฌาณ ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่
เหล่านี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ
(สมาธิอันชอบ หรือสมาธิที่เกื้อกูลต่อมรรคผล)

กล่าวอย่างรวบรัดแล้ว สัมมาสมาธิคือฌาน 4 ดังจะเห็นประโยชน์ในฌานสมาบัติตามลำดับขั้นต่างๆ คือฌานแรกนั้นทำให้ความอยากในกามและความมีอกุศลจิตขาดไปอย่างสิ้นเชิงชั่วระยะเวลาหนึ่ง (ทำปฐมฌานได้ครึ่งชั่วโมงอาจให้ผลไปหลายวัน) ส่วนฌานสองนั้นทำให้จิตมีความผ่องใสพิเศษยิ่งขึ้นกว่าฌานแรก (จิตเริ่มใส่ใจกับตัวรู้และความว่างในภายในได้เป็นเอก) ส่วนฌานสามนั้นอริยเจ้าสรรเสริญว่าอยู่เป็นสุขด้วยสติและอุเบกขา ส่วนฌานสี่นั้นละได้กระทั่งสุข แสดงคุณภาพรู้ดั้งเดิมของจิตชนิดเต็มขั้น แม้สุขก็ไม่เจือปนอยู่ในรู้ รู้นั้นย่อมละเอียดประณีตและพ้นจากการเกาะกุมทั้งปวง

จากที่กล่าวมา จะเห็นพระพุทธองค์จำแนกฌานต่างๆไว้ด้วยองค์ประกอบได้แก่

1) วิตก
คือยกสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นสู่ความระลึก อย่างเช่นขั้นแรกที่ตั้งสติรู้ลมหายใจออก รู้ลมหายใจเข้า ก็เรียกว่าเป็นวิตก

2) วิจาร (ไม่มี ณ. การันต์)
คือแนบจิตเข้ากับสิ่งที่กำลังระลึกอย่างต่อเนื่อง ความรู้สึกจะเหมือนเห็นชัดออกมาจากในภายใน ขั้นที่สามารถสำเหนียกรู้กองลมทั้งปวง กล่าวคือเห็นจากภาวะปัจจุบันแม้ขณะลมหยุดแล้วทราบชัดว่าลมออกลมเข้าจะยาวหรือสั้น อันนั้นคือภาวะที่เริ่มเกิดวิจารเต็มรูป อย่างไรก็ตาม ขั้นก่อนหน้าเช่นรู้ลมสั้นยาว ก็อาจเกิดวิจารได้เช่นกัน ขอให้ดูที่ความต่อเนื่องแจ่มชัดเป็นหลัก

3) ปีติ
ถ้าปีติในระดับสมาธิขั้นต้น (ขณิกสมาธิ - อ่านว่า "ขะ-นิ-กะ") ที่จิตประกอบด้วยองค์คือวิตกและวิจาร ตั้งมั่นอยู่ได้เพียงชั่วคราวจะหมายถึงความอิ่มใจ ปีติในระดับสมาธิขั้นกลาง (อุปจารสมาธิ - อ่านว่า "อุ-ปะ-จา-ระ) ที่จิตตั้งมั่นได้นานขึ้นมาก จะหมายถึงความแช่มชื่น ปรีดาปราโมทย์เป็นพิเศษ กับทั้งไม่ใช่ลิงโลดแบบทำให้เสียความตั้งมั่น ส่วนปีติในสมาธิขั้นสูงที่จิตตั้งมั่นเป็นฌาน (อัปปนาสมาธิ) จะหมายถึงความเย็นซ่าน ดังที่พระพุทธเจ้าทรงพรรณนาไว้อีกสำนวนหนึ่งในกายคตาสติสูตร ความว่า มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอยังกายนี้แลให้คลุกเคล้าบริบูรณ์ ซาบซ่านด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไรๆแห่งกายทุกส่วนของเธอที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง

4) สุข
สุขในที่นี้คือสุขอันเกิดแต่วิเวกแห่งจิต เพราะฉะนั้นย่อมแตกต่างจากสุขที่จิตเสพได้จากกายที่เกลือกกลั้วในกามคุณ พระพุทธเจ้าจะตรัสถึงปีติและสุขคู่กัน ไม่แยกจากกันในองค์ฌานที่ถูกต้อง ทั้งปีติและสุขอาจเกิดขึ้นขณะรู้ลมหายใจขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือสำหรับผู้มีความตั้งมั่นของจิตเป็นปกติก็อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า เช่นพอกำหนดใจให้สงบพร้อมรู้ลมหายใจ จิตก็เข้าสู่ภาวะรวมกำลังและเบิกบาน ประกอบด้วยปีติและสุขเองทันที

5) เอกัคคตา
ความเป็นหนึ่งของจิตที่แน่วแน่อยู่กับอารมณ์เดียว สำหรับองค์นี้สำคัญในฐานะตัวชี้ขาดว่าสมาธิจิตที่เกิดนั้นเป็นฌานหรือไม่ สำหรับองค์อื่นๆข้างต้นแม้เกิดครบ ก็อาจเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิเท่านั้น หากขาดเสียซึ่งเอกัคคตาแล้ว ก็ไม่นับเข้าข่ายเป็นฌานเลย ข้อสังเกตเบื้องต้นคือความรู้สึกภายในจะหยุดนิ่งสนิท ปราศจากความคิด ปราศจากความคำนึงอื่นนอกจากลมหายใจ กระแสรู้จะรวมดวงหนักแน่นเด่นอยู่เหมือนความสว่างจ้าของแสงอาทิตย์

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์สมาธิที่มีอยู่ในจิตอาจมีผลให้สอดส่องการพัฒนาได้ทั่วถึงขึ้น เช่นในขั้นที่พระพุทธองค์ให้สำเหนียกรู้ความระงับแห่งกายสังขารนั้น ควรเริ่มมีปีตินำหน้ามาแล้ว ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในภิกขุนีสูตรมีความว่า

เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติ กายย่อมระงับ เธอมีกายระงับแล้ว ย่อมเสวยสุข เมื่อเธอมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น

และถ้าหากใครต้องการเน้นการทำสมาธิเพื่อเสวยปีติสุขโดยเฉพาะ อาจจะเพื่อผ่อนพักจากงานประจำวันหรือเดินจงกรมมาเหนื่อย ก็อาจดูแนววิธีที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ในอานาปานสติสูตรซึ่งเป็นสูตรใหญ่ว่าด้วยการกำหนดรู้ลมหายใจ จะได้คัดมาเฉพาะส่วนที่มุ่งเอาปฐมฌานเป็นหลักโดยพิจารณาองค์ฌานในส่วนที่เป็นปีติ สุข และการรวมดวงไร้ความคิด (จะขยายความส่วนนี้ในแง่ที่เป็นการพิจารณาเวทนาในบทที่ 10 อีกครั้ง จุดนี้มุ่งแสดงการสำรวจว่ามีองค์ฌานใดอยู่บ้างแล้วหรือขาดองค์ฌานใดไป)

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า คงจำได้ว่าทำผ่านกันมาแล้ว ทว่าต่อจากขั้นนี้แทนที่จะเจริญเป็นวิปัสสนาก็เปลี่ยนเป็นขั้นตอนเข้าสำเหนียกปีติสุขแทน ขอย้ำว่าให้ทำตามขั้นตอนมาเรื่อยๆ อย่าคิดสร้างความระงับกาย อย่าคิดสร้างปีติสุข เพราะจะไม่เกิดผลแต่อย่างใดทั้งสิ้นถ้ารีบร้อนด่วนได้ แต่จะลัดตรงเข้าสู่ความสำเร็จด้วยเวลาที่ไม่เยิ่นเย้อ หากใจเย็นและมาตามลำดับจริงๆ

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้ปีติหายใจเข้า
ดังกล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่ากายจะสงบระงับได้นั้น ต้องมีปีติ หรือความอิ่มใจในอาการที่จิตสงบจากความฟุ้งมาแนบสนิทกับลมหายใจ ทั้งขาออกและขาเข้าเต็มไปด้วยความเบากายสบายใจ ตรงนั้นถ้าทำไปเรื่อยๆไม่รีบร้อนเร่งเอาอะไร กับทั้งไม่ย่อหย่อนในความเพียร ก็จะค่อยๆเกิดปีติซ่านมากขึ้นเรื่อยๆ

ความแช่มชื่นเป็นปีติมักเกิดในช่วงลมหายใจยาว ขอให้สังเกตตามจริงว่าเมื่อถึงความสงบกายสงบใจและมีลมออกยาวนั้น จะรู้สึกเหมือนเราถอดถอนภาระหนักพ้นจากอก ภายในมีแต่ความเบาโล่งและไม่ฟุ้งซ่านไปทางไหนๆ ตรงนั้นให้จำและรักษาความแช่มชื่นที่เกิดขึ้นไว้ กับทั้งระลึกด้วยว่าปีติที่เป็นไปตามธรรมชาติจะเริ่มเอ่อมาทีละน้อย ไม่ฉูดฉาดลิงโลดปุบปับ ถ้าเห็นว่าเป็นปีติในลักษณะลิงโลดก็ควรเร่งตระหนักว่านั่นเป็นการสร้างเอาเองแล้ว และจะมีลักษณะเหมือนไฟไหม้ฟาง รีบมารีบไป

เมื่อจะลากลมหายใจเข้าก็เช่นกัน ความรู้สึกว่าหายใจได้ทั่วท้อง นำลมสบายเข้ามาสู่กายที่สบาย ความยินดีปรีดาย่อมเกิด ตรงนั้นก็เป็นปีติ อาจจะมีความแตกต่างจากปีติตอนลมขาออกอยู่บ้าง ให้สังเกตตามจริงและระลึกถึงความเป็นปีติไว้อย่างนั้น

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้สุขหายใจเข้า
สิ่งที่ตามความแช่มชื่นยินดีปรีดามาจะเป็นความเย็นกายเย็นใจ ความสงบสุขในรสวิเวกอันแตกต่างจากสุขสามัญ หลายคนจำแนกด้วยคำพรรณนาเช่น "ทิพยสุข" หรือสภาพ "เบาโล่งเหมือนลอย"

ตรงนี้มีข้อสังเกตว่าถ้าเราแยกแยะระหว่างปีติกับสุข ปีติจะมาก่อนระยะหนึ่ง จิตจะยังแกว่งได้ ตื่นเต้นได้ ต่อเมื่อคุ้นกับแรงฉีดของปีติพักหนึ่ง ความสงบสุขจึงปรากฏชัดขึ้น ใช่ว่าปีติกับสุขแยกเป็นต่างหากอยู่ก่อน พระพุทธเจ้าเพียงให้กำหนดรู้และแยกแยะได้ ซึ่งจะมีผลใหญ่ในกาลต่อไปเมื่อถึงขั้นที่จิตรวมดวงเด่นเป็นเอกัคคตา หากแยกองค์ฌานไม่ถูก ก็จะละองค์ฌานหยาบยกระดับเข้าสู่สภาพฌานที่ละเอียดยิ่งๆขึ้นไปไม่ได้

เมื่อกำหนดปีติส่วนเดียว และสุขส่วนเดียวตามลำดับขั้นจนรู้ชัดแล้ว ก็จะเห็นทั้งปีติและสุขกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว มิได้เป็นต่างหากจากกันไปเอง

หากปีติและสุขแก่รอบ ลักษณะจิตมีความมั่นคงดีแล้ว ก็เรียกได้ว่าเป็นอุปจารสมาธิเต็มขั้น พร้อมจะถึงฌานต่อไปด้วยกำลังอันแข็งแรงที่มีอยู่ในจิต กับทั้งด้วยปัญญาพิจารณาละส่วนหยาบดังที่พระพุทธองค์ทรงแนะไว้ในขั้นต่อไป

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตตสังขารหายใจออก ว่าเราจักเป็นผู้กำหนดรู้จิตตสังขารหายใจเข้า
คำว่า จิตตสังขาร ในที่นี้หมายถึงสภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่เจตนาที่ก่อให้เกิด มโนกรรม หากเข้าใจง่ายที่สุดก็คือความจงใจคิดอ่านทั้งปวงนั้นเอง

ขอให้เข้าใจว่ามาถึงขั้นที่ปีติและสุขแก่รอบเต็มภูมิแล้วนั้น ความคิดในลักษณะฟุ้งซ่านซัดส่ายอันเสมือนเปลือกหยาบที่สุดของจิตจะสลายตัวไปแล้ว เหลืออยู่ก็เพียงความคิดเล็กๆเกี่ยวกับตัวตนที่กำลังบำเพ็ญสมาธิอยู่เท่านั้น

พระพุทธเจ้าทรงให้สำเหนียกรู้อาการเล็กๆของจิตดังกล่าว รับรู้ว่าในความสงบสุขยังมีริ้วรอยหรือคลื่นกระเพื่อมระลอกน้อยอยู่ สำเหนียกรู้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะเห็นชัดว่าสักแต่มีสิ่งหนึ่งไหวๆเป็นระยะ อาจถี่หรืออาจห่าง

- สำเหนียกอยู่ว่าเราจักระงับจิตตสังขารหายใจออก ว่าเราจักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า
ในขั้นของการระงับความคิดนั้น ไม่ได้ยากเย็นเหมือนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในเมื่อเห็นความคิดเป็นริ้วรอย เป็นความกระเพื่อมแม้น้อยได้ชัดในขั้นก่อน ก็แค่เพียงกำหนดต่ออีกนิดเดียวว่าเราจะไม่ใส่ใจความคิดเล็กน้อยนั้น เราจะรู้เฉพาะปีติสุขอันเกิดแต่ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า เพื่อปรุงแต่งจิตไม่ให้เกิดความคิดอีก เพื่อเสพสุขและประโยชน์แห่งสมาธิจิตเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าการมีความคิดเกะกะ

ธรรมดาโลกยุคเราเต็มไปด้วยสิ่งเร้าให้อยากคิด อยากคว้า ถ้ามาถึงขั้นที่จิตเห็นความอยากคิดและละความอยากคิดเสียได้ ก็นับเป็นบุญ นับเป็นวาสนา นับเป็นโอกาสที่จะให้เกิดฉันทะหรือความพึงพอใจทำความรู้แจ้งแบบวิปัสสนาให้เห็นทะลุตลอดสายถึงอริยสัจจ์ได้ มิฉะนั้นแล้วต่อให้เข้าใจธรรมะลึกซึ้งเพียงไหน ก็จะมาติดอยู่ที่เพดานความคิดวันยังค่ำ

หากทำมาตามลำดับขั้นด้วยความเพียรพยายามต่อเนื่อง อาจจะหลายวัน หลายอาทิตย์ หรือหลายเดือน ถ้าไม่ทอดท้อเสียก่อน ก็หวังว่าจิตจะรวมลงสู่ความเป็นฌาน อันพระพุทธองค์บัญญัติว่าคือสัมมาสมาธิ หรือบาทฐานอันส่งเสริมวิปัสสนาอย่างเยี่ยมยอดได้ในที่สุด

ข้อดีอันเห็นได้ชัดของฌานคือทำให้มีความฝักใฝ่ในการปฏิบัติมากขึ้น เห็นค่าในการรักษาศีลและการบำเพ็ญเพียรให้แก่กล้ายิ่งๆขึ้น แต่ข้อเสียที่มักตามมาคือมัวติดสุขจนลืมจุดประสงค์อย่างแท้จริงของอานาปานบรรพไป วันๆจ้องแต่อยากให้จิตรวมดวง ไม่ตระหนักว่าเพิ่งมาได้แค่ขั้นแรกเท่านั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาแผนที่คือมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างถ่องแท้ว่าต้องทำอะไรต่อบ้าง

และควรที่จะหมายเหตุไว้เพื่อความเข้าใจอันดี ว่าแม้ทำสมาธิไม่ได้ถึงฌาน ก็ใช่จะเป็นตัวชี้ว่าผู้ปฏิบัติขาดความสามารถรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏเกิดดับ หากจิตมีความนิ่มนวล อ่อนควร ทรงสภาวะรู้อย่างที่เป็นสติประกอบปัญญา ก็มีสมรรถนะเพียงพอจะรู้สภาวธรรมเกิดดับตามจริงเช่นกัน ดังจะเห็นว่าพระพุทธองค์มิได้ระบุคุณภาพฌานไว้เป็นเงื่อนไขสำหรับการพิจารณาธรรมแต่อย่างใด

เมื่อตามรู้ลมหายใจจนจิตเป็นสมาธิบ้างแล้ว เลิกคิดซัดส่ายบ้างแล้ว เมื่อคำนึงถึงลมโดยความเป็นของเกิดดับ ก็จะตรวจสอบตนเองได้ง่ายขึ้น ว่าขณะนี้เราคิดไปเองว่าเห็นความเกิดดับ หรือว่าเห็นความเกิดดับตามจริงเฉพาะหน้าอยู่ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในส่วนหนึ่งของอุปนิสสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม 8 ว่า...

ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้ ซึ่งยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ตามความเป็นจริง, รู้ตามที่มันเป็น) ว่ามีเหตุที่อิงอาศัย มิได้กล่าวว่าไม่มีเหตุที่อิงอาศัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นเหตุที่อิงอาศัยแห่งยถาภูตญาณทัสสนะ ควรกล่าวว่าสมาธิ ฯลฯ

โดยรวมคืออานาปานบรรพนั้น ฝึกแล้วอย่างดีเลิศอาจให้ผลเป็น สัมมาสมาธิ ซึ่งจะเป็นขั้นไหนก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนในการปฏิบัติจนเกิดจิตตวิเวก จิตประกอบพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตา รวมทั้งเกิดปัญญาละองค์ประกอบหยาบๆเสียได้ เพื่อเข้าสู่ความละเอียดประณีตยิ่งๆขึ้นไปของฌานอันพระพุทธองค์ทรงแสดงไว้แล้วตามลำดับ

ผู้เริ่มฝึกหัดใหม่นั้น แม้จะมีความเพียรในร่องในรอยที่พระศาสดาวางแนวไว้อย่างดี ก็เป็นไปได้สูงที่จะฝืนเพ่ง หรือปล่อยเหม่อตามจังหวะอันยังไม่เข้าที่เข้าทางของจิต ในบทที่ 12 ว่าด้วยนีวรณบรรพจะกล่าวถึงวิธีแก้อาการเครียดที่เกิดขึ้นบ่อยจากการเพ่งเกินพอดี



สรุป

อานาปานบรรพแม้เป็นส่วนต้น ก็ปรุงจิตให้เข้าที่ได้ครบเครื่อง ทั้งในส่วนสมถะที่ทำให้จิตเริ่มอยู่ในอาการเข้ารู้สภาวะที่กำลังปรากฏในปัจจุบันเช่นลมหายใจออกหรือเข้า สงบลงจากอาการนึกคิดฟุ้งซ่านเพราะแปรอาการคิดสุ่มเป็นอาการตรองดูลักษณะลมไว้ตลอด กับทั้งในส่วนวิปัสสนาที่ทำให้จิตเริ่มรู้เห็นความเกิดดับตามจริงในส่วนของรูปธรรมอันเป็นของหยาบ ทราบชัดได้ง่ายกว่าความเกิดดับในส่วนของนามธรรมอันเป็นของละเอียดในขั้นต่อๆไป

ผู้ปฏิบัติเพียงส่วนนี้ของมหาสติปัฏฐานสูตรได้สำเร็จ จะพบความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่นมีความรู้สึกออกมาจากภายในเด่นชัดกว่าปกติ ซึ่งก็ทำให้เกิดอัตโนมัติขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือเห็นโลกเป็นสองมิติ มิติหนึ่งเป็นความเคลื่อนไหวภายนอกอันเป็นเปลือกไร้สาระ อีกมิติหนึ่งเป็นความเคลื่อนไหวของจิตอันใกล้กับแก่นสารของพุทธศาสนา

และจริงอยู่ที่อริยเจ้ามากรายบรรลุมรรคผลโดยอาจไม่เคยฝึกอานาปานสติ เพราะบุคคลย่อมบำเพ็ญบารมีมาเพื่อความพร้อมบรรลุธรรมในรูปแบบแตกต่างกัน แต่ถ้าหากกล่าวเป็นสากล คือคาดหวังว่าให้หลักการไปแล้วคนทั่วไปควรฝึกหัดด้วยตนเองเพื่อเป็นก้าวแรกของสติปัฏฐาน 4 ก็น่าจะให้ศึกษา และตั้งความเพียรในส่วนอานาปานบรรพอย่างดี เพื่อปรับจิตให้อยู่ในความพร้อมรู้อย่างถูกต้อง ตั้งอยู่บนฐานของสติอันควร ไม่แช่ ไม่จม ไม่อืดอาด ไม่พุ่งทะยานเข้าจับอารมณ์กระทบต่างๆในลักษณะยึดมั่นถือมั่น กับทั้งตัวลมหายใจเองก็สามารถถูกรู้โดยความเป็นของเกิดดับ ซึ่งเมื่อเกิดความหยั่งรู้ตามจริงแล้ว ก็ย่อมเป็นแนวทางให้พิจารณาเห็นสภาวธรรมข้ออื่นๆเป็นแบบเดียวกันในที่สุด

     
   
first page