พุทธพจน์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุ
- เมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเราเดิน
- เมื่อยืนก็รู้ชัดว่าเรายืน
- เมื่อนั่งก็รู้ชัดว่าเรานั่ง
- เมื่อนอนก็รู้ชัดว่าเรานอน
- หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยกิริยาท่าทางอย่างใดๆ ก็รู้ชัดกิริยาท่าทางอย่างนั้นๆ

ดังพรรณนามาฉะนี้ภิกษุย่อม
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าสิงสู่ และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

จบอิริยาปถบรรพ



ความเชื่อมโยงระหว่างอานาปานบรรพกับอิริยาปถบรรพ

ในขั้นลำดับการปฏิบัตินี้ของสติปัฏฐาน 4 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดและกลมกลืนกันมากกับอานาปานบรรพ กล่าวคือถ้าฝึกอานาปานบรรพมาอย่างถูกต้องและได้ผล ก็แทบจะเรียกได้ว่าถอนจากการกำหนดสติในอานาปานบรรพเมื่อไหร่ เป็นอันว่าเข้าสู่อิริยาปถบรรพทันที

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ก็ขอให้สังเกตว่าเมื่อภาวนาจนกระทั่งรู้ลมหายใจถึงระดับที่จิตปรารถนาน้อยในการเคลื่อนไหวกาย ปรารถนาน้อยในการแต่งคำพูดเจรจา ปรารถนาน้อยแม้ในการนึกคิดไปในเรื่องไร้สาระต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือความรู้ชัดเข้ามาในกาย กายอยู่ท่าไหน ก็รู้ชัดอยู่ในท่านั้นๆ อาการนั้นๆ

อิริยาบถ 4 นั้นก็เหมือนกับลมหายใจ คือเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างขึ้นก็มีเอง หน้าที่ของเราจึงน้อย คือแค่ตามรู้ให้ตรงจริง ตรงตามปัจจุบันก็พอ หากรู้สึกว่าเป็นไปได้ยาก ขอให้ลองตั้งต้นด้วยการกำหนดลมหายใจอย่างถูกต้อง เพียงแค่รู้ธรรมดาๆว่าอย่างนี้ลมหายใจออก อย่างนี้ลมหายใจเข้าเพียงสองสามครั้ง พอเกิดความรู้จักลมตามจริงแล้ว ผลที่ตามมาจะเป็นความรู้อิริยาบถไปเอง นี่จะเป็นข้อพิสูจน์อย่างดีว่าสติรู้ลมหายใจ แนบสนิทชิดเชื้อกับสติรู้อิริยาบถเพียงใด

เมื่อรู้ลมหายใจชัด ก็ห่างจากความรู้อิริยาบถชัดเพียงแค่อาการกำหนดระลึกนิดเดียว

หากพิจารณาเป้าประสงค์ของการฝึกสติตามลำดับขั้น ก็คงพูดได้ว่าเราตามรู้ลมหายใจอย่างดีเพื่อมารู้อิริยาบถอย่างเยี่ยม และเราตามรู้อิริยาบถอย่างดี ก็เพื่อจะไปรู้ความเป็นกายทั้งหมดโดยความเป็นของเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เพื่อความคลาย ความวางจากอุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าอย่างนี้ของเรา อย่างนี้เป็นเรา

ตรงนี้เป็นเรื่องควรย้ำ ควรทำไว้ในใจอย่างแม่นยำ ให้เป็นทิฏฐิหรือความเห็นที่สมบูรณ์ตั้งแต่เริ่ม มิฉะนั้นเมื่อสงบสุขจากการฝึกปฏิบัติหนึ่งๆแล้วจะเคว้งคว้าง ไม่ทราบจะทำให้พัฒนาเป็นก้าวต่อไปอย่างไร หรือกระทั่งจะรักษาสติรู้ชัดไว้เพื่อประโยชน์อันใด นักปฏิบัติจำนวนมากสงบสุขอยู่กับลมหายใจถึงขั้นหนึ่ง ชำนาญทางในการทำสมาธิให้เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และถอนออกดีแล้ว จะรู้สึกคล้ายกันอย่างหนึ่งคือ พอใจ หรืออีกนัยหนึ่งคือ พอแล้ว โดยมิได้ตระหนักว่างานภาวนาแบบพุทธเพิ่งเริ่มต้น นี่ยังไม่นับรวมอัตตาและมานะของความเป็นผู้สงบ ผู้ควบคุมจิตได้ดีกว่าคนทั้งหลาย อันเป็นผลข้างเคียงของการทำสมถะได้ผล

และดังหัวข้อระบุไว้ว่าตรงนี้เรากล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างอานาปานบรรพกับอิริยาปถบรรพ ฉะนั้นขอให้ลองมองในมุมกลับบ้าง ว่าเมื่อทำสติรู้อิริยาบถชัดแล้ว ก็ย่อมเป็นปัจจัยเกื้อกูลให้เกิดสติรู้ลมหายใจชัดกว่าปกติด้วย

หรืออาจกล่าวยิ่งไปกว่านั้นทีเดียวว่าถ้าขาดความถนัดในการรู้ลมหายใจเพราะเหตุติดขัดเฉพาะตน ก็อาจลองหันมาเริ่มตั้งหลักจากการตามรู้อิริยาบถดูก่อน เพื่อที่ว่าเมื่อรู้อิริยาบถได้ชัด ก็จะเกิดความสงบสุข กายใจกวัดแกว่งน้อยลง อันจูงไปสู่ความสามารถรู้ลมหายใจดีกว่าเดิม ถือตามหลักความจริงที่ว่าลมหายใจกับอิริยาบถนั้น เป็นสิ่งถูกรู้ตามกันได้ รู้อย่างหนึ่งก็พลอยรู้อีกอย่างหนึ่งตามไปเอง

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือโดยธรรมชาติของจิตแล้ว ถ้าฝึกให้มีสติรับรู้อะไรอย่างเป็นกลาง อย่างธรรมดาๆได้ถูก จะเริ่มถูกจากตรงไหนก็ได้ ที่สุดจะสามารถไปรู้อย่างอื่นได้ถูกตามไปด้วย เพราะสิ่งที่เราต้องการเหมือนกันคือ รู้ ต่างกันคือ สิ่งถูกรู้ เท่านั้น ขอเพียงรู้ได้ถูก รู้ได้เป็นจากจุดหนึ่ง ก็เอาไปรู้จุดอื่นได้ด้วยลักษณะเดียวกัน



ความแตกต่างระหว่างอานาปานบรรพและอิริยาปถบรรพ

ดังกล่าวในบทก่อนว่าการนั่งคู้บัลลังก์ทำอานาปานสตินั้น คือการตั้งใจตามดูลมอย่างเดียว หมายถึงสถานที่ควรเอื้ออำนวย และท่านั่งควรทะมัดทะแมงหน่อย อีกประการที่สำคัญคือปกติแล้วจะปิดเปลือกตาลงเพื่อจำกัดทวารในการรับรู้ให้เหลือน้อยที่สุด จะได้จับลมหายใจเพียงหนึ่งเดียว เหมือนรบกับศัตรูแบบเดี่ยวต่อเดี่ยว ไม่ต้องถูกล่อลวงชักจูงด้วยศึกหลายด้าน

เมื่อเปรียบกับการกำหนดสติรู้อิริยาบถนั่งในอิริยาปถบรรพแล้ว พระพุทธองค์มิได้แนะว่าควรนั่งคู้บัลลังก์ นั่นหมายถึงว่านั่งอย่างไรก็นั่งไป แล้วก็ไม่ต้องปิดตาด้วย

แต่อย่างที่ชี้ให้เห็นในหัวข้อก่อน ว่าการรู้ลมหายใจกับการรู้อิริยาบถนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทแนบกันเป็นอย่างยิ่ง เรามีสติรู้อิริยาบถนั่งก็ไม่มีความจำเป็นอันใดจะต้องทิ้งขว้างการรู้ลมหายใจเลย นี่คือจะสรุปว่าต่างบรรพกันก็คือต่างการเน้น ต่างมุมมองภายใน ทว่ายังเอาลมหายใจมาช่วยได้ตลอด สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสยกย่องสรรเสริญอานาปานสติว่าเมื่อทำให้มากแล้ว ย่อมบำเพ็ญสติปัฏฐาน 4 ให้บริบูรณ์ได้

คล้ายการฝึกว่ายน้ำอยู่ประการหนึ่ง คือขณะยกแขนจ้วงมือไปข้างหน้า เราก็หัดพลิกหน้าอ้าปากรับลมเข้าปอดไปด้วย เราทำสองอย่างที่แตกต่างกันในขณะเดียวกันเพื่อพาตัวเองเคลื่อนที่ไปได้ การรู้อิริยาบถนั่งทั้งยังรู้ลมหายใจก็เปรียบเช่นนั้น แทนการนั่งกำเกร็ง บังคับตัวเองว่าจงรู้กายนั่ง จงรู้ว่าเรากำลังนั่ง ซึ่งทำเดี๋ยวเดียวก็หมดความสุข ก็เปลี่ยนเป็นรู้ลมหายใจเพื่อตรึงจิตไว้กับที่เสียก่อน แล้วค่อยเอาความมั่นคงแจ่มใสของจิตกำหนดรู้กิริยานั่งไปด้วย นอกจากรูปกายท่านั่งจะปรากฏชัดแล้ว ยังยืดเวลารู้ความปรากฏเช่นนั้นได้เนิ่นนานอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องบังคับฝืน ไม่ต้องจดจ่อสั่งตนเองให้รู้อย่างผิดปกติ ซึ่งอย่างนี้จะไม่มีผลข้างเคียงเป็นอันตรายใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากเราเอาจิตที่พร้อมจะรู้ไปใช้รู้ มิใช่เอาจิตที่ยังอ่อนแอไปใช้งานเกินกำลัง

สรุปคือในอิริยาปถบรรพนั้น ถ้ากล่าวโดยเจาะจงลงมาถึงการฝึกรู้อิริยาบถนั่ง ก็ต้องว่าแตกต่างจากอานาปานบรรพที่การลืมตา ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งเน้นมองกายทั่วพร้อมที่ปรากฏเป็นรูปนั่งอยู่ แม้มีลมหายใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ก็ไม่ได้เจาะจงรู้ลมชัดเหมือนอย่างอานาปานบรรพ แต่นั่งๆไปถ้าพอใจจะกำหนดเน้นมาทางลมหายใจ ก็ควรรู้ตัวว่าขณะนั้นอยู่ในอานาปานบรรพ มิใช่อิริยาปถบรรพอีกต่อไป



การเจริญสติในอิริยาบถแบบภิกษุในพุทธกาล

เพื่อให้เห็นภาพตัวอย่างการปฏิบัติในครั้งพุทธกาลที่พระพุทธองค์สรรเสริญ ก็จะได้ยกนันทสูตรมาอ้างอิง สูตรนี้กล่าวถึงภิกษุนามว่า "นันทะ" ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่าประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่เสมอ

ดูกรภิกษุทั้งหลายในธรรมวินัยนี้
- ยามกลางวันนันทภิกษุย่อมชำระจิตให้สะอาดจากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง
- ตอนต้นปฐมยามแห่งราตรีชำระจิตให้สะอาดจากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง
- ในมัชฌิมยามแห่งราตรีสำเร็จสีหไสยา โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ กระทำความหมายในอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ
- ในปัจฉิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นแล้วทำจิตให้สะอาดจากธรรมเครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง

คงพอเห็นภาพรวมว่าโดยทั่วไปการปฏิบัติธรรมของภิกษุสมัยพุทธกาลที่เห็นด้วยตาเปล่าจากบุคคลภายนอก ก็วนเวียนอยู่ในอิริยาบถ 4 คือเดิน ยืน นั่ง และนอนนี่เอง ทำวันและคืนให้ล่วงไปด้วยการเจริญสติอยู่ในขอบเขตของอิริยาบถ 4 โดยที่แตกต่างจากอิริยาบถของชาวบ้านอยู่บ้างเช่นเดินนั้นจะหมายเอาเดินจงกรม มิใช่สักแต่เดินย้ายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ส่วนอิริยาบถยืนนั้นจะไม่ค่อยได้เห็นกล่าวถึงไว้ในสูตรไหนว่าแตกต่างจากอาการยืนสามัญธรรมดา แต่ก็จะเห็นอนุโลมว่าอยู่รวมกับการเดินจงกรมได้ในจังหวะหยุดกลับตัว ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปข้างหน้า

สำหรับการนั่งนั้น ก็ดังเช่นที่แจกแจงเปรียบเทียบกับอานาปานบรรพไว้เป็นพิเศษ ว่าควรกำหนดลมหายใจเพื่อทำสติให้รู้ท่านั่งได้แจ่มชัดและเนิ่นนานเป็นธรรมชาติ ชนิดต้องนั่งว่างเมื่อใดก็กำหนดกันเมื่อนั้นจนกว่าจะต้องเปลี่ยนไปทำกิจอื่น ส่วนการนอนจะหมายเอาการสำเร็จสีหไสยา คือนอนอย่างราชสีห์ คือนอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ กำหนดใจถึงการลุกขึ้นไว้ มิใช่นอนแผ่ตามอัธยาศัย จะตื่นต่อเมื่อหนำใจพอดังเช่นชาวบ้านทั่วไป (ไม่จำเป็นต้องเอามือยันศีรษะเหมือนอย่างที่ในไทยเราบางแห่งนิยมถือเป็นธรรมเนียมกัน)

สรุปคือ ณ จุดนี้ควรทำความเข้าใจว่า อิริยาบถ 4 ในการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 นั้น เขาทำกันเพื่อมีสติแบบเป็นเรื่องเป็นราว ดังที่พระพุทธองค์สรรเสริญพระนันทะว่าประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่เสมอ แล้วก็น่าคิดว่าอิริยาบถ 4 เป็นสมบัติติดตัวเราตลอด 24 ชั่วโมงไปทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะนั้นจะได้ชื่อว่าปฏิบัติหรือไม่ ก็ดูกันที่มีสติพร้อม และมีเจตจำนงกำหนดรู้แค่ไหนมากกว่าอย่างอื่น



การเดินจงกรม

นิยามและจุดมุ่งหมายของการเดินจงกรม

เช่นที่กล่าวไว้ ว่าอิริยาบถเดินในความหมายของการภาวนาจะมุ่งเอาการเดินที่เรียก จงกรม ซึ่งคือ เดินไปมาโดยมีสติกำกับ แท้จริงแล้วจงกรมมิใช่ศัพท์เฉพาะที่ใช้กันในขอบเขตพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎกเช่นในทีปังกรพุทธวงศ์ก็แสดงให้เห็นว่าพวกพราหมณ์ซึ่งภาวนาหวังอภิญญาก็มีการเดินจงกรมกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ในข้อนี้จะแสดงทั้งวิธีการและผลอันเป็นประสบการณ์ภายใน สอดคล้องกับที่พระพุทธองค์วางลำดับไว้นำหน้าในทุกพระสูตรที่เกี่ยวกับอิริยาบถ 4 อันเป็นการเน้นโดยปริยายว่าท่านให้ความสำคัญกับการเดินจงกรมเป็นพิเศษ

พระพุทธเจ้ามิได้ทรงระบุหรือแจกแจงเป็นพิเศษว่าให้รู้อาการเดินอย่างไร เพียงแต่ตรัสว่า เมื่อเดินก็รู้ชัดว่าเราเดิน ดังนี้ เมื่อประกอบกับที่ท่านให้ตามรู้ลมหายใจก่อนอิริยาบถ ก็พอเห็นได้ว่าท่านให้เอาสติชัดจากอานาปานบรรพมาต่อยอดเป็น รู้ชัดว่าเดิน นั่นเอง

สำหรับจุดมุ่งหมายของการเดินจงกรมนั้นก็เหมือนกับงานสมถะและวิปัสสนาในอานาปานบรรพ นั่นคือต้องการจิตที่ ได้มาตรฐาน ตามพระพุทธเจ้ากำหนด คือลักษณะจิตที่พร้อมพิจารณาธรรมอันเป็นฝักฝ่ายให้พ้นจากทุกข์ ดังที่ระบุไว้ในหลายแห่งเช่นเวรัญชสูตร

ฯลฯ เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวอย่างนี้แล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ รู้ชัดตามเป็นจริงว่านี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ฯลฯ

ความจริงพุทธพจน์ส่วนนี้หมายเอาผลของการเจริญสมาธิกระทั่งถึงจตุตถฌานมาใช้เจริญวิปัสสนาขั้นสูงสุด ซึ่งแม้ว่าพวกเราส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ในทันทีทันใด อย่างน้อยก็อาจใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบว่าควรมีคุณภาพจิตเป็นไปในทำนองไหน เพราะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธินั้นพอประมาณกับเมื่อต้องใส่ใจหน้าที่การงานหรือการเล่นนานๆได้ ความผ่องแผ้วของจิตก็พอประมาณกับความรู้สึกเมื่อผ่องใสไร้มลทินได้ ความอ่อนควรแก่การงานก็พอประมาณกับเมื่อใจเรานิ่มนวล ไม่ฝืน ไม่กระด้าง ไม่ตื่นเตลิดเมื่อต้องขยันในภาระที่ต้องทำให้สำเร็จ

ส่วนความมีจิตปราศจากอุปกิเลสนั้นอาจต้องขยายความสักเล็กน้อย เพราะมีความหมายกว้างขวาง ถ้าทำความเข้าใจไว้เป็นวัตถุดิบเบื้องต้นก็จะเป็นประโยชน์กับการสำรวจตรวจสอบว่าเราทำสมถะมาดีพอหรือยัง ยังมีอุปสรรคเครื่องขวางอันใดควรกำจัดเสียให้สิ้นเพื่อความเต็มภูมิสมถะบ้างหรือไม่

อุปกิเลสนั้นโดยความหมายแล้วคือ สิ่งที่ทำจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ซึ่งถ้าให้นึกเองก็คงลำบาก เพราะมองดูแล้วมนุษย์คิดอะไร นึกไปทางไหน ก็มักเป็นเหตุให้เศร้าหมองขุ่นมัว รับคุณธรรมระดับสมาธิธรรม หรือระดับเห็นกายใจเป็นไตรลักษณ์ได้ยากไปทั้งสิ้น

อันนี้ในวัตถูปมสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๔ พระพุทธองค์ตรัสแยกแยะอุปกิเลสไว้แจ่มชัด ๑๖ ชนิด แต่ละชนิดนั้นถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นแบบเลยตามเลยเมื่อใด เมื่อนั้นไม่มีทางเป็นสมถะอันสมบูรณ์ได้ อย่าว่าแต่วิปัสสนา เพราะฉะนั้นใครจำชื่อกิเลสเหล่านี้ได้มากแค่ไหน และตั้งใจน้อมไปสำรวจจริงจังเพียงใด ก็เท่ากับได้มาตรวัดสำเร็จรูปเพื่อพัฒนาต่อๆไปแค่นั้น

1) อภิชฌาวิสมโลภะ ความละโมบ จ้องจะเอาไม่เลือกว่าควรหรือไม่ควร
2) โทสะ ความมีใจคิดประทุษร้าย
3) โกธะ ความโกรธ
4) อุปนาหะ ความผูกใจโกรธไม่วาง
5) มักขะ ความลบหลู่คุณท่าน
6) ปลาสะ ความตีเสมอ
7) อิสสา ความริษยา (ความหมายในตามพจนานุกรมไทยคือความหึงหวง ความชิงชัง)
8) มัจฉริยะ ความตระหนี่
9) มายา ความมีจิตคิดเล่ห์กล
10) สาเถยยะ ความโอ้อวด
11) ถัมภะ ความรั้นในทางที่ผิด
12) สารัมภะ ความแข่งดี
13) มานะ ความถือตัว
14) อติมานะ ความดูหมิ่นท่าน
15) มทะ ความมัวเมา
16) ปมาทะ ความเลินเล่อหรือละเลย

ยกตัวอย่างเช่นถ้าขณะหนึ่งเกิดความโกรธแน่นอกขนาดหน้ามืดตามัว คิดอะไรไม่ออก เช่นนั้นจิตก็ไม่เป็นสมถะแน่นอน เอาไปใช้พิจารณาความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเพื่อความปล่อยวางไม่ได้เด็ดขาด ต่อเมื่อมีสติเด่นขึ้นมามากกว่าโทสะ คือระลึกได้ว่าอย่างนี้โกรธแล้ว ระงับลงได้แล้ว เย็นลงแล้ว ไม่มีความเครียดตกค้างอยู่ในใจแล้ว อาจเดินจงกรมกลับไปกลับมาจนกว่ากระแสสติจะเกิดขึ้นกลบกลืนโทสะ เช่นนี้ก็นับว่าเป็นสมถะได้เหมือนกัน ส่วนจะพร้อมเป็นวิปัสสนาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาองค์ประกอบอื่นเช่นความผ่องใสและความนิ่มนวลอ่อนควรต่องาน เป็นต้น

หลายคนมักสับสนว่าขั้นนี้ก็กำจัดกิเลสได้แล้วกระมัง น่าจะเลิกสำแดงกิเลสใดๆให้เห็นอีกแล้วกระมัง เพื่อความกระจ่างก็ควรทราบว่าเป้าประสงค์สูงสุดของงานสมถะนั้น ก็เพียงการระงับอุปกิเลส หรือกิเลสหยาบๆที่จรมาชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อถางทางให้จิตพร้อมทำงานคือวิปัสสนาในขั้นต่อไป

งานวิปัสสนานั้นมีเป้าหมายสูงสุดคือทำลายล้างอนุสัย หรือกิเลสละเอียดที่แฝงตัวนอนเนื่องอยู่ในสันดาน ได้แก่
1) กามราคะ ความกำหนัดในกาม
2) ปฏิฆะ ความหงุดหงิด
3) ทิฏฐิ ความเห็นผิด
4) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
5) มานะ ความถือตัว
6) ภวราคะ ความกำหนัดในภพ
7) อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจจ์ หมายเอาความไม่รู้ในระดับที่ทำให้จิตยังยึดมั่นถือมั่นในธรรมแม้ละเอียดประณีต คือยึดแล้วไม่รู้ตัวว่ายึดอยู่ เช่นสภาวจิตของผู้หมดความยินดีในภพหยาบทั้งหลายแล้ว แต่ยังเหลือเยื่อใยอยู่กับความมีจิต หรือภพอันประเสริฐระดับไร้รูป ยังกลัวไม่มีจิต หรือยังกลัวต้องสูญเสียจิตไป

เมื่อเข้าใจกระจ่างเกี่ยวกับเป้าหมายของสมถะ ว่ายังมิใช่ขั้นตอนถอดถอนกิเลสระดับอนุสัย ก็จะได้เล็งเห็นด้วยว่านั่งสมาธิเดินจงกรมแล้ว รู้สึกสงบสุขดีแล้ว เหมือนไม่อยากไม่เอาแล้ว ความจริงยังมีกิเลสแฝงอยู่อีกหลายชนิด ซึ่งล้างกันไม่ได้ด้วยธรรมชนิดอื่นนอกเสียจากมรรคผลอันเกิดแต่งานวิปัสสนาที่ถูกต้อง

และอีกนัยหนึ่งที่จะเป็นความเข้าใจอันดีต่อไป คือก่อนจะทำกิจที่เรียก วิปัสสนา นั้น ต้องถอดถอนกิเลสหยาบๆออกไปจากจิตใจเสียก่อน อย่างน้อยก็ชั่วขณะที่กำลังตั้งสติรู้กายใจโดยความเป็นไตรลักษณ์

ขอให้ตรองดูตามจริงว่าอุปกิเลสนั้น มีต้นตอมาจาก ความคิด ทั้งสิ้น หากสงบความคิดได้ตัวเดียว สมุนเช่นอุปกิเลสทั้ง 16 ก็พลอยหายวับไปด้วย เพราะฉะนั้นคงเห็นค่าของการบำเพ็ญเพียรให้เกิดความสงบขั้นต้นและขั้นกลาง ไปจนกระทั่งขั้นสูงถึงอัปปนาสมาธิหรือปฐมฌานขึ้นไป เหมือนการตั้งหลักหรือล้างไพ่ใหม่ มาเริ่มระวังกันใหม่ไม่ให้กิเลสหยาบได้ช่องครอบงำจิตใจ

ในอีกทางหนึ่ง หากเพิ่งเริ่มต้นภาวนาหรือยังไม่ประสพความสำเร็จทางสมาธินัก ก็อาจใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยเข่าไปพลางๆ คือกิเลสหยาบตัวไหนผ่านมาก่อนก็ฆ่าตัวนั้นทิ้งก่อน จะด้วยอุบายพิจารณาเฉพาะหน้าใดๆก็สุดแล้วแต่ ขอให้จิตหลุดเป็นอิสระจากกิเลสนั้นๆอย่างสบายใจเป็นใช้ได้ กับทั้งบำรุงจิตด้วยกิจกรรมอันเป็นกุศลหรือมหากุศลทั้งหลาย ส่งเสริมให้จิตมีความผ่องใส นิ่มนวล ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวแบบอ้อมๆได้ไม่แพ้การนั่งสมาธิหรือเดินจงกรม

หากนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมแล้วรู้สึกเหนื่อย รู้สึกฝืนใจ เห็นเป็นภาระหนัก ก็ขอให้ทราบว่านั่นเพราะยังต้องสู้กับอุปกิเลส จิตยังไม่สงบเย็นเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก็ต้องหมั่นหักเหจิตออกจากวิถีกิเลสที่รู้แก่ใจ เร่งทำทานรักษาศีลบำรุงจิตเหมือนเกษตรกรรดน้ำพรวนดินพื้นที่ทำกินของตน รวมทั้งหัดเอาสติไปจ่อรู้อิริยาบถให้มากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งความคิดไว้ว่าอยู่นิ่งๆแล้วจะให้คุณภาพจิตระดับมาตรฐานเกิดขึ้นเองนั้น เป็นอันเลิกหวังได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าถ้ารู้ตัวว่าเป็นทุกข์ อยากพ้นทุกข์ แต่งอมืองอเท้าไม่ทำเหตุแห่งการดับทุกข์อย่างถูกต้อง ก็คงทุกข์ต่อไปสถานเดียว


ความได้เปรียบของผู้เริ่มจงกรมด้วยสติพรักพร้อม

คนที่สมาธิดีจากการเจริญอานาปานสติ จะพบตรงกันว่ามีความไวสัมผัสมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะมือและเท้า กระทบเข้าที่ไหนก็รู้ชัดเข้าไปตรงนั้นโดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเป็นพิเศษ อีกทั้งความปรากฏนับแต่หัวถึงเท้าก็แจ่มชัดดีว่าอยู่ในอาการอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือคุณประโยชน์ของการทรงจิตตั้งมั่นอยู่ในภายใน ไม่ซัดส่ายกระโดดไปจับสิ่งโน้นสิ่งนี้เรื่อยเปื่อย

หากลองเดินในขณะที่มีสติชัด จะพบว่าส่วนถูกรู้มากที่สุดในการเดินจงกรมได้แก่ฝ่าเท้ากระทบพื้นนั่นเอง เนื่องจากฝ่าเท้าเป็นส่วนเดียวที่ก่อผัสสะกระทบในอิริยาบถนี้ และด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ เราจะรู้สึกได้ถึงการเตะเท้าออกไปพอดี วางลงมารองรับน้ำหนักตัวเต็มฝ่าเท้าพอดี ไม่ขาด ไม่เกิน ไม่เกร็ง ไม่เป๋

เดินไปสักพักหนึ่งหากใจจ่อไว้สบายๆกับฝ่าเท้ากระทบอย่างเดียว ก็จะเกิดสัมผัสถนัดชัดราวกับเอาฝ่ามือมาเดิน ศูนย์กลางความรับรู้ไม่แกว่งไปไหนอื่นนอกจากขอบเขตของฝ่าเท้ากระทบ จะรู้ตัวและหัวหูชัดทั่วแค่ไหนก็มีฝ่าเท้ากระทบเป็นศูนย์กลางอยู่เสมอ

สรุปคือถ้ามีสติและสมาธิอันทรงคุณภาพจากอานาปานบรรพมาก่อน การฝึกเดินจงกรมก็มาสรุปที่ความรู้ชัดว่ากำลังเดิน โดยมีเท้ากระทบเป็นศูนย์กลางรวมสติรู้ชัดไว้อย่างมั่นคง


การใช้จงกรมเป็นฐานแรกในการเหนี่ยวนำสติ

หากมองจากมุมของผู้มีสติดีในอานาปานสติดังกล่าวข้างต้น ทราบแล้วว่าผลคือการรู้ชัดว่ากำลังเดินโดยมีเท้ากระทบเป็นศูนย์กลางความรับรู้ ก็อาจเริ่มภาวนาแบบย้อนศร โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ฝึกอานาปานสติแล้วไม่สงบสักที หรือผู้เคยฝึกอานาปานสติผ่านมาแล้วแต่กำลังอยู่ในช่วงถอยหลัง ก็อาจลองใช้จงกรมเป็นบันไดขั้นแรกหรือช่วยฟื้นฟูสติให้กลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วค่อยไปทำอานาปานสติดูใหม่ เพราะอย่างที่กล่าวแล้วว่าอานาปานบรรพกับอิริยาปถบรรพมีความใกล้ชิดกันแนบแน่น ทำอย่างหนึ่งได้ ก็มีความโน้มเอียงที่จะทำอีกอย่างหนึ่งได้ทันที

ปัญหาของผู้เริ่มจงกรมโดยไม่ผ่านอานาปานบรรพมาก่อน คือจะยังฟุ้งซ่าน ต้องเพ่งเล็งความกระทบที่ฝ่าเท้า ทำให้เกิดความหนักอกหรือเกร็งไปทั้งตัว ปราศจากความรู้ชัดอย่างเป็นธรรมชาติ อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้ในเวลาอันสั้น

แต่หากตั้งมุมมองไว้ดี คือทำทีเหมือนจะเดินเล่นในสวนมากกว่าเดินอย่างเคร่งครัดเอาสงบทันทีทันใด ให้ใจปลอดโปร่งและนึกชอบที่จะเดิน ก็จะพบว่าความเกร็งไม่ได้ที่เกิด ไม่มีความกดดันขึ้นในอก จากนั้นเริ่มรู้เท้ากระทบเท่าที่รู้ได้ ไม่ใช่เก็งไว้ว่าจะต้องรู้ทุกแปะไม่หลุด

อุบายหนึ่งที่มักได้ผลดีกับผู้ภาวนาส่วนใหญ่คือให้รู้ความสะเทือนจากเท้ากระทบที่มีขึ้นมาถึงกลางอกตามจริง ดูไปเรื่อยๆจะรู้เท้ากระทบชัดได้เหมือนมือ สมมุติเสมือนว่าเราเอามือเดินต่างเท้า การกระทบแม้แผ่วก็กระเทือนขึ้นมาถึงจิต ทำให้จิตจับรู้ถึงจังหวะโดยรวมได้ชัด ซึ่งภายในเวลาไม่นานนักหากใส่ใจกับความรู้กระทบชัดโดยไม่เพ่งหนักเกินไป ก็จะเริ่มเพลินกับสัมผัสจากฝ่าเท้าที่สลับกันอย่างสม่ำเสมอได้

เมื่อถึงจุดหนึ่ง จะเกิดความตั้งมั่นของจิต และรู้พร้อมทั่วกายไปเอง ทั้งนี้เพราะเท้าเป็นศูนย์รวมรับน้ำหนักทั้งหมด และเกิดผัสสะกระทบที่สะเทือนขึ้นถึงอกตามจริง จุดอื่นของร่างกายที่มีกระแสประสาทแล่นเชื่อมกันจึงพลอยถูกรับรู้ในฐานะเป็นก้อนกายอันหนึ่งอันเดียวกัน

ที่สำคัญคือต้องทำความเข้าใจว่าเราไม่ต้องการเร่งร้อนเอาความรู้พร้อมทั่วกายในเวลาอันสั้น ถ้าหากจงใจรู้เข้าไปที่ส่วนต่างๆทีละจุด จะกลายเป็นการส่งจิตกระโดดไปกระโดดมาหาเป้าจับแน่นอนไม่ถูก และเมื่อไร้เป้าที่แน่นอน จิตก็ไม่รวมลงนิ่งรู้ เมื่อไม่นิ่งรู้ก็ไม่สงบระงับทั้งกายใจ สติทั่วพร้อมก็ไม่มีพื้นยืนให้ตั้งอยู่ ความรู้พร้อมต้องมาเองจากจิตที่ทรงอยู่ในศูนย์กลางกระทบอย่างมีคุณภาพ

เพราะฉะนั้นถ้าหากคิดว่ากำลังเห็นกายทั่วพร้อม เช่นเห็นหัวหู ไหล่ ลำตัว ฯลฯ ก็ให้ถามตนเองว่าแล้วเท้าล่ะ ยังอยู่หรือเปล่า หากแม่นตรงจุดนี้ก็จะพบว่าสติไม่คลาด จิตใจไม่กระเจิงไปไหน เพราะจะถูกตรึงไว้ในขอบเขตของผัสสะที่ฝ่าเท้าตลอด

เมื่อสติไม่คลาดจากขอบเขตของเท้ากระทบ ก็จะพบว่าจิตไม่อยู่ในอาการฟุ้งซ่านเช่นเดียวกับผลของการตามรู้ลมหายใจอย่างถูกต้องในอานาปานบรรพ และจะเปรียบเทียบได้ว่าสมาธิจิตขณะหลับตานิ่งกับสมาธิจิตขณะลืมตาเคลื่อนไหวนั้นแตกต่างกันอย่างไร ส่งเสริมกันอย่างดีเพียงไหน เมื่อชำนาญรู้ทั้งนั่งตามรู้ลมและเดินตามรู้เท้ากระทบ ก็จะพบว่าเราฝึกสติเหมือนกัน ต่างแต่รูปแบบภายนอกคือฝึกสติขณะนิ่งกับฝึกสติขณะเคลื่อนไหวเท่านั้น

สำหรับข้อนี้ของการเดินจงกรมจะเหมาะกับผู้ที่เห็นว่าตนเองไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่สำหรับการปฏิบัติธรรม ไม่มีสติจากการฝึกอานาปานบรรพอุดหนุน เพราะเราไม่ต้องการอะไรอื่นนอกจากการรู้เท้ากระทบพื้น ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในแต่ละวันของทุกคน ไม่จำเป็นต้องกำหนดขอบเขตเพื่อจงกรมโดยเฉพาะ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยสติที่ได้จากสมาธิระดับใหญ่ ขอแค่สติรู้ธรรมดาๆกับเจตนามั่นคงที่จะรู้เท้ากระทบเสมอๆเท่านั้นเอง


อัตราความเร็ว

แต่ละคนมีอัตราเร็วในการย่างเท้าแตกต่างกัน บางคนถนัดที่จะซอยถี่อย่างรวดเร็ว บางคนถนัดที่จะย่างช้าเนิบนาบ อันนี้ขอให้ดูความรู้เท้าชัดเป็นหลัก จะเร็วหรือช้าไม่สำคัญ สำคัญที่หัวใจการเดินต้องไม่ลืมผัสสะเท้ากระทบ

การซอยเท้าเร็วนั้นมีประโยชน์อยู่ คือถ้าจิตตั้งไว้พร้อมรู้ดีแล้ว ก็ให้สัมผัสที่เท้ากระทบถี่ๆเป็นตัวเรียกความรู้ เรียกสติเราไปจ่ออยู่เองอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะธรรมชาติของจิตนั้นจะเข้ารู้ผัสสะกระทบเป็นจุดๆ เป็นครั้งๆ คล้ายเอาปากกาไปแต้มจุดบนกระดาษทีหนึ่ง รู้แบบเดียวกันหลายครั้งก็เหมือนแต้มจุดบนกระดาษหลายที หากเรียงจุดต่างๆไว้ใกล้ชิดกันเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเห็นเป็นเส้นตรงได้มากขึ้นเพียงนั้น

ปัญหาที่มักเกิดขึ้นในคนเดินจงกรมเร็วเกินไปก็คือสติไวไม่ทันเท้ากระทบ เดินไปแล้วมีแต่อาการก้าวเร็ว แต่ไม่มีสติรู้เท้าอยู่เลย จิตเตลิดออกนอกกลายเป็นความฟุ้งซ่านไปหมด ยังผลให้การตั้งสติเป็นไปแบบบังคับใจให้รู้เท้า หรือรู้อาการเดิน ซึ่งก็กลายเป็นสภาพรู้แบบแข็งทื่อหรือกระทั่งกระด้าง ไม่มีน้ำมีนวล ทำแล้วไม่เกิดปีติ ทำแล้วไม่เกิดความรู้ทั่วพร้อมเข้ามาในขอบเขตของกายแต่อย่างใด

ในทางกลับกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นในคนเดินจงกรมช้าเกินไปคือทำให้เกิดความเฉื่อยชา หรือถ้าหากเพียรพยายามรู้ให้ต่อเนื่อง ก็จะเป็นการเพ่งเล็งเกินกำลัง จิตพยายามยึดกิริยาขยับของเท้าอย่างเหนียวแน่น เป็นการสั่งสมความโลภที่จะมีสติเท่าทันโดยไม่รู้ตัว ขอให้สังเกตว่ายิ่งเราตั้งใจเพ่งจะรู้อาการเคลื่อนช้าให้ได้มากเพียงใด ก็จะยิ่งพอกพูนความอยากเอาสงบอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ผ่องใส ไม่เบิกบาน ไม่นิ่มนวลยิ่งขึ้นเพียงนั้น

หากจิตสั่งสมนิสัยการภาวนาชนิดนี้จากการเดินจงกรมช้า เมื่อหันไปกำหนดกาย เวทนา จิต ธรรมส่วนใด ก็จะเป็นการเพ่งเข้าไปอย่างไม่รู้สึกตัวเสมอ ยิ่งถ้าใครขยันมาก ผลที่เกิดขึ้นเป็นปกติเกือบทุกรายคือ "ความเครียดสั่งสม" ซึ่งเกิดจากการเอาสติธรรมดาไปใช้งานต่อเนื่องหนักหน่วงเกินไป ยิ่งทำมากก็จะยิ่งเครียดมาก และเริ่มมีอาการทางประสาทแบบอ่อนๆ เช่นเส้นกระตุกเป็นระยะ

ทางออกที่ดีในเรื่องนี้คือหัดเดินแบบปรับอัตราเร็วในการซอยเท้าตามจังหวะของสติ ไม่ใช่ตามจังหวะของความอยาก หากรู้ตัวว่ากำลังสติยังอ่อน ก็ควรย่างเท้าด้วยอัตราเร็วที่เป็นธรรมชาติพอดีกับสติขณะนั้น คือกระทบถี่พอจะเรียกความรู้สึกมาจ่อที่เท้าเอง และเมื่อเห็นว่าจิตมีกำลังสติพอสมควร ก็อาจลดระดับลงมาเดินแบบทอดน่อง เนิบนาบตามอัตราเร็วที่เราใช้เดินเล่นชมสวน

ขอให้สังเกตว่าตอนเราเดินเล่นนอกทางจงกรม เราเดินจังหวะใดแล้วเกิดความรู้สบายๆ ก็ให้จำจังหวะนั้นไว้ใช้ สิ่งที่ต่างกันระหว่างเดินเล่นกับเดินจงกรมคือสติรู้เท้า ไม่ใช่ความเร็ว


องค์ประกอบปลีกย่อยในการรักษาความพร้อมรู้

มาดูส่วนอื่นของกายที่เกี่ยวข้องกับจงกรมเช่นแขน มือ ศีรษะ และสายตา แม้ว่าอวัยวะเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนช่วยเดิน แต่ก็มีผลโดยตรงต่อสติรู้จงกรม

อย่างเช่นแขนและมือนั้น ทดลองแกว่งตามปกติหรือปล่อยตกข้างตัวไว้เฉยๆ จะพบว่าปรุงจิตไม่ให้ปักแน่วอยู่กับการรู้อิริยาบถ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่สติยังอ่อน จิตยังทะยานอยากไปในเรื่องชวนฟุ้งซ่านต่างๆ เราจึงควรเก็บมือไว้ให้นิ่งและไม่แกว่ง เนื่องจากมือที่แกว่งหรือกระทบมักดึงความสนใจเราไปจากอาการเดิน ผู้ปฏิบัตินิยมเอามือไพล่หลัง หรือไม่ก็เอามาซ้อนกันไว้ที่เหนือท้องน้อย แล้วแต่ความถนัด อย่างไรก็เก็บระยางของกายไม่ให้กวัดแกว่งเกะกะรบกวนสติได้เหมือนกัน

สำหรับการกำหนดสายตาก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่อาจเลือกได้ตามอัธยาศัย บางคนถนัดก้มหน้ากำหนดตาไว้ห่างไประยะหนึ่ง ซึ่งถ้าหากรักษาสติไว้ได้ดีก็นับว่าเหมาะ แต่ส่วนใหญ่เมื่อก้มหน้าแล้วจิตจะลงต่ำตามสายตา เป็นอาการครุ่นคิดอยู่ในที สติจะคับแคบแบบคนไม่เปิดใจให้กว้าง คอที่โน้มน้อยๆอาจปวดหรือเกร็ง เป็นอุปสรรคกับการทรงจิตตั้งมั่นรู้อย่างผ่องใสได้เหมือนกัน

ถ้าหากเงยหน้า คอตั้งตรง ทอดตาตรง แต่ไม่เพ่งเล็งไปจับวัตถุเบื้องหน้า จิตจะเปิดกว้างกว่าก้มหน้า แต่ก็มีผลข้างเคียงเช่นสายตาจะปะเข้ากับสิ่งล่อให้เบนความสนใจไปหาได้มากกว่าก้ม ตรงนี้หากทรงสติมาดีจากส่วนของอานาปานบรรพ ปัญหาก็จะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะจิตจะมีกำลังมากพอสำหรับการโฟกัสเฉพาะสิ่งที่ต้องการได้นานขึ้น ถูกดึงความสนใจไปจับสิ่งอื่นยากขึ้น

ทางที่ดีคือสำรวจรู้ให้ทั่วว่าทั้งหัว ทั้งคอ ทั้งหลัง ทั้งขา ไม่มีส่วนใดเลยที่เกร็ง ทุกส่วนผ่อนคลายหมด ส่วนไหนเริ่มเกร็งขึ้นมาก็รู้ที่ตรงนั้น และอาศัยความรู้อย่างนิ่มนวลนั้นเองเป็นตัวคลายความเครียด จะพบเองว่าวางลักษณะการเดินไว้อย่างไรจึงถูกส่วนที่สุด

เท้าซึ่งมีส่วนสำคัญสูงสุดก็เช่นกัน เราควรรู้เท้ากระทบเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องสังเกตด้วยว่าเท้ามีความเกร็งหรือเปล่า ถ้าหากว่าเดินทั้งเท้าเกร็ง จะพบว่าใจเราพลอยรู้สึกแข็งๆตามไปด้วย ตรงข้ามหากเท้าอ่อนหยุ่น ยิ่งเดินก็จะยิ่งมีความรู้สึกภายในที่นิ่มนวล กับทั้งเห็นว่าฝ่าเท้าเป็นเครื่องส่งผัสสะที่ชัดเจนเป็นธรรมชาติยิ่งๆขึ้น


การหมุนตัวกลับ

ขณะกลับหลังหันเป็นจุดที่เกิดปัญหาได้มากที่สุดจุดหนึ่งในการเดินจงกรม เพราะผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญกับการนี้นัก ละเลยกันง่ายๆเพียงด้วยความรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจนัก หรือไม่เห็นมีอะไรให้ดูเหมือนอย่างตอนเกิดผัสสะเท้ากระทบแปะๆระหว่างเดิน

ข้อเท็จจริงก็คือเมื่อเราไม่สนใจ ไม่ใส่ใจเท้า ปล่อยให้จิตใจล่องลอยไปแม้เพียงเล็กน้อยขณะกลับตัวนั้น การเดินจงกรมทั้งหมดอาจล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจิตสบโอกาสได้ช่องเหม่อลอยตามความเคยชินเดิม ครั้งแรกยังไม่เท่าไหร่ แต่นานไปบ่อยเข้าก็กลายเป็นความเคยชินที่จะปล่อยจิตปล่อยใจ แม้กระทั่งผู้มีสติดีแล้วก็ไม่เว้น

ฉะนั้นแทนที่เราจะเห็นจังหวะกลับตัวเป็นเรื่องเล็กน้อย ก็ตั้งมุมมองไว้เสียใหม่ ว่าเป็นจุดสำคัญชนิดคอขาดบาดตาย ละเลยไม่ได้ ปล่อยให้ใจหลงมักง่ายตามกิเลสบอกไม่ได้

และเพื่อให้เป็นเช่นนั้น ก็อาจตั้งจิตคำนึงว่าเราจะรู้กายโดยความเป็นอิริยาบถยืน กล่าวคือควรหยุดและ "รู้" อาการยืนตรงสักชั่วอึดใจ เป็นการหยุดตั้งสติ เบื้องแรกอาจกำหนดรู้เฉพาะฝ่าเท้าเป็นสำคัญ ต่อเมื่อสติพร้อมรู้มากขึ้น จิตก็จะรู้ทั่วจากหัวจดเท้าไปเองโดยไม่จำเป็นต้องฝืนกำหนด เพราะการรู้ผัสสะที่ฝ่าเท้า ก็คือการรู้จุดรวมน้ำหนักทั้งหมดของกายในอิริยาบถยืนนั่นเอง

สำหรับการรู้เท้านั้นควรทำไว้ในใจว่าเราจะรู้เท้าที่หยุดเสมอกัน ด้วยความชัดเจนไม่แตกต่างกับการรู้เท้าขณะเดิน เรื่องการหยุดเท้าไว้เสมอกันก็นับเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม ถ้าหากเหลื่อมกัน ข้างหนึ่งตรง อีกข้างหนึ่งเป๋ จะมีผลกับสติเป็นอันมาก กล่าวคือแทนที่จะรู้เท้าในลักษณะสมดุล อันปรุงจิตให้สมดุลตาม ก็กลายเป็นรู้เพียงครึ่งๆกลางๆปราศจากดุล

ขณะกลับตัวถ้ากลับทีละครึ่งรอบน่าจะเรียกความรู้เท้าชัดกว่ากำหนดหมุนทีเดียวกลับหลังหันหมด การหมุนทีละครึ่งรอบจะทำให้เท้าได้จังหวะวางเหยียบอย่างเหมาะสม และไม่ทำให้รู้สึกหัวหมุน

เมื่อกล่าวถึงการกลับตัว ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับความยาวของทางจงกรม หลายคนขาดเรื่องสถานที่ บางทีก็อ้างว่าไม่สามารถเดินจงกรมเนื่องจากพื้นที่จำกัด ห้องนอนหรือระเบียงบ้านยาวเพียงไม่กี่ก้าว อันนี้ความจริงแล้วเราสามารถชนะข้อจำกัดได้ด้วยการปรับอัตราเร็วให้ช้าลง และลดระยะห่างระหว่างก้าวให้น้อยลง เนื่องจากสิ่งสำคัญที่เราต้องการจากการเดินจงกรมคือสติรู้เท้ากระทบเพื่อเป็นตัวอย่างนำไปสู่สติรู้อิริยาบถเดิน การเน้นเรื่องความยาวของทางให้ได้เดินมากก้าวจึงควรพิจารณาเป็นเรื่องรอง


สรุปหลักการเดินจงกรม

ควรจำให้ขึ้นใจว่าหลักการง่ายๆของการเดินจงกรมนั้น ก็คือฝึกแล้วทำให้รู้ตัวชัดว่ากำลังเดินได้ดังพุทธประสงค์ ขอให้หลักเพื่อจำง่ายแบบลัดๆเพียงสองข้อดังนี้

1) เดินให้เป็นธรรมชาติ เพราะเราต้องการความรู้ตัวจากการเดินจงกรมออกมาใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าหากออกจากทางเดินจงกรมแล้วลืมความรู้สึกตัวหมด อย่างนั้นถือว่าใช้ไม่ได้ แต่ถ้าออกจากทางเดินจงกรมแล้วเหมือนจะรู้เท้ากระทบเองในเวลาเดินปกติ อย่างนั้นถือว่าการเดินจงกรมของเราประสพความสำเร็จ และควรทำให้มากเข้าไว้
2) ทางลัดที่จะทำให้รู้ทั่วพร้อมในความเป็นอิริยาบถเดินอย่างง่ายๆคือรู้เท้ากระทบ รู้ความสะเทือนจากกระทบที่มีขึ้นมาถึงอก เฝ้าดูอยู่แค่กระทบที่สะเทือนขึ้นมา ก็จะรู้ว่าควรจ่อใจไว้ตรงไหน



การนอนอย่างมีสติ

การนอนเป็นอิริยาบถที่แปลกไปกว่าอิริยาบถอื่น กับทั้งมีผลกระทบกับสติสัมปชัญญะแตกต่างจากอิริยาบถอื่นด้วย กล่าวคือเมื่ออยู่ในอาการเอนนอน สติมักจะหายไปอย่างรวดเร็ว และเกิดความเหม่อลอยฟุ้งซ่านได้ง่ายกว่าท่าทางอื่นๆ

เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญพอควร ที่น่าจะมีสติเป็นพื้น เป็นของอุดหนุนไว้ล่วงหน้า จะมาจากการฝึกตามรู้ลมหายใจหรือการตามรู้อิริยาบถเดิน ยืน และนั่งก็ตามที

และแน่นอนว่าถ้าหลับหลงลงไปเสียแล้ว ก็คงไม่มีทางกำหนดสติรู้อิริยาบถนอนได้ ฉะนั้นถ้าว่าตามเนื้อหาของการฝึก ก็คือให้รู้ตัวขณะเอนพัก หรือไม่ก็ขณะทอดกายนอนในจังหวะก่อนหน้าก้าวลงสู่ความหลับไหล

หากไม่แน่ใจว่าจะกำหนดรู้กายโดยความเป็นอิริยาบถนอนอย่างไร ก็ควรดึงสมบัติเก่ามาใช้ นั่นคือตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ เคยนั่งภาวนาอย่างไรก็นอนภาวนาอย่างนั้น ปกติแล้วถ้าหากรู้ได้คล่องทั้งอานาปานสติและอิริยาบถหลักอื่นๆ เมื่อลงนอนก็จะปรากฏกายชัดขึ้นเองในความรับรู้ภายใน

อีกประการที่น่าคำนึง คือคำแนะนำในการก้าวลงสู่ความหลับแบบราชสีห์หรือสีหไสยาของพระพุทธเจ้านั้น ท่านให้มีสติสัมปชัญญะนำ ซึ่งก็มีความเป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้น ส่วนท่านอนนั้นควรตะแคงขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า และที่ไม่ควรลืมคือตั้งใจจะ ลุกขึ้น

อุบายง่ายๆที่จะทำให้ได้ผลดังนั้น คือก่อนนอนควรนั่งกำหนดรู้ลมหายใจจนเกิดความสงบสบาย และมีสติเต็มรอบที่สุดเท่าที่กำลังกายกำลังใจจะอำนวย จากนั้นก่อนหลับให้ตั้งใจว่าพอรู้สึกตัวตื่น จะลุกขึ้นนั่งดูลมหายใจตามขั้นตอนที่เคยฝึกมาทันที แม้จะเป็นการตื่นระหว่างคืนเพื่อเข้าห้องน้ำ ก็อาจภาวนาเสียนิดหน่อยเป็นการทรงสติไว้ไม่ให้ขาดสายไปไหน และหากใครกำลังอยู่ในช่วงปฏิบัติภาวนาเต็มที่ ก็อาจกำหนดว่าตื่นเมื่อไหร่จะเดินจงกรมจนกว่าจะง่วงอีก

หากเคยมีประสบการณ์เหมือนหลับ แต่ครึ่งหนึ่งรู้สติ รู้สึกว่าได้พักผ่อนเต็มที่ทั้งกายและใจ อันนั้นก็เรียกว่าเป็นการหลับอย่างมีสติได้ ซึ่งมักเป็นผลมาจากการก้าวลงสู่ความหลับแบบสีหไสยานั่นเอง



การนำสติไปใช้ในอิริยาบถประจำวัน

ผลของการรู้กายในแง่การปรากฏแห่งอิริยาบถนั้น นอกจากเป็นไปเพื่อความตื่นรู้ มีสติสัมปชัญญะของจิตแล้ว ความรู้สึกเกี่ยวกับกายยังพลอยเปลี่ยนไปด้วย กล่าวคือเดิมทีเมื่อเราไม่สนใจส่งจิตดูอิริยาบถนั้น ส่วนใหญ่มีกายก็เหมือนไม่มี เพราะจิตคลุกเคล้า หรือจับแน่นอยู่เฉพาะกลุ่มความคิดฟุ้งซ่านในหัว หรือไม่ก็ผัสสะที่เย้ายวนบ้าง ผัสสะที่ระคายบ้าง นานๆจะรู้สึกถึงกายก็เฉพาะตอนที่อยากเปลี่ยนอิริยาบถ และพอเกิดสติอ่อนๆเกี่ยวกับกายวูบหนึ่ง สตินั้นก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อจบการเปลี่ยนอิริยาบถตามความเรียกร้องจากกาย

ต่อเมื่อมีการฝึกสติตามรู้ลมจนกายนิ่ง จิตนิ่ง ไม่กวัดแกว่งง่ายอย่างเคย ประกอบกับการเฝ้ารู้กายโดยความเป็นอิริยาบถบ้าง ตอนแรกอาจรู้สึกเหมือนไม่ทราบจะดูหุ่นกระบอกนิ่งๆอย่างนี้ไปทำไม แต่แล้วในที่สุดก็จะเริ่มเกิดประสบการณ์ที่แจ่มชัด คือเห็นว่าชีวิตคนไม่มีอะไร นอกจากรูปกายที่เป็นท่าหนึ่ง แล้วต้องเปลี่ยนไปเป็นอีกท่าหนึ่ง

แน่นอนว่าชีวิตเรามีหลายแง่หลายมุมมองอื่นให้รับรู้นอกเหนือจากความเป็นอิริยาบถทื่อๆ ทว่าความจริงก็คือเรามองในมุมไหนก็จะเห็นแต่มุมนั้น สาระคือเมื่อเห็นมุมนั้น จะเกิดผลประโยชน์ทางจิตประการใดขึ้นมา ณ จุดนี้ก็ต้องทบทวนไว้ไม่ลืมว่าเป้าประสงค์สูงสุดของเราอยู่ที่การดับทุกข์อย่างสิ้นเชิงด้วยการปล่อยวางความยึดมั่น กับทั้งไม่ลืมว่าเราอยู่จุดใดในแผนที่คือมหาสติปัฏฐานสูตร เรารู้กายโดยความเป็นอิริยาบถเพื่อพัฒนาต่อเป็นความรู้ที่ละเอียดยิ่งๆขึ้นไป มิใช่จมจ่ออยู่เฉพาะในอิริยาบถประการเดียวถาวร การเห็นแต่ละอิริยาบถก็คือเห็นกายโดยรวมแบบคร่าวนับแต่หัวถึงเท้า อันจะเป็นแม่บทพื้นฐานในการดูเข้าไปในรายละเอียดเมื่อก้าวขึ้นสู่บรรพอื่นของหมวดกายานุปัสสนา

ตามสามัญสำนึกแล้ว ทุกคนจะรู้สึกว่าเรามีกายอยู่แท่งหนึ่ง ก้อนหนึ่ง คงที่อยู่เช่นนั้น อย่างมากที่สุดก็รับรู้ว่ากายนี้เคยเล็ก ค่อยๆเติบใหญ่ และวันหนึ่งจะโรยรา ยุคนี้สมัยนี้ทราบละเอียดกระทั่งว่ามีเซลล์ปริมาณมหาศาลเกิดตายอยู่ในกายนี้ไม่หยุดหย่อน ทว่าสำนึกปกติก็ยังคงบอกตนเองว่ากายนี้คงที่ กายนี้เป็นเรา เป็นของเรา สวนทางกับความเป็นจริงไม่หยุดหย่อนเช่นกัน

ต่อเมื่อ เห็นชัด ผ่านอิริยาบถ ว่าแต่ละวินาทีนั้น กายนี้คล้ายหุ่นปั้นที่บางคราวนิ่งนาน บางคราวขยับเปลี่ยนอยู่ตลอด ก็จะเห็นแปลกไปกว่าเดิมว่าแท้จริงแล้ว กายไม่เคยเป็นอะไรที่คงเส้นคงวา แม้เปลือกหรือผิวนอกที่สุดของกายเช่นความเป็นอิริยาบถ ก็ต้องปรับต้องแปลงภายใต้เงื่อนไขบีบคั้นเป็นจังหวะๆ

หากฝึกอิริยาปถบรรพได้ถึงขั้นที่เหมือนกายเดินจงกรมเอง มีจิตของเราเป็นผู้รู้ ผู้เห็นเท้ากระทบและกายเคลื่อนแยกเป็นอีกภาคหนึ่ง หรือนั่งอยู่เหมือนหุ่นปั้นที่ถูกดูมาจากอีกมิติหนึ่งอันปราศจากการครอบครองเป็นเจ้าของ ก็นับว่าได้พื้นฐานที่ดีต่อการรู้ "เช่นนั้น" ในชีวิตประจำวัน แม้จะยังสื่อสารกับผู้อื่นเป็นปกติ ทว่าจิตในภายในจะเห็นเป็นคราวๆ ว่าทำกิจทั้งหลายโดยสักแต่เป็นกิริยา จบกิริยาหนึ่งแล้วก็จบกัน ไม่มีมลทินใดติดใจ ไม่มีเรื่องราวไหนปรุงแต่งจิตต่อว่านี่เรา นี่ของเรา นั่นคำพูดเรา นั่นคำพูดเขา เพราะ ฐานของสติ มิใช่เรื่องราวภายนอก ทว่าเป็นอิริยาบถภายในเท่านั้น

เมื่ออยู่นอกทางจงกรมหรือนอกที่นั่งสมาธินั้น บางคราวเราอยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือความบีบคั้นให้เกิดอิริยาบถเป็นไปต่างๆได้หลากหลาย เช่นการนั่งบางทีต้องอยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน นั่งเอามือเท้าคางบ้าง นั่งก้มหน้าขับถ่ายอุจจาระบ้าง การยืนบางทีก็ยืนเอามือเท้าเอว บางทียืนเอาศอกเท้าสันโต๊ะ นี่จึงเป็นที่มาที่พระพุทธองค์ทรงให้กำหนดรู้คือ...

หรือเธอตั้งกายไว้ด้วยกิริยาท่าทางอย่างใดๆก็รู้ชัดกิริยาท่าทางอย่างนั้นๆ

ใน ความเห็นชัด ชนิดไม่เกี่ยงงอนไปทุกอาการนั้น ที่สุดแล้วผู้ภาวนาผู้มีสติสมบูรณ์จะพบว่าบางคราวเรารู้ชัดเพียงกายเป็นก้อนทึบในท่าหนึ่ง แต่บางคราวอาจส่องรู้แจ่มแจ้งราวกับกายเป็นถ้ำ เป็นคูหา หรือเป็นโพรง เป็นโครงร่างให้จิตอาศัย ตัวของกายเองเสมือนหุ่นว่างเปล่าที่ถูกรู้ ถูกดูมาจากเบื้องหลัง คล้ายมีช่องว่างระหว่างจิตกับกายอยู่ในที เหมือนใกล้จะเห็นรายละเอียดในถ้ำอยู่รำไร

อันที่จริงธรรมชาติกายกับจิตไม่ได้แยกจากกันอย่างกระดาษคนละแผ่น แล้วก็ไม่ได้ประกบกันอย่างกระดาษสองแผ่นที่แปะติดสนิทด้วยกาว เพราะฉะนั้นเราปฏิบัติภาวนาแล้วเห็นกายเป็นอันเดียวกับจิตก็ดี หรือเห็นกายแยกเป็นต่างหากจากจิตก็ดี ย่อมเป็นเพียง ความเห็น ที่เกิดจากสติสัมปชัญญะที่แตกต่างกันเท่านั้น

สิ่งที่ควรคำนึงถึงจึงไม่ใช่การพยายามล้วงลึก หรือตีกรอบว่าจะต้องเห็นกายแยกเป็นต่างหากจากจิต หรือเห็นจิตเป็นอันเดียวกับกาย เพราะถ้ามัวพะวงว่าอย่างไรจึงเรียกว่าเป็นผลการปฏิบัติที่เยี่ยมยอด อย่างไรจึงเรียกว่าเป็นประสบการณ์ชั้นเลิศเสียแล้ว ปัญญาอันเกิดจากการจ่อรู้ จ่อพิจารณาอย่างเป็นธรรมชาติตามจริงย่อมไม่เกิด เพราะจิตมัวอยู่ในอาการปรุงแต่งเสียหมด

หน้าที่เรามีแค่ให้เหตุปัจจัย คือกำหนดรู้กายโดยความเป็นอิริยาบถต่างๆเท่าที่จะทำได้ตามคุณภาพของจิตแต่ละขณะอำนวย ผลออกมาอย่างไรก็รับรู้ไว้อย่างนั้น ไม่ต้องปรุงแต่งอย่างไรต่อ เท่านี้ก็ได้ชื่อว่าปฏิบัติอิริยาปถบรรพอยู่ในชีวิตประจำวันแล้ว รู้ไปทุกอาการที่กายตั้งอยู่แล้ว มีความสุขขึ้นกว่าเดิมได้มากแล้ว จะเหมือนรู้เล่นๆ ไม่ได้บังคับบัญชาควบคุมให้ต้องภาวนาเคร่งครัดอะไร แต่ผลที่เกิดจากความสั่งสมอย่างต่อเนื่องผ่านวันผ่านเดือน จะเป็นความรู้จริงๆเกี่ยวกับเปลือกของกาย ลดความยึดมั่นถือมั่นว่านี่กายของเรา อิริยาบถของเราลง รู้ซึ้งอยู่ในภายในโดยไม่ต้องฟังใครบอกผล

และสิ่งหนึ่งที่จะพบเป็นปกติสำหรับผู้ผ่านการฝึกสติตามรู้ลมเป็นนิตย์ คือทราบว่าลมหายใจนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของอิริยาบถ ในแง่ของการทำความรู้ตัวนั้น เราจะไม่หมายให้จิตจ่อสนิทกับลมหายใจแบบทำสมาธิ แต่จะใช้ลมหายใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความรู้อิริยาบถ หรืออาจจะใช้ลมหายใจเป็นตัวเรียกสติให้กลับมาจากวังวนของความฟุ้งซ่านออกข้างนอก กับทั้งจะให้ผลลัพธ์แบบสมทบทุน คือเมื่อถึงเวลาต้องการพักสงบด้วยการรู้ลมหายใจอย่างเดียว ก็จะตั้งมั่นง่ายเพราะมีกำลังอยู่ตัวแล้วล่วงหน้า

และสำหรับฆราวาสที่ยังออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบ ก็อาจพบว่าการวิ่งประเภทจ็อกกิ้งหรือวิ่งบนสายพานที่เป็นอุปกรณ์เฉพาะนั้น หากกำหนดรู้เท้ากระทบอย่างเดียว ก็จะให้ผลดีเสริมการออกกำลังกายเข้าไปอีก บางคนก็พบว่าการวิ่งเพื่อรู้เท้ากระทบนั้น ให้ผลดีในเบื้องต้นมากกว่าการเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิเสียอีก นี่อาจเป็นเรื่องของจริตหรือความพร้อมทางกายทางใจที่แตกต่างกัน อันชี้ให้เห็นว่า "การปฏิบัติธรรม" นั้นไม่ขึ้นอยู่กับรูปแบบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยที่เอื้อให้เกิดสติรู้เป็นหลัก



ดูอิริยาบถโดยความเป็นวิปัสสนา

เมื่อได้พื้นฐานของการรู้อิริยาบถ 4 แน่นหนาพอสมควรแล้ว ผลที่ควรได้คือความสามารถของจิตที่จะสำเหนียกกำหนด อิริยาบถทั้งปวง โดยความเป็นสิ่งถูกรู้ กล่าวคืออิริยาบถปรากฏชัดเจนว่าเป็นวัตถุ เป็นรูปธรรม มิใช่อันเดียวกันกับผู้รู้ ผู้เป็นนามธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสปิดท้ายอิริยาปถบรรพเหมือนกับอานาปานบรรพ และจะเหมือนกับทุกบรรพของหมวดกายานุปัสสนา ท่านจะใช้คำว่า กายในกาย ตลอด ซึ่งหมายให้ดูสภาวธรรมที่ปรากฏในแต่ละบรรพนั่นเองเป็น ส่วนหนึ่งของกาย อย่างเช่นถ้าเรากำลังฝึกอยู่ในขั้นอานาปานบรรพ กายในกายก็คือลมหายใจ แต่ถ้าฝึกอยู่ในขั้นอิริยาปถบรรพ กายในกายก็ต้องเป็นอิริยาบถนั่นเอง

มีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับความเห็น หรือการตีความ ซึ่งผู้ศึกษาทั้งปริยัติ และผู้ลงมือปฏิบัติอาจเห็นต่างกันบ้าง อันนี้ต้องทบทวนกันว่าพุทธประสงค์ในการให้ฝึกสติปัฏฐาน 4 นั้น ก็เพื่อรู้กายและใจโดยความเป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เมื่อรู้แล้วจิตก็จะได้เป็นอิสระจากความยึดมั่นถือมั่น กระทั่งบรรลุมรรคผลในที่สุด ฉะนั้นใครจะมีความเห็นในการปฏิบัติเช่นไร ก็ควรคำนึงว่าเมื่อลงมือปฏิบัติแล้วเกิดผลตามพุทธประสงค์หรือเปล่า ยากง่าย หรือเป็นไปได้จริงสำหรับตนเองเพียงใด

ลำพังการอ่านอย่างเดียวอาจก่อให้เกิดความสงสัย ลังเล ไม่อาจปักใจเลือกปฏิบัติในขั้นของวิปัสสนาด้วยความมั่นใจ แต่ขอให้สังเกตว่าถ้าปฏิบัติได้ผลมาตามลำดับขั้น นับแต่ปรุงคุณภาพจิตและรู้ตัวอย่างวิปัสสนาในอานาปานบรรพ ตลอดจนกระทั่ง "รู้ชัด" ในอิริยาบถ 4 แจ่มแจ้งแล้ว สิ่งที่จะศึกษาต่อไปนี้ก็คือภาพ "ภายใน" และ "ภายนอก" ของสภาวธรรมอันประจักษ์อยู่กับประสบการณ์เฉพาะตนนั่นเอง

มาดูตามลำดับขั้นที่พระพุทธองค์ให้พิจารณาหลังจากทำสมถะในอิริยาปถบรรพดีแล้ว

- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
ความข้อนี้ในอิริยาปถบรรพ อาจถอดให้อ่านง่ายขึ้นนิดหนึ่งคือพระพุทธองค์ให้พิจารณาเห็นอิริยาบถอันเกิดด้วยกายนี้ นับแต่เดิน ยืน นั่ง ไปจนกระทั่งนอน ที่เคยสำคัญว่า "เป็นเรา" หรือเป็น "ที่อาศัยของเรา" ขั้นนี้ต้อง "รู้" ให้ได้ว่าสักแต่เป็นสภาวธรรมหนึ่ง เป็นเปลือกของกายที่มีไว้ในกำหนดรู้เท่านั้น

- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
เช่นที่เคยอธิบายไว้แล้วในอานาปานบรรพ พระพุทธเจ้าสอนให้ดูเข้ามาที่กายของตัวเองก่อน ถอดถอนเอาความเห็นผิดยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวเรา" ก่อน เมื่อเกิดจิตสัมผัสแล้ว จึงให้ดูกายใจคนอื่นโดยความเป็นอย่างนี้ เพื่อถอดถอนความเห็นผิดยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวเขา" เป็นอันดับต่อมา จึงนับว่าลบล้างอุปาทานอย่างสมบูรณ์แบบ

ในขั้นของการรู้อิริยาบถนั้น จิตจะเก็บตกความรู้ในแง่ความเป็นอาการต่างๆของกายมากมายหลายหลากไปเรื่อย อย่างเช่นเดินจงกรมนั้น มีทั้งได้รู้ผัสสะกระทบระหว่างฝ่าเท้ากับพื้น มีทั้งได้รู้จังหวะช้าเร็วในการก้าวย่าง มีทั้งได้รู้ความตรงของหลังและคอ ฯลฯ ทั้งหมดจัดเป็นการเก็บข้อมูลสั่งสมไปเรื่อยโดยไม่จำเป็นต้องจงใจตระหนักหรือจดจำ

นานเข้าพอจิตถูกย้อมให้ติดความเห็นแต่อิริยาบถ คราวนี้พอมองทางไหน เมื่อตาประจวบกับ รูปมนุษย์ เข้าแล้ว หากไม่ปล่อยให้เกิดความมั่นหมายว่านั่นรูปร่างหน้าตาเพื่อนเรา นั่นรูปร่างหน้าตาพ่อแม่พี่น้องเรา นั่นรูปร่างหน้าตาคนรักเรา ฯลฯ แต่ส่องดูอิริยาบถของเขาให้เหมือนส่องดูอิริยาบถของเราเอง เช่นเห็นเดินก็รู้ชัดว่าลักษณะเดินของเขาเป็นอย่างไร จังหวะคงเส้นคงวาหรือช้าบ้างเร็วบ้าง คอหรือหลังตั้งตรงหรือไม่ ฯลฯ ก็จะเกิดมุมมองอีกแบบ เป็นมุมมองอันเกิดจากสัมผัสภายใน เห็นแต่อิริยาบถ ไม่หมายมั่นว่าเป็นใคร ชื่ออะไร คุ้นเคยหรือแปลกหน้า

จิตที่สัมผัสอาการเดินคือการตามรู้ก้าวย่าง จิตที่สัมผัสอาการยืนคือการตามรู้ความเหยียดทั้งตัวในแนวตั้ง จิตที่สัมผัสอาการนั่งคือการตามรู้ความเหยียดตั้งครึ่งตัว จิตที่สัมผัสอาการนอนคือการตามรู้ความวางราบทั้งตัว รายละเอียดปลีกย่อยที่แฝงอยู่ในแต่ละอิริยาบถไม่จัดว่าสำคัญนัก และความช้านานในการเห็น ความเป็นเช่นนั้น ก็ควรแปรผันตามคุณภาพของสติในแต่ละขณะ ไม่ควรให้ช้าหรือนานตามความเพ่งเล็งเกินตัว

- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
เมื่อเห็นแต่อิริยาบถทั้งในเราและในเขาเหมือนกัน ไม่ว่าเดิน ยืน นั่ง หรือนอน จิตก็หลุดจากอาการปรุงแต่งแบ่งเราแบ่งเขา แม้จะเป็นระดับเบื้องต้น ก็ให้ผลเป็นความเบาลงของอัตตามานะอย่างเห็นได้ชัด เพียงขั้นนี้ก็เริ่มเห็นแต่สภาวธรรมล้วนๆได้แล้ว คือไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีชาย ไม่มีหญิง ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล มีแต่อิริยาบถหนึ่งๆให้รู้ แล้วอิริยาบถนั้นก็แปรเป็นอีกอิริยาบถหนึ่ง การเห็นอิริยาบถภายในและภายนอกนั้น อาจเกิดขึ้นสลับกันหรือพร้อมกันทีเดียว ขึ้นอยู่กับจังหวะที่จิตพร้อมเกิดสัมผัสชัด อย่าจงใจรู้ให้ได้อย่างนั้นอย่างนี้ตลอดเวลา

บางคนอาจพบอุบายภาวนาโดยยืมจังหวะเท้าที่ก้าวเดินของคนอื่นมาใช้ระหว่างหยุดพักจงกรม คือแทนที่จะต้องเดินเอง ก็เอาจังหวะเดินของคนอื่นมาทำให้เกิดจังหวะในใจ แปะๆๆ ตามที่เคยรับรู้ในตน อันนี้ก็เกิดสมาธิได้เหมือนกัน และเป็นสมาธิชนิดที่จะพิจารณากายผู้อื่นโดยความไม่ใช่บุคคล เห็นกายผู้อื่นสักแต่เป็นอิริยาบถ

หรือเมื่อเห็นใครนั่งหลังตรงสบายอย่างเป็นธรรมชาติ เมื่อ สัมผัส ความตรงที่ถูกยกขึ้นด้วยกระดูกสันหลังนิ่งๆแฝงสติของเขา ก็อาจเกิดความมีสติอย่างเดียวกันขึ้นในตนตามไปด้วย

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
ในทีนี้คือเท่าทันขณะอิริยาบถหนึ่งๆ "เกิดขึ้น" เช่นเมื่อเริ่มลุกจากเตียงตอนเช้าก็เห็นอิริยาบถนั่งเกิดขึ้น ตามหลักการแล้วก็ควรนั่งจนแน่ใจว่าเห็นอิริยาบถนั่งชัด ซึ่งแปรไปตามคุณภาพจิตในแต่ละขณะ หากฝึกดีแล้วก็มักเห็นพร้อมกันทีเดียวกับที่อิริยาบถนั่งเกิดขึ้นเต็มท่า แต่หากมีความล่าช้าในการรู้ ก็อาจต้องนั่งจนกว่าสติจะตามมาทันกาย

- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
สมมุติว่ายังตั้งหลักกันอยู่ที่ขณะลุกจากเตียงตอนเช้า เช้าแรกรู้แค่การเกิดขึ้นของอิริยาบถนั่ง อีกเช้าหนึ่งรู้เสียก่อนว่าลืมตาทีแรกยังอยู่ในอิริยาบถนอน ธรรมดามนุษย์เริ่มอิริยาบถแรกของวันด้วยท่านอน ฉะนั้นทันทีที่เปลี่ยนกิริยา เช่นดึงตัวขึ้นจากความเอนราบ ก็ต้องรู้เท่าทันว่าอิริยาบถนอนนั้น เสื่อมลงแล้ว

ขอให้สังเกตว่าหากไม่นอนนิ่งๆจนจิตรู้ถึงกายในอาการนอนแล้ว จะยากต่อการรู้ว่าตรงไหนคือรอยต่อ ตรงไหนคือความเสื่อมไปแห่งอิริยาบถนอน แรกเริ่มฝึกหัดจึงมีความจำเป็นต้องรู้จักนิ่งอยู่กับอิริยาบถใดอิริยาบถหนึ่งจนเห็นชัดเสียก่อน ดังเช่นที่เคยสมมุติว่ากายเป็นหุ่นปั้น เราจะกล่าวว่าเปลี่ยนจากท่าหนึ่ง หรือภาวะความเป็นอย่างหนึ่ง ก็เพราะเห็นความเป็นเช่นนั้นค้างคาอยู่พอรู้เค้าถนัดแล้ว

หากจิตมีความสงบ มีความผ่องแผ้ว มีความนิ่มนวลโปร่งเบา จะด้วยสมถะดีพอจากอานาปานบรรพหรือส่วนของอิริยาปถบรรพเองก็ตาม ถึงระดับหนึ่งจะเห็นกายชัดเป็นช่วงยาวโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความนิ่งของกายเป็นเครื่องช่วย เพราะจิตเองจะมีความว่องไว รู้เท่าทันแต่ละขยับ แต่ละกระดิกของกายไปหมด อย่าว่าแต่เพียงอาการเสื่อมไปของอิริยาบถหนึ่งๆ

- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง
ยังจะขอสมมุติเอาการตื่นนอนเป็นหลักพิจารณาเช่นเคย เมื่อสติไวพอ จะเห็นโดยความย่นย่อทั้งความเกิดขึ้นของอิริยาบถนั่ง และความเสื่อมลงของอิริยาบถนอน เรียกว่ามีความแฝงอยู่ในกันและกันในจุดเชื่อมต่อระหว่างท่านอนกับท่านั่ง แรกๆอาจเห็นความเป็นเช่นนั้นในอาการ "ไหวตัวยกแผ่นหลังขึ้นนั่ง" ต่อมาอาจเกิดกระแสรู้หยั่งลงไปว่าความเป็นอย่างนี้ดับไปแล้วสืบต่อด้วยความเป็นอย่างนี้

หากอ่านหรือเขียนบอกอย่างเดียวดูเหมือนน่าจะเข้าใจง่ายๆด้วยประสบการณ์ที่ทุกคนคุ้นชิน แต่เมื่อสติคมคายว่องไวพอจะรับรู้ตามจริง ก็จะเห็นแปลกไปอีกอย่าง คือเราไม่เคยรู้เลยว่ามีอะไรเกิดดับอยู่ตลอดเวลาแม้ในกายที่รู้สึกเหมือนเป็นก้อนคงที่ก้อนนี้

เมื่อรู้เห็นดังนี้ เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ ฯ

ขั้นของอิริยาบถซึ่งต้องลืมตาตื่นอยู่ในชีวิตประจำวันนั้น จิตจะเริ่มไม่ทำตัวเป็นพื้นยืนของตัณหาและทิฐิขึ้นมาจริงๆจังๆ เพราะในขั้นของอานาปานบรรพนั้นยังต้องหลับตา และไม่รู้เห็นรอบเป็นปกติเหมือนอย่างขณะลืมตาตื่นในขั้นของอิริยาปถบรรพ

โดยเดิมทุกคนจะมีความเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางของโลก เมื่อมองด้วย สัมผัสใหม่ ว่าเราไม่ใช่อะไรไหนนอกเหนือจากอิริยาบถ 4 และคนทั้งหลายก็ไม่ใช่อะไรอื่นจากอิริยาบถ 4 เช่นกัน โลกก็ปรากฏเป็นของว่างจากตัวตน มีกายทั้งภายในและภายนอกก็เพียงไว้อาศัยระลึก จิตไม่ทำตัวเป็นพื้นยืนของตัณหาและทิฐิใดๆ ไม่เป็นชนวนให้ยึดมั่นถือมั่นว่าใครเป็นใครเลย จิตไม่วาดใครหน้าตาดีหรือน่าเกลียด ชวนชมหรือชวนเมินเลย



สรุป

เมื่อสำเร็จอิริยาปถบรรพแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นว่าขั้นตอนในมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นคุมกันอยู่ ส่งเสริมกันอยู่ เหมือนระบบทุนต่อทุน ทุนแรกคือมีกายใจ มีสติปัญญาแบบมนุษย์ เอามาลงทุนตามรู้ลมหายใจกระทั่งทราบชัดว่าลมหายใจไม่ใช่ตัวตน ถัดจากนั้นก็นับว่าได้ทุนใหม่ไปต่อทุนอื่นอีกและอีก

ศรัทธาในศาสนาทั้งหลายนั้น บางครั้งต้องอิงอาศัยความเชื่อ บางครั้งต้องอิงอาศัยความตื่นเต้นในปาฏิหาริย์ บางครั้งต้องอิงอาศัยความร่มเย็นเป็นสุขในสังคมที่เลื่อมใสทางเดียวกัน แต่หากเกิดเรื่องให้คลอนแคลนความเชื่อหรือเกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งจนเดือดเนื้อร้อนใจ ศรัทธาก็อาจพังทะลายลงอย่างไม่ยากเย็นนัก

ถ้าใครเข้าถึงศรัทธาในพุทธศาสนาด้วยการปฏิบัติจนเกิดพุทธิปัญญา เอาแค่เพียงมาถึงขั้นที่รู้ว่าจิตปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนมี รส อย่างไร ให้ผลระยะสั้นและระยะยาวแบบไหน ต่อให้วันหนึ่งมีใครมาชี้ว่าพุทธประวัติส่วนนั้นส่วนนี้เป็นของปลอม ของแต่งเติมในภายหลัง ศรัทธาในพระพุทธองค์ก็จะไม่ไหวสะเทือนเลยแม้แต่น้อย เพราะรู้แน่เสียแล้วว่าพระพุทธองค์ก่อตั้งศาสนาขึ้นมาด้วยเป้าหมายเรื่องทุกข์และการดับเหตุแห่งทุกข์ เมื่อค่อยๆทราบชัดว่ากายใจนี้ไม่ใช่ตัวตนตามพุทธวิธีที่ประทานไว้อย่างเป็นลำดับขั้น ก็พลอยเชื่อมั่นว่าพระองค์รู้แน่ กับทั้งบอกทางไว้ถูกต้องจริงๆ ตามกติกาแรกที่พระองค์ตั้งขึ้นไว้เอง

ศรัทธาที่เกิดจากความเข้าใจแก่นแท้ของพระศาสนามีความสำคัญตรงนี้ เมื่อปฏิบัติตามแนวทางอย่างเป็นขั้นเป็นตอนกระทั่งเกิดปัญญา ก็ยิ่งเสริมให้ศรัทธามั่นคง ไม่บิดเบี้ยวหรือถูกทำลายลงได้ด้วยประการใดๆ

     
   
first page