พุทธพจน์

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งคือภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ
- ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
- เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก
- ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย
- อาหารใหม่ อาหารเก่า (อุจจาระ)
- ดี เสลด หนอง เลือด
- เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ

ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อม
- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าสิงสู่ และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ

จบปฏิกูลมนสิการบรรพ

บรรพที่ผ่านมาเป็นการปลูกฝังสติให้รู้เท่าทันความเคลื่อนไหวทางกาย ทั้งขณะนั่งสมาธิ (อานาปานบรรพ) เดินจงกรม (อิริยาปถบรรพ) และการเคลื่อนไหวทั้งปวงในชีวิตประจำวัน (สัมปชัญญบรรพ) หากทำอย่างถูกต้องก็จะเห็นกายเหมือนหุ่นให้สักแต่รู้

ความรู้สึกเกี่ยวกับกายยังจัดว่าหยาบอยู่ ยังไม่เข้าถึงรายละเอียดอันจะขุดแซะกิเลสเครื่องผูกจิตไว้ให้หวงแหนกาย หากเราพิจารณากายตามพระพุทโธบายเป็นอย่างดี ก็จะกำจัดความติดใจกาม (ด้วยปฏิกูลมนสิการบรรพในบทนี้) กำจัดความหมายมั่นว่ากายเป็นเนื้อเดียวก้อนเดียว (ด้วยธาตุมนสิการบรรพในบทที่ 8) และกำจัดการถือเขาถือเรา (ด้วยนวสีวถิกาบรรพในบทที่ 9)

ความหมายของ "ปฏิกูล" คือสกปรกน่ารังเกียจ ในที่นี้ร่างกายมนุษย์คือเป้าหมาย ร่างกายคือสิ่งปฏิกูลน่าเกลียด ไม่น่ารักน่าใคร่ แออัดด้วยก้อนเลือดก้อนเนื้อโสโครกยิ่งกว่าขยะในถัง มีความหมายอันเดียวกับอสุภะ พระพุทธเจ้าทรงให้ "มนสิการ" ซึ่งมีความหมายว่าการกำหนดไว้ในใจ หรือใส่ใจพิจารณาความสกปรกที่มีอยู่แล้วจริงๆนั้น เราอาจเรียกปฏิกูลมนสิการอีกอย่างว่า อสุภกรรมฐาน ก็ได้ (อสุภะแปลว่า สภาพที่ไม่งาม กรรมฐานแปลว่า อุบายทางใจ)

ในการพิจารณากายโดยความเป็นปฏิกูลนั้น พระพุทธเจ้าให้มุ่งเน้นเฉพาะส่วนที่กำหนดรู้ได้ 32 อย่าง นับตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฯลฯ เรื่อยไปจนกระทั่งถึงปัสสาวะ ซึ่งจะเห็นว่าบางอย่างเป็นอวัยวะ ทว่าบางอย่างเป็นส่วนประกอบของร่างกาย ตามขุททกปาฐะในพระสุตตันตปิฎกเล่ม 17 จะรวมกันทั้งหมดเรียก อาการ 32 และเพื่อความสะดวกกระชับ ต่อไปเมื่อต้องกล่าวถึงส่วนประกอบ 32 อย่างอันถูกพิจารณาเป็นปฏิกูลนี้ จะขอรวบรัดเรียกว่า "อาการ 32" เช่นกัน

อนึ่ง ถ้าใครลองนับดู ของไม่สะอาด ตามเนื้อความด้านบนที่ยกมานี้ จะเห็นมีอยู่เพียง 31 ขาดไปหนึ่ง ไม่ครบตามอาการ 32 เพราะตัดมันสมองทิ้งไป ทั้งนี้ก็เพราะว่าตามบาลีเดิมท่านนับรวมมันสมองเข้าไว้เป็นอันเดียวกับไขกระดูก (ซึ่งหมายถึงเนื้อส่วนในของกระดูก) โดยถือว่าสมองก็เป็นเนื้อในกระดูก (กะโหลก) นั่นเอง

ทางการแพทย์นั้น ไขกระดูกจะหมายเอาเนื้อที่อยู่ในกระดูกยาวเช่นแขนหรือขา มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด และแม้ในกะโหลกเองวัยเด็กก็จะมีไขกระดูกชนิดเดียวกันนั้นอยู่ด้วย แต่พอโตไขกระดูกในกะโหลกจะฝ่อไป ซึ่งหมายถึงแยกชัดว่าไขกระดูกเป็นคนละเรื่องกับสมอง เนื่องจากสมองไม่ได้สร้างเม็ดเลือด

ประมวลแล้วดังนั้น สำหรับหนังสือเล่มนี้จึงถือตามอาการ 32 แห่งขุททกปาฐะเป็นเกณฑ์ เพราะนอกจากถูกต้องตามจริงแล้ว ทางการปฏิบัติยังเห็นสมองและไขกระดูกแยกเป็นต่างหากจากกันได้ด้วย ขอย้ำอีกครั้งให้เข้าใจว่าบันทึกตามบาลีนั้น บางครั้งไม่ได้บันทึกที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ครบถ้วนทุกคำ เช่นตัวอย่างในที่นี้คือบันทึกตามความเข้าใจว่าไขกระดูก (หรือเยื่อกระดูก) เป็นอันเดียวกับสมอง เป็นต้น



จุดประสงค์ของปฏิกูลมนสิการบรรพ

ในอุทายีสูตร อนุตตริยวรรคที่ 3 พระอานนท์ผู้ได้ชื่อว่าทรงจำพุทธพจน์ไว้มากที่สุด กล่าวต่อเบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา มีใจความตอนหนึ่งว่า

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำตั้งแต่ปลายผมลงมา มีหนังห่อหุ้มเต็มด้วยสิ่งไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้ มีอาการ 32 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นอนุสติซึ่งภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อละกามราคะ ฯ

สรุปคือการฝึกในแบบปฏิกูลมนสิการบรรพนี้ ถ้าหาก ทำให้มาก ก็เป็นไปเพื่อละกามราคะ และโดยนิยามของกามราคะในขอบเขตของบทนี้ จะมุ่งเอาการเสพกามหรือร่วมเพศประสามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายเป็นหลัก จะนับด้วยผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย หรือใจก็ตาม

และขอให้สังเกตจุดนี้ดีๆด้วยว่าต้อง ทำให้มาก คือถ้าทำให้ต่อเนื่องนั้น แตกต่างกับทำเดี๋ยวเดียว ทำชั่วครู่ชั่วคราว อันจะปรากฏผลแค่วูบๆวาบๆ ผิดกันเป็นคนละเรื่องกับความเพียรในระยะยาว เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ถึงเป้าประสงค์ของปฏิกูลมนสิการบรรพ ก็ต้องเข้าใจไว้ก่อนในเบื้องต้น ว่าเป็นของที่ต้องมุ่งมั่นทำกันจริงจังจนกว่าจะได้ผล อันเป็นสิ่งตามมาเองหลังจากประกอบเหตุที่สมควรไว้พอเพียงแล้ว



ความจำเป็นในการละกาม

กล่าวถึงจุดประสงค์ของปฏิกูลมนสิการบรรพเท่าที่กล่าวไปข้างต้นคงไม่เพียงพอ เพราะจะเจอคำถามยอดนิยมคือถ้าไม่เสพกามแล้วมันจะสนุกอะไร จะมีชีวิตต่อไปทำไม อันนี้ก็ต้องตอบตัวเองให้ได้แต่ต้นมือ ว่าเรามีมุมมองชีวิตในพุทธศาสนาเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่ชาวพุทธที่ยังหวง หรือรักษาเหตุแห่งทุกข์เอาไว้ แม้ว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นจะมาในรูปของความน่าติดใจเพียงใดก็ตามที

เราเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือทางกามร้อยรัดจิตตั้งแต่หัวจรดเท้า แรงดึงดูดให้จมลงติดแช่อยู่ในวังวนทุกข์จึงไม่มีอะไรหนักหน่วงเกินกาม ผู้ปรารถนาความหลุดพ้นแห่งจิตก็ธรรมดาอยู่เองที่ควรเล็งเห็นว่าต้องปลดพันธนาการนี้เสียชนิดเข้าขั้นคอขาดบาดตาย ถ้าเป้าหมายสูงสุดคืออยากออกจากทุกข์จริง อะไรขวางทางก็ต้องขจัดให้สิ้น มิฉะนั้นก็ต้องติดอยู่ จะเดินต่อคงไม่ถึงไหน

กล่าวโดยรวบรัดก็คือเราจำเป็นต้องละความอยากในกามลงเพื่อบำเพ็ญเพียรได้นานพอ นานพอสำหรับอะไร? ก็สำหรับการทำใจให้สงบลงได้ สงบเพื่อะไร? เพื่อได้มีกำลังแก่กล้าถึงขั้นพิจารณาเห็นกายใจตามจริงกระทั่งสามารถปล่อยวางระดับเอามรรคเอาผลกัน หากว่าวันๆยังวนกลับไปหาความหมกมุ่นครุ่นคิดในกามอยู่ ใจก็คงมีแต่ความรู้สึกอยาก ความรู้สึกยึด ความรู้สึกหลง เช่นที่พระผู้มีพระภาคตรัสกะมาคัณฑิยพราหมณ์ว่า

ดูกรมาคัณฑิยะ การเสพกามเปรียบเหมือนบุรุษโรคเรื้อน มีตัวเป็นแผล มีตัวอันสุก อันหนอนไชฟอนกินอยู่ข้างใน บุรุษนั้นเกาปากแผลอยู่ด้วยเล็บ ย่างกายให้ร้อนที่หลุมถ่านเพลิง

เป็นเช่นนั้นจริงๆ การเสพกามนั้นเหมือนการเกาแผลที่กำเริบขึ้น เสพแล้วก็บรรเทาอยาก ทุเลาความคันลงได้ชั่วครู่ แล้วพักตัวเตรียมกำเริบระลอกต่อไปอีก สำหรับพระพุทธองค์ผู้ปฏิบัติตนพ้นจากความครอบงำแห่งกามแล้ว ท่านก็เปรียบพระองค์เองกับผู้เคยเป็นโรคที่รักษาตัวจนหายขาด เมื่อย้อนกลับมาเห็นผู้ยังแสดงอาการแสบคัน ต้องเอามือเกาแผลวุ่นอยู่ ก็มีแต่ความอเนจอนาถให้ เมื่อมาคัณฑิยพราหมณ์ทูลถามว่าเหตุใดพระองค์จึงไม่ยินดีในกาม พระองค์จึงตรัสเทียบว่าผู้หายจากโรคจะยินดีในโรคและอาการของคนเป็นโรคได้อย่างไร

โรคเรื้อนนั้นไม่อาจรักษาหายด้วยการเกา โดยผิวเผินเหมือนยิ่งเกายิ่งมัน แต่ที่แท้กำลังสร้างเหตุเพิ่มความเจ็บแสบไม่รู้จักหยุดจักหาย ทางที่ถูกคือเลิกเกาเสีย แล้วรับยากินยาทาจากหมอ รักษาตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จึงจะหายขาด กามก็เช่นเดียวกัน ไม่อาจถอนความอยากด้วยการเสพต่อ ต้องละ ต้องเลิก ทั้งด้วยความตั้งใจ และด้วยอุบายที่เป็นคู่ปรับสมน้ำสมเนื้อกัน น้ำพระทัยของพระพุทธองค์เมื่อจะทรงแนะให้ละกาม หรือกระทั่งห้ามพระในธรรมวินัยให้เลิกขาดจากเมถุนธรรมนั้น ก็มิใช่ปล่อยตามมีตามเกิด ทรมานกันแบบมันจุกอกกันตามยถากรรม แต่พระองค์ให้สูตรสำเร็จที่ได้ผลแน่นอนไว้ด้วย ดังเช่นบทว่าด้วยปฏิกูลมนสิการนี้ ผู้มีศรัทธาเชื่อฟังปฏิบัติตามพระองค์โดยดีย่อมไม่อยู่อย่างลำบากแม้ปราศจากเมถุนธรรม

ปัญหาคือกามอันเปรียบเหมือนโรคเรื้อนทางใจนี้มีเสน่ห์ ยิ่งเกายิ่งมัน จมอยู่กับมันมานานจนฝังอยู่เป็นความเชื่อเสียแล้วว่าไม่ใช่โรค เป็นของดี ของสนุก เห็นแผลแล้วชอบ ยิ่งถ้าแผลสดแผลใหญ่เท่าไหร่ ในสายตาก็ยิ่งดูดี น่าเกาเท่านั้น ขั้นแรกจึงจำเป็นต้องชี้แจง เปลี่ยนแปลงมุมมองเสียใหม่ ให้เห็นว่าแผลสดตามร่างกายเป็นของเลวร้าย และการเกาเป็นการเก็บโรคไว้ เลี้ยงไข้ไว้ มิใช่ของดีแต่อย่างใด เมื่อนั้นคนไข้จึงเริ่มเกิดมานะแข็งใจยุติการเกา และพรักพร้อมเพียงพอจะเริ่มต้นรักษาตัวด้วยวิธีที่ถูกต้องต่อไป

สรุปง่ายๆว่ากามราคะเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของการปฏิบัติธรรม ถ้าคิดว่าเรากำลังเป็นโรคทางใจหลายๆชนิด ก็ต้องมองว่ากามราคะคือโรคร้ายแรงที่จำเป็นต้องรักษาให้ทุเลาลงก่อนโรคอื่นๆ ดังจะเห็นว่าพระพุทธองค์ตรัสถึงโทษของกามบ่อยสุด และมักให้แนวทางรักษา กำจัด ยับยั้งไว้หลากหลาย ทั้งในหมวดของกาย เวทนา จิต และธรรมในสติปัฏฐาน 4 ยังไม่นับอุบายในพระสูตรอื่นๆตลอดทั่วทั้งพระไตรปิฎก เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เราควรดูเบา หรือเห็นเป็นศัตรูง่อยเปลี้ยที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ

ความจำเป็นต้องอาศัยการพิจารณากายเป็นของโสโครก ข้อเท็จจริงประการหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ คือมีอาการทางจิตที่พล่านไป ฟุ้งไป อันมาจากแรงขับดันทางเพศ จะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม พูดง่ายที่สุดคือเพราะยังห่วงกายและหวงกาม เลยต้องฟุ้ง ต้องยึดมั่นถือมั่นอยู่ไม่รู้รอด ให้นานแค่ไหนก็เวียนอยู่ในวังวนนี้เอง

เมื่อตระหนักว่ากายอันเป็นสมบัติติดตัวมาแต่เกิดนี้เอง คือบ่อเกิดแห่งกามราคะ ความกำหนัดใคร่อยากทั้งปวง จึงชอบแล้วที่จะเห็นด้วยปัญญาว่าควรใช้กายนี่แหละ เป็นอุปกรณ์ดับความอยากดังกล่าวแบบย้อนศรคืน

ความพึงใจ หรือมีความโน้มเอียงจะอยากเสพกามนั้นจะมาจากอะไร ถ้าไม่ใช่ความหมายมั่น หรือความ "รู้สึก" จากส่วนลึกว่ากายมนุษย์นี้ดี เป็นของหอม ของสะอาด ของนุ่มนิ่ม น่าใคร่ น่าสัมผัส หากกลับความหมายมั่นเสียใหม่ได้ คือเห็นกายเป็นของไม่ดี เป็นของเหม็น ของสกปรก ของสากระคาย ชวนขยะแขยง ไม่น่าแตะแม้ด้วยเท้าของเรา ก็เท่ากับชนะกามได้ ชนิดออกมาจากทั้งส่วนตื้นและส่วนลึกทีเดียว ใครจะอยากกอดเข้าไปลง จินตนาการดูว่าใครเอาอึและฉี่ที่เหม็นร้ายกาจมากองตรงหน้าให้เห็นจะจะ แล้วหุ้มห่อด้วยหนังกลบกลิ่นอย่างดี พรางตามิดชิด ทำเป็นรูปหมอนข้าง สุดท้ายบังคับให้นอนกอดทุกคืนจะเอาไหม? ไม่เอาแน่นอน และนั่นก็คือคำตอบว่าทำไมต้องเอาความจริงเกี่ยวกับกายในแง่ความโสโครกมาพิจารณา มาเล็งรู้ให้จิตฉลาดขึ้นกว่าเก่า

กายมนุษย์อุดมไปด้วยของโสโครก ทั้งอึและฉี่จริงๆ บวกกับอะไรอื่นๆที่ทั้งเหม็น ทั้งสกปรกยิ่งกว่านั้นอีก แต่ธรรมชาติพรางไว้ บดบังซ่อนเร้นไว้จากสายตาและความรับรู้ของเรา เราจึงกอดใครต่อใคร รวมทั้งชื่นชมตัวเองว่ามีกายอันสง่าโสภากว่าสัตว์ชนิดใดได้อย่างเต็มใจ

ปฏิกูลมนสิการบรรพคือการ กลับความเน่าในออกมาแฉ คือแทนการถูกหลอกเสียแต่แรกให้ดูหมอนข้างอันห่อหุ้มดีแล้วด้วยหนังหอม ก็ลอกเปลือกออกให้หมด ดูว่าในหมอนข้างนิ่มๆนั้น นิ่มด้วยอะไร ยัดทะนานอยู่ด้วยอะไรบ้าง นุ่น สำลี หรือน้ำเหลือง มันข้น อุจจาระปัสสาวะนานาพรรณ

อย่างไรก็ตาม แม้เห็นความสำคัญของปฏิกูลมนสิการบรรพ ที่เอาไว้ต่อกรกับหัวหน้ากิเลสตัวต้นๆอันชี้แพ้ชี้ชนะอย่างนี้แล้ว บางทีนักภาวนาก็ยังลังเล ตัดสินใจเลือกกันอยู่ ว่าจะเอาหรือไม่เอาดี กับ โอสถรักษาโรคเรื้อน สูตรนี้ของพระพุทธเจ้า

แม้แต่ในหมู่นักภาวนาที่ประสพผลสำเร็จเอง ก็ยังมีการถกธรรมปฏิบัติในแง่ที่ว่ามีความจำเป็นแค่ไหน กับการพิจารณากายเป็นของน่ารังเกียจ หรือมีประเด็นตรงไปตรงมายิ่งกว่านั้น คือจะบรรลุมรรคผลได้ จำเป็นต้องผ่านการพิจารณากายเป็นปฏิกูลหรืออสุภะเสียก่อนหรือไม่ เหตุผลหลักๆที่มักนำมาแลกเปลี่ยนหรือคัดง้างกัน ก็เช่นที่บางฝ่ายเห็นว่าการเห็นกายเป็นของน่ารังเกียจ น่าจะอยู่ในระดับสมถะเท่านั้น ไม่น่าจะถึงวิปัสสนา หรือบางท่านก็มองว่ามีอริยบุคคลจำนวนมากที่ถึงมรรคผลโดยไม่ต้องลำบาก แค่พิจารณาธรรมด้วยสติเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาพอสมควร ก็ทะลุรอดปลอดภัย กลายเป็นอริยบุคคลไปได้

เพื่อความเป็นกลาง ขอให้พิจารณาอย่างนี้ คือเรามั่นใจได้อย่างหนึ่ง ว่าไม่มีที่ไหนเลย ที่ระบุว่าการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 นั้นควรเสพกาม ควรติดใจในกาม หรือควรยกย่องกาม มีแต่บอกว่ากามเป็นปฏิปักษ์ต่อมรรคผล ไม่เคยมีใครที่กำลังเพลิดเพลินอยู่ในกาม หรืออยู่ในช่วงที่ใจจ่ออยู่กับกามแล้วถึงมรรคถึงผลมาก่อน เนื่องจากกามเป็นธรรมที่มีกำลังดึงดูดจิตรุนแรงและเหนียวแน่นสูงสุด ให้ปล่อยวาง หรือหลุดจากความเห็นเป็นตัวเป็นตนขณะจิตยังหลงระเริงในกามจึงมิใช่วิสัยเป็นไปได้ ต่อให้เป็นผู้มีศักยภาพทางการภาวนาหรือความโน้มเอียงทางการบรรลุธรรมเพียงใดก็ตาม

ถ้าถือตรงนี้เป็นหลัก ก็ขอให้พิจารณาว่าเรายังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่ในเรื่องทางกามารมณ์หรือไม่ บางคนทำสมถะได้ผล เพียงเจริญอานาปานสติและเดินจงกรมจนเกิดปีติสุข เกิดจิตตวิเวก ก็สามารถระงับความปรารถนาในกามสำเร็จ ดังที่เคยยกพระพุทธพจน์มาแสดงไว้แล้วตั้งแต่บทที่ 3

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมถะที่ภิกษุเจริญแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมอบรมจิต จิตที่อบรมแล้ว ย่อมเสวยประโยชน์อะไร ย่อมละราคะได้

เมื่อทุเลาอาการอยากในกาม ผลก็ย้อนคืน เหมือนได้ทุนต่อทุน คือจิตจะยิ่งพร้อมทำงานสมถะให้แกร่ง เป็นการเปิดช่องทางกว้างๆให้จิตเดินวิปัสสนาเต็มเม็ดเต็มหน่วยขึ้นไปอีก

แต่หากจำเป็นต้องตอบโดยซื่อว่าใช่ เรายังหมกมุ่นครุ่นคิด ถวิลหาถึงแต่กามารมณ์ทุกวัน หรือไม่มีสักช่วงใดหลายๆวันที่ขาดกามได้ แม้เพียรทำสมาธิเดินจงกรมเข้าข่ม ก็สำเร็จเพียงชั่วคราว อันนี้ชัดเจนว่ามรรคผลยังหวังยากอยู่ ถัดจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ว่าถึงเวลา กินยา หรือยัง หากเอาแต่ประมาท ทึกทักเองว่าสมถะไม่ต้องทำก็ได้ การพิจารณากายเป็นปฏิกูลอยู่แค่ระดับสมถะ ต่ำชั้นกว่าวิปัสสนา แต่ความปรารถนาในกามยังขังแน่นอยู่เต็มหัวใจ เช่นนี้ก็ไม่ชื่อว่าเป็นผู้ภาวนาที่รู้เส้นทางถูกต้องแท้จริง พบอุปสรรคใด ก็แก้ด้วยการด้นเดา แทนที่จะขจัดสิ่งกีดขวางหรือตุ้มถ่วง ก็ปล่อยปละรุงรังหรือแบกจนหลังแอ้ไว้อย่างนั้น และคิดซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่เป็นไรๆ



ลักษณะของจิตที่ละกามตามพุทธวิธี

หากปฏิบัติกายานุปัสสนามาตามลำดับ อย่างน้อยต้องมีทุนรอน เช่นสมาธิจิตและสติสัมปชัญญะบ้างแล้วพอสมควร มิใช่จิตนึกคิดสามัญที่ขาดกำลัง ขาดความแข็งแรงค้ำจุนการรู้ การพิจารณากายในมิติของความน่ารังเกียจ

อีกประการหนึ่ง ถ้าฝึกภาวนาตามพุทธวิธี ไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนา เราจะมีทุนอีกชนิดหนึ่งคือเรื่องการตั้งมุมมอง ความเห็น หรือ "ทิฏฐิ" ว่าจะทำเพื่ออะไร เมื่อรู้จุดมุ่งหมายชัดเจนแล้วว่าเพื่อละความยินดีในกาม ซึ่งเมื่อละได้แล้วย่อมมีจิตใจปลอดโปร่ง เหมือนถางถนนหนทางให้กว้างโล่ง เดินจิตเป็นวิปัสสนาได้ง่าย สะดวกสบายกว่ากัน

เพราะฉะนั้นถ้าใครกล้าๆกลัวๆอยู่ เกรงจะเจอแต่ความน่าสะอิดสะเอียน แห้งแล้งน่าเหน็ดหน่าย ทำให้สุขภาพจิตเสีย อยู่ดีไม่ว่าดีหาเรื่องทำให้อยากอาเจียนเล่น อันนี้ก็ลองมาดูสภาพภายในที่พระพุทธเจ้าตรัสบรรยายไว้ในกายคตาสติสูตร หลังจากให้พิจารณากายตามนัยแห่งปฏิกูลมนสิการ

เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียรส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น

ผลของการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเป็นไปตามลำดับจะให้ผลเช่นนี้จริงๆ หากปฏิบัติอย่างอาจหาญ รู้ความเน่าเหม็นน่ารังเกียจของกายจนจิตถึงความทิ้งอาการดำริพล่านในกามได้ ที่เหลืออยู่ในใจย่อมประจักษ์เองว่าคือความปลอดโปร่งโล่งตลอด มีแต่ความวิเวกในภายใน ตั้งมั่นผ่องใสเป็นธรรมเอกได้ในที่สุด

แต่หากยิ่งปฏิบัติ สุขภาพจิตยิ่งเสื่อมโทรม หาผลดีอันใดมิได้ อันนี้ก็จำเป็นต้องสำรวจ ว่าทุนของเราจากบรรพก่อนๆของกายานุปัสสนามีพอจะอุดหนุนหรือยัง หรือว่าวิธีกำหนดจิตของเราเป็นอย่างใดระหว่าง รู้เห็นตามจริง กับ เอาแต่คิดมาก สองอย่างนี้ต่างกันมาก หากรู้เฉยๆ เห็นเฉยๆว่าลักษณะความโสโครกของอวัยวะต่างๆเป็นอย่างนี้ หาได้มีดีน่าใคร่น่าส้องเสพตรงไหน เท่านั้นก็เป็นอันดับความพล่านอยากในกามลง จบหน้าที่ไป ก็ไม่มีอะไรกระทบกระเทือนสุขภาพจิต

แต่หากรู้นิดหน่อยแล้วย้ำคิดจนเหมือนมีภาพภูติผีมาหลอกหลอน โดยขาดหลัก ขาดสติรู้ความเป็นกายปัจจุบันตามจริง อย่างนั้นถึงอาจเป็นปัญหาขึ้นได้

เพื่อให้แน่ใจว่าฝึกปฏิกูลมนสิการบรรพแล้วจะรับแต่ผลดี ก็ควรไล่ลำดับจากคิดแบบอ่อนๆ ไปจนถึงขั้นเตรียมตั้งรับสภาพน่าสะพรึงกลัวด้วยวิธีทางสมาธิ อันประกันว่าจิตพร้อมส่องรู้ด้วยความหนักแน่นเป็นกลางอย่างดีต่อไป



ความเชื่อมโยงกับบรรพก่อนหน้า

บางคนอาจด่วนนึก ว่าเพียงฝึกมา 3 บรรพ รู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถ รู้ความเคลื่อนไหว จะเพียงพอแก่การเห็นกายทั้งภายนอกภายในอย่างไรไหว

ขอให้พิจารณาว่าลมหายใจเป็นสิ่งที่ละเอียดกว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กระดูก และอวัยวะอันจับต้องได้ทั้งหลาย เมื่อใครฝึกตามรู้ได้จนกระทั่งเกิด "จิตเห็น" ลมหายใจชัดอยู่ในภายใน ก็ไม่แปลกเลยถ้าหากจะใช้จิตอันทรงคุณภาพระดับเดียวกันนั้น เข้ารู้เข้าเห็นความเป็นวัตถุหยาบในกาย หรือถึงแม้ยังเห็นไม่ได้ถนัด อย่างน้อยก็ใช้อานาปานสติช่วยรู้กายโดยความเป็นปฏิกูลได้ ดังเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสถึงอานิสงส์ของอานาปานสติสมาธิไว้ในทีปสูตรความว่า

ถ้าแม้ภิกษุพึงหวังว่าเราพึงเป็นผู้มีความสำคัญในสิ่งไม่ปฏิกูลว่าปฏิกูลอยู่ ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธินี้แหละให้ดี

ยิ่งไปกว่านั้น การรู้ชัดในอิริยาบถต่างๆอย่างต่อเนื่อง ก็คือการรู้ความเป็นก้อนกายนั่นเอง เมื่อรู้ความเป็นกายดี ก็ย่อมรู้ตำแหน่งแหล่งที่ของอวัยวะภายนอกเช่นผมอยู่ส่วนบนสุด ขนกระจายตามส่วนต่างๆ เล็บอยู่บนปลายนิ้วมือและเท้า ฟันอยู่ในปาก หนังคือส่วนหุ้มกายทั้งหมดนับแต่หัวจรดเท้า เป็นต้น

ส่วนการรู้ชัดในความเคลื่อนไหวปลีกย่อยต่างๆอย่างต่อเนื่อง ก็คือการรู้กายเป็นส่วนๆนั่นเอง ฝึกไปนานวันย่อมเห็นองคาพยพต่างๆล้วนมีสมบัติเฉพาะ เช่นสั้นยาว อ่อนแข็ง แหลมทู่ ลักษณะทั้งหมดย่อมถูกประมวลอยู่ในการประมาณรู้ทางจิต และนำมาพัฒนาต่อในปฏิกูลมนสิการบรรพได้เกือบจะทันที ขอเพียงกำหนดถูก

สรุปคือถ้าทำ 3 บรรพแรกของหมวดกายานุปัสสนามาจนชำนาญดีพอแล้ว ก็อย่าวิตกว่า 3 บรรพหลังจะมีความยุ่งยากซับซ้อนเกินวิสัยแต่ประการใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกรงกันว่าจะต้องห้ามทัพราคะด้วยการกลั้นใจ สร้างความกดดันให้เครียดจะเป็นบ้าเปล่านั้น ขอให้พิจารณาว่าเรามีสิ่งชดเชย หรือมีทุนรอนแทน การอด อยู่อย่างดีก่อนหน้าแล้ว



การมนสิการระดับสามัญจิต

คำว่า สามัญจิต หมายถึงจิตที่ยังคิดๆนึกๆอยู่ ก็เอาความสามารถในการคิดนึกของมนุษย์นั้นเอง มาสร้างความกำหนดหมายเสียใหม่ให้แก่จิต

ก่อนอื่นอย่าดูเบาว่าจิตคิดนึกจะสร้างผลสะเทือนเพียงน้อย น้ำเหยาะลงหินทีละหยดยังทำให้หินกร่อนได้ฉันใด ถ้าหมั่นคิดทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ก็ต้องทำให้ความอยากในกามลดลงในวันหนึ่งจนได้

การคิดนึกให้จิตยอมรับว่ากายเป็นอสุภะซอยย่อยได้เป็นอีกสองประเภทใหญ่ๆ ได้แก่คิดเปรียบเทียบ คิดจินตนาการ และคิดถึงปัจจุบันผัสสะ ทั้ง 3 ข้อนี้ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ อาศัยกันและกันเกื้อกูลให้เกิดผลสะเทือนโดยรวมร่วมกัน

คิดเปรียบเทียบ

ในพระไตรปิฎกนั้น ปรากฏหลายแห่งว่าสาวกของพระพุทธองค์ได้ดิบได้ดีกันมากมายจากการน้อมเอาอสุภะภายนอกเข้ามาเปรียบเทียบกับตน

ตัวอย่างที่มักมีการยกมาอ้างถึงกันมากได้แก่เขมาเถริยาปทาน อันเป็นเรื่องเล่าจากปากของภิกษุณีนามว่า เขมา ผู้ซึ่งเดิมเป็นมเหสีแห่งพระเจ้าพิมพิสาร มีรูปโฉมงาม และหลงใหลความงดงามแห่งรูปตน ไม่พอใจการกล่าวร้ายแก่รูปสมบัติ เช่นกายนี้เหม็น เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก

ด้วยเหตุนี้พระนางเขมาจึงไม่อยากเฉียดใกล้พระในศาสนาพุทธ ซึ่งร่ำลือกันว่าตั้งแง่เกลียดชังกายกันนัก นักบวชในพุทธศาสนาถูกสอนให้เห็นกายเป็นของโสโครกชวนรังเกียจยิ่งกว่าอะไรหมด และพิจารณาอย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนเสียด้วย ดังที่พระนางเองกราบทูลสารภาพผิดกับพระพุทธองค์ในภายหลังว่า หม่อมฉันมัวยินดีในรูป ระแวงว่าพระองค์ไม่ทรงเกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้แสนกรุณา

และในที่สุดที่ได้มากราบเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้น ก็ด้วยเหตุที่พระราชสวามีแห่งนางมีความเคารพในพระศาสดา ปรารถนาจะให้พระนางมีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค จึงออกอุบายให้นักดนตรีร้องรำทำเพลงพรรณนาพระมหาวิหารเวฬุวันอันเป็นที่ประทับแห่งพระพุทธองค์ ว่าน่ารื่นรมย์นัก ผู้ใดยังมิได้เห็นก็จัดว่าผู้นั้นยังไม่เห็นสวนสวรรค์

พระนางเขมาได้ฟังแล้วก็เกิดความปรารถนาได้เสด็จไปชมพระเวฬุวัน แต่ด้วยความเกรงจะต้องพบพระพุทธองค์ผู้เป็นต้นตำรับในการตำหนิรูปกายแห่งมนุษย์ พระนางเขมาก็ยังเลือกเวลาเสด็จขณะพระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตยามเช้า แต่ด้วยวาสนาเก่า บันดาลใจให้เข้าไปเยี่ยมชมพระคันธกุฎีที่ประทับแห่งพระศาสดา ซึ่งแต่แรกสำคัญว่าว่างเปล่าเนื่องจากเป็นเวลาบิณฑบาต

แต่พอเข้าไปก็พบพระพุทธองค์ประทับอยู่ ก็เห็นว่ามิได้ทรงรูปเศร้าหมองดังคาด ตรงข้ามกลับมีความเปล่งปลั่งอย่างที่พระนางเปรียบเทียบไว้ว่า "ดังดวงอาทิตย์อุทัย" นอกจากนั้นยังเห็นสาวน้อยรูปงามพัดถวาย สาวน้อยนางนั้นมีผิวเปล่งปลั่งดั่งทองคำ รูปหัวตัวตนสะสวยชวนหลงงงงวยไปสิ้นทั้งสรรพางค์ ชนิดที่พระนางเขมาตะลึงคิดว่าเกิดมาไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน

ก็จะเคยเห็นได้อย่างไร ในเมื่อหญิงงามนางนั้นเป็นรูปเนรมิตขึ้นด้วยพุทธานุภาพ เพราะเดี๋ยวเดียวยังไม่ทันสร่างตะลึงในความโสภา พระนางเขมาเล่าว่าเห็นหญิงนั้น "ถูกชราภาพย่ำยี มีผิวพรรณแปลกไป หน้าเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล หน้าไม่สะอาด ใบหูแข็งกระด้าง นัยน์ตาขาว ถันยานไม่งาม ตัวตกกระทั่วไป ร่างกายสั่นตลอดศีรษะ หลังขด มีไม้เท้าเป็นคู่เดิน ร่างกายซูบผอมลีบไป ตัวสั่นงันงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ๆ..."

พระนางเขมาเห็นดังนั้นจึงสลดสังเวช ขนลุกขนชันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะเกิดปัญญารู้ตามจริงว่าพาลชนเท่านั้น ที่ติดใจอยู่ในรูปอันโสโครก และมีแต่จะเสื่อมลงตามกาล เมื่อเห็นพระนางเขมาสลดได้ที่แล้ว พระพุทธองค์ยังสำทับซ้ำอีกว่า

ดูกรพระนางเขมา เชิญดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด มีสิ่งโสโครกไหลเข้าถ่ายออก ที่พวกพาลชนยินดีกันนัก ท่านจงอบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภารมณ์เถิด ท่านจงมีกายคตาสติมากไปด้วยความเบื่อหน่ายเถิด รูปหญิงนี้ฉันใด รูปของท่านก็ฉันนั้น รูปของท่านฉันใด รูปหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น ท่านจงคลายความพอใจในกายทั้งภายในภายนอกเสียเถิด จงฝึกการพ้นจากเครื่องหมายมั่น จงละความถือตัวเสีย ท่านจักเป็นผู้สงบ เพราะละความถือตัวนั้นได้

จากนั้นพระพุทธองค์ยังทรงเปรียบเทียบไว้ ให้เห็นภาพอย่างแจ่มชัดชนิดที่ทุกคนสามารถน้อมมาดูใจตัวเองขณะเกิดความกำหนัดยินดีได้

เหล่าชนผู้ถูกราคะครอบงำติดกระแสอยู่ เหมือนแมงมุมติดใยที่ถักทอไว้เอง เมื่อตัดราคะลงเสีย หมดความอาลัย ละกามสุขแล้ว จึงเว้นเสียได้สนิท

จากนั้นพระพุทธองค์ตรัสเทศน์อีกเล็กน้อยให้เหมาะสมกับนิสัยและวาสนา พระนางเขมาซึ่งมีจิตอ่อนควรแล้ว กอปรกับที่มีปัญญามาก ก็สำเร็จมรรคผลเป็นอริยบุคคลชั้นต้นได้

ตัวอย่างของเขมาเถริยาปทานนี้มีคุณหลายประการ ประการแรกเราได้เห็นว่ามนุษย์ทั้งหลายมีความหลงรูป หลงกามคุณกันชนิดติดตัง ยังไม่อ่อนควรต่อมรรคผลแน่นอน แม้วาสนาดั้งเดิมจะมีปัญญามากเพียงใดก็ตาม ต้องทำให้เห็นโทษในรูปเสียก่อน คลายความถือมั่นในรูปเสียก่อน จึงอ่อนควรพอจะฟังธรรมอันเป็นไปเพื่อละความยึดติด หรือถือมั่นว่ามีตัวมีตนเป็นอันดับต่อไป

ประการที่สองเราได้ทราบว่าเพียงด้วยระดับความคิดเปรียบอสุภะภายนอกที่น้อมเข้ามาเทียบกับอสุภะภายใน หากมีกำลัง มีแรงมากพอ ก็ทำให้ราคะหายสนิทเป็นปลิดทิ้งไปชั่วครู่ ซึ่งชั่วครู่นั้นอาจเป็นนาทีทอง เพียงพิจารณาธรรมละเอียดกว่านั้นอีกนิด ก็อาจสะกิดให้ถึงมรรคถึงผลได้เหมือนกัน

คำแนะนำให้ปฏิบัติแบบ คิด ในขั้นนี้ คือถ้ามีโอกาสก็อาจไปเห็นของจริง ว่าคนแก่เป็นอย่างไร ศพมีลักษณะแบบไหน สำหรับศพนั้นถ้าใจไม่ถึงอาจหารูปดูก็ได้ สำคัญคือต้องน้อมเข้ามาภายในให้เกิดสังเวชดังพระพุทธพจน์ที่ว่า

รูปอื่นฉันใด รูปของเราก็ฉันนั้น รูปของเราฉันใด รูปอื่นก็เป็นฉันนั้น จงคลายความพอใจในกายทั้งภายในภายนอกเสียเถิด

เริ่มต้นถ้าไม่ทราบจะน้อมเข้ามาอย่างไร ก็ขอให้ดูทีละส่วน เริ่มจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ส่วนใดที่รู้สึกสังเวชที่สุดก็ให้ปลง ให้น้อมส่วนนั้นมาเทียบกับเราก่อน สติและสัมปชัญญะที่ฝึกมาแล้ว จะทำให้รู้เข้ามาในขอบเขตของกายได้ชัดประหนึ่งส่วนนั้นๆของกายเขากับกายเราเป็นอันเดียวกัน จิตย่อมละความยึดติดยินดีในเชิงราคะเสียได้ นับจากน้อยไปหามาก

เมื่อสงบจากราคะด้วยการคิดเทียบ น้อมเข้ามาหากายตนจนจิตสงบลงแล้ว สิ่งสำคัญสูงสุดคือต้องดูความสงบในภายในนั้น เห็นเป็นอาการที่ "ดับความพล่านจากความอยากทางกาย" ลงเสียได้ เมื่อประคองอยู่ รู้อยู่ที่ความสงบนั้น ในที่สุดก็จะเห็นความเบาโล่งอันมีลักษณะตั้งมั่นแน่นิ่ง อย่างน้อยที่สุดก็ดำรงอยู่ชั่วขณะ ยิ่งบ่อยก็ยิ่งเป็นการสั่งสมความสงบและกำลังจิตที่จะเอาชนะราคะหยาบๆ ทำทุกวัน สงบปลอดโปร่งทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จัดเป็นการทำสมาธิชนิดหนึ่ง เป็นสมาธิอันเกิดแต่ความละวางราคะโดยตรงเสียด้วย

คิดจินตนาการ

การคิดจินตนาการคือการนึกถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว หรือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น พูดง่ายๆว่าไม่เป็นปัจจุบันผัสสะ จุดประสงค์ของการคิดจินตนาการคือกำจัดราคะที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น

ในสัมปชัญญบรรพเราได้ฝึกที่จะรู้ความเคลื่อนไหวทางกายถ้วนทั่วไปหมด แม้การอุจจาระปัสสาวะก็ไม่เว้น การที่เรา "รู้" ว่ามีอุจจาระปัสสาวะไหลออกมาจากกายบ่อยๆ จะทำให้เกิดการ "ตระหนัก" ว่ากายนี้มีอุจจาระปัสสาวะอยู่จริงๆ ต่างจากการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะด้วยความเคยชิน และไพล่ไปคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องอื่นระหว่างนั้นเป็นคนละแบบ

หากนับแล้ว ผู้มีสัมปชัญญะขณะขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมเป็นเสมือนผู้พลิกเอากายในออกมาข้างนอก หรือเหมือนผู้พบรูรั่วของหมอนข้างที่กกกอดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าแท้จริงแออัดไปด้วยอึกับฉี่ หาใช่นุ่นหรือสำลีดังความหลงเข้าใจผิดแต่แรกไม่

ในความตระหนักไปเรื่อยๆดังนี้ ถึงจุดหนึ่งอาจบังเกิดความ ตระหนก ขึ้นมา ว่าทั้งกายเราแท้จริงเป็นหีบห่อบรรจุอึกับฉี่ อันนั้นจะเป็นคนละเรื่องกับการ "รู้อยู่แล้ว" อย่างมนุษย์ธรรมดาทั่วไป เพราะพอรู้สึกตัว สำเหนียกถึงความเป็นกายเมื่อใด ก็จะจินตนาการเห็นอย่างแจ่มชัดว่ากายของตนขังอะไรไว้

เราสามารถนำความทรงจำอันชัดเจนเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ในคราวคับขัน เช่นเมื่ออยู่ใกล้เพศตรงข้าม หรือบุคคลที่ทำให้เราเกิดความกำหนัดยินดี ก็ให้ตั้งสติรู้ ว่าขณะนั้นเราเกิดความกำหนัดยินดีอันเนื่องจากกายของเขา รวมทั้งกระแสดึงดูดระหว่างกันอันเกิดแต่ใจที่ส่งไปยึด ส่งไปยินดีในความเป็นเขา

เมื่อมีสติรู้จักสภาพความกำหนัดยินดีอันเกิดขึ้นในปัจจุบัน รวมทั้งรู้เหตุปัจจัยของการเกิดความยินดีอันนั้น ก็ให้พลิกจิตกลับมาดู มารู้ชัดอยู่ในขอบเขตของกาย จะกำลังเดิน ยืน นั่ง หรือนอนอยู่ก็ตามที จากนั้นกำหนดเอาด้วยความหมายรู้แบบที่เคย "ตระหนก" ในความจริงที่ทราบว่ามีอุจจาระปัสสาวะในเรา หรือเอาให้ชัดกว่านั้นคือระลึกถึงขณะแห่งการขับถ่ายอุจจาระปัสสาวะ

เมื่อกำหนดเช่นนี้ อย่างน้อยที่สุดเหตุแห่งความกำหนัดยินดีในการใกล้ชิดเพศตรงข้ามย่อมระงับลง คือแทนการส่งจิตออกนอก ก็กลับเข้ามาภายใน และแทนการหมายมั่นยินดี จินตนาการไปในกามารมณ์ ก็หันเหทิศทางเป็นจินตนาการไปในอสุภะอันเราเคยรู้เช่นเห็นชาติดีแล้ว บางคนอาจมี "ตำแหน่งอสุภะประจำตน" อยู่ อย่างเช่นโพรงจมูก ช่องปาก รักแร้ หนังหัว ฯลฯ อันนับเป็นหน่อเหม็นแนวเหม็น ผลิตของน่าสะอิดสะเอียน ที่นำมาจินตนาการช่วยสถานการณ์คับขันได้ทั้งสิ้น จุดที่ทำให้รู้สึก "ทุเรศ" เป็นสากลที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินทวารหนัก แต่ถ้าใจถึง ฝึกพิจารณาให้ครบทุกจุดได้บ่อยๆ ก็จะทำให้จิตเหมือนตกอยู่ในหลุมขยะสารพัดกลิ่น สารพัดรส ไม่อาจเป็นสุขได้ด้วยความรู้สึกทางกายอย่างแน่นอน

เมื่อมาถึงจุดนี้ ขอให้เน้นความสำคัญกับสภาพจิตเป็นพิเศษ ต้องพิจารณาว่าจิต "ละความยินดีในกาม" เสียได้ตามเป้าประสงค์ ตามการทำความเข้าใจไว้แต่แรกแล้วอย่างดี ซึ่งเมื่อเห็นอาการละกามของจิตชัดแล้ว ต้องถอนออกมาจากความหมกมุ่นในอสุภะเสีย รักษาไว้เฉพาะความปลอดโปร่งโล่งเบาทางจิต ก็จะเกิดอาการตั้งมั่น ผ่องใส และตัดขาดจากกระแสความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับวัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งกามได้สนิทติดทนนาน

คิดถึงปัจจุบันผัสสะ

บางคนสอบถามแพทย์และพยาบาลแล้วให้นึกสงสัย ว่าทำไมผ่าศพ เห็นเครื่องในศพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เหตุใดจึงไม่เกิดอาการปลง ไม่เกิดความหมดอาลัยยินดีในกาม อันที่จริงคนทั่วไปอึฉี่อยู่วันละหลายหน แต่ไม่เคยตระหนักว่ามีความสกปรกอยู่ในตัวเอง ยังน่าแปลกใจกว่านั้นมาก ร้อยทั้งร้อยทำเป็นลืม ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่แม้กระทั่งทำใจตระหนักว่านั่นมาจากกายของตน ตรงนี้ชี้ให้เห็นได้ว่าการกำจัดความอยากนั้น เป็นอาการทางใจ เป็นเรื่องของสติกำหนดรู้ มิใช่ว่า "เจอดี" มาช้านานกี่เดือนกี่ปีแล้ว

ธรรมดาคนเราย่อมรู้เห็นและได้กลิ่นปัสสาวะอุจจาระของตนเองทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว แต่เหตุผลที่ดีคือไม่ทราบว่าจะต้องทำใจยอมรับ หรือใส่ใจพิจารณาเพื่อประโยชน์อะไร คิดมากให้เป็นทุกข์เปล่าๆ รังเกียจตัวเองเปล่าๆ

กายมนุษย์นี้ แตะตรงไหนก็เห็นว่าสกปรกได้ตรงนั้น แต่ด้วยความที่ขาดหลักพิจารณา ก็ไม่ทำให้อสุภะเป็นที่ปรากฏต่อจิต ทั้งที่จริงก็ปรากฏอยู่ทนโท่นับแต่เนื้อหนังภายนอก ไม่ต้องลอกออกดูให้เห็นถึงชั้นในเสียก่อนด้วยซ้ำ

ตามหลักของปฏิกูลมนสิการนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า

ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง

โอกาสของวันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการพิจารณาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เห็นจะไม่มีเวลาใดดีเกินช่วงแห่งการชำระล้างสะสางกาย ด้วยเหตุผลคือ
- เพราะมนุษย์รู้ว่าจังหวะนั้นกายตนเริ่มสกปรก หากปล่อยไว้เกินนั้นจะเหนอะหนะรำคาญ หรือสกปรกมากกว่าที่เป็น
- ในห้องที่ใช้ชำระล้างคราบไคลปฏิกูล ผัสสะของผม ขน เล็บ ฟัน หนังย่อมเกิดขึ้นเกือบตลอดเวลา เมื่อเกิดผัสสะ ย่อมเกิดความรู้ถึงส่วนแห่งความสกปรกนั้นๆของกาย เพียงถ้ากำหนดจิตไว้ถูก ก็จะหมายรู้ได้ทีละน้อยแบบสะสม จนกระทั่งเกิดความเห็นจริงเต็มบริบูรณ์ ว่าผม ขน เล็บ ฟัน หนังสกปรก ไม่น่ารักน่าใคร่จริงๆ

ต่อไปเป็นแนวทางการกำหนดตามลำดับ

1. ผม: ในเพศพระที่ต้องปลงผมนั้น หนังศีรษะจะแสดงความสกปรกผ่านกลิ่นเหม็นออกมาง่ายกว่าฆราวาส แม้จะใช้แชมพูหรือสบู่ก็ช่วยระงับกลิ่นไว้ไม่ได้นานนัก ก่อนอื่นใดเพียงกำหนดไว้ในใจว่าเราต้องสระผมก็เพราะมีน้ำมัน มีความเหม็น มีความคันขึ้นที่หนังหัว ขณะลงแชมพูยีผม ให้ทำความรู้ที่มือสัมผัสกลุ่มผมไปเรื่อยๆ เมื่อชะล้างแชมพูออกด้วยน้ำ ให้พิจารณาว่าความสกปรกชั้นนอกหลุดลอกไป ความสกปรกชั้นในยังแช่ตัวอยู่ พร้อมจะส่งน้ำมัน ส่งความเหม็น ส่งความคันออกมาอยู่เรื่อยๆ พอมากถึงระดับหนึ่งเราก็ต้องเหนื่อยชำระล้างอีก

2. ขน: กิจประจำสำหรับผู้ชายคือโกนหนวด สำหรับผู้หญิงคือโกนขนรักแร้ เมื่อโกนขอให้พิจารณาว่าขนส่วนนั้นเป็นหนามแหลมยื่นออกมาจากผิวเนื้อ เป็นธรรมชาติที่งอกออกมาได้เรื่อยๆ และเราต้องคอยกำจัด ลิดทิ้งให้ทันก่อนจะรุงรังน่าเกลียด ไม่ต่างกับวัชพืชอันไม่พึงประสงค์ พวกที่แต่งหนวดแต่งเคราให้ดูดี ก็ไม่ต่างกับคนสวนที่แต่งวัชพืชให้งามหลอกตาเป็นรูปเป็นร่างชั่วคราว เพียงกำหนดรู้ตามจริงว่าขนเป็นสิ่งที่จะต้องงอกออกมาใหม่เรื่อยๆไม่เจริญตา จิตจะเกิดความหมายรู้ลักษณะไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนขึ้นมาเป็นขณะๆ แค่เก็บเล็กประสมน้อย ระยะยาวจะกลายเป็นความหมายรู้ที่คงตัวไปเอง

3. เล็บ: ขณะตัดเล็บ ให้พิจารณาตามจริงว่าเล็บเป็นธรรมชาติที่งอกได้ เมื่อลิดทิ้งก็ให้ดูว่าเดิมเป็นของในกาย เมื่อตัดออกไปแล้วก็กลายเป็นของอื่น แปลกแยกจากกัน และเล็บจะแสดงธรรมชาติสกปรกของมันชัดก็เมื่อถูกแบ่งแยก ตัดทอนออกจากความเป็นแผ่นเดียว กล่าวคือขณะตัดเล็บไปเรื่อยๆ เราจะได้กลิ่นเหม็นอ่อนๆของเล็บอยู่ตลอดเวลา เมื่อตัดเล็บเสร็จคนส่วนใหญ่จะล้างมือ ก็เพราะมีความสกปรกจากการแบ่งแยกเล็บตกค้างอยู่นั่นเอง นี่แสดงให้เห็นว่าทั่วทั้งกายเรานั้น เดิมแปะสนิทอยู่ก็อาจดูเหมือนสะอาด ซ่อนความเหม็นไว้ ต่อเมื่อแบ่งแยก ตัดท่อนออก จึงปรากฏความสกปรกที่เร้นอยู่ออกมา

4. ฟัน: ขณะแปรงฟัน ให้พิจารณาตามจริงว่ากลิ่นในช่องปากนั้น มาจากเชื้อโรค ฟันในช่องปากย่อมอุดมด้วยเชื้อโรค เพราะจมอยู่กับน้ำลายและเชื้อโรคตลอดวันตลอดคืน เจอกับอาหารซึ่งเป็นซากพืชบ้าง ศพสัตว์บ้าง เหมือนเครื่องสับเนื้อ วันหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งมื้อ บางคนสองมื้อ บางคนสามมื้อหรือมากกว่านั้น ขี้ฟันจะมาจากไหน ถ้าไม่ใช่สิ่งตกค้างจากซากพืชและศพสัตว์

5. หนัง: ขณะอาบน้ำ ทำความสะอาดหน้าตาเนื้อตัว ให้พิจารณาว่ามือกำลังสัมผัสหนังซึ่งมีหน้าที่ห่อหุ้มอึและฉี่ ตัวของหนังเองมีคราบไคลที่เราจำเป็นต้องชำระสะสาง เมื่อรู้สึกถึงความหยุ่นในที่ใด ให้ตระหนักว่าตรงนั้นคือส่วนของเลือดเนื้อ ไขมัน และปฏิกูลอันเป็นแหล่งผลิตคราบไคลภายนอก อย่ามองว่าเรากำลังใช้สบู่ทำให้ส่วนนั้นหอมสะอาด แต่มองว่ากำลังกำจัดความสกปรกส่วนน้อยที่เล็ดลอดออกมาจากโคตรแห่งความสกปรกอันซ่อนตัวอยู่ทั้งแท่งด้านใน การกำหนดสติรู้ผิวหนังโดยความเป็นสิ่งห่อหุ้มขยะบ่อยๆ จะทำให้เกิดภาพรวมขึ้นเองว่ากายนี้เหมือนถุงใส่อึโดยไม่ต้องจินตนาการหรือสมมุติ

หากทุกครั้งที่อาบน้ำสางกายแล้วรู้สึกชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าความโสโครกแห่งกายนั้น ชำระล้างเท่าไหร่ก็ไม่หมด เพราะที่แท้กายเป็นความสกปรกทั้งก้อนโดยตัวเอง จิตจะเบาจากราคะลงในระยะยาว เมื่อใดรู้สึกเบาโล่ง สะอาด จิตไม่หมักหมมอยู่ด้วยความปรารถนาในกาม ก็ให้รู้อยู่เฉพาะความเบา ความโปร่งโล่งชนิดนั้น จนกว่าจิตจะตั้งมั่น ผ่องใส ทุกครั้งที่สนานกาย จะมีความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ต้องการพึ่งพามายาแห่งเนื้อหนังใดๆอีก

และเมื่อใดที่สบโอกาส จำเป็นต้องเหนียวเหนอะหนะเนื้อตัว หรืออย่างเช่นมีศพสัตว์บางชนิดเข้าไปคากลิ่นอยู่ในปากนานหน่อย ก็อย่าเพิ่งร้อนใจคิดแต่อยากทำความสะอาดชะล้างอย่างเดียว ให้พิจารณาว่าความเหม็นของผม ขน เล็บ ฟัน หนังนั้น มีอยู่ตลอดเวลา ขอเพียงเช็ดถูหรือทำความสะอาดช้าไปนิดเดียว เมื่อจุดชนวนขึ้นได้ จะเห็นส่วนไหนว่าเป็นปฏิกูลก่อนก็ตาม แม้มองไปที่ส่วนอื่นก็จะติดความกำหนดหมายตามจริงเช่นนั้นไว้



การมนสิการระดับเจโตสมาธิ

คำว่า เจโตสมาธิ" หมายถึงสมาธิทางใจ หรือสมาธิตามลักษณะแห่งความเพียรนั้นๆ เช่นในที่นี้จะหมายเอาความเพียรเพื่อรู้รายละเอียดแห่งกายอันซ่อนเร้น ปิดบังจากสายตา ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้เป็นแนว คืออาการ 32 ดังปรากฏในเนื้อธรรมอันเป็นตัวตั้งของบทนี้

ผลของการมนสิการระดับที่ เห็นของจริง ด้วยความสามารถของสมาธิจิต จะมีผลเด็ดขาดกว่าการเห็นด้วยสติสัมปชัญญะธรรมดามาก

ขอกล่าวไว้แต่ต้น ว่าถ้าหากปฏิบัติในระดับสามัญจิตมากพอ ก็อาจยกระดับขึ้นสู่การปฏิบัติระดับเจโตสมาธิได้เองโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามใดๆเพิ่มเติม ทั้งนี้จากที่ชี้ให้เห็นแล้วว่าเมื่อจิตพิจารณาอสุภะจนปลอดจากราคะ มีความตั้งมั่น ผ่องใส เป็นสมาธิดีแล้ว ย่อมเกิดความรู้เห็นที่เหมาะสมกับคุณภาพจิตได้เองตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม สมาธิอันเป็นผลมาจากการพิจารณาแบบ "คิด" นั้น มักเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ ในส่วนนี้ของบทเราจะมุ่งเน้นการบรรลุซึ่งเจโตสมาธิ อันเป็นความสามารถ "เห็น" ของจริงได้เป็นปกติ เรียกว่าลืมตาขึ้นภายในกายเพื่อสอดส่องถ้ำหรือคูหาของจิตอันเคยมืดมิดได้ราวกับมีไฟฉายประจำมือ หรือมีสวิทช์ปิดเปิดให้สว่างขึ้นดังใจ

ก่อนอื่นจะได้นำเรื่องเกี่ยวกับทัศนสมาบัติ 4 มายกตั้งไว้ เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติปฏิกูลมนสิการในครั้งพุทธกาลนั้น ท่านมุ่งเอาระดับการรู้เห็นชนิดก้าวล่วงตาเนื้อสามัญกันจริงๆ เพราะกรณีของการเห็นเครื่องในตนเองและผู้อื่นนั้น อาจเป็นที่ถกเถียงกันว่าตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้าแล้ว สามารถรู้ได้ด้วยจิต หรือเป็นเพียงจินตนาการ

ทัศนสมาบัติ

พระสารีบุตรกล่าวไว้ต่อเบื้องพระพักตร์แห่งพุทธองค์ ในสัมปสาทนียสูตร ส่วนที่เกี่ยวกับทัศนสมาบัติ 4 พอสรุปความโดยย่อว่า บางคนในโลกนี้ อาศัยความเพียรเครื่องเผากิเลส อาศัยความเพียรที่ตั้งมั่น อาศัยความประกอบเนืองๆ อาศัยความไม่ประมาท อาศัยมนสิการโดยชอบแล้ว ได้บรรลุเจโตสมาธิที่เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว ฝึกปฏิกูลมนสิการบรรพ แล้วได้ผลของการมนสิการ จำแนกเป็น 4 ระดับ คือ

1) สามารถเห็นอาการ 32 ของตนเองได้
2) สามารถเห็นอาการ 32 ของตนเองได้ กับทั้งเห็นกระดูก ก้าวล่วงเนื้อหนังและเลือดของมนุษย์ผู้อื่นได้
3) สามารถเห็นอาการ 32 ของตนเองได้ กับทั้งเห็นกระดูก ก้าวล่วงเนื้อหนังและเลือดของมนุษย์ผู้อื่นได้ และอาจกำหนดรู้กระแสวิญญาณของมนุษย์ ทั้งที่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ตั้งอยู่ในปรโลกได้เป็นต่างหากจากกันชัดเจน (คือรู้ว่าวิญญาณยังอยู่ในร่าง หรือออกจากร่างไปอยู่ภพหน้าแล้ว)
4) สามารถเห็นอาการ 32 ของตนเองได้ กับทั้งเห็นกระดูก ก้าวล่วงเนื้อหนังและเลือดของมนุษย์ผู้อื่นได้ และอาจกำหนดรู้กระแสวิญญาณของมนุษย์ ทั้งที่ไม่ตั้งอยู่ในโลกนี้ และที่ไม่ตั้งอยู่ในปรโลกได้เป็นต่างหากจากกันชัดเจน (คือรู้ความดับไปแห่งวิญญาณพระอรหันต์เมื่อดับขันธ์แล้ว ไม่ตั้งอยู่ทั้งในโลกนี้และโลกไหนๆอีก)

จากความส่วนนี้ของสัมปสาทนียสูตร คัดเพียงเฉพาะทัศนสมาบัติประการที่ 1 และประการที่ 2 มาอ้างถึง เราก็ทราบแน่นอนได้คือปฏิกูลมนสิการนั้น มีระดับที่เราสามารถเห็นล่วงเนื้อมนุษย์ได้ทั้งตัวเราเองและผู้อื่น อันจะขจัดเสียซึ่งกามราคะอันเกิดแต่การเห็นเฉพาะเนื้อหนังและรูปร่างภายนอกได้ง่ายดายยิ่ง

อ้างอิงอีกแห่งหนึ่ง ในธาตุวิภังคสูตร พระสุตตันตปิฎกเล่ม 6 ยังมีเนื้อหาที่พระพุทธองค์ตรัสสอนภิกษุนามว่า "ปุกกุสาติ" จะยกมาแสดงเฉพาะการกำหนดรู้ธาตุดินได้ดังนี้

ดูกรภิกษุ ก็ปฐวีธาตุเป็นไฉน คือปฐวีธาตุภายในก็มี ภายนอกก็มี ก็ปฐวีธาตุภายในเป็นไฉน ได้แก่สิ่งที่แข้นแข็ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน คือผม ขนเล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย มันสมอง อาหารใหม่ อาหารเก่า หรือแม้สิ่งอื่นไม่ว่าชนิดไรๆ ที่แข้นแข็ง กำหนดได้ มีในตน อาศัยตน นี้เรียกว่าปฐวีธาตุภายใน

จากส่วนนี้ขอเน้นเฉพาะที่พระพุทธองค์รับรองว่า กำหนดได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแนวการกำหนดรู้ก้าวล่วงผิวหนังและเนื้อนอกของพระองค์ท่านนั้น มิใช่เพียงด้วยการคิดนึกหรือจินตนาการเอาแต่อย่างใด

เมื่อพระพุทธเจ้านำปฏิกูลมนสิการบรรพมาวางไว้ต่อจากสัมปชัญญบรรพ แปลว่าโดยศักยภาพของผู้ทำสติสัมปชัญญะมาดีพร้อมแล้วเพียงในหมวดของกาย ก็เพียงพอสำหรับการทำทัศนสมาบัติให้เกิด ซึ่งก็จะมาดูกันต่อ ว่าเป็นไปได้อย่างไรในทางปฏิบัติจริง

ปัจจัยที่เกื้อต่อการรู้แสงและเห็นรูป

ปัจจัยที่จะกล่าวถึงนี้ไม่ได้ประกันว่าจะทำให้เกิดแสงโอภาสพร้อมการรู้รูป แต่เรียกได้ว่าเป็นใบเบิกทางหลัก ซึ่งดำเนินจิตต่ออีกนิดหน่อยก็พอจะเข้าถึงความเห็นอันก้าวล่วงประสาทตาเนื้อสามัญกันได้

- พิจารณาอาการ 32 ในระดับนึกคิดบ่อยๆ เมื่อคลายความคิดพล่าน รู้จักประคองความปลอดโปร่งไว้ให้เกิดความหยุดนิ่งตั้งมั่น
- มีสติเห็นลมหายใจชัดจากภายใน สามารถสังเกตความสัมพันธ์ระหว่างลมหายใจและความเปลี่ยนแปลงทางกาย เช่นอาการขยับขึ้นลงของหน้าท้อง ความสงบไม่ไหวติงทั่วพร้อมขณะลมหายใจหยุด ความราบรื่นไม่อึดอัดตลอดลมออกและลมเข้า

ในขั้นเริ่มต้นขอแนะนำว่าให้นั่งสมาธิเดินจงกรมตามปกติ กระทั่งเกิดความนิ่งภายใน และแน่ใจว่าสติตั้งเป็นปกติอยู่ในขอบเขตของกาย จะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั่วพร้อมครอบคลุมก็แล้วแต่

จากนั้นให้ลงนอนราบตามปกติวิสัยที่เคยชินมา ควรเป็นการนอนหงาย หายใจสะดวก ไม่มีความเกร็ง ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งใจมากนัก เพราะมีสติรู้ตัวติดมาจากการนั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่แล้ว เรียกว่านอนด้วยความรู้สึกสบาย ผ่อนคลาย โดยประคองรักษาสติเดิมไว้ไม่ให้เคลื่อนเป็นฟุ้งมากเท่านั้น ความคิดในหัวจะยังมีอยู่ หรือกระทั่งรบกวนอยู่เป็นบางครั้งก็ช่าง สังเกตจับไว้เฉพาะสติรู้องคาพยพแห่งกายเท่าที่ปรากฏชัดเป็นพอ

ให้หายใจเข้าออกด้วยความรู้สึกสัมพันธ์กับกายอย่างง่ายที่สุด เช่นเมื่อหายใจเข้าท้องพองเหมือนลูกโป่งที่อัดแก๊ส เมื่อหายใจออกท้องยุบเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม สมมุติให้เหมือนอะไรก็ได้ในมโนทัศน์อันเป็นอัตโนมัติของเราเอง ขอเพียงถอยห่างออกมาจากความรู้สึกว่าเป็นกายเรา เป็นกายมนุษย์รูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้

อย่าคิดคำบริกรรมใดๆกำกับการเห็นนั้นๆ เพื่อเปิดโอกาสให้สติทำหน้าที่รู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในกายเต็มเม็ดเต็มหน่วย จากนั้นตั้งความสังเกตและดำเนินจิตตามลำดับดังนี้

1. ตั้งจิตสังเกตอยู่กับส่วนเดียวที่ขยับไหว คือหน้าท้องที่เป็นคลื่นสูงขึ้นแล้วสงบลงต่ำ ดูอาการเช่นนั้นของจิตประมาณครึ่งนาที (หรือน้อยกว่า ขึ้นกับกำลังจิตแต่ละคน) จะเกิดความแตกต่างอันเป็นนามธรรมภายใน จากมืด เป็นสว่างเรืองขึ้นเล็กๆ

2. กำหนดให้ความสว่างเรืองเล็กๆนั้นเป็นอันเดียวกับการรู้อาการไหวขึ้นลงของหน้าท้อง อย่าเพ่งไปที่ความสว่างส่วนเดียว และอย่าเพ่งไปที่หน้าท้องอย่างเดียว แต่ให้เหมือนรู้ทั้งแสงและหน้าท้องพร้อมกัน มีความเป็นไปด้วยกัน ปราศจากความแยกแยะ

3. เมื่อเห็นนามธรรมคือความสว่างเติบโตกว้างขวางขึ้น อย่าลังเลสงสัยว่าเป็นอุปาทานหรือไม่ จับความเห็นแสงชัดพร้อมรูปกายภายในนั้นไว้ อย่าส่งใจไปทางอื่น ถ้าเริ่มตื่นเต้นให้เท่าทันและทำเฉยๆไม่รู้ไม่ชี้ อย่าพยายามเค้นจิตให้เกิดความเห็นชัด สักแต่รู้ทื่อๆเหมือนหุ่นไร้ชีวิตจิตใจที่ไม่เคยมีความคาดหวัง ไม่เคยมีความอยากรู้อยากเห็น ให้เห็นก็ดู ไม่ให้เห็นก็ไม่เอา

4. เมื่อจิตเริ่มรวมลงเพราะความเพียรต่อเนื่องอย่างมีอุเบกขา จะรู้สึกเหมือนลืมตาขึ้นในกาย ขจัดม่านหมอกมัวซัวเป็นบางใส คล้ายเป็นปกติที่สามารถเห็นได้อย่างนั้น ยังไม่ต้องทำอะไร อย่าเพิ่งกำหนดดูอย่างใดทั้งสิ้น จิตรู้เห็นตรงไหน ปรากฏเป็นอวัยวะรูปใด ก็รู้เฉยๆอยู่อย่างนั้นก่อน เห็นของจริงก็ช่าง เห็นนิมิตหลอกก็ช่าง ยิ่งคิดน้อยแบบแกล้งโง่ได้เท่าไหร่ ก็ยิ่งค่อยๆเห็นชัดขึ้นเท่านั้น

5. เมื่อปักหลักรู้ส่วนใดส่วนหนึ่งได้นานพอ จะมีสภาพหนึ่งของจิต ที่รู้สึกเหมือนเป็นอิสระขึ้น ทั้งยังคงความเห็นแจ่มชัดเหมือนลืมตามอง จึงค่อยให้จิตเริ่มเดินทางสำรวจกายานครโดยความเป็นอาการ 32 ตามที่พระพุทธองค์จำแนกไว้เป็นแนวทาง อาจเริ่มจากบนลงล่าง หรือล่างขึ้นบนก็ได้ สิ่งที่น่าสนใจ หรือปักหลักยึดไว้เป็นแกนกลางการสำรวจควรเป็นกระดูก เริ่มต้นอาจเห็นเพียงบางส่วน ให้ล็อกการรู้ตรงนั้นไว้จนกว่าจะเห็นขาวแจ่มชัด และสามารถขยายขอบเขตความรู้ให้เกิดมิติกว้างยาวลึกขึ้นได้เองด้วยกำลังจิตที่มีอยู่ตามจริง

6. ในที่นี้จะแนะนำไว้เพียงให้พอแก่การกำหนดรู้ได้ จะไม่ชี้นำ เพราะจะเป็นการตีกรอบให้เห็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขอจงทราบเพียงว่าเมื่อเรามีจิตเป็นเครื่องเอกซเรย์พร้อม ก็ให้ไล่ดูอาการ 32 โดยความเป็นปฏิกูล จดจำเป้าหมายปลายทางให้ดีว่าเพื่อละกามราคะ ต้องหมายเหตุไว้เช่นนี้เพราะด้วยกำลังจิตระดับนั้น เป็นไปได้ที่จะกำหนดรู้อย่างเป็นกลางวางเฉย ไม่ยินดียินร้าย หรือกระทั่งเจาะลึกเข้าไปรู้แบบเห็นการทำงานอันน่าอัศจรรย์ของอวัยวะต่างๆ

7. เมื่อถอนจากเจโตสมาธิอันมีหน้าที่รู้กายโดยความเป็นปฏิกูล บางคนอาจเกิดความขยะแขยงกาย มีกลิ่นเหมือนศพเหม็นเน่าติดจมูก ขอให้แก้ด้วยการทำความรู้อยู่เฉพาะความเบาอันเกิดแต่ความรู้สึกละความอยากในกาม ยินดีในกาย เมื่อจิตตั้งมั่นไม่ข้องเกี่ยวกับกาย ก็ย่อมเกิดสติชัด รู้กายก็เห็นละเอียดไปทุกขยับเหมือนหุ่นเคลื่อนไหวไร้ความหมาย กับทั้งรับรู้อารมณ์กระทบต่างๆสักแต่เกิดแล้วดับ นี่คือการมาถึงเป้าหมายของปฏิกูลมนสิการบรรพ

พุทธวิธีรักษาการเห็นรูป

ในอุปักกิเลสสูตร พระอนุรุทธทูลถามพระพุทธองค์มีความว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ ย่อมรู้แสงสว่างและการเห็นรูป แต่ไม่ช้าเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปอันนั้นของพวกข้าพระองค์ย่อมหายไป พวกข้าพระองค์ยังไม่แทงตลอดนิมิตนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสตอบพระอนุรุทธมีความว่า

ดูกรอนุรุทธ พวกเธอต้องแทงตลอดนิมิตนั้นแล แม้เราก็เคยมาแล้ว เมื่อก่อนตรัสรู้ ยังไม่รู้เองด้วยปัญญาอันยิ่ง ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ย่อมรู้แสงสว่างและการเห็นรูปเหมือนกัน แต่ไม่ช้าเท่าไร แสงสว่างและการเห็นรูปอันนั้นของเราย่อมหายไปได้ เราจึงมีความดำริดังนี้ว่า อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้แสงสว่างและการเห็นรูปของเราหายไปได้ ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า

1) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความลังเลสงสัย"เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ความลังเลสงสัยเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความลังเลสงสัยไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
2) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความเผลอใจ" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ความเผลอใจเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความเผลอใจไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
3) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความง่วงเหงาซึมเซา" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ความง่วงเหงาซึมเซาเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความง่วงเหงาซึมเซาไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
4) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความหวาดเสียว" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เหมือนบุรุษเดินทางไกล เกิดมีคนปองร้ายเขาขึ้นที่สองข้างทาง ก็ความหวาดเสียวเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความหวาดเสียวไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
5) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความตื่นเต้น" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เหมือนบุรุษแสวงหาแหล่งขุมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่กลับพบแหล่งขุมทรัพย์ 5 แห่งในคราวเดียวกัน ก็ความตื่นเต้นเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความตื่นเต้นไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
6) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ภาวะหยาบ" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ภาวะหยาบเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ภาวะหยาบไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก (ภาวะหยาบในที่นี้หมายเอาธรรมประกอบจิตอันไม่เกื้อกูลต่อการรู้แสงและรูป เช่นวางจิตแบบทึบๆ ไม่โปร่งใส)
7) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความเพียรที่เคร่งครัดเกินไป" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เหมือนบุรุษเอามือทั้งสองจับนกคุ่มไว้แน่น นกคุ่มนั้นย่อมถึงความตายในมือนั้นเอง ก็ความเพียรที่เคร่งครัดเกินไปเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไปได้ เราจักทำให้ความเพียรที่เคร่งครัดเกินไปไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
8) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เหมือนบุรุษจับนกคุ่มหลวมๆ นกคุ่มนั้นต้องบินไปจากมือเขาได้ ก็ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
9) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ตัณหาที่คอยกระตุ้น" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ตัณหาที่คอยกระตุ้นเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ตัณหาที่คอยกระตุ้นไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก
10) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ความสำคัญว่าแสงอย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง ต่างกัน" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ความสำคัญว่าแสงอย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง ต่างกันเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ความสำคัญว่าแสงอย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง ต่างกันไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก (คือไม่เอาจิตจับแสงหรือจิตจับรูปโดยความแยกเป็นต่างหาก)
11) บางคราวเรารู้ตัวว่า "ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไป" เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปเป็นเหตุ สมาธิของเราจึงเคลื่อน เมื่อสมาธิเคลื่อนแล้ว แสงสว่างและการเห็นรูปจึงหายไป เราจักทำให้ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไปไม่เกิดขึ้นแก่เราได้อีก

(นอกจากนี้พระพุทธองค์ยังกำชับว่าโทษของการเห็นรูป อันได้แก่ความลังเลสงสัย, ความเผลอใจ, ความง่วงเหงาซึมเซา, ความหวาดเสียว, ความตื่นเต้น, ภาวะหยาบ, ความเพียรที่เคร่งครัดเกินไป, ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไป, ตัณหาที่คอยกระตุ้น, ความสำคัญว่าแสงอย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง ต่างกัน, ลักษณะที่เพ่งเล็งรูปเกินไป เหล่านี้ควรระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีกทั้งหมดทั้งสิ้น)

ดูกรอนุรุทธ เรานั้นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ ย่อม

- ย่อมรู้แสงสว่างอย่างเดียว แต่ไม่เห็นรูป ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืน และกลางวันบ้าง
- เห็นรูปอย่างเดียว แต่ไม่รู้แสงสว่าง ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืน และกลางวันบ้าง

เรานั้นจึงมีความดำริดังนี้ว่า อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เรารู้แสงสว่างอย่างเดียว แต่ไม่เห็นรูป เห็นรูปอย่างเดียว แต่ไม่รู้แสงสว่าง ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า

- สมัยใดเราไม่ใส่ใจนิมิตคือรูป ใส่ใจแต่นิมิตคือแสงสว่าง สมัยนั้นเราย่อมรู้แสงสว่างอย่างเดียว แต่ไม่เห็นรูป ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง
- ส่วนสมัยใดเราไม่ใส่ใจนิมิตคือแสงสว่าง ใส่ใจแต่นิมิตคือรูป สมัยนั้นเราย่อมเห็นรูปอย่างเดียว แต่ไม่รู้แสงสว่าง ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

ดูกรอนุรุทธ เรานั้นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ ย่อม

- รู้แสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง
- รู้แสงสว่างอย่างหาประมาณมิได้ เห็นรูปอย่างหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

เราจึงมีความดำริดังนี้ว่าอะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เรารู้แสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย และรู้แสงสว่างอย่างหาประมาณมิได้ เห็นรูปอย่างหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

ดูกรอนุรุทธ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า

- สมัยใดเรามีสมาธินิดหน่อย สมัยนั้นเราก็มีจักษุนิดหน่อย ด้วยจักษุนิดหน่อย เรานั้นจึงรู้แสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง
- ส่วนสมัยใด เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ สมัยนั้น เราก็มีจักษุหาประมาณมิได้ ด้วยจักษุหาประมาณมิได้ เรานั้นจึงรู้แสงสว่างหาประมาณมิได้ และเห็นรูปหาประมาณมิได้ ตลอดกลางคืนบ้าง ตลอดกลางวันบ้าง ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง

ดูกรอนุรุทธ เรานั้น

- ได้เจริญสมาธิมีวิตก (ความตรึกนึกอารมณ์) มีวิจาร (ความตรองแนบอารมณ์) บ้าง
- ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตก มีแต่วิจารบ้าง
- ได้เจริญสมาธิไม่มีวิตก ไม่มีวิจารบ้าง
- ได้เจริญสมาธิมีปีติบ้าง ได้เจริญสมาธิไม่มีปีติบ้าง
- ได้เจริญสมาธิประกอบด้วยสุขบ้าง ได้เจริญสมาธิประกอบด้วยอุเบกขาบ้าง



อากาสกสิณ

หนึ่งในอุปสรรคของการเห็นรูปกายที่พระพุทธองค์ตรัสให้ระวังไม่ให้เกิดขึ้นคือ "ภาวะหยาบ" ซึ่งอาจหมายถึงฝ้ามัวแห่งจิตใจ ภาวะหนาทึบที่บดบังมิให้จิตรู้ได้ถึงสภาวะแห่งรูป

ฝ้ามัวดังกล่าวมีกันอยู่ทุกผู้ทุกนาม ขอให้สังเกตว่าแม้เวลาปกติที่ไม่ได้ทำสมาธิ ถ้าหากใจเป็นกุศลมากๆ จิตจะใสใจจะเบาเป็นพิเศษ ยามทำความรู้สึกตัวก็คล้ายลมหายใจและกายใสเหมือนแก้ว แต่ยามปกติ ถ้ายิ่งจิตค่อนไปทางอกุศลด้วยราคะ โทสะ โมหะเพียงใด ลมหายใจและกายก็จะยิ่งปรากฏหยาบทึบขึ้นเพียงนั้น แม้แต่จิตก็เห็นเหมือนตัวเองเป็นกลุ่มหมอกหนาทึบ ตีบตันไปหมด

มีกรรมฐานอันเป็นงานสมถะหลายชนิดที่ช่วยทำให้จิตใสใจเบาเป็นพิเศษ ขจัดภาวะหยาบอันเป็นอุปสรรคต่อการรู้แสงและเห็นรูปออกไปได้ ในที่นี้จะแนะนำ "อากาสกสิณ" ด้วยอุบายวิธีที่คนส่วนใหญ่สามารถปฏิบัติสำเร็จง่าย ได้ผลเร็ว

กสิณแปลว่าวัตถุอันจูงใจให้ไปผูกอยู่ ส่วนอากาศนั้น เป็น "รูปธรรม" ชนิดหนึ่งที่ตาเห็นได้ มิใช่นามธรรมตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป ดังแสดงในธาตุวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ พระอภิธรรมปิฎกเล่ม 2 ใจความสำคัญคืออากาศนั้น เป็น รูปชนิดหนึ่ง อาศัยดิน น้ำ ไฟ ลมเกิดขึ้น ธรรมชาติอันนับว่าช่องว่าง พื้นที่อันดิน น้ำ ไฟ ลมไม่ถูกต้อง พูดง่ายๆว่าที่ต้องนับเป็นรูปก็เพราะถ้าปราศจากธาตุหยาบเช่นดิน น้ำ ไฟ ลม ก็จะไม่มีกรอบ ไม่มีขอบเขต ไม่มีอะไรเป็นเกณฑ์ให้รู้ว่าเป็นช่องว่างเท่านั้นเท่านี้

ขอให้เข้าใจว่า "อากาส" ตามรูปศัพท์บาลีท่านหมายถึงที่ที่ขีดเขียนหรือทำให้เป็นรอยไม่ได้ ไทยเราที่เขียนว่า "อากาศ" จะมีความหมายกว้างขึ้นเล็กน้อย คือรวมเอาบรรยากาศโลก สุญญากาศ อวกาศ รวมทั้งลมที่สูดเข้าร่างกายด้วย แต่โดยสรุปแล้วที่เขียนในบทนี้จะหมายเอาอย่างเดียวคือ "ช่องว่าง" เท่านั้น

โดยรวมแลว อากาสกสิณจึงหมายถึงการเอาจิตไปผูกอยู่กับช่องว่าง เมื่อผูกอยู่ระยะหนึ่ง จะเหมือนจิตเสมอกับอากาศ ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติของการทำสมาธิทั้งหลาย ที่จ่อใจไว้กับสิ่งใดแล้ว ผูกติดแนบสนิทกับสิ่งนั้นแล้ว จิตย่อมเสมอกับสิ่งนั้น ราวกับเป็นสิ่งนั้น

เมื่อจิตเสมอกับอากาศอันเป็นธรรมชาติโปร่งว่าง ภาวะหยาบของจิตย่อมหายไป ภาวะใสเห็นทะลุแบบอากาศย่อมเข้ามาแทนที่ มิติในการรับรู้ของจิตจะผิดแผกแตกต่างเป็นอีกอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถส่องรู้รายละเอียดทางกายง่ายขึ้น

ก่อนลงไปถึงวิธีฝึกปฏิบัติและประยุกต์ใช้ส่องรู้ความเป็นกาย จะขอกล่าวถึงข้อดีของอากาสกสิณไว้ในเบื้องต้น เพื่อให้เป็นแรงจูงใจและมองเห็นตลอดสายว่าเรากำลังทำอะไร เพื่ออะไร

ข้อดีของอากาสกสิณ

- ได้ชื่อว่าทำตามโอวาทของพระพุทธเจ้า ดังที่ในปสาทกรธัมมาทิบาลี พระสุตตันตปิฎกเล่ม ๑๒ พระพุทธองค์ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุเจริญอากาสกสิณแม้ชั่วกาลเพียงลัดนิ้วมือ ภิกษุนี้เรากล่าวว่า อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตามคำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตของชาวแว่นแคว้นเปล่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้กระทำให้มากซึ่งอากาสกสิณนั้นเล่า
- เมื่อฝึกชำนาญแล้ว ทำให้ภาวะหยาบ ภาวะที่เป็นฝ้ามัวบดบังรายละเอียดในกายหายไป เหลือแต่ความโปร่งใสแบบเดียวกับอากาศ เกื้อกูลต่องานมนสิการปฏิกูลในร่างมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคอื่นๆที่บั่นทอนประสิทธิภาพการรู้แสงและการเห็นรูปที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะพระอนุรุทธไว้ได้ทั้งหมด เรียกว่าได้เครื่องมือส่องสำรวจร่างกายชิ้นเยี่ยมไว้ในมือแบบหยิบฉวยมาใช้งานกันทันใจ
- ระหว่างฝึกอากาสกสิณ แม้ยังไม่ได้ผล ก็ทำให้รู้จักสภาพจิตของตนเอง แยกแยะออกระหว่างคิดฟุ้งกับนิ่งรู้ รวมทั้งว่างแบบเฉยเมย ว่างแบบอากาศ และว่างแบบปล่อยวางจากการเห็นกายใจไม่ใช่ตัวตน เมื่อสามารถแยกแยะออก ก็จะไม่หลงไปติดกับปรากฏการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางจิต
- เป็นเครื่องอยู่ที่มีความแข็งแรง เหมือนบ้านสร้างอย่างดีทนแดดทนฝน หากเปรียบลมหายใจเป็นราวเกาะให้เริ่มยืนได้สำหรับผู้หัดใหม่ ก็ต้องเปรียบอากาสกสิณเหมือนหลุมหลบภัยกิเลสหยาบทั้งหลายสำหรับผู้มีกำลังแล้วพอสมควร
- มีความเห็นอารมณ์ชัดทั่ว เพราะรูปธรรมทั้งหลายย่อมหยาบกว่าอากาศ เมื่อเราสามารถล็อกจิตไว้กับช่องว่างอันเป็นธาตุละเอียด จิตก็ย่อมมีคุณภาพและประสิทธิภาพเกินพอจะหวนกลับไปรู้ธาตุหยาบอื่นๆได้ง่าย และนั่นก็ทำให้หลุดจากอารมณ์ยึดติดแบบโลกๆ เห็นอารมณ์แบบโลกๆเป็นเพียงของหยาบ และมีกำลังใจอยากภาวนาเป็นอย่างมาก เมื่อทำอากาสกสิณได้ ก็จะเห็นโอกาสปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ให้แจ่มแจ้งตลอดสาย เช่นถ้าหากใครเดินจงกรมหลังถอนจิตจากอากาสกสิณทันที จะพบข้อแตกต่างระหว่างสติธรรมดา กับความตั้งมั่นรู้ของจิตที่ทรงคุณภาพยิ่งยวด
- มีอานิสงส์เช่นความสามารถในการบำบัดบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างง่ายๆ เพียงทำอากาสกสิณเข้าไปที่จุดเจ็บปวดหรือเจ็บป่วย ก็ทุเลาหรือหายเร็วอย่างน่าอัศจรรย์
- อันตรายหรือผลข้างเคียงด้านลบจากความสำเร็จในอากาสกสิณนั้นแทบไม่มี หรือไม่มีเลย ทั้งนี้เพราะจิตที่ผูกอยู่กับความว่างแบบอากาศย่อมไม่พล่านอยากในอาการ "อยากเห็น" หรือ "อยากเล่น" แม้แต่โอกาสที่จะไปพัวพันกับสิ่งกระทบจิตในระดับละเอียดก็น้อยกว่ากรรมฐานชนิดอื่น

วิธีฝึกอากาสกสิณเบื้องต้น

ปกติการฝึกกสิณทั่วไปจะใช้ความจำทางตาเป็นชนวน แล้วใช้กระแสจิตเป็นตัวประคองรักษา โดยหน่วงเอาลักษณะสำคัญของวัตถุไว้แม่นๆ เช่นดูสีขาวแล้วจำไว้ว่าลักษณะของความปรากฏเป็นธรรมชาติอันขาวนั้นเป็นอย่างไร พอปิดตาลงก็จ่อใจนึกถึงขอบเขตความขาวที่จำไว้ และพยายามตรึงความขาวในใจไม่ให้เคลื่อนไป (ในบทที่ 9 มีกล่าวไว้ถึงโอทาตกสิณ หรือกสิณสีขาวไว้เพื่อสนับสนุนการรู้กระดูกขาวภายในร่าง หากสนใจก็ขอให้ศึกษารายละเอียดได้)

สำหรับอากาสกสิณก็เช่นกัน โดยมากแนวฝึกจะเป็นการกำหนดเพ่งช่องว่างระหว่างกรอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งถ้าหากปราศจากกำลังสมาธิอุดหนุนอย่างแข็งแรงแล้ว ก็ยากสำหรับคนทั่วไปที่จะจดจำได้ ดังนั้นจึงขอเสนออุบายกำหนดกรอบอย่างง่ายเป็นการ "ช่วยจำ" แทนการเพ่งเอาด้วยตาอย่างเดียว ขอให้นั่งลง ตัวตรง คอตั้ง อยู่ในอาการผ่อนกายสบายใจที่สุด แล้วลงมือปฏิบัติเป็นขั้นๆดังนี้โดยไม่ตกหล่น เพื่อที่ว่าเมื่อจิตดำเนินไปตามลำดับแล้วจะได้ผลเร็ว

1) ฝึกสายตาให้ตั้งตรงไม่หลุกหลิก
ข้อนี้เป็นการปูพื้นเฉพาะผู้ที่ยังขาดสมาธิ และมีนัยน์ตาหลุกหลิกง่ายด้วยอำนาจความฟุ้งซ่าน อันเป็นอุปสรรคสำคัญของการฝึกกสิณทุกชนิด เมื่อตาไม่นิ่งย่อมส่งผลให้จิตไหลเลื่อนตามตาไปด้วย ถ้าฝึกให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตา ก็จะมีส่วนช่วยลดความหลุกหลิกได้มาก กับทั้งจับให้จิตนิ่งในเบื้องต้นได้พอสมควร

ให้เหยียดมือซ้ายไปข้างหน้าจนสุด ยกนิ้วชี้ขึ้นนิ้วเดียว แล้วยกมือขวาตั้งไว้กึ่งกลางระหว่างตากับมือซ้าย ยกนิ้วชี้ของมือขวาขึ้นเหมือนกัน

จากนั้นให้มองปลายนิ้วชี้ทั้งใกล้และไกลสลับกันเร็วๆ นิ้วหนึ่งสักวินาทีหนึ่ง มองแบบแน่ใจว่าเห็นเล็บปลายนิ้วชัด ทำสักเพียงนาทีเดียว จะรู้สึกว่าความสามารถในการเห็น ความไวของจิตที่ตอบสนองการเห็น มีความคมชัดขึ้น และความสามารถในการจับตาเฉพาะจุดจะนิ่งขึ้น

เมื่อเห็นดีได้เช่นนั้นแล้ว ให้กำหนดจุดอื่นนอกตัวที่ไกลออกไปเป็นจุดที่สาม จุดที่สี่ เป็นอะไรก็ได้อาจไกลถึงขอบฟ้าก็ได้ ไล่สลับมองทีละจุดจากใกล้ไปหาไกล จากไกลสาวกลับมาหาใกล้ ตาจะลดความหลุกหลิกลงมาก

2) สำรวจคลื่นความคิด
การทำกสิณเป็นเรื่องของการเอาจิตไปปักอยู่กับอารมณ์เดียวต่อเนื่อง ซึ่งอย่างนั้นถ้าสภาพจิตไม่เอื้ออำนวย ยังฟุ้งไปฟุ้งมาอยู่ ก็หมดสิทธิ์ทำได้สำเร็จ

หากสังเกตดีๆให้ต่อเนื่อง จะพบว่าบางทีเรา "ฟุ้งจัด" บางทีเรา "ฟุ้งน้อย" คล้ายกับเฝ้าดูคลื่นทะเล บางครั้งก็เห็นโยนตัวขึ้นสูง บางครั้งก็หมอบตัวลงต่ำ มันเป็นของมันอย่างนั้นโดยธรรมชาติ จะฝึกหรือไม่ฝึกสมาธิก็ตามที

วิธีง่ายที่สุดสำหรับทุกคนจึงเป็นการสังเกตว่าเมื่อใดเป็นจังหวะคลื่นความคิดอ่อนตัวสงบลง หรือเพลาความฟุ้งเหลือน้อยที่สุด ก็ให้ใช้จังหวะโอกาสนั้นเป็นเวลาเริ่มภาวนาอากาสกสิณ

อีกทางหนึ่ง มีอุบายง่ายๆที่จะทำให้ความฟุ้งจางลงแบบทันใจ คือให้ทอดตามองยอดฟ้าหรือขอบฟ้าไว้นิ่งๆสักพักโดยไม่คาดหวัง ไม่เร่งรัดให้ตนเองเข้าสู่ความสงบ จะเห็นว่าความคิดเบาบางลงได้อย่างรวดเร็ว (อาการเร่งรัดตัวเองให้สงบนั้น แท้จริงเป็นเหตุแห่งความฟุ้งอย่างหนึ่งที่ต้องระมัดระวังด้วยซ้ำ)

3) สร้างกรอบช่องว่างด้วยสองมือ
เมื่อสำรวจแล้วว่าคลื่นความคิดอยู่ในจังหวะที่เป็นขาลง กับทั้งผ่อนกายสบายใจ คอตั้งหลังตรงไม่เกร็งส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ฉวยโอกาสนั้นปิดเปลือกตาลง ตาทอดตรงสบายๆ วางมือพักบนตำแหน่งสะดวก เอานิ้วชี้แตะนิ้วชี้ นิ้วโป้งแตะนิ้วโป้ง นิ้วที่เหลือประสานกัน จะได้รูปกระโจมมือสามเหลี่ยมขึ้นมา ทำความรับรู้ไว้ที่จุดสัมผัสระหว่างปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้งที่ชนกัน กับฝ่ามือทั้งสองที่ไม่สัมผัสอะไร หากไม่ลืมตัวที่ตั้งตรงสบายประกอบพร้อมไปด้วยได้ยิ่งดี คือพอให้รู้ว่าตำแหน่งมืออยู่ที่ตรงไหนในส่วนกายทั้งหมด

4) สำเหนียกรู้ช่องว่างระหว่างกรอบมือ
หากจับรู้อยู่ที่ปลายนิ้วชนกันและฝ่ามือสองข้างเช่นนี้ ครู่หนึ่งจะรู้สึกถึงโพรงว่างระหว่างมือขึ้นมาเอง ก็ให้จำไว้ว่าเราเริ่มเห็นโพรงขึ้นมาได้อย่างไร คือแค่กำหนดสติไว้ที่จุดสัมผัสระหว่างนิ้วชี้และนิ้วโป้ง กับความรู้สึกที่ฝ่ามือว่างๆนั่นเอง ขอให้สำรวจด้วยว่าจะต้องไม่มีส่วนใดของกายกำเกร็ง หน้าที่ทั้งหมดคือล็อกความรู้ไว้กับโพรงว่างระหว่างมือเท่านั้น

หากจิตกระโดดไปกระโดดมา จับรู้ถึงลมหายใจเอง ก็อาจรวบช่องว่างกับลมหายใจเข้าไว้ด้วยกัน กล่าวคือเมื่อทราบภาวะช่องว่างระหว่างมือแล้ว ให้ตั้งใจว่าเราจะไม่ลืมช่องว่างแบบนั้นขณะหายใจออก เราจะไม่ลืมช่องว่างแบบนั้นขณะหายใจเข้า หากนับลมออกและเข้าได้สิบชุดโดยไม่ลืมช่องว่างเลย ก็จะเริ่มรู้สึกถึงความตั้งมั่น มีอาการรู้ช่องว่างชัด

แต่ถ้าจิตกระโดดไปกระโดดมาระหว่างช่องว่างกับลมหายใจอยู่อีก ก็ให้ยึดเอาช่องว่างไว้เป็นหลักก่อน เนื่องจากเราจะฝึกอากาสกสิณ ความรู้สึกภายในจะมืดหรือสว่างยังไม่ต้องสนใจ สนใจเพียงแค่ให้จิตจ่ออยู่กับโพรงว่างได้เท่านั้น การอาศัยลมช่วยเป็นเพียงหน่วยอ้างอิงหนึ่งที่บอกว่าเรายังรู้ช่องว่างทุกๆลมหายใจเข้าออก

5) ฝึกขยายขอบเขตช่องว่าง
เมื่อสามารถหน่วงรักษาความรู้สึกในช่องว่างได้บ้างแล้ว อย่างน้อยสักอึดใจหนึ่ง หรืออาจวัดระยะด้วยลมหายใจสิบครั้ง ให้ใช้ช่องว่างระหว่างมือเป็นศูนย์กลางการกำหนดรู้ แล้วน้อมสำเหนียกว่าภายในปากเราก็มีช่องว่างแบบเดียวกันนั้นอยู่ เมื่อเห็นจริงจนเกิดความรู้สึกถึงโพรงว่างในช่องปาก ก็ให้น้อมสำเหนียกอีกว่าระหว่างซี่โครงในร่างเราก็เป็นโพรงอย่างนี้เช่นกัน เป็นลักษณะว่างอันเดียวกัน เสมอกันหมด

ทำแต่ละจุดจนแน่ใจว่ารู้สึกถึงโพรงว่าง ณ จุดนั้นๆได้นานพอที่จิตจะตั้งมั่นพอสมควร อย่ากระโดดไปกระโดดมา เพราะจะไม่ได้ผลอะไรเลย หากทำอย่างถูกต้อง ความว่างจะเหมือนขยายขอบเขตไปเรื่อยๆเอง โปรดจำไว้ว่าพัฒนาการขั้นสำคัญที่สุดของอากาสกสิณก็คือการรุกคืบเข้ามาเห็นช่องว่างภายในกายเป็นหลัก

6) สลับเดินจงกรมช่วย
จิตที่เป็นสมาธิจากอากาสกสิณนั้นมีลักษณะนิ่ง สบาย สงบสุข ถ้าหากบวกความติดใจด้วยแล้ว จิตจะเฉื่อยชาลง จำเป็นต้องฝึกให้มีความตื่นตัวบ้าง คือนอกจากสร้างสติขณะนิ่งแล้ว ต้องสร้างสติขณะเคลื่อนไหวพร้อมไปด้วย จึงจะครบวงจรสร้างสมคุณภาพจิตอย่างแท้จริง ดังที่เคยกล่าวแล้วตั้งแต่บทต้นๆ

เมื่อล้าจากการกำหนดอากาสกสิณ หรือจิตใจปิดทึบจนเกินกว่าจะกำหนดอากาศต่อได้ ให้ลุกขึ้นเดินจงกรม จะพบว่ารู้เท้ากระทบได้ชัดกว่าที่เคยมาก ซึ่งเมื่อมีสติอยู่กับเท้ากระทบไปเรื่อยนานเข้า ก็จะรู้สึกถึงสติและสัมปชัญญะที่เติบโตแข็งแรงยิ่งๆขึ้น กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่รู้ตัวทั่วพร้อม แต่อาจหนักๆอยู่บ้างตามธรรมดาที่ใช้งานกายนานๆ ก็ให้กลับลงมานั่งกำหนดอากาสกสิณใหม่เป็นการเติมแรงจากธรรมชาติของจิตอันสงบสุข

ส่วนของการสลับลุกขึ้นมาเดินจงกรมนี้สำคัญมาก หากใครละเลย ก็จะเห็นผลภาวนาโดยรวมช้า แต่หากใครปฏิบัติจนเป็นนิสัย ก็จะพบผลภาวนาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเกิดสติครบวงจรนั่นเอง

ในช่วงต้นๆของการฝึก อย่าทำอากาสกสิณหรือเดินจงกรมอย่างใดอย่างหนึ่งให้นานนัก ทำเท่าที่จะมีความสุข ความพอใจ อันเป็นเครื่องสะท้อนความพอดี บางคนพยายามนั่งเพ่งอย่างไร้ผล ก็จะทำให้เบื่อหน่ายและอยากเลิกราภายในครั้งสองครั้ง แทนที่จะสำเร็จผลในวันสองวัน



วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นกลาง

เกณฑ์วัดง่ายๆว่าควรเริ่มฝึกขั้นกลางคือความตั้งมั่น ผ่องใสของจิต ซึ่งจะเห็นช่องว่างชัดราวกับจิตเป็นช่องว่างเสียเอง เรียกว่า "รู้เสมอกับว่าง" ในเขตจำกัด หรืออาจพบว่าจิตมีความสามารถ "อุ้มอารมณ์นิ่ง" ได้นานขึ้นตามใจปรารถนา บางทีอาจหลายนาที บางทีอาจหน่วงไว้ได้ถึงครึ่งชั่วโมง เหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณบอกว่าสามารถขยับขึ้นมาฝึกในระดับกลางได้แล้ว

1) กำหนดความว่างระดับห้อง
ให้ลืมตาขึ้นทอดมองผนังห้องด้วยสายตาตรง จำห้วงว่างระหว่างสายตากับผนังห้องไว้ ปิดตาลงแล้วนึกถึงความว่างตรงหน้าโดยไม่ต้องทำรูปมือใดๆอีกต่อไป หากจำได้ถนัด แปลว่าจิตมีความสามารถหน่วงความว่างได้ดีขึ้นจริง ให้ลองย่อช่องว่างลงมาสู่ขนาดที่ต้องการด้วยความสบาย ไม่เครียด ไม่เกร็ง ไม่ขมวดคิ้ว ไม่รู้สึกถึงปฏิกิริยาใดๆทางกาย เห็นเป็นอาการและความสามารถของจิตอย่างเดียว เหมือนตัดความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับประสาทตาได้สิ้นเชิง เมื่อย่อได้ดังใจ ลองขยายดูให้ขนาดเท่าห้องเหมือนเดิมโดยมีขอบเขตความว่างคมชัด หากทำไปทำกลับโดยไม่ติดขัด ก็เป็นอันผ่านข้อนี้สำเร็จ

2) กำหนดแผ่จิตไปตามทิศต่างๆ
ตามหลักการฝึกอากาสกสิณของพระพุทธองค์นั้น ท่านจะให้กำหนดอารมณ์กสิณไปยังทิศต่างๆอย่างไม่มีประมาณ เช่นในกสิณสูตรและมหาสกุลุทายิสูตร ความว่า

ผู้หนึ่งย่อมรู้ชัดซึ่งอากาสกสิณทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำ เบื้องเฉียง ในทิศน้อยทิศใหญ่ หาประมาณมิได้

การฝึกที่ผ่านมาจะให้น้ำหนักไปทางทิศเบื้องหน้า ซึ่งยังไม่ครอบคลุมการแผ่กสิณออกไปทางต่างๆให้ครบทุกทิศตามที่พระพุทธองค์ประทานแนวไว้ การกำหนดอากาศออกได้ทุกทิศจะทำให้เกิดสติรู้อย่างใหญ่อยู่ตรงกลางพอดี ไม่เก็บอัดอยู่กับที่ มีประโยชน์มหาศาล อันจะรู้ได้เฉพาะตนต่อไป

เริ่มต้นให้กำหนดความรู้สึกไว้ที่หัวไหล่ด้านขวา กับวัตถุใกล้ๆที่อยู่ทางทิศนั้นเช่นอาจเป็นผนังห้อง กำหนดให้เหมือนมีความสัมพันธ์ระหว่างไหล่เรากับวัตถุ ระวังไม่ให้สายตาเหลือบแลตามอาการนึก โดยยังไม่ต้องกำหนดรู้ช่องว่าง พอจิตทราบขอบเขตระหว่างไหล่กับผนัง ความหมายรู้ในช่องว่างอันมีอยู่แล้วเป็นทุนจะเกิดขึ้นเองโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม

เมื่อเห็นว่าจิตสามารถคงความรู้ช่องว่างด้านขวามือได้ชัดแล้ว ให้ทำอย่างเดียวกันทางทิศซ้ายมือเป็นลำดับต่อมา สังเกตว่าอาจมีน้ำหนักเทไปทางทิศเดียวกับแขนข้างที่ถนัดเขียนหนังสือ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจปรับให้ได้ดุลโดยการฝึกรู้ช่องว่างในทิศตรงข้ามกับทิศถนัดเป็นสองเท่า

เมื่อฝึกทั้งซ้ายและขวาชำนาญก็ให้ลองกำหนดแผ่ซ้ายขวาพร้อมกัน จากนั้นจึงฝึกแผ่ทางทิศเบื้องหลัง เริ่มต้นให้อาศัยความรู้สึกในแผ่นหลัง แล้วนึกถึงวัตถุสักชิ้นเช่นผนังระยะใกล้ นึกเฉยๆโดยไม่ต้องกำหนดความเป็นช่องว่าง เมื่อแน่ใจแล้วว่านึกเป็น ก็จะเกิดความหมายรู้ช่องว่างขึ้นมาเอง

จากนั้นให้กำหนดช่องว่างทางทิศเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องเฉียงด้วยอุบายเดียวกัน จะพบว่าง่ายขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งที่สุดแล้วสามารถกำหนดช่องว่างครอบคลุมทุกทิศพร้อมกัน เหมือนเป็นทรงกลมที่มีสติรู้ของเราตั้งมั่นอยู่ตรงกลาง ปราศจากความยินดียินร้ายครอบงำ

3) กำหนดความว่างระดับสุดขอบฟ้า
ข้อนี้อาจทำระหว่างฝึกข้อสอง คือไม่จำเป็นต้องฝึกข้อสองให้สำเร็จบริบูรณ์เสียก่อน ให้ยืนที่ระเบียงหรือระนาบสูงใดๆที่จะเห็นสุดขอบฟ้าถนัด หากหาทำเลสะดวกไม่ได้ ก็อาจเงยหน้าขึ้นกำหนดห้วงว่างจากตัวเราถึงสุดยอดฟ้า หลับตาลง หากสามารถรู้ความว่างประมาณนั้นได้นานจนเกิดความผ่องใสออกมาจากภายใน แผ่ออกไปภายนอกตามทิศที่กำหนดความว่าง

ขอให้จับสังเกตด้วยว่าในความเวิ้งว่างอย่างไม่มีประมาณที่ปรากฏนั้น มีสติรู้ตั้งมั่นอยู่ตรงกลางหรือไม่ หากปล่อยให้จิตไถลไปตามความเวิ้งว้าง หรือเลื่อนไปเลื่อนมา นัยน์ตาหลุกหลิก อย่างนั้นไม่ถือว่ากำลังฝึกรู้ช่องว่างระดับนี้อยู่ ที่ถูกจิตต้องตั้งมั่นตรงกลาง และสามารถรู้ความเวิ้งว้างโดยปราศจากอาการเคลื่อนได้นานๆ จึงถือว่าสำเร็จ

บางคนอาจเหมือนถูกอวกาศมืดที่เต็มไปด้วยดวงดาวดูดเข้าหา และเหมือนล่องลอยผ่านอวกาศนั้นไปเรื่อยๆ ขอให้ทราบว่านั่นเป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งของจิตที่ล่อให้หลงจากความตั้งมั่นรู้อากาศ ให้กำหนดว่าจิตจะสำแดงอาการใดเราไม่สนใจ แต่จะหยุดอยู่กับสติรู้อันเป็นกลางเท่านั้น หากหยุดได้ถูก จะเหมือนแรงดึงดูดให้ลอยเคลื่อนไปข้างหน้ายุติลง และกลับรู้ขอบเขตความว่างด้วยความผ่องใสตั้งมั่นของจิตแทน

ทั้งข้อสองและข้อสามนี้ ถ้าจิตตั้งมั่นกับที่ รู้ช่องว่างอันบริสุทธิ์ได้คมชัด ขอให้สังเกตว่าอาจปรากฏปีติและสุขอย่างล้นพ้นประกอบอยู่ ขอให้สังเกตว่าในความปีติและสุขอันตั้งมั่นนั้น มีสภาพรู้เป็นผู้ดูอยู่ โดยสภาพรู้ดังกล่าวหาได้อาศัยทิศใดๆของช่องว่างเป็นที่ตั้งไม่ แต่ดำรงอยู่เป็นกลางๆ เมื่อมีอาการสำเหนียกกำหนดอย่างนี้ ในที่สุดจะเหมือนแยกได้ว่าช่องว่างอันเป็นฝ่ายรูปก็ดี ปีติสุขอันเป็นฝ่ายนามก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งถูกรู้ ถูกดู ถูกเห็น ไม่ใช่จิต และโดยความตระหนักทราบเช่นนั้น ในที่สุดจิตจะเหมือนมีสภาพทรงบริสุทธิ์เป็นเอกเทศจากช่องว่างและปีติสุข หากสามารถรักษาไว้ได้ ตรงนั้นถือว่าเป็นวิญญาณกสิณ อันเป็นกสิณที่ก้าวล่วงอากาสกสิณเหนือชั้นขึ้นมาระดับหนึ่ง

ความรู้ในส่วนนี้ขอให้อ่านเก็บไว้เฉยๆก่อน ถ้าไม่เข้าใจว่าย่อหน้าข้างบนกล่าวถึงอะไร ก็อย่าเพิ่งสนใจฝึก



วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นสูง

การฝึกข้อนี้ถือว่าเป็นสุดยอดของกสิณช่องว่าง คือให้ก้าวล่วงขอบเขตของกสิณ ยกระดับขึ้นไปสู่ความเป็นอรูปฌานขั้นแรก ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนะ"

ก่อนอื่นขอให้สังเกตว่าขนาดของช่องว่างเปลี่ยนได้ ขอบเขตความรู้ก็เปลี่ยนตาม เมื่อฝึกย่อขยายได้แล้วๆเล่าๆ ก็จะตระหนักว่า "ตัวรู้" ไม่ได้มีขนาดแต่อย่างใด ยังตั้งอยู่ตรงกลางๆ ปัญญาเห็นความจริงตามสภาพนี้จะทำให้ขยับความก้าวหน้าขึ้นสู่อากาสกสิณขั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นแนวอันกะทัดรัดมีใจความว่า...

เพราะล่วงความหมายรู้ทางรูปเสียโดยประการทั้งปวง เพราะความหมายรู้ในการกระทบทางใจทั้งหลายดับไป เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งสภาวะอันต่างจากอากาศว่าง เธอคำนึงอยู่ว่า อากาศไม่มีที่สุด ย่อมบรรลุอากาสานัญจายตนะอยู่

ตามแนวทางที่พระพุทธองค์ประทานไว้นี้ อาจแจกแจงอธิบายได้เป็นข้อๆ โดยขอให้ทราบว่าไม่ใช่ "ลำดับขั้นการปฏิบัติ" อย่างที่ผ่านๆมา เพราะทุกข้อต้องประชุมพร้อมอยู่ด้วยกันในคราวเดียว การอธิบายต่อไปนี้จึงพูดถึงแง่มุมต่างๆของจิตดวงเดียวอันเดียวชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น

1) เลิกสนใจความว่างอันประมาณขอบเขตด้วยวัตถุและทิศทางทั้งปวง
ดังได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่าแม้ "อากาสธาตุ" ก็จัดเป็น "รูป" อย่างหนึ่ง ตราบใดที่ยังกำหนดขอบเขตได้ด้วยวัตถุคือดิน น้ำ ไฟ ลม จะเป็นในกายก็ดี นอกกายก็ดี ก็นับว่าเป็นการ "จำรูป" ทั้งสิ้น สังเกตง่ายๆว่าจิตหยุดอยู่กับที่ ไม่ส่งออกไปทางทิศใดๆ ไม่สำคัญว่านี่ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่างแต่อย่างใดทั้งสิ้น กำลังจิตที่มีจะรั้งอยู่กับนามธรรมคือ "ว่างแบบอากาศ" อย่างไร้ขอบเขต ไร้ทิศทางอันใดสิ้น

2) วางจิตให้พ้นจากความกระทบแม้ทางนามธรรม
เมื่อฝึกอากาสกสิณระดับต้นและระดับกลางมามากพอ จะเกิดการรวมศูนย์ตรงจุดเดียวกับสติรู้ เมื่อวางอารมณ์ให้อยู่ในสภาพสุญญากาศ ปราศจากสิ่งใดแผ้วพาน แม้ความคิดหรืออารมณ์สุขทุกข์ก็ทะลวงผ่านเขตสุญญากาศเข้ามาถึงจิตไม่ได้ ตลอดจนกระทั่งความจงใจที่จะให้จิตดำรงสภาพนั้นก็แผ่วเหมือนไม่มี คล้ายจิตรักษาจิตของเขาเองไว้เสมอกับสุญญากาศที่เกิดในภายในอยู่เองนั้น

3) กำหนด "รู้" ให้เสมอ "ว่าง" อย่างปราศจากประมาณ
เมื่อชัดว่ารู้ออกมาจากอก เหมือนกลวงๆ ว่าง "หายไป" ในที่นั้น ก็รักษาความรู้ช่องว่างภายในแบบ "เปิดไม่มีจำกัด" เอาไว้ ไม่กำหนดตำแหน่งว่าตั้งอยู่ตรงไหน คือรู้อยู่ตรงไหนก็ให้ช่องว่างตั้งอยู่ตรงนั้น เสมอกันอย่างปราศจากขอบเขต

ด้วยแง่มุมหลักทั้งสามข้อข้างต้น คือปราศจากความหมายรู้รูป ปราศจากสิ่งกระทบจิต และปล่อยให้รู้เสมอกับว่างอย่างไร้ประมาณ ในที่สุดจะเกิดปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของจิตเอง บางคนอาจรู้สึก "หลุดล็อก" จากความยึดติดสัมพันธ์กับมิติหยาบ หรือเหมือน "หายตัวฉับพลัน" แบบล่องหนสู่มิติว่างอันมีความกว้างยาวลึกเท่าห้องแห่งมหาจักรวาล

ประสบการณ์ครั้งแรกที่เข้าถึงสภาวะนี้ได้นั้น ไม่มีใครสามารถบังคับหรือจงใจให้เป็นไป เนื่องจากยังไม่เคยรู้ทาง และเป็นสภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากทุกสภาพที่เคยรู้จักกันมาก่อนชั่วชีวิต ต่อเมื่อหมั่นทำเหตุบ่อยเข้า จิตก็จะปลดพันธนาการความผูกรั้งอยู่กับกาย เข้ารู้เสมออากาศอย่างสมบูรณ์ และหากหมั่นฝึกฝนให้ต่อเนื่อง ก็จะรู้ทางเอง ว่ากำหนดอย่างไร มีกำลังจิตแค่ไหน จึงสามารถเข้าสู่อากาสานัญจายตนะได้อีก และอีก

โดยทั่วไปถ้าใช้ชีวิตในเมือง ยังกิน ยังนอน ยังเที่ยวได้อย่างราชา ยังต้องคลุกคลีกับหมู่คนเป็นปกติ จิตจะขาดความวิเวกพอจะดิ่งลงถึงฌานขั้นอากาสานัญจายตนะไหว โดยมากต้องอยู่ในช่วงปลีกวิเวก กินน้อย นอนน้อย ห่างจากผู้คน เดินจงกรมนั่งสมาธิมากๆ ความพร้อมทั้งกำลังจิตและอาการวิเวกจึงประชุมกันเกื้อหนุนให้เกิดฌานระดับนี้ได้

แต่ก็มีอยู่จริง ที่นักภาวนากลางกรุงสามารถถึงอรูปฌาน ซึ่งส่วนใหญ่จะเหมือนกัน คือเอาแน่เอานอนไม่ได้ สามวันดีสี่วันไข้ หรือปีหนึ่ง "ฟลุกหนเดียว" เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากให้ฝึกระดับสูงด้วยความคาดหมายใดๆ เพราะถ้าตั้งความคาดหมาย หรือมีโลภะเป็นตัวตั้ง อยากได้อย่างที่เคยได้ ก็จะเสียเวลาเค้นกันเปล่าๆ ไม่สนใจไปจ่ออยู่กับความเกิดดับเพื่อพ้นทุกข์กัน

สมาธินั้น ขอเพียงฝึกจนจิตตั้งมั่น ผ่องใส ไร้ความฟุ้ง ไร้ความกำหนัดยินดีรบกวนใจ ก็เอามาใช้ประกอบวิปัสสนาได้เต็มภูมิแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้ถึงขั้นอรูปฌาน ให้ถือคติ "ถ้าได้ก็ดี ถ้ามีก็เอา" ไว้แม่นๆ



วิธีใช้อากาสกสิณรู้กายภายใน

สำหรับผู้ที่กำลังฝึกอากาสกสิณตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไป จะเห็นว่าจิตมีกำลังมากพอจะหน่วงช่องว่างขอบเขตหนึ่งไว้ได้นานตามปรารถนา ความสามารถนี้เองที่นำมาประยุกต์ใช้ได้กับการพิจารณาอาการ 32

เอาเป็นว่าเมื่อใดจิตหน่วงความว่างไว้ได้นาน แม้อาจจะยังอาศัยกรอบมือเป็นเครื่องช่วยรู้ ก็ให้ลองดูได้ วิธีมีนิดเดียว เพราะเหมือนตอนนี้เราได้ "อุปกรณ์วิเศษ" ไว้ใช้แล้ว ขั้นตอนการสร้างอุปกรณ์นั่นแหละที่มีหลายข้อหน่อย แต่พออยู่ในมือแล้วก็เอามาใช้ได้สะดวกๆ

วิธีแรกจะนั่งหรือนอนก็ได้ตามสะดวก ให้ปิดตา ขบฟันหน่อยๆ อย่าให้ลิ้นชนเพดานปาก จะรู้สึกถึงโพรงว่างในปาก ให้ล็อกไว้อย่างนั้น สักพักจะเห็นว่างไปทั้งโพรงกะโหลก อย่าเอาความรู้ทางโลกใดๆมาอ้างอิง โดยเฉพาะท่านที่เป็นแพทย์และพยาบาล ขอให้อยู่กับมิติทางการรับรู้ของจิต จิตเขาจะเห็นอะไรก็เป็นเรื่องของเขา แรกๆจะบูดเบี้ยวผิดเพี้ยนจากความจริงทั้งตำแหน่งและรูปพรรณสัณฐานอย่างไรไม่ต้องสนใจ เรามีหน้าที่ล็อกอาการรู้ว่างไว้ให้เสมอกับขอบเขตของช่องปาก หรือขอบเขตของกะโหลกเท่านั้นพอ

เมื่อรู้ความว่างอันเป็นไปภายในกายได้แล้ว จากนั้นพอทำความรู้ตัวตามปกติเช่นขณะเดินจงกรม ก็จะเหมือนเห็นโพรงว่างอันเป็นภายใน นำไปสู่การพิจารณาว่ากายสักแต่ปรากฏให้รู้ ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นแต่อย่างใด

วิธีที่สอง จะนั่งหรือนอนก็ตามสะดวกเช่นกัน ให้กำหนดวงแหวนแห่งความว่างขึ้นมารอบกาย เอาในระดับอกก่อน ถ้ายังไม่แข็งแรง จะประกอบมือให้จิตกำหนดเป็นแกนอ้างอิงก็ได้ คือรู้ช่องว่างในกรอบมือตามปกติ แล้วขยายขอบเขตออกเป็นห่วงคล้องกายในระดับเดียวกับกรอบมือ

เมื่อเห็นเหมือนลำตัวเราสอดอยู่ระหว่างช่องว่างในวงแหวน จิตรู้ชัดถึงความปรากฏแห่งวงแหวนนั้น ให้เลื่อนวงแหวนลงไปทางปลายเท้าก่อน สังเกตอย่าให้ลูกนัยน์ตาเคลื่อนตาม การเลื่อนจะต้องเป็นไปตามอำนาจแห่งจิตประการเดียว

เมื่อวงแหวนลงสุดถึงเท้าแล้ว ให้เลื่อนกลับขึ้นมาถึงอก แล้วขยับต่อขึ้นไปจนสุดที่ศีรษะ จากนั้นก็ลากวงแหวนลงไปที่ปลายเท้าอีก แล้ววกกลับขึ้นมาที่ศีรษะอีก ซ้ำไปซ้ำมาเช่นนี้ด้วยความไม่ลืมความปรากฏแห่งกายที่อยู่ในท่านั่งหรือนอน ประการแรกจะเห็นจิตตั้งมั่นและว่างใส ประการต่อมาจะเห็นคล้ายรอบกายถูกขจัดเมฆหมอกและฝ้ามัวต่างๆออกไป กระทั่งถึงจุดหนึ่ง เหมือนจิตรู้เห็นได้แจ่มชัดว่าภายในกายบรรจุอยู่ด้วยสิ่งใดบ้าง ซึ่งเมื่อประกอบกับลักษณะจิตที่เคยพิจารณาอาการ 32 มาก่อน ก็ง่ายที่จะเห็นอย่างที่พระพุทธองค์วางแนวไว้ให้เห็นคือ...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดีแก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่า มีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไขกระดูก มันสมอง ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ ปัสสาวะ

การรู้ปฏิกูลโดยความเป็นวิปัสสนา

ขอให้พิจารณาว่าพระพุทธองค์ทรงตรัสทิ้งท้ายไว้เช่นเคยคือ

- พิจารณาเห็นกายในกายภายในบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในกายบ้าง
- พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในกายบ้าง

อันนี้แปลว่าเราดูปฏิกูลในกายโดยความเป็นของเกิดดับ โดยความเป็นของอื่น ไม่ใช่ตัวตนก็ได้เหมือนกับเมื่อครั้งดูลมหายใจ อิริยาบถ และความเคลื่อนไหวปลีกย่อยต่างๆนั่นเอง

อย่างเช่นคราบไคลตามผิวหนัง ขี้ตาที่หัวตา ขี้ฟันในช่องปาก ฯลฯ เราใช้วิธี "คิด" เอาก็ได้ว่าเราล้างไปแล้ว มันก็มาอีก ถ้าความคิดนั้นมาบวกกับสติที่เกาะกาย หรือผนวกกับคุณภาพจิตที่ส่องรู้ผ่านแสงสว่างหรือช่องว่าง ก็อาจ "สัมผัส" ถึงความเคลื่อนไหวของปฏิกูลเป็นจุดๆได้ชัด อันนี้แล้วแต่คน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน อย่าพยายามลอกเลียนประสบการณ์ที่อาจได้ยินได้ฟังคนอื่นเล่า ขอเพียงประกอบเหตุทั้งหมดที่กล่าวแล้วในบทนี้ก็จะดีเอง ท่องไว้ว่าได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ถ้าได้แค่ไหนจะเอาเกินกว่านั้นให้นับว่าเป็นการส่งเสริมกิเลสแล้ว

ส่วนเรื่องการดูสิ่งต่างๆในกายเป็นของเกิดดับนั้นค่อนข้างพูดยาก เพราะขึ้นอยู่กับ "ความแน่นอน" ของภาวะรู้เห็นในแต่ละคน เมื่อสามารถกวาดดูกายได้ด้วยวงแหวนอากาศเป็นปกติ ขอให้เจาะจงดูกายโดยความเป็นอาการ 32 ตามลำดับที่พระพุทธองค์วางแนวไว้ แล้วจะทราบเองว่าเราพิจารณาอะไรได้บ้าง บางคนเห็นอาหารใหม่เริ่มทยอยแปรรูปเป็นอาหารเก่าก็นับว่าน่ายินดี บางคนเห็นทะลุไปขนาดว่าเซลล์แบ่งกันได้ก็ควรอนุโมทนา แต่ไม่ใช่ตัวตัดสินว่าดีกว่าใครแล้ว ขอให้ดูความปล่อยวางอันเกิดขึ้น ใครเห็นกายเป็นของอื่น เป็นธรรมชาติเกิดดับ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีใครยึดครองไว้ได้ ให้ถือว่าคนนั้นประสพความสำเร็จในการปฏิบัติปฏิกูลมนสิการบรรพอย่างแท้จริง เพราะรางวัลของพระพุทธเจ้านั้นมิใช่เหรียญทองแห่งการรู้เห็น ทว่าเป็นนิพพานแห่งการปล่อยวาง สมดังที่พระพุทธองค์ตรัสไว้...

เมื่อรู้เห็นดังนี้ เธอย่อมเป็นอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือเข้าไปตั้งสติว่ากายมี ก็เพียงสักว่าเอาไว้รู้ เพียงสักว่าเอาไว้อาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่ถูกตัณหาและทิฐิเข้าอิงอาศัย และไม่ถือมั่นอะไรๆในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่เสมอ



สรุป

บทนี้มุ่งลดราคะให้ได้แบบฮวบฮาบ ไม่ต้องปฏิบัติภาวนาอย่างลำบากด้วยความรบกวนจากราคะ โดยอาศัยวิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง คือพล่านอยู่ด้วยกาย ก็ใช้กายนั้นแหละดับความพล่าน

ในขั้นต่อๆไปของมหาสติปัฏฐานสูตร จะเห็นว่าพระพุทธองค์วางแนวทางดักราคะไว้อีกสองจุดใหญ่ๆ จุดแรกในหมวดจิตตานุปัสสนานั้น ท่านให้เห็นเป็นเพียงภาวะหนึ่ง หรือเป็นเพียงอาการหนึ่งของจิตที่เกิดได้ก็ดับได้ (ถ้ายังไม่ลุกลามมาออกอาการทางกาย) จุดต่อมาในหมวดธรรมานุปัสสนา ท่านให้พิจารณาปิดทางเข้าของกามไว้ทั้งหมด ซึ่งถ้าเรารู้ว่า "สุดยอดแห่งกามคุณ" คือ "ความพอใจ" ก็จะระวังได้ง่าย อันนี้จะพูดถึงอย่างละเอียดอีกทีข้างหน้า

นอกจากนี้ เราจะยังเห็นด้วยว่าหากภาวนาบนพื้นยืนแห่งความเห็นชอบอย่างแท้จริงแล้ว แม้ "ความดำริออกจากกาม" ก็ต้องสมบูรณ์พร้อมอยู่ด้วยจิตเอง มิใช่ว่าส่วนลึกของจิตยังคาดหวัง ยังมุ่งหมายในกามรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่

ถึงตรงนี้หลายคนอาจเริ่มเห็นความสำคัญของปฏิกูลมนสิการบรรพขึ้นมา มิใช่ว่าเห็นเป็นกรรมฐานไม่ถูกอัธยาศัยแล้วถอดใจ นึกว่าข้ามๆไปก่อนคงไม่ถึงกับออกนอกทางมรรคผล ที่ดีแล้วควรคำนึงว่าถ้าเราปฏิบัติมานานแล้วยังไปไม่ถึงไหน ก็อย่าเพิ่งโทษส่งไปว่าตนเองบุญน้อย หรือลามปามกระทั่งเห็นวิธีของพระพุทธเจ้าคงกำจัดกิเลสไม่ได้จริง ขอให้เร่งสำรวจว่าแท้จริงเราปฏิบัติสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าประทานแนวทางไว้ "ครบสูตร" หรือไม่ หากชะล่าว่าส่วนไหนของสูตร "ไม่เป็นไร ไม่ต้องก็ได้" ก็ควรตระหนักว่าการปฏิบัติแบบของเรายังไม่ถูกรับรอง ไม่ได้รับใบประกันเต็มขั้นจากพระพุทธองค์ หมดสิทธิ์ตำหนิแนวทางของท่านว่าทำแล้วไม่สำเร็จมรรคผลเสียที อาจท่องไว้ว่าถ้าปฏิบัติตามแนวที่กิเลสบอก ผลก็มักออกมาตามที่กิเลสคุมเช่นกัน

     
   
first page