เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ถูกเตรียมขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมแนวการฝึกทั้งสมถะและวิปัสสนาตั้งแต่เบื้องต้นถึงเบื้องสูง รวมทั้งครอบคลุมการฝึกขณะอยู่ในชีวิตประจำวันและช่วงที่จัดแบ่งไว้สำหรับปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะ ฉะนั้นจึงเหมาะกับทุกจริตอัธยาศัย เช่นบางคนไม่ต้องการฝึกสมาธิ ไม่ต้องการพิธีรีตองวุ่นวาย เพียงอยากนำหลักธรรมปฏิบัติมาประยุกต์กับชีวิตประจำวัน ให้ตนเองมีความสุขในอิสระจากกิเลสหยาบ หรือบางคนต้องการฝึกสมาธิโดยเฉพาะ ต้องการแนวทางอย่างง่ายในเบื้องต้น ก็สามารถเลือกอ่านได้เฉพาะจุดที่ปรารถนา โดยไม่จำเป็นต้องอ่านส่วนอื่นให้ครบ

หากต้องการรู้ภาพกว้างครอบคลุม และไล่ไปตามขั้นตอนของมหาสติปัฏฐานสูตร ก็ขอแนะนำให้อ่านหน้าสารบัญตามลำดับดู เพื่อสามารถเห็นได้ว่าถ้าปฏิบัติตามลำดับ ควรเริ่มจากจุดใด เหมือนผู้เข้าใจแผนที่ชัดเจนจากต้นชนปลาย ย่อมอธิบายตนเองและผู้อื่นได้อย่างแจ่มแจ้ง หลีกเลี่ยงความข้องใจที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างแนวคิดและแนวเชื่อในวิถีทางปฏิบัติ กับทั้งบ่งได้ถูกว่าแนวคิดใดถูกต้องตามหลักสติปัฏฐาน แนวคิดนั้นเป็นจุดไหนระหว่างต้นกับปลายของสติปัฏฐาน

การปฏิบัติภาวนาในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการกระทบกระทั่งทางใจ และปฏิกิริยาที่จิตมีต่อสิ่งเร้าทั้งหลาย ไม่ว่าจะขยับตัวหรืออยู่นิ่งเฉย ก็จะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในใจเราเสมอ เพราะฉะนั้นแทนที่จะปล่อยสิ่งเหล่านั้นทิ้งหายไปเฉยๆ หรือหลงติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้นอย่างเปล่าประโยชน์ ก็นำมาเป็นเครื่องภาวนาเสีย โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไร ไม่ต้องปลีกตัวไปปฏิบัติภาวนาให้ห่างจากสังคมที่ไหน ขอเพียงตั้งมุมมองอารมณ์ต่างๆเป็น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติภาวนาได้แล้ว


บทที่ 5: กายานุปัสสนา - อิริยาปถบรรพ
การนำสติไปใช้ในอิริยาบถประจำวัน

บทที่ 10: เวทนานุปัสสนา
หลักปฏิบัติเบื้องต้น
ฝึกสังเกตเวทนาที่เด่นประจำตนเอง
สังเกตนิสัยทางการคิด
สำรวจรู้สิ่งดึงดูดใจในแต่ละวันของตนเอง
ตระหนักในความมีเมตตาของตนเอง

บทที่ 11: จิตตานุปัสสนา

หลักการปฏิบัติเบื้องต้น
การกำหนดรู้ราคจิต

ลักษณะของราคะ
วิธีกำหนดรู้
การกำหนดรู้โทสจิต
ลักษณะของโทสะ
วิธีกำหนดรู้
การกำหนดรู้โมหจิต
ลักษณะของโมหะ
วิธีกำหนดรู้
การกำหนดรู้จิตหดหู่และจิตฟุ้งซ่าน
ลักษณะของความหดหู่และฟุ้งซ่าน
วิธีกำหนดรู้
การกำหนดรู้มหัคคตจิต
ลักษณะของสภาพอันเป็นมหัคคตะ
วิธีกำหนดรู้

การทำสมถกรรมฐานเบื้องต้น
ส่วนนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกสมาธิมาเลย หรือฝึกมาแล้วแต่ยังไม่ประสพความสำเร็จ จิตยังฟุ้งซ่าน หรือพลุ่งพล่านง่ายตามสิ่งเร้าทั้งหลาย ก็จะได้อาศัยเครื่องมือที่มีอยู่รอบตัว ต้องพบเห็นเป็นประจำ มาประยุกต์ใช้เพื่อพรากจิตออกมาจากความวุ่นวายภายในเสียบ้าง และพร้อมจะปฏิบัติธรรมเต็มรูปแบบยิ่งๆขึ้นไป

บทที่ 12: ธัมมานุปัสสนา - นีวรณบรรพ
ลูกเล่นกรรมฐาน

ปล่อยให้ฟุ้ง
ทำความรู้ในขอบเขตของกะโหลก
สวดมนต์
บริกรรมพุทโธ
ยิ้ม
ตัดตอนความฟุ้งด้วยเปลือกตา
สังเกตลมหายใจกับจิต
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับท้องฟ้า
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับแผ่นน้ำ
สร้างความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับการเคาะมือ
ทำให้กายเหนื่อยแต่จิตตื่น
จดทุกความคิดลงในกระดาษ
ฝึกสติรู้ตัวในฝัน
การทำสมถกรรมฐานเต็มรูป
ส่วนนี้เหมาะสำหรับผู้ต้องการฝึกสมาธิจริงจัง จะได้เข้าใจว่าสมาธิมีหลายแบบ และจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป

บทที่ 4: กายานุปัสสนา - อานาปานบรรพ
จุดประสงค์คือฝึกรู้ตามจริง ผ่านอุปกรณ์ติดตัวทุกคน คือลมหายใจ ถ้าฝึกสักแต่รู้ตามจริงได้โดยไม่มีอาการเพ่ง ไม่มีอาการฝืนบังคับ ก็ถือว่าประสพความสำเร็จจากกรรมฐานนี้ และต่อยอดเป็นกรรมฐานอื่นๆได้ด้วยฐานรู้ที่ถูกต้อง

มองอานาปานบรรพโดยความเป็นประสบการณ์ภายใน
- มีสติหายใจออก-เข้า
- รู้ชัดว่าหายใจออก-เข้ายาว
- รู้ชัดว่าหายใจออก-เข้าสั้น
- สำเหนียกว่าเป็นผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวงหายใจออก-เข้า
- ระงับกายสังขารหายใจออก-เข้า

บทที่ 12: ธัมมานุปัสสนา - นีวรณบรรพ
การแผ่เมตตา

จุดประสงค์คือสร้างนิสัยทางจิตให้แยกออกมาจากไฟคือโทสะให้ได้ชนิดเป็นต่างหากจากกันชัด ผู้ที่ฝึกสำเร็จอย่างน้อยต้องมีปกติเป็นผู้เยือกเย็น ปฏิกิริยาทางจิตที่มีต่อสิ่งกระทบต้องเบาลง และไม่ใช่ชั่วครู่ แต่เป็นระยะยาว
- การฝึกเจริญเมตตาโดยอาศัยจิตสามัญ
- การเจริญเมตตาโดยอาศัยสมาธิจิต

บทที่ 7: กายานุปัสสนา - ปฏิกูลมนสิการบรรพ
อากาสกสิณ

จุดประสงค์คือให้จับอารมณ์ละเอียดด้วยอุบายอย่างง่ายที่ทุกคนทำได้ เมื่อสามารถตั้งมั่นด้วยอารมณ์ละเอียด กรรมฐานอื่นไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาย่อมไม่ยากเกินเอื้อมไปทั้งหมด
- วิธีฝึกอากาสกสิณเบื้องต้น
- วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นกลาง
- วิธีฝึกอากาสกสิณขั้นสูง

บทที่ 9: กายานุปัสสนา - นวสีวถิกาบรรพ
การฝึกโอทาตกสิณ

จุดประสงค์คือให้ฝึกตรึงจิตและสายตาให้ขึงนิ่งกับที่ มีอำนาจมากพอจะนำจิตไปสู่ความรู้ความเห็นใดๆก็ได้ตามปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเห็นเข้ามาในส่วนกายภายในอันปิดบังอยู่ด้วยเนื้อหนังหุ้มห่อ
1) จัดเตรียมอุปกรณ์
2) กำหนดระยะสายตา
3) ลืมตามองวงกลมขาว
4) ปิดตานึกถึงวงกลมขาว
5) แผ่จิตออกตามทิศต่างๆ
6) กำหนดรู้กระดูก

การปฏิบัติวิปัสสนา
เนื้อหาของมหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเน้นวิปัสสนาตลอดเวลาอยู่แล้ว เช่นเมื่อพิจารณากายแบบวิปัสสนา ก็เรียกว่าเป็นหมวดกายานุปัสสนา เมื่อพิจารณาจิตแบบวิปัสสนา ก็เรียกว่าเป็นหมวดจิตตานุปัสสนา เป็นต้น

สาระของการทำสมถกรรมฐานเบื้องต้นและแบบเต็มรูปนั้น ก็คือทำให้จิตสงบจากความฟุ้งซ่าน ละความยินดีในผัสสะยั่วยวนอันเป็นของภายนอกทั้งหลาย มีสติตั้งมั่นรู้ชัดดีแล้ว ก็จะน้อมมาดูสิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวงตามจริง ว่าเกิดขึ้นแล้วต้องดับลงเป็นธรรมดา หรือน้อมมาดูสิ่งที่ถูกรู้ทั้งปวงตามจริง ว่าทั้งหลายย่อมเกิดแต่เหตุปัจจัยประชุมกัน ไม่มีภาวะเอกเทศที่ลอยตัวอยู่ต่างหากจากสิ่งอื่น เพื่อตระหนักว่าทุกภาวะนั้นไร้ตัวตน แม้แต่ความคิดว่าเป็นเราก็ตาม

ดังนั้นเนื้อหาในหนังสือทุกแห่งที่โน้มน้าวให้เห็นแจ้งตามจริงว่ากายใจไม่เที่ยง กายใจไม่ใช่ตัวตน ล้วนแล้วแต่เป็นแนวปฏิบัติวิปัสสนาทั้งสิ้น ซึ่งแต่ละแนวก็แตกกิ่งก้านสาขาออกมาจากภาวะที่เหมาะสมในขณะหนึ่งๆ เช่นถ้าหากภาวะเด่นที่กำลังถูกจิตรู้คือความสุข ก็เพียงมองว่าความสุขนั้นไม่เที่ยง หรือมองว่าความสุขนั้นเกิดจากเหตุปัจจัยประชุมกัน พอรู้ตามจริงแล้วปล่อยวาง ดังนี้ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาแล้ว

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการตัวอย่าง “วิปัสสนา” ขนาดกะทัดรัดชนิดนำมาปฏิบัติให้เป็นที่รู้จักได้เดี๋ยวนี้ ก็อาจเริ่มจากบทที่ 3 ได้

บทที่ 3: อุทเทสวารกถา
ตัวอย่างแนวฝึกรู้เบื้องต้น
ตัวอย่างแนวฝึกที่ 1
ตัวอย่างแนวฝึกที่ 2