แค่ดีพอ ไม่ต้องดีพร้อม

15672583_1269437023113453_1610373484744940994_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ทำยังไงจะมีชีวิต
ที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจจริงๆ
ไม่ใช่ดีแต่มีชีวิต
ไว้ให้คนอื่นจับตามอง ด้วยความสนใจเล่นๆ

ผู้คนจะลืมว่าคุณหล่อหรือสวยขนาดไหน
แต่จะจำว่า
คุณทำให้โลกนี้งดงามขึ้น หรือน่าเกลียดลง

เงินที่เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างปุบปับ
มักจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้แย่ลงได้ในฉับพลัน

ถ้ายิ่งใหญ่ไม่พอจะทำให้ลูกเมียมีความสุข
แล้วจะมียศ มีตำแหน่ง มีเงินไปทำไม

อย่าภูมิใจว่าได้วิ่งนำหน้าใคร
ถ้ากำลังอยู่บนทางลงเหว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าความสุขในชีวิตคุณ
คือการวิ่งไล่กวดคนที่คุณอิจฉาได้ทัน
แนวโน้มคือคุณจะสุขเดี๋ยวเดียวตอนไล่ทัน
แต่ต้องหันมาเป็นทุกข์
ตอนอยู่กับตัวเองต่อยาวๆ

สิ่งที่น่าอิจฉา
น่าเอาให้ได้ที่สุด
ก็คือความปลอดโปร่งใจ
ไม่กระวนกระวายอยากโน่นอยากนี่
หาใช่ได้อะไรแล้ว อยากได้โน่นอยากได้นี่เพิ่มอีก
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องพะวง หวง ห่วง
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องตามล้างหนี้ล้างสินไม่สิ้นสุด

คุณจะรู้ว่าความคิดเข้าที่เข้าทาง
เมื่อเลิกเสียเวลาวิ่งกวดคนน่าอิจฉา
แล้วหันมาสร้างทางเดินให้ตนเองวันต่อวัน
ด้วยการพอกพูนอะไรที่ดีอยู่แล้ว
ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น
มากพอจะเห็นเป้าหมายเฉพาะตัว
หมกตัวกับงานและการคิดด้านดี
จนเกิดไอเดียที่แตกต่างเฉพาะตน
คุณจะเป็นสุขตั้งแต่เริ่มเดินเตาะแตะ
กับจะยิ่งสุขเมื่อไฟลุกจนต้องวิ่ง
และไม่ใช่วิ่งตามก้นใคร
แต่วิ่งตามใจตนเองไปสู่เป้าหมายข้างหน้า!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะเทียบเขาเทียบเรา
ให้เทียบกับคนที่ด้อยกว่า
และอย่าแค่คิด อย่าแค่นึกๆเอาว่า
ยังมีคนน่าเห็นใจกว่าเราเยอะ
ให้ลงไปช่วยพวกเขา
ให้ยื่นมือ ให้ออกแรงจนเหนื่อย เพื่อพวกเขา
หรือจนกว่าจะเห็นชีวิตพวกเขาดีขึ้นกับตา
เป็นที่ชื่นใจเองกับตัว

นั่นแหละ โรคเทียบเขาเทียบเรา
ถึงจะค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ตาสว่าง
เห็นชีวิตตัวเองดีพอจะช่วยคนอื่นได้อยู่แล้ว
ไม่นึกอยากแลกชีวิตกับคนน่าอิจฉาไหนๆ
เพราะไม่อยากได้ส่วนดีที่น่าอิจฉามาเป็นของตน
แล้วต้องทนกับส่วนที่เป็นทุกข์ในชีวิตแทนเขา!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะมีชีวิตเพื่อเอาความสุขใส่ตัว
แค่เป็นคนธรรมดาสักคนก็พอ
อย่าตะเกียกตะกายยิ่งใหญ่ให้มาก
แต่ถ้าอยากยิ่งใหญ่จริง
ก็ต้องคิดทำชีวิตคนอื่นให้เป็นสุขยิ่งกว่าเราให้ได้!

ความคิดในหัวของคนดีนาทีเดียว
อาจกระเพื่อมออกไป
เป็นความเจริญของโลกได้นานนับศตวรรษ!

เงินหมดกดดันได้แค่ไหน?

marked-122316

เงินในบัญชี
ทำให้คุณรู้ตัวล่วงหน้าว่า
กำลังจะต้องเหนื่อยหนัก
หรือกำลังจะพักยาวได้

เงินในบัญชี
ช่วยให้คุณสบายใจ
หรือเค้นคอคุณให้อึดอัด
ในนาทีนี้ได้เลย

เงินในบัญชี
มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบัญชีใคร
บางคนจุดพลุฉลองเมื่อได้ล้าน
ขณะที่บางคนเหลือล้านต้องหน้าเศร้าหาปืน

เงินในบัญชี
ถ้าช่วยให้รู้สึกว่ามีมาก
หูตาจะกว้างขวาง ไอเดียปรูดปราด
เห็นช่องทางทำอะไรได้อีกมาก

เงินในบัญชี
ถ้ากดดันให้ต้องลนลานรีบหาเพิ่ม
จิตใจจะห่อเหี่ยว เนื้อตัวจะกระสับกระส่าย
รู้สึกเหมือนโลกมืดแปดด้านเดี๋ยวนั้น

เมื่อหน้ามืดมากๆ มองไม่เห็นอะไรในชีวิตเลย
คุณจะเผลอคิดว่าเงินในบัญชีคือระดับชีวิต
คุณอดไม่ได้ที่จะโยงเข้ากับค่าของชีวิต
หรือย่ำแย่หนักที่สุด คือนึกว่ามันคือทุกสิ่งในชีวิต
เมื่อใดที่รู้สึกว่าเงินหมด แปลว่าหมดทุกสิ่ง

หากเกิดนาทีมืดชนิดนั้นขึ้นมา
ให้ลองนั่งลิสต์สิ่งที่เหลืออยู่ดูสักสองสามนาที
คิดให้ออก บอกตัวเองให้ถูก
คุณยังมีใครสักคนที่แคร์คุณไหม?
คุณมีใครบางคนที่ต้องแคร์เขาไหม?
คุณมีความรู้อะไรบ้าง?
คุณมีความสามารถอะไรไปทำเพื่อคนอื่นได้บ้าง?
คุณมีเป้าหมายภายในให้ใจสว่างบ้างหรือเปล่า?

ตกลงไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆหรือ?

การนั่งเขียนรายการสิ่งที่เหลืออยู่
จะช่วยให้สมองที่ปิดแคบ
เปิดกว้างได้อย่างน่าแปลกใจ
แม้ไม่ถึงขนาดโล่งอก
แต่ก็ช่วยให้ตาสว่าง เห็นทางเป็นไปได้จริงที่จะเดิน
อย่างน้อย ก็สร้างความรู้สึกฉงนใจให้กับตนเองได้ว่า
ทำไมพอตัวเลขในบัญชีเหลือน้อย
ถึงกับทำให้หน้ามืดราวกับไม่เหลืออะไรในชีวิต
ทั้งที่ชีวิตยังมีอะไรที่เลอค่าให้หน้าสว่างได้อีกมาก

ข้อสรุปนี้ ชัดเจนยิ่ง
กับคนที่มีธรรมะอยู่จริงๆในใจ
เหลือธรรมะน่ะ เหลือจะพอที่สุดในชีวิตแล้ว
มีธรรมะน่ะ มีดีที่สุดในชีวิตแล้ว
ตัวเลขกับระดับชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ!

โลกใหม่ในวันก่อนคริสต์มาส



marked-122216

ชุดซานตาคลอสสำหรับฝรั่ง
ถือเป็นเครื่องหมายของการให้ทาน
ชนิดที่ช่วยให้เด็กๆมีความสุข มีความสมฝัน
มีความระทึกใจ มีความยินดีปรีดา
อันเกิดจากการได้เห็นกล่องของขวัญ
และเมื่อได้แกะกระดาษเผยสิ่งที่อยู่ในกล่อง

เด็กทุกคนชอบของขวัญ
และจะดีใจเป็นที่สุด
หากของขวัญคือสิ่งที่อยากได้มานาน
แต่สำหรับเด็กบางคน
ทั้งหมดที่อยากได้เป็นของขวัญ
คือการได้เจอซานตาคลอสเป็นครั้งสุดท้าย...

เอริก ชมิตต์-แมตเซน (Eric Schmitt-Matzen)
ชาวรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา
นับว่าหุ่นให้แถมหน้าตาใช่
เมื่อแต่งชุดแดงประกอบหนวดเคราขาวของจริง
เด็กเห็นแล้วเชื่อเลยว่านี่แหละ ซานต้าตัวจริง
เขาเลยได้อยู่บนเส้นทางให้ทานตามเทศกาล
แต่งชุดแดงแจกของเด็กในช่วงคริสต์มาสมาเรื่อย

ในปี 2016 นี้ เขาได้รับการร้องขอ
จากพยาบาลที่รู้จักกันคนหนึ่ง
ให้ไปหาเด็กชายวัย ขวบที่โรงพยาบาล
ซึ่งกำลังเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย

พอไปถึงห้องไอซียู
เอริกก็ขอให้ทุกคนออกจากห้องไปทั้งหมด
เพื่อเขาจะได้มีสมาธิอยู่กับเด็กตามลำพัง
เพราะเกรงว่าเมื่อเห็นญาติๆร้องไห้
เขาจะไม่สามารถเล่นบทได้เนียนนัก

เอริกเริ่มต้นพูดกับเด็กน้อยที่อยู่ในสภาพใกล้หลับว่า
"ฉันได้ยินว่าหนูกำลังจะพลาดคริสต์มาสปีนี้
แต่เชื่อเถอะว่าไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
ทำไมรู้ไหม?
เพราะหนูเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของฉัน!"

เด็กมองเอริกแล้วถามว่า "จริงเหรอ?"

"ใช่สิ!" จากนั้นเอริกก็ให้ของขวัญ
ซึ่งเด็กแทบจะแกะห่อของขวัญไม่ไหว
แต่พอเห็นสิ่งที่อยู่ในกล่อง เด็กก็ถึงกับยิ้มใส
"พวกเขาบอกว่าผมกำลังจะตาย
ทีนี้ผมอยากรู้ว่าพอไปถึงโลกใหม่
ผมจะต้องพูดกับใครว่ายังไงมั่ง?"
แทนคำตอบ เอริกขอเด็กว่า
"เอางี้! เธอจะช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?"
"แน่นอนครับ!"
"พอเธอไปถึง ช่วยบอกคนที่นั่นว่า
เธอเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของซานต้า
รับรองว่าพวกเขาจะให้เธอเข้าไปแน่นอน!"
"จริงหรือครับ?"
"รับรองเลย!"

พอซานต้าสร้างความเชื่อมั่นให้อย่างนั้น
เด็กน้อยก็พยายามดึงตัวขึ้นนั่งเพื่อสวมกอดเขา
และระหว่างอยู่ในอ้อมแขนของเอริก ก็ถามสั้นๆว่า
"ซานต้า คุณจะช่วยผมได้ไหม?"

ซานต้าได้แต่กอดตอบเด็กอย่างอ่อนโยน
เพราะก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้
เด็กน้อยก็ขาดใจจากไปเสียแล้ว
แน่นอน... ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นครั้งสุดท้าย
ในอ้อมกอดของซานต้าที่เด็กน้อยอยากพบ

เด็กหลายคนในโลก
รู้จักของขวัญแค่ไม่กี่ครั้ง
ก็ต้องจากตายหายไปเสียแล้ว
เป็นความจริงที่ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังเลือกเชื่อเอาเองว่า
นั่นคือเรื่องบังเอิญโชคร้าย
เป็นเรื่องที่เบื้องบนกำหนด
หรือเป็นเรื่องของอุปฆาตกรรมเผล็ดผล

สำหรับเอริก
เขาได้ทำกรรมง่ายๆ แค่เดินเข้าไปหาเด็ก
แต่กรรมแบบนี้ยากที่ใครจะมีโอกาสได้ทำ
เสื้อผ้าหน้าผมต้องลงตัว
แล้วเด็กก็ต้องถึงเวลาไปในช่วงใกล้คริสต์มาสด้วย

ไม่ว่าศาสนาไหน เชื่อแบบใด
ต่างคนต่างก็กำลังกระทำบางสิ่งกับใครบางคน
ด้วยเจตนาดี หรือด้วยเจตนาร้าย
ซึ่งนั่นเองคือความหมายของการทำกรรม
กรรมจึงเป็นคำกลางๆที่ไม่เลือกศาสนา
ส่วนผลของกรรมเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ
เปิดให้ดูบางส่วน แต่ปิดบังส่วนใหญ่ให้คลุมเครือ
ได้แต่ยอมให้ดูแค่สัญลักษณ์บอกใบ้ ประเภท
เกิดดี มีพร้อม และตายช้าอย่างเป็นสุข
หรือเกิดไม่ดี มีไม่พร้อม แถมตายเร็วอย่างเป็นทุกข์
หรืออีกทีก็เกิดดี มีบ้าง อาจตายเร็ว แต่ก็เป็นสุขได้

ช่วงเกิดช่วงตายนั่นแหละ
ที่คุณจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริง
นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรารู้เห็นด้วยหูด้วยตาอย่างเดียว
รวมทั้งถูกเตือนให้ระลึกว่า
ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ก้มหน้าก้มตารับกรรม
แต่มีไว้ให้สู้กับกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่
เพื่อจะได้อุ่นใจในชั่วขณะแห่งจิตใกล้ลากับเขาบ้าง!

---
อ้างอิง
http://www.knoxnews.com/story/entertainment/columnists/sam-venable/2016/12/11/sam-venable-santa-grants-final-wish/95091356/

คนพาลรู้สึกฉลาดเมื่อว่าคนอื่นโง่

marked-122116

เมื่อเจริญสติ
กระทั่งสติเริ่มชนะอารมณ์พาลได้
ผู้เจริญสติจะเห็นความจริงประการหนึ่ง คือ
อารมณ์พาลเป็นของมืด
เป็นตัวพอกพูนโมหะ
ห่อหุ้มจิตให้หลงผิดคิดพลาดกันได้แบบตื้นๆ
ประเภทอยากด่า
ตั้งข้อหาว่าเขาโง่ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายกำกับ
หรืออยากเกรี้ยวกราดโดยไม่ต้องสมเหตุสมผล
ซึ่งแบบนั้น ถ้าขุดหาเหตุผลกันจริงๆ
ก็จะพบว่าไม่ใช่เหตุผลทางความคิด
แต่เป็นเหตุผลทางอารมณ์
คือแค่อยากอวดฤทธิ์ อวดอำนาจ ง่ายๆแค่นั้น

หากเคยมีประสบการณ์
ร่วมขบวนการแบ่งพรรคแบ่งพวกด่าทอกัน
คุณจะเข้าใจข้อเท็จจริงทางอารมณ์ชนิดนี้ได้ดี
พอแบ่งข้าง ก็ต้องเข้าข้างกัน
ข้างตัวเองผิดต้องทำเป็นหรี่ตาลง
แต่อีกข้างยังไม่ทันผิด ก็เปิดตาเสียกว้าง
ต่อให้ถูก ก็ต้องแกล้งโยงนั่นโยงนี่
บิดเบือนให้กลายเป็นผิดจนได้

เราทุกคนต่างสุ่มเสี่ยงที่จะไปยืนตรงจุดหนึ่ง
ที่เป็นต้นทางของความเป็นพาล
ไม่ว่าจะด้วยความแบ่งเขาแบ่งเราระดับบ้าน
ระดับออฟฟิศ ระดับอุดมการณ์ทางการเมือง
หรือแม้กระทั่งระดับศรัทธาทางศาสนา

เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเอง
ต้องหลงไปเดินบนเส้นทางคนพาล
ก็เพียงตกลงกับตนเองไว้ว่า
เราจะไม่ไหลตามน้ำ เช่น
พรรคพวกตัวเองผิด ต้องไม่แกล้งพูดว่าถูก
พรรคพวกอีกฝ่ายถูก ต้องไม่แกล้งพูดว่าผิด
พอถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด
จิตก็ไม่บิดเบี้ยวแบบพาลแล้ว

อีกประการหนึ่ง
เมื่อขัดแย้งกันด้วยมุมมอง
คุณต้องรู้ว่ามุมมองที่ต่างกันไม่ใช่ความโง่
การด่าสั้นๆว่าอีกฝ่ายโง่ต่างหาก
ที่ทำให้จิตตัวเองมืดลง
ขังจิตตัวเองไว้กับกล่องแคบๆได้
เห็นได้ง่ายๆจากความปักใจยึดมั่นเหนียวแน่น
เชื่อว่าเขาโง่แน่ๆ อยากด่าว่าเขาโง่
แต่ไม่อยากให้เหตุผลว่าเขาโง่อย่างไร
โง่ เพราะเชื่อต่างกับเราที่ฉลาด
โง่ เพราะไม่รู้จักยอมรับความจริง
หรือว่าโง่ เพราะพูดตรงกับความจริงที่เราไม่อยากรับ

วิธีง่ายๆที่จะหลุดจากกล่องมืดๆที่คับแคบได้
คือ ลองขุดให้พบสิ่งที่อีกฝ่ายรู้
ลองสมมุติให้ตัวเองยืนข้างเดียวกับอีกฝ่าย
ต้องเข้าข้างกัน ต้องพูดแก้ต่างให้กัน
ลองหาคำอธิบายให้ได้สักสองสามข้อว่าทำไม
อีกฝ่ายถึงเชื่ออย่างนั้น คิดอย่างนั้น ยึดอย่างนั้น

สำรวจไปสำรวจมา
คุณจะพบว่าใจที่รู้เหตุ รู้ผล
มักไม่ผลิตคำสั้นๆที่ตื้นเขินออกมาด่ากัน
แต่จะมีความกรุณา มีแก่ใจผลิตคำอธิบายดีๆ
เห็นใครเข้าใจผิด ก็คิดเปลี่ยนให้เป็นถูก
ไม่ใช่คิดด่าให้เจ็บใจ
หรือเมื่อเห็นใครเข้าใจถูกแบบของเขา
แม้ไม่ถูกใจเรา ก็เย็นพอที่จะคุยกันว่า
เขาเห็นอย่างไร เราเห็นอย่างไร
กับทั้งมีทางเจอกัน
จุดที่เห็นเหมือนกันได้อย่างไร
นั่นแหละ! ความฉลาดทางการคิดที่แท้จริง
และนั่นแหละ ความฉลาดทางจิตที่เพิ่มขึ้น
จากการเอาชนะโมหะในตนเองได้!

โอ๋มากเท่ากับยุให้งอนมาก

marked-122016

เมื่อเกิดอารมณ์งอน
จิตใจคนเราจะหุบตัวเข้าหลบใน
ไม่ต่างจากไมยราบถูกกระทบ
รู้สึกห่อเหี่ยว
อยากก้มหน้าก้มตารอรับพลังปลอบ
หรือบางทีก็อยากแอบร้องไห้คนเดียว
ด้วยความอยากให้ใครบางคน
รู้ว่าฉันร้องอยู่ตรงนี้ มาหาหน่อย

อารมณ์งอน
จะทำให้จิตใจเราผิดปกติแปลกๆ
บางทีทำอะไรที่ตรงข้ามกับใจ
เช่น เมื่อเขาหรือเธอมาง้อ
พอเห็นหน้า แทนที่จะแสดงความดีใจ
กลับทำเป็นไม่สน หรือชักสีหน้าเหมือนรังเกียจ

อารมณ์งอน
ปรุงแต่งจิตให้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมืด
ตัวเล็กลีบ ไร้ค่า ไร้ความสามารถเอาตัวรอดเองได้
รอรับแสงสว่าง หรือรอมือช่วยฉุดท่าเดียว

ประเด็นคือ เมื่ออารมณ์งอนเป็นความดิบ
เป็นม่านมืดที่ครอบงำใจ
ปรุงแต่งจิตใจให้ผิดปกติ
ถ้าไม่ได้รับการเยียวยาเลย
ก็กลายเป็นคนเก็บกด
รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก อยากตาย
แต่ในทางตรงกันข้าม
หากได้รับการบำรุงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้งอกเงยเกินไป
ในที่สุดก็กลายเป็นเด็กอารมณ์ดิบ
ควบคุมตัวเองไม่ได้ งอนแล้วต้องมีใครโอ๋ท่าเดียว
แถมติดใจ หายงอนแล้วอยากถูกโอ๋อีกบ่อยๆ
เลยหาเรื่องเป็นคุณหนูอารมณ์ร้าย
เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามาเป็นเรื่อง
เพียงเพราะอยากมีค่า อยากให้แฟนเอาใจ
อยากได้โมเมนต์งอนแล้วถูกโอ๋อีก

คุณสังเกตเห็นความจริงได้เสมอว่า
ทุกยุค ทุกเพศ ทุกวัย
คนขี้งอนมีอยู่สองพวก
พวกหนึ่ง เหมือนไม้ตายซาก แห้งเหี่ยว
ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครอยากเหลียวแล
อีกพวกหนึ่ง เหมือนแม่เหล็กดึงดูด ทรงพลัง
มีแรงดึงดูดเรียกแขก มีแต่คนอยากปรี่เข้ามาโอ๋

หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าเมิน
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องให้กำลังใจตัวเอง
เติมน้ำใจให้ตัวเองมีมากพอจะรินออก
หรือเอาชนะอัตตาตัวเองที่ไม่อยากเป็นฝ่ายง้อ
ยอมง้อเสียหน่อย หรือให้ดีคือยิ้มแย้มสดใสให้มาก
เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกชุ่มชื่นบ้าง
กลับมีความเข้มแข็งขึ้นได้บ้าง
พูดง่ายๆ เป็นการยกช้างขึ้นจากหล่ม
เขาหรือเธอจะนึกขอบคุณ
แล้วคุณจะกลายเป็นคนรักที่แสนดีในดวงใจ
กับทั้งอยากตอบแทนกลับแบบที่คุณคาดไม่ถึง

แต่หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าง้อ
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องห้ามใจตัวเอง
ดูจังหวะ หรือหาวิธีเหมาะ
ที่จะจัดการกับอารมณ์ดิบด้านของคนรัก
เช่น พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชวนทำอะไรตามปกติ
อย่าใช้เสียงออดอ้อนประเล้าประโลมมาก
หรือถ้าพูดด้วยแล้วเจอปฏิกิริยาเฉยจัด
เหมือนจิตดิ่งแน่วอยู่ในปราการความเย็นชาไม่เลิก
ก็อย่าพูดต่อ ทำเป็นไม่สน ทำทีไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง
เขาหรือเธอจะอึดอัดตัวเอง
แล้วเกิดขณะแห่งการคิดได้ คิดดี
ในที่สุดก็เลิกงอนเพราะอยากหายอึดอัดไปเอง
พูดง่ายๆ รอให้อึ่งอ่างพองลมจนตัวใกล้แตก
พอกลัวตัวแตกเดี๋ยวก็ยุบลงมาเอง
แล้วก็ไม่มาเกิดความเคยชิน
คาดหวังเรียกร้องอะไรจากคุณผิดๆอีกบ่อยๆ!