สวดมนต์ให้เต็มปากเต็มคำ

11173328_877398692317290_8274184133137377026_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม : สวดมนต์บทไหนจึงจะตรงกับจริตเราคะ

ดังตฤณ :
ตรงจริตก็ไม่ผิด
แต่ถ้าคิดว่าอิติปิโสเป็นบทที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลก
เพราะมีแต่การแผ่ออกด้วยการสรรเสริญ
ไม่มีการเอาเข้าด้วยใจหวังผล
อันนี้ก็ยิ่งแน่ใจได้ว่าถูกทางเต็มร้อยครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ควรเริ่มสวดจากบทไหน ตามลำดับก่อนหลังคะ

ดังตฤณ :
อิติปิโส นี่แหละ บทเดียวเอาอยู่
ลองเข้าไปฟังตัวอย่างการสวดเต็มเสียง
ตามลิงก์ที่ให้ไว้บรรทัดสุดท้ายด้วยนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : สวดบทอื่นอยู่ค่ะ จำเป็นต้องท่องอิติปิโสอีกไหมคะ

ดังตฤณ :
ลองดูหลายๆบทก็ได้ครับ เอาวันละบทสวดเดียว
สวดจนกว่าจิตจะสงบ แล้ววันรุ่งขึ้นลองบทใหม่
เทียบกันวันต่อวันว่าจิตเป็นอย่างไร
ถ้าแบบไหนเบิกบาน สดชื่นที่สุด
ก็ให้ยึดบทนั้นไว้เป็นหลักชัย บทอื่นเป็นโบนัส

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : สวดมนต์แล้วรู้สึกมึนๆทึบๆ ไม่โปร่งโล่ง ไม่มีสมาธิเลยค่ะ

ดังตฤณ (คัดลอกข้อความบางส่วน) :
..
อาจเป็นเพราะว่าก่อนสวดมนต์
เราทึบๆ มึนๆไม่โปร่งโล่งอยูก่อนก็ได้
แต่เพิ่งมาเห็นชัดเจนเมื่อสวดมนต์แล้ว

..
หรือถ้าหากว่าเราตั้งใจมากเกินไป
หรือถ้าหากว่าเราสวดแบบเคลิ้มๆ
มันก็มีอาการฝืนๆอยู่โดยไม่รู้สึกตัว
พอความฝืนมันสะสมตัวไปมากเข้ามากเข้านะ
เมื่อสวดเสร็จ ก็เกิดเป็นอาการมึนๆ ทึบๆ ขึ้นมาได้

..
หรือถ้าสวดออกเสียงแบบพึมพำๆ
เสียงยิ่งมัวเท่าไหร่นะ
จิตใจคุณก็จะยิ่งมัวตามไปเท่านั้น

..
แต่ถ้าหากว่าคุณสวดแบบเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำ
แบบที่มีความอาจหาญ
มีความมุ่งมั่นที่จะผูกใจอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
เหมือนกับเราตั้งใจถวายแก้วเสียง
เป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และก็สังฆบูชาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
โดยส่วนใหญ่แล้วจิตจะมีความโปร่งโล่ง
จิตจะมีความตื่น จิตจะมีความเบิกบานเป็นสติขึ้นมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : แล้วถ้านั่งรถเราสวดในใจทำได้ไหม

ดังตฤณ :
ให้ผลไม่เหมือนกันครับ
ถ้าจิตสะอาดจากคลื่นความฟุ้งและมีกำลังใจหนักแน่น
การสวดในใจมีผลเป็นเครื่องตรึงจิตให้เป็นสมาธิ
แต่ถ้าจิตยังฟุ้งๆยุ่งๆอยู่
การสวดจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคลื่นความฟุ้ง

..
อยู่ในรถ หากอยากหาอะไรบริกรรมในใจ
ควรเป็นคำสั้นๆเช่น พุทโธ มากกว่าสวดมนต์ครับ

..
อยู่บนรถ สร้างความเคยชินใหม่
โดยทำความรู้สึกถึงท่านั่ง คอตั้งหลังตรง รู้สึกถึงลมหายใจ
จะดีกว่าบริกรรมมากครับ
ลองฟังไปด้วยทำตามไปด้วยดูนะ
https://soundcloud.com/dungtrin/01-1

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ต้องสวดคำแปลด้วยไหมคะ

ดังตฤณ :
ไม่จำเป็นครับ แค่รู้ความหมายไว้ในใจเป็นหลักตั้งต้นก็พอ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : จะสวดยังไง ไม่ให้ใจวอกแวกค่ะ

ดังตฤณ :
อย่าตั้งใจสวดให้ไม่วอกแวก
เพราะจะยิ่งพะวง เพิ่มความวอกแวกเข้าไปใหญ่
ให้คิดว่าจะดูซิ สวดหลายๆรอบ
แล้วแต่ละรอบวอกแวกมากหรือน้อยกว่ารอบก่อน
พอเห็นความไม่เที่ยงของจิต
สติที่บังเกิดจะเป็นสติชั้นสูงถึงแม้เกิดแค่แวบสองแวบ
ก็มีพลังลดทอนความวอกแวกลงมหาศาลแล้วครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : จะรู้ได้อย่างไรคะว่าเราสวดถูกต้องและได้อานิสงส์จากการสวด

ดังตฤณ :
จะสวดอย่างไร ให้ดูที่ความเบิกบานแห่งจิตครับ
เมื่อสวดแล้วได้ผลเป็นสุข เป็นที่ตั้งของสมาธิได้
ก็นับว่าชีวิตรุ่งเรืองออกมาจากภายในแล้วทั้งนั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ที่่ใครๆบอกว่าสวดอิติปิโสเท่าอายุ+ ต้องสวดจากท่อนไหนถึงท่อนไหนคะ

ดังตฤณ :
ถ้าสวดแบบจะให้เกิดสมาธิ ช่วยเจริญสติจริงๆ
ต้องไม่ใช่ด้วยการกำหนดจำนวนรอบตายตัวที่มีการฝืนทนให้ถึงๆไปที
แต่ต้องเป็นจำนวนที่ทำให้เรารู้สึกดี สบายๆอยู่ได้

เช่น สวดแค่ จบ
แล้วคิดว่าจะดูแต่ละรอบ จิตต่างกันยังไง
ฟุ้งมาก ฟุ้งน้อยลง
กลับมาหนักขึ้นอีก กลับไปเบาลงอีก ฯลฯ
เห็นความไม่เที่ยงของจิตแต่ละรอบ
จะได้ประโยชน์ในเชิงเจริญสติ
ซึ่งเป็นแก่นสารของพระศาสนาที่แท้จริงครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : นั่งสมาธิก่อนหรือสวดมนต์ก่อนดีคะ

ดังตฤณ :
ถ้ากำลังเครียด สวดก่อนดีกว่าครับ
แก้วเสียงที่เปล่งออกมาแบบสวดมนต์
จะช่วยคลายประสาทและกล้ามเนื้อได้จริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ผมตั้งใจสวดมนต์ให้รู้ถึงการการเกิดและการเดินทางของเสียง แต่รู้สึกเหมือนบังคับลมหายใจครับ

ดังตฤณ :
อันนั้นเป็นการจดจ่อกับรายละเอียดหลายประเภทเกินไปครับ
การเข้าโฟกัสสมาธิที่ดี เริ่มต้นต้องมีอะไรแค่อย่างเดียวให้จับรู้
เช่น รู้สึกถึงสิ่งที่โดดเด่นที่สุดอย่างความสะเทือนของแก้วเสียง
ไม่ต้องดูอย่างอื่น พอรู้สึกถึงแก้วเสียงเป็นศูนย์กลางได้
ก็จะเห็นว่ามีส่วนอื่นตามมาอยู่ในความรับรู้ไปเอง
เช่น ท่านั่งสวด หลังตรงหรือหลังงอ การขยับริมฝีปาก การหายใจ ฯลฯ

สรุปคือ ต้องได้ศูนย์กลางการโฟกัสก่อนครับ
พอจิตใหญ่ขึ้น (เพราะเป็นสมาธิมากขึ้น)
การรับรู้ก็จะขยายขอบเขตออกไปเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : การสวดมนต์ด้วยการรู้คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ย่อมชำระล้างจิตให้สะอาดได้ใช่ไหมคะ

ดังตฤณ :
พอจิตของเราเกี่ยวข้องกับความสว่างแบบไหน ใจก็สว่างแบบนั้น
เมื่อบูชาผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ใจเราย่อมมีส่วนแห่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ขจัดมลทินไปในตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ต้องสวดกราบพระรัตนตรัยและสมาทานศีล ก่อนไหมคะ

ดังตฤณ :
ไม่จำเป็นครับ อยากสวดก็สวดเลย ที่ไหนก็ได้ด้วยซ้ำ

แต่การทำจิตให้ประณีต
ต้องมีพิธีรีตองทำความเคารพให้จิตอ่อนน้อมก่อน
จึงมีการก้มกราบสามครั้งให้อัตตาเบาบางลง
ความกระด้างแห่งจิตอ่อนโยนลง

ส่วนการสมาทานศีลนั้น
แค่ตั้งใจแน่วแน่ว่าวันนี้เราจะไม่ละเมิดศีลข้อไหน
ก็ดีกว่าท่องสมาทานศีลเป็นบทเป็นบาทมากแล้วครับ

..
การสวดอย่างถูกต้องจะช่วยสะสางจิตให้สะอาด
จิตที่สะอาด จะอยากรักษาศีลด้วยตนเองโดยความสมัครใจ

การสมาทานศีลที่ดีที่สุด
คือการตั้งใจจริงในการไม่เอาบาป
ถามว่าเมื่อใดที่ใจไม่อยากเอาบาป
ก็คือตอนที่จิตใจสะอาด รู้สึกดีกับความสะอาด
กระทั่งไม่อยากเสียความสะอาดไป
เพื่อแลกกับความรู้สึกอดใจไม่ได้ทั้งหลาย

การสมาทานศีล
คือการตั้งใจรักษาศีลด้วยการปฏิบัติจริงทางกายและวาจา
มีความสำคัญและจำเป็น
ในช่วงที่จิตใจเรายังไม่มั่นคง พร้อมจะหวั่นไหวกับสิ่งยั่วยุ
นิยมทำต่อหน้าพระ เหมือนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นพยาน
แต่ที่สุดแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายใน
คือใจของเราที่สว่างเป็นกุศล เป็นพยานให้กับตนเอง
และจะเป็นพี่เลี้ยงคอยเตือนตัวเองเป็นเงาตามไป
ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดภายนอกที่ช่วยเราได้มากไปกว่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : เครียดมากๆเสียใจมากๆ แค่จะเริ่มสวดยังทำไม่ได้เลย

ดังตฤณ :
สวดเองไม่ไหว ลองฟังเสียงคนอื่นสวดก่อนก็ได้ครับ

บทสวดอิติปิโสพร้อมคำแปล http://bit.ly/itipiso
เสียงสวดอิติปิโสคุณดังตฤณ http://bit.ly/Itipiso
(
เสียงสวดเริ่มต้นนาทีที่ .๒๑)

อย่าฝืนใจรักพ่อแม่

1555450_874943565896136_5494047433953215780_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม - อกตัญญูไหมที่ไม่รักพ่อ?
เนรคุณไหมที่เกลียดแม่?
ผิดไหมถ้ารักพ่อมากกว่าแม่?
บาปไหมที่ดีใจเมื่อรู้ว่าแม่กำลังจะตาย?

รวบรวมคำตอบจากหลากบทความของดังตฤณ :

..
ก่อนอื่นให้มองตามจริง
ว่าความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้

..
ความรู้สึกที่มีต่อใครเนี่ยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฐานะ
ไม่ใช่ว่าเป็นพ่อเป็นลูกเป็นญาติกัน
แล้วแปลว่าจะต้องรักกันหรือว่ามีความชื่นชม

..
ถ้าตัดคำว่าพ่อ ตัดคำว่าแม่ออกไป
เหลือแต่ความกระทบกระทั่งระหว่างคนกับคน
ก็อย่าแปลกใจถ้าจะมีอารมณ์ต่อกัน
เป็นความขัดเคืองบ้าง ความโกรธบ้าง
ความแหนงหน่ายไม่อยากรักบ้าง
หรือกระทั่งความชิงชังรังเกียจเดียดฉันท์บ้าง

..
อย่าไปตั้งโจทย์ให้มันผิด
ถ้าตั้งโจทย์ผิด
ชีวิตถึงขั้นที่ไม่มีทางจะเป็นสุขได้เลยสักวันเดียว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
บางสิ่งบางอย่างในสังคมปัจจุบัน
ก็ยากที่จะให้อภัย ซึ่งมีอยู่มากมาย
เช่น บางคนรับกรรมที่เคยทำกับลูกไว้ในครั้งก่อนๆ
ต้องมาเกิดกับพ่อแม่ที่ทำเรื่องเลวร้ายกับตน
เช่น เมาเหล้า ทุบตี
มีพ่อเป็นผีพนันหันมาปล้นเงินคนในบ้าน
มีพ่อที่ทำบัดสีบัดเถลิงกับลูกที่ไม่มีทางขัดขืน
มีแม่ที่ขายลูกสาวกิน
กรณีเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะมีกำลังใจตอบแทนพระคุณเลย
แค่ห้ามใจไม่ให้คิดฆ่าพ่อแม่ตัวเองก็นับว่ายากแล้ว

..
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ใช่ความผิดของสังคม
ที่คนส่วนใหญ่พากันชื่นชม
รำลึกนึกถึงพระคุณของพ่อแม่
ถึงขนาดที่เกือบทุกชาติทุกภาษา
จัดให้มีวันพ่อ วันแม่ เป็นประจำทุกปี
สะท้อนให้เห็นว่าโลกของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงนั้น
เขามองกันว่าพ่อแม่เป็นผู้มีบุญคุณยิ่งใหญ่
ขนาดสมควรที่จะไม่ลืมจัดวันพิเศษเพื่อบูชาพวกท่าน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
อย่าเค้นใจให้รักพ่อแม่
เพราะจะเหนื่อยเปล่า และยิ่งทรมานใจขึ้น
แต่เข้าใจเพื่อเห็นค่าพ่อแม่
แล้ววันหนึ่งจะเข้าถึงความรู้สึกที่ถูกต้อง
เป็นสุขที่ได้เป็นมนุษย์เต็มตัวสมเกียรติภูมิกัน

..
พ่อแม่มีชีวิตต่อได้ถ้าไม่มีคุณ
แต่คุณมีชีวิตขึ้นมาไม่ได้ถ้าขาดพ่อแม่!

..
หาค่าของชีวิตให้เจอ แล้วคุณจะได้ตระหนัก
ว่าคุณมีชีวิตขึ้นมาหาค่าของชีวิตไม่ได้
ถ้าปราศจากพ่อแม่

..
คนเราจะทราบว่าตนมีใจสูงหรือใจต่ำ
ก็ดูง่ายๆว่าจำได้หรือเปล่า
ว่าพ่อแม่สำคัญแค่ไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
ธรรมชาติสร้างให้เราจำสิ่งที่เราเคยทำไว้ในอดีตชาติไม่ได้
ก็เลยไม่มีทางทราบได้เลย
ว่าการถูกข่มเหงรังแกในบ้านโดยพ่อแม่ตนเอง
คือการแสดงตัวโจ่งแจ้งของกรรมเก่า
คุณอาจทำแบบนี้กับลูกของตัวเองหรือลูกคนอื่น
เมื่อทำใจไม่ได้ว่านั่นคือกรรมเก่า
เลยผูกใจอาฆาตแล้วกลายเป็นปมพยาบาท
ระหว่างคนในครอบครัวยากมากๆที่จะถ่ายถอน

..
พี่อยากให้น้องเห็นว่า
พ่อแม่ของเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดา
มนุษย์ธรรมดาต้องติดอยู่กับอะไรอย่างหนึ่ง
ที่เป็นเรื่องของอารมณ์และความยึดติด
เมื่อเห็นความจริงนี้ได้ ก็ให้อภัยได้ ไม่ถือสาได้
ขอให้มองด้วยว่าเราจะเป็นทุกข์กับกรณีนี้เพียงใด
ก็ขึ้นอยู่กับความถือสาของเราเป็นสำคัญ

..
สำหรับคนเกลียดพ่อแม่
แค่มีแก่ใจทำความเข้าใจที่มาที่ไปของพ่อแม่
ให้อภัยในความร้ายกาจของพวกท่านได้
ก็นับว่าปรับใจเข้ากับความประเสริฐแบบมนุษย์
อันเป็นธาตุแท้ของคุณได้แล้ว

..
ใจที่สามารถเห็นใจคนอื่น
ใจที่สามารถอภัยพ่อแม่ คือใจที่ดีพอเสมอ
และจิตใจที่ดีพอนั่นเอง จะเป็นต้นเหตุ
แห่งรายละเอียดทางคำพูดและการกระทำที่พอดี

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
ให้อภัยในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า
เรารู้สึกเหมือนกับเคลียร์ โล่ง ปลอดโปร่ง
ไม่มีความรู้สึกอันเป็นลบเลย ไม่ใช่อย่างนั้นนะ
แต่หมายความว่าเรามีความเข้าใจในฐานะลูก
ว่าท่านให้กำเนิดเรามา ท่านเป็นรากของชีวิต

..
พ่อแม่คือรากของชีวิต
ถ้าไม่บำรุงราก ชีวิตก็ยากจะเจริญ

..
การที่คุณอาฆาตพ่อแม่อย่างรุนแรง
ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม
ชีวิตคุณเหมือนจะมีบาดแผลใหญ่ ทำอะไรก็ยาก
ถึงแม้บุญเก่าหนุนให้รุ่งเรืองก็ต้องมีอันเป็นทุกข์
ไม่สุขใจจากความรุ่งเรืองนอกกายดังกล่าว

..
สำหรับพ่อแม่เป็นข้อยกเว้นพิเศษ
ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไร ถ้าทำคุณกับพวกท่าน
ก็ได้ผลเป็นความสุขความเจริญ
เพราะได้ชื่อว่ารู้คุณคน
ได้ชื่อว่าตอบแทนผู้ควรตอบแทน
ได้ชื่อว่าใช้หนี้อันควรใช้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
น้ำหนักของกรรมดีที่คุณทำกับพ่อแม่
จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ
แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆเล่นงาน
ก็จะได้รับความช่วยเหลือผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

..
ถึงตรงนี้สรุปได้สั้นๆว่า
อย่ารู้สึกผิดถ้าไม่รักพ่อแม่
แต่จะแย่มาก ถ้าไม่คิดตอบแทนบุญคุณพวกท่านเลย!

แต่งด้วยบุญ เลิกด้วยบาป

11149436_870025396387953_6014701995521153576_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม - รักแท้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร? คือการให้โดยปราศจากเงื่อนไขหรือเปล่าครับ?

ดังตฤณ :
ยิ่งเสียสละมากขึ้นเท่าไร
กระแสใจยิ่งแผ่ความเป็นสุขให้คนอื่นรู้สึก
และคุณเองจะรู้จักรักแท้ในแบบพุทธมากขึ้นเท่านั้นครับ

ฝึกให้ทานโดยปราศจากเงื่อนไข
ให้เพราะอยากให้บ่อยๆ
ฝึกอภัยด้วยการเห็นความพยาบาทเป็นโรคร้ายทางใจ
ความรักอันเป็นมหากุศลจะค่อยๆรินเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์เป็นจริงทุกกรณีหรือเปล่า? รักแบบไหนถึงจะไม่ทุกข์ครับ?

ดังตฤณ :
รักอันเจือด้วยราคะ คือ อาการยึดของจิต
จิตยึดเมื่อไร ต้นเหตุทุกข์ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

ส่วนรักด้วยเมตตา คือ ปล่อยอาการยึด
มีแต่ปรารถนาความไม่เบียดเบียน และความเกื้อกูล
อาการไม่ยึดของจิตก็คือคลายเหตุแห่งทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - คนเราได้แต่งงานกันด้วยเหตุผลอะไรคะ?

ดังตฤณ :
แต่งงานกันได้ไม่มีเหตุผลตายตัว
บางคนหน้ามืดเพราะกรรมเก่าดลใจก็มี
แต่แต่งแล้วอยู่กันได้รอดต้องดีต่อกัน
ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาใกล้กัน

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่าใครมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาใกล้เคียงกับเรา? และหากไม่ใกล้เคียงกัน จะปรับให้ใกล้มากขึ้นได้ไหมคะ?

ดังตฤณ :
ดูง่ายที่สุดก็ตรงศรัทธา
คนเราต้องมีศรัทธาในสิ่งดีงามตรงกันสักเรื่อง
ดูว่ามีกี่เรื่อง แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะปรับให้เข้ากันหลายๆเรื่อง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือคนที่ใช่’?

ดังตฤณ :
ถ้าต่างฝ่ายต่างใช่
ก็จะยินดีปรับเปลี่ยนตัวเอง ถมช่องว่างให้เต็ม
เปลี่ยนแง่ไม่เข้ากันหลักๆให้กลายเป็นเข้ากันได้ครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - เจอคู่แท้ที่มีลักษณะตรงตามที่คุณดังตฤณบอกทุกอย่าง แต่อายุห่างกันตั้ง ๓๐ กว่าปี ถ้าเราไม่ต้องการมีคู่ อยากอยู่อิสระ อย่างนี้เราจะหนีเขาพ้นไหมคะ?

ดังตฤณ :
คู่แท้เป็นแค่คำหลอกๆ
จริงๆมีแต่คู่บุญ หรือคนที่ใช่ที่สุดที่เราเลือก
แปลว่าถ้าใจเราไม่อยากมีคู่
ก็ไม่มีของแท้อะไรมาบังคับใจได้

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ถ้าคนแต่งงานกันได้เป็นเรื่องธรรมะจัดสรร
ครั้นเลิกกันแปลว่าธรรมะจัดสรรมาให้แค่นั้นหรือเปล่าคะ?

ดังตฤณ :
จำง่ายๆแล้วกันครับ
คนเราแต่งงานกันด้วยบุญเก่า
แต่เลิกกันเพราะบุญใหม่ไม่พอ
คนอยู่กันรอดเพราะเคยดีต่อกัน
และดีต่อกันอีกมากพอ

ยกโทษให้เขา คือเอาโทษออกจากใจเรา

11079633_864211040302722_5436692271136278665_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม - การเริ่มต้นให้อภัย มันยากจริงๆค่ะ

ดังตฤณ :
ที่ใจยังต้านกับการเริ่มฝึก
ก็เพราะมัวแต่คิดว่าเดี๋ยวมันได้ใจ
เดี๋ยวมันเอาอีก เดี๋ยวมันได้เปรียบ ฯลฯ
มีแต่คิดออกข้างนอก

ถ้าฝึกคิดเข้าข้างใน เดี๋ยวเราจะได้โล่ง
เดี๋ยวเราจะได้สุข
เดี๋ยวเราจะได้เห็นโลกโปร่งใสขึ้น ฯลฯ
อย่างนี้ แรงต้านลดฮวบฮาบแน่นอน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ทำได้บ้างไม่ได้บ้างนี่สิ

ดังตฤณ :
ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ดีกว่าไม่ได้เลยแน่ๆครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - บางทีรู้สึกให้อภัยคนไร้สำนึกไปก็ไร้ประโยชน์

ดังตฤณ :
ยังไงก็คุ้มที่จะฝึกนะ
ถึงแม้ไม่ได้อะไร ก็ได้ฝึกใจแน่ๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - อ่านแล้วเข้าใจ แต่หัดใจทำตามมันยากจริงๆ

ดังตฤณ :
ครั้งแรกยากจริงๆ ครั้งที่สองยากจริง ครั้งที่สามยาก
ครั้งที่สี่จะเหมือนคำว่ายากหายไปครับ

จริงๆแล้วเราควรจะอยากวางเรื่องหนัก
พร้อมจะวางเรื่องหนักลงมิใช่หรือ ?
สิ่งที่ห้ามเราไว้ไม่ให้วาง
ก็คือความเคยชินที่จะหวงแหนของหนัก

ถ้าน้องสร้างความเคยชินใหม่
ให้เวลาตัวเองนานๆ เป็นเดือนเป็นปี
โดยฝึกจริงๆจังๆไปทีละวัน
ในที่สุดก็ต้องเกิดความชินใหม่ที่จะวางลง
เห็นว่าการวางของหนักนั้น
ง่ายยิ่งกว่าง่ายไปแทนครับ

ยากเพราะไม่ชิน
ไม่ใช่ยากเพราะทำไม่ได้
อย่างที่คนชอบบ่นๆกันหรอกนะ

ทำได้ครั้งหนึ่ง
จะเป็นกำลังให้ครั้งต่อไป
และจะพบว่าแรงลมแห่งการอภัย
มีพลังหนักแน่นขึ้นเรื่อยๆครับ