เจริญสติเพื่อเห็นกิเลสอยู่เงียบๆ

13124959_1071056616284829_6001688894108204870_n

#บทความดังตฤณวิสัชนาโพสต์โดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : การฝึกอานาปานสติ มีวิธีดูอย่างไรว่าลมหายใจครั้งไหนสั้นหรือยาวกว่า ผมแยกไม่ออก นอกจากว่าลมหายใจนั้นจะห่างกันมากจริงๆถึงจะรู้ได้

ดังตฤณ:
เริ่มต้นแค่เอาความรู้สึกก่อนก็ได้ครับ
ยาว หมายถึง หายใจทั่วท้อง
สั้น หมายถึง หายใจไม่เต็มท้อง

เมื่อจิตตั้งมั่นมากขึ้น
เราจะมีความสามารถเทียบเคียงไปเองว่า
ลมหายใจนี้กับลมหายใจก่อน
อันไหนสั้นกว่า อันไหนยาวกว่า
(
บางทีอาจเท่ากันนานๆหลายลม)

พอรู้สึกได้จริงๆว่าลมไม่เท่ากัน
เราจะรู้สึกว่ามันเป็นแค่ธาตุพัดไหว
ไม่มีความเป็นตัวตน
จิตเหมือนห่างออกมาจากความยึดมั่นลมไปเอง
ซึ่งหลังจากนั้น เมื่อมีสติรู้กาย รู้เวทนา
ก็จะเห็นว่าไม่ต่างจากความไม่เที่ยง
ความไม่ใช่ตัวตนของลมหายใจ เช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : การเดินจงกรม ได้ผลดีสู้การนั่งได้ไหมครับ มีปัญหาเรื่องอาการทางสมอง ภรรยากับจิตแพทย์เลยไม่สบายใจถ้าผมนั่งหลับตานานๆ

ดังตฤณ :
การนั่งกับการเดินนั้น
สมองและจิตทำงานคนละโหมดกันครับ
ทั้งทางโลกและทางธรรม
อย่างเพิ่งมีวิจัยว่า
เดินตอนกำลังติดขัดคิดอะไรไม่ออก
จะช่วยให้หัวแล่นขึ้นกว่าตอนนั่ง
ความคิดสร้างสรรค์ผุดพรายมากขึ้น

ในเชิงการปฏิบัติ
การเดิน
จะช่วยในเรื่องของสติขณะมีความเคลื่อนไหว
ส่วนการนั่ง
จะช่วยในเรื่องของสติขณะมีความนิ่ง
เวลาเกิดสมาธิก็เป็นสมาธิคนละแบบ
จะมาตั้งโจทย์ว่าอันไหนดีกว่ากัน
อันไหนสู้อีกอันได้ไหม นับว่าไม่ถูกครับ

โดยประสบการณ์ส่วนตัว
พี่เห็นว่านั่งสมาธิเหมือนฟอกสบู่
เดินจงกรมเหมือนล้างน้ำ
ขาดอันใดอันหนึ่งไป
ก็ไม่สะอาดเอี่ยม หรือไม่ลื่นไหล

สำหรับน้อง ถ้าเพื่อความสบายใจของคนรอบตัว
พี่แนะให้นั่งน้อยๆ เดินมากๆครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ระหว่างวันฟุ้งซ่านมาก เหม่อลอยบ่อย คิดเรื่อยเปื่อยเกือบตลอดเวลา ทำให้ทำสมาธิไม่ก้าวหน้าเลย

ดังตฤณ :
ถ้าชอบดูอารมณ์
ก็ดูความฟุ้งซ่านและความเหม่อลอยได้ครับ
แต่ขอให้สังเกตว่า
แรกๆ เราจะดูแบบฟุ้งตามมัน หรือลอยตามมัน

การเห็นส่วนใหญ่
จะเห็นหลังจากที่สงบลงบ้างแล้ว
หรือกลับมามีสติอยู่ตรงหน้าบ้างแล้ว
ซึ่งนับว่าใช้ได้
สำหรับวิถีแห่งการสั่งสมกำลังสติ
และสั่งสมอนิจจสัญญา
(
ความรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นไม่มีเที่ยงสักอย่าง)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ผมทำสมถะไม่เป็น แต่เดินปัญญาได้ แยกรูปนามได้ (แต่ไม่รู้ว่าขึ้นวิปัสสนายัง) ผมต้องกลับไปฝึกสมถะหรือเปล่าครับ แล้วถ้าฝึก ควรพักการเดินปัญญาก่อน หรือว่าทำพร้อมกันแต่แบ่งเวลาเอาครับ

ดังตฤณ :
จะเริ่มจากสมถะหรือวิปัสสนาก่อน
ถ้าเรารู้สึกเข้ามาในกายใจได้
ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องทั้งนั้นสำหรับแต่ละคนครับ
เป็นฆราวาสนั้น
อย่างไรก็ต้องทำเป็นช่วงๆไม่ต่อเนื่องอยู่แล้ว
ภาวะไหนกำลังเด่น
หรืออยู่ในช่วงอยากทำสมถะหรือวิปัสสนา
ให้เอาอันนั้นไว้ก่อนดีกว่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ในหนังสือ เดือนบรรลุธรรม กล่าวถึงการนั่งสมาธิแล้วลืมหายใจ พอดีตรงกับที่ผมเคยเป็นอยู่ ครั้ง ทำให้กลัว ไม่กล้านั่งต่อ

ดังตฤณ :
ตั้งใจล่วงหน้าว่า เมื่อถึงภาวะนั้น
เราจะรู้ว่ากายยังอยู่ได้ จิตยังอยู่ได้
แล้ววางอุเบกขาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ทำได้ครั้งแรก ต่อไปจะเฉยๆ

ถาม (ต่อ) : หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่เคยพบกับภาวะนั้นอีกเลย พบแต่ภาวะโยกโคลงของร่างกาย แสดงว่าผมถอยหลังไม่ก้าวหน้าใช่ไหมครับ?

ดังตฤณ :
ทางพุทธนั้น ตัวที่จะวัดความก้าวหน้า
คือ การที่เรารู้สึกถึงกายใจ
แล้วถึอมั่นมันน้อยลงเรื่อยๆครับ
จะสงบหรือไม่สงบยังเป็นมาตรวัดรอง

ความสบายใจแพงกว่าเิงน

290416

เงินบางก้อน
ใช้ซื้อความสบายใจได้
เมื่อมันเข้ามาตอนที่คุณกำลังลำบาก
ซื้อข้าวกินไม่ไหว จ่ายค่ายาไม่พอ

แต่เงินบางก้อน
กลับซื้อความสบายใจไปจากคุณ
เมื่อมันเข้ามาในชีวิตคุณแบบไม่ถูกต้อง
ต้องสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
หรือต้องทุจริตผิดกฎหมายเป็นอาจิณ

เส้นทางแห่งความลำบากใจ
เริ่มง่าย แต่ยิ่งนานยิ่งยาก
หลายคนอยากกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่
แต่ก็จนใจที่ไม่มีใครย้อนเวลาได้

เส้นทางแห่งความสบายใจ
เริ่มยาก แต่ยิ่งนานยิ่งง่าย
พอย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้น
ทุกคนจะอยากเล่าให้ลูกหลานฟังใหม่เสมอ!

บุญกระจอกไม่มี

13095887_1069811713075986_5532018583105514349_n

พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทในบุญบาป
อย่าคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อย
อย่าเห็นว่าแค่บาปเล็กน้อย
ท่านให้เน้นมองภาพใหญ่ภาพรวมว่า
วันคืนล่วงไป
เรากำลังอยู่บนเส้นทางสั่งสมบุญหรือสั่งสมบาป
บุญที่ทำ ทำด้วยจิตที่หยาบหรือประณีต
บาปที่ทำ ทำด้วยจิตที่ละอายหรือไร้สำนึก

วิธีสำรวจง่ายๆ
คือมองเข้ามาที่ความรู้สึก
ที่สั่งสมมาถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้
เรามีปกติความรู้สึกเป็นอย่างไรอยู่
สบายใจ หรือกระวนกระวายมากกว่ากัน?

ชีวิตลำบากเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบุญมากกว่า
ก็เป็นทุกข์น้อยกว่า

ชีวิตสบายเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบาปมากกว่า
ก็เป็นทุกข์มากกว่า

สั่งสมบุญในการอนุเคราะห์ผู้อื่น
คิดให้มากกว่าคิดเอา
สั่งสมบุญในการห้ามใจไม่เบียดเบียนผู้อื่น
โดนยั่วยุแค่ไหนก็รักษาศีลไว้ไม่ขาดได้
หยอดสุข หยอดปีติ ลงกระปุก
เต็มจิตเต็มใจได้เรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นสุขอยู่
แม้ในท่ามกลางภาพลวงตาว่าลำบากลำบน
จิตก็เหมือนอยู่ต่างหากเป็นอิสระ
ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเรื่องยุ่งยากภายนอก

สั่งสมบาปในทางเห็นแก่ตัว
คิดเอามากกว่าคิดให้
สั่งสมบาปในการตามใจตัวเองเบียดเบียนผู้อื่น
แม้ไม่ถูกยั่วยุก็นึกครึ้มอยากศีลขาด
อัดความสะใจ อัดอารมณ์พลุ่งพล่าน ใส่กระปุก
เต็มจิตเต็มใจขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นทุกข์อยู่
แม้ในท่ามกลางความสะดวกสบายไม่ขาดตก
จิตก็เหมือนถูกร้อยรัดให้อึดอัด
ไม่รู้สึกดีไปกับเรื่องง่ายภายนอกกับเขาเลย!

จิตกระจอก

280416

พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทในบุญบาป
อย่าคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อย
อย่าเห็นว่าแค่บาปเล็กน้อย
ท่านให้เน้นมองภาพใหญ่ภาพรวมว่า
วันคืนล่วงไป
เรากำลังอยู่บนเส้นทางสั่งสมบุญหรือสั่งสมบาป
บุญที่ทำ ทำด้วยจิตที่หยาบหรือประณีต
บาปที่ทำ ทำด้วยจิตที่ละอายหรือไร้สำนึก

วิธีสำรวจง่ายๆ
คือมองเข้ามาที่ความรู้สึก
ที่สั่งสมมาถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้
เรามีปกติความรู้สึกเป็นอย่างไรอยู่
สบายใจ หรือกระวนกระวายมากกว่ากัน?

ชีวิตลำบากเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบุญมากกว่า
ก็เป็นทุกข์น้อยกว่า

ชีวิตสบายเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบาปมากกว่า
ก็เป็นทุกข์มากกว่า

สั่งสมบุญในการอนุเคราะห์ผู้อื่น
คิดให้มากกว่าคิดเอา
สั่งสมบุญในการห้ามใจไม่เบียดเบียนผู้อื่น
โดนยั่วยุแค่ไหนก็รักษาศีลไว้ไม่ขาดได้
หยอดสุข หยอดปีติ ลงกระปุก
เต็มจิตเต็มใจได้เรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นสุขอยู่
แม้ในท่ามกลางภาพลวงตาว่าลำบากลำบน
จิตก็เหมือนอยู่ต่างหากเป็นอิสระ
ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเรื่องยุ่งยากภายนอก

สั่งสมบาปในทางเห็นแก่ตัว
คิดเอามากกว่าคิดให้
สั่งสมบาปในการตามใจตัวเองเบียดเบียนผู้อื่น
แม้ไม่ถูกยั่วยุก็นึกครึ้มอยากศีลขาด
อัดความสะใจ อัดอารมณ์พลุ่งพล่าน ใส่กระปุก
เต็มจิตเต็มใจขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นทุกข์อยู่
แม้ในท่ามกลางความสะดวกสบายไม่ขาดตก
จิตก็เหมือนถูกร้อยรัดให้อึดอัด
ไม่รู้สึกดีไปกับเรื่องง่ายภายนอกกับเขาเลย!

อยากสงบทุกครั้ง จะว้าวุ่นทุกครั้ง

270416

คนส่วนใหญ่นั่งสมาธิแล้วบ่นว่า
กี่ปีก็ไปไม่ถึงไหน ยังฟุ้งซ่านเหมือนเดิม
นั่นเพราะตั้งเป้าแรกไว้ผิด
นั่งทุกครั้ง บังคับตัวเองเอาความสงบทุกครั้ง
ซึ่งก็เท่ากับพอกพูนเหตุให้ฟุ้งซ่านเพิ่มทุกครั้ง
เพราะความอยากบังคับเอาอย่างใจ
คือเหตุแห่งความกระวนกระวายระส่ำระสาย
ไม่ใช่เหตุให้ชะลอความกวัดแกว่ง
ลงสู่ความสงบระงับแต่อย่างใดเลย

ความสงบเป็นสิ่งที่จะเกิดเองเมื่อถึงเวลา
ถึงพร้อมซึ่งเหตุปัจจัยให้จิตไม่กวัดแกว่ง
เป็นเรื่องที่ควรคาดหวังไว้ท้ายๆ ไม่ใช่ต้นๆ
เมื่อจิตเขาจะสงบ
เขาไม่สงบเดี๋ยวเดียวตอนนั่งสมาธิ
แต่จะสงบเป็นปกติอยู่เรื่อยๆ

สำหรับชาวเมืองที่มีเหตุให้จิตว้าวุ่นทุกวัน
การตั้งเป้าหมายในช่วงต้น
แทบจะเป็นตัวตัดสินว่า
จะนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมสำเร็จหรือไม่
ตั้งไว้ถูก ก็ได้ทิศทางถูก
ตั้งไว้ผิด ก็ได้ทิศทางผิด

ทิศทางที่ถูกต้อง
คือ นั่งสมาธิทุกครั้งต้องได้ผล

ผลคือรู้ว่า ต้องมานั่งหลับตาฝืนใจตัวเอง
เริ่มต้นลมหายใจแรกๆมันอึดอัดเพียงใด
แต่ละลมหายใจที่ผ่านไป
อึดอัดฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือน้อยลง
และเมื่อเวลาผ่านไป
เกิดความสงบแบบชืดๆ หรือชื่นใจแค่ไหน
สงบเล็กๆได้กี่ลมหายใจ สงบใหญ่ๆได้กี่ลมหายใจ

ดูเป็นครั้งๆไปเรื่อยๆอย่างนี้
ถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่า แม้ไม่หลับตา
แม้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
ก็เกิดสติรู้เข้ามาข้างในได้เรื่อยๆ
ได้สาระแก่นสารถึงอกถึงใจว่า
ข้างในนี้ จะดีก็ไม่เที่ยง ไม่ดีก็ไม่เที่ยง
ดีก็ไม่เอา ไม่ดีก็ไม่เอา เอาแต่สติรู้ความจริงท่าเดียว
ไม่มีการฝืน ไม่มีความรู้สึกฝืดเคืองใดๆ
ถึงจุดนั้นแหละ
จะทำสมาธิได้ผลทุกครั้ง ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา!

อยู่ห่างๆต่างคนต่างสุข

260416

ธรรมชาติให้วิธีเลือกคนรักกับเรา
ผ่านบทเรียนเบื้องต้นง่ายๆ
ที่ต้องอาศัยการสังเกต เช่น
เพื่อนบางคน พออยู่ห่างทุกอย่างจะดี
เพราะเปลือกเข้ากันได้ดี
แต่ยิ่งใกล้กันเท่าไร ยิ่งแย่ลงเท่านั้น
เพราะที่แก่นเข้ากันไม่ได้
พอต้องแก้ปัญหาร่วมกัน
อาจขัดแย้งเพราะความต่างทางความเชื่อ
ความต่างทางเป้าหมาย
หรือความต่างทางวิธีคิด

เพื่อนกัน อยู่คนละบ้าน
ตอนคบก็ต่างคนต่างอยู่ ตอนเลิกก็แยกย้ายง่ายๆ
แต่คนรัก อยู่บ้านเดียวกัน
ทั้งการอยู่ร่วมและเลิกรา ยุ่งยากเป็นที่สุด

เพื่อนกัน คุยประสาเพื่อนไม่กี่คำ
ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกแล้วว่า
เข้ากันได้หรือไม่ได้
เข้าไม่ได้ก็ขีเกียจเสียเวลาด้วยกันทั้งคู่

แต่คนรัก เริ่มรักจะคุยภาษารัก
ต่างฝ่ายต่างพยายามผูกมัดกัน
ด้วยการหลอกตัวเอง หรือหลอกกันและกันว่า
เข้ากันได้แน่ ยอมปรับตัวเข้าหากันแน่ๆ

คนจึงมักพูดหรือบ่นกันเสมอๆว่า
คบเพื่อนสบายใจกว่าคบแฟน
นั่นก็เพราะไม่มีม่านมายาหลอกกัน
แล้วก็ไม่ต้องผูกมัดกันแน่นเหนียวปานจะกลืน

และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่า
ถ้าความรักเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากความเป็นเพื่อน
เป็นพี่เป็นน้อง หรือด้วยความรู้สึกประหนึ่งคนในครอบครัว
จึงมีโอกาสไปกันรอดมากกว่าเริ่มต้นมาหวือหวาเลย
ความหวือหวามักมาแรงไปเร็ว
ส่วนความอบอุ่นใจค่อยๆมาและอยู่นาน!

บ่นมาก ออกอ่าวมาก

250416

แค่ไม่สามารถสนใจกับเรื่องสำคัญตรงหน้า
เหมือนมีตัวอะไรคอยมาฉุดยื้อ
ให้คิดถึงแต่เรื่องไร้สาระ
ไม่อยากเอาใจใส่กับสาระ
ชีวิตก็หาทางก้าวหน้ายาก
แต่มีสิทธิ์ตกต่ำง่ายแล้ว

แค่ชอบบ่นเรื่องของตัวเองอย่างไร้จุดหมาย
แค่ชอบจิกกัดเรื่องไม่ดีของคนอื่น
ก็สร้างตัวฉุดยื้อ ไม่ให้สนใจเรื่องดีๆ
ไม่ให้มีสมาธิกับการก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว

บ่นระบายทุกข์ได้
แต่อย่าบ่นจนเป็นทุกข์หนักขึ้น
คือ อย่าบ่นจนจิตวกวน
ลากพาเหตุแห่งทุกข์อื่นมาซ้ำเติมตัวเองอีก

บ่นเพื่อกระชับมิตรได้
แต่ไม่ใช่สร้างคู่บ่นขึ้นมา
ลากจิตของกันและกันลงสู่วังวนฟุ้งซ่านไม่รู้จบ

ถ้ายังตัดนิสัยขี้บ่นไม่ได้
ให้บ่นอย่างมีจุดหมาย
เข้าคู่บ่นกับใครแล้วช่วยกันตั้งประเด็นให้ชัดว่า
จะบ่นให้ได้อะไร
บ่นแบบจำกัดเวลา
บ่นแบบสังเกตไปด้วยว่าจิตมัวซัวไร้สติหรือยัง

เมื่อปรับวิธีพูดคุยกับคู่บ่น
จนกลายเป็นคู่เตือนสติ คู่ตั้งเป้าได้พักหนึ่ง
สมาธิจะเกิด จิตจะโฟกัสกับเรื่องที่ควรโฟกัสได้!

วาดภาพเอง กลัวเอง





220416

กลัวผี
กลัวคน
กลัวสังคม
กลัวอนาคต
กลัวอันตราย
ทุกความกลัวมีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง
คือตั้งต้นจากอาการวาดภาพไปเองของจิต
แล้วลงท้ายเป็นความทุกข์หนาแน่น
ห่อหุ้มจิตที่หดตัวมืดอยู่

เพื่อจะหายกลัว
ต้องเห็นความไม่เที่ยงของความทุกข์ก่อน
เห็นว่าความกลัวหนาแน่นแค่ไหน
แต่ละลมหายใจก็วูบๆวาบๆไม่เท่ากันเลย
เดี๋ยวอึดอัด เดี๋ยวหายใจหายคอได้บ้าง
เดี๋ยวขนหัวลุก เดี๋ยวขนแขนตก
เดี๋ยวเกร็งแน่น เดี๋ยวคลายออก

เมื่อรู้สึกที่ลมหายใจใดว่า
ความทุกข์เบาบางลง
ก็เห็นเข้าไปให้ได้ว่า
ก่อนเกิดทุกข์ครั้งต่อไป
มีเงาของสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงปรากฏขึ้นในใจ
และก่อนเกิดเงา
จิตก็หวนไปนึกถึงหลายสิ่งในอดีตมาผสมกัน
เหมือนเด็กเล่นละเลงวาดภาพผสมสีตามใจนึก

เมื่อเกิดสติรู้ชัดว่า
จิตวาดภาพเอง
และกลัวสิ่งที่ตัววาดขึ้นมาเอง
ไม่มีความน่ากลัวอยู่ที่ข้างนอกจริง
ความกลัวจะหายไป
แต่จะกลับมาอีก
เมื่อกลับมาอีก ก็รู้อาการวาดไปเองของจิตอีก
จนกว่าจิตจะแผ่ผาย สว่าง
ไม่กลับหดตัวเข้าที่มืดอีก!

ทั้งชีวิตคือพิธีก่อกรรม

210416

บางคนเชื่อเรื่องนามมงคล
เฟ้นหาชื่อใหม่ให้อักษรเข้ากับดวง
หรือส่งเสริมชีวิตให้รุ่งเรือง สูงส่ง
แต่เมื่อจะใช้ชีวิต ก็ยังทำตัวอับหมอง
หรือกระทั่งทำตัวน่าดูถูกอยู่เหมือนเดิม
หารู้ไม่ว่า ชื่อใหม่ ได้เลขรหัสใหม่
แม้ดีจริง ก็ไม่สู้อิทธิพลการจดจำของคนอื่น
ไม่สู้อิทธิพลความรู้สึกของตัวเอง
ที่ทำอะไรไว้ประดับชื่อ
เพราะชื่อมีไว้ให้จำว่า
เจ้าของชื่อมีค่ากับโลกอย่างไร
ไม่ใช่มีไว้ฉายแสงให้เจ้าของชื่อท่าเดียว

บางคนเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย
อุตส่าห์แก้ทิศแก้ประตูอย่างดี
แต่เมื่อแค้นญาติ แค้นเพื่อนบ้าน แค้นนักการเมือง
ก็กลับเขียนด่าประจาน ขึ้นป้ายไว้หน้าบ้านตัวเอง
หารู้ไม่ว่า เมื่อคนผ่านไปผ่านมา
อ่านป้ายกันด้วยความรู้สึกอกุศลแรงๆกันทุกวัน
มันยิ่งกว่าอัปมงคลสิบทิศรวมกันเสียอีก
เพราะคลื่นกระแทกดำมืดจากจิตคนอ่าน
ที่กระหน่ำใส่ สะสมพอกพูนอยู่ทุกวัน
ก่อกระแสอกุศลครอบบ้านเข้มข้นขึ้นทุกที

บางคนเชื่อเรื่องการบวงสรวงเทวดา
เชื่อเรื่องกระแสสว่างมหาศาลจากฟากฟ้า
จึงสวดมนต์บูชาเทวดาที่มองไม่เห็นได้เป็นชั่วโมง
แต่เมื่ออารมณ์ไม่ดี
ก็กลับด่าทอหยาบคายใส่พ่อแม่ ทำร้ายจิตใจพ่อแม่
หารู้ไม่ว่า พลังความสุขในหัวใจพ่อแม่
ปกเกล้าปกกระหม่อม
บันดาลสุข บันดาลความเจริญให้ชีวิต
ได้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งฟ้าให้พรพร้อมกันเสียอีก
เพราะพ่อแม่คือรากของชีวิต
เมื่อบำรุงรากชีวิตให้สว่าง ชีวิตก็สว่างตาม

บางคนเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ
เชื่อว่าชะตาดีก็เพราะบุญเก่าบันดาล
ชะตาร้ายก็เพราะบาปเก่าลงโทษ
แต่เมื่อเกิดอารมณ์เห็นแก่ตัวขึ้นมา
ก็ทำบาปใหม่ได้แรงเหลือเชื่อ ไม่สนอะไรเลย
หารู้ไม่ว่า บาปใหม่ก็มีผลให้บุญเก่าพังได้
ดูคนสวยคนหล่อเพอร์เฟคด้วยบุญเก่าเพอร์เฟค
แต่ทำบาปใหม่ด้วยคำพูดอัปลักษณ์นานปี
ก็หน้าตาดำคล้ำหมอง
หรือกระทั่งบูดๆเบี้ยวๆไม่น่ามองได้อย่างน่าแปลกใจ
เพราะบาปใหม่ปรุงแต่งจิตวิญญาณให้เสื่อมทรามได้
และเมื่อมืดบอด ร้อนร้าย ได้ที่เมื่อใด
บุญเก่าที่รักษารูปก็ทนอยู่ไม่ไหว
ต้องมีอันถูกกัดกร่อน พังภินท์ไปไม่เหลือชิ้นดีกัน

เชื่ออะไร เชื่อให้ครบ
เชื่อเข้ามาที่กรรมอันเป็นปัจจุบัน ทำในปัจจุบัน
แล้วความเชื่อนั้น จะช่วยให้ทุกความเชื่อที่เหลือ
ดูดี มีเหตุมีผลสมบูรณ์อยู่ในปัจจุบัน!

จิตสงบไม่ใช่จิตที่กับความฟุ้งซ่าน

200416

ธรรมชาติของความไม่รู้และความเข้าใจผิด
จะสั่งให้คุณบังคับตัวเองว่า จงหยุดฟุ้งซ่าน
จงเก่ง จงเจ๋ง จงแน่วนิ่งอยู่กับความสงบ
หารู้ไม่ว่าที่แท้ การบังคับตัวเองทั้งที่ไม่พร้อม
คือการเพิ่มความฟุ้งซ่าน ไม่ใช่การลดความฟุ้งซ่าน
คือการทำให้จิตกระเพื่อมไหว ไม่ใช่การทำให้จิตสงบ
คือการทำให้ตัวเองยิ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ยิ่งเป็นสุข

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ยิ่งอยากเท่าไหร่ ยิ่งฟุ้งเท่านั้น
แม้ความอยากนั้น จะหมายถึงความอยากสงบ

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ถ้าไม่กระหายใคร่อยาก
ความฟุ้งจะเท่าเดิม หรือไม่ก็ลดระดับลงเอง

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ถ้าเปรียบเทียบไปเรื่อยๆแบบไม่หวังผล
ลมหายใจต่อลมหายใจ จะเห็นความฟุ้งซ่านไม่เท่าเดิม

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า เมื่อเห็นความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ไม่เท่าเดิม
ใจจะถอยออกมาเป็นผู้ดู ไม่ใช่พุ่งเข้ายึดเอาความฟุ้งซ่าน

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ตั้งต้นมุมมองไว้ถูกเสมอ
ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ถูกเสมอ สงบเบาไม่เว้นแม้แต่ครั้งเดียว!

ลืมหนังง่ายกว่าลืมคนรัก

190416

หนังเรื่องไหนที่คุณจำได้แค่ความรู้สึก
เช่น สนุกดี ซึ้งมาก หรือฮาสนั่น
พอกลับมาดูอีกทีหลังสิบหรือยี่สิบปีผ่านไป
อาจกลายเป็น ไม่เห็นสนุกเลย
หรือซึ้งก็ซึ้งอี๋ๆ ฮาก็ฮาแบบอึ้งกริบ

นั่นแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนั้น
เป็นแค่ก้อนความรู้สึกในอดีต
ไม่มีความหนักแน่น ไม่มีรายละเอียดความจำ
พอจะครองใจคุณได้ผ่านยุค ผ่านวัย
หรือไม่ก็อาจจะเพราะ
โดนหนังอื่น ละครอื่น หรืออะไรอื่นๆที่เจ๋งกว่า
เร้าใจกว่า ชิงเอาความรู้สึกอินสุดๆไปแล้ว
เข้าตำรา ผ่านทะเลมาแล้ว เลยเฉยๆกับน้ำบ่อ

สรุปคือ หนังเรื่องนั้น
ไม่ได้มีความหมายกับชีวิตคุณเท่าไรนัก

ต่างจากหนังบางเรื่อง
ที่คุณจำได้เป็นรายละเอียด
แค่นึกถึงฉากพ่อแม่ลูกเมื่อไร
ก็อยากร้องไห้เมื่อนั้น
หรือแค่นึกถึงฉากลุกจากล้มครั้งใด
ก็เกิดกำลังใจฮึดสู้ขึ้นใหม่อีกครั้ง
พูดง่ายๆ คุณมีทั้งความรู้สึก
และความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียด
ที่ฝังแน่นติดตัว ติดใจ
ดูซ้ำอีกก็รู้สึกเดิมๆซ้ำอีก
หรือแม้นึกขึ้นเองเฉยๆก็รู้สึกเหมือนได้ดูกับตา
หัวเราะออก ร้องไห้ได้ ไม่ต่างกันเลย

สรุปคือ หนังเรื่องนั้น
มีความหมายพอจะเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณตลอดไป

คนรักเก่าก็คล้ายกับหนังเก่า
มีหลายคน บางคนไม่ค่อยมีความหมาย
บางคนมีความหมายมาก
บางคนยังกลับไปคุยกันได้ดีๆ
บางคนไม่ต้องเผาผีกันอีก

ประเด็นคือ ประเภทไม่เผาผีนั้น
มักมีอาถรรพณ์แปลกๆ
คือ เหมือนหนังที่คุณจำรายละเอียดได้หมด
ให้นึกเป็นฉากๆเรียงกันจากต้นจนจบยังได้
นึกถึงตรงที่ซึ้งก็แสนซึ้ง
นึกถึงตรงที่แค้นก็แสนแค้น

หนังมันแรงทั้งขั้วดูดและขั้วผลักไง เลยจำได้!

คราวนี้พอมาที่โจทย์ของหลายๆคน
ทำไงจะลืมคนรักประเภทนี้ได้
คุณจะเริ่มเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
ทำยังไงก็ไม่ลืมหรอก ถ้าตัวคุณยังเป็นตัวคุณอยู่
และทำยังไงก็ต้องได้เจออีก
ถ้ากรรมที่ทำต่อกันแรงซะขนาดนั้น

ยกเลิกโจทย์เก่าเสีย
ตั้งโจทย์ใหม่ที่เป็นไปได้
ทำยังไงจะให้รู้สึกเหมือนหนังเรื่องโปรดสักเรื่อง?

มองว่าสิ่งที่เหลืออยู่คือความทรงจำและความรู้สึก
ไม่ต่างจากความจำและความรู้สึกเกี่ยวกับหนัง
เพียงแต่เป็นหนังที่คุณหาซื้อไม่ได้ หาเช่าไม่เจอ
แต่คุณมีความสุขกับหนังเรื่องใหม่ได้
หรือเบื่อหนังก็ไปทำอย่างอื่นที่มีค่ากว่าดูหนังได้
จะเอาอะไรมากกับความรู้สึกและความทรงจำ
มันไม่ใช่เพชรเม็ดเดียวในชีวิตคุณหรอก
และคุณก็หาเพชรดีๆ ไม่ต้องมีแค่เพชรร้าวได้ด้วย!

ชีวิตหลังเลิกคาดหวังผิดๆ

180416

ยิ่งหวังแรงเท่าใด
ใจยิ่งกระวนกระวายจัดเท่านั้น
ยิ่งกระวนกระวายจัดเพียงใด
ความรู้สึกยิ่งเป็นทุกข์หนักเพียงนั้น

เวลาผิดหวัง
คนเราสุ่มเสี่ยงจะคิดอะไรผิดๆ
พูดอะไรผิดๆ หรือตัดสินใจทำอะไรผิดๆ
ซ้ำเติมตัวเองให้บานปลาย
เรียกแขก เรียกอะไรผิดๆ
ให้เรียงคิวตามมาไม่หยุดได้

น้อยคนในโลก
ที่ตั้งความคาดหวังไว้พอดีตัว
เพราะวิธีการนั้นยาก
ต้องดูใจตัวเองเป็น
ต้องอ่านจิตตัวเองออก

ดูอย่างไร? อ่านอย่างไร?

ดูว่าความคาดหวังนั้น
ก่ออาการทะยานอยาก
มีอาการเหมือนกระโจนออกไป
ตะครุบเป้าที่ยังมองไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด

อ่านให้ออกว่าอาการทะยานอยากนั้น
มีความแรงเกินๆหรือเปล่า
ไกลเกินตัวไปไหม สูงเกินเอื้อมหรือไม่

พอดูเป็น พออ่านออก
คุ้นเคยดีกับสภาพทางใจที่พลุ่งพล่านผิดปกติ
ใจที่ผิดปกติจะกลับเป็นปกติ
รู้สึกทรงตัว ไม่ดิ้นรน ไม่เป็นทุกข์นัก

ในลมหายใจที่มีสติรู้ทันเป็นปกตินั้นเอง
ใจจะคิดเป็นปกติ ปากจะพูดเป็นปกติ
และทำทุกอย่างเป็นปกติ
ไม่นำโจรเข้าตึก ไม่ชักศึกเข้าบ้าน
หาเรื่องใส่ตัว หาเหาใส่หัว
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เลย!

งานตั้งต้นจากข้างใน

150416

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดบรรเจิด
เชื่อมโยงหลายสิ่งเก่าๆเป็นหนึ่งสิ่งแปลกใหม่
คิดออกแล้วปลื้มเปรมปรีดา
แปลว่าคุณทำงานเกี่ยวกับไอเดีย
อาจเป็นศิลปิน หรือไม่ก็เจ้าของธุรกิจ
ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นลายเซ็น

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดแอบลอก
เอาสิ่งที่คนอื่นทำมาเป็นของตัวเอง
หลอกคนอื่น หรือกระทั่งหลอกตัวเองสำเร็จ
แปลว่าคุณทำงานเกี่ยวกับการฉกฉวย
กล้ากระทั่งภูมิใจในอัตลักษณ์แห่งงานลอกเลียน

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่รอวาสนา
ไม่เกี่ยงประเภทงาน ไม่เกี่ยงน้ำหนักภาระ
หาทางพึ่งคนอื่นน้อยกว่าคิดวิธีพึ่งตนเอง
แปลว่างานของคุณคือการสร้างชีวิต
ในที่สุดคุณจะเป็นเจ้านายที่ช่วยลูกน้องได้

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความอยากพัก อยากหยุดทำงาน
อยากได้เงินก้อนใหญ่แบบไม่ต้องเหนื่อย
ไม่แคร์ว่าใครจะมองอย่างไร
แคร์แต่ว่าตัวเองจะสบายได้ท่าไหน
แปลว่างานของคุณคือการเกี่ยงภาระไปวันๆ
ในที่สุดคุณจะมองหาแต่การช่วยเหลือ
ขนาดช่วยใครไม่เป็นแม้กระทั่งตนเอง

มโนกรรม หรือวิธีคิด
คือราก คือที่มาของงานที่เหมาะกับกรรม
เมื่อได้งานที่เหมาะกับกรรม
ก็ก่อกรรมกว้างยาวลึกไปในทิศทางนั้นๆ
กระทั่งโครงสร้างวิธีคิดแข็งแรง แจ่มชัด
จึงเป็นผู้สร้างมโนกรรมแบบหนึ่งๆ
เป็นอาจิณไปตลอดชีวิต!

โชคดี=มีเหตุผล

140416

ถ้าโชคดีหมายถึงเจอเรื่องดีๆ
ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะโชคดีตลอดไป
แต่ทุกคนก็หวังอย่างนั้น
จึงอวยพรกันว่าขอให้โชคดี
ทั้งที่ลึกๆรู้ๆอยู่ว่า
ยังไงก็มีสิทธิ์เจอเรื่องร้ายๆบ้าง

แต่ถ้าโชคดีหมายถึง
การมีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์
อันนี้เป็นไปได้ที่จะดีจริงไปเรื่อยๆ
เพราะแม้เจอเรื่องร้าย ก็เอาเหตุผลแก้
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปรุนไฟ
หรือแม้เจอเรื่องไม่รู้ ก็เรียนด้วยเหตุผล
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปตัดสิน

ขนาดเทวดาเมื่อถึงเวลาต้องจุติ
ก็ยังอวยพรกันว่า
ขอให้เป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนา
ซึ่งก็เท่ากับ ขอให้โชคดี ได้มีเหตุผล
ไม่หลับหูหลับตาเชื่อว่า
ชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญเกิดมา
ไม่หลงเชื่อใครเขาพูดว่า
ชีวิตแตกต่างกันด้วยความบังเอิญ
แต่พร้อมจะฟังเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แม้ต้องเริ่มเชื่อทั้งยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แม้ต้องเชื่อทั้งยังไม่มีอภิญญาระลึกชาติ
อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า
เชื่อในเหตุผลของการมีชีวิต
และไม่ยอมเชื่อว่าใครขีดชะตาไว้ให้
นอกเหนือไปจากกรรมที่เคยทำไว้เอง
และกำลังทำๆอยู่

ขอให้โชคดีของแท้
จึงเป็นการขอให้มีเหตุผล
ไม่ใช่ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆตลอดไป!

ทำใจผิดๆ ได้ใจผิดๆเป็นผล

120416

รู้สึก แต่แกล้งหลอกตัวเองว่าไม่รู้สึก
ผลสุดท้ายคืออัดอัดใจกับการแกล้ง

ยังคิด แต่บอกใครต่อใครว่าเลิกคิดแล้ว
ผลสุดท้ายคือไม่สบายใจเมื่อต้องคิด

เป็นทุกข์ แต่ทำเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส
ผลสุดท้ายคืออาการทางใจเพี้ยนๆ

ถ้าจะทำใจ
ขอแค่ทำให้ใจยอมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
รู้สึกก็บอกว่ารู้สึก
ยังคิดก็บอกว่ายังคิด
เป็นทุกข์ก็บอกว่าเป็นทุกข์
พอยอมรู้บ่อยๆ ก็กลายเป็นยอมรับ
พอยอมรับบ่อยๆ ก็กลายเป็นสติเห็น
ลมหายใจหนึ่ง เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น
อีกลมหายใจหนึ่ง เห็นสิ่งนั้นต่างไป

ถ้าจะทำใจ
ทำให้เป็น
แล้วจะมีความจริงช่วยเป็นใจให้!

วันโชคดีไม่ดีเท่าวันทำดี

110416

ถ้าโชคดีหมายถึงเจอเรื่องดีๆ
ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะโชคดีตลอดไป
แต่ทุกคนก็หวังอย่างนั้น
จึงอวยพรกันว่า
ขอให้โชคดี
ทั้งที่ลึกๆรู้ๆอยู่ว่า
ยังไงก็มีสิทธิ์เจอเรื่องร้ายๆบ้าง
 
แต่ถ้า
โชคดีหมายถึง
การมีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์
อันนี้เป็นไปได้ที่จะดีจริงไปเรื่อยๆ
เพราะแม้เจอเรื่องร้าย
ก็เอาเหตุผลแก้
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปรุนไฟ
หรือแม้เจอเรื่องไม่รู้
ก็เรียนด้วยเหตุผล
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปตัดสิน
 
ขนาดเทวดาเมื่อถึงเวลาต้องจุติ
ก็ยังอวยพรกันว่า

ขอให้เป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนา
ซึ่งก็เท่ากับ
ขอให้โชคดี ได้มีเหตุผล
ไม่หลับหูหลับตาเชื่อว่า
ชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญเกิดมา
ไม่หลงเชื่อใครเขาพูดว่า
ชีวิตแตกต่างกันด้วยความบังเอิญ
แต่พร้อมจะฟังเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แม้ต้องเริ่มเชื่อทั้งยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แม้ต้องเชื่อทั้งยังไม่มีอภิญญาระลึกชาติ
อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า
เชื่อในเหตุผลของการมีชีวิต
และไม่ยอมเชื่อว่าใครขีดชะตาไว้ให้
นอกเหนือไปจากกรรมที่เคยทำไว้เอง
และกำลังทำๆอยู่
 
ขอให้โชคดีของแท้
จึงเป็นการขอให้มีเหตุผล
ไม่ใช่ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆตลอดไป
!

วันหยุด คือวันแสดงตัวจริง

080416

ความแตกต่างในที่ทำงาน
บางทีดูยาก
เพราะเป้าหมายของแต่ละคน
ก็คือเอาเงินเดือนเหมือนๆกัน
 
แต่ความแตกต่างในวันหยุด
อันนี้ดูง่าย
เพราะมันแสดงให้เห็นว่า
ถ้าพ้นจากภาระเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
แต่ละคนอยากใช้เวลาไปเอาอะไรจากชีวิต
 
ถ้าตัดคำว่า ‘พักผ่อน’ ดาษๆออกไป
วันหยุดของคุณมีไว้ทำอะไร
เพิ่มความขี้เกียจ
เคลียร์ขยะในหัว
สร้างครอบครัว
หรือมีไว้ค้นหาตัวเอง?
 
นั่นอาจเป็นคำถามที่น่าอัศจรรย์
เพราะหลังจากถามตัวเองบ่อยๆ
คุณอาจพบว่าชีวิตมีหรือไม่มีเป้าหมาย
ก็ดูได้จากการเห็นค่าของวันหยุดนี่เอง!

กรรมในการทะเลาะกันออนไลน์

070416

หลายคนคุยกันทางไลน์
แล้วเข้าใจผิดกันง่ายๆ
เช่น ส่งข้อความหาแล้วตอบช้า
ใช้คำห้วนๆ เลือกคำไม่ตรงกับที่ต้องการสื่อ
พิมพ์ตกพิมพ์หล่น แคร์เหมือนไม่แคร์
จะชมกลายเป็นด่า
ให้กำลังใจกลายเป็นซ้ำเติม
หรือกระทั่งไม่เห็นข้อความอีกฝ่าย เลยไม่ตอบ
ส่งผลให้อีกรู้สึกว่าไม่เห็นค่า หรือไม่พอใจกัน
ซึ่งพอเข้าใจผิด ก็ผิดใจกัน
อีกฝ่ายงงว่าทำไมงอนแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ต้องถามถึงรู้ ที่แท้เป็นเพราะสื่อไลน์กันไม่ดี
 
แต่ในทางตรงข้าม
หลายครั้งการสื่อสารแบบเห็นแค่อักษร
ไม่เห็นหน้ากัน ไม่ได้ยินเสียงกัน
ช่วยลดปัญหาลงได้มาก
เพราะต่างฝ่ายต่างรับรู้แค่ความคิดในใจอีกฝ่าย
โดยไม่ต้องผ่านด่าน ผ่านกำแพงหลอกเหมือนเคยๆ
 
ยกตัวอย่างเช่น คนเราพอโกรธกัน
แค่เห็นหน้าก็กระตุ้นอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ว
และคนเราพอเหม็นหน้ากัน
แค่ได้ยินเสียงก็กระตุ้นให้อยากตะคอกใส่แล้ว
เมื่ออากาศระหว่างกันเต็มไปด้วยคลื่นโทสะรบกวน
จะเอากำลังใจที่ไหนมารับฟังข้อความดีๆได้?
จะสงบใจ ใส่ขันติ คิดก่อนพูดกันอย่างไรไหว?
จะอุเบกขา เอาใจเขามาใส่ใจเรากันตรงไหน?
 
สรุปคือ ถ้ามีเรื่องแล้วไม่มั่นใจในเมตตาของตัวเอง
หรือรู้สึกถึงอารมณ์ร้ายของอีกฝ่าย
คุยกันทางไลน์จัดว่าลดบาปทางวาจาต่อกันได้แน่
ต่างฝ่ายต่างมีเวลาคิด ถ้าจะมีแก่ใจคิด
ต่างฝ่ายต่างมีโอกาสตั้งสติ ถ้าจะมีแก่ใจตั้งสติ
ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์พิถีพิถันเฟ้นคำ ถ้าจะมีแก่ใจเฟ้นคำ
แตกต่างจากการเผชิญหน้าหรือคุยโทรศัพท์ตรงๆ
ที่ไม่มีเวลากลั่นกรองมาก
แถมสีหน้า และหรือ น้ำเสียง
ก็อาจมีพลังรบกวนจิตใจให้ตีความเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน
หรือขับดันให้นึกอยากแจกของลับโดยไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า
 
แต่ถ้ามีความมั่นใจในเมตตา ที่มากับน้ำเสียงคงเส้นคงวา
กับทั้งรู้ทางว่าจะชักนำอีกฝ่ายให้มีเหตุผลจากชนวนแบบไหน
อันนี้ก็พลิกกลับกันเป็นตรงข้าม คือ
คุยกันแบบเห็นหน้า เห็นเสียง
จะได้เพิ่มบุญ เพิ่มกุศลจิต เพิ่มวจีสุจริตได้
ถักทอกรรมสัมพันธ์อันดีต่อกันให้เหนียวแน่นขึ้นได้
ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งขึ้น
เห็นวิธีคิดของแต่ละฝ่าย แบบที่เห็นไม่ได้ในสถานการณ์ปกติ
ถือเป็นเวลาเหมาะที่จะฝึกขันติ
ไม่พูดทุกคำที่ตัวเองคิด แต่ฟังทุกคำที่อีกฝ่ายพูด
ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเพิ่มอุเบกขาบารมี
มีใจเป็นกลางได้ ด้วยการเห็นความผิดตน ณ จุดเกิดเหตุ
โดยไม่ต้องรอนานๆกว่าจะไปสำนึกผิดในภายหลัง!




หายใจแก้เบื่อ

060416

ถ้าฝึกหายใจแบบพุทธ
ในที่สุดจะหายใจพลิกจิตได้
คืออาจเปลี่ยนจิตร้ายให้กลายเป็นดี
ภายในลมหายใจเดียว

การฝึกหายใจแบบพุทธ
ไม่ได้เริ่มจากการรีบหายใจ
แต่ต้องเริ่มด้วยการค่อยๆเข้าใจ
คือ เข้าใจว่าแต่ละลมหายใจ
มีการปรุงแต่งจิตเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
และไม่มีทางเหมือนเดิมไปทุกลมหายใจ
เมื่อเข้าใจเช่นนี้เท่านั้น จึงอาจเกิดสติ
ตั้งข้อสังเกตกับลมหายใจที่เกิดขึ้นจริงในตนได้

ยกตัวอย่างเช่น พอรู้สึกเบื่ออะไรๆไปหมดทั้งโลก
ลองนั่งสังเกตว่า หายใจแบบเบื่อๆไปสัก ๑๐ ครั้ง
จะมีอย่างน้อยลมหายใจหนึ่ง
ที่เกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นมา
และนั่นก็คือการเริ่มต้น
เห็นความไม่เหมือนเดิมของรสชาติความเบื่อ

การเห็นความไม่เที่ยงของความเบื่อนั่นแหละ
คือ การรู้จักความเบื่ออย่างแท้จริง
เมื่อรู้จักสิ่งใดแท้จริง
จิตของคุณจะฉลาดในสิ่งนั้น
รู้ชัดว่า ถึงสิ่งนั้นปรากฏชัดเป็นจริงเป็นจังแค่ไหน
เดี๋ยวมันก็ต้องหายไปอยู่ดี
ไม่สำคัญมั่นหมายว่ามันจะคงที่
ไม่คิดว่าคุณจะต้องจมจ่อมอยู่กับมันไปเรื่อยๆ

เมื่อค้นพบว่า ความเบื่อหายไปได้ง่ายๆ
ด้วยการหายใจแบบพุทธ
จิตของคุณจะผูกพันกับลมหายใจมากขึ้น
และในความผูกพันนั้น
จะมีความคุ้นเคยกับลมหายใจแบบหนึ่ง
คือ สายลมยาว นิ่มนวล และสดชื่น
ขนาดปลุกให้ตื่นจากอาการซึมเซาใกล้หลับ
เหมือนพลิกของคว่ำดำมืด
ให้หงายขึ้นรับแสงสว่างฉับพลัน
นั่นแหละ เรียกว่าฝึกถึงขั้นหายใจพลิกจิตได้

โดยย่นย่อ
หายใจแก้เบื่อ
คือการหายใจหลายๆครั้ง
เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงระดับความเบื่อ
แล้วจะเลิกปล่อยใจไปกับความเบื่อ
กลายเป็นมีสติรู้ความเบื่อ
เป็นอิสระจากความเบื่อได้ทุกครั้ง ง่ายๆแค่นี้!

อธิษฐานขอพบกันทุกชาติ

050416

หญิงชายส่วนใหญ่
ไม่ได้รักกันขนาดอยากตั้งอธิษฐาน
ขอพบขอเจอกันไปทุกชาติ
ตรงข้าม หลังจากคบหา
ร่วมชายคาด้วยกันสักพัก
จะรู้สึกจั๊กจี้ถ้าให้คิดถึงการเจอกันอีกชาติในหน้า

กำลังใจให้อยากเจอกันไปเรื่อยๆ
ไม่อยากเปลี่ยนคู่เลย
หาใช่สิ่งที่เกิดขึ้นง่ายๆ
ต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่พิเศษเกินธรรมดา
มาเป็นชนวน หรือเป็นพานทองรองรับ
ซึ่งถ้ามีความเข้าใจถ่องแท้
ทั้งต้นเหตุและผลลัพธ์
ก็มีสิทธิ์อธิษฐานถูกเวลา ถูกฝาถูกตัว
เพื่อจะเกิดเป็นผู้โชคดี
ได้พบรักในฝันกันง่ายๆ
แตกต่างจากคนอีกค่อนโลก
ที่รู้จักแต่รักงั้นๆหรือครึ่งรักครึ่งเกลียดกัน

การตั้งใจอธิษฐานขอพบเจอกันไปทุกชาติ
แบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ คือ

) มีความพิศวาสรุนแรงเป็นชนวน
อาจแค่แรกพบสบตา หรือคบหาสองสามวัน
แล้วโดนใจกันจังๆ
ดื่มด่ำเหมือนตกอยู่ในความฝัน
รู้สึกว่าเคยเป็นคู่กันมาแต่ปางก่อน
เลยเกิดวูบใหญ่ของความเชื่อขึ้นมาด้วยกัน
อธิษฐานร่วมกันว่าจะขอพบขอเจอกันตลอดไป
ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ

ประเภทนี้ เรียกว่า บุญเก่าผูกมัด
เกิดขึ้นในคนปกติทั่วไปได้
เพราะใครๆก็เคยอยู่ร่วมกัน
ทำบุญตักบาตรร่วมขันกันมาก่อนได้ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ
เห็นธาตุแท้ของกันมากๆ แล้วพบว่าเข้ากันไม่ได้
หรือกระทั่งเอารัดเอาเปรียบกัน
ทรยศกันทางเพศ
ก็อาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนใจ
แปรคำอธิษฐานเป็นว่า ขออย่าได้พบได้เจอกันอีก
หรือกระทั่งพลิกผันเป็นสาปแช่ง
จงตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิด
ซึ่งก็เท่ากับในชาติเดียว สร้างแรงกรรมต่อกันสองชนิด
คือ ผูกมัดด้วยความสุข
และร้อยรัดให้เป็นทุกข์
เกิดใหม่มักดึงดูดกันทางเพศ
ทนไม่ได้ต้องเข้าหากัน
แต่อยู่ด้วยกันแล้วทรมานทรกรรม ซ้ำรอยเดิมอีก

) มีสถาการณ์น่าซาบซึ้งใจเป็นชนวน
อาจแก้ปัญหา ผ่านเรื่องลำบาก
หรือกระทั่งร่วมเป็นร่วมตายกัน
มีความผูกพันเหนียวแน่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว
ไม่อยากแยกจากกันอีกเลย
เลยเกิดความแน่วแน่ที่จะขอมีแต่กันและกัน
ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ

ประเภทนี้ เรียกว่า เหตุการณ์พาไป
ไม่ค่อยเกิดขึ้นในคู่รักทั่วไป
เพราะสถานการณ์พิสูจน์ใจมักมาเอง ไม่ใช่แกล้งสร้าง
คู่รักประเภทนี้ถ้าเข้ากันได้ในระยะยาวก็ดีไป
แต่หากพบว่า คุยกันไปคนละเรื่องบ่อยๆ
อารมณ์แรงด้วยกันทั้งคู่
ก็จะพบว่าตัวเองรักแรง แค้นแรง
นั่นเพราะมูลการอธิษฐานเกิดจากอารมณ์ซาบซึ้งแรง
เวลาเป็นสุข รู้สึกเหมือนตายแทนให้ได้
แต่เวลาเป็นทุกข์ น้อยใจ
ก็เหมือนอยากประชดกันด้วยความตายได้เหมือนกัน

) มีบุญใหญ่ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเป็นชนวน
อาจร่วมกันสงเคราะห์คน
อาจใส่บาตรด้วยกันทุกวัน
อาจลงแรงสร้างโบสถ์สร้างวิหารแด่นักบวชด้วยกัน
เกิดความสุขล้นหลาม ยิ่งใหญ่มหาศาล
บันดาลความรู้สึกอยากพบอยากเจอชั่วนิรันดร์

ประเภทนี้ เรียกว่า บุญใหม่หนุนนำ
เกิดขึ้นกับคนในศาสนาไหนก็ได้
และยิ่งบุญที่ทำด้วยกันใหญ่เท่าไร
ผลลัพธ์ยิ่งหนักแน่นชัดเจนเท่านั้น
ซึ่งถ้าอธิษฐานสำทับแบบเดียวกันตลอดชีวิต
ก็ไม่ต้องคิดมาก เกิดใหม่ให้ผลตามต้องการแน่ๆ
แต่ปัญหาคือ ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆแล้วเกิดเบื่อ
ต่างฝ่ายต่างหมดใจ ไม่มีความสุขในกันและกัน
หรือกระทั่งเกิดเหตุแค้นเคืองให้อาฆาตหนักๆ
ก็อาจย้อนรอย อธิษฐานเป็นตรงข้ามด้วยความแค้น
ซึ่งมีสิทธิ์เป็นอะไรที่ซับซ้อนมากๆ
เช่น ตอนมีใจ อธิษฐานไปว่า
ขอไม่รักใครนอกจากเธอเพียงคนเดียว
พอหมดใจ ก็เหมือนไปมีคนอื่นยาก
ใจไม่เอาใคร ติดใจลึกๆอยู่กับคนคนเดียวไม่เลิก

) มีทางบุญที่ร่วมเดินกันมาเป็นฐานรองรับ
ทางบุญในพุทธศาสนา
หมายถึงการปลูกศรัทธาดีๆร่วมกันหนึ่ง
ตั้งใจรักษาศีล โดยเฉพาะข้อ ร่วมกันหนึ่ง
ฝึกมีน้ำใจต่อกัน ต่อคนและสัตว์รอบข้างหนึ่ง
คุยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล รู้จักกุศลร่วมกันหนึ่ง
ซึ่งเมื่อจูนจิตเข้าหากันบนเส้นทางของ
ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาได้พักหนึ่ง
จะเกิดทั้งสายใยผูกพัน และทั้งรัศมีสว่างที่เข้ากัน
กระทั่งเกิดความปรารถนาจะเคียงกัน
บนทางสุขทางเจริญ ทางสวรรค์ทางนิพพาน
ไปจนกว่าจะถึงที่สุดทุกข์

ประเภทนี้ เรียกว่า มาถูกทางรักแท้
ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ
และทรงให้การรับรองว่า
จะอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป
และพบกันอีกอย่างเป็นสุขในสัมปรายภพ
(ดู สมชีวิสูตร http://bit.ly/1SMD561 )

สรุปคือ การอธิษฐาน
เป็นแรงกระทำชนิดหนึ่ง
ถ้าชอบอธิษฐานมั่ว ก็เจอผลมั่วๆ
ยิ่งหากพื้นยืนของการอธิษฐาน เป็นบุญใหญ่
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็มั่วใหญ่
แต่หากพื้นยืนของการอธิษฐาน
คือความเข้ากันได้ ผ่านการพิสูจน์ตัว
พิสูจน์ใจแล้วว่า อยู่ด้วยกันแล้วเป็นสุข
อย่างนี้ก็จูงมือไปสวรรค์
และพร้อมจะสนับสนุนกันและกัน
ให้ถึงนิพพานได้ในวาระสุดท้าย หรือชาติสุดท้ายได้!

เรื่องน่าอาย

040416

ทุกคนมีความจำน่าอับอายติดค้างอยู่ในใจ
คนทั่วไปมักใช้วิธีกลับไปพูดแก้ตัว พูดแก้อาย
ซึ่งไม่ได้ลบความจำในหัวให้หายไปแต่อย่างใดเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าเห็นว่าคนฟังคำแก้ตัวเขายังขบขัน
ยังมีแววตาสมเพช
หรือกระทั่งใช้คำพูดล้อเลียน
ก็ยิ่งตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเสียวฟันหนักขึ้นไปอีก

วิธีที่ถูกคือ
ให้มองว่าเมื่อวานเป็นแค่ตัวตนหนึ่งในอดีต
มีไว้ให้ทบทวนความผิดพลาด
มีไว้ให้ระลึกว่า เวลานั้น
เกิดเหตุผลทางความคิดอย่างไร
หรือมีไว้ให้นึกดีๆว่าเกิดอารมณ์บ้าๆแบบไหน
จึงเป็นเหตุให้ทำเรื่องน่าอนาถ หรือพูดคำน่าอายออกไป

เมื่อระลึกว่านั่นเป็นแค่ตัวตนหนึ่งได้
ก็ให้ถามตัวเองด้วยว่า
ตอนนี้เราถอดตัวตนนั้นทิ้งไปแล้วหรือยัง
ถ้าเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นมาอีก
เราจะทำผิดคิดพลาดเหมือนเดิมไหม?
เหตุผลทางความคิดและอารมณ์จะซ้ำรอยเดิมไหม?

หากตอบตัวเองถูก ย้ำกับตัวเองได้ว่า
เกิดเรื่องเดียวกันอีก เราต้องมีตัวตนใหม่
ความระลึกนั้น
ความระลึกนั้นจะช่วยให้ใจกลับหนักแน่นเป็นปกติขึ้นมาได้
รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
และธรรมชาติแห่งการรอคอยวันแก้ตัว
ก็มักมีพลัง สร้างปาฏิหาริย์
บันดาลเหตุการณ์เดิมๆให้เกิดขึ้นอีก
ซึ่งหลังจากได้ผ่านการพิสูจน์ตัว
ความทรงจำของคุณจะได้รับการอัพเดท
ของเก่าถูกแทนที่ด้วยของใหม่
แม้อาจไม่ซ้อนทับสนิท
แต่ก็ช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเป็นคนละเรื่อง

หากมีประสบการณ์แก้ตัวด้วยการกระทำ
ไม่ใช่แก้ตัวด้วยคำพูดเผินๆ
คุณจะเกิดสติ เกิดปัญญาขึ้นมา
เห็นว่าความจำอันเกิดขึ้นเป็นวูบๆในหัวเดี๋ยวนี้ก็ส่วนหนึ่ง
ตัวตนเปิ่นๆ ตัวตนเพี้ยนๆ
หรือตัวตนแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ก็อีกส่วนหนึ่ง
เป็นคนละกาล คนละตัวกัน
ไม่คลุกอดีตกับปัจจุบันเป็นกาลเดียวกัน ตัวเดียวกัน
เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด
นี่แหละคือการเจริญสติ เจริญปัญญาแบบพุทธ!

พูดเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

010416

จะรู้ว่ามีธรรมะแค่ไหน
ไม่ใช่ดูกันที่เข้าใจข้อธรรมพิสดารเพียงใด
แต่ต้องดูว่าฝึกอะไรอยู่จริงๆบ้าง
อย่างเช่นถ้าคิดเจริญสติ ให้ถามตัวเองว่า
เราเอาปัญหาในออฟฟิศมาเป็นโอกาสฝึก
หรือใช้เป็นข้ออ้างว่ายุ่ง วุ่นวาย ไม่มีเวลาเจริญสติ

สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องเจริญสติได้ดีที่สุด
คือการแก้ปัญหาเรื่องคน
ธรรมดาเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับคน
จิตใจเราจะปั่นป่วนว้าวุ่นตามดีกรีของปัญหา

ถ้าไม่ฝึกเอากับของจริง
ทุกคนจะมีอัตตาเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา
โมโหขึ้นมาจะอดไม่ได้ อยากด่าให้เจ็บ
แถมบางคนมีพรสวรรค์ในการสร้างศัตรู
ด่าทีเดียว คนถูกด่าปฏิญาณขอจองเวรไปทุกชาติทันที

การฝึกจริง ต่างจากการแกล้งทำเป็นไม่โกรธ
ต่างจากการสวมหน้ากากคนใจเย็น
และยิ่งไม่ใช่แสดงละคร
ตั้งต้นขึ้นมาพูดดีๆให้ตายใจ
เสร็จแล้วตลบหลัง ใช้คำเจ็บๆให้ปวดแสบปวดร้อน
อย่างนี้คนจะนึกเกลียด
แล้วก็ไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าคนด่านี้เท่เหลือร้าย

การฝึกจริง เริ่มจากการจำให้แม่นๆว่า
เราต้องการอะไรจากการคุยกับคนคนหนึ่ง
อยากให้เขาสำนึก
อยากให้เขาเปลี่ยนแปลง
หรืออยากให้เขารู้ตัวว่ากำลังจะโดนไล่ออกแล้ว

การนึกถึงเป้าหมายให้ชัดเจนสำคัญมาก
ตอนเกิดอารมณ์โกรธ
คุณจะไม่มีเป้าหมายอื่นใดยิ่งไปกว่า
อยากระบายโทสะ อยากเห็นมันโดนลงโทษ
หรืออย่างน้อยอยากให้คนผิดได้รับความเจ็บปวด
ซึ่งก็ไม่มีอะไรง่ายกว่าอ้าปากด่าๆๆ
จนกว่าตัวเองจะรู้สึกเหนื่อย
หรือจนกว่าจะเห็นคนถูกด่าอยู่ในสภาพย่อยยับอับปาง

ภาพเป้าหมายในใจยิ่งชัด
ใจคุณจะยิ่งเย็น นิ่ง ไม่สับสน
ไม่อึงอลไปด้วยคำด่าสารพัดชนิด
จิตพร้อมจะฉลาด รู้ทิศรู้ทางไปให้ถึงเป้าหมาย
เริ่มจากการเลือกใช้คำเพื่อเข้าเป้าแบบตรงไปตรงมา
แต่ไม่จู่โจมจนน่าตกใจ
สามารถคุมโทนเสียงหนักเบาให้เหมาะกับจังหวะ
แต่ไม่ถึงขั้นให้รู้สึกว่าชวนเขาเล่นละครเวทีกัน

จากนั้นก็อาศัยหลักของการเจริญสติไปเรื่อยๆ
คือ สังเกตใจตัวเองเป็น
และอ่านปฏิกิริยาอีกฝ่ายออก

แค่ระลึกบ่อยๆว่า
สติยังอยู่กับตัวเพื่อเอาสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า
สังเกตจากใจตัวเองก่อน
ถ้าอึงอล สับสน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
มักมีคำด่า คำเสียดแทง หรือคำเค้นคอผุดขึ้นมา
แต่ถ้าสงบ ยังจับเป้าหมายได้ชัด
คุณจะรู้ตัวว่าพูดไปถึงไหนแล้ว และต้องพูดอะไรต่อ

ถ้าพูดแล้วใจสงบ มีสติ
คุณจะมีความสามารถสำเหนียกสัมผัสปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย
พูดคำไหนแล้วเขายอมรับ ยอมฟัง
พูดคำไหนแล้วเขาแอบคิดโต้แย้ง ต่อต้าน
พูดคำไหนแล้วเขาสำนึก ได้สติ
พูดคำไหนแล้วเขาโมโห เก็บกด เจ็บแค้น
คุณจะรู้สึกได้หมด

ยิ่งอ่านปฏิกิริยาคนอื่นออกได้กระจ่างขึ้นเท่าใด
คุณจะยิ่งฉลาดในจังหวะจะโคน
ฉลาดในการพูดเพื่อสิ่งที่ต้องการมากขึ้นเท่านั้น
หรือกระทั่งรู้ชัดเดี๋ยวนั้นเลยว่าคำใด
พูดแล้วทำให้อีกฝ่ายจำกลับไปคิด
รู้ทีเดียวว่ายิ่งคิดถึงคำโดนๆบ่อยเท่าไร
แนวโน้มพฤติกรรมจะยิ่งปรับเปลี่ยนไปเท่านั้น

สรุปคือ ตั้งต้นจากการสังเกตใจตัวเอง
แล้วต่อยอดเป็นการสังเกตใจคนอื่น
แต่ถ้าสะกดใจตัวเองไม่ได้
ก็ไม่มีทางสะกดใจคนอื่นอยู่
คนสะกดใจไม่อยู่ จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
แถมอาจได้สิ่งที่ไม่ต้องการตามมาอย่างคาดไม่ถึงด้วย!