ความทุกข์ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

310816

ในทางกลศาสตร์ควอนตัม
ไฮเซนเบิร์กค้นพบว่า
อะตอมไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ถ้าไม่มีผู้พยายามมองให้เห็นอะตอม จุดนั้น

เรื่องนี้สำคัญ
มันหมายความว่าทั้งจักรวาลนี้
ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ถ้าปราศจากเหตุให้มันมี
ปราศจากผู้เห็นว่ามันมี

ฤาษีชีไพรผู้สำเร็จอภิญญา
ก็รู้กันมาก่อนกัปก่อนกัลป์ว่า
กายนี้ ไม่ต้องหนักอย่างนี้ก็ได้
ถ้าทำกสิณลมสร้างความเบาว่องให้กายได้
ผู้สำเร็จกสิณลม บันดาลลมที่ไม่มีให้มันมี
เพื่อยกกายขึ้นสู่อากาศ
แล่นไปตามปรารถนาเหมือนอย่างนกก็ได้

นอกจากนั้น กายนี้ ไม่ต้องคงรูปอยู่อย่างนี้ก็ได้
ถ้าใจใหญ่เกินกาย เห็นกายอยู่ภายใต้อํานาจนึก
จะนึกแปรรูปร่างหน้าตาให้เป็นอย่างไรก็ได้
เนรมิตร่างขึ้นหลายๆร่างก็ได้
ล่องหนหายตัว ไม่ปรากฏในโลกนี้ก็ยังได้
ตราบเท่าที่อำนาจนึกยังไม่เสื่อมลง

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ
ความจริงที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นั่นคือ
ความทุกข์ไม่ต้องมีก็ได้
ถ้าเหตุแห่งความทุกข์ดับไป

ความจริงนี้สำคัญที่สุด
เพราะถ้าไม่มีผู้ค้นพบ
ก็ไม่มีผู้หลุดพ้นจากกรงแห่งความทุกข์ไปได้
นึกว่าต้องเป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ

ทุกข์ทางใจ หายไปชั่วคราวได้
ไม่ใช่ด้วยอิทธิวิธี
แต่ด้วยความเข้าใจง่ายๆว่า
เลิกนึกถึงต้นเหตุทุกข์เดี๋ยวนี้
คลายจากความยึดมั่นเอาเป็นเอาตายเดี๋ยวนี้
ใจก็เลิกกระสับกระส่ายเดี๋ยวนี้
เบาลงเดี๋ยวนี้ หายทุกข์หายโศกเดี๋ยวนี้

ทุกข์ในชีวิต หายไปถาวรได้
ไม่ใช่ด้วยการปล่อยวางประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ด้วยความเข้าถึงที่ลึกซึ้ง
เลิกสำคัญผิดว่ากายใจเป็นตัวเราเสียได้
ทำลายกำแพงอวิชชาลงได้
ยุติการก่อกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดภพภูมิได้
เป็นอิสระจากกองทุกข์ทั้งปวงได้!

คู่คิดไม่ได้แปลว่าคิดอย่างที่ฉันคิด

14102523_1153848168005673_6220477291486345158_n

มองทางเดียวกัน
ประคองคู่เคียงกัน
แก้ปัญหาด้วยกัน
อย่างนี้เรียกว่าคู่คิด

มองคนละทิศ
แต่กลับอยากจะให้เห็นทางเดียวกัน
ไม่มีปัญหาก็สร้างปัญหา
ด้วยการบังคับให้คิดอย่างใจฉัน
อันนี้ในที่สุดก็กลายเป็นคู่ค้านหรือคู่แค้น

มนุษย์เราชอบเรียกร้อง
เริ่มขึ้นมาก็บอกจะหาแค่ใครสักคน
มาเติมความรู้สึกตัวเองให้เต็ม
แต่แล้วก็อยากได้ของแถม
ไม่เอาแค่ความรู้สึก
แต่จะเปลี่ยนความคิดในหัวเขา
เอามาอยู่ในอาณัติของตัวเองด้วย!

กลายเป็นว่าคู่คิด
คือต้องคิดอยู่ในกรอบที่ตนต้องการ
ต้องคิดสนใจฉันคนเดียว
ฉันต้องสำคัญที่สุด
แม้แต่พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนพ้องของเธอ
ก็สำคัญไปกว่าฉันไม่ได้

ทุกคนมีรากอารมณ์ดิบ
อยากบงการคนรักว่า
แม้ฉันไม่น่ารัก เธอก็ต้องรัก
แม้ฉันทำตัวไม่น่าชม เธอก็ต้องชม
แม้คนอื่นดูดีกว่า เธอก็ต้องว่าฉันดูดีที่สุด
แม้เจอใครน่าติดใจ เธอก็ต้องไม่มีใจผูกติด
ห้ามคิดเป็นอื่นเด็ดขาด
จับได้เมื่อไรว่า คิดอย่างที่ไม่อยากให้คิด
ก็เป็นอันถึงเวลาต้องคุยกันโต้รุ่ง!

ความรู้สึกนึกคิดของคนเรา
เพี้ยนได้แรงอย่างน่าแปลกใจ
ไม่ชอบการโกหก
แต่ก็ชอบบังคับอ้อมๆให้ต้องโกหก
ชอบให้คนรักสารภาพความจริง
แต่กลับไม่ชอบยอมรับความจริงที่คนรักคิด

ความขัดแย้งในหัวของตัวเอง
ที่จัดการไม่เสร็จนี่แหละ
ทำให้คู่รักมักไปกันไม่รอด
อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็เข้าไม่ถึงกันเสียที

ต่อเมื่อเลิกเอาแต่อารมณ์ดิบ
เปิดใจยอมรับความจริงในหัวของมนุษย์
เริ่มจากยอมรับความจริงในหัวของตัวเองว่า
มันผันผวนไปมาตามสิ่งกระทบ
กระทบดี ก็รู้สึกดี แล้วคิดดีด้วย
กระทบร้าย ก็รู้สึกร้าย แล้วคิดร้ายตอบ
สัมผัสเรื่องน่าติดใจ ก็รู้สึกติดใจ แล้วคิดถึงไม่เลิก
สัมผัสเรื่องน่าระคาย ก็รู้สึกระคาย แล้วไม่อยากคิดถึง

จากนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบตัวเองกับใครอื่น
ก็จี้ให้ตรงประเด็น จี้ให้เกิดการคิดถึงใจเขาใจเรา เช่น
เรากำลังทำสีหน้าให้น่ามองแบบคนนั้น หรือน่าเมินแบบนี้?
เรากำลังทำตัวน่าติดใจแบบคนนั้น หรือน่าผลักไสแบบนี้?

เรากำลังทำตัวเป็นคู่คิดหรือคู่ทรมาน?
เรากำลังสร้างความคิดดีหรือร้ายขึ้นในหัวเขา?

ความคิดดีๆในหัวเขา เราต้องการ
แล้วก็เรียกร้องแบบเอาเป็นเอาตายเสียด้วย
แต่ความคิดดีๆในหัวเรา เรากลับไม่เห็นความจำเป็น
ไม่เคยเสียเวลานึกเลยว่า เขาก็ต้องการเหมือนกัน

ถ้าจะเอาแต่ดีแบบที่คิดๆฝันๆ
แต่ไม่คิดดีๆในแบบที่เป็นไปได้จริงร่วมกัน
แล้วเมื่อใดจะเป็นคู่คิดกันได้ในโลกความจริงเล่า?

คำถามสำคัญที่สุด ไม่ใช่มีให้ใคร แต่ต้องมีให้ตัวเอง!

ผูกพันไม่ได้แปลว่าเข้าใจกันดี

290816

คนสองคนถูกกั้นไม่ให้เข้าถึงกัน
ด้วยกำแพงความอยากของตัวเอง
ถ้าคนหนึ่งอยากอย่าง อีกคนอยากอย่าง
เท่านี้ก็มองคนละทาง เดินคนละทิศกันแล้ว
ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งไม่เข้าใจ
หรือกระทั่งยิ่งเหมือนแปลกหน้าขึ้นทุกที

กฎของความเป็นมนุษย์ข้อนี้
ไม่มียกเว้นแม้กระทั่งสายเลือดเดียวกัน
ความรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกเข้าใจคุณ
เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย
โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกซ้ำๆว่า
พ่อแม่ไม่เคยเห็นใจคุณเลย

เด็กน้อยไม่มีวันเขย่งเท้าเพื่อเข้าถึงพ่อแม่
มีแต่พ่อแม่ที่โตพอจะ
โน้มตัวลงมาเข้าให้ถึงลูกน้อย

มนุษย์มองคนอื่นด้วยความคาดหวัง
แต่ไม่อยากให้ใครตั้งความคาดหวังเอากับตน
ด้วยกฎธรรมชาติข้อนี้ หมายความว่า
ถ้าปรารถนาจะเป็นพ่อแม่ที่เข้าถึงลูก
คุณต้องมีความเสียสละที่ยิ่งใหญ่
นั่นคือ ตัดความคาดหวังของตัวเองทิ้ง
แล้วเอาความคาดหวังของลูกมาเป็นที่ตั้งแทน

เพื่อจะเริ่มเข้าใจลูก
บางทีคุณอาจต้องพยายามระลึกชาติ
คือ นึกถึงชีวิตก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งยังเยาว์วัย
นึกให้ออกว่า ตัวเองคาดหวังอะไรจากพ่อแม่บ้าง
แล้วคุณจะค่อยๆเริ่มระลึกได้ว่า
คนเราคาดหวังกับคนอื่นมากที่สุดก็ตอนเป็นเด็ก
และคนอื่นที่ว่า ก็ไม่มีใครเกินพ่อแม่ของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น นึกให้ออกว่าสมัยอนุบาล
เคยอยากให้พ่อแม่สอนการบ้านไหม
ถ้าเห็นพ่อหรือแม่ของคุณเป็นคนเก่ง
คุณจะนึกอยากให้พ่อแม่สอนการบ้านสักครั้ง
และดีใจ มีความสุข มีความสมหวัง เมื่อท่านมาสอนจริง
แต่ถ้าพ่อหรือแม่ไม่ได้อย่างใจท่าน
เห็นคุณหัวช้า บวกเลขง่ายๆไม่ได้ แล้วหัวเสีย
เร่งรัดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ ครูไม่ได้สอนมาเหรอ
หรือหนักกว่านั้น เช่น โง่แบบนี้จะตามคนอื่นทันมั้ย?

เจอแบบนั้นครั้งเดียว สมองคุณจะถูกล็อกไว้
ให้เชื่อแบบหนึ่ง คือ คุณโง่เลข พอเรียนเลขเมื่อไร
สมองจะทำงานสับสนอลหม่านทันที
เหมือนถูกโปรแกรมไว้ให้เข้าโหมดฟุ้งซ่าน
ทันทีที่เห็นตัวเลขบนกระดานหรือในกระดาษ
จะถูกความกลัวที่มองไม่เห็นครอบงำ
เหมือนถูกปิดหูปิดตาไปจนโต

ผู้ใหญ่ไม่มีทางรู้ว่า
อารมณ์กราดเกรี้ยวของตัวเอง
คืออารมณ์หวาดกลัวของลูกที่เกิดขึ้นในร่างน้อย
หลายครั้งความคาดหวังเกินไปของผู้ใหญ่
จึงแปรรูปเป็นการขาดความเชื่อมั่นในตัวเองในเด็ก
อาจจะหลายปี หรืออาจจะทั้งชีวิต
แต่เมื่อพยายามหัดระลึกชาติบ่อยๆ
เอาอารมณ์ตัวเองในวัยเด็กมาคอยนำร่อง
คุณจะใจเย็นลงมาก
มองลูกด้วยสายตาที่เห็นใจเขา
ไม่ใช่มองด้วยสายตาเอาแต่ใจเรา!

กรรมอดีตหรือปัจจุบันที่แรงกว่า?

14040169_1150869421636881_4942393455716453894_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - กรรมในอดีตชาติกับกรรมในปัจจุบัน กรรมใดส่งผลแรงกว่ากันครับ

ดังตฤณ :
..
ไปกล่าวว่ากรรมใหม่ชนะกรรมเก่า
หรือกรรมเก่าชนะกรรมใหม่
เป็นมุมมองที่เกิดจากความเข้าใจผิดชนิดหนึ่ง
คือไปนึกว่ากรรมดีไปทำลายกรรมร้ายได้
หรือกรรมร้ายมาหักคอกรรมดีลง

ความจริงคือถ้าทำกรรมใดกรรมหนึ่งมากๆ
จนให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามชนิดนั้นๆ
สิ่งที่จะปรากฏคือ
สภาพภายในและภายนอก
ที่ไม่เอื้อให้กรรมที่เป็นตรงกันข้าม
มีโอกาสผลิดอกออกผลได้!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นผู้ทำทานไว้มาก
จิตเป็นทานจริงๆ
ไม่เลือกว่าทำบุญเอาหน้า ทำบุญกับใคร
อีกทั้งฉลาดในการให้
ให้ของประณีต ให้ด้วยใจประณีต
เมื่อถวายทานแด่ผู้ทรงศีล (ไม่ว่าจะศาสนาไหน)
ก็ถวายด้วยใจเคารพ เปี่ยมปีติ
ยินดีในจิตอันเบิกบานที่เกิดขึ้นภายใน
อย่างนี้ในชาติใกล้ก็ประกันได้ว่า
ต้องไปถือกำเนิดในวงศ์ตระกูลร่ำรวย
ทีนี้ถ้าเคยทำกรรมเล็กกรรมน้อย
เช่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจ้อยๆ
ประเภทนกหนู แมลง แมงปอ
แม้จะเจ็บออดๆแอดๆ
ก็อาจใช้กำลังทรัพย์รักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เรื่องทำบุญสะเดาะเคราะห์ ปล่อยนกปล่อยปลา
หรือทำบุญล้างกรรมอะไรที่เชื่อๆกันมา
ค่อนข้างเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นไปได้ยาก
เคยไปบีบคอเขาตาย
ให้มาปล่อยนกสองสามตัวน้ำหนักมันได้ดุลกันหรือ?

แต่ถ้ากล่าวแบบเข้าข้างศาสนาของพวกเราเอง
ก็ต้องว่าการทำกรรมแรงๆ
เช่นถวายสังฆทานด้วยใจ
ที่เปี่ยมด้วยปรารถนาเกื้อกูลพระศาสนา
ก็อาจให้ผลรุนแรงทันตาเห็น
โดยเฉพาะถ้าเผอิญได้ทำกับกลุ่มพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หรือจับพลัดจับผลูฟลุกสุดขีด
ได้ถวายกับกลุ่มพระอริยบุคคล
มีพระอรหันต์ขีณาสพเป็นประธาน
(
ซึ่งพวกเราบางคนในนี้อาจเคยมีโอกาสนั้นมาแล้ว!)
อย่างนี้กรรมเก่าก็อาจดูบางลง
เพราะมีเหตุปัจจัยอำนวยให้มีความสุขมากขึ้น
ลำบากน้อยกว่าเก่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อีกประการหนึ่ง
หากเกิดในพุทธศาสนา
ก็มีกรรมอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นกลาง
แต่กลางชนิดเหนือบุญเหนือบาป
ไม่ใช่อยู่ระหว่างบาปกับบุญ
กรรมนั้นคือกรรมฐาน ทำวิปัสสนาจนจิตสงบ
และสักแต่ออกกิริยารู้ เป็นอิสระจากแรงกระทบ
ก็จะเห็นชัดจากจิตชนิดนั้นว่า
กรรมใดๆจะให้ผลวิบากก็กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร
หรืออีกนัยหนึ่งเปลือกนอก
คือกายและความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น
เมื่อใจสงบ ปราศจากอุปาทานในตัวตน
เก็บตัวเงียบ ส่งยิ้มเบิกบานสว่างไสวอยู่ตรงกลาง
ก็ไม่มีวิบากกรรมไหนเลยที่ล่วงเข้ามารบกวนได้

แต่ไม่ค่อยจะมีคนสร้างกรรมชนิดที่
เป็นกรรมฐานกันเท่าไหร่หรอกครับ
จะสร้างกรรมล้างกรรมเสียทีตอนชีวิตตกอับ
หันหน้าไปทางไหนมืดแปดด้านนั่นแหละ
อยากเข้าวัด อยากหาหมอดูดังๆ
นึกว่ามีสูตรสำเร็จแก้กรรมทุกชนิดแบบ
ครอบจักรวาลอยู่ที่พระครูเก่งๆ
หารู้ไม่ว่าสูตรสำเร็จของจริงนั้น
ต้องอาศัยจิตที่ฉลาดในการเห็นสภาวธรรมเป็นอนัตตา
ถ้าไม่สร้างความฉลาดเป็นการภายในให้กับจิตแล้ว
ก็ต้องเวียนว่ายอยู่กับการไม่รู้เรื่องกรรม
เจอทีก็งงเคว้งทีอย่างนี้เรื่อยไป!

คนเก่งไม่ได้มีไว้วัดรอยเท้า

260816

ระหว่างแรงบันดาลใจ
กับอารมณ์ริษยา
เฉียดกันนิดเดียว
แต่ผลต่างกันมหาศาล
ถึงขั้นทั้งชีวิตถูกฉุดขึ้นเขา
หรือโดนลากลงเหวได้!

แรงบันดาลใจ
เกิดขึ้นตอนเห็นคนเก่งแล้วเกิดแรงดึงดูด
นึกชื่นชม หรือแอบอุทานในใจว่า
เก่งว่ะ! อยากทำได้อย่างนั้นมั่ง!’

ส่วนอารมณ์ริษยา
เกิดขึ้นตอนเห็นคนเก่งแล้วเกิดแรงต่อต้าน
เพ่งโทษหาที่ติ หรือนึกเทียบเขาเทียบเราดื้อๆ เช่น
หมั่นไส้! ตูก็เจ๋งเหมือนกันวะ! คอยดูตูมั่งเถอะ

แรงบันดาลใจ เป็นของสุก
เป็นไฟให้เครื่องร้อน เป็นแรงฉุดให้พุ่งไป
อยากเงยหน้าจ้องตาอยู่ที่เป้าข้างหน้า
คิดว่า เขาไปได้ เราก็ไปได้
แค่ไม่กี่วันผ่านไป ก็พบตัวเองรุดหน้าไปมาก

ส่วนอารมณ์ริษยา เป็นของดิบ
เป็นไฟให้ตาร้อน เป็นแรงกดให้หยุดอยู่
ก้มหน้าจ้องตาอยู่กับ รอยเท้าเขา รอยเท้าเรา
หาช่องเปรียบเทียบ แกแย่อย่างนั้น ข้าดีอย่างนี้
กี่ปี่ผ่านไป ก็ยังพบตัวเองวนเวียนอยู่กับที่นั่นเอง

ของดิบ กระตุ้นสัญชาตญาณดิบ
คุณจะพบว่า เมื่อตัวเองช่างสังเกตเพ่งโทษใคร
หรือหาพวกมาช่วยกันติได้เพียงครั้งหนึ่ง
จะเกิดความเคยชิน อยากคิด อยากวิจารณ์อีกเรื่อยๆ
เหมือนเครื่องจุดติดง่ายแต่ดับยาก

ถ้าสำรวจตัวเอง
พบว่าจิตใจคุกรุ่นด้วยอารมณ์เทียบเขาเทียบเรา
ก็ให้สังเกตชีวิตที่ทนย่ำอยู่กับที่ไปสักพักหนึ่ง
จนกว่าจะจับจุดถูก เริ่มเบื่อตัวเองเป็น
เบื่อความกลวงเปล่าทางความรู้สึก
เบื่ออารมณ์อยากติ อยากวิจารณ์แหลก
เบื่อหาเพื่อนรุมกระทืบคนน่าหมั่นไส้ในโซเชียล
เบื่อที่จะเห็นคนเก่งปักธงบนยอดเขา
เบื่อที่จะเห็นตัวเองยืนเกาหัวอยู่ที่ก้นเหว

เห็นความเบื่อจุกอกเหมือนใกล้จะตายบ่อยๆ
แล้วคุณจะตัดสินใจละสายตาจากคนเก่งที่คุณต้าน
อย่าแกล้งหาแรงบันดาลใจจากเขาหรือเธอ
เพราะอารมณ์ต่อต้านเป็นเรื่องลึกลับที่คุณห้ามใจไม่ได้
ให้คำตอบตัวเองยากว่าทำไมต้องไปหมั่นไส้เขา
รู้แต่ว่า อารมณ์ต่อต้านเขานั่นแหละ
ตัวถ่วงความเจริญ ถ่วงเวลาในการก้าวต่อไปของคุณ

จากนั้นกวาดตาหาใหม่
หาคนเก่งที่ดึงดูดใจคุณได้
เข้าไปอินรายละเอียดที่มาของความเก่งของเขาให้มาก
รู้ให้ได้ว่า ทุกความเก่งมีแรงบันดาลใจเสมอ
คนเก่งทุกคนใช้เวลาคุ้ม
หมดเวลาในชีวิตไปกับการพัฒนาความเก่ง
ไม่ใช่เปลืองเวลาชีวิตเพื่อเทียบความเก่งกับใคร!

ช่วยคน น้อยไปไม่รู้ความจริง

250816

ช่วยคนบางคน
แม้ไม่สำนึกบุญคุณ
แต่เขาก็ไปตามทางของเขา

ช่วยคนบางคน
นอกจากไม่สำนึกบุญคุณ
ยังอาจย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้

ช่วยคนบางคน
คุณหวังผลตอบแทนบางอย่าง
แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนตามคาด

ช่วยคนบางคน
คุณไม่ได้หวังอะไรเลยจริงๆ
แต่กลับได้รับผลอเนกอนันต์เหมือนฝันไป

ผลภายนอก พยากรณ์ยาก
แต่ละคนถูกเลี้ยงมาต่างกัน
บางคนถูกเลี้ยงมาให้มีจิตสำนึกปกติ
จึงรู้จักตอบแทนบ้าง รู้สึกผิดที่ไม่ตอบแทนบ้าง
บางคนถูกเลี้ยงมาให้รู้จักแต่รับ
จึงเห็นเป็นหน้าที่ของคนทั้งโลกต้องให้ตน
บางคนถูกเลี้ยงให้รู้จักแต่ให้
จึงมีแต่ให้ รับไม่เป็น รับแล้วอาย

ผลภายใน พยากรณ์ง่าย
ถ้าให้ไปด้วยความหวังผลตอบแทน
คุณจะสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง
และเล็งคน เล็งผลจากการช่วยใครมากขึ้นทุกที
ยิ่งอายุมากขึ้น คุณจะยิ่งฉลาดเก็งกำไร
แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งโง่เรื่องทำใจให้สบาย
ต่างจากการตั้งต้นให้ด้วยความหวังว่า
ให้ไปแล้วจะได้ใจดีๆมา
มีความสุขกับตัวเอง
ด้วยมนุษยธรรมที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งอายุมาก คุณจะยิ่งฉลาดปล่อยวางมาก
ไม่โง่งมคิดมากกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

อีกประการหนึ่ง
ยิ่งช่วยคนมาก
คุณจะยิ่งเห็นธาตุแท้ความเป็นมนุษย์ที่หลากหลาย
ถึงจุดหนึ่งคุณจะมองย้อนดูตัวเองว่า
คุณลืมกี่ครั้งว่าใครช่วยอะไรมา
คุณหาทางตอบแทนกี่ครั้งกับผู้มีพระคุณ

ทำไปทำมา คุณจะค่อยๆเชื่อเรื่องเวรกรรมได้เอง
เห็นว่าตัวเองก็เคยดีบ้าง เคยร้ายบ้าง
โดยเฉพาะกับบุคคลที่นึกไม่ถึง อย่างเช่นพ่อแม่
คุณตอบแทนท่านอย่างไร
ธรรมชาติก็ส่งใครต่อใครมา
เป็นสัญญาณบอกแบบนั้น หรือคล้ายๆอย่างนั้น

คุณจะพบว่า ถ้าไม่ช่วยคนบางคน
คุณจะไม่มีทางล้างเวรบางอย่างได้เลย
เพราะคนบางคน เหมือนมาให้คุณฝึก
ให้อภัยเป็นทานโดยเฉพาะ
ตราบใดยังอภัยไม่ได้ ยังคิดแก้แค้นเอาคืน
ตราบนั้นก็ยังต้องอยู่ในวังวนภัยเวรกันต่อไป

สังเกตดู
พอช่วยคนบางคนแล้วเขากลับมาเนรคุณ
แต่คุณทำใจอภัยได้ขาด
จะรู้สึกถึงใจที่ยกสูงขึ้นของตัวเอง
เหมือนพ้นจากบ่วง
หรือลอยขึ้นเหนือน้ำครำเสียได้
นั่นแหละ! เครื่องบอกว่าพ้นออกมาจากของเก่า
การช่วยครั้งนั้น ที่แท้เป็นโอกาสล้างบาปให้ตัวเอง

สรุปคือ ช่วยคนเอาบุญแค่ครั้งสองครั้งยังไม่พอ
ต้องช่วยให้มากพอ ช่วยอย่างมีความเข้าใจด้วย
ชาตินี้ถึงจะได้ทำทานแบบยกจิตยกใจได้จริง!

เรื่องแย่คือโอกาสดี

14063895_1148598348530655_3205176618212266206_n

เมื่อเจอเรื่องแย่
โดยเฉพาะที่แย่เข้าขั้นวิกฤติ
งานไม่มี เงินไม่เหลือ
ความช่วยเหลือไม่มา
คนเราจะถึงทางแยกจุดหนึ่ง
คือ ปล่อยตัวเองให้ขาดสติ
กับเกิดสติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ขาดสติ คือเลิกคิด เลิกใช้เหตุผล
ปล่อยให้อารมณ์มืดครอบงำ
ประชดชีวิตด้วยการทิ้งชีวิต
หรือทำชีวิตให้บรรลัยหนักขึ้น
เช่น ใช้เงินก้อนสุดท้ายเล่นพนัน
ใช้เรี่ยวแรงที่พอมีไปปล้นชาวบ้าน

แต่ถ้าเกิดสติ ได้คิด ได้ใช้เหตุผล
คุณจะพบว่าตัวเองกลายเป็นใครอีกคน
ที่ค้นหาไม่เคยพบในยามสุขสบาย
ความจนตรอกจะบีบให้คุณ
หันหน้าเข้าหาตัวเอง
คุยกับตัวเองให้รู้เรื่องว่า
เมื่อถึงเวลาหมดทุนนอกตัว
ที่ตรงนั้นคุณสะสมทุนในตัวไว้ได้แค่ไหนแล้ว

เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่มีทุนในตัวอยู่เลย
แม้แต่คนจรจัดไร้บ้าน
ก็รู้แหล่งเก็บขยะขาย
และบางคนก็ขายขยะ
มีรายได้ดีกว่าคนจบตรีเสียอีก!

ทุนในตัวที่แท้จริง
มักถูกหยิบมาใช้ในยามไม่เหลือทุนนอกตัว
และทุนในตัวที่มีค่าที่สุด
ก็คือสติ กับการมองเห็น
เพราะสองสิ่งนี้จะรวมกันเป็นความคิดดีๆ
เป็นไอเดียดีๆ เป็นการตัดสินใจอะไรใหม่ๆ
พาไปเจออะไรใหม่ๆ
น่าให้เชื่อได้ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น
เพราะคนเราเมื่อตกต่ำดำดิ่งถึงที่สุด
ถ้ายังคิดดีอยู่ได้ ก็แปลว่าถึงเวลาเชิดหัวขึ้นแล้ว
ไม่ใช่ได้เวลากระแทกพื้น

สติแบบพุทธ เริ่มจากเครื่องกั้นความเลวร้าย
แม้โลกประเคนสิ่งเลวร้ายเข้าใส่
แต่คุณตัดสินใจไม่ออกจากเขตของศีล
เรื่องดีๆก็ยังเหลืออยู่ หรือพร้อมจะเกิดไอเดียใหม่
ได้ความคิดแปลกใหม่ที่คุณคนเดิมคิดไม่ออก
หรือกระทั่งเห็นว่าตัวจริงของคุณ
มีความเป็นคนจริง มากกว่าคนเหลวไหลคนก่อนเยอะ

สติแบบพุทธ สำหรับคนที่ศึกษาพุทธอยู่จริง
นำความเป็นพุทธ
เข้ามาประดิษฐานในตนไว้ก่อนเกิดวิกฤติ
พอถึงคราวเกิดวิกฤติ พอเกิดความรู้สึกแย่ๆ
ก็จะมีสติ พลิกใจตัวเองที่เคยเอาแต่ดูโลกภายนอก
หันไปเป็นผู้ดูโลกภายใน
เห็นกายปวกเปียกอยู่ในอิริยาบถแย่ๆ
เห็นความรู้สึกแย่ๆที่ปรากฏในกาย

แค่เห็นกายแย่ๆ ความรู้สึกแย่ๆ
เพียงชั่วลมหายใจเดียว
อย่างน้อยจะเกิดความรู้ขึ้นมาประการหนึ่ง คือ
ตอนเกิดเรื่องแย่ คุณจะไม่อยากมีตัวตน
เพราะจิตไม่อยากยึด
ไม่อยากเอาภาวะที่เป็นอยู่

ในความไม่อยากยึด ไม่อยากเอากายใจในบัดนั้น
จิตพร้อมจะทิ้งอัตตาทั้งหมด
ยิ่งถ้าพบว่ากายแย่ๆ จิตแย่ๆที่เห็นนั้น
เปลี่ยนแปลงได้ แตกต่างจากเดิมได้ชั่วข้ามลมหายใจ
จิตจะยิ่งแจ่มแจ้งว่า นั่นแหละอนัตตา

ตัวอย่างเช่น เริ่มขึ้นมา เกิดสติยอมรับความจริงว่า
กำลังฟุ้งซ่าน ระส่ำระสาย หมดกำลังใจ ท้อแท้
ร่างกายปวกเปียกเหมือนขี้ผึ้งถูกลน
ไม่มีเรี่ยวแรงให้แข็งขันทำอะไรได้
จุดนั้น จิตจะเห็นเหมือนกายใจ
เป็นกองขยะกองหนึ่ง ไร้ค่า ไม่มีราคา
แล้วพิจารณาต่อยอดว่า
ที่ลมหายใจนี้ ฟุ้งซ่านประมาณนี้
เทียบกับลมหายใจครั้งต่อไปว่า
ฟุ้งเตลิดขึ้นกว่าเดิม
หรือลดระดับความฟุ้งลง
คุณจะพบว่า เพียงแวบแห่งการสังเกตสั้นๆ
ชั่วเวลาข้ามลมหายใจนั้น
ถ้าพบว่า ระดับความระส่ำระสายภายในไม่เท่าเดิม
ก็จะเกิดประสบการณ์น่าอัศจรรย์ คือ
รู้สึกชัดว่า กลุ่มก้อนความฟุ้งซ่านนี้
กลุ้มก้อนความรู้สึกแย่ๆนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวใคร
เป็นของจ้อย ด้อยค่า
แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ค้นพบเพชรในกองขยะ
อันได้แก่สติรู้ความจริง

จิตที่สว่าง ว่าง สงบสุข
อันได้จากสติรู้ความจริงนั่นแหละ
ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต
แม้เกิดขึ้นเพียงแวบเดียว คุณก็จะจำไม่ลืม
และอาจต่อยอดขึ้นเป็นสมาธิ
เห็นความจริงได้เป็นปกติในเวลาต่อมา
แล้วคุณจะกลายเป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างสนิทใจว่า
เรื่องแย่ คือโอกาสดี ถ้ามีสติแบบพุทธ!

ดูดีอย่าดูเว่อร์

230816

คนเราถ้าแต่งตัวไม่ดี
เสื้อผ้าหน้าผมไม่ได้
ก็ไม่รู้สึกมั่นใจพอว่า
จะทำให้คนอื่นมองตัวเองว่ามีดี
เพราะรูปลักษณ์ดีๆ
เป็นตัวกำหนดความรู้สึกเมื่อแรกพบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความดึงดูดให้คนมาสนใจรักใคร่

แต่คนเรา ถ้าแต่งรูปจนดีเกินจริง
กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง
เพียงหวังจะได้เรียกเสียงวี้ดว้าวทางเน็ต
สร้างความปลื้มหลอกๆ
นอกจากจะไม่เพิ่มความเชื่อมั่น
ยังกลายเป็นทำลายความมั่นใจ
ในโลกความจริงได้ดื้อๆ

หากหล่อสวยเว่อร์ๆ
เพียงเพื่อเรียกเสียงฮาครั้งสองครั้ง
แบบรู้ๆกันว่า เว่อร์ขำๆ
ให้เพื่อนๆทางโซเชียลแซวเล่น
อันนั้นไม่เป็นไร ไม่ใช่เหตุให้ผิดปกติ

แต่หากพยายามจริงๆ
ที่จะหันมุมสวยสุด หล่อสุดเข้ากล้อง
แล้วกระหน่ำซ้ำด้วยแอปนางงามจักรวาล
หรือโปรแกรมรีทัชระดับเทพ
ทำซ้ำๆทุกวันด้วยความติดใจ
และด้วยการเห็นคนแปลกหน้ามาติดใจ
อันนั้นนานไปคุณจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
อยากอยู่แต่ในเน็ต อยากแต่งแต่รูป
และไม่อยากมองหน้าตัวเองในกระจก
ไม่อยากให้ใครเห็นตัวจริง
เข้าที่ทำงานหรือห้องเรียนก็รู้สึกจ๋องๆ กระจอกๆ
พอไม่มีใครมอง ไม่มีใครสนหน้าตา แล้วรู้สึกแย่
รู้สึกรุนแรงว่า จริงๆฉันต้องดูดีกว่านี้เยอะ
แล้วหันไปฝากความหวังไว้กับตัวตน
ที่สร้างขึ้นด้วยแอปท่าเดียว

ถ้าไม่อยากผิดปกติทางใจ
ต้องตัดสินใจกันที่จุดหนึ่งว่า
จะเอาเวลาไปสร้างค่าให้ตัวจริง
หรือมัวเสียเวลาสร้างใบหน้าที่ไม่มีอยู่จริง!

สัญญา... ฝึกให้ลูกรักษาได้

220816

หลายคนที่รักอิสระมองว่า
วินัย คือการโปรแกรมคน
ให้กลายเป็นหุ่นยนต์
วินัยจึงเท่ากับพันธนาการน่าอึดอัด

และบางตำราก็แนะว่า
อย่าด่วนเอาคำสัญญาจากเด็ก
เพราะเด็กยังไม่รู้จักสัญญา
เด็กจะเอาแต่ความต้องการเฉพาะหน้า
ถ้าเด็กไม่สามารถรักษาสัญญา
ก็จะรู้สึกไม่ดีกับการรักษาสัญญา
หรือชอบหาเหตุผลแก้ตัวเพื่อผิดสัญญา

ข้อเท็จจริงก็คือ นับแต่รู้ความกัน
เด็กจะรู้จักคำสัญญาจากผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูตน
เช่น บอกว่าเดี๋ยวมานะ (ไม่ระบุเวลา)
เดี๋ยวจะมาตอน... (ระบุเวลา)
เดี๋ยวจะให้ (ให้เปล่าๆเลย)
เดี๋ยวจะให้ ถ้า... (ให้แบบมีเงื่อนไข)
การบอกว่า เดี๋ยวจะอย่างนั้น เดี๋ยวจะอย่างนี้
แล้วทำหรือไม่ทำตามที่บอก
นั่นแหละ! ความรู้สึกเกี่ยวกับคำมั่นสัญญา
ที่ลงหลักปักฐานในจิตสำนึกของเด็ก

ผู้ใหญ่โดยมาก มักไม่ให้ความสำคัญตรงนี้
พูดแล้วทำเป็นลืม สัญญาแล้วทำเป็นไขสือ
ไม่ใช่เรื่องที่มีความหมายต้องจดจำไว้ในใจ
เห็นเป็นเด็ก คงไม่เป็นไร เด็กไม่คิดมากหรอก

เด็กน้อย ไม่ใช่จะคิดน้อยกันทุกคน
และหลายเรื่องแม้ยังไม่คิดอะไรเลยก็จริง
แต่ความจำที่ได้มาจากผู้ใหญ่นั่นแหละ
ทำให้เริ่มคิด และคิดมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน!

จิตสำนึกของลูกมาจากไหน?
หากคุณเป็นพ่อแม่ที่บอกว่า
จะให้แล้วให้จริง
เย็นนี้จะกลับกี่โมง แล้วกลับตรงเวลา
วันไหนจะพาไปเที่ยว แล้ววันนั้นพาไป
นั่นแหละ! จิตสำนึกของลูกมาจากตรงนั้น
ยิ่งถ้าต้องลำบากเพื่อรักษาสัญญา
ยิ่งต้องถือเป็นโอกาสทอง
ทำให้ลูกเห็นว่าคุณต้องรีบตาลีตาเหลือก
ทำให้ลูกเห็นว่าคุณทำโน่นทำนี่มากมาย
เพียงเพื่อพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเขา
หรือถ้าเขาไม่เห็น จะพูดเล่าเสียหน่อยก็ดี
ประสบการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับลูก
จะฝังแน่นในใจเขาเองว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา
ไม่ใช่มาสอนกันดื้อๆ
หรือทวงสัญญากันหลังจากเป็นไม้แก่ดัดยากแล้ว

เส้นแบ่งระหว่างความอึดอัด
กับความเต็มใจที่จะรักษาสัญญา
คือ ความฝืนใจ กับความน่าพอใจ
คุณต้องแสดงให้เกิดความรู้สึกด้วยว่า
รักษาสัญญาได้แล้วภูมิใจ มีความสุข
ไม่ใช่ข้อบังคับที่ปฏิบัติแล้วเป็นทุกข์
ถ้าคิดจะให้ความสุขกับลูก
พอรักษาสัญญาได้ก็ต้องเกิดความสุขตามลูก
และถ้าคิดให้ดีก่อนรักษาสัญญา
คนเราก็มักทำได้เสมอ น้อยครั้งที่จะหลุด
เมื่อหลุดก็ต้องมีเหตุสุดวิสัยที่ชัดเจน
และมีสิ่งชดเชยกัน
อย่างน้อยที่สุดก็เช่น คำขอโทษจากความรู้สึกผิดจริงๆ
หรือไม่ก็การอธิบายเหตุผลที่ฟังขึ้น

การไม่เผลอหลุดปากสัญญาส่งเดชของคุณ
ช่วยให้ลูกไม่ปากเบา ไม่พูดอะไรส่งเดช
คุณเองจะเป็นคนแรกที่สบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะมั่นใจว่า ลูกพูดคำไหนก็คำนั้น
จนคุณเองประหลาดใจว่าอายุยังน้อย
ทำไมจำสัญญาแม่น
และอยากรักษาสัญญามากขนาดนั้น

แต่ถ้าเป็นตรงข้าม คุณไม่เคยใส่ใจคำสัญญาเลย
คุณก็จะเป็นคนแรกเช่นกันที่พบว่า
ยิ่งโต ลูกยิ่งเหลวไหล พูดไม่เป็นพูด
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ หรือไม่แก้ตัวเลย
ฉันจะเอาของฉันอย่างนี้แหละ!

เบื่องานหรือเบื่อความเชื่องช้า

14067522_1144325988957891_7299468239578663455_n

ถ้าเจ้านายของคุณ
บอกว่างานชิ้นนี้สำคัญมาก
หากทำเสร็จทันวันนี้
จะปิดดีลใหญ่ได้
คุณเอาโบนัสไปเลย ล้าน
คุณจะพบว่าตัวเองหูตาตื่น
เกิดการรับรู้แจ่มชัด
มือไม้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วไปหมด
งานกองพะเนิน
ที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันจัดการ
ก็อาจเสร็จสมบูรณ์ไร้ที่ติในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ตัวความหวัง
ตัวความอยากได้ที่แจ่มชัดนั่นเอง
คือเป้าหมายใหญ่ที่ช่วยให้ทำเรื่องใหญ่ได้ดี
เสร็จเร็ว และไม่ผิดพลาด
มนุษย์จะมีสมาธิ ใช้ศักยภาพของตัวเองเต็มที่
ร่างกายหลั่งสารชีวเคมีดีๆออกมาในสมอง
ก็เมื่อมีเป้าหมายเป็นชีวิตที่ถูกยกระดับขึ้นเห็นๆ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ชีวิตที่ทำงานเก่ง ทำงานเสร็จเร็ว
และมีความเป็นสมาธิจดจ่อกับงานได้ต่อเนื่อง
ดีกว่าชีวิตเฉื่อยชา
ที่ครอบครองเงิน ล้านหรือ ๑๐๐ ล้านอยู่แล้ว
เพราะความเฉื่อยชา
จะทำให้คุณเบื่อแม้ชีวิตตัวเอง
ต่อให้เอาโลกทั้งใบมาประเคน
สมองก็จะไม่เกิดปฏิกิริยาอยากรับอยากรู้
ตอนนั้นคุณจะไม่รู้สึกยินดียินร้าย
กับโลกทั้งใบในมือเลย

วันไหนมือเท้าหงิกงอ
ชีวิตเหมือนเข้าใกล้ความหยุดนิ่ง
บอกตัวเองว่า เบื่อเว้ย! เบื่องาน! เบื่อคน!
ให้ถามตัวเองว่า ทั้งหมดทั้งปวงนั้น
เริ่มต้นมาจากการเบื่อความเชื่องช้า
ไร้ชีวิตชีวาของตัวเองหรือเปล่า

ลองเคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉงขึ้น
และตั้งใจให้จบงานในเวลาที่สั้นขึ้น เท่า
แล้วคุณจะพบว่าความเคลื่อนไหวที่ว่องไวไหลลื่น
เป็นส่วนกระตุ้นสมองให้ทำงานกระตือรือร้น
จิตใจเป็นสมาธิ ซึ่งนั่นแหละ
คือสิ่งที่คุณต้องการจากการทำงานอย่างแท้จริง
เป็นรางวัลใหญ่ในตัวเอง
ยิ่งกว่าเป้าล่อเป็นเงินหลายๆล้าน

แม้ไม่รักงาน แม้ชังน้ำหน้าคน
อย่างน้อยให้รักวิธีเคลื่อนไหวทำงานทำการของตัวเองไว้
คุณจะพบว่าโลกนี้มีอะไรดีๆให้น่าอยู่ขึ้นเยอะ!

โกหกช่วยคนมีผลอย่างไร

13934918_1143472575709899_8202616306349399496_n

เมื่อคนคนหนึ่งทำผิด
มักต้องมีใครอีกคนหรือหลายคน
พลอยต้องทำผิดตาม
ถ้าไม่ใช่ในฐานะสมรู้ร่วมคิด
ก็ในฐานะช่วยเหลือให้รอด

ถ้าโกหกได้โดยไม่กระดากใจ
ก็เหมือนไม่ต้องเป็นทุกข์อะไรนัก
แต่หากโกหกไม่เป็น
หรือตั้งใจรักษาศีลอยู่ก่อน
แม้โกหกเบาๆ ก็อาจต้องเป็นทุกข์หนัก
ต้องคิดมากไปอีกนาน

เมื่อจะต้องช่วยใครด้วยคำโกหก
อย่ามองเผินๆแค่ได้ช่วยคน
แต่ลองตอบตัวเองให้ได้ว่า
คุณช่วยให้เขารอดจากอะไรบ้าง
แค่คนที่จับเขาได้
หรือนิสัยของเขาเองด้วย?

ด้วยนิสัย ด้วยพฤติกรรม
ด้วยระดับจิตสำนึกของคนที่คุณช่วย
ลองไตร่ตรองดูดีๆว่า
ช่วยแล้วจะต้องช่วยอีกไหม?
ช่วยแล้วเขาจะสำนึกหรือได้ใจ?
ช่วยแล้วคุณมีสิทธิ์เดือดร้อนทีหลังได้แค่ไหน?
ช่วยแล้วคุณจะติดนิสัยช่วยคนผิดๆหรือเปล่า?

คนดีที่เผลอพลาดทำผิด
มักมีช่องทางให้ช่วยเหลือโดยไม่ต้องโกหก
แต่คนเลวที่จงใจทำผิดเป็นนิสัยนั้น
ต่อให้โกหกคำโตช่วยพันครั้ง
ก็ไม่อาจช่วยเขาให้รอดจากตัวเองเลย!

มือรินน้ำใจนั้นดี
แต่ดูเท้าตัวเองด้วยว่า ยืนอยู่บนโคลนเลน
ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคบ้างหรือเปล่า

คนที่ขอให้คุณทำผิดเพื่อเขา
เห็นใจคุณมากพอ
ที่คุณควรจะเห็นใจเขาไหม?

ระหว่างเสียเพื่อน
กับตัวเองเสียคน
อันไหนน่าเสียดายกว่ากัน?

สรุปคือ ช่วยคนนั้นดี
แต่โกหกนั้นไม่ดี
ระหว่างดีที่ได้ช่วย
กับไม่ดีที่ต้องโกหก
ชั่งน้ำหนักแล้วตอบตัวเองให้ได้ว่า
จะเลือกช่วยทางอื่นอย่างเต็มที่
หรือควรฝึกวางเฉยเสียบ้างแล้ว!

ความไม่พอใจทำเงินให้คุณได้

13934992_1142686479121842_3280478461996414012_n

คนส่วนใหญ่มีแต่รากของอารมณ์
มุมมองจึงเป็นไปตามอารมณ์
เจอเรื่องไม่พอใจก็บ่นกระปอดกระแปด

ต่างจากคนหยิบมือหนึ่งที่มีรากความคิด
มุมมองเป็นไปตามความคิด
เจอเรื่องไม่พอใจก็ตาโต เห็นเป็นโอกาสทอง

รากความคิดดีๆ งอกเงยขึ้นเป็นชีวิตดีๆ
เรื่องนี้เห็นได้จากคนที่ประสบความสำเร็จใหญ่ๆ
อย่างเช่นที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งให้เล่าไว้
มีผู้คนชอบขอคำแนะนำจากเขาว่า
ถ้าอยากมีบริษัทเป็นของตัวเอง ควรเริ่มตรงไหน

คำตอบของมาร์ก คือ ให้เริ่มจากมุมมอง
"
บริษัทดีๆที่ผมนึกออกนะ
เริ่มจากการที่มีใครบางคน
มีใจให้กับการเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง
ไม่ใช่ว่าเริ่มจากการที่มีใครบางคน
ตัดสินใจว่าเอาล่ะ! ฉันจะเริ่มสร้างบริษัทล่ะนะ
คือ แทนที่จะพยายามสร้างบริษัท
ให้พุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลง
ทำสิ่งที่คุณอยากเห็นมันปรากฏขึ้นมาในโลก
แล้วก็เดินหน้าผลักดันให้มันเกิดขึ้นจริง!"

พูดง่ายๆ
เลือกความไม่น่าพอใจสักอย่างมา
จะเป็นสิ่งที่คุณไม่พอใจ
หรือเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่พอใจก็ได้
แล้วพยายามทำให้มันน่าพอใจ
ในที่สุดคุณจะได้ทั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
ได้ทั้งเส้นทางรู้จักคนร่วมทางที่รู้ใจกัน
ได้ทั้งอาชีพถาวรให้ตนเอง
และได้ทั้งชีวิตที่น่าปรารถนา
เสร็จสำเร็จในชาติเดียว

ต่างจากคนอีกค่อนโลก
ที่เลือกทุกความไม่พอใจมาบ่น
หมดพลังชีวิตไปในการบ่น บ่น และบ่น
ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรมากกว่าเทพลังชีวิตทิ้ง
ได้แต่เดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตซ้ำๆ
ได้แต่เพื่อนร่วมบ่นกระปอดกระแปดขี้นินทา
ได้แต่ชีวิตแบนๆที่ไม่มีมืออาชีพอยากอยู่ใกล้
สะสมความเคยชินไว้เป็นกรรมติดตัว
เกิดใหม่ก็ย่ำอยู่กับที่อีกหลายชาติไม่เลิก!

อ้างอิง
https://www.facebook.com/zuck/videos/vb.4/10103038735800891/?type=2&theater

โปเกมอน โก กำลังจะพาเราไปไหน?

13903264_1141866835870473_3366721104302170484_n

บุคคลที่เป็นต้นคิดโปเกมอน โก
เป็นประธานของนินเทนโด
ชื่อ ซาโตรุ อิวาตะ
เขาตายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว
ก่อนจะรู้ว่าผลงานที่เขา
ช่วยกันคิดกับคนของบริษัทโปเกมอน
ได้เขย่าโลกครั้งมโหฬารในหนึ่งปีต่อมา

เคยมีข่าวในอเมริกาว่า
มีคนออกไปจับโปเกมอนกันตอนดึกๆ
แล้วเจอโจร
แต่ดันนึกว่าเป็นพวกจับโปเกมอนด้วยกัน
กว่าจะรู้ว่าเป็นโจรก็ตอนโดนเชือดคอ
ยังดีที่ไม่ตาย กระเสือกกระสนหนีรอดมาได้
ทว่าแทนที่จะไปโรงพยาบาล
กลับเป็นห่วงจับโปเกมอนก่อน
จับเสร็จค่อยหาหมอ!

หลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เพราะมีรายงานอุบัติเหตุ
อันเกิดจากการเล่นโปเกมอน โก
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
ไม่สนใจโลกตรงหน้ากันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เข้าสถานที่ต้องห้ามโดยไม่รู้ตัว ไม่เห็นป้ายกัน
ก็ไม่ใช่น้อยๆ

ผมกลับไม่รู้สึกเป็นห่วงเท่าไร
เพราะหลังจากดาวน์โหลดมาเล่นอยู่ นาที
ด้วยความอยากรู้ว่าแก่น
หรือศูนย์กลางความดึงดูดของเกมอยู่ตรงไหน
ซึ่งพอรู้ ก็ทราบว่ายังอยู่ห่างไกล
จากคำว่าน่าเป็นห่วงมาก
เพราะในที่สุดจะมีเกมที่ซ้อนทับโลกความจริง
ทะลักพรั่งพรูออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาดอีก
เล่นสนุกกว่านี้อีก น่าติดใจกว่านี้อีก
แล้วคนก็จะค่อยๆลืมโปเกมอน โกกันไป
อีกทั้งนานๆไปก็จะไม่ตื่นเต้นกับอะไรพรรค์นี้นัก

ก้มหน้าลงไป
ยังไงคนก็ยังเงยหน้าได้ครับ
ถึงวันนี้ ยังไม่มีอะไรน่าติดใจ
ขนาดทำให้คนเงยหน้าไม่ขึ้น
และเกมอย่างโปเกมอน โกเอง
ก็ทำให้คนเลิกเจ่าจุกอยู่กับที่
ออกเดิน ออกไปคุย (ดีๆ) กับคนแปลกหน้ามากขึ้น
เห็นโลกหลากหลายขึ้น
มันก็มีส่วนสร้างสรรค์เหมือนกันแหละ

แต่เร็วๆนี้ไม่แน่นะครับ
กูเกิ้ล ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ครองโลกตัวจริง
กำลังมีแผนใหญ่ ภายใต้การนำของ Ray Kurzweil
ซึ่งเป็นนักนักสร้างภาพอนาคต
มีผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาแล้ว
เขากำลังจะทำให้คนเลิกก้มหน้า
แต่เงยหน้าและลืมตาเต็มๆอยู่ในโลกอีกใบ!

เรย์มั่นใจว่า จากเทคโนโลยีที่เขาและทีมงานกำลังพัฒนา
จะสามารถฉีดนาโนบอต (หุ่นจิ๋วระดับนาโน) เข้าสมองคน
แล้วปิดการรับสัญญาณจากหูตาและร่างกาย
จากนั้นก็ป้อนสัญญาณใหม่
สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
หลอกสมองว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส
สิ่งที่ถูกออกแบบสร้างขึ้นโดยเฉพาะ
โดยสมองจับไม่ได้เลยว่าเป็นของปลอม

แทบทุกคนอยากเปลี่ยนโลก
โดยเฉพาะโลกเซ็งๆที่เราออกแบบเองไม่ได้
แต่ Ray Kurzweil กำลังจะทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้
เขาจะทำให้คนรู้ว่าเปลี่ยนโลกของจริงเป็นอย่างไร
เดี๋ยวเราจะได้ไม่ต้องคิดถึงญาติที่อยู่อีกฟากโลก
เพราะกดปุ่มปุ๊บเดียวก็เจอหน้ากันจริงๆได้
เดี๋ยวเราจะไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมกันอีก
เพราะแค่กดปุ่มก็สวยหล่อเหมือนดาราระดับโลกทันที

แต่ก็นั่นแหละ ดีที่สุดอาจสวิงมาข้างร้ายที่สุดอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวเราจะไม่เป็นอันได้อยู่ในโลกความจริงกัน
ทำงานเก็บเงินซื้อความจริงหลอกๆแทนบ้าน แทนรถ
ขอแค่ห้องเท่ารูหนูไว้สับสวิทช์จากโลกจริงไปโลกเสมือนก็พอ
เดี๋ยวเราจะได้มีเรื่องถกเถียงกันมากขึ้น
ที่เที่ยวไปมีเซ็กส์กับใครต่อใครในโลกเสมือนมันผิดหรือไม่ผิด
แล้วตัวจริงของเราคือใครกันแน่
ในเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนมากกว่าโลกจริง

อันเนื่องจากโลกเสมือนของ Ray Kurzweil ยังมาไม่ถึง
ผมเลยไม่ทราบว่า จะหลอกจิตได้น้องๆสวรรค์
หรือเหนือกว่าสวรรค์ของจริงหรือเปล่า
รู้แต่ว่า ถ้าเอามนุษย์คนหนึ่งไปขึ้นสวรรค์
กลับลงมาจะไม่เป็นทำอะไรครับ
อยากขึ้นสวรรค์ท่าเดียว
ไม่ต่างจากลิงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์สักนาที
ลิงจะไม่อยากกลับไปเป็นลิงอีกเลยตลอดไป

และถ้า Ray Kurzweil สร้างโลกอนาคตได้จริงอย่างที่คิด
คุณไม่ต้องหนีไปไหน อย่างไรก็ต้องร่วมขบวนกับเขา
เพราะการสื่อสารยุคนั้นจะบีบคุณเอง
ไม่ต่างจากที่คนเคยรังเกียจหรือตั้งแง่อคติกับสมาร์ทโฟน
ในที่สุดก็ต้องหันมาใช้สมาร์ทโฟน
ไม่งั้นคุยไลน์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้าไม่ได้

ถ้าจะศึกษาธรรมะ ช่วงนี้ยังพอมีเวลาเหลือครับ
แต่หากรออีกสิบกว่าปี ไม่รู้โอกาสจะยังมีอยู่หรือเปล่า
ผมเคยนึกอยากสร้าง VR
เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงของคนเจริญสติ
ถ่ายทอดให้คนทั่วไปรู้ตาม ผ่าน Gear VR หรืออื่นๆ
เริ่มจากเห็นลมหายใจไปถึงสภาพจิตที่รู้จักอนัตตา
แต่พอลองศึกษาวิธีสร้างแล้ว
เห็นท่าว่ากำลังของผมคงไม่ไหวครับ
ถ้าใครทำ VR ได้ผมให้ไอเดียฟรีๆเลย
หากไม่ทำสื่อธรรมะที่เข้ากับโลกอนาคตไว้แต่เนิ่นๆ
พอได้เวลาที่อนาคตพรรค์นั้นมาถึง
ก็คงสายไปสำหรับคำว่าธรรมะกับคนยุคใหม่’!

อ้างอิง
http://www.cnet.com/news/a-look-into-the-mind-bending-google-glass-of-2029/

https://www.reddit.com/r/Futurology/comments/2n4oor/how_plausible_is_it_to_expect_microbotsnanobots/

ถ้าไม่ชอบ ให้อย่างไรก็ไม่ชิน

13962480_1141108995946257_3507501174669274362_n

ไม่ว่าจะเป็นของ
ไม่ว่าจะเป็นคน
ไม่ว่าจะเป็นงาน
ถ้าเป็นเหตุให้ทุกข์เท่าเดิม
อยู่ๆไปพักหนึ่งคุณจะชิน
เหมือนเสียงรบกวนที่คงเส้นคงวา
ได้ยินไปนานๆ
สมองจะคัดส่วนที่รบกวน
ออกจากการรับรู้ไปเอง
แม้ส่งเสียงอยู่ แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน
นี่เป็นกลไกธรรมชาติ
ที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้
โดยไม่เป็นบ้าตายเสียก่อน
ภายใต้สภาพการณ์แย่ๆ

แต่ถ้าเสียงรบกวนดังกล่าว
อยู่ๆดังโด่งขึ้นมากระตุ้นโสตประสาท
พักหนึ่งแล้วแผ่วหายไป
เสร็จแล้วแผดแหลมขึ้นมาแสบแก้วหู
เป็นนานกว่าจะหายไป
จากนั้นกระหึ่มสะเทือนอัดบ้องหู
นานเหมือนจะไม่หยุด กว่าจะหายไปได้
แบบนี้ร่างกายและจิตใจของคุณจะไม่ปรับตัว
นับวันสุขภาพจิตจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
เหตุเพราะทุกครั้งที่เสียงอันเป็นพิษกระทบหู
จะเกิดความทุกข์ใหม่ๆไม่ซ้ำหน้า
เพิ่มความอึดอัด สะสมแรงดัน
จนถึงจุดหนึ่งเหมือนลูกโป่งใกล้ระเบิด

เมื่อเข้าใจหลักการนี้
ก็จะแยกแยะออกว่า
แม้แต่การเจริญสติ
ก็ไม่ใช่เจริญได้ทุกสภาพการณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภายใต้สภาพการณ์ที่สติของคุณ
ยังไม่แข็งพอที่จะต้านทาน
แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับเหล่าภิกษุสาวกว่า
หากเจริญสติถูกทางแล้ว
แต่อยู่ที่ไหนแล้วเป็นสุขเกินไป
ไม่เป็นเหตุให้สติเจริญขึ้น ก็หลีกออกมาเสีย
อยู่ที่ไหนแล้วเป็นทุกข์เกินไป
ไม่เป็นเหตุให้สติเจริญขึ้น ก็หลีกออกมาด้วย
ท่านไม่ได้ส่งเสริมให้ทนๆๆไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วหวังว่าเดี๋ยวสติจะเจริญขึ้นได้เอง

สิ่งที่ต้องทำไว้ในใจ คือ
ถ้าเจอกระทบอันเป็นทุกข์นิดหน่อยแล้วถอยทันที
ไม่อาศัยเป็นบทเรียนดูปฏิกิริยาทางใจ
ที่แรงขึ้นมา แล้วแผ่วลงไป บ้างเลย
จะเอาแต่เครื่องประโลมสัมผัสที่น่าพอใจ
เช่นนี้ ในทางธรรม สติก็ไม่มีทางเจริญ
เพราะจะขาดสติ เคลิ้มนึกไปว่าโลกนี้น่าอภิรมย์
ส่วนในทางโลก ความเข้มแข็งก็ไม่มีทางเกิด
เพราะเป็นผู้ขาดขันติ
อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทนไม่ได้ไปหมด

ในทางกลับกัน
หากเจอกระทบอันเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นๆไม่สิ้นสุด
แล้วไม่หาทางเลี่ยง หรือไม่คิดตัดต้นตอ
เข้าใจว่าการเจริญสติ คือการฝึกทนทู่ซี้ไปเรื่อยๆ
อันนี้ในที่สุดโรคประสาทก็ถามหาเอาง่ายๆเหมือนกัน
การทึกทักของคนส่วนใหญ่จะออกแนว
แน่จริงต้องทนได้ทุกอย่าง ฝึกได้ทุกที่
ทำไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง หรือยังฝึกไม่พอ
ที่แท้แล้วทั้งหลายทั้งปวงคือ
ยังไม่เข้าใจให้ดีพอต่างหาก!

จะรู้ได้อย่างไรว่ารักใครจริง

13876560_1139070606150096_3297145138236793312_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถามจะมีวิธีสำรวจใจตัวเองไหมคะ ว่าเรารักใครจริงๆหรือเปล่า? ถามใจตัวเอง บางวันบอกว่ารัก บางวันบอกว่าเฉยๆ ไม่แน่ใจเลยว่าถ้าตอบรับไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า

ดังตฤณ :
ตอบตามหลักที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นะครับ
ความรักจะเกิดขึ้นได้
ด้วยองค์ประกอบหลักสองประการ
หนึ่ง คือ เคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน
สอง คือ เกื้อกูลกันในปัจจุบัน
เมื่อจับหลักอย่างนี้
ก็สามารถเทียบเคียงกับภาคสนามได้ง่ายหน่อย
คือเมื่อพบคนที่คุณสามารถรักได้
ควรจะเกิดอาการต่างๆต่อไปนี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความรู้สึกคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว
เหมือนรู้จักมักคุ้นอยู่ก่อน
และพูดคุยสนิทสนมได้ง่าย
เหมือนระบายได้ทุกเรื่อง
นั่นเป็นวิบากของการอยู่ร่วมกันมานาน
ก่อแรงดึงดูดเข้าหากัน
อยู่ใกล้แล้วไม่รำคาญ
แม้เหงาก็อบอุ่นเป็นสุขได้เพียงเมื่อคิดถึง
และเท่าที่พบมา ต่อให้ธาตุนิสัยต่างกันเป็นตรงข้าม
เช่น ใจร้อนกับใจเย็นมาเจอกัน
ก็ไม่รู้สึกแปลกแยกต่อกัน
ขอเพียงมีบุพเพสันนิวาสมาช่วย

การสำรวจใจด้วยเกณฑ์ข้อนี้
อย่างง่ายก็อาจลองจินตนาการดูว่า
ถ้าต้องไปอยู่กระต๊อบกับใครสักคน
แล้วรู้สึกว่ารับได้ไหม เป็นไปได้ไหม
หากสนิทใจพอ หรือกระทั่งนึกครึ้มคึกคักต่อยอด
อยากหนีไปอยู่เกาะตามลำพังสองคน
อันนั้นถือว่าผ่านมาตรฐานเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ความรักที่แท้
ต้องการความจริงเป็นเครื่องรับรอง
ไม่ใช่แค่จินตนาการหรือฝันกลางวันเล่นๆ
หากมีโอกาสร่วมสถานการณ์ลำบาก
อยู่ในที่ที่ขาดความสุขสบาย
แล้วยังรู้สึกดีกับการอยู่ร่วมกันได้
อันนั้นถือเป็นบทพิสูจน์ครับ
ว่าเคยอยู่ร่วมกันด้วยดีมาอย่างแน่นอน


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย
คืออยากช่วยเหลือ อยากดูแล
มีความเอาใจใส่โดยไม่ต้องฝืน
นั่นเป็นเพราะเหตุที่เคยช่วยเหลือดูแลกันมาก่อน
ย่อมชวนให้ผูกพันไยดี
เท่าที่พบมา
แม้ฝ่ายหนึ่งได้ชื่อว่าเห็นแก่ตัว ไม่เอาใคร
แต่ก็เต็มใจเสียสละให้กับคู่บุญเก่าได้
เมื่อคอยเข้าไปดูแลสารทุกข์สุกดิบ
ก็ได้ชื่อว่าปัจจุบันสร้างเหตุแห่งความรักไว้แล้ว

การสำรวจใจตนเองด้วยเกณฑ์ข้อนี้
ก็ขอให้รอดูเหตุการณ์จริง วัดใจกันในยามยาก
หากเขาต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
คุณเต็มใจแค่ไหน
กระตือรือร้นในการช่วยปัดเป่าเท่ากับหรือยิ่งกว่า
ปัญหาของตัวเองไหม

ถ้าจะวัดใจให้สมบูรณ์แบบ
ต้องดูทั้งสองฝ่ายนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายเดียว
การอยากอยู่ใกล้
การอยากดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
เป็นเครื่องชี้ชัดว่าร่วมบุญกันมาจริง
ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดหนี้แค่ข้างเดียว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

นอกจากนั้นต้องคำนึงด้วยว่า
ชีวิตหนึ่งๆเราอาจร่วมชาติร่วมชายคา
เป็นคู่ผัวตัวเมียกับใครได้มากกว่าหนึ่ง
(
แถมบางรายร่วมได้ทั้งสองเพศ!)
ฉะนั้นก็อย่าแปลกใจหากคุณปิ๊ง
และเอาใจใส่ใครต่อใครได้หลายคน

โลกเต็มไปด้วยตัวเลือก
โดยมีข้อจำกัดทางศีลธรรมว่า
ต้องเลือกอยู่กับใครคนหนึ่งเพียงคนเดียว
ฉะนั้นหากต้องการสำรวจใจว่ารักใครที่สุด
ก็ให้ดูว่าใจคุณอยากเลือกอยู่กับใครมากที่สุด

แน่นอนว่าด้วยความจำเป็นบางประการ
อาจทำให้คุณต้องเลือกอยู่กับคนที่รักน้อย
และตัดใจจากคนที่รักมาก
นั่นก็เป็นเครื่องชี้ได้อย่างหนึ่งว่า
แม้ทำบุญร่วมกันมาพอจะให้แสนรัก
แต่ก็อาจมีบาปเก่าหรือบาปใหม่บางอย่าง
มาขวางไว้ไม่ให้สมหวัง
เข้าทำนองรักมากแต่ไม่อยากอยู่ด้วยนั่นเอง

เป้าหมาย... มีได้ตั้งแต่ต้นชีวิต

13903302_1138824656174691_5981693750356834480_n

คุณมีบทบาทในการสร้างเป้าหมายให้ลูก
ไม่ใช่ตอนบอกเขาว่า ชีวิตเขาควรเป็นยังไง
ไม่ใช่ตอนกะเกณฑ์ว่า เขาต้องเข้าคณะไหน
และยิ่งไม่ใช่ตอนบังคับว่า อาชีพเขาคืออะไร
แต่เป็นตอนที่เขายังหัดใส่เสื้อผ้า
ยังตื่นแบบไม่รู้ว่าจะหาความสดชื่นจากไหน
ยังไม่รู้จะฝันดีได้อย่างไรก่อนนอน!

เป้าหมายที่จะเป็นเป้าหมายได้จริงๆนั้น
ต้องมีองค์ประกอบ ประการ
หนึ่ง ที่ตั้งให้ตั้งตาตั้งใจเล็ง
สอง วิธีพุ่งไปให้ถึงสิ่งที่ตาและใจเล็งไว้
สาม ผลลัพธ์ของการชนจุดที่เล็ง
หากองค์ประกอบทั้งสามเกิดขึ้นในใจเด็กได้
เขาก็จะค่อยๆโตขึ้นแบบคนรู้จักสร้างเป้าหมายในชีวิตได้
เพราะสมองถูกเทรนให้เล็งเป้า
พอขาดเป้าแล้วทนไม่ได้ ชีวิตเหมือนขาดอะไรไป
ต้องหาอะไรเล็งใหม่เอง

สิ่งสำคัญยิ่ง
ที่อาจไม่เคยมีโรงเรียนไหนสอนคุณมาก่อน คือ
---
เป้าหมายมีสองแบบ ---
แบบที่เป็นรูปธรรม กับแบบที่เป็นนามธรรม
สองแบบนี้ฝึกต่างกัน ผลต่างกัน
และถ้าอยากให้คนคนหนึ่งโตขึ้นอย่างมีความสุข
ไร้ความขัดแย้งทางใจ
ก็ต้องฝึกให้รู้จักเล็งทั้งสองเป้านี้อย่างได้สมดุล

<<<
เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม >>>
คือ เป้าที่ตามองเห็นได้ มือจับต้องได้
อาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึงได้
กับทั้งรู้ผลชัดเจนเป็นภาพและเสียง
ฝึกได้ง่ายๆในสถานการณ์ปกติ เช่น
ตอนฝึกใส่กางเกง ใส่เสื้อ
ถ้าเห็นลูกเอื่อยเฉื่อย
เหมือนจะรอให้คุณช่วยใส่ให้ไม่เลิก
นั่นคือสัญญาณบอกว่าจิตใจเขาไร้จุดหมาย
ยิ่งวันจะยิ่งเฉื่อยลง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ให้คุณกระตุ้นด้วยการส่งเสียงบอกเหมือนจะเล่นเกมว่า
เอานะ! ให้เวลา ๑๐ แป๊ะ ใส่กางเกงให้เสร็จ
ดูซิจะเสร็จไหม จากนั้นตบมือดังๆให้เกิดความตื่นตัว
ออกเสียงนับตามจังหวะมือตบไปด้วย
๑๐
สัญชาตญาณชอบเล่นเกมของเด็ก
จะสั่งให้เขารีบใส่กางเกงทันที
และใส่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแข่งกับเวลา
ถ้าเสร็จทัน ให้ตบมือโห่ร้องแสดงความยินดี
นั่นคือรางวัลใหญ่ที่ทำให้เขาปลื้มใจในตนเอง
เห็นเป้าหมายเป็นสิ่งมีค่า มีความหมาย
และอยากใส่กางเกงเองในครั้งต่อๆไป
แต่ถ้าทำไม่ทัน ก็ให้โอกาสเขาใส่ใหม่
ให้เขาค้นพบด้วยตัวเองว่า
ยิ่งฝึก จะยิ่งเร็วขึ้น คล่องแคล่วชำนาญขึ้น

ข้อจำกัดเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง
เช่น ใส่เสื้อจะยากกว่าใส่กางเกง
ถ้าเขายังใส่ไม่ได้จริงๆ คุณต้องช่วยใส่ไปก่อน
ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเอาให้ได้ดังใจ
แล้วเมื่อเห็นว่าเขาพอทำได้แล้ว
ก็ต้องให้เวลาตามสมควรด้วย เช่น
เมื่อใส่กางเกงได้ใน ๑๐ แป๊ะ
เสื้อก็ควรยืดเวลาให้เป็น ๒๐ แป๊ะ
เมื่อลูกทำได้ในกรอบเวลาที่คุณกำหนด
ค่อยเพิ่มความท้าทาย เช่น
เปลี่ยนจากตบช้าเป็นตบเร็ว
หรือกระทั่งรัวให้ระทึกใจ

ย้ำอีกว่า เป้าที่เป็นรูปธรรม ต้องมีกรอบเวลา
และมีรางวัลเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

<<<
เป้าหมายที่เป็นนามธรรม >>>
คือ เป้าที่ใจรู้สึกได้และบอกถูกว่า
มีระดับความเป็นสุขเป็นทุกข์มากน้อยเพียงใด
น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจขนาดไหน
มีผลกระทบทางความรู้สึกต่อคนรอบข้างแค่ไหน

สิ่งที่แตกต่างจากเป้าอันเป็นรูปธรรม คือ
เป้าอันเป็นนามธรรมนั้น
ไม่สามารถอาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึง

เริ่มต้นขึ้นมา
คุณต้องมีเป้าอันเป็นเครื่องตั้งความรู้สึกที่แจ่มชัด
โดดเด่นเป็นพิเศษ แตกต่างจากความรู้สึกอื่นๆ
เช่น ความสุขแบบสว่างเย็นในห้องพระ
จะได้มีเป้าว่า ถ้าเข้าห้องพระ
ต้องมีความสุขเกิดขึ้นให้ได้
อย่างน้อยรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนก่อนเข้าห้องก็แล้วกัน

ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของคนเรานั้น ได้ยินกันได้
เพราะแก้วเสียงจะถูกควบคุมโดยอารมณ์
อารมณ์ดีแก้วเสียงจะผลิตคลื่นเปิด ไพเราะ สดใส
อารมณ์แย่แก้วเสียงจะผลิตคลื่นปิด ระคาย หม่นหมอง
แม้เหล่านักอ่านใจในยุคโบราณ หรือนักจับโกหกยุคเรา
ก็เริ่มจับจุดฝึกกันจากการเงี่ยหูฟังน้ำเสียง
และระดับการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงนี่เอง

เด็กน้อยจะไวกับสุขทุกข์ที่ปนมากับน้ำเสียงมากกว่าที่คุณคิด
ทดลองง่ายๆ ลองสวดอิติปิโสสั้นๆสักวรรคสองวรรค
แบบงึมงำหรือทื่อๆเป็นนกแก้วนกขุนทอง
สวดเสร็จถามลูกว่า เสียงของพ่อ/แม่ ฟังดูมีความสุขไหม?
ลูกตอบอย่างไรก็ช่าง จากนั้นให้ตั้งใจสวดใหม่
สวดแบบเปล่งเต็มเสียงด้วยเจตนาถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
กายไม่เกร็ง ฝ่าเท้าผ่อนคลาย ฝ่ามือผ่อนคลาย ใบหน้าผ่อนคลาย
สวดเสร็จถามลูกอีกทีว่า เสียงของพ่อ/แม่
ฟังดูมีความสุขกว่าเดิมมากไหม อันไหนเพราะกว่ากัน?
คำตอบจะช่วยให้ทั้งคุณทั้งลูกรู้ว่า
ความต่างระหว่างสวดงั้นๆกับสวดดีๆ ผิดกันขนาดไหน

บทสวดอิติปิโสเป็นเครื่องเย็นใจ
กระตุ้นให้เกิดการแผ่ความสุขออกมาจากกลางใจ
ถ้าตั้งเป้าสวดอิติปิโสอย่างมีความสุข ชัดถ้อยชัดคำสม่ำเสมอ
ให้ลูกนั่งพนมมือฟังไปเรื่อยๆสักเดือนเดียว
ลูกจะจำได้หมด โดยไม่จำเป็นต้องฝึกให้เขาท่อง
เพราะความสุขเป็นเครื่องเปิดหน่วยความจำให้ทำงานเต็มสภาพ
สัญญาณบอกที่เห็นได้ในลูก คือ บางทีเขาจะนึกสนุก นึกครึ้ม
ท่องตามคุณเอง หรืออยู่ๆก็สวดเล่นๆลอยๆขึ้นมาเองระหว่างวัน

ถ้าเห็นเขาจำได้แม้เพียงบางส่วน
แปลว่าเขาพอจะสวดตามได้
ให้กำลังใจเขาในการสวดตาม จะผิดจะถูก
หรือแม้แต่จะเล่นๆบ้าง หยุดๆบ้างก็ช่าง อย่าซีเรียส
รอให้เขาสวดตามได้ครบ แล้วค่อยชี้ให้สังเกตซ้ำว่า
เสียงของคุณพ่อคุณแม่มีความสุขไหม?
แล้วลูกเสียงดังเท่าเสียงของคุณพ่อคุณแม่ไหม?
ถ้าดังเท่ากัน ก็แปลว่ามีความสุขเท่ากัน ได้บุญเท่ากันนะ
และเพื่อให้ชัด คุณอาจใช้มือถือ
บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบให้เขาฟังหลังสวดก็ได้

ถ้าสวดแล้วมีความสุข
ลูกจะอาศัยเสียงของตัวเองเป็นเครื่องสังเกตระดับความสุข
เป็นความสุขอันตั้งต้นจากการเลียนเสียงให้เหมือนพ่อแม่
เขาจะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จไม่ยาก
เพราะมีพ่อแม่เป็นเครื่องเกาะอยู่เรื่อยๆ

ย้ำอีกทีว่า เป้าหมายที่เป็นนามธรรมต้องไม่มีกรอบเวลา
ห้ามเร่งรัด ให้อาศัยความสบายที่สม่ำเสมอเป็นเครื่องสะสมสุข
ผลลัพธ์ต้องให้สังเกตเอาจากข้างในของเขา
ถามดูว่ามีความสุขไหม
อย่าล่อใจด้วยของรางวัลภายนอกเด็ดขาด
ต้องไม่มีเสียงปรบมือ ต้องไม่มีของเล่นมาติดสินบนสักชิ้น
เพื่อให้เขารู้ว่า ความสุขภายในนั่นแหละ รางวัลขั้นสูงสุดอยู่แล้ว

หากฝึกเล็งเป้าทางนามธรรมได้ถูกต้อง
เด็กจะเป็นคนใจเย็น รอได้ และมีความสุขอยู่กับตัวเอง
แม้โตขึ้น ศึกษาธรรมะขั้นสูงขึ้น
กระทั่งนึกปรารถนามรรคผล เจริญรอยตามบาทพระศาสดาบ้าง
ก็จะไม่ใช่ประเภทบ้าบอพูดถึงแต่มรรคผล
เอาแต่อยากได้มรรคผลแบบหวังให้ใครอุ้มไปนิพพาน
ทว่าจะเป็นพวกรู้ตัวออกมาจากสภาพภายในว่า
ใจยุ่งเหยิงอย่างนี้ไม่มีสิทธิ์ ไม่ใกล้เคียงเลย
ใจโปร่งเบาอย่างนี้พอมีสิทธิ์ มีความใกล้เคียงอยู่บ้าง
ตัวเองต้องทำเหตุอย่างไร ใจถึงจะมีสิทธิ์กับท่านบ้าง เป็นต้น

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หลังจากเด็กรู้จักตั้งเป้าหมายทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม
ก็จะโตขึ้นแบบคนมีเป้าหมายทั้งข้างนอกและข้างใน
ไม่ใช่พุ่งเป้าเอาแต่ข้างนอก
มีแต่เอาๆๆ ทั้งที่งงๆอยู่ ไม่รู้จะเอามาทำไมนักหนา
เพราะเขาจะสำรวจความสุขและความพอที่ข้างในเป็นด้วย
อีกทั้งเมื่อชีวิตถึงจุดที่ทำสมาธิเป็น นิ่งเย็นเป็น
ก็จะไม่เอาแต่มืออ่อนเท้าอ่อน เล็งเป้าเสพสุขอยู่ข้างในทั้งวัน
ทว่าจะรู้สึกอยากเคลื่อนไหว ไม่อยากขาดความกระตือรือร้น
นั่นแหละ! สมดุลของการมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง!

กรรมของลูกเปลี่ยนได้ในมือคุณ

110816

เด็กหลายคนฉลาด และช่างถาม
แต่ถ้ามาอยู่ในมือของพ่อแม่ขี้รำคาญ
เห็นคำถามเด็กๆเป็นเรื่องกวนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัวเองไม่รู้คำตอบ
ก็จะห้ามไม่ให้ถาม
หรือหนักกว่านั้น คือโมโห
ด่าแรงๆเช่น ถามอะไรโง่ๆอย่างนั้นวะ
จะรู้ไปทำซากอะไร
อย่างนี้เด็กก็หวาดกลัวที่จะถาม
ต้นตอความฉลาดก็หดหายหมด
เห็นการถามเป็นการโชว์โง่ไปจนโต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
บุญใหญ่ในทางที่ทำให้เกิดใหม่เป็นคนฉลาด
คือบุญอันเกิดจากการรู้จักถาม
เช่น ถามสมณะ ถามผู้รู้ถูกรู้ชอบว่า
ทำกรรมใดเป็นคุณ ทำกรรมใดเป็นโทษ
ทำกรรมใดเป็นเหตุให้พ้นทุกข์พ้นภัย
แล้วน้อมนำไปปฏิบัติ
นั่นแปลว่า ถ้าสนับสนุนให้เด็กกล้าถาม
และตะล่อมให้เด็กถามเข้าจุด
ผลักดันให้เด็กเกิดความสงสัยใคร่รู้เรื่องที่ควรรู้
กระทั่งอยากรู้ถูกจุด เกี่ยวกับกรรมวิบาก
เกี่ยวกับทางไปนิพพาน
ก็เท่ากับทำให้เขาอยู่บนเส้นทางฉลาดสูงสุด
ดีกว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ ดีกว่าเป็นเด็กน้อยร้อยล้าน

แต่ก็อย่างว่า
ถ้าไม่อยู่ในมือของพ่อแม่ที่รู้ทาง
หรือซ้ำร้าย มาอยู่ในมือของพ่อแม่ขี้รำคาญ
ก็เป็นเครื่องหมายส่องแสดงได้อย่างหนึ่ง คือ
แม้มีบุญเก่า เช่น ร่วมสร้างศาลาแสดงธรรม
ร่วมเผยแพร่พระไตรปิฎก ศึกษาธรรมะชั้นสูง
เคารพบูชาครูดี เป็นครูสอนสรรพวิชาด้วยตนเอง ฯลฯ
แต่ก็อาจสะสมบาปหนักไว้มาก เช่น
เป็นพวกชอบดูถูกคน
ชอบบั่นทอนกำลังใจคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน
กดขี่คนใกล้ชิดด้วยวาจา หาว่าโง่บ้าง
ด่ากราดว่าเป็นบัวใต้น้ำบ้าง
ตัวเองเป็นบัณฑิต ฉลาดรู้จริงอยู่คนเดียว
แบบนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดใหม่
เป็นเด็กที่มีแววฉลาด แต่พ่อแม่ไม่ส่งเสริม
หรือกระทั่งกดหัวไว้ไม่ให้โงขึ้นได้

ยังมีคุณสมบัติอื่นๆอีกมาก
ที่ส่อแววว่ามีบุญระคนบาป
เช่น หน้าตาดี แต่ถูกเลี้ยงให้ซูบหมอง
อารมณ์ดี ยิ้มแย้มเก่ง แต่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ
อาจหาญสมชาย แต่ถูกเลี้ยงให้ขี้ขลาด
ใฝ่ดี แต่ถูกบังคับให้คิดร้าย
มีพลังในการรับภาพดีๆแปลกใหม่
เข้ามาบันทึก เข้ามาจดจำไว้ในหัวไม่จำกัด
แต่กลับถูกทอดทิ้งให้เจอแต่ภาพเดิมๆซ้ำๆ
ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ไม่ได้เจออะไรแปลกใหม่เลย ฯลฯ

ชาวพุทธที่ไม่เข้าใจเรื่องทิฏฐิ ๖๒อย่างถ่องแท้
มักเชื่อเรื่องกรรมแบบมิจฉาทิฏฐิประการหนึ่ง คือ
อะไรๆแล้วแต่กรรมเก่า
เป็นเวรเป็นกรรมที่แก้อะไรไม่ได้ ต้องทำใจปลงซะ
หรืออีกทีก็หลงเชื่อไปว่า กรรมเก่าแก้ได้ง่ายๆ
ด้วยการทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือวอนขอเทวดาช่วย

กรรมใหม่เป็นสิ่งที่ทำเพิ่มได้ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
และกรรมใหม่ก็เบียดกรรมเก่าได้ แทรกแซงกรรมเก่าได้
ขอเพียงมีความแรงพอ และเป็นตรงข้าม
เป็นคนละขั้วกับกรรมเก่า

เมื่อลูกยังเล็ก เขาเปลี่ยนเส้นทางกรรมของตัวเองไม่ได้
แต่ถ้ามาเกิดกับพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ขี้เกียจ
มีความใส่ใจลูก และรักลูกพอที่จะสำรวจตัวเองว่า
ตนยังมีกรรมใดที่บกพร่องอยู่บ้าง
เช่น รำคาญคำถามแบบเด็กๆ ไม่ค่อยพาลูกเที่ยว
ชอบนอน ไม่ชอบเป็นตัวอย่างออกกำลังให้ลูกเห็น
นึกอยากทะเลาะกันก็ทะเลาะต่อหน้าลูกเลยแรงๆ ฯลฯ
เมื่อเห็นว่าตนอยู่บนเส้นทางกรรมผิดๆเส้นไหน
ก็ตกลงใจจะเปลี่ยนเส้นทางกรรมนั้นๆเพื่อลูก
ลูกสงสัยอะไรก็ขยันหาข้อมูล หารูปภาพจากเน็ตมาให้
เปลี่ยนความเคยชินที่จะไปไหนเพื่อตัวเอง
เป็นพาลูกไปไหนต่อไหนบ่อยๆ ฯลฯ
เช่นนี้ คือเปลี่ยนเส้นทางกรรมให้ตัวเอง
เอาชนะกรรมเก่าของตัวเองได้ด้วยกรรมใหม่
ซึ่งก็เท่ากับเปิดทางกรรมเส้นใหม่ให้ลูกไปด้วย
จากที่ดวงต้องฉลาดแบบเก็บกด
ก็กลายเป็นฉลาดเต็มสภาพ
จากที่ดวงต้องอ่อนแอ ก็กลายเป็นเข้มแข็ง
จากที่ต้องเศร้าหมองลึกๆ ก็กลายเป็นสดใสเห็นๆ ฯลฯ

ชาติแห่งความเป็นพุทธ
คือชาติสำคัญสูงสุดจากอนันตชาติ
พ่อแม่ที่เป็นพุทธ คือพ่อแม่ที่นำลูกตื่นรู้ความจริงได้
เห็นอะไรๆถูก เห็นอะไรๆชอบ ตามที่ควรจะเป็นได้!

โมโห... สอนการบ้านลูกทีไรได้เรื่องทุกที

100816

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
เมื่อตั้งใจพูดดีแล้วลูกไม่ฟัง
ให้เหตุผลชัดๆแล้วลูกเถียง
สอนการบ้านแล้วลูกไม่ทำตาม ไม่คิดตาม
บางทีก็บอกว่า ครูไม่ได้สอนอย่างนี้
หรือบางทีก็ว่าพ่อแม่สอนไม่รู้เรื่อง

คนเราพอถูกว่าก็ต้องโกรธ
ต้องอยากโต้ตอบกระทบกระแทก
ยิ่งเป็นลูกยิ่งแล้วใหญ่
บางทีก็อยากประชดทิ้งขว้าง ช่างมึง กูไม่สอนแล้ว
บางทีก็ลุแก่โทสะ ใช้กำลังตีลูก
ทั้งที่ลูกไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด
กลายเป็นอารมณ์รุนแรง
จุดชนวนความรู้สึกกระด้างกระเดื่องใส่กัน

พ่อแม่ดีๆ มักบอกตัวเองว่าต้องตั้งสติ
แต่ปัญหาคือ น้อยคนจะมีความเข้าใจที่ดีพอ
พอพูดถึงการตั้งสติ
เกือบร้อยทั้งร้อยจะนึกถึงการคิดเบรกตัวเอง
ใช้ความคิดหักห้ามอารมณ์
อาศัยเหตุผลโน่นนี่นั่นมาระงับอกระงับใจตัวเอง
ผลคือส่วนใหญ่มักพบว่าตัวเองเอาไม่อยู่ เบรกไม่ไหว

คุณต้องทำความเข้าใจให้ถูกว่า
อารมณ์ มาก่อนเหตุผลเสมอ
ตอนใจแรง อารมณ์แรง
ไม่มีความคิดแสนประเสริฐอันใดในโลกจะแรงตามได้เท่า
เหมือนกับที่เปลวไฟไม่อาจส่งไอเย็นออกมา

สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ
อารมณ์อยากทิ้งขว้างลูก หรืออารมณ์อยากทำร้ายลูก
คืออารมณ์อยากเสียสละให้ลูก
โจทย์คือ ทำอย่างไรจะให้อารมณ์ชนิดนี้แรงเกิน
หรืออย่างน้อยเทียบเท่ากับอารมณ์ขุ่นเคือง

วิธีคือ ต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลย
คราวต่อไปพอรู้ตัวว่าฉุนขาดขึ้นมาอีก
ให้ยอมรับไปตามจริงว่ากำลังฉุนขาด
จะได้เกิดสติรู้ว่า อารมณ์ฉุนขาดหน้าตาเป็นอย่างไร
คันคะยิกในอกแค่ไหน
อึดอัดร้อนแรงเหมือนจะระเบิดประมาณใด

จากนั้น ให้หลับตานึกเอาภาพใบหน้าลูก
มาทาบกับอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตัวเอง ขณะนั้น
เพื่อจะได้เกิดความรู้สึกขึ้นมาชัดๆว่า
จิตที่มืดของเราเดี๋ยวนี้
คือส่วนหนึ่งของชีวิตมืดๆของลูกในวันหน้า

ความรู้จักลูกมาตั้งแต่ลูกเกิด
จะทำให้จิตของคุณประมวลถูก
รู้ว่าถ้าระบายอารมณ์กับลูก
ลูกรับอารมณ์ร้ายกาจไป
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาในวันหน้า
โดยจิตจะสร้างนิมิตขึ้นมาภาพหนึ่ง
อาจเป็นใบหน้าเหมือนยักษ์มารของลูก
อาจเห็นลูกแสดงโทสะกับผู้น้อย
อาจเห็นลูกทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน
อาจเห็นลูกตกอับอยู่ในมุมมืดทางอารมณ์
ไม่มีความสุข ไม่สามารถควบคุมตัวเอง
อ่อนไหว และพร้อมจะเกรี้ยวกราดตอบทุกแรงกระทบ

เมื่ออาศัยใจพ่อใจแม่เห็นภาพน่าสงสารของลูกเช่นนั้น
ใจโกรธย่อมอ่อนกำลังลง
อยากเสียสละ ยินดียอมแพ้ให้ จุดเกิดเหตุ
และพอคุณรู้สึกถึงใจที่อ่อนโยน ที่โล่งเบา
นิมิตภาพของลูกในใจจะสว่างตามทันที
นั่นแหละ! ตัวอย่างของปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง
คืออนาคตที่เปลี่ยนไป

เรื่องมหัศจรรย์คือ ทันทีที่ใจเบาลง
สถานการณ์หนักๆระหว่างคุณกับลูกจะเบาตาม
ใจคุณจะเปิด คิดถึงวิธีอธิบายได้ดีขึ้น
ตัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากใจได้พ้น
คำนึงถึงสิ่งที่ใหญ่กว่า คือชีวิตทั้งหมดของลูก
ไม่คิดยิบย่อยถึงสิ่งเล็กๆ เช่นการบ้านบางข้อที่ไม่ลงตัว

ใจที่ยกระดับขึ้นพ้นอารมณ์โกรธของคุณ
จะส่งผลกระทบกับใจลูกแบบลับๆ
อาจมาในรูปของการยอมรับฟังคุณมากขึ้น
หรืออารมณ์อยากดื้อแพ่งอ่อนตัวลง
สรุปคือ คุณคุมเกมสำเร็จ
ได้ใจใหม่ให้ตัวเอง ได้ใจใหม่ให้ลูก
ทำได้ครั้งเดียว คุณจะจำไว้ทำได้ครั้งต่อๆไปชั่วชีวิต!

เด็กพุทธ... สมาธิยาว อารมณ์เย็น รู้ผิดรู้ชอบได้เอง

090816

เด็กพุทธ ไม่ใช่ดูกันตอนประกาศตัว
แบบนกแก้วนกขุนทองว่า เป็นพุทธมามกะ
ที่แท้ความเป็นเด็กพุทธ
ต้องดูว่ามีจิตวิญญาณความเป็นพุทธกันแค่ไหน

ทางจิตวิทยาตะวันตกสังเกตว่า
จิตทำงานอยู่สองแบบ
คือ จิตทำงานผ่านความคิด
กับจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด

จิตที่ทำงานผ่านความคิด
คือจิตสำนึก หมายถึงขณะของการใช้เหตุผล
ไม่ใช่คิดซัดส่ายฟุ้งซ่านไปเรื่อยแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ขณะฟุ้งซ่านจัด จิตสำนึกเกิดไม่เต็มดวง

ส่วนจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
คนยุคเรามักเรียกกันว่าจิตใต้สำนึก
แต่ที่จริงแล้ว จิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
จำแนกไว้ ระดับ ได้แก่
จิตใต้สำนึก กระเดียดไปในทางการสั่งสมอะไรลบๆไว้
จิตไร้สำนึก มุ่งไปในทางสัญชาตญาณรู้แบบโลกๆ
จิตเหนือสำนึก เน้นไปในทางรู้สว่าง รู้พ้น เหนือโลก

ส่วนทางพุทธเรา จะให้เริ่มมองความเป็นจิต โดยเน้นเรื่อง
จิตเป็นกุศล (จิตสว่าง) หรืออกุศล (จิตมืด)
ถ้าจิตสว่าง จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้สว่าง อบอุ่น ปลอดภัย
ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เห็นเรื่องดีกระจ่างชัด
แต่ถ้าจิตมืด จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้มืด เยียบเย็น อันตราย
ก่อให้เกิดความคิดทำลายล้าง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เด็กคนใดมีจิตสว่างเป็นปกติ
ชีวิตก็เหมือนมีเทวดานางฟ้าคอยดลใจ คอยบอกทาง
เช่น ถ้าจะเลือกเรียนให้สมตัว
ก็มีสมาธิแจ่มใสพอจะทราบอย่างกระจ่างว่า
ตัวเองโฟกัสกับสิ่งใดแล้วนึกชอบ
ถึงขั้นเห็นภาพทีเดียวว่า
ตัวเองเป็นใคร ทำอะไรได้ในระยะยาว
จึงจะมีชีวิตที่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษ

จิตที่สว่างจริง จะเลือกทางสว่างเสมอ
เช่น ถ้ามาอยู่ตรงทางสองแพร่ง
ระหว่างให้ผิดศีลกับรักษาศีล
ก็ไม่ต้องชั่งใจเลือกกันนาน
จิตที่สว่างจะคัดทางมืดออกจากการรับรู้
ไม่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้ตัดสินใจแต่แรกด้วยซ้ำ

ตรงนี้ ทางฝั่งตะวันตกจะมองว่า
เป็นจิตเหนือสำนึกที่แข็งแรงกว่าจิตสำนึก
คอยชักใยบงการจิตสำนึก
และมักมีการถกเถียงกันว่า
ถ้าจิตเหนือสำนึกเป็นของจริง
เราสร้างขึ้นมาได้ หรือต้องรอให้เกิดเองกันแน่
เพราะเป็นสิ่งลึกลับที่จับต้องยาก
พิสูจน์ยากว่ามาจากไหน
คล้ายมีอยู่แล้วก่อนเกิด
ไม่เกี่ยวกับว่า พ่อแม่ยากดีมีจนเพียงใด

ทางพุทธรู้คำตอบ คือ
จิตเหนือสำนึกเป็นสิ่งสร้างได้
โดยต้องปลูกฝังกันแต่เด็ก
อาศัยศรัทธานำ แล้วต่อยอดด้วยปัญญาตาม
ศรัทธานั่นแหละ ต้นทางของจิตเหนือสำนึก
ปัญญานั่นแหละ จิตเหนือสำนึกที่ฉายแสงแล้ว

คำถามคือ ตอนลงมือปลูกศรัทธา
เขาทำกันจริงๆอย่างไร
อันดับแรกให้ตั้งโจทย์ไว้เลย
จิตเหนือสำนึก ต้องเกิดก่อนจิตสำนึก
คือ ก่อนที่เด็กจะรู้ตัวว่า มีสิทธิ์คิดหรือไม่คิดอะไร
เราต้องสร้างจิตที่พร้อมคิดดีขึ้นมาให้ได้

เริ่มง่ายๆ คุณต้องมีห้องพระให้ลูก
ซึ่งไม่จำเป็นต้องแบ่งกั้นไว้โดยเฉพาะ
ความเป็นห้องพระนั้น ที่แท้แล้ว
ประกอบด้วยบุคคลมากกว่าสถานที่
ถ้าทั้งหมดที่คุณมีคือห้องเล็กๆห้องเดียว
ไม่มีผนังกั้นอยู่เลย
ก็ทำห้องนั้นเป็นห้องพระด้วยเสียงสวดมนต์
ตลอดจนการคุยกันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจเด็ก
ได้แก่ พระพุทธรูปที่เห็นพ่อแม่กราบไหว้
และตั้งไว้ในที่สูง
ถ้าคุณสวดมนต์และกราบไหว้พระพุทธรูปให้ลูกเห็น
ตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ
เขาจะเกิดกุศลจิต สะสมความสุขขึ้นทีละน้อย
และเมื่อถึงเวลาพร้อมพอ
เขาจะพอใจคลานมานั่งพนมมือกับคุณเอง
ไม่ควรดึงเขาเข้าห้องพระก่อนหน้าสมัครใจเอง
เพราะเด็กยังดิบ ยังซน ไม่มีความสุขพอจะนิ่ง
ไม่ใช่ว่าเขาบุญน้อยหรือไม่มีบุญพอ

สิ่งที่ต้องทำไว้ในใจเหนือสิ่งอื่นใด คือ
ห้องพระต้องเป็นห้องที่มีบรรยากาศความสุข มีความสว่าง
อย่าเผลอทะเลาะกันให้ลูกเห็นในห้องพระ
และคุณต้องฝึกเปล่งเสียงสวดแบบเต็มปากเต็มคำ
เพื่อให้ทั้งห้องประจุอยู่ด้วยเสียงแห่งความสุข

วิธีง่ายที่สุดที่จะเปล่งเสียงอย่างเป็นสุข คือ
ตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
แล้วจิตจะปรุงแต่งกายให้สบาย เป็นมหากุศลตามเอง
หลังสวดเสร็จ คุณจะรู้สึกถึง
บรรยากาศความสุขความสว่างที่ตกค้างอยู่
อย่าเพิ่งออกจากห้องพระ
ให้ใช้เวลาช่วงนั้นพูดคุยกับลูก
ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
หรือบอกเขาว่า
"
เล่าให้คุณพระคุณเจ้าฟังซิ วันนี้เล่นอะไรมาบ้าง"

ถามอย่างนั้น เด็กจะนึกได้ และเต็มใจเล่า
การเล่าเรื่องของตัวเองต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จะช่วยให้เด็กโตขึ้นแบบคนไม่ลืมการกระทำของตน
และรู้สึกลึกๆ เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
มีสิ่งที่ใหญ่กว่าชีวิตเขารู้เห็นการกระทำของเขาอยู่
คอยเตือนใจเขาอยู่
ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร
ในที่สุดใจจะกลับไปตั้งอยู่ในจุดนั้นตลอดชีวิต

ถ้าบรรยากาศการเล่า มีเสียงหัวเราะ มีความเพลิดเพลิน
มีการชี้นำสั้นๆจากคุณประกอบไปด้วย
ก็จะกลายเป็นการสร้างความเคยชิน
ให้ลูกอยากมาหาความสุขจากห้องพระทุกวัน
ความสุขชนิดนั้นแหละ จุดชนวนความเป็นเด็กพุทธ
อยู่กับอะไรดีๆได้นานๆนั่นแหละ
ต้นเหตุของการเป็นคนมีสมาธิยาว อารมณ์เย็น
และรู้ผิดรู้ชอบได้เอง
โดยคุณแทบไม่ต้องเหนื่อยสอนให้ยากเลย!

สอนลูก... ไม่มีอะไรดีเท่าเล่านิทาน

13906692_1135352853188538_1722246426634476303_n

ตั้งธงไว้

คุณจะเล่านิทานสดให้เป็น
แล้วภายในเดือนเดียว
คุณจะสอนลูกได้ทุกเรื่อง!

เริ่มต้นขึ้นมา
ให้เล่านิทานตามภาพในหนังสือ
และข้อความตามที่คนอื่นเขียนไว้

ขั้นต่อมา
ให้ฝึกใช้เสียงสูงต่ำ
ใส่อารมณ์เข้าไป ไม่น้อยไป ไม่มากเกิน
กับทั้งมีคำควบกล้ำ .เรือ .ลิง ถูกต้อง
เล่าแล้วภาพในหัวของลูก
ถึงจะชัดเจนเหมือนกับเกิดขึ้นจริง
เสียงสนุก บางทีดีกว่าเรื่องสนุกเสียอีก

เมื่อสามารถเล่าอย่างได้รสได้อารมณ์แล้ว
ภาพในหัวของคุณเองจะพลอยแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้ง บางจังหวะ เหมือนมีภาพในใจ
เป็นต่างหากจากหนังสือนิทาน
จุดนั้น ให้เป็นตัวของตัวเอง
ถ้าอยากพูดอะไรแตกต่างจากหนังสือ
ให้พูดไปเลย เล่าไปตามภาพในหัวเลย
โดยเฉพาะอะไรดีๆ ที่หนังสือไม่ได้เขียนไว้
และอะไรเสียๆ ที่หนังสือสอนไม่ครบ

หลังจากรู้จักพูดอะไรดีๆเองตามความรู้สึกได้
ให้ฝึกใช้ภาพในหนังสือนิทาน
พูดแจกแจงตัวละครแต่ละตัว
ว่ามีดีมีเลวอย่างไร
มีที่มาที่ไปอย่างไร
มีความรู้สึกกับตัวละครอื่นอย่างไร
เห็นโลกอย่างไร
ตัวไหนทำกรรมดีหรือกรรมชั่วไว้มากกว่าตัวอื่น
ไม่จำเป็นต้องอิง เรื่องราวที่เขาเขียนในนิทาน
ใช้ความรู้สึกของคุณ
ตอนเห็นตัวการ์ตูนอย่างเดียวพอ

ถ้าแค่เห็นภาพแล้วเล่าได้เป็นตุเป็นตะ เป็นคุ้งเป็นแคว
คุณจะรู้สึกถึงความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่
ที่ก่อตัวขึ้นเอง รู้จักผสมผสานไม่จำกัด
และอยากเล่าอะไรให้ลูกฟังมากมาย
พอนึกถึงตัวละครหนึ่ง ก็จะเห็นชัดว่าตัวละครนั้น
อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร
เหมาะสมกับสถานที่แบบไหน
ขณะอยู่กับตัวละครอีกตัวหนึ่งจะพูดว่าอย่างไรบ้าง

ให้ดีที่สุดคือสังเกตว่า ในวันหนึ่งๆ
มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับลูกบ้าง
หรือเขาดูการ์ตูนเรื่องไหนบ้าง
ให้เอาตัวเขา มาเป็นพระเอกนางเอก
เพื่อให้ความรู้สึกของเขาเชื่อมติดกับเรื่องของคุณ
ตั้งชื่อเขาใหม่ เช่น
เจ้าชายดอกไม้ (อาจเอามาจากลายดอกไม้ในเสื้อนอนลูก)
เจ้าหญิงผีเสื้อ (อาจเอามาจากสัตว์ที่ลูกถามถึง)
แมคควีนของพ่อ (อาจเอามาจากการ์ตูนเรื่องโปรดของลูก)
บาบี้ของแม่ (อาจเอามาจากตัวการ์ตูนที่ลูกวาดบ่อยๆ)
แล้วใส่เหตุการณ์ให้เชื่อมโยงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
เล่าเป็นเรื่องราวมีสีสันสนุกสนาน
เช่น เจ้าชายดอกไม้ เกิดมาในเมืองที่สงบสุข
เขาได้ชื่อว่าเจ้าชายดอกไม้
เพราะสามารถคุยกับดอกไม้รู้เรื่อง
อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายดอกไม้พบกับ...

แค่มีภาพในหัวเกิดขึ้นเป็นชนวนเพียงเท่านั้น
ใจคุณจะเชื่อมโยงได้ฉากต่อฉากไปเอง
โดยไม่ต้องเค้นคิด
(
ถ้ายังต้องคิดเค้น แสดงว่ายังไม่ผ่านการฝึกขั้นที่ผ่านๆมา)
คุณจะเกิดความมั่นใจขึ้นเอง
หลังจากเล่าได้เป็นน้ำไหลตั้งแต่ครั้งแรก
และคุณจะรู้ขึ้นมาเองว่า
จะสมมุติเหตุการณ์แบบไหนสอนลูกตรงจุด

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าวันนั้นลูกโยเยอยากดูการ์ตูนนานเกินที่คุณกำหนดไว้
ก็อาจเล่าเรื่องบาบี้ของแม่
ที่ถูกล่อลวงให้เข้าไปในเมืองมายา
เมืองนั้นเต็มไปด้วยภาพน่าสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ
แต่ก็น่ากลัวตรงที่ถ้ากลับออกมาไม่ทันเวลาปิด
บาบี้ของแม่จะติดอยู่ในเมืองมายา กลับออกมาไม่ได้
ภาพน่าสนุกสนานจะหายไป
กลายเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
กลบเสียงเรียกของแม่ที่ยืนอยู่นอกกำแพงเมืองไปหมด เป็นต้น

ยิ่งฝึก คุณจะยิ่งรู้เองว่า
จะสอนลูกตรงไหน ด้วยเหตุการณ์สมมุติใด

จำไว้ว่า ถ้าคุณเป็นแต่เล่านิทานด้วยเสียงเอื่อยๆ
พูดตามตัวหนังสือเป๊ะ
ไม่เคยสังเกตรายละเอียดน่าสนใจในรูปเลย
ไม่สนใจต่อยอดตามคำถามของลูกเลย
คุณไม่มีทางเชื่อมตัวเองกับลูกผ่านนิทานได้
แต่ถ้าคุณสามารถแต่งและเล่านิทานสดได้ทุกคืน
ก็จะพบว่า ลูกมีจินตนาการบรรเจิด
ความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นในเขา
ความสนุกสนานจากการเล่าเรื่องของคุณ
จะเปิดใจเขาให้รับฟังคุณทุกคำ
การใช้เหตุผลของคุณ
จะกลายเป็นแม่แบบในการใช้เหตุผลของเขาไปหมด

ถ้ามีเวลาเจอหน้าลูกเพียงวันละสิบนาที
ให้เลือกใช้มันเล่านิทานก่อนนอน
แล้วความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะเติบโตไปพร้อมลูก
คุณและลูกจะผูกพันแน่นแฟ้น
เพราะลูกรู้สึกว่า มีคุณอยู่ในชีวิต และคิดแบบที่คุณคิด
ส่วนคุณก็รู้สึกว่า ตัวเองสร้างลูกมากับมือ
ไม่ใช่แค่ทำให้เขาเกิดมา

ดีที่สุดที่คุณอาจคาดไม่ถึง คือ
เพียงวันละสิบนาทีที่เล่านิทานให้ลูกฟัง
จะทำให้ลูกกลายเป็นนักเล่าเรื่อง
ทำให้เขาโตแบบคิดเองเป็น
และมีหัวใจที่อบอุ่นอ่อนโยน
ซึ่งโลกยุคต่อไปต้องการเป็นที่สุด

อย่างที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ในปี ๑๙๙๔
เกี่ยวกับบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกว่า
ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐ
ไม่ใช่เนลสัน แมนเดลลา
แต่เป็นนักเล่านิทาน!
"
นักเล่านิทานคือนักสร้างจินตภาพ
ค่านิยม และพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นจริง
ให้กับผู้คนในแต่ละยุค
และตอนนี้ดิสนีย์ก็ผูกขาดธุรกิจเล่านิทานนั้นอยู่
แล้วรู้ไหม ผมชักเบื่อนิทานไร้สาระแบบนั้นเต็มทน
ผมนี่แหละ ที่จะเป็นนักเล่านิทานคนต่อไป!"

สตีฟ จ็อบส์ เป็นเจ้านายของบรรดาคนที่เก่งกว่าเขา
กลายเป็นซูเปอร์เซลล์แมนที่มีคนอยากฟังเขาขายของ
แล้วก็เปลี่ยนโลกทั้งใบ
ด้วยการทำให้เราๆท่านๆมีไอโฟนใช้
ทั้งหมดก็เริ่มต้นจากที่เขาเล่านิทานเก่งนั่นเอง!

คนไม่ดี กระตุ้นความคิดไม่ดี

13892203_1133820553341768_3042901215461142423_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

อยู่กับคนมองโลกในแง่ร้าย
คุณต้องเอาโลกแง่ดีมานำเสนอให้ทันๆกัน
กี่ครั้งที่เขามองแง่ร้ายมา
ก็ควรเป็นทุกครั้งที่คุณมองแง่ดีไป

การเอาแต่มองแง่ร้ายของโลกทั้งวันทั้งคืน
จัดเป็นโรคทางใจชนิดหนึ่ง
เหมือนขังตัวเองอยู่ในคุกมืด
ไม่ยอมเปิดหน้าต่างรับแสงสวยๆบ้าง

ไม่มีทางลัดในการรักษา
ถ้าอยากช่วย ก็ต้องทำใจช่วยในระยะยาว
และต้องช่วยอย่างมีศิลปะ
ช่วยอย่างมีความเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

ทุกคนมีโทสะ คุณเองก็เช่นกัน
และโทสะก็คือพื้นฐานของการมองโลกในแง่ร้าย
ฉะนั้น การนำเสนอโลกแง่ดี
ต้องมีความนุ่มนวลเป็นตรงข้ามกับโทสะ

ถ้าเขาเสียงแข็งมา คุณต้องเสียงอ่อนไป
ถ้าเขาเลือกคำร้อน คุณต้องเลือกคำเย็น
ถ้าเขาคิดแตกหัก คุณต้องคิดประสาน
ถ้าเขาพูดใส่สีตีไข่ให้เกลียดกัน คุณต้องพูดตรงไปตรงมาให้รักกัน

ถ้าเขาพร่ำพูดยืดยาว คุณต้องกระชับคำพูดให้สั้น
ถ้าเขาเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้จุดหมาย คุณต้องคัดประเด็นสรุปให้จับใจ
ถ้าในหัวเขาเต็มไปด้วยเสียงด่า ในหัวคุณต้องเต็มไปด้วยเสียงชม

เมื่อตั้งความเชื่อไว้ว่าทุกสิ่งมีอีกด้านให้เห็น
และพยายามฝึกที่จะเห็น คุณจะเห็นเสมอ
กับทั้งคิดได้ พูดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ช่วยเขาแต่ละครั้ง ก็คือฝึกคุณไปในตัว
ตอนแรกอาจเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม
เพราะมุมมองร้ายๆของเขา
จะแพร่มากระตุ้นอารมณ์ร้ายๆในคุณไปด้วย

แต่ยิ่งฝึกนานไป ใจคุณจะยิ่งชินกับการคิดเป็นตรงข้าม
รู้เองว่าพูดด้วยน้ำเสียงแบบใด มองเขาด้วยแววตาแบบไหน
จะช่วยให้รู้สึกว่าไม่ได้ถกเถียงหรือทะเลาะกัน
แต่เป็นการนำเสนอที่ชวนให้เต็มใจสนอง

มุมมองโลกแง่ดีสักร้อยสักพัน
ขอเพียงมีหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เขาคลิก
จุดชนวนให้รู้จักหัดมองโลกแง่ดี
รู้สึกดีกับการมองด้านดี
ไม่รู้จะมองด้านร้ายให้รู้สึกร้ายไปทำไม

ครั้งต่อๆไปจะเริ่มง่ายขึ้น
คุณจะสัมผัสใจที่ดีขึ้นได้จากเสียงที่อ่อนลง
ตลอดจนบรรยากาศความสว่างที่ต่างไป

ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน
ถึงจะเปลี่ยนคนมองโลกแง่ร้ายมาเป็นคนมองโลกแง่ดีเต็มตัว
คำตอบคือ นานหน่อย

คนเราตกมาอยู่ในหลุมมืดให้เห็นโลกด้านร้ายได้ทั้งชีวิต
ก็ควรต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเอาตัวออกมามิใช่หรือ?

คิดอย่างนี้ เผื่อใจอย่างนี้ ใจเย็นอย่างนี้
แล้วในที่สุดจะพบว่า คุณทำสำเร็จเร็วกว่าที่คิดมาก

เงินล้าน... ได้ฟรีเมื่อไร ชีวิตแหลกเมื่อนั้น

13882682_1133149756742181_9222626498517400410_n

ทุกคนฝันที่จะได้เงินมาก ทำงานน้อย
ถ้ายิ่งได้เดือนละล้านโดยไม่ต้องทำงานเลย
ก็จะยิ่งเป็นพระคุณ

ข้อเท็จจริงก็คือ
การเสวยสุขบนกองเงินกองทอง
โดยไม่ต้องทำงานทำการ
เป็นต้นกำเนิดความเลวร้าย
ได้มากกว่าที่คุณคิด
และโลกนี้ก็มีอะไรอย่างนั้นอยู่จริง
ทั้งจากการได้มรดกก้อนโตแบบไร้เงื่อนไข
ทั้งจากการได้ส่วนแบ่งจากระบบครอบครัว
ที่คนทำงานจริง ต้องแบ่งให้คนไม่ทำงานเลยเท่าๆกัน

เมื่อได้เงินมาใช้ชีวิตแสนสบายกันง่ายๆ
เพียงแค่ไม่กี่เดือน
มือเท้าของคนคนนั้นจะออกอาการอ่อนเปียก
จากความรู้สึกว่าไม่ต้องทำอะไร
จะกลายเป็นความรู้สึกว่าทำอะไรไม่เป็น
ระบบความคิดที่ขาดเป้าหมายให้คิด
จะพร่าเลือน กวัดแกว่ง
หาอะไรไม่เจอแบบเรือขาดหางเสือออกอ่าว

ถึงจุดหนึ่ง ใจจะยึดเอาความคิดถึงแต่ตัวเอง
มาเป็นศูนย์กลางของระบบความคิด
จิตใจวิปริต คิดอะไรได้ผิดเพี้ยนจากสามัญสำนึกไปหมด
เช่น เมื่อสถานการณ์การเงินของครอบครัวลำบาก
ก็จะไม่รับรู้ ไม่สนเหตุผลใดๆของใครอื่น
รู้แต่ว่า ถ้าตัวเองไม่ได้ส่วนแบ่งเท่าเดิม
แปลว่าต้องมีคนทำเลวกับตน และต้องมีคนรับผิดชอบ
ขู่ฆ่าคนนั้นคนนี้ได้ ตายเป็นตายได้
แบบนี้มีให้เห็นในโลกความเป็นจริงมาตลอด
แล้วก็ยังไม่หมดไปเสียด้วย

เมื่อได้ชีวิตผิดๆ เห็นชีวิตผิดๆ
ก็ไม่แปลกถ้าจะทำกรรมผิดๆ
ดังนั้น วันไหนนึกท้อ
เห็นตัวเองทำงานหนักแต่ดันได้เงินน้อย
ก็ให้คิดว่า ยังดีกว่าคนไม่ทำงานเลยแต่ได้เงินมาก
เพราะจิตใจของคุณยังดีๆ
ไม่ถึงขนาดคิดเพี้ยนได้เหมือนคนตกนรกทางความฝัน

คนทำงานหนักนั้น
ศูนย์กลางความคิดจะเป็นไปตามสามัญสำนึกปกติ
คือ ต้องทำงาน ถึงจะมีกินมีใช้
หากต่อยอดสามัญสำนึกขึ้นไปอีกนิด
เห็นว่า ความชอบใจที่จะทำงาน
ความเป็นอิสระที่จะคิดงานได้เอง
คือความรู้สึกมีชีวิตจิตใจ
หากอยากรู้สึกว่ามีชีวิต
ก็ควรใช้สิทธิ์จากการเป็นคนทำงานหนัก
เป็นใบเบิกทางไปทำงานที่ชอบด้วย
ไม่ใช่ทำงานหนักแลกเงิน โดยไม่เคยชอบงานเลย
ไม่เคยรู้สึกถึงชีวิตชีวาจากการทำงานเลย!

จะก่อกรรม ต้องใช้ทุน

040816

ถ้าคิดช่วยเด็กจมน้ำ
แต่ว่ายน้ำไม่เป็น
ขืนโดดลงน้ำก็จมตามเด็กเท่านั้น

ในทางตรงข้าม
ถ้าคิดฆ่าศัตรูร้าย
ต้องแข็งแรงมาก หรืออย่างน้อยฉลาดพอ
การวางแผนฆ่าจึงสำเร็จได้

ทุนที่จะใช้ก่อกรรม
เหนือสิ่งอื่นใด คือใจ
ถ้าใจไม่อยาก หากใจไม่เล็ง
ก็เท่ากับขาดเจตนา ขาดต้นรากกรรม
กรรมนั้นก็ไม่อาจสำเร็จเต็มขั้น
เช่น แม้ใส่บาตรแล้ว พระได้ข้าวแล้ว
แต่ใจลอย ไม่ได้คิดอยากให้พระได้ฉันข้าว
แค่ทำตามเจ้านายสั่งหรือพ่อแม่ใช้มา
อย่างนี้ ใจก็ไม่เป็นบุญ มีแต่มือที่เป็นบุญ
เจ้านายได้บุญ พ่อแม่ได้บุญ
ตัวเองเอาบุญติดตัวไปเป็นที่พึ่งไม่ได้

ยิ่งจะทำกรรมใหญ่ ทุนต้องใหญ่ ใจต้องใหญ่
บุญใหญ่และบาปใหญ่จึงสำเร็จ

เกิดเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะหน้าใหญ่หน้าเล็ก
ไม่ว่าจะยากดีมีจน
ไม่ว่าจะจบสูงจบต่ำ
หากสำรวจดีๆเข้ามาในตน
จะเห็นตัวเองมี ‘ทุนใหญ่’ บางอย่าง
ที่มีสิทธิ์กระทบกับคนจำนวนมากในบางครั้ง

เมื่อมีสิทธิ์ทำบุญใหญ่ แล้วไม่ชักช้า
นั่นจะกลายเป็น ‘กรรมสำคัญ’ ของชาตินี้
ที่กำหนดทิศทางไปดีแบบไหนให้ตัวเองได้

แต่เมื่อมีสิทธิ์ก่อบาปหนัก แล้วห้ามใจไม่ลงมือ
นั่นจะกลายเป็น ‘หลักประกันสำคัญ’ จากชาตินี้
ที่สกัดกั้น ขัดขวาง หรือปิดทางนรกให้ตัวเองแน่

เพียงหมั่นถามตัวเองว่า มีดีอะไรบ้าง
สร้างทางเจริญหรือเดือดร้อนให้คนอื่นได้แค่ไหน
ก็จะเกิดสติ ไม่เป็นผู้ประมาทในการก่อกรรมแล้ว
มีแก่ใจนึกอยากรักษาศีลเป็นอัตโนมัติแล้ว

ในที่สุดร่างนี้ ใจนี้ จะสาบสูญไปตามกาล
ตัวเองจำชื่อนี้ไม่ได้
และทุกคนก็พากันลืมเลือนใบหน้านี้กันหมด
เหลือแต่รากบุญรากบาปเท่านั้น
ที่ก่อไว้เป็นที่ตั้งแห่งตน
รอเวลาเผล็ดผล ออกดอกออกใบกันชาติต่อชาติ!

ความเกลียด... ตั้งใจกำจัดไม่ได้

unnamed

อารมณ์เกลียด
สะท้อนให้เห็นความรู้สึกเจ็บใจ
และบางครั้งความเจ็บใจก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
แต่เป็นความเจ็บใจแทนคนอื่น
เช่น เห็นใครบ้าอำนาจ รังแกคนอ่อนแอกว่า
ก็เกิดความเจ็บแค้นแทนคนอ่อนแอ เป็นต้น

ทว่าความเจ็บใจในบางครั้ง
ก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเลย
เช่น เขาไม่ได้ทำอะไรให้
เขาไม่ได้มองมาด้วยซ้ำ
แต่เพราะเราเองอยากให้มองแล้วเขาไม่มอง
แค่นั้นก็เกิดความเจ็บปวด
แล้วแปรรูปเป็นความเกลียดแบบเฉียบพลัน
จ้องเขาทีไร ก็เห็นแต่แง่ลบเอาไว้บอกตัวเองว่า
คนคนนี้น่าจงเกลียดจงชังเป็นที่สุด

ความเกลียดที่ไม่สมเหตุสมผล
มักเป็นอารมณ์ลบที่ฝังแน่น ถอนยาก
มันจะเรียกร้องให้เราหาเหตุผลมากำกับ
และคนเราส่องหาอะไรก็มักเจอสิ่งนั้น
ขอเพียงพบข้อบกพร่องน่าล้อเลียนเล็กน้อย
ขอเพียงพบคำพูดพลาดพลั้งนิดหน่อย
ขอเพียงพบหลักฐานความเลวจริงบางข้อ
เราจะงัดเอาความไม่สมบูรณ์แบบของคนที่เราเกลียด
มาบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่า
ทำไมมันถึงสมควรถูกเกลียดแบบตอกเสาเข็มถาวร

ถ้าโชคดี เป็นคนเกลียดอารมณ์เกลียดที่ไร้เหตุผล
กำลังหาทางกำจัดความเกลียดประเภทนี้อยู่
อย่าพยายามสั่งตัวเองให้เลิกเกลียด
เพราะคำสั่งดื้อๆแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าชนิดนั้น
คือการกดจิต บังคับใจ ซึ่งธรรมดาจิตใจไม่ชอบถูกบังคับ
ความฝืนใจเป็นเกลอกันกับความเกลียด
ยิ่งฝืนใจเท่าไร ยิ่งเพิ่มความเกลียดขึ้นเท่านั้น
ไม่ได้ลดอารมณ์เกลียดลงเลย

อีกประการหนึ่ง
ใจคนเราเป็นใจที่หลงทาง
อาการหลงทางนั้น พาให้เราอยากหวงความเกลียดไว้
วิธีแก้ คือ ให้เปลี่ยนคำเสียใหม่
บอกตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
พอใช้คำว่าทุกข์ก็จะยินดีให้มันลดลง
เพราะจิตไม่ชอบทุกข์ ไม่อยากหวงทุกข์

แค่แทนที่อารมณ์ฝืนด้วยความสบายใจ
ความทุกข์ก็ลดระดับลงได้บ้างแล้ว
ดังนั้น เมื่อใดรู้สึกถึงความเกลียด อึดอัดแน่นในอก
ให้ย้ำกับตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
และธรรมชาติของทุกข์ทางใจนั้น เหมือนๆกันหมดอยู่อย่าง
คือ แสดงความไม่เที่ยงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
ลมหายใจนี้ทุกข์มาก อีกลมหายใจทุกข์น้อยลง
ลมหายใจนี้จี๊ดในอก อีกลมหายใจแค่แน่นในอกนิดๆ
ลมหายใจนี้ร้อนเป็นไฟ อีกลมหายใจแค่คุกรุ่นหน่อยๆ

เมื่ออาศัยลมหายใจเป็นเครื่องช่วยในการเห็นทุกข์ทางใจ
แล้วสามารถเห็นได้เรื่อยๆ
ก็จะรู้สึกถึงความไม่เที่ยงได้เรื่อยๆ
และเมื่อเห็นทุกข์อันใดแสดงความไม่เที่ยงได้เรื่อยๆ
จิตจะเริ่มถอนจากทุกข์นั้น
พิสูจน์ได้โดยการเห็นภาพเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียด
หรือนึกถึงเหตุการณ์อันเป็นชนวนอารมณ์เกลียดที่ผ่านมา
ก็จะรู้สึกว่าไม่ต่างจากความฝัน
มีแต่ภาพ แต่ไม่มีความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับภาพนั้นอีก!

อยากตัดแต่ตัดไม่ขาด

020816

ความผูกพันที่มีต่อคนส่วนใหญ่
เป็นอะไรที่ไม่ซับซ้อน
ชอบก็อยากคบ อยากพบ อยากเจอ
ไม่ชอบก็อยากห่าง อยากหนี อยากหลบ
มีบุญคุณอยากทดแทน
มีความแค้นอยากชำระ
มีจุดตั้งต้นทางความรู้สึก
ที่ชัดเจนว่าเริ่มจากเหตุการณ์วันไหน
มีจุดจบทางใจ
ที่จำแม่นว่ามาจากคำพูดคำใด

แต่ความผูกพันกับบางคนเหมือนสิ่งลึกลับ
คุณแยกไม่ออกระหว่างรักกับเกลียด
คุณบอกไม่ถูกด้วยซ้ำว่า มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่แน่
แล้วก็มองไม่เห็นเลยว่า เมื่อใดจะจบจะสิ้น
คล้ายมีพลังชักใยอยู่เบื้องหลัง
อยู่นอกเหนือประสบการณ์ที่สัมผัสได้
เหมือนมันอยู่ตรงนั้น
ก่อนที่คุณ เขา หรือเธอ จะเกิดมา
อีกทั้งน่าจะอยู่ตรงนั้น
หลังจากที่คุณและคนทั้งโลก
ล้มหายตายจากไปแล้วด้วย!

ความผูกพันที่ลึกลับ อธิบายยากทำนองนี้
ทำให้คนธรรมดาทั่วไป
มีความโน้มเอียงจะเชื่อเรื่องปางก่อนปางหลัง
แต่คนธรรมดาที่ไร้อภิญญารู้แจ้งเห็นจริง
ก็ไม่อาจทราบได้อยู่ดีว่า
ชาติก่อนเคยผูกกรรมกับใครไว้อย่างไร
จึงรู้สึกอึดอัด อ้ำอึ้ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ได้แต่พูดตามๆกันเป็นคำสำเร็จรูป เช่น
เคยทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน
ยังใช้กรรมกันไม่หมด ยังตัดเวรกันไม่ขาด ฯลฯ

ความโยงใย ความผูกมัด ความร้อยรัด
แบบที่ตัดไม่ตายขายไม่ขาดนั้น
แท้จริงแล้วมีภาพรวมอยู่ว่า
เป็นดวงสว่างหรือดวงมืดมากกว่ากัน
เป็นสายโซ่แห่งบาปเวรประมาณใด
เป็นสายใยแห่งบุญคุณขนาดไหน
เหลือแรงดึงดูดอยู่เท่าไหร่
แม้ตายไปคนหนึ่งขึ้นสูง
คนหนึ่งลงต่ำ แยกย้ายชั่วคราว
ในที่สุดก็ประจบครบรอบ
ถูกแรงกรรมดึงดูดมาพบ
มารื่นรมย์ มาทรมานร่วมกันอีกอยู่ดี

แต่เมื่อไม่อาจเห็นความโยงใยนั้น
ด้วยกำลังอภิญญาตาทิพย์ในคราวเดียว
ก็อาจสะสมกำลังสติไปเรื่อยๆวันต่อวัน
มองผ่านช่องทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
ในอายตนบรรพของมหาสติปัฏฐานสูตร
นั่นคือ ให้มองโซ่ร้ายและสายใยดีทั้งหลาย
โดยความเป็นสังโยชน์

การจะตรวจดูว่า คุณมีสังโยชน์ใดอยู่บ้าง
ไม่ใช่จากการหลับตานึกเอาหรือคาดคะเนเอา
แต่ต้องด้วยการรู้ใจตัวเองผ่านสัมผัส
ที่เข้ามากระทบชนิดต่างๆ

เห็นใคร แล้วรู้สึกอยากมอง แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางตากับเขา
ได้ยินเสียงใคร แล้วรู้สึกอยากฟัง แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางหูกับเขา
คิดถึงเหตุการณ์ใดร่วมกับใคร
แล้วรู้สึกอยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก
แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางใจกับเขาอยู่

สังโยชน์ที่มีต่อคนแปลกหน้า
มักเกิดขึ้นในทางกามคุณถ่ายเดียว
เช่นที่มีต่อ นักร้อง ดารา นายแบบนางแบบ
แต่สังโยชน์ที่มีต่อคนรู้จัก
คนที่มีเหตุให้เข้ามาพัวพันใกล้ชิด
อาจเกิดขึ้นได้ซับซ้อนพิสดาร
โดยเฉพาะความคิดคำนึงแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ความสุขความทุกข์ที่ระคนปนเปจนแยกไม่ออก

การคาดคะเนหรือพยายามวิเคราะห์
ด้วยความคิดเป็นเหตุเป็นผล มักไร้ประโยชน์
ในเมื่อจิตแบบคิดๆนึกๆ
ไม่อาจขุดค้นลงไปเจอภาพนิมิตเหตุการณ์ปางก่อน
อันเป็นที่มาที่ไปของความโซ่ร้ายสายใยดี
แต่การสักแต่รู้และยอมรับตามจริงไปเรื่อยๆว่า
กระทบทางตา กระทบทางหู กระทบทางใจ
แล้วคุณรู้สึกถึงความผูก ความคลาย
รู้สึกติดพันหรืออยากออกห่าง
บ่อยเข้าจะเกิดความรู้ขึ้นเองอย่างหนึ่ง คือ
ตอนนี้คุณไปได้หรือยังไม่มีทางไปประมาณไหน

และถ้ายังรู้ๆๆต่อไปเรื่อยๆ
กระทั่งถึงขีดที่สติมีความสามารถเห็นความไม่แน่นอน
เช่น เห็นด้วยตาวันก่อนผูกพันมาก
เห็นด้วยตาวันนี้ผูกพันน้อย
สัมผัสเนื้อตัวตอนนี้ รู้สึกรังเกียจ
แต่หวนนึกถึงสัมผัสครั้งก่อน ยังยินดีอยู่ ฯลฯ
จิตจะฉลาดขึ้น และทราบได้ว่า ความผูกพัน ความโยงใย
ไม่ใช่อะไรที่ต้องอยู่ตรงนั้นถาวร
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ผันผวนได้ ตามเหตุปัจจัยเป็นครั้งๆ

ถ้าสติเจริญขึ้น เกินระดับคิดๆนึกๆ
เกิดความหยั่งรู้ขึ้นเอง
เหนือสัญชาตญาณ เหนือสามัญสำนึก
เห็นภาพชีวิตเขาชีวิตเราเป็นนิมิตชัดเจนอยู่ในใจ
คุณจะประมาณความเหนียวแน่นของโซ่ร้ายสายใยดีถูก
อ่านออกทะลุปรุโปร่งว่า ระหว่างคุณกับใคร
จะต้องแยกทางกันชาตินี้เมื่อใด
จะต้องมาร่วมทางกันอีกในชาติไหน
ทุกวันนี้คุณอยู่บนเส้นทางเพิ่มห่วง หรือลดห่วง
คุณถูกโซ่กรรมร้อยรัดหนักแค่ไหน
หรือเหลือสายใยอาวรณ์ประมาณใด
ที่จะตัดทุกความผูก ทำลายทุกปมฝังใจ
กว่าจะได้พ้นไป ไม่ต้องกลับมาเจอใครๆอีก!

หมายเหตุ - สำหรับท่านที่อยากรู้สูตรสำเร็จตายตัวในการตัดใจ
แท้จริงแล้ว การตัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บอกชัดครอบจักรวาลไม่ได้
บทความนี้มุ่งเน้นให้เข้าใจตัวเองและเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ทำความตระหนักว่าตัวเอง
กำลังอยู่บนเส้นทางเพิ่มความร้อยรัดหรือคลายออก
เพราะหลายคนมักออกแนวตั้งโจทย์ผิดๆ เช่น
คิดว่า ทำยังไงจะไม่ต้องเจอกันอีก
แล้วหาสูตรสำเร็จซึ่งทำไม่ได้จริงกัน
หรือหนักกว่านั้นคืออธิษฐานนั่นอธิษฐานนี่
ตอกย้ำกรรมสัมพันธ์ซับซ้อนหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

ถ้าอยากตัด แค่ทำไว้ในใจว่า
ที่สุดขอให้จากดี อย่าจากร้าย
แล้วพฤติกรรมทั้งหลายจะรวมลงไปถึงจุดนั้นเอง
แต่ถ้าไม่ทำไว้ใจแบบนี้
จะพบตัวเองอยู่บนเส้นทางคุ้มดีคุ้มร้าย
เอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนึงอยากแช่ง วันนึงอยากชม
เจอหน้ากันด้วยความรู้สึกเหมือนคนบ้า
ไม่รู้ว่ารักแรงหรือเกลียดแรงเพราะอะไร
ลืมหมดว่าเคยคิดเคยรู้สึกอะไรไว้แค่ไหน
เห็นจุดนี้แหละ สำคัญที่สุด!

ผิดศีล เป็นสิ่งมีอาถรรพณ์

010816

นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ชัดว่า
แรงดึงดูดโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่พอจะเริ่มรู้ว่า
ก่อนเกิดจักรวาล ก่อนมีบิ๊กแบง
ก็มีแรงโน้มถ่วง หรือแรงดึงดูดอยู่แล้ว

แม้แต่ลูกหินเล็กๆก็มีแรงโน้มถ่วง
เรารู้ว่าทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
แต่น้อยคนจะไหวตัวจากความรู้ซึ้งว่า
ทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้มหาพลังดึงดูดแห่งสังสารวัฏ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จิตมีธรรมชาติไหลลงต่ำเหมือนน้ำ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
มีแรงดึงดูดอีกชนิดหนึ่ง ที่ดูดดึงเราให้ติดอยู่
เป็นพลังทางนามธรรม ควบคู่กับพลังทางรูปธรรม
แม้ตะเกียกตะกายขึ้นสูงได้
แต่ถ้าไม่พ้นจริงแล้ว เดี๋ยวก็ต้องตกกลับลงมาอีก

ถึงตาจะเห็นไม่ได้
แต่รู้ประจักษ์อยู่กับใจได้ เช่น
ถ้าคุณเอ่ยปากขอศีลจากพระ
และท่องมุสาวาทาเวรมณีฯแบบส่งเดช
ออกจากวัดก็โป้ปดมดเท็จตามปกติ
ไม่เคยมีความตั้งใจรักษาศีลข้อ จริงจัง
อย่างนั้นจะไม่เกิดอะไรขึ้น
เหตุการณ์ในชีวิตดูเป็นปกติดี

แต่เมื่อใดมีใจจริง ปรารถนาจะเลิกโกหกพกลม
ในไม่ช้าจะมีเรื่องยั่วยุให้ต้องโกหก
รู้สึกว่าไม่โกหกไม่ได้เดี๋ยวเสียหาย
เหมือนมีใครทำงานกันไวมาก
ส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์ใจมาเยี่ยมกันถึงบ้านอย่างรวดเร็ว

สำคัญคือ พอผิดศีลไปข้อหนึ่ง
หลายคนพบว่ามักมีเรื่องยั่วอื่นๆตามมาอีก
ราวกับโดนแกล้งให้ต้องผิดศีลหลายๆข้อ
ไม่ผิดไม่ได้ เดี๋ยวเสียหายอีก

ไม่มีสักกี่คนหรอกที่ตระหนักว่า
ความเสียหายที่แท้จริง
คือการไม่รักษาศีลตามที่ตั้งสัจจะไว้!

และถ้าเคยเจอประสบการณ์ทำนองนี้
ก็ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นตัวอย่างเบาๆ
แสดงให้เห็นว่า แรงดึงดูดของสังสารวัฏมีจริง!

เป้าหมายสูงสุดของพุทธ
คือการหลุดพ้นแรงดึงดูดของสังสารวัฏให้เด็ดขาด
เหมือนออกจากเขาวงกตที่วนเวียนขึ้นๆลงๆ
ออกมาอยู่ในที่ราบโล่ง สบายตัว
ไม่ต้องเหนื่อยขึ้น ไม่ต้องหลับหูหลับตาลงกันอีกแล้ว

เส้นทางนี้ ถ้าใจไม่แข็งพอ
ตั้งใจไม่จริงพอ คุณจะแพ้ และรู้สึกแย่
อยากประชดด้วยการปล่อยตัวตกต่ำดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ
แต่หากใจแข็งพอ ตั้งใจจริงพอ
คุณจะชนะเป็นเปลาะๆ รู้สึกดีขึ้นเป็นเปลาะๆ
และเห็นตัวเองพ้นแรงดึงดูดหนักๆมาตามลำดับ
เบาเนื้อเบาตัวขึ้น สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดขึ้น
เห็นตัวเองอยู่บนทางแห่งความปลอดโปร่งชัดขึ้น
นั่นก็เพราะแรงดึงดูดสังสารวัฏแม้มีจริง
ก็ค่อยๆเอาชนะได้จริงเป็นขั้นๆ
ขอแค่หนักแน่นพอ จุดเริ่มต้นเถอะ!