อยู่ไปวันๆหรืออยู่แบบมีเป้าหมายดี?

311215

จิตมีความเป็นเช่นไร
ก็ต้องเกิดพฤติกรรมซ้ำๆที่สอดคล้องกันเช่นนั้น
กรรมใดเกิดขึ้นซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
กรรมนั้นเรียกว่าอาจิณณกรรม

เครื่องหมายของการได้เป้าหมายชีวิตไว้เล็ง
คือ จิตที่ตั้งมั่น ชัดเจน

จิตที่ตั้งมั่นชัดเจน
มีโฟกัส คือ มีภาวะใกล้ความเป็นสมาธิ
มีทิศทาง คือ มีเส้นทางไปแน่นอน
มีที่ตั้ง คือ มีสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกว่ามาถึงไหน

เมื่อมีเป้าหมายชีวิตชัดเจน
คุณจะพบตัวเองเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
อยู่ในทางของการเบียดเบียนมนุษย์
หรืออยู่ในทางของการเบียดเบียนสัตว์
หรืออยู่ในทางเลิกเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

และเมื่อมีเป้าหมายชีวิตจริงๆ
คุณจะเห็นเด่นชัดว่าอะไรสำคัญกับคุณ
แบบที่คุณให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นก่อนเพื่อน
เช่น ถ้าชื่อเสียงเงินทองสำคัญอันดับหนึ่ง
ไม่ว่าจะต้องเบียดเบียนชีวิตอื่นเพียงใด
ใจก็โอเคหมด เห็นเป็นเรื่องต้องทำหมด
แต่หากเห็นเส้นทางไม่เบียดเบียนสำคัญกว่า
อยากได้ใจที่สบาย ไม่เดือดร้อน เป็นอันดับหนึ่ง
แม้ใครหยิบยื่นข้อเสนอเป็นเลขหกหลัก เจ็ดหลัก
หรือกระทั่งแปดหลักอย่างไร
คุณก็จะไม่สน หรือสนแต่หักห้ามใจไว้

สรุปแล้ว การมีเป้าหมายชีวิต
มีอิทธิพลอย่างแรงกับการก่อกรรม
และพอก่อกรรมแบบหนึ่งๆอย่างชัดเจนต่อเนื่อง
วิบากหรือผลของกรรมย่อมชัดเจนต่อเนื่องด้วย
เมื่อถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผล

แล้วการไม่มีเป้าหมายชีวิตอยู่เลย
บอกตัวเองว่าขออยู่ไปวันๆ ไม่คิดมาก
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
แบบนี้มีอิทธิพลกับเส้นทางกรรมบ้างหรือเปล่า?

เครื่องหมายของการอยู่ไปวันๆแบบไม่เอาอะไรมากกับชีวิต
คือ จิตที่ซัดส่าย พร่ามัว
ไร้โฟกัส คือ มีแนวโน้มจะฟุ้งซ่านได้ตลอด
ไร้ทิศทาง คือ สุ่มเสี่ยงกับการถูกคลื่นซัดไปเรื่อย
ไร้ที่ตั้ง คือ ไม่มีสิ่งใดบอกได้ว่าชีวิตมาถึงไหนแล้ว

เมื่อขาดเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน
คุณจะเอาแน่เอานอนอะไรกับตัวเองไม่ได้
บางวันอาจฝืนใจเบียดเบียนมนุษย์
บางวันอาจจำใจเบียดเบียนสัตว์
บางวันอาจอยากทำตัวไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเลย

และเมื่อไร้เป้าหมายชีวิตชนิดรู้สึกว่าสายเกินแก้
คุณจะไม่รู้เลยว่าอะไรสำคัญที่สุด
เงินไม่อยากได้ ความรักไม่อยากเอา
สวรรค์ก็ไม่หวัง นิพพานก็ไม่ไป
ขอให้ผ่านไปวันๆ ได้นอนฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยก็พอใจแล้ว
แบบนี้ถ้าทำความรู้สึกเข้ามาในตนดีๆ
จะพบว่าคุณเหมือนปลาพร้อมฮุบเหยื่อ
คือ ถ้ามีเหยื่อแบบไหนยื่นมาล่อให้น้ำลายไหลมากพอ
ก็ฮุบทันทีแบบไม่สนผลลัพธ์ที่จะตามมา
หรือแม้เป็นกังวลกับผลลัพธ์อยู่บ้าง
ก็ไม่ทราบจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปห้ามใจ

สรุปแล้ว การไร้เป้าหมายชีวิต
ก็ก่อให้เกิดเส้นทางกรรมอยู่ดี
เป็นเส้นทางแบบสุ่ม แบบเสี่ยง
แม้เฝ้าบอกตัวเองว่า ฉันอยู่ของฉันอย่างนี้
ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร
แต่ในความเป็นจริงมักมีบางวันในชีวิต
ที่เกิดสิ่งกระทบเป็นเครื่องล่อใจให้โลภมากบ้าง
เครื่องยั่วยุให้โกรธเกรี้ยวบ้าง
เครื่องมอมเมาให้หลงตัวบ้าง
ซึ่งคุณจะรู้สึกเลยว่า ตัวเองไร้ภูมิคุ้มกัน
ไม่มีหลักประกันใดๆไปต้านทานเครื่องกระทบเลย

ศาสนาพุทธสนับสนุนการมีเป้าหมายชีวิต
เช่น ให้ถามตัวเองว่าวันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่
ถ้าเป็นพ่อค้าท่านก็ให้ฉลาดเรื่องค้าขาย
ถ้าเป็นพระท่านก็ให้เร่งความเพียรเพื่อทำมรรคผลให้แจ้ง
หรือถ้าแม้เป็นโจร ท่านก็สอนว่าอย่าเอาหมด เป็นต้น
คนมีเป้าหมายเท่านั้น
ที่จิตมีกำลัง มีความชัดเจนพอจะเลือกว่า
จะเอาเส้นทางกรรมให้ตนแบบไหน!

บางคนไม่นับถือศาสนา ทำไมดูดีมีสติกว่าคนเจริญสติ?

301215

ในช่วงเวลาที่การเจริญสติ
เริ่มกลายเป็นแฟชั่นสำหรับคนยุคใหม่
สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก็คือข้อสังเกตและความคิดเห็นที่หลากหลาย
เช่น ทำไมคนที่บอกว่าเจริญสติ
แต่กลับกลายเป็นขี้หงุดหงิด อัตตาโตกว่าเก่า
หรือทำไมชอบไปปฏิบัติธรรม
แต่ยังโกหกเก่ง โกงได้หน้าตาเฉย ฯลฯ
เทียบกับบางคนที่ไม่ได้เจริญสติ
ไม่ได้ไปปฏิบัติธรรม
หรือกระทั่งไม่ได้นับถือศาสนา
ยังดูดี มีสติกว่า อัตตาเบาบางกว่าเสียอีก?

อันนี้ต้องทำความเข้าใจกันเป็นเรื่องๆ คือ
เรื่องของคนมีสติดี กับเรื่องของคนมีกิเลสน้อย

คนที่มีสติดีมาก
อาจเป็นนักไต่เขามือเปล่า
อาจเป็นนักโต้คลื่นโหด
อาจเป็นนักยิมนาสติกเหรียญทอง
อาจเป็นนักคณิตศาสตร์รางวัลโนเบล
อาจเป็นผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ
หรืออาจเป็นนักศึกษาเกียรตินิยม

คนมีกิเลสน้อย
อาจเป็นแม่บ้านที่รักสันโดษ
อาจเป็นเศรษฐีที่เลือกทำไร่ทำสวนกับมือ
อาจเป็นตำรวจใหญ่ที่เลือกจะไม่กินตามน้ำ
อาจเป็นคนเดินถนนที่ไม่ถือสาหาความใคร
อาจเป็นหมายเลขหนึ่งที่ไม่หลงตัว
หรืออาจเป็นนักเลงสมาธิที่อยู่ป่าอยู่เขา

คำถามสำคัญแบบพุทธ
ที่เจ้าชายสิทธัตถะพิจารณา
ก่อนจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า คือ
การมีสติดี กับการมีกิเลสน้อย
เพียงพอจะดับทุกข์ทางใจได้ไหม?

ขณะเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
พระองค์มีสติดีขนาดเรียนศาสตร์ใด
ก็เก่งเท่าอาจารย์ในเวลาอันรวดเร็ว
พระองค์มีกิเลสน้อยขนาดเข้าป่า
ทำสมาธิได้ถึงอรูปฌานขั้นสูงสุด
ทิ้งลาภยศสรรเสริญทั้งหมด
กินน้อยใช้น้อยตามลำพัง ปี
แต่ดูเข้ามาข้างในอย่างไร
ความทุกข์ทางใจก็ยังเกิดได้อยู่ดี

ยอดสุดแห่งความเป็นพุทธ
ไม่ใช่โจทย์เกี่ยวกับสติดีหรือกิเลสน้อย
แต่เป็นการดับทุกข์ได้สนิทจริง!

เจ้าชายสิทธัตถะตอบโจทย์แบบพุทธได้
เมื่อพระองค์ดับทุกข์ทางใจได้
แบบไม่กลับกำเริบอีก
ดังจะเปรียบได้กับตาลยอดด้วน
ไม่มีทางงอกเงยขึ้นมาใหม่
และเมื่อพระองค์นำวิธีดับทุกข์มาเผยแผ่
ท่านก็เรียกว่าเป็นการเจริญสติปัฏฐาน
หรือที่เราเรียกกันโดยย่นย่อว่าเจริญสติ

ความหมายของการเจริญสติแบบพุทธ
เล็งกันที่ว่ามีสติรู้อะไร
และเมื่อเจริญสติแล้วจิตเป็นอย่างไร

การมีสติรู้อะไร
เป็นเครื่องชี้ว่าเข้าใจอย่างไรไว้ก่อน
ตั้งมุมมองอะไรไว้ก่อน
เช่น นักยิมนาสติก
รู้การเคลื่อนไหวของกายทุกกระดิก
ด้วยมุมมองภายใน
มองตัวเองด้วยความรู้สึกว่าเป็น
ดนตรีที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า
มีอัตตาของตนเป็นหนึ่งเดียวกับความพลิ้วไหวที่น่าปลื้ม
ขณะที่นักเจริญสติ
รู้การเคลื่อนไหวทางกาย
ด้วยมุมมองภายใน
เห็นสักแต่เกิดลมหายใจชั่วคราว
เห็นสักแต่เกิดการเคลื่อนไหวชั่วคราว
ไม่มีตนอยู่ในการเคลื่อนไหวไหนๆเลย

การมีจิตอย่างไร
เป็นเครื่องชี้ว่าสติที่เจริญแล้ว
ก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบไหน
เช่น นักเล่นสมาธิ
มีจิตรวมดวงเป็นหนึ่งหนักแน่น
ด้วยความรู้สึกส่วนลึกภายใน
เห็นว่าตนบรรลุถึงจิตขั้นสูง
สมาธิจิตเช่นนั้น จึงเป็นจิตแบบยึดอยู่
ขณะที่นักเจริญสติ
อาศัยลมหายใจเป็นบันไดให้จิตรวมดวง
ด้วยความรู้สึกส่วนลึกภายในที่เห็นว่า
แม้จิตที่ประณีตสูงสุด
ก็เป็นแค่ภาวะปรุงแต่งชั่วคราว
ไม่ใช่ตัวตนของใครที่เข้าถึง
สมาธิจิตเช่นนั้น จึงเป็นจิตที่ปล่อยหมด

สรุปคือ
การทำความเข้าใจกับการตั้งมุมมอง
คือเครื่องชี้ขาดว่า
เริ่มเป็นพุทธออกมาจากข้างในจริงหรือเปล่า
ความเข้าใจกับมุมมอง
ที่ก่อให้เกิดสติและจิตที่ต่างกันนั่นเอง
ทำให้ต้องมีการบัญญัติคำขึ้นมา คือ
มิจฉาสติกับสัมมาสติ

มิจฉาสติไม่ได้หมายถึงการมีสติของคนชั่ว
แต่หมายถึงสติแบบใดๆก็ตาม
ที่ไม่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความไม่เที่ยง
ความไม่ใช่ตัวตนของภาวะทางกายใจ
แต่เป็นไปเพื่อบำรุงกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ
มิจฉาสติเป็นผลลัพธ์ของมิจฉาทิฏฐิ
แม้ปากบอกว่าตัวเองเป็นพุทธ ตัวเองเจริญสติ
แต่ก็อาจจะขึ้นต้นจากมิจฉาทิฏฐิ
หรือยังหวงมิจฉาทิฏฐิไว้ได้
จึงไม่น่าแปลกใจ
หากไม่เกิดสติและการลดละกิเลสเสียที

ส่วนสัมมาสติ
ก็ไม่ได้หมายเอาแค่การมีสติดี มีจิตที่คม
แต่หมายถึงสติที่ปลดปล่อยจิต
ให้เป็นอิสระจากทุกข์ จากอุปาทานทั้งหลาย
สัมมาสติเป็นผลลัพธ์ของสัมมาทิฏฐิ
เมื่อมีสัมมาทิฏฐิแล้ว รักสัมมาทิฏฐิแล้ว
ถึงไม่ประกาศตนเป็นนักเจริญสติ
สติก็คมขึ้น กิเลสลดลงได้เรื่อยๆแล้ว
เพราะจิตที่ไม่ยึดมากย่อมโลภน้อย
ไม่หวงความพยาบาท
และไม่หลงตัวจนเป็นปัญหา!

อ้างอิง:
จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์
http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=334

จากเทฺวธาวิตักกสูตร ที่

นี้เป็นชื่อของทางผิด อันประกอบด้วยองค์ ประการ
คือ มิจฉาทิฏฐิ มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ
มิจฉาอาชีวะ มิจฉาวายามะ มิจฉาสติ มิจฉาสมาธิ

นี้เป็นชื่อของทางอันประกอบด้วยองค์ ประการซึ่งเป็นทางถูกที่แท้จริง
คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ
สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

โรคคุณหนู

291215

โลกนี้มีคนโชคดีอยู่จริงๆ
ตั้งแต่เกิดมา
คนอื่นก็แก้ปัญหาให้หมด
หรือไม่ก็โรยกลีบกุหลาบ
ปูทางไร้ปัญหาให้พร้อมเดิน

แต่ในความโชคดีชนิดนั้น
จริงๆมีความโชคร้ายแฝงอยู่
เพราะธรรมชาติของคนเรา
เมื่อไม่ต้องแบกภาระ
ไม่ค่อยเจอปัญหาให้คิดแก้
ไม่ต้องผ่านเรื่องยากให้ร่างกายทำงาน
ในที่สุดก็หัวหด เข้าโหมดงอมืองอเท้า
ใจอยากคิดแต่เรื่องง่ายๆ สบายๆ
ร่างกายชินกับท่านอนแผ่นิ่งๆ จมๆ
เสร็จแล้วก็ต้องทนอยู่กับความเบื่อตัวเอง
เพราะไม่มีสิ่งใดน่าเอือมระอา
เท่ากับจิตวิญญาณที่อ่อนแอ
เหม่อลอย คิดอะไรเองไม่เป็น
หวาดกลัวการเผชิญหน้ากับปัญหา
แก้ปัญหาเหนื่อยหน่อยเดียว
ก็คอตก ลิ้นห้อย อยากโวยวาย
หาเรื่องโทษใครสักคน
ที่เอาภาระมาโยนใส่ตักตน

แล้วโลกนี้ก็มีคนโชคร้ายอยู่จริงๆ
เกิดมายังไม่ทันไร
ก็ต้องช่วยแบกภาระ
ให้ผู้ปกครองที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา
แม้ตัวเองไม่สร้างปัญหา
ผู้ปกครองก็ช่วยสร้างให้
หรือไม่ก็เตรียมเส้นทางที่ปูด้วยสารพัดปัญหา
สารพัดขวากหนามไว้ให้เดิน

แต่ในความโชคร้ายนั้น
อาจมีความโชคดีแฝงอยู่
เพราะคนเราถ้าเคยชินกับปัญหา
ร่างกายและจิตใจจะพร้อมเผชิญปัญหา
ไม่ออกอาการปฏิเสธปัญหา
ยิ่งถ้ามีใครสอนให้แก้ปัญหาเป็นระบบ
จูนสมองให้เล็งตรงจุดเพื่อเข้าถึงต้นตอปัญหา
ก็จะรู้จักความสนุกกับการแก้ปัญหาให้ลุล่วง
อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
มีสัญชาตญาณและความเข้มแข็งแบบผู้ใหญ่
ที่รู้คิดรู้อ่าน กับทั้งผ่านอุปสรรคยากๆได้เสมอ
ไม่ต้องทนรำคาญตัวเอง
ไม่ต้องถามตัวเองว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไรดี
เพราะทุกวันมีคำตอบชัดอยู่แล้ว
คืออยู่เพื่อสนุกกับการแก้ปัญหาที่ยังค้างอยู่
มีพลังนักสู้ที่เต็มใจรบกับปัญหาทุกวัน
เห็นปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา
และเห็นตัวเองโชคดีที่ไม่ต้องเป็นโรคคุณหนู
ไม่ต้องชักดิ้นชักงอกับปัญหาเดียวในรอบปี!

ช่วยให้มีพระประธาน ประดิษฐานทุกวัดในไทย

281215_2


...
ที่มาที่ไป...
 
ช่วงใกล้ปีใหม่นี้
ผมเกิดนึกอยากทำบุญที่ให้ความรู้สึกใหม่ๆ
ใหม่จริงแบบที่ตัวเองไม่เคยทำมา
พอคิดอย่างนี้แล้วขับรถผ่านร้านพระใหญ่
แม้เหลือบไปเห็นแวบเดียว
ก็ดลใจให้คิดถึงวัดที่ยังขาดพระประธาน
จึงคิดจะหล่อพระถวายในนาทีนั้น
ซึ่งผลคือเกิดปีติสุขแปลกใหม่เอ่อท้นล้นอก
 
พระประธานที่งดงามองค์หนึ่ง
อาจเปลี่ยนชีวิตคนได้นับพัน
นับหมื่น นับแสน
เพียงเมื่อได้เห็น หรือได้ระลึกถึง
จากจิตใจที่สับสนวุ่นวาย กลายเป็นสงบได้
จากจิตที่สงสัยในความดี
กลายเป็นจิตที่ตั้งมั่นในศรัทธาที่เกิดขึ้นกับตัว
จากจิตวิญญาณใกล้ตายไร้ที่พึ่ง
เป็นจิตวิญญาณเกิดใหม่อย่างมีบุญเป็นที่พักได้
 
สำหรับคนทั่วไป
ที่เหตุผลในการนับถือศาสนายังไม่แข็งแรงนัก
การได้พบเห็นองค์พระงาม
อาจเป็นจุดเริ่มต้นความสว่างอย่างใหญ่ของชีวิต
และเพียงคิดก้มลงกราบด้วยใจอ่อนน้อม
ชีวิตก็เหมือนถูกยกขึ้นสู่ความสูงสง่าได้
โดยเฉพาะสำหรับชาวบ้านในชนบททั้งหลาย
ไม่มีสิ่งใดยังความชื่นใจได้เร็วเท่ากับ
การได้หมอบกราบพระประธานในโบสถ์อีกแล้ว
 
ปัจจุบันยังมีวัดต่างจังหวัดมากมาย
ที่อาศัยองค์พระปูนหยาบๆขนาดเล็ก
หน้าตักประมาณ
๒๐ ถึง ๓๐ นิ้ว
แทนพระประธานไปพลางๆ
จึงเป็นโอกาสสำหรับการทำบุญกองใหญ่
แก่กลุ่มคนที่มีกำลังพอจะร่วมกันช่วยสร้างให้
หลายหมู่บ้านเมื่อทราบว่าจะมีพระประธานใหม่
ถึงกับแห่รับองค์พระกันเกรียวกราว
ด้วยความตื่นเต้นดีใจ
พระบางรูปที่บวชมานาน
เห็นแล้วหลั่งน้ำตาด้วยมหาโสมนัสก็มี
 
ผมเองอยู่ในกรุงเทพฯ
ไม่ทราบว่าวัดจังหวัดไหนอำเภอใด
ยังขาดพระประธานบ้าง
วันเสาร์ที่
๒๖ ธันวา ๕๘ จึงตั้งสเตตัสไถ่ถาม
http://on.fb.me/1ZvYALq
ด้วยความคิดว่าจะมีสักท่านสองท่านแนะนำมา
แต่ปรากฏว่ามีหลายท่านอยากร่วมกันล้นหลาม
อย่างที่ผมไม่ได้คาดฝันไว้ก่อน
จึงต้องยกระดับความตั้งใจเดิม
ที่จะทำวัดเดียวตามลำพัง
เป็นทำหลายวัดพร้อมกัน
ร่วมกับทุกท่านทีเดียว
 
ทิศทางบุญครั้งนี้ คือ
วัดต้องเป็นวัดที่ยังไม่มีพระประธาน
และพระประธานที่จะสร้างต้องมีความงดงาม
บันดาลความเลื่อมใส
สงบเย็นเป็นกุศลได้ในทันทีที่เห็น
กับทั้งมีขนาดหน้าตัก
๕๙ นิ้วขึ้นไป
ซึ่งใหญ่พอจะมีความเป็นประธาน
เป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณให้พระและชาวบ้านได้
 
ตามเงื่อนไขดังกล่าว
ผมจึงเลือกวัดเฉพาะที่ติดต่อได้แล้ว
เช่น
 
) วัดอัมพวัน .โนนศิลา .ขอนแก่น 08-7210-0016
) วัดศรีบุญนาค .บ้านแฮด .ขอนแก่น 08-4600-5966
) วัดผาอ่าง .เมือง .แม่ฮ่องสอน 08-1386-0100
 
(update 9:53 Dec 29
ล็อตแรกน่าจะมีประมาณ ๑๐ วัดนะครับ
กำลังติดต่อเพื่อยืนยันการรับพระ
เมื่อได้แล้วจะแจ้งไว้ที่นี่และท้ายสเตตัสประจำวัน
)
 
สำหรับองค์พระประธาน ผมเลือกพระพุทธชินราช
จากโรงหล่อแสงแห่งศรัทธา’ (http://sattha.co.th)
ตามแบบที่เห็นในรูปของสเตตัสนี้
ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งองค์ประมาณสองแสนบาท
(รวมองค์พระพร้อมฐานสูงขนาดกลางและเครื่องประดับครบ)
 
...
วิธีร่วมบุญ...
 
โอนไปร่วมสมทบได้ที่
 
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
นายศรันย์
ไมตรีเวช
ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาเทสโก้
โลตัส สุขาภิบาล
เลขที่ 4066475603
 
กรุณาแจ้งชื่อ นามสกุล พร้อมยอดสมทบไปที่
คุณเกสรา mochakesara@gmail.com
เมื่อคุณเกสราได้รับแจ้ง
จะนำไปอัพเดทแสดงยอดยืนยันที่
http://bit.ly/1TmcKem
 
ใครจะทำขั้นต่ำหลักสิบก็ได้ครับ
ทำเท่าที่มี อย่าทำเท่าที่ตีค่าว่ามากหรือน้อย
สำหรับท่านที่มีกำลัง
และปรารถนาจะเป็นเจ้าภาพหนึ่งวัดหนึ่งองค์
ก็คือ ๒๐๐,๐๐๐ บาทพร้อมบอกเกสราว่าจะถวายด้วยตนเอง
 
ขอได้โปรดคิดว่านี่เป็นสายน้ำ
เมื่อรวมเป็นแม่น้ำ ก็ไม่มีน้ำหย่อมเล็กหรือหย่อมใหญ่
จะสิบหรือแสน เมื่อหยิบยื่นด้วยความปรารถนาเดียวกัน
คือมีส่วนร่วมประดิษฐานพระประธานทั่วไทย
อย่างไรก็เป็นกรรมเต็มรอบเหมือนๆกัน
 
บัญชีไม่มีกำหนดปิดจนกว่าทุกวัดไทย
จะมีพระประธานให้พระสงฆ์
และชาวบ้านกราบไหว้โดยถ้วนหน้ากันครับ
 
กราบอนุโมทนากับบุญใหญ่ที่ได้ทำร่วมกัน
_/\_
 
ดังตฤณ
ใกล้ขึ้นปีใหม่
๒๕๕๙

พวกเดียวกัน

12360319_988139007909924_8347949590122380753_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ยากที่จะมีความเท่าเทียมในการอยู่ร่วมกัน
และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก
ความไม่เท่าเทียมก็มักเป็นแรงกระตุ้นความเห็นแก่ตัว
ให้กำเริบได้โดยไม่มีใครทันสังเกต

มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็นพวกเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริง
คู่รักมักแบ่งข้างกันโดยไม่รู้ตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะเอาเปรียบด้วยกันทั้งคู่
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือผลประโยชน์

ถ้ามีฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาเปรียบ
แต่อีกฝ่ายพร้อมจะให้เปล่า
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือความไม่เสมอภาค

ถ้าทั้งสองฝ่าย
ผลัดกันเอาเปรียบ และ ผลัดกันให้เปล่า
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือการใช้หนี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตายว่า
สิ่งเดียวที่จะทำลายการแบ่งข้างลงได้
ก็คือความพร้อมใจเสียสละ
ไม่ใช่กะเกณฑ์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว

ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะให้เปล่าด้วยกันทั้งคู่
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรักคือความเอื้ออาทร

ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรนั่นแหละ
ความรู้สึกแบบรักแท้!

เพื่อให้ความรักของคุณ
เต็มไปด้วยความหมายของการเอื้ออาทร
คุณต้องไม่ลืมกฏสำคัญ คือ
เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ
เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สัญชาตญาณเอาชนะกันของสิ่งมีชีวิต
นำไปสู่การจบเกมชีวิตคู่
นิสัยใคร่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์
นำไปสู่ความยั่งยืนระหว่างคู่รัก

นิสัยชอบเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

251215

คู่บุญ
ในความหมายของการ
เคยทำบุญร่วมกันในอดีตชาติ
เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ยาก
ปักใจเชื่อได้ยาก
แต่บทจะเชื่อขึ้นมา
ต่างฝ่ายก็ต่างเชื่อง่ายๆ
แค่อยู่ใกล้กันแล้วรู้สึกคลิกกัน
เท่านี้มีสิทธิ์คิดว่าเป็นคู่บุญแล้ว
จากนั้นก็สบายใจแล้ว ชะล่าแล้ว
คิดว่าภารกิจคู่บุญจบสิ้นแล้ว
ไม่ต้องฝ่าฟันใดๆแล้ว
เรื่องดีๆจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติแล้ว

คู่บุญ...
ชาติก่อนเคยร่วมบุญกันแบบไหน?
ชาติก่อนเคยร่วมบุญนานเพียงใด?
ถึงไม่รู้ แต่ก็อยากเชื่อกันไป

คู่บุญ...
ชาติก่อนเคยร่วมบาปบ้างหรือเปล่า?
ชาติก่อนเคยร่วมบาปหนักๆไหม?
ถึงไม่เห็น แต่ก็ชอบเดากันว่าน่าจะไม่เคย

หากหยั่งรู้และระลึกได้
คนเราจะไม่สรุปทึกทักกันง่ายๆว่า
โลกนี้จะต้องมีคู่บุญฟ้าประทานรออยู่

ข้อเท็จจริงที่คุณสามารถ
เห็นด้วยตาเปล่าทันที
คือ ถ้าเอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน
อย่างไรก็ต้องมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน
อย่างไรก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน
อย่างไรก็ต้องมีระเบิดเวลารออยู่
เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแบบ
ตื่นเช้าไปวัด สายหน่อยเลี้ยงเด็กกำพร้า
เที่ยงๆตั้งโรงทานเลี้ยงรากหญ้าสิบทิศ
ตกเย็นช่วยกันแจกหนังสือธรรมะ
ดึกหน่อยสวดมนต์ก่อนนอน
ชีวิตคู่มีแต่ทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ ทุกวัน

คู่บุญในจินตนการ
กับคู่บุญในความเป็นจริง
อาจแตกต่างกันเป็นคนละโลก
ที่จะเข้าใจได้ จับต้องได้
ต้องมองในแง่ของการอยู่ด้วยกันดีๆในบ้าน
ไม่ใช่เอาแต่มองในแง่ของการ
ร่วมกันไปทำอะไรดีๆให้คนอื่นนอกบ้าน

คุณสมบัติอันเป็นตัวตั้ง
ให้คนสองคนรู้สึกดีต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้องเป็นอะไรที่ทำให้อยู่ด้วยกันแล้ว
ช่วยคลายปัญหาชีวิตของทั้งสองฝ่ายให้ค่อยๆคลี่ออก
ไม่ใช่ขมวดปมปัญหาชีวิตให้แน่นขึ้น
กับทั้งสะสมเรื่องดีๆที่ทำให้มีความสุข
ให้ทวีขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งคุณสมบัติประเภทนี้ไม่มีทางเกิดโดยบังเอิญ
แต่ต้องตั้งใจให้เกิด
หรือตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองทีละครั้ง ทีละหน

แม้ยังไม่เกิดเรื่อง
ก็ลองทบทวนเพื่อสำรวจเล่นๆดูว่า
ตัวเองมีอารมณ์ประเภทไหน
ข้าต้องเหนือกว่าแกตลอด
ข้าต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ
แกต้องเป็นฝ่ายลดทิฐิยอมง้อทุกครั้ง
แกเตะมา ข้าต้องเตะกลับให้ได้
ถ้ามีอารมณ์ประมาณนี้เป็นเจ้าเรือน
ก็อย่าเพิ่งหวังจะมีคู่บุญกับใครเขา
เพราะในที่สุดคุณจะเป็นได้แค่
คนเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นร้ายขึ้น
หรือไม่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนเรื่องดี
ให้กลายเป็นร้ายได้สุดๆ
ต่อให้เดินทางไปทำบุญที่วัดหรือที่ไหน
ก็หาเรื่องจิกกัดให้เป็นทุกข์ด้วยกันได้ไม่เลิก
แม้ใส่บาตรร่วมกันกี่ล้านขัน
ก็เทบุญมาล้างความรู้สึกแย่ๆ
ที่มีต่อกันไม่หมดอยู่ดี

และพอเกิดเรื่อง
โทสะจะกดดันให้มนุษย์ทุกคน คู่รักทุกคู่
อยากตีโพยตีพายโวยวายใส่กัน
ขณะที่คนตั้งใจเป็นคู่บุญกัน
จะรู้ทันความกดดันชนิดนั้น
และตั้งใจระงับอาการของตัวเองก่อนลุกลาม
กับทั้งจริงใจจะผ่อนหนักให้เป็นเบาร่วมกัน

พอชนะโทสะที่มีต่อกันเองได้
คุณจะรู้สึกเหมือนไม่มีเรื่องอะไร
ชะตาร้ายแค่ไหน
ที่ผ่านไปด้วยกันไม่ได้
ขณะที่ไม่มีเรื่องดีใดผ่านเข้ามาสู่ชีวิตไม่ไหว
ยิ่งวันทางจะยิ่งโล่งขึ้น
ที่ชะตากำหนดไว้ให้ร้าย ก็อาจกลายเป็นดี
ที่ชะตากำหนดไว้ให้ดี ก็จะกลายเป็นดีสุดๆ!

วันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เป็นตัวชี้กรรมสำคัญได้

241215

วันบางวันในหนึ่งชาติของมนุษย์
คือวันที่เป็นยอดแห่งความรู้สึก
ที่จะติดค้างหรือตกผลึก
เป็นแก่นความทรงจำ
คุณไม่รู้ตัวว่าเป็นวันไหน
แต่เมื่อถูกถามให้นึกถึง
วันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต
จะเกิดการปรุงแต่งจิตเป็นอัตโนมัติ
คัดเลือกวันนั้นขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องฝืนใช้ความพยายามให้มาก

วันพิเศษที่ผุดขึ้นมาในใจเองนั้น
สำหรับบางคน คือวันที่ได้รับ
ขณะที่สำหรับบางคน คือวันที่ได้ให้

จิตก่อนตายก็คล้ายๆถูกใครถามถึงวันพิเศษ
แต่จะไม่มีการไล่ถามตัวเองเป็นข้อๆว่า
วันไหนคือวันที่สุขที่สุดในชีวิต
ทุกข์ที่สุดในชีวิต
ทำดีที่สุดในชีวิต
ทำชั่วที่สุดในชีวิต
ทว่าจะเกิดการปรุงแต่งจิตอันพ้นความคิด
อันเป็นไปในทางแสวงหาที่พึ่ง
อันเป็นความสุข ความอบอุ่นสูงสุด

นั่นเพราะจิตสุดท้าย เมื่อไม่เหลือทรัพย์ให้ถือ
ไม่เหลือญาติมิตรเคียงข้าง
ไม่เหลือแม้แต่ร่างกายเป็นที่ตั้ง
ก็จะควานหาว่ายังจับยึดอะไรไว้ได้อีก
ซึ่งการไขว่คว้าครั้งสุดท้าย
จะไม่ใช่อะไรอื่นมากไปกว่าแสงสว่าง
ซึ่งก็คือกุศลธรรมนั่นเอง
แสงสว่างแห่งกุศลจะยกจิตขึ้นพ้นความกลัว
อาบจิตด้วยความรู้สึกอบอุ่น พ้นภัย
แต่หากจิตเกิดอาการแสวงที่พึ่ง
แล้วไม่พบความสว่าง เจอแต่ความมืด
ก็จะเคว้งคว้าง และบังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวรุนแรง
เหมือนใกล้ตกเหว หรือเหมือนตกจากเรือ
ลงสู่แผ่นน้ำมืดกว้างใหญ่ไร้คนช่วย

ถ้าในวันปกติ
นึกถึงสุขที่สุดในชีวิตแล้ว
ได้คำตอบเป็นการมีโอกาสให้อะไรบางอย่าง
กับใครคนหนึ่งหรือหลายๆคน
แนวโน้มคือจิตก่อนตายของคุณ
จะปรุงแต่งภาพความทรงจำดีๆขึ้นมา
เป็นการทำอะไรดีๆไว้ในโลกนี้หลายครั้ง
แม้ความดีเหล่านั้นเหมือนถูกลืมสนิทแล้ว
ตะกอนกรรมก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาให้จำได้ใหม่
ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ
และนำมาผูกเรียงกันเป็นซีรีส์แห่งความดี
จิตจึงเกิดกำลัง มีความเบิกบาน เป็นกุศล
จิตสุดท้ายดับไปกับความปลื้มใจในชีวิตทั้งชีวิต
หลุมขาวอันสร้างจากกองบุญที่สั่งสมไว้
จะมีพลังดึงดูดตัวคุณไป
และหลังจากสิ้นสภาพมนุษย์
ก็บันดาลจิตดวงใหม่ที่มีความสว่าง
ขั้นต่ำกลับมาเข้าท้องมนุษย์
ขั้นที่เหนือกว่าคือไปสู่ความเป็นเทวดา

การลองถามตัวเองว่า
สุขที่สุดในชีวิตคือวันไหน
วันที่รับหรือวันที่ให้
จึงเป็นคำถามที่มีค่า มีความหมาย
เพราะถ้านึกแล้วได้คำตอบ
เป็นวันที่คุณได้ของให้ตัวเอง
ก็อาจไม่ใช่เครื่องวัดอะไรมากนัก
แต่ถ้าคำตอบคือวันที่คุณให้อะไรกับคนอื่น
ก็แทบประกันว่า
คุณมีที่พึ่งก่อนตายแล้ว

ด้วยคำถามนี้ และด้วยการตอบตัวเองถูก
คุณอาจพบว่าตัวเองมีแก่ใจ
ทำอะไรไว้เป็นที่พึ่งให้ตัวเองเพิ่มขึ้นมาก!

เปลี่ยนความเจ็บใจเป็นสมาธิ

231215

เจ็บใจแล้วสร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น
คุณเป็นได้แค่ขี้ข้าโทสะ

เจ็บใจแล้วทำความวิบัติให้ตัวเอง
คุณเป็นได้แค่วิญญาณหลงทาง

เจ็บใจแล้วมุมานะเอาดีเอาชนะ
คุณเป็นนักสู้ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เอาตาม

เจ็บใจแล้วแกล้งบอกว่าอภัยแล้ว
คุณเป็นพวกใส่หน้ากากซ่อนระเบิดเวลาไว้

เจ็บใจแล้วให้อภัยจริง
คุณเป็นคนดีได้คนหนึ่ง

เจ็บใจแล้วเกิดสติเห็นความเจ็บใจไม่เที่ยง
คุณเป็นพุทธแท้ที่ฝึกสมาธิแบบพุทธได้

การฝึกสมาธิแบบพุทธ
ไม่ใช่จดจ่อกับลมหายใจหรือพุทโธชั่วคราว
แต่คือการเอาทุกสิ่งที่ปรากฏในกายใจ
มาดูให้รู้จริงว่า ล้วนปรากฏได้เดี๋ยวเดียว
เดี๋ยวก็หายไป
ไม่ปล่อยให้สิ่งใดผ่านไปเปล่าๆสักอย่าง
กระทั่งใจตั้งมั่นอยู่กับความรู้จริงว่า
ไม่มีสิ่งใดเที่ยงแน่ๆ

เพียงท่องไว้ว่า
สิ่งใดเกิดบ่อย
สิ่งนั้นเป็นเครื่องฝึกสมาธิแบบพุทธได้
เมื่อระลึกไว้อย่างนี้
คุณจะเกิดสติแม้ต้องอยู่ในที่ที่ต้องเจ็บใจบ่อยๆ
ยิ่งเกิดบ่อยเท่าไร ยิ่งใช้เป็นเครื่องฝึกได้เท่านั้น
ความเจ็บใจหน้าตาเป็นอย่างไร
จิกกัดจิตใจได้ปวดแสบปวดร้อนขนาดไหน
แล้วหายไปเองเหมือนพยับแดดในเวลากี่อึดใจ
รู้ได้ครั้งหนึ่งก็นั่นแหละ ฝึกแล้วหนึ่งครั้ง
ยิ่งฝึกบ่อยเท่าไร
จิตใจยิ่งเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเท่านั้น
และยิ่งเป็นอัตโนมัติมากขึ้นเท่าใด
ยิ่งตั้งมั่นรู้เห็นหนักแน่นเป็นสมาธิขึ้นเท่านั้น

สรุปคือ ความเจ็บใจไม่ได้เป็นตัวคุณ
ไม่ได้จะมาอยู่ในตัวคุณตลอดไป
แต่มาเพื่อเป็นแค่ทางเลือกว่า
คุณจะเป็นคนแบบไหน
จะยกจิตให้สูงขึ้นหรือกดจิตให้ต่ำลง!

ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้

221215

ผมเชื่อมานานว่าทุกวงการ
มีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่
เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มียกเว้นวงการไหน
แต่เมื่อนึกถึงวงการขอทาน
ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า
จะมีความแตกต่างที่ได้ผลได้อย่างไร

กระทั่งเร็วๆนี้ ไม่กี่วันก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เอง
ที่สี่แยกไฟแดงแถววงเวียนใหญ่
ผมเพิ่งเจอขอทานที่ช่วยยืนยันความเชื่อ
ต่อไปนี้ไม่ต้องกังขาอีกแล้ว
ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้ทุกวงการจริงๆ

ชายขอทานร่างผอมเกร็งคนหนึ่ง
ไม่อ่อน ไม่แก่
ไม่ได้พยายามทำตัวน่าสงสาร
ไม่ได้พยายามแสดงว่าชีวิตเป็นทุกข์เหลือเกิน
แต่ในสภาพมอซอ เขายิ้มแย้มแจ่มใส
และทำท่าเหมือนพร้อมจะหัวเราะได้ตลอดเวลา

เมื่อจะลงมือขอ
เขามีพลังในการขออย่างเต็มเปี่ยม
คือ ไม่ได้เดินเข้าไปเคาะกระจกแบมือขอกันง่ายๆ
แต่อาศัยพื้นที่ว่างระหว่างรถ
คุกเข่าลงพื้น แล้วคลานเข่าจากระยะไกล
เป็นจุดเด่นให้คนขับรถเห็นได้ถนัดตา
แล้วไปยกมือไหว้ท่วมหัวขอเถอะคร้าบประชิดรถ

เสียดายมากที่ผมเอามือถือมาถ่ายไม่ทัน
และไม่นานก็ไฟเขียว
แล้วก็ไม่ได้มีธุระปะปังต้องไปแถวนั้นอีก
แต่นั่นเป็นไม่กี่วินาทีที่มีความหมายมาก
อย่างน้อยก็ช่วยให้เข้าใจชัดกระจ่างว่า
จุดขายของขอทานที่แท้จริง
คือการกระตุ้นให้คนอื่นเต็มใจอยากช่วย
ชนิดไม่ช่วยไม่ได้ ไม่ช่วยแล้วฝืนความรู้สึก
ทั้งนี้ อาจมีอารมณ์ขันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไม่ใช่จะต้องเอาความห่อเหี่ยวเศร้าสร้อย
ไปขอความสงสารหรือรีดความเมตตา
ให้ผู้คนจำใจสงเคราะห์กันแบบฝืดๆท่าเดียว

อะไรง่ายๆ แต่ทำได้จริงด้วยความกระตือรือร้นนี้
มองเผินๆเหมือนไม่น่าจะมีอะไรยิ่งใหญ่
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ถ้าวงการขอทานเห็นและเข้าใจจุดนี้กันมากๆ
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
เช่น พวกชั่วจะพากันคิดได้ว่า
ทำไมต้องเหนื่อยขโมยเด็กมาตัดมือตัดเท้า
เพียงเพื่อสร้างจุดขายที่น่าสงสาร
สร้างความรู้สึกผิดที่ไม่ช่วยขึ้นในใจคนอื่น
สร้างรายได้ไว้ซื้อตั๋วเดินทางไปนรกให้ตัวเอง
แถมเดี๋ยวนี้คนเดินถนนมีแหล่งแจ้งจับกันง่ายๆ
ถ่ายรูปฟ้องตำรวจกันง่ายๆแล้ว
เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแท้ๆ

ทั้งหมดที่ต้องทำ
ก็แค่มีอารมณ์ขัน สร้างเสียงหัวเราะเล็กๆให้คนเห็น
เหมือนตัวอย่างที่ผมได้เห็นกับตา
คนก็พร้อมจะควักกระเป๋าให้แบบไม่เสียดายแล้ว
ผมคนหนึ่งล่ะ บอกตัวเองว่า
ถ้าเขาคลานมาที่ผม
ผมก็หยิบเหรียญหน้ารถให้เขาแน่

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากขอทานวงเวียนใหญ่ในเวลาสั้นๆ
คือ การมีความเป็นตัวของตัวเอง
กระทั่งหลุดจากกรอบจำกัดทางความรู้สึกว่า
ตัวเองต้องเป็นอะไรอย่างหนึ่งตามๆเขา
เช่น เป็นขอทาน ต้องทำท่าน่าสงสารเหมือนขอทาน
จริงๆแล้วจะสร้างความเป็นผู้ให้ความบันเทิง
ขึ้นมาบนถนนบ้างก็ได้
ผู้คนที่กำลังเบื่อๆกับรถติด
จะได้รู้สึกมีชีวิตชีวาแบบไม่คาดฝันกันไปด้วย

และเช่นกัน
ทุกวงการรอความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ผลอยู่ทุกวัน
เสียแต่ว่า กรอบจำกัดอันเกิดจากการรู้สึกตามๆกัน
เป็นเขื่อนใหญ่กั้นขวางไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์
ไหลมาเทมาได้ง่ายดายนัก
ความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆที่ได้ผลจริงของคุณ
อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึง
ซึ่งแค่เต็มใจโฟกัสกับงานตรงหน้าดีๆ
แล้วถามตัวเองว่า อยากให้เกิดอะไรขึ้น
ในแบบที่คุณเองหายเบื่อ
และเป็นไปเพื่อให้คนอื่นยิ้มออก!

เหตุที่คนกลัวความผิด ไม่ยอมเรียนรู้จากความพลาด

211215

คนเราไม่ได้กลัวบทลงโทษที่สมเหตุสมผล
แต่กลัวการเหยียบย่ำที่ไร้ความปรานี

คนเรามักไม่สูญเสียความทรงจำว่าทำอะไรไป
แต่มักไร้ความสามารถในการทนยอมเสียหน้า

คนเรากล้าเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง
แต่กลัวการต้องเหนื่อยแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด

คนเรารู้สึกง่ายกับการคิดว่าเป็นโชคร้าย
แต่รู้สึกยุ่งยากกับการนั่งวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองทำ

คนเรายอมทนอึดอัดกับการเก็บงำความลับไว้
แต่ไม่อยากเสี่ยงกับการโล่งอกที่ได้เปิดเผย

คนส่วนใหญ่โตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อม
ที่ตัดสินความผิดกันเกินกว่าเหตุ
นับแต่มีพ่อแม่ที่ดุด่าลูกอย่างแรงแม้ผิดเล็กน้อย
ทั้งที่ตัวเองทำผิดใหญ่โตแต่คนอื่นว่าไม่ได้
หรือโตขึ้นเจอเจ้านายที่ลงโทษไม่เป็นธรรม
คนสนิทไม่เป็นไร คนไม่ประจบโดนเล่นหนัก
หรืออยู่ท่ามกลางสังคมที่ไม่มีทางเห็นใจ
สารภาพผิดเมื่อไหร่อนาคตดับวูบเมื่อนั้น

คุณจะอยู่ในกลุ่มนิยมปิดบังความผิด
หรือมีสิทธิ์ฉลาดเรียนรู้จากความพลาดพลั้ง
ก็ขึ้นอยู่กับว่า
ได้เลือกที่จะช่วยสร้างสังคมแบบไหนไว้จนชิน

แบบพวกมากลากกันมากระทืบซ้ำ
หรือแบบหิ้วปีกประคองคนล้ม!

ถนอมน้ำใจไม่เป็น ก็ภูมิใจในชีวิตคู่ไม่ได้


181215

ไม่ภูมิใจในตัวคนรัก
ก็ยากจะภูมิใจในชีวิตคู่
ไม่ภูมิใจในชีวิตคู่
ก็ยากจะภูมิใจในตัวเอง
แม้ว่าจะเคยภูมิใจในหน้าตา
เกียรติยศทางการงานเพียงใด
อย่างไรก็ต้องเศร้าหมอง
รู้สึกห่อเหี่ยวลึกๆอยู่ดี

แต่สำหรับบางคน
แม้ภูมิใจในตัวคนรัก
และภูมิใจในชีวิตคู่
แต่คนรักไม่ปลื้มตนสักเท่าใด
ในระยะยาวความไม่ปลื้มนั้น
ก็จะแปรเป็นความกดดันน่าอึดอัด
ผ่านสีหน้า แววตา คำพูด
และกระแสทางใจที่กระแทกใจกัน
โดยมีเหตุสามัญในแต่ละวัน
เป็นตัวล้วงความในใจออกมาตีแผ่
จึงไม่น่าแปลก
ที่ความภูมิใจในตัวเอง
จะถูกบีบให้เล็กลงเรื่อยๆ

ความภูมิใจในตัวเอง
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนส่วนใหญ่
คนส่วนใหญ่มักไม่อยากทน
หรือทนไม่ได้นาน
กับการต้องดูถูกตัวเอง
หรือโดนดูถูกจากคนอื่น
หลายคนแค่ไม่ภูมิใจในชีวิตคู่
ส่วนลึกก็แกล้งสร้างเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา
เพื่อจะได้แตกกระจายหายกันไปแล้ว

ความภูมิใจในตัวคนรักจึงเป็นเรื่องใหญ่
เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อเลือกคนรัก
ต้องดูใจตัวเองให้ดีว่าคุณปลื้ม
คุณภูมิใจในเขาหรือเธอบ้างหรือเปล่า
ขอให้เตรียมใจรับความจริงไว้ล่วงหน้าว่า
ความสนิทชิดเชื้อ
จะเป็นเหตุให้เห็นข้อบกพร่อง
และเกิดเรื่องน่าขัดใจต่างๆนานา
ซึ่งจะบั่นทอนระดับความภูมิใจลงได้ครึ่งหนึ่ง
หมายความว่า ถ้าเริ่มต้นเคยภูมิใจมาก
อยู่ด้วยกันมีสิทธิ์ลดลงมาเป็นภูมิใจน้อย
แต่ถ้าเริ่มต้นภูมิใจน้อยหรือไม่ภูมิใจเลย
อยู่ด้วยกันก็มีแนวโน้มจะนึกดูถูกมากขึ้นทุกวัน

ในทางกลับกัน
อย่าสำรวจความปลื้มของตนเองฝ่ายเดียว
ดูดีๆด้วยว่าเขาหรือเธอปลื้มคุณไหม
หรืออย่างน้อยมีแนวโน้มว่า
จะปลื้มขึ้นเรื่อยๆบ้างหรือเปล่า
ความปลื้มที่พอดีกัน
หรืออย่างน้อยไล่เลี่ยกัน
จะดลใจให้นึกอยากทำอะไรดีๆต่อกัน
หรือกระทั่งบันดาลกระแสสุขขึ้นมา
ในอากาศรอบตัวเมื่ออยู่ใกล้กัน

ความรู้สึกไม่ปลื้ม
แกล้งเปลี่ยนให้เป็นปลื้มได้ยาก
ถ้าจะทำ ต้องสร้างเหตุอันเป็นของจริงด้วยกัน
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอยู่คนเดียวไม่ได้
เช่น อาจเริ่มจากแปลงความโกรธให้เป็นอารมณ์ขัน
ตอนขัดเคือง ตอนไม่พอใจเล็กๆ
ก็ฝึกพูดให้เป็นเรื่องขำด้วยกัน รื่นรมย์ด้วยกัน
แทนการถือโอกาสพูดทิ่มแทงกัน ข่มขี่กัน
หรือตอนเกิดความผิดพลาด ตอนใครถลำล้ม
ก็หัดพูดฉุดดึงกัน ให้กำลังใจกัน
แทนการพูดทำลายกำลังใจกัน เหยียบย่ำกัน

คำพูดตอนไม่พอใจกัน หรือตอนใครพลาดล้ม
เป็นสิ่งที่พลิกความรู้สึกได้ทั้งเขาทั้งเรา
แม้อาการแอบคิดไม่ดี
ยังฝังตัวอยู่หลายจุด ก็จะค่อยๆถอดถอน
ผ่านวันผ่านคืนที่รู้จักพูดถนอมน้ำใจได้
ถึงแม้ไม่อาจแกล้งภูมิใจ
แต่ก็เต็มใจที่จะพอใจในคู่ของตนบ้าง
อย่างน้อยไม่ต้องเฝ้าคอยหันไปเทียบเคียง
กับคู่ที่เขาดูดี มีความน่าภูมิใจกว่า
ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนากัน

ความรู้จักพูดถนอมน้ำใจ
เป็นกุญแจสำคัญ
ในการยกระดับความรู้สึก
มันเป็นกุญแจที่ต้องสร้างเอา
ไม่ใช่รอรับจากใคร หรือแสวงหาจากไหน!

ได้รับอะไรดีๆ ไม่สู้ได้ทำอะไรดีๆ

171215

ในโลกที่มีวิบากกรรมครอบงำชีวิต
ความดีใจกับความเสียใจ
บางทีเหมือนเหรียญสองด้าน
ที่รอเวลาพลิกกลับในไม่ช้า

ดีใจได้เข้าทำงานที่ต้องการ
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยไปกดขี่ ข่มเหง ใช้งานคนอื่นเยี่ยงทาสไว้

ดีใจแย่งแฟนคนอื่นได้
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยไปด่าทอ ทุบตี และทิ้งขว้างคนอื่นไว้

ดีใจมีเงินพอจะซื้อรถเครื่องแรงสมใจ
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยดักทำร้าย หรือซุ่มฆ่าคนอื่นกลางทางไว้

ในโลกที่กรรมมีผล
ทำอะไรแล้วต้องได้รับผลสอดคล้อง
เรื่องที่ควรดีใจจริงๆ
คือได้ทำสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความสุข ความเจริญ
ทั้งทางใจในปัจจุบัน
และทั้งชะตากรรมในอนาคต

ดีใจได้ช่วยให้ใครบางคนมีความสุขขึ้น
ดีใจที่ห้ามใจไม่ทำผิดทำบาปได้
ดีใจที่ยั้งปากทันก่อนทำร้ายจิตใจคนอื่น

ความดีใจที่ได้รับอะไรเด็ดๆ
ไม่สู้ความดีใจที่ได้ทำอะไรดีๆ!

ใจที่ไม่เห็นตัวเอง จะเรียกร้องให้คนอื่นเห็น

161215

ใจที่เรียกร้อง
มีอาการทะยานอยาก
แล่นออกไปหาใจคนอื่น
พยายามเหนี่ยวนำใจคนอื่น
ให้หันมามองใจตัวเอง
ใจที่เรียกร้องนั้น
คือใจที่ไม่เคยมองตัวเอง
ก็เมื่อไม่มอง
แล้วเมื่อไรจะเห็นใจตัวเองได้?

เพียงหายใจทีหนึ่ง
เรียกสติที่หายไปให้กลับมา
ก็จะรู้ว่าอาการพยายามเหนี่ยวนำใจคนอื่น
ให้หันมามองใจตัวเอง เห็นใจตัวเองนั้น
เป็นแค่ใจดวงหนึ่ง
ที่ไม่เห็นสภาพน่าสมเพชของตัวเอง

เพียงหายใจอย่างรู้ว่า
กำลังมีอาการดิ้นตีแปลงอยู่ขนาดไหน
แล้วรอลมหายใจต่อไป
เพื่อเปรียบเทียบว่าใจยังดิ้นอยู่หรือเปล่า
ถ้าดิ้น ดิ้นมากขึ้นหรือน้อยลงประมาณใด?
ถามตัวเองเพียงเท่านี้แล้วตอบถูก
ก็ได้ชื่อว่า ‘เห็น’ ใจตัวเองแล้ว

สังเกตดูเถอะ เมื่อใดใจเห็นตัวเอง
เมื่อนั้นจะสงบลงได้
ยิ่งสงบลงบ่อยขึ้นเท่าใด
ยิ่งเห็นใจคนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น
เมื่อเห็นทั้งใจตัวเอง เห็นทั้งใจคนอื่น
จะเลิกอยากให้ใครมาเห็นใจตน
แต่กลับจะรู้ซึ้งว่า
คนอื่นก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย
ส่วนใหญ่ยังสงสารตัวเอง
ส่วนใหญ่ยังอยากให้ทั้งโลกเห็นใจ
ส่วนใหญ่ยังมีอาการใจดิ้นเป็นทุกข์
น้อยนักที่สงบลงได้ หายทุกข์ได้!

เปลี่ยนความเข้าใจผิดเป็นสายใยผูกพัน

151215

คนเราไม่มีทางเข้าใจกันถูกตลอดเวลา
อาจต้องมีการตีความคำพูดผิดบ้าง
ตีความเจตนาผิดบ้าง
ตีความสีหน้าท่าทางผิดบ้าง
บางทีหน้าบึ้งค้างมาจากที่อื่น
ก็นึกว่าเพิ่งมาจงใจทำหน้าบึ้งใส่ฉัน
บางทีเขาพูดเล่นเพื่อช่วยกู้หน้าแท้ๆ
กลับไพล่ไปคิดว่ามันซ้ำเติมเรานี่หว่า
หรือบางทีกล่าวพาดพิงนิดหน่อย
แต่สำคัญว่ากะแทงข้างหลังให้ตาย
สารพัดอาการคิดไปเอง
อันจุดชนวนมาจากการไม่รู้ใจกัน
แล้วด่วนสรุปตัดสินกันด้วยอารมณ์

เมื่อทำงานด้วยกัน
ทุกคนจะมีความผูกพันกันระดับหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะผิวเผินหรือลึกซึ้ง
เมื่อเข้าใจผิดกันแล้ว
ก็มักมาถึงจุดตัดสินว่า
จะสนิทขึ้นกว่าเดิม รู้ใจกันจริง
หรือร้าวฉาน มองหน้ากันไม่ติดไปเลย

สมัยนี้โอกาสที่จะผิดใจ
แล้วบาดหมางชนิดไม่เผาผีกัน
มีมากกว่าจะร่วมมือประสานไมตรี
อาจเพราะเสพติดความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อม
พอมีเรื่องนิดเรื่องหน่อยขึ้นมา
จึงเลือกใช้สายตาที่ไม่เป็นมิตร
หรือเค้นสำเนียงของคนคิดเอาชนะกัน
หรือเฟ้นคำของคนเป็นศัตรูอยากทิ่มแทงกัน
หรืออย่างน้อยก็มีท่าทีแบบเด็กเตะมาเตะกลับ
ถ้าโดนเล่นก่อนก็ขอเอาคืนบ้าง
ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียวเด็ดขาด

นั่นนับเป็นการพลาดโอกาสเหมาะ
ที่จะได้เพื่อนดีๆเพิ่มขึ้นอีกคน
หรือถึงขั้นพลาดโอกาสเดียว
ที่จะได้เพื่อนแท้ในที่ทำงาน
เพราะจริงๆแล้วการเข้าใจผิดกัน
ก็คือการมาถึงจุดหนึ่งของความสัมพันธ์
ที่จะทำความเข้าใจกันมากขึ้น
คนเราจะรู้สึกดี รู้สึกเห็นใจกัน
ก็เมื่อเข้าถึงใจกันจริงมิใช่หรือ?

ความเข้าใจผิดที่พลิกกลับเป็นเข้าใจถูก
ก็เหมือนกลับด้านความรู้สึกจากหัวเป็นก้อย
จากทึบเป็นโล่ง จากมืดเป็นสว่าง
ความเข้าใจผิดเคยให้ความรู้สึกแย่ขั้นใด
เมื่อเข้าใจกันถูกก็ให้ความรู้ดีขั้นนั้น
ขอเพียงพูดกันตรงไปตรงมา พูดเข้าจุด
ไม่อ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยทิฐิมานะ
ใช้สายตาที่อ่อนโยนแบบมิตร
เปล่งสำเนียงแบบคนที่อยากประนีประนอมกัน
เลือกสรรคำแบบคนที่ไม่อยากเป็นศัตรูกัน
หรือกระทั่งยอมถอยก้าวหนึ่งบ้างเมื่อถูกรุก
เพื่อรอจังหวะสลายอารมณ์คุกคามของอีกฝ่าย
โดยไม่ต้องตีกันให้แตกหักไปข้าง

มุมมองและการทำไว้ในใจสำคัญมาก
ถ้าหวังให้ลงเอยดี มักลงเอยได้ดี
หรืออย่างน้อยก็ดีขึ้นกว่าหวังร้ายแต่แรกแน่!

วันนี้รู้สึกว่าอายุเท่าไหร่?

141215

ในวันธรรมดา
ตอนไม่มีสิ่งใดเตือนให้นึกถึงอายุ
แต่ละคนรู้สึกเกี่ยวกับความอ่อนแก่ไม่เหมือนกัน
แม้จะอายุเท่ากัน เกิดเดือนปีเดียวกัน
ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นวัยเดียวกันเสมอไป

ธรรมดาของความรู้สึกอ่อนแก่
เกิดขึ้นตอนนับรอบฉลองวันเกิดบ้าง
ตอนเทียบอาวุโสกับรุ่นพี่รุ่นน้องบ้าง
ตอนเจอเพื่อนเก่าจากอดีตบ้าง
ตอนเรี่ยวแรงหดหายบ้าง
ตอนที่ประสบการณ์สั่งให้สุขุมบ้าง
หรือตอนไม่ตื่นเต้นกับเรื่องที่เคยตื่นเต้นบ้าง

แต่ก็มีคุณสมบัติบางอย่าง
ที่กระตุ้นให้รู้สึกไม่เป็นไปตามวัยเช่น
เด็กบางคนพูดจับต้นชนปลายได้อย่างมีสติ
มีความสุขุม รู้เหตุรู้ผลเท่าผู้ใหญ่
ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว
หรือบางทีจะเป็นผู้ใหญ่
เสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคน

อีกที คนแก่บางคนยังหัวแล่น
คิดอ่านทะลุปรุโปร่ง ข้างในเบาโล่ง
ใจเปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งแปลกใหม่
เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ก็ไม่เห็นจะรู้สึกต่างจากเมื่อสมัยยังวัยรุ่นตรงไหน

ความรู้สึกเป็นสมบัติเฉพาะตัว
เกิดจากเหตุปัจจัยภายในมากกว่าภายนอก
ตราบเท่าที่ยังรู้สึกว่าทำอะไรได้อีกมาก
คุณยังไม่แก่ และใช้ชีวิตคุ้ม
แต่หากรู้สึกว่าทำอะไรได้น้อยลง
ใจจดใจจ่ออยู่กับความงุ่มง่ามของแขนขา
คุณเริ่มแก่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
จิตใจจะเริ่มหวนไปคิดถึงอดีตที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจเอาอะไรจากปัจจุบัน
และยิ่งไม่ใส่ใจว่าอนาคตจะดีขึ้นหรือแย่ลง

คนทั่วไปคิดว่า ความรู้สึกเป็นสิ่งแกล้งสร้างได้
จึงยุกันทำนองอย่าไปคิดว่าแก่ ก็จะไม่แก่
หรือเล่นแบบเด็กๆแล้วจะเด็กลง
บางคนฉีกยิ้มพูดจนติดปากว่า
ฉันหยุดอายุไว้ที่สิบห้าจ้ะ
แต่ใจจริงนับถอยหลังอยู่ด้วยความกังวลว่า
เลขห้าสิบจะพุ่งเข้ามากระแทกร่างเมื่อใด

ข้อเท็จจริงก็คือ
คุณจะไม่รู้สึกอ่อนแก่จากของหลอกชั่วคราว
แต่จะเทียบจากความสามารถของตัวเอง
ซึ่งเป็นของจริง เทียบวัดได้ รู้สึกได้เป็นปกติ

สังเกตดูตอนยังเยาว์วัย
เป็นวัยที่ต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ต้องพัฒนาทักษะให้คมกล้าขึ้นเรื่อยๆ
ความสามารถจึงมากขึ้นๆ
แต่มาเริ่มหย่อนลงตอนไม่มีใครบังคับให้เรียนรู้เพิ่ม
ไม่มีใครจัดแข่งให้พัฒนาความเชี่ยวชาญ
ยิ่งวัยเลิกทำงานที่สังคมให้การยอมรับว่า
ควรอยู่เฉยๆ หรืออย่างมากก็
ขยับแข้งขยับยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย
ยิ่งได้ความรู้สึกว่า ชราภาพมาเยือนกันจริงๆ

ถามตัวเองว่าอ่อนแก่แค่ไหน
เพื่อใช้สำรวจความกระตือรือร้นข้างใน
อย่าถามเพื่อกังวลเกี่ยวกับตีนกาภายนอก
พวกเราอยู่ในโลกที่มีอายุสี่พันล้านปี
ชีวิตคนเราสั้นเหมือนๆกันหมด
ระหว่างคนอายุเฉียดร้อยกับเด็กเพิ่งเกิดเมื่อวาน
จริงๆแล้วห่างกันนิดเดียว มันก็แค่ไม่กี่สิบปีเอง

คนสองคนจะรู้สึกต่างกันแค่ไหน
ต้องวัดเอาจากตอนใช้ชีวิตให้รู้สึกมีชีวิตชีวานี่แหละ
คนมีชีวิตชีวา มักทำอะไรไว้ในโลกนี้มหาศาล
ต่างจากคนเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตชีวา
ที่ไม่ค่อยทำอะไรดีๆ
แม้แต่ออกกำลังกายให้ตัวเองสดชื่นบ้าง!

ต้นทางหายนะ

12308765_983425595047932_120371678493334897_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เรื่องเลวร้ายส่วนใหญ่ในชีวิตคน
อาจไม่เกิดขึ้น
ขอเพียงไม่ตามใจตัวเอง
เกินขอบเขตทำนองคลองธรรมเท่านั้น

ไม่มีใครตั้งใจเป็นคนเลว
มีแต่คนคิดจะทำเพื่อตัวเองตามใจอยาก
ซึ่งแค่นั้นก็เกือบเท่ากับตั้งใจเป็นคนเลวแล้ว

เริ่มต้นทุกคนปฏิเสธความชั่วที่เกินตัวเสมอ
แต่จิตใจมีสิทธิ์แปรปรวนไปเรื่อยๆ
ถึงจุดหนึ่งความชั่วที่เกินตัว
ก็ดูกลายเป็นการกระทำสามัญที่ไม่น่ารังเกียจเกินไปนัก

ขอให้สังเกตว่าในหมู่คนเรานั้น
เวลาทำอะไรด้วยความเห็นแก่ได้ของตัวเอง
มักจะอ้างว่าใครๆก็ทำกัน ฉันเลยต้องทำมั่ง
ซึ่งก็เป็นความจริง
เพราะทั้งโลกเสพติดและหลงเมากิเลสกันงอมแงม
ก่อกรรมรับใช้กิเลสกันอย่างมักง่ายไม่ละอายบาป
เป็นเหตุผลอันสมควรว่า
ทำไมตายแล้วจึงไหลไปสู่ความเป็นสัตว์
ปะปนกันมากมายเกินจะนับขนาดนั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

บางคนพอเชื่อเรื่องเวรกรรมขึ้นมาในขั้นที่ยังหยาบอยู่
ก็จะเจาะจงคัดเลือกกระทำเฉพาะสิ่งที่รู้แน่ว่าไม่บาป
เหมือนถ้าใครบอกว่า
นี่สีดำปี๋ห้ามเลือก ก็ค่อยตัดใจไม่เลือก
ยังมองไม่เห็นตลอดสายว่า
พฤติกรรมมักง่ายบางประเภทนั้น
ก่อขึ้นแล้วอาจกลายเป็นต้นทางหายนะ
ได้ยิ่งกว่าบาปชั่วร้ายหลายชนิดเสียอีก!

อบายมีเส้นทางพัฒนาตัวเอง
บาปนั้นแม้เล็กน้อยก็เหมือนเหรียญหยอดกระปุก
เริ่มต้นที่สุดอาจเป็นการหยวน
ให้กับความอยากเล็กๆน้อยๆ
จากหยวนหนึ่ง เป็นหยวนสอง หยวนสาม
แล้วแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆเป็นความมักง่าย
อยากมาก อยากน้อย ก็ปราศจากความยับยั้งชั่งใจ

เมื่อใดที่คนเราตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส
เมื่อนั้นสติปัญญา
และความรู้ความสามารถทั้งหลายก็ไร้ค่า
เพราะความคิดอ่านทั้งหมด
จะถูกนำมาใช้สนับสนุนความหลงผิด หน้ามืด ตามัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนมักง่าย ทำตามความพอใจก่อนคิด
จู่ๆจะให้สำรวมตนอยู่ในศีล
มีกาย วาจา ใจอันซื่อสะอาด
ย่อมเป็นของยาก แต่ก็ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้

คนเราใช่จะมีธาตุแท้ตายตัวว่าชั่วดี
ทุกคนเปลี่ยนแปลงได้
ขอเพียงมีเหตุปัจจัยพอจะชนะธาตุเก่าเท่านั้น

นี้เป็นเรื่องของความเคยชิน ความสั่งสมนิสัย
ถ้าหากไม่มีความพยายามเปลี่ยนแปลงในชาติใดชาติหนึ่ง
ก็เหมือนสร้างกฎ สร้างนิยามขึ้นมา
ขังตัวเองอยู่ในอัตภาพ
อยู่ในลักษณะความเป็นเช่นนั้น อีกและอีก
พ้นทุกข์จากอบายก็มาสร้างเวรต่อ
หลุดร่วงจากเทวภูมิก็มาต่อบุญใหม่
ครึ่งดีครึ่งร้ายไม่รู้จบ

เราทุกคนครึ่งดีครึ่งร้ายกันตามธรรมชาติ
แต่ธรรมชาติก็ให้เรารู้อยู่ในใจตอนทำอะไรสักอย่าง
ว่ามันดีหรือร้าย
แล้วธรรมชาติก็อนุญาตให้เราเลือกได้ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน
ไม่จำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลยเสมอไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากเราหวังหรืออยากเป็นคนดี
นั่นแปลว่ามีความตั้งใจดักเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่า
ถ้ามาอย่างนี้ เราจะโต้ตอบอย่างนั้น
การกำหนดใจไว้ล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญมาก
มันจะทำให้เราไม่ลังเลเมื่อถึงเวลาจริง
ทุกอย่างจะเป็นไปเองเหมือนโปรแกรมที่ตั้งไว้อัตโนมัติ

การเป็นผู้ชนะกิเลสในทางใดทางหนึ่งได้ตลอดชีวิต
คงเส้นคงวาไม่หวั่นไหวแม้ถูกทดสอบหนักหนาเพียงใด
นั่นแหละจะกลายเป็นนิสัยติดตัว
ข้ามภพข้ามชาติในระยะยาวได้

คู่บุญ คู่เวร

12347802_984776988246126_7385444182957371320_n

คู่บุญ
คือคนที่คุณอยู่ด้วยแล้ว
มีแก่ใจอยากพูดอะไรดีๆ
ทำอะไรดีๆต่อกัน
จนเอาชนะความคิดเล็กคิดน้อยแบบมนุษย์
รู้สึกดี และคิดดีต่อกันจริงๆได้

คู่เวร
คือคนที่คุณอยู่ด้วยแล้ว
สกัดกั้นสัญชาตญาณดิบไม่ได้
เอาแต่ทำตามใจ ตามอารมณ์
เป็นฟืนเป็นไฟง่าย ระหองระแหงง่าย
อะไรนิดอะไรหน่อยเป็นเรื่องได้หมด
จึงรู้สึกแย่
เจอหน้ากันมีแต่ความคิดร้ายๆเต็มหัว
ถามว่าทำไมถึงยังต้องทนอยู่ด้วยกัน
ก็มีสารพัดเหตุผลที่น่าจนใจจริงๆ

โทสะและทิฐิมานะ
อันเป็นฐานที่มั่นของภาวะคู่เวร
ไม่อาจสลายตัวได้ด้วยคำขอร้อง
ไม่เคยฟังเหตุผลเป็นคำๆ
และไม่ได้ต้องการการยอมอ่อนข้อให้

สิ่งเดียวที่ช่วยให้โทสะเย็นลงได้
และละลายทิฐิมานะได้
มีแต่จิตที่ตั้งมั่นกับความเย็นแล้ว
หมดความแข็งกระด้างแล้ว

เพื่อจะมีกำลังใจตั้งมั่นอยู่กับความเย็น
และละลายความแข็งกระด้างในตน
ก่อนอื่นคุณต้องเชื่อเรื่องสร้างคู่บุญให้เกิด
ไม่ใช่เอาแต่หวังหาคู่บุญให้พบ

การสร้างคู่บุญ
ไม่ได้เริ่มจากการขอร้องใคร
ให้เห็นดีเห็นงามตามคุณ
ไม่ใช่เอาชนะใจกันด้วยคำพูด
แต่เกิดจากการอาศัยใครบางคน
เป็นแบบฝึกหัดขัดเกลาโทสะของตัวเอง
ลดโทสะในเขาในเรา
ด้วยการเพิ่มคำพูดดีๆ
ป้องกันโทสะในเราในเขา
ด้วยการหยิบยื่นอะไรดีๆให้

แม้ความคิดจะยังไม่ดี ยังมีอคติ
แต่ถ้าค่อยๆลดโทสะ และป้องกันโทสะ
ในยามที่อยู่กับเขาทีละวัน ทีละคืน
คุณจะรู้สึกถึงบุญที่เกิดขึ้นในตนเอง
นานไปจะรู้สึกถึงสุขที่เกิดขึ้นในตัวเขา
นั่นแหละ ภาวะคู่บุญเริ่มเกิดแล้ว
โดยยังไม่ทันต้องชวนไปทำบุญกันที่วัดด้วยซ้ำ!

สร้างโบสถ์วิหาร ใครได้บุญมากกว่ากัน?

12308561_984184624972029_1514965063247036965_n

โบสถ์วิหารในวัดเป็นของใหญ่
เพราะเป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์
เป็นสัญลักษณ์การตั้งอยู่ของพระศาสนา
ตลอดจนเป็นที่ตั้งศรัทธาอันจับต้องได้
ก่อให้เกิดปีติสุขแก่อุบาสกอุบาสิกาได้
แม้เพียงได้ทัศนาโบสถ์ที่งดงามเจริญตา
และเมื่อใดเข้าโบสถ์ดีๆ
ที่ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น
หรือที่เห็นองค์พระแล้วเกิดปีติใหญ่
ก็อาจสลายทุกข์สลายโศกที่ครอบงำใจได้เร็ว
พร้อมจะตั้งสติสดับธรรมของพระพุทธเจ้าขึ้นมาบ้าง

ฉะนั้น ผู้มีส่วนสร้างโบสถ์สร้างวิหารให้เกิดขึ้น
ย่อมรู้สึกว่าได้ทำบุญใหญ่
เหมือนเป็นเครื่องหมายว่า
ชีวิตนี้ได้ทำบุญครั้งสำคัญไว้เป็นที่พึ่งให้ตนเองแล้ว
ทั้งระหว่างมีชีวิต
ที่ได้เข้าไปร่วมกิจอันเป็นมหากุศลในโบสถ์
และยามใกล้ตาย
ที่ได้ระลึกถึงว่ามีความสว่างใหญ่อันใดเป็นที่พึ่งบ้าง

ถ้าไม่เคยร่วมสร้างโบสถ์
ก็อาจไม่สนใจใคร่รู้ว่าคนไหน ฝ่ายใด
ได้บุญมากกว่ากัน
แต่เมื่อร่วมกันสร้างเสร็จ
คำถามนี้มักคาใจหลายคนว่า
ตกลงใครได้บุญมากกว่ากัน
ซึ่งหากทำความเข้าใจให้ดี
ก็จะนำไปสู่ความเห็นชอบเกี่ยวกับการทำบุญได้
และอาจจะทำลายความเห็นผิดที่ว่า
ใครได้หน้าได้ตามากกว่า คนนั้นได้บุญมากกว่าด้วย

แทนการถามแบบดิบๆว่าใครได้บุญมากกว่ากัน?’
ซึ่งจับต้องยาก ชั่งตวงวัดกันไม่ได้
เราควรเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นว่าใครอิ่มใจกว่ากัน?’
คือ ใครนึกถึงแล้วปลื้ม เป็นสุข ชุ่มชื่นใจนานกว่ากัน
เพราะตัวความปลื้มปีติ ตัวความเลื่อมใสในบุญนั่นเอง
เป็นเครื่องหมายของกำลังใจหรืออีกนัยคือกำลังบุญ
เป็นเรื่องรู้เฉพาะตน เอาไปแข่งกันออกสื่อไม่ได้

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
เมื่อใจเลื่อมใสใคร่ทำสิ่งใดให้สำเร็จ
ยิ่งปรารถนาแรงกล้าขึ้นเท่าใด
รัศมีบุญยิ่งมีความใหญ่ขึ้นเท่านั้น
และการสร้างสถานที่ทางศาสนา
อันเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับจิตวิญญาณ
ย่อมไม่ประมาณถูกหรอกว่า ควรได้ผลเท่านั้นเท่านี้
แต่ที่แน่ๆคือรูปชีวิตภายหน้าย่อมมีที่พึ่งที่เกาะ
ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งฐานะ ทั้งชะตา
ต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ยกสูงขึ้น
ตามการมีส่วนยกระดับจิตวิญญาณมหาชน

แต่อย่างไรก็ยังมีรายละเอียดแบบเน้นๆ
ที่เกิดขึ้นเฉพาะคน เฉพาะหน้าที่อยู่อีก เช่น

สำหรับคนงานก่อสร้าง
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยมือตน
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราสร้างถาวรวัตถุที่ยิ่งใหญ่นี้มากับมือ
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือน้ำพักน้ำแรงที่เทไปทุกวัน
หรือน้ำเหงื่อทุกหยาดหยด
เนื้อตัวของตนนี่แหละเป็นผู้เนรมิต
ความสว่างอย่างมหัศจรรย์ขึ้นมา
เป็นรูปธรรมจับต้องได้
ผลใหญ่ย่อมเป็นพละกำลังมหาศาล
ทั้งทางกายและทางใจ
เป็นผู้มีรูปร่างทรหดอดทน
และงดงามตามความประณีตที่ลงแรงลงใจไว้
ทำมาหากินเกี่ยวกับพละกำลังจะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ต่างจากสร้างบ้าน สร้างหอประชุมให้ชาวบ้าน
อันนั้นจัดเป็นกตัตตากรรม
คือกรรมที่ทำไปอย่างนั้น
ไม่ได้มีความมุ่งมาดปรารถนาให้เป็นไปเช่นนั้น
กำลังใจย่อมอ่อน สุขในปัจจุบันริบหรี่
อานิสงส์ในอนาคตไม่ไพบูลย์
อาจเทียบเป็นสัดส่วนได้หนึ่งในร้อยหนึ่งในพัน
ของคนงานก่อสร้างที่มีใจยินดีปรีดาล้นพ้น

สำหรับสถาปนิก เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยความรู้และไอเดียของตน
บางคนคิดออกแบบด้วยจินตนาการบรรเจิดจ้า
แปลกใหม่ ไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครเคยทำ
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นคนคิดสร้างสรรค์งานวิจิตร
ปรุงแต่งใจมหาชนให้เกิดมหากุศลจิตราวเห็นสวรรค์
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการคิดออกแบบงานประณีตศิลป์
ผลใหญ่ย่อมเป็นความฉลาดในเชิงศิลป์
ทำมาหากินเกี่ยวศิลปะและการออกแบบจะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานออกแบบอีกครั้งหนึ่ง
ผลย่อมน้อยกว่าผู้ออกแบบด้วยศรัทธามาก
สำหรับวิศวกรคุมงานก่อสร้าง
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยการคำนวณและการควบคุมของตน
บางคนใส่ใจรายละเอียดความมั่นคงปลอดภัยมาก
อยากให้เป็นถาวรวัตถุคู่ศาสนาไปหลายร้อยปี
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นผู้คุมให้เกิดราก เกิดเสา เกิดทรงที่ถูกต้อง
ช่วยให้มหาชนประกอบกุศลใต้ร่มเงาไร้อันตราย
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการคำนวณ ควบคุมดูแล
ผลใหญ่ย่อมเป็นความฉลาดคุมเลข ฉลาดคุมคน
ทำมาหากินเกี่ยวกับการคำนวณ
หรือในเชิงคุมงาน จะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานคุมการก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง
ผลย่อมน้อยกว่าผู้คุมการก่อสร้างด้วยศรัทธามาก

สำหรับผู้ร่วมบริจาคสมทบ
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยการร่วมทุนของเรา
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นผู้มีส่วนร่วมในบุญกองภูเขา
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการร่วมลงขัน
ผลใหญ่ย่อมเป็นการมีพรรคพวก
มีมิตรช่วยกันทำเรื่องใหญ่เรื่องยากให้สำเร็จ
ทำมาหากินแบบที่ต้องมีหุ้นส่วนได้ดี

คนส่วนใหญ่จะปลื้มน้อย
เพราะเห็นไปว่าตนมีส่วนเพียงน้อย
แต่ก็มีอีกพวกหนึ่งที่ปลื้มมาก
ด้วยความรู้สึกอันแรงกล้าว่า
เราได้มีส่วนร่วมในบุญใหญ่แล้ว
เหมือนได้เป็นน้ำขันหนึ่งในตุ่มใหญ่
ที่รวมแล้วไม่อาจแยกว่า
ตรงนั้นน้ำของใคร ตรงนี้น้ำของเราหรือเปล่า
ความปลื้มมากจะทำให้ติดใจ
นึกถึงเมื่อใดก็เป็นสุข
อาการของจิตอันเป็นไปในการบุญ
จึงประกอบด้วยโสมนัสแรง เกิดกำลังใจนาน
ผลจึงเบิกบานไพบูลย์กว่าคนที่ไม่ค่อยปลื้มนัก

สำหรับเจ้าของทุนก่อสร้างรายใหญ่
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
ไม่มีเงินเรา ก็ไม่มีโบสถ์นี้
ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับเจ้าของกิจการ
ประมาณว่า ทุนของฉัน แปลว่าทั้งหมดคือของของฉัน
แม้คนทั่วไปก็มักพากันคิดไปว่า
เจ้าของเงินคือเจ้าของโบสถ์
เรียกว่าเป็นความพร้อมใจยอมรับจากสังคมด้วย
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นเจ้าของบุญกองภูเขา
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการเป็นเจ้าของโบสถ์
ผลใหญ่ย่อมเป็นผู้ทำกิจทางโลกหรือทางธรรมได้
ด้วยทุนทรัพย์แห่งตนโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
และบุญจะส่งเสริมให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน
เกิดชาติใดก็อาจสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองโดยง่าย

การผูกใจยึดว่า นี่คือโบสถ์ของฉัน นับว่าไม่ผิด
แต่การให้ทานที่เจือด้วยอัตตาใหญ่
มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการให้ทานขั้นต่ำสุด
ยังมีความหยาบ
ไม่ประณีตเหมือนการให้ทานโดยไม่ผูกยึด
ให้ทานด้วยใจที่เปิดแผ่แก่สาธารณะ
(อ่านพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากทานสูตร’)

ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ก่อนมีโบสถ์สักหลัง
เรามีศาสนากันเป็นอันดับแรก
และศาสนาพุทธทั้งศาสนาก็มีขึ้นมาเพื่อบอกว่า
การให้ทานนั้นดี ต้องทำ แต่เป็นบุญขั้นต่ำสุด
เพราะช่วยให้เกิดความสุขสบาย
แต่ไม่ประกันว่าจะปกป้องความทุกข์ได้แค่ไหน
ดังนั้น จึงสู้บุญที่เกิดจากการรักษาศีลไม่ได้
เพราะเมื่อรักษาศีลแล้ว ย่อมประกันความปลอดภัย
ไม่เดือดร้อนทั้งในภพนี้และภพหน้า

และด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงจัดอันดับบุญไว้
โดยยกให้การรักษาศีล
มีอานิสงส์เหนือกว่าการสร้างโบสถ์สร้างวิหารถวายสงฆ์
(อ่านพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากเวลามสูตร’)

และที่สุดอันเป็นที่สุดของบุญ
คือการทำบุญเพื่อยกระดับให้อยู่เหนือบุญเหนือบาป
ลอยบุญลอยบาปเสียได้
ผู้ใดมีส่วนสร้างโบสถ์แล้วเข้าใจว่า
โบสถ์มีขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เป็นที่ตั้งของการเจริญสติ
เพื่อการดับทุกข์ดับโศกทั้งปวง
ย่อมได้ชื่อว่าเข้าทางบุญทางกุศลขั้นสูงสุด

สรุปคือ เมื่อสร้างโบสถ์สร้างวิหารด้วยความเข้าใจว่า
โบสถ์วิหารมีขึ้นเพื่อสืบทอดคำสอนหลัก
คำสอนที่ให้เอาธรรมะเข้าตัวเป็น ทาน ศีล และการเจริญสติ
การสร้างโบสถ์สร้างวิหารนั้น จึงเป็นบุญครบวงจร
มีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ขาดตกแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะช่วยสร้างในฐานะใดก็ตาม!

ทานสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=1340&Z=1436
เวลามสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=8336&Z=8416

หายเจ็บใจไม่ได้ทั้งชีวิต คือติดคุกตลอดชีวิต

12308664_983763791680779_2849344096499258813_n

ความเจ็บใจมักเกิดขึ้น
ตอนที่คุณรู้สึกว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิด
แต่กลับเป็นฝ่ายถูกกระทำ
เป็นฝ่ายไม่ได้รับความเป็นธรรม

เมื่อยังไม่รู้จักมุมมองแบบพุทธ
ทุกคนจะมองว่า
ใครทำให้เราเจ็บใจที่สุด
คนนั้นเป็นคนเลวหมายเลขหนึ่ง
ซึ่งสมควรได้รับการลงโทษให้สาสม

เขาจะโดนลงโทษหรือไม่โดนลงโทษ
โดยมือคุณ โดยมือศาล
หรือโดยมือวิบากกรรมของเขาเอง
อันนั้นยกไว้ก่อนเถิด
แต่พุทธเราให้เฝ้าถามตัวเองซ้ำๆว่า
ตัวเราเอง จิตใจของเราเอง
สมควรโดนจองจำไหม?
สมควรโดนลงโทษไปเรื่อยๆไหม?

เจ็บใจครั้งหนึ่ง ให้เห็นเหมือน
จิตถูกทิ่มแทงด้วยหอกดาบครั้งหนึ่ง
คุณไม่ใช่เจ้าของหอกดาบ
คุณไม่ได้ยื่นหอกดาบให้ใคร
คุณแค่ยืดอกรับหอกดาบไม่หลบ
แล้วก็จมอยู่กับความเจ็บปวดไปเรื่อยๆ

แค่เห็นอาการจี๊ดตอนถูกทิ่มแทงใจ
แค่รู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนในอก
ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น
จิตของคุณจะค่อยๆฉลาดขึ้นเอง
ถามตัวเองว่าทำไมต้องมัวรับหอกดาบ?
ทำไมต้องมัวปวดแสบปวดร้อน?
ทำไมต้องติดคุกติดตารางทางใจไม่เลิก?
ในที่สุดจิตจะเลิกอาการยืดอกรับ
และเหมือนเกิดเกราะแก้วกันภัย
ไม่ยอมให้หอกดาบล่วงล้ำเข้ามากระทบจิต
รู้สึกปลอดภัย เป็นอิสระจากภัยเวร
เหมือนไม่มีใคร
เป็นศาลตัดสินจำคุกทางใจคุณได้อีกแล้ว!

อะไรจะเกิดขึ้นหลังคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑?

081215

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของ
คนที่ได้เงินรางวัลก้อนใหญ่จากลอตเตอรี่
เปลี่ยนจากยากจนเป็นร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
ไม่ว่าหลักสิบล้านบาทในไทย
หรือหลักร้อยล้านเหรียญในต่างประเทศ
จะมีรูปแบบเหมือนๆกันหมด คือ

) ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
คือช่วงพบกับประสบการณ์แปลกใหม่
ความรู้สึกราวจิตหลุดจากร่างเดิม
โลดลิ่วขึ้นสู่หลังคาโลก
หรือตื่นขึ้นมาเห็นโลกต่างจากเดิมเป็นคนละใบ
อยากได้อะไรดูเป็นไปได้หมด
ซื้อทุกอย่างที่อยากได้
ปิดทุกหนี้ที่เคยติดค้าง
ย้ายบ้านใหม่ เปลี่ยนรถใหม่
เริ่มพบกับสังคมใหม่
รวมทั้งอาจต้องสลัดจากสังคมเดิม
ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวานอาจกินเวลาสั้นๆ
บางคนหนึ่งเดือน บางคนหกเดือน
จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่

) ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ขม
คือช่วงพบกับสิ่งรบกวนจิตใจ
อันถูกดึงดูดมาโดยลาภก้อนโตนั่นเอง
เช่น ได้พบว่าบ้านหรูและรถแพง
เต็มไปด้วยปัญหาและค่าใช้จ่าย
ที่ไม่เคยพบจากบ้านเดิมและรถเก่า
ได้รับการเสนอที่ไม่รู้จะสนองอย่างไร
อันไหนของจริง อันไหนต้มตุ๋น
ได้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์
ได้เห็นการรักการบูชาอย่างไม่เคยเป็น
ได้พบกับญาติที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ได้กระอักกระอ่วนตอนโดนกู้เงินก้อนโตจากคนสนิท
บ่อยเข้าก็เบื่อหน่าย รู้สึกโลกกลวงว่างและลวงตา
แต่ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ขมอาจไม่นานนัก
มาเร็วไปเร็วไม่ต่างจากน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
เพื่อเข้าสู่ช่วงที่

) ช่วงเลือกทางสองแพร่ง
คือช่วงตัดสินว่าจะให้เงินควบคุมชีวิต
หรือจะควบคุมชีวิตโดยใช้เงินเป็นเครื่องมือ
คนที่ไม่รู้วิธีสร้างเงินก้อนใหญ่ด้วยมือตนมาก่อน
มักมีแต่จินตนาการพร่าเลือนว่า
ชีวิตตนสุขแล้ว สบายแล้ว
เพราะมีเงินเท่ากองภูเขาเลากา
ใช้เท่าไหร่ก็ได้ไม่มีวันหมด

ส่วนคนเคยรู้วิธีสร้างเงินก้อนโตด้วยน้ำพักน้ำแรงมาบ้าง
จะมีระบบวิธีคิดที่ชัดเจน
โดยเริ่มสำรวจว่าเงินเหลือเท่าไร
ควรกันไว้เป็นกองทุนอุ่นใจประมาณใด
ออมเงินหรือลงทุนหุ้นระยะยาวจะได้คืนขั้นต่ำขนาดไหน
ในที่สุดก็อยู่ตัว จัดระบบใช้จ่ายเข้าที่เข้าทาง
ไม่ขาดไม่เกินตามที่วางแผนที่จะควบคุมมัน
ใช้ชีวิตแบบคนมีเงินจำกัดก้อนหนึ่ง
ซึ่งรู้ตัวว่ามีสิทธิ์เพิ่มกว่านี้
หรือรักษาไว้ให้ได้ระดับประมาณเดิม
เท่าที่ความรู้ความสามารถจะอำนวย

) ช่วงลงนรกหรือขึ้นมาอยู่กับโลกความจริง
คือช่วงยาวๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่เหลือ
สำหรับคนส่วนใหญ่
จะเลือกผลาญเงินรางวัลจนหมด
บางคนใช้เวลาหลายปี
ขณะที่บางคนใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน
เพราะที่ผ่านมารู้แต่วิธีใช้เงิน
ไม่เคยรู้วิธีหาเงิน
อย่างมากสิ้นเดือนก็รับเงินเดือนตามข้อตกลงจากนายจ้าง
ดังนั้น จึงรู้สึกว่าฝันดีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นฝันร้ายที่รับไม่ได้
ตอนเห็นเงินหมดเกลี้ยงไปจากบัญชี
และมักคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่จริง เป็นไปไม่ได้
ฉันไม่ได้มีแค่นี้ เงินหายไปไหนหมด?
ต้องเกิดเรื่องผิดปกติแน่ๆ จะเอาคืนยังไงดี? ฯลฯ
ชีวิตถัดจากนั้นจะเหมือนลงนรก
บางคนเข้าบ่อนพนัน บางคนติดยา
บางคนจมไม่ลงต้องกู้ยืมแบบดอกโหด
บางคนเหม่อลอยเงียบเชียบ
บางคนพร่ำเพ้อทั้งวัน
แต่โดยรวมคืองงจนไม่รู้จะงงยังไง
ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตต่อ

สำหรับคนส่วนน้อย ซึ่งหายากแสนยาก
ที่เลือกเก็บเงิน และลงทุนหาเงินเพิ่ม
จะเริ่มเคยชินและรู้สึกเฉยๆกับความจริงตรงหน้า
ชีวิตที่อาจเคยลำบาก นับเป็นฝันร้ายที่ผ่านไป
ตอนนี้ตื่นขึ้นมาอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ฝัน
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือชวนให้หวาดผวาอีกแล้ว
ญาติจอมปลอมที่เฝ้าขอแบ่งลาภก็ทยอยหายไป
หลังจากเจอวิธีปฏิเสธของคนใช้เงินเป็น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ
เกิน 90% ของคนในโลก
ไม่อาจสัมผัสประสบการณ์ทั้ง ช่วงข้างต้นได้
แต่ก็คงเกิน 90% ของคนในโลก
เฝ้ารอคอยทั้งชีวิตที่จะได้สัมผัสกับเขาบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประสบการณ์ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
ซึ่งถ้าเกิดได้ขึ้นมาจริงๆ
ก็เหมือนรอลงนรกดีๆนี่เอง

ส่วนคนจำนวนน้อยไม่ถึง 10%
ที่ไต่ระดับจากการเป็นลูกน้องดีๆ
ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเด่นๆ
หรือจากลูกจ้าง กลายเป็นเจ้านาย
จากรับเงินเดือน มากินกำไร
ถ้าถูกลอตเตอรี่ขึ้นมา จะรางวัลใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
ในที่สุดจะผ่านช่วงต่างๆ
เข้าสู่ช่วงอยู่กับโลกความจริงได้อย่างราบรื่น

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ชนกลุ่มน้อยที่ว่านี้
หลายคนแม้ไม่ถูกลอตเตอรี่เลย
ในที่สุดก็มีเงินยิ่งกว่าคนถูกลอตเตอรี่ได้
อาจจะค่อยๆมีขึ้นมาทีละน้อย
ไม่รู้สึกถึงการพลิกผันรุนแรง
ไม่ต้องเข้าสู่ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวานขม
ไม่ต้องตั้งสติจัดการระบบการเงิน
แค่ต้องตั้งสติในช่วงแรก ตั้งเป้าให้สมตัว
ทำสิ่งที่ถนัดจนเก่ง จนมีไอเดียเป็นของตัวเอง

สรุปให้สั้นที่สุด คือ
ถ้ามีความคิดสร้างตัวเกิดขึ้นในหัว
คุณโชคดียิ่งกว่าได้รางวัลที่หนึ่งแล้ว!

เรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

071215

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ที่ใจคุณชอบร่ำร้องเรียกหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้?

ข้อเท็จจริงคือ
อาการดิ้นรน ทะยานอยาก
ไขว่คว้าหาแต่สิ่งที่มีอยู่แต่ในวิมานฝัน
เป็นธรรมชาติที่ถูกติดตั้งไว้ในมนุษย์ทุกคน
นับเริ่มตั้งแต่ช่วงทารก
ที่อยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ

เมื่ออยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ
จะมีอารมณ์ชนิดหนึ่ง
ออกแนวน้อยใจ คับแค้น ปั่นป่วน ทรมาน
ก่อตัวขึ้นและคุกรุ่นในอก
ยิ่งคุกรุ่นขึ้นเท่าใด
ยิ่งจุกอกเหมือนจะระเบิดขึ้นเท่านั้น
หากความจุกอกชนิดนี้
ปฏิรูปเป็นอารมณ์ครอบงำชีวิตใคร
ชีวิตคนคนนั้นจะหาความสุขยาก
เพราะข้างในจะเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ
ร่ำร้องเอาแต่สิ่งที่เอามาไม่ได้ตลอดเวลา
ถึงไม่เป็นที่รำคาญหูแก่ผู้อื่น
ก็เป็นที่รำคาญยิ่งแก่ตนเองอยู่ทุกวัน

มองดูเด็กบางคนที่เอาแต่ใจ
ไม่ได้อย่างใจแล้วอาละวาด
คุณจะรู้สึกถึงความดิบของจิต
ที่อาจแสดงออกมาโต้งๆยาวนานเป็นสิบปี
ขณะที่เด็กบางคน
ผ่านช่วงเอาแต่ใจได้เร็วในไม่กี่ปี
ซึ่งคุณจะรู้สึกถึงความสุกงอมทางวิญญาณ
แล้วเห็นว่า นั่นต้องมีเหตุผล
ที่คนเราต่างกันได้ตั้งแต่ยังเด็ก

ความรู้จักเหตุผล
ไม่อาจเริ่มต้นด้วยการสอนให้คิด
เพราะความคิดเป็นแค่เปลือกนอก
แกล้งหลอกกันได้ กลับไปกลับมาได้
จริงๆแล้วความรู้จักเหตุผลนั้น
ต้องเริ่มต้นกันด้วยแก่นของชีวิต
ได้แก่จิตที่สุกสว่าง
อันเป็นศูนย์กลาง เป็นต้นแห่งความคิดที่แท้

จิตที่สุกสว่างเกิดจากความปรารถนา
ที่จะพึ่งพาตนเอง ทำอะไรๆเอง
ตลอดจนมีใจอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นเองด้วย

ก็ทำไมต้องเผื่อแผ่
แค่เอาตัวรอดไม่ได้หรือ?

ถ้าแค่เอาตัวรอด
ยังอาจเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้
คิดจะอยู่รอดด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น
คิดจะปลอดภัยด้วยการเอาคนอื่นเป็นโล่ป้อง
เสียงเรียกร้องแบบเอาแต่ได้ให้ตัวเอง
จึงยังไม่จางหายไปไหน
ความอยากที่เป็นไปไม่ได้จึงคงอยู่

จิตที่สุกสว่าง
เป็นที่พึ่งให้ตนเอง และอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่น
ต้องสืบทอดจากพ่อแม่
ที่มีพฤติกรรมให้เห็นเป็นตัวอย่าง
หรืออีกทีคือสืบทอดจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของตน
อันสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิด
มากพอจะเอาชนะสัญชาตญาณดิบของการเกิดใหม่
ไม่ว่าเกิดกับพ่อแม่เห็นแก่ตัวแค่ไหน
ก็โตขึ้นเป็นคนใจดี มีเมตตาการุณจนได้

หนึ่งชาติของความเป็นมนุษย์
คือหนึ่งครั้งของการมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงตนเอง
เมื่อรู้ตัวว่าจิตยังดิบ ยังร่ำร้อง ยังคร่ำครวญ
เป็นที่น่ารำคาญแก่ตนเองได้ตลอด
ก็อาจคิดยกระดับจากจิตดิบเป็นวิญญาณที่สุกงอม
ทำตนเป็นที่พึ่งให้ตนเอง
กระทั่งเกิดความรู้สึกเข้มแข็ง
เพียงพอจะมีแก่ใจคิดหาทางช่วยคนอื่นบ้าง
มีจิตวิญญาณที่สุกงอมพอจะมองเห็น
และรู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่า
อะไรเป็นไปได้จริง อะไรคือเพดานจำกัด
ซึ่งนั่นจะไม่ใช่แค่เปลี่ยนเสียงในหัวที่น่ารำคาญ
ให้เป็นเสียงแห่งความสำราญบานใจในชีวิตนี้เท่านั้น
แต่ยังจะเปลี่ยนเส้นทางกรรม
เปลี่ยนเสียงในหัวในชาติต่อๆไปให้ดีขึ้นได้ด้วย!

จักรยานสองตอน

12294852_981401645250327_6517788616565232491_n

เรามักเห็นแต่จักรยานถีบเดี่ยว
ซึ่งมีที่ซ้อนท้ายให้อีกคนนั่ง
น้อยครั้งจะเห็นจักรยานถีบคู่
ที่ขอแรงสองคนร่วมด้วยช่วยกัน

คงคล้ายกับชีวิตคู่ส่วนใหญ่
ที่หาสองแรงแข็งขันเสมอกันยาก
เมื่อเอาสองคนมาอยู่ด้วยกัน
โดยมากมักเกิดความรู้สึก
คล้ายอยู่บนจักรยานถีบเดี่ยว
อันมีใครคนหนึ่งออกแรงมากกว่า
หรือกระทั่งออกแรงอยู่เพียงลำพัง
น้อยนักที่คู่ไหนจะเกิดความรู้สึกว่า
อยู่ด้วยกันบนจักรยานถีบคู่
ออกแรงพอๆกัน ไม่อยากกินแรงกัน
ใครเหนื่อยก็อาจพักขา
ให้อีกฝ่ายช่วยถีบคนเดียวสักครู่
หายเหนื่อยก็สลับกันถีบได้
ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน

การขี่จักรยานถีบคู่
เป็นตัวอย่างความรู้สึกดีๆร่วมกัน
อาจบันดาลให้อยากร่วมแรงร่วมใจด้านอื่น
ทั้งอนุเคราะห์กันและกันในบ้าน
ทั้งร่วมกันสงเคราะห์คนด้อยโอกาสนอกบ้าน

มองจักรยาน
คุณอาจเห็นสัญลักษณ์ที่ชวนสำรวจว่า
ชีวิตคู่ของตัวเองมาถูกทางหรือผิดทาง
ถ้ารู้สึกเหมือนจักรยานถีบเดี่ยว
ที่มีใครคนหนึ่งเอาแต่นั่งงอมืองอเท้า
นั่งเหม่อชมวิวอยู่คนเดียว
หรือกระทั่งขย่มจักรยานให้เซไปเซมา
แบบที่เขาเรียกมือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ
คุณอาจต้องโทษตัวเองนิดหนึ่งหรือเปล่า
ที่สร้างความเคยชินให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า
หน้าที่ถีบเป็นของคุณตามลำพัง!

วิธีอ่านกรรมทางเน็ต

12295401_980969495293542_5883585224097977786_n

ไม่ว่าจะเป็นข้อความในไลน์
เมสเสจส่วนตัวในเฟส อีเมล
ที่คุณใช้โต้ตอบกับใครยาวๆ
แล้วมีความรู้สึกต่อกันแรงๆ
หรือจะเป็นข้อความสเตตัส
ข้อกระทู้พันธุ์ทิพย์
คอมเมนต์ในกระทู้ตามเว็บบอร์ด
ที่คุณรู้ว่ามีคนอ่านเยอะ ปฏิกิริยาเยอะ
จะเร็วๆนี้หรือเมื่อนานมาแล้วก็ได้
เหล่านั้น สามารถนำมาใช้อ่านบุญบาป
ที่คุณเคยทำไว้กับใครคนหนึ่ง
หรือหลายๆคนได้หมด
ขอเพียงรู้แนววิธีอ่านกรรมเท่านั้น

จะพิมพ์ข้อความออกมาทางกระดาษก็ดี
หรือเอากระดาษปากกามาช่วยก็ได้
ที่สำคัญคือ ต้องมีเครื่องช่วยบันทึก
ไม่อย่างนั้นคุณจะอ่านผ่านๆ
เหมือนอ่านข้อความธรรมดา
แล้วไม่มีแว่นส่องกันชัดๆว่า
เกิดอะไรขึ้นในแต่ละย่อหน้า แต่ละประโยค

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า
ข้อความสนทนาทางเน็ตมี ประเภทใหญ่ๆ
ประเภทแรก ข้อความที่เจตนาสื่อสารธรรมดา
ประเภทสอง ข้อความที่เจตนาทิ่มแทงให้เจ็บใจ
ประเภทสาม ข้อความที่เจตนายกใจให้รู้สึกดี

จริงๆยังมีเจตนาอื่นๆอีกมาก เช่น
เจตนาหลอกให้หลงเข้าใจผิด
เจตนาปรับความเข้าใจให้ถูก
เจตนาลวงให้หลง เจตนาผลักไสให้พ้น ฯลฯ
แต่เพื่อให้เข้าใจ
และเห็นนิมิตกรรมของตัวเองง่ายๆ
เบื้องต้นเราเริ่มจาก ประเภทหลักกันก่อน
คือ สื่อสารธรรมดา ทิ่มแทงให้เจ็บใจ
และยกใจให้รู้สึกดี

ถ้าอยากรู้ว่าคุณทำบุญทำบาปไว้กับใครเป็นส่วนตัว
ให้กลับไปอ่านข้อความสนทนายาวๆ
ที่มีกับเขาโดยเฉพาะ
ประโยคไหน ย่อหน้าใด อ่านแล้วเฉยๆ ให้ผ่านไป
แต่ประโยคไหน ย่อหน้าใด อ่านแล้วสะดุด
มีความรู้สึกดีร้ายโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ
ก็ให้ทำเครื่องหมายพิเศษไว้
กล่าวคือ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกถึงการทิ่มแทง
อ่านแล้วรู้สึกแย่ อ่านแล้วรู้สึกถึงอารมณ์มืด
ให้วงไว้ หรือบันทึกต่างหากไว้
ด้วยคำสั้นๆว่าบาป
และในทางตรงข้าม
หากอ่านแล้วเป็นไปในทางยกใจ อ่านแล้วรู้สึกดี
ให้กำกับไว้ด้วยคำว่าบุญง่ายๆแค่นี้

หรือเอาชัดๆกว่านั้น
ถ้าเห็นว่าทิ่มแทงมาก ให้เขียนว่าบาปมาก
ถ้าเห็นว่าทิ่มแทงน้อย ให้เขียนว่าบาปน้อย
ถ้าเห็นว่ายกใจมาก ให้เขียนว่าบุญมาก
ถ้าเห็นว่ายกใจน้อย ให้เขียนว่าบุญน้อย

พอบันทึกคะแนนบุญบาปไว้เป็นรูปธรรม
อ่านจบคุณจะรู้สึกถึงน้ำหนักบุญหรือน้ำหนักบาป
ซึ่งอาจคละกันในการสนทนาคราวเดียว
หรือเทน้ำหนักไปทางบุญหรือทางบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วเกิดมโนภาพขึ้นมาอย่างแจ่มชัด

แค่การคุยกันด้วยอารมณ์ร้ายยาวๆ
อาจเหมือนมีภาพพุ่งหอกพุ่งดาบได้
หรือเหมือนเอาขวานจามกันได้
หรือเหมือนเอามีดแทงกันได้ กรีดกันได้
บางประโยคเข้าเป้า ได้แผลลึก
บางย่อหน้าพลาดเป้า แค่เฉี่ยวๆ

แต่ถ้าคุยกันด้วยอารมณ์ดีนานๆ
ก็เกิดภาพเหมือนเอาน้ำเย็นอาบรดกัน
หรือเหมือนฉายแสงให้กันและกันตาสว่าง
หรือเหมือนจูงกันเดินขึ้นไปชมวิวจากที่สูงได้
บางประโยคเหมือนแสงจ้า อ่านแล้วดีมาก
บางย่อหน้าเหมือนแสงเย็น อ่านแล้วเป็นสุข

ไม่ต้องคาดหวังอะไร
มากไปกว่าการได้บันทึกคำว่าบุญและบาป
เพราะเพียงเท่านั้น จิตของคุณจะถูกกระตุ้น
ให้เข้าโหมดรู้สึกถึงบุญ รู้สึกถึงบาปได้แล้ว
และเกิดภาพรวมเป็นมืดเป็นสว่างขึ้นมาเองว่า
หนึ่งกระทู้ หนึ่งสเตตัส หนึ่งคอมเมนต์
คุณสร้างเงากรรมชนิดไหนไว้บ้าง
บางคนอาจมีดีถึงขั้นเห็นภาพเลยทีเดียวว่า
ผลที่ได้รับคืออย่างไร
ที่ไปทิ่มแทงหรือยกใจใครอื่นไว้

ไหนๆก็ได้เปรียบคนทุกยุคแล้ว
เอาเครื่องมือที่มีมาใช้อ่านกรรมตัวเองกันเถอะ
เริ่มต้นคุณอาจรู้สึกกลัว
ที่จะเผชิญหน้ากับกรรมของตัวเอง
แต่ถ้าลองสักครั้ง จะรู้ตัวตามกรรม
และเกิดการตัดสินใจคิดใหม่ทำใหม่ได้จริงๆ!

คนละโลก

12310666_980512908672534_8513116893251000012_n

ถ้าคุยกับใคร
แบบเห็นเหตุผลของเขา
เข้าใจที่มาที่ไปว่า เขารู้อะไร ยึดอะไร
จึงคิดเช่นนั้น เชื่อเช่นนั้น
หรือมโนไปอย่างนั้น
คุณจะไม่เหนื่อยเลย
เพราะไม่คาดหวัง
ให้เขากระโดดข้ามกำแพงทิฐิ
หรือว่ายข้ามแม่น้ำแห่งอารมณ์ยึด
มายืนที่ฝั่งคุณง่ายๆ

เมื่อใดคุณเห็นเหตุผลที่จะไม่คาดหวัง
เมื่อนั้นใจคุณจะนิ่ง เย็น อยู่กับจุดยืนของตนเอง
แต่เมื่อใดเอาแต่หวังว่าเขาจะเห็นเหตุผลของฉัน
เมื่อนั้นใจคุณจะออกอาการฉุดลาก
ให้ใครต่อใครมายืนอยู่จุดเดียวกับคุณ
ขั้นต่ำสุด คือ ตะโกนโวยวายอยู่ภายในว่า
"ทำไมถึงคิดอย่างนั้นวะ? โง่ชัดๆ!" หรือ
"ความถูกต้องอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่แหกตาดูสักที?"

ยิ่งอารมณ์เหลือเชื่อจริงๆมีแรงดันมากขึ้นเท่าใด
คุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนไข้ขึ้นสูงมากเท่านั้น
เพราะสมองเป็นอวัยวะที่สูบพลังงาน
ที่สุดในบรรดาอวัยวะทั้งปวง
เมื่อมันทำงานหนัก คิดแบบให้เกิดอารมณ์ลบไม่เลิก
จึงเกิดอาการบิดเกร็งกล้ามเนื้อ
รีดพลังงานในตัวคุณออกมาเททิ้งมหาศาล
สูญเปล่าแบบไม่ได้อะไรกลับมาเลย

ลองเปิดใจมองว่า
คุณเห็นแต่ตัวเองเหนื่อยมาแค่ไหน
กับการพยายามเปลี่ยนความเชื่อของเขา
แต่ไม่เห็นเลยว่าเขาเหนื่อยมาเพียงใด
กับการปลูกฝังความเชื่อให้ตัวเอง

คนเราเหนื่อยยากกับสิ่งใด
ก็บูชาสิ่งนั้นเป็นความถูกต้องมิใช่หรือ?

คุยกันไม่รู้เรื่อง
ไม่ได้เหนื่อยเท่าไหร่หรอก
แต่คุยกันแบบไม่เห็น
ความเหนื่อยยากของอีกฝ่ายต่างหาก
ที่จะสูบพลังชีวิตคุณมากผิดปกติ!

มูลค่าของการรับปาก

011215

เด็กที่พูดได้แบบผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้หาง่าย
แต่เด็กที่รับผิดชอบแบบผู้ใหญ่
ยังไงก็หายากอยู่

ผู้ใหญ่ที่พูดแบบเด็กๆหายาก
แต่ผู้ใหญ่ที่ปัดความรับผิดชอบแบบเด็กๆ
เดี๋ยวนี้หาง่ายขึ้นทุกวัน

ความรับผิดชอบ
ไม่ได้สะท้อนเพียงว่า
เราให้ค่ากับใครแค่ไหน
แต่สะท้อนด้วยว่า
เราสร้างค่ากับตัวเองเพียงใด

ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอจะต้องทำตามคำพูด
คนเราจะพูดอะไรก็ได้
แล้วทำตามที่อยากทำ
หรือทำตามที่จะฉวยประโยชน์เฉพาะหน้า

ยิ่งไม่ทำตามที่พูดมากขึ้นเท่าไร
ความรู้สึกถึงค่าของตัวตนยิ่งลดลงเท่านั้น
ตามมูลค่าของสิ่งที่รับปากไว้
หรือมูลค่าของผลประโยชน์ที่รับมา

ต่อเมื่อทำตามที่พูด
แม้ไม่อยากทำ แม้ต้องเสียประโยชน์
มูลค่าของประโยชน์ที่เสียไป
จะยิ่งถูกตีค่า มีราคาเกินจริง
รู้สึกได้ และภูมิใจในตัวเองได้
โดยเฉพาะในระยะยาว!