แค่ดีพอ ไม่ต้องดีพร้อม

15672583_1269437023113453_1610373484744940994_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ทำยังไงจะมีชีวิต
ที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจจริงๆ
ไม่ใช่ดีแต่มีชีวิต
ไว้ให้คนอื่นจับตามอง ด้วยความสนใจเล่นๆ

ผู้คนจะลืมว่าคุณหล่อหรือสวยขนาดไหน
แต่จะจำว่า
คุณทำให้โลกนี้งดงามขึ้น หรือน่าเกลียดลง

เงินที่เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างปุบปับ
มักจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้แย่ลงได้ในฉับพลัน

ถ้ายิ่งใหญ่ไม่พอจะทำให้ลูกเมียมีความสุข
แล้วจะมียศ มีตำแหน่ง มีเงินไปทำไม

อย่าภูมิใจว่าได้วิ่งนำหน้าใคร
ถ้ากำลังอยู่บนทางลงเหว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าความสุขในชีวิตคุณ
คือการวิ่งไล่กวดคนที่คุณอิจฉาได้ทัน
แนวโน้มคือคุณจะสุขเดี๋ยวเดียวตอนไล่ทัน
แต่ต้องหันมาเป็นทุกข์
ตอนอยู่กับตัวเองต่อยาวๆ

สิ่งที่น่าอิจฉา
น่าเอาให้ได้ที่สุด
ก็คือความปลอดโปร่งใจ
ไม่กระวนกระวายอยากโน่นอยากนี่
หาใช่ได้อะไรแล้ว อยากได้โน่นอยากได้นี่เพิ่มอีก
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องพะวง หวง ห่วง
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องตามล้างหนี้ล้างสินไม่สิ้นสุด

คุณจะรู้ว่าความคิดเข้าที่เข้าทาง
เมื่อเลิกเสียเวลาวิ่งกวดคนน่าอิจฉา
แล้วหันมาสร้างทางเดินให้ตนเองวันต่อวัน
ด้วยการพอกพูนอะไรที่ดีอยู่แล้ว
ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น
มากพอจะเห็นเป้าหมายเฉพาะตัว
หมกตัวกับงานและการคิดด้านดี
จนเกิดไอเดียที่แตกต่างเฉพาะตน
คุณจะเป็นสุขตั้งแต่เริ่มเดินเตาะแตะ
กับจะยิ่งสุขเมื่อไฟลุกจนต้องวิ่ง
และไม่ใช่วิ่งตามก้นใคร
แต่วิ่งตามใจตนเองไปสู่เป้าหมายข้างหน้า!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะเทียบเขาเทียบเรา
ให้เทียบกับคนที่ด้อยกว่า
และอย่าแค่คิด อย่าแค่นึกๆเอาว่า
ยังมีคนน่าเห็นใจกว่าเราเยอะ
ให้ลงไปช่วยพวกเขา
ให้ยื่นมือ ให้ออกแรงจนเหนื่อย เพื่อพวกเขา
หรือจนกว่าจะเห็นชีวิตพวกเขาดีขึ้นกับตา
เป็นที่ชื่นใจเองกับตัว

นั่นแหละ โรคเทียบเขาเทียบเรา
ถึงจะค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ตาสว่าง
เห็นชีวิตตัวเองดีพอจะช่วยคนอื่นได้อยู่แล้ว
ไม่นึกอยากแลกชีวิตกับคนน่าอิจฉาไหนๆ
เพราะไม่อยากได้ส่วนดีที่น่าอิจฉามาเป็นของตน
แล้วต้องทนกับส่วนที่เป็นทุกข์ในชีวิตแทนเขา!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะมีชีวิตเพื่อเอาความสุขใส่ตัว
แค่เป็นคนธรรมดาสักคนก็พอ
อย่าตะเกียกตะกายยิ่งใหญ่ให้มาก
แต่ถ้าอยากยิ่งใหญ่จริง
ก็ต้องคิดทำชีวิตคนอื่นให้เป็นสุขยิ่งกว่าเราให้ได้!

ความคิดในหัวของคนดีนาทีเดียว
อาจกระเพื่อมออกไป
เป็นความเจริญของโลกได้นานนับศตวรรษ!

เงินหมดกดดันได้แค่ไหน?

marked-122316

เงินในบัญชี
ทำให้คุณรู้ตัวล่วงหน้าว่า
กำลังจะต้องเหนื่อยหนัก
หรือกำลังจะพักยาวได้

เงินในบัญชี
ช่วยให้คุณสบายใจ
หรือเค้นคอคุณให้อึดอัด
ในนาทีนี้ได้เลย

เงินในบัญชี
มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบัญชีใคร
บางคนจุดพลุฉลองเมื่อได้ล้าน
ขณะที่บางคนเหลือล้านต้องหน้าเศร้าหาปืน

เงินในบัญชี
ถ้าช่วยให้รู้สึกว่ามีมาก
หูตาจะกว้างขวาง ไอเดียปรูดปราด
เห็นช่องทางทำอะไรได้อีกมาก

เงินในบัญชี
ถ้ากดดันให้ต้องลนลานรีบหาเพิ่ม
จิตใจจะห่อเหี่ยว เนื้อตัวจะกระสับกระส่าย
รู้สึกเหมือนโลกมืดแปดด้านเดี๋ยวนั้น

เมื่อหน้ามืดมากๆ มองไม่เห็นอะไรในชีวิตเลย
คุณจะเผลอคิดว่าเงินในบัญชีคือระดับชีวิต
คุณอดไม่ได้ที่จะโยงเข้ากับค่าของชีวิต
หรือย่ำแย่หนักที่สุด คือนึกว่ามันคือทุกสิ่งในชีวิต
เมื่อใดที่รู้สึกว่าเงินหมด แปลว่าหมดทุกสิ่ง

หากเกิดนาทีมืดชนิดนั้นขึ้นมา
ให้ลองนั่งลิสต์สิ่งที่เหลืออยู่ดูสักสองสามนาที
คิดให้ออก บอกตัวเองให้ถูก
คุณยังมีใครสักคนที่แคร์คุณไหม?
คุณมีใครบางคนที่ต้องแคร์เขาไหม?
คุณมีความรู้อะไรบ้าง?
คุณมีความสามารถอะไรไปทำเพื่อคนอื่นได้บ้าง?
คุณมีเป้าหมายภายในให้ใจสว่างบ้างหรือเปล่า?

ตกลงไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆหรือ?

การนั่งเขียนรายการสิ่งที่เหลืออยู่
จะช่วยให้สมองที่ปิดแคบ
เปิดกว้างได้อย่างน่าแปลกใจ
แม้ไม่ถึงขนาดโล่งอก
แต่ก็ช่วยให้ตาสว่าง เห็นทางเป็นไปได้จริงที่จะเดิน
อย่างน้อย ก็สร้างความรู้สึกฉงนใจให้กับตนเองได้ว่า
ทำไมพอตัวเลขในบัญชีเหลือน้อย
ถึงกับทำให้หน้ามืดราวกับไม่เหลืออะไรในชีวิต
ทั้งที่ชีวิตยังมีอะไรที่เลอค่าให้หน้าสว่างได้อีกมาก

ข้อสรุปนี้ ชัดเจนยิ่ง
กับคนที่มีธรรมะอยู่จริงๆในใจ
เหลือธรรมะน่ะ เหลือจะพอที่สุดในชีวิตแล้ว
มีธรรมะน่ะ มีดีที่สุดในชีวิตแล้ว
ตัวเลขกับระดับชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ!

โลกใหม่ในวันก่อนคริสต์มาส



marked-122216

ชุดซานตาคลอสสำหรับฝรั่ง
ถือเป็นเครื่องหมายของการให้ทาน
ชนิดที่ช่วยให้เด็กๆมีความสุข มีความสมฝัน
มีความระทึกใจ มีความยินดีปรีดา
อันเกิดจากการได้เห็นกล่องของขวัญ
และเมื่อได้แกะกระดาษเผยสิ่งที่อยู่ในกล่อง

เด็กทุกคนชอบของขวัญ
และจะดีใจเป็นที่สุด
หากของขวัญคือสิ่งที่อยากได้มานาน
แต่สำหรับเด็กบางคน
ทั้งหมดที่อยากได้เป็นของขวัญ
คือการได้เจอซานตาคลอสเป็นครั้งสุดท้าย...

เอริก ชมิตต์-แมตเซน (Eric Schmitt-Matzen)
ชาวรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา
นับว่าหุ่นให้แถมหน้าตาใช่
เมื่อแต่งชุดแดงประกอบหนวดเคราขาวของจริง
เด็กเห็นแล้วเชื่อเลยว่านี่แหละ ซานต้าตัวจริง
เขาเลยได้อยู่บนเส้นทางให้ทานตามเทศกาล
แต่งชุดแดงแจกของเด็กในช่วงคริสต์มาสมาเรื่อย

ในปี 2016 นี้ เขาได้รับการร้องขอ
จากพยาบาลที่รู้จักกันคนหนึ่ง
ให้ไปหาเด็กชายวัย ขวบที่โรงพยาบาล
ซึ่งกำลังเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย

พอไปถึงห้องไอซียู
เอริกก็ขอให้ทุกคนออกจากห้องไปทั้งหมด
เพื่อเขาจะได้มีสมาธิอยู่กับเด็กตามลำพัง
เพราะเกรงว่าเมื่อเห็นญาติๆร้องไห้
เขาจะไม่สามารถเล่นบทได้เนียนนัก

เอริกเริ่มต้นพูดกับเด็กน้อยที่อยู่ในสภาพใกล้หลับว่า
"ฉันได้ยินว่าหนูกำลังจะพลาดคริสต์มาสปีนี้
แต่เชื่อเถอะว่าไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
ทำไมรู้ไหม?
เพราะหนูเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของฉัน!"

เด็กมองเอริกแล้วถามว่า "จริงเหรอ?"

"ใช่สิ!" จากนั้นเอริกก็ให้ของขวัญ
ซึ่งเด็กแทบจะแกะห่อของขวัญไม่ไหว
แต่พอเห็นสิ่งที่อยู่ในกล่อง เด็กก็ถึงกับยิ้มใส
"พวกเขาบอกว่าผมกำลังจะตาย
ทีนี้ผมอยากรู้ว่าพอไปถึงโลกใหม่
ผมจะต้องพูดกับใครว่ายังไงมั่ง?"
แทนคำตอบ เอริกขอเด็กว่า
"เอางี้! เธอจะช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?"
"แน่นอนครับ!"
"พอเธอไปถึง ช่วยบอกคนที่นั่นว่า
เธอเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของซานต้า
รับรองว่าพวกเขาจะให้เธอเข้าไปแน่นอน!"
"จริงหรือครับ?"
"รับรองเลย!"

พอซานต้าสร้างความเชื่อมั่นให้อย่างนั้น
เด็กน้อยก็พยายามดึงตัวขึ้นนั่งเพื่อสวมกอดเขา
และระหว่างอยู่ในอ้อมแขนของเอริก ก็ถามสั้นๆว่า
"ซานต้า คุณจะช่วยผมได้ไหม?"

ซานต้าได้แต่กอดตอบเด็กอย่างอ่อนโยน
เพราะก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้
เด็กน้อยก็ขาดใจจากไปเสียแล้ว
แน่นอน... ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นครั้งสุดท้าย
ในอ้อมกอดของซานต้าที่เด็กน้อยอยากพบ

เด็กหลายคนในโลก
รู้จักของขวัญแค่ไม่กี่ครั้ง
ก็ต้องจากตายหายไปเสียแล้ว
เป็นความจริงที่ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังเลือกเชื่อเอาเองว่า
นั่นคือเรื่องบังเอิญโชคร้าย
เป็นเรื่องที่เบื้องบนกำหนด
หรือเป็นเรื่องของอุปฆาตกรรมเผล็ดผล

สำหรับเอริก
เขาได้ทำกรรมง่ายๆ แค่เดินเข้าไปหาเด็ก
แต่กรรมแบบนี้ยากที่ใครจะมีโอกาสได้ทำ
เสื้อผ้าหน้าผมต้องลงตัว
แล้วเด็กก็ต้องถึงเวลาไปในช่วงใกล้คริสต์มาสด้วย

ไม่ว่าศาสนาไหน เชื่อแบบใด
ต่างคนต่างก็กำลังกระทำบางสิ่งกับใครบางคน
ด้วยเจตนาดี หรือด้วยเจตนาร้าย
ซึ่งนั่นเองคือความหมายของการทำกรรม
กรรมจึงเป็นคำกลางๆที่ไม่เลือกศาสนา
ส่วนผลของกรรมเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ
เปิดให้ดูบางส่วน แต่ปิดบังส่วนใหญ่ให้คลุมเครือ
ได้แต่ยอมให้ดูแค่สัญลักษณ์บอกใบ้ ประเภท
เกิดดี มีพร้อม และตายช้าอย่างเป็นสุข
หรือเกิดไม่ดี มีไม่พร้อม แถมตายเร็วอย่างเป็นทุกข์
หรืออีกทีก็เกิดดี มีบ้าง อาจตายเร็ว แต่ก็เป็นสุขได้

ช่วงเกิดช่วงตายนั่นแหละ
ที่คุณจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริง
นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรารู้เห็นด้วยหูด้วยตาอย่างเดียว
รวมทั้งถูกเตือนให้ระลึกว่า
ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ก้มหน้าก้มตารับกรรม
แต่มีไว้ให้สู้กับกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่
เพื่อจะได้อุ่นใจในชั่วขณะแห่งจิตใกล้ลากับเขาบ้าง!

---
อ้างอิง
http://www.knoxnews.com/story/entertainment/columnists/sam-venable/2016/12/11/sam-venable-santa-grants-final-wish/95091356/

คนพาลรู้สึกฉลาดเมื่อว่าคนอื่นโง่

marked-122116

เมื่อเจริญสติ
กระทั่งสติเริ่มชนะอารมณ์พาลได้
ผู้เจริญสติจะเห็นความจริงประการหนึ่ง คือ
อารมณ์พาลเป็นของมืด
เป็นตัวพอกพูนโมหะ
ห่อหุ้มจิตให้หลงผิดคิดพลาดกันได้แบบตื้นๆ
ประเภทอยากด่า
ตั้งข้อหาว่าเขาโง่ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายกำกับ
หรืออยากเกรี้ยวกราดโดยไม่ต้องสมเหตุสมผล
ซึ่งแบบนั้น ถ้าขุดหาเหตุผลกันจริงๆ
ก็จะพบว่าไม่ใช่เหตุผลทางความคิด
แต่เป็นเหตุผลทางอารมณ์
คือแค่อยากอวดฤทธิ์ อวดอำนาจ ง่ายๆแค่นั้น

หากเคยมีประสบการณ์
ร่วมขบวนการแบ่งพรรคแบ่งพวกด่าทอกัน
คุณจะเข้าใจข้อเท็จจริงทางอารมณ์ชนิดนี้ได้ดี
พอแบ่งข้าง ก็ต้องเข้าข้างกัน
ข้างตัวเองผิดต้องทำเป็นหรี่ตาลง
แต่อีกข้างยังไม่ทันผิด ก็เปิดตาเสียกว้าง
ต่อให้ถูก ก็ต้องแกล้งโยงนั่นโยงนี่
บิดเบือนให้กลายเป็นผิดจนได้

เราทุกคนต่างสุ่มเสี่ยงที่จะไปยืนตรงจุดหนึ่ง
ที่เป็นต้นทางของความเป็นพาล
ไม่ว่าจะด้วยความแบ่งเขาแบ่งเราระดับบ้าน
ระดับออฟฟิศ ระดับอุดมการณ์ทางการเมือง
หรือแม้กระทั่งระดับศรัทธาทางศาสนา

เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเอง
ต้องหลงไปเดินบนเส้นทางคนพาล
ก็เพียงตกลงกับตนเองไว้ว่า
เราจะไม่ไหลตามน้ำ เช่น
พรรคพวกตัวเองผิด ต้องไม่แกล้งพูดว่าถูก
พรรคพวกอีกฝ่ายถูก ต้องไม่แกล้งพูดว่าผิด
พอถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด
จิตก็ไม่บิดเบี้ยวแบบพาลแล้ว

อีกประการหนึ่ง
เมื่อขัดแย้งกันด้วยมุมมอง
คุณต้องรู้ว่ามุมมองที่ต่างกันไม่ใช่ความโง่
การด่าสั้นๆว่าอีกฝ่ายโง่ต่างหาก
ที่ทำให้จิตตัวเองมืดลง
ขังจิตตัวเองไว้กับกล่องแคบๆได้
เห็นได้ง่ายๆจากความปักใจยึดมั่นเหนียวแน่น
เชื่อว่าเขาโง่แน่ๆ อยากด่าว่าเขาโง่
แต่ไม่อยากให้เหตุผลว่าเขาโง่อย่างไร
โง่ เพราะเชื่อต่างกับเราที่ฉลาด
โง่ เพราะไม่รู้จักยอมรับความจริง
หรือว่าโง่ เพราะพูดตรงกับความจริงที่เราไม่อยากรับ

วิธีง่ายๆที่จะหลุดจากกล่องมืดๆที่คับแคบได้
คือ ลองขุดให้พบสิ่งที่อีกฝ่ายรู้
ลองสมมุติให้ตัวเองยืนข้างเดียวกับอีกฝ่าย
ต้องเข้าข้างกัน ต้องพูดแก้ต่างให้กัน
ลองหาคำอธิบายให้ได้สักสองสามข้อว่าทำไม
อีกฝ่ายถึงเชื่ออย่างนั้น คิดอย่างนั้น ยึดอย่างนั้น

สำรวจไปสำรวจมา
คุณจะพบว่าใจที่รู้เหตุ รู้ผล
มักไม่ผลิตคำสั้นๆที่ตื้นเขินออกมาด่ากัน
แต่จะมีความกรุณา มีแก่ใจผลิตคำอธิบายดีๆ
เห็นใครเข้าใจผิด ก็คิดเปลี่ยนให้เป็นถูก
ไม่ใช่คิดด่าให้เจ็บใจ
หรือเมื่อเห็นใครเข้าใจถูกแบบของเขา
แม้ไม่ถูกใจเรา ก็เย็นพอที่จะคุยกันว่า
เขาเห็นอย่างไร เราเห็นอย่างไร
กับทั้งมีทางเจอกัน
จุดที่เห็นเหมือนกันได้อย่างไร
นั่นแหละ! ความฉลาดทางการคิดที่แท้จริง
และนั่นแหละ ความฉลาดทางจิตที่เพิ่มขึ้น
จากการเอาชนะโมหะในตนเองได้!

โอ๋มากเท่ากับยุให้งอนมาก

marked-122016

เมื่อเกิดอารมณ์งอน
จิตใจคนเราจะหุบตัวเข้าหลบใน
ไม่ต่างจากไมยราบถูกกระทบ
รู้สึกห่อเหี่ยว
อยากก้มหน้าก้มตารอรับพลังปลอบ
หรือบางทีก็อยากแอบร้องไห้คนเดียว
ด้วยความอยากให้ใครบางคน
รู้ว่าฉันร้องอยู่ตรงนี้ มาหาหน่อย

อารมณ์งอน
จะทำให้จิตใจเราผิดปกติแปลกๆ
บางทีทำอะไรที่ตรงข้ามกับใจ
เช่น เมื่อเขาหรือเธอมาง้อ
พอเห็นหน้า แทนที่จะแสดงความดีใจ
กลับทำเป็นไม่สน หรือชักสีหน้าเหมือนรังเกียจ

อารมณ์งอน
ปรุงแต่งจิตให้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมืด
ตัวเล็กลีบ ไร้ค่า ไร้ความสามารถเอาตัวรอดเองได้
รอรับแสงสว่าง หรือรอมือช่วยฉุดท่าเดียว

ประเด็นคือ เมื่ออารมณ์งอนเป็นความดิบ
เป็นม่านมืดที่ครอบงำใจ
ปรุงแต่งจิตใจให้ผิดปกติ
ถ้าไม่ได้รับการเยียวยาเลย
ก็กลายเป็นคนเก็บกด
รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก อยากตาย
แต่ในทางตรงกันข้าม
หากได้รับการบำรุงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้งอกเงยเกินไป
ในที่สุดก็กลายเป็นเด็กอารมณ์ดิบ
ควบคุมตัวเองไม่ได้ งอนแล้วต้องมีใครโอ๋ท่าเดียว
แถมติดใจ หายงอนแล้วอยากถูกโอ๋อีกบ่อยๆ
เลยหาเรื่องเป็นคุณหนูอารมณ์ร้าย
เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามาเป็นเรื่อง
เพียงเพราะอยากมีค่า อยากให้แฟนเอาใจ
อยากได้โมเมนต์งอนแล้วถูกโอ๋อีก

คุณสังเกตเห็นความจริงได้เสมอว่า
ทุกยุค ทุกเพศ ทุกวัย
คนขี้งอนมีอยู่สองพวก
พวกหนึ่ง เหมือนไม้ตายซาก แห้งเหี่ยว
ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครอยากเหลียวแล
อีกพวกหนึ่ง เหมือนแม่เหล็กดึงดูด ทรงพลัง
มีแรงดึงดูดเรียกแขก มีแต่คนอยากปรี่เข้ามาโอ๋

หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าเมิน
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องให้กำลังใจตัวเอง
เติมน้ำใจให้ตัวเองมีมากพอจะรินออก
หรือเอาชนะอัตตาตัวเองที่ไม่อยากเป็นฝ่ายง้อ
ยอมง้อเสียหน่อย หรือให้ดีคือยิ้มแย้มสดใสให้มาก
เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกชุ่มชื่นบ้าง
กลับมีความเข้มแข็งขึ้นได้บ้าง
พูดง่ายๆ เป็นการยกช้างขึ้นจากหล่ม
เขาหรือเธอจะนึกขอบคุณ
แล้วคุณจะกลายเป็นคนรักที่แสนดีในดวงใจ
กับทั้งอยากตอบแทนกลับแบบที่คุณคาดไม่ถึง

แต่หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าง้อ
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องห้ามใจตัวเอง
ดูจังหวะ หรือหาวิธีเหมาะ
ที่จะจัดการกับอารมณ์ดิบด้านของคนรัก
เช่น พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชวนทำอะไรตามปกติ
อย่าใช้เสียงออดอ้อนประเล้าประโลมมาก
หรือถ้าพูดด้วยแล้วเจอปฏิกิริยาเฉยจัด
เหมือนจิตดิ่งแน่วอยู่ในปราการความเย็นชาไม่เลิก
ก็อย่าพูดต่อ ทำเป็นไม่สน ทำทีไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง
เขาหรือเธอจะอึดอัดตัวเอง
แล้วเกิดขณะแห่งการคิดได้ คิดดี
ในที่สุดก็เลิกงอนเพราะอยากหายอึดอัดไปเอง
พูดง่ายๆ รอให้อึ่งอ่างพองลมจนตัวใกล้แตก
พอกลัวตัวแตกเดี๋ยวก็ยุบลงมาเอง
แล้วก็ไม่มาเกิดความเคยชิน
คาดหวังเรียกร้องอะไรจากคุณผิดๆอีกบ่อยๆ!

ภาพติดตาเปลี่ยนกรรมลูก

marked-121916

ขอให้นึกดูว่า มีภาพบางภาพ
ที่พ่อแม่ของคุณทำกับคนอื่น
หรือทำกับคุณ
แล้วคุณจำภาพนั้นได้ขึ้นใจ
ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

แล้วก็มีเสียงบางเสียง
ของพ่อแม่ ที่คุณจำได้ไม่ลืมไปจนตาย

ภาพเสียงติดหูติดตาเหล่านั้น
ถอนออกจากความทรงจำไม่ได้
และนอกจากจะฝังแน่นอยู่ในใจ
ยังกลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมบางอย่างของคุณด้วย

แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่า
คุณก็ทำภาพเสียงติดหูติดตาลูกไปแล้วมากมาย?
และภาพบางภาพนั้น ขอแค่เกิดขึ้นครั้งเดียว
จะกลายเป็นตัวคลิกของลูกเลยทีเดียวว่า
ฉันจะทำแบบนี้แหละ ฉันจะเอาอย่างนี้บ้าง
แล้วกลายเป็นเหตุบันดาลกรรมสำคัญบางประการ
ไปตลอดชีวิตในชาตินี้ของลูก

ภาพเดียวกำหนดกรรมดังกล่าว
เรียกว่าภาพช็อกความรู้สึก
พ่อแม่มักทำไปโดยไม่รู้ตัว เช่น
ชกต่อยกับคนแปลกหน้าบนทางสาธารณะ
ทุ่มเถียงเสียงดังกับพ่อค้าแม่ขาย
ตบตีกันเองในบ้าน

แต่ภาพเสียงบางประเภท
กว่าจะกำหนดพฤติกรรมลูกได้
ต้องใช้เวลานาน ต้องเห็น ต้องได้ยินบ่อยๆ
จึงสามารถประทับเข้าไปในความทรงจำ
ซึ่งข้อดีคือภาพเสียงประเภทนี้
เมื่อประทับแล้ว จะกลายเป็นต้นแบบพฤติกรรม
ที่ลูกทำอยู่เรื่อยๆ เช่น
พอลูกทำผิด เขาได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนหรือกระด้าง
เขาได้เห็นคุณตีหน้ายักษ์หรือหน้าพรหม
เขาได้เหตุผลสั้นๆที่จำได้ว่า ควรทำอีกหรือไม่ควรทำอีก
เหล่านี้ หากเกิดขึ้นซ้ำๆ เรื่อยๆ กระทั่งเขาโต
เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้วิธีการเดียวกันกับคุณ
ในการจัดการกับคนผิด

สำรวจตัวเอง สำรวจลูกว่า
มีแนวโน้มกรรมทางกาย วาจา ใจอันใด
ที่เหมือนกันราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียว
ถ้าอยากเปลี่ยนกรรมไม่ดีแบบใดให้ลูก
ให้พยายามทำกรรมอันเป็นตรงข้ามนั้นๆ
ให้ลูกเห็นบ่อยๆ เป็นภาพเสียงชินหูชินตา
จนกว่าจะประทับเข้าไปในใจ
กลายเป็นโมเดล กลายเป็นต้นแบบกรรมกับเขา

เปลี่ยนกรรมตัวเองได้ ก็เปลี่ยนกรรมให้ลูกได้
และนั่นแหละ! บทบาทและอิทธิพลสำคัญของคุณในชาตินี้!

พิธีบรรจุพระบรมธาตุลงสู่พระเกศ ในโครงการพระประธานทั่วหล้า



15591572_748980671921353_699497882351046410_o

คลิกภาพเพื่อชมขณะแห่งความเบิกบานสูงสุด
จากงานบรรจุพระบรมธาตุครั้งสุดท้าย
ในโครงการพระประธานทั่วหล้า

เล่นกับงาน

marked-121616

คิดเล่นตลอดเวลา
ไม่คิดทำงานเลย
ความคิดจะเล่นงานตัวเอง
ถามหาคุณค่าของตัวเองไม่เลิก
เลยเครียดคาใจแม้กำลังเล่นอยู่

เอาแต่ทำงานตลอดเวลา
ไม่รู้จักเล่นบ้างเลย
จะคิดหนักเป็นว่าเล่น
ไม่เครียดแล้วรู้สึกผิด
นิดหน่อยก็ต้องเครียดเอาโล่

แบ่งเวลาเล่นเต็มที่
ทุ่มเวลาทำงานเต็มที่
จะเล่นกับงานเป็น
เห็นงานเป็นของเล่นได้
เลยสนุก ไม่รู้จักเครียดกับใครเลย!

น้อยใจชะตา คือน้อยใจกรรมเก่า

marked-121516

เรื่องยากที่สุด
ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจชีวิต
คือ ไม่มีใครช่วยให้คุณรู้ได้ด้วยตาเปล่าว่า
ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตเดียวของคุณ
และความเป็นชีวิตนี้ เกิดกับพ่อแม่คู่นี้
อยู่ในประเทศนี้ เจอผู้คนรอบตัวแบบนี้
ก็ตรงกันกับที่คุณเคยทำอะไรไว้
ให้เกิดขึ้นกับชีวิตอื่นในอดีต

อดีตที่ลืมไปแล้ว
อดีตอันไม่เป็นที่รู้
อดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
เหลือแต่ปัจจุบันที่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
กับอนาคตที่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ถึงแม้หูตาจะตีกรอบให้พวกเรารู้เห็นคับแคบ
แต่การมีน้ำใจพอจะให้ทาน
ความสามารถหักห้ามใจเพื่อรักษาศีล
ตลอดจนการเปิดจิตเปิดใจเจริญสติ
ก็ช่วยให้เรารู้เพิ่มขึ้นอย่างหนึ่ง คือ
ชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปเรื่อยๆ
ทุกอย่างดีขึ้นได้ นับแต่ก้าวแรกทางความสุข
อันเกิดจากบุญ คือ ทาน ศีล และการเจริญสตินี่แหละ

เมื่อสะสมความสุข กระทั่งสุขได้เป็นปกติ
จากทาน ศีล และการเจริญสติ ที่ทำแล้วอย่างต่อเนื่อง
ชีวิตทั้งชีวิตจะต่างไปให้รู้สึกออกมาจากแสงกุศลภายใน
รู้ได้เฉพาะตน ฉายภาพให้คนอื่นดูไม่ได้
คุณจะย้อนกลับมามองชีวิตทั้งชีวิตเป็นโอกาส
และขอบพระคุณกรรมใหม่ที่ใช้โอกาสนั้นทันตาย

แต่หากยังก้มหน้าก้มตาสะสมความทุกข์
ด้วยความคิดตอกย้ำกับตัวเองทุกวันว่า
ชีวิตต้องจมปลักอยู่อย่างนี้แหละ ไม่มีทางดีขึ้นแน่ๆ
พยายามแล้วไม่มีเทวดาที่ไหนเห็นใจ
ธรรมะไม่เห็นช่วย ศาสนาเป็นเรื่องลวงโลก
เห็นพระเลวในข่าว เราก็จะเลวตามพระเหล่านั้นบ้าง ฯลฯ
พอวันเวลาผ่านไป ถึงจุดหนึ่งคุณจะเงยหน้าไม่ขึ้น
เป็นแต่ก้มหน้าด่าชะตาชีวิตท่าเดียว
สุดท้ายก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้ เสียโอกาสอันใดไป!

ปล่อยวางหรือสร้างภาพ?

marked-121416

หลายคนอ่านธรรมะของครูบาอาจารย์
แล้วจำข้อสรุปสั้นๆได้ขึ้นใจข้อเดียว คือปล่อยวาง!’
ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น พอเจอเรื่องหนักอก
ก็จะนึกถึงอาการที่ใจเคยปลดภาระ
หรือปลงตกกับปัญหาหนักอึ้งบางอย่างได้มาก่อน
แล้วพยายามเลียนแบบอาการนั้น

พูดง่ายๆ คือ พยายามเลียนแบบความเบาใจ
หรือความโล่งอกในอดีต
พอรู้สึกเบาลงได้นิดหนึ่ง
ก็สรุปว่าตนเองปล่อยวางแล้ว
ทำตามหลักการปฏิบัติธรรมขั้นสูงในพุทธศาสนาแล้ว

ที่จะปล่อยวางในแบบวางได้จริงนั้น
ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการนึกเอา
ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการแกล้งทำใจปลงตก
และไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการสอนตัวเองด้วยเหตุผล
เพราะเหล่านั้น ยังเป็นเพียงการทำงานของสมอง
สมองปล่อยไป แต่ใจยึดอยู่ มันก็ไม่จบ
สำรวจใจตัวเองได้ รู้สึกด้วยใจตัวเองได้

ขอให้สังเกตจากของจริงในตน
สมองคนเรา ฉลาดคิดได้ชั่วคราว
เมื่อใดจัดระบบความคิดให้เป็นระบบได้
ก็รู้สึกดี รู้สึกเหมือนเข้าใจ รู้สึกเหมือนเข้าเป้าแล้ว
แต่เมื่อใดสมองเข้าโหมดคิดสุ่ม
ดึงเรื่องไม่ดีเก่าๆมาเข้าหัวให้สับสนอีก
ก็กลับไปกลับมา เปลี่ยนเป็นรู้สึกแย่
รู้สึกเหมือนไม่เข้าใจอะไรเลย
รู้สึกเหมือนย่ำอยู่กับที่ ไม่เคยออกจากจุดเริ่มต้นสักที

ในทางพุทธ เมื่อกล่าวถึงการเจริญสติ
พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นการฝึกจิต
ข้ามพ้นจากการฝึกสมอง
กล่าวคือ เมื่อใดสามารถดัดจิตให้ตรงด้วยศีลและสมาธิ
ก็จะสามารถใช้จิตที่ตรงแล้วนั้น
ไปรู้ความจริงทางกายใจที่กำลังปรากฏอย่างต่อเนื่อง
ลมหายใจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
สุขทุกข์เปลี่ยนไปเรื่อยๆในแต่ละลมหายใจ
สภาพจิตเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามอาการสุขทุกข์
ความนึกคิดปรุงแต่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามสภาพจิต
เรรวนบ้าง มั่นคงบ้าง สลับๆกันไป
ไม่เห็นอันไหนน่ายึดเป็นตัวเป็นตนสักอย่าง
นั่นแหละ! อาการปล่อยวาง เลิกยึดมั่นถือมั่น
จึงเกิดขึ้นจริง ไม่แอบหนัก ไม่แอบเก็บกด

กล่าวโดยย่นย่อ
ถ้านึกถึงความเบาชั่วอึดใจเดียว
แบบนั้นคือสมองคิดแกล้งปล่อยวางชั่วคราว
แต่ถ้าระลึกถึงความไม่เที่ยงในกายใจไปเรื่อยๆ
แบบนั้นจิตจะค่อยๆสว่าง ค่อยๆฉลาด
สะสมอาการรู้จริงทีละครั้ง ทีละหน
จนถึงจุดหนึ่งที่ปล่อยวางจริงได้ถาวร!

คนเก่ากับรอยเท้าที่ก้าวพลาด

marked-121316

คิดถึงคนเก่า
บางครั้งรู้สึกถึงความรัก
บางครั้งรู้สึกถึงความเกลียด
ทั้งโล่งอกที่แยกกัน
ทั้งเสียดายที่หายไป
อยากต่อว่าที่ไม่ช่วยเป็นคนสุดท้าย
แต่ก็อยากขอบคุณที่ช่วยให้เจอคนดีกว่า

คนเก่าคนเดียว
มีเรื่องวกไปวนมาให้คิดได้สารพัด
ถ้าไม่มีอะไรดีเลย
ก็คงไม่เคยต้องอยู่ด้วยกัน
แต่ถ้าไม่มีอะไรร้ายเลย
ก็คงจะยังอยู่ด้วยกันไม่ไปไหน

เมื่ออารมณ์ผสมกันจนไม่รู้เรื่อง
ไม่รู้แล้วว่าอยากได้คืนมาแก้ตัว
หรือไม่อยากเจอกันอีกเลยตลอดไป
ในที่สุดเลยมาลงเอากับคนใหม่
บางครั้งก็เป็นความตั้งใจดีๆ
บางทีก็ได้เพียงข้อสรุปแย่ๆ
แค่ท่องไว้ผิดๆ เช่น ต้องไม่ซ้ำรอยเดิม
แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมที่ฝั่งเขา
คือ ไม่เปิดโอกาสให้สุงสิงกับใครอื่นอีก
ไม่คิดจะป้องกันการซ้ำรอยเดิมที่ฝั่งเรา
เช่น ไม่เอาแต่แผลงฤทธิ์จนอีกฝ่ายสุดทน

ถ้ารักใครบางคนจริง
คุณจะเห็นใจเขาเท่ากับหรือมากกว่าเห็นใจตัวเอง
แต่ถ้าเพียงหวังยึดเหนี่ยวใครบางคน
เอาไว้เป็นแค่หลักประกันสุดท้าย
คุณจะเห็นใจตัวเองมากกว่าเห็นใจเขา
หวงมากกว่าห่วง
จับผิดมากกว่าจับถูก
จับแพะชนแกะมากกว่าจับเหตุจับผล
อยากทวงสัญญามากกว่าคิดรักษาสัญญา
อยากขังมากกว่าอยากปล่อย
ฝืนใจทำดีเพื่ออ้างว่าพยายามแล้ว
ไม่ใช่เต็มใจดีเพราะมีความสุขที่จะทำ

คิดถึงคนเก่า
อย่าคิดถึงแต่สิ่งที่คนเก่าทำ
คิดถึงสิ่งเราทำให้เขาเป็นคนเก่าด้วย
แล้วจะคิดถึงคนใหม่
ในแบบที่มีสิทธิ์รักษาเขาไว้
ให้เป็นคนเดิมต่อไปในหลายๆปีข้างหน้า!

สอนลูกให้อธิษฐานเป็น

marked-121216

ไทยเรามักสอนกันแต่เด็กว่า
ทำบุญแล้วขอให้อย่างนั้น ขอให้อย่างนี้
และมักเป็นการขอแบบรับมาเฉยๆ
เช่น ขอให้มั่งมีศรีสุข ขอให้ได้ที่หนึ่ง
ขอให้พบเนื้อคู่ ขอให้ได้เลื่อนขั้น ฯลฯ
ด้วยความเข้าใจว่า ทำบุญแล้ว
ก็ต้องได้รับผลตอบแทนสำเร็จรูปจากบุญ
การอธิษฐานแบบขอรับนั้น
จะทำให้รักสบาย ติดนิสัยเรียกร้องจากคนอื่น
ซึ่งคนอื่นที่ใกล้ตัวที่สุด ก็ไม่พ้นพ่อแม่ตัวเอง
บางคนแบมือขอเงินพ่อแม่จนแก่
หรือหวังรวยจากหวยเทพไปจนตาย
เพียงเพราะจิตใจอ่อนแอ
เอาแต่เชื่อลมๆแล้งๆว่าเดี๋ยวท่านก็ให้
จากการเอาแต่ฝึกอธิษฐานขอรับนี่แหละ

อันที่จริงแล้ว
ธรรมเนียมการสร้างอธิษฐานบารมี
หลังทำบุญที่ถูกต้องทางพุทธศาสนา
คือ ใช้ความสว่างสดชื่นแห่งบุญมาเสริมกำลังใจ
ช่วยให้จิตมีความสุข มีคุณภาพ มีทิศทางคมชัด
กระทั่งเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มขึ้นว่าต้องทำได้
เป็นการได้ด้วยความสมเหตุสมผล
เช่น ขอให้กำลังบุญนี้
บันดาลใจให้คึกคัก ขยันขันแข็งไม่เลิก
หรือขอให้กำลังบุญนี้
ช่วยให้เจองาน รักงานจนรู้จริง
ซึ่งการอธิษฐานแบบขอทำนี่เอง
จะช่วยกระตุ้นให้อยากสร้างเอาด้วยมือตน
ค้นหาจุดยืนด้วยลำแข้งของตัว
เข้มแข็ง กระตือรือร้น
รู้สึกอยากทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก

วิธีง่ายๆที่จะสร้างรากการอธิษฐานแบบขอทำ
คือ พาลูกเข้าห้องพระ
สวดมนต์อย่างมีความสุขทุกคืน
แล้วพ่อแม่นำลูก ด้วยการเล่าเรื่องของตัวเองถวายพระว่า
วันนี้ทำอะไรมาบ้าง เรียนรู้อะไรมาบ้าง
ตั้งใจจะให้เกิดอะไรจากมือตนอีกบ้าง
ขอคุณพระคุณเจ้าบันดาลให้มีกำลังใจ
ในการทำให้สำเร็จลุล่วงด้วยเถิด
จากนั้นให้ลูกเล่าเรื่องของตัวเองถวายพระบ้าง
ไม่ต้องคาดคั้นหรือกะเกณฑ์ใดๆ
เพียงฟังพ่อแม่ขอพระทำบ่อยๆ
เขาจะค่อยๆพูดเลียนแบบพ่อแม่ไปเองโดยไม่ต้องสั่ง!

นักเดินทางผู้โดดเดี่ยว

15317918_1256079047782584_2090411297564445943_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เราต่างถูกหลอกว่า
มีคนรัก และเครือข่ายญาติมิตร
ทั้งที่จริง ทุกคนไม่มีแม้แต่เงา
ติดตามตัวเองไปได้ตลอด

แม้คุณสมใจ
ได้อยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในวันนี้
คุณก็ไม่รู้เลยว่าวันไหน
จะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยใดมาพรากเขาไป
ธรรมชาติจะบังคับให้เราทิ้งทุกคนไปอยู่ดี
เราเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม
เรารักและหวังหอบหิ้วใครไปด้วยก็ตาม

และวันใดบุคคลอันเป็นที่รักถูกพรากไป
โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นเองที่ต้องตระหนัก ด้วยความตระหนกว่า
คุณไม่เคยมีสิทธิ์อยู่กับใครจริง!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สุดท้าย
สมบัติและคนรอบตัวจะต้องหายไป
เหลือแต่ความจริงว่า
ใครเคยทำอะไรไว้
กับสมบัติและคนรอบตัว

พวกเราต่างก็เป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว
มาสวมหัวโขนเป็น
พ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก เพื่อน ศัตรู
หรืออะไรอื่นเดี๋ยวเดียว
แล้วก็ต้องตายจากไปเป็นอื่น

แม้ในชาติเดียวกัน
ก็อาจเป็นอะไรหลายๆฐานะ
บางคนเดินชนไหล่
หรือเหยียบเท้าใครอีกคนบนถนน
ทะเลาะกันเลือดขึ้นหน้าเป็นพัก
กว่าจะจำได้ว่า
เคยเป็นเพื่อนรักสุดรักสมัยประถมมัธยม
ที่เคยอยากไปไหนๆด้วยกันตลอดชีวิต
แต่พอห่างกันมากๆ เจออีกที
อาจกลายเป็นศัตรูได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าทิ้งความรักไม่ได้
ก็ทิ้งความยึดไม่ได้
เมื่อทิ้งความยึดไม่ได้
ก็ทิ้งต้นเหตุแห่งการเกิดมาไม่ได้

และเมื่อต้องเกิดอีก
ก็ต้องพบกับความตาย
และการพลัดพราก
จากบุคคลอันเป็นที่รักวันยันค่ำ
ไม่ว่าจะหวงแหนพวกเขา
เหมือนอยากกอดไว้ไม่ปล่อยสักขนาดไหนก็ตาม

ความรัก
บังคับให้คุณต้องรอการพิพากษา
จากคนที่คุณรักว่าจะเอาด้วยหรือไม่

แต่ความพ้นทุกข์
มีตัวคุณคนเดียวเลือกเอง ตัดสินเอง
ดุจเดียวกับการตัดสินใจ
เลือกว่าจะถ่มเสลดในปากทิ้งเสียทีไหม
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณล้วนๆ

คุณจะเล็งเห็นว่า
บนเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์
คุณไม่จำเป็นต้องง้อใคร
ให้มาเคียงข้างเป็นกำลังใจ
ขอเพียงคุณหนักแน่น
สามารถเป็นกำลังใจให้ตนเอง
ก็อาจเดินเดี่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย!

จริงจังแต่อย่าเครียด

marked-120916

คนเราถ้าไม่ขี้เกียจ
ก็เครียดเกินไป

ขี้เกียจ คือ ปล่อยเลยตามเลย
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง
ตัดสินใจแล้วว่าจะเนื้อตัวสบาย
ทอดหุ่ย งอมืองอเท้า
ไม่อยากเครียด
มองว่าความขยันเป็นตัวการทำให้ลำบาก
ทำให้เกิดความเครียดเกร็งกล้ามเนื้อ

ข้อเท็จจริงคือ คนขี้เกียจ
มักเข้าโหมดขยันกันผิดๆ
พอคิดว่าจะต้องเอาจริงเอาจังกับงาน
นั่นคือการเริ่มต้นจดจ่อแบบขี่ช้างจับตั๊กแตน
งานเล็กก็ทำเป็นเรื่องใหญ่
ก้าวง่ายๆก็ทำให้มันยาก
ตาต้องจ้องเขม็ง หัวคิ้วต้องขมวด
ฟันต้องขบนิดๆ จึงรู้สึกว่าชีวิตลำบากลำบน
ต้องอดทน เกร็งกำลังภายในกัน

แท้จริง ไม่มีงานไหนในโลก
ที่เรียกร้องให้คุณเกร็งเนื้อเกร็งตัว
แต่การฝืนต่อสู้กับความขี้เกียจข้างในตนเอง
นั่นแหละที่ก่อให้เกิดส่วนเกิน
เกร็งโดยไม่จำเป็น

ข้อสังเกตง่ายๆว่า คุณเครียดเกินกว่าเหตุ
คือ อยู่ดีๆ อยู่ว่างๆ เนื้อตัวก็เกร็งขึ้นมาเอง
ซึ่งนั่นเป็นการทำงานอัตโนมัติของกล้ามเนื้อ
ภายใต้การกดดันของจิตใจที่รบกับตัวเองอยู่
มีความขัดแย้งกับตัวเองอยู่
ระหว่างความขี้เกียจรับผิดชอบ
กับความอยากจะรับผิดชอบอะไรเป็นเรื่องเป็นราว

เพื่อจะทำงานให้ได้ดี ให้ได้ราบรื่น
และมีทัศนคติที่ถูกต้องว่า
งานเป็นมิตร เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข
อันดับแรกที่ต้องทำให้ได้ คือ
เห็นให้ทันว่า เมื่อใดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
เครียดเกร็งขึ้นมาเองโดยไม่จำเป็น
ส่วนแรกที่สังเกตง่ายสุด คือฝ่าเท้า
ส่วนต่อมาคือฝ่ามือ ส่วนต่อมาคือหน้าผาก
หากสามส่วนนี้เครียด เกร็ง แน่น
ให้บอกตัวเองว่า นี่ส่วนเกินของงาน
งานไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนี้ แล้วคลายออก
เห็นให้ได้วันละสองสามครั้ง
เพียงเดือนเดียวคุณจะทำงานอย่างมีความสุขขึ้น
ไม่เห็นงานเป็นศัตรู
อยู่ว่างๆไม่เครียดเกร็งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
แล้วก็เลิกคิดเหลวไหล ประเภท
งานแกล้งคุณให้เส้นเลือดในสมองแตก!

ป้ายความผิดบาปแค่ไหน?

marked-120816

โกหก
ตั้งต้นด้วยการรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
แล้วใช้กำลังใจบิดเบือนความจริงนั้น
พูด เขียน หรือใช้วิธีใดๆ
โน้มน้าวให้ผู้อื่นรับรู้ความจริงผิดไป
อาจเพี้ยนมาก อาจเพี้ยนน้อย

ยิ่งความจริงถูกบิดเบือนให้เพี้ยนมากเท่าใด
จิตวิญญาณของผู้บิดเบือนยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้น
พูดง่ายๆ ยิ่งโกหกบ่อย
เท่ากับยิ่งออกแรงดัดจิตให้ผิดรูป
ดัดเอง เพี้ยนเอง
และเมื่อมุสาวาทกรรมได้ที่เผล็ดผล
ย่อมเกิดวิบาก บันดาลให้ใครบางคนมาใส่ไคล้
หรือเกิดเหตุบางอย่างพอดิบพอดี
ที่จะให้ใครต่อใครหลงเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม
การโกหกด้วยความตั้งใจให้เกิดอะไรกับใคร
เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริงว่า
จะไปเจอจุดหมายปลายทางร้ายดีขนาดไหน

โกหกเพื่อช่วยผู้อื่น
บาปครึ่ง บุญครึ่ง
นับว่าใจดี ไม่ใช่ใจร้าย
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเจอเรื่องครึ่งร้ายครึ่งดี
แม้ถูกใส่ไคล้ให้รู้สึกแย่ไปพักหนึ่ง
ก็อาจกลับร้ายกลายเป็นดี
เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายให้คนรู้สึกเห็นใจมาก
ได้รับการชดเชยให้มีความสุข มีกำลังใจ

โกหกเพื่อเอาหน้ารอด
ในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับใคร
ไม่ได้บาปนัก แต่ใจไม่ตรง ไม่ซื่อ
เป็นชนวนให้เกิดความคด
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเป็นผู้รับผลดีที่บิดเบี้ยว
เช่น มีบุญจะทำให้เป็นผู้มีรูปงาม
แต่ออกมาแบบสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เป๊ะ
ดูแล้วเกือบใช่ แต่ไม่ใช่ มีอะไรผิดๆแปลกๆไป

โกหกเพื่อผลประโยชน์
บาปเริ่มแรง เพราะชนวนโกหกเกิดจากความโลภ
อยากได้ถึงขั้นดัดแปลงความจริงให้เพี้ยนไป
สังเกตว่าเมื่อตกลงปลงใจโกหกเพื่อผลประโยชน์
จะมีบันไดให้พัวพันกับเรื่องร้ายๆ
คิดร้ายๆ และทำให้รู้สึกว่าตัวเอง
ใจร้ายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมสมกับโทษานุโทษ
เช่น ถ้าโกหกเอาประโยชน์ส่วนตน
ทำให้คนอื่นเสียหายมาก
ก็ย่อมถึงขั้นทรัพย์พินาศ
อาจด้วยอำนาจโจร อำนาจภัยพิบัติ
หรือมีใครใส่ความจนล่มจมก็ได้

โกหกเพื่อป้ายความผิด
คือ ตนเองรักตัวกลัวผิด
เลยโยนขี้ให้คนอื่นรับผิดไปแทน
อันนี้ประกันความใจร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะถ้าไม่เหี้ยมพอก็ทำไม่ได้
ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองผิด
และต้องรู้อยู่เต็มอกว่า
โยนบาปแล้วคนอื่นเดือดร้อนแน่
การโกหกประเภทนี้เอง
ที่ควรแก่การกล่าวว่า
เป็นต้นตอ ต่อยอดบาปได้ทุกชนิดไม่อั้น
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
โอกาสรอดจากอบายภูมิคงยาก
เพราะใจร้ายๆ ย่อมเหมาะกับที่ร้ายๆ
หากเป็นสัตว์ ก็ต้องเป็นพวกแพะรับบาป
มีชีวิตไว้ถูกบูชายัญ โดยไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

ธรรมชาติออกแบบสมองมนุษย์มาแบบหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเราไม่นึกอยากโกหก
คือ เมื่อจะโกหก สมองต้องทำงานหนัก
หนึ่ง คือกดสมองส่วนที่รู้ความจริงไว้
สอง คือเปิดสมองส่วนที่ฝืนสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมา
สาม คือเค้นคำหรือภาษากายให้คนอื่นเชื่อ
การโกหกแต่ละครั้ง
จึงเหนื่อยกว่าพูดเรื่องจริงสองเท่าสามเท่า
และทำให้รู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเองได้ง่าย
และนี่เอง คือเหตุผลว่าทำไมคนดี
แม้เมื่อต้องโกหกเพื่อช่วยผู้อื่นแค่ครั้งเดียว
ก็รู้สึกไม่ดี ไม่นึกอยากทำอีกเลย

แต่หากโกหกจนชิน จนชำนาญ
สมองเพื่อโกหกจะทำงานเบาลง
รู้สึกว่าพูดได้ไหลรื่นขึ้น
จึงรู้สึกผิดน้อยลง หรือไม่รู้สึกผิดเลย
และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนชั่ว
แม้เมื่อโกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หรือโกหกเพื่อป้ายความผิดให้ใครต่อใคร
จึงรู้สึกเฉยๆ แถมนึกสนุกอยากทำอีก

ก็สมองขั้วนรกนั้น
เมื่อเปิดใช้งานเต็มที่แล้ว
จะไม่อยากหยุดง่ายๆหรอก!

๒๐ ข้อสรุปที่บอกว่าเจริญสติถูก

marked-120716

1. ไม่มีคำว่า อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ
2. ลมหายใจไม่เคยหยุด และต่างไปเรื่อยๆ
3. มีกายเป็นหุ่นให้รู้สึกว่า เหมือนท่อนไม้กลวง
4. รู้ตัวว่าทุกข์สุขเพราะคิดไปเอง มากกว่าทุกข์สุขเพราะผู้คน
5. เบื่อได้แวบเดียว แล้วเห็นความเบื่อจางหาย
6. ฟุ้งซ่านสับสนได้ แต่ง่ายจะกลับเข้าที่
7. โลภแล้วเห็นเป็นเงามืดครอบจิต
8. โกรธแล้วเห็นเป็นความร้อนพลุ่งพล่านในอก ในหัว
9. หลงสำคัญตัวผิดแล้วเห็นเป็นม่านบังใจ ทึบบ้าง บางบ้าง
10. โลภ โกรธ หลง เหมือนผี ดูดีๆ รู้เฉยๆ จะหายไป
11. เห็นโลภ โกรธ หลงหาย จะค้นพบจิตที่สว่าง
12. เห็นกายเคลื่อนไหวแล้วรู้ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
13. เมื่อจิตรู้อะไรอย่างเดียว โลกทั้งใบจะกลายเป็นสิ่งเรียบง่าย
14. จิตใหญ่จะเห็นกายเล็ก ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกายเป็นเรื่องเล็ก
15. จิตเล็กจะเห็นกายใหญ่ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกายเป็นเรื่องใหญ่
16. มีจิตเป็นเครื่องหมายเหมือนฟองสบู่ ให้ดูว่าแตกไปเรื่อยๆ
17. ดวงจิตที่เล็ก ที่มืด ไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องแคร์
18. ดวงจิตที่ใหญ่ ที่สว่าง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องหวง
19. วิชาตัวเบามีจริง ลอยตัวข้ามห้วงทุกข์กันง่ายๆ
20. แก่ลงอย่างฉลาดขึ้น

คู่บาปคือคู่ที่ทำร้ายจิตใจกันบ่อย

marked-120616

บาปคือธรรมชาติที่ปรุงแต่งใจ
ให้เกิดความสกปรกมัวหมอง
เกิดความรู้สึกผิดเหมือนถูกเสียดแทง
หรือเกิดความเจ็บแสบเหมือนได้แผล

การกระทำอันเป็นบาป
เมื่อถึงเวลาเผล็ดผล
ย่อมก่อทุกข์ ผลักไสให้ตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม
ชั่วขณะแห่งการก่อบาป
เป็นไปได้ที่จะเกิดความสะใจ
กระหยิ่มยิ้มย่อง ขนลุกปีติ
บาปจึงอาจแฝงตัวมาในรูปของ
ความสุขที่ได้ทำเลวๆใส่ใครสักคน
อิ่มเอมเมื่อมีชัยเหนือคู่แค้นได้
และเพราะอย่างนั้น
คนเราถึงชอบทำบาปกันอยู่

คู่บาปคือคู่ที่สั่งสมความเคยชิน
ที่จะจงใจทำร้ายกันด้วยคำพูด
หรือด้วยการชักสีหน้า การทำกิริยาปึงปัง
การกระแทกอารมณ์ประชดใส่ข้าวของ
หรือการระบายโทสะรุนแรงใส่หูใส่ตา
ผ่านช่องทางวิธีเหนือเมฆใดๆก็ตาม

แม้จะทำบาปใส่กันบ่อยๆ
คู่บาปก็มักจะไม่ได้ทำร้ายกันตลอดเวลา
ยังมีช่วงของการทำเรื่องดีๆ
ช่วยให้รู้สึกดีต่อกันอยู่บ้าง
ช่วงนั้นแหละที่ก่อให้เกิดความรัก
สายใยผูกพัน และความรู้สึกว่าไปไหนไม่รอด

ที่เรียกว่าคู่บาป
เพราะนึกถึงกันแล้วนึกถึงความเจ็บใจ แสบจริง
ที่เรียกว่าคู่บุญ
เพราะนึกถึงกันแล้วนึกถึงความอุ่นใจ สบายจริง

หากจะเปลี่ยนน้ำหนัก
จากความเป็นคู่บาปมาเป็นคู่บุญ
คุณต้องเข้าใจหลักความจริงที่สำคัญประการหนึ่ง
นั่นคือคู่บาปอาศัยความจงใจร้ายข้างเดียวก็พอ
แต่คู่บุญต้องอาศัยความตั้งใจดีจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

ที่เคยร้ายใส่กันอย่างไร
วันใดตกลงกันได้ เกิดสติร่วมกันได้
เห็นเค้าความคิดร้ายก่อตัวขึ้นเมื่อใด
แล้วตั้งใจสร้างความเคยชินใหม่
คิดดีเป็นตรงข้ามกัน เป็นคนละขั้วกันกับของเดิม
จุดแห่งใจนั้นแหละ
คือจุดเริ่มต้นเปลี่ยนคู่บาปเป็นคู่บุญ
ส่วนจะสำเร็จเสร็จเป็นคู่บุญได้จริงไหม
ขึ้นอยู่กับจะมีใจจริงสร้างความเคยชินเพียงใด
ตั้งใจมีสติให้ต่อเนื่องสักกี่น้ำ!

ลูกอัจฉริยะสร้างได้หรือรอบังเอิญ?

marked-120516

แม้หลายคนพูดว่า
ไม่ได้อยากเป็นอัจฉริยะ
แล้วก็ไม่อยากมีลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
แต่เกือบร้อยทั้งร้อย
ชอบดูคลิปเด็กอัจฉริยะ
ชอบความน่าทึ่งของฝีมือมนุษย์
และที่สำคัญคือชอบความมั่งคั่ง
อันไหลมาเทมาจากความเป็นอัจฉริยะ

จริงๆแล้ว ที่พูดๆกันว่า
ไม่อยากมีลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
หากจะพูดให้เต็มคือ
ไม่อยากให้ลูกเก่งแล้วเป็นบ้า
เป็นอัจฉริยะแล้วเข้ากับคนอื่นยาก
เก่งกาจเหนือมนุษย์แล้วลงเอยเป็นอาชญากร
พ่อแม่ดีๆทุกคนอยากให้ลูกมีความสุข
อยู่ในสังคมแบบไม่แปลกแยก
แล้วก็มีตัวตนที่เป็นคุณ เป็นที่สรรเสริญแซ่ซ้อง
ไม่ใช่โตขึ้นทำเรื่องฉาวให้พ่อแม่เอาปี๊บคลุมหัว

แน่นอน! ถ้าลูกน่ารักด้วย เชื่อฟังพ่อแม่ด้วย
แสนดีกับสังคมด้วย แถมเป็นอัจฉริยะด้วย
ทำเงินล้นฟ้าให้พ่อแม่สุขสำราญยามแก่เฒ่าด้วย
ก็คงไม่มีพ่อแม่สติดีที่ไหนคิดปฏิเสธ
อย่างเช่น อีลอน มัสก์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำ
ด้านการทำตลาดรถขับเอง
กับโครงการนำมนุษยชาติไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร
ก็เริ่มมหากาพย์ความน่าทึ่ง
จากการเป็นเด็กอายุ ๑๒ ที่เรียนคอมพิวเตอร์เอง
สร้างเกมคอมพิวเตอร์ที่ขายได้ ๕๐๐ เหรียญสหรัฐ!

ความเป็นเด็กอัจฉริยะ จึงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ
และไม่ใช่จะต้องลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมเสมอไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอัจฉริยภาพของเด็ก
เกิดขึ้นจากความลงตัวของเด็กเอง
ไม่ใช่จากความดันทุรังของพ่อแม่

คำถามคือ ทำยังไงจะมีลูกอัจฉริยะสติดี
นิสัยดี สังคมดี แล้วก็ทำเงินดีกับเขาบ้าง?
คำตอบไม่ใช่แค่เลี้ยงให้ดีที่สุด
โดยไม่ระบุว่าดีที่สุดคือดีอย่างไร
คำตอบต้องเป็นเข้าใจให้ชัดที่สุดว่า
ภาวะอัจฉริยะในเด็กเกิดขึ้นด้วยองค์ประกอบใดบ้าง

อันดับแรก สัญชาตญาณ
อันดับสอง การสนับสนุน
สองอย่างนี้ ขอให้มีเถอะ
เด็กอัจฉริยะมีสิทธิ์แจ้งเกิด!

สัญชาตญาณ หมายถึงความเข้าใจได้เอง เกิดขึ้นเอง
เช่น สัญชาตญาณหลบหลีกสิ่งกีดขวาง
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีสัญชาตญาณชนิดนี้กันหมด
โดยไม่ต้องบอกสอน
อันนั้นเป็นสัญชาตญาณระดับล่าง
แต่จริงๆยังมีสัญชาตญาณระดับบนอยู่อีก
เป็นสัญชาตญาณในการทำอะไรอย่างหนึ่งให้ดี
เช่น จะชู้ตบาสอย่างไรจึงลงห่วง
ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกมันว่าพรสวรรค์
แต่บรรดาอัจฉริยะตัวจริงจะรู้สึกว่า
มันเป็นสัญชาตญาณติดตัวมา

คงไม่มีตัวอย่างของจริงใด
ดีไปกว่าเด็กอายุ ขวบที่ชู้ตบาสแม่นกว่าผู้ใหญ่
นามว่าไตตัส แอชบี
(ลองดูคลิปที่มีคนรวบรวมช็อตเด็ดไว้
https://www.youtube.com/watch?v=BGjFSHW-77I
หรือเสิร์ชหาคำว่า Titus Ashby จากยูทูบดู
ถ้ากำลังกินข้าวอยู่ ระวังหกออกมาเพราะอ้าปากค้าง)

เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่ชู้ตลูกกลมๆเข้าห่วงได้อย่างแม่นยำ
แต่เข้าใจเรื่องการเข้าชิ่ง การโยนข้ามสิ่งกีดขวาง
และอื่นๆ ซึ่งแม้แต่คนโตๆส่วนใหญ่
จนตายก็ไม่มีทางทำสถิติโยนเข้าห่วง
ได้อย่างแม่นยำน่าอัศจรรย์ปานนั้น
(ไม่ใช่ไม่พลาดเลย แต่พลาดน้อยมากๆ)

คนทั้งโลกเห็นความน่าทึ่งของไตตัส
แล้วโลกภายในของไตตัสล่ะ เห็นอะไร?
ทำไมเด็กอื่นๆรวมทั้งผู้ใหญ่ทั่วแผ่นดิน
จึงเห็นห่วงบาสแล้วทำไม่ได้แบบไตตัส?

คำตอบคือ เห็นเหมือนกัน แต่รู้เองต่างกัน
ขอให้เอาลูกบาสกับห่วงมาล่อตาไตตัสเถอะ
ของเก่าในฝ่ายที่เป็นบุญ
จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการรู้เอง
เล็งตาอย่างไร ออกแรงประมาณไหน
จะเกิดวิถีโค้งของบาสเข้าห่วงได้
และของเก่าที่เป็นบุญในที่นี้
ก็อาจเป็นการเคยสอนหลักเล่นบาสให้คนอื่น
อาจเป็นการสร้างสนามบาสแจกคนด้อยโอกาส
อาจเป็นการค้นพบและเปิดเผยสุดยอดเคล็ดลับบาส
หรืออาจไม่เกี่ยวกับบาสเลย
แต่เป็นการบุญที่เกี่ยวกับการเล็งๆให้แม่นๆ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่
หากไตตัสมีเส้นทางที่จะระลึกชาติ
โตกว่านี้อีกนิดอาจไปเจอภาพ
แชมป์โลกหรืออดีตเศรษฐีใจบุญอะไรสักคน
แล้วนึกขึ้นได้ว่านั่นคือตนเองในอดีต
(เด็กระลึกชาติส่วนใหญ่มีอดีตที่เพิ่งตายไม่นาน
และยังมีรูป มีหลักฐานเชื่อมโยง
ส่วนน้อยเท่านั้นที่จู่ๆนึกออกเองว่าเคยเป็นใคร)

เรื่องของเด็กระลึกชาติอื่นๆ
ฟังแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เพราะไม่รู้จะเอาเรื่องในอดีตมาใช้งานอะไร
ถ้าฝังสมบัติไว้แล้วบอกให้คนไปขุดมาขายก็ว่าไปอย่าง
แต่สำหรับไตตัสแล้ว
หากวันใดเขาบอกใครว่าตนคืออดีตมือหนึ่งทางบาส
อันนี้มีความหมายแน่นอน
เพราะเห็นๆอยู่ว่า ของเก่าเอามาขายใหม่ได้

แล้วเราล่ะ ได้อะไรจากเรื่องของเด็กชายไตตัส?

เราได้ความรู้มาว่า
เด็กแต่ละคนมีสัญชาตญาณต่างกัน
ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปคาดคั้นเด็กได้ว่า
จงชู้ตบาสเก่ง จงเล่นเปียโนพลิ้ว จงพูดจาคมคาย
เราได้แต่สังเกต ทำความรู้จักลูกตัวเองว่า
เขามีดีอันใดติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก
แล้วให้การสนับสนุนสิ่งนั้นเต็มที่
เหมือนเช่นที่พ่อของไตตัสทำไปทั้งหมด
หลังจากค้นพบว่าไตตัสชู้ตบาสแม่น
ก็คือหาแบบฝึกหัดแปลกใหม่มาเสนอลูก
แล้วก็ขนกองเชียร์มาชมลูกกันทั้งโลก

สรุปคือ ตั้งความเชื่อไว้ว่า
ลูกของคุณมีสัญชาตญาณบางอย่างติดตัวมา
และวันหนึ่งสัญชาตญาณนั้นจะแสดงตัวออกมา
พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สังเกตและปล่อยผ่าน
หรือไม่ก็มุ่งรีดเค้นความสามารถที่ลูกไม่มีอยู่
แต่หากคุณสังเกตและให้การสนับสนุน
ลูกก็จะมีชีวิตนี้เป็นเครื่องต่อยอดชีวิตเก่า
ถึงแม้ไม่ได้เป็นอัจฉริยะหนึ่งในล้านแบบไตตัส
แต่อย่างน้อยก็เก่งกาจจะภูมิใจในตัวเอง
รู้จักตัวเองว่ามีดีอะไรเอาไว้ใช้ชีวิตบนโลก
ไม่ใช่โตขึ้นแบบคนที่กี่ปีก็หาตัวเองไม่เจอสักที
เพียงเพราะตอนเด็กโดนพ่อแม่คาดคั้นผิดฝาผิดตัวว่า
ต้องเก่งอย่างนั้น ต้องเรียนคณะนี้!



ไม่เจอคู่แท้ดีกว่าเจอคู่เทียม

15259326_1246773132046509_1557543237093714266_o

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม- ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานบางคนถูกเรียกว่าสาวแก่ ถูกมองว่าไม่มีใครต้องการ
การอยู่คนเดียวยังไม่กดดันเท่ากับถูกสังคมมองเหมือนคนไม่ประสบความสำเร็จ
ควรจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์คะ?

#ดังตฤณ :

เท่าที่เคยเห็น
คนจะไม่กล้าหัวเราะเยาะ หรือแอบนินทา
คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูอ่อนกว่าวัยนะครับ

เพราะคนเยาะเย้ยนั้น
บางทีอาจเพิ่งล้มเหลวในชีวิตคู่มา
หมกมุ่นเป็นทุกข์ทั้งปีทั้งชาติ
ยิ่งวัยล่วงไปยิ่งขี้หงุดหงิด
พาลรีพาลขวางทั่วไปหมด
หรือเก็บกดหลายอย่าง
ชนิดใครอยู่ใกล้แล้วอึดอัดบอกไม่ถูก

ขณะที่หญิงบริสุทธิ์
ซึ่งใช้แป้งตราภาวนาหลายต่อหลายคน
มีความสุข มีความสดใส มีความงามวัย
น่ามองในแบบที่ไม่มีใครอยากคิดในเชิงชู้สาว
กับทั้งไม่กล้าเย้ยด้วย
เพราะคนเรารู้กระแสกันว่า
ตัวเองยังทุกข์ ตัวเองยังยุ่ง
ถ้าจะเย้ย ก็เย้ยคนที่ยังทุกข์ ยังยุ่งอยู่ด้วยกัน
แต่คนที่เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขกว่า จะเย้ยไม่ออก

ส่วนเรื่องอับอาย เรื่องคิดเหงา
ถ้าภาวนาเป็นจริง ไม่มีแน่นอนครับ

________________

ถาม -- ที่เป็นโสดในชาตินี้ เกี่ยวกับบุญหรือกรรมมากกว่ากัน?

ดังตฤณ :
บอกตายตัวไม่ได้ครับ ถามง่ายๆแล้วกัน
โสดแล้วมีความสุขไหม
ได้บำเพ็ญธรรมพัฒนาจิตวิญญาณไหม
มีคู่แล้วมีความสุขไหม
ได้บำเพ็ญธรรมพัฒนาจิตวิญญาณไหม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การเป็นโสดนั้นดี
หากคุณรู้จักทำตัวเองให้เป็นสุข
การมีคู่ก็ดีเช่นกัน
หากรู้จักทำให้คนอื่นไม่เป็นทุกข์เพราะตัวคุณ

ถูกปฏิเสธคือถูกกดดันให้ยอมรับตัวเอง

marked-120216

ไม่มีใครรู้อนาคตตัวเอง
แล้วเวลาคนจะจำ
ก็มักจดจำเป็นอดีตที่ขมขื่นของตน

ความรู้สึกอันเป็นปัจจุบันของคนคนหนึ่ง
จึงขึ้นอยู่กับความขมขื่นที่ผ่านมาว่า
มันผ่านไปแล้วหรือยัง
หรือคลี่คลายกลายเป็นชื่นบานแล้วแค่ไหน

หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนจำได้
เมื่อถูกขุดคุ้ยให้เล่าถึงวันแห่งความเจ็บปวด
ต้องมีเรื่องโดนคนอื่นปฏิเสธรวมอยู่ด้วยแน่ๆ

คนโดนปฏิเสธมีอยู่สองพวก
พวกแรก ก้มหน้าก้มตารับอยู่กับที่ว่า
ชีวิตตนคือชีวิตที่ถูกปฏิเสธ
พวกสอง ตั้งหน้าตั้งตาก้าวต่อด้วยความเชื่อว่า
ชีวิตตัวเอง ตัวเองสร้างค่าให้มันได้
ไม่ใช่ต้องรอใครมาให้ค่า

การสร้างค่าให้ตัวเอง
พอที่จะยอมรับตัวเองได้จริง
เริ่มจากการตั้งใจเลิกแกล้งส่งสายตาดูถูกคนอื่น
ตั้งใจเลิกซ้ำเติม ตั้งใจเลิกก้าวข้ามคนล้ม
ตั้งใจให้กำลังใจใครต่อใครเพื่อก้าวต่อ

แค่ตั้งใจเพียงเท่านั้น
ก็จะเกิดกำลังใจให้ตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้ยังไม่มีโอกาสทำตามความตั้งใจเลยด้วยซ้ำ
และความตั้งใจที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้นี้
ก็จะกลายเป็นเข็มทิศบอกทางด้วยว่า
สร้างค่าให้ตัวเอง คือให้ค่ากับคนอื่น
และจะยอมรับตัวเองได้
คือทำอะไรดีๆที่คนอื่นยอมรับด้วย

เริ่มจากใจ อันเป็นก้าวที่เล็กที่สุดเพียงเท่านี้
เดี๋ยวชีวิตจะเปิดทางให้รู้เองว่า
คุณมีดีอะไร และอะไรที่ดีนั้น
ช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้แค่ไหน

ทุกคนยอมรับชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองได้เสมอ

ยิ่งพวกเขายอมรับ
หรือยินดีกับชีวิตที่ดีขึ้นของตนเพียงใด
ก็จะยิ่งยอมรับ
และยินดีที่มีชีวิตคุณอยู่ในโลกเพียงนั้น

วันโดนปฏิเสธ
คือวันแย่ที่สุดหรือดีที่สุด
ขึ้นอยู่กับวันต่อมาว่า
คุณสร้างค่าให้ตัวเองแค่ไหน!

เกี่ยวดองเลยพลอยซวย

marked-120116

คนบางคน
ไม่อยากบอกใครว่านามสกุลอะไร
เนื่องจากบอกไปแล้วถูกมองหน้า
ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรทันที
ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่คนในตระกูลดันทำเรื่องเหม็นเน่า
โดยไม่สนใจว่าวงศ์ตระกูล
จะพลอยแปดเปื้อนทั่วประเทศเพียงใด

บางประเทศที่นับถือพระเจ้าเหมือนกัน
แต่ศาสนาของแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่า
สอนเรื่องพระเจ้าต่างกัน
ก็กลายเป็นชนวนเหตุให้ฆ่ากัน
ราวกับคิดว่าถ้าอีกฝ่ายตาย
ก็คงเหลือพระเจ้าของตนเพียงองค์เดียวได้

เพียงสีผิวต่างกัน
หน้าตาแลดูเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน
พ่อแม่บางบ้านก็สอนลูกหลานให้รังเกียจได้
หรือถึงไม่มีใครสอน ก็รังเกียจเองไม่ยาก
ในเมื่อความรู้สึกเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ
เป็นสิ่งฝังรากอยู่ในรูขุมขนของคนเราอยู่แล้ว

ล่าสุดสหรัฐอเมริกา
ต้นแบบจิตวิญญาณประชาธิปไตย
มีการรุมกระทืบคนเลือกทรัมป์
คือ เกลียดทรัมป์ ทำอะไรทรัมป์ไม่ได้
เลยจัดการกับคนที่มีส่วนช่วยทรัมป์
ให้กลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา

คนคนหนึ่ง
อาจตกอยู่ในวงล้อมของความเกลียด
โดยไม่จำเป็นต้องทำผิดเอง
ขอเพียงมีความเกี่ยวดอง
กับเครื่องหมายของความเกลียดที่ชัดพอ

การตกอยู่ในวงล้อมของความเกลียด
การถูกความเกลียดทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเคยเป็นฝ่ายกระทำ
เคยอาศัยความเกลียดในการทำร้ายคนอื่น
ผ่านสัญชาตญาณแบ่งพวก

สัญชาตญาณเป็นของดิบ
ยิ่งก่อกรรมตามสัญชาตญาณมาก
ก็ยิ่งรับผลกรรมแบบไม่สมเหตุสมผลง่าย
หากพบว่าตัวเองพลอยซวย
เจอความไม่เป็นธรรมจากการแบ่งหมู่เหล่า
ก็อาจเป็นโอกาสดีให้ทบทวนดูว่า
เรายังมีเชื้อแห่งความเกลียดแบบเหมารวมแค่ไหน
ถ้าตอบตัวเองตามตรงว่ายังมี
ก็น่าคิดไหมว่าวันหนึ่งจะต้องไปรับ
ผลแห่งความเกลียดเหมารวมประเภทใด
เครื่องหมายการรับผลความเกลียด
ตกอยู่กับชื่อตระกูล เชื้อชาติ ศาสนา
หรือการเมืองชนิดไหน?

ที่สุดของความเกี่ยวดอง
ก็คือความเกี่ยวดองกับกรรม
ที่ตนเลือกทำกับคนอื่นอยู่นั่นแหละ!