วิธีดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบด้าน

290216

ยิ่งคลื่นความฟุ้งซ่านในหัวมีความถี่สูงขึ้นเท่าไร
คุณยิ่งดื่มด่ำกับความแช่มช้าของคลื่นทะเลได้สั้นลงเท่านั้น

เราไม่สามารถสร้างทิวทัศน์ให้ยิ่งใหญ่
อลังการตื่นตาตื่นใจได้เท่าที่ธรรมชาติให้มา
จะเป็นทะเล ภูเขา หรือแม่น้ำก็ตาม
ถ้าคุณไม่สามารถชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้น
ก็จะไม่สามารถสร้างของเทียมอันใดมาให้ชื่นชมได้อีกแล้ว

จริงๆแล้วแก้วตาและจิตใจแบบมนุษย์
ถูกธรรมชาติออกแบบมา
ให้เสพทิวทัศน์อลังการได้อย่างดื่มด่ำ
ขอเพียงทอดตามองนานพอ
ก็เกิดสมาธิ หรืออย่างน้อยผ่อนคลาย
ลืมความเครียดและเรื่องยุ่งยากในชีวิตลงได้

แต่หากสมองถูกเทรนให้ชินกับคลื่นไร้ระเบียบ
คือมีความถี่สูง และขึ้นๆลงๆตามอารมณ์อยากนั่นอยากนี่
คุณจะรู้สึกเหมือนทนอยู่กับภาพเสียงนิ่งๆ ช้าๆ
หรือความเคลื่อนไหวน้อยไม่ได้
ต้องเข้าหาอะไรที่เร้าใจกว่า
หรือที่กระตุ้นการทำงานของสมองได้มากกว่า
หรืออย่างน้อยจับความสนใจให้โฟกัสได้นานกว่า

ด้วยเหตุนั้น คุณจึงพบว่าทุกสถานที่ท่องเที่ยว
ไม่ว่าจะมีฉากอลังการงานสร้างทางธรรมชาติเพียงใด
เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยคนก้มหน้ามองมือถือ
ทั้งที่อุตส่าห์เสียเงิน เสียเวลาเดินทางไปถึงตรงนั้นแล้ว
แทนที่จะชื่นชมธรรมชาติให้คุ้ม
กลับจ้องเอาๆอยู่กับสิ่งปรุงแต่งในมือกันไปหมด

นั่นจะแปลว่าเดี๋ยวนี้อยู่บ้าน
ก็มีสิ่งที่น่าสนใจกว่าทิวทัศน์ธรรมชาติทั้งโลก
กันอยู่แล้วหรือเปล่า?

ถ้าอยากกลับคืนสู่ธรรมชาติบ้าง
คำแนะนำที่ดีคือ คุณต้องฝึกใจ
ให้อยู่กับธรรมชาติภายนอกและภายในควบคู่กัน
สมัยนี้ธรรมชาติภายนอกอย่างเดียวเอาไม่อยู่แน่แล้ว

จะรับรู้ทัศนียภาพของทะเล ภูเขา หรือแม่น้ำก็ตาม
ให้รับรู้นิมิตของสายลมหายใจแห่งการผ่อนพักไปด้วย
ฝึกที่จะรู้สึกถึงความยาว ความสั้น ของลมที่ผ่านเข้าออก
ควบคู่ไปกับการรู้สึกถึงอารมณ์สุข
คลื่นสมองที่ลดระดับความถี่ลง
จนเห็นเหมือนโลกหมุนช้าลง
หรือแม้เมื่อคลื่นสมองตีกลับ โยนตัวแรงขึ้นมาใหม่
เรียกร้องให้หาสิ่งเร้าอื่น
ก็ขอให้สังเกตความเปลี่ยนไปของลมหายใจในบัดนั้นว่า
มีความสั้นลง หรือให้ความรู้สึกหยาบลงอย่างไร
ในนาทีหรือสองนาที คุณจะรู้สึกเหมือนจิตถูกจูน
ให้เข้ากับธรรมชาติงดงามและเชื่องช้าภายนอกได้
และความอยากอ่าน อยากสื่อสาร อยากเล่นเกมในมือถือ
จะลดลงแบบฮวบฮาบ
ราวกับจิตวิญญาณของคุณไม่ต้องข้องเกี่ยวอะไร
กับยาเสพติดชนิดแรงในยุคไอทีพรรค์นี้ก็ได้!

ต้นแบบ

12794328_1026848474038977_1503517067383804391_n

หลังจากเรียนจบมาเริ่มงาน
คนทั่วไปยังไม่มีคาแรกเตอร์ในการทำงานของตัวเอง
แม้แต่เด็กที่เรียนเก่งที่สุด
ก็ต้องการต้นแบบในการทำงาน

เมื่อพูดถึงต้นแบบในการทำงาน
เราไม่ได้เล็งกันที่การก๊อปปี้ตัวตนทั้งหมดของใคร
แต่เรามองวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจของใครบางคน
ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
ผ่อนหนักให้เป็นเบา
สร้างสรรค์งานด้วยสไตล์แหวกแนว
หรือไม่ก็อากัปกิริยาในการดำเนินการประชุม

เวลาเกิดปัญหาแล้วนึกถึงใบหน้าของใคร
คิดว่าถ้าเป็นเขาเจอเข้าอย่างนี้บ้าง
เขาจะแสดงความคิด จะเลือกคำพูด
หรือทำใจแบบไหน
นั่นแหละไอดอลในการทำงานของคุณ

ไอดอลในที่ทำงาน
อาจเป็นหัวหน้า
อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน
หรือกระทั่งอาจเป็นลูกน้อง
ที่มีพลังพอจะบันดาลอารมณ์
ให้คุณนึกอยากเลียนแบบวิธีคิด
เอาอย่างวิธีพูด หรือตามรอยวิธีทำของเขา
และหากส่องสำรวจเข้ามาให้ลึกจริงๆ
การจะนับใครในที่ทำงานเป็นไอดอล
คุณต้องสัมผัสและประทับใจ
ความเป็นจิตวิญญาณแบบเขาหรือเธอมากพอ
เช่น ถ้ารู้สึกว่าเขาคิดเป็นระบบกว่า
คุมทิศทางการพูดให้เข้าเป้าดีกว่า
คุณจะเริ่มคุมอารมณ์ เริ่มตั้งต้นเข้าประเด็น
หรือกระทั่งใช้น้ำเสียงแบบเขาบ้าง

ในความเป็นจริง
คนยุคเรามีจิตฟุ้งซ่าน มัวมน
แกว่งไปทางโน้นที ทางนี้บ้าง
เพราะมักต้องทำงานแบบไร้ทิศทาง
เจอผู้ใหญ่พูดพล่ามวกวนซ้ำซากบ้าง
เจอเพื่อนร่วมงานพูดเอาดีเข้าตัวบ้าง
เจอลูกน้องพูดปัดความรับผิดชอบบ้าง
ประชุมแต่ละที ไม่รู้จะเอาอะไรให้ส่วนรวม
ต่างคนต่างพูดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการท่าเดียว

หากไม่เจอไอดอล
นับวันยิ่งเบื่องาน เบื่อโลก เบื่อตัวเอง
ลองถามตัวเองดูว่า
จะเป็นมันซะเองดีไหม ไอดอลในที่ทำงาน
เริ่มจากการเห็นพฤติกรรมหมู่แบบไหน
แล้วรู้สึกรังเกียจ เหม็นเบื่อเต็มทน
ให้เอาพฤติกรรมนั้นเป็นตัวตั้ง
เพื่อสวนกระแสแบบไม่ต้องกลัวคำครหา

เขามาสายกัน คุณตรงเวลาอยู่คนเดียว
เขากระแทกเสียงอวดอำนาจกันเหมือนคนบ้า
คุณนุ่มนวลอย่างมีจุดยืนของคนมีสติดี
เขาพูดเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น
คุณรู้จักสรรเสริญด้านดี
แม้เล็กๆน้อยๆของใครต่อใคร

ทำแค่วันสองวันจะไม่เกิดผลอะไรเลย
แต่ถ้าทำต่อเนื่องไม่เลิกสักเดือนสองเดือน
เชื่อเถอะว่าจะมีใครบางคน หรือหลายๆคน
ทั้งที่อยู่ต่ำกว่า อยู่ระดับเดียวกัน หรืออยู่สูงกว่า
ที่ค่อยๆรับการแพร่เชื้อดีจากคุณ
อยากเจริญรอยตามคุณขึ้นมาจนได้

เปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงคนเดียว
คุณอาจเปลี่ยนแปลงผู้คนแวดล้อมได้หลายคน
แบบที่ต้องทึ่ง นึกไม่ถึงมาก่อนเลย!

เมื่อไหร่คนเลวๆจะได้รับผลกรรมเสีย?

250216

วิธีหนึ่งที่อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
ตอนเห็นคนเลวไม่ถูกวิบากกรรมลงโทษเสียที
คือ ตามไปศึกษากรรมของเขาให้ละเอียด
อย่าจ้องเฉพาะที่เขาทำบาปไว้กับเรา
ให้ดูด้วยว่า
เขาทำกับพ่อแม่อย่างไร
เขาทำกับลูกเมียอย่างไร
เขาทำกับเพื่อนฝูงญาติมิตรอย่างไร
เขาทำกับศัตรูคู่แข่งอย่างไร
เขาทำกับนักบวชอย่างไร
เขาทำกับเจ้านายของเขาอย่างไร
เขาทำกับบริวารของเขาอย่างไร
เขาทำกับคนแปลกหน้าทั่วไปอย่างไร
และที่สำคัญที่สุด
เขาทำกับตัวเองอย่างไร เมื่ออยู่ตามลำพัง

โดยย่นย่อ อย่าจดจ้อง อย่าเฝ้าถามแต่ว่า
ทำไมธรรมชาติไม่ลงโทษ
ที่เขาก่อบาปก่อกรรม หรือทำเวรไว้กับเราเสียที
แต่ต้องรู้ให้ได้ด้วยว่าเวลาในชีวิตส่วนใหญ่
ใจเขาเป็นกุศลหรืออกุศล
มุ่งมั่นหรือเลื่อนลอย
สงบสุขหรือฟุ้งซ่าน

ถ้าบอกว่า จะไปรู้ได้ยังไง
ใครจะไปหาข้อมูลรายละเอียดไหว
ไม่ใช่แมลงวันตามตอมใครได้ทุกฝีก้าวนี่
เช่นนั้น ก็ควรฉุกใจคิดด้วยว่า
แล้วเราจะไปรู้ไหวหรือว่า
บาปกรรมที่เขาทำไว้
รอเข้าคิวเผล็ดผลเมื่อใด?

ผลของกรรม หรือวิบากกรรมนั้น
เป็นเรื่องเชื่อยาก
แม้กำลังปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนี้ก็ตาม
ใครเกิดกับพ่อแม่แบบไหน รูปร่างหน้าตาอย่างไร
ประสบชะตาชีวิตดีร้าย
มีส่วนผสมระหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ปนเปกัน
แต่ละคนเสวยกรรมของตนอยู่ทุกขณะจิต
การรอดูใครโดนลงโทษ
การแช่งชักหักกระดูก
การล้ำเส้นไปทำตัวเป็นศาลเตี้ย
ตัดสินให้เขาได้รับผลที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้
นอกจากไม่ช่วยให้รู้เรื่องวิบากของใครได้จริง
ยังปิดบังกรรมของตัวเองได้จริงๆ
กั้นขวางไม่ให้เห็นบาปใหม่ที่ก่อขึ้นสดๆร้อนๆด้วย!

อยากหายไปจากโลก หรืออยากกลับมามีตัวตน?

240216

ถ้ามาถึงจุดที่ลุกจากที่นอนไม่เป็น
ถามตัวเองว่าจะลุกขึ้นมาทำไม
หดหู่ เบื่อตัวเอง เบื่อโลก
อยากให้ทุกอย่างหายไปให้หมด
ก็สันนิษฐานไว้ก่อนว่า
คุณไม่ได้ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายไม่ได้อยู่ในหัวเลย
เพราะถ้าออกกำลังกายอย่างสดชื่น
คุณจะไม่มีทางมาถึงจุดนี้
จุดที่กายเหี่ยว จิตหด
ชนิดเอาเหตุผลดีๆใดๆมากล่อมไม่ได้

ความสดชื่นเป็นมิตรกับน้ำ
ไม่ว่าจะเป็นน้ำเหงื่อหรือน้ำในสระ
ขอให้ออกแรงจนหลั่งน้ำเหงื่อเถอะ
ขอให้กระโดดลงน้ำสระน้ำทะเลเถอะ
อาการคิดออกบอกถูกมันจะตามมาเอง
ความเหี่ยวของกายจะหายไป
ความหดหู่ของจิตจะกลับฟื้นฟู

ทุกวันนี้ผู้คนโหยหาพลังชีวิต
แล้วก็เหมือนสิ้นคิดที่ไปเสพติดพลังดารา
สังเกตเถอะ ตอนดูละครหลังข่าว
คุณจะเหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมากว่าเดิม
บางคนนิดหนึ่ง บางคนมากมาย
นั่นเพราะดาราเด่นมีออร่า
มีพลังความสดชื่นแบบเกินๆ
อันเกิดจากการเข้าโหมดเปล่งพลังดารา
การที่คุณได้เห็นสายตาและท่วงทีเฉิดฉาย
ประกายความมีชีวิตชัดเจน เจิดจ้า
ย่อมรู้สึกเหมือนได้รับพลังมาเติมเต็ม
หายแห้งเหี่ยวได้ครู่หนึ่ง
ดาราจึงขายดี
และบางทีคุณก็คิดไม่ออกว่าทำไม
ต้องไปชื่นชอบ ไปติดตามใจจดใจจ่อ
ทั้งหมดที่แท้ก็เพื่อจะได้รับพลัง
ความสดชื่นจากเขาหรือเธอมาบ้าง
ยิ่งใจจดใจจ่อเท่าไร
ยิ่งเหมือนได้หายตัวไปจากชีวิตเดิม
ไปมีชีวิตแบบดาราคนโปรดเท่านั้น

แทนการเสพติดความสดชื่นภายนอก
หันมาเสพติดความสดชื่นภายในเถอะ
ยั่งยืนกว่า เป็นตัวของตัวเองกว่า
เริ่มจากการสังเกตจริงจังว่า
ความหดหู่ก่อนออกกำลัง
กับความสดชื่นหลังออกกำลัง
เป็นคนละชีวิตกัน
ถ้าติดใจชีวิตที่สดชื่นหลังออกกำลังได้
ก็จะไม่มีทางเบื่อถึงขีดสุด
ไม่มีทางมาถึงจุดของการอยากหายตัวแน่ๆ

เป็นความสดชื่นให้ตัวเองได้แค่วันเดียว
คุณจะเป็นพลังชีวิต
เป็นแรงบันดาลใจให้คนรอบตัวได้อีกหลายคน
เพราะคนมีความสดชื่นกำลังเป็นของหายาก
และเป็นที่โหยหา
โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากกลับมา
มีตัวเป็นๆอยู่ในโลกอีกครั้ง!

สมการทางใจ

230216

สมการทางใจเป็นเรื่องง่าย
ถ้าใช้สามัญสำนึกช่วย

ผูกพันอย่างสบายใจ=ไม่เทใจให้หมดในช่วงคบหา
ผูกมัดอย่างสมใจ=ใส่ใจอย่างดีในช่วงอยู่ด้วยกัน

คู่ใดอยู่กับสมการความรักถูกข้าง
ถูกเวลา ถูกฝาถูกตัว
คู่นั้นจะรักกันอย่างมีความสุข
ไม่ต้องแสร้งทุ่มเททั้งที่ยังไม่ปักใจ
และไม่ต้องฝืนอยู่ด้วยกันทั้งที่อยากหนีเต็มทน

ถามใครก็ตอบถูกหมดว่า ช่วงคบหา
คือช่วงที่ต้องดูใจกัน ดูว่าใจตรงกันไหม
รวมทั้งเผื่อใจ เผื่อว่าจะเปลี่ยนใจกันได้
ไม่ใช่เทใจหมดหน้าตัก
ปักใจแม่นมั่นตั้งแต่วันแรกๆว่า
ยังไงก็ใช่แน่ ต้องไม่มีข้อแม้อื่น

ต่างกับช่วงที่ตกลงอยู่ด้วยกันแน่แล้ว
อันนั้นคือช่วงที่ผ่านการปลงใจชัดเจนว่า
อย่างไรก็ต้องเทใจทั้งหมดให้กับคนนี้
ต้องปักใจไม่มีการเปลี่ยนคน
ตรงไหนเข้ากันไม่ได้ก็ต้องปรับให้มันได้
ไม่ใช่แค่รสนิยมในการฟังเพลงต่างกัน
กินก๋วยเตี๋ยวต่างกัน เลยต้องเลิกกัน

หากใช้ชีวิตตามสามัญสำนึกตลอดไป
คงไม่มีใครล้มเหลวทางความรัก
แต่นี่คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตตามอารมณ์เรื่อยเปื่อย
เลยเกิดเรื่องสลดให้เห็นไม่เว้นวัน

คนส่วนใหญ่
ช่วงคบหาก็เทใจจนไม่เหลือเผื่อ
ตั้งหน้าตั้งตาแสดงความปรารถนาประมาณ
เธอกับฉันนิรันดร
เธออยู่อย่างไร ฉันห่วงหาอยากให้ได้ดีกว่านั้น
ใครไม่จริงจัง ถือว่าไม่จริงใจ
ขาดเธอไป ใจขาดแน่นอน

คนส่วนใหญ่ พออยู่ด้วยกันจริงก็ชะล่า
เลิกใส่ใจสน ปล่อยอารมณ์ดิบๆออกมาเต็มที่
มึงจะอยู่ยังไงก็เรื่องของมึง
ว่างๆมาเอาอกเอาใจกูด้วยก็แล้วกัน

ถ้ามีคาถากำกับใจไว้สั้นๆ
ก่อนอยู่ด้วยกันอย่าเทใจหมด
หลังอยู่ด้วยกันอย่าใส่ใจน้อย
คงมีวัยรุ่นอกหักฆ่าตัวตายกันน้อยลง
แล้วก็แทบไม่เหลือผู้ใหญ่หย่าร้างให้เห็น!

เข้าเขตบุญเต็มตัว เต็มหัวใจ

220216

วันนี้วันมาฆบูชา
วันที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสำคัญ
เพื่อการไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจกัน
นั่นคือ เลิกบาปให้หมด เพิ่มบุญให้มาก
แล้วชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยบุญเหนือบุญ
อันได้แก่การเจริญสติ

เพื่อที่จะเลิกบาปให้หมด
คือห้ามใจไม่ละเมิดศีล ให้ได้
ส่วนการเพิ่มบุญให้มาก
หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าจะเอาอะไรเป็นตัวชี้
ในวันสำคัญทางศาสนา
จึงมักคิดกันว่า ถ้าเอาตัวไปอยู่ในวัด
ไปเดินเวียนเทียนร่วมกันตามธรรมเนียม
คงนับว่าไปเอาบุญพอตัวบ้างแล้ว
ซึ่งก็นับว่าดี หนึ่งปีมีเข้าวัดสูดกลิ่นธูป
เอาความหอมของธูปมาสะกิดต่อมกุศลบ้าง

แต่ความจริงก็คือ
การจะวัดว่าเข้าเขตบุญเต็มตัว เต็มหัวใจ
ท่านไม่ได้ให้นับกันที่เท้าเข้าเขตวัด
แต่นับกันที่ใจเข้าเขตกุศล
ซึ่งข้อสังเกตหนึ่งที่ง่าย และวัดเองได้ที่บ้าน
คือ ปฏิกิริยาทางใจที่มีต่อเรื่องแย่ๆ ร้ายๆ

ธรรมดาปุถุชนผู้ยังมีใจแกว่ง
ใจยังพร้อมจะไหลลงต่ำนั้น
พอเกิดเรื่องกระทบ ก็พร้อมจะเป็นฟืนเป็นไฟ
หรืออย่างน้อยหงุดหงิด คิดไม่ดี
หลักฐานคือความคิดที่จะพูดอะไรแย่ๆใส่กัน
อยากกระแทกให้อีกฝ่ายกระเทือนบ้าง
อยากแดกดันให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียบ้าง
อยากทิ่มตำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บจี๊ดบ้าง

คุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในเขตบุญเขตกุศลจริงเลย
ตราบเท่าที่ยังคิดแย่ๆ พูดแย่ๆ ให้คนอื่นรู้สึกแย่ๆ
แม้เพราะการถูกกระทบกระทั่งก่อนก็ตาม!

เพียงสำรวจใจให้ทัน รู้และยอมรับตามจริงว่า
โดนกระทบด้วยเรื่องแย่ๆแล้วคิดแย่ๆได้แค่ไหน
อย่าเพิ่งปล่อยให้หลุดออกมาทางปาก
ขังไว้ในหัวเพื่อรู้ว่ากลุ่มคำที่ประจุอยู่ในนั้น
สร้างความร้อนขึ้นในหัวของตัวเองเพียงใด
และวัดจากระดับความร้อนแล้ว
รู้สึกว่าขึ้นๆลงๆในแต่ละจังหวะลมหายใจบ้างไหม
คุณจะพบว่าด้วยวิธีนี้
ความร้อนจะลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
แม้กลับกำเริบขึ้นอีก ก็สังเกตกันใหม่อีก

ถ้าสำรวจได้สม่ำเสมอจากวันมาฆบูชานี้
คุณจะปีติใจในวันมาฆบูชาหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อพบว่าตัวเองมีใจเข้าเขตบุญอย่างแท้จริง
คือ แม้โดนกระทบด้วยเรื่องแย่ๆ ก็ไม่เกิดความคิดแย่ๆ
เมื่อไม่คิดแย่ๆ คุณก็แทบไม่เหลือคำพูดแย่ๆไว้
ทำให้จิตตัวเองตกต่ำดำมืดอีกแล้ว!

ยามสับสน ตั้งโจทย์ให้ถูก

12745507_1022764101114081_1979452159465407233_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ที่คนเราสับสน
มักจะเพราะมีหลายความอยากที่ขัดแย้ง
อยากเอาใจตัวเอง
แต่ก็อยากเอาใจคนอื่น
อยากมีแบบที่ใจรับได้
แต่ก็อยากให้ใครต่อใครยอมรับด้วย
อยากแช็ตอยากคุยเบาสมอง
แต่ก็ไม่ชอบทิ้งงานให้ต้องรู้สึกไฟลนก้นทีหลัง
อยากเอาคนนั้น
แต่ก็ไม่อยากทิ้งคนนี้ ฯลฯ

ยิ่งปล่อยให้ตัวเองสับสนแบบรักพี่เสียดายน้อง
ชีวิตคุณจะยิ่งถลำลึกลงไป
ในอารมณ์ฟุ้งซ่านกลับไปกลับมา
ชนิดแยกไม่ออกว่าอะไรสำคัญ
อะไรไม่สำคัญกันแน่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

บางคนไม่สามารถที่จะตอบได้ว่า
ตัวเองอยากได้อะไรกันแน่
มันมีความต้องการหลากหลายไปหมด
แล้วก็ตามใจตัวเองมากเกินไป
จะเอาทุกความต้องการ
แต่พอมันเป็นไปไม่ได้
ก็เลยต้องสวิทช์อย่างรวดเร็ว
กระโดดไปกระโดดมา
ทำกรรมโดยอาการสองจิตสองใจมาตลอด

สมมุติว่าเอาแค่เรื่องการบันเทิง
อยากดูรายการนี้จัง แต่อีกใจหนึ่งก็ เอ๊ะ!
อีกช่องหนึ่งกำลังฉายณเดชน์อยู่
ก็เกิดความรู้สึกสองฝักสองฝ่ายขึ้นมา
จะดูช่องไหนดี เปิดมันทั้งสองช่องเลยสับไปสับมา
จิตใจมันก็กระโดดไปกระโดดมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ซึ่งในที่สุด ถ้าตามใจตัวเองมากๆแบบนั้น
กับแค่เรื่องบันเทิงง่ายๆเรายังไม่รู้ใจตัวเอง
เราก็ทำกับทุกเรื่องเลย
ไม่ว่าจะเรื่องเรียน
เรื่องจะเลือกแฟน
หรือว่าจะเลือกที่จะเรียนสาขาไหน คณะใด
เลือกที่จะประกอบอาชีพการงานแบบใด

มันเผื่อใจไปหมด มันเผื่อเลือกไปหมด
มันไม่เอาจริงสักอย่างเดียว!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

วิธีที่จะมีใจเดียวไม่ใช่มานั่งทำสมาธิ
คนที่มีความขัดแย้งในตัวเองมากๆ
พอลงนั่งสมาธิปุ๊บ
ใจมันจะอยากจะกระโดดไปทางโน้นทีทางนี้ที

วิธีที่จะเลิกขัดแย้งกับตัวเองก็คือ
หาตัวเองให้เจอ
ว่าตัวเราจริงๆมันอยู่ตรงไหนกันแน่
ลดหลายๆความอยาก
ให้เหลือความอยากเพียงหนึ่งเดียว
คือ อยากได้ชีวิตที่สมตัวที่สุด เท่านั้นเอง

อย่ากลัวผิดที่จะเลือก
อย่ากลัวพลาดที่จะได้เฉพาะสิ่งที่เรานึกว่า
มันเป็นความน่าพอใจแค่ครึ่งเดียว
ทำอะไรเป็นเรื่องๆ
อย่าไปรักพี่เสียดายน้อง
เรามีใจเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่าง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สร้างความเด็ดเดี่ยวให้กับตัวเอง
ใช้ชีวิตประจำวันอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากเดิม
เริ่มจากอะไรที่ง่ายที่สุด
วันละเล็กวันละน้อย

ดูหนังจบ
อยากจะเปลี่ยนไปช่องอื่น ค่อยเปลี่ยน

ถ้าเล่นมากเกินไป ถ้าพูดพล่ามมากเกินไป
ค่อยๆหยุด ค่อยๆหันมาทำเรื่องที่มันเป็นแก่นสาร

ตั้งใจจะตื่นเช้าขึ้นสักครึ่งชั่วโมง ตื่นให้ได้
ต่อให้ความขี้เกียจมันกด มันบีบ
มันพยายามที่จะดึงเราไว้ไม่ให้ลุกขึ้นจากที่นอน
ยังไงก็ต้องลุกขึ้นมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าแข็งใจ
มีวินัยอยู่ในลู่ทางของความสบายใจยาวๆ
คุณจะติดนิสัยเลือกทำสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น
ไม่ใช่เลือกสิ่งที่ซ้ำเติมให้จิตใจแย่ลง

แล้วมันจะดีขึ้นเรื่อยๆ
ความรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง
หรือว่าความฟุ้งซ่านไม่รู้จะเอาอะไรดี
ไม่รู้จะเลือกอะไรที่มันเหมาะกับเราที่สุด
มันจะค่อยๆหายไป

เรื่องเล็ก ไม่มีในโลกนะ
ถ้าหากว่าเราไม่รู้จะเลือกอะไรแม้แต่เรื่องเล็กๆ
เรื่องใหญ่ๆอย่าหวังเลยที่จะไปเลือกได้

ต้องทำงานสำคัญ ดันหาเรื่องเหลวไหลมาขวาง

190216

หลายคนเริ่มเป็นโรคประหลาด
ตอนอยู่เฉยๆไม่เป็นไร
แต่พอถึงเวลาต้องทำงานสำคัญ
ที่มีผลกับชีวิตตนหรือคนอื่น
กลับติดข้อง คาใจ ไพล่นึกถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง
อยากเล่น อยากจัดการอะไรที่ไร้สาระให้จบๆ
ไม่จบจะทำอย่างอื่นไม่ได้ มือไม้ติดขัดไปหมด

ถ้าเกิดอาการตามที่ว่านี้เรื่อยๆ
ก็ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป
คุณติดโรคถ่วงความเจริญแน่แล้ว
โรคพรรค์นี้ทำให้คุณมีสภาพผิดปกติ
คือ ใจเหมือนจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
แต่สมองกลับไม่อยากให้ความสำคัญ
และแม้ใจจะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย
แต่สมองกลับไม่อยากรู้สึกถึงเวลา
เกิดอาการอยากยื้อ อยากผัดผ่อน
อยากเตะถ่วงไปเรื่อย
ราวมีเวลาในโลกอีกมากมายเหลือเฟือ
จากนั้นก็สุ่มเลือกเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา
เป็นข้ออ้างว่ามีเรื่องต้องเอาใจใส่ด่วน
คล้ายกลไกในสมองบางส่วน
ถูกล็อคด้วยภารกิจรอง
และไม่ยอมสับเปลี่ยนไปทำภารกิจหลัก

พูดง่ายๆ สมองกลัวจะต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็น
เลยสุ่มหาเรื่องง่ายมาเตะถ่วงเป็นข้ออ้าง
ยื้อเวลาให้ไม่ต้องทรมานทรกรรมเร็วนัก!

เมื่อเซนส์เกี่ยวกับการลำดับความสำคัญเริ่มพัง
คุณต้องเร่งซ่อม โดยไม่เห็นเป็นเรื่องเล็ก
เพราะถ้าขืนปล่อยไว้
หรือยอมให้เกิดขึ้นอีกแค่ครั้งสองครั้ง
คุณจะเป็นโรคถ่วงความเจริญเต็มขั้น
รักษาหายยาก เกิดความอ่อนล้า เบื่องานทุกชนิด
รวมทั้งผุดอารมณ์วูบๆวาบๆ
ยอมเป็นคนตกงานก็ได้ ถ้าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ไม่ต้องสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น

วิธีซ่อมรักษา ไม่ใช่ไปหาหมอ ไม่ใช่หายา
ไม่ใช่หาวิธีทำสมาธิ
คุณต้องรักษาตัวเอง จุดเกิดเหตุ
เกิดโรคเมื่อไร ให้เร่งรักษาเมื่อนั้น
คือ พอต้องทำธุระสำคัญแล้วดันคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ให้จินตนาการว่าตบหน้าตัวเองทีหนึ่ง
เพื่อส่งสัญญาณอันตรายเตือนใจส่วนลึก

จากนั้นให้คิดคำเตือนแรงๆเช่นเฮ้ย! ชีวิตพังได้นะ
หรือกับดักมาอีกแล้วโว้ย! อย่ายอมมัน!’
หรือคิดเตี้ยๆอีกแล้ว คิดสูงๆมั่งเหอะ!’

จากนั้นให้เร่งทำงานด่วนต่อจนกว่าจะเสร็จ
ด้วยสำนึกถึงความสำคัญสองชั้น
ชั้นแรก คือ งานต้องเสร็จเพื่อให้คนอื่นไม่เดือดร้อน
ชั้นสอง คือ รักษาเซนส์เกี่ยวกับการลำดับความสำคัญ
ไม่ให้ตัวเองต้องเป็นโรคร้ายเรื้อรัง
คุณจะรู้สึกว่า พอสร้างความเคยชินดีๆได้ครั้งสองครั้ง
สมองจะถูกจูนให้เข้าที่เข้าทางเป็นปกติ
สอดคล้องกับสามัญสำนึก
ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรสำคัญต้องทำก่อน
อะไรไม่สำคัญไว้ค่อยคิดกันทีหลัง!

ตั้งใจก่อกรรมแต่ทำไม่สำเร็จ

180216

ตั้งใจฆ่า
แต่คนหรือสัตว์ไม่ตาย
แปลว่า ปาณาติบาตไม่ครบองค์

ตั้งใจชิงทรัพย์
แต่เจ้าของกลับเต็มใจยื่นให้โดยดี
แปลว่า อทินนาทานไม่ครบองค์

ตั้งใจชิงสาวจากพ่อแม่หรือสามีนาง
แต่เจ้าของกลับยกให้ก่อนเกิดเหตุทางเพศ
แปลว่า กาเมสุมิจฉาจารไม่ครบองค์

ตั้งใจโกหก
แต่ไม่เนียนพอจนฝ่ายฟังรู้ทัน ไม่หลงเชื่อ
แปลว่า มุสาวาทไม่ครบองค์

ตั้งใจกินเหล้า
แต่เปลี่ยนใจบ้วนทิ้งก่อนล่วงลงคอ
แปลว่า สุราเมรัยฯไม่ครบองค์

เมื่อกรรมไม่ครบองค์
ก็นับว่ายังทำกรรมนั้นๆไม่สำเร็จ
เงากรรมยังไม่เกิดตามตัวชัดเจน
และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกันกับที่คิดร้าย
คิดไม่ดี แต่เปลี่ยนใจทันก่อนตาย
ก็ยังไม่สายเกินกว่าจะย้ายเส้นทางกรรม

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง
หลวงปู่มั่นกับลูกศิษย์ธุดงค์ไปเจอชาวเขา
ซึ่งไม่เคยเห็นพระสงฆ์มาก่อน
อีกทั้งหัวหน้าบ้านก็ดันด่วนทึกทักว่า
เข้มๆแบบนี้ ตุ๊เจ้าทั้งสองต้องเป็นเสือเย็นแน่ๆ
และลูกบ้านก็เชื่อตามทันทีโดยไม่ไตร่ตรองใดๆ

ตอนแรกหลวงปู่มั่นตั้งใจจะพักแรมเดี๋ยวเดียว
แต่พอรู้ว่าชาวบ้านคิดเช่นนั้น
ก็บอกลูกศิษย์ผู้ติดตามท่านว่าอย่าเพิ่งไปเลย
ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความเชื่อกันก่อนเถิด
ไม่เช่นนั้น พอตายไป
พวกเขาจะเกิดใหม่เป็นเสือเป็นสางกันหมด

หลวงปู่มั่นกับลูกศิษย์อดทนลำบากอยู่นาน
กระทั่งสบโอกาส
เมื่อชาวเขาถามว่า
พวกท่านเดินกลับไปกลับมาทำอะไร
แทนที่หลวงปู่มั่นจะตอบว่าเดินจงกรม
ท่านก็บอกเดินตามหาพุทโธ
ชาวบ้านคงเห็นแปลกดี
เลยเดินตามหาพุทโธกันบ้าง
แล้วได้สมาธิ ได้สติอยู่กับเนื้อกับตัวกัน
เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า
แต่งตัวเป็นพระอย่างหลวงปู่มั่น เป็นไปเพื่ออะไร

พอหลวงปู่มั่นเห็นว่าสติปัญญา
ได้ประดิษฐานไว้ในใจชาวบ้านแล้ว
ท่านก็ค่อยเดินทางจากไป
นั่นเป็นตัวอย่างว่า ถ้าเปลี่ยนใจ
เปลี่ยนความคิดความเชื่อคนได้ก่อนตาย
เส้นทางกรรม เส้นทางการรับผลแห่งกรรม
ก็แตกต่างไปเป็นคนละเรื่อง
อย่างชาวเขาแทนที่จะต้องไปเป็นเสือแน่ๆ
ก็กลายไปเป็นเทวดา เป็นพระเป็นเจ้ากันแทน

นี่ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เช่น
ถ้าใครสำคัญว่า พระสัทธรรมที่พระองค์เผยแผ่
เป็นธรรมะจากการคิดๆนึกๆ คาดเดาเอา
หากไม่มีเหตุให้เปลี่ยนความเชื่อได้ทันก่อนตาย
ก็มีสิทธิ์ไปอบายกัน

เมื่อเราได้ข้อสรุปว่า
ทำกรรมไม่ครบองค์ ถือว่ากรรมไม่สำเร็จบริบูรณ์
หรือถ้าอยู่บนเส้นทางมโนกรรมแย่ๆ
แล้วปรับเปลี่ยนเสียทันก่อนตาย
ก็นับว่ายังไม่สาย
เช่นนั้น อาจนำมาเป็นแง่คิดได้ด้วยว่า
ถ้าคนใกล้ตัวจงใจแกล้งให้เจ็บ แล้วเราไม่เจ็บ
หรือเจ็บไม่มาก นั่นก็เท่ากับว่า
คนใกล้ตัวทำบาปทำกรรมไม่หนักนัก
ไม่ต้องมีผลให้ต้องเป็นทุกข์ทางใจสาหัสนัก
หรือถ้าคนใกล้ตัวหมั่นจงใจกลั่นแกล้งให้เป็นทุกข์
แต่เห็นเราไม่เป็นทุกข์ ในที่สุดก็อ่อนแรง เลิกราไปเอง
ก็เท่ากับเราช่วยยกเขาออกจาก
เส้นทางลำบากเสียได้ทันก่อนตาย

ผู้มีธรรมะจริง ย่อมมีอิทธิพลดีๆ
ในทางใดทางหนึ่งกับคนใกล้ตัว
ก็ด้วยตัวอย่างที่เห็นง่ายๆอย่างนี้แหละ
พอเจอคนใกล้ตัวทิ่มแทงด้วยความตั้งใจให้เจ็บ
ก็เอาธรรมะมาเจริญสติ
เห็นความเจ็บเป็นเพียงการโดนเสียดแทงชั่วคราว
หายใจครั้งนี้กับหายใจครั้งหน้า
ทุกข์ทางใจก็ต่างระดับไปแล้ว

เช่นนี้ ก็ได้ปัญญาแก่เรา
และบาปเบาบางแก่เขาแล้ว!

ปลื้มชีวิตเปลี่ยน!

170216

ให้ความชื่นใจ ย่อมได้ความชื่นใจ
เปลี่ยนชีวิตเขา ชีวิตเราย่อมต่าง
ถวายสิ่งดีงามร่วมกัน ย่อมเกิดสิ่งดีงามร่วมกัน

เมื่อเหล่าสงฆ์และชาวบ้าน
ได้กราบพระประธานด้วยความเลื่อมใสทุกวัน
จากเดิมที่ไม่เคยมีไว้กราบมาก่อน
ผลคือความสุขความเจริญใจที่บังเกิดขึ้นแก่ผู้ถวาย
เป็นมหาทานแด่สงฆ์และมหาชน ย่อมยากจะประมาณได้

หนึ่งในพระปฏิมาที่พวกเราตั้งใจถวายแด่วัดทั่วประเทศ
ไปถึงสำนักสงฆ์สวนป่าสัจจธรรม .สีคิ้ว .นครราชสีมา
เมื่อวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
โดยคณะของคุณวชิราภรณ์เป็นตัวแทนพวกเราไปถวาย
ผมจึงได้ขอให้เธอเล่าบรรยากาศการถวายมา
เป็นชนวนบันดาลปีติแก่พวกเราที่ร่วมโครงการกัน
เพื่อให้รับทราบว่ากรรมขาวที่ทำรับปีใหม่ ๒๕๕๙ นี้
สำเร็จลุล่วงแล้ว กล่าวคือ
ความปรารถนาถวายพระประธานแด่วัดที่ขาด เกิดแล้ว
ความพยายามที่จะจัดสร้างถวาย เกิดแล้ว
การเดินทางไปถวาย เกิดแล้ว
การรับพระประธานจากเหล่าสงฆ์และชาวบ้าน เกิดแล้ว

วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

วันนี้ดิฉันมีโอกาสได้เป็นตัวแทนเจ้าภาพในการน้อมถวาย พระประธานแด่สำนักสงฆ์สวนป่าสัจจธรรม .สีคิ้ว .นครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๒๒ องค์ของล็อตแรก ตามวัตถุประสงค์ของการถวายแด่วัดที่ยังขาดแคลนพระประธานในประเทศไทยค่ะ ยอมรับว่าตื่นเต้นมากๆ ตื่นแต่เช้าไปรับคุณแม่ไปร่วมสร้างบารมีใหญ่ในครั้งนี้ด้วยกัน

ดิฉันและกัลยาณมิตรได้เดินทางไปถึงสำนักสงฆ์ฯในเวลาประมาณ ๑๒.๓๐ . ทางเข้าเป็นถนนลูกรังแต่มีธงธรรมจักรเด่นชัดมาก แสดงถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการถวายในวันนี้ เราเดินทางเข้าไปในไร่มันสัมปะหลัง ซึ่งบังเอิญเป็นเวลาเดียวกับที่รถบรรทุกมาส่งองค์พระพอดีค่ะ

องค์พระที่เห็นนั้น แม้กำลังทำการลำเลียงลงจากรถบรรทุกโดยรถยก (ทราบภายหลังว่าเป็นของชาวบ้านแถวนั้นเตรียมมาค่ะ) เหล่าองค์พระประธานก็ดูเป็นสีทองเหลืองอร่าม เปล่งประกายต้องแสงแดดสวยงามมากๆค่ะ สำนักสงฆ์แห่งนี้มีพระ รูป เณร รูป สงบและสะอาดตาเป็นระเบียบมากๆ อากาศสดชื่นมีลมพัดเย็นสบาย สัปปายะมากๆค่ะ มองไปแล้วยังไม่มีพระประธานจริงๆ

การนำองค์พระประธานมายังภายในชายคา ต้องใช้แรงงานคน ดิฉันพบว่า มีชาวบ้านมารอ และพร้อมใจกันยกองค์พระทั้งชายและหญิง เพื่อนำมาวางบนแคร่ขนาดใหญ่ และยังไปนำอิฐบล็อคมาเสริมความแข็งแรงของแคร่ด้วยความสามัคคี จึงสำเร็จอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่นี่ดูสงบเย็น มีรอยยิ้ม และมีน้ำใจต้อนรับดิฉันและคณะเป็นอย่างดีค่ะ มีการเตรียมขนมจีนแกงไก่ไว้เผื่อว่าเราจะหิว และชักชวนให้เราทานอย่างแข็งขัน

พระคุณเจ้าได้ให้พวกเรากับชาวบ้านพร้อมเพรียงกันอาราธนาศีล และกล่าวคำน้อมถวายพระประธาน กับเครื่องสังฆทาน ซึ่งทางคณะดิฉันได้เตรียมไปพร้อมปัจจัยบำรุงสำนักสงฆ์ หลังจากนั้นท่านได้ให้พร และอุทิศบุญกุศลครั้งนี้ไปยังทุกสรรพสัตว์สรรพชีวิตอย่างประมาณมิได้

ดิฉันมีความปลื้มปิติที่ได้น้อมถวายพระประธานเป็นพุทธบูชา อันเป็นถาวรวัตถุที่น้อมนำจิตใจให้ตั้งมั่นและศรัทธาในพระพุทธศานา และเพื่อยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป โดยเฉพาะในบริเวณสำนักสงฆ์แห่งนี้ซึ่งเป็นที่พึ่งของชาวไร่ในแถบนั้นค่อนข้างกันดาร ได้เห็นทั้งพระและชาวบ้านมีความปิติ กระตือรือร้น และศรัทธาในพระพุทธศาสนา ปลื้มใจในการรับพระประธานครั้งนี้ ดิฉันยิ่งตื้นตัน อิ่มในมหากุศลครั้งนี้มากๆ ดีใจที่ได้มาถูกทางแล้ว และจะมั่นคงในพระพุทธศาสนา ตั้งมั่นในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า และบำรุงหมู่สงฆ์พระอริยสงฆ์ ให้พระศานาของเราเจริญรุ่งเรืองสืบไป แม้จะยังต้องเวียนว่ายตายเกิดก็ขอให้พบพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องตรงทางตลอดไปค่ะ สาธุ นิพพานะปัจจโย โหตุ

วชิราภรณ์

ผมจะทยอยนำภาพบรรยากาศการถวายพระประธาน
ไปไว้ที่ http://dungtrin.com/BuddhaStatues/
ตอนนี้ยังมีอยู่น้อย แต่จะเริ่มมากขึ้นตามลำดับ
โดยวันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๕๙ เวลาประมาณบ่ายสอง
ผมเองจะเป็นตัวแทนนำพระ องค์ถวาย
ที่วัดแม่อ้อใน จังหวัดเชียงราย
(
ตำแหน่งพิกัด http://bit.ly/1Q086U6 )
ก่อนจะกระจายไปถวายแด่วัดและสำนักสงฆ์ในเชียงราย
และจังหวัดใกล้เคียง ตามที่สงฆ์ขอบิณฑบาตมาครับ

วันเวลาและสถานที่ถวายอื่นๆ
ขอให้ดูได้ที่ http://bit.ly/1PWQq7t
ใครอยู่ใกล้ช่วยไปกันหน่อย
กรุณาถ่ายรูปป้ายชื่อวัดมาด้วย
จะได้ร่วมบรรยากาศน่าชื่นใจไปด้วยกันอย่างนี้อีก
แค่เห็นสีหน้าสีตาชาวบ้านที่มาช่วยกันรับพระ
คุณก็จะเข้าใจแล้วว่าได้ทำบุญอะไรไป
หลังจากเจ้าภาพและตัวแทนทุกท่านถวายครบหมด
ผมจะตั้งสเตตัสแจ้งลิงก์รวมภาพและบรรยากาศมหากุศลอีกครั้ง
(
ขออนุญาตหมายเหตุไว้ตรงนี้หน่อย
เนื่องจากวัดมีอยู่มาก ถ้าใครไปพบอะไรขัดหูขัดตาบ้าง
ก็ขอให้ระลึกนะครับว่า
คุณไม่ได้ถวายพระแด่พระหรือวัดใดวัดหนึ่ง
แต่ร่วมเป็นหนึ่งในโครงการถวายพระทั่วประเทศอยู่
และประโยชน์ก็จะตกอยู่กับชาวบ้านมากมายที่ได้กราบพระแน่ๆ)

ขอทบทวนความจำนิดนึง
ผม *** ไม่ได้ริเริ่มโครงการนี้ ***
เดิมทีก่อนปีใหม่ ผมแค่อยากถวายพระประธานสักองค์
จึงตั้งสเตตัสถามหาวัดที่ยังขาดพระประธาน
เผื่อคนในเพจนี้จะมีใครทราบจากวัดใกล้บ้านบ้าง
http://on.fb.me/1ZvYALq
แต่หลายท่านก็อยากถวายด้วยอย่างท้วมท้น
เป็นการอยากทำบุญปีใหม่ที่แปลกใหม่ร่วมกัน
ผมจึงอาสาเป็นตัวกลางจัดการประสาน
และเมื่อตั้งสเตตัสเป็นกิจจะลักษณะ
ก็พบว่ามียอดบริจาคสมควรพอจะตั้งใจ
ถวายพระประธานแด่วัดที่ขาดทั่วประเทศได้
(
ถึงวันนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ
รวมทั้งหมดได้เกือบ ๗๐ องค์แล้ว
และกำลังนับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกวัน)

สำหรับท่านที่เพิ่งเห็น
สามารถร่วมบริจาคได้
ตอนนี้ยังไม่มีกำหนดปิดโครงการนะครับ
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
นายศรันย์ ไมตรีเวช
ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาเทสโก้ โลตัส สุขาภิบาล
เลขที่ 4066475603
***
กรุณาแจ้งชื่อ นามสกุล พร้อมยอดเงินและเวลาโอนไปที่ ***
คุณเกสรา mochakesara@gmail.com
เมื่อคุณเกสราได้รับแจ้ง
จะนำไปอัพเดทแสดงยอดยืนยันที่
http://bit.ly/1TmcKem
(
หากแจ้งไว้ในสเตตัส คุณเกสราจะไม่เห็นครับ)

ยิ่งหลงตัวมาก ยิ่งยากจะรักใคร

160216

ถ้าอยากรู้ความต่างระหว่างรักกับหลง
คุณอาจเริ่มมองตัวอย่างจากชีวิตรักของคนหลงตัว
คนที่อัตตาแรง เซลฟ์จัด
ฉันหล่อรวย ฉันสวยกว่า ฉันเริ่ดสุด
มั่นใจในตัวเองเกินจริง
ดูถูกคนอื่นเกินเหตุ
คิดอะไรแปลกๆ เชื่ออะไรแปลก
เพราะโตขึ้นมาแบบ
มีตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
จิตหลงยึดตัวของตนเหนียวแน่น
เกินกว่าจะแผ่ใจออกมาสัมผัสใจใคร
จึงยากจะเห็นใจหรือเปิดรับความคิดใครได้

ยิ่งหลงตัวมาก
ยิ่งจินตนาการบิดเบี้ยวมาก
รักคนอื่นไม่เป็น
เป็นแต่หลงรักจินตนาการของตัว

คุณอาจแปลกใจ
เมื่อเจอคนหลงตัวที่ทึกทักง่าย ตู่ง่าย
นึกว่าใครต่อใครมาชอบตัวเองตลอด
โดยไม่ต้องทำคุณงามความดีอะไร
แค่ปรากฏตัวเฉยๆ เดี๋ยวก็มีคนมาหลงตน

เมื่อติดอยู่ในโลกของความหลง
ย่อมหลงง่ายทั้งตนและคนที่ถูกสเปค
สบตากันหน่อยเดียวก็จินตนาการฟุ้งระเบิด
ชอบจับสังเกตสัญญาณบอกความเป็นคู่แท้
แล้วก็มักเจอสัญญาณที่ต้องการเจอบ่อยมาก
ราวกับมีคู่แท้ได้ไม่จำกัด
ขอให้เบื่อคนเก่าเถอะ
เดี๋ยวเจอสัญญาณใหม่เอง

คนหลงตัวจัดจะคาดหวังสูง
อินกับจินตนาการสวยแพรว
เริ่มสร้างปัญหาด้วยการปักใจเชื่อแต่แรกว่า
ชีวิตคู่ของตัวเองต้องไม่มีปัญหา
เห็นแต่ภาพในหัวว่า
ต้องมีใครสักคนเอาใจตน รักและบูชาตน
ราวกับเคยอธิษฐานขอเป็นข้าทาสมาแต่ชาติก่อน

เมื่อตั้งความเชื่อไว้เช่นนั้น
พอพบกับคน พบกับชีวิตจริงของใคร
ที่มีเลือดเนื้อและความเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ได้สมัครใจยอมตนไปทุกอย่าง
ก็ย่อมบาดเจ็บ เหมือนถูกทำร้ายจิตใจ
ถูกทำลายจินตนาการสวยแพรวที่วาดไว้
แล้วตัดสินใจเลิกราอย่างรวดเร็ว
เท่ากับความรวดเร็วในการด่วนทึกทัก
ว่าเป็นคู่แท้ตามกันมาแต่ปางไหน

ส่วนคนที่มั่นใจในตัวเองพอดีๆ
มีความสุขกับการทำอะไรดีๆให้คนอื่นเป็น
ไม่หลงติดอยู่กับจินตนาการของตัวเองเกินไป
เปิดใจยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของโลกได้
เมื่อรักใคร จะสะสมความรัก
จากเรื่องดีที่ค่อยๆเกิดขึ้น
จินตนาการสวยตามจริง และต่อยอดจากความจริง
เป็นไปในทางสร้างสรรค์แบบจับต้องได้
กระทั่งสามารถคาดหวังอะไรๆ
ในแบบที่ตัวเองมีส่วนสำคัญให้สมหวัง

นั่นแหละ! ผลสุดท้ายคือความรักของคนรักเป็น
ที่แตกต่างจากความหลงของคนหลงตัว!

โดนด่าแบบไหนบาดเจ็บที่สุด?

150216

ใจคนสั่นสะเทือนไม่เท่ากัน
ตัวตนยิ่งบางเบา
ความสั่นสะเทือนยิ่งน้อย
ตัวตนยิ่งหนาหนัก
ความสั่นสะเทือนยิ่งมาก

ถ้าอัตตามาก
แม้ถูกตำหนิดีๆหรือโดนตักเตือนเบาๆ
ก็จะเป็นจะตาย ฟาดงวงฟาดงา
ด้วยความรู้สึกราวโลกจะแตกให้ได้

แต่ถ้าอัตตาน้อย
แม้ถูกเล่นงานดังๆด้วยคำอันเป็นเท็จ
ก็รู้สึกขำๆ ขี้เกียจแก้คาวในปากใคร
ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ไป
หรือไม่ถ้าจำเป็นต้องแก้คาว
ก็แก้ด้วยของหวาน ไม่ใช่ด้วยพิษขม

การสำรวจตัวตนขณะถูกติเตียน
จะช่วยให้ให้คุณรู้จักตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ
อัตตาเบาบางลงได้เรื่อยๆ
อาจเริ่มจากการถามตัวเองง่ายๆว่า
เราเจ็บจากอะไรกันแน่?

ถ้าคำด่านั้นปวดแสบปวดร้อนเหมือนข้าวสารเสก
เพราะมันเป็นเรื่องจริง
แปลว่าคนด่าเลือกคำหรือใช้น้ำเสียงได้ผล
คือกระทบอัตตาของคุณให้แตกพังได้
ไม่ว่าจะล้อมกำแพงปกป้องไว้แข็งแรงอย่างไร
หรือแกล้งทำเป็นลืมๆมานาน
พูดง่ายๆว่า คำด่าของเขา
คือสิ่งที่แอบซุกใต้พรมภายในใจคุณอยู่ก่อน
เขาแค่เปิดพรมออกมา
เลยทำให้นึกขึ้นได้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนเท่านั้น

คุณแค่ไม่อยากเห็นหน้าตัวเองผ่านกระจกเงา
โดยเฉพาะที่ยื่นมาจากมือคนอื่น!

แต่ถ้าคำด่านั้นเสียดแทงใจเหลือเกิน
เพราะเป็นเรื่องไม่จริง
แปลว่าคุณแพ้ทางอารมณ์โง่ของมนุษย์
เขามีโทสะจนโง่พอจะด่าคุณแรงๆด้วยคำเท็จ
เขาพอกโมหะไว้หนาพอจะพูดแบบไม่รู้จริง
แต่คุณก็อุตส่าห์เก็บเรื่องไม่จริงไว้ในหัวจริงๆอีก

คุณแค่ฝึกตนน้อยไป
เห็นเขาโง่ก็ยอมโง่ไปกับเขา!

แปลกแต่จริง เมื่อจำแนกได้บ่อยๆว่า
คุณเจ็บจากคำด่าแบบไหนที่สุด
บางทีจะรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองต่างไป
รวมทั้งขี้เกียจเอาอะไรกับอัตตาให้มาก
มันก็แค่อาการปูดบวมขึ้นมาของจิตเป็นครั้งๆ
ทั้งฝั่งเขาฝั่งเรา ด้วยเหตุผลลึกซึ้งบ้าง ตื้นๆบ้าง
ไม่เห็นจะน่าต่อความยาว
สาวความเดือดร้อนเข้าหาตัวกันนานๆเลย!

รักกันจะอยากทำบุญด้วยกันทุกวัน

120216

จากดอกไม้แสดงความเสน่หาประจำปี
ต่อยอดเป็นพรหมจรรย์เซ่นวันแห่งความรัก
มาถึงสติ๊กเกอร์วาเลนไทน์เดย์ออนไลน์
มีอะไรเหลือทิ้งไว้
เป็นซากแห่งความจริงบนทางรักบ้าง
เมื่อถึงวันที่ต้องเลิกรา หย่าร้าง
หาทางสาดโคลนใส่กัน?

หลายคู่รักในอดีตที่แก่เฒ่าไปด้วยกัน
บนเส้นทางแห่งความสุขความปรองดอง
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวันวาเลนไทน์อยู่ในโลก
ไม่ทันนึกด้วยซ้ำว่ากุหลาบคือตัวแทนหัวใจ
ไม่จดจำด้วยซ้ำว่าวันไหนมีความหมายที่สุด

นั่นคงเป็นเพราะคู่ที่ประสบความสำเร็จทางความรัก
มีทุกวันที่ทรงความหมาย
มีทุกวันยืนเคียงข้างในเขตบุญกันอยู่แล้ว

พอเห็นอีกฝ่ายลำบาก
แล้วอยากยื่นมือเข้าช่วย
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอหงุดหงิด งอนพองาม
แล้วคิดคืนดี ชวนพูดเรื่องดีให้ลืมเรื่องแย่
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอเห็นใครอื่นนอกบ้านตกยาก
แล้วร่วมคิดร่วมหาทางสงเคราะห์
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอมีวันว่าง
แล้วอยากเดินทางไปทำบุญใหญ่กับวัดดี
อย่างนั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

แค่อยากทำบุญด้วยกัน
ก็จะอยากเห็นหน้ากัน
อยากมีกันและกันอยู่ใกล้ๆกันตลอดไป
บุญที่ทำร่วมกันนั่นแหละ
จะก่อให้เกิดหลักฐานทางความรักมากมาย
และนับวันจะเจริญงอกงามขึ้น
เหมือนไม้ใหญ่อายุยืน
แผ่กิ่งก้านให้เกิดร่มเงาเยือกเย็น
เป็นเครื่องหมายของรักแท้ได้ทุกวัน!

ใช้กรรมเก่าด้วย สร้างกรรมใหม่ด้วย

12733390_1019611334762691_8919234658037812078_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : ต้องอยู่ร่วมกับคนโกหก ไร้ความรับผิดชอบ โดยไม่สนว่าเราต้องลำบากเพราะเขามากมาย เราจะทำยังไงให้เขาคิดได้คะ?

ดังตฤณ:
การแก้ปัญหาข้างนอกกับคนบางคนนั้นยากครับ
การไม่อยู่ร่วมกับคนบางคน บางทีก็เป็นไปไม่ได้
ระลึกไว้แล้วกันว่า
วันหนึ่งเราจะผ่านอะไรแบบนี้ไปในที่สุด
อย่างน้อยระหว่างนี้ก็จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจเพิ่มนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : กับคนที่รู้สึกเคมีไม่เข้ากันโดยไม่มีเหตุมีผล จะถอนความเกลียดอย่างไรดีครับ?

ดังตฤณ:
จะโยงไปถึงอดีตกรรมหรืออะไรที่ลึกลับก็ตาม
เมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ที่ปราศจากเหตุผลรองรับ
เราก็ต้องอาศัยเหตุผลที่จับต้องได้มาแก้กันครับ
เช่น ถามตัวเองว่าเห็นใครแล้ว
โยงไปถึงอารมณ์ไหนที่เคยเกิดกับใครได้บ้าง
หรือได้ยินเสียงแล้ว
เกิดทุกขเวทนาแบบรำคาญหรืออึดอัด ฯลฯ
พอวิเคราะห์ไปเรื่อยๆ เหตุผลจะเข้ามามากขึ้น
ความเข้าใจจะเกิดเพิ่มขึ้น
กระทั่งในที่สุด อารมณ์อันเป็นทุกข์หายไปได้เอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ถ้าเราอยากขจัด อารมณ์เกลียดชัง จะต้องทำอย่างไรคะ

ดังตฤณ:
) เห็นโทษของความเกลียดชังว่า
ทำให้ใจเป็นทุกข์เหมือนอยู่ในถ้ำมืด
เห็นเข้ามาที่สภาพทางใจจริงๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกเกลียดขึ้นหน้า

) เห็นคุณของการคลายความเกลียด
ที่เหมือนออกจากถ้ำสู่ที่โล่งสว่าง
เห็นเข้ามาที่สภาพทางใจจริงๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกว่าความเกลียดอ่อนกำลังลง

) จำอาการไม่เกลียดไว้ ระลึกถึงภาวะนั้น
ทุกครั้งที่ใบหน้าอันเป็นที่ตั้งของความเกลียด
แวบเข้ามาในใจเรา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ตอนนี้จิตมีแต่โทสะ พยายามแผ่เมตตาให้เขา แต่รู้สึกได้ว่ายังไม่มีเมตตาจริงๆ ควรทำอย่างไรคะ?

ดังตฤณ:
ถ้ายังไม่มีความสุขอยู่บ้าง
อย่าพยายามฝืนแผ่เมตตา
ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจเหตุผลของเขา
จนเข้าใจ
เมื่อเข้าใจก็อภัยได้ อภัยได้ก็สุข

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น การคิดหาเหตุผลมาทำให้รู้สึกหายแค้น ช่วยได้แค่ชั่วคราว เดี๋ยวก็รู้สึกอภัย อยากให้สิ่งดีๆกับเขา เดี๋ยวก็กลับแค้นขึ้นมาใหม่อีกที่คนๆนั้นมีความสุข อยากให้เค้าทุกข์ ต้องทำอย่างไร?

ดังตฤณ:
การคิด ทำให้ได้คิด
ทำให้จิตคลายออกด้วยเหตุผล

แต่ความคิดเป็นระลอกคลื่นที่เข้มข้นแล้วเจือจางได้
ไม่ว่าจะคิดดีหรือคิดไม่ดี
อารมณ์จึงขึ้นๆลงๆตามความคิดได้ง่าย
เมื่อไหร่คิดได้ก็เย็นลง เมื่อไหร่คิดไม่ได้ก็ร้อนขึ้น

พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญ
การแผ่เมตตาฆ่าความโกรธเกลียด
เพิ่มเติมเข้าไปกับการคิดพิจารณา
แบบโยนิโสมนสิการ
เนื่องจากการแผ่เมตตา ทำให้จิตอิ่มสุข
และเมื่อแผ่เป็นอาจิณ ย่อมสุขจริงยั่งยืน
สุขมากพอที่จะไม่อยากไปถือโทษโกรธเคืองใครนาน

ลองฝึกแผ่เมตตานะครับ ผมไกด์ไว้ให้ที่นี่
http://soundcloud.com/dungtrin

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : พี่เคยแนะนำให้สังเกตดูว่า เมื่อไม่พอใจแล้วจะมีอาการแล่นตามไปจัดการพยายามดูแต่ก็รู้สึกว่าเห็นยากอยู่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปดีครับ ?

ดังตฤณ:
ที่รู้สึกว่ายาก แปลว่าเรายังใส่ความฝืนใจเข้าไปครับ
คีย์เวิร์ดคือสังเกตและได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
ถ้าไม่คาดหวังอะไร จะค่อยๆเห็นเร็วขึ้นเรื่อยๆไปเอง
ดูได้จากที่ไม่ฝืนแล้ว ไม่รู้สึกยากแล้ว
(
อาจเป็นเดือน หรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยคือ ใจเย็น แค่ไหน
ถ้าใจร้อนอยากได้ผลเร็วก็อาจเสียเวลาเป็นสิบปีได้)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : อดีตสามีเคยทำผิดกับเรา ต่อมาเขาสำนึกผิดมาขอโทษ ก็บอกว่าให้อภัยทุกอย่าง ยังพูดจากันด้วยดี แต่ดิฉันบอกว่าไม่ขอลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันนี้นับเป็นการให้อภัยอโหสิกรรมหรือเปล่าคะ?

ดังตฤณ:
ประสบการณ์ที่เจ็บปวด
ใครบอกว่าลืมก็โกหกแล้วครับ
คีย์เวิร์ดของกรณีนี้คือยังพูดจากันด้วยดี
ถ้าทำดีต่อกันแล้วไม่รื้อฟื้น
ไม่ขุดคุ้ยมาทำให้คิดไม่ดีต่อกัน
ก็จัดเป็นการอภัยเต็มรูปแบบครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ถ้าเราไม่โกรธคนที่ทำไม่ดีกับเรา แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆ ถึงขั้นกลาเย็นชา อย่างนี้น่ากลัวไหมค่ะ?

ดังตฤณ:
อารมณ์น่ากลัวมีอยู่ชนิดเดียว คือ
โกรธแล้วอยากเบียดเบียนกัน
หรือประทุษร้ายตอบ
ความเย็นชาก็มีข้อดีครับ
คือหยุดเราไว้หลังเส้นเริ่มต้นทำร้ายทำลายกัน
และเมื่อมีสติรู้จักความเย็นชา
เห็นว่าพอมันพอกๆหนาๆ เดี๋ยวก็เบาๆบางๆลงไป
ในที่สุดก็แปรเป็นอุเบกขาดีๆได้เอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม :ทำอย่างไรจึงลดการใช้อารมณ์ลงได้เรื่อยๆครับ?

ดังตฤณ:
มีทางเดียวคือเจริญสติอยู่เรื่อยๆครับ
และอาจต้องใช้เวลากันครึ่งชีวิต หรือทั้งชีวิต

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : รู้สึกตัวว่าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจก็หงุดหงิด อยากเลิกนิสัยแบบนี้ค่ะ

ดังตฤณ:
อย่าไปจัดการกับอาการหงุดหงิดครับ
มองให้เห็นว่าความรู้สึกไม่พอใจมันอยู่ตรงไหน
ถ้าเห็นความอึดอัดคับข้องว่า
เป็นแค่แรงดันมากน้อยก็จบ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : พวกความขัดใจเล็กๆ มีสติปุ๊บ ดับหายปั๊บ แต่โทสะแรงๆเห็นก็เห็นนะคะ แต่ยังแผดเผาใจรุนแรงอยู่ ซ้ำร้ายบางครั้งยังสบถออกไป รู้สึกอุบาทว์ตัวเอง นี่คือยังรู้สึกตัวไม่จริงใช่ไหมคะ?

ดังตฤณ:
อย่าเพิ่งไปวัดผลเอาครับ
ว่าจริงไม่จริง มีสติคุณภาพดีหรือไม่ดี
เอาแค่เรากำลังทำจริงแบบสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
นับว่าน่าพอใจแล้ว
เพราะเมื่อโทสะเล็กๆหาย
รากฐานโทสะใหญ่ๆก็สั่นคลอนด้วยเหมือนกัน
ไม่ใช่โทสะใหญ่ๆแผดเผาแปลว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

ที่ต่อสู้มานั้น ถูกทางชนะแล้วครับ
เพียงแต่จำนวนก้าวยังไม่มากพอเท่านั้น ก้าวต่อไปนะ

สัญชาตญาณรู้กรรม

110216

มนุษย์มีธรรมชาติภายในชนิดหนึ่ง
ที่เรียกกันว่า สัญชาตญาณ
เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยเดิม
ไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องฝึกฝน
เช่น สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเด็กแรกเกิด
ที่แหกปากร้องหานมเป็น ดูดนมเป็น
และพอโตๆขึ้นมา
สัญชาตญาณก็บอกเราหลายเรื่อง
เช่น ให้หลบหลีกสิ่งที่จะเข้ากระทบตัว
ให้รู้จักทำหน้าทำตาอ้อนขอของ
ให้เลือกคบเพื่อนที่เข้ากันได้
ทั้งหมดเป็นเรื่องของการใช้ความรู้สึกว่า
เราคือใคร เราเป็นอะไร เราอยากได้อะไร
เป็นคนละโหมดกับการใช้เหตุผล
ซึ่งตั้งต้นจากการระลึกว่า
เรารู้อะไรจริงๆบ้าง เรามีอะไรจริงๆบ้าง
เราควรหรือไม่ควรทำอะไรจริงๆบ้าง

ดังนั้น หากใช้เหตุผล
ในการคิดถามตัวเองว่า ชาติก่อนชาติหน้ามีไหม
ใครทำกรรมใดต้องรับผลแบบไหน
สมองมนุษย์จะปฏิเสธ หรือกระทั่งรู้สึกต่อต้านทันที
เนื่องจากสมองของร่างกายในชาตินี้
ตั้งต้นบันทึกความจำกันตอนลืมตาดูโลก
เป็นเรื่องของชีวิตนี้ชีวิตเดียวล้วนๆ
อะไรเกิดขึ้นในชีวิตนี้ ก็จำไว้เป็นเหตุเป็นผลตามนั้น

และเพราะเหตุนั้น
เมื่อเกิดเป็นลูกใคร เราจึงไม่ตั้งคำถามว่า
กรรมใดส่งมาเกิดกับพ่อแม่คู่นี้
อย่างมากก็ถามว่า
ทำไมไม่ไปเกิดกับพ่อแม่ที่รวยกว่า

หรือเมื่อฝ่าฟันตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
เราจะบอกตัวเองและคนอื่นว่า
ฉันทำเอง ไม่พึ่งดวงแม้แต่นิดเดียว
ไม่พึ่งพาใครแม้แต่คนเดียว

แล้วทำไมบางคนถึงเชื่อเรื่องกรรมเก่าในชาติก่อน?

คนเราเลือกเชื่อสิ่งที่ตนไม่รู้จริง
ก็เพราะชีวิตมีเรื่องกระตุ้น
ให้ใช้สัญชาตญาณบ่อยกว่าเหตุผล เช่น

ในห้วงเวลาเศร้าโศกกับการ
พรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
ที่ยากจะปลงใจยอมรับว่าต้องจากกันจริงๆ
ทุกคนจะนึกอยากลากันด้วยคำว่า "ไว้เจอกันใหม่นะ"

ในห้วงเวลาแค้นแสนแค้นกับการเอาชีวิตกัน
เจ็บใจ ผูกใจ ไม่อยากละสายตาสุดท้าย
ไปจากคนที่มาเอาชีวิตตน
ใจจะนึกอยากสั่งแค้นว่า
"กูจะตามจองล้างจองผลาญมึงไปทุกชาติ!"

ยังมีคำที่ผุดขึ้นมาเองในหัวอีกมาก เช่น
เดี๋ยวก็กลับมาเกิดอีก
สวยจัง! ชาติก่อนทำอะไรมา?
ฉันเคยเป็นหนี้แกมาจากชาติไหน?
เราต้องเคยอยู่ด้วยกันมาก่อนแน่ๆ!
เลวอย่างนี้ เหมาะกับนรกแล้ว! ฯลฯ

คำเหล่านี้ไม่มีใครสอน
แต่เป็นสิ่งที่รู้สึกขึ้นมาเอง
แม้ในหัวของผู้ที่สมองสั่งให้ไม่เชื่อ
เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดก็เถอะ

ยังมีสัญชาตญาณอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งเกิดขึ้นด้วยการสร้างเองเดี๋ยวนี้ได้
คือ สะสมบุญ ทั้งจากการให้ทานอันศักดิ์สิทธิ์
ทั้งจากการรักษาศีลจนรู้สึกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งจากการเจริญสติจนเกิดจิตผู้รู้อันศักดิ์สิทธิ์
เมื่อสะสมบุญมากพอจะรู้สึกปลอดภัย ไร้การเบียดเบียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดของจิตวิญญาณ
ก็จะบอกตัวเองว่าเรารอดจากความตกต่ำแน่แล้ว
เราจะไม่เดือดร้อนเพราะการเกิดใหม่ในชาติหน้าแน่ๆแล้ว
ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้อยู่ในศีลในธรรม ย่อมอุ่นใจว่า
ถ้าชาติหน้ามี เราก็ต้องไปดี
ถ้าชาติหน้าไม่มี เราก็อยู่อย่างเป็นสุขเดี๋ยวนี้แล้ว!

ผู้ถูกกระทำทางใจ

100216

ยุคเรามีช่องทางมากมายให้เกลียดกัน
โดยไม่จำเป็นต้องเคยเจอหน้ากันด้วยซ้ำ

โลกนี้มีบุคคลน่ารังเกียจอยู่จริงๆ
แต่ก็ไม่ใช่น้อยๆ ที่อาจถูกเกลียด
โดยไม่จำเป็นต้องน่ารังเกียจ
ทั้งหลายทั้งปวงก็แค่น่าหมั่นไส้
ทำให้คุณเป็นทุกข์ทางใจได้มากพอ

สังเกตใจตัวเองเถอะ
ลองคุยกับความเกลียดอันดำมืดในตนเถอะ
เคยไหม ที่คนบางคนไม่ได้ทำอะไรให้
แต่คุณก็นึกเกลียดได้โดยขี้เกียจถามหาเหตุผล
บางทีเพื่อนไม่กี่คนบอกว่ามันเลว
ก็เชื่อว่าเลวทันทีโดยไม่ต้องมีใบเสร็จ
บางทีสังคมรอบตัวบอกว่าต้องเกลียด
ก็เกลียดตามเขาไปด้วยความกลัวจะผิดปกติ

และเมื่อคุณสามารถเกลียดใคร
แบบไม่สมเหตุสมผลได้ครั้งหนึ่ง
ก็จะมีครั้งต่อๆมาได้แบบไม่ต้องรู้เหนือรู้ใต้
อยากทำตาขวางใส่แบบพาลๆเสียอย่างนั้นแหละ
คลิกไลค์เพื่อแอบอ่าน แอบจิกกัด
แบบไม่เสียดมเสียดายเวลาชีวิตกันอย่างนั้นแหละ

อารมณ์เกลียดเหมือนอาถรรพณ์ลึกลับในตัวคุณ
ที่สะกดให้คิดอะไรประหลาดๆได้มากมาย
สำรวจดูจะรู้เลย
เช่น เห็นคนถูกเกลียดเป็นผู้ร้าย
แล้วเห็นตัวเองเป็นพระเอก
เห็นคนถูกเกลียดสมควรถูกด่า
รู้สึกว่าคุณด่าเขาแล้วอะไรๆจะดีกว่าเดิม
เห็นคนถูกเกลียดเป็นตัวสกปรก
รู้สึกว่าคุณด่าเขาแล้วโลกนี้จะสะอาดขึ้น
เห็นคนถูกเกลียดบกพร่องเล็กๆน้อยๆไม่ได้
รู้สึกว่าสมควรถูกขยายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโตทันที
เห็นคนถูกเกลียดไม่ทำอะไรผิดพลาดนานๆแล้ว
รู้สึกว่าน่าขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆมาเล่นกันใหม่ให้หนัก

อย่างไรก็ตาม เราอาจหาข้อดีในข้อเสียได้
เช่น การจะฝึกรู้ความเกลียดโดยความเป็นโทษได้ง่ายที่สุด
ก็คือฝึกตอนเกลียดแบบไม่สมเหตุสมผลนี่แหละ!

เมื่อรู้ตัวว่าเกลียดใครทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรให้
ลองถามตัวเองเป็นข้อๆ เช่น
หน้าตาเขากวนอารมณ์หรือเปล่า?
สุ้มเสียงเขาแสลงหูขนาดไหน?
กระแสทางใจจากเขาบ่งบอกความเห็นแก่ตัว
ดึงจิตคุณให้ตกร่วงลงสู่ที่ต่ำ จุกแน่น อึดอัด
หน้ามืดตามัวตามหรืออย่างไร?
วีรกรรมอันใดที่คุณคิดว่าไม่น่าพูดถึง
ดันมีคนมาพูดให้ฟังไม่เลิกเสียอย่างนั้น?

พอคุณหายสงสัย ตอบตัวเองถูกว่า
เขาหรือเธอเอาความทุกข์ทางใจ
มายัดเยียดใส่คุณผ่านช่องทาง คือ ตา หู หรือใจ
และเป็นการยัดเยียดด้วยเจตนา
หรือไม่มีความตั้งใจกระทบกระทั่งคุณแต่อย่างใดเลย
พิจารณาจนกระจ่างใจเช่นนั้นแล้ว
จิตคุณจะคลายจากความเกลียดชังได้ระดับหนึ่ง
แบบเอาชนะความอ่อนไหวของจิตมนุษย์ธรรมดาได้
ด้วยการหันมารู้ๆดูๆไปว่า
จิตถูกกระทบให้ปั่นป่วน ฟุ้งซ่าน จุกอกจุกใจ
จึงนึกรังเกียจต้นตอที่ก่อให้เกิดความทุกข์
หาใช่เกลียดความน่ารังเกียจอันใดในตัวเขา

เมื่อรู้ทันและไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์เกลียด
ความเกลียดก็จะเหมือนไฟไหม้ฟาง
เข้มข้นวูบๆวาบๆแล้วแผ่วจางลงอย่างรวดเร็ว
กับทั้งเห็นชัดขึ้นทีละครั้ง ทีละหนว่า
ความเกลียดเป็นอารมณ์มืดที่พร้อมจะครอบงำจิต
ความเกลียดเป็นมนต์สาปชนิดหนึ่งที่ขังคุณไว้กับ
บาปทางกาย วาจา ใจ

ถึงจุดหนึ่ง คุณจะนึกรังเกียจความเกลียดในใจตน
แทนการนึกอยากเล่นงานคนที่คุณเกลียด!

อย่าเผลอเพี้ยนเพราะหัวโขน

090216

จิตใจคนเราเดิมทีลอยๆ
แกว่งไปแกว่งมาอยู่
รอรากยึดให้ติดอยู่กับที่กับทาง
โดยมีงานมีการทำ
ให้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบเป็นประจำ
ทำให้เกิดน้ำหนักและหลักยึดไว้
ให้รู้ตัวอยู่ว่าเป็นใคร ทำอะไรอยู่ตรงไหน
และมีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับใครบ้าง
 
จิตใจคนเราเดิมทีเบี้ยวไปเบี้ยวมา
เพราะถูกความฟุ้งซ่านไร้จุดหมาย
บิดไปทางโน้นที ดัดมาทางนี้บ้าง
รอพลังดัดให้ตรง เข้าที่เข้าทาง
โดยมีงานมีการทำ
ให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายต้องไปให้ถึง
ไม่ใช่เป๋ไปเป๋มาตามอารมณ์ได้ไม่จำกัด
ยิ่งแน่วแน่ทำเป้าหมายในงานให้ลุล่วงเท่าไร
ใจยิ่งมีความตรงและคงเส้นคงวามากขึ้นเท่านั้น
 
แต่จิตใจที่เดิมทีลอยๆและเบี้ยวๆนั้นเอง
ถ้าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับอัตตาตัวตน
ไม่ค่อยสนใจหน้าที่ ไม่ค่อยดูทางตามเป้าหมาย
ก็อาจอาศัยหน้าที่การงาน
มาเป็นเครื่องมือบิดจิตให้ผิดเพี้ยนหนักขึ้นเรื่อยๆได้
 
คุณจะเห็นคนบางคน
หมกมุ่นอยู่กับการเอาหน้าเอาตา
ถ้าหัวโขนของตนไม่สำคัญ
ก็จะพยายามทุกวิถีทางให้คนเห็นความสำคัญ
หรือแม้บางทีสำคัญอยู่ระดับหนึ่งแล้ว
ก็จะตะเกียกตะกายอยากให้เห็นว่าสำคัญกว่านั้นอีก
 
คุณจะเห็นคนบางคน
คุยอวดเรื่องยศศักดิ์บ่อยๆ
โม้เรื่องรายได้เกินจริง
อยากให้ผู้คนจดจำตนด้วยความรู้สึกทึ่ง
โฆษณาว่าทำนั่นทำนี่ได้
เพียงเพื่อให้คนฟังอัศจรรย์ใจเกินๆ
วันไหนถึงขั้นคิดว่าตัวเองเป็นเทวดาได้ยิ่งดี
 
คนเหล่านี้
เหมือนตกอยู่ในความฝันตลอดเวลา
ดูเผินๆเหมือนคุยกันรู้เรื่อง
แต่พอคุยยาวๆสักพัก
หรือมีกิจธุระให้ต้องทำด้วยกันระยะหนึ่ง
คุณจะเริ่มได้ยินได้ฟังอะไรแปร่งๆ
หรือได้เห็นสีหน้าสีตาทะแม่งๆ
แบบคนลอยอยู่ที่ไหนไม่รู้
รู้แต่ไม่อยู่ในโลกความจริง
หรือทึกทักเอาจริงเอาจัง
กับการคิดไปเองของตนอย่างหนัก
กระทั่งเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน
เรื่องเกิดอย่าง ดันจำไปอีกอย่าง
ตีไข่ใส่สีไปเรื่อยอย่างที่คุณต้องแปลกใจว่า
ทำไมคนเราจับแพะชนแกะ
แล้วยังมีหน้าเชื่อสิ่งที่เขาปรุงปั้นขึ้นเองได้ขนาดนั้น
 
ธรรมชาติของหน้าที่การงาน
ต้องมียศศักดิ์ มีหน้ามีตา เป็นเกมลองใจว่า
จะให้หลงยึด หลงคว้าหัวโขนมารัดคอ
หรือจะให้เข้าใจภาระหน้าที่ตามความสามารถ
 
ยิ่งมองงาน จิตจะยิ่งตรง
ยิ่งเล็งหัวโขน จิตจะยิ่งเพี้ยน!

สรุปคือเป็นความผิดของอายุ?

080216

วัยเด็กของคนส่วนใหญ่
มีแนวโน้มจะเห็นโลกเป็นสวนสนุก
ส่วนวัยทำงานของคนไม่น้อย
มีแนวโน้มจะเห็นโลกเป็นทัณฑสถาน

ธรรมชาติของชีวิตจะบีบให้คุณ
ต้องเลิกทำอะไรแบบเด็กๆ
ซึ่งก็ไม่ใช่จะดีไปทุกเรื่อง

การทำอะไรแบบเด็กๆนั้น
ถ้าหมายถึงการไม่รับผิดชอบ หรือพูดไม่เป็นพูด
อันนั้นรู้ๆกันว่าไม่ดี
คนจะนับว่าโตเป็นผู้ใหญ่ได้
ก็เมื่อรู้จักรับผิดชอบ หรือพูดแล้วทำตามที่พูด

แต่หากการทำอะไรแบบเด็กๆ
หมายถึงการรู้จักเล่นสนุกแบบง่ายๆ
หมายถึงความอยากจะช่วยกันแบบไม่คิดอะไรมาก
หมายถึงการไม่เก็บงำความรักความเอาใจใส่
หมายถึงการอยากรู้อยากเห็น อยากท่องโลกกว้าง
หมายถึงการไม่อายที่จะถาม
หมายถึงการหายโกรธเร็ว ไม่ติดใจถือสานานๆ
การหายไปของอะไรเหล่านั้น
ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่าภูมิใจ
แต่มันทำให้คุณรู้สึกแก่แบบเบื่อๆ
ขี้เหนียว จิตใจแห้งแล้ง อุดอู้อยู่กับความจำเจ
และที่สำคัญ คือ ต้องแกล้งทำเป็นรู้
ทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย
ต้องแข็งใจทะนงอยู่กับความทรงภูมิ
มั่นใจในความคิดความเชื่อ
ทั้งที่ตระหนักมากขึ้นทุกทีว่า
ความคิดและความเชื่อของตัวเอง
นำไปสู่ความลำบากตนลำบากท่านเพียงใด

เรามักโทษชีวิต โทษคนเลวๆ
ที่บีบให้เราต้องกลายเป็นคนขี้กังวล
ขี้ระแวง เคร่งเครียด เก็บกด
และต้องเสแสร้งแกล้งทำต่างๆนานา
เพียงเพื่อจะได้ไม่ถูกใครเอารัดเอาเปรียบ
ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ
ไม่มีใครหัวเราะเยาะเพราะเห็นเป็นตัวตลก

ใครกัน มาคาดคั้นว่าผู้ใหญ่ไม่ควรเล่นสนุก?
ใครกัน ผูกขาดความเชื่อว่าผู้ใหญ่ต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน?
ใครกัน สั่งว่าห้ามเป็นไก่อ่อน โดนหนึ่งต้องเอาคืนสิบ?
ใครกัน กดดันให้ยอมชั่วแบบเสือ แต่อย่าแสนดีเป็นกวางน้อย?
ใครกัน เป็นคนตัดสินว่า คิดมากเป็นสิ่งสมควรแล้ว?

ตกลงวิธีคิดของเราเอง
ซ้ำเติมเราหนักกว่าที่คนอื่นเล่นงานเราหรือเปล่า?

ทุกคนอยากรู้เคล็ดลับความอ่อนเยาว์เสมอ
แต่น้อยคนนักที่อ่อนเยาว์ลงได้จริง
อันนี้ก็น่าคิด เป็นความผิดของคนส่วนใหญ่หรือเปล่า
ที่หลงนึกว่าชีวิตมีแค่ความอ่อนเยาว์ทางกาย
ประเภทผิวหนังเต่งตึง มีน้ำมีนวล
ไม่มีตีนกา ไม่มีรอยเหี่ยวย่น
ทั้งที่จริงแล้ว
ความอ่อนเยาว์ซ่อนอยู่ใต้เลือดเนื้อและผิวหนัง
ความมีชีวิตชีวาแฝงอยู่ในความมีใจกระตือรือร้น
ความรู้สึกดีๆมาพร้อมกับอารมณ์เบาสบาย ไม่คิดมาก

เมล็ดพันธุ์แห่งความอ่อนเยาว์เหล่านี้
ใช้มีดหมอไม่ได้ ใช้ยาฉีดไม่ได้
ใช้วิธีเสแสร้งแกล้งทำไม่ได้
แต่อาจเริ่มต้นด้วยการเห็นด้านดีของเด็กๆ
เล่นกับเด็กแล้วเก็บเกี่ยววิธีมองแบบเด็กๆมาด้วย
ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า ฉันโตแล้ว
ทุกอย่างที่เด็กๆทำ ฉันจะทำเป็นตรงข้ามให้หมด!

ถวายพระประธานล็อตแรก ๒๒ องค์ ๒๒ วัดทั่วประเทศ

060216

จากที่พวกเรา
มีความปรารถนาตรงกันในวันขึ้นปีใหม่
ที่จะร่วมกันถวายพระประธาน
แด่วัดทั่วประเทศที่ขาดพระประธานอยู่
ตอนนี้มีกำหนดวันแน่นอนที่จะได้ถวายแล้วนะครับ
กราบเรียนเชิญทุกท่านที่อยู่จังหวัดนั้นๆ
หรือจังหวัดใกล้เคียง
ทั้งที่ร่วมบริจาคและร่วมอนุโมทนา
จะรับรู้จากทางนี้หรือทางอื่น
ไปถวายพระประธานด้วยกันครับ
ความร่มเย็นแห่งการเป็นญาติธรรมจะได้เกิดขึ้น
โดยไม่มีการแบ่งแยก
 
ขอให้ดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่
http://bit.ly/1PWQq7t
ซึ่งผมแจกแจงไว้เป็นชื่อวัด ชื่อเจ้าภาพ เบอร์โทร.วัด
พิกัดของวัด และวันถวาย
ส่วนเวลาจัดพิธีถวายจะเป็นช่วงเช้าหรือบ่าย
กรุณาติดต่อสอบถามจากทางวัด
ซึ่งเจ้าภาพแต่ละท่าน
จะได้ทำการนัดแนะกับวัดตามสมควร
ส่วนวัดที่ไม่มีเจ้าภาพ
กรุณาโทร.สอบถามจากทางห้างแสงแห่งศรัทธา
เบอร์โทร.(085) 659-1459, (02) 865-3999
ซึ่งเป็นตัวแทนพวกเราไปถวายให้
ขออภัยที่ไม่สามารถระบุเวลาแน่นอน
เนื่องจากทางห้างเองก็ไม่เคยไปวัด
อีกทั้งต้องเดินทางไปประดิษฐานหลายวัด
จึงไม่อาจคำนวณได้ถูก ต้องถามเป็นแห่งๆ ณ วันถวายครับ
 
สำหรับถิ่นฐานที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยไปมาก่อน
แผนที่หยาบๆคงไม่เหมาะ
การใช้พิกัด GPS น่าจะได้ผลดีที่สุด
ผมลงพิกัดวัดไว้ครบทั้งหมด
แต่หากมีเหตุขัดข้องอันใด
ก็โทร.สอบถามจากวัดได้โดยตรง
และหากไม่เคยใช้ GPS มาก่อนก็อย่ากลัวนะครับ
ใช้ง่ายมาก แค่คลิกลิงก์พิกัดวัดตามที่ผมให้ไว้ในตาราง
ก็จะมีการเรียกแอป Google Map ขึ้นมาชี้เป้าให้เองเลย
(ต้องมี Google Map ติดตั้งไว้ในสมาร์ทโฟนก่อนนะครับ)
ส่วนคนที่กำลังอ่านสเตตัสนี้อยู่ด้วยเครื่องคอมพ์
ก็ให้คลิกลิงก์พิกัดเพื่อเข้าสู่หน้าเว็บของ Google Map
จากนั้นคลิก Send to Your Phone จะได้ผลเหมือนกัน
คลิปแสดงวิธีใช้ Google Map บนมือถือ
มีอยู่บนยูทูบมากมาย อย่างเช่นที่สั้นหน่อยก็
http://bit.ly/1UQankP
เสียเวลาแค่สองนาที
แต่เหมือนมีมัคคุเทศก์นำทางที่ดีที่สุดในโลกไว้ใช้กันทั้งชีวิต
เดี๋ยวนี้มันฉลาดขนาดบอกได้นะครับว่า
เส้นทางจราจรไหนสั้นที่สุด รถติดน้อยที่สุด ถึงเร็วที่สุด
ให้ดูกันจะจะกันเลยว่าเส้นไหนติดหนัก เส้นไหนปลอดโปร่ง
 
พระประธานล็อตสองกำลังจะตามมานะครับ
จะประกาศรายชื่อวัดเร็วๆนี้
ซึ่ง ณ เวลาปัจจุบัน (๖ กุมภาพันธ์ ๕๙)
มียอดบริจาครวมสร้างพระเพิ่มได้ประมาณ ๓๐ องค์แล้ว
และเพื่อเป็นการสะดวก
สำหรับท่านที่เพิ่งเห็นสเตตัสนี้และต้องการบริจาคสมทบ
ผมขอแจ้งบัญชีรับโอนไว้ ณ ที่นี้เลย
บัญชีเงินฝากออมทรัพย์
นายศรันย์ ไมตรีเวช
ธนาคารไทยพาณิชย์
สาขาเทสโก้ โลตัส สุขาภิบาล ๓
เลขที่ 4066475603
กรุณาแจ้งชื่อ นามสกุล
พร้อมยอดสมทบและเวลาโอนไปที่
คุณเกสรา mochakesara@gmail.com
เมื่อคุณเกสราได้รับแจ้ง
จะนำไปอัพเดทแสดงยอดยืนยันที่
http://bit.ly/1TmcKem
 
ขอให้ระลึกว่าบุญร่วมกันครั้งนี้ ใหญ่เกินกว่าที่ทำเดี่ยวๆกันมา
คงไม่มีใครถวายพระประธานคนเดียวได้ ๕๐ วัดภายในสองสามเดือน
อีกทั้งเป็นการถวายสังฆทานแด่พระพุทธศาสนาโดยรวมอย่างแท้จริง
เพราะไม่ได้เจาะจงไว้ก่อนว่าจะถวายวัดหนึ่งวัดใด
ผมและคุณๆไม่ได้รู้จักวัดพอๆกัน
ฉะนั้น เมื่อไปร่วมพิธีถวายที่วัดใด
ก็ขอให้คิดว่า คุณไม่ได้ถวายเพียงวัดนั้น
ยังมีอีกหลายสิบวัดที่อยู่ในข่ายบุญครั้งนี้ด้วย
คุณช่วยให้พระและชาวบ้านได้มีพระประธานองค์งามไว้กราบ
ไม่ได้ให้ทานกับพระสงฆ์รูปไหน หรือวัดที่ชอบใจเป็นพิเศษ
 
ทางทีมงานทำงานกันอย่างหนักในการคัดเลือกวัดสำหรับล็อตแรก
เพื่อให้ได้วัดที่มีพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นหลักตั้ง
แต่ล็อตต่อๆไปอาจสำรวจตรวจสอบเพียงความเป็นวัด
หรือสถานที่ปฏิบัติธรรมที่มีอยู่จริงเป็นสำคัญ
เพราะคิดว่าอย่างไร ชาวบ้านก็ได้กราบพระประธานแน่ๆ
ไม่อยากนำเงื่อนไขอื่น หรือสเปคพระสงฆ์ในใจมาเป็นกรอบกำหนด
มิฉะนั้น ก็คงหาวัดในอุดมคติมาไม่ทัน
และจะไม่เป็นไปตามเป้าเดิม คือ
ถวายพระประธานแด่วัดที่ขาดทั่วไทยโดยไม่เลือกหน้า
 
ปี ๒๕๕๙ เป็นปีใหม่ที่ให้ความรู้สึกแปลกใหม่
จากบุญใหญ่ที่ทำเองคนเดียวไม่ได้
ต้องมีใจเดียวร่วมกันเรือนพันเรือนหมื่น จึงสำเร็จลุล่วง
ไม่ว่าท่านจะร่วมลงขันถวายพระ
ด้วยเงินหลักสิบหรือหลักแสนตามฐานาฐานะ
นี่ก็จะเป็นภูเขาแห่งกองบุญอันหนึ่งอันเดียวกัน
คือสร้างพระประธานถวายเป็นมหาบูชา
เป็นสังฆทานบริสุทธิ์โดยเจตนา
เป็นนิมิตมงคลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลอีกครั้งหนึ่งในชีวิต _/\_

อยู่กับคนที่ช่วยให้มองโลกดีขึ้น

050216

มาตรวัดความเป็นคู่บุญอย่างหนึ่ง
คือการติดนิสัยดีๆมาจากกันและกัน
มากกว่าจะเอานิสัยเสียๆของอีกฝ่ายมาใช้

พออยู่กับใครมากๆ
คุณจะเอานิสัยของคนคนนั้นมาใช้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
บางนิสัยอาจมีแนวโน้มในคุณอยู่ก่อน
ขณะที่บางนิสัยอาจไม่ใช่ตัวเดิมของคุณเลย

คำถามคือ อะไรเป็นตัวดูดนิสัย?
อะไรเป็นเหตุให้คุณนึกอยากคล้อยตาม?
อะไรบันดาลใจให้พลอยอนุโมทนาอย่างเป็นสุข
พลอยนึกปลื้มไปกับเขาด้วย?

คำตอบคือ ความเป็นของจริง
จะในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม!

เพื่อให้เข้าใจชัดว่าของจริงคืออย่างไร
ลองมาดูตัวอย่างของเก๊กันก่อน
พ่อแม่ลูกที่อยู่บ้านเดียวกัน
ย่อมเห็นพฤติกรรมของกันว่า
ใครทำอะไรอยู่จริงๆ พูดจากวิธีคิดแบบไหนอยู่จริงๆ
ถ้าพ่อแม่ชอบพูดลดเลี้ยวซิกแซกเป็นประจำ
แต่พอเจอลูกพูดลดเลี้ยวใส่ตนบ้างก็โมโห
สั่งสอนเทศนาเป็นชั่วโมงให้พูดจาตรงไปตรงมา
อย่างนี้เรียกว่าดีแต่พ่นคำปลอมๆ กลวงๆออกมา
เพื่อบีบคนฟังให้ทำตามอำนาจสั่งการของตน
หาได้มีพลังบันดาลใจจากของดีจริงในตนไม่

คนเราชอบแรงบันดาลใจจากของจริง
เพราะมีพลังปลุกจิตปลุกใจ
ให้อยากลุกขึ้นมาเอาจริงตามบ้าง
จากการรู้สึกแจ่มชัดว่าทำจริงแล้วมันดียังไง

ฉันใดก็ฉันนั้น
เวลาคู่รักไม่พอใจอะไรในตัวอีกฝ่าย
หากเอาแต่สวมวิญญาณพ่อแม่อยากบังคับลูก
เอาอารมณ์เผด็จการมาเป็นตัวตั้ง
สั่งให้ทำอย่างนั้น สอนให้ทำอย่างนี้
ลืมสนิทว่าตัวเองยังทำไม่ได้เลย
แถมอาจจะหนักกว่าที่ไปว่าเขาเสียอีก
แล้วจะไปคาดหวังให้ใครมีแก่ใจดีขึ้นได้?

นิสัยดีๆอันใดยังไม่มีในตัว
ถ้าได้เห็นนิสัยนั้นในคนรักแล้วเกิดความรู้สึกดี
ย่อมเกิดความใจอ่อน อยากเอาดีตาม
ค่อยๆคล้อยตาม อนุโมทนาเองโดยไม่ฝืนใจ

แต่หากยังทำไม่ได้
แล้วจะกะเกณฑ์คนรักให้ทำได้
นอกจากไม่ได้นิสัยดีๆของคนรักมา
ยังอาจเพิ่มนิสัยเสียๆให้ตัวเองอีก!

กรรมของแม่สื่อแม่ชัก

040216

เมื่อหวังดีกับใคร
อย่างไรใจก็เป็นบุญครับ
ได้บุญจากการคิดและการทำตรงนั้นแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่ากรรม
ที่จะเป็นกรรมเมล็ดพันธุ์รอการเผล็ดผลนั้น
มีองค์ประกอบหลายข้อ ได้แก่
รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร
เจตนาหรือหวังผลแบบไหน
มีความพยายามทำให้สำเร็จ
และสำคัญคือเกิดผลตามที่คาดหวังด้วย

หากสำเร็จผลตามที่คาดหวังแล้วล่ะก็
ให้รอรับผลในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าได้เลย
จะชาตินี้หรือชาติไหนก็ตาม
แต่หากไม่สำเร็จผล ต่อให้คาดหวังอย่างไร
พยายามแค่ไหน ก็ยังไม่สำเร็จเป็นกรรมเต็มขั้น

แค่แนะนำให้คนสองรู้จักกัน
ก็เป็นบุญเป็นบาปได้
ถ้าใจรู้อยู่ หรือคาดหมายได้อยู่ว่า
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งคู่รู้จักกัน
ส่วนจะต้องไปรับกรรมแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ผลสำเร็จตามที่คาดหวังหรือเปล่า

เวลาทำอะไร ใจคนเราจะเล็งที่จุดใดจุดหนึ่ง
เช่น ถ้าว่ากันแบบโลกๆ
คุณรู้จักชายรวยที่ต้องการหญิงดูแลเอาใจ
และรู้จักหญิงใจงามที่ต้องการคนช่วยปลดหนี้หนัก
อย่างนี้ก็คาดหมายว่า
เจอกันแล้วต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
และเมื่อสองคนเจอกันก็สมหวังทั้งคู่จริงๆ
การเล็งผลนั้นของผู้เป็นสื่อ
ก็นับว่าประสบความสำเร็จ
เป็นบุญที่ช่วยให้คนสองคนได้สิ่งที่ต้องการ
เมื่อกรรมจะเผล็ดผลในอนาคต
ก็จะมาในรูปของการมีผู้นำไปสู่สิ่งที่ปรารถนา

ส่วนที่ว่า ถ้าสองคนเลิกกันในภายหลัง
หรือกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งตบตี
อันนี้เป็นเรื่องเกินความคาดหมาย
ไม่ได้คิดไว้ก่อน และรู้ล่วงหน้าไม่ได้
ก็ไม่เกี่ยวกับผู้เป็นสื่อแล้ว
เป็นกรรมของคนสองคนที่อยู่ด้วยกันเท่านั้น
เรื่องที่จะต้องรู้สึกผิด
หรือเรื่องที่จะต้องมาโทษกันว่า
แม่สื่อแม่ชักเป็นตัวการนำความซวยมาสู่ชีวิต
คงขึ้นกับว่า บังคับใจหรือปล่อยให้คิดเอง
เลือกเองแต่แรกด้วย

หากสมัครใจเลือกเอง
ก็ต้องรับผลของการเลือกเอง!

ถ้าว่ากันโดยธรรม
อย่างเช่นพ่อแม่ที่รู้ธรรมะ
เล็งตาหาคู่ครองให้ลูกสาวตน
ก็จะเล็งที่ความเสมอกันด้วยศีล
ความเสมอกันด้วยใจอาทร
ความเสมอกันด้วยการศึกษา
ความเสมอกันด้วยฐานะ
และสำคัญมากๆ คือเสมอกันด้วยความเสน่หา
ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และไม่ง่ายที่จะได้อย่างใจทั้งหมด
แต่การเล็งของพ่อแม่
ก็คือตัวอย่างการเล็งอันเป็นธรรม เป็นบุญแท้
ที่จะมีให้กับลูก

จะได้อย่างใจหรือไม่ได้อย่างใจในภายหลัง
ถ้าใจเล็งที่ศีลเสมอกันเป็นหลักแล้ว
ก็ให้คิดว่า พ่อสื่อแม่ชักเป็นประตูสู่ทางสะอาด
ทางแห่งความปลอดภัย
แต่ถ้าไม่แน่ใจ ไม่รู้จักคนดีพอ
ไม่ทราบว่าศีลใครยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด
โดยเฉพาะศีลข้อ
บางทีก็เหมือนส่งเนื้อเข้าปากเสือได้

สรุปคือ จะแนะนำใครให้รู้จักกัน
ต้องแน่ใจก่อน รู้แก่ใจตัวเองก่อนว่า
ใครเป็นอย่างไร เราเล็งหวังผลแบบไหน
มีสิทธิ์เกิดสัมพันธ์ดีร้ายแบบใดขึ้นมา
เพราะนั่นคือมาตรวัดบุญอันเป็นที่สุด
ของมนุษย์ผู้ทำกรรมอย่างรู้ว่าเจตนาเอาอะไร!

ความฝันคือช่องทางเผยความลับเกี่ยวกับตัวคุณ

030216

การฝันเห็นเลขหวยงวดต่อไป
อาจเป็นแค่บุญเก่าเล็กๆน้อยๆ
มาช่วยให้ได้เงินนิดๆหน่อยๆ
แต่ดึงคุณเข้าสู่วังวนความโลภใหญ่โต
รบกวนจิตใจและเวลาในชีวิตมากมาย

การฝันเห็นตัวเองในอดีตชาติ
อาจเกิดกับเด็กเล็กที่ประสบสิ่งคุ้น
กระตุ้นให้จำได้ว่าตัวเองเพิ่งเป็นใครมา
ซึ่งแม้ได้เปรียบคนส่วนใหญ่
ตรงที่รู้ว่าชีวิตคือละคร
ซึ่งถูกเปลี่ยนเรื่องโดยความตาย
แต่ความรู้นั้นก็ไม่ได้ลึกซึ้งถึงแก่นความจริงที่ว่า
ชีวิตคือเกมกรรม
คือวังวนเกิดแก่เจ็บตาย
เพื่อใช้กรรมและทำกรรมต่อ

การฝันเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้
อาจเกิดขึ้นกับใครก็ตาม
ที่มีดีพอจะได้สิทธิ์แก้ตัวสองครั้ง หรือสามครั้ง
กับสถานการณ์หนึ่งๆ
ซึ่งก็ไม่แน่ว่าหลังจากฝันซักซ้อมแล้วฉลาดพอ
จะโต้ตอบกับสถานการณ์ได้ดีที่สุด
เมื่อถึงเวลาเกิดขึ้นจริง

ฝันเห็นเลขหวย
ฝันเห็นอดีตชาติ
ฝันเห็นอนาคตใกล้ๆ
แม้มีจริงก็ไม่ใช่สิ่งที่เกิดกับใครก็ได้
และแม้เกิดกับใครได้ ก็ใช่จะบ่อยนัก

สิ่งใดไม่เกิดขึ้นบ่อย
สิ่งนั้นนำมาฝึกพัฒนาตัวเองได้ยาก!

แท้จริงแล้ว
ความฝันเลอะเทอะและดูมั่วๆต่างหาก
ที่เกิดกับคนทั่วไป และเกิดขึ้นได้ทุกคืน

สิ่งใดเกิดขึ้นเป็นประจำ
คุณทำความเข้าใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ
และเอามาใช้ประโยชน์ได้ยาวๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตตัวเอง

ก่อนอื่นคุณต้องมองใหม่หมดเลย
แทนที่จะนึกว่าความฝันเป็นเรื่องเหลวไหล
ก็ให้คิดว่ามันคือความจริงเกี่ยวกับอัตตา
ที่มีเหตุมีผล และน่าสนใจเสมอ

ครั้งต่อไป หากตื่นขึ้นแล้วจำความฝันไม่ได้
ทั้งรู้ว่าเพิ่งผ่านมันมาแน่ๆ ให้บอกตนเองว่า
ความฝันนั้นมั่วและไม่คมชัดพอ
ที่จะก่อความรู้สึกประทับลงเป็นความทรงจำ
ทำนองเดียวกับอาการฟุ้งซ่านลอยๆ

เราไม่ค่อยจำว่านาทีก่อนฟุ้งซ่านเรื่องใด
เราก็ไม่ค่อยจำว่าเมื่อกี๊ก่อนตื่น
ได้ฝันมั่วๆเกี่ยวกับอะไรเช่นกัน
การจำความฝันไม่ได้จัดว่าพลาดโอกาส
ทำความเข้าใจตัวเอง
และปล่อยให้ปมขัดแย้งบางอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ
โดยไม่รู้เลยว่า
มันเผยตัวผ่านภาษาสัญลักษณ์อยู่บ่อยๆ

แต่ถ้าครั้งต่อไป
ตื่นขึ้นมาแล้วจำความฝันอันใดได้ชัด
ก็แปลว่ามันก่อความรู้สึกได้แรงพอ
ซึ่งฝันแบบนี้แหละที่มีระดับ
เหนือกว่าความฟุ้งซ่านทั่วไป
เมื่อเห็นแล้วว่าเป็นฝันที่มีความหมาย
ก็อย่าปล่อยให้มันหมดความหมายไปเฉยๆ
ลองถามตัวเองดูว่า คน สิ่งของ
หรือสถานการณ์ไหนในฝัน
ที่มีความสำคัญทางใจที่สุด
ดูเป็นจริงเป็นจังที่สุด

จากนั้นค่อยๆคิด ค่อยๆเทียบเคียงว่า
นั่นเป็นเครื่องหมายแทนความรู้สึกแบบใด
ในขณะที่คุณกำลังลืมตาตื่นอยู่
ยกตัวอย่างเช่น...

ถ้าฝันเห็นคนแปลกหน้า
เขาพูดคุย เจรจา หรือทำให้คุณรู้สึกอย่างไร
ความรู้สึกนั้น ที่แท้อาจเป็นอารมณ์แปลกปลอม
เป็นความเชื่อ หรือศรัทธาที่เปลี่ยนไปของคุณเอง
ซึ่งความเปลี่ยนแปลงนั้น
กำลังก่อให้เกิดความรู้สึกผิดแปลกแตกต่าง
พูดง่ายๆคือ คนแปลกหน้าในฝัน
ก็คือตัวคุณที่หันหน้ากลับมา
ให้ตนเองเห็นว่า แตกต่างไปถึงไหนแล้ว

ถ้าฝันเห็นตัวเองกับคนรัก
ยืนอยู่ข้างศาลพระภูมิ
หรือไปเที่ยววัดใหญ่โตงดงาม
แล้วบังเกิดปีติ เกิดความรู้สึกดีงาม
นั่นอาจเป็นนิมิตมาเตือนว่า
เคยร่วมบุญร่วมกุศลมาด้วยกันเยอะ
ทำไมต้องทะเลาะเบาะแว้ง
ก่อบาปก่ออกุศล
สร้างทางวิบัติให้กันและกันด้วยเล่า?
ขอให้สังเกตเถอะว่า
คู่รักมักไม่ฝันทำนองนี้เวลาดีๆกัน
แต่ดันไปฝันเอาตอนกำลังตีกันจะตายเสียนั่น

ถ้าฝันว่าตัวเองนัดใคร
หรือจะสอบวิชายาก แต่กลับไถลไปเรื่อย
ดูนาฬิกาหรือดูปฏิทินแล้ว
เห็นชัดๆว่าใกล้เวลาเข้าไปทุกที
แต่ก็ยังมีความประมาท ทำโน่นทำนี่
ไม่ยอมเตรียมตัว ไม่ยอมเดินทางเสียที
ทั้งที่ใจก็ไม่สบาย กระวนกระวายอยู่ลึกๆ
หรือกระทั่งรู้สึกผิด ที่ไม่รู้จักรับผิดชอบ
นั่นอาจเป็นอารมณ์ทุกข์แบบเดียวกัน
ที่คุณทำหน้าที่ไม่ดีพอระหว่างลืมตาตื่น
และความฝันก็สร้างสถานการณ์
ตอกย้ำความทุกข์ให้เด่นชัดขึ้น
จะได้เลือกถูกว่า
ยังอยากปฏิเสธความรับผิดชอบแล้วทุกข์ต่อ
หรือจะรับผิดชอบแล้วสบายใจขึ้นเสียที

เมื่อฝึกเชื่อมโยงสัญลักษณ์ทางอารมณ์ในฝัน
เข้ากับอารมณ์ที่สอดคล้องกันยามตื่น
คุณจะค่อยๆสังเกตออกว่า
ตัวละครในฝันล้วนมีความหมาย
เป็นลูกศรชี้กลับมาหาตัวคุณเองทั้งสิ้น
และเมื่อช่างสังเกตต่อไปเรื่อยๆพักหนึ่ง
บางคืนคุณอาจเกิดสติรู้ทีเดียวว่ากำลังฝัน
อีกทั้งเห็นชัดเจนโดยไม่มีการปกป้องตนเองว่า
คิดอะไรอยู่ อยากได้อะไร
อยากพูดแบบไหนกับใครบ้าง
เมื่อความฝันเปิดโอกาสให้ใส่ได้เต็มที่

เมื่อคุ้นกับความจริงเกี่ยวกับตัวเอง
ที่สะท้อนผ่านภาพฝันแล้ว
อาจจะมีสักเช้าหนึ่ง ที่เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา
เกิดอยากตั้งคำถามว่าอะไรคือตัวคุณกันแน่?
ถึงตอนนั้น อาจได้ข้อสรุปว่า
ตัวคุณคือความรู้สึกหลงยึดอะไรอย่างหนึ่งชั่วคราว
ตัวคุณคือกรรมทางความคิด กรรมทางวาจา กรรมทางกาย
ที่เกิดขึ้นโต้ตอบกับสถานการณ์หนึ่งๆ

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนได้เรื่อยๆ
กรรมก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆ
และเมื่อกรรมเปลี่ยนได้เรื่อยๆ
ตัวตนก็เปลี่ยนได้เรื่อยๆเช่นกัน

เมื่อล้มเลิกความคิดว่า
ตัวคุณคือภาพใดภาพหนึ่งที่น่ายึดไว้
คุณจะคลายปมขัดแย้งกับตัวเอง
คลายความรู้สึกไม่เข้าใจตัวเอง
กับทั้งอาจเป็นผู้หนึ่งที่พบว่า
ยอดแห่งความลับที่ความฝันเปิดเผยออกมา
คือ ไม่มีตัวคุณอยู่จริงอย่างที่คิด!

งานห่วยๆเกิดจากจิตห่วยๆ

020216

ทำงานให้เสร็จๆ
ระยะสั้นจะโล่งใจที่ได้ผลักภาระไปพ้นๆ
แต่ระยะยาวจะหนักใจที่ต้องแบกภาระเรื่อยๆ
ในที่สุดชีวิตจะจมทุกข์อยู่กับงานประจำที่ทนทำ

ทำงานให้เสร็จดี
ระยะสั้นจะอึดอัดใจที่ผ่านยากผ่านเย็น
แต่ระยะยาวจะสบายใจที่งานดีและง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดชีวิตจะอิ่มสุขอยู่กับผลงานที่ฝากไว้

งานเสร็จอย่างไร
คุณภาพทางใจอย่างนั้น!

หลายคนเลือกที่จะให้นิยามงานของตัวเองตามรายได้
โดยท่องไว้เป็นคาถาว่า
คุณภาพงาน ตามปริมาณเงินเดือน
นั่นก็เท่ากับยอมให้เงินเดือน
เป็นตัวกำหนดคุณภาพทางใจ
ตลอดไปจนถึงคุณภาพชีวิต

คุณจะรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว
ก็จากเรื่องที่เข้ามากระทบตัวในชีวิตประจำวัน
หลายคนแปลกใจ
เมื่อพบว่าสินค้าในปัจจุบัน
ทั้งที่มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์
กลายเป็นของที่ต้องเข้าซ่อม
หรือต้องเรียกช่างมาช่วยแก้ไขตั้งแต่วันแรกๆ
ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีห่วยลง
แต่เพราะจิตวิญญาณของคนทำงานยุคเราห่วยลงเรื่อยๆ

ถ้าทราบถึงปัญหาภายในขององค์กรใหญ่เล็ก
คุณจะงงว่าโลกนี้อยู่กันเข้าไปได้อย่างไร
ทำงานไม่เป็น แต่ก็จำใจรับเข้ามาทำเพราะคนไม่พอ
ทำงานข้ามหัว ไม่ไว้หน้ากัน เพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน
ทำงานไม่ทัน เพราะหลายฝ่ายมาสาย ไม่สบายตลอด
ทำงานไม่เสร็จ คิดว่าสัญญาไม่ต้องเป็นสัญญากันแล้ว
ทำงานไม่มีความผูกพัน ลาออกง่าย ไม่ต้องรู้สึกผิด
และร้ายที่สุดคือลัทธิใหม่ที่ใหญ่ขึ้นทุกที
คือ ไม่ช่วยอะไรอะไรเลย แต่ถึงเวลาจะขอเงิน
ไม่ทำอะไรเลย แต่จะด่าคนที่เขาพยายามทำ

คนมักนึกว่าเทคโนโลยีดีขึ้น ชีวิตจะดีขึ้น
แต่ความจริงก็คือ ถ้าคนพากันทำงานแย่ลง
ชีวิตจะเสี่ยงภัยตามเทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น
หรืออย่างน้อยก็เดือดร้อนจุกจิก
กับสิ่งของรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าประจำตำแหน่งหน้าที่ใหญ่เล็กแค่ไหน
ถ้างานของคุณแย่
คุณมีส่วนซ้ำเติมให้โลกนี้แย่ลงแน่ๆ
แต่ถ้างานของคุณดี
คุณมีส่วนช่วยยกระดับให้โลกนี้ดีขึ้นจริงๆ!