คนแปลกหน้าที่กลายเป็นคนรัก

12645199_1012590702131421_3129441069272315425_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ความเป็นเพื่อนหรือความเป็นคนรัก
ให้อย่างไรก็รู้สึกว่าสมมุติขึ้นชั่วคราว
หมดเหตุให้อยากสมมุติเมื่อไหร่
ก็กลับไปเป็นคนแปลกหน้าเมื่อนั้น

ฉะนั้น ต้นทุนน้ำใจที่เคยมีให้กับคนแปลกหน้า
จึงต้องได้ใช้แน่ๆกับคนรัก
ทั้งในช่วงเริ่มต้นที่ยังเหมือนเป็นคนอื่น
และในช่วงขัดแย้งเหมือนเป็นฝ่ายตรงข้าม

น้ำใจที่คุณมีให้คนรอบตัว
เป็นสิ่งที่พยากรณ์ได้ว่า
จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตรักของคุณ!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้ามีน้ำใจให้กับคนแปลกหน้า
อภัยง่าย ไม่ผูกใจเจ็บยืดเยื้อ
แล้ววันหนึ่งถ้าต้องทะเลาะเบาะแว้งกับคนรัก
ไม่อยากมองกันราวกับเป็นคนแปลกหน้า
..
ก็ทำนายได้ว่า
จะเป็นอารมณ์ประเดี๋ยวประด๋าว
ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ
ไม่อยากแง่งอนกันเยิ่นเย้อ

ถ้ามีน้ำใจให้กับคนในครอบครัว
มีของดีอะไรก็แบ่งปัน มีเรื่องร้ายอันใดก็ช่วยเหลือ
มีเวลาว่างก็เอามาสร้างประสบการณ์ดีๆร่วมกัน
วันหนึ่งพอได้อยู่กับคนรัก
..
ก็ทำนายได้ว่า
คุณจะไม่เห็นแก่ตัว
แต่อยากแบ่งปัน อยากช่วยเหลือ
อยากสร้างประสบการณ์ดีๆร่วมกับอีกฝ่าย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทำอย่างไรจึงจะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา?
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า
ประการแรกต้องเป็นคนมีน้ำใจ
ต้องเป็นคนมีความคิดในเชิงเมตตาจริงๆ
พูดง่ายๆว่ามีใจจริง
ที่จะคิดในทางดีกับคนอื่น
พยายามที่จะมองคนอื่นในด้านดี
มองในทางที่จะทำให้มีไมตรีจิตต่อกัน
อย่างที่เขาเรียกว่าเป็นนักแผ่เมตตานั่นแหละ

คือปรารถนาให้
การปรากฏตัวของเรา
คำพูดของเรา
หรือแม้แต่กระแสจากจิตใจของเรา
ทำให้ผู้อื่นมีความรู้สึกดี มีความรู้สึกเป็นสุข

ถ้าเรายิ่งมีความสุขได้จริงๆ
แล้วสามารถเผื่อแผ่ความสุข
ไปให้คนใกล้ตัว คนรอบตัว หรือคนไกลตัวก็ตาม
อย่างนี้เรียกมีเมตตาจริง

ซึ่งเห็นไหมมันทำยากนะ
นักแผ่เมตตาที่แท้จริง
ไม่ใช่คนที่เล่นสมาธิ หรือสวดมนต์
แล้วก็มานั่งสัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ
เมตตาหลังสวดมนต์ ไม่ใช่เมตตาจริง
เมตตาจริงต้องทำกันทั้งวัน

นอกจากมีน้ำใจแล้ว
น้ำใจที่รินออกมาต้องสะอาดด้วยศีล
ไม่ให้ทำผิดคิดร้ายหรือไปเบียดเบียนใครเขา

ผู้ที่ให้ทานแล้วก็รักษาศีลเป็นประจำ
จะมีกระแสของเมตตาออกมาเอง
โดยที่คนอื่นเค้ามองเข้ามากี่ที กี่ที
เขาก็รู้สึกเหมือนเดิมว่านี่เองของจริง
ของที่มันเป็นความชุ่มชื่น ชุ่มเย็น
แล้วก็ของที่เป็นความสะอาดไม่มีมลทิน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่า มีเมตตาออกมาจากระดับของจิตใจ
มีความคิดอยากจะให้ใครต่อใครมีความสุขจริงๆ
เกิดชาติหน้าฉันใด
กระแสความรักจะพุ่งเข้าหาอย่างท่วมท้นเลย
ค่าที่เคยให้ความสุขกับคนอื่นไว้มาก
ค่าที่เคยอยากจะทำให้คนอื่นเขาได้ดิบได้ดี
ไม่พูดถึงใคร ในทางที่เขาจะต้องเสียหาย
ไม่ทำกับใคร ในทางที่จะเบียดเบียน
ให้เขาเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ

อันนี้ว่ากันถึงความรักในวงกว้าง
ซึ่งมีความหมายต่อยอด
ไปถึงขั้นของความรักในชายหญิงด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ก่อนลงมือทำอะไร
ลองนึกถึงวันที่เป็นคนแปลกหน้า
เป็นคนที่เคยต้องเกรงใจกัน
เป็นคนอื่นคนไกลที่ไม่รักไม่แค้น
ไม่เป็นที่ตั้งของใจที่คิดเป็นบุญเป็นบาป
แต่พอวันคืนผ่านไป ผูกสนิทชิดเชื้อ
เราถือวิสาสะกันอย่างไร
เหตุใดจึงเผลอยึดเขาหรือเธอ
เป็นที่ตั้งของมหาอกุศลจิต
มีสิทธิ์คิดทำปาณาติบาต
ผูกภัยผูกเวรข้ามชาติกันไปได้?

ความรักที่คุณคู่ควร
ขึ้นตรงกับเมตตาที่มีให้คน

อยู่ที่ DNA หรืออยู่ที่ใจ?

280116

สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปยอมรับ
และรู้สึกว่าศาสตร์เกี่ยวกับ DNA ศักดิ์สิทธิ์
ก็คือ กฎหมายรองรับการใช้ DNA เป็นเครื่องพิสูจน์ถูกผิด
ดังปรากฏข่าวตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูก
หรือไม่ก็พิสูจน์ความเป็นผู้ร้าย ผู้เป็นอาชญากรตัวจริง

เทคโนโลยีเกี่ยวกับ DNA
ก้าวไปไกลมากขึ้นๆทุกปี
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
และกำลังจะกลายเป็นที่รู้จักดีในอนาคต
คือ DNA สามารถใช้พยากรณ์ชะตาชีวิต
ไม่ต่างจากศาสตร์ลายมือหรือโหราศาสตร์
และที่พิเศษกว่านั้น คือ
ถ้าตัดแต่ง DNA ได้ ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตได้
หรือกระทั่งเปลี่ยนคนธรรมดาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ได้
ชนิดที่ต้องนึกถึงหนังเรื่อง X-Men กันทีเดียว

DNA น่าสนใจกว่าเรื่องดวงและเรื่องกรรมวิบาก
ตรงที่มันเป็นสิ่งจับต้องได้
พิสูจน์เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมได้
อย่างเช่น ตราบใดที่เด็กยังไม่คลอด
ตราบนั้นโหราศาสตร์ยังไม่ทำงาน
ยังไม่มีหมอดูคนไหนทายถูกว่า
เด็กจะเกิดมาเป็นอย่างไร รูปงามหรือไม่งาม
แต่เด็กที่ยังไม่คลอดคนเดียวกันนั้นเอง
หากเอา DNA มาตรวจได้
นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญก็อาจทำนายก่อนเกิดเลยว่า
ชะตาชีวิตของเด็ก เมื่อโตขึ้นจะประมาณไหน
มีสิทธิ์ประกวดนายแบบหรือนางงามไหม
มีสิทธิ์เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงหรือเปล่า
มีสิทธิ์ตายด้วยโรคมะเร็งในช่วงอายุประมาณใด

หมอดูรู้ว่า ดาวบนฟ้าลิขิตชะตา
นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า
DNA เป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างมนุษย์
ส่วนผู้มีอภิญญาตั้งแต่ก่อนยุคพระพุทธเจ้า
ทราบมาช้านานว่า วิบากของกรรม
เป็นผู้วางแผนชีวิตให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

แต่เพิ่งมาถึงยุคของพระพุทธเจ้า
ที่มีการประกาศว่า
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ด้วยใจนี่เอง ธรรมทั้งปวงจึงปรากฏอย่างที่เห็น
และเมื่อใจเปลี่ยนไปอย่างไร
ชะตาชีวิตก็หักเหไปอย่างนั้น
อย่างที่เรียกสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น คนในโลกนี้มีอยู่ พวก
พวกแรกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลเสมอ
พวกสองติดอยู่กับการเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ร้ายกาจ
พวกสามสลับร่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
บางทีก็เจ้าอารมณ์จัด บางทีก็มีเหตุผลดีมาก

ถามนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาจะอธิบายเป็นฉากๆว่า
ใครเกิดและโตใต้สิ่งแวดล้อมใด จึงเป็นเช่นนั้น
ถามหมอดู หมอดูจะพยากรณ์ถูกว่า
ใครเกิดใต้อิทธิพลดาวแบบใด จึงเป็นเช่นนั้น
ถามนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะชี้ด้วยหลักฐานว่า
ใครเกิดด้วยรหัส DNA อย่างนี้ๆ จึงเป็นเช่นนั้น
ถามคนมีตาทิพย์ คนมีตาทิพย์จริงจะเผยว่า
ใครเกิดด้วยกรรมเก่าแบบใด จึงเป็นเช่นนั้น

ทั้งหมดนั่นถูกได้ทั้งสิ้น
แต่เมื่อถามชาวพุทธที่ฟังพระพุทธเจ้าจริงๆ
จะไม่ค่อยสนใจว่า
ที่มาที่ไปของนิสัยหนึ่งๆ มาจากไหน
แต่ใส่ใจว่า จะแก้นิสัยเสียๆได้อย่างไร
เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาของการขัดเกลา
เปิดสอนคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักจิตวิทยา
ไม่ใช่หมอดู ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คนมีตาทิพย์

เมื่อเป็นชาวพุทธ
ขอเพียงตั้งศรัทธาไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ก็ย่อมปลงใจเชื่อว่า ชีวิตเปลี่ยนได้ ชะตาปรับได้
ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
หรือกระทั่งพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ยังได้

ดังเช่นที่เมื่อรู้ตัวว่าเป็นพวกไร้เหตุผล
ฟังธรรมแล้วปรารถนาจะเป็นคนมีเหตุมีผล
ก็ตั้งหลักด้วยการเห็นโทษของความเป็นคนเจ้าอารมณ์
จากนั้นอาศัยความเข้าใจ
อาศัยเวลา อาศัยความอดทน
อาศัยความใจเย็น อาศัยแนวทางการเจริญสติที่ถูกต้อง
มาฝึกให้เกิดความรู้ตัวเรื่อยๆว่า
เวลานี้เกิดอารมณ์ร้ายขึ้นแล้ว
เวลานี้อารมณ์ร้ายจางลงบ้างแล้ว
เวลานี้อารมณ์ร้ายหายไปแล้ว
หรือถ้าไม่หายไปสักที
อย่างน้อยก็เอาความคิดดีๆมาหักล้างให้ทันๆกัน
นี่เรียกว่าเป็นการเอาชนะของเก่า
ด้วยกรรมใหม่นั่นเอง

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลก
ที่มีศักยภาพดีพอจะเลือกทำกรรมได้แตกต่างจากตัวตนเดิม
แต่คนส่วนใหญ่ปล่อยตัวตามยถากรรม
จึงทำให้เราเห็นแต่อะไรๆ
ที่เหมือนถูกลิขิตไว้หมดแล้ว
แก้ไขไม่ได้แล้ว
เห็นแต่แรกแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
โดยเฉพาะกับคนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า
ชีวิตตัวเองจะดีขึ้นได้!

ข้อคิดจากความเย็นยะเยือก

270116

ลมหนาวจะหนาวไปเลย
ถ้าไม่มีความอบอุ่นจากคนรอบตัว
มาช่วยให้เกิดความประทับใจไปอีกทาง

ลมหนาวจะเป็นสัญลักษณ์ของความสุข
อันเกิดจากความอบอุ่นใจ
ที่มีใครแคร์
มีคนห่มผ้าให้
มีคนแปลกหน้าบริจาคผ้าห่มมา
หรือกระทั่งมีคนพูดให้เกิดกำลังใจ
มีไฟในการลุกขึ้นทำอะไรต่อ
ไม่แช่นิ่งให้ความขี้เกียจกัดกินมือเท้า

ลมหนาวจะเป็นแบบฝึกหัด
ให้รู้จักตัวเองดีขึ้น ด้วยการสังเกตว่า
ความคิดอ่านเรายังอยู่ในร่องในรอยเดิมได้แค่ไหน
ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง
แบบหน้ามือเป็นหลังมือกะทันหัน

ลมหนาวจะเป็นเครื่องยืนยันว่า
ใจเย็นใจร้อนเกี่ยวกับอากาศภายนอกเพียงใด
หนาวแล้วใจเย็นลง
หรือหนาวแล้วใจร้อนเหมือนเดิม
ขึ้นอยู่กับเราด้วย ไม่ใช่อยู่กับลมหนาวอย่างเดียว

ลมหนาวจะเป็นเสียงบอกอีกครั้งว่า
เราอยู่ในโลกของความเปลี่ยนแปลง
ที่อาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน
ร้อนจัดได้ ก็เย็นจัดได้
ทรมานเพราะเหงื่อโทรมได้
ก็ทรมานเพราะผิวแห้งเป็นขุยได้

ลมหนาวจะเป็นความทรงจำที่ดีอีกครั้ง
หรือจะเป็นเพียงลมแล้งที่ผ่านไปเปล่าๆอีกหน
แต่ละคนมีวิธีเก็บเกี่ยวต่างกัน!

ลุ้นทั้งงาน ลุ้นทั้งเล่น จะเป็นสมาธิ

260116

สิ่งที่ติดตัวคุณอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่เงิน
สิ่งที่เกิดกับใจได้เรื่อยๆ
ไม่ใช่ความสนุก

จะเห็นภาพรวมชีวิตมีอะไรบ้างก็ตาม
สุดท้ายสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญหน้าตลอดเวลา
คือ ‘จิต’ ของตัวเอง
ซึ่งมีสภาพแบบใดแบบหนึ่งเป็นประจำ

ถ้าใจมีเรื่องงานให้จดจ่อ
แถมมีเรื่องเล่นให้ต่อเนื่อง
ใจคุณจะเป็นสมาธิ
ไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักเหงา
ความรู้สึกลุ้น
อยากรู้ผลลัพธ์
อยากเห็นความคืบหน้า
อยากพัฒนาฝีมือ
คือสิ่งดึงดูดจิตให้จดจ่อต่อเนื่อง
ไม่กวัดแกว่งฟุ้งซ่านไร้ทิศทาง
จะถึงเป้าหมายแล้ว
หรือยังอยู่ระหว่างทางถึงเป้าถัดไปก็ตาม

แต่คนทำงาน มักนึกว่าทำงานให้หนักอย่างเดียวเป็นเรื่องดี
เป็นความรับผิดชอบอย่างสูง
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ถ้าเอาแต่คิดเรื่องงานท่าเดียว
มีแต่เข้าโหมดเกร็ง ระมัดระวัง พลาดไม่ได้
ลองผิดลองถูกเล่นๆไม่ได้
พ้นจากสายตาใครต่อใครที่จับจ้องผลงานไม่ได้
ในที่สุดจะไปถึงความเครียด
เพราะจิตเป็นสมาธิแบบเขม็งเกลียวไปเรื่อยๆ
กระทั่งจุกแน่น หาจุดผ่อนคลายไม่เจอ

ด้วยเหตุนี้
มนุษย์เราจึงต้องมีเรื่องเล่นอยู่ด้วย
และไม่ใช่เล่นแบบฝืนใจซังกะตาย
ไม่เห็นค่าของการเล่น
เรื่องเล่นต้องสนุกและน่าลุ้น
พอจะนึกอยากเล่นได้ทุกวัน
และจะดีมากหากเป็นเรื่องเล่นชนิดที่
ทำให้อยากรู้ผลลัพธ์
อยากเห็นความคืบหน้า
อยากพัฒนาฝีมือ ไปเรื่อยๆด้วย

ตั้งใจทำงานให้เสร็จ
แล้วตามด้วยตั้งใจเล่นให้สนุก
จะเล่นคนเดียวหรือมีเพื่อนก็ตาม
จะเป็นกีฬา ดนตรี หรือเกมกดก็ดี
แล้วค่อยๆสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง
ถ้ามีความสนุกที่ผลัดเปลี่ยนกันได้
ลุ้นเรื่องงานเสร็จมาลุ้นเรื่องเล่นต่อ
หรือพอใจลอยเบื่อเรื่องเล่นแล้ว
ก็วกกลับไปคิดเรื่องงานให้เข้มข้นขึ้นได้
ในที่สุดคุณจะไปถึงสมดุลหนึ่งของชีวิต
เหมือนข้างในประจุแน่นด้วยสมาธิได้ตลอด

แต่หากจดจ่อกับงานแค่อย่างเดียว
ไม่ยอมหาเรื่องเล่นมาสลับสับเปลี่ยนเลย
คุณจะรู้สึกเหมือนมีสมาธิในช่วงเริ่มหมกมุ่นกับงาน
แต่ทำๆไปจะเครียด แล้วกลายเป็นฟุ้งซ่าน
ชนิดหยุดไม่อยู่ ผ่อนคลายไม่ได้

ส่วนถ้าจะจดจ่อกับเรื่องเล่น
ไม่ยอมเอางานเอาการเลย
ใจจะเลื่อนลอย
ฟุ้งซ่านแบบคนรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่เป็น
และลอยไปเรื่อยๆเหมือนลูกโป่งหลุดมือ
รู้ตัวอีกทีก็กระโดดคว้าไม่ทัน
ลอยสูงเรื่อยๆหายขึ้นฟ้าไปในที่สุด!

เป็นปฏิปักษ์กับตัวเอง

250116

เวลาผ่านไป
คุณจะกลายเป็นใครอีกคนเสมอ
และเมื่อทบทวนดีๆ
บางทีคุณถึงขนาดเป็น
ปฏิปักษ์กับตัวเองในอดีต
อาจเป็นในความเชื่อ วิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติตัวก็ตาม

คำถามคือ
เมื่อมีใครบางคนทำเรื่องที่คุณรู้สึกว่าน่ารังเกียจ
แล้วเตือนให้ระลึกถึงตัวเองในอดีต
คุณนึกว่า เดี๋ยวเขาก็คงคิดได้
หรือนึกว่า อยากด่าให้เข็ดเหลือเกิน?

เมื่อมีใครบางคนทำเรื่องไม่น่าอภัย
ชนิดที่คุณอยากทำเป็นลืมว่า
ตัวเองก็เคยทำมาเหมือนกัน
คุณรู้สึกสลดใจ สำนึกผิดย้อนหลัง
ตั้งใจว่าเป็นตายอย่างไรจะไม่ทำเช่นนั้นอีก
หรืออยากเอาเรื่องเอาราวกับเขา
เอาเป็นเอาตายให้รู้เรื่องไปเลย?

กับคนบางคน กับบางพฤติกรรม
เป็นเรื่องสมควรเอาโทษทางกฎหมาย
แต่กับคนส่วนใหญ่ กับพฤติกรรมไม่ดีโดยมาก
มักเป็นความผิดสถานเบา
ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะคิดได้
หรือการยังไม่มีเรื่องเข้าตัวเตือนให้คิด

ถ้าไม่ใช้อารมณ์ปะทะเข้าไปตรงๆ แรงๆ
คุณมีสิทธิ์คิดหาวิธีสะกิดเขาได้นิ่มๆ
โดยเริ่มจากการนึกถึงตัวเองในอดีต
ถามว่าตอนที่เคยเป็นอย่างนี้
มีอะไร ใคร หรือคำพูดแบบไหน
ที่ช่วยให้ได้คิด
หรืออย่างน้อยได้รู้สึกตัวขึ้นมาดีๆบ้าง

การนึกถึงตัวตนแย่ๆในอดีต
อาจไม่ช่วยให้คนอื่นดีขึ้นก็จริง
แต่จะช่วยให้คุณเห็นใจคนอื่นง่ายขึ้น
รวมทั้งมีวิธีจัดการที่โดน ที่ใช่ และที่ชอบ
ทั้งกับเราและกับเขาได้!

คนสนิทไม่ต้องเกรงใจ

12509543_1008520099205148_944268080641619772_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

สิ่งหนึ่งที่เข้าใจกันผิดๆ ก็คือ
คนคุ้นเคยหรือคนกันเองต้องไม่เกรงใจกัน ซึ่งผิด

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล
แต่ยึดอารมณ์ตนเป็นใหญ่
ฉะนั้น จึงไม่แปลกหากจะคิดเพี้ยนๆว่า
คนใกล้ชิดแปลว่า
ไม่ต้องเกรงใจกัน
อยากได้อะไรก็ขอตรงๆ
ไม่ชอบใจอะไรก็ด่าโต้งๆ
ไม่ต้องกลัวโดนหาว่าโง่
ไม่ต้องระวังว่าตัวตนที่แท้จริงจะเปิดเผยออกมาแค่ไหน
อาศัยอารมณ์สนิทสนม
เป็นเครื่องแสดงความต้องการแบบดิบๆ
ไม่อยากเสียเวลากลั่นกรองอะไรมาก
พูดง่ายๆว่า
เป็นตัวของตัวเองร่วมกับใครได้
คนนั้นก็นับเป็นคนสนิท ไม่รู้สึกเป็นอื่น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ข้อเท็จจริงในโลกนี้ก็คือ
เราแต่ละคนมีความเป็นอื่นจากกัน
มีช่องว่าง ที่ไม่มีวันถมได้เต็ม
ถ้าเผลอเพลินจนเกินไป
ปลดปล่อยตัวตนออกมาไม่ยั้งจนเกินงาม
ในที่สุดก็จะทนกันไม่ได้

ทุกคนเคยพูดแบบไม่คิด
เพื่อจะต้องมารับผลที่ไม่คาดคิด
แต่ก็ไม่แน่ว่าจะได้คิด

จากความคิดว่าไม่ต้องเกรงใจกันนั่นแหละ
ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายก็จะร้ายพอๆ กัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พูดตรงไปตรงมา
พูดขวานผ่าซาก
กับพูดทุกคำที่คิดไม่เหมือนกัน
เป็นวจีกรรมที่ให้ผลต่างกัน

พูดตรงไปตรงมา
คือ พูดแบบไม่อำพราง
ไม่หมกเม็ด ไม่อ้อมค้อม
เพื่อตัดตรงเข้าจุด
อาจกระทบกระเทือนบ้าง
แต่ก็มุ่งประโยชน์ทุกฝ่าย
ผลทันทีคือจิตวิญญาณที่ตั้งตรง
ผลข้างหน้าคือการได้อยู่ท่ามกลางคำจริง
ไม่ใช่คำลวง และตั้งสมาธิง่าย

พูดขวานผ่าซาก
คือ พูดแบบไม่เกรงใจ ติเตียน ชี้โทษคนอื่น
แต่มักจะอยากให้คนอื่นพูดอย่างเกรงใจ ชื่นชม
และลืมๆข้อเสียของตนเอง
ผลทันทีคืออัตตาที่น่าเมินหนี
ผลข้างหน้าคือถูกจับผิด
ถูกติเตียนให้เจ็บช้ำน้ำใจไม่เลิกรา

พูดทุกคำที่คิด
คือ พูดแบบไม่ระวัง
ไม่มีอะไรจะพูดก็พูด
ไม่สนว่าจะทำความเสียหาย
ให้ตนหรือคนอื่นอย่างไร
ผลทันทีคือความเป็นผู้มีสติยาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนคุ้นเคย หรือคนรู้สึกดีต่อกัน
ต้องเกรงใจกัน ให้เกียรติกัน
เพื่อรักษาความรู้สึกดีๆเอาไว้
ถ้าไม่เกรงใจกัน
จะทำให้เหมือนมีความรู้สึกของศัตรู ไม่ใช่มิตร
ไม่ใช่ท่าทีของคนที่จะอยู่ร่วมกันตลอดไป

ความรักที่แท้
คือการเอ็นดูกัน เลี้ยงดูกัน ดูแลกัน
ไม่ใช่การเอาเปรียบ หรืออยู่ร่วมกันอย่างไม่เกรงใจกัน
การให้เกียรติกัน จะทำให้ความแปลกหน้าหายไป
ยิ่งอยู่ด้วยกัน ยิ่งเป็นมิตรกันมากขึ้นทุกที

ศัตรูที่ให้เกียรติกันมีสิทธิ์จะเป็นมิ่งมิตร
มิตรที่เลิกเกรงใจกันมีสิทธิ์จะเป็นศัตรูร้าย

คิดถึงคนที่ไม่ใช่คู่ครองผิดไหม?

220116

มนุษย์ยุคเราพบเจอใครต่อใครเยอะ
เมื่อเจอแล้วก็เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์เสมอ
ไม่มีใครสั่งตัวเองให้รู้สึกกับคนนั้นคนนี้
ตามใจอยากได้
จะชังหรือชอบ
จะเหม็นหน้าหรือพิศวาส
จะผ่านเฉยหรืออยากเก็บมาจินตนาการต่อ
ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นต่อติดกับใจเราอย่างไร

ยิ่งหมกมุ่นครุ่นคิดถึงใครในทางเพศมาก
คนเราจะยิ่งอยากมีอะไรกับคนคนนั้นขึ้นมาจริงๆ
โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาส มีช่องทาง
แต่สำนึกแบบมนุษย์
ซึ่งมีมโนธรรมเป็นพื้นฐาน
มีสัญชาตญาณของจิตวิญญาณชั้นสูง
บอกตัวเองถูกว่า
ตนเองมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์เอาจริง เช่น
ถ้าไม่ตกลงเป็นคู่กันแล้วขืนใจกัน
ก็รู้ว่านั่นเป็นการข่มเหงกัน
ถ้าตกลงมีอะไรกันทั้งที่เป็นของคนอื่น
ก็รู้ว่านั่นเป็นการละเมิดสิทธิ์ ผิดบาป

แต่ถ้าแค่คิดถึงคนมีเจ้าของ
หรือคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ตนล่ะ ผิดไหม?

อันนี้เหมือนสัญชาตญาณ
ไม่ได้ให้คำตอบกับเราไว้
ปล่อยให้สับสน ไม่แน่ใจ
หลายคนจึงเกิดความรังเกียจอารมณ์ตนเอง
หลายคนเกิดความทรมานใจ
ขณะที่หลายคนยิ่งห้ามใจมากเท่าไร
ดันยิ่งอยากเอาจริงขึ้นเท่านั้น

ท่าทีปฏิบัติที่ถูกต่ออารมณ์บาป
จะช่วยให้ไม่เกิดปมซับซ้อนทางความคิด
แล้วก็ป้องกันการเผลอพลาดได้ระดับหนึ่ง

พระพุทธเจ้าท่านรู้จักกฎธรรมชาติดีที่สุด
รู้ว่าอะไรเรียกผิดกฎ อะไรเรียกผิดบาป
วัดจากการที่ฝืนกฎแล้วเกิดความเดือดร้อน
ทั้งเดี๋ยวนี้และภายหน้า
ท่านจึงบัญญัติเรื่องศีลข้อ ไว้ชัดเจน คือ
อย่าไปผิดลูกผิดเมียคนอื่น
ซึ่งก็หมายถึงหญิงมีเจ้าของ
ถูกจองตัวด้วยของหมั้นเป็นต้นไป
รวมทั้งหญิงที่มีผู้เลี้ยงดู
ยังไม่เป็นตัวของตัวเองด้วย

ส่วนในแง่พฤติกรรมที่ตัดสินว่าละเมิด
การล่วงทางเพศกัน
ที่รองลงไปคือพยายามพูดโน้มน้าว
หรือหว่านล้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งการล่วงเพศกัน

สรุปแล้ว ศีลข้อ ห้ามไว้สองอย่าง
คือ อย่าทำ และอย่าพูด
แต่ไม่ห้ามถึงขนาดว่าอย่าคิด
เพราะความคิดไม่ใช่สิ่งที่ใครจะควบคุมได้
พอเจอหน้าใคร ก็ต้องเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์
และเมื่อเกิดอารมณ์รู้สึก
ความคิดต่างๆนานาก็ต้องผุดตามเป็นธรรมดา
นับจากความอาลัยโหยหา
ไปจนถึงจินตนาการทางเพศ

มนุษย์เป็นมนุษย์อยู่ได้
ไม่ตกต่ำลงกว่าความเป็นมนุษย์
ไม่ใช่เพราะคิดดีอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่เพราะไม่คิดชั่วเลย
แต่เพราะมีมโนธรรมกั้นความคิดไม่ดีไว้ได้
ไม่ให้แพร่ลามออกมาเป็นการพูดการทำ
และเมื่อไม่ทำ ไม่พูดตามที่คิดชั่วได้นานๆ
ในที่สุดความคิดชั่วก็จะเฉาตายไปเอง

คนคิดชั่วแต่ไม่พูดชั่ว
ไม่ทำชั่วตามที่คิด
จะกลายเป็นคนดีในที่สุด!

ที่เหลือจึงเป็นคำถามว่า
แค่คิด ควรเอาผิดไหม?

ปมชีวิตคู่ของหลายๆคนเกิดขึ้น
เมื่อเกิดการระแวง เกิดการหึงหวง
หรือเพราะเข้าใจว่าตัวเองรู้ทัน
ที่คนรักคิดถึงใครอื่นอยู่

จะรู้จริงหรือคิดว่ารู้ก็ตาม
หนทางที่ดีที่สุด คือ มีปฏิกิริยาในทางดีต่อกัน
โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า
ไม่มีมนุษย์คนไหนที่คิดถึงคนคนเดียวได้
แต่เพียงสัญญา หรือตั้งสัจจะร่วมกันว่า
จะอยู่ในศีลในธรรมด้วยกัน
มีกันและกันคนเดียว
แค่นี้ก็จะไม่อึดอัด
ไม่กลายเป็นอารมณ์ซ่อนเร้นเก็บกด
กระทั่งตบะแตกในวันหนึ่งขึ้นมา
ทั้งในแง่ราคะของคนถูกระแวง
และในแง่โทสะของคนขี้ระแวง!

กรรมทางเน็ต VS กรรมในโลกความจริง

210116

โลกความจริงคืออะไร
แต่ละคนตอบไปคนละแบบ แล้วแต่จะคิด
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่จับต้องได้จริง
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่ไม่มีการหลอกลวง
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่เราเชื่อว่าจริง

แต่ในแง่ของกฎแห่งกรรมวิบาก
โลกความจริง
วัดกันด้วยคำถามง่ายๆ คือ
คิดดีจริงไหม คิดชั่วจริงไหม
พูดดีจริงไหม พูดชั่วจริงไหม
ทำดีจริงไหม ทำชั่วจริงไหม
เจตนาดีชั่วอันใดเกิดขึ้นจริง
ก็นั่นแหละ โลกความจริงทางกรรม
ผลอันเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือวิบากแห่งกรรม
ย่อมตามมาเป็นธรรมดา ไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อมองจากมุมของกรรมและวิบาก
อินเตอร์เน็ตก็คือโลกความจริง
ไม่มีอะไรแปลกแยกแตกต่าง
ไม่มีสิ่งใดเป็นมายาปลอมปน
กฎแห่งกรรมเคยเป็นมาอย่างไร
ก็จะเป็นอย่างนั้นบนโลกออนไลน์ต่อไปนั่นเอง

สิ่งหนึ่งที่คนยุคไอทีชอบคิดกัน คือ
เมื่อไม่เผยตัว เมื่อปิดบังไม่ให้ใครรู้จักหน้า
ก็เหมือนกับว่าไม่มีผู้กระทำผิดที่แท้จริง
ดูง่ายๆ คือ คนทำผิดในเน็ตมักลอยนวล
จับมือใครดมยาก
แถมเดี๋ยวนี้ใช้เครื่องจากร้านไอทีทั่วไป
แอบทำชั่วได้ง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียด้วย

แม้คนทั้งโลกไม่รู้
แม้ไม่มีใครตามจับ
แต่กรรมก็รู้ และเป็นเงาตามติดคุณไปทุกขณะจิต
แล้วก็ให้ผลไม่ช้าด้วย
อย่างเช่น อ่านข้อความจากเน็ต
ไม่ต้องพิมพ์อะไรโต้ตอบเลย
แค่คิดไม่ดีตามเขาไป
หรือแค่คิดเยาะหยันคุณงามความดีของคนอื่น
สังเกตดู ก็รู้สึกได้ถึงความมืดที่เข้าครอบงำจิต
รู้สึกถึงการเลือกโทสะเป็นเจ้าเรือน
รู้สึกถึงวิธีมองโลกแง่ร้ายเป็นนิสัย

หรืออย่างเช่นการพิมพ์ข้อความใดส่งไปในเน็ต
ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นในคุณจริงๆ
เช่น พิมพ์ข้อความดีๆ ใจจะสบาย
ยิ่งเป็นเรื่องดีขึ้นเท่าไร ยิ่งเบิกบานนานขึ้นเท่านั้น
ส่วนถ้าพิมพ์ข้อความแย่ๆ แม้สนุกสะใจก็เดี๋ยวเดียว
แต่ต้องกระวนกระวายฟุ้งซ่านกันนานๆ

กฎแห่งกรรมวิบากไม่ได้ให้ผลช้าอย่างที่คิด
ถ้าหมั่นสังเกตจิตของตัวเอง
เห็นการสั่งสมนิสัยเลือกสุข สั่งสมนิสัยเลือกทุกข์เข้าตัว
แล้วคุณจะกลัวความผิดที่รู้อยู่แก่ใจ เปิดเผยอยู่กับตัว
แม้จะเป็นความลับที่โลกไม่รู้เลยก็ตาม!

กับระเบิดในหัว

200116

ในหัวของมนุษย์เรา
ไม่ต่างจากแดนสนธยา
ที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขลึกลับซับซ้อน
หากคุณติดค้างคาใจกับใครหรืออะไร
คนนั้นหรือสิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นมาเป็นวูบๆ
และไม่แน่ไม่นอนว่าแต่ละวูบที่ปรากฏ
ใจคุณเกิดปฏิกิริยาท่าไหน
บางทีตูมตามเหมือนโดนกับระเบิดลูกใหญ่
บางทีแค่เปรี้ยงเดียวเหมือนเจอแค่กับระเบิดลูกเล็ก

เหมือนอย่างบางเวลาคุณอารมณ์ดี
ทำโน่นทำนี่ไปเรื่อย
ทั้งวันไม่นึกถึงข้าศึกศัตรูที่ไหน
แต่แล้วก็โดนอาถรรพณ์อะไรไม่ทราบเล่นงาน
อยู่ๆเขา เธอ หรือมันก็โผล่ขึ้นมาในหัว
บีบเคล้นหัวใจให้รู้สึกคับแค้นแน่นอก
กะเกณฑ์ให้คุณวางแผนไปเรื่อยว่า
เจอกันคราวหน้าจะชักสีหน้าใส่ท่าไหน
จะเลือกคำพูดใดมาทิ่มแทงให้เจ็บ
จะเล่นงานตรงๆหรืออ้อมๆถึงจะเหมาะ

เมื่อใจวาดภาพวิธีแก้แค้นแสบๆคันๆไว้อย่างไร
แนวโน้มภาพเหตุการณ์จริงจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
เหมือนระเบิดเวลาที่ถึงเวลาก็ต้องได้ทำงานกัน

ความโกรธเหมือนกับระเบิดในหัว
ไม่มีใครห้ามการปะทุของมันได้
คุณหลงไปเหยียบมันเมื่อใดก็เมื่อนั้น

แต่ความแค้นเหมือนระเบิดเวลา
ตราบเท่าที่มันยังไม่ถึงเวลาระเบิด
คุณถอดชนวนมันได้เสมอ

เมื่อใดคิดถึงคู่แค้น ทุกข์เองแล้ว เจ็บเองแล้ว
กับทั้งวางแผนแล้ว นึกภาพออกแล้วว่า
จะเกิดเรื่องแย่ๆกับคู่เวรครั้งต่อไปท่าไหน
ถ้าเพียงนึกภาพเป็นตรงข้ามให้ออก
เช่น คุณจะมีอาการทำใจไม่รู้ไม่ชี้อย่างไร
คุณจะเลือกพูดโต้ตอบดีๆด้วยคำไหน
คุณจะสงบศึกด้วยท่าทีปฏิบัติต่อกันแบบใด
ก็เท่ากับทำให้ระเบิดด้าน
ถึงเวลาระเบิดแล้วไม่ระเบิด
อีกทั้งทำทุกข์ที่กำลังมีอยู่ให้คลายลง
แม้ไม่หมดก็มากโข

อำนาจทางการนึก ทางการวาดภาพขึ้นในใจ
เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่ติดตัว
แต่ไม่ค่อยใช้ในทางสร้างสรรค์
ส่วนใหญ่ชอบใช้ไปในการทำลายล้าง
ไม่ต่างจากระเบิดเวลา
คุณมีสิทธิ์ที่จะควบคุมจิตใจของตนเอง
ด้วยเจตนา ซึ่งก็คือกรรม
คือชะตาชีวิตที่เลือกเอง รับผลเอง

ขอเพียงเตือนตัวเองว่า
ทุกอย่างเริ่มจากรากความคิดเล็กๆในหัว
แต่เมื่อผลิดอกออกผล
มันกลายเป็นโลกใหม่ที่ยิ่งใหญ่นอกตัวได้จริงๆ
คุณจะไม่ฝืนใจ
แต่จะมีความกระตือรือร้นฝึกใช้ภาพในหัว
ราวกับได้หน่วยกู้ภัยระดับโลก
มาช่วยกู้ระเบิดทันเวลาเสมอ!

อำนาจในการทำให้คนอื่นยิ้มออก

190116

ไม่ว่าจะสาขาอาชีพไหน
ความเหมือนกันที่คุณอาจสังเกตเห็นเสมอ
คือ คนที่ยิ้มอยู่กับงานของตัวเอง
ยิ้มอย่างไม่เคยเบื่อหน่ายกับหน้าที่ของตัวเอง
คือคนที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตน
ไปในการช่วยให้คนอื่นยิ้มออก
ถึงแม้รายได้ไม่น่าปลื้มนัก
แต่ยิ้มตนและยิ้มคนอื่นที่เกิดขึ้นทุกวัน
ก็ช่วยยกระดับความรู้สึกได้ว่า
งานนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์
มีความสุกสว่างน่าภูมิใจ

ส่วนคนที่หน้าตาบึ้งตึง
มีเรื่องกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าบ่อยๆ
มักมีความไม่พอใจกับงาน
หรือไม่ก็รายได้จากงานของตน
เก็บกดจนต้องระบายออกเอากับคนรอบข้าง
หรือไม่ก็ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความภูมิใจผิดๆ
ไม่มีเรื่องก็หาเรื่องให้ได้ใช้อำนาจ
หารู้ไม่ว่า การสร้างความเกลียด
ด้วยการบีบให้คนอื่นตกอยู่ใต้อำนาจได้ชั่วคราว
ในระยะยาวไม่ได้นำมาซึ่งความภูมิใจ
แต่ได้ความทะนงเพี้ยนๆมาต่างหาก
บางวันถึงขั้นรู้สึกสัมผัสถึง
อัปมงคลในที่ทำงานได้อย่างชัดเจนทีเดียว!

งานเหมือนกัน
ตั้งใจต่างกัน
ชีวิตจิตใจก็ผิดกันเป็นคนละเรื่องได้
ข้อสังเกตที่ง่ายที่สุด คือ
อยากใช้งานช่วยให้คนอื่นยิ้มออก
หรืออยากควบคุมให้คนอื่นอยู่ในอำนาจตนนี่แหละ!

ถอดใจกับสิ่งที่เป็นอยู่

180116

หากมองไปข้างหน้า
แล้วไม่เห็นเป้าหมาย
ให้มองเข้ามาข้างใน
ตั้งธงใหม่เป็นหัวใจของตัวเอง
รู้สึกถึงความอ่อนโยน
รู้สึกถึงความสงบ
รู้สึกถึงค่าของจิตวิญญาณสุกสว่าง

หากนึกถึงตัวเอง
แล้วรู้สึกเบื่อๆ
ให้บอกตัวเองว่าคุณเบื่อได้สองอย่าง
อย่างแรกคือสิ่งที่มี
อย่างที่สองคือสิ่งที่ทำ

คุณจะไม่เบื่อสิ่งที่มีจนขาดใจตาย
แต่มีสิทธิ์เบื่อสิ่งที่ทำจนจุกอกพูดไม่ออก!

และคุณอาจเปลี่ยนสิ่งที่มีไม่ได้
แต่ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งที่ทำจนเป็นคนใหม่ได้!

หากคิดถึงคนที่ไม่ควรคิดถึง
แล้วหมดพลัง ไร้แรงบันดาลใจ
หรือเกิดความเคียดแค้นชิงชัง ทนไม่ไหว
ให้หัดคิดถึงคนที่ควรคิดถึง
ต้องมีอยู่สักคนสองคนในโลก
ที่คิดถึงแล้วสบายอกสบายใจ
หรือกระทั่งคิดถึงแล้วเปลี่ยนความรู้สึกได้
เหมือนไปอยู่ในโลกที่คุณอยากอยู่
หรือเหมือนเห็นอีกโลกที่คุณอยากไปให้ถึง

ตอนรู้สึกเหมือนถอดใจ
ไม่อยากเป็นอย่างที่กำลังเป็น
อย่าพยายามแก้เบื่อด้วยการด่าโลก
อย่าพยายามยิ้มสู้โลกด้วยอาการฝืน
อย่าพยายามกลับมีไฟขึ้นมาด้วยการกะเกณฑ์ให้โลกเปลี่ยน

ให้พยายามเปลี่ยนเป้าหมายในการนึกถึง
พยายามทำสิ่งท้าทายที่เป็นไปได้จริง
พยายามเข้าให้ถึงหัวใจที่อ่อนโยนของตัวเอง
แล้วทุกอย่างจะต่างไป
อยากทุ่มเทจิตใจให้กับการมีชีวิต
ไม่ใช่ถอดใจจากชีวิตจนเหลือแต่ศพเดินได้!

กำแพงยุคไอที

150116

สิ่งที่ทำให้คู่รัก
รู้สึกเหมือนไม่มีทางเข้าถึงกันได้
ได้แก่ความลับที่รู้ว่ามีอยู่
แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
มันสร้างอากาศทึบขึ้นระหว่างคนสองคน
แม้ในยามที่ตัวติดแนบชิดกันแท้ๆ
ก็รู้สึกถึงกำแพงที่ข้ามยากนั้นได้
แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม
 
แต่ปัจจุบัน คู่รักยุคไอที
เจอกำแพงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเพิ่มขึ้นมาอีก
มันคือโทรศัพท์มือถือ!
 
พวกเราใช้มือถือกันหลากหลายรูปแบบ
เช่น ใช้มันเป็นแว่นส่องหาคนรัก
ใช้มันเป็นเครื่องทำลายระยะทางระหว่างตนกับคนรัก
แล้วก็ใช้มันเป็นกำแพงขวางตนกับคนรักไม่ให้เชื่อมจิตเข้าหากัน!
 
เมื่อสมาร์ตโฟนและอินเตอร์เน็ตผนึกกำลังกันสำเร็จ
เราก็เข้าสู่ยุคอะไรยุคหนึ่ง
ที่ต้องผนึกกำลังรักษาความสัมพันธ์กันอย่างฉลาด
 
ความฉลาดทางอารมณ์ที่จะรักษาสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
สังเกตได้ง่ายๆจากปริมาณความคิดในหัว
คือ เมื่อนั่งอยู่ด้วยกันกับคนใกล้ตัว
ในหัวของคุณมีปริมาณความคิดให้กับสิ่งที่อยู่ในมือถือ
หรือว่าบุคคลที่มีตัวตนจับต้องได้ตรงหน้ามากกว่ากัน
 
ยิ่งปริมาณความคิดมีให้กับสิ่งที่อยู่ในมือถือ
มากกว่าคนตรงหน้าเท่าไร
ให้ถือว่า ความฉลาดในการรักษาสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
 
คุณอาจสร้างชีวิตดีๆอีกภาคหนึ่งขึ้นมาในมือถือ
แต่จะเกิดประโยชน์อะไร
ถ้าชีวิตจริงๆที่เป็นความรู้สึกยาวๆกลับกลวงว่าง
เหมือนได้อะไรดีๆมาไม่จริง
แต่มีสิทธิ์เสียอะไรดีๆไปจริงๆได้ทุกเมื่อ!

น่าจะท้อแต่ไม่ท้อ

140116

หน้าที่ของบุญ
ไม่ใช่แค่ให้ผลเป็นเหตุการณ์ดีๆ
หรือตกแต่งหน้าตาฐานะให้ดูดี
มีกินมีใช้เท่านั้น แท้จริงแล้ว
ชื่อว่าบุญคือที่มาของความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขใจเป็นหลัก

การเป็นคนทำบุญจริง
คือทำด้วยใจ ทำออกมาจากใจ
แม้มือไม้ไม่หยิบจับของมงคลทำบุญ
แต่ถ้าใจคิดในทางมงคล
คิดในทางไม่เพ่งโทษ
คิดในทางสว่าง
ก็ได้ชื่อว่าทำบุญแล้ว
เป็นผู้ทำกรรมสำเร็จแล้ว
โดยอาการแห่งมโนกรรม

ตัวอย่างของมโนกรรมอันสะสมมากแล้ว
เป็นเหตุให้เกิดสุข ไม่ท้อง่าย ไม่ทุกข์ง่าย
ได้แก่ การระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่ควรแก่การเลื่อมใสโสมนัส
บันดาลใจให้นึกอยากเจริญตามรอยท่าน
ดังเช่นผู้ที่อยากนึกถึงพระศาสดานานๆ
ก็อาศัยการสวดมนต์อิติปิโส
เป็นเครื่องกล่าวสรรเสริญคุณวิเศษ
และคุณงามความดีของพระองค์
ไม่ใช่สวดตั้งใจขอลาภ
ไม่ใช่สวดด้วยเจตนาขอพรให้หายทุกข์
ไม่ใช่สวดสร้างฤทธิ์สร้างอำนาจ
กรรมคือเจตนาสรรเสริญพระพุทธคุณนั่นเอง
เมื่อสะสมมากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อน้อมรับกระแสพุทธคุณเข้าตัว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสุกสว่างของจิต
ย่อมเป็นไปเพื่อความเมตตาปรานีแบบพุทธ

หรืออย่างเช่นผู้กำหนดทิศทางความคิด
ไปในทางไม่เบียดเบียน ในทางอภัย
เพียงเมื่อคิดไปในทิศทางเช่นนั้น
ทั้งชีวิตก็เป็นเขตปลอดภัย
ไม่เป็นอันตรายแก่คนอื่น
รู้สึกอบอุ่นใจอยู่ได้ในตนเอง
ไม่ใช่หมดพลังงานไปกับการคิดแก้แค้นเอาคืน
ไม่ใช่ต้องคอยระวังตัวกลัวการมีเรื่อง
ไม่ใช่ลุ้นระทึกรอดูความพินาศของคนอื่นเป็นอาจิณ
กรรมคือเจตนาตัดวงจรเบียดเบียนให้ขาดนั่นเอง
เมื่อสะสมมากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้สึกปลอดภัย
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อน
ย่อมเป็นไปเพื่อการเหลือกำลังกายกำลังใจทำอะไรต่อ

เมื่อเป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีความคิดสละภัย
ใจย่อมไม่เดือดร้อน
และนึกเห็นอกเห็นใจผู้กระหาย
อยากช่วยให้ความร่มเย็นแก่ผู้เดือดร้อน
เป็นเหตุให้น้ำใจทวีตัวเพิ่มขึ้นทุกวัน
รินน้ำใจเอง มีความสุขเอง
และธรรมดาผู้มีความสุขทางใจมาก
ย่อมท้อได้ยาก เกิดความทุกข์ทางใจได้ยาก
ไม่ใช่เรื่องลึกลับ
ไม่ใช่เรื่องต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆเลย!

อย่าคาดหวังผิดคน

130116

คุณคาดหวังให้โลกดีกับคุณไม่ได้
แต่คาดหวังว่าตัวเองจะดีกับโลกได้
และนั่นก็จะทำให้คุณ
เหลือความรู้สึกดีติดอยู่กับตัวบ้าง

คุณคาดหวังให้ใครเห็นใจคุณไม่ได้
แต่คาดหวังว่าตัวเองจะเห็นใจใครได้
และนั่นก็จะช่วยให้คุณสว่างพอ
จะรู้เห็นและเข้าถึงใจดีๆของตัวเองด้วย

คุณคาดหวังให้คนเจ็บใจอภัยคุณไม่ได้
แต่คาดหวังว่าตัวเองเจ็บแค่ไหนก็อภัยได้
และนั่นก็เย็นพอจะเป็นยาสมานแผล
ให้ตัวเองหายปวดแสบปวดร้อนได้ในวันหนึ่ง

คุณคาดหวังให้คนรวยกว่าหยิบยื่นเงินทองให้คุณไม่ได้
แต่คาดหวังว่าตัวเองจะหยิบยื่นข้าวของให้คนที่จนกว่าได้
และนั่นก็พาคุณไปชุ่มชื่นกับทะเลน้ำใจ
แทนการต้องทนอยู่กับทะเลทรายแห่งความแล้งน้ำใจ

คุณคาดหวังให้ผู้คนทำแต่เรื่องมีสติไม่ได้
แต่คาดหวังให้ตัวเองเจริญสติได้
และนั่นก็เป็นหนทางเดียว
ที่จะดับทุกข์เฉพาะตน

แปลกแต่จริง
คาดหวังเอากับข้างนอก
ลงเอยทำไมรู้สึกผิดหวังกับตัวเอง
ที่ดูหดหู่ไร้เรี่ยวแรง
แต่พอคาดหวังจากข้างใน
ในที่สุดกลับเริ่มมีหวังกับข้างนอก
เหมือนคุณเองมีส่วนทำให้อะไรๆดีขึ้นได้
ด้วยความมีชีวิตชีวาของตัวเอง!

อาชีพที่ยั่วยุให้ฆ่าแกงกัน

120116

เงินยิ่งก้อนใหญ่เท่าไร
ยิ่งบีบให้มนุษยธรรมเล็กลงเท่านั้น
เงินยิ่งมาแรงมาเร็วเท่าไร
ยิ่งเร่งเร้าให้ใจเร็วด่วนได้เท่านั้น
เงินยิ่งยกระดับความเป็นอยู่ได้สูงขึ้นเท่าไร
ยิ่งกระแทกใจให้เจ็บหนักตอนพลาดได้เท่านั้น

การแข่งชิงดี ตัดหน้าตัดตา
ผลประโยชน์ร้อนแรง
และความเจ็บใจเกินกลั้น
เป็นปัจจัยกดดันให้คนเราหน้ามืดได้ผิดปกติ
เลยขีดของความริษยาตาร้อนไป
ขนาดคิดถึงการกำจัดศัตรูให้พ้นทาง
ไม่ต่างจากตอนคิดทำลายมดปลวก
แล้วบางทีถามไปถามมา
ก็เพราะเงินแค่ไม่กี่หมื่นไม่กี่แสนเป็นชนวนอาฆาต
อย่างวงการที่อาศัยดวงได้เงินมาเปล่าๆง่ายๆ
เช่น การเข้าบ่อนพนัน การแย่งที่ดิน
หรืออย่างวงการท้ากฎหมายแต่ลัดทางรวย
เช่น การค้ายา การค้าอาวุธ
ต่างฝ่ายต่างไม่รู้สึกว่าคู่แข่งมีค่า มีราคากันอยู่แล้ว
ตายไปซะคนโลกคงไม่สนเท่าไหร่

แต่สังเกตเถอะว่าวงการไหน
ต้องอาศัยการสั่งสมบารมี เหนื่อยยากกันนานๆ
ต้องค่อยๆพอกพูนเงินทองทีละน้อย
ต้องมีความรู้ ต้องเก็งตลาด ต้องเสี่ยงขาดทุน
อดทนหลายปีกว่าเงินจะเพิ่มเป็นสิบล้านร้อยล้าน
อย่างเช่นการสร้างแบรนด์สินค้าทั่วไป
เช่นนี้จะไม่ค่อยมีข่าวฆ่าแกงกัน
เพราะเส้นทางเหนื่อยยากมักมีคู่แข่งน้อย
ไม่ค่อยมีใครเขาเลือกร่วมเดินมาราธอนกัน
ยิ่งเห็นเม็ดเหงื่อแลกเม็ดเงิน
ก็ยิ่งไม่ค่อยนึกอยากอิจฉา
หรือแม้คนขี้อิจฉาที่สุดก็รู้อยู่ลึกๆว่า
ต้องลำบากมากมายกว่าจะได้ดิบได้ดี
ต่อมอิจฉาจึงไม่ค่อยทำงาน

นี่เป็นเครื่องชี้ได้อย่างดีว่า
คนเราไม่ได้ทำงานแลกเงินกันอย่างเดียว
แต่ทำงานสร้างค่าของชีวิตขึ้นมา
ให้ตัวเองและคนรอบข้างรู้สึกด้วย

สังเกตเถอะว่า ที่ต้นทางหาเงินด่วนนั้น
ยิ่งไม่คิดอะไรมาก
พอทำๆไปจะยิ่งไม่คิดอะไรเลย’!

อยากให้เจ็บใจ VS อยากให้เปลี่ยนใจ

110116

การร่วมกันประณาม
หรือการรุมประชาทัณฑ์
เป็นวิธีหนึ่งที่ธรรมชาติจะลงโทษคนผิด

จริงๆแล้วทุกคนรักตัวกลัวผิด
แล้วก็เคยโกหกเอาตัวรอดกันมาทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากทำผิดไป
คือความสำนึกเสียใจ
อันเป็นการทำงานของมโนธรรมตามธรรมชาติ

ดังนั้น เมื่อใครทำผิด ทำตัวเป็นภัยสังคม
โดนเอาคลิปมาแฉว่าแหลผิดมนุษย์
แถมแสดงอาการไม่สำนึก
เหวี่ยงหมัด แยกเขี้ยวกัดมั่ว
หรือฟาดงวงฟาดงาอาละวาดเป็นช้างตกมัน
สังคมมนุษย์ย่อมรู้สึกต่อต้าน หรือโกรธจัด
อยากสั่งสอนให้สำนึก
เพื่อให้กลับมามีความรู้สึกแบบมนุษย์
หรืออีกทีก็อยากขับไล่ไสส่ง
ลงนามไม่ยอมรับให้เป็นพวกเป็นพ้อง
ไม่รู้สึกอยากนับเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมกันอีก
ค่าที่หน้าด้านหน้าทนเกินมนุษย์ไปแล้ว
สังคมรู้สึกตรงกันว่าอย่างไร
หนาขนาดนี้ไม่มีทางกลับมาสำนึกอีกแน่ๆแล้ว

ในยุคโซเชียลมีเดียเรา
คุณจะรู้สึกถึงคลื่นมหาชน
ที่ทรงพลังกระแทกรุนแรงมาก
ใครโกหก ใครแอบเป็นภัยสังคม ถูกจับได้
แล้วมีคลิปแฉพฤติกรรมไม่สำนึกผิด
มีสิทธิ์เรียกแขกได้เป็นล้านภายในไม่กี่ชั่วโมง

ร่วมกันลงโทษแล้ว สะใจแล้ว
แล้วสังคมได้อะไรบ้าง?
นี่เป็นแค่ข่าวที่น่าเมาท์หรือน่าให้เป็นกรณีศึกษา?
คนส่วนใหญ่เห็นแล้วขยาด ไม่อยากโกหกไหม?
มีใครบ้างถูกกระตุ้นให้สำนึกถึงความผิดที่ทำไป?
นอกจากความสะใจที่ได้เห็นคนผิดวิบัติ
มีแสงแห่งความรุ่งเรืองอันใดงอกงามตามมา?

จริงอยู่ ถ้าหน้าด้านระดับตำนาน
หรือโกหกตาไม่กะพริบระดับอาชญากร
เทวดาที่ไหนก็ไปเปลี่ยนใจเขาไม่ได้
เหมือนเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
พวกโกหกจนชำนาญนั้น
ที่จะทำชั่วอื่นใดไม่ได้นั้น ไม่มี
แต่ประเด็นคือ ถ้าใจเราไม่นึกอยากด่า
ยังพอมีความอยากเปลี่ยนใจเขาอยู่บ้าง
เด็กๆใกล้ตัวจะได้ยินเสียงที่เจือด้วยเมตตา
เสียงที่ชี้ทางสว่าง เสียงที่มีเหตุมีผลน่าเข้าใจ
ไม่ใช่เสียงแห่งโทสะอันน่ากลัว
ที่น่าจดจำไว้ว่า ถ้าถึงตาเขาทำผิดบ้าง
ต้องซ่อนเร้น ต้องปิดบังให้เนียน
อย่าถูกจับได้ อย่าปล่อยให้คลิปรั่วออกมาเป็นอันขาด
ไม่งั้นชะตาขาดเหมือนพวกหละหลวมแน่

เราเปลี่ยนใจคนหน้าด้านไม่ได้แน่ๆ
แต่ยังเปลี่ยนใจตัวเอง เปลี่ยนใจเด็กๆรอบตัวไหว
ขอแค่ถามใจตัวเองให้ได้คำตอบเถอะว่า
เกิดเรื่องพรรค์นี้แล้ว มีแต่ความอยากด่า
หรือยังเหลือความอยากเปลี่ยนใจคนอยู่ในเราบ้าง

อยากด่า จะได้ด่า และทำให้ใจกระด้าง
ทั้งตัวเองและคนได้ยิน
อยากเปลี่ยนใจคนผิด จะได้คิดดีๆ ได้พูดดีๆ
ทำให้ใจอ่อนโยน ทั้งตนและคนฟัง

โลกเปลี่ยนยากเมื่อมีแต่คนพร้อมจะด่า
ไม่มีคนพร้อมจะช่วยกันทำให้อะไรดีขึ้น!

หน้าเหมือนกัน มีค่าทางความรักแค่ไหน?

12540630_1000977096626115_3617156362743926549_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ขอให้สังเกตเถอะ ว่าก่อนจีบกัน
หน้าตาก็ไม่ได้บอกยี่ห้อว่าเป็นคู่กันหรอก
ต่อเมื่อคบหากัน
ร่วมกินข้าว ร่วมคุย
ร่วมเที่ยว ร่วมออกไอเดีย
และกระทั่งร่วมช่วยเหลือเจือจาน
ให้ญาติ ให้คนรอบตัว ให้ขอทาน
ไปๆมาๆ รูปร่างหน้าตา
คล้ายจะกลมกลืนเข้าหากันอย่างน่าพิศวง

ต่อไปถ้าเจอคู่ไหนที่ดูหน้าเหมือนกันนั้น
ลองสังเกตเป็นจุดๆเถอะครับ
อาจจะต่างกันเยอะ

แต่สิ่งที่เหมือนกันมาก
กลมกลืนเข้ากันมาก
คือกระแส
ที่กระจายออกมาจากทั้งคู่นั่นแหละ
ใจเราจะถูกรัศมีชีวิตที่กลมกลืนของทั้งสอง
จูงให้เห็นประมาณนิ่งระดับเดียวกัน
หรือสว่างระดับเดียวกัน
หรือรุ่งเรืองจากภายในเสมอกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ว่าโดยกายภาพ
คนที่มีนิสัยแบบเดียวกัน
อัธยาศัยแบบเดียวกัน
ก็มักทำให้เข้าข่ายรูปร่างหน้าตาชนิดเดียวกัน
บางคู่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วน รูปร่าง
ความดำขาว ความต่ำสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงหน้า
อันนั้นอาจแสดงว่าเคยถูกคอกันมาก
อยู่ร่วมกันมามาก
ช่วยกันสร้างนิสัยในทางเดียวกันมามาก

ว่าโดยนามธรรม
แม้หลายคู่จะแปลกแยกแตกต่างทางรูปร่างหน้าตา
แต่พออยู่ๆ กันไปด้วยดี
มันก็เหมือนหลอมเข้าหากัน
นั่งด้วยกันแล้วดูซิงค์ (sync) กันอย่างบอกไม่ถูก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ต่อให้หน้าเหมือนกันเป๊ะอย่างแพะกับแกะ
ก็ไม่ได้ส่อเลยว่าต้องเป็นคู่แท้
ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต

ธรรมะในการครองคู่ให้อยู่รอด
ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น
นอกจากศรัทธาทางเดียวกัน
ยังมีศีลข้อ ต้องฝึกรักษาให้สะอาดเสมอกัน
ยังมีเรื่องของน้ำใจที่ต้องฝึกเกื้อกูลให้ได้ใจกัน
ยังมีเรื่องของความคิดอ่านพูดคุยให้รู้เรื่องกัน
เพื่อให้เกิดความมีแก่ใจในการดูแลกัน

โดยย่นย่อ ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ
ลงเอยที่คำพูดและการกระทำ
เกื้อกูลกันและกันด้วยมือไม้
เกื้อกูลกันและกันด้วยวาจา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สังเกตให้ดีจะเห็นว่า
ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาเสียทีเดียว
แต่เป็นกระแสใจที่น้อมไปทางเดียวกัน
เริ่มปรากฏความเป็นคู่กันชัดเจน
ก็เลยดูเหมือนกับหน้าตาออกทำนองเดียวกัน

จะพูดให้ง่ายก็ได้ว่า
ยอมอยู่กับใคร ก็ต้องไปรับกระแสคนนั้นมา
เขาดีเราก็ดีตาม
เขาชั่วเราก็ชั่วตาม
นี่เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งครับ

รักตัวเอง รักยังไง?

080116

เป็นที่ทราบกันว่า นิยามของการ ‘รักตัวเอง’
หมายถึงเห็นค่าและใส่ใจดูแลตัวเองเป็น
แต่หลายคนกลับรู้สึกสับสนว่ายังไงกันแน่
พยายามเห็นค่าก็แล้ว พยายามดูแลตัวเองก็แล้ว
แต่ทำไม ‘รักตัวเอง’ ไม่ลงสักที!

ความรู้สึกเป็นสิ่งที่แกล้งสร้างไม่ได้
มันมีให้รู้สึกอย่างไร ยังไงก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น
โดยเฉพาะความรู้สึกรัก
และแม้รักนั้นจะหมายถึงรักตัวเองก็ตาม!

ดั้งเดิมทุกคน ‘รักตัวเอง’ ในความหมายของ
การเห็นแก่ความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง
เช่น คุณอาจยอมตายแทนใครบางคนได้
ตราบเท่าที่ยังมีเหตุให้ภักดี
หรืออย่างน้อยมีความพิศวาสมากพอ
แต่เมื่อผิดหวังหรือชังกันขั้นเหม็นขี้หน้า
อย่าว่าแต่จะยอมตายแทน
แค่ให้ยอมทนอยู่ร่วมโลกบางทียังไม่ไหว

เคยรักมากถึงขีดใด
ก็กลายเป็นเกลียดได้ถึงขีดนั้น
ขอเพียงมีเหตุให้กลับขั้วความรู้สึก
ได้แรงพอจะหักอกกันพังไปข้าง
เลวซะขนาดนี้ ชาตินี้ไม่ต้องเผาผี
ชาติหน้าไม่ต้องพบต้องเจออีก!

แต่กับตัวเอง ให้เกิดชาติไหน
คุณเข้าข้างได้เสมอ ไม่ต้องถามหาผิดถูก
แล้วกับตัวเอง คุณรักได้ตลอดไปไม่ต้องมีเหตุผล
ไม่ต้องสนด้วยว่าตัวเองมีอะไรน่าพิศวาสหรือเปล่า

ย้ำเลย รักคนอื่นขนาดไหน
ก็ไม่เคยเกิน ‘รักความรู้สึกของตัวเอง’ ไปได้หรอก!

ถ้าคุณรักตัวเองในแบบเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
หรือเอาแต่รักตัวเองจนลืมเห็นใจคนอื่น
ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากการเอาคนที่เกลียดคุณ
มาจ้องทำลายล้างกัน
เพราะคุณจะคิดในแบบที่ทำให้จิตมืด
ไม่ต่างจากศัตรูเอาคุณไปขังไว้ในห้องทึบ
คุณจะพูดในแบบที่เผาจิตให้ร้อน
ไม่ต่างจากคู่อาฆาตจับคุณไปมัดไว้ใกล้กองไฟใหญ่
คุณจะกระทำการในแบบที่จะป่วนจิตให้เหนื่อย
ไม่ต่างจากเผด็จการบังคับคุณไปรบในสมรภูมินานๆ

ผู้ที่ได้ชื่อว่ารักตัวเองจริง
ไม่ใช่ผู้ที่จ้องแต่จะเห็นใจตัวเองหรือเข้าข้างตัวเอง
ทว่าเป็นผู้คิดที่จะเห็นใจคนอื่น
เหมือนรู้จักเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง
เป็นผู้พูดคำรื่นหูกับคนอื่น
เหมือนพาตัวเองไปอยู่ในน้ำใสไหลเย็น
เป็นผู้กระทำการเพื่อเกื้อกูลคนอื่น
เหมือนนำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีข้าวปลาอาหารอันอิ่มหนำ

โดยย่นย่อ ถ้าอยากรักตัวเองจริง
ให้ ‘ดูใจ’ ตัวเองว่าได้อะไรจากความรักนั้นบ้าง
รักตัวเองแล้วเป็นสุขหรืออึดอัด?
รักตัวเองแล้วมืดบอดหรือตาสว่าง?
รักตัวเองแล้วหิวโหยหรืออิ่มเอม?
เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรักจิตแย่ๆของตัวเองลง
มีแต่คนรักจิตดีๆของตัวเองได้เท่านั้น

ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า น่าให้รักนั่นแหละ
ค่อยช่วยนำไปสู่ความรู้สึกรักตัวเองจริง
และเมื่อรักตัวเองจริงได้
ค่อยง่ายที่จะรักคนอื่นเป็น
เห็นใจคนอื่นพอจะไม่ตาบอดรักผิดคนด้วย!

นั่งสมาธิหวังอะไรดี?

060116

การนั่งสมาธิแบบพุทธต้องมีตัวตั้ง

คือกำหนดใจไว้ว่าจะรู้ลมหายใจ
และรู้ว่าแต่ละลมหายใจเกิดอะไรขึ้นด้วย
เช่น ครั้งนี้ลมยาวหรือครั้งนี้สั้น
ครั้งนี้สบายหรืออึดอัด
ครั้งนี้ร่างกายผ่อนคลายหรือเกร็งแน่น

แต่เมื่อรู้เช่นนั้นไปสักพัก
ผู้ฝึกใหม่ทุกคนจะอยากหยุด
เพราะไม่เกิดประสบการณ์ภายในอื่นใด
ยิ่งไปกว่าฟุ้งซ่าน จับอะไรไม่ติด
หรือเกิดแรงดันอยากลืมตาลุกไปให้พ้นๆ

ที่จุดนั้น อย่าฝืนพยายามจดจ้องลมต่อ
เพราะจะยิ่งทรมาน
แล้วพานเกลียดการนั่งสมาธิ
เห็นว่านั่งสมาธิเสียเวลาเปล่า ไม่ได้อะไร
ทางที่ดีคือเปลี่ยนมาเจริญสติแทน
คือ สังเกตจากความจริงที่เกิดขึ้นว่า
แต่ละลมหายใจเข้าออกในช่วงนั้น
มีแค่ความฟุ้งซ่านเลื่อนลอยธรรมดาๆในหัว
หรือว่ามีแรงดันในอก
ให้อยากลุก อยากลืมตาประกอบอยู่ด้วย

เพียงสังเกตเท่านี้
คุณจะเห็นภาวะฟุ้งธรรมดาๆบ้าง
ภาวะกดดันให้อยากเลิกทำสมาธิบ้าง
สลับกันเกิดขึ้น สลับกันหายไป
กระทั่งรวมลงรู้สึกถึงความเป็นจิต
ที่ปรวนแปรไปเรื่อยๆให้ดู
ไม่ใช่ให้ยึดมั่นว่าตัวคุณคือจิต
หรือจิตดวงไหนเป็นตัวคุณ

และเมื่อรู้สึกถึงการแสดงความไม่เที่ยงให้ดูได้
จะเกิดประสบการณ์แปลกใหม่
คือจิตสงบลงเอง
พร้อมรู้ความจริงเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
และที่ตรงนั้น เมื่อย้อนกลับมาระลึกถึงลมหายใจ
ก็เหมือนลมจะปรากฏชัดอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง
ก่อนจะวนกลับไปฟุ้งอีก
เมื่อฟุ้งก็ดูใหม่ สังเกตแยกแยะใหม่ว่า
เป็นความฟุ้งธรรมดา หรือฟุ้งแบบมีแรงดันอยู่ด้วย

เพียงแค่ทุกครั้งสังเกตอย่างนี้
ก็จะเป็นทุกครั้งที่คุณรู้สึกว่าได้เห็นอะไรบ้าง
กับทั้งมีความคืบหน้าขึ้นเรื่อยๆด้วย
ไม่มีการนั่งสมาธิครั้งใดสูญเปล่าเลยแม้แต่ครั้งเดียว!

ไม่มีใจให้งาน

050116

ทำงานอะไร ถ้าไม่มีใจก็จบ
คุณจะรู้สึกเหมือนไม่เคยมีการเริ่มต้นที่แท้จริง
จึงไม่แคร์ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
ซังกะตายไปวันๆเอารายได้ไปเดือนๆเท่านั้น

ถ้าคิดว่าต้องมีใจ มีไฟ มีความรักงานเสียก่อน
แล้วถึงค่อยตั้งใจทำงานอย่างมีชีวิตชีวา
คุณจะไม่มีวันเจองานอันเป็นที่รัก
เพราะเอาแต่สะสมพายุอารมณ์เกลียดชังงาน
จิตใจวกวน จับจด ตาสั้นด่วนทิ้งด่วนขว้าง
กระทั่งถึงจุดหนึ่ง แม้เจอหัวใจของตัวเอง
ก็ไม่มีความมุ่งมั่นพอจะแล่นไปหามัน

สิ่งที่ต้องเร่งทำในขณะไม่มีใจให้กับงาน
คือ บอกตัวเองซ้ำๆว่า
นี่ไม่ใช่งานสุดท้าย
แต่จะเป็นจุดเริ่มต้น หรือกลางทาง
ก่อนจะไปถึงงานสุดท้าย

ถ้าไม่ก้าวให้ดี ไม่มีวันหน้าแน่ๆ!

สำรวจจิตใจตัวเองทุกวันว่า
รู้จักตั้งเป้าเอางานให้เสร็จไหม
รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นบันไดหนึ่งสองสามไหม
รู้จักอดกลั้นฟันฝ่าอุปสรรคกับเขาไหม
จิตใจแบบนั้นแหละที่ต้องใช้
ตอนเจองานอันเป็นที่รัก
จิตใจแบบนั้นแหละ
คือพานทองรองรับงานสุดท้ายของชีวิต

คุณสร้างจิตใจแบบนั้น
ตอนยังทำงานที่ไม่มีใจรักก็ได้!

คำวิเศษเปลี่ยนชีวิต

040116

คุณเชื่อเรื่องคำวิเศษในหัว
ที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้ไหม?

ขอให้ลองทบทวนดู
ทุกคนจะมีคำบางคำ
ที่เคยเป็นประตูมาสู่ความสว่าง
แล้วก็มีคำบางคำ
ที่เคยเป็นประตูไปสู่ความมืดกันทั้งนั้น
คำบางคำจึงเหมือนประกายพลุงดงาม
ที่สว่างวาบขึ้นแล้วเปิดทางชีวิตใหม่
ขณะที่คำบางคำเหมือนเมฆหมอกมืดมัว
ที่โรยตัวลงมาคลุมทางชีวิตให้มืดมน

แต่ละคนจะมีคำที่คลิกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตที่จะโดนกับคำใด
ผมเองสมัยที่ชอบตอกย้ำความเจ็บใจ
ด้วยการคิดถึงใบหน้าของคนที่น่าแค้น
ก็เคยพลิกจิตตัวเองได้
เพราะนั่งลงเขียนระบายความเจ็บใจ
และได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
เราโดนอย่างไร จะไม่ทำกับคนอื่นอย่างนั้น

ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นนานมาแค่ไหนแล้ว
แล้วก็จำไม่ได้จริงๆว่าเป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไรผม
แต่จำได้ถึงความรู้สึกโล่งอก เบาใจ
หายคิดหายแค้นได้ทันที
ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์พลิกจากอกุศลจิต
ไปเป็นกุศลจิตแบบเฉียบพลัน
เพราะได้พลังคำหักเหทิศทาง
ของจิตจากความอยากเอาคืน
ให้กลายเป็นความอยากเอาดี
เลิกคิดแพร่กระจายเชื้อร้ายต่อ
อยากหันมาเพาะเชื้อดีแทน
เข้าใจจริงๆว่าการอยากเป็นเขตปลอดภัยสำหรับคนอื่น
แทนการเป็นตัวอันตราย
ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น
เหมือนย้ายไปอยู่คนละโลกได้อย่างไร

จุดนั้นทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่า
คำบางคำที่เปลี่ยนใจเราได้
ก็เปลี่ยนชีวิตของเราได้
หรือกระทั่งกลายเป็นต้นชีวิตใหม่ได้จริง

เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าพลังคำ
มีอิทธิพลกับจิตใจตัวเองเพียงใด
เราก็คิดต่อยอดได้ว่า กรรมที่พูด
กรรมที่เขียน ข้อความใดๆไปกระทบใจคน
มีความใหญ่หลวงกว่าที่นึกๆกันขนาดไหน
ถ้าคำบางคำของคุณฉุดคนขึ้นจากเหวได้
คำบางคำของคุณก็ผลักคนร่วงหล่นลงเหวได้เหมือนกัน!

สมัยก่อน คนโบราณต้องมีอำนาจหน้าที่
หรือบารมีบางอย่าง จึงมีสิทธิ์พูดเสียงดัง
ให้ชุมชนจำนวนมากได้ยินพร้อมกัน
จะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในทางดี
หรือปลุกระดมให้เกิดแรงกดดันในทางร้าย
ก็เป็นกรรมดีกรรมชั่วอย่างใหญ่ติดตัว เพิ่มพูนไปตามนั้น

แต่สมัยนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่หรือบารมีใดๆอย่างนั้น
แค่มีมือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว
ก็ได้อำนาจก่อกรรมใหญ่เท่ากับ
หรือเหนือกว่าคนเสียงดังในสมัยโบราณมากแล้ว
คือ ถ้าคำดีๆหรือคำร้ายๆลอยมาโดนใจคุณ
แล้วคุณแพร่ต่อ คำดีอาจเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่ง
จากเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นปรานีมีเมตตา
ไม่อยากถือสาหาความใครมาก
ส่วนคำร้ายอาจเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่ง
จากที่เคยรู้จักอภัย กลายเป็นใครที่จ้องล้างจ้องผลาญ
ทวงหนี้เวรกันไม่รู้จบรู้สิ้นได้

ไม่ต้องคิดถึงน้ำหนักกรรมก็ได้
แต่ลองคิดถึงโลกที่คุณกำลังมีส่วนช่วยสร้าง
เป็นโลกที่มืดลง หรือสว่างกว่าที่ปรากฏอยู่
ถ้ามองไม่เห็นชัดจากปรากฏการณ์ภายนอก
ก็อ่านให้ออกจากปรากฏการณ์ทางใจภายในดู
เมื่อคิดพูด เมื่อคิดเขียนอย่างไร สว่างหรือมืดแค่ไหน
ใจคุณตอบตัวเองถูกอยู่แล้ว!

เรื่องยากช่วยให้คุณแกร่งขึ้น

1455967_996607017063123_2430347292335285377_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่า

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
คือ การเปลี่ยนใจจริงๆ

คนที่จะชนะตัวเอง
ได้อย่างท่วมท้นในบั้นปลายท้ายชีวิต
คือคนที่เปลี่ยนตัวเอง
ให้ดีกว่าเมื่อวานทีละนิดไปเรื่อยๆ

หลักการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่สำคัญ
คือ อย่ารีบ อย่าเร่ง อย่าคาดหวังไปข้างหน้า
ให้อยู่กับการพัฒนาตัวเองเฉพาะที่ตรงนี้
อย่าหวังว่าคุณจะดีอย่างสมบูรณ์แบบในเวลาอันสั้น
แต่จงหวังว่า
คุณจะดีขึ้นทีละข้อแบบไม่ต้องรอนาน
แล้วคุณจะเห็นเองว่าเกิดอะไรขึ้นจริงได้บ้าง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าอยากเปลี่ยนความคิด
ให้หาทางเพิ่มพูนความรู้สึกทีละวัน
เช่น ถ้าอยากมีแต่ความคิดแบบคนจะรวย
ให้หางานถนัดและไอเดียที่ไม่น้อยหน้าใคร
ให้คลุกคลีกับคนที่เต็มใจเป็นและลงมือจริง
ไม่ใช่เอาแต่หลงตามความคิดว่าไม่มีทางรวย
ไม่ใช่คลุกคลีแต่กับคนโทษฟ้าดิน น้อยใจวาสนา

หรือถ้าอยากคิดแบบคนมีความสุข
ให้คลุกคลีกับคนที่ยึดศีลยึดธรรมเป็นหลักชีวิต
ถ้าหาคนเป็นๆรอบตัวไม่ได้
ก็หาหนังสือ หาคลิป หาเพจ หาเว็บบอร์ด
อันเป็นที่อยู่ ที่แจ้งเกิด ของคนมีความสุข
ไม่ใช่หวังแต่จะหาเพื่อนที่จับต้องได้มาอุ้ม
ไม่ใช่เอาแต่คลุกคลีกับคนช่างด่า ช่างนินทา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อคุณดีขึ้นเรื่อยๆทุกวัน
ความดีจะมีพลังรักษาตัวเองไว้

ลองคิดดูว่า
ถ้าคุณเปลี่ยน 'นิสัยที่เสียที่สุด' ได้
เส้นทางชีวิตจะหักเหสักปานใด

ส่งความสุข ๒๕๕๙ ด้วยรายชื่อวัดที่จะประดิษฐานพระประธานใหม่

010116

ผมขอส่งสุขปีใหม่ ๒๕๕๙ นี้ด้วยรายชื่อวัด
ที่กำลังจะมีพระพุทธชินราชใหม่จากพวกเรา
ตามที่เห็นในรูปสเตตัสนี้
ไปประดิษฐานเป็นประธานอยู่ในโบสถ์ครับ
 
๑) วัดอัมพวัน .โนนศิลา .ขอนแก่น
๒) วัดศรีบุญรอด .บ้านแฮด .ขอนแก่น
๓) วัดห้วยเสือเฒ่า .เมือง .แม่ฮ่องสอน
๔) วัดห้วยสะลอบ .เมือง .แม่ฮ่องสอน
๕) วัดดอยแสง .เมือง .แม่ฮ่องสอน
๖) วัดสุวรรณาราม .เมือง .เชียงราย
๗) วัดสันป่าก่อ .เมือง .เชียงราย
๘) วัดงิ้วเก่า .เทิง .เชียงราย
๙) วัดสว่างสามัคคี .ศรีวิไล .บึงกาฬ
๑๐) วัดไชยมงคลสามัคคีธรรม .เมือง .บึงกาฬ
๑๑) วัดบวรรัตนะคุณ .กุดจัม .อุดรธานี
๑๒) วัดโคกสุวรรณ .ป่าติ้ว .ยโสธร
๑๓) วัดอัมพวัน .หัวตะพาน .อำนาจเจริญ
๑๔) สำนักสงฆ์สวนป่าสัจธรรม .สีคิ้ว .นครราชสีมา
๑๕) วัดบ้านลุง .เชียงของ .เชียงราย
๑๖) วัดป่าบ้านหลุมท้าว .บ้านผือ .อุดรธานี
๑๗) วัดป่าหนองมงคล อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด
๑๘) วัดป่าพรหมยาน อ.ปากช่อง
๑๙) สำนักปฏิบัติธรรมไตรภพเทพนิมิตร จ.สุรินทร์
๒๐) สถานปฏิบัติธรรมวัดกำมะเชียร จ.สุพรรณบุรี
 
ทั้งนี้ ชมรมรักษ์พระบรมธาตุแห่งประเทศไทย
ได้ร่วมถวายพระบรมสารีริกธาตุ
เพื่อบรรจุในพระเกศของพระพุทธรูปทุกองค์
ขอขอบคุณห้าง
แสงแห่งศรัทธา’ (http://sattha.co.th)
ที่คิดค่าใช้จ่ายต่อหนึ่งองค์ ๑๘๐,๐๐๐ บาท
รวมค่านำไปประดิษฐานให้ถึงวัด
จากเดิมต่อองค์อยู่ที่
๒๒๐,๐๐๐ บาท ไม่รวมค่าประดิษฐาน
และจะได้เริ่มหล่อพระหลังจากคนงานกลับจากเที่ยวปีใหม่
มีกำหนดเสร็จประมาณหนึ่งเดือนนับจากเริ่มหล่อ
 
ถึงเวลาที่เขียนอยู่นี้
ยอดบริจาคสมทบสร้างพระประธานอยู่ที่
๓,๘๔๕,๙๓๖.๘๓ บาท
หักลบค่าใช้จ่ายล็อตแรก ๒๐ องค์ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท
เหลือ ๒๔๕,๙๓๖.๘๓ บาท
จะเป็นยอดตั้งต้นสำหรับล็อตต่อไปนะครับ
 
ทุกคนดูมีความสุขกันมาก
ผมเองรู้สึกว่านี่เป็นปีใหม่
ที่พวกเราสร้างความสุขใหญ่ครั้งใหม่กันจริงๆ
และเมื่อความสุขชนิดนี้เกิดขึ้นที่ต้นปี
ก็คงเป็นนิมิตหมายที่อะไรดีๆจะล้นหลามตามมา
 
ขอความสุขนี้ จงแผ่รัศมีไพศาล
ไปถึงทุกบ้านเรือนในไทย และบนโลก
ตลอดจนทุกวิมานในอนันตจักรวาลเสมอกัน
_/\_
 
ดังตฤณ
๑ มกราคม ๒๕๕๙
 
ที่มาและรายละเอียด:
 
ขึ้นปีใหม่ด้วยการให้ประสบการณ์ใหม่
กับพระสงฆ์และชาวบ้านแดนไกล
ช่วยกันทำให้มีพระประธาน
ประดิษฐานทุกวัดในไทย
http://on.fb.me/1JDJdqZ