ใจไม่มืด ชีวิตก็ไม่มืด

13686578_1128910940499396_631280226417445422_n

#คลิปสัมภาษณ์คุณดังตฤณโพสต์โดยแอดมินเบลล์

ในคลิปเสียงสัมภาษณ์นี้
คุณดังตฤณเล่าถึงประสบการณ์ตรงส่วนตัวในอดีต
ครั้งหนึ่งในเส้นทางอาชีพนักเขียน
สถานะทางการเงินของท่านเกือบไปไม่รอด!

รับฟังเรื่องราวในครั้งนั้นจากปากคุณดังตฤณ
ผ่านการสัมภาษณ์ของโค้ชหนูนาและโค้ชนุ่น
ในหัวข้อ "ไม่มีเงิน ไม่มีงาน" ทาง FM 96.5

คลิกฟังเสียง ๑๗ นาที >> http://bit.ly/2afTNex
หรือคลิกอ่าน >> http://bit.ly/2aidLVU
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณดังตฤณเล่าว่า
ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ท่านพบความจริงว่า
ในช่วงที่ชีวิตตกต่ำสุดขีด
ถ้าใจไม่มัวแต่ยอมมืดตามสถานการณ์ภายนอก
ใจที่สว่างเป็นกุศลอยู่นั้น
จะทำให้เราสามารถเห็นจุดผิดพลาดของตนเอง
แทนที่จะเอาแต่กล่าวโทษคนอื่น
ทำให้เราสามารถหาทางออกด้วยตนเองได้
แทนที่จะเอาแต่ประชดชีวิต
หรือรอให้ใครยื่นมือมาช่วย

และสำหรับใครที่กำลังรอของานคนอื่นทำ
ท่านก็แนะนำว่า หากมีใจที่สว่าง
จะมองเห็นช่องทางสร้างงานด้วยตนเองมากมาย

คุณดังตฤณเขียนสรุปบทเรียน
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ว่า :

"
ในวันที่ทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมด
ขอเพียงเหลือใจที่ถูกต้องไว้ดวงเดียว
แล้วใจจะพาทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางไปเอง"

________________

#ดังตฤณ :
หากคุณรักษาใจไว้ไม่ให้เศร้าหมอง
จะด้วยการฟังธรรม
หรือมองเหตุการณ์ให้เป็นธรรม
หรือสุดยอดคือเจริญสติ
ให้เห็นอารมณ์ทางใจเป็นเพียงสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง
เศร้าได้ก็คลายได้
โกรธได้ก็หายได้
มืดได้ก็สว่างได้
ในที่สุดจะเหลือจิตที่ประกอบด้วยสติ
ไม่ดำดิ่งตามช่วงดวงตก

ดีใจที่ได้รับ ไม่สู้ดีใจที่ได้ทำ

13692839_1128841173839706_1651226433174305041_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถ้ามีใครบอกว่าคุณเป็นคนโชคดี
กับอีกคนหนึ่งบอกว่าคุณเป็นคนมีค่า
ความรู้สึกแบบไหน
ที่จะทำให้เรารู้สึกดีได้กับตัวเองจริงๆ?

ความโชคดีนี่
มันได้มาไม่ใช่ด้วยความพยายาม
มันไม่ใช่ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล
ไม่ใช่ด้วยการก่อกรรม
แต่เป็นด้วยอะไรก็ไม่รู้
คนเราระลึกชาติไม่ได้
มันก็ไม่รู้ว่าบุญมาจากไหน ลาภมาจากไหน
ที่บุญหล่นทับเนี่ย ที่ส้มหล่น
หรือว่าที่ถูกลอตเตอรี่อะไรต่างๆเนี่ย
มันมาจากไหนก็ไม่รู้
มันไม่ได้ใช้ความพยายาม
มันไม่ได้ใช้คุณค่าของตัวเอง

ต่อให้ได้ไปได้เหรียญทอง
หรือว่าไปสอบได้ หรือว่าทำงานได้
หรือว่าได้เงินได้ทองอะไรมาแค่ไหนก็ตาม
มันจะเป็นความรู้สึกแค่วูบๆ วาบๆ
ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองอย่างแท้จริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าหากว่าจิตใจของเรา
จิตวิญญาณของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
มันสามารถให้อภัยคนได้
มันสามารถสร้างค่าให้ตัวเอง
ด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่นได้
วันหนึ่งเมื่อมีใครจะระลึกถึงเรา
เมื่อเราจากไปแล้วเนี่ย
เขาจะพูดว่า เออ นี่คุณคนนี้นะช่วยให้ชีวิตฉันดีขึ้น
คุณคนนี้นะช่วยให้ฉันพ้นจากความยากลำบาก
คุณคนนี้นะให้อภัยฉันทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจ
อยากจะให้อภัยคนอื่นบ้าง มองโลกในแง่ดีขึ้นได้
อย่างนี้เนี่ยนะ
คือมันเป็นความทรงจำดีๆ ที่ถูกทิ้งไว้ในโลก
มันมีค่ามากกว่ากัน
มันมีค่ามากกว่าความโชคดี

ฝืนใจ... ไม่อยากทำงานให้เสร็จ

290716

ความไม่อยากทำงานที่เหลือให้เสร็จ
เกิดจากการสั่งสมอารมณ์ลบ
ระหว่างทำงานชิ้นนั้นมา
เช่น ต้องใช้สมองมาก
ต้องฝืนใจมาก ต้องเหนื่อยมาก
ซึ่งสวนทางกับความชอบใจของคนเรา
ที่อยากเบาสมอง อยากเบาใจ อยากสบาย

เมื่อเจอกำแพงอารมณ์หนักๆ ลบๆ
แล้วบังคับตัวเองดื้อๆ ด้วยเหตุผลว่า
ต้องทำให้เสร็จ ต้องลงมือเดี๋ยวนี้
อาการบังคับใจนั้น ยิ่งทบทวีความฝืนให้เพิ่มขึ้น
คุณจึงยิ่งอึดอัด หลายคนเกิดอาการหยุดนิ่ง
เพราะตัวหนัก ใจหนัก เกินกว่าจะขยับต่อ
หรือหาทางทำให้ตัวเบาลง ใจเบาลง
โดยการหนีไปแชต หนีไปเล่นเกม หนีไปท่องเว็บ
เห็นเป็นทางออกที่น่าพิสมัย
ทั้งที่ใจรู้สึกคาค้าง ถูกรบกวนด้วยความรู้สึกผิด
ที่เอาเวลางานมาเล่นเรื่อยเปื่อย

เพียงเข้าใจธรรมชาติการปรุงแต่งจิต
คุณจะทราบว่า
ที่จะผ่านกำแพงอารมณ์หนักไปทำงานให้เสร็จได้นั้น
ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยาก ฝืนใจปีนกำแพง
หรือพยายามทำลายกำแพงให้พังราบเสมอไป
ยังมีอีกวิธี คือ ทำให้กำแพงหายไปง่ายๆ
เหมือนมายากล หรือเหมือนอภินิหารพ่อมด

วิธีคือ นึกภาพตัวเองเบาใจ
ความเบาใจนั่นแหละ ปาฏิหาริย์
ขั้นแรก นึกถึงการเดินไปรินน้ำดื่มง่ายๆ แล้วทำจริง
เพื่อจุดชนวนการลงมือทำตามภาพในหัวง่ายๆ
ขั้นต่อมา นึกถึงการเดินกลับมาลงมือทำงานง่ายๆ
แล้วก็ลงมือทำตามภาพในหัวนั้น
แบบไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการลังเล
ไม่มีการตั้งด่านขวางใดๆเพิ่มเติม

ภาพในหัวที่กลายเป็นความจริงได้ง่ายๆ
จะกลายเป็นชุดคำสั่งใหม่ดีๆ
ล้างชุดคำสั่งเก่าเสียๆ
หากรู้สึกถึงเนื้อตัวที่โปร่งโล่ง
แขนขาที่ไม่ติดขัด ไม่อึดอัดใดๆ
กับทั้งรู้สึกถึงความสงัดเงียบ
ในหัวไม่ฟุ้งซ่าน
มีแต่รับรู้เรื่องงานที่ต้องสะสางให้เสร็จ
นั่นแหละ! กำแพงอารมณ์หนักๆลบๆหายไปแล้ว
กายใจกลายเป็นอุปกรณ์ทำงานชั้นดีได้แล้ว

ตั้งใจนิดเดียว ลงมือง่ายๆ
เมื่อบ่อยครั้งเข้า จะกลายเป็นอารมณ์สุข
เกิดความพึงใจ และจดจำได้ว่า
จะเริ่มทำงานต้องอย่างนี้
งานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิ
ช่วยให้จิตนิ่ง อ่อนโยน ไม่หงุดหงิดง่าย
เมื่อใดกำแพงอารมณ์ลบก่อตัวขึ้นขวางงาน
แค่คิดถึงอารมณ์ง่ายๆสบายๆนิดเดียว
กำแพงอารมณ์ลบก็จะหายไปเฉยๆ
ในระยะยาวคุณจะเลิกเห็นงานเป็นศัตรู
แต่จะเห็นเป็นมิ่งมิตรไปแทน!

ยิ่งฉลาด... สมองยิ่งนำหัวใจ

280716

ตอนคิดอะไรได้เร็ว
คิดทะลุทะลวงอุปสรรคได้แรง
คิดเป็นระบบระเบียบได้จากต้นจนจบ
ตั้งเป้าอะไร พุ่งเข้าชนได้เสมอ
แค่คิดเสร็จก็เหมือนทำสำเร็จเกินครึ่งแล้ว
ความรู้สึกในตัวคุณ
จะเด่นชัดเข้ามาในหัว
ส่วนหัวปรากฏชัดกว่าส่วนอื่นๆในร่าง
และราวกับหัวคุณ
เป็นต้นตอบันดาลเรื่องดีร้ายทั้งหลายภายนอกได้

เมื่อความรู้สึกในตัวเอง
เหมือนมีแต่ส่วนหัวเป็นใหญ่ เป็นเจ้า
เรียนจบดีกรีสูงมาด้วยหัว
เอาชนะคนอื่นมาด้วยหัว
มั่งคั่งล้นฟ้ามาด้วยหัว
หน้าคุณจะเชิด คอคุณจะตั้ง
ภูมิใจในความโดดเด่นเป็นหนึ่ง
ความคิดแจ่มชัดราวกับมีตัวมีตนให้จับต้อง
เหินห่างความรู้สึกละเอียดอ่อนที่จับต้องยาก
พื้นฐานความเห็นแก่ตัวแบบมนุษย์มีอยู่เท่าไร
ก็พร้อมจะคิดอย่างเห็นแก่ตัวได้เท่านั้น

นี่เอง! เป็นกลไกสังสารวัฏ
ที่จะลากคนมีบุญเก่า ฉลาดเฉลียว ลงสู่ที่ต่ำ
ฉลาดแล้วสร้างบาป ก่อกรรมทำเข็ญ
เช่นนี้ จึงนับเป็นผู้โฉดเขลาในทางพุทธ

แต่ถ้ารู้สึกถึงความสุขสงบได้นาน
รู้สึกถึงความปรารถนาจะเป็นสุขไปพร้อมกับคนอื่น
รู้สึกถึงความสว่างอบอุ่นเป็นที่หมายในแต่ละวัน
แค่รู้สึกชัดก็เหมือนเกิดนิมิตสวรรค์บนดินได้
ความรู้สึกในตัวคุณ
จะเด่นชัดออกมาจากกลางอก
ความสุขล้นอกแผ่ขยายออกมาเกินตัวตนทางกาย
และราวกับในอกในใจคุณ
เป็นต้นแหล่งกำเนิดความเยือกเย็นกับทั้งโลกได้

เมื่อความรู้สึกในตัวเอง
เหมือนมีหัวอกเป็นใจกลาง เป็นประธานเด่น
ตอนถูกกระทบแล้ววูบไหวน้อย
อยากให้มากกว่าอยากเอา
ถนัดช่วยมากกว่าชำนาญขอ
สายตาคุณจะตรง กายใจคุณจะสงบระงับไม่กวัดแกว่ง
อิ่มอกอิ่มใจกับการมีชีวิตเป็นเขตปลอดภัย
เมตตาจิตแผ่ขยาย
ให้ความรู้สึกสว่างเย็น กระจ่างแจ้งไปทั่วบริเวณ
พื้นฐานความเห็นแก่ตัวแบบมนุษย์มีอยู่เท่าไร
ก็พร้อมจะรู้สึกสวนทางความเห็นแก่ตัวไปเท่านั้น

นี่เอง! เป็นการทวนกระแสสังสารวัฏ
ไม่ไหลตามกระแสไปสู่บ่อทุกข์บ่อร้อน
มีทุนต่อทุน ต่อบุญเก่าด้วยบุญใหม่ที่เหนือกว่า
มีเมตตาแล้วสร้างบุญ จนเห็นทางลอยบาปลอยบุญ
เช่นนี้ จึงนับเป็นผู้มีปัญญาในทางพุทธ

ผู้มีความฉลาดในทางโลก
คือผู้ได้ข้อสังเกต ข้อน่ารู้ ข้อน่าคิดค้น
อันเป็นไปเพื่อนำความพึงใจมาเพิ่มให้ตัวของตน
ส่วนผู้มีปัญญาในทางพุทธ
คือผู้ตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย ข้อน่าถาม
อันเป็นไปในทางที่จะพ้นทุกข์ พ้นอันตรายจากตัวของตน!

รู้สึกผิด... ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ซ้ำๆ

270716


ถ้าทำเรื่องผิดๆแล้วรู้สึกแย่กับตัวเอง
ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ถ้าทำเรื่องผิดๆแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
อันนั้นน่าตกใจได้ เพราะผิดธรรมชาติ
ไม่ใช่วิสัยของมโนธรรมมนุษย์
ไม่ใช่วิสัยของผู้มีบุญเก่าพอจะเกิดเป็นมนุษย์
ไม่ใช่วิสัยของผู้จะรักษาภพภูมิมนุษย์ไว้ได้

แต่ความรู้สึกผิด ความรู้สึกแย่
ควรมีอายุยืนยาวอยู่ในใจแค่ไหนถึงจะพอ?

ความรู้สึกพรรค์นี้ ถ้าขาดทิศทางความคิด
ก็อาจทวีตัวเข้มข้นขึ้น และยืดอายุออกไปไม่จำกัด
คิดถึงความผิดที่ทำลงไปครั้งใด
ความรู้สึกแย่ยิ่งกระหน่ำซ้ำ หนักหนาขึ้นทุกที

คนเรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นเท่าใด
แนวโน้มคือจะเศร้าสร้อย หมดกำลังใจ
ซ้ำเติมตัวเองในทางไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น
แต่หากคิดได้ว่าดีแล้ว ที่เกิดความรู้สึกนี้
เราจะได้ไม่ต้องทำผิดซ้ำ
และตั้งใจว่าจะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
รวมทั้งรอเวลาแก้ตัว
เตรียมท่าทีไว้เป็นภาพในใจเลยว่า
ถ้าเกิดเหตุยั่วยุคราวหน้า
เราจะปฏิบัติตัวเป็นตรงข้ามกับที่พลาดมาด้วยท่าไหน

ภาพการเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า
ยิ่งแจ่มชัด จะยิ่งละลายความรู้สึกผิดได้มากขึ้น
และยิ่งถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง ได้พิสูจน์ตัวตามความตั้งใจจริง
ก็จะยิ่งชะล้างความรู้สึกผิด รู้สึกแย่ออกไปได้หมดจด
ไม่ต้องเป็นผู้มีความรู้สึกผิดเป็นอาวุธ
เอาไว้ทำร้ายจิตใจ หรือกระทั่งทำลายภาพชีวิตดีๆไปทั้งหมด!

จะทิ้งกัน... อย่าลืมฝากอะไรดีๆไว้ในใจด้วย

260716

เหตุ:
"
ตัวเอง... ถึงวันนึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็อย่าลบรูปสวยๆของพวกเราทิ้งนะ"
ผล:
ความจดจำน้ำเสียงใสๆ และภาพความรู้สึกดีๆ น่าอาลัย ไม่จุดชนวนให้นึกอยากจากกันจริง หรือแม้เมื่อต่อมาต้องจากกันไปจริงๆ ภาพดีๆ เสียงใสๆ จะวกกลับมาอยู่ในใจ ทำให้คิดถึง พร้อมเป็นเพื่อน พร้อมช่วยเหลือเสมอ

เหตุ:
"
สัด... วันไหนทิ้งกู วันนั้นมึงตาย!"
ผล:
ความจดจำคำหยาบๆ น้ำเสียงเค้นๆ และภาพหน้าตาถมึงทึง น่าตีจาก แม้ยังติดใจบางสิ่ง ก็ไม่นึกอยากพบอยากเจออีกไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน และถ้าต่อมาไม่ได้อยู่กันจริงๆ ก็ยังจำความรู้สึกน่าขยาด มีอะไรต้องช่วยก็ช่วยแกนๆ ไม่เต็มอกเต็มใจเท่าใดนัก

เมื่อเหตุประจุแน่นด้วยอัตตา ดีแต่เรียกเอาเข้าตัว ยัดเยียดคำชั่วให้คนอื่นผลย่อมประจุแน่นด้วยทุกข์เขาทุกข์เรา ผูกมัดกันด้วยสายโซ่แข็งๆ ร้อนๆ นึกภาพชาตินี้ชาติไหน ก็เห็นเหมือนนรกที่ไม่อยากตกร่วงลงไปถึงอีกแล้ว

แต่เมื่อเหตุเต็มแน่นด้วยน้ำใจใสบริสุทธิ์ มีดีไว้เผื่อแผ่ มีชั่วไว้ทิ้งขว้าง ผลย่อมเปี่ยมล้นด้วยสุขเขาสุขเรา ผูกโยงกันด้วยสายใยอ่อนโยน นึกภาพชาตินี้ชาติไหน ก็เห็นเหมือนสวรรค์ที่อยากกลับขึ้นไปให้ถึงอีก!

ไม่เที่ยง... แต่รู้สึกว่าเที่ยง

250716

แม้อยู่กับความเปลี่ยนแปลงทุกวัน
ตั้งแต่เกิดจนตาย
แต่ไม่มีสักกี่วัน
ที่เราชินกับความเปลี่ยนแปลง
 
เราไม่อยากเสียอะไรดีๆ
ถ้าเสียไปก็เป็นทุกข์
และเราไม่อยากได้อะไรแย่ๆ
ถ้าได้มาก็เป็นทุกข์
ความทุกข์นั่นแหละที่ทำให้ไม่ชินเสียที
 
ไม่น่าประหลาดใจ
แม้ลมหายใจสุดท้ายมาถึง
คนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจยอมรับว่า
การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ของหลอก
คนส่วนใหญ่ยังพยายามยื้อสิ่งไม่เที่ยงไว้
ด้วยความรู้สึกว่ามันน่าจะเที่ยงอยู่
 
เราต้องรอคอยกันนานมาก
กว่าจะมีศาสนาที่สอนให้ชินกับความเปลี่ยนแปลง
และน่าประหลาดใจ
ที่เราต้องใช้เวลากันนานมาก
กว่าจะยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นความจริง
 
เราต้องรอคอยกันนานมาก
กว่าจะพบผู้สอนให้ดูความเปลี่ยนแปลง
จากสิ่งที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
อันได้แก่ลมหายใจของเราเอง
 
พระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาอยู่เรื่อยๆว่า
ลมหายใจเป็นเพียงธรรมชาติชนิดหนึ่ง
ที่แสดงอาการพัดไหว
ผ่านเข้ามาในเราเป็นธรรมดา
แล้วต้องออกจากเราเป็นธรรมดา
ไม่เคยเป็นกองลมเดียวกันเลยนับแต่เกิดจนตาย
 
เมื่อคิดๆอยู่ เห็นๆอยู่ทุกวันตามนั้น
ในที่สุด จิตย่อมได้นิมิตสายลมหายใจชัด
และความหมายของลมหายใจต่างไป
กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เที่ยงไปแทน
 
เมื่อเห็นลมหายใจตามจริงว่า
มาเพื่อแสดงความไม่เที่ยง
ไปเพื่อแสดงความไม่เที่ยง
ในที่สุด จิตย่อมนิ่ง ว่าง สว่าง
ความรู้สึกในตัวตนต่างไป
กระทั่งความเชื่อว่ามีตัวตนห่างหาย
หรือกระทั่งสลายไปเงียบๆ
จากไม่รู้กลายเป็นรู้
คือ รู้ว่าตัวตนไม่มี มีแต่ตัวแตก ตัวดับ
บางสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุกข์’ หายไป
เหลือแต่ความรู้สึกว่าไม่มีใครทุกข์เกิดขึ้นแทน!

ความรู้สึก หลอกไม่ได้ แต่คุมได้

13754534_1124025350987955_798750000579616394_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถ้ามีความรู้สึกกับใครในเชิงชู้สาวที่ผิดศีลผิดธรรม
จะเอาความรู้สึกนั้นออกจากใจได้อย่างไร
ก่อนจะสายเกินแก้?

คนคนหนึ่งไม่สามารถกำหนดให้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกับใคร
รู้สึกแค่ไหนให้เหมาะ ให้ถูกต้อง
รู้สึกคือรู้สึก ไม่รู้สึกคือไม่รู้สึก
ทุกความรู้สึกถือว่าถูกตามเหตุปัจจัยเสมอ
แต่ถ้าจะผิดก็คือการแสดงออก
หรือพฤติกรรมที่ล้ำเส้นศีลธรรมต่างหาก

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเก็บซ่อนความรู้สึก
นับตั้งแต่ความรู้สึกไม่พอใจ
เช่น รู้ๆอยู่ว่าถ้าพูดหมดเปลือกเมื่อไร
ก็มองหน้ากันไม่ติดเมื่อนั้น
หรือแม้กระทั่งความรู้สึกพอใจก็ต้องเร้นไว้
เช่น รู้ๆอยู่ว่าถ้าเผยใจเมื่อไร
ก็บาดเจ็บหลายฝ่ายเมื่อนั้น

การพยายามถอนรากถอนโคนความรู้สึก
นอกจากทำไม่ได้จริง
ยังจะยิ่งตอกย้ำให้ความรู้สึกแน่นขึ้น
ทำนองเดียวกับที่เมื่อเอาชนะใครไม่ได้หลายๆครั้ง
คุณก็จะยิ่งรู้สึกเป็นเบี้ยล่างมากขึ้นทุกที
กระทั่งในที่สุดมืออ่อนเท้าอ่อน
ยอมเป็นผู้แพ้ที่ไม่มีประตูสู้อีกเลย
เห็นตัวเองอ่อนแอในภาพซมซานไปเลย

ทางที่เป็นไปได้จริง คือแปรความรู้สึกไปทีละน้อย
นับหนึ่ง เริ่มต้นจากฐานความรู้สึกเดิมที่มีอยู่จริง
ปั่นป่วนแค่ไหน ให้ยอมรับไปแค่นั้น
ฝันๆ หวานๆ คาใจไม่เลิกอย่างไร ให้ยอมรับไปอย่างนั้น

การยอมรับไปเท่าที่ความรู้สึกเกิดขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าร่างกายต้องแล่นตามมันไป
แต่หมายความว่า สติของเราจะเกิดตามมันทัน

ที่ใดมีสติ ที่นั้นมีการพิจารณาอันเป็นธรรมได้
ค่อยๆคิด ค่อยๆเล็งเข้าไปที่อารมณ์ความรู้สึกนั้นๆว่า
เป็นทุกข์หรือเป็นสุข ทรมานหรือสบายดี
รู้สึกว่าแย่หรือรู้สึกว่ายอด

เมื่อยังมีความติดใจยินดี
มีอารมณ์หวานๆฉาบเคลือบอยู่ที่ผิวนอก
คำตอบแรกๆที่จิตมีให้ตัวเองอาจบอกว่า
เป็นสุขสบายดี ยอดเยี่ยมมาก ที่ได้ปั่นป่วนแบบนั้น
พูดง่ายๆคือยินดีที่เป็นทุกข์อยู่อ่อนๆ

แต่ยิ่งดูที่ใจนานไป
คุณจะยิ่งเห็นอาการปั่นป่วนที่สะสมตัวแรงขึ้น
จนกระทั่งนึกถึงความสุขไม่ออก
เห็นตัวเองทนทุกข์อยู่กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ยิ่งอยากเอาจริงยิ่งนึกเกลียดตัวเอง
ที่ตรงนั้นคุณจะเริ่มแยกแยะออกว่า
อารมณ์ฝันเป็นของปลอม เป็นต้นทางหลอกล่อ
ส่วนความทุกข์ความปั่นป่วนเป็นของจริง
เป็นปลายทางที่คุณต้องจมอยู่กับมัน
โดนมันบาดใจอยู่นานๆ

เมื่อเห็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์
ไม่เห็นแก่อารมณ์สุขที่ฉาบทาอยู่บางๆ
จะเกิดอาการตาสว่าง
ความอยากเอาจริงครึ่งๆกลางๆจะลดลง
หรือแม้ความอยากเอาให้ได้จริงๆ
ก็จะค่อยๆถอนออกไปเอง
เพราะรู้แล้วว่าของจริงไม่ใช่เรื่องสนุก
ในเมื่อเห็นจิตอยู่ในวังวนทุกข์สาหัสอยู่ชัดๆ

ถึงตรงนั้นแม้ในอกในใจยังคุกรุ่นเรื่อยๆไม่เลิก
คุณก็จะไม่รู้สึกผิด
เพราะเหลือแต่ความถูกต้อง
เห็นตัวเองเจริญสติเท่าทันความทุกข์อยู่
ไม่ยินดีในทุกข์อยู่
ไม่หลงผิดเห็นทุกข์โดยความเป็นสุขอยู่

สัญญาณบอกว่าคุณเบื่องาน

220716

จิตที่มีความพอใจในงาน
คือจิตที่จดจ่อกับงานได้โดยไม่ฝืน
และจดจ่อได้ต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ
หากทำงานแล้วไม่เกิดสมาธิ
แนวโน้มคือ ยิ่งทำจะยิ่งเบื่อ
และต่อไปนี้คือสัญญาณบอกว่า
คุณกำลังจะเบื่องาน หรือเบื่องานแล้วอย่างหนัก

) ในที่ทำงาน คิดถึงเรื่องเล่นมากกว่างาน
) ในวันทำงาน คิดถึงวันหยุดอยู่เรื่อยๆ
) ตอนเหม่อ จะเหม่อเห็นภาพตัวเองได้ท่องเที่ยว
) งานของคุณ ทำแล้วไม่สนุก ไม่มีอะไรให้ลุ้นรอผล
) คุณไม่ได้ใช้ความคิดของตัวเอง รอคำสั่งอย่างเดียว
) คุณทำงานเพราะคิดเรื่องเงินเดือนอย่างเดียว
) เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ทำเรื่องเลวๆใส่คุณ
) บรรยากาศไม่ดี อับทึบ ฝุ่นเยอะ หายใจไม่ค่อยออก
) ปัญหาของคุณแก้ยาก หรือแก้ให้ลุล่วงจริงไม่ได้สักที
๑๐) คุณไม่ออกกำลังเลย มืออ่อนเท้าอ่อนไม่อยากขยับตลอด

หากพบว่าตัวเอง
มีองค์ประกอบของความเบื่องานอยู่หลายข้อ
ไม่รู้จะแก้ข้อไหนดี
ขอแนะนำให้แก้ข้อ ๑๐ ก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะถ้าไม่ออกกำลัง ร่างกายก็ห่อเหี่ยว
ใจจะเฉื่อย ยากที่จะโฟกัสอะไร
ยากจะทนกับแรงบีบคั้นใดๆ
แต่ถ้าร่างกายให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ปัญหาข้ออื่นๆก็พอทน พอถูไถ เอาไหวอยู่

จากนั้น ให้ตั้งเป้าไว้ว่าคุณจะทำงานเอาสมาธิ
เหมือนฝึกสมาธิ เพียงแต่ไม่ใช่หลับตาดูลมหายใจ
และไม่คอยระวังดึงสติกลับมาหาลมเมื่อใจแวบไปทางอื่น
แต่เป็นการลืมตาดูงาน และคอยสังเกตใจว่า
จะเอื่อยเฉื่อยลงเมื่อใด จะซัดส่ายซ่านไปทางอื่นเมื่อใด
แล้วปรับโฟกัสสายตาใหม่ให้เห็นงานตรงหน้า
สังเกตด้วยว่าฝืดฝืนแค่ไหน
หายใจทีหนึ่งแล้วผ่อนคลายลงบ้างไหม
ในหัวและในอกสงบจากแรงดึงดันให้หยุดทำงานบ้างไหม

ยิ่งสังเกตเห็นว่า
มีจิตต่อติดกับงานได้แล้วรู้สึกดีมากขึ้นเท่าใด
คุณจะยิ่งรู้สึกเป็นมิตรกับงานมากขึ้นเท่านั้น
พูดง่ายๆ เมื่อเลิกเห็นงานเป็นศัตรู
เห็นงานเป็นมิตร เป็นเครื่องสร้างสมาธิจิต
ความเบื่องานจะหายไป หรือน้อยลงกว่าครึ่ง!

ตีลูก!

13775352_1122863007770856_6407791534875077880_n

เมื่อวานมีคนแชร์บทความของ

คุณหมอวิทยา นาควัชระ
เรื่องเลี้ยงลูกให้เป็นทรพีมาให้อ่าน
http://bit.ly/2aag6Ev
ซึ่งอ่านแล้วผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะหนึ่งในคำถามที่ผมได้รับจากพ่อแม่ของเด็กบ่อยที่สุด
คือ ทำไมลูกดื้อนัก ทำไมลูกก้าวร้าวนัก
สอนอะไรไม่ฟัง อบรมแค่ไหนก็เมิน ใช้อุบายไหนก็ไร้ผล
ยิ่งวันยิ่งเอาใหญ่ จะบ้าตายอยู่แล้ว

เด็กบางคนไม่สมควรโดน
เพราะพูดรู้เรื่อง และได้อะไรดีๆจากพ่อแม่ไว้มากพอ
ขณะที่เด็กบางคนสมควรโดน
เพราะมีเหตุปัจจัยให้แผลงฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ฟังใคร ไม่มีความสามารถแยกถูกแยกผิด
ใช้อุบายชนิดไหนก็ไม่ได้ผล

อย่างไรก็ตาม
พวกเราอยู่ในยุคที่ต่อต้านการตีลูก
เพราะเคยมีวิจัยว่า เด็กที่ถูกตี
จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง
หมายความว่า ต่อให้เด็กสมควรถูกตีอย่างไร
ก็ไม่มีสิทธิ์ตีทั้งนั้น
นั่นจึงเป็นเหตุให้เด็กหลายคนโตขึ้นแบบพร้อมทำร้ายสังคม
เพราะแท้จริงแล้ว ความก้าวร้าว และการใช้ความรุนแรง
เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นได้เอง จากการเอาแต่ใจ แตะไม่ได้
ไม่จำเป็นต้องมาจากความเจ็บปวดในวัยเด็กเสมอไป

อีกประการหนึ่ง เมื่อพูดถึงการลงโทษด้วยการตี
เราไม่ได้แยกแยะกันว่า
ตีนั้นตีด้วยมือหรือตีด้วยไม้เรียว
ก่อนตีมีการสั่งสอนและให้เหตุผลในการตีกับเด็กแค่ไหน
ท่าทีในการตีประกอบด้วยอารมณ์รักหรืออารมณ์โกรธ
หลังตีเสร็จปล่อยให้เด็กร้องไห้ตามลำพังหรือกอดเขาไว้
หากงานวิจัยละเอียดพอ
ก็น่าจะพบว่า ตีให้ลูกได้ดีนั้น เป็นไปได้จริง

ที่พวกเรามาเข้าท้องมนุษย์ได้
ต้องพกบุญมาเกิดกันทุกคน
ต่อให้ไปเกิดในเอธิโอเปียหรือแอฟริกาเขตอดอยาก
ก็ต้องใช้บุญเป็นใบเบิกทาง
ไม่มีใครเกิดเป็นมนุษย์ได้ด้วยบาป
ธรรมชาติความเป็นมนุษย์คือมีสมองคิด มีภาษาพูด
กับทั้งจิตสำนึกแบบสิ่งมีชีวิตชั้นสูง
ซึ่งสะท้อนว่า เคยทำดี จึงได้ของดีติดตัวมาแต่เกิด
แตกต่างจากเหล่าสัตว์อื่นทั้งหลายในโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อแรกเกิดนั้น
มนุษย์มาพร้อมกับสัญชาตญาณและอารมณ์ดิบ
ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป
ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ยังไม่รู้ว่ามีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์แค่ไหน
จะเริ่มรู้บ้างก็จากพ่อแม่ หรือคนที่เลี้ยงดูมา

ถ้าเด็กน้อยอยากได้อะไรแล้วได้ทุกอย่าง
ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีความกลัวผิด
ไม่มีใครที่เขารู้สึกว่าเป็นผู้ควบคุมชีวิต
ชีวิตของเขาจะไม่พ้นจากสัญชาตญาณและอารมณ์ดิบ
ความรู้สึกที่ค่อยๆเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆระหว่างโตมา คือ
อยากได้ ต้องได้! กูใหญ่ อย่ามาว่านะ!
พูดให้เห็นภาพ คือ ถ้าเขาเคยมีบุญใหญ่มาหลายชาติ
ก็มีสิทธิ์มาหมดบุญ ก่อบาปก่อกรรม
เอาในชาติที่เกิดกับพ่อแม่ดีแล้วไม่ตีนี่แหละ!

ถ้าเด็กน้อยเริ่มลามปาม
แล้วมีผู้ใหญ่ใจดี กล้าตีให้เจ็บ ให้เข็ดหลาบ
เขาจะเริ่มเกิดความกลัวความผิด
ถ้าจะทำผิดซ้ำ ก็มีความกลัวมาเป็นกลไกในการเบรกไว้
เหมือนพอมีแรงยุให้ทำเรื่องร้ายๆ
ก็มีภาพใบหน้าของผู้ใหญ่และความเจ็บตัวลอยขึ้นมาแทรก
ยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งมีความยับยั้งชั่งใจ
พร้อมกับการยอมรับให้ใครคนหนึ่ง เป็นผู้คุมทิศทางชีวิต

สรุปคือ ถ้าเด็กส่อแววดื้อ ส่อแววก่อเรื่องเสียหาย
ส่อแววลามปาม ส่อแววเอาใหญ่ ไม่ฟังเสียงห้าม
ถ้าเดินได้แล้ว วิ่งได้แล้ว ร่างกายแข็งแรงพอแล้ว
ก็สมควรมีการตีให้กลัวความผิดบ้าง
ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย หรือคิดว่าเดี๋ยวพูดรู้เรื่องก็ดีขึ้นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นๆอยู่ว่า
ทำผิดแล้วมองมาด้วยสายตาท้าทาย
ดูว่าคุณจะทำอย่างไรกับเขา
อันนั้นแหละ สัญญาณบอกว่า คุณต้องตีแน่ๆแล้ว

โจทย์สำคัญ คือ ตีอย่างไรให้ลูกทั้งรัก ทั้งกลัว
จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การลงมือตี
แต่ตั้งหลักกันตั้งแต่ความใกล้ชิดทั้งหมด
เด็กจะจำว่า ตัวตนของคุณที่เขาคุ้นเคยมาตลอด
น่าอบอุ่น น่าใกล้ชิด น่าให้กอด
หรือว่าห่างเหิน ปล่อยให้เขาหนาว แทบไม่รู้จักอ้อมกอดกันเลย

หากพื้นฐานความรู้สึกของเขา คือรักคุณ
เมื่อคุณตีเขาเจ็บ เขาจะไม่เกลียด
แต่จะเกรงกลัว และจดจำว่าเขาทำอะไรผิด คุณถึงลงมือตี
ความเจ็บจริงจะทำให้จำแม่นไม่ลืม ไม่ว่าความผิดกี่กระทง

ก่อนตี ควรสอนว่าเขาทำไม่ถูกอย่างไร ควรทำอย่างไร
ความผิดนั้นหนักพอให้ต้องถูกทำโทษแล้ว ปล่อยไม่ได้แล้ว
ไม่งั้นผีเด็กเข้าสิงแล้วจะไม่ยอมออก ยึดร่างลูกไว้เลย
และที่สำคัญ อย่าตีต่อหน้าผู้คน ให้ตีแบบลับหูลับตา
แม้เขาทำผิดในที่สาธารณะ ก็ให้คาดโทษไว้ว่า
กลับบ้าน พ่อ/แม่ จะตีนะ ลูกทำแบบนี้ ให้จำไว้นะ
คุณต้องเข้มแข็ง อย่าใช้วิธีขู่
ให้พิจารณาดีแล้วว่า ลูกดื้อจริง สมควรโดนจริง
ถ้าลั่นปากว่าจะตี ต้องตี ห้ามลืม ห้ามใจอ่อน
และอย่าปล่อยให้ความโกรธครอบงำ พลั้งปากเรื่อยเปื่อย
เพราะการตีบ่อยเกินไป ไม่สมเหตุสมผล
จะกลายเป็นการฝังความนิยมใช้การรุนแรงให้เด็กไปแทน

อารมณ์ ควรเป็นเมตตา
สิ่งที่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนที่สุดคือน้ำเสียง
ภาษากายยังเป็นรอง น้ำเสียงต้องเย็นเสมอ
ถ้าจะสำรวจตัวเอง ให้สำรวจจากน้ำเสียงนั่นแหละว่า
ฟังแล้วแข็ง หรือฟังแล้วอ่อนโยนพอ

อุปกรณ์ตี ควรเป็นมือ
เพราะคุณจะได้แบมือแดงๆอธิบายทีหลังว่า
พ่อ/แม่ ตีลูก รู้นะว่าลูกเจ็บยังไง
เพราะพ่อ/แม่ ก็เจ็บเท่ากับลูกนั่นแหละ
เด็กจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่คิดว่าเจ็บอยู่คนเดียว
ตัวเองผิดแล้วยังทำให้พ่อ/แม่เจ็บด้วย

จุดที่ตี ควรเป็นก้น แบบเนื้อสัมผัสเนื้อ
เพื่อให้เจ็บจริง แต่ไม่เจ็บใจ
อย่าตบหน้าลูก เพราะอันนั้นทั้งเจ็บตัวและเจ็บใจ


ใจขณะตี ต้องเหี้ยมและเด็ดขาดนิดหนึ่ง
ต้องกะแรงให้เจ็บ ไม่ใช่ยั้งๆ
ไม่อย่างนั้นเขาจะเฉยๆ ไม่รู้สึกรู้สา
ไม่เห็นเป็นการทำโทษ แต่เห็นคุณแสดงความหน่อมแน้ม
ถ้าตีแล้วไม่ร้องไห้ หรือตีแล้วไม่แสดงท่าว่าเจ็บ
คุณอาจต้องออกกำลังกาย ซ้อมกำลังแขนเพิ่มขึ้น

จำนวนครั้ง ควรตีครั้งเดียว
เพื่อประกันว่าคุณจะไม่อารมณ์หลุด
เพราะการตี อย่างไรก็เป็นการทำร้าย
จุดชนวนโทสะให้กำเริบ หรือบันดาลโทสะได้ง่าย


ท่าทีหลังตี ต้องดึงเข้ามากอดด้วยอารมณ์ทะนุถนอม
ถ้าสงสารลูกมาก อนุญาตให้ร้องไห้ตามลูกได้
กอดเขานานจนกว่าเขาจะหยุดร้อง
แต่ให้ดีที่สุด คือ ให้ลูกสัมผัสถึงความเข้มแข็ง มีใจปรานี
และปลอบลูกด้วยน้ำเสียงของผู้นำชีวิตเขา

หากองค์ประกอบในการทำโทษเด็กเป็นไปตามนี้
ให้สังเกตดูว่า เด็กจะแสดงความรักคุณมากขึ้นทันที
เพราะเขาจะรู้สึกกับคุณอีกแบบ มองคุณอีกอย่าง
จำว่าคุณเป็นคนปลุกจิตสำนึกฝ่ายดี ที่มีการห้ามใจขึ้นมา
ไม่ใช่ปล่อยให้เตลิดเข้ารกเข้าพงตามอารมณ์ดิบเหมือนใครๆ!

หมายเหตุสำคัญที่ควรเน้นย้ำ
ถ้าลูกไม่ดื้อรั้น ไม่ลามปาม
หัวอ่อน ว่าง่าย เชื่อฟังคำที่เป็นเหตุเป็นผล
ก็ไม่ต้องหาเรื่องตีนะครับ
เพราะแปลว่า เส้นทางลูกไม่เป็นภัยกับสังคมอยู่แล้ว


ส่วน ‘เด็กที่สมควรโดน’ นั้น
เท่าที่เห็นๆกัน มักเป็นพวกมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
มีฤทธิ์มาก ใครต่อใครพะเน้าพะนอเอาใจ
ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าบุญเก่าทำมาดี
มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนักสร้างสรรค์หรือนักทำลายล้าง
หากเขาถูกอัดฉีดไว้ดี ก็มีโอกาสเป็นคุณอนันต์
แต่หากเขาถูกปล่อยปละละเลย โอกาสคือเป็นโทษมหันต์แน่ๆ
!

กำเนิดปีศาจ

200716

ถ้าเคยมีเรื่องบนถนน
คุณจะรู้ว่า โทสะที่ชนะสติเป็นอย่างไร
ทำเรื่องน่าอายชั่ววูบได้ขนาดไหน

ถ้าเคยทะเลาะกับ รปภ.บ้าอำนาจ
คุณจะรู้ว่า ความไร้เหตุผล
สร้างความเกลียดชังได้เฉียบพลันเพียงใด

ถ้าเคยฉุนเฉียวอาละวาดใส่พนักงานบริการ
คุณจะรู้ว่า ตัวเองอยากมีอำนาจ
เอาไว้ฟาดฟันใครต่อใครนอกบ้านแค่ไหน

อารมณ์มาก่อนเหตุผล
อารมณ์ดิบมาก่อนอารมณ์สุก
ถ้าอยู่นอกบ้านแล้วขาดสติยับยั้งชั่งใจแม้ครั้งเดียว
ก็เป็นชนวนให้อารมณ์ดิบครอบงำจิตใจ
ยิ่งพอกยิ่งหนาแน่น ยิ่งเป็นอัตโนมัติ
โดนกระทบแล้วปากด่าก่อนใจคิด

ถ้าสังเกตความแรง ขณะบันดาลโทสะ
เหมือนรถเบรกแตก ไม่มีอะไรเอาอยู่
ควบคุมตัวเองไม่ได้
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองถูกควบคุมด้วยอะไรอีกอย่าง
เป็นอีกภาคหนึ่งในตน ที่ไร้เหตุผล
ไร้ระเบียบวิธีคิด ไร้สติปัญญา
มีแต่อาการพุ่งไปชนให้พังท่าเดียว

นั่นแหละ! คือกำเนิดปีศาจ
อารมณ์ปีศาจเหมือนควันมืดบังใจ
เห็นใครยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจผ่องแผ้ว แล้วหมั่นไส้
ได้ยินใครพูดเรื่องให้อภัยแล้วรู้สึกตลก
แต่ถ้าได้ยินเสียงผรุสวาทด่าทอโครมคราม
หรือได้อ่านข้อความหยาบคายร้ายกาจ
จะเกิดความตื่นเต้น สะใจ
นึกสนุกอยากยุให้ตีกัน หรือฆ่ากัน

ถ้าชีวิตหมกจมอยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นโดยมาก
และต้องตายไปกับความย้อมติดในอารมณ์นั้น
ก่อนขาดใจคุณจะไม่ศรัทธาแสงสว่าง
แม้ประสาทตายังทำงาน
ก็เหมือนเห็นแต่หมอกมืดปกคลุม
ไม่ต่างจากตอนกำลังหน้ามืดอยากเอาเรื่องคน

เมื่อยังมีชีวิต ยังมีโอกาสแก้ไข
ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกตัวว่า
จะหน้ามืดอยากเอาเรื่องใคร
ให้ถามตัวเองว่า ถ้าต้องตายเดี๋ยวนี้
จิตแบบนี้จะกลายร่างเป็นอะไร
คุณจะเริ่มเห็นเปรียบเทียบถูกว่า
ระหว่างจิตคน ที่มีสติ มีเหตุผล มีกุศลสว่าง
ต่างจากจิตปีศาจ ที่ขาดสติ ไร้เหตุผล
และมีแต่อกุศลธรรมดำมืด

จากนั้น ภาวะปีศาจกลับตัวจะค่อยๆเกิดขึ้น
เพราะการระลึกถึงความตาย เป็นสติแบบแรง
พลิกมุมมองชีวิตทั้งชีวิตได้
เปลี่ยนมืดเป็นสว่างได้
เปลี่ยนหยาบเป็นประณีตได้
ถอนตัวจากหล่มอบายได้!

คู่ดีไม่ใช่มีโดยบังเอิญ

190716

อยากได้คู่ดี
แม้ไม่เคยคิดทำตัวดีสักกี่วัน

อยากได้คู่ที่เอาใจตน
แม้เป็นคนไม่ชอบเอาใจใคร

อยากอยู่กับคนที่ใช่
แม้ตัวเองไม่ใช่เลยสำหรับเขา

อยากให้เธอปรับตัวเข้ากับฉัน
แม้ฉันยังทำตามใจตัวเองทุกเรื่อง

อยากได้คนมีใจเดียว
แม้ตัวเองยังช่างฝันหลายใจ

สารพัดความอยากได้อะไรดีๆ
ที่ไม่ได้มีอยู่ในตน
และไม่เคยคิดหยิบยื่นให้คนอื่น
จะกลายเป็นความดิ้นรนไม่รู้จบ
เพราะแม้ได้คู่ดี เอาใจ ใช่เลย
ปรับตัวทุกมุม ใจเดียวทุกวัน
ในที่สุดก็รู้สึกชัดๆว่าเขาหรือเธอ
เข้ากันไม่ได้กับฉัน

คู่ดี
เริ่มส่อแววเป็นจริงจากตัวเอง
อยากมีน้ำใจให้คนรอบตัว
ไม่ใช่เล็งมีน้ำใจให้เฉพาะคนที่ตัวเองรัก
เพราะน้ำใจที่เล็งรินให้เฉพาะคน
มักเป็นน้ำใจที่มีรสเค็ม
ไม่บริสุทธิ์สดชื่น อีกทั้งเหือดแห้งง่าย
แค่ไม่ได้อะไรตอบแทนดังใจ

คู่ดี
ถ้าไม่ศรัทธาอะไรดีๆร่วมกัน
ก็ดีไม่ทน ไม่พ้นต้องผิดศีลผิดธรรม
จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

คู่ดี
ไม่ใช่ดีอยู่ข้างเดียว
ความเอาแต่อยากได้อะไรดีๆ
ไม่อาจสร้างคู่ดีขึ้นมาได้!

คิดไม่ดีไม่เป็นบาปเสมอไป

180716

ทุกคนมีความคิด
ชนิดที่เหมือนเครื่องทำทารุณกรรม
ติดตั้งไว้ในหัว คอยตามตัว
วนเวียนทรมานใจซ้ำซาก
อาจเป็นเรื่องน่าอับอายในอดีต
อาจเป็นความสำนึกผิดบางอย่าง
อาจเป็นคำหยาบที่มีกับของสูง
อาจเป็นความรู้สึกทางเพศผิดฝาผิดตัว

ความบาดจิตทรมานใจ
เกิดจากความรู้สึกต่อต้านความคิดนั้นๆ
ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
ไม่อยากให้มันอยู่ในตัวคุณ
ไม่อยากยอมรับว่าตัวคุณเป็นคนคิด
หรือไม่อยากให้เกิดบาปร้ายแรงติดตัวไป
หากคิดแล้วไม่ต่อต้าน ไม่ปฏิเสธ
ไม่เห็นเป็นบาปผิด
ก็เปลี่ยนจากทรมานใจเป็นสบายใจ
หรือกระทั่งเปลี่ยนมลทินเป็นบุญแทน!

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจว่า
บาปที่สำเร็จเป็นบาปจริง
บาปที่ถือเป็นมลทินเปรอะเปื้อนตัว
บาปที่จะเผล็ดผลเป็นความเดือดร้อนในภายภาคหน้า
ต้องเกิดจากจิตตั้งมั่นคิดร้าย
เช่น นึกเกลียดใครแล้วหมกมุ่นคิดถึงแง่ไม่ดีของเขา
หมั่นไส้ใครแล้วแกล้งให้ร้ายใส่ความ
ขัดผลประโยชน์กับใครแล้วลงมือลงไม้ให้แด่วดิ้น

พูดง่ายๆ พอมีปมรากความชั่วร้าย
อันก่อตัวจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
แล้วงอกหนามแหลมผ่านกาย วาจา ใจ
ไปทิ่มตำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อน
อย่างนี้เป็นบาป สมควรติเตียนตนเอง
สมควรระงับอกระงับใจ
สมควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
แต่ถ้าแค่คิดๆนึกๆแบบอยู่ๆวูบมาเองลมเพลมพัด
ไม่ได้มีเจตจำนง ไม่ได้มีความมุ่งมั่น
ไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยไปกับความคิดที่แวบมาเองนั้น
มันก็ไม่ต่างจากลมพิษ
ที่ซัดผ่านเข้ามาให้ตัวเองแสบคันเล่น
ไม่ต้องทำอะไรมากกว่ารู้ทันแล้วปล่อยผ่าน

ถ้าระลึกได้เช่นที่ว่านี้ คือมีสติ มลทินจะไม่เกิด
เพราะจิตยังไม่ถูกย้อมด้วยอกุศลธรรมจนดำจริง
ตรงข้าม เมื่อใดเกิดสติระลึกได้เช่นนี้
แม้เป็นความคิดที่เสียดแทงร้ายแรงขนาดไหน
จิตก็เกิดภาวะรู้ทันว่า
นั่นเป็นเพียงเศษอกุศลธรรมที่ใจเราไม่เอาด้วย
เมื่อเห็นภาพใจเราไม่เอามลทิน ใจก็ไม่มีมลทิน
และแผ่ผายคลายออกเป็นความรู้สึกสบาย
กลายเป็นกุศล กลายเป็นสว่างโล่ง
ยิ่งเกิดภาวะเช่นนี้บ่อยขึ้นเท่าไร
ใจก็ยิ่งเป็นบุญ ใจก็ยิ่งไม่เอาบาปขึ้นเท่านั้น

ใจที่มีสติไม่เอาบาปนั่นแหละ บุญใหญ่ของแท้!

บาปใหญ่ของจริง คือความหมกมุ่นคิดร้าย
คนเรากลับไม่รู้ตัว แถมเทใจให้น้ำหนักเอาจริง
เช่น หมกมุ่นหาข้อผิดของชาวบ้านที่ไม่ได้ทำอะไรให้
หมกมุ่นนินทาว่าร้ายทั้งที่คิดเอาเองโดยไม่มีหลักฐาน
หมกมุ่นหาเรื่องรุมกระทืบคนทางโซเชียลมีเดีย ฯลฯ
ซึ่งนั่นก็เป็นข้อบอกได้ว่า เหตุใดมนุษย์เรา
จึงเป็นทุกข์ขึ้นมาแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่กันมาก
เรื่องของเรื่องคือ
ที่ไม่ได้ทำบาปดันกลุ้มใจนึกว่าทำ
แต่พอทำบาปแล้วไม่รู้ตัวว่าทำบาป
เลยเพลินทำบาปกันสำราญบานใจยืดยาวนี่เอง!

มาตรวัดคู่บุญ

13669001_1118920618165095_4023762611023906006_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบล์ค่ะ

พออยู่กับใครมากๆ
คุณจะเอานิสัยของคนคนนั้นมาใช้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
คนรักอาจเป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับคุณมากที่สุด
หรืออีกนัยหนึ่ง คืออาจเป็นตัวแปร'
ให้กรรมของคุณเปลี่ยนแปลงได้ยิ่งกว่าใคร!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แบบอย่างความดีงามบางประการในตัวคนรัก
อาจเป็นแรงบันดาลใจ
ให้คุณเห็นดีเห็นงามตามโดยไม่รู้สึกตัว
บางเรื่องที่คุณดื้อ ใครสอนอย่างไรก็ไม่ฟัง
คุณอาจโอนอ่อนลง กระทั่งเปลี่ยนนิสัยได้
เพียงเพราะเห็นแบบอย่างที่ดีใกล้ตัว

เขาอาจไม่ได้สอนคุณเป็นคำพูด
เช่นอย่าตระหนี่นักเลย
หัดทำบุญทำทานเสียบ้าง
แต่เมื่อคุณเห็นเขาซื้อขนมให้หมาแมว
เป็นกิจวัตรประจำ
และทำด้วยอาการอ่อนโยนน่าประทับใจ
ในที่สุดจิตคุณก็ถูกโน้มน้าว
ให้นึกอยากซื้อขนมให้หมาแมว
ด้วยความเต็มใจเองบ้าง

ในทางตรงข้าม เขาอาจยุยงคุณ
ให้กลายเป็นนักโกหกตามเขา
หรืออาจปั่นหัวคุณแทบเป็นบ้า
ด้วยการแกล้งงอนให้ตามง้อ
หรือด้วยนิสัยเจ้าอารมณ์ของเขา
อาจทำให้คุณกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ตาม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

โรคระบาดทางวิญญาณ ติดง่าย แก้ยาก!
บางทีต้องทำแบบฝึกหัดใกล้ตัวทุกวัน
คนใกล้ตัวเป็นโรคทางวิญญาณแบบไหน
เราอธิษฐานเป็นจิตวิญญาณตรงกันข้ามแบบนั้น
หวังเอาตัวเราเองเป็นยาดี
รักษาเขาให้หายจริง

เขามักร้อน เราต้องมักเย็น
เขาชอบพูดกระแทก เราต้องชอบพูดประโลม
เขาไร้เหตุผลเหลวไหล เราต้องมีเหตุผลหนักแน่น
ลดโทสะในเขาในเรา
ด้วยการเพิ่มคำพูดดีๆ
ป้องกันโทสะในเราในเขา
ด้วยการหยิบยื่นอะไรดีๆให้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าพวกคุณเย็นด้วยกันทั้งคู่
ต่อให้ต้องวิ่งผ่านทะเลทราย
ก็จะเย็นฉ่ำอยู่ข้างในประดุจเป็นแอร์
ให้แก่กันและกันตลอดเส้นทางไกล!

เรื่องใหญ่เกิดจากใจเล็ก

150716

เมื่อเกิดปัญหาในที่ทำงาน
ท่าทีของหัวหน้า ผู้จัดการ หรือเจ้าของ
มักเป็นตัวกำหนดอารมณ์ว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

หากคนในที่ทำงานเกิดความรู้สึกสบายๆ
เห็นว่าทุกวันมีแต่ปัญหาเล็กๆ แก้ง่ายๆ
สุขภาพจิตจะดี
และมีบรรยากาศการทำงานร่วมกัน
แก้ปัญหาร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน

แต่ถ้าคนในที่ทำงานเกิดความรู้สึกหนักอึ้ง
เห็นว่าทุกวันมีแต่ปัญหาใหญ่ๆ แก้ยากๆ
สุขภาพจิตจะแย่
และเกิดบรรยากาศการแยกกันทำ
ต่างคนต่างหนีปัญหา อยากโยนภาระ
หรือกระทั่งชอบโยนขี้ให้คนอื่นรับไปทำความสะอาด

ระบบวิธีคิดที่ปั่นป่วนเป็นทุกข์
เห็นทุกปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
ตั้งต้นคุยถึงปัญหาด้วยการขึ้นเสียงทุกครั้ง
มักเป็นคลื่นกระเพื่อม
ที่ส่งต่อความปั่นป่วนเป็นทุกข์ไปทั่วๆ
ยิ่งมาจากคนระดับสูงขึ้นเท่าไร
องค์กรโดยรวมจะยิ่งปั่นป่วนขึ้นเท่านั้น

ถ้าฝึกคิด ฝึกมอง ฝึกพูดถึงทุกปัญหา
ด้วยใจที่ใหญ่เหนือปัญหา
ทุกปัญหาจะดูเล็ก ความเยือกเย็นสำคัญกว่า
ต่อให้รู้ว่าบริษัทกำลังจะพังอยู่พรุ่งนี้
ก็ไม่นึกอยากจะให้ใจของคนพังตาม
มีแต่ให้กำลังใจให้คิดไปดีต่อได้ทั่วๆหน้า

แต่ถ้าปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ ให้ถูกครอบด้วยปัญหา
ใจจะเล็กกว่าปัญหา
และดิ้นพล่านต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าด้วยความกลัว
ด้วยอาการอยากอาละวาดเอาชนะ
มองคนระดับล่างลงไปด้วยสายตาของปฏิปักษ์
เห็นทุกความผิดนิดๆหน่อยๆเป็นการท้าทายตน
แล้วก็เห็นความผิดใหญ่ๆเป็นการประกาศสงคราม

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ปัญหาทั้งปวงถูกครอบงำได้ด้วยใจ
หรือไม่ก็ใจนั่นเองที่สร้างปัญหาทั้งปวงขึ้นมา
ทุกอย่างเริ่มจากการฝึกมอง ฝึกคิด
หากเตรียมใจว่า ทุกวันต้องมีปัญหาเกิดขึ้น
ทั้งที่คาราคาซังอยู่ก่อน
ทั้งที่ยังไม่คาดฝัน
ตลอดจนเตรียมอารมณ์สงบไว้ต้อนรับปัญหา
นึกไว้ล่วงหน้าว่าเจอปัญหาแล้ว
จะตั้งมั่นอยู่ในอาการสงบอย่างไร ใช้สีหน้าอย่างไร
ใช้คำพูดราบเรียบประมาณไหน
เช่นนี้ คุณจะได้ฝึกใจให้ใหญ่กว่าปัญหาขึ้นเรื่อยๆ
และคุณจะได้สร้างสวรรค์ขึ้นแทนนรกทีละครั้ง ทีละวัน!

เจ็บใจมักต่อด้วยเกลียดชัง

130716

โกรธนั้นสั้น
เกลียดนั้นยาว

โกรธนั้นมืดน้อย
เกลียดนั้นมืดมาก

ความโกรธเกิดจาก
การปล่อยใจให้ขัดเคืองแป๊บๆ
ส่วนความเกลียดเกิดจาก
การผูกใจให้คิดพยาบาทซ้ำๆ

คุณป้องกันความโกรธไม่ได้
แต่ฝึกแผ่เมตตาระงับความเกลียดได้

คุณเห็นความโกรธไม่เที่ยงง่าย
แต่เห็นความเกลียดไม่เที่ยงยาก

เมื่อเห็นทันว่าเกิดความไม่พอใจ
เท่ากับเห็นต้นตอความโกรธ
จากนั้น สติจึงเจริญขึ้นเห็นได้ว่า
ลมหายใจนี้โกรธแล้ว
ลมหายใจต่อมาก็หายแล้ว

เมื่อเห็นทันว่าเกิดความเจ็บใจ
เท่ากับเห็นต้นตอความเกลียด
จากนั้น สติจึงเจริญขึ้นเห็นได้ว่า
ถ้าจิตมีความเป็นกุศลอยู่เป็นทุน
จะจากการทำบุญ จากการอ่านธรรมฟังธรรม
ย่อมมีสุข มีความสว่างเป็นทิศทาง
เป็นไปได้ที่จะสละคืนความเกลียด
เป็นไปได้ที่จะอยากให้เขาสุขเหมือนที่เราสุข
เลิกแล้วต่อกัน ไม่ต้องจองเวรกัน
นั่นแหละ! ที่เรียกว่าแผ่เมตตาล้างพยาบาท!

คนดีต่างจากคนทำบุญ

140716

คนที่เข้าใจธรรมะ
ซาบซึ้งธรรมะ
กระทั่งมีใจเป็นธรรมะ
ถึงจะรู้ชัดว่า ละชั่วได้แล้ว
จึงทำดีได้จริง
ถ้ายังหวงความชั่วไว้
ทำดีให้ตาย ก็ดีได้ไม่จริง
ยังรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ใช่คนดี
ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนรกอยู่

ยิ่งถ้าชอบทำบุญใหญ่ให้คนเห็นเยอะๆ
แต่ลับหลังแอบทำบาปหนักไม่ให้ใครรู้
ในที่สุดมักเป็นพาลแท้
ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
พาลแท้ คือพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

คนดีดูง่าย คือ ไม่ร้ายที่ใจ
เมื่อใจไม่ร้าย ก็ไม่คิดร้ายกับใคร
ไม่ทำร้ายใครด้วยกายและวาจา
จะต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม
คนดีจึงเป็นพวกที่พ้นจาก
การทำบุญระดับให้ทานหลอกๆ
สละออกเพื่อทำลายความตระหนี่เป็น
รักษาศีลเพื่อรักษาใจให้สะอาดถูก
และเจริญสติเพื่อยกใจให้พ้นทุกข์ได้!

เซ็กซี่ต่างกับใจดีแค่ไหน?

120716

อาจจะยังไม่มีใครทำวิจัย
ผู้หญิงอยากถูกชมว่า
เซ็กซี่หรือใจดีมากกว่ากัน

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ถ้าถูกชมว่าเซ็กซี่บ่อยๆ แนวโน้มคือ
มีผู้ชายทั้งดีและไม่ดี คิดไม่ดีกับคุณทุกวัน
ใจคุณเกิดความระแวงมากกว่าไว้ใจ
และผู้ชายมักมองคุณแค่เปลือก ไม่สนตัวจริง
คุณมีหลายตัวเลือกที่แกล้งสนตัวจริงมากกว่าเปลือก

ในทางตรงข้าม
หากถูกชมว่าใจดีบ่อยๆ แนวโน้มคือ
มีผู้ชายทั้งดีและไม่ดี คิดดีกับคุณเรื่อยๆ
ใจคุณรู้สึกปลอดภัยมากกว่าอันตราย
และผู้ชายมักมองตัวคุณมากกว่าเปลือกนอก
ตัวเลือกของคุณมักอยากคุยมากกว่าอยากมอง

อาจจะยังไม่มีใครทำวิจัย
ผู้หญิงมีความสุข มีความภูมิใจกับ
การเป็นคนเซ็กซี่หรือใจดีมากกว่ากัน
ขณะที่ในทางปฏิบัติ
ส่วนใหญ่ปากจะบอกว่าอยากเป็นทั้งสองอย่าง
แต่ส่วนใหญ่ใจจะไม่ใช่อย่างนั้น!

อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ

13600362_1116040325119791_5671902884817196526_n

เห็นภาพบาดตา
คุณจะรู้สึกถูกเสียดแทง
เคียดแค้นชิงชังก่อน
แล้วค่อยคิดปลอบตัวเองทีหลัง
หรือพลั้งเผลอก่อเรื่องร้ายขึ้นมา

ได้ยินคำพูดบาดหู
คุณจะรู้สึกถูกทำร้ายอัตตา
ไม่สบอารมณ์ก่อน
จึงค่อยคิดตอบโต้ บางวันอาจร้าย
บางวันอาจดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล
หมายความว่ามนุษย์คิดได้
มีเหตุมีผลได้หลังจากเกิดอารมณ์แล้ว
ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคน
ทำตัวมีเหตุมีผลกันไปหมด

ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะมีชีวิตที่สงบสุข
และไม่ลืมความตั้งใจนั้น
โดยมีภาพชีวิตที่สงบสุขอยู่ในใจเสมอ
เมื่อถูกเสียดแทง เมื่อถูกกระทบอัตตา
คุณจะคิดหาทางทำให้ใจตัวเองสงบลง
ไม่ใช่ยอมซัดส่ายตามแรงซัดของโทสะ

โดยย่นย่อ
มนุษย์ที่ไร้เป้าหมาย จะไร้เหตุผล
มีแนวโน้มที่จะแล่นไปตามอารมณ์วันต่อวัน
ถูกยั่วให้โลภ ก็รับใช้ความโลภ
ถูกยั่วให้โกรธ ก็รับใช้ความโกรธ
หากจะห้ามใจ
ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเหตุผลที่ชัดเจน
ห้ามใจแล้วสมเพชตัวเอง
ที่ไม่ทำๆไปตามอารมณ์แบบชาวโลก

แต่ถ้าเป็นคนพุทธที่มีเป้าหมายแบบพุทธ
พอถูกยั่วให้โลภ ถูกยั่วให้โกรธ
คุณจะมีสติแบบพุทธ
แล้วคิดแบบพุทธ มีเหตุมีผลแบบพุทธว่า
จะควบคุมตัวเองไปทำไม
ควบคุมได้แล้วเกิดความปลื้มใจ นับถือตัวเอง
ที่ทำตามเป้าหมายแบบพุทธได้สำเร็จ!

อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ

110716

เห็นภาพบาดตา
คุณจะรู้สึกถูกเสียดแทง
เคียดแค้นชิงชังก่อน
แล้วค่อยคิดปลอบตัวเองทีหลัง
หรือพลั้งเผลอก่อเรื่องร้ายขึ้นมา

ได้ยินคำพูดบาดหู
คุณจะรู้สึกถูกทำร้ายอัตตา
ไม่สบอารมณ์ก่อน
จึงค่อยคิดตอบโต้ บางวันอาจร้าย
บางวันอาจดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล
หมายความว่ามนุษย์คิดได้
มีเหตุมีผลได้หลังจากเกิดอารมณ์แล้ว
ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคน
ทำตัวมีเหตุมีผลกันไปหมด

ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะมีชีวิตที่สงบสุข
และไม่ลืมความตั้งใจนั้น
โดยมีภาพชีวิตที่สงบสุขอยู่ในใจเสมอ
เมื่อถูกเสียดแทง เมื่อถูกกระทบอัตตา
คุณจะคิดหาทางทำให้ใจตัวเองสงบลง
ไม่ใช่ยอมซัดส่ายตามแรงซัดของโทสะ

โดยย่นย่อ
มนุษย์ที่ไร้เป้าหมาย จะไร้เหตุผล
มีแนวโน้มที่จะแล่นไปตามอารมณ์วันต่อวัน
ถูกยั่วให้โลภ ก็รับใช้ความโลภ
ถูกยั่วให้โกรธ ก็รับใช้ความโกรธ
หากจะห้ามใจ
ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเหตุผลที่ชัดเจน
ห้ามใจแล้วสมเพชตัวเอง
ที่ไม่ทำๆไปตามอารมณ์แบบชาวโลก

แต่ถ้าเป็นคนพุทธที่มีเป้าหมายแบบพุทธ
พอถูกยั่วให้โลภ ถูกยั่วให้โกรธ
คุณจะมีสติแบบพุทธ
แล้วคิดแบบพุทธ มีเหตุมีผลแบบพุทธว่า
จะควบคุมตัวเองไปทำไม
ควบคุมได้แล้วเกิดความปลื้มใจ นับถือตัวเอง
ที่ทำตามเป้าหมายแบบพุทธได้สำเร็จ

เป็นทุกข์ให้ดูทุกข์ อย่าดูลม

13620021_1114548315268992_581027294070197963_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - ดิฉันทุกข์มากจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ควรอดทนนั่งสมาธิไปทั้งที่รู้ตัวว่าไม่สงบดีหรือเปล่าคะ?

คุณดังตฤณ:
ไม่ดีนะ คือการนั่งสมาธิเนี่ย
ขอให้ทำความเข้าใจไว้ที่เบื้องต้น
ว่าเราไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อจะกดจิตให้มันสงบ
เพื่อที่จะให้ในหัวเราปลอดโปร่ง
ปราศจากเรื่องฟุ้งซ่าน เรื่องที่ติดพันอยู่ ไม่ใช่นะ

การนั่งสมาธิ จะหลับตา
หรือว่าลืมตาขึ้นมาเดินจงกรมก็ตามเนี่ย
จุดมุ่งหมายแบบพุทธ คือ
ให้มีสติเห็นสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่ตามจริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าเรานั่งสมาธิอยู่ แล้วรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ให้ดูความทุกข์
ไม่ใช่ไปดูลมหายใจ
ไม่ใช่ไปดูคำบริกรรมอย่างอื่น

เพราะอะไร?
เพราะว่าถ้าเรามีความทุกข์มาก
กำลังของความทุกข์มีแรงดันเอาชนะสติได้
แล้วเราพยายามไปสู้มัน
ก็เหมือนกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
หรือเอาเด็กตัวผอมๆ แห้งๆ
ไปพยายามสู้กับพวกซูโม่
หรือว่านักมวยปล้ำที่ตัวมันต่างกันมาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทางที่ดีที่สุดเวลาเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา
ให้เห็นความทุกข์เดี๋ยวนั้นเลยว่า
มันทุกข์ที่ตรงไหนส่วนไหนของร่างกาย
มือกำอยู่ไหม?
มือเกร็งอยู่ไหม?
ถ้ามือเกร็งอยู่ มือกำอยู่นะ
นั่นแสดงว่ามีความทุกข์แล้ว
ปรากฏที่กายอย่างเห็นชัดๆเลย
มันมีฟีดแบคทางร่างกายที่สะท้อนอยู่
ถ้าหากว่ามันมีความรู้สึกอึดอัดกลางอก
ก็ให้ดูความรู้สึกอึดอัดที่กลางอก

พอเห็นความรู้สึกอึดอัดที่ส่วนไหนของร่างกาย
ส่วนนั้นมักจะคลายให้เห็นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น
แล้วความรู้สึกทางใจมันก็จะสบายขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หรือถ้าเกิดความรู้สึกวุ่นวาย ปั่นป่วน ฟุ้งซ่าน
ก็ให้ดูว่าลักษณะของใจนะ
มันมีอาการปั่นป่วนอยู่ มันมีอาการที่วกวนอยู่
มันมีอาการที่ไม่จบ ไม่จบไม่สิ้นไม่สงบ
แล้วอย่าไปอยากสงบ
ให้ดูความไม่สงบ จนกระทั่งเห็นว่า
ความไม่สงบเนี่ยมันแสดงตัวชัดๆ

ถ้าเมื่อไหร่คุณเห็นความไม่สงบแสดงตัวชัดๆ
เมื่อนั้นคุณจะเห็นว่าลักษณะความไม่สงบ
มันจะค่อยๆแปรตัวไป ค่อยๆอ่อนกำลังลง

นี่คือธรรมชาตินะ
ถ้าคุณไม่เห็นอะไร
สิ่งนั้นจะเหมือนคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เห็นอะไรเมื่อไหร่
สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงให้ดูเกือบจะในทันที
ขอให้เห็นจริงๆเถอะ ไม่ได้เห็นด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่เห็นเพราะอยากจะให้มันสงบ
ไม่ใช่เห็นเพราะว่าอยากจะให้มันหายไป
ไม่ใช่เห็นด้วยอาการขับไล่ไสส่ง
แต่เห็นด้วยอาการเป็นผู้ดู

นั่งสมาธิครั้งต่อไปนะ แค่ตั้งใจเท่านั้นแหละ
ว่าเราจะดู เราจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง
เพื่อเห็นความไม่เที่ยงของมัน
ไม่ใช่คาดหวังว่าจะให้เกิดความสงบ
แล้วการนั่งสมาธิครั้งนั้นจะไม่สูญเปล่านะครับ

อยากเปลี่ยน... ให้พูดต่าง

080716

เวลาเห็นใครพูดคุยกับตัวเองแบบออกเสียง
เรามักเห็นเป็นเรื่องตลก
ทั้งที่แท้ เราก็ไม่ได้ต่างจากเขา
เพียงแค่เป็นการคุยแบบชุลมุน
เป็นการแอบคุยแบบไม่รู้เรื่องอยู่ในหัวนั่นเอง

คนทำงานแบบเบื่อๆเซ็งๆ
ร้อยทั้งร้อยคุยกับตัวเองแบบตอกย้ำซ้ำเติม
ในทางไม่ค่อยเป็นมงคล
หรือในทางบั่นทอนกำลังใจ
ประมาณว่า ไปไม่ถึงไหนหรอก
ทำไม่ได้หรอก ไม่มีทางสำเร็จหรอก
เอาแค่นี้พอแล้ว ขออย่าให้แย่กว่านี้เลย ฯลฯ

เสร็จแล้วก็มีอีกใจที่ไม่อยากยอม
แต่ก็เถียงแผ่วๆจนแทบไม่ได้ยิน
เถียงเหมือนไม่ได้เถียง
หรือไม่เคยมีการเถียงเกิดขึ้นเลย
ประมาณว่า เอาหน่อยน่า พยายามขึ้นอีกนิดเถอะ
ไปไม่ถึงไหนเสียที
ทิ้งตัวเองไว้ที่จุดเริ่มต้นนานแล้ว หนาวนะเว้ย!

ธรรมชาติของใจนั้น
รู้สึกอย่างไรก็ผลิตความคิดอย่างนั้น
หมายความว่า รู้สึกอย่างไรเป็นหลัก
ก็ผลิตความคิดอย่างนั้นโดยมาก
เพราะฉะนั้น ถ้าความรู้สึกฮึดสู้
มันแผ่วเกินกว่าจะทัดทานความรู้สึกถอดใจ
ความคิดอยากเปลี่ยนแปลงในทางบวก
ก็น้อยเหมือนน้ำมันฉาบกระทะ มีเหมือนไม่มี
เอามาใช้ผัดใช้ทอดอะไรไม่ได้

การเปล่งเสียงพูดออกปากอย่างมีเป้าหมาย
จึงเป็นอุบายวิธีงัดเอาเสียงข้างแผ่ว
มาขยายให้ดัง และฟังชัดกว่ากลุ่มความคิดลบๆ
เมื่อใดใจอยากทำอะไรดีๆ
ที่เป็นไปในทางพัฒนาให้ตัวเอง
แล้วเปล่งเสียงพูดใส่กระจกเงา หรือใส่จิตตนว่า
ต้องทำให้ได้หรือต้องเอาให้ได้
สมองจะสวิทช์จากโหมดเอื่อยอ่อยอ้อยสร้อย
มาเป็นโหมดคึกคักกระตือรือร้นทันที
อย่างน้อยก็วูบสั้นๆ

หากเกิดวูบสั้นๆนั้นบ่อยพอ
กลุ่มความคิดพุ่งหาเป้าหมายจริงจัง
จะค่อยๆก่อร่างสร้างตัวแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งจิตคุ้นกับเสียงสั่ง
คือเต็มใจเปล่งเสียงอย่างที่จะรู้สึกว่า
มีนายคอยสั่งจริงจัง
และคุณก็เต็มใจรับใช้เสียงสั่งนั้น
ถึงตรงนั้นแหละ ที่กำลังความรู้สึกฝ่ายบวก
จะเริ่มใหญ่ขึ้นอยู่เหนือความรู้สึกฝ่ายลบ

พูดกับตัวเองต่างไป
คุยกับตัวเองดังพอที่หูจะได้ยิน
สมองจะทำงานต่าง
จิตใจจะเปลี่ยนสภาพ
แล้วชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

ทำดีได้ดีทันที

070716

ไหว้ให้ได้บุญ

13557731_1112796028777554_5934426647150028825_n

แม้แต่นางวิสาขาและหมอชีวก
ผู้เป็นบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา
เมื่อขอพรจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า
"
ตถาคตเลิกให้พรแล้ว วิสาขา"
"
ตถาคตเลิกให้พรแล้ว ชีวก"

กระทั่งหมอชีวกทูลชี้แจงว่า
ไม่ได้จะขอพรให้ตัวเอง
แต่จะขอพระราชทานอนุญาต
ให้ตนเองได้ถวายผ้าแด่พระพุทธองค์
พระพุทธองค์จึงทรงรับ
เนื่องจากหมอชีวกรักษาพระองค์มานาน
แต่ถ้าจะขอพรแบบเอาโน่นเอานี่
พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้แน่ๆ
เพราะการให้พรนั้น สร้างความรู้สึกผิดๆ
ขัดแย้งกับธรรมชาติความจริงที่ว่า
อยากได้อะไรต้องสร้างเอา
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ไม่ใช่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามพร

อย่างไรก็ตาม
แบบอย่างการไม่ให้พรของพระองค์
ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ
เนื่องจากธรรมดามนุษย์เราชอบขอพร
ขอให้อายุมั่นขวัญยืนบ้าง
ขอให้มั่งมีศรีสุขบ้าง
บุคคลผู้ประพฤติตนบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์
พูดเป็นมงคลแค่นิดหน่อย
ก็ช่วยให้ใจชาวบ้านสบายดี มีปีติแล้ว
ดังนั้น พระองค์จึงบัญญัติพระวินัยไว้ว่า
"
เราอนุญาตให้ภิกษุให้พรตอบแก่ชาวบ้านว่า
ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน"

พูดง่ายๆ ถ้าจะให้พรแบบพุทธ
ท่านให้แค่พูดเอาใจพอเป็นพิธี
และต้องเป็นเรื่องอยู่ดีอายุยืนเท่านั้น
ห้ามให้พรสุ่มสี่สุ่มห้าเรื่อยเปื่อย
เช่น เขาขอให้ผัวกลับบ้าน ก็ให้พรไป
เขาขอให้ถูกลอตเตอรี่ ก็ไม่ขัดใจกัน
แบบนี้ผิดวินัย

แต่กาลเวลาล่วงเลยมา
พระวินัยและความเข้าใจต่างๆเลือนรางไป
ปัจจุบันพระใหญ่เณรน้อยให้พรกันสนุกปาก
เป็นเหตุให้การกราบไหว้ของชาวพุทธส่วนใหญ่
ไม่ค่อยได้บุญกุศลกันสักเท่าไร
คือพอก้มลงกราบเมื่อใด
ก็กระตุ้นให้นึกอยากขอหวย
อยากขอผัวขอเมียเมื่อนั้น

การกราบไหว้นั้นมีดีตรงที่รู้จักนอบน้อม
ใจที่นอบน้อมต่อผู้ควรนอบน้อมคือใจที่สูง
เป็นจิตวิญญาณที่สุกสว่าง
เป็นจิตวิญญาณที่พร้อมจะเจริญงอกงาม
เป็นจิตวิญญาณที่อยู่บนเส้นทางสร้างกรรมขาว
แต่เมื่อกราบไหว้ด้วยความละโมบ
หวังค้ากำไรเกินควร
ลงทุนแค่กราบ แต่จะเอาผลตอบแทนเป็นสวรรค์วิมาน
ใจเลยไม่ถึงสวรรค์ ไม่ถึงวิมาน
แต่ถึงแค่ความเห็นแก่ตัว เอาง่ายเข้าว่า
อันเป็นทางลาดลงต่ำไปแทน

การไหว้ของเด็กน้อยส่วนใหญ่
ได้บุญกว่าการไหว้ของผู้ใหญ่ส่วนมาก
เพราะไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า
จะได้มีความสุขกับการทำความเคารพ
ผู้มีบุญคุณอันควรเคารพ
ถ้าเด็กน้อยวันนี้ไม่ถูกสอนให้ไหว้แบบขอเข้าตัว
เขาก็จะโตขึ้นในวันหน้าตามธรรมชาติ
รู้ว่าไหว้บุคคลที่ควรไหว้แล้วอิ่มใจ เป็นมงคลในตัว
ไม่จำเป็นต้องขออะไรเพิ่ม

อนึ่ง การกราบไหว้ขอพรจากเทพ
อาจได้ผลจริงกับบางคน บางครั้ง
คนส่วนใหญ่รู้ว่าเทพเจ้าที่ไหนศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า ข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร
ต้องตามไปเป็นบริวารรับใช้กันกี่ชาติ
การติดตามกันไปเป็นพรวน บนทางกันดาร
กับการเจริญรอยตามพระผู้หมดกิเลส ไปบนทางสั้น
คือข้อแตกต่างระหว่างศาสนาเทพกับศาสนาพุทธ!

รักจริงต้องอภัยง่าย

050716

รักจริง ต้องมีใจเป็นสุข
ต้องผ่อนคลายสบาย
ไม่ใช่คาดคั้นเคี่ยวเข็ญจนเป็นทุกข์

สัญญาณบอกว่ารักจริง
จึงเป็นการอภัยง่าย
ไม่ใช่อ้างว่ารักแรง
เลยโกรธง่ายหายช้า!

มีแต่คนคาดหมายว่า
ถ้ารักกันจริง
ต้องพิสูจน์ด้วยการทำอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ไม่ค่อยดูเข้ามาที่ใจว่า
ถ้านั่นเป็นความรักจริงๆ
มีสิ่งที่ช่วยให้เมตตากันบ้างไหม
ความรักช่วยลดโทสะได้แค่ไหน

โทสะยิ่งลด ใจก็ยิ่งเย็น
ใจยิ่งเย็น ก็ยิ่งเป็นเครื่องสบายต่อกัน
อยากอยู่ด้วยกันนานๆ
เพื่อจะได้อาบน้ำใจ อาบแสงเมตตา
อันหายากจากนอกบ้าน

แต่เมื่อตีความความรักผิดๆ
คิดว่ารักหมายถึงต้องทำโน่นทำนี่ให้
ต้องเลิกทำอย่างนั้น ไม่คิดถึงคนโน้น
ต้องเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน
ต้องไม่ทำอะไรขวางหูขวางตากันเลย
เก็บทุกเรื่องมาเป็นอารมณ์
ไม่ปล่อยเรื่องรกออกจากใจ
ใจก็คุกรุ่น พร้อมจะระอุ
พร้อมจะเกิดแรงผลักให้อยากห่างกัน

ปากบอกว่ารักจริง
แต่ใจไม่เคยเป็นสุขจริงสักวัน
จะต่างอะไรกับรักเก๊เล่า?

อยู่กับวันนี้ถึงจะรู้สึกมีชีวิต

040716

ชีวิตอยู่ที่ใจ
และใจคนก็จดจ่อได้
อยู่กับโลกใดโลกหนึ่งเท่านั้น

ถ้าใจจดจ่อกับอดีต
ด้วยอารมณ์เสียดายหรือถวิลหา
ก็เหมือนมีตัวตนที่เหลวไหล
ใกล้เป็นวิญญาณที่เฝ้ามองโลกเก่า
อันตัวเองจากลามาแล้วนมนาน
และไม่รู้ว่าจะเอาคืนมาได้อย่างไร

ถ้าใจจดจ่อกับอนาคต
ด้วยอารมณ์กังวลหรืออยากได้
ก็เหมือนมีตัวตนที่เลื่อนลอย
คอยเป็นวิญญาณที่เฝ้ารอโลกใหม่
อันตัวเองยังไม่มีสิทธิ์ไปอยู่
และไม่รู้ว่ามีอยู่จริงไหม

ถ้าใจจดจ่อกับปัจจุบัน
ด้วยอารมณ์อยากจับต้องและเทใจให้
ก็จะมีตัวตนที่แท้จริง
เป็นจิตวิญญาณที่มีความจงรักต่อโลกนี้
อันมีตัวเองสถิตอยู่
อย่างรู้ว่าทำอะไรให้เกิดขึ้นจริงได้บ้าง!

คู่ชีวิตที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้

13512047_1109853222405168_3484358025960766588_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : ความสำคัญอันดับหนึ่งในการเลือกคู่ชีวิตคืออะไร? แฟนผมดีทุกอย่าง น่าจะเป็นแม่และภรรยาที่ดีได้ แต่เป็นคนจืดๆเรียบๆ จนความรู้สึกผมจืดไปด้วย ผมควรให้ความสำคัญเรื่องไหนก่อน ระหว่างคนที่เข้ากับผมได้ หรือคนที่เป็นแม่และภรรยาที่ดีของครอบครัวครับ?

ดังตฤณ :

การเลือกคู่ที่จะมาอยู่กับเราตลอดไป
คุณสมบัติอันดับหนึ่งก็คือ
ความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองร่วมไปกับเรา
คีย์เวิร์ดอยู่ตรงนี้นะครับ

การที่เราเจอคน
ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา
ไม่ใช่เป็นประกันนะ
ว่าในที่สุดแล้วทุกอย่างจะลงเอยดี
แต่อย่างน้อยที่สุดมันมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้จริง

และมันก็เป็นตัวดัชนีชี้ว่า
ทั้งสองคนมีความรักกันมากพอ
เพราะคนเราสิ่งที่หวงแหนที่สุดในชีวิต
ก็คือความเป็นตัวเอง
ถ้าหากว่ามีใครทำให้เรารู้สึกว่า
ความรักหรือว่าการได้อยู่ร่วมกับเค้า
มันมีพลังเกินกว่าที่เรา
จะไปหวงแหนทิฐิมานะของตัวเองไว้
หรือว่าหวงแหนความเป็นตัวของตัวเองไว้
แสดงว่าความรักนั้นมีพลังมากพอ
แสดงว่าเขาคนนั้นหรือเธอคนนั้น
มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
จากชีวิตเดี่ยวให้กลายเป็นชีวิตคู่ที่ดีได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสมบัติความเป็นแม่ควรให้ความสำคัญแค่ไหน?

ความสำคัญของคนที่จะมาเป็นแม่ให้กับลูกนะครับ
ข้อหนึ่งเลย คือ
สามารถที่จะเลี้ยงดูลูก เต็มใจที่จะเลี้ยงดูลูก
แล้วก็ให้ความสำคัญกับลูก ให้เวลากับลูกได้
ตัวนี้เป็นเครื่องวัดความเป็นแม่
ถ้าหากว่าไม่มีความเห็นว่าลูกมีความสำคัญ
หรือว่าเวลาที่จะให้กับลูก
สำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่นในชีวิต
นั่นก็เรียกว่าความเป็นแม่ค่อนข้างน้อย

ถ้าหากว่าเราเห็นว่าใครมีความสามารถจะเลี้ยงดูลูก
หรือว่าให้เวลาลูกได้
อันนั้นเราควรที่จะเพิ่มความสำคัญ
เพิ่มมุมมองขึ้นมามุมมองหนึ่งว่า
ยังมีอะไรอย่างหนึ่ง
ที่สำคัญกว่าความต้องการของเรา
ยังมีอะไรอีกอย่างหนึ่ง ที่มันเป็นกำลังใจให้เราได้
ถึงแม้ว่าเราจะต้องทน
หรือแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไป
มันมีจุดหมายที่เราจะทน
มันมีจุดหมายที่เราจะเปลียนแปลงนะครับ
นั่นก็คือเพื่อสร้างชีวิตครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ที่พร้อมไปด้วยกัน
ที่พร้อมที่จะฝ่าฟันไปด้วยกัน

ถ้าไม่มีกำลังใจ ถ้าไม่มีฉันทะเสียแล้ว
โอกาสที่เราจะอยากทน
หรือว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
หรืออยากจะปรับตัวเอง
ให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน
มันแทบจะเป็นศูนย์เลย
ใจเราจะคอยวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของ
การไปให้พ้นหน้ากัน หรือว่าปลดเปลื้องพันธะ
เพื่อที่จะไม่ต้องมาเป็นทุกข์ร่วมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สรุปก็คือ
การที่เราจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงสักคนหนึ่งนะ
อันดับแรกเลย ก็คือว่า
เขามีความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง
หรือปรับตัวร่วมไปกับเราหรือเปล่า

อันดับที่สอง คือ
เขาพร้อมที่จะให้เวลากับครอบครัวหรือเปล่า
ถ้าหากว่าพร้อมที่จะให้เวลากับครอบครัว
ต้องพร้อมที่จะปรับความเข้าใจ
หรือว่าให้ความเข้าใจอะไรต่างๆมันเกิดขึ้นไปกับเราด้วย
ไม่ใช่เฉพาะว่าจะไปให้เวลากับลูกอย่างเดียว

เพราะว่า...
การที่เราเข้ากันได้กับเขานั่นแหละ
คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก!

โดนกลั่นแกล้งกันหมด?

010716

โดนลูกค้าไม่พอใจบริการ
มักเจอการประจานออกสื่อ

โดนเพื่อนร่วมงานหมั่นไส้
มักถูกแทงข้างหลังในไม่ช้า

โดนลูกน้องเกลียด
มักเจอการลาออกแบบทิ้งขี้ไว้ให้เช็ด

โดนเจ้านายไม่ชอบหน้า
มักถูกแช่แข็ง หรือแกล้งให้งานหนัก

สารพัดการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
มีมาทุกยุคทุกสมัย
แต่สมัยเราดูประเจิดประเจ้อผิดปกติเกินไปไหม?

คนยุคเราถูกสอนให้เล่นงานกันหนักมือขึ้น
เล่นพรรคเล่นพวกมากขึ้น
รู้วิธีใช้กฎหมู่กันแพร่หลายขึ้น
บ้างก็ชี้นิ้วไปที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก
ที่แพร่เชื้อความรุนแรงทางอารมณ์
เอามัน เอาสะใจเข้าว่า
ไม่สนความถูกความผิดกันแล้ว

ถามตัวเองง่ายๆ
พอมาระบายความอัดอั้นตันใจในโซเชียลฯว่า
วันนี้ถูกกลั่นแกล้งมาอย่างไร
คุณได้รับคำตอบทำนองยั่วยุให้แก้แค้นเอาคืน
หรือว่าคำปลอบส่งเสริมให้หาทางแก้อย่างสุภาพ?
เมื่อได้พวก ได้อำนาจจากหมู่คนร่วมอารมณ์
อารมณ์ร่วมคืออยากเห็นฝ่ายตรงข้ามย่อยยับ
หรือเห็นฝ่ายตรงข้ามยอมรับความจริงด้วยเหตุด้วยผล?

ปัญหาบางปัญหาในที่ทำงาน
ถ้ามันเกิดขึ้นในระดับประเทศ หรือระดับโลก
เราแก้ไม่ได้ด้วยระบบในที่ทำงาน
เพราะตัวปัญหาฝังอยู่ใน
ความคิดและอารมณ์คนจำนวนมากพร้อมๆกัน

พวกเราใช้อินเตอร์เน็ตยกย่องวิธีคิด
วิธีใช้อารมณ์แบบไหนพร้อมๆกัน
เราก็เจอผลสะท้อนแบบนั้นในที่ทำงาน
อย่านึกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นแค่ที่คุยกันเล่นๆ
แต่ให้ตระหนักว่ามันกลายเป็นหัวเรือใหญ่
กำหนดทิศทางโลกใหม่ในยุคเราไปแล้ว!