ร้ายมาอย่างไร ดีกลับไปอย่างนั้น

1422638_907421555981670_3172925087880244490_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

อยู่ในสังคม จะนอกบ้านหรือในบ้าน
ก็หนีไม่พ้นความกระทบกระทั่งกันและกัน
ต้องเบียดเบียนกันมากบ้างน้อยบ้าง
เบียดเบียนเยี่ยงศัตรูบ้าง
เบียดเบียนเยี่ยงญาติบ้าง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตามหลักของพุทธศาสนา
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเป็นภัยเป็นเวรที่ผูกกันมา
เราจะเจอใครบางคนเสมอนะ
ในชีวิตของคนๆหนึ่ง
จะมีใครบางคนมาทำให้เราแค้น
มีใครบางคนมาทำให้เรานึกถึงในทางไม่ดีอยู่ตลอดเวลา ไม่ลืม

อันนั้น พระพุทธศาสนาท่านให้ตัวอย่างไว้เยอะ
ว่าเป็นการผูกเวรกันมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คำสอนแบบพุทธ
แบบที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จริงๆนั้น
ฟังง่าย ทำยาก แต่ยกระดับจิตได้จริง
ท่านสอนว่า
พึงชนะคนโกหกด้วยคำจริง
ชนะคนมักโกรธด้วยเมตตา
ชนะคนร้ายด้วยความดี

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ยิ่งต้นเหตุยั่วยุให้เหมือนคลั่ง
ก็ยิ่งเป็นแบบฝึกชั้นสูง
เราจะเอาเป้าหมายเดียวคือเมตตาจิต
ฉะนั้นต้องละจากการจองเวร ให้อภัยเป็นทานเสีย
ผ่านขั้นยากได้เท่าไหร่
ยิ่งเป็นอภัยทานชั้นเลิศขึ้นเท่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พูดง่ายๆเขาร้ายมาอย่างไร
เราดีกลับไปอย่างนั้น
ได้ผลหรือไม่ได้ผลเราไม่คาดหวัง
คาดหวังแต่ผลดีจะเกิดกับเรา
และทำให้เขาดีขึ้นได้บ้าง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าพูดถึงผลดี
ที่เกิดขึ้นแบบเห็นได้ชัดเลยในปัจจุบันนี้นะ
ก็คือเราปลดปล่อยเอาพิษเอาภัย
เอาความมืดออกจากจิตใจ
ปลดปล่อยความร้อนออกไปจากจิตใจ

แต่ถ้าพูดถึงระยะยาว
พูดถึงสิ่งที่มันเป็นผลข้างหน้า
ก็บอกได้นะครับว่าเราให้อภัยไปแต่ละครั้ง
ก็คือการตัดเวรตัดภัย
ออกจากเส้นทางของตัวเองไปนั่นแหละ

ปล่อยวางสิ่งใด หมดทุกข์เพราะสิ่งนั้น

10614261_904133692977123_915383119158344441_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม -- อยากปล่อยวางได้ ต้องเริ่มจากอะไร?

ดังตฤณ :
ต้องเริ่มจากอะไร? ต้องเริ่มจากความเข้าใจ
เพราะว่าหากไม่เข้าใจธรรมชาติของจิตแล้ว
มันก็จะไม่มีลำดับการปฏิบัติที่จะถูกฝาถูกตัว

ส่วนใหญ่จะไปเริ่มกันจากอุบายนะ
ให้คิดอย่างโน้น ให้ทำอย่างนี้
ซึ่งมันเป็นเหมือนกับการปลอบประโลมชั่วครั้งชั่วคราว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าหากว่าเราทำความเข้าใจ
ว่าทั้งหลายทั้งปวง
มันมีแค่จิตยึดกับจิตปล่อย
มีอยู่แค่ อย่างนี้
เราก็จะได้แนวทางการปฏิบัติที่เป็นสากล
ใช้ได้ตลอดชีวิตที่เหลือนะ

หลังจากที่เราเข้าใจได้แล้วว่า
จิตมีแต่ยึดกับปล่อย
เราก็ตั้งคำถาม ตั้งโจทย์ว่า
ทำอย่างไรจิตถึงจะมีอาการปล่อย มีอาการคลาย?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
อนิจจสัญญา หรือ ความเห็นว่าไม่เที่ยง
สามารถครอบงำความสุขความทุกข์ทั้งปวง
หรือแม้กระทั่งอุปาทานสำคัญมั่นหมายผิดๆ
คือพูดง่ายๆว่า..

อาการยึดมั่นถือมั่น
จะสู้อาการเห็นความไม่เที่ยงไม่ได้ !

ถ้าจิตเห็นอยู่ ถ้าจิตจดจ่อ
เห็นความไม่เที่ยง ไม่เท่าเดิม
ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็แล้วแต่ มันจะคลายออก !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าเราสังเกตอยู่ว่าเรามีความทุกข์
เรามีความอึดอัดในนาทีนี้
สมมุติว่าบอกตัวเองว่า "ยึดมาก ทุกข์มาก"
ลองสังเกต นึกขึ้นมาเล่นๆดูว่านาทีต่อไป
มันยึดเท่าเดิม มันทุกข์เท่าเดิม หรือว่ามันน้อยลง

การที่เราค่อยๆเห็นไปทีละนิดๆ
สังเกตเข้ามาว่า
อาการยึด อาการแน่น อาการเค้น
อาการเหมือนกับโศกเศร้า อยากคร่ำครวญ
หรือว่าอยากที่จะรินน้ำตาออกมา
มันมีไม่เท่าเดิมในแต่ละนาที
เราจะค่อยๆเกิดปัญญา

ตัวปัญญาที่เห็นว่ามันไม่เที่ยง
จะทำให้จิตเกิดอาการคลาย
คือมันจะรู้ขึ้นมาเองว่า กำอยู่
เหมือนมือกำอะไรเปล่าๆเนี่ยเป็นอาการอย่างหนึ่ง
แล้วพอกำไปแล้ว..
เออ! ของที่กำอยู่มันไม่เที่ยง
มันเหมือนกับกำก้อนอะไรที่มันเปลี่ยนรูปได้
เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วจะกำไปทำไม
มันก็จะมีอาการเหมือนกับปล่อยมือ
คลายมือออกมาตามธรรมชาติ
ธรรมดาของจิตที่ฉลาดขึ้นนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้ก็ขอให้ลองดูก็แล้วกัน
แค่ลองแค่นี้แหละ สังเกตความยึดนะ
ว่ามันมากหรือว่ามันน้อย
ถ้าสังเกตเป็นนาทีได้
ก็สามารถจะสังเกตเป็นลมหายใจได้
แต่ละลมหายใจเนี่ย ความยึดไม่เท่ากันนะครับ

เป็นตะวันตกดิน อย่าเป็นหินตกน้ำ

11059166_894806763909816_6001170116808632448_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

ดังตฤณ :

..
คุณไม่จำเป็นต้องยอมจำนนต่อแรงบีบคั้นทั้งหลายในโลก
เพราะคุณมีวิธีที่จะเอาชนะแรงบีบคั้นทุกชนิดได้

..
ฝนจะตกเราห้ามไม่ได้ ดวงตกบ้างจะเป็นไรไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
เหตุการณ์สำคัญที่มีอิทธิพลใหญ่กับชีวิตเรา
ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงตัวของกรรมเก่าทั้งนั้น

..
ถ้าดวงมีอยู่
ก็คือเส้นทางของวิบากกรรมแต่หนหลังนั่นเอง
เราเลือกที่จะทอดหุ่ยไปตามกรรมเก่าซัดพาก็ได้
หรือเลือกกัดฟันสู้
เพื่อผ่อนหนักเป็นเบาด้วยกรรมใหม่ก็ได้
พูดง่ายๆว่าศักยภาพของมนุษย์เรา
มีมากพอจะอยู่เหนือดวงชะตา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ
กรรมดี คือ ความสว่าง
กรรมชั่ว คือ ความมืด
หมายความว่าแม้จะอยู่ในช่วงดวงตก
ซึ่งเป็นช่วงมืดของชีวิต
เราก็อาจทำกรรมดีสู้เช่นเดียวกับจุดเทียน
หรือตั้งโคมไฟใหญ่ขึ้นทำลายความมืดได้

..
คนเราอยู่เหนือชะตากรรมได้
ด้วยจาคะ ด้วยศีล แล้วก็ด้วยการภาวนา
พอมีแก่ใจสละสมบัติหยาบๆได้ ก็จะเริ่มมีกำลังรักษาศีล
พอรักษาศีลได้ ก็จะเริ่มมีกำลังปฏิบัติธรรมภาวนา

..
ตราบใดที่จิตคุณส่องสว่างอยู่
ตราบนั้นคุณจะไม่เห็นมุมไหนในโลกเป็นจุดอับจนเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
สิ่งเดียวที่ทำให้จิตคุณยังสว่างอยู่ได้
ภายใต้สถานการณ์บีบเข้าตาจน ก็คือสติ

..
เมื่อเรารับมือสถานการณ์อย่างมีสติ
แก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าตามกำลังปัญญา
ไม่อิดออดโอดครวญหรือโทษฟ้าดิน
อย่างนี้จะทำให้สงสารตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ
หวั่นไหวน้อยลงเรื่อยๆ

..
เมื่อจิตไม่มืดตามสิ่งแวดล้อม
ในที่สุดสิ่งแวดล้อมก็จะยอมแพ้
ด้วยการสว่างตามจิตไม่มากก็น้อยไปเอง