ความสบายใจสำคัญที่สุด

300616

สำรวจดู ถ้าเห็นความกระวนกระวายในส่วนลึก
รู้สึกว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยจากทุกข์
กำลังเผชิญทุกข์อันเกิดจากความหวาดหวั่น
และนึกๆว่าเดี๋ยวจะต้องเจอทุกข์หนักกว่านี้อีก
เทียบแล้ว ก็ไม่ต่างกันกับอารมณ์ของคนกลัวตาย
หวาดผวากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตายนั่นเอง

ขณะยังมีชีวิต ที่รักสุข เกลียดทุกข์
คนเราถลาเข้าหาแต่ความสุขที่จับต้องได้ง่ายๆภายนอก
คนรักที่กระทบหูกระทบตา
ความบันเทิงที่เสพได้ด้วยเนื้อตัว
บ้าน รถ เรือ การงาน สถานที่ท่องเที่ยว

หลายคนในโลก ได้สิ่งน่าชอบใจเหล่านั้นมาครบ
แต่กลับยังค้างคาใจ กระวนกระวาย ไม่อิ่ม ไม่พอ
หรือกระทั่งความหวาดระแวง กริ่งเกรงภยันตราย
ตื่นนอนด้วยความหิวอยู่ลึกๆ
ก่อนหลับฟุ้งซ่านไปกับภาพไม่ดีรบกวนจิตใจอยู่เรื่อยๆ

ความจริงนี้ ชี้ว่าคนส่วนใหญ่
ไม่รู้จักแม้ความสุขง่ายๆภายใน
ที่เรียกกันว่า `ความสบายใจ` กันเลย

ถ้าสบายใจได้ตลอดชีวิต
ไม่ได้ทำผิดคิดร้าย ไม่ได้รบกวนจิตใจคนอื่น
คุณจะไม่รู้สึกกลัวนรกก่อนตาย
มีสัญชาตญาณรู้เองว่า ถ้านรกมีจริง
ก็ไม่ใช่ที่ที่คุณจะต้องดิ่งลงไปแน่ๆ

ต่างจากคนมีจิตใจยุ่งเหยิงตลอดเวลา
ไม่ได้ทำดีเอาทุน ไม่ได้ปล่อยวางจากการจองเวรอริ
แม้ปากแข็ง บอกว่าไม่เชื่อนรก ไม่กลัวชีวิตหลังตาย
แต่พอได้เวลาที่ร่างกายเริ่มพยศ เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข
ไม่เป็นหลักประกันให้มั่นใจใดๆเหมือนครั้งยังมีชีวิตอีกนาน
จิตใจจะเริ่มอ่อนแอ กลับไปเป็นเด็กน้อย
ที่รู้สึกเหมือนพลัดหลงอยู่คนเดียวข้างถนน
ไม่รู้ว่าพ่อแม่อยู่ไหน จะกลับบ้านอย่างไรถูก

ถึงตอนนั้น จึงค่อยรู้ว่า ความกระวนกระวายลึกๆ
ที่รู้สึกหิว รู้สึกขาด รู้สึกไม่อิ่มเต็มมาทั้งชีวิต
ก็คือสัญญาณบอกว่า ตัวเองยังทำบุญทำกุศลไม่มากพอ
ที่จะมีความสบายใจ ทั้งขณะมีชีวิตและก่อนตาย

ความสบายใจระดับประถม
คือความสบายใจอันเกิดจากการให้ทาน ให้อภัย
ทำตัวเป็นทึ่พึ่งทางกายทางใจให้คนอื่น
ความสบายใจระดับมัธยม
คือความสบายใจอันเกิดจากการรักษาศีล
ไม่ทำตัวเป็นอันตรายกับคนอื่นตลอดชีวิต
ความสบายใจระดับปริญญา
คือความสบายใจอันเกิดจากการเจริญสติ
ทำจิตเป็นผู้รู้ ผู้ยอมรับความจริง
ขึ้นฝั่งอันปลอดภัยเฉพาะตน

ศาสนาพุทธสอนให้สร้างความสบายใจครบทุกระดับ
แต่กระนั้น ชาวพุทธ (แต่ในนาม) น้อยคนนัก
จะรู้จักแม้กระทั่งความสบายใจระดับประถม
ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิต ก้มหน้าก้มตาตายจาก
ด้วยจิตใจกระสับกระส่ายไม่สบายกันเป็นส่วนใหญ่!

แค่อยากต่าง ก็ห่างเป็นคนละโลก

290616

ถ้าไม่เคยติดยา
คุณจะไม่เข้าใจว่าอยากยาเป็นอย่างไร
ทำเรื่องชั่วช้าได้แค่ไหน

ถ้าไม่เคยหลงรักหัวปักหัวปำ
คุณจะไม่เข้าใจว่าอยากได้ใครมา
แสดงความบ้ารักได้ขนาดไหน

ถ้าไม่เคยอาฆาตแค้นใครจนหน้ามืดจุกอก
คุณจะไม่เข้าใจว่าความอยากฆ่าคน
เกิดขึ้นปุบปับ ลงมือฉับพลันได้เพียงใด

ถ้าไม่เคยมีอุดมการณ์เหนือชีวิต
คุณจะไม่เข้าใจว่าความอยากเปลี่ยนโลก
ผลักดันให้เข้ากลุ่มก่อการร้ายได้อย่างไร

หิวเงิน โหยหาชื่อเสียง อยากรักษาหน้า
อยากล้างมลทิน ทรมานกับชีวิตคู่จนจุกอก
อยากให้อนาคตของลูกดีขึ้น ฯลฯ
เมื่อพบข่าว หรือเห็นใครใกล้ตัวทำอะไร
ที่ผิดเพี้ยนจากสามัญสำนึกมนุษย์
ดูแล้วไม่เข้าใจ คิดแล้วเข้าไม่ถึง
ก็ให้บอกตัวเองว่า ความอยากของเขา
ทำให้เขาอยู่บนเส้นทางทุกข์แบบเขา
ความอยากของเรา
ทำให้เราอยู่บนเส้นทางทุกข์แบบเรา
เข้าใจกันไม่ได้ เห็นใจกันได้ยาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ความอยากคือต้นเหตุแห่งทุกข์
อยากเมื่อไร จิตกระเพื่อมไหว
ทะยานยื่นไขว่คว้า
กระสับกระส่ายไม่เป็นสุขเมื่อนั้น
คนอื่นไม่เห็น แต่เราเห็นอยู่ตลอดเวลา
ทรมานใจกับมันไม่เลิก จนกว่าจะได้สิ่งที่อยากได้

เมื่อมองเข้ามาที่ใจตัวเอง
เห็นว่าอยากได้อะไรข้ามเดือนข้ามปีจริงจัง
ในที่สุดก็ต้องเกิดพฤติกรรม
เพื่อเอาสิ่งที่อยากได้มาให้ได้
แม้คนอื่นไม่เข้าใจ หรือคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
เห็นจิตเห็นใจตัวเองจริงๆอย่างนี้
คุณจะย้อนกลับไปเห็นใจคนทั้งโลก
แต่ละคนมีความอยากเฉพาะตนเหมือนๆกัน
ต้นทางคือความกระวนกระวายไม่เป็นสุขเหมือนๆกัน
ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนๆกันว่า
พอบรรลุปลายทางความกระวนกระวาย
จะมีสวรรค์หรือนรกรออยู่ในตอนท้าย

พอเจริญสติ เห็นความกระวนกระวายเฉพาะตน
เห็นเมล็ดพันธุ์อันเป็นต้นทางนรกสวรรค์อยู่ในใจ
คุณจะทราบว่า แค่เห็นความอยาก ความอยากก็ลดระดับ
และแค่เห็นความอยากลดระดับได้บ่อยๆ
ความอยากก็เหือดแห้งห่างหายไปจากใจได้
ใจคุณจะเริ่มสงบระงับ พ้นนรก เหนือสวรรค์
สงสารตัวเองน้อยลง เห็นใจคนอื่นมากขึ้น
เพราะเข้าใจการทำงานของจิตดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
และทุกข์น้อยลงกว่าคนอื่นในวันนี้แล้ว!

คนพาลฉุดคนรักโง่ลงด้วยวิธีเถียงแบบพาล

280616

ตอนอยู่ในอารมณ์พาล
อยากจับแพะชนแกะ ไม่พูดตามเนื้อผ้า
อยากเอาชนะด้วยอัตตา ไม่หาเหตุผล
อยากรุกให้จน ไม่สนวิธีการ
สมองคนเราจะทำงานผิดเพี้ยน
คือ ไม่มีการคิดอยู่บนฐานความจริง
แต่จะจับโน่นผสมนี่ตามแต่จะนึกได้
จนกลายเป็นเรื่องแต่งตามอารมณ์
ออกอ่าว ออกทะเล หาฝั่งไม่เจอ

สัญญาณบอกความเป็นพาล
มักไม่ปรากฏตอนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
แต่จะแสดงตัวชัดตอนถกเถียงเอาแพ้เอาชนะ
ถ้าอยากดูว่าใครเหลือเชื้อพาล
หรือมีความเป็นพาลเพียงใด
ให้ดูว่าชอบหยิบยกเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเถียงบ่อยแค่ไหน
และให้ดูว่า ตอนอยากรักษาหน้า อยากเอาชนะคะคาน
จะออกอาการจับแพะชนแกะ
หน้ามืดพูดไม่รู้เรื่อง โยงเรื่องไม่เกี่ยวให้มันเกี่ยว
หรือหน้าด้านหน้าทน ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาดื้อๆไหม

ถ้าหลวมตัวเถียงกับคนพาลบ่อยๆ
ต้องคิดตามที่เขาจับแพะชนแกะ
ต้องเจรจาตามทิศทางที่เขาพาออกอ่าว
ต้องถูกขัดคอด้วยอารมณ์อยากเอาชนะบ่อยๆ
ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความเอาแต่ใจเป็นยักษ์เป็นมาร
คุณจะกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด
เริ่มเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด
ความคิดเป็นเหตุเป็นผลถูกบั่นทอน สมองสับสน
หาทิศทางวิธีพูดให้เข้าร่องเข้ารอยได้ยากขึ้น
พอกพูนโมหะหนาทึบขึ้นเรื่อยๆวันต่อวัน
จนรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าจิตใจมืดๆมัวๆ
คิดอะไรฉลาดๆไม่ค่อยได้เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว

ยิ่งถ้าเจอคนพาลประเภทฉลาดพูด
ฉลาดจับแพะชนแกะได้เหนือชั้น
คุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้โง่แบบแปลกๆ
คือ จำเป็นต้องโง่ เพราะไม่มีเหตุผลที่ดีกว่าไปสู้เขา
นี่เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พาลแท้
คือพาลที่สำคัญตัวว่าเป็นบัณฑิต
นึกว่าความคิดเห็นของตัวเองถูกต้องแล้ว
ชนะคนทั้งโลกด้วยวาทะได้แล้ว
เอาประโยชน์เข้าตัวได้เนียนๆแล้ว
แล้วก็บีบให้คนอื่นเป็นพาลตามได้ง่ายๆเสียด้วย

ก่อนเลือกใครมาเป็นคนสนิทชิดเชื้อ
ให้ดูใจผ่านสถานการณ์บังคับให้ถกเถียงหลายๆครั้ง
ถ้าออกอาการเถียงแบบพาล ให้หนีห่าง
เพราะถ้ายอมให้กลายเป็นคนใกล้ตัว
คุณจะโง่ลงทุกวัน คล้ายถูกขังอยู่ในกรง
แล้วโดนลากเข้าถ้ำมืด ลึกขึ้นทุกที!

คลิปงานบรรจุพระบรมธาตุครั้งที่ ๓

Screen Shot 2559-07-23 at 5.11.47 PM

กราบขอบพระคุณทุกท่าน
ที่ไปร่วมงานบรรจุพระบรมธาตุฯ
ในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน ที่ผ่านมา
วันนี้ผมนำคลิปที่ทางทีมงานตัดต่อเสร็จ
มาให้ดูกันนะครับ http://bit.ly/28VqQlS ขอบคุณคุณ ณธนา หลงบางพลี สำหรับภาพเสียงมุมราบและงานตัดต่อ ขอบคุณคุณ อาร์ต อัมพวา สำหรับภาพมุมสูงจากโดรน ขอบคุณคุณสมเจตน์ ศฤงคารรัตนะ สำหรับทุนทรัพย์ส่วนตัวและเวลานับเดือน กับการจัดงานยิ่งใหญ่ ให้สามพันคนในพิธีบังเกิดมหาโสมนัส ขอบคุณทีมงาน-แรงงานร่วมร้อยชีวิต ที่อาสาอุทิศแรงกายแรงใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
สำหรับภาพการถวายวัดจริง ขอให้รอดูได้จาก
http://dungtrin.com/BuddhaStatuesMainPage/
---
ถ้าพระประธานหนึ่งองค์
มีชาวพุทธกราบสักพันคนเป็นประจำ
ก็ถือว่าเราช่วยให้ชาวพุทธจำนวนเกินแสน
ได้มีพระประธานไว้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วครับ
คำนวณจากองค์พระที่ถวายแล้วทั้งหมด ๘๐ องค์
กับที่เมื่อวันศุกร์สั่งสร้างไปแล้วสำหรับล็อตหน้า ๓๒ องค์
(
เดือนตุลาคมจะดูตัวเลขยอดบริจาคอีกครั้ง
เพื่อยืนยันกับทางโรงหล่ออีกครั้ง
ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไรแน่)
พวกเรานำพระใหญ่ไปให้ชาวพุทธต่างจังหวัด
และชาวพุทธในพม่า ออสเตรเลีย
กับอเมริกา ได้กราบไหว้
หรือพูดสั้นๆว่า
นำความชื่นบานไปให้ชาวพุทธทั่วโลกหลักแสนแล้ว
ฉะนั้น ก็อย่าแปลกใจ
หากจะเกิดความชื่นบานอย่างใหญ่เดี๋ยวนี้
หรือมีคนนำความชื่นบานมหาศาลมาให้ในวันหน้า
เพราะความชื่นบานที่เราให้ไป
ไม่ใช่ความรู้สึกสดชื่นธรรมดาๆ
แต่เป็นมหากุศลธรรมอันเกิดจากการเกื้อกูลให้ผู้อื่น
ได้มีศรัทธาปสาทะให้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าง่ายๆ
ตั้งแต่จำนวนองค์พระประธานเพิ่มขึ้นไปถึง ๗๐ องค์
ประกอบรวมกับพระไตรปิฎกหลายสิบตู้
ผมรู้สึกถึงความกว้างยาวลึกเหมือนมหาสมุทร
แต่พอใกล้สิ้นปีขึ้นหลักร้อย
ความรู้สึกคงประมาณไม่ถูกแล้วว่า
จะเปรียบเทียบมหาสังฆทานของพวกเรากับอะไรดี
ได้แต่คาดหวังว่าทุกท่านที่ปลื้มปีติอยู่
จะมีหลักประกันความสุขความเจริญทางใจ
รู้สึกเหมือนจะทำบาปไม่ขึ้นอีกต่อไป
ซึ่งนั่นก็จะเป็นนิมิตหมายของสุคติภูมิ
นับแต่ชาติภพนี้ ตราบเท่าเข้าถึงพระนิพพาน
ล็อตหน้าเป็นต้นไป
คุณสมเจตน์จะส่งคนไปดูวัดจริง
ก่อนตัดสินใจรับเข้าโครงการ
ทั้งนี้ ขอประกาศแจ้งแบบไม่คอนเฟิร์มไว้ว่า
งานบรรจุฯล็อต น่าจะเป็นที่วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๕๙
และสำหรับปีถัดๆไป
จะจัดเพียงปีละ ครั้ง ประมาณกรกฎาและธันวา
เพื่อไม่ให้ทีมงานและญาติธรรมต้องเหนื่อยบ่อย
แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ห่างจนลืมความรู้สึกแสนดี
ที่มีในวันงานในแต่ละครั้งด้วย
อีก ๕๐ หรือ ๑๐๐ ปีข้างหน้า
คงไม่มีใครจำชื่อโครงการพระประธานทั่วหล้าได้
พระประธานจำนวนมหาศาลที่เราช่วยกันสร้าง
จะยังคงอยู่คู่โบสถ์ คู่ศาลา ยังความศรัทธา
ให้บังเกิดแก่สาธุชนไม่เลือกหน้าต่อไปแน่นอนครับ!

อยากเปลี่ยนใคร ให้ลองเปลี่ยนตนเอง

13528871_1104631809593976_3064843984917082903_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ข้อเท็จจริงคือ แม้แต่พระพุทธเจ้า
ก็ไม่ทรงพยายามแก้ไขคนพาลทุกคน
คนไหนที่ท่านเห็นว่าพูดได้ทีละนิดก็พูด
เหมือนทำใจไว้ว่า เหยาะน้ำลงหินทุกวันก็กร่อนได้
แต่คนไหนที่ท่านเห็นว่าพูดไม่ได้เลย
ท่านก็บอกพระอานนท์ว่า
เราเลือกที่จะเงียบ ไม่โต้ตอบให้เหนื่อยเปล่า

บางทีคุณจำเป็นต้องมีเช็กลิสต์ส่วนตัว
เอาไว้ท่องให้ขึ้นใจ ตกลงกับตัวเองว่า
แค่ไหนถึงรับได้ แค่ไหนถึงพอใจ เช่น
เขาทำหน้าที่ของตัวเองอยู่หรือเปล่า?
เขาให้สิ่งที่คุณต้องการบ้างหรือเปล่า?
เขาจงใจทำให้คุณเดือดเนื้อร้อนใจหรือเปล่า?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนข้อเสียของใคร
ให้หาข้อเสียของตัวเอง แล้วลองเปลี่ยนดู
เมื่อพบว่ายาก จะได้อยากเปลี่ยนคนอื่นน้อยลง

แต่ถ้าทำได้สำเร็จ คุณจะมีสัญชาตญาณ
หรือเกิดฤทธิ์ทางใจบางอย่าง
รู้แนวทางพูดจา ใช้น้ำเสียง หรือทำบางสิ่ง
เพื่อกระทบใจให้ใครบางคน
มีแก่ใจอยากเปลี่ยนตัวเองตามได้

แต่ถ้าคุณเองไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย
เอาแต่หวังว่าใครบางคนจะเปลี่ยนแปลงตัวเขา
ก็เท่ากับฟุ้งซ่านเปล่า
ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นคลื่นกระเพื่อม
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆได้จริงแม้แต่น้อย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แม้แต่คนที่เลวที่สุดในชีวิต
ก็ช่วยให้คุณได้เรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นอย่างนี้
ทุกคนต้องเจออย่างนี้ และผ่านอะไรอย่างนี้ให้ได้
ถ้าผ่านได้โดยดี ใจก็เข้มแข็งอยู่ในกุศลธรรม
นั่นแหละ! ข้อดีอันน้อยนิดที่มีเขาอยู่

ยิ่งสะสมข้อดีของคนรอบตัวได้มากเท่าไร
ใจก็จะยิ่งเอ่อน้ำเย็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

คิดไม่ได้ง่ายกว่าทำเสมอไป

240616

ความคิดเป็นก้าวแรกของการทำ
ยิ่งคิดจริง คิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเท่าไร
แนวโน้มการทำจริง ทำสำเร็จ
ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

แต่คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางความคิด
คือ เคยชินที่จะคิดเล่นๆ คิดเหลวๆ
คิดแบบปลอดภาระ คิดทิ้งคิดขว้าง
ไม่สร้างรูปแบบความคิดที่ชัดเจน
แนวโน้มการทำจริง ทำสำเร็จ
จึงต่ำมาก หรือหมดสิทธิ์โดยสิ้นเชิง
ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ยิ่งเคยตัวขึ้นเท่านั้น

การฝึกสังเกตปฏิกิริยาทางกายและทางจิต
ทีละครั้ง ทีละหน ต่อเนื่องเป็นเดือนเป็นปี
อาจช่วยให้พฤติกรรมทางความคิดเปลี่ยนไป
รวมทั้งสร้างแนวโน้มการทำจริงเพิ่มขึ้นด้วย

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอันดับแรก
คือความคิดที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน
เริ่มนับตั้งแต่เมื่อเกิดเป้าหมายแจ่มกระจ่าง
ร่างกายจะเหมือนมีพลังอัดฉีดให้กระตือรือร้น
ไม่อยากอยู่นิ่งงอมืองอเท้า
อาจคอตั้งหลังตรงโดยอัตโนมัติ
หาทางขยับ หาทางออกก้าวไป
เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น
ทุกคนต้องมีความคิดชนิดนี้เกิดขึ้นบ้าง
อย่างน้อยก็ตอนอยากพูดสิ่งที่อัดอั้นในใจ
อยากให้คนบางคนได้ยินได้ฟัง

จากนั้น ให้สังเกตความคิดเหลวๆ อ่อนปวกเปียก
เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ
มีความโลเล ก้ำกึ้งอยู่ระหว่าง
อยากตัดสินใจ กับไม่ต้องการตัดสินใจ
ร่างกายจะออกอาการมืออ่อนเท้าอ่อน
ถ้าเดินก็เชื่องช้าเหมือนจะหยุดยืน
ถ้ายืนก็มีแนวโน้มจะทรุดเข่าลงนั่งบื้อ
ถ้านั่งก็นั่งหลังงอคอพับคออ่อนใกล้แผ่นอน
ถ้านอนก็ส่อแววนอนแช่ยาวมาราธอน

เมื่อสังเกตกิริยาทางใจ
ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางกายอยู่อย่างนี้
คุณจะพบความจริงข้างเคียง เช่น
ตอนจินตนาการถึงความสำเร็จ ตัวจะเบา ไม่เหนื่อย
ร่างกายพร้อมจะตอบสนองอาการคิดๆฝันๆเพ้อเจ้อ
ด้วยท่านอนกระดูกอ่อน ไม่ค่อยมีน้ำหนักให้รู้สึกว่ามีตัวตน
ต่างจากตอนตั้งเป้าใหญ่ เห็นเป้าชัด
คิดอ่านวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน
ร่างกายจะตอบสนองพลังขับดันทางความคิดที่กระจ่าง
ด้วยกระดูกแข็งที่ดันคอให้ตั้ง ดามหลังให้ตรง
เกิดน้ำหนักตามที่เป็นอยู่จริง รู้สึกมีตัวตนให้จับต้องได้

เปรียบเทียบระหว่างกระดูกอ่อนกับกระดูกแข็งไปนานๆ
ในที่สุด จิตจะเลือกตัวเองในแบบที่ทำให้กระดูกแข็ง
เลิกแพ้ภัยตัวเอง จะคิดอะไร คิดจริง
เห็นว่าแค่คิดจริง ก็เท่ากับทำจริงไปแล้วกว่าครึ่ง!

ได้พ่อแม่แบบไหนบอกใบ้กรรมแบบนั้น

230616

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด
ทำกรรมแบบไหน ก็ไปเกิดแบบนั้น

รักพ่อแม่
แปลว่ารักกรรมของตัวเอง
เกลียดพ่อแม่
แปลว่าเกลียดกรรมของตัวเอง

เกิดเป็นเด็กน้อย
ไม่มีใครปีนหนีกำแพงกรรมเก่าพ้น
กำแพงกรรมขังไว้กับพ่อแม่แบบใด
ก็ต้องก้มหน้าก้มตาอยู่หลังกำแพงนั้นจนกว่าจะโต

เห็นพ่อแม่คนอื่นดีๆ
แล้วอยากเกิดเป็นลูกพ่อลูกแม่แบบนั้นบ้าง
ก็คืออยากปีนกำแพงหนีกรรมเก่าของตัวเอง
แต่ยิ่งปีน ก็ยิ่งรู้ว่าหนีไม่ได้

หนึ่งชีวิตมีพ่อแม่ได้คู่เดียว
ถ้าจะหนี ไม่ใช่หนีพ่อแม่ตอนเด็ก
แต่ต้องหนีกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่ตอนโต

ในทางกลับกัน
ตอนเด็กรักพ่อแม่ มีชีวิตแสนสุข
สมรางวัลที่กรรมเก่ามอบให้
แต่โตขึ้นกลับก่อกรรมต่างไป
ใช้ชีวิตไม่เป็นจนเป็นทุกข์
แม้คิดฆ่าตัวตาย
ก็หนีกำแพงกรรมใหม่ไม่พ้น
นึกว่าหลุดจากกำแพงทุกข์นี้
ที่แท้ก็ต้องเจอกำแพงทุกข์ด่านหน้า
หาทางออกไม่เจออยู่ดี

วิถีชีวิตมีทั้งสเกลเล็กและสเกลใหญ่

สเกลเล็ก
อยากเก่ง ให้ทำแบบคนเก่ง
อยากรวย ให้ทำแบบคนรวย
อยากสุข ให้ทำแบบคนเป็นสุข

แต่สเกลใหญ่
อยากเกิดเป็นลูกคนแบบไหน
ให้ทำตัวเป็นคนแบบนั้น
มีเวลาทำให้ทันก่อนตายเท่าไร
ก็มีสิทธิ์เปลี่ยนตัวเองได้ดังใจเท่านั้น!

มองต่างกัน ทุกข์ต่างกัน

150616

ถ้าสายตาหาเรื่อง
แค่เงยหน้าขึ้นฟ้า
จ้องมองดวงอาทิตย์บ่อยๆ
ก็ทุกข์ทรมานได้ ตาบอดได้

ถ้าสายตาปรานี
แค่มองคนด้วยใจอยากเผื่อแผ่สุข
ความเย็นตาเย็นใจก็เกิดขึ้นได้
กระแสตาส่องประกายน่ามองได้

มองต่างกัน เห็นต่างกัน ผลต่างกัน

การมีสติก็เช่นกัน
สติเป็นสิ่งกำกับให้ใจรู้อะไรต่างกัน
มีสติไปทางไหน ใจก็จูนไปทางนั้น
ผลทางใจก็เกิดขึ้นตามนั้น

เมื่อตั้งสติวางแผนปล้นด้วยใจละโมบ
เมื่อตั้งสติเอาผิดเอาถูกด้วยอคติ
เมื่อตั้งสติสร้างเหตุแห่งทุกข์ด้วยโมหะอยู่
ท่านเรียกสติแบบนั้นว่ามิจฉาสติ
ยังต้องอยู่ในวังวนทุกข์ไม่เลิก

เมื่อตั้งสติรู้เข้ามาในตัวด้วยความเข้าใจว่า
มองไปตรงไหน ก็เห็นความไม่เที่ยงตรงนั้น
รู้ว่าไม่เที่ยงที่ตรงไหน
ก็รู้ว่าไม่เป็นตัวเป็นตนจริงที่ตรงนั้น
ใจคลายจากการยึดมั่นสำคัญผิดเสียได้
ท่านจึงเรียกสติแบบนั้นว่าสัมมาสติ
เส้นทางทุกข์สั้นลงแล้ว
มีทิศทางออกจากทุกข์แน่นอนแล้ว
ทราบผลได้ตั้งแต่เมื่อใจเริ่มวางเป็นปกติ!

เบื่อกับโกรธอย่างไหนโง่กว่ากัน?

220616

ตอนเบื่อหน่าย
ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเป็นใครเลย
คุณจะรู้สึกเหมือนคนโง่ๆ คิดไม่เป็น
หรืออย่างน้อยก็โง่ลงกว่าปกติมาก
อย่าว่าแต่จะคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ
หรือคิดแก้ไขสะสางปัญหาเก่าๆ
แม้กระทั่งปวดอึปวดฉี่
ยังขี้เกียจขยับไปเข้าห้องน้ำ!

ตอนเบื่อหน่ายสุดๆ
ถ้าอะไรดีๆผ่านเข้ามา
คุณอาจไม่ฉลาดพอจะคว้าสิ่งนั้นไว้
ยิ่งถ้าอะไรร้ายๆผ่านเข้ามาด้วยล่ะก็
คุณอาจทำชีวิตพังด้วยการงอมืองอเท้า
ปล่อยเลยตามเลย ขอนอนตายท่าเดียว

ตอนโกรธ
จิตลุกโพลงเป็นฟืนเป็นไฟ
คุณอาจฉลาดทำเรื่องโง่ๆเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะประเภทยึดคติ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
หรือทำกูหนึ่ง มึงเอาไปสิบ
แบบนี้จะเข้าโหมดสมองตื่นตัว
ฉลาดขึ้นกว่าปกติ
วางแผนซับซ้อนได้กระจ่างกว่าตอนคิดทำเรื่องดีๆ!

ตอนโกรธสุดๆ
ถ้าอะไรดีๆผ่านเข้ามา
คุณอาจเปลี่ยนให้กลายเป็นร้ายได้ด้วยมหาอคติ
ยิ่งถ้าอะไรร้ายๆผ่านเข้ามาช่วงนั้น
คุณอาจเปลี่ยนโลกเป็นนรกได้ด้วยมือเปล่า
ให้โลกแตกดีกว่าอึดอัดจนอกแตก

สรุปคือ ถ้าคุณมีไอคิว ๑๔๐
ตอนเบื่ออาจลดลงเหลือ ๘๐
ตอนโกรธอาจเพิ่มขึ้นเป็น ๑๘๐
แต่ในที่สุดก็ทำชีวิตถอยเข้าคลองทั้งคู่
ทางพุทธจึงมีชื่อเรียกความฉลาดที่แท้จริงว่าปัญญา
ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะกับกุศลจิต
เกิดแล้วเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี
หรือทำเรื่องดีให้กลายเป็นดีสุดๆได้!

รักมากหรือหลงยึดมาก?

210616

ยึดใครมาก
แปลว่าคาดหวังความสุขจากคนนั้นมาก
ผิดหวังเล็กๆน้อยๆก็ทุกข์มหันต์แล้ว!

ยึดใครมาก
จึงมีสิทธิ์เป็นทุกข์จากคนนั้นมาก!

ระหว่างรักจริงกับหลงยึด
มีเส้นแบ่งบางๆที่สำรวจรู้ได้ด้วยตัวเอง
ผ่านระดับความเมตตาและความคาดหวัง

เมตตาคือกระแสสุขในตน
และอยากเผื่อแผ่สุขให้เขาหรือเธอ
ส่วนความคาดหวังคือความโหยหิวในตน
อยากเรียกร้องให้เขาหรือเธอเอาความสุขมาป้อน

รักจริงจะเปี่ยมเมตตาเกินกว่าความคาดหวัง
เมื่อผิดหวังก็ไม่ได้ทำให้ความสุขลดลง
ส่วนหลงยึดจะมีความคาดหวังมากกว่าเมตตา
ยังเป็นทุกข์ไม่เลิกจนกว่าจะเติมเต็มความคาดหวัง

สำรวจง่ายๆ
ยึดมาก ใจจะหนักอึ้ง
รักมาก ใจจะเบาว่อง!

บุญใหญ่ vs บุญแท้

200616

บุญใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าจะรวยเร็วๆนี้
แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เป็นสุขเดี๋ยวนี้เลย
และจะสุขไปอีกนาน
นานขนาดอุ่นใจว่าได้เข้าเขตปลอดภัยแล้ว

ความสุขเป็นมาตรวัดบุญเบื้องต้น
ความพ้นทุกข์เป็นมาตรวัดบุญเบื้องปลาย

บุญใหญ่มีอยู่สองแบบ
แบบแรกคือให้ทานอันก่อประโยชน์ไปกว้างๆ
ยิ่งคนได้รับความสุขความเจริญมากขึ้นเท่าไร
ใจเราจะยิ่งเป็นสุขกว้างขวางยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น

แบบที่สองคือรักษาศีลได้สะอาดตลอดชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นมหาทาน
เพราะทั้งชีวิตของผู้รักษาศีลไว้ได้
จะเป็นความปลอดภัยแก่ชีวิตไม่มีประมาณ

แต่จะบุญใหญ่ขนาดไหน
ก็ไปไม่ถึงความพ้นทุกข์
ไม่อาจพ้นจากวังวนน้ำตาไปได้
มีแต่บุญแท้เท่านั้น ที่ช่วย

พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักทั้งบุญใหญ่และบุญแท้
เมื่อทำบุญใหญ่ มีใจผ่องแผ้ว อย่าให้เสียของ
สังเกตใจว่าเบาแล้ว สะอาดแล้ว
จะพร้อมรู้ตามจริง และยอมรับตามที่มันเป็น

ใจเบาคือใจที่พร้อมสละออก
ทำทานได้ แปลว่าสละได้
ทั้งความงกพะรุงพะรัง ทั้งความอาฆาตแค้น
และทั้งอุปาทานยึดมั่นถือมั่นผิดๆ
เมื่อทำทานแล้วต่อยอดเป็นการตั้งสัจจะ
รักษาศีลให้มากข้อที่สุดเท่าที่จะทำได้
รวมทั้งเจริญสติบ้างตามกำลัง
ในที่สุดจะพบใจอันเป็นพุทธ
ใจที่ตื่น ใจที่รู้ ใจที่เบิกบาน

---
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนา
กับทุกท่านที่ไปร่วมงานบรรจุพระบรมธาตุเมื่อวาน
เห็นหน้าแต่ละท่านมีความสุขกันมาก
ผมจะนำคลิปที่ตัดต่อแล้ว
ทยอยลงวันละช็อตสองช็อตสั้นๆ
เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสไป ได้ร่วมชื่นบานกันนานๆครับ

https://www.youtube.com/watch?v=oLFoDUf8Dxw

เจ้านายดีๆเหมือนคนเลี้ยงม้าพยศเป็น

170616

เมื่อนึกถึงเจ้านายดีๆ
คนมักนึกถึงเจ้านายที่ให้เงินดี งานเบา
ขอหยุด ขอสาย ขอแชตได้ตามใจชอบ
โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ว่าอะไรสักคำ

แต่ความจริงก็คือ เจ้านายแบบนั้นไม่ดี
ไม่นานก็ทำบริษัทเจ๊งแน่
เพราะมนุษย์เราเหมือนม้าพยศ
ถ้าคนเลี้ยงไม่แข็งพอ ก็ไม่มีทางเอาอยู่
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ชอบหนีงาน
ไม่ใช่พุ่งเข้าใส่งาน
แล้วก็ขัดขืนการบัญชา
ไม่ใช่ยอมอ่อนข้อให้ใครควบคุมง่ายๆ

เจ้านายดีๆ สร้างขึ้นจากการเคยเป็นลูกน้อง
ที่ได้รับการเลี้ยงดูมาดีๆ
ได้ค่าตอบแทนคุ้มแรง
ถูกสอนจนเก่งตามนาย
เมื่อท้อก็ได้คำปลอบดีๆบ้าง
กระตุ้นด้วยข้อคิดโดนๆบ้าง
แต่เมื่อเริ่มเหลิงก็โดนชี้โทษด้วยเหตุด้วยผลบ้าง
โดนขู่ด้วยคำที่เด็ดขาดบ้าง

ลูกน้องดีๆ ที่ก้าวขึ้นไปเป็นนาย
จะเข้าใจคน เข้าใจความจริง
รู้ว่าคนเราขึ้นเป็นพักๆ ลงเป็นพักๆ
จึงจำเป็นต้องทำใจดีปลอบเป็นพักๆ
แล้วก็จำเป็นต้องใจเหี้ยมพอจะเฆี่ยนเป็นพักๆ
ไม่ใช่หมดหวังแต่แรกว่าคนเราไม่มีทางเปลี่ยน
แล้วก็ไม่คาดหวังว่าคนเราดีแล้วจะดีเลยตลอดไป!

โกงแล้วรวย แปลว่าทำชั่วแล้วได้ดี?

160616

เส้นทางสู่บ่อเงินบ่อทองมีอยู่สองแพร่ง

แพร่งบาป หลอกคนจำนวนมาก
ให้นึกว่าจะได้สิ่งที่อยากได้
เมื่อหลอกสำเร็จแล้วรวย
จะรวยอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นและตัวเอง

แพร่งบุญ ช่วยคนจำนวนมาก
ให้ได้สิ่งที่อยากได้
เมื่อช่วยสำเร็จแล้วรวย
จะรวยอยู่บนความสุขของคนอื่นและตัวเอง

ตัดสินกันด้วยใจดีๆ ใช้ใจดีๆมอง แล้วจะเห็นว่า
เมื่อมีความคิดสกปรก มีจิตสกปรก คือได้ชั่ว
เหมือนเท้าเดินอยู่บนขวากหนามอันเป็นทุกข์
ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ชื่อว่าได้ดีเลย!

ใจเดียว เพื่อความสบายใจ

140616

เมื่อใจงุ่นง่านอยากได้หลายหลาก
ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถามว้าวุ่นว่า
จะต้องรักษาใจ มีใจเดียวไปทำไม?

คำตอบดีๆไม่ใช่เหตุผลเป็นคำๆ
แต่ต้องเป็นสภาพใจที่นิ่งเย็น สบาย
ไม่วุ่นวายกับการแส่ส่ายหลายใจ!

ธรรมชาติของใจที่เป็นสุข
คือใจที่มีความเป็นหนึ่งเดียวปลอดโปร่งอยู่
เพียงรู้จักใจในสภาพที่เป็นสุขนั้น
ก็เป็นคำตอบที่ดีพอแล้วว่า
จะรักษาความเป็นคนใจเดียวไว้ทำไม

ธรรมชาติของใจที่เป็นทุกข์
คือใจที่ได้เท่าไรก็ไม่พอ เอาเท่าไรก็ไม่อิ่ม
ได้ใหม่หนึ่ง จะส่ายแส่หาแต่ของใหม่ไม่เลิก
เพียงรู้จักใจในสภาพที่เป็นทุกข์นั้น
ก็เป็นเหตุผลที่ดีพอว่า
จะห้ามใจให้ได้อะไร
จะหวงแหนความมีใจเดียวไว้เพื่อใคร
จะเอาทุกข์น้อยเดี๋ยวนี้ไปสกัดกั้นทุกข์มากข้างหน้าทำไม

รักษาศีล
เพื่อการไม่มีภัยเวรกับคนอื่น
เพื่อความสบายใจของตัวเอง!

เรื่องแย่สุด คือเรื่องฟุ้งซ่านสุด

130616

ชีวิตจะมีดีอะไร
ถ้าต้องฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา
ต่อให้คนทั้งโลกเห็นคุณมีดีแค่ไหน
เมื่อจิตใจฟุ้งซ่านเตลิดไม่หยุด
คุณจะมองไม่เห็นอะไรดีสักอย่าง
ทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด
ไม่ว่าของนอกตัวหรือในตัว

เรื่องใดดับความฟุ้งซ่านของคุณได้
เรื่องนั้นจึงดีที่สุดในชีวิต
เพราะมันกำจัดเรื่องแย่ที่สุด
ออกไปจากชีวิตคุณได้

อะไรดับความฟุ้งซ่านได้เดี๋ยวนี้
สิ่งนั้นดีกว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในมือวันนี้
และดีกว่าความรุ่งโรจน์ที่คาดหวังไว้ในวันหน้า

วันนี้
ถ้าอ่านธรรมะข้อไหน
ถ้าฟังธรรมะประเด็นใด
ถ้าคุยธรรมะกับใคร
แล้วรู้สึกว่าฟุ้งซ่านน้อยลง
ก็แสดงว่าธรรมะยังดีอยู่ ไม่ล้าสมัยตามกาล
ศาสนายังเป็นเรื่องดีที่สุดในชีวิตคุณ
พระที่ไหนจะสึกหาลาเพศ
พระที่ไหนจะถูกเปิดโปงว่าไม่ใช่พระ
ก็จะไม่กระเทือนเรื่องดีที่สุดในชีวิตคุณเลย!

ความทุกข์อันใหญ่หลวง

13432341_1096864477037376_4062425507563983506_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะเห็นใครบางคนจากไป
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าใครคนนั้นจะไม่กลับมา
คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะรู้ว่าเงินหายไป
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าเงินไม่อยู่เป็นของเราแล้ว
คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะได้ยินคำด่า
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าเขาด่าเราได้ยังไง

สรุปว่า
ความทุกข์ทางใจส่วนใหญ่
ไม่ใช่เพราะเกิดเรื่อง แต่เพราะเกิดความคิด
หากฉลาดคิด ฉลาดถามตัวเองเข้าเป้าได้
ก็กะเทาะความทุกข์ให้ร่วงกราว
ออกจากดวงจิตได้ง่ายๆเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

จดจ่อกับใจแบบไหน
ใจคุณจะเป็นแบบนั้น!

สังเกตธรรมชาติของใจ
ยิ่งหมกมุ่นคิดโต้ตอบ
อยากหาเหตุผลมาคัดง้าง
อยากสรรคำแสบๆมาตอกหน้าให้สำนึก
อยากสาปแช่งให้จมน้ำในสามวันเจ็ดวัน
ใจคุณจะยิ่งเป็นทุกข์อยู่ในกรงแคบแน่นหนาขึ้นทุกที

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
พอเชื่อว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้น
แนวโน้มคือคุณจะยิ่งทำอะไรให้มันแย่ลง
เมื่อใจปักหลักอยู่กับความดีงาม
ความรู้สึกดีงามย่อมถูกบันดาลให้เกิดขึ้นเป็นสมบัติติดตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากเห็นภาพรวมของชีวิตที่ผ่านมา
เพื่อศึกษาและเริ่มชีวิตใหม่ดีๆ
จะพบว่า เดิมทีมุมมองของเราเกิดจากคนอื่น
ชีวิตเราเคยอยู่ในช่วงแปรผันไปตามสิ่งแวดล้อม
ยังไม่ได้อยู่ในช่วงทำให้สิ่งแวดล้อมแปรผันตามตัวเราได้

เป้าหมายคือเราจะมีใจคอเป็นตัวของตัวเอง
เป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อมให้ได้!

ขอให้ระลึกว่า
ที่จะสละความทุกข์ สลัดมุมมองแง่ร้ายออกจากตัวได้จริง
เราต้องมีความสุขเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

เช่น ที่จะไม่หวงทุกข์อันเกิดจากความคิดแค้น
เราต้องยินดีในสุขอันเกิดจากการอภัย
เมื่อรู้จักความสุขจากการอภัยครั้งหนึ่ง
ให้จำว่ารสของการอภัยนั้นเบา โล่งหัวอก
ความรู้สึกนึกคิดสว่าง ใจว่างจากทุกข์กันแบบไหน
ให้ย้ำจำ ย้ำระลึกถึงไว้ให้มาก
เมื่อใดความแค้นย้อนกลับมาเล่นงานใจอีก
ก็จะได้หวนกลับไปนึกถึงง่ายๆ
ซึ่งเท่ากับแทนที่ความแค้นได้ง่ายๆเช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อมีความสุขกับจิตอันเป็นกุศลของตัวเอง
คุณจะเป็นคนหงุดหงิดยาก
ความสว่างทางใจจะแหวกม่านหมอกมืดมัว
เปิดให้เห็นโลกจากจุดยืนของตัวดีๆที่เราอยากเป็น
ไม่ใช่เห็นโลกจากฐานที่ตั้งของตัวร้ายๆที่คนอื่นเป็นกันครับ

ความยึดถือด้วยอารมณ์ร้ายๆ คือดื้อด้าน
ความยึดถือด้วยเหตุผลดีๆ คือเด็ดเดี่ยว
กรรมต่างกัน ผลต่างกัน

หน้าตาดี มีคนเอาใจช่วย

090616

คนหน้าตาไม่ดี
ทำผิดนิดเดียวโดนด่าสาดเสียเทเสีย
คนหน้าตาดี
ทำผิดมากมายกลับมีคนเอาใจช่วยให้พ้นผิด
มันยุติธรรมตรงไหน?

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรมมาว่า
ใครทำดีไว้มากในชาติหนึ่ง
ชาติต่อมาก็ได้รางวัลด้วยการเป็นคนรูปงาม

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรมมาว่า
เมื่อใครเห็นคนรูปงาม
ก็มีความโน้มเอียงจะเข้าข้าง
คืออยากเชื่อว่าเป็นคนดี
บางทีถึงขั้นทำผิดอยู่เห็นๆ
ก็รู้สึกไม่อยากให้ต้องรับผิด

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรม
ใครทำอย่างไรไว้มาก
ก็ได้อย่างนั้นตอบแทนมาก
เมื่อเคยใจดีมากมาทั้งชาติ
ชาติใหม่ก็ดูดีมากไปทั้งตัว
ออร่าดีๆเฉิดฉายจนไม่มีใครเห็นแล้ว
รู้สึกว่าน่าจะเป็นคนเลวไปได้
ถ้าจะทำให้คนจำนวนมากเปลี่ยนความรู้สึก
คือต้องงัดหลักฐานความเลวมาแฉทุกวัน
นั่นแหละ! กรรมเก่าถึงเอาไม่อยู่ ช่วยไม่ไหว
กรรมใหม่ที่ประจักษ์ชัด
ลบคุณงามความดีบนใบหน้าออกจนหมด
เห็นใบหน้าเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม
ความสวยความหล่อกลายเป็นนิมิตความชั่วร้ายไป

ธรรมชาติผลิตเกมดีชั่ว
มีความเป็นธรรมในตัวเอง
ที่จะลบความจำของทุกคนทิ้งตอนเกิดใหม่
เพราะถ้าขืนจำได้ว่าเคยทำอะไร
ถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนรูปงาม เป็นคนร่ำรวย
ทุกคนก็จะขยันทำดีกันหมด
ไม่มีเกมดีชั่ว มีแต่เกมแข่งกันทำดี
ไม่มีนรก มีแต่สวรรค์
ไม่มีใครอยากหลุดพ้นหวังนิพพาน
เพราะมีแต่ความน่าติดใจยินดี

ความน่าติดใจอย่างเดียว
หมุนโลก หมุนจักรวาลไม่ได้
เหมือนที่เราไม่อาจปั่นจักรยาน
ด้วยการถีบขึ้นท่าเดียว ต้องมีท่าถีบลงด้วย
เมื่อแสนดีมามากๆในชาติหนึ่ง
ธรรมชาติก็บีบให้คนเกิดความเหลิงลอย หลงตัว
ทำอะไรชั่วๆไว้บ้างเป็นธรรมดา
ผู้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
จักไม่ประมาท และฝืนธรรมชาติความหลงตัว
เปลี่ยนใจ กลับใจ กลับลำไม่เอาธรรมชาติดิบๆ
แต่ขัดเกลาให้เกิดธรรมอันสุกงอมขึ้นในตนแทน!

เห็นส่วนเดียวไม่นับว่าเห็นจริง

080616

สมัยพุทธกาล
พระสาวกเข้าใจดีว่า
เห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต
หมายความว่าอย่างไร
แต่หลายพันปีผ่านมา
ส่วนใหญ่สับสนหรือตีความเอาเอง
เช่น พอยกเอาคำว่ากายในกายขึ้นมา
ก็บอกว่าหมายถึงกายอีกกายหนึ่ง
ที่ซ้อนอยู่ข้างในเป็นชั้นๆ เป็นต้น
นับเป็นสายวิชาใหม่ นอกตำราพุทธ

เมื่อพระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐาน
แต่ละส่วนแต่ละตอน
เช่น สอนใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำกับสติ (อานาปานบรรพ)
ท่านก็จะทิ้งท้ายไว้ว่า
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

หมายความว่า แค่รู้ว่าจะอาศัยลมหายใจ
เป็นจุดสังเกตเห็นความไม่เที่ยงได้อย่างไร
คือ รู้ลมหายใจเพื่อสร้างความรู้สึกว่าไม่เที่ยงได้ (อนิจจสัญญา)
ก็นับว่าเห็นกายส่วนหนึ่งจากกายทั้งหมดแล้ว
พูดง่ายๆ พอเข้าสมาธิเห็นลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
และสังเกตว่ามีเข้า มีออก มียาว มีสั้น ไม่ใช่ลมเดิม
ก็รู้แจ้งว่าลมหายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
เป็นเพียงธาตุลมที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
ในที่สุดจึงหายใจด้วยจิตที่ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่

หลายคนดูลมหายใจจนเกิดสมาธิแบบไม่ยึดมั่นถือมั่นได้สำเร็จ
แต่พอลืมตา ลืมลม ก็กลับมาเกิดอุปาทานว่ามีตัวตนใหม่
นั่นเพราะคนเราไม่ได้มีอุปาทานกันที่ลมหายใจอย่างเดียว
ยังยึดร่างกายว่านี่กายข้า
ยังยึดสุขว่าข้าสุข ยังยึดทุกข์ว่าข้าทุกข์
ยังยึดจิตสงบว่าจิตข้าสงบ ยังยึดจิตฟุ้งว่าจิตข้าฟุ้ง
ยังยึดภาวะคิดว่าข้าคิด
มองเข้าไปตรงไหน ก็เห็นเป็นตัวเป็นตนยุ่บยั่บไปหมด

บางคนแทงทะลุแล้วหลายด่าน
เกิดสมาธิไร้กาย ไร้ตัวตน
เหลือแต่จิตตื่นรู้สว่างโพลงอยู่ ก็สำคัญว่าพบจิตแล้ว
ทั้งที่จริงเป็นเพียงสมาธิจิต หรือจิตแบบหนึ่ง
ที่หลุดจากความยึดชั่วขณะ
ยังมีจิตแบบอื่นๆที่ก็เรียกว่า
เป็นสภาพจิตชั่วคราวดวงหนึ่งเหมือนกัน
พอจิตถอนจากสมาธิ
เกิดความคิดสำคัญตัวว่าละเอียดประณีตแล้วหนอ
ก็ยึดความคิดปักใจเชื่อนั้นว่าถูกต้องเป็นตัวเป็นตน
กระหยิ่มทะนงขึ้นมาลึกๆว่าข้าได้ดีแล้ว ข้าหลุดพ้นแล้ว

พระพุทธเจ้าจึงตรัสหลังจากเห็นกายหนึ่งๆ เห็นจิตหนึ่งๆว่า
ยังมีอย่างอื่นต้องดูต่ออีก
เช่น ดูอิริยาบถ ดูความเคลื่อนไหวปลีกย่อยของแต่ละอิริยาบถ
ดูความสุข ดูความทุกข์ ดูความเป็นแบบจิตต่างๆ
ดูความคิดนึก ดูความหมายรู้หมายจำ
ดูให้เกิดความรู้แจ้งรู้จริงว่า อะไรๆในกายใจไม่เที่ยงไปหมด
กระทั่งรู้สึกชัดขึ้นมาว่า อะไรในกายใจไม่ใช่ตัวตนไปหมด
แม้แต่ความคิดกระหยิ่มทะนง
ก็กระทบจิตให้หลงยึดไม่ได้
มีระยะห่างไปหมด ถูกเห็นเป็นของอื่นไปหมด

นี่แหละ เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงจำเป็นต้องใช้คำว่า
กายในกายหรือจิตในจิต
นั่นก็เพื่อไม่ให้ผู้เจริญสติหลงสำคัญผิดว่า
ดูกายส่วนเดียว เรียกว่าเห็นกายทั้งหมดแล้ว
ดูจิตส่วนเดียว เรียกว่าเห็นจิตทั้งหมดแล้ว!

เหตุที่มีใจรักกันมาก

070616

อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ
ถ้าไม่ปิดหูปิดตา
ก็ต้องสังเกตเห็นว่าอีกฝ่าย
ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
มีใจหรือไม่มีใจให้กับเรื่องไหน
ในที่สุดก็ต้องรู้ใจกัน

รู้สึกว่าตัวเองเป็นใครในชีวิตของอีกฝ่าย
ถ้าไม่ปล่อยให้สำนึกขาดหาย
ก็ต้องอยากทำฐานะของตัวเองให้ดี
นึกอยากทำอะไรให้อีกฝ่ายบ้าง
และรู้เองว่าต้องทำอะไรไม่ให้ขาดตก
ในที่สุดก็เคยชินและเป็นสุขกับการเอาใจกัน

พอมีความเป็นกันเองเหนือใครอื่น
ถ้ายังครองสติไว้ ไม่เมาความชาชิน
ก็จะยังคงครองสติไว้ได้
ไม่ลืมว่าอีกฝ่ายเป็นอีกชีวิตหนึ่ง
ที่ไม่เคยแปลงร่างเป็นหุ่นไม้ไร้หัวจิตหัวใจ
ไม่นึกว่าเป็นของตายที่ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน
ในที่สุดก็คงเส้นคงวากับการเกรงใจกัน

รู้ใจ เอาใจ เกรงใจ
แล้วจะได้ใจ’ กันไว้ตลอดไป!

ลูกจ้าง ต่างจากลูกน้อง

060616

ลูกจ้างกับลูกน้อง
ฟังเผินๆเหมือนตกที่นั่งเดียวกัน
แต่ข้อเท็จจริงคือความรู้สึกต่างกันมาก
และคนคนหนึ่งก็อาจสลับไปสลับมา
ระหว่างสองความรู้สึก
ในวันเดียวกันก็ยังได้
ดูตรงที่อยากเอ่ยปากว่า
ฉันมันแค่ลูกจ้าง
หรือภูมิใจประกาศว่า
ตนเองเป็นลูกน้องใคร

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
ไม่ผูกพันกับใคร
ใครให้เงินก็ทำงานให้คนนั้น
ใครให้เงินมากกว่าก็ไปหาคนนั้น
ใครให้เงินน้อยลง คุณภาพงานก็น้อยลง
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
มีความผูกพันกับใครบางคนหรือหลายคน
ทำงานด้วยความผูกพัน อุ่นใจ
ทำงานด้วยความเคารพนับถือ
ทำงานแบบสู้ถวายหัว พร้อมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
ฟังเหมือนย่ำอยู่กับที่
มองไม่เห็นอนาคต
ยิ่งมองยิ่งพร่าเลือน
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
มีสิทธิ์ก้าวไปข้างหน้า
มีความหวังเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
คือการเป็นคนโตแล้วที่ต้องฝืนรับผิดชอบงาน
ตามความรู้ความสามารถเท่าที่มี หรือน้อยกว่าที่มี
พูดง่ายๆ รู้สึกต่อต้านนายจ้างอยู่ลึกๆ
ส่วนความรู้สึกแบบลูกน้อง
คือการยังต้องเหมือนเด็ก เหมือนนักเรียน
ที่เต็มใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์
เพื่อเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ
หรือไม่ก็ยกระดับตัวเองให้ไล่ทันนายที่ตนนับถือ
พูดง่ายๆ รู้สึกอยู่ลึกๆว่าวันหนึ่งตนจะกลายเป็นนาย

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
โหยหาอิสรภาพตลอดเวลา
ทำยังไงจะมีเงิน มีซื้อ มีกิน มีเที่ยว
เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกเลยชั่วชีวิต
และวิธีดับความโหยหาอิสรภาพเดี๋ยวนี้
ก็คือการสร้างอิสรภาพขึ้นมาเองเดี๋ยวนี้
แอบแชต แอบเล่นเกมระหว่างเวลาทำงาน
หรือไม่ก็หาทางหยุด หาทางมาสาย
หาทางปลดแอกจากภาระ
ด้วยการโยนภาระให้คนอื่น
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
จะรู้ตัวว่ายังไม่ถึงเวลาเป็นอิสระ
ต้องอยู่ในวินัย ต้องถูกควบคุมด้วยกติกา
หรืออย่างน้อยด้วยสายตาสอดส่องของคนที่เหนือกว่า
แล้วก็ไม่ได้ฝืนมีวินัยเพื่อคนที่เหนือกว่า
แต่ฝึกมีวินัยเพื่อชีวิตที่มีกรอบ
มีทิศทางไปข้างหน้าของตัวเอง

ความรู้สึกเป็นสิ่งแกล้งสร้างไม่ได้
เมื่อคุณจำใจรับใช้ใครเพื่อแลกเงินจากเขา
คุณจะพร้อมมีทัศนคติแย่ๆกับคนคนนั้น
โดยเฉพาะการระวังไม่ยอมถูกคนคนนั้นเอาเปรียบ
แต่ถ้านับถือใคร เต็มใจยอมให้เป็นนาย
คุณจะพร้อมเก็บเกี่ยวอะไรดีๆจากคนคนนั้น
หรือกระทั่งลอกเลียนความเป็นคนจากเขา
ไต่เต้าสู่ความเป็นนายกับเขาโดยไม่ต้องรู้ตัว

เรื่องน่าแปลกคือ
การรังเกียจใคร ก็เหมือนยอมให้ความเป็นคนคนนั้น
เข้ามาอยู่ในตัวคุณด้วยเช่นกัน
นั่นเพราะมนุษย์มีสิ่งที่เรียกกันว่าความเจ็บแค้น
เมื่อฝังแน่นอยู่ในอกแล้วระบายใส่ต้นตอไม่ได้
ก็จะรอไประบายใส่คนอื่นแทน
พูดง่ายๆ เกลียดเจ้านายแบบไหนมากเกินไป
ใจจะยึดเหนี่ยวอะไรร้ายๆของเจ้านายแบบนั้นไว้
เป็นเหตุให้วันหนึ่งแปลงร่างเป็นนายแบบนั้น
โดยไม่รู้ตัว หรือถึงรู้ตัวก็ไม่อาจฝืนได้เลย

ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเป็นลูกจ้าง
ก็จะเป็นได้แค่นายจ้าง
แต่ถ้าทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเป็นลูกน้อง
ก็คู่ควรเป็นเจ้านาย!

เป็นเจ้านาย อย่าเป็นผู้คมนักโทษ

030616

ใครเป็นเจ้านายที่ลูกน้องเกลียด
ดูได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเป็นเจ้านาย
ถ้าเป็นพวกเอาแต่สั่ง เอาแต่ร้องขอ
ไม่เคยคิดช่วยให้ใคร
สบายตัวสบายใจมากกว่าเดิม
รู้แต่ความอยากของตัวเอง
ไม่เคยรู้ใจคนอื่นเลยว่าอยากได้อะไร
นั่นแหละ! เมื่อมีโอกาสเป็นนาย
เขาหรือเธอจะเป็นนายที่มีแต่ลูกน้องเกลียด
 
ใครเป็นเจ้านายที่ลูกน้องรัก
ดูได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเป็นเจ้านาย
ถ้าคนเห็นแล้วนึกอยากพึ่งพา
ถ้าพูดจาในแบบที่ทำให้คนอื่นสบายใจได้
ถ้ามีน้ำใจ เห็นคนตกทุกข์แล้วยื่นมือช่วย
เกรงใจไม่อยากรบกวนให้ใครทำเพื่อตนเอง
แต่กล้าพอ และรู้จักพูด
ถ้าต้องขอให้ช่วยกันทำเพื่อส่วนรวม
อีกทั้งเก่งอะไรอย่างหนึ่ง
ขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้
นั่นแหละ! เมื่อมีโอกาสเป็นนาย
เขาหรือเธอจะเป็นนายที่มีแต่ลูกน้องรัก
 
จะเรียนเป็นนายคน
ไม่จำเป็นต้องเข้าหลักสูตรเจ้าคนนายคน
และอย่าเพิ่งมาเริ่มเรียนเอาตอนต้องเป็นนาย
มันช้าเกินไป
ให้เริ่มเรียนก่อนหน้านั้นนานๆ
เรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
รู้จักเห็นหัวอกคนอื่น
กล้าเอาชนะความเห็นแก่ตัว
มีแก่ใจอ่านให้ออกว่าส่วนรวม
เป็นอะไรที่ใหญ่กว่าชีวิตตนเอง
แล้วคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของความเป็นนาย
จะค่อยๆสั่งสมจนพร้อมเองก่อนถึงเวลาจริง!

ต้นทุนชีวิต

13343158_1091396604250830_187363653095926139_n

เปรียบเทียบคนกับคน เราบอกได้แต่ว่า
ต้นทุนชีวิตของคนเราแตกต่างกัน
แต่ทำไมถึงต่าง แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบ
อันนี้เป็นคำถามระดับโลก
ที่ก่อให้เกิดศาสนาขึ้นมาได้

ต้นทุนคืออะไร?
ต้นทุนคือ รูปร่างหน้าตา ฐานะ เพศ และสมอง

แล้วโอกาสล่ะ คือต้นทุนด้วยหรือเปล่า?

ปัจจุบันแตกความเชื่อได้เป็น ฝ่ายใหญ่ๆ
ฝ่ายแรก เชื่อว่าโอกาสได้มาจากความบังเอิญ
อันนี้เชื่อได้ง่ายที่สุด เป็นอัตโนมัติที่สุด
คนยุคไอทีอยากเถียงด้วยน้อยที่สุด
แต่จะอยากให้เสียงสนับสนุนมากที่สุด

ฝ่ายที่สอง เชื่อว่าโอกาสได้มาจากดวงดาว
ความเชื่อนี้ เกิดจากหลักฐานที่หมอดูบางคน
แค่ดูมุมดาวก็บอกได้เป็นฉากๆ
ระบุได้เป็นชั่วโมง เป็นนาทีว่า
ชีวิตใครกำลังจะต้องเผชิญกับอะไร แม่นเป๊ะๆ

ฝ่ายที่สาม เชื่อว่าโอกาสได้มาจากมนุษย์เอง
ความเชื่อนี้ เกิดจากหลักฐานที่หลายคน
สามารถพลิกชะตา จากที่เคยตกอับอยู่ก้นเหว
ขึ้นมาลอยเด่นบนวิมานเมฆ
เพียงเพราะตัดสินใจจะวิ่งไปหาโอกาส
ไม่ใช่รอให้โอกาสวิ่งมาหาตัวเอง

ในทางพุทธ ท่านให้ตัดความเชื่อแรกทิ้งไป
ไม่มีสิ่งใดบังเอิญ มีแต่เหตุผลที่คนไม่รู้

ความเชื่อที่สอง เกี่ยวกับโหราศาสตร์
ทางพุทธไม่ได้รับรองไว้เป็นกิจจะลักษณะ
แต่มีปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์ไทย เช่น
อาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร
เคยเชื่อมโยงเรื่องดาวไว้กับเรื่องวิบากกรรม
โดยเอาเรื่องราวในพระไตรปิฎกยกเป็นตัวตั้ง
แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีลูกศิษย์ท่านพูดถึง
ซึ่งถ้าทำดีๆ โหราศาสตร์อาจกลายเป็น
คำอธิบายทางพุทธที่ชัดเจน
เกี่ยวกับเรื่องต้นทุนชีวิตจากวิบากกรรม
นั่นเพราะพุทธเราชี้ไว้ชัดว่า
วิบากของกรรมเก่าออกแบบชีวิตเราไว้หมดแล้ว
ดังเช่นใน วิชชยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้มีทิพยจักขุ ย่อมทราบด้วยตนเอง
อดีตชาติมีจริง และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมอันเป็นสุจริตและทุจริตทั้งหลายนั่นเอง
จำแนกสัตว์ให้ได้ไปอุบัติในภพเลวหรือประณีต
อุบัติแล้วผิวพรรณดีหรือผิวพรรณทราม ได้ดีหรือตกยาก
(
โหราศาสตร์เป็นแว่นส่องให้แก่ผู้ไม่มีตาทิพย์
ชี้ให้รู้เลยว่า เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายจะเกิดเมื่อใด
แต่โหราศาสตร์ก็หาผู้รู้จริงลึกซึ้งยาก
อธิบายความเชื่อมโยงกับวิบากกรรมยาก
แม้แต่อาจารย์เทพย์ ก่อนตายก็ยังบอกว่า
เฉพาะแง่มุมเกี่ยวกับดวงดาว
ท่านก็ยังไม่รู้ ตีความไม่ถูก หาคำอธิบายได้ยากอีกมาก)

ความเชื่อที่สาม เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของมนุษย์
ทางพุทธให้การรับรองไว้มากที่สุด
เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทำดีเมื่อใด ฤกษ์ดีเมื่อนั้น
หรือเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
พ่อค้าที่ฉลาด รู้ความต้องการของผู้ซื้อ
แล้วหาสินค้ามาให้ผู้ซื้อได้
ก็จะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย
(
ซึ่งก็เหมือนที่นักการตลาดสมัยนี้ได้ข้อสรุปว่า
ถ้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายถูก
เข้าไปนั่งในใจกลุ่มเป้าหมายได้
รู้ได้ว่าเขาต้องการอะไร
และจับความสนใจเขาได้อย่างไร
ก็ทำของออกมาขายได้สำเร็จทุกครั้งไป)

สรุปแล้ว ทางพุทธเราที่สอนเรื่องต้นทุนชีวิตไว้จริง
ทำกรรมไว้แค่ไหน ก็ได้ต้นทุนชีวิตไว้แค่นั้น
แต่ท่านก็ตีกรอบไว้ด้วยว่า
เชื่อเรื่องกรรมเก่าอย่างเดียวก็ผิด
เชื่อเรื่องกรรมใหม่อย่างเดียวก็ผิด
ต้องเชื่อทั้งเรื่องกรรมเก่าและกรรมใหม่ประกอบกัน
จึงจะได้คำอธิบายที่ครอบคลุม ชัดเจน
ไม่ต้องมีข้อสงสัยคาใจด้วยประเด็นปลีกย่อยใดๆอีก
เช่น ท่านให้มองว่า แค่จะต้องเกิดกับพ่อแม่คู่ไหน
กรรมเก่าก็เริ่มทำงานแล้ว
กรรมเก่าเป็นคนเลือกคัดจัดสรรให้แล้ว
ถ้าชีวิตก่อนทำดีไว้มากกว่าร้าย
ก็ได้มาเกิดในท้องมนุษย์
และถ้าที่ทำดีนั้น ดีจริงจากใจมากพอ
ก็ได้ชะตาชีวิตที่ทำให้รู้สึกดี รู้สึกปลอดภัย
มีสิทธิ์ได้ดีมากกว่าตกยาก

นอกจากนั้น ท่านให้มองว่า
เมื่อเริ่มรู้ความ เริ่มมีสิทธิ์คิดอ่านเป็นตัวของตัวเอง
กรรมใหม่ก็เริ่มทำงานแล้ว
หากห้ามใจจากสิ่งยั่วยุชั่วร้าย ขยันฉวยโอกาสทำดี
คว้าโอกาสดี หรือกระทั่งสร้างโอกาสดีกับมือ
ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีกรรมใหม่เป็นประโยชน์
เป็นผู้ถือเอาประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์
สะสมต้นทุนใหม่ไปเรื่อยๆอย่างมีสติ
ไม่ใช่ใช้ทุนเก่าจนหมดโดยไม่รู้ตัว!

กำลังใจ

010616

กำลังใจ
คือความอิ่มอกอิ่มใจ
ความชื่นบาน ปลื้มปิติ
หรืออย่างน้อยที่สุด
มีความเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมา
ทำอะไรอะไรได้ตามปกติ
 
หมดกําลังใจ
คือความห่อเหี่ยวใจ
ความขาด ความโหยหิว
หรืออย่างน้อยที่สุด
มีความแห้งแล้ง เบื่อหน่าย
จนไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเป็นอะไรอีก
 
อย่าหวังเอาอะไรจากโลกข้างนอกมาก
ให้สร้างความชุ่มชื่นใจขึ้นข้างใน
วิธีง่ายๆที่ไม่ต้องลงทุน คือสวดมนต์ให้เป็น
และอุบายง่ายที่สุดที่จะสวดมนต์เป็น
คือตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
 
อย่าอธิษฐานขออะไร
เพราะถ้าขอแล้วไม่ได้
จะยิ่งห่อเหี่ยว หมดแรงหนักเข้าไปอีก
ตั้งใจขอแค่ได้บูชาพระรัตนตรัยด้วยแก้วเสียง
จิตจะรู้ทางสว่าง ทางสร้างน้ำพุแห่งความชื่นบาน
ทางที่ตัวเองจะรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์
ผ่านการสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่เรียกร้องอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
 
เมื่อสวดอิติปิโสสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่
ใจจะแผ่กว้างเป็นเมตตา
มีแต่ความปรารถนาเผื่อแผ่ออกไป
ไม่ใช่คาดหวังจะได้อะไรจากใครมา
ตัวอย่างความสว่าง ความอิ่มใจนั้น
จะพลอยช่วยให้เลิกคาดหวังจากโลกข้างนอก
และขับดันให้มุ่งมั่นเอากับโลกข้างใน
ใจจะมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
ตามความตั้งมั่นของจิตที่สว่างแล้ว!