มีบุญมาก ไม่ใช่ต้องรวยมากเสมอไป

310316

คำว่าบุญถึงหรือบุญมาก
ในทางพุทธศาสนา
ไม่ได้หมายความว่ารวยมาก
แต่หมายถึงโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์
แบบที่มีความสุขมาก
กับทั้งมีโอกาสสร้างความเจริญ
ให้ตนเองและผู้อื่นมาก

ทางพุทธเรา ถ้ามีบุญจริง
ต้องถึงพร้อมซึ่งทานบารมี
ศีลบารมี และสติบารมี

ผลของทาน เหมือนสายฝน
ผลของศีล เหมือนแผ่นดินรับน้ำฝน
ผลของสติ เหมือนแสงส่องให้ดื่มฝนถูก

ถ้าเคยให้ทานด้วยเจตนาเกื้อกูลคน
ไม่ใช่ด้วยเจตนาลงทุนหวังผล
ไม่ใช่หลงผิดไปบำรุงเจ้าลัทธิมิจฉาทิฏฐิ
ผลของทานนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ
เมื่อร่ำรวยก็ไม่ร่ำรวยบนวิถีคนบาป

ถ้าเคยให้อภัยเป็นทานไว้มาก
ด้วยเจตนาว่าจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนกัน
ผลของทานนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลที่โทสะน้อย
ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่เปิดศึกสายเลือดแย่งมรดก
เมื่อร่ำรวยก็ไม่ร่ำรวยบนเส้นทางทำลายล้างใคร

ถ้าเคยรักษาศีลไว้สะอาดหมดจด
ผลของศีลนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลที่ทำตัวน่านับถือ
มีความภาคภูมิใจในชาติกำเนิด
เมื่อร่ำรวยก็ร่ำรวยแบบรักษาทรัพย์ไว้ได้

บุญเขารู้ว่าคนแบบคุณ
รวยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
หรือเกิดกับพ่อแม่คู่ใด
แล้วจะประพฤติตัวไปในทางไหน
ฉะนั้น จังหวะที่ได้ฤกษ์เกิด
บุญจะสำรวจแดนเกิดที่เหมาะสมให้เองว่า ขณะนั้น
โลกนี้มีพ่อแม่ฐานะดีหรือพอมีพอใช้คู่ใด
ที่เหมาะให้คุณมาเกิด มาเติบโตอย่างเป็นสุข
และมีโอกาสสั่งสมบุญต่อ

ถ้ารวยแล้วเหมือนตกอยู่ในความฝัน
ถ้ารวยแล้วสำคัญตัวผิด
ถ้ารวยแล้วพ่อแม่ไม่มีเวลาให้
ถ้ารวยแล้วต้องติดเหล้าติดยา
ถ้ารวยแล้วต้องก่อกรรมทำเข็ญ
ถ้ารวยแล้วสุรุ่ยสุร่ายหมดตัว
กรรมเขาจะไม่อนุญาตให้คุณรวยก่อน
แต่จะสอนให้รู้จักความพอมีพอกิน
หรือกระทั่งความขัดสนบ้าง
เพื่อบ่มแรงดันให้ทะยานขึ้นที่สูงด้วยลำแข้งแห่งตน
จะได้รวยอย่างเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ใช่รวยแบบสับสน ต้องแบมือขอพ่อแม่
ไม่รู้ว่าครั้งไหนจะขอได้ ครั้งไหนจะขอไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า
บุญจะห้ามไม่ให้ร่ำรวยสุดๆเสมอไป
ถ้าการร่ำรวยสุดๆนั้น เป็นส่วนส่งเสริมให้ได้ดีตามบุญ
อย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ
ถือกำเนิดในตระกูลมั่งมีเหลือล้น
แล้วเป็นเหตุเป็นผลให้เบื่อหน่ายความมั่งมีเหลือล้นนั้น
เพื่อต่อยอดบุญในทางเจริญสติให้ถึงขีดสุด
บุญก็ส่งให้เกิดตระกูลมั่งมีอย่างที่สุดได้

ถ้าเกิดมาไม่อัตคัดขัดสนเกินไป
แสดงว่าคุณทำทานมาใช้ได้
ถ้าโตขึ้นไม่เป็นพวกล้มละลาย ไฟไม่ไหม้บ้าน
แสดงว่าคุณรักษาศีลมาพอใช้
แค่นั้นก็ให้พอใจในตัวเองได้แล้ว
ที่เกิดมามีพร้อมพอจะถึงวันนี้
วันที่รู้จักคำว่าทาน คำว่าศีล คำว่าสัมมาทิฏฐิ
รวมทั้งรู้จักยอดแห่งบุญ คือการเจริญสติด้วย

ตระหนักเช่นนี้แล้ว
เมื่อเห็นใครรวยแสนล้าน ร้อยล้าน
จากการขายของใต้ดิน
หรือจากการอยู่ในวงจรแย่งอำนาจ
ก็อย่าเพิ่งไปอิจฉา อย่าเพิ่งไปอยากได้แบบเขา
พวกเขาอาจไม่ได้มีชีวิตที่เป็นสุขเท่าคุณ
หรืออีกนัยหนึ่ง อาจทำบุญมาไม่ถึงพร้อมเท่าคุณก็ได้!

ความเหี่ยวแห้งใจ ใกล้กับการไร้ชีวิต

300316

เครื่องหมายของการมีชีวิต
คือความสดชื่น
เครื่องหมายของการใกล้ตาย
คือความเหี่ยวแห้ง

ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด
หากวันๆมีแต่เรื่องเล็กเรื่องใหญ่
ทับถมให้ใจแห้ง
ก็สะสมความเหี่ยวแห้งมากขึ้นทุกที
ถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกเหมือนคนแก่
รู้สึกไม่มีกะจิตกะใจ รู้สึกอยากตายให้จบๆ
หายใจยาวๆแสดงความอยากมีชีวิตยังขี้เกียจ

คาดหวังแล้วผิดหวัง จะเล็กหรือใหญ่
ก็ได้ชื่อว่าเก็บเกี่ยวความเหี่ยวแห้งเข้าตัว
คาดหวังคำชมจากพ่อแม่
แล้วได้แต่คำด่ามาแทน
คาดหวังยิ้มทักจากใครบางคน
แล้วได้แต่การเมินไปทางอื่น
คาดหวังความสนใจของคนใกล้ตัว
แล้วได้แต่ความเฉยชาเป็นประจำ
คาดหวังโบนัสจากการทุ่มเททำงาน
แล้วได้แต่เงินเดือนจำนวนเท่าเดิมเป็นรางวัล
คาดหวังลาภลอยเป็นรางวัลจากการทำบุญ
แล้วได้แต่แทงหวยพลาดงวดแล้วงวดเล่า

คนธรรมดาเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก
คาดหวังจะเอาชีวิตจิตใจ
ด้วยการดูดพลังความสมหวังจากภายนอก
ไม่ต่างจากดอกไม้รอน้ำ รอแดด รอปุ๋ย
แต่เมื่อรอแล้วรอหาย รอเก้อ รอเกิน
ในที่สุดก็เหี่ยวแห้ง อับเฉา โรยรา ทำท่าจะตาย

มนุษย์มีดีกว่าดอกไม้
ต่อให้ติดคุกแคบ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
ไม่มีใครยิ้มให้ ไม่มีใครเห็นใจ ไม่มีใครช่วยเหลือ
ก็สะสมความสดชื่นทีละเล็กทีละน้อย
กระทั่งจิตใจเบ่งบานด้วยชีวิตชีวาได้

แค่หายใจยาวให้ถูกจังหวะ
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ
ที่ไม่อาจยาว ไม่อาจสบายได้ตลอด
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว

เมื่อหายใจเป็น ได้หลัก ได้ทุน
จากนั้นก็ต่อยอดด้วยการคิดในทางสดชื่น
แค่คิดจะยิ้มทักคนอื่นก่อน
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่คิดจะช่วยคนแก่ข้ามถนน
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่คิดจะไม่เบียดเบียนใคร รักษาศีล ได้
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว

ชาวพุทธสดชื่นด้วยความคิดชนิดนี้กันมานาน
แต่ที่บอกว่าเป็นพุทธแล้วหน้าแห้ง ใจแห้งกันทั้งประเทศ
ก็เพราะยังไม่รู้จักวิถีชาวพุทธกันที่ใจ
ได้แต่กรอกข้อมูลใส่กระดาษว่า
ฉันเป็นพุทธกันไปอย่างนั้นเอง!

ช่วยคนจมน้ำ

290316

ธรรมชาติของคนกำลังจมน้ำ
จะคว้าทุกสิ่งที่เห็นไว้เป็นเครื่องยึด
แม้แต่อากาศที่เห็นๆอยู่ว่าจับต้องไม่ได้ ก็ไม่เว้น
ยิ่งถ้าเห็นใครปรากฏตัวเข้าไปใกล้
ก็จะคว้าไว้แน่น
แถมโถมน้ำหนักตัวทั้งหมดเข้าใส่
ราวกับจงใจแกล้งให้อีกฝ่ายจมน้ำตามตน

อันนั้นเป็นอาการจมน้ำทางกาย
ซึ่งส่องสะท้อนอาการเดียวกัน
เมื่อใกล้จะจมน้ำทางใจได้ด้วย
ตอนจิตใจใกล้ตกต่ำถึงขีดสุด
คนเราจะไขว่คว้าหาใครไว้ยึดเหนี่ยว
ในแบบทุ่มเข้าใส่ทั้งตัว
ถ้าเห็นไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วย
ก็รู้สึกเหมือนไม่รักกันจริง

ถ้าคนรักทำท่าเหมือนจะจมน้ำบ่อยๆ
ตะเกียกตะกายร่ำร้องหาความช่วยเหลือบ่อยๆ
หัวใจคุณจะหนักอึ้ง
แล้วเกิดความทุกข์ไปด้วยจริงๆ
ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกข์ไปกับเรื่องราวของคนรัก
แต่ทุกข์ไปกับตัวหนักๆ ใจหนักๆของคนรักเองทีเดียว

การร่วมทุกข์ร่วมสุข
เป็นความสัมพันธ์อันน่าซึ้งใจ
แต่การผ่านทุกข์ไปหาสุข
ผ่านที่รกออกที่โล่ง
เป็นความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจกว่า

เมื่อใดต้องช่วยดึงใครขึ้นจากทะเลน้ำตา
หายใจยาวๆช้าๆ
เพื่อให้เกิดสติสำรวจใจตัวเองว่า
พร้อมจะช่วย หรือพร้อมจะจมไปพร้อมกับเขากันแน่
คุณทนคลื่นพายุอารมณ์ที่ซัดมาจากอีกฝ่ายไหวไหม

ถ้าเห็นว่าไม่ไหว
ก็อย่าเพิ่งเอาใจไปจ่อกับเขา
ให้ดูว่า เมื่อหันมาใส่ใจกับลมหายใจของตัวเอง
แล้วมีความสุขขึ้นบ้าง
ความสุขนั้นแหละ คือการขึ้นบก คือการขึ้นเรือ
คือความพร้อมจะยื่นมือมายกใจอีกฝ่ายให้ขึ้นฝั่งตาม

ระหว่างยื่นมือช่วยเหลือ
คอยสำรวจใจเรื่อยๆว่ากลับหล่นลงน้ำบ้างหรือเปล่า
โดยใช้วิธีเดียวเดิมซ้ำๆ หันกลับมาโฟกัสกับใจตัวเอง
สังเกตว่าความสุขในแต่ละลมหายใจไม่เท่ากัน
รอจังหวะว่าลมหายใจใดเป็นสุขขึ้น
ค่อยกลับไปจดจ่อ รับฟัง
หรือคิดคำพูดกับคนตรงหน้ากันใหม่

ง่ายๆแค่นี้ คุณจะรู้สึกว่าในระยะยาว
ได้ช่วยคนจมน้ำให้ขึ้นฝั่ง
ผ่านทุกข์ไปหาสุขด้วยกัน
ไม่ใช่อยู่กับคนจมน้ำแล้วจมน้ำตามเขาไป
ได้แต่ร่วมทุกข์อย่างเดียว
ไม่มีสุขให้จดจำกันเลย!

ฟังความข้างเดียว ตัดสินตามอารมณ์

280616

ยุคเรามีคนพันธุ์ใหม่ ที่ใจกล้าหน้าด้าน
กล้าดราม่าออกสื่อหลอกลวงประชาชน
เป็นฝ่ายกระทำ กลับบอกว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำ
เป็นฝ่ายผิด แต่แสดงหลักฐานเท็จว่าอีกฝ่ายผิด
เป็นฝ่ายเลว แต่บีบน้ำตาจนหน้าตาเหมือนฝ่ายดี
อาศัยความเชื่อที่ว่า แฉก่อนได้เปรียบ
พูดก่อนถูกกว่า
ผู้คนจำข้อมูลแรกของฝ่ายแฉก่อนเป็นหลัก
ซึ่งนั่นก็อาจจริง หากใส่ไคล้กันในวงแคบ
แต่ถ้าเรื่องถึงโซเชียลฯ
ทุกอย่างจะกลับตาลปัตร
เพราะผู้คนในโซเชียลฯพัฒนากลุ่มนักสืบ
นักล้วง นักคุ้ยอดีต นักแสดงหลักฐานประจาน
และนับวันก็ยิ่งรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน
แบบไม่ต้องรู้จักกันมากขึ้นทุกที

บางคนเคยออกตัวแรง เชียร์ผิดข้าง
สุดท้ายความแตก ผู้ร้ายตัวจริงถูกแฉ
ปล่อยให้กองเชียร์เงิบเป็นแถบ
ซึ่งแบบนี้พอหลายครั้งเข้า
ก็กลายเป็นประสบการณ์เข็ดหมู่ร่วมกันไป

ความเข็ดนั่นเองคือการเรียนรู้
ที่จะฟังความสองข้างให้ชัดๆ
ไม่ด่วนออกตัวแรงตามความสงสาร
หรือตามเนื้อหาที่ใครดราม่าให้ดูเป็นคนแรก

เมื่อไม่ฟังความข้างเดียว
ก็ได้ชื่อว่าไม่หูเบา
มีความหนักแน่น รู้จักเผื่อใจรับฟังรอบด้าน
ซึ่งจะติดนิสัยชนิดนี้จากโซเชียลฯ
หรือจากในบ้าน จากในที่ทำงาน
ก็ต้องนับว่าดี มีสติยั้งคิด ไม่วู่วาม
ไม่โดนชักจูงง่าย

การเลิกฟังความข้างเดียว
น่าจะต่อยอด
เป็นการเลิกตัดสินตามอารมณ์ได้หรือไม่?

คำตอบดูเหมือนจะไม่!

นั่นเพราะอะไร? เพราะเมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น
เราอาจเข็ดที่จะเจ็บแค้นแทนใคร
เข็ดที่จะเป็นฮีโร่เอาเรื่องเอาราวผู้ร้าย
เพียงเพื่อจะพบในตอนท้ายว่า
เราถูกหลอกให้ยืนข้างคนผิด
เข้าข้างผู้ร้าย จนกลายเป็นผู้ร้ายไปด้วยเสียเอง

แต่เมื่อเป็นเรื่องของตัวเอง
แม้เป็นฝ่ายด่าก่อนแบบไม่มีเหตุผล
แม้เป็นฝ่ายผิดอยู่ชัดๆ
แม้เป็นฝ่ายสร้างความเสียหาย
โซเชียลมีเดียก็ไม่มีแบบฝึกหัดให้รู้สึกตัว
คนส่วนใหญ่ยังเดินหน้าสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง
ด้วยการเล่าความจริงบางส่วน
และปิดบังข้อเท็จจริงส่วนใหญ่
เพื่อขอคะแนนเสียง กำลังใจ หรือกระทั่งกำลังคน
ซึ่งค่อนข้างเป็นวิถีทางแบบนักการเมือง
คือ หลอกกันด้วยความจริง
เอาความจริงบางส่วนมาโขลกเขย่า
ให้คนหมู่มากเห็นภาพใหญ่ที่ตัวเองอยากให้เห็น

ใครต่อยอดนิสัยดีๆใดในโซเชียลฯได้
ก็ได้ดีไปเฉพาะตน
เมื่อเลิกฟังความข้างเดียว
แล้วต่อยอดเป็นเลิกตัดสินตามอารมณ์
ก็นับว่าได้ดีจากโซเชียลฯแล้ว!

บารมีเจ้านาย บารมีลูกน้อง

250316

แม้อยู่ในที่ทำงานนานปี
คนเราก็ยังมีความเห็นผิดๆ
เกี่ยวกับคำว่าบารมีกันเกือบหมด
เหตุเพราะไปผูกโยงเป็นอันเดียวกันกับคำว่าอำนาจ

อำนาจ คือสิ่งที่ทำให้ใครคนหนึ่ง
สามารถออกคำสั่งใครอีกคนหรือหลายๆคน
ให้ทำอะไรตามที่ตนต้องการ

ส่วนบารมี คือการที่ใครคนหนึ่ง
ได้ใจใครหลายๆคนไว้
แล้วนึกเกรงใจ หรือกระทั่งอยากช่วยเอง
โดยไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง

พูดให้เข้าใจง่าย
อำนาจ เกิดจากตำแหน่งและโทสะ
ทำให้ผู้คนหวาดกลัว อยากก้มหน้าหลบ
ขณะที่บารมีเกิดจากเมตตาและความสามารถครองใจคน
ทำให้ผู้คนนึกรัก อยากเงยหน้ามองกันเต็มตา

อำนาจ เป็นสิ่งที่ต้องมีในการคุมคน
แต่บารมี เป็นสิ่งที่ต้องมากในการครองใจคน

แต่เมื่อเข้าใจผิด คิดว่าอำนาจกับบารมีเป็นอันเดียวกัน
ที่ทำงานจึงมักเป็นเวทีแสดงอำนาจ
แข่งกันสร้างอำนาจระหว่างเจ้านายด้วยกัน
หรือระหว่างลูกน้องที่ชิงดีชิงเด่นกัน
ยิ่งโลกปัจจุบันจิตใจผู้คนหยาบกระด้าง
นิยมความรุนแรงเป็นหลัก
ก็ยากจะเห็นคนใช้ที่ทำงานในการสั่งสมบารมีกัน
ไม่เข้าใจกระทั่งว่า คนเป็นลูกน้องก็สร้างบารมีได้

ฝั่งเจ้านาย
พอเกิดเรื่อง แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นโอกาสสร้างบารมี
สอนลูกน้องด้วยความเมตตาไม่ให้เสียหน้า
เจตนาเตือนสติให้ได้คิด ได้เต็มใจแก้ไข
ส่วนใหญ่กลับลุแก่โทสะ
อยากแสดงอำนาจด้วยการเรียกมาด่า
หรือเรียกประชุมแสดงศักดาอาละวาด
ด้วยเจตนาให้เจ็บช้ำน้ำใจกันเป็นหลัก

ฝั่งลูกน้อง
ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเลย
แทนที่จะสร้างผลงานหยอดกระปุกให้เจ้านายเห็น
ส่วนใหญ่จะเอื่อยเฉื่อยลงเรื่อยๆ
ไม่มีสติควบคุมตัวเองว่า พลาดไม่ได้นะ
ช้าไม่ได้นะ ห่วยไม่ได้นะ
ยิ่งวันยิ่งรู้สึกว่า พลาดนิดพลาดหน่อยไม่เป็นไรน่ะ
สายหน่อยไม่เป็นไรน่ะ เอาแค่ปุๆปะๆพอใช้ก็โอน่ะ

เมื่อที่ทำงานไม่เป็นเวทีสร้างบารมี
ก็ไม่มีใครเป็นสุข ทั้งฝั่งเจ้านายและฝั่งลูกน้อง

เพื่อจะให้ที่ทำงานเป็นเวทีสร้างบารมี
เจ้านายจำเป็นต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเสมอ
เจ้านายใดเข้าใจเรื่องบารมี
ย่อมโตขึ้นบนเส้นทางสร้างบารมี
ไม่เอาแต่ใจ ไม่บ้าอำนาจ
และไม่ต้องเสียใจที่หมดอำนาจในบั้นปลาย!

เครื่องหมายของทานชั้นสูง

240316

การให้ทานมีหลายแบบ
ต่างกันทั้งวิธีทางกาย
ต่างกันทั้งความรู้สึกทางใจ

การให้ทานส่วนใหญ่
นำมาซึ่งความรู้สึกว่า เราเป็นผู้ให้ไป
จึงต้องอาศัยกำลังใจในการสละอยู่บ้าง
และเมื่อเป็นเช่นนั้น
ผู้ให้ทานจึงอยู่ในฐานะเหนือกว่า
หรือเป็นฝ่ายก้มลงหยิบยื่นให้

แต่ยังมีการให้ทาน
ในแบบที่ผู้ให้ต้องอยู่ต่ำกว่าผู้รับ
เป็นธรรมเนียมประเพณีอันเกิดจากความรู้สึกทางใจว่า
ผู้รับอยู่ในฐานะทางจิตวิญญาณที่สะอาดกว่า
สูงส่งกว่า และนั่นเอง จึงมีคำว่า ‘ถวาย’
ขึ้นมาแทนคำว่า ‘ให้’

การถวาย เป็นเครื่องหมายของทานชั้นสูง
เพราะใจต้องสูง ผู้ถวายไม่ได้น้อมกายลงยื่นให้
แต่เทิดขึ้นเหนือศีรษะยกให้
บันดาลความรู้สึกเป็น ‘ฝ่ายได้’
คือได้บุญ ไม่ใช่เสียสละสิ่งของให้ใคร!


ของขึ้นแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้

230316

หลายคนรู้ตัวว่ามีสองภาค
ภาคคนกับภาคผี
รู้คิดกับไม่รู้จักคิด
เดี๋ยวเป็นบัณฑิตเดี๋ยวเป็นพาล
วันหนึ่งพูดตรงๆอีกวันแกล้งพูดไม่ตรงกับใจ
โมโหกับเรื่องเล็กแต่ดันใจเย็นกับเรื่องใหญ่ ฯลฯ
 
พูดง่ายๆ
มีตัวดีกับตัวบ้าปะปนกัน
ตัวดีเกลียดตัวบ้า
ไม่อยากทำตัวเป็นบ้าเลย
ส่วนตัวบ้าก็หมั่นไส้ตัวดี
ไม่อยากดัดจริตโลกสวยแสนดีกับใครเขา
 
ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามาก็ไม่ต้องตกใจ
เขาเป็นกันทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่ไม่มีใครมาพูดสารภาพหมดเปลือก
ไม่มีใครมานั่งจาระไนว่าฉันก็เป็น แต่ยั้งๆอยู่
 
ข้อเท็จจริงก็คือ
อารมณ์และเหตุผลของมนุษย์
เป็นสิ่งแปรปรวนกลับไปกลับมาง่าย
มีแต่คนที่ศรัทธาธรรมะถึงระดับหนึ่งเท่านั้น
ที่ตั้งใจฝึก ‘เลือกข้างดี’ กันจริงจัง
 
ปัญหาเกิดตอนนี้แหละ
เดิมทีมีทั้งตัวดีและตัวบ้าอยู่ด้วยกัน
ไม่เห็นมีปัญหา ไม่ต้องกลุ้มอะไรเลย
แต่พออยากเลือกข้างดีไว้ข้างเดียวเท่านั้น
กลุ้มเลย! เพราะเวลาตัวบ้าออกฤทธิ์
ทำอย่างไรก็ข่มใจไม่อยู่
เหมือนตัวบ้าต้องอาละวาดให้พอ
ถึงจะหมดแรงสิงสู่ ยอมล่องลอยออกจากร่างไป
 
ปัญหาจะไม่เป็นปัญหา ถ้าเข้าใจให้ถูก อ่านให้ขาด
เราอยู่กับตัวบ้ามาทั้งชีวิต
แค่คิดว่าจะไล่ก็ไล่ได้ง่ายๆงั้นหรือ?
ลองคิดถึงคนร่วมบ้าน
แชร์บ้านด้วยกันมาแต่อ้อนแต่ออก
อยู่ๆบอกว่าฉันไม่ชอบหน้าแกแล้วว่ะ
ออกไปเดี๋ยวนี้เลย
ง่ายๆดื้อๆแค่นี้ ใครมันจะยอมไหม?
 
วิธีที่ถูกคือ
คุณต้องทำให้ตัวตนฝ่ายดี
เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยการเกร็งตัว
เบ่งกำลังภายในออกมาจนเส้นเลือดปูด
แต่ต้องด้วยการเพิ่มความสว่าง
เพิ่มความอิ่มอกอิ่มใจ
กระทั่งใจรู้สึกมีกำลังเหลือเฟือ
เมื่อใดเงามืดของตัวบ้าเริ่มปรากฏ
เมื่อนั้นคุณใช้กำลังไล่มันได้ง่ายๆด้วยทุนทางใจ
ไม่ต่างจากเอานิ้วเขี่ยทิ้ง
 
เพิ่มกำลัง เพิ่มความสว่าง เพิ่มความอิ่มอกอิ่มใจ
เขาทำกันอย่างไรเล่า?
คำตอบคือ ‘ทำบุญทำทาน’
จะทำแบบไหน จะทำที่ใด ขอให้ใจอยากทำแล้วทำเถอะ
ทำด้วยความเข้าใจว่า กำลังบุญ ก็คือกำลังใจที่เหนือธรรมดา
เมื่อได้ความพิเศษเหนือธรรมดานั้นมาแล้ว
ก็ให้ ‘อธิษฐานแบบพุทธ’ ทันที
 
อธิษฐานแบบพุทธคืออย่างไร?
คือตั้งใจมั่น ตั้งอย่างเด็ดเดี่ยว
ตั้งใจว่าจะทำเรื่องดีๆ
หรือเปลี่ยนแปลงตนเองให้สำเร็จให้จงได้!
 
ล้มล้างความเชื่อเดิมๆเสีย
ที่เคยถูกสอนให้อธิษฐานขอนั่นขอนี่จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
อันนั้นเป็นวิธีของศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิเทพเจ้า
หาใช่การอธิษฐานจิตแบบพุทธแต่อย่างใดไม่
การอธิษฐานเป็นเรื่องของคนมีกำลังใจดี
ซึ่งถ้ามีอยู่แล้ว อยากทำ อยากเปลี่ยนตัวเองอย่างไร
ก็โพล่งอธิษฐานขึ้นมากับดินฟ้าอากาศรอบตัวเดี๋ยวนั้นเลย
จะอธิษฐานออกปากหรืออธิษฐานในใจไม่สำคัญ
แต่หากรู้ตัวว่ากำลังใจยังไม่ดี
ท่านก็ให้เพิ่มกำลังใจเสียด้วยการทำบุญทำทานนั่นเอง
 
อย่างกรณีทำลายล้างตัวบ้า เมื่อคิดจะอธิษฐาน
ก็เอาแบบเจาะจงลงไปชัดๆเลยว่า
ต้องการรบกับตัวบ้าประเภทไหนก่อน
เอาตัวเดียวพอ อย่าเพิ่งหลายตัวพร้อมกัน
เช่น ตัวบ้าประเภท ‘โมโหแล้วพูดไม่คิด’
ตัวบ้าประเภท ‘เกลียดเมื่อไหร่ตะเบ็งเสียงใส่เมื่อนั้น’
ตัวบ้าประเภท ‘จับเป้านินทาถนัดแล้วน้ำลายแตกฟองไม่หยุด’
ตัวบ้าประเภท ‘อยากได้แล้วลืมเกรงใจเงินเก็บ’
ตัวบ้าประเภท ‘ขึ้นถนนแล้วต้องซิ่งหวาดเสียวโชว์สาว’
ตัวบ้าประเภท ‘ยอมด้อยไม่ได้ ข้าต้องเด่นตลอด’ ฯลฯ
 
ถ้าการอธิษฐานนั้น
เกิดขึ้นขณะจิตใจมีกำลัง
เปี่ยมปีติสุขในบุญกุศลอยู่จริงๆ
คุณอาจต้องพบปรากฏการณ์ทางจิตที่น่าอัศจรรย์ในภายหลัง
นั่นคือ พอเกิดเหตุเรียกผี เรียกตัวบ้าอย่างเคย
ตัวบ้าจะไม่ออกมาเต็มตัวเหมือนเดิม
หรือออกก็ออกแบบแผ่วๆ กล้าๆกลัวๆ
ไม่เต้นงิ้วท่าแผลงฤทธิ์เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
 
ถ้าบังเกิดผลแล้วไม่ประมาท
ยังคงเดินหน้า ตั้งใจมั่น
อธิษฐานสำทับเข้าไปเรื่อยๆทุกครั้งที่ทำบุญทำกุศล
ตัวบ้าจะจืดจาง หรือกระทั่งหายไปเลย
จนคุณนึกไม่ออกว่า
มันเคยอยู่ตรงนี้มาตั้งนานได้อย่างไร
 
นอกจากกำจัดตัวบ้าที่ปลายเหตุแล้ว
ให้สังเกตต้นเหตุให้เกิดตัวบ้าไว้ด้วย
คนยุคเราเสพสื่อเหมือนๆกัน
ทั้งการบันเทิง ทั้งการเมือง
และเดี๋ยวนี้ลามไปถึงทางศาสนา
มองไปทางไหนเห็นมีแต่คนเอาแรงเข้าว่า
เพราะถ้าไม่ถึงใจ กลัวเดี๋ยวเรตติ้งไม่ดี
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเสพของแรงไปกับคนอื่น
เพียงแต่คุณระวังได้ ไม่ให้ตัวเองพลอยสะใจ
กับภาษาป่าเถื่อน กิริยาแข็งกระด้างต่างๆนานารอบตัว
เพราะความสะใจนั่นเอง
คือประตูเปิดรับตัวบ้าเข้ามาสะสมไว้ในตน
คุณจะไม่รู้ตัวว่ามันเข้ามา
และเมื่อมันปรากฏตัว คุณก็จำไม่ได้แล้วว่า
ไปเก็บมันมาเลี้ยงตั้งแต่เมื่อใดกัน!


ติดโรคทางวิญญาณ

220316

โรคระบาดทางกาย
ให้ร้ายแรงแค่ไหน
อย่างมากก็ทุกข์ทรมานจนตาย
ตายเมื่อไรก็หายทุกข์จากโรคเมื่อนั้น

แต่โรคระบาดทางวิญญาณ
ถ้าร้ายแรงจริง
ทุกข์ร้อนไปจนตายไม่พอ
ยังอาจต้องไปทุกข์ต่อในอบายอีก

ทุกคนรู้ว่ามีโรคระบาดทางวิญญาณอยู่จริง
แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
และยิ่งไม่ค่อยมีใครคิดรักษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นิสัยเสียที่เห็นๆกันอยู่ว่า
ระบาดมาจากคนบ้านเดียวกัน

ที่จะพิสูจน์ได้ว่าคนเรารักกันจริง
คือการไม่นิ่งดูดาย
เริ่มจากการระวังไม่ติดโรคจากคนใกล้ตัวมา
เพราะการติดโรคระบาดทางใจ
นับเป็นการซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง
เตะมาเตะกลับต่อยอดบาปกันและกันหนักขึ้น

โรคระบาดทางวิญญาณสามัญมีอะไรบ้าง?
หงุดหงิดง่ายหนึ่ง
คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องหนึ่ง
โยนบาปใส่แพะใกล้ตัวหนึ่ง
แผ่พลังร้อนริษยาหึงหวงจนตบะแก่กล้าหนึ่ง
เข้าข้างตัวเองจนจำอะไรเพี้ยนหนักขึ้นเรื่อยๆหนึ่ง
พอรู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิดแล้วแกล้งพูดไม่รู้เรื่องหนึ่ง

โรคระบาดทางวิญญาณ ติดง่าย แก้ยาก!

ถ้าใกล้ตัวมากพอ และอยู่ด้วยกันทุกวัน
คนส่วนใหญ่ส่ายหัว ยอมแพ้
บอกว่าจนใจ ไม่รู้จะทำยังไง
หรือไม่อีกทีก็รักษาด้วยวิธีธรรมชาติ
คือ โวยวาย ด่าทอ พูดซ้ำซากว่า
ทำไมเป็นคนอย่างนี้วะ
หรืออีกทีก็เข้าใจความหมายของการอภัยผิดๆ
หลงนึกว่า การอภัยคือการยอมหมด
ทั้งที่จริงการก้มหน้าก้มตายอมแพ้ทุกประการ
จัดเป็นความดูดายชนิดหนึ่ง
เห็นเขาเป็นโรค ก็ปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ
หรือหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงแนวทางรักษา
โรคทางใจให้คนอื่นไว้ โดยอาศัยหลักการง่ายๆว่า
เขาร้ายมาอย่างไร เราจะดีเป็นตรงกันข้ามอย่างนั้น
พึงเอาชนะคนโกรธด้วยการไม่โกรธตอบ
พึงเอาชนะคนตระหนี่ด้วยการให้
พึงเอาชนะคนไม่ดีด้วยความดี

คนส่วนใหญ่ฟังแล้วผ่าน
เพราะนึกว่าหมายการแกล้งดีเป็นคราวๆ
ความจริงคำสอนของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง
ท่านไม่เคยให้แกล้งทำตัวดีชั่วคราว
แต่ท่านให้อธิษฐานดีจริงตลอดไป

จะเป็นอะไรที่ดีจริงได้ตลอด
บางทีต้องทำแบบฝึกหัดใกล้ตัวทุกวัน
คนใกล้ตัวเป็นโรคทางวิญญาณแบบไหน
เราอธิษฐานเป็นจิตวิญญาณตรงกันข้ามแบบนั้น
หวังเอาตัวเราเองเป็นยาดี รักษาเขาให้หายจริง
เขามักร้อน เราต้องมักเย็น
เขาชอบพูดกระแทก เราต้องชอบพูดประโลม
เขาไร้เหตุผลเหลวไหล เราต้องมีเหตุผลหนักแน่น

เพียงแค่อธิษฐานขอเป็นขั้วตรงข้าม
ด้วยความตั้งใจมั่นมากพอ
คุณจะพบว่าเป็นการจุดชนวน
ความฉลาดคิด ฉลาดพูด ฉลาดทำขึ้นทุกวัน
อาทิตย์แรกๆอาจไม่ฉลาดมาก
แต่อาทิตย์ต่อๆมาฉลาดจนตัวเองแปลกใจ
หาคำ หาอุบายวิธีมาเอาชนะโรคร้ายของอีกฝ่ายถูกจุด
ราวกับเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญชำนาญรักษา
และเมื่อรักษาสำเร็จ
คุณจะกลายเป็นอีกคนที่แตกต่าง
เป็นคนที่ภูมิใจในผลงานของตัวเอง
ซึ่งก็คือการภูมิใจในตัวคนรักที่หายป่วยด้วย!

แย่งแฟนคนอื่นแล้วได้ดี

170316

มุมมองของเรา เราดีด้วยทุกอย่าง
มุมมองของเขา เราไม่ได้อย่างใจสักอย่าง

มุมมองของเรา ยังไม่เลิกกัน
มุมมองของเขา ถือเอาคำด่าไล่เป็นการเลิกแล้ว

มุมมองของเรา เขาแย่งเรา
มุมมองของเขา คนของเราไปเอง

มุมมองของเรา เขาทำร้ายเรา
มุมมองของเขา เราทำตัวเอง

มุมมองของเรา บาปมีจริงเมื่อเราเป็นฝ่ายเจ็บ
มุมมองของเขา บาปมีไม่มีไม่รู้ รู้แต่ได้มาแล้วเป็นสุข

มุมมองของเรา สาปแช่งให้เขาพินาศทุกนาที
มุมมองของเขา ขอพรให้ตัวเองอยู่ทุกวัน

จะเห็นว่าเรื่องของมุมมองนั้น
ต่างฝ่ายต่างคิด ต่างฝ่ายต่างมอง
ต่างฝ่ายต่างเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง
มองอย่างไรก็ล็อกความเชื่อไว้อย่างนั้น
ทำกรรมตามทิศทางความเชื่อนั้นๆ

บางคนร้ายแสนร้าย
ด่าคนรักให้เจ็บช้ำน้ำใจเช้าเย็น
แต่พอเขาทนไม่ไหว ขอเลิก
ก็ทำร้ายร่างกายบ้าง
เอามาด่าประจานในเน็ตบ้าง
เขาหนีไปมีใหม่ก็ตามราวีบ้าง
แถมยังกล้าจาระไนคุณงามความดีของตนให้ใครต่อใครฟัง
สร้างความเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
อีกฝ่ายผิดศีลข้อ
อยากดูนักว่าเมื่อใดผลกรรมจะตามทัน

ประเภทนี้มีจริง อีกทั้งมีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเสียด้วย!

แต่ก็มีที่เป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ
แสนดีแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่เห็นค่า
อาจเพราะยอมทุกอย่างจนไม่เหลือค่า
หรืออาจเพราะอีกฝ่ายสำคัญตัวว่ามีค่าเหนือกว่ามาก
อยากใช้ราคาของตัวให้คุ้มไปทั่วๆ
ไม่เคยมีคำว่ากาเมสุมิจฉาจารอยู่ในหัวเลย
ยิ่งถ้าร้ายขนาดทิ้งลูกเมียลงคอ
ทั้งที่ลูกยังเล็ก และเมียยังต้องการความช่วยเหลือ
ก็มองได้สถานเดียวว่า ใจฝ่ายชายต้องร้าย ต้องเหี้ยมโหด
เพียงพอที่จะฆ่าคนทั้งเป็น ซึ่งใจอย่างนั้น
ใครได้ไปก็ยากจะคาดหมายให้สัตย์ซื่อใจเดียวคอย
ที่แท้ใครได้ไป น่าจะต้องคิดระแวงไม่เลิกว่า
วันไหนจะถึงตาเราบ้าง
เราเคยเป็นเหยื่อล่อให้เขางับ
พอเจอเหยื่อล่อใหม่เขาคงงับอีก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้กว้างๆว่า
กาเมสุมิจฉาจารนั้น เมื่อทำให้มาก
(คือส้องเสพลูกเขาเมียใครไม่เว้น
หรือคบชู้สู่ชายไม่เลือกหน้า)
ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย
หรือถ้าวาสนาดีพอจะกลับมาสู่โลกมนุษย์อีก
โทษสถานเบาคือจะเป็นผู้มีภัยเวร

เห็นได้ชัดว่า การผิดศีลข้อ
เป็นเหตุให้เกิดภัยเวรเห็นทันตาจริงๆ
และยิ่งวัน ศีลข้อ ก็ยิ่งผิดกันง่ายขึ้นเรื่อยๆ
แต่พยากรณ์ยากขึ้นทุกทีว่า
จะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขนาดไหน
เพราะคนยุคเราเจ็บใจแล้วหน้ามืดกันไปหมด
แล้วก็มีสารพัดวิธีที่จะเอาคืนกันอย่างเผ็ดแสบเสียด้วย

ถ้าจะคิดแบบพุทธ
ท่านไม่ได้ให้คิดจ้องดูความพินาศของใคร
ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเชื่อเรื่องผลของบาป
แล้วจะมีอำนาจสั่งให้บาปเผล็ดผลเร็วๆ
แต่ท่านให้คิดสร้างทางโล่งแก่ตัวเอง
ถ้าอภัยไม่ได้ก็อย่าฝืนแกล้งอภัยให้หนักอกขึ้นไปอีก
ขอแค่อย่าถึงขั้นสาปแช่งหรืออยากเอาคืนก็แล้วกัน
และถ้าบาปของเขาไม่เผล็ดผลทันตาทันใจ
ก็อย่าเพิ่งไปเร่งรัดทำนองว่า ไม่วิบัติให้ดู
ต่อไปจะไม่เชื่อว่าผลแห่งกรรมมีจริงอีกแล้ว

ขอให้เปลี่ยนจากเพ่งผลเขามาเป็นเล็งผลเรา
คือ ถ้าอยู่กับกรรมดีเดี๋ยวนี้
ก็เห็นผลเป็นความสบายใจเดี๋ยวนี้
ส่วนเขาหรือเธอจะอยู่ด้วยกันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำตัวเข้าหากันอย่างไรเป็นหลัก

ถ้ากรรมของเขาคือตกลงรับคนของเราที่ไปหาเอง
พวกเขาก็ไปสร้างกรรมสัมพันธ์กันในทางของเขา
แต่ถ้ากรรมของเขาคือจงใจแย่งเรา
เขาก็แย่งเอาโชคร้ายไปจากเราแล้ว!

อภัยง่ายไม่ใช่ทำใจเก่ง

160316

การทำใจ
ใกล้กันมากกับการหลอกตัวเอง
ฝืนสร้างความรู้สึกเป็นตรงข้าม
ยิ่งแกล้งรู้สึก ยิ่งเหนื่อย
ยิ่งเกิดอาการซุกใต้พรม
หน้าชื่นอกตรมไปอย่างนั้น

การทำใจอภัย
ก็คือการบีบบังคับใจตัวเองให้อ่อนลงดื้อๆ
ทั้งที่มันยังแข็งเป๊ก
สัมผัสเข้าไปจะรู้เลยว่ายังสากกระด้าง
ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์กับตัวเองอยู่

ความเข้าใจ
ใกล้กันมากกับญาณหยั่งรู้
รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ
เห็นว่าอะไรเป็นผลลัพธ์
ยิ่งเข้าใจถ่องแท้เท่าไร
ยิ่งขี้เกียจถือสาหาความโลกเท่านั้น

การทำความเข้าใจ
ก็คือการปลดปล่อยพันธนาการทางอารมณ์
รู้สึกเป็นอิสระจากความโกรธความเกลียด
อ่อนโยนอยู่ข้างใน
โดยไม่แสดงความอ่อนแอที่ข้างนอก
รู้สึกดีกับตัวเองที่จัดการกับปัญหาได้
รวมทั้งป้องกันปัญหาข้างหน้าได้
โดยไม่ต้องแข็งกระด้าง
ไม่ต้องร้อนระอุ

ก้าวแรกของการฝึกทำความเข้าใจ
จึงต้องไม่ใช่แกล้งเห็นใจ
แต่ต้องเห็นจริงว่า
เขาอยู่กับชีวิตแบบไหน
เงื่อนไขทางความทุกข์ของเขาเป็นอย่างไร
และสุดท้าย ทำไมจึงเป็นเหตุให้เราทุกข์
ทางออกของทุกข์ทั้งเราทั้งเขาอยู่ตรงไหน

โดยย่นย่อ
เมื่อเข้าใจทุกข์ เหตุแห่งทุกข์
และหนทางดับเหตุแห่งทุกข์
ก็เหมือนคนรู้วิธีดับไฟ
จุดเริ่มต้นความเย็นเกิดขึ้นตั้งแต่รู้วิธี
จึงอภัยได้โดยไม่ต้องพยายาม
แค่คิดตามเหตุตามผลจนเข้าใจจริงๆเท่านั้น!

ประโยชน์ของคู่เวร

150316

หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับคู่เวรสักพักหนึ่ง
แม้แต่คนไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
ก็ต้องผุดความคิดวนเวียนขึ้นมาในหัวว่า
ขออย่าต้องได้พบได้เจอกันอีกเลย
ไม่ว่าชาติหน้าหรือชาติไหน

ด้วยความไม่รู้ คนเรามักลั่นวาจากันดื้อๆว่า
ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเจออีกแล้ว คนแบบนี้
คิดง่ายๆว่า แค่ตั้งใจไม่เจอก็คงไม่เจอ
ลืมนึกไปว่าถ้าไม่เจอคนนี้
แต่ตัวเองยังเป็นอย่างนี้
แล้วจะเจอใครอื่นที่หนักเท่ากัน
หรือแย่กว่ากันได้อีกหรือไม่

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เพราะทำอย่างที่เคยทำ
ถึงนำมาเป็นอย่างนี้ เจอคนแบบนี้
ตกลงปลงใจกับคู่เวรแบบนี้ได้
ต่อเมื่อทำต่างจากที่เคยทำ
ถึงนำไปสู่ความเป็นอย่างอื่น เจอคนแบบอื่น
ไม่พลาดตกลงปลงใจกับคู่เวรแบบเดิมด้วย

แล้วจะเอาอะไรเป็นจุดสังเกตว่า
ทำอย่างไรจึงเจอคู่เวรแบบนี้?
ก็เอาจากสิ่งที่ทำร่วมกัน
ยินดียินร้ายร่วมกัน
กระทบกระทั่งให้เกิดรักเกิดแค้นร่วมกันนั่นแหละ!

พอพ้นช่วงโปรโมชั่น
ไม่ต้องแกล้งถูกใจไปหมด
ไม่ต้องมีแต่รับว่า ได้ค่ะพี่ ดีครับน้อง
ช่วงนั้นแหละที่ความเป็นคุณ
ตัวตนที่ทำให้ได้เขาหรือเธอมา
จะปรากฏทางความคิด คำพูด และการกระทำ

ได้อย่างใจ
แล้วเห็นเป็นเรื่องน่าขอบคุณหรือเป็นหน้าที่ของคนรักอยู่แล้ว?
ไม่ได้อย่างใจ
แล้วเห็นคนรักเป็นคนระดับเดียวกันหรือเป็นทาส?
เกิดเรื่องถูก
แล้วเห็นค่าว่าน่าเพิ่มถูกให้มากขึ้นหรือพอใจแค่นี้ก็ดีแล้ว?
เกิดเรื่องผิด
แล้วอยากเปลี่ยนเป็นถูกหรือกลับซ้ำกระหน่ำให้หนักขึ้น?
หรือไม่มีอะไรเลย
ปกติคุยกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลหรือชวนทะเลาะ?

เห็นคนใกล้ตัวเป็นอะไร
นั่นแหละแนวโน้มให้เกิดพฤติกรรมแสดงความเป็นคุณออกมา
และถ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ก็ต้องเปลี่ยน ขณะเกิดปฏิกิริยาทางใจนั่นแหละ
ไม่มีทางเลี่ยงทางลัดอื่นใดเกินไปกว่านั้นเลย
ยิ่งตั้งใจเปลี่ยนปฏิกิริยาร้ายๆให้กลายเป็นดีมากขึ้นเท่าใด
เท่ากับยิ่งสร้างตัวตนในวังวนชีวิตคู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น
แม้ต้องพบต้องเจอกับคู่เวรอีก
คุณก็ละลายหรือล้างเวรได้ด้วยใจใหม่ของตัวเองนั่นแหละ!

ยอมแค่ไหนไม่ดูโง่?

12803299_1035877709802720_5580327736015673334_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนที่มีความสมดุลในตัวเอง
คือคนที่อ่อนโยน ไม่อ่อนแอ
แข็งแกร่ง ไม่แข็งกร้าว

ความเข้มแข็งกับความอ่อนแอ
แตกต่างกันที่ความรู้สึกทางใจ
ถ้าหากว่าใจเราเป็นทุกข์อยู่
มีความรู้สึกระส่ำระสายอยู่
กระแสความอ่อนแอจะส่งออกมา
แต่ถ้าหากว่าภายในมีความรู้สึกสว่าง
มีความรู้สึกนิ่ง มีความรู้สึกตั้งมั่นอยู่
อันนั้นจะส่งกระแสของความเข้มแข็งออกมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ยอมไปหมดจนอ่อนแอ

ที่ถูกมองว่าอ่อนแอ
มักเป็นเพราะก้มหน้าก้มตาหงอ
ไม่แสดงความคิดที่เป็นจุดยืนด้านดีของตัวเอง

ให้สังเกตลักษณะของใจ
ในขณะที่เราอ่อนน้อมและให้เกียรติคน
ถ้าหากว่าเราอ่อนน้อม
แล้วใจข้างในของเราเหมือนกับยอมเขาได้ทุกอย่าง
เขาจะรู้สึกว่าเรามาก้มศีรษะให้เขา
ด้วยอาการที่อยากจะมารับใช้เขา
หรืออยากจะมายอมเป็นบันไดให้เขา
เหยียบขึ้นไปมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวตนของเขา

แต่ถ้าหากว่าเรายังมีความสดใส มีความเข้มแข็ง
ยังมีความเป็นตัวของตัวเอง
กระแสความรู้สึกจะพลิกกลับไปเป็นอีกแบบหนึ่ง
ความอ่อนน้อมนั้นจะถูกมองว่าเป็นการให้เกียรติ
อัตตาต่ำ แต่ความเข้มแข็งสูง
ก็ทำให้คนรอบตัวเกรงใจได้ครับ

การที่เราจะไม่เป็นคนอ่อนแอในสายตาของคนอื่น
จำไว้เลยว่าความรู้สึกของเรา
จะต้องยังเป็นตัวของตัวเองเต็มร้อย
แล้วก็ไม่งอแบบหงอนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ถูกไปหมดจนแข็งกร้าว

เถียงกันแล้วอีกฝ่ายจำนนด้วยความเจ็บใจ
แปลว่าคุณชนะครึ่งหนึ่ง
ถกกันแล้วอีกฝ่ายเต็มใจยอมรับอย่างมีความสุข
แปลว่าคุณชนะจริงเต็มๆ

ถ้าเป็นแต่ด่าว่าคนอื่นผิดอย่างไร
แต่อธิบายดีๆไม่ได้ว่าที่ถูกต้องเป็นแบบไหน
ให้สันนิษฐานว่า
เพราะอยู่บนเส้นทางที่ผิดของคนพาลมาตลอด

การพูดถึงสิ่งที่รู้
เป็นศาสตร์ที่ต้องฝึกฝน
การไม่พูดทุกสิ่งที่รู้
เป็นศิลป์ที่ต้องฝึกตน

งานที่ได้คิด จะเป็นงานที่ได้รัก

110316

ตอนเหม่อลอยฟุ้งซ่านไปเรื่อย
คุณจะไม่รู้สึกถึงความมีชีวิต
เพราะมองเข้ามา
มีแต่ร่างเฉื่อยๆ จิตเฉื่อยๆ
บางอารมณ์อาจรู้สึกไม่ต่างจากภูตผีไร้เงา
ไร้แก่นสารความเป็นมา
อยู่ดีๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาเบื่อสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น

และนั่นก็หมายความว่า
ถ้างานหรือภาระที่คุณแบกอยู่
เอาคุณออกมาจากโลกของความเอื่อยเฉื่อยไม่ได้
ได้แต่คิดแบบซังกะตาย
ได้แต่แก้ปัญหาแบบขอไปที
คุณจะดูถูกงานของตัวเอง
เพราะทำไปแล้วไม่ได้ช่วยให้ชีวิตจิตใจของคุณดีขึ้น
ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากภาวะหุ่นกระบอก
ที่ถูกโปรแกรมไว้สำเร็จรูปหมดแล้วได้

ต่อให้รายได้สูง ต่อให้ได้หน้าได้ตา
ต่อให้ใครต่อใครสดุดี
คุณก็ไม่ได้อยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
สิ่งที่คุณจำต้องทนอยู่ด้วยตลอดเวลา
มีแต่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเท่านั้น

และนั่นอาจหมายความว่า
งานบางอย่างแม้ดูด้อยค่าในสายตาคนอื่น
อาจเพราะไม่มีหน้ามีตา
อาจเพราะไม่มีใครสดุดี
หรืออาจไม่ได้เงินเลยสักบาท
แต่ถ้างานนั้นกระตุ้นให้คุณได้คิด
รู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อแก้ปัญหาได้
ค้นพบทางสร้างสรรค์ได้
งานนั้นก็ทรงคุณค่าทางใจสำหรับคุณ
เหนือกว่างานที่จำใจทำเพื่อเงิน เพื่อศักดิ์ศรี
หรือเพื่อคำนิยมใดๆจากคนรอบข้าง

ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจด้วยว่า
งานที่คุณจะรักได้คืองานแบบไหน
มันต้องเริ่มด้วยการเจออะไรสักอย่าง
ที่กระตุ้นให้คุณเต็มใจคิด
เต็มใจทุ่มเทแก้ปัญหา
เต็มใจต่อยอดของเดิมให้แปลกใหม่และใช้ได้จริง

ถ้าบอกว่าคุณยังไม่เจอสิ่งนั้นเลย
แปลว่าคุณยังหาเรื่องเล่นสนุกไม่มากพอ!

คนเรามีชีวิตกันหลายปี
ถ้าทุกวันแหวกม่านความเบื่อโลกภายนอก
เข้ามาหาโลกใหม่ทางความคิดภายใน
ใส่ใจสังเกตว่าสิ่งใดปลุกความอยากคิดค้นได้
ท้าทายคุณให้อยากแก้ปัญหาได้
เหนี่ยวนำให้คุณอยากเห็นผลดีด้วยมือตนได้
ก็เท่ากับคุณมีโอกาสลองใจตัวเองปีละ ๓๖๕ ครั้ง
มากพอที่จะเจอของจริงเข้าให้สักครั้ง

ใครจะรู้ ชีวิตใหม่ดีๆ
กับงานอันเป็นที่รัก
อาจขอโอกาสครั้งเดียว
ให้คุณได้ค้นพบในวันใดวันหนึ่งในปีนี้
แล้วทุกอย่างจะต่างไปตลอดกาล!

เงินอยู่ที่จิต

090316

คนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
คือคนที่ถูกบีบให้ต้องสะสมเงิน
แต่เส้นทางสะสมเงินอาจบีบให้แยกไม่ออก
ระหว่างจำเป็นต้องเอาให้พอ กับโลภจะเอาให้มาก
พอรู้ตัวอีกทีก็เอามากไป จนไม่รู้จักพอเสียแล้ว

คนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
จะมีเรดาร์ระวังตัว ระวังการใช้เงิน
แต่เส้นทางการระวัง อาจทำให้แยกไม่ออก
ระหว่างระวัง กับตระหนี่ถี่เหนียว
พอรู้ตัวอีกทีก็งกจนเป็นโรคจ่ายไม่เป็นเสียแล้ว

ชีวิตขี้โลภและตระหนี่ถี่เหนียวนั้น
เป็นชีวิตที่ปรุงแต่งจิตให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
เพราะจิตคับแคบ มืดมัว และเป็นทุกข์
สมองถูกล็อกให้คิดแต่จะเอาเข้าตัว
จิตแบบนั้นหวั่นไหวง่าย และระแวงเกินเหตุ
ถึงแม้ผิวนอกจะเหมือนมีความสุข
ท่ามกลางทรัพย์สินอลังการ
แต่ภายในโหยหิวเหมือนตายอดตายอยาก
หรือไม่ก็ทรมานกับความไม่รู้จักอิ่ม
คล้ายคนถูกหลอกให้กินพยับแดด
ดีใจนึกว่ากินน้ำ ใจเกิดอุปาทานว่าชุ่มชื่น
แต่แท้จริงลำคอและท้องไส้ยังแห้งผากเหมือนเดิม

การโดนปรุงแต่งจิตด้วยตัวเลขเงินเข้าท่าเดียว
จะทำให้เกิดเป้าหมายผิดๆ
เช่น ต้องมีถึงเท่านั้นเท่านี้
ชีวิตถึงจะเข้าเขตปลอดภัย
แต่ต่อให้เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น
จนเลยจุดที่คาดหวังไว้แล้ว
ก็เหมือนน้อยไปอีก เกิดเพดานใหม่ขึ้นมาอีก
ไม่เคยไต่ระดับไปถึงจุดที่น่าพอใจอย่างแท้จริงเลย
นั่นเพราะชีวิตไม่เคยข้ามเข้าเขตปลอดภัย
และจิตไม่เคยพ้นเขตความยากจน
จนกว่าจะมีปกติเป็นกุศล
มีใจเปิดกว้างเป็นทาน ได้เจือจานจนอิ่มสุข
เกิดสัญชาตญาณของจิตที่ทรงความเป็นกุศล
รู้ชัดว่า เดี๋ยวนี้ไม่เดือดร้อน ภายหน้าก็สบายแน่

แม้ยังไม่มีเงินมาก
ยังต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
ยังต้องถูกกดดันเรื่องหนี้สินงอก
แต่แค่ไม่คิดจะเอาตัวไปพัวพันกับเงินสกปรก
ใจก็ยังรู้สึกสะอาดอยู่ได้
แค่ไม่คิดจะฉ้อฉลทุจริต
ใจก็ยังรู้สึกปลอดภัยได้อยู่
แค่ไม่คิดจะฉกฉวยทรัพย์ที่คนอื่นไม่ให้
ใจก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรดีๆเหลือติดตัวบ้าง

การให้ทานเป็นความสบายใจ
ทำได้ด้วยการรักษาศีลข้อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าตาจนแล้วทนได้ อดกลั้นอยู่
พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นมหาทาน
เพราะให้ความเป็นปกติสุข
ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สินกับผู้คนไม่เลือกหน้า
และเมื่อไม่เอาทรัพย์ร้อนๆมาลนจิตลนใจ
ใจย่อมไม่ต้องดิ้นพล่านหาความสงบนอกตัวมาแต่ไหน

ส่วนการให้ทานแบบเจือจาน
ถ้าตั้งต้นด้วยการอยากให้ผู้รับมีความสุข
จะเกิดความสุขตั้งแต่คิดให้
ยิ่งถ้าให้แบบที่ตนเองไม่ต้องเดือดร้อน
ไม่ต้องมาเสียดายสิ่งที่ให้ไปในภายหลัง
ก็ยิ่งได้รับความสุข ความปลื้มใจที่บริสุทธิ์
ไม่มีอะไรติดค้าง และไม่มีมลทินต้องกังวล

หลับตานึกถึงใจที่รักษาศีลข้อ
ใจที่พร้อมแจกจ่ายเจือจาน
คุณจะรู้สึกถึงนิมิตที่มีลักษณะเปิดกว้าง สงบสุข
นั่นแหละนิมิตของความปลอดภัย
ที่ส่องสว่างจากชาตินี้ไปถึงชาติหน้า
แท้จริงการให้ไป จึงเป็นการได้มา
หากถามหามาตรวัดของการให้ทานที่ถูกต้อง
ให้ถามถึงความสุข ความอบอุ่นใจ
ที่มาประดิษฐานอยู่ในใจตนเอง
วันไหนรู้สึกว่า
ความสุขมีค่ากว่าเงิน ทั้งที่ได้มาและให้ไป
ก็ควรสันนิษฐานว่า
คุณน่าจะรู้จักให้ทานแบบที่ถูกต้องแล้ว!

เห็นใจเขาได้ เห็นใจตัวเองสว่างด้วย

080316

ลองทบทวน นึกย้อนหลังดู
เมื่อใครเรียกร้องให้คุณเห็นใจ
คุณจะรู้สึกถึงอาการทางใจของเขา
ที่ดิ้นเร่า ร้อนรน คับแคบ และมืดมัว

ใจแบบนั้นไม่น่าดู ไม่น่าให้สัมผัสรู้สึก
เพราะพอดูเข้าไปจนรู้สึกตามเขา
ใจคุณจะพลอยกระเพื่อมแรง
ร้อนรนตาม คับแคบตาม และมืดมัวตาม
พูดง่ายๆคือพลอยเหนื่อย
เหมือนโดนสูบพลังออกจากร่างไปด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจว่า
ยิ่งเรียกร้องให้คนอื่นเห็นใจเท่าไร
ยิ่งไม่น่าเห็นใจเท่านั้น

ถ้าหลงเอาพวกชอบเรียกร้องความเห็นใจ
มาเป็นคนใกล้ตัว
คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝึกเห็นใจให้เป็น!

ปกติเวลาพยายามเห็นใจใคร
ใจคุณจะเข้าไปคลุกวงใน
คือปล่อยให้ใจตัวเอง
พลอยผสมผสานไปกับใจของเขาด้วย
เขาดิ้นมา ใจคุณก็ดิ้นตาม
เขาร้อนมา ใจคุณก็ร้อนตาม
และสังเกตเถอะว่า ใจดิ้นๆ ร้อนๆนั้น
เหมือนตะเกียกตะกายหาลมหายใจอยู่
คือ อยากมีลมหายใจที่ยาวขึ้น สดชื่นขึ้น

เมื่อสังเกตได้ถึงจุดนี้
ให้หายใจยาวขึ้น
ทำความรู้สึกถึงความสดชื่นของสายลมให้มากขึ้น
เอาแค่ครั้งเดียวเป็นหลักตั้ง
แล้วคุณจะเกิดความสามารถระลึกขึ้นมาได้ว่า
การเห็นใจเขา ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องกลุ้มไปกับเขา
ไม่จำเป็นต้องถูกดูดเข้าไปอยู่ตรงนั้นกับเขา

และนั่นเอง ใจคุณค่อยเปิดโล่ง สว่าง
อยู่บนฝั่งเหนือเขา
และค่อยพร้อมจะช่วยฉุดใจเขาให้พ้นจากการจมน้ำได้จริง
ทั้งความคิด วิธีพูด ตลอดจนการมองเห็นทางออกให้เขา
จะตามมาเอง โดยไม่ต้องติดตันร่วมอยู่กับเขา

ขอให้จำสภาพนั้นไว้
เมื่อเห็นความโล่ง ความสว่างของใจตน
ใจคุณจะเข้มแข็ง และไม่นึกอยากให้ใครเห็นใจ
ในเมื่อใจปรากฏชัดอยู่กับตนเองตลอดเวลาอยู่แล้ว
คุณจะตระหนักว่าที่ผ่านมา
ที่เคยอยากให้คนอื่นเห็นใจนั้น
แท้จริงคืออยากเห็นใจของตัวเอง
ในสภาพที่ดีขึ้นต่างหาก!

เบื่อแล้วสงสารตัวเอง

070316

ยิ่งวันเรายิ่งมีตัวเลือกทางความบันเทิง
ที่แรงจริง โดนใจจริงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งในร้านบนดินและออนไลน์สโตร์
ทั้งทางโซเชียลมีเดีย ทั้งทางยูทูบ
กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่สมองเริ่มเบลอเข้าไปทุกที
กับคำว่าเวอร์ชั่นใหม่ที่สดกว่า แทงใจกว่า
กระตุ้นอาการอยากไขว่คว้ามากกว่า
เหมือนบางทีอะไรที่โดนๆ แรงๆ
ก็ทำให้เราสนใจไม่ได้เสียแล้ว
เจ๋งแค่ไหนก็เบื่อ โดนแค่ไหนก็ลืม

คนเราเมื่อเจอตัวเลือกเจ๋งๆง่ายๆมากเข้า
ก็เกิดอาการรักง่ายหน่ายเร็วเป็นธรรมดา
จิตใจมึนชา
เจอเรื่องจืดๆหน่อย เชิดใส่
เจอเรื่องซ้ำๆหน่อย เบ้ปาก
เจอเรื่องยากๆหน่อย เมินหนี
จิตวิญญาณของคุณจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เพราะขาดเรื่องให้โฟกัสจริงจัง
ไม่มีเครื่องท้าทายให้ออกแรง ออกกำลังเลย
เคยชินอยู่แต่กับการหาของแรงๆฟรีๆมาดู มาฟัง
คล้ายขอสารเสพติดมาช่วยให้ชีวิตผ่านๆไป
บางทีกำลังเซ็งๆ เจอคลิปขำก๊ากหน่อย
ถึงกับรู้สึกเป็นบุญคุณที่มาช่วยต่อชีวิตทีเดียว!

เมื่อเสพติดของแรง ของง่าย ของฟรี จนโงหัวไม่ขึ้น
สิ่งที่คืบคลานเข้ามาครอบงำจิตใจคุณโดยไม่รู้ตัว
คือความรู้สึกสงสารตัวเอง
ลุกจากที่นอนก็สงสารตัวเอง
แปรงฟันก็สงสารตัวเอง
ขึ้นรถไฟฟ้าก็สงสารตัวเอง
สรุปคือ คนยุคเราเริ่มแยกไม่ออกระหว่างน่าสงสารจริงๆ
กับการเป็นโรคสงสารตัวเองขึ้นสมอง

ดูเหมือนไม่เกี่ยว
แต่จริงๆแล้วเกี่ยวมาก
ยิ่งเทคโนโลยีน่าติดใจและแพร่หลายมากขึ้นเท่าใด
โรคสงสารตัวเองยิ่งแพร่ระบาดมากขึ้นเท่านั้น
คุณจะเห็นอารมณ์มักง่ายเกิดขึ้นทั่วไป เช่น
ไม่ต้องมีข้ออ้างที่จะปัดความรับผิดชอบ
ไม่ต้องมีข้ออ้างที่จะเลิกรา
ไม่ต้องมีแม้กระทั่งข้ออ้างที่จะฆ่าตัวตาย
อยากทำ ทำเลย เกิดหนเดียวตายหนเดียวผ่านๆ
ไม่ต่างจากคลิปในยูทูบ จะต้องแคร์อะไร

การหันกลับมาหาจิตวิญญาณด้านใน
สำคัญเข้าขั้นคอขาดบาดตายสำหรับคนยุคเรา
เมื่อสำรวจเข้ามาในจิตใจแล้วรู้สึกมืดมัว
เหมือนหาอะไรบางอย่างไม่เจอ
จับต้องไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าอยู่ตรงนี้นี่เอง
ก็อย่าไปควานหาต่อให้เหนื่อยเปล่า มันผิดวิธี
พระพุทธเจ้าท่านให้สะพานเชื่อมไว้ง่ายๆ
โดยทำความรู้จักสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของชีวิต
อันได้แก่ลมหายใจ

ลมหายใจหยาบอย่างไร จิตวิญญาณหยาบอย่างนั้น
ลมหายใจประณีตแค่ไหน จิตวิญญาณประณีตแค่นั้น
หายใจเอาความห่อเหี่ยว จิตวิญญาณก็ได้แต่ความห่อเหี่ยว
หายใจได้สดชื่น จิตวิญญาณก็ได้ความสดชื่น
เมื่อใดเห็นความสัมพันธ์ระหว่างลมหายใจกับชีวิตชีวา
เมื่อนั้นคุณจะเริ่มจับความสัมพันธ์อื่นๆถูกอย่างน่าแปลกใจ
เช่น จังหวะความเคลื่อนไหวทางกาย
มีส่วนอย่างมากที่จะช่วยกระตุ้นให้ตื่น หรือกดดันให้ง่วง
แกล้งเร่งเกินไปจะเหนื่อย ยอมเฉื่อยเกินไปจะเหลว

เห็นความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับโลกภายใน
แล้วคุณจะสดชื่นพอดีๆ ไม่แกล้ง ไม่กดดันตัวเอง
กับทั้งไม่เห็นอารมณ์สนุกเหลวไหลเป็นแก่นสารของชีวิต
ความเบื่อง่ายกับโรคสงสารตัวเองจะค่อยๆจางลง
แล้วห่างหายไปจากชีวิตในที่สุด!

ฝืนธรรมชาติ

12799322_1030999606957197_227008280909035646_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

โลกไม่ตามใจเรา
เมื่อเราพอใจความเย็น
แต่โลกพอใจคายความผ่าวร้อน
ทางเดียวคือทำใจยอมรับ
และเตรียมกายสู้ไอร้อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความเจ็บปวดเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของชีวิต
เกิดจากเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา
เมื่อเหตุปัจจัยหมดแรงให้ผลแล้ว
ความเจ็บปวดย่อมหายไปเป็นธรรมดา

อาการคิดต่อ
ไม่อยากยอมรับความเจ็บปวดต่างหาก
ที่เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ
ยิ่งฝืนนานขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ยืดเยื้อขึ้นเท่านั้น
นั่นเพราะมีเหตุ มีเชื้อเพลิง
คอยเติมให้ไฟทุกข์ลุกโพลง
ไม่ยอมหายไปสักที
ราวความเจ็บปวดจะเป็นอมตะฉะนั้น

ใครรู้วิธีกำจัดอาการไม่ยอมรับความจริง
ออกไปจากชีวิตได้
ความรู้สึกย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เห็นธรรมชาติใดเกิดจากเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา
เมื่อเหตุปัจจัยหมดแรงให้ผลแล้ว
ก็ย่อมหายไปเป็นธรรมดา
ไม่ยืดเยื้อไปกว่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตามหลักการเจริญสติของพระพุทธเจ้า
ท่านให้ยอมรับสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายที่สุดก่อนครับ
และในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรยอมรับง่าย
เท่าลมหายใจเข้าออกอีกแล้ว
หายใจออกรู้ หายใจเข้ารู้ เมื่อรู้ได้เรื่อยๆ
ก็แปลว่าเก่งในการยอมรับความจริง
อันเป็นปัจจุบันขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

เมื่อดูไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสมาธิ
เห็นว่าเข้ามาแล้วก็ออกไป
เดี๋ยวหายใจยาวแล้วก็สั้นลง ไม่แน่นอน
ใจจะเริ่มยอมรับความจริงขั้นพื้นฐานได้

เมื่อยอมรับความจริงต่อหน้าต่อตาได้
ก็ยอมรับความจริงอื่นๆที่เหลือได้
และเห็นว่าไม่ยากนัก
ถ้าจะพูดให้ตรงกับความจริง
และปรากฏตัวอยู่กับความจริง
ด้วยความสุขกายสบายใจ
เปลี่ยนให้ดูแค่ไหนก็ยอมรับไปแค่นั้น
ไม่ใช่จมอยู่กับความไม่ได้อย่างใจ
ไปตลอดชีวิตอย่างสูญเปล่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทิ้งเหตุให้จิตเศร้าหมอง
เช่น สะใจกับการย้ำคิด ย้ำตรึกนึก

สร้างเหตุให้จิตสดใส
เช่น คิดอภัย คิดเลิกรา

และใส่เหตุให้จิตเบิกบานบริสุทธิ์
คือ คิดยอมรับตามจริง
จิตแย่..ก็ยอมรับว่าแย่
จิตสว่างขึ้นนิดหนึ่ง..ก็ยอมรับว่าสว่างขึ้นนิดหนึ่ง
จิตคลาย..ก็ยอมรับว่าจิตคลาย
จิตกลับมาแย่อีก..ก็ยอมรับว่าแย่อีก

เท่านี้แหละ สติก็เกิดขึ้น
และค่อยๆผูกกันเป็นแพกุศล

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ระลึกด้วยว่า
การยอมรับความจริงแตกต่างจากการนิ่งดูดาย
พยายามดีที่สุดได้แค่ไหนค่อยยอมรับแค่นั้น
อย่าเพิ่งด่วนยอมรับสภาพ
ทั้งที่ยังไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้นนะครับ
เราจะได้เจอความจริงที่ดีที่สุดหลังจากทำดีที่สุด

เหตุผลดี แต่โมโหร้าย

030316

คนบางคนเหมือนกับเกิดมาพร้อมกับความก้าวร้าว
กล่าวคือ มีจิตดิบ อารมณ์พลุ่งพล่านรุนแรง
ชอบยัดเยียดความเจ็บปวดให้คนอื่น
อาจด้วยการประทุษร้ายทางวาจา
หรือกระทั่งประทุษร้ายด้วยการลงมือลงไม้
เมื่อเกิดปัญหาก็ชอบเอาชนะด้วยวิธีป่าเถื่อน
เห็นแม้การบาดเจ็บหรือล้มตายของศัตรูเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นธรรมชาติของการระบายความเจ็บใจให้ตนเอง

อารมณ์รุนแรงที่ติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก
ตลอดจนวิถีทางแห่งการกระตุ้นโทสะ
กับโอกาสบ่มโทสะให้เติบกล้า
กระทั่งรักแรง แค้นแรง ยอมไม่ได้
ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ค่อนข้างเป็นสัญญาณบ่งชัดถึงนิสัยเก่า
คือถ้ามองว่าเป็นสิ่งที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนเกิด
จะง่ายกับการทำความเข้าใจ
ตลอดจนหาทางแก้ไขเยียวยา
มากกว่าการมองว่าเกิดมาก็เพิ่งเป็น

ความก้าวร้าวที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณ
เกิดขึ้นกับคนสองพวกใหญ่ๆ
พวกแรกคือไร้เหตุผลสิ้นดี
พวกที่สองคือมีเหตุผลดีเกินมนุษย์

สำหรับพวกก้าวร้าวด้วย ไร้เหตุผลด้วย
สะท้อนถึงความเป็นจิตวิญญาณ
ที่ยึดแน่นกับอารมณ์แค้น
ถือกำเนิดเกิดตนขึ้นมากับความพยาบาท
แล้วก็จะขอตายไปกับความพยาบาท
คำว่าเมตตาและอภัยดูไกลตัวจับต้องไม่ได้
ประเภทนี้จึงได้ชื่อว่ามามืดและพร้อมจะไปมืด
คือ มีทั้งที่มาที่ไป
เหมาะกับความเดือดร้อนตนเดือดร้อนท่าน
นับแต่ถือกำเนิดจนกระทั่งหลังตายจาก

ส่วนสำหรับพวกก้าวร้าว แต่สติดี เหตุผลดี
เหมือนจะพยายามหาสมดุลให้จิตใจ
สะท้อนถึงความเป็นจิตวิญญาณ
ที่อยากเอาชนะอารมณ์ดิบๆ
แสดงความเมตตาด้วยการหาทางช่วยคน
ทั้งช่วยตรงๆให้ได้ผ่านพ้นสถานการณ์ลำบาก
ทั้งช่วยโดยอ้อมด้วยคำแนะนำฉลาดๆ
เมื่อใดช่วยคนอื่นสำเร็จแล้วใจเย็นลง
ก็จะชอบตัวเองมากกว่าตอนหุนหันพลันแล่น
หรือตอนใจร้อนยอมอ่อนข้อให้ใครไม่ได้
ประเภทนี้ได้ชื่อว่ามาสว่าง
และมีสิทธิ์ไปสว่างได้
แม้แพ้อารมณ์ร้ายของตัวเองกลางทางบ้าง
ก็ยังอยากลุกขึ้นสู้ใหม่
เพื่อเปลี่ยนทางเดือดร้อนสู่ทางร่มเย็นลง

เมื่ออยากเปลี่ยนทางกรรม
หลายคนมักหาทางเอาชนะโคตรโทสะของตน
ด้วยการตั้งหลัก ทำอะไรดีๆเอาทุน
เช่น ไปหาหมอขอยาลดสารพิษในตัว
ไปเข้าคอร์สบริหารความโกรธ
ไปทำสังฆทานอธิษฐานขอให้ใจเย็นลง
ไปเข้าพักปฏิบัติธรรมตั้งใจอภัยทั้งโลก ฯลฯ
ซึ่งก็นับว่าดี เป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญ
เพียงแต่ต้องระลึกให้มั่นว่า
นั่นเป็นการตั้งหลัก เอาทุน เอากำลังกายกำลังใจ
ไม่ใช่ไม้เท้าวิเศษที่เสกปุ๊บหายขาดปั๊บ
มิฉะนั้น พอล้มเหลวก็จะเสียกำลังใจ และไพล่คิดว่า
วิธีไหนๆก็ไม่ได้ผลหรอก ไม่มีวันหายหรอก

ที่จะแก้กรรมร้อน
ซึ่งสะสมมานานข้ามภพข้ามชาติให้ได้ผลจริง
มุมมองที่ถูกต้องตรงทางเป็นเรื่องสำคัญมาก
คนเจ้าโทสะต้องอุทิศทั้งชาติให้กับการสะสมกรรมเย็น
โดยไม่หวังว่าจะมีทางลัดสักวิธี
ขุดเอาโคตรโทสะของตนถอนขึ้นมาทั้งยวง
ภายในวันสองวันได้

แล้วกรรมเย็นคืออะไร?
เริ่มจากมโนกรรม
เริ่มจากใจที่ไม่คิดยอมแพ้โทสะ
ถ้า จุดเกิดเหตุที่ภูเขาไฟใกล้ระเบิด
มีความคิดเอาชนะโทสะ ไม่คิดยอมแพ้มัน
นี่เรียกว่ากรรมเย็นอันเป็นรากเหง้าแห่งเมตตาเกิดแล้ว

ปกติกรรมร้อนจะบันดาลแรงดัน
ให้เกิดความคิดประเภท
ทนไม่ไหวแล้ว (ทั้งที่ยังไม่เคยฝึกที่จะทนสักนิด)
มันทำเรา (ทั้งที่บางทีเรานั่นแหละทำเขาก่อน)
เป็นเรื่องใหญ่มาก (ทั้งที่มันเรื่องเล็กมาก)
ต้องเอาเรื่องให้ได้ (ทั้งที่ไม่เอาก็ไม่มีใครว่า)

ดังนั้น เมื่อปลงใจไว้ล่วงหน้าว่าจะเอาชนะโทสะ
ก็เท่ากับสร้างกรรมเย็นที่จะเอาชนะแรงดัน
กระทั่งตาสว่างเห็นชัด เกิดความคิดเช่น
ทนได้ ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก
ผ่านๆไปเสียก็ไม่ต่างจากสายลมผ่านมา

สรุปแล้ว มโนกรรมสำคัญที่สุด
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
แค่การตัดสินใจว่าจะเอาชนะโทสะ
แค่ความคิดในหัวที่ก่อตัวขึ้นเอาชนะโทสะแต่ละครั้ง
นั่นแหละที่จะเปลี่ยนเส้นทางกรรมของคนเจ้าโทสะได้
ไม่ใช่อะไรลึกลับ
หรือต้องลงทุนเข้าพิธียิ่งใหญ่แต่อย่างใดเลย!

โรคเทียบเขาเทียบเรา

020316

ชีวิตดีๆ
ดูกลายเป็นชีวิตแย่ๆ
น่าคิดมากขึ้นมาทันที
ที่นึกถึงภาพคนน่าหมั่นไส้
แต่ดันมีโอกาสดีกว่าคุณ สุขสบายกว่าคุณ
 
เมื่อใดเป็นฝ่ายประทุษร้ายคนอื่นด้วยความคิด
ชีวิตตัวเองกลับดูน่าสงสาร น่าเห็นใจ
เหมือนเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกเขาข่มเหงเสียเอง
นั่นเพราะจินตนาการของตัวเอง
สร้างมโนภาพคนอื่นแสยะปากเย้ย
หรือเท้าเอวหัวเราะเยาะใส่
แม้ความจริงอันไม่เป็นที่รู้ในนาทีนั้น
เขาหรือเธออาจกำลังนอนคุดคู้ระทมทุกข์
ร้องไห้กับปัญหาส่วนตัวอยู่ก็ตาม
 
เมื่อโรคเทียบเขาเทียบเรากำเริบ
คุณจะเกิดอารมณ์เกลียด
หรืออย่างน้อยคิดพลุ่งพล่านไร้สติ
เห็นบุคคลผู้ตกเป็นเป้าหมายเหมือนปีศาจ
เห็นคนใกล้ตัวเป็นแพะรับบาป
และเห็นตนเองเป็นลูกแมวจนตรอก
ที่ถูกกดดันให้แยกเขี้ยวคำรามใส่ปีศาจ
หรือไม่ก็แว้งมากัดแพะรับบาปจมเขี้ยว
แม้ทั้งหมดทั้งปวง
คือภาพที่ถูกจิตฟุ้งๆร้อนๆ สร้างขึ้นมาทั้งนั้น
อาจไม่มีปีศาจ ไม่มีแพะ อาจไม่มีลูกแมว
อยู่ที่ไหนในโลกความเป็นจริงเลย
 
ถ้าจะเทียบเขาเทียบเรา
ให้เทียบกับคนที่ด้อยกว่า
และอย่าแค่คิด อย่าแค่นึกๆเอาว่า
ยังมีคนน่าเห็นใจกว่าเราเยอะ
ให้ลงไปช่วยพวกเขา
ให้ยื่นมือ ให้ออกแรง จนเหนื่อยเพื่อพวกเขา
หรือจนกว่าจะเห็นชีวิตพวกเขาดีขึ้นกับตา
เป็นที่ชื่นใจเองกับตัว
นั่นแหละ! โรคเทียบเขาเทียบเรา
ถึงจะค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ตาสว่าง
เห็นชีวิตตัวเองดีพอจะช่วยคนอื่นได้อยู่แล้ว
ไม่นึกอยากแลกชีวิตกับคนน่าอิจฉาไหนๆ
เพราะไม่อยากได้ส่วนดีที่น่าอิจฉามาเป็นของตน
แล้วต้องทนกับส่วนที่เป็นทุกข์ในชีวิตแทนเขา!


รักกันมาก หรือรักกันจริง?

010316

คนส่วนใหญ่แยกไม่ออกระหว่าง
รักกันมากกับรักกันจริง

รักกันมาก อาจจะแค่ดูดดื่มมาก
แต่แอบระแวงอยู่ หวั่นไหวอยู่
สะท้อนถึงความเป็นอื่นอยู่ลึกๆ
หลายโอกาสยังเปิดเผยตัวได้ว่า
ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันจริง
ยังทิ้งกันให้ยืนคนละข้าง
หรือกระทั่งทิ่มแทงกันเหมือนปฏิปักษ์ได้

รักกันจริง จะมีความสนิทแน่นแฟ้นมาก
ไว้ใจกัน ไม่เป็นอื่น ไม่ระแวงแม้แวบคิด
อาศัยความรู้แจ้งอันเป็นภายใน
ที่ลึกซึ้งกว่าความคิดความเชื่อผิวๆ
มั่นใจไม่เฉพาะในตัวอีกฝ่าย
แต่ต้องมั่นใจในตนเองด้วยว่า
อย่างไรความคิดดีๆ สายตามองกันดีๆ
ก็จะยังคงอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน

พูดง่ายๆ
ในขั้นของการรักกันมาก
เป็นระดับความรักที่สับสนปนเป
ระหว่างอารมณ์ที่แรง กับเหตุผลที่ยังแกว่งได้
ยังคาดหวังเกินๆได้ ยังเข้าข้างตัวเองผิดๆได้
ขณะที่เมื่อไปถึงขั้นรักกันจริงแล้ว
สายใยผูกพันจะมีอำนาจอยู่เหนือทั้งอารมณ์และเหตุผล
ความสนิทแน่นแฟ้น เป็นกันเอง ไม่เป็นอื่น
จะไม่แบ่งข้างความรู้สึกฝ่ายฉันฝ่ายเธอ
มีแต่ข้างเดียวกัน ฝั่งเดียวกัน
ที่แม้สะเทือนจากแรงกระทบภายนอก
อย่างเช่นคำพูดคำจาได้
ก็ไม่มีทางแตกแยกจากรอยร้าวภายใน
อันได้แก่จิตใจและสายใยความรู้สึกเลย

ในระดับของการรักกันมาก
สืบไปสืบมายังมีเรื่องแสบๆคันๆได้ทุกวัน
ในรูปของเรื่องเล็กที่ไม่อยากเก็บเป็นอารมณ์
แต่ที่แท้พอกพูนขึ้นเป็นกองขยะทางอารมณ์เรื่อยๆ
พอถึงจุดหนึ่งก็เหมือนลูกโป่งพองตัวเต็มที่
แค่มีบางสิ่งกระทบใจให้ขุ่นเคือง
หรืออยู่ดีๆคิดลบขึ้นมาเองดื้อๆ
ก็กลายเป็นเรื่องเป็นราว
ราวกับมีผีสิงบงการอยู่เบื้องหลัง

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด เป็นกันมากที่สุด
ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด คือเรื่องของชู้ทางตา
ความรู้สึกบาดใจ เก็บกด เมื่อเห็นคนรักมองคนอื่น
ดูเผินๆเหมือนเรื่องเล็ก ไม่น่าเก็บมาเป็นอารมณ์
แต่ที่แท้ค่อยๆสร้างรอยร้าว และบาดลึกขึ้นเรื่อยๆ
ถึงขั้นเก็บเป็นความแค้น อยากประชด อยากเอาคืน

ยิ่งถ้ามีความรู้สึกอ่อนด้อยทางรูปโฉมอยู่ก่อน
หรือเห็นได้ชัดว่า คนรักมองคนอื่นที่เหนือกว่าตน
กดดันบ่อยเข้าก็ทนไม่ไหวขึ้นมา
ถึงขั้นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บกว่าตัวเอง
เป็นยังไงก็เป็นกัน เสื่อมเสียแค่ไหนก็ไม่สนแล้ว

ในระดับของการรักกันมาก ยังผ่านด่านตรงนี้ไม่ได้
แต่หากรักกันจริง เรื่องพวกนี้จะเป็นความรู้สึกเปลือกๆ
กระเทือนไปไม่ถึงความรู้สึกอันเป็นแก่นแท้ที่แข็งแรงแล้ว

ยังมีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อีกมาก
ประเภท เอาเปรียบกัน ฉันทำมากกว่าเธอ
ทำไมเธอไม่แคร์ฉันเท่าที่ฉันแคร์เธอ
ห่วงงาน ห่วงพ่อแม่พี่น้องมากกว่าฉัน ฯลฯ
ซึ่งต่อให้รักกันมากแค่ไหน ก็หวั่นไหววันยังค่ำ
แต่ถ้าเข้าถึงภาวะรักกันจริงเมื่อใด
เรื่องพวกนี้จะอยู่แค่ที่ชั้นผิวนอกทั้งหมด

สำรวจเข้าไปที่รากความรู้สึกในใจตัวเอง
ถ้ารักกันมาก ให้ติดป้ายไม้ไว้ว่าแค่รักกันมาก
อย่าเพิ่งนึกว่าจะชนะรากอารมณ์ร้ายในตนได้
ต่อเมื่อฝึกเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้บ่อยๆ
สะสมความมั่นคงภายใน ถักทอสายใยได้เหนียวแน่นพอ
ค่อยขึ้นป้ายทองว่าเข้าขั้นรักกันจริงแล้ว!