ไหว้อย่างอ่อนโยน ใจจะอ่อนโยน

11037461_893796704010822_8154388279059192170_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

..
การกราบนั้นมีธรรมชาติที่น่าประหลาดอย่างหนึ่ง
ยิ่งน้อมลงได้ต่ำเท่าไหร่ จิตใจยิ่งสูงส่งขึ้นเท่านั้น

..
กายยิ่งค้อมลงต่ำต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพียงใด
ใจยิ่งผ่องแผ้วไร้มลทินมากขึ้นเท่านั้น

..
ความผ่องแผ้วไร้มลทิน
เป็นลักษณะหนึ่งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูง
ยิ่งรู้สึกชัด ก็แปลว่ากระแสความเป็นเช่นนั้น
เข้าถึงจิตคุณเต็มที่มากขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
แค่ไหว้ผู้ควรจะไหว้
ไหว้ให้เป็นปกติ ไหว้ให้เป็นนิสัย
ก็เกิดผลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคาดด้วยวิธีนึกคิดด้นเดากันแล้ว
ทีนี้ถ้าใส่เงื่อนไขเข้าไปอีกคือ
ถ้ากราบกรานบุคคลอันควรบูชาสูงสุดจะเกิดอะไรขึ้น?
แน่นอนว่าอานิสงส์ย่อมบังเกิดสูงสุดเช่นกัน!

..
แม้ปัจจุบันพระพุทธเจ้า
ไม่มีพระชนม์อยู่ให้พวกเรากราบไหว้บูชาแล้ว
แต่ก็ยังอาศัยพระปฏิมา หรือพระพุทธรูปประจำบ้านเรือนกันได้
หากกราบกรานด้วยความเคารพ เลื่อมใส
นอบน้อมทั้งเศียรเกล้า
เข้าใจว่าพระองค์ท่านมีบุญคุณอย่างไร
ก็ให้อานิสงส์ไพศาลประมาณไม่ถูก
เรียกว่าเป็นกรรมขาวที่สว่างมาก
และเป็นบุญขนาดน้องๆ กราบองค์จริงของท่านทีเดียว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

..
ความเจริญแก่ผู้มีการอภิวาทเป็นปกติ ได้แก่
เป็นผู้มีอายุยืน คือไม่ตายเสียแต่ต้นวัย
เป็นผู้มีตระกูลสูง คือไม่ไปเกิดกับตระกูลต่ำ
เป็นผู้มีความสุข คือใจไม่เร่าร้อนฟุ้งซ่านเพราะความกระด้าง
และเป็นผู้มีอำนาจในตัว คือไม่มีใครข่มเหงได้โดยง่าย

..
ผู้ทำความเคารพพระพุทธองค์ด้วยใจ
ย่อมชื่อว่าได้ทำกรรมอันจะนำไปสู่ภาวะที่เอื้อเฟื้อ
ให้พบพระพุทธเจ้าองค์ต่อ ไป

..
ผลของการกราบพระปฏิมา
ด้วยใจนอบน้อมเคารพอย่างต่อเนื่องเพียงเดือนเดียว
จะทำให้คุณมีพลังกุศลสูงขึ้น
ขนาดที่ชะล้างความสกปรกทางจิตได้ระดับหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นความฟุ้งซ่าน
ความคิดอยากทำเรื่องชั่วร้าย
และพลังกุศลอันเกิดจากจิตอ่อนน้อมนั้นเอง
จะกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความคิดดีๆเข้าตัว
ซึ่งก็เท่ากับก่อร่างสร้างอนาคตที่ดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตาไว้ด้วย

เรื่องเล็กน้อยไม่มี มีแต่สะสมเป็นเรื่องใหญ่

11108676_890610927662733_7291344112838867118_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

ดังตฤณ :
ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไร
หรือเหมือนชินๆผ่านๆไปนั่นแหละครับ
พอผ่านเดือนผ่านปีสะสมรวมตัวกันแล้ว
จะกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อกัน

คิดให้ดี คนเราคบหาและอยู่ร่วมกัน
ส่วนใหญ่จะมีแต่ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ
นานทีปีหนหรอกถึงจะเกิดความประทับใจใหญ่ๆขึ้นมา
และเวลาคนเราระลึกถึงกัน
ก็จะนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ด้วยกันตามปกติ
ไม่ใช่ความรู้สึกแสนพิเศษในเทศกาลไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ฉะนั้น เร่งสำรวจเถิด

..
วิธีทักทายยามเจอกัน คุณยิ้มให้หรือเมินเฉย?

..
วิธีใช้คำทัก
คุณพูดทีเล่นทีจริง เช่นหวัดดีอีแก่บ่อยแค่ไหน?

..
วิธีใช้หางเสียง
คุณออกห้วนตลอดหรือทอดเสียงอ่อนโยนบ้าง?

..
วิธีเจรจาปัญหา
คุณใช้เสียงกระด้างหรือนุ่มนวลเป็นเหตุเป็นผล?

..
วิธีแสดงความไม่เห็นด้วย
คุณใช้โทสะหรือเมตตา?

..
วิธีพูดว่าไม่ให้
คุณอธิบายเหตุผลอย่างดีหรือมีเพียงคำปฏิเสธ?

..
วิธีแสดงความไม่พอใจ
คุณใช้ท่าทีกระแนะกระแหนหรือรอให้หายขุ่นแล้วค่อยพูด?

..
เวลาอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง
คุณจิกกัดแบบขายกันเองหรือยกยอปอปั้นกันดีๆ?

..
เวลาเห็นอีกฝ่ายเหนื่อย
คุณเอาเรื่องเย็นไปลูบหรือเอาเรื่องร้อนไปช่วยซ้ำ?

..
เวลาอีกฝ่ายเข้ามาสัมผัส
คุณเบี่ยงหลบหรือสัมผัสตอบ?

..
เวลาไปเที่ยวกัน
คุณคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเป็นชั่วโมงหรือรีบขอวาง?

..
เวลาเดินไปด้วยกัน
คุณเหล่หนุ่มเหล่สาวอย่างเปิดเผยหรือขอแค่ตอนคนรักเผลอ?

..
เวลาป่วยไข้
คุณอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานหรืออ้างธุระขอตัวเร็ว?

..
เวลาร้องไห้
คุณเป็นความอบอุ่นหรือตัวเพิ่มความเหน็บหนาว?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนเราจะทำตามอำนาจความเคยชิน
แล้วทุกคู่นะครับ ถ้าผ่านเดือนผ่านปีไปนานๆ
ถึงเวลานั่งปรับความเข้าใจครั้งใหญ่กันเมื่อใด
ก็มักอ้าปากหวอด้วยความงงว่าเรื่องแค่นี้คิดด้วยเหรอ?

ทุกสิ่งที่คุณทำกระทบหูกระทบตาคนรัก
มันกระตุ้นให้คิดหมดแหละครับ
ถ้านึกว่ามีสิ่งใดเป็นเรื่องเล็ก ขอให้คิดใหม่
และให้ถามตัวเองว่า
ถ้าจะให้เรื่องเล็กๆนั้นแปรเป็นความทรงจำด้านดี
คุณจะต้องลงทุนอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่นะครับ ก็แค่เปลี่ยนคำพูดบางคำ
หรือกระทั่งเปลี่ยนน้ำเสียงเสียใหม่
ในระยะยาวคุณจะอยู่ในความทรงจำของคนรัก
เป็นอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
ตัวตนของคุณในความทรงจำของคนรักน่ะ
เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กล่ะครับ?

สรุปคือต้องให้ค่าความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
กับความรู้สึกเล็กๆน้อยๆนะครับ
ไม่ใช่ให้เป็นอันดับสุดท้ายอย่างที่ทำกันผิดๆเกือบทุกคู่

อย่าพูดดีเฉพาะกับคนแปลกหน้า

11188265_880907251966434_648689208960092624_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม - กรรมอะไรที่ทำให้ต้องมาฟังคำพูดเสียดแทงใจ โดยเฉพาะลูกพี่ผมในที่ทำงาน เบื่อและท้อจนอยากจะลาออกไปให้พ้นๆเลย

ดังตฤณ :
หลักของกรรมวิบาก
เกี่ยวกับชะตาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มีอยู่ง่ายๆ คือ
ภาพเสียงที่เกิดขึ้นกับเราซ้ำๆ
จะเหมือน หรือ คล้ายกับภาพเสียงของเรา
ที่ก่อให้เกิดกับคนอื่นๆครับ
อาจจำได้ในชาตินี้ หรือจำไม่ได้ในชาติก่อนๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - เวลาเจอคนอื่นพูดไม่ดีด้วย พยายามจะปลงแต่ปลงไม่ได้สักที

ดังตฤณ :
ถ้าฝืนใจตัวเอง ใจตัวเองไม่ยอมหรอกครับ
ต้องค่อยๆเห็นจิตตัวเอง
จนกว่าจะยอมรับว่าอาการแย่เป็นอย่างไร
ความทุกข์เป็นอย่างไร
มันเกาะใจได้นานแค่ไหน
ในที่สุดก็จะยอมรับได้อีกชั้น
ว่ามันอยู่นานแค่ไหนก็ต้องหายไป

พอเห็นบ่อยเข้าก็มีสติรู้ได้เร็วขึ้นเรื่อยๆว่า
มันเกิดทุกข์จากการฟังเท่าใด
ก็ต้องหายไปเท่านั้นเหมือนกันทุกครั้ง
ก็จะวางจริงๆได้เอง ไม่ต้องพยายามปลงเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ถ้าเขาพูดจิกกัดเราโดยไม่มีมูลความจริง คิดเอาเองว่าเราเป็นแบบนั้น เรานิ่งเฉยแล้วเขาก็ยังไม่หยุด เอาเราไปพูดต่อ ควรทำอย่างไรคะ

ดังตฤณ :
เป็นปัญหาที่แม้แต่พระพุทธเจ้า
บางทีก็ไม่ทรงพยายามแก้นะครับ
สมัยก่อนมีคนใส่ไคล้ โจมตีท่านกันอย่างกว้างขวางทุกวัน
ท่านก็แก้ความเข้าใจผิดให้เฉพาะคนที่มาเข้าเฝ้า
แต่ไม่ได้โฆษณาป่าวประกาศ
หรือพยายามเข้าให้ถึงคนทุกคนที่ได้ยินเรื่องผิดๆเกี่ยวกับพระองค์
เพราะมันเป็นไปไม่ได้

ขนาดภิกษุสาวกของพระองค์เอง
เมื่อพระเทวทัตยุยง และชี้ข้อที่ใครๆนึกว่าน่าตำหนิ
เช่น พระพุทธเจ้ายังอนุญาตให้ฉันเนื้อสัตว์จึงถือว่าไม่แน่จริง
ใครอยากได้อาจารย์ที่แน่จริงให้ตามเรามา
ก็ยังมีคนเห็นคล้อยและติดตามพระเทวทัตไปจริงๆเช่นกัน

กระทั่งถึงเวลากรรมสนองนั่นแหละ
ทุกสิ่งจึงกระจ่างว่าอะไรเป็นอะไร

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - คนบางคนพูดหวานมากกับคนใกล้ชิด แต่ใจคด มีแต่คำโกหก พอจับได้ว่าโกหกก็ใช้คำหวานๆสำนึกผิด คนแบบนี้ก็ร้ายกาจนัก

ดังตฤณ :
คนเราสารพัดแบบจริงๆแหละครับ
บางคนพูดร้ายกับคนแปลกหน้า
แต่พูดดีเฉพาะกับคนใกล้ตัว
พวกนี้มักมีใบหน้าหมองคล้ำ
แต่ก็มีกระแสใจที่อบอุ่น
นั่นเป็นเพราะทำกับคนหมู่มากแบบร้ายๆ
แต่ใจจริงที่มีให้กับคนใกล้ตัวนั้นบริสุทธิ์สะอาด
ก็ว่ากันไปตามกรรม

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - เป็นคนปากไวในทางพูดเสียดแทงเหลือเกิน ช่วยแนะวิธีด้วยค่ะ

ดังตฤณ :
อย่าไปพยายามมากเกินไปครับ
เพราะถ้าเราสะสมนิสัยทางการพูดมานาน
มันจะมีอำนาจอยู่เหนือตัวเรา
พอเกิดเหตุกระทบขึ้นมา เราจะแพ้มันเสมอ
ไม่สามารถหักห้ามมันได้เสมอ

สิ่งที่เป็นไปได้จริง คือ
เราค่อยๆเฝ้าสังเกตโทษของมัน
หลังจากระเบิดคำเสียดแทงออกไปแล้ว มันสะใจจริงๆ
แต่ก็แสบร้อน หม่นหมองค้างเติ่งเนิ่นนาน
เห็นโลกมืดไปนาน ไม่มีแก่ใจให้ธรรมะนาน
ที่สำคัญคือเสียใจไปนาน
อาจหลายชั่วโมง หรืออย่างน้อยก็หลายสิบนาที

แค่เห็นโทษบ่อยๆ เห็นโทษให้ได้ทุกครั้ง
จิตก็ค่อยๆฉลาดขึ้นตามลำดับ
ถึงจุดหนึ่งก่อนหลุดคำร้ายๆ เราจะสะดุด
รู้สึกเหนื่อยหน่าย
แล้วใจก็ถอนออกมาเองโดยไม่ต้องห้ามครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - การเตือนแรงๆด้วยใจหวังดี จะเป็นบาปไหมคะ

ดังตฤณ :
ตัวเจตนาเตือนด้วยความหวังดีไม่เคยเป็นบาปเลยครับ
แต่วิธีพูดจะเปื้อนแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกคำนะ

ถ้าหวังดีด้วย ถ้าคำดีด้วย
บุญที่เกิดก็บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - เวลาเจอโจทย์หินๆ แม้พอจะเก็บปากเก็บคำไหว แต่เก็บสีหน้าและหางเสียงให้อ่อนโยนอย่างใจไม่ได้สักที อยากแก้นิสัยนี้ค่ะ

ดังตฤณ :
ถ้าความเคยชินของเราเป็นมาอย่างนั้น
และไม่สามารถบังคับให้เปลี่ยนเป็นอื่นได้
ก็มีทางเดียวครับ
คือยอมรับว่าเกิดความแข็งห้วนให้ได้ทุกครั้ง

เมื่อเกิดการยอมรับ
ย่อมเกิดสติระลึกถึงความจริง จุดเกิดเหตุ
เมื่อยอมรับบ่อย สติก็แข็งแรงขึ้น
เมื่อสติแข็งแรงขึ้น
ก็เหมือนจะทำให้เสียงแข็งๆห้วนๆ
กลับอ่อนลงเองโดยไม่ต้องพยายาม
เนื่องจากความปรารถนาที่แท้จริงของเรา
คือ ไม่ต้องการเป็นคนแข็ง แม้กระทั่งกับโจทย์หินๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - กรรมทางวาจาที่ได้ทำไปแล้ว สำนึกผิดแล้ว ขออโหสิกรรมต่อผู้มีพระคุณแล้ว และท่านก็ยกโทษให้ จะส่งผลก่อภพก่อชาติไหมครับ

ดังตฤณ :
กรรมตอนทำ กับ กรรมตอนขออโหสิ
นับว่าต่างกรรมต่างวาระครับ

แต่การสำนึกผิดก่อนตาย และขออโหสิกับท่านแล้ว
ถือเป็นน้ำดีที่มาละลายรสเกลือให้เจือจางได้
ผลใดๆที่อาจต้องบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ย่อมปรากฏเป็นผลแบบอ่อน
ไม่ใช่ผลแบบแข็งกล้าตามแรงส่งเดิม

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ได้แต่น้ำตาไหลกับการกระทำของตัวเอง ต่อไปจะมีสติให้มากขึ้น

ดังตฤณ :
ความตั้งใจนั้น
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางดีแล้วครับ