ยิ่งเลียนแบบสุขยิ่งเป็นทุกข์

310516

นักดนตรีหลายคน
ได้เข้าใจ และเข้าถึงดนตรีอย่างแท้จริง
เพียงมีคนพูดให้ได้คิดว่า
กุญแจเปิดโลกดนตรี
อาจมีใครเก่งๆสักคน
เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเล่นดนตรี
แต่เมื่อจะลงมือเล่นดนตรี
ต้องไม่ใช่พยายามเล่นให้เก่งเท่าใคร
ไม่ใช่พยายามเล่นให้เหมือนใคร
ไม่ใช่พยายามเล่นให้เหนือกว่าใคร
แต่เป็นการตั้งใจเล่นให้ตัวเองมีความสุข

เมื่อเกิดมุมมองเช่นนี้
พฤติกรรมการเล่นดนตรีจะถูกต้อง
ถึงเพิ่งเล่นวันแรก
ได้ขยับนิ้วบ้าง ได้เปล่งลมเป่าบ้าง
ก็มีความสุขแล้ว
เล่นๆไป ถึงยังเล่นไม่เพราะ
แต่เล่นแล้วยังมีความสุขอยู่
ก็เกิดความพอใจที่จะเล่นต่อ
หรือเมื่อเล่นแนวเดิมๆแล้วเบื่อ
ก็เกิดความพอใจที่จะเปลี่ยนแนว
หาความสุขจากแนวอื่นบ้าง
กระทั่งได้แนวทางความสุขเฉพาะตัว
จากระดับฝีมือที่พยายามพัฒนาเต็มที่แล้ว

แต่ถ้าเอาสัญชาตญาณแข่งได้แข่งดีมาเป็นตัวนำ
นึกถึงคนที่เก่งกว่าอยู่ตลอดเวลา
เพิ่งฝึกเล่นแล้วรู้สึกว่ายังอีกไกลกว่าจะได้อย่างเขา
การฝึกก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจในตัวเองแล้ว
หรือแม้ฝึกไปได้ไกลโข
แต่ยังรู้สึกอยู่ว่าห่างชั้นนักกับเขา
ที่อุตส่าห์มาได้ไกลโขก็เหมือนสูญเปล่า
แทบจะเหมือนย่ำอยู่กับที่ ไม่ออกจากจุดเริ่มต้น
หาความสุขไม่ได้ ยิ่งเลียนแบบยิ่งเป็นทุกข์

คู่รักก็เหมือนนักดนตรีที่เล่นคู่กัน
เมื่อมองคู่อื่นที่เล่นได้ดีกว่า
แล้วพลอยมีความสุขไปกับเขา
ก็จะเกิดแรงบันดาลใจ
อยากกลับมาเล่นให้ดีขึ้น
เป็นการพยายามที่ทำได้จริง
ด้วยสไตล์เฉพาะของคู่ตน

แต่หากมองคู่อื่นที่เล่นได้ดีกว่า
แล้วเกิดความทุกข์ที่ดีไม่ได้เท่าเขา
ก็จะเกิดความริษยาตาร้อน
อยากกลับมาเค้นคอคู่ตน
ให้เอาดีได้อย่างคู่ของคนอื่น
แถมตัวเองยังไม่พยายามเล่นให้ดีขึ้น
เอาแต่ฟาดงวงฟาดงา
คาดคั้นฟ้าดินให้ช่วยตน
ได้ดีเท่าเขา หรือดีล้ำเกินใคร

เก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆน้อยเพิ่มขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งจะมีความสุขมาก
แต่ละโมบจะกอบโกยสุขใหญ่กองภูเขาเท่าใคร
จะทุกข์มหันต์ตั้งแต่วันแรก!

หลงตัว ต่างจากภูมิใจในตนเอง

300516

ความหลงตัวแบบดิบๆที่เห็นได้ตั้งแต่ต้นวัย
ก็เช่น รู้สึกว่าตัวเองหล่อ ตัวเองสวย
คนมองมาก็นึกว่าเขาชอบ เขาหลงพิศวาส
ยิ่งถ้าคนรอบตัวแสดงความหลงพิศวาสจริง
ก็ยิ่งทะนง นึกว่าทุกคนในโลกบูชาตนไปหมด

แต่ความหลงตัวไม่มีขอบเขตจำกัด
ถึงไม่หล่อไม่สวย ไม่รวย ไม่เก่ง ไม่มีอำนาจ
แค่มีอัตตาโตๆ ก็พร้อมจะมโน
หาข้อดีในตนมาหลอกตัวเองได้แล้ว

อัตตาโตๆจึงเป็นพื้นฐานความหลงตัว
บันดาลให้มนุษย์คนหนึ่งรู้สึกว่า
แค่เกิดมาก็มีดีเหนือกว่าคนอื่นแล้ว
ชีวิตดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำดีก็ได้ดีแล้ว
หรือกระทั่ง ไม่ต้องทำดีก็เป็นคนดีแล้ว
เห็นใครด้อยกว่า จะด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติอันใด
ก็พร้อมจะนึกดูถูก
หรือกระทั่งมองเขาด้วยสายตาสมเพชแล้ว

เมื่อยังหลงตัวอยู่ดิบๆ
จึงเป็นธรรมดาถ้าจะนับถือลัทธิ
ไม่ทำดี ก็ได้ดีอยู่เห็นๆ
ไม่ทำบุญ ก็ได้เป็นเทวดาอยู่ชัดๆ!

ส่วนความนับถือตัวเอง
เกิดขึ้นพร้อมกับการแปรรูปจิต
จากจิตดิบด้าน เป็นจิตสุกสว่างแล้ว
คนเราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ที่ดีพอ มีค่าคู่ควรพอ
จิตจึงเกิดความปลื้ม ความอิ่มเต็ม
บันดาลจิตให้เปิดรับธรรมชาติธรรมดา
ของมนุษยธรรมอันเป็นเมตตาขั้นพื้นฐาน
กับมโนธรรมอันเป็นสำนึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์

สรุปคือ นับถือตัวเอง
เพราะตระหนักว่าทำอะไรดีๆเป็นประโยชน์กับโลกจริง
ขณะที่หลงตัว
แค่รู้สึกแบบด้านๆว่าเหนือโลก
ทั้งๆที่ทำอะไรแย่ๆ เกิดมาเพื่อเป็นโทษแก่โลกอยู่แท้ๆ!

ตัวการขยับปาก

13321933_1087989477924876_7172430529122289920_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - พูดเล่นบ่อยๆไม่มีสาระจะถือว่าเพ้อเจ้อไหมคะ

ดังตฤณ :
เมื่อไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์
ก็ควรใช้จิตนั่นแหละครับ
บางคนพูดเล่นสองสามประโยค
รู้สึกเลื่อนเปื้อนเลอะเลือนแล้ว
ก็ให้ถือว่าสองสามประโยคมากไป
แต่ถ้าหัวเราะสนุกแล้วคงสติอยู่ได้
ก็ถือว่าวจีสังขาร
ยังไม่ปรุงแต่งจิตให้กระเจิดกระเจิง
ฐานสติมั่นคงกว่าการปรุงแต่งเล่นสนุก

สติที่ยังมีอยู่อย่างแข็งแรงนั่นแหละ
เครื่องชี้ว่าเรายังไม่พูดเพ้อเจ้อเต็มขั้น
เพราะเมื่อมีสติ
จะไม่เกิดการปรุงแต่ง
ในทางอกุศลที่ขัดกับสติ
หรือบั่นทอนกำลังสติ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แค่ไม่ลืมใช้ภาษาสมัยพ่อขุนฯ ในกลุ่มเพื่อน ไม่ได้ทำให้หูคนอื่นเดือดร้อน คงไม่ผิดดอกกระมังคะ อิอิ

ดังตฤณ :
ถ้าไม่ได้เจตนาประทุษร้ายก็ไม่เป็นไรมากครับ
ผมเองเจอเพื่อนเก่าๆตั้งแต่สมัยวัยรุ่น
ก็ยังเสมอต้นเสมอปลายกับพวกเขา
เขาพูดมาอย่างไรเราก็ตอบไปอย่างนั้น
ใจไม่ได้คิดอะไรมากเกินสรรพนามสมมุติ

แต่ความคิดของเรานั้นไว
บางทีหลายคำ
มันไหลไปไหลมาอยู่ในหัวเป็นของแถมได้
ถ้าสังเกตก็เรียกว่าเป็นการเจริญสติอย่างหนึ่งครับ
กลายเป็นประโยชน์ไปด้วยซ้ำ
ข้อสังเกตคือ
ถ้าใจเราเบาสบายอยู่
ด้วยการปรุงแต่งความคิดแบบเมตตา
เมื่อเกิดคำด่า คำร้ายๆขึ้นในหัว มันจะอึดอัด
เหมือนมีอะไรเสียดสีอยู่ในหัวหรือในอก
ไม่ค่อยเป็นที่สบายนัก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ใช้คำหยาบแต่ไม่มีเจตนาทำร้ายจิตใจใคร แต่เพื่อความสนุกสนานตลกขบขันในหมู่เพื่อนฝูง เป็นบาปเป็นกรรมไหมครับ

ดังตฤณ :
คำหยาบคายที่มีผลร้ายคือผรุสวาจา
อย่างที่ผมเขียนถึงครับ
http://bit.ly/yabkai
การพูดเล่นหยอกล้อเอาสนุก
ถ้าไม่ปล่อยให้จิตพร่าเลือนมัวมนจนเกินไป
ก็ยังไหวอยู่

ไม่มีผลเสียหายกับจิตมาก
และไม่ต้องไปรับผลหยาบๆในภายหลังมากนัก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แต่ถ้าคนถูกด่าไม่สนุกด้วยก็น่าจะบาปนะคะ

ดังตฤณ :
..
การรับรู้ทางใจของเขาจะเป็นเครื่องชี้ครับ
ว่าล้อเล่นฉันเพื่อน หรือ
พูดเล่นแบบกะเฉือนให้ขาดใจ
บาปหรือไม่บาป
เจตนาอันตั้งต้นด้วยการรับรู้นั่นแหละเป็นตัวกำหนด

..
จริงๆคำหยาบยังแบ่งได้พิสดารมากครับ
ด่าแล้วคนด่าสนุก แต่คนฟังไม่สนุก
ด่าด้วยเจตนาเล่น แต่กระเทือนคนฟังจริงๆ ฯลฯ
โดยรวมถ้าหากทุกอย่าง
อยู่ในเส้นของมิตรภาพพอดี
คำหยาบหรือคำด่า
ก็กลายเป็นเครื่องผูกใจตามอัธยาศัย

สำคัญคือถ้าเคยชินที่จะ "ด่าเล่นๆ" พร่ำเพรื่อ
ส่วนใหญ่มันกลายเป็นภาวะปรุงแต่งให้จิตสกปรก
ในหัวมีคลื่นความสกปรกปนเปื้อนอยู่ตลอดเวลา
อันนั้นแหละที่น่าเป็นห่วง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - คนรอบข้างชอบพูดในแง่ลบ จะช่วยเค้าให้เป็นคนคิดบวกได้อย่างไรคะ ได้ยินแง่ลบบ่อยๆเราพลอยจิตตกไปด้วย

ดังตฤณ :
บอกตรงๆว่าประเภทนี้ต้องใช้เวลานานครับ
ต้องค่อยๆเอาคำดีๆหยอดใส่หูทีละนิด
หยอดมากๆหาว่าสอน
แล้วกลายเป็นทะเลาะกันได้

ถ้าคำพูดของเราค่อยๆปรับ
ค่อยๆเปลี่ยนวิธีคิดของเขาได้เป็นครั้งๆ
ในที่สุดนานเดือนนานปีไป
เขาจะเปลี่ยนเป็นคนละคน

สำคัญคือเราพูดดีอย่างเดียวไม่ได้
ต้องเป็นแรงบันดาลใจดีๆให้เขาเห็นด้วย
เพราะคนเราจะไม่ถูกเหนี่ยวนำกันด้วยคำพูดสอน
แต่จะเกิดความอยากคล้อยตาม
เมื่อเห็นภาพการกระทำกับตาครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - การที่เราพูดในแง่ลบ มันจะทำให้เราเตรียมใจกับสิ่งที่ไม่เป็นตามที่หวังได้ง่ายขึ้นได้ไหมคะ?

ดังตฤณ :
เตรียมใจรับเรื่องร้าย
กับมองโลกในแง่ร้าย
ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดครับ

เตรียมใจรับเรื่องร้าย
ถ้าเตรียมจริง ใจจะเย็น
กลัวล่วงหน้าน้อยลง
เกลียดล่วงหน้าน้อยลง
และเมื่อเกิดเรื่องจริง
ระดับโทสะจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนมองโลกในแง่ร้าย
ถ้าร้ายจริง ใจจะรุ่มร้อน
กลัวล่วงหน้ามากขึ้น
เกลียดล่วงหน้ามากขึ้น
และเมื่อเกิดเรื่องจริง
ระดับโทสะจะทวีตัวอย่างเห็นได้ชัด

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แต่บางครั้งเราก็จำเป็นต้องตักเตือนคนใกล้ตัวด้วยคำพูดแรงๆนะคะ

ดังตฤณ :
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงติเตียน
หรือกระทั่งกระหนาบด้วยถ้อยคำแรงๆครับ
หากตั้งต้นด้วยเจตนาดี
คิดอนุเคราะห์ด้วยคำอันเป็นประโยชน์
ไม่หวังให้ผู้ฟังเจ็บใจ
ก็นับเป็นบุญ ไม่ใช่บาป

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - สามีชอบหยาบคายกับภรรยาบ่อยๆ ด่าจนทำร้ายกันก็มีค่ะ

ดังตฤณ :
สุภาพแล้วตีกันก็มีครับ
แต่ขอให้สังเกตเถอะ
เวลาพูดดีๆกันมา
ตอนตีกันจะเบากว่า
พวกที่สาดคำหยาบใส่กันชั่วนาตาปีมาก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ยากจังค่ะ เวลาโมโหโทโส มาประกอบ

ดังตฤณ :
เขาเรียกว่าอำนาจความเคยชินไงครับ
มีทางเดียวคือต้องงัดข้อกับมัน
ด้วยการสร้างอำนาจความเคยชินใหม่ที่เป็นตรงข้ามนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ฝึกตนยากเหลือเกิน

ดังตฤณ :
เราถึงเห็นคนมีความสุขจริงๆยากเหลือเกินไงครับ

คิดแบบเห็นภาพกระจ่าง

270516

เมื่อเคยชินที่จะยกอารมณ์กังวล
เป็นหลักตั้ง เป็นก้าวแรกในการคิด
คุณจะพบว่าตัวเองไม่ได้คิด
แต่จมปลักอยู่กับความกังวล
เพราะการทำงานของสมองจะติดล็อก
เสียพื้นที่ให้อารมณ์กังวล ส่วน
มีแค่ ส่วนหรือน้อยกว่านั้น
ที่คิดเป็นเหตุเป็นผลจริง

คุณจะรู้สึกคล้ายในหัวมีแต่ม่านหมอกหนาทึบ
หรือคล้ายคนกำลังควานหาทางออกจากป่ารก
แต่กลับย่ำเท้าเอื่อยเฉื่อยวนเป็นวงกลม
ปากก็ร่ำร้องว่าเมื่อไรจะเจอทางออกเสียที
แม้จบดอกเตอร์ แต่ปล่อยให้ใจเป็นกังวลวกวน
ก็มีสิทธิ์เกิดประสบการณ์แบบนี้
ไม่ต่างจากคนเรียนไม่จบได้

เราจะเห็นประโยชน์ของมือถือบ้างก็คราวนี้
คุณใช้สมาร์ทโฟนช่วยรีเซ็ตระบบความคิดได้
ขอเพียงรู้จักแอพประเภท Mind Map
ทุกระบบปฏิบัติการจะมีให้ลองใช้ฟรีกันหมด
(
ซึ่งเพียงพอกับการฝึกจัดระบบความคิด)
กูเกิ้ลหาคำว่า
mindmap for android
mindmap for ios
mindmap for windows
mindmap for mac
แล้วจะพบเสมอ
เมื่อดาวน์โหลดมาติดตั้งเสร็จ
ก็ดูวิธีใช้จากยูทูบ ค้นหาด้วยชื่อแอพนั่นเอง
(
ที่แนะนำคือ SimpleMind จะใช้ง่ายมาก)

แอพประเภท Mind Map
จะช่วยให้คุณคิดแบบเห็นภาพ
ไม่ใช่คิดแบบเห็นหมอก
โดยจุดชนวนความคิดเริ่มต้นด้วยเป้าหมาย
แล้วแตกกิ่งก้านสาขาเป้าหมายนั้น
ออกเป็นรายละเอียดต่างๆชัดเจน
เห็นได้ด้วยตา ไม่ใช่เอาแต่คิดว่า
จะเอายังไงดี มีตัวเลือกอะไรบ้างเลือนๆ

ยกตัวอย่างเรื่องงาน
ถ้าคุณมีโครงการทำร้าน ทำสินค้า
ก็เอาชื่อร้าน ชื่อสินค้าเป็นตัวตั้ง
จากนั้นค่อยๆแตกกิ่งก้านสาขาให้เห็นว่า
ร้านนั้น สินค้านั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง
มีใครเกี่ยวข้องบ้าง
หรือมีเส้นทางวิธีมีร้าน มีสินค้ากี่ทาง
สรุปคือ คุณคิดเหมือนที่คิดตามปกติ
แต่เป็นการจัดความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ
แค่มีแอพช่วยลำดับความคิด
ความคิดจะค่อยๆพัฒนาขึ้นเอง

หรือยกตัวอย่างเรื่องส่วนตัว
ถ้าคุณกำลังจมอยู่กับอารมณ์แย่ๆแบบใด
ให้ยกชื่ออารมณ์แย่ๆนั้นเป็นตัวตั้ง
เช่น กำลังน้อยใจใครอยู่
ให้เขียนคำว่าน้อยใจลงไปเป็นตัวตั้ง
จากนั้นก็ให้ทางเลือกตัวเอง
จาระไนมาเลยว่าจะเอาไงได้บ้าง
โดดน้ำตาย บวชชี หนีเข้าป่า เจริญสติ
ใส่ตัวเลือกไปให้หมด
คุณจะแปลกใจว่าแค่ใส่ตัวเลือกลงไปชัดๆ
ก็จะเห็นภาพเปรียบเทียบขึ้นมาในหัวเลยว่า
เลือกทางไหน จะเกิดภาพประมาณใดขึ้นมา
และค่อยๆรู้สึกชัดขึ้นว่า
ทางเลือกใดเหลวไหล ทางเลือกใดเข้าท่า
ทางเลือกใดเป็นไปได้ ทางเลือกใดไม่มีวันเกิดขึ้น
นั่นเพราะสมองของคุณทำงานแบบคิดเป็นภาพ
ไม่ใช่คิดเป็นหมอก

แค่คิดเป็น
ชีวิตจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน!

อยากสงบทุกครั้ง จะว้าวุ่นทุกครั้ง

13043509_1069207389803085_3725401137038934483_n

คนส่วนใหญ่นั่งสมาธิแล้วบ่นว่า
กี่ปีก็ไปไม่ถึงไหน ยังฟุ้งซ่านเหมือนเดิม
นั่นเพราะตั้งเป้าแรกไว้ผิด
นั่งทุกครั้ง บังคับตัวเองเอาความสงบทุกครั้ง
ซึ่งก็เท่ากับพอกพูนเหตุให้ฟุ้งซ่านเพิ่มทุกครั้ง
เพราะความอยากบังคับเอาอย่างใจ
คือเหตุแห่งความกระวนกระวายระส่ำระสาย
ไม่ใช่เหตุให้ชะลอความกวัดแกว่ง
ลงสู่ความสงบระงับแต่อย่างใดเลย

ความสงบเป็นสิ่งที่จะเกิดเองเมื่อถึงเวลา
ถึงพร้อมซึ่งเหตุปัจจัยให้จิตไม่กวัดแกว่ง
เป็นเรื่องที่ควรคาดหวังไว้ท้ายๆ ไม่ใช่ต้นๆ
เมื่อจิตเขาจะสงบ
เขาไม่สงบเดี๋ยวเดียวตอนนั่งสมาธิ
แต่จะสงบเป็นปกติอยู่เรื่อยๆ

สำหรับชาวเมืองที่มีเหตุให้จิตว้าวุ่นทุกวัน
การตั้งเป้าหมายในช่วงต้น
แทบจะเป็นตัวตัดสินว่า
จะนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมสำเร็จหรือไม่
ตั้งไว้ถูก ก็ได้ทิศทางถูก
ตั้งไว้ผิด ก็ได้ทิศทางผิด

ทิศทางที่ถูกต้อง
คือ นั่งสมาธิทุกครั้งต้องได้ผล

ผลคือรู้ว่า ต้องมานั่งหลับตาฝืนใจตัวเอง
เริ่มต้นลมหายใจแรกๆมันอึดอัดเพียงใด
แต่ละลมหายใจที่ผ่านไป
อึดอัดฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือน้อยลง
และเมื่อเวลาผ่านไป
เกิดความสงบแบบชืดๆ หรือชื่นใจแค่ไหน
สงบเล็กๆได้กี่ลมหายใจ สงบใหญ่ๆได้กี่ลมหายใจ

ดูเป็นครั้งๆไปเรื่อยๆอย่างนี้
ถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่า แม้ไม่หลับตา
แม้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
ก็เกิดสติรู้เข้ามาข้างในได้เรื่อยๆ
ได้สาระแก่นสารถึงอกถึงใจว่า
ข้างในนี้ จะดีก็ไม่เที่ยง ไม่ดีก็ไม่เที่ยง
ดีก็ไม่เอา ไม่ดีก็ไม่เอา เอาแต่สติรู้ความจริงท่าเดียว
ไม่มีการฝืน ไม่มีความรู้สึกฝืดเคืองใดๆ
ถึงจุดนั้นแหละ
จะทำสมาธิได้ผลทุกครั้ง ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา!

มองโลกแง่ร้าย ระวังร้ายกว่าโลก

260516

โลกเต็มไปด้วยคนครึ่งดีครึ่งร้าย
ไม่มีใครจ้องจะร้ายท่าเดียว
แม้แต่ผู้ก่อการร้ายหรือโจรโฉด
ยังเหลือมนุษยธรรมไว้ให้ลูกเมีย
หรือไม่ก็พวกพ้อง ญาติมิตร บริวาร

ถ้ามองว่าโลกร้าย
ใจจะค่อยๆถือคติ
ถ้าไม่เป็นเสือ ก็กลายเป็นเหยื่อ!’
พอโดนใครขย้ำ ก็จะขย้ำเขาคืน
แล้วขย้ำคนอื่นต่ออีกด้วย
หายากที่เอาแต่มองโลกในแง่ร้ายแล้ว
จะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อวดเขี้ยวเล็บ
อยากซุกมือซุกเท้าไว้ในหีบ

ในแง่ของกรรมวิบาก
ต่อให้ทำดีได้เท่าพระพุทธเจ้า
มีคนรักทั่วแผ่นฟ้าแผ่นดิน
ก็ต้องมีใครสักคนอย่างพระเทวทัต
และนางจิญจมาณวิกา ตามราวีเข้าจนได้
ฉะนั้น การตั้งตนเป็นคนดี
มีแต่ทำบุญเข้าวัดเข้าวา
ไม่ใช่เป็นหลักประกันหรือข้อให้เรียกร้องว่า
จงอย่าได้พบได้เจอคนร้ายคนเลวเลย

พระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ดีที่สุด
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะดีได้
แต่ท่านยังรู้ดีที่สุด
จนแม้เทวดาก็ต้องมาถามเอาคำตอบ
และสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส
ก็แสดงให้เห็นว่า
ท่านดีที่สุดได้แค่ชาติสุดท้าย
หลังบำเพ็ญบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้ว
แต่เมื่อครั้งยังเวียนว่ายตายเกิดเยี่ยงปุถุชน
ท่านก็หลงก่อบาปก่อเวรไว้มิใช่น้อย
ฆ่าน้องแย่งสมบัติก็เคย
ให้ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เคย
เป็นนักมวยหักกระดูกคนก็เคย

บนเส้นทางภพชาตินับอนันต์
เราไม่หลงทำผิดเลยไม่ได้
ฉะนั้น ถึงชาตินี้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ต้องใช้กรรมเก่าบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่กรรมต้องเผล็ดผล
ต้องมีใครสักคนเป็นตัวแทนวิบากมืด
มาทำให้เราเจ็บ มาทำให้เราแค้น

ชาติที่ดีที่สุด
คือชาติที่เราเข้าใจเหตุผลของการเจอดีเจอร้าย
ไม่ใช่ชาติที่เจอร้ายแล้วร้ายตาม
ถ้ารู้สึกแต่ว่า ภยันตรายอยู่รอบตัวไปหมด
ให้เชื่อมั่น และตั้งมั่นว่า
เรานี่แหละ จะเป็นเขตปลอดภัยให้เอง
เริ่มด้วยการรักษาศีล
เพื่อจำกัดอันตรายจากตัวเองที่จะแพร่ถึงคนอื่น
แล้วต่อยอดขยายเขตปลอดภัยด้วยการให้ทาน
เพื่อลดความทุกข์ร้อน อันเป็นต้นเหตุให้คนคิดชั่วได้

เมื่อให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิตย์
ความรู้สึกในใจคุณจะกระจ่าง
เห็นแต่เรื่องดีที่เกิดจากตัว
ไม่ค่อยสนใจความชั่วที่คนอื่นก่อ
ระวังตัว แต่ไม่ถึงขนาดระแวงภัย
จนเผลอกลายเป็นภัยไปเสียเอง!

มองร้าย ระวังร้ายกว่า

260516

โลกเต็มไปด้วยคนครึ่งดีครึ่งร้าย
ไม่มีใครจ้องจะร้ายท่าเดียว
แม้แต่ผู้ก่อการร้ายหรือโจรโฉด
ยังเหลือมนุษยธรรมไว้ให้ลูกเมีย
หรือไม่ก็พวกพ้อง ญาติมิตร บริวาร
 
ถ้ามองว่าโลกร้าย
ใจจะค่อยๆถือคติ
‘ถ้าไม่เป็นเสือ ก็กลายเป็นเหยื่อ!’
พอโดนใครขย้ำ ก็จะขย้ำเขาคืน
แล้วขย้ำคนอื่นต่ออีกด้วย
หายากที่เอาแต่มองโลกในแง่ร้ายแล้ว
จะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อวดเขี้ยวเล็บ
อยากซุกมือซุกเท้าไว้ในหีบ
 
ในแง่ของกรรมวิบาก
ต่อให้ทำดีได้เท่าพระพุทธเจ้า
มีคนรักทั่วแผ่นฟ้าแผ่นดิน
ก็ต้องมีใครสักคนอย่างพระเทวทัต
และนางจิญจมาณวิกา ตามราวีเข้าจนได้
ฉะนั้น การตั้งตนเป็นคนดี
มีแต่ทำบุญเข้าวัดเข้าวา
ไม่ใช่เป็นหลักประกันหรือข้อให้เรียกร้องว่า
จงอย่าได้พบได้เจอคนร้ายคนเลวเลย
 
พระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ดีที่สุด
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะดีได้
แต่ท่านยังรู้ดีที่สุด
จนแม้เทวดาก็ต้องมาถามเอาคำตอบ
และสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส
ก็แสดงให้เห็นว่า
ท่านดีที่สุดได้แค่ชาติสุดท้าย
หลังบำเพ็ญบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้ว
แต่เมื่อครั้งยังเวียนว่ายตายเกิดเยี่ยงปุถุชน
ท่านก็หลงก่อบาปก่อเวรไว้มิใช่น้อย
ฆ่าน้องแย่งสมบัติก็เคย
ให้ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เคย
เป็นนักมวยหักกระดูกคนก็เคย
 
บนเส้นทางภพชาตินับอนันต์
เราไม่หลงทำผิดเลยไม่ได้
ฉะนั้น ถึงชาตินี้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ต้องใช้กรรมเก่าบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่กรรมต้องเผล็ดผล
ต้องมีใครสักคนเป็นตัวแทนวิบากมืด
มาทำให้เราเจ็บ มาทำให้เราแค้น
 
ชาติที่ดีที่สุด
คือชาติที่เราเข้าใจเหตุผลของการเจอดีเจอร้าย
ไม่ใช่ชาติที่เจอร้ายแล้วร้ายตาม
ถ้ารู้สึกแต่ว่า ภยันตรายอยู่รอบตัวไปหมด
ให้เชื่อมั่น และตั้งมั่นว่า
เรานี่แหละ จะเป็นเขตปลอดภัยให้เอง
เริ่มด้วยการรักษาศีล
เพื่อจำกัดอันตรายจากตัวเองที่จะแพร่ถึงคนอื่น
แล้วต่อยอดขยายเขตปลอดภัยด้วยการให้ทาน
เพื่อลดความทุกข์ร้อน อันเป็นต้นเหตุให้คนคิดชั่วได้
 
เมื่อให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิตย์
ความรู้สึกในใจคุณจะกระจ่าง
เห็นแต่เรื่องดีที่เกิดจากตัว
ไม่ค่อยสนใจความชั่วที่คนอื่นก่อ
ระวังตัว แต่ไม่ถึงขนาดระแวงภัย
จนเผลอกลายเป็นภัยไปเสียเอง!

ปลงได้ แต่กลับมาคิดมากใหม่

250516

คิดแล้วปลง
ปลงแล้วกลับมาคิดอีก
คือโอกาสทอง
ในการเห็นจิตเป็นอนัตตา
อย่าไปพยายามกำจัดอาการคิดมากทิ้ง
เพราะยิ่งพยายามจะยิ่งกลุ้มเปล่า
ไม่ได้อะไรดีขึ้นมาเลย

ให้ทำใจว่า อนัตตามันเป็นของมันอย่างนั้น
ขึ้นแล้วลง แรงแล้วแผ่ว มาแล้วไป
เดี๋ยวอึดอัดทรมาน เดี๋ยวโล่งอกสบายใจ
เป็นรอบการทำงานของอนัตตา
ไม่ใช่รอบการเลือกทำงานตามอัตตาเรา
ไม่ใช่สิทธิ์ขาดของเราในการกำหนด
ให้มันปรากฏถาวร หรือหายไปเลย

ทำไว้ในใจอย่างนี้
ก็จะเห็นความจริงอยู่อย่างนี้
เมื่อกลับคิดมาก จะไม่ทรมานมาก
แต่จะเห็นอาการคิดมากเป็นสิ่งปรุงแต่งจิต
เป็นเครื่องหมายบอกความเป็นอนัตตา

เมื่อใดอนัตตาเป็นที่รู้ เป็นที่เข้าใจบ่อยเข้า
จิตจะฉลาดแบบพุทธ
จิตที่ฉลาดแบบพุทธจะไม่ทุกข์กับการคิดมาก
ตลอดจนหมุนตัวอยู่ในวังวนทุกข์น้อยลง
คิดน้อยลง รู้ว่าคิดมากขึ้น
กระทั่งแยกออกว่าจิตรู้กับความคิดเป็นคนละตัว
ซึ่งก็เท่ากับเป็นอิสระจากทุกข์เพราะคิดแล้ว!

ข้อตกลงทางความรัก

240516

การเป็นคนรัก เริ่มจากข้อตกลง
ระหว่างคนเคยแปลกหน้า
ที่จะมามีสิทธิ์ครอบครองกันและกัน
ด้วยความคาดหวังว่า
จะได้เป็นสุขกว่าครั้งเมื่ออยู่คนเดียว

แต่ในความเป็นจริง
ตั้งแต่วันแรกที่รู้สึกว่าได้ครอบครองอีกฝ่าย
ก็เหมือนได้สิทธิ์บงการชีวิต
ฝ่ายใดเจ้าอารมณ์มากกว่า
ก็ดูเหมือนจะได้สิทธิ์บงการชีวิตมากกว่า
มีสิทธิ์จำกัดสิทธิ์ของอีกฝ่ายมากกว่า
ไม่ต้องพูดเรื่องหยิบยื่นความสุขให้กัน
พูดแต่เรื่องอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้กันท่าเดียว

คนเราไม่ว่าอยู่ในฐานะไหน
ถ้ายอมอย่างเสียไม่ได้
ยอมเพราะไม่อยากมีเรื่อง
ไม่ใช่ยอมเพราะรู้สึกเห็นดีเห็นงามตามกัน
ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ ถูกคุมขัง
อยากบอกกับใครต่อใครว่า
ความรักคือบทเรียน
ที่สอนให้รู้ว่าไม่ควรให้คนแปลกหน้า
มามีสิทธิ์ตั้งข้อบังคับตามอำเภอใจแต่แรก

หลายคนออกลายผู้คุมนักโทษตั้งแต่วันแรกๆ
อีกฝ่ายไหวทัน รู้ตัวเร็ว
ก็ถอนตัวทันตั้งแต่วันแรกๆ
แต่หลายคนเก็บอาการไว้ดี
เอาใจจนอีกฝ่ายตายใจ
โดนผูกมัดจนดิ้นไม่หลุดแล้วค่อยออกลาย
ก็กลายเป็นจุกอก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไป

การผูกมัดชนิดดิ้นยาก
เริ่มจากการมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง
ถ้าใครสามารถยับยั้งชั่งใจ
ตั้งระยะห่างได้ ก็รักษาช่วงเวลาดูใจไว้ได้
เปลี่ยนใจได้ ถอนตัวได้โดยไม่มีชนักปักหลัง
แต่เมื่อใดดูกายกันได้แล้ว
สัญชาตญาณดิบที่รู้สึกว่า ตนมีสิทธิ์ครอบครอง
จะทำให้คนเจ้าอารมณ์ไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ

ยุคก่อนท่านถึงให้คติ ช้าๆได้พร้างาม
ดูใจเป็นหลัก ดูกายเป็นรอง
แต่ยุคเรากลับตาลปัตร ด่วนได้ใจเร็ว
ดูกายเป็นหลัก ดูใจเป็นรอง
เลยเจอบทเรียนเข้าง่ายออกยาก
กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไปทั่ว!

ความเชื่อในตัวเอง

13221614_1083820298341794_462360416193371969_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนที่ล้มเหลวอย่างแท้จริง
ไม่ใช่คนที่ยังทำไม่สำเร็จตามที่คิด
แต่คือคนที่ล้มเหลวทางการคิด

คนก้าวเดินไปเรื่อยๆ
ก็ออกห่างจากจุดเริ่มต้นมาเรื่อยๆ
คนคิดถึงจุดสุดท้ายไปเรื่อยๆ
ก็ย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆเช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด คิด คิด คิด คิด ทำ
จะดีแต่คิดแล้วไม่ทำ

คนคิดอะไรง่ายๆแล้วลงมือทำทันที
มักรู้ลึก รู้จริง และพร้อมทำงานอย่างง่ายดาย
สวนทางกับคนคิดซับซ้อนแต่ไม่ยอมลงมือทำ
ที่มักรู้มากแบบผิวๆ
คิดไปเรื่อย ฝันเฟื่องไปเรื่อย จับจดไปเรื่อย
แล้วอ้างว่ากำลังวางแผนอยู่
แบบคนแยกไม่ออกว่า
ระหว่างการวางแผน
กับการคิดไปคิดมาวกวน
แตกต่างกันอย่างไร

คิดเยอะ จะรู้สึกว่างานเยอะ
คิดน้อย จะรู้สึกว่างานน้อย
ฉะนั้น แม้งานเยอะ
ทว่าคิดน้อยๆแบบเข้าเป้า
ก็รู้สึกว่างานน้อยได้
แต่ถ้างานเยอะอยู่แล้ว
แล้วยังคิดเยอะกว่างานเข้าไปอีก
ก็ย่อมรู้สึกว่างานล้นมือจนทนไม่ไหวเป็นธรรมดา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทำ ทำ ทำ ทำ ทำ คิด
จะไม่ค่อยคิดทำอะไรให้ดีขึ้น

เหตุผลง่ายๆที่ผู้คน
ติดอยู่กับงานแบบผิดฝาผิดตัว
คือ โฟกัสกับสิ่งที่ถนัดน้อยเกินไป
อุทิศชีวิตให้สิ่งที่ตนไม่ได้สนใจจริงๆมากเกินไป
ใครให้ทำอะไรก็ทำ
ขอให้ทำแล้วได้พัก ได้กิน ได้นอนเถอะ
ไม่ฝันจะเอาวัตถุดิบที่สั่งสมมาพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น
หรือกระทั่งสร้างอะไรใหม่ๆของตัวเองบ้าง
ในที่สุดก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนคนหนึ่ง
ที่ขี้เกียจทำสิ่งมหัศจรรย์ ขยันทำเรื่องธรรมดา
แล้วบ่นทุกวันว่า เมื่อไรเรื่องมหัศจรรย์แสนสนุก
จะเกิดขึ้นกับชีวิตธรรมดาๆที่น่าเบื่อนี้เสียที?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด ทำ คิด ทำ คิด ทำ
จะทำสำเร็จตามที่คิด

ขั้นตอนที่ยากที่สุด
ในการทำเรื่องยากให้สำเร็จ
คือการตัดสินใจลงมือทำ
สำรวจจิตใจตัวเองทุกวันว่า
รู้จักตั้งเป้าเอางานให้เสร็จไหม
จิตที่ตั้งมั่นชัดเจน
มีโฟกัส คือ มีภาวะใกล้ความเป็นสมาธิ
คุณสร้างจิตใจแบบนั้น
ตอนยังทำงานที่ไม่มีใจรักก็ได้!

แค่เต็มใจโฟกัสกับงานตรงหน้าดีๆ
แล้วถามตัวเองว่า อยากให้เกิดอะไรขึ้น
ในแบบที่คุณเองหายเบื่อ
และเป็นไปเพื่อให้คนอื่นยิ้มออก!
ความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆที่ได้ผลจริงของคุณ
อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด ทำ ทำ ทำ ทำ ทำ
จะทำสำเร็จกว่าที่คิด

ชีวิตคนลาดลงสู่ความลุ่มลึก
ของสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้นทุกที

บันไดทางขึ้นไปสู่ความสำเร็จล้นหลาม
เริ่มจากการคิดแล้วเอาจริง ทำจริง
ไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
ถ้าเห็นทางทำได้ในระยะสั้นก็ไม่รอช้า
เขยิบขึ้นไปคิดอย่างดี
แล้วทำมากกว่าที่คิดไว้

ถ้ายอมฝึกจับเป้าหมายของงานให้แม่น
นิยามให้ชัดว่าสุดท้ายต้องออกมาแบบนี้
แล้วจำภาพสุดท้ายนั้นไว้ดีๆ
ก้าวที่หนึ่ง สอง สาม จะเกิดขึ้นจริงตามลำดับ

ศักดิ์ศรี มีไว้ทำไม?

200516

ถ้าไม่เคยโดนใส่ความแรงๆ
เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน
ก็อาจไม่เข้าใจว่า
เกิดความเจ็บปวดได้ขนาดไหน
ใจดิ้นรนกระวนกระวายเพียงใด
อยากหาทางกู้หน้า
หรือหมกมุ่นอยากแก้แค้นเอาคืนยืดเยื้อเท่าไร

ใจคนไม่เหมือนกัน
ส่วนใหญ่พอถูกใส่ความหนักๆ
ความเจ็บใจแรงๆ
จะบีบให้ครุ่นคิดอยู่เกือบตลอดเวลา
ยิ่งแบกศักดิ์ศรีไว้หนักเพียงใด
ยิ่งเจ็บหนัก คิดหนักขึ้นเพียงนั้น

พระพุทธเจ้าก็มีศักดิ์ศรี
และเคยถูกใส่ความรุนแรงเหมือนกัน
ครั้งหนึ่ง นางจิญจมาณวิกา
มายืนใส่ความพระองค์ต่อหน้าสาวกว่า
พระองค์ทำให้นางตั้งครรภ์
ใจของพระองค์ไม่ได้ถูกต้องมลทินนั้น
กับทั้งทรงทราบว่านางก่อบาปใหญ่หลวงเพียงใด
จึงตรัสสั้นๆด้วยพระสุรเสียงเมตตาเป็นปกติว่า
"
น้องหญิง เรื่องนี้มีเรารู้กันสองคนว่าความจริงเป็นอย่างไร"

อานุภาพของพระพุทธเจ้าทำให้ความจริงปรากฏเร็ว
นางจิญจมาณวิกาถูกจับได้ ที่นั้นว่า
แกล้งเอาของมาผูกยัดท้อง ทำทีว่าตั้งครรภ์

ถ้าเป็นใจคนทั่วไปคงตั้งสติอยู่ไม่ไหว
แต่เป็นพระทัยของพระพุทธเจ้า
ที่เห็นศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสมมุติ
การใส่ร้ายป้ายสีก็เป็นเรื่องสมมุติ
เรื่องสมมุติหนึ่งเกิดขึ้น เรื่องสมมุติหนึ่งดับไป
จึงไม่เกิดความหวั่นไหว
และมีวิธีพิสูจน์พระองค์เองอันทรงเกียรติ
ชวนให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์เกิดความเลื่อมใส
และนึกอยากเข้าข้างพระองค์โดยปราศจากข้อกังขา

เมื่อถูกใส่ความ
ชีวิตไม่ได้จบตรงที่โดนใส่ความ
และไม่จำเป็นต้องจบชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
พวกเราอยู่ในโลกที่ผู้คนกล้าใส่ความกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยชีวิตก็คงจบชีวิตกันหมด
แต่ถ้าพิสูจน์ตัวเองด้วยการเอาความจริงมาพูดอย่างฉลาด
หรือใช้ชีวิตอยู่กับความจริงในตนเองนานพอ
ในที่สุดคนจะเห็นความจริงที่คุณเป็นได้เอง!

งานมงคลควรทำกรรมขาว

190516

ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า
กินเหล้าเมายา ผิดศีลข้อ
เพราะกินแล้วทำให้ขาดสติ
เป็นเหตุให้ประมาท
เป็นต้นตอของความวิบัติ
อาศัยศักยภาพแบบมนุษย์ที่มีอยู่
เผลอทำกรรมดำแบบรู้ตัวครึ่งๆกลางๆ
ฆ่าคนบนถนนได้
ทำลายข้าวของคนอื่นได้
ผิดกามโดยไม่ยั้งคิดได้
พูดจาไม่น่าให้อภัยได้

แต่ขณะขาดสติ
แบบถูกย้อมให้เยิ้มด้วยแอลกอฮอล์
มีความสนุกแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
มนุษย์เราจึงเห็นเป็นความบันเทิง
เหมาะกับงานรื่นเริงต่างๆ
ทำไปทำมา ก็เหมาเอาเข้ามารวมกับงานบวช
ทั้งที่ผิดฝาผิดตัว เอาของอัปมงคล
มาร่วมกับงานมงคลกันได้ลงคอ

งานมงคลแบบพุทธ
ต้องสร้างความสว่างทางจิตให้กับผู้เข้าร่วมงาน
ถ้าจะขึ้นต้นชื่องานว่าเป็นงานมงคลใดๆก็ตาม
ที่ถูกคือต้องขอร้องให้คนในงาน
งดความบันเทิงแบบเมามายไร้สติ
สละความเคยชินที่จะเอาเหล้าเข้าปาก
หากทำไม่ได้ ขัดใจผู้ใหญ่ไม่สำเร็จ
ก็เท่ากับไม่ประสบความสำเร็จ
ในการจัดงานมงคลกันตั้งแต่แรก
แต่หากทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
เห็นดีเห็นงามตามกันได้ทุกคน
ก็เท่ากับเป็นแบบอย่าง
เป็นการจุดพลุแห่งนิมิตหมายดีงาม
ตามธรรมเนียม ตามวัฒนธรรม
ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานกันได้แต่เริ่ม!

ลดเหตุฟุ้ง จะฟุ้งน้อยลง

180516

เกินร้อยละเก้าสิบของคนอยากฟุ้งน้อยลง
อยากใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกประการ
แต่อยากได้อุบายวิธีทำสมาธิ
เพื่อตัดส่วนเกิน กำจัดจุดอ่อน
ทำลายความฟุ้งซ่านในหัวทิ้ง
พูดง่ายๆ ขอมีเหตุแห่งความฟุ้งซ่านเท่าเดิม
แต่ไม่ขอเอาความฟุ้งซ่านเท่าเดิม

ข้อเท็จจริงก็คือ
ไม่มีอุบายสมาธิ นาทีอันใด
เอาชนะเหตุแห่งความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นทั้งวันได้
แท้จริงแล้ว การจะทำสมาธิได้ผล
ต้องเริ่มต้นจากการมีเหตุให้ฟุ้งซ่านน้อยเสียก่อน

สำหรับคนเมืองในปัจจุบัน
สิ่งล่อใจให้ฟุ้งซ่านมาก
คือการเล่นเน็ตเตร็ดเตร่เรื่อยเปื่อย
ใจที่เรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย
หาสิ่งเร้า หรือสื่อที่กระตุ้นให้ตื่นเต้นไม่หยุด
คือที่สุดของอาการแส่ส่าย ฟุ้งกระเจิง
ยิ่งเตร็ดเตร่นานขึ้นเท่าไร
ใจยิ่งหยุดยากขึ้นเท่านั้น
และนับวันยิ่งสะสมพลังขับดัน
ให้ฟุ้งหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีความบังเอิญลดระดับลงเองแน่ๆ

หากฟุ้งมาถึงจุดที่รำคาญตัวเองเต็มแก่
ให้ถามตัวเองว่า จะฟุ้งจนเป็นบ้า
หรือจะลดละเหตุแห่งความฟุ้งลงเสียบ้าง
เมื่อตกลงกับตัวเองได้แน่แล้ว
ค่อยมีวินัยในการจับมือถือหรือคอมพ์ให้น้อยลง
หันไปหาสิ่งที่ไม่ทำให้ฟุ้งมาก
เช่น มีเป้าหมายเพิ่มความรู้ความสามารถให้ตัวเอง
อ่านหนังสือ เล่นฟิตเนส ฝึกดนตรี เข้าหาต้นไม้
หรือคุยกับคนที่ช่วยให้สมองทำงานเป็นระบบ

หากสำรวจใจ รู้ว่ากระวนกระวายอยากเล่นมือถือ
ทั้งที่ไม่มีเป้าหมายที่เป็นประโยชน์
เหมือนคนอยากยาด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล
ก็อย่าอนุญาตตัวเองให้จับมือถือทันที
ให้หาอะไรที่ไม่เป็นโทษมาทดแทน
ต่อเมื่อมีเหตุผลดีพอที่จะจับมือถือ
และไม่รู้สึกถึงอาการกระวนกระวายไร้เหตุผลสมควร
แล้วจึงค่อยหยิบจับมือถือขึ้นมาอย่างมีสติ
คือ ตั้งใจว่าได้สิ่งที่ต้องการเมื่อใด
จะวางมือถือลงทันที
ขอเพียงมีวินัยอย่างนี้ดีพอ
ในเวลาไม่เกินสองสัปดาห์
ความฟุ้งชนิดฉุดไม่อยู่
เหมือนคนจะลงแดงเพราะอยากยา จะหายไปเอง
กลับไปมีชีวิตที่หัวเบา ตัวเบากับเขาได้!

รักแท้แพ้โทสะ

13237758_1081104801946677_5850889701423088444_n

คนโกรธง่ายหายช้า
เหมือนต้องคำสาปร้ายแรงอย่างหนึ่ง
คือ พอยังไม่พบคนรัก
จะตั้งความหวังสูงเกินจริง
และพอรักใคร จะไม่เห็นความจริงตรงหน้า
เพราะเอาแต่มองความหวังของตัวเอง
คิดเองเออเอง ถนัดทึกทักอะไรเพี้ยนๆ
งอนง่าย ผิดหวังง่าย
รู้สึกเหมือนคนอกหักได้ตั้งแต่ยังรักกันดีๆ
ทุกครั้งที่โกรธแม้ด้วยเรื่องขี้ปะติ๋ว
จะอยากเลิก อยากหนีหาย
อยากกระพือเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ไฟไหม้แค่ฟางแต่จะเอาฟางมาเผาบ้านต่อ
หรือไม่ก็เข้าขั้นยอมทำร้ายทำลายตัวเอง
ขอแค่ให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดตลอดชีวิตได้เถอะ

อาการโกรธง่ายหายช้า
จึงไม่ไปบนเส้นทางเดียวกันกับรักแท้
แต่พวกโกรธง่ายหายช้ากลับอารมณ์แรง
วกวนกับการถามหาความรักที่รุนแรง
ออกแนวรักแท้ในปรโลกที่ไม่มีตัวตน

หวังรักแท้แบบคนตาบอด
รักความเกลียดในใจตนยิ่งกว่าคนเป็นๆ
จึงพบแต่ความผิดหวัง
แบบพระเอกนางเอกมิวสิค
มีชีวิตเพื่อยืนซึมกะทือ
มองฟ้าด้วยตาเคียดแค้น

ปรารถนารักแท้แบบคนตาสว่าง
อันดับแรกจึงต้องรังเกียจความเกลียด
ถอนตะปูที่ยึดอารมณ์โกรธง่ายหายช้าออก
โดยเริ่มจากการตระหนักว่า
รักความเกลียด คือรักอาการตาบอด
หรือเท่ากับรักอารมณ์เดียวดายในถ้ำมืด
ไม่มีทางรักคนในที่สว่างๆ กลางแสงสวยๆได้

และเมื่อรังเกียจความเกลียดได้
ก็จะเหมือนคนยอมออกจากถ้ำ
ความสว่างจะรออยู่ที่ปากถ้ำเอง
ไม่ต้องแสวงหาความสว่างมาแต่ไหน!

เงินน้อย ยังดีกว่าน้ำใจน้อย

13177414_1080662228657601_3266034365419327703_n

ดีแต่เอา
จะรู้สึกว่าไม่มีดีจะให้
เอาแต่เรียกร้องเข้าตัว
จะรู้สึกเหมือนตัวหมักหมมด้วยขยะ
ยิ่งถ้าไม่รินน้ำใจเลย
ยิ่งรู้สึกว่าใจแห้งผากเป็นทะเลทราย

คนเรา
ถ้ารู้สึกว่าไม่มีดี
ถ้ารู้สึกว่าตัวหมักหมมขยะสกปรก
ถ้ารู้สึกว่าใจแห้งผาก
ก็จะเห็นว่าชีวิตตัวเองแย่
น่ารังเกียจ และเหมือนขอทานที่หิวไม่หยุด
กินเท่าไหร่ไม่อิ่ม เอาเท่าไหร่ไม่พอ
ไม่หายทุกข์หายร้อนเสียที

การฝึกให้ทาน
คือการแก้ความรู้สึกไม่อิ่มไม่พอ
และการฝึกให้ทาน
ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากการกัดฟันบริจาคเงิน
แต่เริ่มจากการรู้จักรินน้ำใจ
โดยมองคนรอบตัวด้วยสายตาแบบใหม่
ที่สามารถเห็นใจใครๆได้

พอเห็นใจใคร ใจจะอยากรินน้ำใจเอง
เห็นใจ คือ รู้สึกถึงใจ
ถ้ารู้สึกว่าใจใครอ่อนแอ
ก็จะอยากช่วยให้เขาเข้มแข็ง
ถ้ารู้สึกว่าใจใครเดือดร้อน
ก็จะอยากช่วยให้เขาเย็นลง
ถ้ารู้สึกว่าใจใครเคว้งคว้าง
ก็จะอยากช่วยให้เขามีที่พึ่ง

เมื่อรู้สึกถึงน้ำใจที่ชุ่มเย็นอยู่ในตัวเอง
ก็รู้สึกว่ามีดี มีความใสสะอาด
มีความพอแล้ว เป็นสุขแล้ว

ช่วยคนกตัญญูบางคน
ก็สุขซ้อนสุข สุขตอนได้ช่วย
สุขตอนได้รับน้ำใจตอบแทน
หรือแม้ช่วยคนอกตัญญูบางคน
ก็รู้จักเลือกสุขตอนช่วย
ไม่สนทุกข์ตอนโดนเนรคุณ
เพราะช่วยไปแล้ว
ก็ได้น้ำใจชุ่มเย็นในตัวเองแล้ว
ไม่รู้จะต้องเป็นทุกข์กับเรื่องนอกตัวอันใดอีก!

โอกาสทางความรัก

13165923_1079389172118240_6486182072633162864_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

รักที่เกิดจากความหลงรูปสมบัติภายนอก
เป็นรักที่ปล่อยให้อิทธิพลของรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง
หรือลักษณะทางกายภาพอื่นๆเข้าครอบงำ

รักชนิดนี้ไม่มีหลักค้ำ ไม่มีฐานยืน
เลื่อนลอย และต้องออกแรงจนเลือดตาแทบกระเด็น
เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นรักที่สมควรแล้ว
ซึ่งเพียงไม่กี่วันก็อาจพบว่า
มันไร้เหตุผลสิ้นดี
กับการรักษาความรักไว้เพื่อความเหนื่อยเปล่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการได้รับความเอาใจใส่ยิ่งยวด
เป็นรักที่อีกฝ่ายยอมตนเป็นข้าทาส
ปล่อยให้ตนเอาแต่ใจได้ทุกอย่าง

รักชนิดนี้เป็นอารมณ์ใจอ่อน
และไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า
หรือรู้สึกผิดเกินกว่าจะหลอกใช้
โดยไม่ให้อะไรตอบแทน
ก้ำกึ่งอยู่ในระหว่างการเห็นค่า
กับการไม่เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสายตาแม้แต่นิดเดียว
รู้เพียงถ้ามีอีกฝ่ายอยู่
ตนจะได้ทุกสิ่งราวเจ้าชายหรือเจ้าหญิง
แต่ก็พร้อมจะเย็นชาหรือเมินหน้าหนีเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อพบตัวเลือกอื่นที่คุณสมบัติพร้อมกว่ากัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการคุยถูกคอ
เป็นรักที่นับว่ามีพื้นฐานดีระดับหนึ่ง
เพราะการคุยกันถูกคอมักหมายถึงการพูดกันรู้เรื่อง
รวมทั้งมีเรื่องที่สื่อสารแลกเปลี่ยนกันได้

แต่การพูดคุยมิใช่ทั้งหมดของการอยู่ร่วมกัน
หากความแตกต่างด้านอื่นชวนให้ไม่สนุก
เกิดความสนุกจากการคุยอย่างเดียว
ในระยะยาวจะคุยแล้วสนุกน้อยลงเรื่อยๆ
หรือกระทั่งยิ่งคุยยิ่งเป็นทุกข์
อยากเมินหนีออกไปทุกที

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการเกื้อกูลกันและกัน
เป็นรักที่เริ่มจากความปรองดอง
มีความรู้สึกแสนดี อบอุ่น และสุขสบาย
ภายในรัศมีสายตาของอีกฝ่าย
อย่างรู้ว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน มีความเสมอกัน

รักชนิดนี้เป็นสิ่งมีที่มาที่ไป
และชวนให้เห็นว่า
ความรักหาใช่สิ่งมหัศจรรย์เกินความเข้าใจ
ปัญหาก็คือชั่วชีวิตคนๆหนึ่ง
อาจไม่พบใครที่เต็มใจ
ให้ความร่วมมือเกื้อกูลกันมากพอเลยสักครั้งเดียว

พระพุทธองค์ตรัสว่า
ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ประการ
ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ
ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
หากขาดเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็ไม่อาจรวมลงเป็นความรู้สึกรักจริงๆ รักแท้ๆได้เลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักยังมีเหตุอีกมาก
แต่บางความรักก็ไม่ใช่ความรัก
เช่นรักความรวยนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับรักคนรวย
ความรวยอย่างเดียว
ไม่มีทางเป็นเหตุแห่งความรู้สึกรักคนได้เลย

รักระหว่างหญิงชายจะเกิดจากเหตุอันใด
ยืนพื้นอยู่บนบุญบาปแบบไหนก็ตาม
ท้ายสุดก็มีฤทธิ์ผูกใจไว้ ไม่ให้ได้เป็นไทในตนเอง
จนกว่าใครจะแสวงหาความรักอิสรภาพทางใจ
และพบกับรักชนิดนั้นจริง
จึงยุติการสร้างเหตุแห่งทุกข์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ลงเสียได้อย่างถาวร

ราคาคำจริง

130516

พูดความจริงเรื่อยๆ
คำพูดจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนลงทุนกับความรู้และความเก่ง
แต่ไม่ยอมลงทุนกับความน่าไว้ใจ
ในระยะยาวจึงเสียมากกว่าได้
โดยเฉพาะตอนคำพูดหมดราคา

ค่าแรงมีราคากลางในตลาด
ค่าตัวมีราคาตามระดับความดัง
ค่าฝีมือมีราคาตามเสน่ห์ของผลงาน
แต่ค่าความน่าไว้ใจ
มีราคาตามคำจริงที่สะสมด้วยปาก
ยิ่งสะสมไว้มากเท่าไร
ราคาคำพูดยิ่งสูงอย่างน่าแปลกใจขึ้นเท่านั้น

คนส่วนใหญ่ลดค่าความน่าไว้ใจลงเรื่อยๆ
ด้วยการโกหกแลกผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ
มีเพียงคนส่วนน้อยที่เพิ่มค่าให้คำพูดในปากตนขึ้นเรื่อยๆ
แม้ต้องกัดฟันพูดความจริงที่ทำให้เสียโอกาสเป็นคราวๆ

เมื่อใช้ชีวิตนานพอ คุณจะเข้าใจได้เองว่า
คำพูดเป็นของไหลเข้าหูคนจำนวนมากได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงที่ที่คุณพูดก็ตาม
แต่ช่วงต้นๆ คนเราจะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงนี้
จึงมักพูดไปเรื่อย รับปากเรื่อย แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเรื่อย
หรือไม่ก็ปั้นน้ำเป็นตัวไปเรื่อย แบบไม่บันยะบันยังกันเลย
กระทั่งถึงวันหนึ่ง จำเป็นต้องใช้คำพูดราคาแพงขึ้นมา
ถึงรู้ตัวว่า แทบไม่เหลือราคาค่าลมปากเสียแล้ว

ถ้าจำเป็นต้องฟังเรื่องน่าไว้ใจ
คนจะเลือกฟังคนที่สะสมความน่าไว้ใจไว้มากพอ
ศีลข้อ จึงไม่ใช่แค่ทำให้คุณสบายใจตอนพูด
แต่ช่วยให้คำพูดมีราคามหาศาลด้วย!

ความสุขมีไว้ล่อให้ทุกข์ต่อ

120516

เกิดแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่
แก่อย่างฝืนสังขารไม่ได้
เจ็บป่วยอยู่กับกายอันเป็นรังโรค
ตายเพื่อตั้งต้นเกิดกันใหม่แบบไม่รู้อีก
วนเวียนอยู่อย่างนี้ นี่แหละ สังสารวัฏ
นี่แหละ วังวนทุกข์
 
โดยย่นย่อ เมื่อหลงยึดอยู่ว่า
ภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นตัวเรา
แม่น้ำแห่งความทุกข์ก็ไหลต่อไปเรื่อยๆ
ต่อเมื่อชาติใดชาติหนึ่ง
มีคนสอนให้เห็นกายใจ
เป็นเพียงเหยื่อล่อล่าสุด
จากเหยื่อล่อที่มีมาแล้วนับอนันต์
แล้วจิตถอนอาการ ‘งับเหยื่อ’ เสียได้
แม่น้ำแห่งความทุกข์จึงค่อยหยุดไหล
ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องทนทุกข์กับการเกิดใหม่
มีตัวตนใหม่กันอีก
 
ชาวพุทธคือ ‘ผู้ตื่น’ ขึ้นมา
เห็นความจริงในตัวเอง
ที่คนทั้งโลกมองไม่เห็น
เพราะความจริงในตัวเอง เห็นยากที่สุด
อยู่ๆเก่งเองเห็นเองไม่ได้
ต้องอาศัยคนเก่งจริงอย่างพระพุทธเจ้า
มาช่วยเปิดตาเปิดใจให้
 
เราๆท่านๆที่เริ่มสนใจ
ยังไม่เรียกว่า ‘ตื่น’
ต้องเรียกว่ายังสะลึมสะลืองัวเงียอยู่
คือ รู้ตัวว่าถูกหลอก
แต่ยังทำใจไม่ได้ ยังชอบ ยังอยากถูกหลอกต่อ
เพราะถูกหลอกแล้วมีความสุขดี
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าไม่มีความสุขอยู่บ้าง
สังสารสัตว์คงไม่ติดใจอยู่ต่อ
คงคิดถอนตัวออกจากสังสารวัฏกันหมด
 
แต่เป็นชาวพุทธที่เริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก ก็ยังดี
ยังมีโอกาสทำกรรมขาวหรือกรรมใสแบบพุทธ
นานๆนึกถึงความไม่เที่ยงของลมหายใจ
นึกถึงความไม่เที่ยงของสุขทุกข์ในตน
เป็นบันไดให้เห็นความจริงตามขั้นตามลำดับได้บ้าง
อย่างน้อยก็ดีกว่าเป็นพุทธ
แบบที่ไม่เคยได้ยินเลยว่า
กายใจเป็นเหยื่อล่อให้หลงยึด
ความหลงยึดกายใจนั่นเอง เป็นทุกข์
 
นั่นเพราะเมื่อไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรับรู้
ไม่เคยสั่งสมกรรมอันเป็นไปในทางผูกพัน
กับการถอนความยึดกายใจบ้างเลย
ก็ย่อมเป็นผู้ไหลไปเรื่อยๆในแม่น้ำแห่งทุกข์
ชาติหน้ามีสิทธิ์ถูกเหวี่ยง
ไปอยู่ลัทธิหรือศาสนาไหนก็ได้
เลือกเชื่อตามใจชอบ
หรือเลือกเชื่อตามๆกันอย่างไรก็ได้!

อานาปานสติ ไม่ใช่หุ่นเฝ้าลม

110516

ถ้าขึ้นต้นด้วยความอยากสงบเร็วๆ
ตามด้วยการเห็นแต่ลมหายใจ
ไม่เห็นความรู้สึกนึกคิด
ไม่เห็นสภาพความแปรไปของจิต
ที่ปรากฏอยู่ในแต่ละลมหายใจเข้าออก
นั่นไม่นับเป็นอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอน

นักภาวนาส่วนใหญ่
ตะบี้ตะบันยึดลมหายใจไว้
เหมือนจะแกล้งให้ตัวเองอึดอัด
แล้วบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่า
ฝึกอานาปานสติอยู่
แต่ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่สงบเสียที
กระทั่งได้ข้อสรุปประมาณ
ฉันคงไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ!’

ข้อเท็จจริงคือ อานาปานสตินั้น
เป็นราวเกาะสำหรับมือใหม่
เป็นเครื่องช่วยสังเกตความจริงในตน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในอิริยาบถใดก็ตาม
ใครก็ตาม ที่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวเอง
กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
ก็ถูกจริตกับอานาปานสติได้ทั้งนั้น

ในการเจริญอานาปานสติ
สิ่งสำคัญกว่ารู้ว่า กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
คือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละลมเข้าลมออก
ที่ลมนี้ เกร็งแน่นเป็นหุ่นเหล็กก็ยอมรับไป
ที่ลมนี้ ผ่อนคลายแบบคนพักเป็นก็รับรู้ไป
ที่ลมนี้ ฟุ้งซ่านอุตลุดเหมือนพายุก็ยอมรับไป
ที่ลมนี้ สงบราบคาบปานทะเลเรียบก็รับรู้ไป

บทสรุปของอานาปานสติที่สำคัญสูงสุด
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จุดประสงค์หลัก
คือ ฝึกเพื่อให้รู้ว่า อะไรๆไม่เที่ยง
ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกาย
ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใจ
หาใช่ว่า ท่านให้เอาแต่ดี ยึดแต่สงบเป็นเรือนตาย

ถ้าเริ่มเจริญอานาปานสติด้วยความเข้าใจถูกต้องแต่ต้น
ก็จะรู้เห็นความจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้ายังแค่เข้าใจว่า อานาปานสติ
คือการยึดลมเหนียวแน่นเอาเป็นเอาตาย
เพื่อกดจิตให้แน่นิ่งท่าเดียว
สุดท้ายก็ได้แต่เป็นหุ่นยนต์อานาปานสติ
ไม่เคยได้เป็นนักเจริญอานาปานสติกับเขาเลย!

โชคดีทางความรัก

10.516

จริงอยู่
หลายคนสั่งสมบุญไว้ดี
ในทางเกื้อกูล ในทางดึงดูด ในทางรักษาศีล
เกิดใหม่ยังไม่ทันทำคุณงามความดีอะไร
ก็เนื้อหอม มีแต่คนรุมรัก
แถมคนที่มาหลงรุมก็มีแต่ดีๆทั้งนั้น
เลิกกับคนดีคนหนึ่ง
เดี๋ยวก็เจอคนดีอีกคนเข้ามาใหม่
แบบไม่ต้องรู้เหนือรู้ใต้กันเลย

ได้คนดีๆมาด้วยบุญเก่า
ต้องอาศัยบุญใหม่รักษาคนดีๆไว้ด้วย
บุญใหม่คือความคิดดีๆ
คิดเกื้อกูล ไม่ใช่เอาแต่คิดเรียกร้อง
คิดดึงดูดด้วยน้ำใจไมตรี
ไม่ใช่มีแต่แรงผลักไสด้วยสายตาจ้องจับผิด
คิดรักษาใจตนให้พ้นมลทิน
ไม่ใช่ปล่อยใจให้หวังว่าจะเจอที่ดีกว่าร่ำไป

ถึงบุญเก่าไม่ดี
ไม่ค่อยเจอใครรักจริงหวังแต่ง
ก็คิดดีเพื่อสั่งสมบุญใหม่ได้
ฝึกหัดตั้งแต่ยังไม่เจอคนรัก
ฝึกเอากับคนรอบตัว
คิดเกื้อกูล คิดดึงดูด และคิดรักษาศีล
โชคดีทางความรักก็เกิดเอง ไม่ช้าก็เร็ว

ใช้ชีวิตให้ผ่านไปชาติหนึ่ง
แบบคนมีความสุขทางความรักนั้นยาก
เพราะต้องอาศัยทั้งบุญเก่า
กับบุญใหม่ประกอบพร้อม
คนบุญเก่าดี แต่เหลิงด้วยความไม่รู้
ก็สร้างบาปใหม่ให้ชีวิตรักอับปางได้
ขณะที่คนบุญเก่าไม่ดี แต่คิดได้แบบอ่านเกมออก
ก็สร้างบุญใหม่ สร้างดวงใหม่เอง
โดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องง้อบุญเก่าเลย!

ติดดี คือติดภาพดีๆ

090516

ติดดี คือ ติดภาพ ติดหน้าตา
ติดใจคิดว่าใครเขาจะมองเรายังไง
ติดใจอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราดีแค่ไหน
ติดว่าเราดีตามสเปค ‘แสนดี’ ได้เพียงใด
พูดง่ายๆ มีความกระวนกระวาย
เป็นทุกข์ทางใจอยู่ลึกๆ
กับภาพความดีที่พยายามสร้างให้คนอื่นเห็น
 
ใฝ่ดี คือ รู้รสความดีแล้ว มีเป้าหมายชัดแล้วว่า
จะดีไปเพื่ออะไร จะเอาดีไปทำไม
เลือกแล้วว่าจะอยู่บนทางแห่งความทุกข์น้อย
หรือไม่ก็พ้นทุกข์ให้จงได้
ประจักษ์ชัดกับใจว่า ยิ่งดีเอง ยิ่งปลื้มเอง
ใครจะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่สน
ทำให้ดีเพื่อรู้สึกดี
ไม่มีการคุมภาพให้ดูดี
ไม่กังวลว่าต้องมีกล้องมาจ่อหน้า
พูดง่ายๆ ไม่มีความกระวนกระวาย
ไม่เป็นทุกข์ทางใจเพราะสิ่งดีๆที่ได้ทำ!


งานง่าย สุดท้ายก็เบื่อ

060516

คนส่วนใหญ่มองว่า
งานง่าย เงินมาก คือโชคดี
แต่ความจริงก็คือคนบางคนไม่ต้องทำอะไรเลย
รับมรดกอย่างเดียว มีเงินใช้ไปทั้งชาติ
เกิดความรู้สึกเหมือนเป็นง่อย
มืออ่อนเท้าอ่อน สมองกลวงโบ๋
คนเหล่านี้มักเปิดอกกับคนใกล้ชิดว่า
มรดกแสนสบายคือคำสาป ไม่ใช่พรวิเศษ
เมื่อเสพติดคำสาปโดยไม่มีใครเตือน
ในที่สุดก็กลายเป็นหุ่นกระบอก เหมือนตัวตลก
มีชีวิตแบบไม่ได้ใช้จริงไปจนตาย
คำว่าเป้าหมายไม่ต้องพูดถึง
ในเมื่อมาถึงจุดสุดท้าย
ได้งานง่ายที่สุดในโลก
คือ กิน นอน จนไม่ต่างจากกินนร

ถ้ามองว่างานยาก เงินพอ คือโชคดีแล้ว
ก็จะได้เป็นคนส่วนน้อยที่ใช้สมองคุ้ม
และรู้สึกได้ว่าตัวเองมีโชคอยู่ทุกวัน
มีโชควันแรกจากการหางานยากพอดีตัว
ไม่ใช่โชคร้ายตั้งแต่วันแรกที่ตกลงใจ
ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า
จงได้งานง่าย จงได้เงินมาก!

ที่สุดของความเป็นมนุษย์

050516

ทุกคนต้องไปถึงวันนั้น
วันที่ย้อนกลับมามองว่า
มีอะไรบ้างที่ต่างจากความฝัน
มีอะไรบ้างที่เอาติดมือไปได้

เคยคิดว่ามีแค่ไหน
ก็เหมือนต้องหายไปแค่นั้น
นาทีสุดท้ายจะให้ระลึกว่า
ตัวเองชื่ออะไร ตระกูลไหน
หลายคนยังนึกไม่ออก
มีแต่คนข้างหลังที่ช่วยจำให้ ช่วยทำป้ายให้

วาระสุดท้าย
ธรรมชาติจะช่วยเพียงให้ระลึกได้ว่า
ที่ผ่านมาทำอะไรลงไป
หนักไปทางมืดหรือทางสว่าง

ธรรมชาติของกรรมไม่มีคำว่าลืม
ถ้ากองบุญมากกว่ากองบาป
ความรู้สึกสุดท้ายจะเป็นสุข
ความจำเกี่ยวกับกรรมดีจะเรียงคิวมาให้ระลึก
แต่หากกองบาปมากกว่ากองบุญ
ความรู้สึกสุดท้ายจะเป็นทุกข์
ความจำเกี่ยวกับกรรมชั่วจะรายเรียงมาให้นึกถึง

ธรรมชาติของกรรมจะเตรียมที่ทางไว้ให้
และกองบุญกองบาปก็จะเนรมิตจิตใหม่ขึ้นมา
รับรู้ไม่เหมือนมนุษย์ สำนึกคิดอ่านต่างจากมนุษย์
แม้ภพหน้าบางภพ
จะเหลือจำความแบบมนุษย์อยู่บ้าง
ก็เป็นความจำแบบภาพเสียงในฝัน
ไม่ใช่ภาพเสียงอันเป็นความจริงที่จับต้องได้อีกต่อไป
ความจริงที่จับต้องได้ในกาลนั้น
มีแต่รางวัล หรือไม่ก็บทลงโทษ ที่หนักแน่นยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
เสบียงเดียวที่คนเรา
สามารถนำติดตัวไปโลกหน้าได้ คือกรรมดี
ส่วนทรัพย์สินและคนรู้จักรักใคร่อื่นใด
ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งหมด
ที่สุดของการมีโอกาสเป็นมนุษย์
จึงไม่ใช่แข่งกันเอาอะไรดี หรืออวดว่าได้อะไรมา
แต่ควรเร่งสำรวจว่าแต่ละวันที่ผ่านไป
เราสั่งสมภาพกรรมแบบไหนไว้ให้นึกออกตอนตาย!

หนึ่งคนคือหนึ่งความรู้สึก

040516

พวกเราโตขึ้นมาด้วยความเคยชินอย่างหนึ่ง
คือ เห็นคนรอบตัวเป็นบุคคล
ที่เอาไว้ตัดสินว่าเป็นอย่างไร
ใครน่าดีด้วย ใครน่าให้ร้ายตอบ

กับคนบางคน
อาจต้องเข้าปีที่สาม หรือปีที่สิบ
ถึงจะเกิดเรื่องพิสูจน์ใจว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร
ใช่อย่างที่คุณคิดมาตลอดไหม
น่าคบต่อหรือน่าเลิกคบทันที

แท้ที่จริงความรู้สึกดีๆหรือแย่ๆก่อนหน้านั้น
ก็ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้สูญเปล่า
ตราบเท่าที่มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในใจคุณ
ถ้ารู้สึกดีๆกับใครแล้วต้องเสียความรู้สึกในภายหลัง
อย่างน้อยก็แปลว่าครั้งหนึ่งคุณเคยมีความรู้สึกให้เสีย
ไม่ใช่อากาศธาตุมาแต่ต้นจนจบ

ความรู้สึกดีๆ ขับดันให้ทำอะไรดีๆ
ฉะนั้น เมื่อใครทำให้รู้สึกดีๆได้
ก็น่าขอบคุณที่เขาหรือเธอเคยช่วยให้คุณทำอะไรดีๆ
มีมนุษยธรรม สั่งสมกรรมขาวไว้ ไม่มากก็น้อย

เมื่อเจริญสติตามพระพุทธเจ้า
สังเกตเห็นเข้ามาข้างในอยู่ว่า
สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง
ความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกแย่ๆ
ต่างก็มีเหตุปัจจัยให้ปรวนแปรเสมอ
คุณจะให้ความสำคัญกับความจริงข้างใน
เกินความจริงอันน่ายินดีหรือยินร้ายภายนอก

และที่สุด คุณจะได้ข้อสรุปอันเป็นแก่นสารของชีวิตว่า
หนึ่งคนข้างนอก คือหนึ่งความรู้สึกภายใน
เปลี่ยนได้ หักงอได้ ผันผวนไปเป็นอื่นได้
ไม่ถือมั่นว่าต้องเอาแต่สุขให้ได้ถ่ายเดียว
คุณจะเลิกถือมั่นว่าใครต้องเป็นอย่างไร
เลิกหวังว่าเขาหรือเธอต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้
รู้สึกเป็นสุข รู้สึกเป็นอิสระ
อยู่กับการเลิกคาดหวังเอากับใครเสียได้!

รักนานเพราะช่วยกันเอาชนะปีศาจในตัว

030516

แต่ละคนมีปีศาจร้ายในตัวเอง
ที่ถูกควบคุมไว้ไม่ให้แผลงฤทธิ์
โดยเฉพาะในยามที่อยู่กับคนแปลกหน้า
 
ทว่าการชิดใกล้กับใครบางคน
ชนิดแชร์บ้าน แชร์โต๊ะกินข้าว
แชร์ไออุ่นจากกันและกันได้
จะค่อยๆลดระดับการควบคุมตัวเอง
ปล่อยใจให้ชะล่าขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งถึงจุดหนึ่ง
ถึงขั้นปล่อยปีศาจร้ายให้อาละวาด
แบบมีขีดจำกัดบ้าง
ตามอำเภอใจไม่มีขีดจำกัดบ้าง
 
จะรู้ตัวว่ามีอยู่ก็ตาม
หรือจะไม่นึกว่ามีอยู่ก็ตาม
ปีศาจร้ายในตนมักถูกเรียกมาปรากฏตัว
โดยเฉพาะตอนที่คิดว่าไม่เป็นไร
ยามอยู่ต่อหน้าคนใกล้ชิด
ที่คุณไม่แคร์แล้วว่า
เขาจะเห็นอะไรในตัวคุณอีก
 
อยู่ด้วยกัน เห็นอยู่ว่าผีในแต่ละฝ่ายร้ายได้แค่ไหน
ถ้าวันหนึ่งคุณฆ่าผีร้ายในยามอยู่กับคนรักได้
เขาจะรู้สึกถึงความผ่องแผ้ว
เพราะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
เหมือนกลายเป็นอีกคน
อิสรภาพชนิดนั้นจะกลายเป็นเวทมนต์สีขาว
บันดาลใจให้เขานึกอยากเอาชนะผีร้ายในตนบ้าง
เจริญรอยตามคุณ
เริ่มจากการยอมรับว่าตัวเองยังเลี้ยงผีไว้
ต่อด้วยการยอมสำนึกผิดที่ปล่อยให้มันอาละวาด
แล้วจบด้วยการไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกับมันอีก!

ความประหม่า

020516

ความอาจหาญต่อหน้าประชุมชน
ไม่ได้เกิดจากจิตที่ฮึดสู้
พยายามอวดกล้า
หรือรวบรวมความเข้มแข็ง
กระทั่งจิตเกิดความกระด้าง
เพราะจิตกระด้างที่ไม่มีดีที่แก่น
คือสิ่งเปราะบาง แตกพังง่าย
หาใช่หินผากล้าแกร่งอันใด

ความเชื่อมั่นที่สง่างาม เนียนนาน
เกิดจากจิตที่อ่อนโยน สงบสุข
อย่างรู้ว่าจะแผ่ประโยชน์สุขให้คนอื่นอย่างไร

เพื่อจะแก้ประหม่าในเบื้องต้น
ข้อแรก โฟกัสสายตาให้เป็น
อย่าให้ตาเลื่อนลอยหรือลอกแลก
เริ่มจากฝึกมองกลุ่มคนเป็นก้อนเดียวกัน
เพื่อกำหนดขอบเขตเป้าหมายโฟกัสสายตา
เห็นกลุ่มคนเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งชิ้นเดียว
ความรู้สึกว่าคนมากๆจะได้หายไป

ข้อสอง ให้สังเกตว่า
เมื่อสายตาคนจับจ้องมาที่คุณหลายๆคู่
จะเหมือนมีแรงกระทำ มีแรงกดดัน
ยิ่งคนตั้งใจจับจ้องมาก แรงกระทำยิ่งมาก

ข้อสาม ให้สังเกตว่า
ใจที่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ จะกวัดแกว่ง
อกสั่นขวัญแขวน วางตัวไม่ถูก เป็นเหตุให้ประหม่า
หรือเกิดปฏิกิริยาในทางลบอื่นๆ ไม่อ่อนไปก็แข็งไป

ข้อสี่ ให้ตั้งจิตเป็นเมตตา
ปรารถนาจะส่งความรู้สึกดีๆ ผ่านคำพูดดีๆ สั้นๆ
ธรรมดาๆ เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ
เมื่อจุดชนวนได้ ให้สังเกตว่าความรู้สึกตัวเองดีขึ้น

ข้อห้า ให้รักษาความรู้สีกดี ผ่านการให้ประโยชน์
พอคุณรู้สึกดีขึ้นมาข้างใน
ความรู้สึกดีๆ เป็นสุขอ่อนๆนั้น
จะจุดชนวนให้ความจำดีๆผุดขึ้นทีละน้อย
ยิ่งพูดถ่ายทอดสิ่งดีๆที่คุณรู้ดีมากขึ้นเท่าไร
ยิ่งรู้สึกว่าคนฟังได้ประโยชน์ดีๆจากคุณมากขึ้นเท่านั้น
ความจำหรือความคิดสดๆที่ดีๆจะค่อยๆทยอยไหลมาเทมา
เสริมสร้างความมั่นคงทางใจให้ทวีตัวขึ้นเรื่อยๆ
แบบน้ำไหลนิ่ง เยือกเย็น มีชีวิตชีวา
ไม่ใช่ไฟโหมกระพือ ร้อนรุ่ม หมดเรี่ยวหมดแรง!