คุยกับตัวเอง

12308711_979665532090605_8184361811866159329_n

สำหรับคนส่วนใหญ่ การคุยกับคนอื่น
มักเริ่มด้วยการเชื่อมจิตแบบสบายๆ
โดยถามอะไรเบาๆ เช่นไปไหนมา?’
หรืออีกทีก็ด้วยการกระตุ้นอัตตา
โดยทักอะไรดีๆ เช่นผอมลงแล้วนี่
หลังจากนั้น ความรู้สึกของทั้งคู่
ต่างคนต่างบอกตัวเองว่า จิตจูนกันติดแค่ไหน
มีหัวข้อสนทนาต่อไปได้หรือไม่
ถ้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรต่อ ก็จบ ก็แยกย้ายกันไป
สิ่งที่ได้จากการทักการคุยสั้นๆ
คือความรู้สึกดีๆที่ไม่ลืมกัน ไม่เมินกัน
แต่หากมีหัวข้อให้คุยเป็นจริงเป็นจังต่อ
ก็มักเอาให้ได้เนื้อได้น้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุดแล้วแต่ว่าจิตจะจูนกันติดด้วยหัวข้อไหน
ข่าวผัวเมีย ข่าวลูกชาวบ้าน ข่าวกีฬา
ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง หรือข่าวศาสนา
ถ้ารู้สึกว่า ได้ข่าวเพิ่มจุใจ
ครั้งต่อไปเจอหน้าจะอยากคุยกันอีก
นี่เรียกว่า เจอตัวคนคุยด้วยได้แล้ว
หรือได้คนมาช่วยทำอัตตาของตน
ให้เป็นปกติบ้างแล้ว

ส่วนรูปแบบการคุยกับตัวเอง
สำหรับคนส่วนใหญ่
มักเริ่มด้วยการขุดคุ้ยเรื่องคาใจ
ด้วยคำถามประมาณว่า
จะเอายังไงดี?’
จากนั้น ความรู้สึกสองฝักสองฝ่าย
มักทำให้เกิดอารมณ์ติดข้อง สับสน
แล้วไม่เปิดหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องเป็นราว
หลายคนเหมือนสมองทำงานบกพร่อง
ว่ายวนอยู่กับคำว่าจะเอายังไงดีไม่เลิก
บางทีกินเวลานานเป็นชั่วโมงก็มี
ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่า
จิตที่พยายามคุยกับตัวเอง
แต่เชื่อมกับตัวเองไม่ได้ หาตัวเองไม่เจอ
จะระส่ำระสาย อัตตาพร่าเลือน
เหมือนผีที่ไร้ตัวตน
กำลังพยายามคุยกับผีที่ไร้ตัวตนด้วยกัน
ไม่ทราบว่าควรเริ่มอย่างไร ควรจบตรงไหน
คุยให้ได้สิ่งใดเพิ่มเติมขึ้นมา
คุยให้ลดเรื่องเสียๆอันใดลงไป
ในที่สุดจึงเกลียดการคุยกับตัวเอง
เกลียดการต้องอยู่คนเดียว
เหมือนถูกบังคับให้คุยอะไรไร้สาระกับใครก็ไม่รู้

ถ้าฝึกเปลี่ยนคำถามได้
ก็พลิกชีวิตได้
รักที่จะคุยกับตัวเองมากขึ้นได้!

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า
คนที่ชอบคุยกับตัวเอง
คือคนที่คุยแล้วได้อะไรจากตัวเอง
เหมือนกับที่ได้ข่าวหรือข้อมูลดีๆจากคนอื่น
มาช่วยให้ชีวิตตัวเองคืบหน้า
ซึ่งก็คือต้องคุยอย่างมีเป้าหมาย
คุยอย่างที่จะได้ผลลัพธ์
ไม่ใช่คุยออกอ่าวเรื่อยเปื่อยไร้ทิศทาง

คนที่มีเป้าหมายชีวิต
คนที่ทำแต่ละวันให้ชีวิตคืบหน้า
จะไม่ติดวนอยู่กับคำถามตื้นเขิน
ไม่เป็นแต่คิดซ้ำซากว่าจะเอายังไงดี?’
สมองของเขาจะเห็นอย่างแจ่มชัด
ถึงภาพความเชื่อมโยง
ระหว่างจุดที่กำลังยืนอยู่กับจุดต่อไป
ดังนั้น จึงมักถามตัวเองเรียบๆง่ายๆครั้งเดียวว่า
ต้องทำอะไรต่อ?’
เมื่อได้คำตอบก็ลงมือทำทันที
หรืออย่างมากถ้าเจอทางสองแพร่งให้ลังเล
ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนตกลงกับตัวเอง
คุยกับตัวเองให้รู้เรื่องว่า
ควรทำอะไรก่อน ควรพักอะไรไว้ทีหลัง

แค่เปลี่ยนคำถามชนิดที่ทำให้ปั่นป่วนเปล่า
มาเป็นคำถามที่กระตุ้นให้สมองทำงานถูกทาง
เช่น เลิกคิดว่าจะเอายังไงดี?’
หันมาคิดว่าต้องทำอะไรต่อ?’
เช่นนี้แล้ว ให้สังเกตดูว่า ใจสงบลงไหม
ม่านหมอกทางอารมณ์ถูกแหวกให้ใสขึ้นไหม
เกิดภาพในใจ เห็นตัวเองที่จุดนี้กับจุดหน้าหรือไม่
ถ้าใช่ ก็แปลว่าคุณเริ่มคุยกับตัวเองรู้เรื่องแล้ว

คนเราพอหาตัวเองเจอ เชื่อมกับตัวเองติด
ชีวิตจะง่ายลงและดีขึ้นทันตาเห็น
ไม่เชื่อก็ลองเลย!

หายแค้น เมตตา ดลใจ

12314125_978741195516372_2233777750104072188_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

วิธีที่จะทำให้เขาสำนึกผิดมีสองทาง
ทางยุติธรรมแบบโลกๆ คือ
พึ่งศาล ผูกเวรกันต่อ
ทางยุติธรรมแบบธรรมะ คือ
พึ่งจิตคิดอภัย เลิกผูกเวรกัน

การลงโทษมีหลายแบบ
ถ้าใจคุณอภัยจริงแล้วลงโทษ
ก็มักมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น
แต่หากยังคุมแค้นแล้วลงโทษ
ผลมักเป็นการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง

เช่น ถ้าเป็นความผิดสถานเบา
จิตที่อภัยแล้ว จะพูดตำหนิด้วยน้ำเสียงเจือเมตตา
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางสำนึกผิด
ส่วนจิตที่ยังคุมแค้น
จะด่าทอรุนแรงด้วยเสียงแข็งกระด้าง
ก่อให้เกิดปฏิกิริยาในทางเข้าข้างตัวเอง อยากเอาชนะ

หลายครั้ง ถ้าอยู่ในขณะจิตที่เปี่ยมเมตตา
แค่ลงโทษด้วยรอยยิ้มและแววตาเห็นใจ
คุณก็ทำให้ใครหลายๆคนเข่าอ่อนด้วยใจสำนึก
ไม่อยากทำผิดอีก ทั้งที่ยังไม่ทันพูดสักคำ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทางลัดหน่อยคือ
คุณต้องคิดให้อภัยเขาบ่อยๆทุกวัน
กระทั่งเกิดกระแสเมตตา
รินจากจิตคุณมากชนิดท่วมท้น
ตรงนั้นอาจอาศัยฐานเมตตาเป็นที่ตั้ง
แล้วอธิษฐานขอให้เขาเปลี่ยนแปลง
มีจิตใจที่นุ่มนวลลง มีความคิดที่ถูกที่ชอบมากขึ้น

ถ้าเห็นเค้าว่าเป็นจริงขึ้นมาบ้าง
ค่อยหยอดคำพูดดีๆ
ทำให้เขาเกิดความเข้าใจวันละเล็กวันละน้อย
อย่ายัดเยียดอะไรแบบพรวดเดียวยาวๆ
เขาไม่มีทางฟังหรอกครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนเราถ้ายิ่งเจ็บแค้นเท่าไหร่
แล้วอภัยได้ แผ่เมตตาได้
ฤทธิ์ของเมตตาจะยิ่งสูง
และมีส่วนดลใจให้เขาเปลี่ยนความรู้สึกได้มาก

แต่ต้องใช้กำลังใจยิ่งใหญ่จริงๆ
ถึงจะอภัยอย่างบริสุทธิ์หมดจด
แล้วเห็นผลลัพธ์เป็นปฏิกิริยาของอีกฝ่าย
ชนิดเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ผล
เพราะอภัยแบบแกล้งๆ ฝืนๆ
หรือยังเจือพยาบาทอาฆาต

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากใครบอกว่า
ฝึกแผ่เมตตาแล้วไม่สำเร็จ เป็นของยาก
ก็ขอให้ลองตั้งใจ
..
พูดดี
..
พูดให้คนอื่นรื่นหู
..
พูดให้คนอื่นเป็นสุข
..
มีความสามัคคีกลมเกลียวกันมากๆ
เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี
ตั้งใจไว้เลยว่าคำที่ออกจากปากเรา
จะมีแต่กลิ่นหอมหวน นุ่มนวลเสนาะโสต
ไม่เหม็นเน่า ไม่แหลมระคายแก้วหูใคร

ถึงวันหนึ่งหากสัมผัสรู้สึกได้ว่า
มีกระแสความปรารถนาดีจริงใจ
แผ่นำออกไปก่อนพูด
ก็ให้ทราบเถิดว่าอันนั้นแหละ
คุณเป็นนักแผ่เมตตาผ่านคำพูดแล้ว

ดีกับคนอื่น ร้ายกับคนรัก

12294913_978271632229995_7611738020004995960_n

อารมณ์คนเราเป็นเรื่องแปลกแต่จริง
อยู่กับเพื่อนที่มีเหตุผล
คุณจะอยากมีเหตุผลตาม
แต่อยู่กับคนรักที่มีเหตุผล
คุณอาจถูกกระตุ้นให้เจ้าอารมณ์แทน!?

ผู้หญิงบางคนหงุดหงิดง่าย
อยากได้อะไรต้องได้
แต่พอไปรักผู้ชายเจ้าอารมณ์ตัวพ่อ
ก็กลายเป็นจ๋อย มีน้ำอดน้ำทนมากขึ้น
มีเหตุมีผลมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
กล้ำกลืนบ้าง เต็มใจบ้าง
เหมือนทาสต้องทนนาย
หรืออีกทีก็เหมือนพี่ต้องดูแลน้องน้อย
เหมือนแม่ต้องประคบประหงมลูกอ่อน
แต่พอได้ฤกษ์เปลี่ยนแฟน
เจอคนที่เป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น พูดจาดี
ควบคุมอารมณ์ได้ทุกสถานการณ์
ก็จะอยากปลดปล่อย
อยากกลับไปเป็นนางเสือร้าย
อยากทำตัวเป็นเด็ก อยากแง่งอน
อยากให้เขาเอาอกเอาใจตัวเองอีก

ผู้ชายบางคนดีตามมาตรฐาน
รู้จักรับผิดชอบ มีเหตุมีผล
มีสามัญสำนึกเข้าที่เข้าทาง
แต่พอได้อยู่กับผู้หญิงที่สติดีกว่า
คิดอ่านเป็นระบบกว่า
ที่สำคัญคือเยือกเย็นคงเส้นคงวากว่า
ก็อาจเกิดความรู้สึกว่าด้อยกว่า
พอนานเข้าสามัญสำนึกเลยเสียศูนย์
กลายเป็นหงุดหงิดง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
คิดเล็กคิดน้อยหยุมหยิมเหมือนผู้หญิงเสียเอง
แต่เมื่อไรได้แฟนใหม่
เจอคนที่วีนเก่ง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ก็กลับเป็นคนลุ่มลึก พูดสิ่งที่ควรพูด
ทำสิ่งที่ควรทำ สมควรแก่สถานการณ์ได้ไปแทน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย?

มนุษย์ทุกคน
มีทั้งความเย็นดีด้วยเหตุผล
และทั้งความร้อนร้ายด้วยอารมณ์
ส่วนจะถูกกระตุ้นเอาด้านใดออกมา
บางทีเห็นๆอยู่ แต่ไม่ค่อยกล้าคิดกัน เช่น
เมื่อจับคู่กับคนที่มีเหตุผลกว่า
ความอยากร้ายอาจถูกกระตุ้นขึ้นมา
แต่หากจับคู่กับคนที่เหลวไหลไร้เหตุผล
ความอยากดีกลับเกิดขึ้นแทน

คู่ที่อยากร้ายไปด้วยกัน
ตกกระไดพลอยโจนตามกัน
ไม่มีใครเป็นฝ่ายอยากดี
ไม่มีใครอยากช่วยใคร
ใครล้มก็ปล่อยให้ลุกขึ้นเอง
ลุกเสร็จอาจหมั่นไส้อยากผลักอีกฝ่ายล้มบ้าง
ไม่มีเรื่องเสียหน้าก็แกล้งฉีกหน้าซะงั้น
ในที่สุดจึงต้องกลายเป็นคู่เวรกันไปเลย
เพราะฝ่ายที่น่าจะมีเหตุผล
ทนไม่ไหว หรือไม่อยากทน

ส่วนคู่ที่มีฝ่ายเกิดสติรู้ตัวว่า
ฉันได้บทอยากร้าย
แล้วไม่ร้ายตามสัญชาตญาณดิบ
แต่ค่อยๆปรับอารมณ์ทีละครั้ง ทีละหน
ก็จะได้กลายเป็นคู่บุญกันจริงๆ
เพราะทั้งสองฝ่ายได้ดีตามกัน
ส่งเสริมกันฝ่าด่านยากของชีวิตไปเรื่อยๆ
รู้จักรสอันเป็นความสุข ความโล่งอก
จากการดึงกันพ้นจากหลายห้วยหลายเหว
ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้อีกฝ่ายปีนป่ายอยู่คนเดียว!

กรรมที่นำมาสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย

12249907_977834108940414_6294527365957252392_n

ข้อข่าวที่ผมทำเป็นรูปนี้
นำมาจากเว็บ cnn.com วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๕๘
ซึ่งผมเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอยากเขียนถึง
เพราะเพียงไม่กี่คำ ก็กลายเป็นข้อความ
ที่ให้ความรู้สึกร้ายแรงราวกับเห็นนรกได้

ISIS มาจาก Islamic State of Iraq and Syria
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น IS
ซึ่งกล่าวโดยความหมายย่นย่อที่สุด คือ
เป็นองค์กรที่มีขึ้นเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นรัฐอิสลาม

ธงของ IS นั้น ถ้ากล่าวให้กระชับ เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือ
"ถ้าไม่มาเป็นพวกเรา ก็ตายซะ!"

สื่อมวลชนจำเป็นต้องเรียกตามคนตั้งชื่อ
ทั้งที่มันผิดตั้งแต่เอาคำว่า Islam เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว
IS แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในแง่การปฏิบัติตนต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ช่วงแรกๆกลุ่มหัวหน้าขบวนการปลุกระดมมวลชน
ด้วยการอ้างคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม
ที่เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลก
และปัจจุบันก็ยังมีการยกเอา
คำทำนายจากหญิงชาวบัลกาเรียนามว่า BABA VANGA
ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1996 ว่า
ยุโรปจะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในปี 2016
ซึ่ง IS ก็สร้างเค้าลางขึ้นมา
ด้วยการตั้งเป้าเข้าครอบครองยุโรปให้ได้
แม้ต้องทำให้ยุโรปกลายเป็นแผ่นดินร้างผู้คนไปก็ตาม

เงินทุนของกลุ่ม IS
มาจากการขายน้ำมันเถื่อนในตลาดมืด
กับภาษีจากประชาชนใต้การปกครอง
ตลอดจนการลักพาตัวเรียกค่าไถ่
และปัจจุบันสมาชิกของ IS เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งจากคำให้การของผู้ถอนตัวออกมา
กล่าวว่า สมาชิกใหม่ไม่ได้มีความสนใจทางศาสนาแม้แต่น้อย
ทว่าเป็นความสิ้นหวังในชีวิต
อันเป็นผลของสงครามยืดเยื้อในซีเรีย
ซึ่งแทบไม่เหลืออะไรดีๆในชีวิตให้อีกแล้ว
เลยต้องเข้าร่วมขบวนการกับ IS
เพื่อแลกอาหาร เงิน ชีวิตใหม่ และความหวังใหม่ๆกัน
ฉะนั้น การเป็นผู้ก่อการร้ายในชีวิตปัจจุบันของ IS รุ่นหลัง
จึงเป็นบาปใหม่อันเกิดจากการหลงผิด
ตามแรงกดดันของความยากจน ความสิ้นหวัง
โดยมีแรงหนุนจากบาปเก่าเกี่ยวกับปาณาติบาต
บีบคั้นให้ต้องมาอยู่ในวงจรเข่นฆ่ากันตายเป็นเบืออีก

กล่าวถึงกลุ่มผู้นำ ผู้ก่อตั้ง IS
การครอบครองบ่อน้ำมัน
อันเป็นทรัพยากรที่เป็นสัญลักษณ์ของเงินทองกองภูเขา
ส่องว่ามีบุญเก่า เขาเคยให้ทานไว้มหาศาล
แต่นิสัยใจคอ อันเป็นเหตุให้ต้องสืบทางบาปเวรที่เห็นๆกัน
คือ ชอบบังคับฝืนใจคน
เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ เป็นที่ตั้ง
จึงส่งมาให้ต่อยอดบาปขั้นอุกฤษฏ์ในชีวิตนี้

อย่าประมาทว่าวันหนึ่งเราจะไม่ไปสู่เป็นเช่นนั้น
ยุคปัจจุบันเรามีเครื่องมือก่อกรรมใหญ่ในมือ
ถ้าศึกษาศาสนาอยู่ในแนวทางที่จะดูถูกคนอื่น
เอาความรู้มาข่มขี่คนอื่น
เอาพุทธพจน์มาเป็นเครื่องมือด่าคนอื่น
หรือเอาภาพทางศาสนาดีๆอันใดมาครอบงำคน
ก็ล้วนเป็นทางไปสู่ความมีจิตใจแบบผู้นำ IS ได้ทั้งนั้น

แต่หากสำรวจตน
รู้ชัดว่ามีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ
ปรารถนาที่จะประดิษฐานธรรมะไว้ในใจจริงๆ
ชี้ชัดได้จากการไม่มีจิตคิดข่มขี่คนอื่นด้วยธรรมะ
อยากดัดนิสัยเสียๆให้กลายเป็นดี
เพื่อจะได้ไม่ต้องมีต้นเหตุทุกข์ร้อน
กับทั้งเผื่อแผ่ธรรมะด้วยความอยากให้คนอื่นได้ดีตาม
ก็สบายใจเถิด นี่คือทางบุญ ไม่ใช่ทางบาป
สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือความสุข ความเย็น
ไม่ใช่ความทุกข์ ความร้อน
ทั้งในแง่การตกเป็นเหยื่อ
และในแง่การพลาดไปเป็นผู้ล่าเหยื่อ!

คิดถึงคนใจแคบ ใจจะแคบตาม

12308486_977384088985416_3416025973955059103_n

สังเกตดูเถอะ
เมื่อคุณย้อนคิดถึงสีหน้า คำพูด
หรือพฤติกรรมดิบๆของใคร
ที่ส่องว่าเป็นคนใจแคบ ไม่รู้แล้วพูด
ไม่ศึกษารายละเอียดแต่ชอบวิจารณ์
ฟังใครด่ามาอย่างไรก็ด่าตามไปอย่างนั้น
หรือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่
เป็นศูนย์กลางความถูกต้องของจักรวาล
ไม่เห็นหัวใคร ตัวเองดีอยู่คนเดียว
เมื่อนั้น คุณจะรู้สึกจุกเสียดแน่นอก
คิดอะไรดีๆไม่ออก อยากด่าให้เจ็บ
หรืออยากหาทางเล่นงานให้สำนึก
ใบหน้าของเขาหรือเธอ
ปรากฏเด่นชัด ฝังแน่นอยู่ในหัว
ราวกับเป็นมโนภาพของตัวคุณเอง
สำรวจใจตัวเองไม่พบสิ่งใดอื่น
นอกเหนือไปจากความเกลียดชังอันดำมืด

นั่นแหละ! สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของจิต
เมื่อใดจดจ่อ ผูกยึด โยงใยกับคนใจแคบ
เมื่อนั้นจิตจะคับแคบตาม
ราวกับเป็นคนคนนั้นเสียเอง!

แค่ฟังคำพูดไม่กี่คำของคนใจแคบ
คุณอาจรู้สึกว่าถูกเสียดแทง ถึงกับฝังใจจำ
ย้อนคิดย้ำนึกได้หลายวัน หลายเดือน
ขอให้เร่งรู้ตัวเถอะว่า เวลานั้น
จิตของคุณรับพิษมาจากจิตที่มีพิษแล้ว!

สังเกตธรรมชาติของใจ
ยิ่งหมกมุ่นคิดโต้ตอบ
อยากหาเหตุผลมาคัดง้าง
อยากสรรคำแสบๆมาตอกหน้าให้สำนึก
อยากสาปแช่งให้จมน้ำในสามวันเจ็ดวัน
ใจคุณจะยิ่งเป็นทุกข์อยู่ในกรงแคบ
แน่นหนาขึ้นทุกที
พระพุทธเจ้าถึงตรัสแนะว่า
อย่าไปคุยกับคนพาล
นั่นเพราะยิ่งคุยกับคนพาลมากขึ้นเท่าไร
ใจคุณยิ่งรับเชื้อพาลมามากขึ้นเท่านั้น

ถ้าจำเป็นต้องโต้ตอบตามหน้าที่
หรือต้องอาศัยอยู่ร่วมกัน
ต้องพูดคุยกันเรื่อยๆเพราะเป็นคนในตระกูล
คุณจำเป็นต้องหาคนใจกว้างไว้ยึดเหนี่ยว
ชนิดที่นึกถึงเมื่อไร สบายใจเมื่อนั้น
คนที่คุณคิดถึงคำพูดคำจาแล้ว
รู้สึกดี รู้สึกอบอุ่น รู้สึกว่าใจกว้างขึ้นทันที
คนแบบนั้นแหละ
เหมาะจะเป็นต้นแบบทางใจของคุณ

หากมองรอบตัว ไม่รู้สึก
ไม่สัมผัสกับใครแบบนั้นเลย
ก็ลองมองดูพระพุทธรูป
อันเป็นสัญลักษณ์ของความใจกว้างสูงสุด
ความมีน้ำจิตเมตตาปรานีไพศาล
ความไม่มีใจเพ่งโทษใครอย่างไร้เหตุผล
คุณจะรู้สึกว่าความปรุงแต่งทางใจดีขึ้น
กว้างขวางกว่าเดิม เมตตากว่าเดิม
สบายอกสบายใจกว่าเดิม
เพียงเพราะได้มองสัญลักษณ์
แห่งจิตใจอันงดงาม มีความเป็นพุทธะ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม
พระพุทธเจ้าจึงแนะให้หมั่นระลึกถึง
ความประพฤติปฏิบัติของพระองค์
(พุทธานุสติ)
คำพูดคำจาของพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดี
(สังฆานุสติ)
ตลอดจนคุณธรรมของผู้ควรเป็นเทวดา
(เทวตานุสติ)
ทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะ
จดจ่อกับใจแบบไหน
ใจคุณจะเป็นแบบนั้น!

สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้ออกแบบไอโฟน

12294760_976982349025590_1944809629436149231_n

ไอโฟนทำให้โลกรู้จัก สตีฟ จ็อบส์
สตีฟ จ็อบส์ ทำให้โลกรู้จักงานอีกประเภทหนึ่ง
ที่เรียกว่างานสร้างวิสัยทัศน์
หรืออีกนัยคืองานสร้างมุมมองที่แตกต่างและใช้ได้จริง

ถ้ามีวิสัยทัศน์แตกต่างจากโลกใบเดิม
และที่สำคัญคือดีกว่าโลกใบเดิม
คุณมีสิทธิ์ทำให้เกิดโลกใบใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ!

โจทย์สำคัญคือ
ทำอย่างไรจะมีวิสัยทัศน์ได้แบบ สตีฟ จ็อบส์?

เดี๋ยวนี้รัฐบาลจีนเริ่มตั้งคำถามว่า
ประชากรเป็นพันล้านของพวกเขา
ทำไมไม่เคยมีคนแบบ สตีฟ จ็อบส์ แม้แต่หนึ่งเดียว
ประธานาธิบดีโอบามาเองก็บอกว่า
อเมริกาต้องการคนแบบ สตีฟ จ็อบส์ เพิ่ม
ไม่ใช่ตายแล้วสูญพันธุ์ไปเลย
หาใครมาแทนไม่ได้อีก

สิ่งที่จ็อบส์มี และยากที่ใครจะลอกเลียน ได้แก่
ความรู้สึกว่าอะไรใช่ อะไรยังไม่ใช่
และนั่นก็เป็นเสาหลักในการออกแบบสินค้า
ของแอปเปิ้ลมาจนถึงทุกวันนี้
ถ้าดูแล้วยังไม่จับใจ ยังไม่เรียบง่าย
ยังใช้ไม่ได้จริง ก็จะยังอยู่ในห้องแล็บต่อไป
จะต้องรอดีไซน์ หรือรอเทคโนโลยีอีกกี่ปีก็ช่าง

ความรู้ที่ สตีฟ จ็อบส์ กระหายจะเรียนตั้งแต่ยังวัยรุ่น
คือ หลักการดีไซน์
มันทำให้เขาได้หลักในการสร้างภาพในหัวอย่างมีศิลป์
และตัดสินได้อย่างมีเหตุผลว่า
อะไรสวย อะไรไม่สวย
เส้นสายหรือสีสันไม่ถูกส่วนอย่างไร
วัสดุที่ใช้เข้ากันหรือไม่เข้ากันกับดีไซน์
รูปแบบอักษรให้ความรู้สึก
เป็นไปในทางเดียวกับดีไซน์หรือไม่ ฯลฯ

นอกจากนั้น
สตีฟ จ็อบส์ ยังมีสิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ
และยากจะเข้าถึง
ผมขอเรียกสิ่งนั้นว่า Apple Zen

จ็อบส์ รักเซน และพยายามเข้าให้ถึงเซน
เช่น เคยนั่งจ้องกำแพงว่างเป็นวันๆ
ด้วยความพยายามจะอ่านจิตอันยุ่งเหยิง
จนกว่าจะพบความว่างในตน แบบที่ครูเซนสอน

ความว่างแบบเซนทำให้เขา
รู้จักกับความรู้สึกชนิดหนึ่ง
ที่กลายเป็นรสนิยมในการออกแบบเฉพาะตัว คือ
เรียบง่าย ได้จังหวะลงตัว
มองแล้วรู้สึกสงบ ไม่ยุ่งเหยิง
ซึ่งสมองคุณจะตัดสินดีไซน์ประเภทนี้ว่า
สวยและน่าใช้

สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้ออกแบบไอโฟน
แต่ไอโฟนเกิดจากไอเดียทางจิตแบบเซนของเขา
เขาให้วิสัยทัศน์แก่คนออกแบบว่า
มือถือของแอปเปิ้ลต้องใช้ง่าย ใจสงบ ไม่ยุ่งเหยิง

เวลาคุณมองไอโฟน
ทั้งวัสดุ การดีไซน์ และสัดส่วน
จะทำให้คุณรู้สึกไปในทางเดียว
คือ เรียบ หรู น่าจับต้อง
มีปุ่มใหญ่หาง่ายให้กดเด่นชัด
ต่างจากโทรศัพท์ก่อนหน้านั้น
ที่มีสารพัดปุ่มกดยาก ในตำแหน่งหายาก

เวลาคุณจะใช้งานไอโฟน
คุณเห็นแต่ไอคอนเหมือนกันไปหมด
ไม่ต้องคิดอะไรมาก
แตะไอคอนแล้วได้ใช้งานทันที
นั่นคือสิ่งที่นักออกแบบโทรศัพท์อื่นไม่คิด
แม้แต่ทุกวันนี้ แอนดรอยด์ก็มีทั้งรูปไอคอน
มีทั้งรูปปฏิทิน มีทั้งรูปนาฬิกา
กับอะไรต่างๆปนกันในหน้าเดียว
ให้ความรู้สึกยุ่งเหยิงกว่าหน้าจอไอโฟนเยอะ
แม้กำจัดทิ้งได้ ก็ต้องเรียนรู้วิธีกำจัดกันก่อน
คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกเปรียบเทียบว่า
ไอโฟนใช้ง่าย โทรศัพท์แอนดรอยด์ใช้ยาก

ถ้าจะฝึกสร้างวิสัยทัศน์แบบ Apple Zen
ก็ต้องหัดสังเกตง่ายๆว่า
รูปแบบใด ทำให้เกิดการตอบสนองทางใจ
เป็นความรู้สึกสงบ ไม่ยุ่งเหยิง
ตลอดจนมีความสุขที่จะมอง
มีความพึงพอใจที่จะจับต้อง และใช้งานได้จริง
ตัวอย่างที่คุณเห็นได้ด้วยตนเองทันที คือ
การมีพื้นที่โต๊ะทำงานที่ว่าง
มีอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็นน้อยชิ้นที่สุด
หาตู้หาลิ้นชักมาซ่อนสิ่งที่ยังไม่ต้องใช้ให้หมด
แล้วสังเกตใจตัวเองดูว่า ว่างโล่ง
อยากทำงานกับโต๊ะเดิมมากกว่าเมื่อยังรกแค่ไหน
ช่วยให้คุณโฟกัสกับงานเฉพาะหน้าดีขึ้นเพียงใด

จากนั้น ไม่ว่าจะผลิตงานใดจากโต๊ะว่างและใจว่าง
ให้คำนึงเสมอว่า งานของคุณเรียบง่าย สบายตา
เห็นสิ่งที่ต้องเห็นได้ชัดเด่น เข้าใจง่ายหรือยัง
เมื่อฝึกสั่งสมจนเกิดการตัดสินได้แม่นยำว่า
อะไรใช่ อะไรไม่ใช่
วันหนึ่งจะมีวิสัยทัศน์เฉพาะตัวคุณขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องพยายามเลียนแบบ สตีฟ จ็อบส์ กัน!

เซียนนักซื้อ: สังฆทานบุญครบด้วย ๓๐๐ บาท

11202841_976122969111528_6994549657966899380_n

คำโปรยจากคุณดังตฤณ :

รายการเซียนนักซื้อมีดีตรงที่
ช่วยให้คนดูฉลาดซื้อประหยัดงบ
แต่เมื่อนำมาชี้นำเกี่ยวกับการซื้อของถวายสังฆทาน
ก็ช่วยให้ชาวพุทธฉลาดทำบุญ
รู้หลายๆความจริง
เช่น ทำสังฆทานไม่ต้องจ่ายมาก
มีร้อยก็ซื้อร้อย ทำร้อยได้
ขอให้เป็นปัจจัย
ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น
ต่อการดำรงชีวิตเป็นปกติสุข
สามารถปฏิบัติกิจของสงฆ์ได้เป็นพอ
นอกจากนั้น ยังช่วยให้เข้าใจด้วยว่า
ของจำเป็นใดน่าถวาย
ของใดไม่ควรนำไปถวาย
โดยผู้เข้าร่วมแข่งขันน่าจะรู้ดี
เพราะเป็นถึงผู้จำหน่ายสังฆภัณฑ์ด้วยกันทั้งคู่ครับ

คลิกดูรายการเซียนนักซื้อ http://bit.ly/1I5s3Ss

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..


ในฐานะผู้รับชมรายการนะคะ แอดมินได้แรงบันดาลใจว่า บุญจากการถวายสังฆทานเกิดจากใจที่ประณีตมากกว่าจำนวนเงิน หากพิถีพิถันกับคุณภาพโดยการเลือกหาสิ่งของแต่ละชิ้นด้วยตนเอง หากเข้าใจถ่องแท้ว่าพระสงฆ์จะได้รับคุณประโยชน์จากของถวายในแง่มุมไหน หากใส่ใจรอบคอบเรื่องพระวินัยสงฆ์ แม้เงินเพียงน้อยนิด ก็เป็นทางมาแห่งบุญอันไพศาลได้ สัมผัสได้ด้วยใจตนเองตั้งแต่คิดเลือกซื้อข้าวของถวายแล้ว // แอดมินเบลล์ _/|\_

เลือกคู่อย่างไร เลือกใจอย่างนั้น

12219567_975321072525051_4044684252241191334_n

คำในหัวของคุณต่างไปเรื่อยๆ
แปรไปตามคนที่อยู่ตรงหน้า
ใครบางคนแกล้งคุณเอาสนุก
ในหัวคุณอาจคิดว่าเขาแค่หยอกเล่น
ขณะที่ใครอีกคนทำเหมือนกันเปี๊ยบ
ในหัวคุณอาจคิดว่าเขากวนตีนก็ได้

เพียงแค่ภาษาในหัว
ก็เป็นตัวกำหนดได้ว่า
กรรมทางความคิดมีความหยาบหรือประณีต
และนั่นหมายความว่า
อยู่กับใครที่ทำให้คุณเกิดความหมั่นไส้หรือหงุดหงิดบ่อยๆ
แนวโน้มคือคุณจะมีกรรมทางความคิดหยาบขึ้นเรื่อยๆ
แต่อยู่กับใครที่ทำให้รู้สึกดีหรือมีความสงบใจนานๆ
แนวโน้มคือคุณจะมีกรรมทางความคิดประณีตขึ้นทุกที

ระดับความรู้สึกนับถือ
ระดับความนึกอยากให้เกียรติ
เป็นตัวแปรสำคัญให้ภาษาในหัวหยาบหรือประณีต
ภาษาในหัวนั่นเอง
ผลักดันให้เกิดพฤติกรรม
ทั้งการใช้สายตา ท่าทาง และวิธีพูด
ภาษายิ่งหยาบ ในหัวยิ่งฟุ้งซ่าน จิตใจยิ่งร้าย
ภาษายิ่งประณีต ในหัวยิ่งสงบ จิตใจยิ่งดี

เมื่อจะต้องเลือกคู่
แต่ละคนมักอยากเลือกคนที่คบแล้วรู้สึกว่า
เส้นทางกรรมของตนจะไม่ต้องเปลี่ยนมากนัก
ยิ่งเป็นตัวตนเดิม
หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมมากเท่าไรยิ่งดี
อย่างที่เรียกว่าจะได้เป็นตัวของตัวเองนั่นแหละ
ทว่าในความเป็นจริง
คนที่ลงตัวขนาดให้อยากสละโสดนั้น
มักไม่ใช่คนที่ทำให้รู้สึกเท่าเดิม
โชคดีก็ได้คนที่ปรุงภาษาในหัวให้ประณีตขึ้น
โชคร้ายก็ได้คนที่ปรุงภาษาในหัวให้หยาบลง
ดังนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่
เลือกคู่เป็นใคร
ก็คือเลือกใจที่แตกต่างให้ตนเองตามนั้น
จุดสังเกตง่ายๆ
ถึงแม้ปากจะพูดจาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แต่คุณอาจรู้สึกได้ว่า ภาษาในหัวต่างไปมาก
หลังจากเอาตัวไปอยู่กับใครคนหนึ่งนานๆ

หากภาษาในหัวของคุณคงเดิม
คุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเท่าไร
หากภาษาในหัวของคุณดีขึ้น
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น
หากภาษาในหัวของคุณแย่ลง
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางแย่ลง
ตรงไปตรงมาแค่นี้

ภาษาในหัวเป็นสิ่งที่คุณรู้อยู่คนเดียว
ตอบตัวเองได้อยู่คนเดียวว่า
โดยมากมีความหยาบหรือประณีต
ถ้าไม่ถามตัวเอง
บางทีคุณจะไม่ย้อนมาสังเกตเลยว่า
หลังจากคบใคร หรืออยู่กับใครสักคน
ใจตัวเองดีขึ้นหรือแย่ลงแค่ไหน

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานในชีวิต
เปลี่ยนใจเท่ากับเปลี่ยนชีวิต
ใจจึงน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
เมื่อจะต้องชั่งน้ำหนัก ชั่งใจ ในการเลือกคู่
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
คนส่วนใหญ่ถูกบีบให้คำนึงถึงตัวแปรอื่นก่อน
ซึ่งนั่นก็เท่ากับต้องเสี่ยงดวงเอาว่า
เลือกใครมาเป็นคู่
แล้วจะได้ใจใหม่ให้ตัวเองแบบไหน

ปากกับใจไม่ตรงกัน

181115

โกหก คือ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องไม่จริง
แต่ก็พยายามบิดความจริงให้ผิดเพี้ยน
หรือไม่ก็กลับเหรียญให้เป็นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
ปั้นน้ำเป็นตัว
หรือสร้างเรื่องแบบไม่มีมูลใดๆ
จงใจให้คนฟังเข้าใจผิด
ด้วยความประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
อันเป็นผลได้ส่วนตน ตามที่ตนต้องการ
เช่น มีเงินใช้หนี้สบายๆ แต่บอกว่าไม่มี
ด้วยความคิดชักดาบ
ขอเก็บเงินไว้ใช้ต่อให้มีความสุขเถอะ
ไม่สนว่าเจ้าหนี้จะเดือดร้อนอย่างไร
อย่างนี้คือโกหกด้วย ลักทรัพย์ด้วยเต็มๆ

ปากไม่ตรงกับใจ คือ คิดอย่าง พูดอย่าง
ด้วยหลายต่อหลายเหตุผล
เช่น คิดว่าน่าจะพูดตามมารยาท
เขาถามว่าทำผมทรงนี้หล่อไหม
หรือใส่ชุดนี้ฉันสวยหรือยัง
คุณรู้ว่าเขาถามเพื่อให้ชม
ไม่ใช่ถามเพื่อให้ออกความเห็น
จึงต้องฝืนใจชม
คิดว่าไม่ดี แต่ปากบอกว่าดี
ซึ่งนั่นก็คือการกัดฟันบิดจิตตัวเองให้เพี้ยน
ถ้าไม่เพี้ยนก็เปล่งคำพูดไม่ตรงใจไม่ได้

ปากไม่ตรงกับใจเพื่อเอาใจ
ปากไม่ตรงกับใจเพื่อปกป้องอัตตาตน
ปากไม่ตรงกับใจเพื่อให้ภาพใครดูดี
ปากไม่ตรงกับใจเพื่อซ่อนเร้นความรู้สึก ฯลฯ
ชนิดที่ไม่ได้มีพิษภัย ไม่ได้มีผลได้ผลเสีย
ไม่ได้นับเป็นการโกหกมดเท็จ
แต่ก็เฉียดกันไปเฉียดกันมา
เพราะการทำงานของจิต
เป็นไปในทางเดียวกับการโกหก
คือ รู้ว่าจริงๆเป็นอย่างไร
แต่บิดให้เป็นไปอีกอย่าง

ปากไม่ตรงกับใจ ต่างกันกับโกหก
ตรงที่ไม่ได้เป็นบาป
ไม่ได้ให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับมุสาวาท
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อสะสมมากแล้ว
เป็นเหตุให้ไปสู่อบาย
หรือโทษสถานเบา
คือเป็นผู้ถูกใส่ไคล้เมื่อกลับมาอยู่ในโลกนี้

ผลของการมีปากไม่ตรงกับใจเสมอๆ
คือ การเป็นผู้มีความอึดอัดใจ
เหมือนต้องใส่หน้ากาก
ไม่มีความโล่งหน้าโล่งตา
ต้องสะสมอาการเกร็ง อาการฝืน
เป็นเหตุให้ฟุ้งซ่าน สองจิตสองใจ
เพราะจิตต้องออกแรงเค้นคำ
ที่ไม่ตรงกับต้นแหล่งความรู้สึกเป็นประจำ

ปากตรงกับใจ
นับเป็นเครื่องฝึกสติชั้นดีชนิดหนึ่ง
มีความแตกต่างกันเป็นคนละเรื่องกับการ
พูดทุกอย่างที่คิด
เพราะการพูดทุกอย่างที่คิด
คือการเป็นพวกปากไม่มีหูรูด เพ้อเจ้อ
กลับไปกลับมาง่ายตามแต่จะคิด

เพื่อฝึกให้ปากตรงกับใจ
ขั้นแรกต้องมีสติ
ต่อสู้กับความอยากพูดไม่ตรงกับใจ
ความอยากพูดไม่ตรงกับใจเป็นแรงดันชนิดหนึ่ง
อยากหาคำง่ายๆให้ผ่านๆไป
ถ้าคุณชนะความอยากชนิดนี้ได้
เท่ากับคุณชนะความเคยชิน
ที่จะมักง่ายได้ด่านหนึ่งแล้ว

จากนั้นต้องฝึกคิดสองชั้นก่อนพูด
ชั้นแรกคือถามตัวเองว่า ความจริงคืออย่างไร
ชั้นที่สองคือคิดว่า ควรจะพูดว่าอะไร
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องจริงคือ เขาหรือเธอ
ทำผมแบบนี้หรือแต่งแบบนั้นแล้วดูประหลาด
แต่ดันถามโดยเจตนาให้คุณชมว่าหล่อว่าสวย
คุณไม่จำเป็นต้องทำร้ายจิตใจ
ด้วยการด่าตรงใจว่าประหลาดมาก!’
แต่สามารถคิดดีๆ ตอบแบบลงรายละเอียดว่า
ส่วนไหนทำให้ดูดี แต่ยังขาดตรงไหนไป

คุณจะพบว่า การเป็นคนปากตรงกับใจได้นั้น
ได้ฝึกสติครบ ทั้งการไม่เผลอพลั้งปากส่งเดช
ทั้งความช่างสังเกตในการลงรายละเอียด
ทั้งปฏิภาณฉลาดคิดฉลาดพูด
ยิ่งฝึกบ่อย ยิ่งมีสติ ยิ่งช่างสังเกต
และยิ่งฉลาดพูดขึ้นเรื่อยๆทุกวัน
โดยไม่ต้องให้ปากกับใจผิดเพี้ยนจากกันเลย!

สัญญาณบอกแววเบื่องานชั่วชีวิต

12249775_973870542670104_7807597461030033826_n

ความเคยชินผิดๆ
ที่เมื่อเคี่ยวจนข้นแล้ว
กลายเป็นความเบื่องานจุกอก
ถอดถอนจากใจแสนยาก ได้แก่

อยากได้เงินเดือนขึ้นสองเท่า
แต่ปริมาณงานลดลงครึ่งหนึ่ง
(บ่งว่าใจไม่เคยอยากอยู่กับงานที่เป็นจริง
เอาแต่อยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้)

เกลียดความจำเจ
แต่ก็กลัวความเปลี่ยนแปลง
(งานเดิมแย่แค่ไหน
ก็ไม่กลัวเท่าความยากตอนปรับเปลี่ยน)

วนเวียนคิดถึงการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่
แต่ไม่เคยคิดถึงวิธีการทำงานใหม่ๆ
(หวังน้ำบ่อหน้า กะให้ที่ใหม่ยกระดับชีวิต
ไม่คิดยกระดับตัวเอง ทำน้ำบ่อนี้ให้ดีขึ้นบ้าง)

เมื่ออยากได้ดีเท่าคนที่เก่งกว่า
จะหาช่องด่าเพื่อให้เขาดูด้อยกว่าตน
(พัฒนาความเก่งในทางจับผิดคนอื่น
แทนการหาวิธีก้าวหน้าให้ถูกทางของตน)

ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมการโยนขี้ใส่คนอื่น
ไม่ชวนกันสร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วมกัน
(นิสัยที่ทำให้เบื่อตัวเองอย่างสุดซึ้ง
คือต้องทำเป็นหน้าหนา ปัดความผิดโดยไม่รู้สึกผิด)

กลัวผิดเมื่อต้องออกไอเดีย
กลัวไม่ได้หน้าเมื่อไอเดียใครสำเร็จ
(ไอเดียนำไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ
ลอกง่าย คิดเองยาก เพราะไม่กล้าคิด)

บอกตัวเองซ้ำๆว่า ไม่รู้จะทำอะไรให้ดีขึ้น
เคยชินกับท่าเดินเหมือนหุ่นยนต์เข้างาน
(ตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดแบบไหนทุกวัน
วันหนึ่งมันจะกลายเป็นคุกไร้ทางหนี)

ตัดสินตัวเองว่าไม่มีค่า

11221642_973440556046436_4542341684679447825_n

หลังจากรู้ความ รู้ภาษา
ผ่านร้อนผ่านหนาวถึงจุดหนึ่ง
ทุกคนจะเริ่มมีอัตตา
โดยตัดสินตัวเองว่า
เป็นใครอยู่ในโลกนี้
มีตัวตนใหญ่ เล็ก
หรือเหมือนไม่มีตัวตนเลย

เมื่อไม่ได้อยู่กับคนรู้จัก
เดินไปตัวตามลำพัง
เห็นคนผ่านไปผ่านมา
ไม่มอง ไม่ให้ความสนใจ ไม่มีใครคุยด้วย
รู้สึกราวกับตัวเองเป็นอากาศธาตุ
ในหัวอึงอลไปด้วยความฟุ้งซ่านจับไม่ติด
เพราะไม่มีบทบาทหน้าที่
ไม่มีโฟกัสอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ไม่มีใครให้คิดถึงเป็นพิเศษ
คุณจะเริ่มเหมือนวิญญาณพเนจร
ไร้ทิศทาง และไม่มีความสุข
กับการต้องรับรู้ว่าโลกภายในว่างโหวง
ไม่เหลืออะไรให้จับต้องเอาเลย

พอปล่อยให้ชีวิตไหลไปถึงจุดนั้น
หรือประมาณเดียวกันนั้น
ใจคุณจะเริ่มตัดสินว่า
ชีวิตไม่มีค่า ไม่มีราคา
ตายกับอยู่แทบจะค่าเท่ากัน
เกลอแก้วหนึ่งเดียวที่คุ้นเคย
คือความเบื่อจุกอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เบื่อที่จะต้องรับผิดชอบกับการมีลมหายใจ
ถ้ามีเรื่องแย่ๆแก้ไม่ตกเพิ่มขึ้นมาแม้แต่เรื่องเดียว
ในหัวคุณจะวนเวียน
อยู่กับความคิดอยากตายให้พ้นๆไปเลย

ความกลัวตาย
ความไม่แน่ใจว่าตายแล้วจะต้องเจอกับอะไร
คือสิ่งที่ทำให้คนเรายังมีความยับยั้งชั่งใจ
แต่เมื่อใดที่ทุกข์เกินความกลัว
เมื่อใดที่ทุกข์หนักแน่นจนบีบให้แน่วแน่
เมื่อนั้น คนคนหนึ่งจะตัดสินว่า
คุณค่าอะไรในชีวิตไม่เหลือแน่แล้ว
แล้วตัดสินใจฆ่าตัวตาย
อันเป็นเครื่องหมายยืนยันว่า
ค่าของความเป็นมนุษย์หมดลงแล้วจริงๆ
แม้หวาดๆอยู่ว่าเดี๋ยวอาจต้องเป็นเปรต
เป็นหมาแมว หรือเป็นอะไรที่แย่กว่านั้น
ก็ยอมไปทรมานเอาดาบหน้าดีกว่า!

ยิ่งวัน ผู้คนยิ่งให้ค่ากับกรรมที่สูญเปล่า
เสพติดกับการเพิ่มอัตตาแบบฉาบฉวย
จนถึงจุดหนึ่งรู้สึกกลวงว่าง ไม่มีค่า ไม่มีราคา
ในหัวยุ่งเหยิงสับสนอยู่ด้วยความคิดแย่ๆ

จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่จะพลิกความรู้สึกในระยะยาว
คือ ถามตัวเองทุกวันว่า
ทำอะไรเป็นก้าวเล็กๆไปสู่ความรู้สึกมีค่า
ทำอะไรเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สะสมความรู้สึกไร้ค่า
การตั้งคำถามกับตัวเอง
คือวิธีเรียกสติได้ดีที่สุด
อย่าให้คำตอบมาจากคนอื่น
แต่ให้มันมาจากใจที่ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาของตนเอง
แล้วคุณจะพบมิเตอร์วัดค่าที่ล้ำค่า
เปลี่ยนทิศลงเหวเป็นขึ้นยอดเขาได้
เพียงภายในชั่วเวลาข้ามเดือน!

สัญญาณบอกรักแท้

131115

คนมักอยากรู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น
คือรักแท้หรือรักเทียม
ไม่รู้จะดูอย่างไร เอาอะไรเป็นตัววัดกันแน่
บางคนบอกให้ดูความรู้สึกที่ใช่
เหมือนคู่แท้ที่พลัดพรากมาพบกันใหม่
บางคนบอกให้ดูความรู้สึกเป็นเพื่อน
เหมือนคนคุยกันได้ทุกเรื่องไม่ต้องพรางตัว

เพื่อจะรู้ได้จริง
คุณต้องจำแนกให้ถูกว่า
ความรู้สึกแบบไหนอายุสั้น
ความรู้สึกแบบไหนอายุยืน

ยอมรับเถอะว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ส่วนใหญ่
ให้แค่ความรู้สึกชั่วคราวตามเหตุปัจจัย
เพื่อนร่วมชั้น เมื่อเลื่อนชั้น
ยังรู้สึกว่าเป็นเพื่อนได้แค่ไหน?
เพื่อนร่วมเที่ยว เมื่อหมดเวลาเที่ยว
ยังรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันต่อหรือเปล่า?
เพื่อนร่วมงาน เมื่อไม่มีงานให้ทำด้วยกัน
ยังรู้สึกว่าคุยกันได้อีกกี่เรื่อง?
เพื่อนสนิท เมื่อเกิดเรื่องแรงพอจะแตกแยก
ยังรู้สึกมองหน้ากันสนิทอยู่หรืออย่างไร?
รักแรกพบ เมื่อคบกันจริงนานไป
ยังรู้สึกสุดพิศวาสเหมือนแรกรักได้ไหม?

แต่มีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ที่ยังคงอยู่ตรงนั้นไปจนตาย
นั่นคือ ความรู้สึกแบบครอบครัว
ถึงไม่ได้เที่ยว ไม่ได้มีงานร่วมกัน
หรือกระทั่งไม่ได้คุยกันสักเท่าใด
ก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนในครอบครัวอยู่ดี

ความเป็นเพื่อนหรือความเป็นคนรัก
ให้อย่างไรก็รู้สึกว่าสมมุติขึ้นชั่วคราว
หมดเหตุให้อยากสมมุติเมื่อไหร่
ก็กลับไปเป็นคนแปลกหน้าเมื่อนั้น
แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัวล่ะก็
คุณจะไม่ต้องคิดมากมาแต่แรก
เพราะรู้สึกถึงรากแก้วที่ใหญ่เกินถอน
ต่อให้พยายามคิดว่าเป็นอื่น
อย่างไรก็ไม่รู้สึกเป็นอื่นอยู่ดี

ทั้งนี้ ความรู้สึกเป็นคนในครอบครัวนั้น
ไม่ใช่จะต้องนับกันที่สายเลือดท่าเดียว
พ่อแม่ลูก หรือพี่น้องท้องเดียวกัน
ถ้าประพฤติเหมือนเป็นคนละพวกกันทุกวัน
ก็ให้ความรู้สึกแปลกปลอม เป็นอื่น
อยากมองกันด้วยสายตาเย็นชา
ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าที่ต้องระแวงกันได้
แต่กับบางคนนอกบ้าน นอกตระกูล
ถ้าเข้ากันได้ มีน้ำใจเกื้อกูลกันสม่ำเสมอ
ก็อาจให้ความรู้สึกสนิทแน่นแฟ้น
และทำให้นึกถึงคำว่าคนในครอบครัว
ได้ยิ่งกว่าผู้มีสายเลือดเดียวกันเสียอีก

ถ้ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นรากฐานความสุขอยู่ก่อน
คนเราจะวัดความรู้สึกตัวเองได้ง่ายขึ้น
เมื่อพาคนรักมาพบครอบครัว
แล้วรู้สึกเข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอยู่แล้ว
อันนั้นมีแนวโน้มสูงว่าเป็นรักแท้
ในความหมายที่เป็นสัมพันธภาพยั่งยืน
ต่อให้ภายหลังทะเลาะเบาะแว้ง เลิกร้างกันไป
ก็จะยังมีใจรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวต่อได้
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อได้ ไม่ต่างจากญาติสนิท

สรุปคือ ถ้าจะถามหารักแท้
อย่าวัดใจตัวเองด้วยความรู้สึกวูบๆวาบๆอันใด
แต่ให้วัดจากความรู้สึกที่ยั่งยืน
โดยถามคำเดียวสั้นๆว่า เขาหรือเธอ
ให้ความรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวหรือเปล่า?
หรืออย่างน้อยนึกภาพของการ
ช่วยกันสร้างครอบครัวออกไหม?
ภาพที่คุณอยากหนีร้อนมาพึ่งเย็น
ภาพที่คุณอยากหนีความเหน็บหนาวมาหาความอบอุ่น
ภาพที่คุณอยากหนีคนแปลกหน้ามาอยู่กับคนคุ้นเคย

และถ้าไม่โกหกตัวเอง
ยืนยันกับตัวเองว่าใช่คนในครอบครัวแน่
ก็อย่าประมาท อย่านึกว่าคนในครอบครัว
คือคนที่ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน
ตรงข้าม ต้องนึกถึงครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสุข
แล้วจะรู้ว่า เขาคิดถนอมน้ำใจกันทุกวัน
ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวกันไม่เลิก!

ทำบุญด้วยรอยยิ้ม

111215

ปัญหาหนึ่งของชาวพุทธที่อยากทำบุญ
คือรู้สึกถึงกระเป๋าแห้งๆของตน
แล้วเกิดความห่อเหี่ยว
ควักกระเป๋าทำบุญแล้วไม่เป็นสุข
เลยไม่รู้สึกว่าตนมีสิทธิ์ทำบุญบ่อยๆ

แทนการลงทุนด้วยเงิน
เปลี่ยนเป็นการทำทุนด้วยความรู้ที่ถูก
แล้วคุณจะพบโอกาสในการทำบุญ
ที่มีอยู่มากมายระหว่างวันธรรมดา

บุญคือการทำอะไรดีๆ
อันเป็นทางเจริญแก่ตนเองและผู้อื่น
ฉะนั้น ยิ้มก็เป็นการทำบุญ
เพราะสร้างความสุข ความเป็นกุศล
ความเจริญตาเจริญใจให้ตัวเองและใครๆได้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ต้องเข้าใจดีๆด้วยว่า
การยิ้มที่จะได้บุญ
ไม่ใช่แค่ปั้นยิ้มเกร็งๆ
ไม่ใช่แค่ยิ้มแห้งๆ
จากเจตนาแสร้งมีความสุข
หรือทำเป็นแกล้งส่งความสุขเข้าตาคนอื่น
แต่ต้องฝึกยิ้มออกมาจากใจจริง
กระทั่งกลายเป็นนักแจกสุขผ่านรอยยิ้ม
หรือเป็นแหล่งกำเนิดความสุขจากตัวเองกันจริงๆ

ลองนึกถึงแอร์โฮสเตส
ที่ถูกฝึกให้ยิ้มโปรยความสุข
บางคนทำได้จริง ทำได้จนเป็นตัวเอง
กระทั่งสามารถบันดาลใจให้ผู้โดยสาร
เกิดความรู้สึกราวกับกำลังจะก้าวผ่าน
ประตูแห่งความสุข
เข้าสู่เขตแดนแห่งความสุขอันกว้างใหญ่
ไม่ใช่แค่เข้าประตูเครื่องบินเล็กๆ
เพื่อไปนั่งในที่อุดอู้แคบๆ

ยิ้มจริงใจจากจิตที่กว้างขวาง
มีสิทธิ์แปรโลกความจริงอันคับแคบของคนอื่น
ให้เปลี่ยนตามกันไปได้ขนาดนั้น!

คนถูกจับฝึกให้ยิ้มแจกสุขเหมือนกัน
แต่ทำไมผลจึงไม่เหมือนกัน?
นี่เป็นเรื่องของโลกภายในที่รู้เฉพาะตน
หากคุณฝืนยิ้มแจ่มจ้าตามหน้าที่
นานไปจะยิ่งรู้สึกเป็นภาระ ยิ่งฝืด ยิ่งฝืน
เมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณแก้มและปากมากขึ้นทุกที
แต่ถ้าฝึกเจตนาให้คนอื่นเกิดความสุข
คือเล็งอยู่ว่า เขาจงรู้สึกดี
ในทันทีที่เห็นคุณยิ้มแจ่มกระจ่าง
เสมือนตัวคุณเป็นดวงอาทิตย์
ที่ชอบส่องแสงแห่งความเบิกบาน
คุณจะค่อยๆเพิ่มอำนาจชนิดหนึ่งในตน
ตามธรรมชาติการปรุงแต่งจิตและกาย
กล่าวคือ กายใจจะค่อยๆเพิ่ม
พลังปะทะสายตาคนเห็นในทางบวก
ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์บวก
หรือกระทั่งยกระดับจิตคนอื่นได้แบบเฉียบพลัน
นั่นแหละ! เข้าขั้นฝึกทำบุญจนได้บุญเป็นปกติ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ให้สุข ย่อมได้สุข
ให้กำลัง ย่อมได้กำลัง
ดังนั้น การส่งสุขส่งกำลังใจให้คนอื่น
ผ่านประกายตาหรือรอยยิ้ม
จึงนับเป็นการให้ทาน เป็นการแผ่เมตตา
เมื่อสร้างความชุ่มชื่นให้คนอื่นบ่อยเท่าใด
ตนเองย่อมชุ่มชื่นด้วยน้ำใจเมตตาบ่อยเท่านั้น

ผู้ทำเมตตาให้เจริญบริบูรณ์
ย่อมอยู่อย่างเป็นสุข
ย่อมตายอย่างเป็นสุข
แม้เกิดใหม่ก็เกิดอย่างเป็นสุข
ไม่ไปอยู่ในที่อัตคัดขัดสน
มีใบหน้าที่ดูดี คนเห็นแล้วนึกรักนึกเอ็นดู
กับทั้งมีรูปปากพร้อมยิ้มโลกเปิดโดยธรรมชาติ

สรุปคือ ฝึกยิ้มให้เก่ง
ก็ได้ทำบุญบ่อยๆ
ทำชีวิตนี้และชีวิตหน้าให้ดีขึ้นได้
โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาทแล้ว!

มีเหตุผลที่ต้องเกลียดให้ได้จริงๆหรือ?

111115

ต่อให้มองเข้ามาแล้วอ่านออกว่า
ความเกลียดคือหลุมดำอันเป็นทุกข์
เป็นสิ่งดึงดูดให้ลงนรก
คนส่วนใหญ่ก็มักอดไม่ได้
ขอเก็บความเกลียดไว้
ให้ใครสักคนที่สมควรได้รับ
ความเกลียดชังจากฉันเถอะ

ตอนเกลียดใคร
แล้วรู้สึกว่าคิดอะไรดีๆไม่ออก
เห็นหน้า ได้ยินชื่อ หรือนึกถึง
แล้วเกิดอาการจุกอกแน่น
ในหัวเหมือนเกิดกำแพงหนา
หาความคิดดีๆไม่เจอ
นั่นแหละ! โอกาสแห่งความทุกข์
โอกาสแห่งการสร้างบาปเวร
โอกาสแห่งการเกิดใหม่ในที่ตกต่ำ
เพราะจิตที่ชุ่มด้วยความเกลียดย่อมมืดดำ
เหมาะกับอัตภาพอันดำมืด

แม้อ้างว่ามันผู้นั้นสมควรต้องถูกเกลียดจริงๆ
ยกเหตุผลความชั่วร้ายมาขนาดไหน
อย่างไรก็เท่ากับบอกว่า
ฉันสมควรมีประตูสู่อบายไว้บานหนึ่ง
หรือฉันจำเป็นต้องมีประตูนรกติดตัวอยู่นั่นเอง!

เมื่อเกลียดใคร
ชนิดรู้สึกว่าไม่เกลียดไม่ได้จริงๆ
ก็อาจพิจารณาว่า
ไม่เกลียดแล้วถึงขั้นบกพร่องในหน้าที่
ไม่เกลียดแล้วจะกลายเป็นคนผิดปกติ
ไม่เกลียดแล้วกลายเป็นคนเลวงั้นหรือ?

ควรคิดไหมว่า เขามีเส้นทางกรรมของเขา
ไม่ใช่เส้นทางโคจรของเรา
เป็นโลกที่เขาสร้าง ไม่ใช่โลกที่เราอยู่
ในเมื่อเกลียดเขา
จะเท่ากับยึดเขาไว้ในโลกของเราหรือเปล่า?

แต่ถ้าเอาไม่อยู่
ถามเป็นคติให้ตัวเองไม่ได้แน่ๆ
ก็อย่าฝืนคิดอะไรดีๆต่อ
เพราะความคิดดีๆ สู้ความรู้สึกแย่ๆไม่ได้แน่แล้ว
ดังนั้น ปล่อยให้เกลียดไป
เพื่อจะได้มองความเกลียดในใจตัวเองชัดๆเสียที!

มืดอย่างไร ก็ยอมรับว่ามืดอย่างนั้น
สติรู้ความมืดพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

อัดอั้นอย่างไร ก็ยอมรับว่าอัดอั้นอย่างนั้น
สติรู้ความอัดอั้นพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

ร้อนอย่างไร ก็ยอมรับว่าร้อนอย่างนั้น
สติรู้ความร้อนพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

เมื่อยอมรับและรู้เห็นเข้าไปอย่างชัดเจน
ในอาการใดอาการหนึ่งของความเกลียด
ความเกลียดย่อมปรากฏต่อสติ
ลมหายใจหนึ่ง ความเกลียดแรงแค่ไหน
ลมหายใจต่อมา ความเกลียดย่อมอ่อนกำลังลง
หรือทวีตัวขึ้นกว่านั้น
ไม่มีทางเท่าระดับเดิมไปทุกลมหายใจ

รู้ความไม่เที่ยงของสิ่งใดเรื่อยๆ
ความหวงสิ่งนั้นย่อมลดลงเป็นธรรมดา
เช่นที่อาการหวงความเกลียดจะลดลงเรื่อยๆ
โดยไม่มีข้ออ้างผิดๆว่า
ยังไงก็ต้องเกลียดมันให้ได้อยู่ในใจอีกต่อไป
เพราะพบแล้วว่า
ความจำเป็นต้องเกลียดคือสิ่งที่คิดไปเอง
ความไม่จำเป็นต้องเกลียดนั่นแหละของจริง!

แข่งกับคนอื่น vs แข่งกับตัวเอง

111015

ถ้าอยากแข่งกับคนอื่น
มีคนพร้อมให้คุณแข่งมากมาย
เพื่อจะได้รู้ในที่สุดว่า เก่งแค่ไหน
ก็ต้องรู้จักกับคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า

แต่ถ้าอยากแข่งกับตัวเอง
มีเพียงคุณคนเดียวให้แข่งด้วย
เพื่อจะได้รู้ในที่สุดว่า
วันนี้ดีกว่าเมื่อวานแค่ไหน

นับแต่เด็กจนโต
โลกจะบีบให้คุณต้องแข่งกับคนอื่น
ซึ่งคุณก็จำต้องใช้สองมือสองเท้า
หรือหนึ่งสมองสองมือไปแข่งกับเขา
แล้วได้ผลลัพธ์เปรียบเทียบว่า
ใครเหนือกว่า ใครด้อยกว่า เป็นธรรมดา

คนเราย่อมเป็นทุกข์เมื่อพบว่า
ตนเองด้อยกว่าเขา แพ้เขา
แล้วก็ย่อมเป็นสุขเมื่อพบว่า
ตนเองเหนือกว่าเขา ชนะเขา

แต่ถ้าใจของคุณหันมาตั้งข้อสังเกต
เปรียบเทียบตัวเองวันนี้กับเมื่อวาน
มุมมองและความรู้สึกของคุณจะค่อยๆต่างไป คือ
ความทุกข์จะเกิดเมื่อพบว่าตนเองย่ำอยู่กับที่
รู้เท่าเดิม เก่งขึ้นๆลงๆเหมือนเดิม
ส่วนความสุขจะเกิดได้
ก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองรุดหน้าไปเรื่อยๆ
รู้มากขึ้น ฝึกมากขึ้น ทักษะมากขึ้น เก่งมากขึ้น

มุมมองชีวิต คือสิ่งที่กำหนดว่า
สุดท้ายคุณจะเอาอะไรจากชีวิต

คนที่แข่งกับตัวเอง จะรู้จักตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ
แล้วเกิดมุมมองจากจุดที่ตนยืนอยู่
กระจ่างชัดพอจะคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
กลั่นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์
ออกมาจากความเป็นตัวเองโดยไม่ต้องลอกใคร
เพราะอย่างไรไอเดียก็ถูกต่อยอดวันต่อวันอยู่แล้ว
แม้มองคนอื่น ก็มองเพื่อดึงส่วนดีที่สุดของเขา
มาผสานกับส่วนดีที่สุดของตน
จนเกิดรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เกิดแต่ของรีไซเคิล
ถึงจุดหนึ่ง ก็รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวไร้คู่แข่ง
ดังนั้น คนแข่งกับตัวเองจึงเป็นพวกที่
มีสิทธิ์พบงานอันเป็นที่รักโดยง่าย
กับทั้งมีความพอใจในตนเองสูงสุด

ส่วนคนที่เอาแต่แข่งได้ชิงดีกับคนอื่น
จะรู้จักแต่วิธีเอาชนะ วิธีแก้หน้า วิธีเอาคืน
หรือไม่ก็วิ่งวุ่นสร้างความสำคัญให้ตัวเอง
โดยเอาความเหนือกว่าด้อยกว่าเป็นตัวตั้ง
ถ้าจะคิด ก็คิดแต่อะไรที่คนอื่นพากันคิดๆอยู่
เห็นแต่อะไรที่คนอื่นเห็นกันไปหมดแล้ว
เพราะทุกคนมองออกข้างนอกไปยังจุดเดียวกัน
คือเส้นชัยที่ไร้ตัวตน
ไม่ได้มองเข้าข้างใน
คือความเป็นตัวของตัวเองที่จับต้องได้
ดังนั้น คนที่ชอบแข่งได้ชิงดี
จึงยากจะพบงานอันเป็นที่รัก
และต้องทนทุกข์กับการแพ้ชนะที่น่าเบื่อไม่รู้จบ!

ศาสนาไม่เห็นช่วย?

01-Monday---Question_MacBook-Pro

คน (เสียง) ดังจำนวนมาก
คิดว่าตัวเองทำเพื่อศาสนา
หรือกระทั่ง ‘ช่วย’ พระศาสนา
แต่ในที่สุดพอตกอับ ลำบากลำบน
อันเป็นผลจากการ ‘คิดช่วย’ ตามสไตล์ตน
ก็โทษว่า ศาสนาไม่เห็นช่วย
หรือ ‘ตอบแทน’ ตนบ้าง

หรือถ้าไม่มีอะไรเลย
ไม่ได้ลงทุนลงแรงช่วย ไม่ได้ทำบุญสักบาท
แต่ถือว่าตนเอง ‘อุตส่าห์ยอมเชื่อ’
คุกเข่าถวายตนนอบน้อม กราบไหว้วิงวอนเทวดา
ก็ไม่เห็นว่าชะตาชีวิตจะดีขึ้นตรงไหน
ไม่เห็นมีเงินทองไหลมาเทมา
อกยังหัก รักยังคุด ที่ทางยังหลุด ยังคงสะดุดคดี
สภาพจิตใจย่ำแย่
ไม่รู้สึกอบอุ่นใจ ไม่ตอบโจทย์
ดังนั้น จึงประกาศดังๆ
ขอลาออกจากความเป็นพุทธ
ไม่นับถือพุทธอีกต่อไป

วิธี ‘คลิกกับศาสนา’ ของแต่ละคน
เป็นตัวกำหนดทิศทางให้มองเห็นต่างกัน
คนในโลกเกิน 99% ขึ้นต้นด้วยความเชื่อว่า
ศาสนามีไว้ ‘ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น’
มีความสุขขึ้นทันทีที่ยอมศิโรราบกราบกราน
หรือได้ทำบุญทำทานกับวัดวา

น้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ลงเอยค้นพบว่า
ศาสนามีไว้ช่วยให้ ‘เข้าใจชีวิต’ ดีขึ้น
มีความทุกข์น้อยลงเรื่อยๆจากการเห็นว่า
คิดอย่างนี้แล้วฟุ้งซ่านเปล่า ไม่คิดอย่างนี้ดีกว่า
พูดอย่างนั้นแล้วเกิดเรื่อง ไม่พูดอย่างนั้นดีกว่า
ทำอย่างคนโน้นแล้วเสื่อมลง ไม่ทำคนโน้นดีกว่า
จากนั้นจึงค่อยว่ากัน
เรื่องสร้างเหตุขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
หรือนิพพานทั้งยังมีลมหายใจ ต้องทำกันอย่างไรดี

ศาสนาพุทธช่วยอะไรคุณบ้าง?
ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในใจ
หลังจากคาดหวังเอากับศาสนาแล้วผิดหวัง ก็แย่หน่อย
เพราะมีสิทธิ์กลายเป็นพวกอกตัญญู
มองไปว่าพระศาสนาไม่เห็นมีดี
‘บุญคุณ’ ที่ตนทำไว้กับพระศาสนานับว่าสูญเปล่า
ตนเดือดร้อนแล้วไม่เห็นช่วยอะไรเลย
เมื่อคิดแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ แล้วพูดออกสื่อแบบนี้
ก็ได้ชื่อว่าทำกรรมในทางเห็นผิดเป็นชอบ
พอเกิดใหม่ก็มักเจอแต่การให้สัญญาผิดๆ ชี้ชวนให้หลงคิดว่า
กราบไหว้วิงวอน แล้วศาสนาจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้
พออกหัก ไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็คิดน้อยอกน้อยใจกันต่อไม่รู้จบ

แต่หากคำถามเดียวกันเกิดขึ้น
หลังจากประสบทุกข์แล้วหายทุกข์ได้ ก็นับว่าดีไป
เพราะจะกลายเป็นคนรู้คุณศาสนา
ซึ่งก็จะต่อยอดให้กลายเป็นผู้มีความกตัญญู
สรรเสริญพระศาสนาอยู่ว่า เป็นทางออกจากทุกข์
เป็นทางมาของบรมสุขทั้งยังหายใจอยู่
ชีวิตนี้จึงเป็นชาติแห่งการมีตาสว่าง ใจสว่าง
เกิดใหม่ก็เจอแต่สัญญาณดีๆ มีความเข้าใจที่ชัดเจน
ไม่ถูกหลอก และไม่หลอกตัวเอง ไปจนสิ้นกาลนาน

ใครถามทางเรา เราก็บอกให้
ใครปฏิบัติด้วยตนเอง พึงพ้นได้เอง
เช่นนี้ ตถาคตจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้บอกทาง
มิใช่ผู้ปลดเปลื้อง


<พุทธพจน์จากโธตกมาณวกปัญหานิทเทส>

นาทีเริ่มต้นของปีที่สูญเปล่า

12191864_968878826502609_7886946025188616003_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม -- อยากทราบวิธีเจริญสติเพื่อแก้อาการจมอยู่กับความเสียใจน้อยใจค่ะ เคยดูอารมณ์น้อยใจ กลับยิ่งจมเศร้าหนักเข้าไปใหญ่ ทำไมไม่เห็นเหมือนตอนดูอารมณ์โกรธ ที่พอดูแล้วรู้สึกว่าคลายได้เร็ว?

ดังตฤณ :

อันนี้เหตุผลก็ง่ายๆเลย
เพราะว่าความโกรธนี่มันเป็นของไม่ดี
เรารู้ว่ามันร้อน แล้วก็ไม่มีค่าไม่มีความหมาย
ควรทิ้ง ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

แต่อารมณ์น้อยใจนี่นะ
ใจมันยังไปให้ค่ากับตัวต้นเหตุอยู่
ใจมันยังไปมีความสำคัญมั่นหมายว่า
นั่นดี นั่นใช่ สำหรับเรา
แล้วพอไม่ได้อย่างใจ ไม่เกิดความสมหวังนะ
มันก็ไปมีอาการยึดมั่นอย่างรุนแรงเข้าไปแล้ว
อาการที่ใจยึดมั่นอย่างรุนแรงนี่
สะท้อนออกมาโดยที่มันฟ้องเลยว่า
สติของเราเข้าไปรู้เข้าไปดูอย่างไรก็ไม่ได้ผล
มันไม่ถอนออกมา
คือพูดง่ายๆว่า ตัวการปรุงแต่งมันชนะสติ!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้มาถึงวิธีการ
ถ้าหากว่าเราจะดูอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ
อย่าไปดูตรงที่เราเกิดความรู้สึกเศร้า
เกิดความรู้สึกหม่นหมอง
เกิดความรู้สึกว่ามีความมืดความหม่นอย่างไร
แต่ให้ดูอะไรง่ายๆก่อน
เช่น อารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจนี่นะ
อาการทางกายเป็นอย่างไร?
มันมีอาการก้มหน้างุดเลย
มันมีอาการเหมือนกับจะมองพื้นท่าเดียว
ไม่ยอมมองฟ้า ไม่ยอมมองหน้าผู้คน
ไม่อยากขยับมือ ไม่อยากขยับเท้า
ไม่อยากที่จะเงยหน้าขึ้นสู้โลก

อาการทางกายนี่
ดูเข้าไปแล้วมันไม่มีอาการฝืน ไม่มีอาการเกร็ง
ไม่มีอาการผิดปกติแทรกซ้อนขึ้นมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และถ้าหากว่าเรารู้สึกถึงอาการทางกายได้
ลองหายใจขึ้นมาสักนิดหนึ่ง
ในอาการก้ม ในอาการโค้งงอของหลัง
ในอาการที่เหมือนกับกระปลกกระเปลี้ย หมดสภาพ
เราหายใจเข้า หรือว่า หายใจออกอยู่นะ?

ลองสำรวจดูง่ายๆขั้นพื้นฐานแบบนี้แหละ
เราจะรู้สึกเลยว่า
ที่มันปัก ที่มันดิ่งเข้าไปในอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจนี่
จะเบาบางลงทันที
จะเกิดความรู้สึกปลอดโปร่งมากขึ้น
จะมีอาการเหมือนกับพ้นน้ำขึ้นมานิดๆ
แทนที่จะจมอยู่กับหนองน้ำของความเศร้า
หนองน้ำของความน้อยเนื้อต่ำใจ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่อาจจะมีอาการจมลงไปอีกเรื่อยๆ
ไม่ใช่ว่าพ้นแล้วพ้นเลย
เราก็ต้องสังเกตอีกเรื่อยๆเหมือนกัน
ว่าตอนที่มันจมลงไปนี่
อาการทางกายมันกลับไปเป็นอย่างไรอีก

น้องจะเกิดความรู้สึกเลยนะ
มันจะมีแก่ใจที่จะยืดตัวตรงขึ้นมานิดหนึ่ง
มันเปลี่ยนเป็นว่า เออ อยากเงยหน้าขึ้นมา
เออ ลักษณะที่มันมีความสดใส
เขาต้องเชิดคางกันแบบนี้
เขาต้องเงยหน้ามองฟ้ากันแบบนี้

เราจะรู้สึกว่า
อาการทางกายที่ฟ้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
ระหว่างเชิดหน้าสู้ฟ้า กับก้มหน้าลงหาดิน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเห็นอาการของกายได้ชัดเจนว่า
แตกต่างกันอย่างไร
ระหว่างที่จมลงไปกับอาการเศร้า
กับที่ถอนตัวออกมาจากอาการเศร้าได้นิดหนึ่ง
ตรงนั้นแหละ.. เราถึงจะเริ่มมองเห็นว่า
สภาพของใจ
ในขณะที่ร่างกายกำลังมีอาการก้ม
หรือ มีอาการเงย มันแตกต่างกันอย่างไร
จะเห็นได้ชัดเลย
พอเงยขึ้นมาปุ๊บ ปลอดโปร่ง
แต่ปลอดโปร่งได้ไม่นานเดี๋ยวมันจมลงไปอีก

นี่เราเห็นเลยนะ เราจะเห็นความไม่เที่ยง
เราจะเห็นความไม่สามารถบังคับควบคุม
ที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์ทางใจ

เมื่อเห็นว่า
ปรากฏการณ์ทางใจไม่สามารถบังคับควบคุมได้
เราจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาทีละน้อยว่า
ตรงนี้ไม่ใช่ติดตัวกับเรา ไม่ใช่ของที่มีมาอยู่ก่อน
แต่เป็นของที่ปรุงแต่งขึ้นมาภายหลัง แล้วเราเข้าไปยึด
พอยึดมาก ก็เหมือนกับยิ่งยุยงให้ปรุงแต่งมาก
พอยึดน้อยลง ด้วยการสังเกตสิ่งที่มันไม่เป็นโทษ
อย่างเช่นอาการทางกาย
อาการยึดมันก็เหมือนจะถอนออกเอง
โดยที่ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องควบคุมใดๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าเราเห็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเราจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า
ก้มลงไปด้วยความน้อยใจแต่ละครั้ง
มันเป็นอาการโง่เปล่า
มันเป็นความสูญเสียเวลาไปเปล่าๆ
เวลานั้นๆ มันถูกบล็อกไปเฉยๆ
ไม่มีความคิด ไม่มีความอ่าน
ไม่มีความฉลาด ไม่มีแสง ไม่มีปัญญา
ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแต่ความโง่เปล่า
เราจะรู้สึกอย่างนั้นนะ

แล้วพอเราถึงขั้นของความรู้สึกตรงนั้น
ใจมันจะแสดงความฉลาดออกมา
ด้วยการที่มีสติคม มีสติไว
เมื่อใดที่เริ่มคล้อยลงสู่อาการน้อยเนื้อต่ำใจ
รู้สึกว่าเริ่มมีอาการไหลลงต่ำ
ใจมันจะดึงตัวเองขึ้นมาเอง
คือไม่ใช่ตั้งใจดึงนะ แต่ใจจะถอนขึ้นมาเอง
ด้วยความรู้สึกว่า
ไม่รู้จะจมลงไปในหนองน้ำแห่งความเศร้าทำไม

นี่ตรงนี้นะ มันเป็นที่สุดของการเจริญสติรู้อารมณ์
ที่เป็นความเศร้า เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจนะ

คนแปลกหน้า ฆ่ากันในนามคนรัก

Screen Shot 2558-11-09 at 10.58.41 AM

ถ้าคุณลองเสิร์ชกูเกิ้ลทุกปี
ด้วยคีย์เวิร์ดประมาณ ผัวเมียฆ่ากันตาย
จะพบผลลัพธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี
แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับที่
คนส่วนใหญ่ ได้ยินข่าวพรรค์นี้
แล้วรู้สึกชินชา เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของคนอื่น
และไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเองได้

ลองถามคนรู้จัก
อาจหนึ่งในสองหรือหนึ่งในสาม
จะบอกคุณว่ารู้จักใกล้ชิด หรือรู้จักห่างๆ
กับคู่กรณีที่ฆ่ากันตาย
หรือมีแนวโน้มจะฆ่ากันตายเพราะเรื่องชู้สาว
จึงนับว่าเราอยู่ในยุคของความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
เกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
เพราะเจ็บจริง ตายจริง
ไปเกิดใหม่ในที่ไม่ดีกันจริงๆ

แต่แม้หลักฐานมีอยู่มากมายว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ก็กลับมีคนจำนวนมากเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ
นึกว่าการมีกิ๊ก การนอกใจกัน
เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีไม่ได้แล้ว
ยุคทองแห่งการลองของใหม่ รสชาติใหม่ๆ มาถึงแล้ว

ข้อเท็จจริงคือ
ไม่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมอย่างไร
รูปยั่วน้ำลายเกลื่อนกลาดทุกป้ายรถเมล์ขนาดไหน
ใจคนก็ผูกยึดแน่นกันได้ ฝังติดคิดแค้นกันได้
กับสัญญาไม่เป็นสัญญา ผูกมัดไม่เป็นผูกมัด
ซึ่งเมื่อแค้นเข้มข้นถึงขีดสุดเมื่อไร
อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบทั้งนั้น

หากคุ้ยรายละเอียดข่าว
คุณจะพบว่าคนลงมือจำนวนมาก
มีประวัติเป็นคนดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง
ดังนั้น คุณจึงไม่อาจพยากรณ์ได้ว่า
คนดีตรงหน้าคงไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก

คุณคิดเล่นๆตอนจะเลือกทางผ่านหรือของเล่นไม่ได้ว่า
คนนี้หน้าอ่อนๆ ใจอ่อนๆ คงไม่มีพิษไม่มีภัย
คงไม่เอาปืนมายิงตอนคุณจะชิ่งแน่ๆ
เพราะเมื่อไรใจเขาหรือเธอผูกติด หลงยึดมั่น
ตอนอาฆาตแค้นก็คิดร้าย
ตัดสินใจลงมือได้ไม่ต่างจากคนใจเหี้ยมนั่นเอง

ศีลข้อสามจึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย
ตรงข้าม กลับจะเป็นของทันสมัย และล้ำสมัย
ต้องนำมาเตือนสติกันมากขึ้นทั้งยุคนี้และยุคหน้า

นอกจากศีลข้อสามไม่ล้าสมัย
คำว่าอภัยก็ไม่ได้กลายเป็นคำตลกตกยุคเช่นกัน
เดี๋ยวนี้พูดเรื่องความรักหวานๆชักไม่มีใครฟัง
มีแต่คนอยากจับกลุ่มปรึกษากันว่า
จะเอาคืนอย่างไรให้สาสม

ก่อนลงมือทำอะไร
ลองนึกถึงวันที่เป็นคนแปลกหน้า
เป็นคนที่เคยต้องเกรงใจกัน
เป็นคนอื่นคนไกลที่ไม่รักไม่แค้น
ไม่เป็นที่ตั้งของใจที่คิดเป็นบุญเป็นบาป
แต่พอวันคืนผ่านไป ผูกสนิทชิดเชื้อ
เราถือวิสาสะกันอย่างไร
เหตุใดจึงเผลอยึดเขาหรือเธอ
เป็นที่ตั้งของมหาอกุศลจิต
มีสิทธิ์คิดทำปาณาติบาต
ผูกภัยผูกเวรข้ามชาติกันไปได้?

คำว่าอภัยไม่ได้นั้นไม่มี
มีแต่คิดกันไปเอง ยึดมั่นกันไปเอง
เรื่องทุกเรื่องในโลกอภัยกันได้
ถ้าไม่หลงหมกมุ่นเดินผิดทางตามๆกัน
สังเกตง่ายๆ
ถ้าหยุดคุยกับพวกเชียร์ให้เจ้าคิดเจ้าแค้น
ถ้าหยุดดูละครตบตีชิงผัวชิงเมีย
ถ้าหยุดคิดถึงคำว่าปล่อยไว้ไม่ได้
หลายๆวัน หรือหลายๆอาทิตย์เข้า
จิตใจก็จะค่อยๆกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิม
คือ อยากเป็นปกติสุข อยากมีความเจริญ
อยากไปให้ถึงความสว่างสูงสุดในชีวิต
เหมือนเช่นที่หลวงปู่ขาว
พลิกเปลี่ยนจากการเกือบเป็นฆาตกรฆ่าชู้
กลายเป็นพระผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน
ก็นับเริ่มจากนาทีที่คิดวางมีดวางดาบเสียได้
ซึ่งถ้าไม่ใช่นาทีแห่งมหาอภัยทานนั้น
ท่านก็คงเสียโอาสพ้นทุกข์พ้นภัย
สละสิทธิ์ในการเป็นพระอรหันต์ไปเป็นคนคุก
เป็นคนทุกข์ร้อนในความมืดมนคับแคบเสียแทน!

ตำหนิตามหน้าที่ vs ด่าตามอารมณ์

newthursday

ถ้าดูเผินๆจากอาการทางใจ
ของผู้ถูกดุด่าว่ากล่าว
ก็จะเห็นเป็นความทุกข์
เพราะเมื่ออัตตาถูกกระทบกระแทก
ย่อมรู้สึกเจ็บปวด
หรือเมื่ออัตตาถูกย่อส่วนให้เล็กลง
ย่อมรู้สึกไม่มีดี ไม่เหลือคุณค่า

เมื่อทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์
ก็น่าจะต้องจัดว่าเป็นบาปมิใช่หรือ?

ข้อเท็จจริงคือ บาปไม่ได้วัดกันว่า
ทำความเจ็บใจให้ใครหรือไม่
แม้พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่า
เป็นผู้ที่ใจดีที่สุดในโลก
ท่านก็ไม่ได้เลี้ยงพระสาวก
แบบปล่อยปละละเลยตามสบาย
ตรงข้าม พระองค์ตรัสว่า
ท่านเหมือนช่างปั้นหม้อ
ที่ไม่อาจทะนุถนอมหม้อเปียกดิบ
แต่ต้องกระหนาบแล้วกระหนาบอีก
จนกว่าจะได้รูปทรงที่ต้องการ
เราจึงเห็นบันทึกเหตุการณ์ในพระไตรปิฎกว่า
พระพุทธเจ้าท่านทั้งบัญญัติกฎลงโทษ
ทั้งตำหนิติเตียนอ่อนๆบ้าง แรงๆบ้าง
ซึ่งก็แปลว่า การลงโทษหรือการติเตียน
ยังคงเป็นเรื่องต้องทำ ไม่ว่าจะใจดีขนาดไหน
ตราบเท่าที่ผู้คนยังกระทำผิด
ยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์
หรือรู้แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้กันอยู่

ช่างปั้นหม้อขนาบหม้อแล้วๆเล่าๆ
ด้วยเจตนาปั้นหม้อให้เข้ารูปงามฉันใด
พระพุทธเจ้าก็ขนาบพระสาวก
ด้วยเจตนาให้ได้ถึงมรรคผล
อันเป็นบรมสุขฉันนั้น

เจตนาทำคนผิดให้เป็นคนถูก
เจตนาเปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดี
เจตนายกระดับจิตใจคนให้สูงขึ้น
เมื่อเป็นตัวตั้งในการตำหนิติเตียน
ก็ย่อมชื่อว่า เป็นกุศลกรรม
เป็นกรรมดี เป็นกรรมที่ถูกที่ควรแล้ว

แต่รายละเอียดในการลงมือด่า
ก็นับเป็นความแตกต่างกันของกรรม
การดุด่าว่ากล่าวด้วยโทสะ
แตกต่างจากการติเตียนอย่างมีสติ
การติเตียนยาวๆอย่างมีสติ
แตกต่างจากการเตือนสติด้วยคำทักสั้นๆ
การเตือนสติสั้นๆ
แตกต่างจากการป้อนข้อคิดให้เก็บไปคิด

กล่าวโดยย่นย่อ
ยิ่งลงมือแบบผสมโทสะมากขึ้นเท่าใด
ยิ่งเป็นกรรมดีแบบร้อนๆมากขึ้นเท่านั้น
แต่ยิ่งจัดการแบบมีสติและปัญญาประกอบมาก
ก็ยิ่งเป็นกรรมดีแบบเย็นๆมาก

ผลของกรรมดีแบบร้อนๆ
คือได้ดิบได้ดีแบบที่อาจจะไม่เป็นสุข
มีเรื่องจุกจิกก่อกวนอารมณ์ในที่ที่กรรมเผล็ดผล
ตัวอย่างที่เห็นได้ในระยะสั้นทันที
คือ ผู้ประพฤติผิดที่อยู่รอบตัวอาจทำตัวดีขึ้น
แต่ก็อยู่กันแบบเกร็งๆ กลัวๆ เหมือนมีกำแพงกั้น
รู้สึกได้ถึงสายตาที่หวาดเกรงระคนจ้องจับผิด
อย่าพลาดแล้วกัน เดี๋ยวจะเอาคืนบ้าง
หรือไม่วันดีคืนดีก็แว่วเสียงลอยลมมาเข้าหู
โดนตั้งฉายาแปลกๆแบบจับมือใครดมไม่ได้บ้าง
โดนนินทาว่าร้ายในเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง
โดนกล่าวหาแบบไม่มีมูลแม้แต่น้อยบ้าง

ส่วนผลของกรรมดีแบบเย็นๆ
คือได้ดิบได้ดีในแบบที่เป็นสุข มีความอิ่มใจ
ไม่มีเรื่องจุกจิกกวนใจในที่ที่กรรมเผล็ดผล
ตัวอย่างที่เห็นได้ในระยะสั้นทันที
คือ ผู้ประพฤติผิดที่กลับตัว
ยังคงให้ความเคารพนับถือ รักใคร่อยู่
หรือพูดเข้าหูอยู่เสมอว่า
ได้แง่คิดให้กลับตัวกลับใจอย่างไร

สรุปคือ ความบาดเจ็บทางใจ
อาจไม่ต่างกันในคนที่กำลังโดนตำหนิ
แต่กรรมของคนตำหนิ
ต่างกันที่เจตนา
ต่างกันที่ผลลัพธ์อันจะตามมาในภายหลัง
แบบร้อนหรือแบบเย็น
ขึ้นกับรายละเอียดในการทำกรรม
ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องด่า
แล้วผลของการด่าจะได้ดีได้ร้ายเสมอกัน!

อย่ามัวเป็นตัวตลกในความคิดของตัวเอง

041115

ถ้าชอบพะวงว่า
ใครคิดยังไงกับคุณ ประมาณ...
ตอนนั้นเห็นเราเจ๋งพอหรือเปล่า?
ที่น่าอายวันก่อนจะแก้หน้ายังไงดี?
ที่พูดผิดจะหาจังหวะไหนพูดใหม่ให้ถูก?
แล้วเปลืองจิต เปลืองอารมณ์
วกวนคิดไปคิดมาไม่เลิก
ให้รู้ตัวว่ากำลังเสียเวลาหมกจม
กับอารมณ์ที่สูญเปล่าไปคนเดียว
อีกทั้งมีแนวโน้มจะกระตือรือร้นเกินเหตุ
ในการแก้หน้า หรือแก้ตัว
จนต้องหาทางแก้เขินข้ามวันกันอีก

อันที่จริง ถ้าคุณได้รับพรจากสวรรค์
ให้เกิดญาณหยั่งรู้ความคิดในหัวมนุษย์สักวัน
ก็อาจแก้โรคชอบพะวงพรรค์นี้ได้
เพราะคุณจะตระหนักว่า
เวลาส่วนใหญ่ของมนุษย์นั้น
หมดไปกับการฟุ้งซ่านเรื่องไม่เป็นเรื่อง
หรือประจุแน่นอยู่ด้วยธุระปะปังเฉพาะหน้า
ถ้าคุณไม่ได้เป็นที่พิศวาสมากๆ
หรือไม่ได้ทำให้ใครเจ็บช้ำหนักๆ
เขาก็จะไม่เสียเวลามานั่งนึกถึงคุณ
ไม่มาทบทวนข้อผิดพลาด เรื่องน่าอาย
หรือเรื่องเจ๋งไม่เจ๋งของคุณบ่อยๆหรอก
แล้วทำไมคุณต้องเสียเวลาไปพะวงบ่อยๆด้วย?

ไม่ต้องพยายามอ่านใจเขาก็ได้
ลองคลี่ความคิดในหัวของตัวเอง
คุณคิดวุ่นวายเรื่องโน้นเรื่องนี้อย่างไร
คนอื่นก็ไม่หนีกันเท่าใด
ค้นหาเข้ามาข้างใน
แล้วจะพบว่าธรรมชาติของจิตคน
ผูกยึดจริงจังอยู่กับเรื่องของตัวเอง
หรือไม่ก็เรื่องที่คนอื่นทำให้ตัวเองเจ็บ
หรืออีกทีก็เรื่องที่คนอื่นทำให้ตัวเองชื่นมื่น
ไม่ใช่มาเสียเวลานั่งคิดถึงใครเป็นคนๆ
ไม่ใช่มาเฝ้าคิดถึงตัวตลกเป็นวรรคเป็นเวร
ไม่ใช่มาใช้ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ว่า
ใครเจ๋งใครไม่เจ๋งขนาดไหน

ข้อเท็จจริงคือ
เมื่อจิตคุณไม่ยึด
ไม่พะวงกับความคิดของคนอื่นเกินไป
คุณจะสบายใจ
ใช้เวลาคิดนิดเดียวก็คิดออกว่า
จะสร้างความประทับใจรอบใหม่ท่าใด
แต่หากเปลืองเวลา เปลืองจิต คิดวกวนมากๆ
แนวโน้มคือ ครั้งต่อไป
คุณอาจกระเหี้ยนกระหือรือเกินเหตุ
หรือกระทั่งเป็นตัวตลกตัวเดิม
ที่เผลอแสดงตลกรอบใหม่
โดยไม่ตั้งใจก็ได้!

ไม่มีเจ้านายดีๆจากการเป็นลูกน้องแย่ๆ

02-Tuesday---Working

เจ้านายดีๆในอุดมคติ คือ
คนฉลาด คิดได้ก่อนใคร ตั้งเป้าเป็น
ถามเข้าเป้า วางแผนเก่ง อ่านเกมขาด
สั่งชัดเจนแล้วไม่ลืม ไม่กลับไปกลับมา
ตัดสินใจถูกมากกว่าผิด
ยอมรับผิดโดยไม่เสียความสง่า
เป็นแรงบันดาลใจให้คนมุมานะ
ทรงพลังน่าอบอุ่นยามเกิดปัญหา
ครองใจคนด้วยการรู้จักช่วย
ไม่ใช่เอาแต่ใช้
ติติงด้วยข้อคิดที่ทำให้กลับไปคิดค้น
ไม่ใช่เอาแต่ด่าทอให้กลับไปคิดแค้น
ส่งเสริมให้คนอื่นได้หน้า
ไม่ใช่เอาหน้าให้แต่ตนเอง

เจ้านายในอุดมคตินั้นดูได้ง่าย
คือ ทำให้ลูกน้องอยากเชื่อฟัง
นับตั้งแต่เจอกันวันแรก
เพียงสบตาและฟังน้ำเสียง
กับทั้งยิ่งนึกเคารพรักในวันต่อๆมา
ด้วยเมตตาที่คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยน

แต่เมื่อพินิจดูคุณสมบัติ
ของเจ้านายในอุดมคติแต่ละข้อแล้ว
คุณจะพบว่าไม่มีข้อไหน
ที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ
ต่อให้เรียนจบจากสถาบันเจ้านาย
หรือโรงเรียนผู้นำล้ำเลิศใดๆ
ก็ไม่มีใครเป็นเจ้านายในอุดมคติ
ขึ้นมาจากการทำข้อสอบในชั้นเรียนได้
มีแต่ต้องทำข้อสอบภาคสนาม
จากช่วงชีวิตการเป็นลูกน้องกันทั้งนั้น

ลูกน้องที่มีโชค
คือผู้ที่ได้เจอเจ้านายในอุดมคติ
ได้รับการถ่ายทอดความเป็นนายดีๆ
แล้วกลายเป็นเจ้านายดีๆตาม

ลูกน้องที่มีดี
คือผู้ที่แม้เจอเจ้านายในฝัน <ร้าย>
ผู้เป็นยอดแห่งอัปมงคลในชีวิต
ก็สามารถคิดได้เอง เห็นได้เองว่า
จะไม่รับเชื้อร้ายชนิดไหนมาจากนายตน
แค่ตั้งใจจะไม่รับเชื้อร้ายจากนายเลว
คุณก็เพาะเชื้อความเป็นนายดีขึ้นในตัวแล้ว

ส่วนลูกน้องที่ไม่มีโชค และไม่มีดี
คือผู้ที่ไม่ยอมรับสภาพการเป็นลูกน้อง
ไม่ต้องการเรียนรู้อะไรจากการเป็นลูกน้อง
ไม่มีความสุขกับการเป็นลูกน้องแม้แต่วันเดียว
เพราะใจแข็งขืน อัตตาแรง
อยากเป็นเจ้านายเลยตั้งแต่วันแรก
อย่างนี้ถ้าเจอเจ้านายเลว
ก็รับเชื้อเลวมาครบ
หรือแม้เจอเจ้านายดี
ก็ไม่รับเชื้อดีมาสักข้อ

ถ้าทั้งโลกเต็มไปด้วยคนหวังเจอนายดี
แต่ไม่มีใครพยายามเป็นลูกน้องที่ดีเลย
ในที่สุดเจ้านายดีๆจะเป็นแค่เทพในตำนาน
เชื่อๆกันว่าเคยมี แต่ไม่มีใครรู้ว่าสมัยไหน!

เสียงด่าให้ตื่น บางทีดีกว่าเสียงปลอบให้หลับ

01-Monday---Question

คนมักเข้าใจว่า
เสียงปลอบโยนคือกำลังใจ
แต่แท้จริงแล้วกำลังใจที่ดีที่สุด
คือเสียงที่กระตุ้นให้ตื่นขึ้น
ไม่ใช่เสียงกล่อมให้หลับต่อ
 
ถ้าเคยเศร้าโศกนานๆ
แล้วเจอภาพ เสียง ข้อความ
ชนิดที่แทงทะลุหัวใจทีเดียวหยุดกึก
ตาสว่าง หายทุกข์เป็นปลิดทิ้ง
ไม่กลับมาเศร้าโศกเรื่องเดิมๆอีกเลย
นั่นแหละ! ตัวอย่าง ‘กำลังใจ’ ของจริง
คุณเคยผ่านประสบการณ์ดีที่สุดมาแล้ว
อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง
 
ใจที่มีกำลังจริงๆ
คือใจที่มีความเป็นปกติ
ไม่ใช่ใจที่ฮึกเหิมวูบวาบ
และยิ่งไม่ใช่ใจที่เคลิ้มสบาย
อยากซุกนอน อยากกอดเสา
หรืออยากขึ้นขี่หลังใคร
 
ตอนคุณเศร้าซึมไม่ทำงานทำการ
คำกรีดร้องว่า ‘จะบ้าไปถึงไหน?’
ที่หลุดจากปากคนขี้โมโหรอบตัว
อาจทำให้คุณทุกข์หนักขึ้น
แต่คำเดียวกัน
ถ้าออกมาจากปากที่ไม่เคยด่าใคร
ไม่เคยมีใจอยากทับถมให้คนอื่นเจ็บปวด
อาจกระแทก ‘อารมณ์บ้า’ อย่างแรง
หรืออย่างน้อยมีคลื่นพลังกระทบใจให้ชะงัก
ผีเศร้า ผีฟูมฟาย หลุดออกจากร่างทันที
นั่นเพราะอะไร?
เพราะใจที่ไม่บ้า หรือหายบ้าแล้ว
ย่อมมีพลังปลุกใจที่ยังบ้าให้ตื่นตาม
 
บางคนร้องไห้
แล้วลูกน้อยยื่นมือมาช่วยปาดน้ำตา
นับจากนั้นก็ไม่นึกอยากร้องไห้อีกเลย
นั่นเพราะอะไร?
เพราะได้ความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่กลับคืนมา
จากการถ่ายเทพลังรักบริสุทธิ์
ที่เข้มแข็งของเด็กน้อย
สำนึกรับผิดชอบถูกปลุกให้อยากเป็นฝ่ายปกป้อง
หยุดเป็นฝ่ายร้องขอความคุ้มครอง
 
ภาพและเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
พร้อมจะเป็นกำลังใจให้คุณหยุดเศร้าได้เสมอ
ขอเพียงคุณ ‘เตรียมใจ’ ให้พร้อม ‘รับกำลัง’ ดีๆ
แต่อย่าเริ่มเตรียมจากภาวะดีๆ
ให้เริ่มจากภาวะแย่ๆนั่นเอง
เช่น ขณะกำลังซึมเศร้า รู้สึกเหมือนโงหัวไม่ขึ้น
ให้แอบกระซิบกับตัวเองในใจเงียบๆว่า
กำลังหลับอยู่นะ
กำลังเข้าโหมดโง่ไม่ลืมหูลืมตาอยู่นะ
 
แต่เมื่อใดที่ค่อยยังชั่วขึ้น
มองนกเห็นนก มองไม้เห็นไม้
สูดอากาศรู้สึกถึงความสดชื่นของลมหายใจ
ก็ให้ยิ้มบอกตัวเองว่า
ตื่นขึ้นหน่อยๆแล้วนะ
กำลังเข้าโหมดลืมตาหาแสงสว่างบ้างแล้วนะ
 
แค่พากย์บอกตัวเองบ่อยๆว่า
จิตไปถึงไหนแล้ว กำลังพลิกไปพลิกมาอย่างไรแล้ว
เพียงเท่านี้ ก็เตรียมพื้นฐานที่จะถูกปลุกให้ตื่นจริง
แบบที่คุณคาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นในจังหวะใดแล้ว!