คำในหัวช่วยได้

marked-113016

ปกติเวลาเราจมทุกข์
ใจจะฟุ้งซ่านถึงเรื่องราวต่างๆ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอึดอัดคัดแน่นอย่างไร
นั่นเพราะความคิดของเรา
กระจายออกเป็นคำต่างๆนานาตามท้องเรื่อง

แต่เมื่อใดเรากลับมาระลึกถึงความรู้สึกที่แท้จริง
เช่น ขณะนั้นเศร้ามากหรือสงสารตัวเอง
อาการทั้งหมดที่กำลังปรากฏ
จะถูกมองเป็นภาพภาพหนึ่ง
และจิตจะมีทิศทางชัดเจนว่า
จะดูอาการตามภาพที่นึกออกนั้นๆ

จากนั้น จะอึดอัดคัดแน่นแค่ไหน
จะหนักขึ้นหรือเบาบางลงเพียงใด
ก็จะอ่านออกบอกถูก

พูดง่ายๆ
กระซิบบอกตัวเองทีเดียวเงียบๆในใจ
ให้รู้ว่าจะดูอะไร เท่านั้นแหละ
สติก็จะเจริญขึ้น
เห็นสภาพกายสภาพใจที่กำลังปรากฏอย่างชัดเจน
รู้ว่ามันยังอยู่ หรือรู้ว่ามันหายไปแล้ว
นั่นแหละ! สติรู้ความไม่เที่ยงทางใจ
รู้สิ่งใดไม่เที่ยงได้ ก็เลิกยึด เลิกจมอยู่กับอาการนั้นได้!

โกหกเก่งจะโชคร้ายทางความรัก

marked-112916

โกหกหน้าตายได้ทุกเรื่อง
จะรู้สึกเหมือนเก่งที่หลอกคนอื่นได้
ยิ่งถ้าถึงขั้นหลอกได้กระทั่งตัวเอง
ให้เชื่อสนิทว่าสิ่งที่ปั้นแต่งเป็นเรื่องจริง
ก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง
ภูมิใจในตัวเองแบบแปลกๆ
คล้ายสร้างโลกแบบที่ตนต้องการขึ้นมาเองได้

เมื่อใดโกหกเก่งถึงขั้นที่คนเห็นแล้ว
เหมือนเจอปีศาจมุสาตัวใหญ่
เมื่อนั้น สวยหล่อแค่ไหน
ก็เหมือนมีภาพน่าเกลียดซ้อนขึ้นมาในใจคนเห็น
หรือต่อให้รวยเสน่ห์ล้นฟ้าเพียงใด
ก็คล้ายมีกำแพงหนาทึบกั้นไว้ไม่ให้อยากอยู่ใกล้

คนเราเมื่อโกหกอยู่ตลอดเวลา
โกหกจนชิน เป็นอัตโนมัติ
เรื่องนิดเรื่องหน่อยก็เอา
ใครอยู่ใกล้ไม่นานก็ต้องรู้
เพราะชีวิตจริงเป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบัง
คนโกหกจึงอยู่ใกล้ใครได้ไม่นาน
ใครๆก็เหม็นกลิ่นโกหกจนเกินทน

ไม่ใช่เรื่องแปลก
หากโกหกเก่งแล้วใจง่าย
หลงรักใครต่อใครได้ทุกวัน
เพราะจิตปลอมๆ เหมาะแล้วกับรักจอมปลอม
เจอใครถูกใจหน่อยก็หลอกตัวเองว่าใช่
แล้วพูดยังไงก็ได้ให้เขามาชอบ

คบใคร
ถ้าจับได้ว่าโกหกเป็นไฟ
คุณคงไม่เชื่อว่าจะอยู่กันได้ตลอดไป
และเช่นกัน
ถ้ารู้ตัวว่าชอบโกหกเป็นชีวิตจิตใจ
ก็อย่าหวังจะรู้จักรักแท้ชั่วนิรันดร์
เพราะความรักกับคำโกหก
ไม่เคยยอมลงเรือลำเดียวกัน!

ปู่ย่าตายายอยากอุ้มหลาน

marked-112816

ตั้งแต่โบราณมา
การช่วยสืบวงศ์ตระกูล
ถือเป็นการแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย
ถือเป็นหน้าที่ชนิดหนึ่ง
ถ้าใครไม่มีหลานให้ปู่ย่าตายายอุ้ม
บางบ้านจะถูกด่าเช้าเย็น หาว่าอกตัญญูไม่เลิก

แม้ปัจจุบันก็ยังมีปัญหาชนิดนี้อยู่
และเป็นสิ่งรบกวนจิตใจได้พอสมควร
เพราะผู้ใหญ่มักเอาเรื่องบาปบุญมาตั้ง
เช่นบอกว่า พวกทำหมัน ไม่ยอมมีลูก
คือพวกที่ปิดโอกาสไม่ให้เทวดามาต่อบุญ
แล้วที่สำคัญ เห็นชัดด้วยตาเปล่า
คือ ทำให้ปู่ย่าตายายเหงา
ไม่ได้อุ้มหลานสมใจนึก

ข้อเท็จจริงคือ
ความเต็มใจมีลูก
ควรงอกเงยจากความพร้อมเป็นพ่อแม่เต็มตัว
คือ เอาตัวรอดได้ รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้
เห็นชีวิตตนเองนิ่ง หนักแน่น เป็นผู้ใหญ่
ที่มีกำลังเหลือๆ แล้วจึงนึกอยากเผื่อแผ่
ให้อีกชีวิตที่เกิดใหม่ได้ส่วนดีไปจากตน
นั่นจึงเป็นสัญชาตญาณสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์
หรือเป็นสัญลักษณ์บอกความกตัญญู
ต่อวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง

ถ้าอยู่ๆถูกบังคับแบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่า
ต้องมีลูก ต้องแสดงความกตัญญู
ด้วยการช่วยให้ปู่ย่าตายายได้อุ้มหลานสมใจ
ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมใดๆเลย
จะเรื่องเงิน จะเรื่องเวลา จะเรื่องความเต็มของใจ
อันนั้นคุณอาจสบายใจ ตัดรำคาญ เสียไม่ได้
หมดปัญหาเรื่องปู่ย่าตายายเสียใจ
แต่สิ่งที่ตามมา อาจหมายถึงความเสียใจ
ของตนเองและคู่ครอง
กับความสูญเสียทางจิตวิญญาณของเด็กคนหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่หยุดแค่ความเสียใจ
แต่บานปลายเป็นความเสียหายไปทั้งชีวิต

ความไม่เต็มใจมีลูก
จะงอกเงยเป็นความอึดอัด
ความอยากปัดภาระ
ความไม่อยากเข้าใกล้ลูก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกรู้สึกได้ตั้งแต่เกิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าความไม่เต็มใจนั้น อยู่ที่ฝั่งแม่
เด็กจะรู้สึกถึงความเหงาที่ใหญ่หลวง
อาจตั้งแต่อยู่ในท้อง
และเมื่อเขาเกิดมา
ก็ต้องเจอน้ำเสียงและสัมผัส
ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
ไม่มีราคาคู่ควรให้มีชีวิต
และนั่นจะเป็นปมทางใจไปจนตาย

เด็กที่รู้สึกตัวว่าพ่อแม่ไม่เอา
จะโตขึ้นเป็นคนไม่เอาใคร
และอาจเป็นภัยเกินกว่าจะคาดได้

การมีลูก
คือข้อผูกมัดที่จะต้องรับผิดชอบลูก
ไม่ใช่ข้อผูกมัดที่ต้องแสดงความกตัญญูกับญาติ

ถ้าแค่หวังจะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสมใจ
ให้กับปู่ย่าตายายสักสองสามปี
ถึงกับต้องสร้างน้ำตาและเสียงร้องไห้เสียใจ
ให้กับชีวิตเด็กน้อยหน้าใหม่ไปจนกว่าเขาจะตาย
คุ้มแน่หรือ?

เสียงญาติผู้ใหญ่ติเตียนสิบปี
ไม่หนักเท่าเสียงด่าทอของลูกเกือบร้อยปี
ถ้าจะมีลูก ขอให้มีจากความพร้อมของตัวเอง
อย่ามีเพราะใบสั่งจากเบื้องบน
และอย่ามีเพราะอุบัติเหตุเลินเล่อ
เพราะคุณทำให้เด็กเกิดมา
ภายใต้ระดับความรับผิดชอบประมาณใด
ก็จะต้องไปเป็นเด็กเกิดใหม่
ภายใต้ระดับความรับผิดชอบประมาณนั้น เช่นกัน!

เพื่อนแท้นอกตัว vs เพื่อนแท้ในตัว

15192677_1236960099694479_5581138419784460650_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

อย่าจำวิธีพิสูจน์เพื่อนแท้
ด้วยการมองว่าใครมาอยู่กับคุณในเวลาลำบาก
เพราะจู่ๆจะไม่พบเพื่อนแท้แบบนั้น
ถ้าคุณไม่สำคัญกับเขามากพอ
หรือไม่เคยเข้าไปช่วยในเวลาที่เขาต้องการเลย

ที่แย่คือ วันไหนคุณทำให้เขาเจ็บใจเกินทน
เขาอาจเปลี่ยนเป็นศัตรูที่ร้ายกับคุณได้ยิ่งกว่าใคร

ให้จำว่าเพื่อนแท้
คือคนที่เตือนแล้วคุณยอมฟัง ก่อนทำผิดคิดพลาด
คือคนที่ชวนคุณเดินไปข้างหน้าหรือขึ้นสูง
ไม่ใช่ถอยหลังหรือจมลง
คือคนที่พาคุณคิดเรื่องดีๆของตัวเอง
ไม่ใช่พาคุณคุยเรื่องเสียๆของชาวบ้าน
คือคนที่จุดประกายความคิดพึ่งพาตนเองให้คุณ
ไม่ใช่สร้างความเคยชินในการจ้องจะพึ่งพาแต่คนอื่น

ที่สำคัญคือ เขาชี้ทางออกจากทุกข์ให้คุณได้
หรืออย่างน้อยหอบหิ้วกันและกันไปบนเส้นทางพ้นทุกข์ได้

เพื่อนแท้นอกตัว ทางพุทธเรียกว่ากัลยาณมิตร
ส่วนเพื่อนแท้ในตัว ทางพุทธเรียกว่าสติ

อายุมากแต่ไม่รู้สึกแก่

marked-112516

ลองนึกถึงคุณตาคุณยายอายุ ๗๐ ที่คุณรู้จัก
คุณนึกถึงอะไร ไม้ใกล้ฝั่ง ความงุ่มง่ามเงอะงะ
เสียงบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด
ภาระของลูกหลาน หรือบ้านพักคนชรา?

ถ้าคิดถึงอะไรแบบนั้น
แนวโน้มคือ วันหนึ่งคุณจะเป็นแบบนั้น!

จิตของคนเรามักถูกหลอกด้วยความรู้สึกทางกาย
เมื่อใดร่างกายแสดงความปวดเมื่อย เชื่องเช้า
เมื่อนั้นจิตจะถูกปรุงแต่ง
ให้เกิดมโนภาพคนแก่ขึ้นมาทันที
และเมื่อถูกมโนภาพคนแก่ครอบงำมากๆเข้า
คุณจะไม่อยากคิดอะไร ขี้เกียจขยับมือไม้
แล้วก็เดินช้าลง ทำอะไรช้าลงอย่างเป็นไปเอง
กับทั้งนึกว่า นั่นเป็นธรรมดาของสังขาร

จริงๆแล้ว มีแบบอย่างคนอายุมากระดับโลกอยู่เยอะ
ที่หัวยังแล่น ปากยังพูดเร็วและคมชัดกว่าหนุ่มคนสาว
อย่างเช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา
ไม่ค่อยมีคนตั้งข้อสังเกตกันนักว่า
นอกจากวัดกึ๋น ยังวัดแก่ ประชันความสูงวัยอีกต่างหาก
เพราะไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์
ที่เหล่าตัวเต็งอายุมากพร้อมๆกันขนาดนี้มาก่อน
อ่อนสุด ฮิลลารี่ คลินตัน ก็ ๖๙
กลางมา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ ๗๐
แก่สุด เบอร์นี แซนเดอร์ ก็ ๗๕!

ตอนเห็นเบอร์นี แซนเดอร์ครั้งแรก
คนมักเบ้หน้า แอบนึกในใจ หรือพูดออกปากว่า
ตาแก่นี่มาจากไหน ทำไมกล้าลงสมัคร
ต่อเมื่อฟังวิสัยทัศน์ของเขาสักสองสามนาที
ความรู้สึก ความเชื่อ และมุมมองเกี่ยวกับคนอายุมาก
อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ชนิดที่กลับมาเห็นอะไรแบบเดิมๆไม่ได้อีก

ตัวเต็งที่ฉายประกายเจิดจ้าทั้ง คน
พูดได้เร็ว กระจ่างชัด เข้าเป้า เข้าใจง่าย
และเฉียบคมกว่าความคิดของคนส่วนใหญ่
อีกทั้งมีสติพูดเข้าเป้าได้ต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ
ฉะนั้น จึงเป็นหลักฐานอันเป็นรูปธรรมต่อใจคนฟังว่า
ตัวเต็งเหล่านี้ ยังคิดได้ดี ยังทำงานหนักได้อีกนาน
สรุปง่ายๆ คือยังไม่แก่

หากฟังคนอายุมากแสดงวิสัยทัศน์ด้วยสมองหลักแหลม
แล้วคุณพยายามคิดตาม คล้อยตาม ตลอดจนชื่นชม
ก็จะเกิดความปรุงแต่งทางจิตขึ้นมาอย่างหนึ่ง
นึกถึงเขาและเธอเหล่านั้นแล้วเกิดมโนภาพหนุ่มสาวขึ้นมา
ลบภาพผิวเหี่ยวย่นและสภาพหลังค่อมที่เห็นด้วยตาเปล่าลงได้

ความรู้สึกและความจดจำของคนอื่น
เห็นเป็นคนอายุมากที่ไม่แก่อย่างไร
ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองของเขาและเธอเหล่านั้น
ยิ่งทรงพลังเกินวัยไปไกลกว่านั้นมาก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอาจชี้ให้เห็นว่า
การทำงาน หรือการครองอำนาจระดับโลก
เป็นเป้าล่อให้จิตอยากทำงานใหญ่ไม่หยุด
ไม่มีคำว่าเกษียณอยู่ในใจ
ที่ผ่านมา โรนัลด์ เรแกน ก็เป็นประธานาธิบดีตอนอายุ ๖๙
แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ จะแก่ชนะ
สาระสำคัญคัญคือคนพวกนี้ชนะความแก่กันได้หมด

แน่นอนว่า การดูแลร่างกาย การบริหารร่างกาย
ทำให้พวกเขาและเธอยังฟิต
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ ความคิดที่โลดแล่น

ความคิดเป็นสิ่งติดตัว
เกิดขึ้นให้รู้สึกด้วยใจตลอดเวลา
ถ้าความคิดโลดแล่นปราดเปรียว
ก็ยังเหมือนเป็นหนุ่มเป็นสาวที่กระฉับกระเฉง
บางคนคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ได้ตลอดเวลา
ก็กลับจะมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่าบางช่วงในวัยเยาว์
ที่คิดช้า เฉื่อยชา แม้ยังร่างกายเต่งตึงดีเสียอีก

สรุปคือ ถ้าไม่อยากรู้สึกแก่
อย่าคิดถึงวันเกษียณ
ให้คิดถึงงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ใช้ความรู้และประสบการณ์ในชีวิต
ต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ให้เกิดประโยชน์กับโลกมากขึ้นทุกวัน
แล้วหัวใจจะพองโต สมองจะแล่นลิ่ว
กระตุ้นให้อวัยวะส่วนอื่นๆทำงานต่อ
ไม่เข้าสู่สภาพใกล้หยุดนิ่งแบบคนแก่!

จิตเหวี่ยงเพราะฝันแรงแต่ไม่ยอมลงมือ

marked-112416

คนบางคนเกิดมา
มีจิตวิญญาณที่ไม่เหมาะกับโลกใบนี้
แต่เหมาะกับอีกโลก
ที่เหมือนจะไม่มีอยู่จริง
ที่มีแต่ใครต่อใครเอาใจ ตามใจ
ที่มีแต่การบันเทิงเบาสมอง ไม่มีการงานหนักหัว
ที่มีแต่ผู้คนยกย่อง ให้เกียรติ แม้ทำตัวไม่ดี
ที่มีแต่ความภาคภูมิในตน โดยไม่ต้องสร้างผลงาน

พูดง่ายๆ คนบางคนเกิดมา
มีจิตเหมือนเทวดานางฟ้า
แต่ไม่รู้ว่าเขาทำกันอย่างไร
ถึงได้เป็นเทวดานางฟ้ากันจริงๆ

ในโลกใบนี้
มีพื้นที่ที่เหมาะที่สุดกับจิตแบบที่ว่า
คือวงการมายา
วงการที่สมมุติว่าใครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
วงการที่ทำโลกที่ไม่มีอยู่จริง ให้เกิดขึ้นจริง
วงการที่ก่อกระแสความรู้สึกแก่มวลชนได้แรง
วงการที่ช่วยให้พระเอกนางเอกร่ำรวยขึ้นมาจริงๆ

แต่แม้จะเป็นวงการเงินง่าย หายใจเป็นทอง
ก็ไม่ใช่ว่ามีความสุขกองไว้ให้หวานๆแต่แรก
เริ่มต้นขึ้นมา หน้าตาต้องให้
บุคลิกพูดจาต้องได้ คาริสม่าต้องฉาย
ต้องอดทนร่ำเรียนและฝึกซ้อมการแสดงจนอินเก่ง
และสำคัญกว่าอะไร คือต้องมีพลังลึกลับ
สะกดตรึงคนดูให้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลกตามตนได้
คนดูต้องดูแล้วนึกว่ากลายเป็นเทวดานางฟ้าไปด้วย

มีจิตแบบเทวดานางฟ้า
แล้วได้ดีในวงการมายา
อีกทั้งไม่ติดโรคต้องได้อย่างใจแรงเกินไป
ก็ถือว่ารอดตัว มีชีวิตที่สมตัว
สมจิตวิญญาณไปได้ชาติหนึ่ง

แต่หากมีจิตแบบเทวดานางฟ้า
ทว่าหน้าตาไม่ให้ พูดจาอู้อี้ คาริสม่าหลบใน
ขี้เกียจเรียนการแสดง ขาดวินัยเข้ากองถ่าย
ฟุ้งซ่านสติแตกบ่อยจนไม่อาจจับใจใครอยู่
ใครเห็นหน้าหรือฟังพูดแล้วอยากเมินหนี
ไม่อยากต้องพลอยฟุ้งกระเจิงตามไปด้วย
แบบนี้ก็ไม่เหลืออะไรในโลกไว้รองรับ
มีแต่จิตแบบเทวดานางฟ้าที่ลอยเคว้ง
อยากเป็น หรือกระทั่งรู้สึกว่าเป็น
แต่หาหลักฐานไม่เจอว่าเป็นตรงไหน

เมื่อไม่พร้อมจะอยู่ในโลกความจริง
แถมไม่มีศักยภาพพอจะอยู่ในโลกมายา
ผลคือ สุขแรงตอนฝันแรง
แล้วทุกข์หนักตอนเจอแม้แต่งานเบา
แบบนี้ ถ้าไม่เผลอเลือกงานง่าย เงินดี
เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง
ก็หลงเลือกงอมืองอเท้า
เจอเจ้านายดุนิดดุหน่อยลาออกทันที
เห็นใครได้ดีเป็นต้องหาเรื่องด่า
แต่ใครว่าตัวเองไม่ดีนี่ถึงขั้นโลกแตก
เหมือนโลกนี้ติดหนี้ที่ตนเกิดมา
ใครทำอะไรให้ตนไม่ถือเป็นบุญคุณ
แต่ตัวเองทำอะไรให้ใครนิดเดียว
ถือเป็นเรื่องต้องชดใช้ไม่รู้จบ
ตามทวง ตามลำเลิกไม่รู้สิ้น

เมื่อเหวี่ยงแรง
สุขด้วยจินตนาการลวงโลกของตนเอง
แล้วทุกข์ด้วยโลกความจริงกระทบตัว
พอถึงจุดหนึ่งจะไม่แคร์ชีวิต
กับทั้งคิดเอาเองว่าถ้าจบชีวิต
คงได้ชีวิตใหม่แบบเทวดานางฟ้ากัน
ไม่รู้ตัวเลยว่าอาการเหวี่ยงแรงทางจิต
คือสัญญาณการเหวี่ยงลงต่ำ
ไม่มีทางเหวี่ยงขึ้นสูงได้

ร่างมนุษย์นี้
คือเครื่องยืนยันอย่างใดอย่างหนึ่ง
ระหว่าง บุญยังไม่ถึงสวรรค์
กับ ลงจากสวรรค์มาบำเพ็ญบุญต่อ
ซึ่งเมื่อพูดถึงบุญอันเป็นของจริงนั้น
เราพูดกันเรื่องลำบากกาย แต่สบายใจ
ไม่ใช่งอมืองอเท้าสบายกาย แต่หายใจเป็นทุกข์
ไม่ใช่เอาสุขเข้าตัว โดยไม่สังเกตว่าใจจริงยังอึดอัด
ไม่ใช่เฝ้าฝันถึงเงินล้าน หลังผ่านพิธีแหกเนตร

หลังจากเข้าใจจริงๆว่า
ความสุขลอยฟ้าเยี่ยงเทพ
ได้มาจากความยากลำบาก
แบบติดดินเยี่ยงมนุษย์ธรรมดา
ตระหนักว่า ความกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดี
ตระหนักว่า ความชื่นใจเกิดจากการรินน้ำใจ
ตระหนักว่า ความสบายใจมีได้แก่คนห้ามใจไม่ทำผิด
ตระหนักว่า หน้าตามาจากหน้าที่
ตระหนักว่า เงินมาจากงาน ไม่ใช่ลอยมาจากฟ้า
จิตจะเริ่มลดแรงเหวี่ยงลงเรื่อยๆ
เพราะฝันน้อยลงเรื่อยๆ
หันไปยอมรับความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
เดินถูกทางสวรรค์ของจริงได้เรื่อยๆ!

ทุกข์เองเกิดจากการคิดไปเอง

marked-112316

ความคิดสงสารตัวเอง
ใกล้กันมากกับการสร้างภาพร้ายๆขึ้นมาเอง
บดบังภาพดีๆที่มีอยู่จริง
หรือกีดกันภาพดีๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้จริง

ความคิดสงสารตัวเอง
มักเกิดขึ้นในคนที่ชอบร้องขอให้ชะตาเปลี่ยน
โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

ความคิดสงสารตัวเอง
จะลากจูงความทุกข์ทั้งโลกมาทับถม
ยิ่งคิดเอง ยิ่งทุกข์เอง

สงสารตัวเอง เป็นทุกข์เอง
แล้วเรียกร้องให้คนรอบตัว
พลอยสงสารด้วย เป็นทุกข์ไปด้วย
เป็นไปได้ยาก มีสิทธิ์เหนื่อยเปล่า
นั่นเพราะคนอื่นก็มีเรื่อง
ให้ต้องเห็นใจตัวเองกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว
โอกาสจะเจียดเวลามาคิดเห็นใจคนอื่น
จึงมีอยู่น้อย หรืออาจไม่มีเลย

ถ้าให้เลือก
คนทั้งโลกจะเลือกนั่งในใจคนมีความสุข
เพื่อให้ตนเองพลอยได้สุข พลอยได้ปลื้มตาม
ไม่มีใครอยากยอมเสียเวลามานั่งในใจคนอมทุกข์
เพื่อเพิ่มทุกข์ที่มีอยู่แล้ว ให้จมหนักลงไปอีก

ฉะนั้น จะเหนื่อยน้อยกว่าไหม
หากหาทางเปลี่ยนวิธีคิดของตนเอง
ให้เลิกสงสารตัวเอง
จนเลิกเป็นทุกข์ได้เอง

หลายคน แกล้งมองคนที่ด้อยกว่า
และแกล้งคิดว่ายังมีคนอื่นน่าสงสารกว่า
เลยเลิกสงสารตัวเองได้ครู่หนึ่ง
แต่เดี๋ยวเดียวก็ลืม
เพราะไม่อาจฝืนนึกถึงคนด้อยกว่าได้ตลอดเวลา
ขณะที่หลุมดำกลางอก
ดึงดูดให้กลับมานึกถึงภาพร้ายๆของตน
ที่จริงบ้าง สร้างขึ้นเองบ้าง ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

บางคน จับตามองคนที่ด้อยกว่า
และคิดจริงจังว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไร
กับทั้งลงมือต่อเนื่องที่จะช่วยเขาเหล่านั้น
ทั้งแบบออกแรงกาย และแบบออกแรงคิด
จึงเลิกสงสารตัวเองได้ยืดยาว แล้วก็ไม่ลืม
เพราะเกิดหลุมขาวขึ้นกลางใจ
ผลักดันความคิดให้พุ่งไปในทางเยียวยาคนอื่น
กับทั้งสุขสมอภิรมย์กับภาพดีๆ
ที่เกิดขึ้นจริงๆเพิ่มขึ้นทุกวัน

น้อยคน เลิกมองคนที่เหนือกว่าและด้อยกว่า
หันมารู้จริงๆว่า ทั้งเหนือกว่าและด้อยกว่า
ล้วนเป็นเพียงความรู้สึกลวงใจ
เกิดขึ้นให้รู้สึกครู่หนึ่งแล้วผ่านหาย
เห็นถนัดว่า สงสารตัวเองคือทุกข์ทางใจครู่หนึ่ง
เลิกสงสารตัวเองคือสุขทางใจครู่หนึ่ง
แต่เดี๋ยวก็แวะเวียนวกวนกลับมา
สงสารอีก เลิกสงสารอีก สงสารอีก เลิกสงสารอีก
มืดบ้าง สว่างบ้าง ดูได้บ้าง ดูไม่ได้บ้าง
พยายามมีสติชั่วคราว กระทั่งเกิดสติยั่งยืน
ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกวูบวาบไหนๆ
ก่อภาพตัวตนให้คิดไปเองว่า
ภาพร้ายๆนี้คือเรา น่าสงสารจัง
ภาพดีๆนั้นคือฝัน ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงเลย
เหลือแต่สติบริสุทธิ์ กับจิตใสใจเบา
ที่รู้แจ้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆว่า
แม้ชะตาที่น่าสงสารจะมีจริง
ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์
หากไม่มีความคิดสงสารตัวเอง
ให้ต้องเป็นทุกข์เกินจริง!

ครอบครัวให้โอกาสคุณสองครั้ง

marked-112216

ฐานของตัวตน
สร้างขึ้นจากครอบครัวแรก
คุณต้องเริ่มมีตัวตน
จากการเป็นลูกของหญิงชายคู่หนึ่ง
พ่อเป็นอย่างไร แม่ได้ประมาณไหน
คุณไม่มีสิทธิ์เลือก มีแต่สิทธิ์รับรู้
และถ้าคุณชอบตัวตนนั้น
อาจพูดได้ว่าคุณโชคดี
ไม่ต้องเลือกก็ดีได้
แต่หากคุณเกลียดตัวตนนั้น
ก็อาจโทษโชคชะตาว่าร้ายไป
ไม่ได้ทำอะไรก็เศร้าหมอง

ครอบครัวแรก
จึงเป็นโอกาสดีที่จะโทษคนอื่น
โทษดินฟ้า โทษชะตา
โทษกรรมเก่าที่มองไม่เห็นและจำไม่ได้

ยอดของตัวตน
ลงเอยกับครอบครัวที่สอง
หรืออาจจะสาม สี่ ห้า
คุณต้องเลือกใครบางคนมาเป็นคู่
ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้อยู่กับใครบางคนได้
ตั้งใจเอาเองได้ว่าจะเป็นพ่อดี พ่อร้าย
หรือจะเป็นแม่ร้าย แม่ดี
คุณจะชอบตัวตนนั้นแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นได้ตามที่เลือกเพียงใด
คุณจะเกลียดตัวตนนั้นเพียงใด
ก็ขึ้นอยู่กับว่าผิดจากที่เลือกไว้แค่ไหน

ครอบครัวที่สอง
จึงไม่ใช่โอกาสดีที่จะโทษใครมาก
เพราะเห็นๆอยู่ว่าได้อย่างใจแค่ไหน
คุณมีส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งชัดๆ

โอกาสทางความรักในครอบครัวแรก
คือภาพเด่นของกรรมเก่า
ที่พูดไม่ได้เต็มปากว่า
เป็นความรับผิดชอบของคุณ
เพราะคุณและใครๆในโลกไม่อาจจำได้ว่า
ไปทำอะไรกับใครไว้ในปางก่อน
จึงก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นเป็นคุณในวัยเด็ก
ภายใต้การแวดล้อม
ของโอกาสทางความรักระดับนั้น

แต่โอกาสทางความรักในครอบครัวที่สอง
คือภาพกระจ่างชัดของกรรมใหม่
ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นความรับผิดชอบของคุณ
เพราะคุณเลือกได้แต่แรกว่า
จะเอาความรักแบบไหน
เค้าเงาของความรักแบบหนึ่งๆ
แฝงอยู่แล้วในตัวตนของคนที่คุณเลือกมาเป็นคู่
กับในตัวตนที่คุณเลือกจะเป็นเอง
จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยคงไม่ถูก
ในเมื่อสายตาและปัญญามนุษย์
เอื้อให้อ่านออก หรือเดาทางถูกได้แต่แรก

น้อยคนจะถูกสอนให้มองภาพรวมของชีวิต
ไม่มีการนึกให้ออกว่า
อยากเห็นชีวิตตัวเองเป็นภาพแบบไหน
คนส่วนใหญ่จึงเอาแต่ไล่งับเหยื่อล่อ
ที่วางแบอยู่ต่อหน้าต่อตา
งับเหยื่อแล้วจึงรู้ว่าไม่จบที่ภาพงับเล็กๆวันเดียว
แต่ลงเอยด้วยภาพชีวิตอีกหมื่นวันที่เหลือ

โอกาสของครอบครัวที่สองเป็นสิ่งมีค่า
อาศัยโชคครึ่งหนึ่ง สติอีกครึ่งหนึ่ง
สติแบบที่เตือนตัวเองว่า
อย่าให้ครอบครัวที่สองเกิดขึ้น
เพียงเพราะอยากงับเหยื่อด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ครอบครัวที่สองคือโอกาสใช้ความเป็นคน
ในการเปลี่ยนตัวตน จากที่ไม่ชอบให้เป็นชอบ
หรือจากที่ชอบอยู่แล้วให้น่าชอบใจขึ้นกว่าเดิม

หากมีสติรู้ตัวว่า
ชีวิตไม่เหมาะกับโอกาสทางครอบครัวที่สองจริงๆ
ก็ยังมีโอกาสทองของการอยู่ตัวคนเดียว
และไม่ใช่อยู่แบบเคว้งคว้างหาหลักยึดไม่เจอ
จนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน
เดินตาลอยตามห้างไปจนตาย
โอกาสสุดท้าย อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ที่มีขึ้นมาได้จากการปราศจากครอบครัว
ปราศจากพันธะผูกมัดกวนใจ
ได้ลดละตัวตนอันหนัก
ให้กลายเป็นตัวตนเบาบาง
หรือกระทั่งต่อยอดตัวตนเบาบาง
ให้กลายเป็นปัญญาตื่นรู้ว่าไร้ตัวตนได้

จะเกิดกับครอบครัวแบบพุทธหรือไม่
ในที่สุดก็เลือกได้ว่าจะเป็นพุทธหรือเปล่า
ทั้งแบบที่เป็นสุขกับครอบครัว
และทั้งแบบที่เป็นอิสระจากตัวตน!

ของเก่าหรือจะสู้ของใหม่

marked-112116

หากไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
คุณก็ต้องเชื่อว่าลูกเพิ่งเกิดมา
และแนวโน้มคือลูกเป็นอย่างไร
ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคุณหรือคนเลี้ยงเป็นหลัก
ถ้าโตขึ้นมาดี ก็คุยได้ว่าปั้นมากับมือ
แต่ถ้าโตขึ้นมาร้าย ก็ต้องหาแพะรับบาป
เป็นบุคคลแวดล้อมใกล้ตัวสักคน
อาจเป็นพี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน
หรือปู่ ย่า ตา ยาย ก็ว่ากันไป

หากเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
คุณมักจะตั้งข้อสังเกต หรืออยากรู้อยากเห็นว่า
ลูกมาจากไหน และส่วนใหญ่ก็จะหวังว่ามาจากที่สูง
ถ้าลูกน่ารัก ใฝ่ดี มีความสุข ก็น่าจะใช่
และชวนให้นึกอยากเฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยง
แต่ถ้าเป็นตรงข้าม ก็อึดอัดใจ
แอบคิดเล็กคิดน้อยเรื่อยๆว่า นี่ตัวอะไรมาเกิด
ยิ่งเมื่อลูกโตขึ้นพอรู้ความ
โต้ตอบกับคุณ แสดงความเป็นตัวเขาเองได้
ยิ่งวันก็ยิ่งเหมือนคุณได้ทำความรู้จักกับใครอีกคน
ที่ข้ามจากโลกเดิมของเขา
เข้ามาอยู่ร่วมโลกกับคุณ
คุณอาจมีคำว่ากรรมของลูกหรือเป็นบุญของเขา
เกิดขึ้นในหัวอยู่เรื่อยๆ ขณะเห็นลูกเป็นสุขเป็นทุกข์
อยู่ภายใต้เพดานจำกัดของชีวิตคุณ

ในทางพุทธ ก็คือ
คุณควรมีสมดุลทางความเชื่อเรื่องกรรมเก่า
ผสานกับการตั้งเป้าหมายในการสร้างคนขึ้นใหม่
กล่าวคือ มองว่าตัวคุณเป็นแดนเกิดของลูก
สะท้อนกรรมเก่าของเขาก็จริง
แต่ตัวคุณเอง ก็กำลังเลือกเส้นทางกรรมใหม่ให้ตัวเอง

พ่อแม่ เป็นที่จดจำของลูกว่าเป็นพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วเลี้ยงดู
ไม่ใช่มีลูกแล้วทิ้งขว้าง

พ่อแม่ มีกรรมใหม่อันเป็นบุญแบบพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วดีพอจะเป็นพระพรหมของลูก
สอนลูกให้รู้จักโลก
เป็นผู้ใหญ่พอจะอภัย
หนักแน่นจะดีกับลูกนานพอ จนลูกโตขึ้นดีตาม
ไม่ใช่มีลูกแล้วร้ายเหมือนเจ้ากรรมนายเวรของลูกมาแต่ไหน

พ่อแม่ ประสบความสำเร็จในความเป็นพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วทำให้เขากลายเป็นสวรรค์ของคนอื่น
ไม่ใช่มีลูกแล้วทำให้เขากลายเป็นภาระของโลก

คนเดิมที่ลูกเคยเป็น
ก่อนจะมามีคุณเป็นแดนเกิดใหม่ในครั้งนี้
อาจจะเคยดี อาจจะเคยร้าย
อาจเป็นเทวดา อาจเป็นยักษ์มาร
คุณไปทำอะไรกับอดีตของลูกไม่ได้
แต่เมื่อเป็นลูกคุณ
คุณนั่นแหละคือปัจจุบันและอนาคตของความเป็นเขา
เรื่องของคุณ คือ ปั้นดินให้เป็นดาว
หรือเคาะดาวให้เปล่งประกายทอแสงสวย
ไม่ใช่ปล่อยให้เดินสะเปะสะปะตามยถากรรม
นึกว่ากรรมเก่ายื่นมือมาเลี้ยงเขาได้
ที่แท้มือคุณนั่นแหละคือกรรมเก่าของเขา
และเมื่อเลี้ยงเขาดีพอ
ก็เท่ากับยกระดับจิตตัวเองขึ้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของลูก
แม้ไม่มีใครอื่นในโลกกราบไหว้คุณเลย
คุณก็ภูมิใจพอ หรืออิ่มใจบริบูรณ์
ที่ได้รับไหว้จากลูกผู้เกิดมาบนทางกุศลเพียงคนเดียว!

รุ้สึกเหมือนไม่มีอะไรดีสักอย่าง

15069008_1230116260378863_173791020626487549_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

แต่ละเช้า คลื่นสมองของคนเราไม่เท่ากัน
ทำให้หงุดหงิดหรือสดชื่นต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าการหลับนอนในชั่วเวลาข้ามคืนที่ผ่านมา
เกิดการปรุงแต่งจิต ให้ฟุ้งมากฟุ้งน้อย ขาดระเบียบเพียงใด

ไม่ตั้งเป้า
ว่าวันนี้จะทำอะไร
เท่ากับตั้งเป้า
ว่าวันนี้จะฟุ้งซ่าน!

คนส่วนใหญ่เล่นเกมชีวิตแบบทอดลูกเต๋าส่งเดช
รอให้แต่ละเช้าบอกว่า
วันนี้บังเอิญอารมณ์ดีหรือไม่ดี
วันนี้สุ่มหาอะไรทำดี
วันนี้รอดูว่าจะเกิดอะไรดีๆกับชีวิตบ้างไหม

การตื่นเช้าแบบไม่มีเป้าหมายไว้ล่วงหน้า
มีผลให้คุณลืมตามาใช้ชีวิตแบบนักพนันทางอารมณ์
ไม่รู้จะได้หรือเสีย เพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่า
วันไหนอยากยิ้มหรืออยากอาละวาด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แล้วทีนี้ออกจากบ้าน
เรามีความเคยชินในการเดินทาง
จากบ้านไปที่ทำงานอย่างไร?

คนส่วนใหญ่จะคิดเรื่องเลื่อนลอยไปเรื่อย
เริ่มต้นขึ้นมามักจะเป็นว่ารถติดจัง
เมื่อไหร่จะถึงที่ทำงานสักที
เหมือนกับออกมาต้องอยู่ในนรกบนถนนทุกวัน
มันด้านชาไปซะแล้ว
ก็กลายเป็นความรู้สึกเหมือนกับจิตใจมันวนอยู่
กับความฟุ้งซ่านเบื่อหน่าย
แล้วก็พร้อมที่จะเตลิดไปไหนก็ได้ ที่มันไม่ใช่อยู่ในรถ

ส่วนใหญ่ถ้าหากว่าสายตาไม่มีที่หมาย จิตใจไม่มีทิศทาง
มันก็ไปถึงสวรรค์ถึงวิมานนั่นแหละ
ที่เขาเรียกว่าวิมานในอากาศ
เราก็สร้างไปเรื่อย สิ่งที่ชอบใจ
สิ่งที่สามารถจะพาเราหนีออกไปจากความเบื่อหน่าย
ในชั่วขณะการเดินทางได้ เราเอาหมด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอให้คำนึงนะ อย่างเช่นที่คนปลีกวิเวก
พักงานแล้วก็ไปสู่สถานที่ปฏิบัติธรรม
ก็มักจะพูดตรงกันว่า โอ้โห! พอไม่ได้อยู่ในเมือง
พอห่างออกมาจากความวุ่นวาย
หรือว่าหน้าที่การงานซึ่งเป็นภารกิจหลักแล้ว
จะรู้สึกว่าภาวนาง่ายมาก สมาธิตั้งมั่นได้ง่าย
หรือว่ามันมีความรู้สึกชุ่มฉ่ำ
ไม่เหมือนกับตอนอยู่ในเมืองเลย
อันนั้นเป็นเพราะอะไร?

เพราะตื่นเช้าขึ้นมามันมีจุดหมาย
มันมีความรู้สึกผูกพันเป็นภาระว่า
เรามาอยู่ที่นี่ เราจะต้องทำตัวดีๆ ต้องทำตัวขยัน
ต้องสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เดินจงกรม

ใจมันมีเครื่องตั้ง ใจมันมีที่หมาย !
ใจมันมีความสว่างเป็นเครื่องผูกจิตอยู่!

แม้กระทั่งการกินการอยู่การอะไรต่างๆ
ใจเราก็ไม่สะเปะสะปะ มีทิศทางชัดเจนไปหมด
นั่นแหละคือเหตุปฐมเหตุของความตั้งมั่นทางใจ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากทุกเช้า คุณสามารถ
..ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย
..แล้วสวดมนต์ หรือทำสมาธิ
ได้ต่อเนื่องสองเดือนขึ้นไป
ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน!

เพราะไม่ว่าการหลับและความฝัน
จะปรุงแต่งจิตให้ฟุ้งหรือสงบ
ความเคลื่อนไหวทางกาย และ การออกกำลังทางจิต
จะก่อให้เกิดความแตกต่างในทางดีขึ้นเสมอ
ถ้าดีอยู่แล้ว ก็จะดีขึ้นไปอีก
หรือถ้าแย่อยู่ก่อน ก็จะโปร่งโล่งกว่าเดิมเป็นอย่างน้อย

แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต
แต่วิธีคิดในแต่ละเช้าก็จะไม่กระเด็นกระดอนเหมือนลูกเต๋า
เพราะมีเป้าหมายเล็กๆที่ต้องทำให้สำเร็จแน่นอน
คือ ขยับแข้งขยับขา
ใช้พลังงานไปเพื่อก่อให้เกิดกำลังกายกำลังใจ

ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรดีที่จะทำให้หนึ่งสัปดาห์
มีความตั้งมั่นของจิตบ่อยขึ้นกว่านี้?
ก็ต้องบอกตัวเองครับว่า
ตื่นเช้าขึ้นมาเอาเลย
ต้องมีเหตุปัจจัยของความตั้งมั่น
ต้องมีเหตุปัจจัยของความรู้สึกดีๆ
ความรู้สึกที่สงบ
ไม่ใช่ความรู้สึกที่มันพร้อมจะกระจัดกระจาย
ออกไปหาอะไรก็ไม่ทราบ

กรรมหมู่ดูตรงไหน?

marked-111716

พอพูดถึงกรรมหมู่
ส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่อะไรลบๆ
เช่น การรุมประชาทัณฑ์ เป็นต้น
หรืออย่างผลแห่งกรรมหมู่
ก็เช่น การตายพร้อมกันยกรถ
อะไรทำนองนั้น

แท้จริงแล้ว การรุมประชาทัณฑ์
เป็นเพียงกรรมหมู่ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นยาก
และการตายพร้อมกันยกรถ
ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผลของกรรมหมู่
ที่เคยไปลอบฆ่าใครมาด้วยกัน

กรรมหมู่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน
มีความเห็นพ้องต้องกันเป็นชนวน
หากพร้อมใจกันคิด
เรียกว่ามโนกรรมหมู่
หากพร้อมใจกันพูด
เรียกว่าวจีกรรมหมู่
หากพร้อมใจกันทำ
เรียกว่ากายกรรมหมู่

หากคนสองสามคน คิด พูด ทำ
ในทางเดียวกัน เสริมกัน ผูกโยงกันบ่อยๆ
ผลก็คือเกิดสายใยในกลุ่มเล็ก
ถักทอเส้นทางให้ได้ไปเจอกัน เสวยผลร่วมกัน
ในแบบที่เป็นครอบครัว เป็นกลุ่มเพื่อน
เป็นแก๊งโจร เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ฯลฯ
เช่น ชาตินี้คุยกันถูกคอ มีน้ำใจช่วยเหลือกันบ่อยๆ
เกิดใหม่เจอหน้ากันก็ถูกชะตา
นึกอยากเป็นเพื่อนกันอีก คุยกันถูกคออีก
และมีเหตุให้เกื้อกูลกันไปเกื้อกูลกันมาอีก
หรือถ้าชาตินี้ช่วยกันสงเคราะห์คนจำนวนมาก
เกิดใหม่เจอกันก็อาจพอดีจังหวะ
ได้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก
ถ้าทำธุรกิจด้วยกัน
ก็มีการตอบรับจากคนจำนวนมาก
ถ้าถึงคราวลำบากด้วยกัน
ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนจำนวนมาก เป็นต้น

หากเป็นสเกลที่ใหญ่ขึ้น
มีผู้คนหลักแสนหลักล้าน ที่คิด พูด ทำ
ในทางเดียวกัน เสริมกัน ผูกโยงกันบ่อยๆ
ผลคือเกิดเครือข่ายกรรมขนาดมหึมา
กำหนดแดนเกิดให้ได้เสวยผลร่วมกัน
ในแบบที่เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นเมือง
เป็นประเทศ หรือกระทั่งเป็นโลกแบบหนึ่งๆ
เช่นตัวอย่างที่ประชาชนในรัชกาลที่ เห็นง่ายหน่อย
ก็ได้แก่การเอ่ยขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
เมื่อคนนับสิบล้านมีใจคิดเช่นนั้นจริงๆ แล้วเปล่งวาจา
ก็เกิดเป็นมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมร่วมกัน
มีผลให้ผูกพันกันแบบไม่ต้องรู้จักมักจี่
ไปเกิดใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพ่อหลวงด้วยกันอีก เป็นต้น

เมื่อเข้าใจภาพรวมคร่าวๆของกรรมหมู่เช่นนั้น
คุณจะพอสำรวจปัจจุบันของตนเอง
เห็นกรรมของตนเอง
รู้จักกรรมของตนเองง่ายขึ้น

เคยไหม?
ตอนแรกรู้สึกเฉยๆกับใครอยู่
แต่เห็นคนโน้นก็ติ คนนี้ก็ว่า
เลยทนไม่ไหว พลอยเกิดอารมณ์คล้อยตาม
นึกอยากด่าไปด้วย ทั้งที่เขาไม่เคยทำอะไรให้
แถมไม่ได้เคยเห็นเรื่องไม่ดีของเขากับตาตัวเองสักครั้ง

แล้วเคยไหม?
ตอนแรกขี้เกียจๆ
แต่พอต้องไปทำงานภายใต้บรรยากาศไฟแรง
ทุกคนขยันขันแข็ง มีวินัย จ้องนาฬิกากันเอาเป็นเอาตาย
ในที่สุดก็คึกคัก ความขี้เกียจหายไป
กลายเป็นคนเอางานเอาการตามคนอื่นได้

ถามตัวเองง่ายๆว่า มีอะไรบ้าง
เดิมไม่ได้คิด เดิมไม่ได้พูด เดิมไม่ได้ทำ
แล้วกลายเป็นคิด กลายเป็นพูด กลายเป็นทำ
ตามๆกระแสที่เชี่ยวกรากของสังคมรอบข้าง
นั่นแหละ! เดิมสิ่งนั้นไม่ใช่กรรมของคุณ
แต่เมื่อถูกกรรมของคนหมู่มากกลืนไป
ในที่สุดก็กลายเป็นกรรมใหม่ของคุณด้วย

กรรมหมู่ ทำด้วยกัน
แต่ไม่จำเป็นต้องรับผลพร้อมกัน
เช่น รุมกระทืบคนคนหนึ่งตายด้วยกัน
ไม่จำเป็นต้องกลับมาเกิดใหม่
เพื่อถูกคนคนนั้นกระทืบกลับจนตายด้วยกัน
ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปรับผล
กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาที่กรรมในการกระทืบเผล็ดผล
บางคนอาจถูกบี้บดในนรก
บางคนอาจถูกบี้บดในร่างหมาแมวมดปลวก
บางคนอาจถูกบี้บดในสภาพมนุษย์ถูกลงทัณฑ์
ขึ้นอยู่กับว่า น้ำหนักบุญบาปโดยรวมของคนคนนั้น
เปิดช่องให้ได้รับผลแบบไหน

กรรมหมู่ที่มักได้รับผลร่วมกัน
ต้องมีสายสัมพันธ์บางอย่างเชื่อมกันอยู่
เช่น คู่รัก ทำกรรมคู่
ทำกรรมทั้งแบบที่เคยรัก เคยเกลียด
เคยชม เคยด่า เคยอวยพร เคยสาปแช่ง
เสริมกันไป สวนกันมา
เช่นนี้แล้ว ในที่สุดจะรักกันจนขอร่วมทางไปทุกภพ
หรือโกรธกันจนไม่อยากพบไปทุกชาติ
อย่างไรกรรมคู่ก็ไม่สนคำขอ
อย่างไรกรรมคู่ที่ทำร่วมกันมาก็ลบทิ้งไม่ได้
เมื่อถึงเวลาให้ผล อย่างไรก็ต้องโดนจับเหวี่ยงมาเจอกันอีก
เจอบทเรียนให้ต้องแก้ร่วมกันอีก
หรือซ้ำเติมให้ของเดิมหนักเข้าไปอีกวันยังค่ำ

ผู้รู้ตัวว่าอยู่ในเกมกรรม
ผู้ไม่ประมาท สำรวจตัวว่าเข้าไปมีเอี่ยวในกรรมหมู่แบบไหน
ผู้มีสติ กำหนดเส้นทางกรรมขาวให้ตนเองแน่ชัด
เป็นส่วนน้อยของผู้มีสิทธิ์รอดจากทุกข์
อันเกิดจากความไม่รู้ว่า
จะเต็มใจทำกรรมเองก็ดี
หรือจะคล้อยตามกรรมหมู่มากก็ดี
เมื่อกรรมสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผลวันยังค่ำ ไม่ช้าก็เร็ว!

ได้อย่างใจแล้วได้อะไร?

marked-111616

ชีวิตทั้งชีวิต
คือเส้นเวลาเส้นหนึ่ง
เส้นเวลาแห่งการได้มาและเสียไป
ทุกจุดของเส้นเวลาเต็มไปด้วยรอยบาก
ได้ที่สุดในชีวิตคือได้ใจ
เสียที่สุดในชีวิตคือเสียใจ
ไม่มีอะไรเกินนี้

ผู้คน ข้าวของ และความทรงจำ
ต่างทยอยเลือนหาย
ท้ายๆเมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของเส้นเวลา
ก็ยิ่งเด่นชัดว่าชีวิตทั้งชีวิตไม่ได้อะไรเลย
นอกจากบทสรุปรวบยอด คือ ใจใจหนึ่ง
ที่ดิ้นมาก หรือดิ้นน้อย
หรือหมดความดิ้นรนอย่างสิ้นเชิงแล้ว

จะยังดิ้นมากหรือดิ้นน้อย
ก็เกิดความรู้สึกลึกๆว่า
อย่างไรเดี๋ยวก็ต้องดิ้นต่อ
ต่อเมื่อหมดความดิ้นรนสิ้นเชิงแล้ว
จึงทราบกับใจตนว่า
อย่างนี้ดีแล้ว ไม่ต้องดิ้นอีก

ตราบเท่าที่ยังหลงเหลือกิเลส
ไม่มีวันไหนหรอกที่ไม่ดิ้น
เมื่อใดเจริญสติ
ก็คือได้สติ
เกิดสติทั้งตอนได้อย่างใจ
เกิดสติทั้งตอนไม่ได้อย่างใจ
สติที่เกิดขึ้นรู้เห็น
ทั้งใจที่ดิ้นและไม่ดิ้นนั้นเอง
คือหนทางเดียว
ที่จะช่วยให้ใจสว่างแจ้ง
ใจรู้ใจแจ่มชัด
รู้ตัวว่าไม่เที่ยง
รู้ตัวว่าไม่มีตนเองอยู่จริง
มีแต่ความเกิดดับของอาการดิ้นไม่ดิ้น
และเมื่อแจ่มจ้าถึงที่สุด
ใสเบาดุจฟองสบู่แบบบาง
กระทั่งโปร่งใสไร้ขอบเขตฟองสบู่
ก็ถึงความระงับอาการดิ้นเสียได้สิ้นเชิง!

ใจดีเกินเลยถูกเอาเปรียบ?

marked-111516

พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์ของลูก

marked-111416

ที่มาดั้งเดิมอันถูกต้องนั้น อยู่ในพรหมสูตร
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกะเหล่าพระภิกษุสาวก
มีใจความสรุปว่า
ถ้ามีลูกแล้วอุปการะเลี้ยงดูลูก
ช่วยให้ลูกรู้จักโลก รู้จักชีวิต
ก็จะเป็นพ่อแม่ผู้สมควรได้รับการบูชา
อีกทั้งนับว่าสกุลนั้น
มีพระพรหมอันควรบูชาอยู่ในเรือน
ลูกผู้มีใจสูงจึงพึงกราบไหว้พ่อแม่
ปรนนิบัติท่านต่างๆนานา
ไม่ต่างจากคิดถวายการปรนนิบัติต่อพระพรหม
พูดง่ายๆว่า พ่อแม่ดี
ก็เปรียบเหมือนพระพรหมได้ตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์
ส่วนลูกที่ดีตอบ ก็ควรแก่การเป็นเทวดา
พ่อแม่ลูกตายแล้วไปสู่สวรรค์จะไม่น่าแปลกใจ

แต่ทั้งพ่อแม่และลูก ยังไม่หมดกิเลส
เป็นพ่อเป็นแม่แล้วหมดกิเลสไม่ได้
ก็หมายความว่าเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ใช่พระอรหันต์
ทว่าเมื่อจดจำไว้ผิด บอกต่อกันผิดๆว่า
พระอรหันต์ที่บ้านคือพ่อแม่
อย่างนี้พ่อขี้เมาบางคนกลับถึงบ้าน
เห็นลูกวิ่งหนี ก็ประกาศลั่นว่า
นี่จะวิ่งหนีพระอรหันต์เหรอ
บาปนะเอ็ง กลับมากราบพระอรหันต์ซะดีๆ
ซึ่งเมื่อลูกได้ยินอย่างนี้เข้า
ก็คงยากที่จะศรัทธาพุทธศาสนาต่อ
เพราะคิดว่าพระพุทธเจ้าคงตรัสอะไรไว้ผิดแน่ๆ
ขอให้จดจำกันใหม่
พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าพ่อแม่เป็นพระอรหันต์
มีแต่คนไทยเท่านั้นที่จำไว้อย่างนี้

แท้จริงแล้วทางพุทธเรามีกล่าวไว้ในชาดกว่า
ถ้าพ่อแม่ไม่รู้จักให้
ถ้าพ่อแม่พูดจาไม่น่ารัก
ถ้าพ่อแม่ทำตัวไม่เป็นประโยชน์
ถ้าพ่อแม่ไม่มีความเป็นธรรม
ก็เป็นพ่อแม่ที่ไม่น่านับถือ
แม้เป็นลูกก็คงบูชาไม่ลง
พูดง่ายๆ ท่านสอนว่า
อย่าสำคัญตัวผิด
คิดว่าเพียงให้กำเนิด
ก็ประเสริฐที่สุดสำหรับลูก
ซึ่งนี่เป็นความจริงประจำโลก ฟังแล้วไม่ขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม
หลายคน รู้สึกอยู่เป็นวูบๆว่า
ตนไม่ใช่พ่อแม่ที่ดี
รู้ตัวว่าความประพฤติไม่น่าเคารพ
เวลาทะเลาะกับลูก น้อยใจขึ้นมา
ก็มักเอะอะว่า เออ! กูมันไม่ดี!
ไม่ต้องนับกูเป็นพ่อเป็นแม่ก็ได้!
ซึ่งนั่นก็เป็นอีกข้างความผิดพลาด
ที่ก่อบาปก่อกรรมให้ทั้งตัวเองและลูกตน

แม้คนไม่น่าเคารพที่สุด
เมื่อให้กำเนิดลูก ก็ต้องนับว่า
ได้ให้สิ่งที่ไม่มีใครในโลกให้กับลูกได้อยู่ดี
ถ้าไม่มีเลือดเนื้อให้จิตวิญญาณเข้ามาประกบประกอบ
ก็ไม่มีชีวิตแบบมนุษย์ให้พ้นแดนนรกแดนเดรัจฉาน
ไม่มีชีวิตแบบมนุษย์ให้แสวงทางสวรรค์ทางนิพพาน
เลือดเนื้อของมนุษย์จึงเป็นยิ่งกว่าทรัพย์ทั้งปวง
ต่อให้โตขึ้นมีใครอื่นโอนเงินสดให้ร้อยล้านพันล้าน
น่าซาบซึ้งหัวใจพองคับโลกขนาดไหน
ก็เทียบไม่ได้กับผู้ให้เลือดเนื้อมาหัวใจพองแบบนั้น
ฉะนั้น ถึงรู้สึกว่าตัวไม่ดี
ก็อย่าปล่อยให้ลูกลามปามด่าว่าหรือทำร้ายกลับ
เพราะมันไม่ใช่เรื่องสมน้ำสมเนื้อ
แบบเราเตะเขา เขาเตะเรา เจ๊ากัน
แต่มันเหมือนนักมวยรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่มาชกกัน
นึกว่าออกแรงเท่ากัน
ทว่าคนหนึ่งแค่หน้าสะบัดเบาๆ
อีกคนถึงขั้นน็อกได้
พ่อแม่ทำร้ายลูกถึงตาย
ยังมีสิทธิ์ขึ้นสวรรค์หรือเจริญสติเอามรรคเอาผลได้
แต่ถ้าลูกทำร้ายพ่อแม่ถึงตาย
อันนี้ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานเลย

กรรมต่างกัน ผลต่างกัน
เป็นไปตามฐานะความสัมพันธ์
การระลึกถึงฐานะของตนเองอย่างมีสติถูกต้อง
คือ รู้ตัวว่าเป็นพ่อแม่ วางตัวเป็นพ่อแม่ให้ลูกนับถือ
หรือแม้รู้ตัวว่าไม่น่านับถือ
ก็ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกตบหัวเล่นเป็นการลงโทษได้
และเมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ เห็นแก่ลูกอยู่
ก็จะเกิดสติ เกิดความมีแก่ใจ
อยากทำตัวเป็นพ่อแม่ที่น่านับถือขึ้นมาเอง!

คนเลวที่สุดคือคนที่ทำให้คุณเกลียดที่สุด

14980739_1223286951061794_3918196669186268172_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ทุกคนย่อมบอกว่ารักชีวิต
เห็นชีวิตตนเองมีค่ากว่าความเจ็บใจ
แต่ความเจ็บใจของตน
มักมีค่ากว่าชีวิตคนอื่นเสมอ

ความมืดดำอันเกิดจากความเกลียด
จะทำให้คุณพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา
ถ้าไม่ใช่คน ก็เป็นอารมณ์ร้ายของตัวเอง
อารมณ์ร้าย จะตามรบกวนคุณไม่ให้เป็นสุข
สู้ยาก ไล่ยาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
ความเกลียดเป็นอารมณ์มืดที่พร้อมจะครอบงำจิต
ความเกลียดเป็นมนต์สาปชนิดหนึ่งที่ขังคุณไว้กับ
บาปทางกาย วาจา ใจ

ตอนเกลียดใคร
แล้วรู้สึกว่าคิดอะไรดีๆไม่ออก
เห็นหน้า ได้ยินชื่อ หรือนึกถึง
แล้วเกิดอาการจุกอกแน่น
ในหัวเหมือนเกิดกำแพงหนา
หาความคิดดีๆไม่เจอ
นั่นแหละ! โอกาสแห่งความทุกข์
โอกาสแห่งการสร้างบาปเวร
โอกาสแห่งการเกิดใหม่ในที่ตกต่ำ
เพราะจิตที่ชุ่มด้วยความเกลียดย่อมมืดดำ
เหมาะกับอัตภาพอันดำมืด

แม้อ้างว่ามันผู้นั้นสมควรต้องถูกเกลียดจริงๆ
ยกเหตุผลความชั่วร้ายมาขนาดไหน
อย่างไรก็เท่ากับบอกว่า
ฉันสมควรมีประตูสู่อบายไว้บานหนึ่ง
หรือฉันจำเป็นต้องมีประตูนรกติดตัวอยู่นั่นเอง!

ผู้หวงความโกรธไว้ได้ชื่อว่าหวงทุกข์ไว้
วิธีแก้ คือ ให้เปลี่ยนคำเสียใหม่
บอกตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
พอใช้คำว่าทุกข์ก็จะยินดีให้มันลดลง
เพราะจิตไม่ชอบทุกข์ ไม่อยากหวงทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าเอาไม่อยู่
ก็อย่าฝืนคิดอะไรดีๆต่อ
เพราะความคิดดีๆ สู้ความรู้สึกแย่ๆไม่ได้แน่แล้ว
ดังนั้น ปล่อยให้เกลียดไป
เพื่อจะได้มองความเกลียดในใจตัวเองชัดๆเสียที!

จิตไม่จำเป็นต้องดี จิตไม่ได้มีไว้เพื่อเอาดี
จิตเป็นเพียงธรรมชาติที่ถูกกระทบได้
เกิดความกระเพื่อมไหวได้ แล้วกลับสงบลงได้เอง

มืดอย่างไร ก็ยอมรับว่ามืดอย่างนั้น
สติรู้ความมืดพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

อัดอั้นอย่างไร ก็ยอมรับว่าอัดอั้นอย่างนั้น
สติรู้ความอัดอั้นพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

ร้อนอย่างไร ก็ยอมรับว่าร้อนอย่างนั้น
สติรู้ความร้อนพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

ลมหายใจหนึ่ง ความเกลียดแรงแค่ไหน
ลมหายใจต่อมา ความเกลียดย่อมอ่อนกำลังลง
หรือทวีตัวขึ้นกว่านั้น
ไม่มีทางเท่าระดับเดิมไปทุกลมหายใจ

เมื่อรู้ทันและไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์เกลียด
ความเกลียดก็จะเหมือนไฟไหม้ฟาง
เข้มข้นวูบๆวาบๆแล้วแผ่วจางลงอย่างรวดเร็ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ระลึกไว้
ถ้าเกิดโทสะแล้วยอมรับตามจริงว่า
มันแรงขึ้นได้ก็อ่อนลงได้
จิตไม่ย้อมติดกับโทสะได้
ก็แปลว่าไม่ถูกครอบงำจากปีศาจไหนๆได้

รู้ความไม่เที่ยงของสิ่งใดเรื่อยๆ
ความหวงสิ่งนั้นย่อมลดลงเป็นธรรมดา
เช่นที่อาการหวงความเกลียดจะลดลงเรื่อยๆ
โดยไม่มีข้ออ้างผิดๆว่า
ยังไงก็ต้องเกลียดมันให้ได้อยู่ในใจอีกต่อไป
เพราะพบแล้วว่า
ความจำเป็นต้องเกลียดคือสิ่งที่คิดไปเอง
ความไม่จำเป็นต้องเกลียดนั่นแหละของจริง!

ถึงจุดหนึ่ง คุณจะนึกรังเกียจความเกลียดในใจตน
แทนการนึกอยากเล่นงานคนที่คุณเกลียด!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าอยากพูดด่าหรืออยากลงมือทำร้ายใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ห้ามไม่ใช่มีไว้ดู
แต่ถ้าแค่หงุดหงิดคิดไม่ดีกับใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ดูไม่ใช่มีไว้ห้าม

โกรธแล้วขาดสติ
แล่นตามความโกรธจะได้อกุศลจิต
โกรธแล้วเกิดสติ
รู้ว่าความโกรธไม่เที่ยงจะได้มหากุศลจิต

ภาพลักษณ์สำคัญกว่ารายละเอียด

marked-111116

หลายคนสงสัยว่า เรื่องของอเมริกา
ทำไมทั่วโลกต้องไปจับจ้องกันนัก
เรื่องของเขา ไกลตัวแท้ๆ
เราเอาใจไปใส่ทำไม?

อเมริกาเป็นประเทศใหญ่
ทุกความเคลื่อนไหว มีอิทธิพลกับโลกทั้งใบ
ตัวอย่างเล็กๆ เช่น คนในประเทศซีเรีย
มองว่า วิธีคิดของประธานาธิบดีสหรัฐ
คือคำพิพากษาชีวิตพวกเขาทีเดียว
แล้วบางคนก็มองอย่างรอคอยว่า
ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
ก็คงร่วมมือกับปูตินช่วยให้ประเทศของเขา
กลับเข้าสู่ความสงบร่มเย็นอีกครั้ง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2eOdDAY )
คือจะคิดถูกหรือผิด อันนั้นยกไว้ก่อน
แต่คนในบางประเทศคิดเช่นนั้นจริงๆ
และประธานาธิบดีคนใหม่
ก็คือความหวังใหม่ หรือความหวังเดียวที่เหลือ
ใครจะมองเป็นความไร้เดียงสา น่าสมเพชอย่างไร
ชีวิตบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างพวกเขา
ก็ขอยึดฟางเส้นสุดท้ายมากอดไว้ก่อน ยามใกล้จม
จริงจัง ไม่เห็นเป็นเรื่องตลกน่าขำแม้แต่นิดเดียว

ส่วนคนที่เหมือนไม่น่าจะเกี่ยวมาก
ก็ได้รับกระแสอิทธิพลทางใจมามากโดยไม่รู้ตัว
ภาพดีๆของอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ไม่เอา
เพราะซับซ้อน รับรู้ยาก
แต่ภาพเสียๆนี่มีสิทธิ์เป็นต้นแบบได้ง่าย
เพราะกระตุ้นอารมณ์ดิบได้ดี
ด้วยความคิดว่า ระดับโลกเขายังทำได้
เราทำบ้างจะแปลกอะไร
เช่นที่จะพูดถึงกันไปชั่วลูกชั่วหลาน
คือ ประธานาธิบดีมีอะไรกับเด็กฝึกงานทำเนียบขาวได้
แถมผ่านกระบวนการถอดถอนฉลุย
เลยกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ คือ
ถ้าทำเงินได้มาก เรื่องใต้เข็มขัดไม่เป็นไร ช่างมัน

เคยมีพวกทำรายการ
เดินๆไปตามถนนและสัมภาษณ์ผู้คนแบบสุ่มๆ
(เพื่อให้เห็นว่าไม่มีวาระแอบแฝงใดๆ)
คำถามง่ายๆ คือ มีเหตุผลส่วนตัวอย่างไร
ทำไมจะเลือกทรัมป์ ทำไมจะเลือกฮิลลารี
คำตอบส่วนใหญ่ของผู้คนบนถนน
วนเวียนอยู่กับภาพลักษณ์ของผู้นำที่ตนชอบใจ
แล้วก็การแก้ปัญหาปากท้องของตัวเองแบบที่คาดหวัง
ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน

ฮิลลารีอาจเป็นผู้หญิงวัย ๗๐
ที่สวยที่สุด พูดเก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา
และคนอเมริกันก็ฟังเธอแล้วรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นคนดี
เป็นผู้นำฉันได้ ทำงานระดับโลกได้

ส่วนทรัมป์อาจเป็นผู้ชายวัย ๗๐
ที่ดูแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
และถ้าตั้งใจฟังเขาพูด ก็จะรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นนักรบ
เป็นคนกอบกู้วิกฤตได้ เอาชนะโลกทั้งใบได้

มันแล้วแต่คนอเมริกันแบบไหน
กำลังจ้องดูใคร แล้วเห็นอะไร
ไม่ใช่สารพัดรายละเอียดที่รุมเข้ามารกหัว

ถึงวันนี้ ฮิลลารีคงต้องหลุดจากโฟกัสของโลกไป
ส่วนทรัมป์จะเข้าสู่โฟกัสอย่างเข้มข้น
และโดยพลังความเป็นตัวเขา
ก็เป็นคนที่มีพลังดึงดูดความสนใจ
ได้ล้นหลามเกินมนุษย์อยู่แล้ว
อันนี้ตรวจได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์จากคลื่นสมอง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2fGfKZ7 )

ทรัมป์คือภาพสาธิตสัจธรรมที่ชัดเจน
คือ ไม่ว่าจะมีดีแค่ไหน
ก็ถูกกลบด้วยภาพลักษณ์แย่ๆได้
เขาเคยบอกว่ารู้ตัว และไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น
เพราะ (สมัยนั้น) ไม่ได้กะลงเล่นการเมืองอยู่แล้ว
คือถ้าลงเล่นการเมือง คงไม่ทำธุรกิจบันเทิง
สร้างภาพ สร้างคำที่บาดหู ในสไตล์แบดบอย
กระตุ้นความสนใจคนให้มาสนใจตน
(ลาร์รี คิง ซึ่งมีชื่อเสียงว่า ไม่เข้าใครออกใคร
ก็เคยบอกว่า ทรัมป์แกล้งทำเหมือนพวกเหยียดผิว
แต่ตัวจริงไม่ขนาดนั้น มันเป็นแค่โชว์อย่างหนึ่ง
อ้างอิง: http://bit.ly/25YtyA7 )

พื้นฐานตัวตนของทรัมป์เป็นพ่อค้าขนานแท้
ไม่ใช่พ่อพระที่คิดบำเพ็ญตนทำสาธารณกุศล
เช่นที่ทรัมป์เคยพูดไว้ในหนังสือของเขาเองว่า
เขาเป็นคนไม่เล่นพนัน
รู้ว่าการพนันเป็นหนทางหายนะ
แต่ทราบอยู่ว่าคนชอบเล่นพนัน เขาเลยเปิดบ่อนพนัน
ทั้งๆที่ยังสงสัยไม่หายว่า
ทำไมคนเราถึงคิดว่าจะรวยจากการเล่นพนัน
ส่วนใหญ่หมดเนื้อหมดตัว เสียครอบครัวไป
ก็เพราะหมกมุ่นการพนันนี่แหละ
เจ้าของบ่อนอย่างเขารู้ดี แต่ก็ไม่สงสาร
ถ้าสงสารคงเปิดบ่อนไม่ลง

อย่างไรก็ตาม ความปากเปราะของทรัมป์
ทำให้คนส่วนหนึ่งชอบใจ
เพราะเห็นเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดหรือสันดานได้ง่ายๆ
ผิดกับนักการเมืองหน้าเนื้อใจเสืออื่นๆ
ขนาดนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็ชอบทรัมป์
ถึงแม้จะมองว่าทรัมป์เป็นแค่นักเจรจาที่รวยจากโชค
โดยไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงสักนิด
(อ้างอิง: http://bit.ly/1Zmq715 )

สรุปคือ ภาพลักษณ์ของทรัมป์ขายออก
ในสถานการณ์นี้ นาทีนี้
ที่คนอเมริกันส่วนหนึ่ง
รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอด
ภาพลักษณ์เดียวกันน่าจะขายไม่ได้
หากนักการเมืองรุ่นเก่ามีอำนาจเหนือระบบ
สามารถพูดดี แล้วก็ทำดีตามที่พูดกันง่ายๆ
(เคเนดีถูกกำจัดแบบจับมือใครดมไม่ได้
ก็เพราะพยายามทำดีตามที่พูดนั่นแหละ
กำแพงเก่ามันใหญ่เกิน)

คงต้องรอดูว่ามหาเศรษฐีจอมหุนหันพลันแล่น
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วจะกลมกล่อมขึ้นแค่ไหน
เจออำนาจที่เหนือกว่าตัวเองแล้ว
จะยอมตัวเล็กลงไหม
สำหรับไทยเรา
ผูกพันลึกซึ้งกับระบบเก่าของอเมริกาเพียงใด
คงมีแค่ไม่กี่คนในประเทศที่รู้จริง
แต่กับระบบใหม่ อันนี้หลายคนคงได้รับอิทธิพล
แบบที่รู้สึกกับตัวเองอยู่ทั่วไป
เพราะพฤติกรรมของคนเรา
ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นจากภาพในใจที่ใหญ่กว่าตัวเอง
หากทรัมป์ทำตัวเหมือนเดิม
เป็นบอสใหญ่เจ้าอารมณ์เหมือนเดิม
สถานการณ์ทางใจของผู้นำทั้งหลาย ก็อาจแย่ลงไปอีก
ในเมื่อบอสใหญ่ระดับโลกทำตัวบอสซี่
เชื้อบ้าอำนาจก็ต้องระบาดหนักขึ้นเป็นธรรมดา

แต่หากคุณหวังไว้ว่า ไม้แก่ดัดยากอายุ ๗๐
อย่างโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เลิกออกอาการอาละวาดฟาดงวงฟาดงา
กลายเป็นคนสุภาพ นุ่มนวล พูดจาดีๆได้ทุกเรื่อง
จนกลายเป็นผู้นำสหรัฐที่ได้รับคะแนนนิยมสูง
คุณก็มีสิทธิ์เห็นผู้นำองค์กรเล็กใหญ่ในไทยดีขึ้นตาม
เพราะเมื่อหัวหน้าแผนก เจ้าของบริษัททั้งหลาย
ถึงบทที่ตัวเองจะออกอาการฟาดงวงฟาดงา
ก็อาจนึกถึงภาพที่สงบเสงี่ยมลงของทรัมป์
ช่วยให้ใจเย็นลงตาม
ผู้นำระดับโลกทำตัวดีขึ้นได้
ฉันก็ต้องดีขึ้นได้เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สิ่งที่เป็นใหญ่ในโลก คืออำนาจ
ดังนั้น อำนาจใหญ่จึงเป็นที่สนใจ
เพราะคนในโลกเกี่ยวโยงกันไปหมด
ถ้าไม่ทางกายก็ทางใจ
จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
คนทั้งหลายก็ต้องได้รับอิทธิพลจากอิทธิพลใหญ่
ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม!

ทรัมป์ชนะบอกอะไรได้บ้าง?

marked-111016

การเลือกตั้งที่ผ่านมา
คนอเมริกันอึดอัดที่สุด
ถึงขั้นมีคนพูดว่าเหมือนต้องเลือก
ระหว่างการเป็นมะเร็งกับเป็นเอดส์
ไม่รู้จะเลือกอันไหนดี
รู้แต่ว่าไม่มีดีให้เลือก

เมื่อวานโลกรู้แล้ว ทรัมป์ชนะ
และเป็นการชนะแบบครึ่งๆ
(จริงๆ Popular vote แพ้นิดๆ
แต่ชนะขาดลอยที่ Electoral vote)

ผลที่ออกมา ตีความได้ว่า
คนมีสิทธิ์เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง
ยอมรับกุ๊ยได้
แต่ไม่อาจยอมรับคนโกหกตาใสได้
(คนส่วนใหญ่เชื่อจากสิ่งที่ตัวเองรู้สึก
ตัวจริงนักการเมืองเป็นอย่างไรไม่รู้
รู้แต่ความรู้สึกของตัวเองยามเห็น
ยามได้ยินนักการเมืองพูด)

หากเปรียบทรัมป์เป็นเชื้อโรค
คนมีสิทธิ์เลือกตั้งครึ่งหนึ่งก็มองว่า
ยังไม่รู้เชื้อโรคชนิดนั้นร้ายแรงแค่ไหน
ทำให้ตายช้าหรือตายเร็ว
รู้แต่ว่า เชื้อโรคในระบบเก่า
ซึ่งฮิลลารีมีเอี่ยวอยู่ด้วยเต็มๆ
เป็นชนิดที่ทำให้ตายเร็ว
หรือทำให้อึดอัดจะขาดใจอยู่เดี๋ยวนี้เลย
ฉะนั้น จึงขอเลือกไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน

นอกจากนั้น ผลที่ออกมา ยังตีความได้อีกอย่าง
คือ โซเชียลมีเดียในปัจจุบัน
มีอิทธิพลและความน่าเชื่อถือมากกว่าสื่อหลัก
(ข้างสื่อหลักจะใช้คำว่าผลพลิกล็อก
ส่วนข้างโซเชียลมีเดียจะบอกว่ารู้ตั้งนานแล้ว
ได้ทีขี่แพะไล่กันถล่มทลายทีเดียว)

การทำโพลของสื่อใหญ่เกือบทุกสำนัก
เหมือนฟันธงชัดๆว่าฮิลลารีต้องได้
แต่หากเข้าไปอ่านความเห็น
ของผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายระยะหนึ่ง
คุณจะเห็นสิ่งที่ไม่มีทางเห็นจากสื่อใหญ่
เช่น คำพูดที่ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้
ไม่ใช่แค่การชิงชัยระหว่างฮิลลารีกับทรัมป์
ไม่ใช่แค่การรบราระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน
แต่ยังเป็นการงัดข้อระหว่างสื่อหลักกับโซเชียลมีเดียด้วย

ผลแพ้ชนะของการงัดข้อ
ถึงขั้นทำให้โลกยุคหน้าแตกต่างไป
การที่โพลของสื่อหลักบอกผิด
ไม่ใช่แค่ทำให้สื่อหลักเสียหน้า
แต่ทำเอาหมดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงทีเดียว
วันนี้คนอเมริกันเชื่อไปแล้วว่า
โพลของสื่อหลัก ถูกชักใยจากเบื้องหลัง
เพื่อชี้นำมวลชนให้เกิดอุปาทานหมู่
หาใช่โพลแสดงแนวโน้มความจริงอีกต่อไป

สื่อหลักเชื่อไม่ได้
แล้วผู้คนจะยึดอะไรเป็นความเชื่อแทน?

สถานการณ์โลกปัจจุบันซับซ้อน
และโซเชียลมีเดียก็ถ่ายทอดความจริงได้ชัดลึกกว่าสื่อหลัก
สื่อหลักจะกรองเอาข่าว
ที่ตนมองเห็นไกลๆ หรือได้รับใบสั่งมานำเสนอ
แม้คนดูจะเห็นหน้าและรู้ชื่อผู้สื่อข่าว
ก็ไม่มีทางสืบทราบเลยว่าเบื้องหลังนั้น ใครเป็นคนสั่งให้พูด
ขณะที่โซเชียลมีเดียจะเอาสิ่งที่ตนประจักษ์กับตามาแฉ
และคุณก็สามารถคลิกชื่อเพื่อเจาะลึกเข้าถึงตัวผู้พูดได้
สืบได้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ น่าจะพูดเองหรือใครสั่งให้พูด

หากมองข้ามผลแพ้ชนะระหว่างบุคคล
ไปเห็นสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
คุณจะตระหนักว่าโลกยุคต่อไป
โซเชียลมีเดียคือหางเสือแทนสื่อหลักแน่ๆแล้ว
ข้อความที่อยู่ในโซเชียลมีเดีย
จะจริงหรือไม่จริง หรือมีเบื้องหลังชักใยจากที่ใดก็ตาม
ขอเพียงดราม่าแรงพอจะกลายเป็นจุดสนใจได้เถอะ
ข้อความนั้นจะกลายเป็นข่าวดัง
เข้าสู่การรับรู้ระดับประเทศ
หรือระดับโลกได้ในชั่วข้ามคืนทันที
กับทั้งสามารถกำหนดพฤติกรรม คำพูด
และความคิดของผู้คนหมู่มาก
ให้ไหลเชี่ยวกรากตามๆกันได้แบบเฉียบพลันด้วย

ตีความในแง่ของกรรม
ยุคต่อไป จะเป็นยุคที่กรรมหมู่มีพลังเข้มข้นขึ้น
ขณะเดียวกันก็มีสภาพปรวนแปรสุดขีด
ผิดจากเมื่อก่อนมาก
เพราะในอดีตคนทำกรรมภายใต้ศรัทธา
หรือความเชื่อเฉพาะตนบางอย่าง
ทว่าปัจจุบันและอนาคต
ผู้คนจะพากันทำกรรมแบบพวกมากลากไปเป็นวันๆ
วันหนึ่งเห็นเขาอวดคลิปน่าชม ก็ร่วมชมกันสุดๆ
อีกวันมีคนแฉคลิปน่าชัง ก็ร่วมชังกันหน้าเขียว
หายากที่จะตกผลึกทางมโนกรรมเฉพาะตนอย่างแท้จริง
หายากที่จะก่อวจีกรรมโดยไม่ได้รับอิทธิพลจากกระแสหลัก

สรุปคือ เรากำลังเผชิญกับมหาสึนามิจากคลื่นกรรมหมู่
ต้องรีบหาจุดยืน หรือเลือกยึดชัยภูมิดีๆไว้
ยกตัวอย่างเช่น
วัฒนธรรมการโจมตีความเห็นต่างที่เกิดขึ้นทั่วโลก
จะมีคีย์เวิร์ดเหมือนๆกัน
ใครคิดไม่ได้อย่างตนคือโง่
ใครเห็นต่างจากตนคือบ้า
เสร็จแล้วก็มีคนแบบหนึ่ง เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น มองว่าศาสนาทำให้คนโง่ บ้า
ถ้าคุณไม่มีจุดยืนชัดพอ
ไม่มีคำอธิบายดีๆจากประสบการณ์ตรงแข็งแรงพอ
ในที่สุดก็อาจถูกสึนามิซัดพา
จมหายตามเขาไปอย่างง่ายดาย!

รู้จริงหรือคิดเอาเอง?

marked-110916

ในอารมณ์ยึดมั่น
คุณจะแยกไม่ออกว่า
ตัวเองรู้จริงหรือว่าคิดเอาเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้ารู้จริง เก่งกาจลึกล้ำเกินใครในบางสิ่ง
เกิดความเชื่อมั่นล้ำหน้าทุกคนบนโลก
ความเชื่อมั่นชนิดนั้น
มักเหนี่ยวนำให้สำคัญผิด
คิดว่าตัวเองรู้จริงไปหมดทุกเรื่อง
ทั้งที่คิดเองเออเอง เดาเองอยู่หลายเรื่องแท้ๆ

นักเจริญสติที่ปรารถนาความมีสติบริสุทธิ์
จะกล้าถามตัวเองขณะพลุ่งพล่านว่า
อารมณ์เชื่อมั่นรุนแรงขณะนี้
เป็นยอดตึกสูงที่มีรากฐานแข็งแรง
หรือเป็นพายุที่ก่อตัวขึ้นจากลมแล้งกันแน่
ชั่วขณะที่เกิดสติ
และรู้สึกถึงความเบาบางลงของอารมณ์
จะเกิดเหตุผลขึ้นแทนที่
แล้วมีภาพหนึ่งปรากฏ
คือ ภาพที่มาที่ไปอันเป็นหลักฐานความรู้จริง
หรือไม่ก็ภาพหน้าตาตัวตนอันเหลวไหล
ไม่รู้อะไรเลย แต่มีแรงดันให้อยากบอกโลกว่ารู้
อยากเอาชนะ อยากให้คนอื่นยอมรับ
อยากแสดงแต่ตัวตนดิบๆด้านๆนั้นให้ปรากฏเด่น

จะเกิดสติในทางใด
เห็นว่าตัวเองรู้จริง
หรือเห็นมีแต่อัตตานึกว่ารู้ก็ตาม
สติที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ความยึดมั่นเบาบางลง
ถ้ารู้จริง สติจะช่วยให้อยากใช้ความรู้เป็นประโยชน์
ไม่อยากใช้ความรู้เข่นฆ่าใคร หรือทำให้ใครเจ็บ
แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย
สติก็จะได้ช่วยกระชากผียักษ์ผีอัตตาออกจากร่าง
เหลือแต่ความว่างเปล่า
กับความรู้สึกว่าคนเราก็เท่านี้ มีแต่กายกลวงๆ
วันหนึ่งก็เป็นท่อนฟืน เป็นเชื้อไฟบนเชิงตะกอน
ไม่น่าปล่อยให้ใจกลวงตาม
หลอกตัวเองเพื่อเอาชนะคนอื่น
เป็นฟืนเป็นไฟแห่งอัตตา
เผาตัวเอง เผาคนอื่นในวันนี้!

คู่ดีวัดกันตรงที่ไม่เหนื่อยใจ

marked-110816

ใครมีหน้าที่การงานได้ยาวนาน
คนนั้นจะถูกตัดสินโดยสังคมว่า
เป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบแล้ว
ไม่ต้องเบียดเบียน ไม่ต้องพึ่งพาใคร
ยืนได้ด้วยขา หายใจได้ด้วยจมูกตัวเอง

แต่หญิงชายหลายคน
เช้าสายบ่ายเย็นเป็นผู้ใหญ่นอกบ้าน
พอกลับเข้าบ้านตอนค่ำๆเท่านั้น
กลายเป็นเด็กทันที
คือ รับผิดชอบสารพัดงานนอกกายได้เป็นร้อย
แต่รับผิดชอบใจตัวเองใจเดียวไม่ได้ เอาไม่อยู่
ยังต้องฝากความรับผิดชอบไว้กับคนใกล้ตัว
หรือครอบครัวญาติพี่น้องไม่เลิก
ยิ่งเครียดกับความรับผิดชอบนอกบ้านเท่าไร
ยิ่งมีข้ออ้างที่จะปัดภาระ
โยนความรับผิดชอบทางใจ
ให้คนในบ้านมากขึ้นเท่านั้น

ถ้ายังรับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้
อย่าหวังว่าจะรับผิดชอบใจคนอื่นได้
เอาแต่สงสารตัวเอง ไม่เห็นใจคนอื่นร่ำไป

เอาคนสองคน
ที่รับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน
ผลคือเหนื่อยใจทั้งคู่ ไม่ได้ที่พึ่งดังใจทั้งคู่
ต่างฝ่ายจึงต้องต่างแยกย้าย
หนีหายจากกันและกันไปอย่างรวดเร็ว

เอาคนที่รับผิดชอบใจตัวเองได้
มาอยู่กับคนรับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้
ผลคือมีคนหนึ่งเหนื่อยใจข้างเดียว
อีกคนติดแจ อยากเกาะ
อยากได้ไว้เป็นที่พึ่งไม่เลิก
แม้ปากจะบอกว่าไม่ถูกใจ
พร่ำบ่นอยากเอาโน่นเอานี่
อยากให้คนใกล้ตัวเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
แต่ให้เลิกก็ไม่เอา
เพราะไม่รู้จะเจอที่พึ่งทางใจป้ายหน้าอีกไหม

เอาคนที่รับผิดชอบใจตัวเองได้ทั้งคู่
มาอยู่ด้วยกัน จะสบายใจหายเหนื่อย
เป็นศาลาพักร้อนให้กันและกัน
หลังเดินทางร้อนๆ ลำบากลำบนมาทั้งวัน
เพราะคนเราเมื่อรับผิดชอบใจตัวเองได้
ก็จะมีแก่ใจ เห็นใจ เป็นห่วง
อยากแบ่งเบา รับผิดชอบใจคนใกล้ตัว
คิดปัดเป่าทุกข์ คิดพอกพูนสุข ให้แก่กันและกัน
แม้ปากไม่พูด แต่มือไม้และสายตาก็เป็นไปทางนั้น
สัมผัสได้ด้วยใจพร้อมๆกันเช่นนั้น

ความทุกข์ ความเข็ดหลาบในชีวิตคู่
เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดให้กันไม่ได้
แต่ให้ป้ายบอกหรือสัญญาณเตือนกันได้
คือ ถ้าเจอคนที่เอาแต่รับผิดชอบเรื่องหน้าตา
เป็นแค่แต่งหน้าแต่งตัวให้หล่อสวย
ทว่ารับผิดชอบแต่งจิตแต่งใจให้งามไม่เป็น
ชอบเป็นที่พึ่งทางตาให้คนอื่น
แต่วิ่งขาขวิดหาที่พึ่งทางใจให้ตัวเอง
เห็นชัดเช่นนั้นแล้ว ก็จงเป็นที่พึ่งทางใจอยู่ห่างๆ
อย่าหลวมตัวเป็นที่พึ่งทางใจที่ใกล้ชิดเด็ดขาด
เพราะแนวโน้มคือเมื่อเวลาผ่านไป
ภาระจะไม่เบาลง แต่กลับจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตอนนั้น ให้ถามว่าแก้อย่างไร
คงต้องคิดถึงการเลี้ยงเด็กสักคน
ให้โตขึ้นเป็นคนรับผิดชอบใจตัวเองได้
ใช้เวลากี่ปี ใช้อุบายวิธีกี่ร้อย
ก็นั่นแหละ ไม่ต่างกันเท่าใดนัก!

เสียงหัวเราะแก้ปัญหาได้ดีกว่าถ้อยคำ

marked-110716

ความสามารถในการมีอารมณ์ขันขณะเครียด
ดูไปเหมือนความสามารถลึกลับ
ที่มีไม่กี่คนในโลกทำได้
เพราะส่วนใหญ่พอเจอสถานการณ์ตึงเครียด
เกือบร้อยทั้งร้อยจะหน้าตาหมองคล้ำทันที
ด้วยจิตคิดอกุศล
เห็นภาพการลงเอยแบบร้ายๆโดยอัตโนมัติ
มากกว่าจะคิดในทางกุศล
พยายามนึกถึงภาพของการลงเอยดีๆกัน

ให้สังเกตว่า คนที่คลี่คลายปัญหาหมู่คณะเก่ง
มักไม่ใช่พวกชอบหว่านล้อม ชักแม่น้ำทั้งห้า
แต่เป็นพวกชอบหักเหอารมณ์ร้ายของมนุษย์
เปลี่ยนบรรยากาศหน้าดำคร่ำเครียด
ให้กลายเป็นบรรยากาศสดชื่นได้ฉับพลัน
เช่น สองฝั่งกำลังอยากห้ำหั่นกัน
เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นอีกข้างเป็นยักษ์มาร
ถ้าคนที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
สามารถใช้คำพูดไม่กี่คำทำให้เกิดภาพในใจ
ทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเองเหมือนตัวการ์ตูน
เป็นสัตว์ประหลาดแยกเขี้ยวใส่กันตลกๆ
โดยไม่ทำให้ฝ่ายใดรู้สึกถูกด่าว่าเป็นตัวตลก
ทั้งสองฝ่ายก็จะยั้งๆ ไม่แข็งขืน
ไม่นึกอยากทำตัวเป็นสัตว์ประหลาดกันต่อ

ผลอย่างนี้ย่อมชัดว่าดีกว่าได้กรรมการห้ามมวย
ประเภทโดดลงมาร่วมหน้าดำคร่ำเครียด
ตั้งต้นขึ้นมาก็ซักไซ้เอาผิดเอาถูกรัวๆทันใด
ซึ่งจะกระตุ้นให้อยากเป็นฝ่ายถูกเหนือฝ่ายผิด
ไม่มีใครยอมถูกตัดสินให้เป็นฝ่ายผิด

อารมณ์ขันแบบคนที่จะเป็นผู้นำดีๆได้นั้น
จุดเริ่มต้นมาจากใจที่สบาย ผ่อนคลายพอ
สามารถลดความตึงเครียด
ให้กับตนเองได้ทันทีที่รู้สึกเกินๆ
โดยอาศัยความตึงเครียดนั้นเอง
มาเป็นแรงขับดันให้ระบายออกเป็นเสียงหัวเราะ

ความเคยชินที่จะขับดันความตึงเครียด
ให้ระบายออกมาเป็นเสียงหัวเราะนั้น
แม้ฝึกกันได้ตอนโต
แต่ให้ดีที่สุดคือไม่ต้องฝึกเลย
ด้วยการเห็นแบบอย่างจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก
พอเกิดเรื่องถกเถียงขัดแย้งกันทีไร
พ่อแม่ก็ลงเอยด้วยคำพูด
เบี่ยงเบนภาพร้ายให้กลายเป็นภาพตลก
แก้ปมเขม็งเกลียวด้วยเสียงหัวเราะ
ไม่ตีเกลียวด้วยเสียงด่าทอได้ทุกที

เด็กเป็นสิ่งมีชีวิตหัวเราะง่าย
ธรรมชาติออกแบบไว้อย่างนั้น
แค่เล่นจั๊กจี้หน่อยเดียวก็หัวเราะกลิ้งแล้ว
และเสียงหัวเราะของลูก
ก็ดีกว่าพรจากใครๆที่อวยให้ครอบครัวเป็นสุขๆ
เพราะเสียงหัวเราะของลูกคนเดียว
มักทำให้พ่อแม่นึกอยากหัวเราะไปด้วยอีกสองคน
เสียงหัวเราะร่วมกันของพ่อแม่ลูก
จะทำให้คุณรู้สึกถึงชีวิตที่สว่าง อบอุ่น
เหมือนมีปราการแกร่ง
ที่ยากจะมีปัญหาภายนอกใดมาทำลาย

แต่ถ้าทำให้เด็กหัวเราะไม่ได้
หรือไม่ค่อยได้ยินเด็กหัวเราะ
อาจหมายถึงมีระเบิดเวลา
ซ่อนอยู่ในตัวเด็กคนนั้นแล้ว
โตขึ้นเห็นปัญหาเล็กน้อยเป็นเรื่องใหญ่โต
มีสิทธิ์เป็นพวกแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา
หรือกระทั่งไม่เจอปัญหาเลย
ก็อาจก่อปัญหาขึ้นมาดื้อๆ
เพราะนึกว่าชีวิต
เป็นเรื่องต้องจริงจังเอาเป็นเอาตาย
ไม่สร้างปัญหาแล้วเหมือนชีวิตมันผิดปกติ

บ้านที่มีลูกน้อย
แต่ไม่ค่อยมีเสียงหัวเราะ
เป็นบ้านที่อาจต้องทบทวนว่า
มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นหรือเปล่า
พ่อแม่ไม่ค่อยเล่นกับลูก
หรือว่าพ่อแม่ไม่ค่อยจะยอมกันต่อหน้าลูก?!

ป่วยทางจิตกันทั้งนั้น

14938113_1215615115162311_5073522076410792141_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนเราเหมือนป่วยกันทางจิตทุกคน
ป่วยมากหรือป่วยน้อยเท่านั้นเอง
รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

ถ้าป่วยน้อยเนี่ย คนจะไม่รู้ตัวว่าป่วย
แล้วก็ไปมองกันว่านั่นเป็นอาการปกติ
คืออยู่ร่วมกับสังคมได้
ใช้ชีวิตอย่างเอาตัวรอดได้
บางคนช่วยเหลือสังคมได้ด้วยซ้ำ

ในสายตาพระอรหันต์แล้ว
เราทุกคนเปรียบเหมือนคนป่วยทางจิต
เราไปเศร้าโศกเสียใจ
อยากให้ของที่ไม่เที่ยงนั้นเที่ยง
อยากให้ทุกข์เป็นสุข
และอยากให้ของที่ไม่ใช่ของเราเป็นของเรา
เปรียบเสมือนอยู่ในโลกของความฝันนั่นเอง

พุทธศาสนาถือว่าทั้งหมดนี่ บ้าหมดเลย
คือ บ้าเพราะสำคัญผิด
บ้าเพราะ อุปาทาน
บ้าเพราะ เกิดความไม่เข้าใจ
บ้าเพราะ ยอมรับไม่ได้ ว่า
ทั้งหลายทั้งปวงนี้มันไม่เที่ยง
ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้
ไม่มีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวเป็นตน
ที่เราจะไปบังคับบัญชา
ไม่ให้มันเปลี่ยนแปลง ไม่ให้มันแปรปรวนไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อะไรจะมีค่าไปกว่าการมีจิตที่ดีขึ้น
ในเมื่อจิต คือสิ่งที่คุณต้องทนรำคาญ
หรือชื่นชมยินดี อยู่ตลอดวันตลอดคืน
และจิตนี่เองเป็นต้นเค้าของกรรมทั้งปวง

เมื่อจิตสว่างย่อมปรารถนาที่จะทำกรรมขาว
สุคติย่อมเป็นที่หวัง
เมื่อจิตมืดยิ่งใคร่ที่จะทำกรรมดำ
ทุคติย่อมเป็นที่หวัง

สรุปคือ ขอเพียงจิตคุณดีอย่างเดียว
อะไรอย่างอื่นที่จะตามมาก็ดีหมด
หากการเปลี่ยนแปลงของคุณ
เข้าลึกมาได้ถึงจิต
ก็แปลว่าทั้งปัจจุบันและอนาคต
ไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าสวดมนต์นั่งสมาธิจนเคยชิน
จิตก็เหมือนได้อาบน้ำ
ทำความชุ่มชื่นให้ตัวเองบ้างครับ
อย่างน้อยเป็นกำลังใจลึกๆ
ไม่ให้ต้องหงุดหงิดหรือเศร้ายาว
แบบไม่มีเว้นวรรค

ธรรมะมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง
ใครเสพทุกวัน ในที่สุดจะมีหนทาง
คลี่คลายปมทุกข์ปมร้อนทีละเปลาะ
อาจจะต้องผ่านเดือนผ่านปี
อย่างเช่น วันหนึ่งอาจจะคลิกขึ้นมาเองว่า
เออ! หงุดหงิดมันผ่านมาที่ลมหายใจหนึ่ง
อีกลมหายใจหนึ่งมันก็ผ่านไปแล้ว
ไม่ใช่ตัวตนที่เราต้องยึดไว้นี่นา

อะไรแบบนี้
ถึงอ่าน ถึงฟังเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็ไม่เก็ต
แต่จะเก็ตเองเมื่อถึงจุดที่เสพธรรมไปจนจิตเปิด
แค่คลิกเดียว ชีวิตต่างไปจนตายเลยครับ
อย่าถอยเท้าไปจากธรรมะก็แล้วกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความจริงการปฏิบัติที่ได้ผล
ลดละกิเลสลงได้นั้นมีอยู่หลายระดับ
แค่เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง
เข้าใจเรื่องสังสารวัฏ และนิพพานอย่างถูกต้อง
หรืออีกนัยหนึ่งโดยย่นย่อคือ
เรื่องทุกข์และการดับทุกข์ได้ถูกต้อง
ก็นับว่ากระแทกกิเลสให้บุบลงได้หน่อยหนึ่งแล้ว

แต่ที่จะทำให้กิเลสบอบช้ำ หรือถึงขั้นแหว่งวิ่น
กะเทาะให้ร้าว กระทั่งแตกหักได้
จะต้องเป็นผู้มีความตั้งมั่นจริง
ที่จะเปิดจิตเปิดใจเป็นทาน
คุมจิตให้อยู่ในกรอบของศีล
แล้วไต่ระดับขึ้นไปกระทำจิต
ให้อยู่ในสภาพสงบสงัดจากกิเลส ยิ่งยืนนานยิ่งดี
แล้วจึงใช้ความสงัดจากกิเลสนั้น แยกดูให้ออก
ว่ารูปกับนามเป็นคนละอัน
อันนั้นจึงนับว่าเรียกวิปัสสนา

เมื่อแยกออกว่า
นี่เป็นผู้ดู ผู้นิ่งอยู่ตรงกลาง
จึงจะเห็นสิ่งที่ถูกดูต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นรูป เวทนา สัญญา หรือสังขาร
เป็นสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ที่ตรงนั้นกิเลสจึงถูกกะเทาะออกอย่างจริงจัง
เพราะอุปาทานอันเกิดจากการรวมรูปรวมนาม
ขาดหายไปชั่วขณะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะ
แก้ทุกข์ทางใจอย่างเด็ดขาด
แบบชนิดไม่กลับไม่เปลี่ยนอีก
เพราะว่ารากของปัญหามันจบไปแล้ว
ความเข้าใจผิด ที่ทำให้เกิดการอยากประการต่างๆ
การอยาก ที่ทำให้เกิดความกระวนกระวายไปต่างๆ
มันหมดไปจากใจ
เพราะฉะนั้นทุกข์ทางใจก็หายไป
อาการป่วยทางใจมันหายไปอย่างเด็ดขาด!

คำว่า ‘ไม่’ พูดให้ดียาก

marked-110416

เวลาโดนขายประกัน
เหมือนถึงเวลาแฮปปี้ที่จะปฏิเสธคน
เรามักไม่ลังเล ไม่ต้องคิดว่า
โทร.บุกรุกรบกวนเวลาส่วนตัวท่านี้
สมควรโดนตอกกลับห้วนๆท่าไหน
แม้นั่งหายใจทิ้งอยู่ว่างๆ
คุณก็บอกว่าไม่ว่างได้เต็มปากเต็มคำ
ไม่เอา! ไม่ต้องโทร.มาอีกนะ!
นี่ไปเอาเบอร์พี่มาจากกรมตำรวจเหรอ?
กำลังจะออกลูก ไม่มีอารมณ์คุย!
สรุปคือ นึกอยากพูดอะไรก็พูด
และหลายคนสะใจ
ที่ได้ทำร้ายจิตใจคนแปลกหน้า
โทษฐานไม่เกรงใจตนก่อน

แต่พอโดนคนที่คุณต้องเกรงใจ
ไหว้วานให้ช่วยทำอะไร
โดยเฉพาะในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน
ถ้าจะพูดคำว่าไม่
คุณต้องหนีบขา ตัวลีบมาก
หรือหลายครั้งถึงกับพูดไม่ออก
ด้วยหลายเหตุผลที่มากกว่าเกรงใจ

คุณควรต้องฝึกพูดคำว่าไม่ให้ดี
เพราะในชีวิตจริง หลายครั้งคุณจำเป็นต้องพูด
ถ้าไม่พูดคำนี้ บางทีถึงขั้นชีวิตพัง
แต่ถ้าตัดสินใจพูดแล้วพูดไม่ถูก พูดไม่เป็น
ความสัมพันธ์ดีๆก็อาจมลายหายสูญได้อีก

โอกาสฝึกมีอยู่มากมาย
อย่างตอนโดนโทร.ขายประกัน
ตอนโดนยื่นใบโฆษณาตามทางเดินในห้าง
ตอนเพื่อนสนิทขอยืมเงินที่คุณให้ไม่ได้
แทนที่จะโต้ตอบแบบดิบๆ
ด้วยคำห้วนๆใส่ตัวแทนขายประกัน
หรือด้วยการเชิดหน้าใส่เด็กยื่นใบโฆษณา
หรือด้วยการด่าเพื่อนขโมงโฉงเฉง
คุณควรบอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสดีที่จะดูใจตัวเอง
ฝึกปฏิเสธจากใจที่ต่างไปด้วยสติ

ใจคนขณะคิดปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย
จะให้ความรู้สึกแข็ง ทึบ ดิบ หรือหยาบกระด้าง
ซึ่งเหล่านั้น ถูกจุดชนวนขึ้นจากความไม่พอใจ
มีความคุกรุ่นด้วยคำลบๆ คล้ายมีแรงดัน
ให้น้ำพุร้อนพวยพุ่งออกมาจากกลางอก

ที่ความรู้ใจตนเอง ให้บอกตนเองว่า
ถ้าปล่อยปากปล่อยใจตามความขัดเคือง
เท่ากับเพาะนิสัยไม่ดี ปฏิเสธคนได้ไม่ดี
เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้
ใจคุณจะไม่มีดีอะไรให้เอาไปใช้
เช่น แม้คุณรู้ว่าปฏิเสธผู้ใหญ่ไม่ได้
เหมือนท่าทีที่ใช้ปฏิเสธน้องเซลส์แน่ๆ
แต่ก็ไม่ทราบจะใช้ท่าทีอื่นใด ก็ของมันไม่เคยฝึก

ต่อเมื่อรู้สึกถึงความกระด้างทางใจตน
ในขณะที่คิดปฏิเสธคนไม่มีค่าแบบลวกๆ
คุณจะรู้สึกขึ้นมาขณะหนึ่งว่า
อารมณ์กระด้างเป็นของไม่ดี
เป็นของที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไร้มารยาท
ขณะนั้นเอง ใจคุณจะอ่อนโยนลง
เปิดทางให้คุณมีสติ นึกออกว่าจะพูดอย่างไร
ถึงจะทำให้คนฟังรู้สึกดี และตัวเองมีความสบายใจ

ไม่ครับ ไม่ค่ะ ไม่ได้หรอก
เป็นคำแรกที่คุณจะพูด
เพราะว่า... คือคำที่สองที่ควรตามมา
ให้ใช้ความจริงอันเป็นเหตุผลที่ไม่เอา ไม่ให้ ไม่ซื้อ
การฝึกให้เหตุผลที่แท้จริง คือการทำให้เขาเข้าใจ
และช่วยให้คุณไม่ต้องหาเรื่องโกหก
ถ้าคุณเป็นประเภทชอบโกหกเพื่อปฏิเสธคน
ให้สังเกตเถอะว่า คุณสะสมความไม่สบายใจ
หรือกระทั่งความรู้สึกผิด หงุดหงิดอยู่ลึกๆไว้

การฝึกเอากับคนไม่สำคัญ
พูดดีๆด้วยอารมณ์เย็นๆว่าไม่อย่างสุภาพ
ต่อท้ายด้วยเหตุผลตามจริงนั้น
จะดัดให้จิตของคุณตรง หนักแน่น เป็นผู้ใหญ่
ไม่ติดนิสัยชอบพูดให้ความหวังแบบแทงกั๊ก
อันเป็นเหตุให้ตัวเองลำบากใจเมื่อเขาทวงภายหลัง
และแม้จะเจอพวกตื๊อหนัก
ใจคุณจะมั่นคง ไม่หลงลมตามไป
เพราะการฝึกให้เหตุผลทุกครั้งที่ปฏิเสธนั้น
จะทำให้คุณรู้สึกว่า ใจมีหลักให้ตัวเองยึดจริงๆ
กับทั้งไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกไร้มารยาท
หากจะตัดบทหลังให้เหตุผลซ้ำไปแล้ว!

อนัตตาทำไมมีกรรม?

marked-110316

จิตที่คิดฆ่าพ่อแม่
เป็นอนัตตาข้างมหาอกุศลจิต
ถ้าพ่อแม่ขาดใจตายจริง
ก็ถือว่าทำปิตุฆาต มาตุฆาตสำเร็จ
และหลังจากฆ่าพ่อแม่สำเร็จ
จิตของลูกจะแตกซ่าน ฟุ้งจัด ไม่มีทางรวมลงเป็นฌาน
ต่อให้ทำสมาธิด้วยอุบายวิธีเลอเลิศขนาดไหน
แล้วก็ไม่มีทางไม่เศร้าหมองก่อนตาย
ต่อให้ทำสังฆทานบานเบิกวันละ วัดไปตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนั้น จึงต้องกล่าวตามธรรมชาติว่า
อนัตตาผู้ลูก ที่ไหลออกมาจากอนัตตาผู้พ่อผู้แม่
เมื่อทำปิตุฆาตกรรม มาตุฆาตกรรมสำเร็จ
เท่ากับก่อบาป ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานแล้ว
เพราะวิบากแห่งปิตุฆาต มาตุฆาต
ย่อมบีบจิตให้เศร้าหมองก่อนตาย
อีกทั้งเมื่อหลังจากจิตแห่งความเป็นมนุษย์ดับลง
วิบากแห่งปิตุฆาต มาตุฆาต
ย่อมเนรมิตจิตใหม่ที่มืดมัว ไม่อาจตั้งเป็นกุศล
เข้าไปสู่กำเนิดอันเป็นทุกข์ เป็นอบายภูมิ
ขั้นต่ำคือเปรต ขั้นกลางคือเดรัจฉาน ขั้นลึกสุดคือนรก

ยกมาเพียงเท่านี้
ก็กล่าวสรุปได้แล้วว่า
ภพภูมิเกิดจากจิตและกรรม
ทั้งหมดทั้งปวงเป็นอนัตตา

จิตวิญญาณเป็นอนัตตา
เพราะอาศัยตัวเองเกิดไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์จากความบังเอิญไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์เพราะมีบุคคลเสกขึ้นไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์เพราะเลือกเองตามใจชอบไม่ได้
ภาวะมนุษย์จะอุบัติก็ต่อเมื่อมีเหตุแห่งความเป็นมนุษย์พร้อม
เช่น กองบุญที่สว่างพอ พ่อแม่ที่มีบุญบาปสอดคล้องกัน
มีจุดตัดของเวลา สถานที่ สังคม ที่ควรแก่กรรมเก่า
พูดง่ายๆ สรุปว่าจิตเป็นอนัตตา
เพราะเริ่มขึ้นมาก็ต้องหยิบยืม
ต้องอาศัยความช่วยเหลือต่างๆนานามาประกอบร่าง
หาความเป็นก้อนตัวก้อนตนโดดๆ
อย่างที่รู้สึกยึดไปเอง สำคัญมั่นหมายไปเองไม่ได้เลย

เมื่อจิตเป็นอนัตตา
กรรมก็ต้องเป็นอนัตตาด้วย
เพราะกรรมคือเจตนา
คือการคิดเล็งว่าจะทำอะไรให้เกิดอะไรกับใคร
การคิดนึกจงใจเจตนา ต้องอาศัยจิตเป็นที่ตั้ง
จะแยกเป็นต่างหากออกจากจิตไม่ได้
อยู่ๆกรรมก่อตัวขึ้นเองลอยๆในอากาศไม่ได้
อาศัยจิตคนอื่นคิดแทนไม่ได้

เมื่อกรรมเป็นอนัตตา
ภพภูมิก็ต้องเป็นอนัตตาด้วย
เพราะแกนกลางของภพภูมินั้น
มีจุดเริ่มต้นจากกายกับจิตประกอบกัน
อยู่ๆจะมีจักรวาลขึ้นเองไม่ได้ ถ้าปราศจากกายกับจิต
มีโลกนรกไม่ได้ ถ้าปราศจากสัตว์นรก
มีโลกเดรัจฉานไม่ได้ ถ้าปราศจากเดรัจฉาน
มีโลกเปรตไม่ได้ ถ้าปราศจากเปรต
มีโลกมนุษย์ไม่ได้ ถ้าปราศจากมนุษย์
มีโลกเทวดาไม่ได้ ถ้าปราศจากเทวดา
ในอนันตจักรวาลนี้ มีความเชื่อมโยงแบบโครงข่าย
เป็นโครงข่ายอนัตตาที่มีความสัมพันธ์กัน

สรุปคือ อนัตตาไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย
แต่อนัตตา มีอันเป็นไป
แปรจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งอยู่เรื่อยๆ
ตามเหตุปัจจัย โดยมีกรรมดีกรรมชั่ว
เป็นศูนย์กลาง เป็นกำเนิดจักรวาลทั้งจักรวาล!

คนใกล้บ้าใกล้ตัวกว่าที่คิด

marked-110216

คนเครียดกับอาวุธปืน
ไม่ควรอยู่คู่กัน
อันนี้ใครๆก็รู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
อาวุธเป็นของปรุงแต่งจิตชนิดแรง
ผู้ถือมักได้ใช้
เพราะอดคิดถึงการใช้จริงไม่ได้
ไม่อยากเอาไว้ซ้อมเล่นอย่างเดียว
ยิ่งเครียดขึ้นเท่าไร
ยิ่งอยากใช้ขึ้นเท่านั้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ปืนไม่ใช่อาวุธชนิดเดียวของคนเครียด
แม้แต่รถยนต์ที่เอาไว้ใช้เดินทาง
ก็เป็นอาวุธแบบหนึ่งได้
ยิ่งเครียดมากเท่าไร ยิ่งอยากตะบึงไป
ชนโน่นชนนี่ไม่เลือกมากขึ้นเท่านั้น
นี่เป็นสิ่งที่คนเพิ่งจะค่อยๆรับรู้
ตามข่าวสะเทือนขวัญกลางเมืองที่ปรากฏ

ยุคเรา รอบตัวเต็มไปด้วยอาวุธ
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการลดอาวุธ
แต่อยู่ที่การลดความเครียดในใจคน
เพราะเมื่อเครียดถึงขีดสุด
อะไรๆรอบตัวก็อันตรายไปได้หมด
หยิบขึ้นมาใช้เป็นอาวุธกันได้หมด

อย่าคิดแก้ปัญหาการสะสมความเครียด
เพียงด้วยการบอกต่อกันง่ายๆว่า
ให้สวดมนต์ทำสมาธิกันมากๆ
เพราะที่เห็นๆกัน คนคลุ้มคลั่งก็นั่งสวดมนต์
หรือพยายามทำสมาธิกันที่สถานีตำรวจ
หลังการก่อเรื่องอาละวาดได้

ขอให้พูดถึงเรื่องการเจริญสติกันให้มากขึ้น
สวดมนต์ สวดแบบมีสติ
เห็นความว้าวุ่นที่ต่างไปเรื่อยๆ
นั่งสมาธิ นั่งแบบมีสติ
เห็นความเครียดที่ไม่เท่าเดิมในแต่ละลมหายใจ
ทำงาน ทำแบบมีสติ
เห็นความเบื่อๆอยากๆ ที่เกิดขึ้นเต็มอก

เมื่อมีสติเห็นความไม่เที่ยงของภายใน
สติที่ถูก ที่ตรง ที่เป็นพุทธ จะค่อยๆก่อร่างสร้างตัว
เมื่อเครียดจะไม่เตลิดไปกับความเครียด
แต่จะเห็นความเครียดหนักบ้าง เบาบ้าง
เมื่ออยากอาละวาดจะไม่หลุดโลกไปกับความอยาก
แต่จะเห็นอาการเหมือนผีเข้าบังคับใจ
เป็นไปได้ไม่นานถ้ามีสติรู้อารมณ์อาละวาด
รู้ว่าไม่ได้มีลมหายใจแห่งอารมณ์อาละวาดตลอดเวลา
มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ยิ่งมีสติแบบพุทธ รู้ความไม่เที่ยง
ยิ่งปลอดภัยจากโรคทางใจยุคต่อไป
ที่กำลังคุกคามคนในเมืองใหญ่ทุกมุมโลก
เหมือนจ่อคิว บีบเข้าใกล้ตัวคุณมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน!

สารพัดรักเกิดจากสารพัดเหตุ

marked 110116

รักแบบถึงเลือดถึงเนื้อ
หมายถึงรักที่ผูกพันด้วยความทรมาน
และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความผูกใจเจ็บรุนแรง หรือน้อยใจเกินเหตุ
ดื้อเงียบ จมทุกข์ แสดงออกปึงปังหุนหันพลันแล่น

รักแบบป่าเถื่อน
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยอารมณ์
ที่ใกล้กับความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความโมโหร้าย เจ้าอารมณ์ ใช้ความรุนแรง
ทั้งทางคำพูดและการลงมือลงไม้เป็นทางออก

รักแบบศิวิไลซ์
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยเหตุผล
ที่ใกล้กับทางออกของทุกปัญหา
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ การคิดก่อนพูด หรือเผลอพูดไม่ดีแล้วคิดได้เร็ว
สมองมีน้ำหนักมากกว่าปากและมือไม้

รักแบบถึงจิตถึงใจ
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยน้ำใจงดงาม
และลงเอยด้วยสุขนาฏกรรม
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความอยากให้อีกฝ่ายเป็นสุข กับอยากสุขไปด้วยกัน
ร่วมกันทำเรื่องดีๆให้เกิดขึ้นในโลก

รักแบบหมดทุกข์หมดโศก
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยสติปัญญา รู้ซึ้งถึงธรรมแบบพุทธ
มีกันและกัน เพื่อทำลายอุปาทานอันเกิดจากกันและกัน
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความปรารถนาจะพ้นปวงทุกข์ทั้งหลายไปด้วยกัน
ส่งเสริมกันและกันในทางสละออกด้วยใจไปพร้อมๆกัน!