รากเหง้าของความเหงา

12196034_966158030108022_3898135136410746644_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนหนุ่มสาวหลายคนกำลังโหยหาความรัก
เพราะไปสำคัญว่าความรักนี่แหละ
จะช่วยผลักไสให้ความเหงาและความโดดเดี่ยว
ที่ตนกำลังเผชิญอยู่ห่างออกไปได้
ทั้งที่มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย
กลับเหงาและโดดเดี่ยวมากขึ้นเมื่อมีความรัก
พร้อมทั้งวิตกกังวลและว้าวุ่นใจเพราะคนที่รัก

โดยปกติผู้ที่มีความหงอยเหงาจากความรักนั้น
หากจิตใจฟุ้งซ่านและมีความคิดไหลลงต่ำแล้ว
มักจะวกหาเข้าสู่เรื่องเพศเสมอ
ซึ่งจะทำให้เรามีจิตใจที่หม่นหมอง ดำมืด
และหดหู่เพิ่มมากยิ่งขึ้น
บางครั้งจะนำไปสู่ความเคียดแค้น ชิงชัง
อันเป็นอารมณ์ทางลบ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความเหงาเป็นอารมณ์หนึ่งของใจ
ที่เกี่ยวข้องกับกรรมในปัจจุบัน
มากกว่าที่จะเป็นกรรมในอดีต

แท้จริงแล้วรากเหง้าของความเหงา
ไม่ได้เกิดจากคนอื่นที่ทำให้เราขาดความสุข
แต่เกิดจากเราเองที่ทำให้คนอื่นมีความสุขไม่เป็น

หากทำให้คนใกล้ตัวมีความสุขไม่เป็น
ต่อให้ได้ชายหญิงในจินตนาการมาอยู่ในชีวิต
ก็มีแต่นับถอยหลังรอวันสลายจินตนาการ
เพราะในโลกความจริง
ความสุขไม่ได้วิ่งมาหาเรา
และรักที่จะอยู่กับเราโดยไม่มีเหตุผล
ความสุขต้องสร้างขึ้น
จากหัวใจที่พร้อมยิ้ม พร้อมให้ก่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอให้ลองอย่างนี้ดู คือ
กลับขั้วสักนิด
คิดเป็นผู้เริ่มเห็นใจก่อน
ให้ความอบอุ่นกับคนอื่นก่อน

และการวัดว่าใครทำให้คนอื่นมีความสุขได้จริงแค่ไหน
ก็ต้องวัดจากคนใกล้ตัว ไม่ใช่ไกลตัว
ต้องวัดจากคนในบ้าน ไม่ใช่นอกบ้าน

นอกจากนี้
ยังมีผู้ด้อยโอกาสในสังคมมากมายก่ายกอง
ที่รอรับการให้ก่อนจากเราอยู่เสมอ
เช่น เด็กกำพร้า คนชราที่ถูกทอดทิ้ง เป็นต้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าทำแค่ครั้งสองครั้ง
อาจจะยังไม่เห็นผลอะไร
แต่ถ้าทำประจำจนเป็นกิจวัตร
กระทั่งรู้สึกถึงความสว่าง ความอบอุ่น
ที่แผ่ออกมาจากจิตคิดให้ของตนเอง

..
เมื่อนั้น
คุณจะไม่ปรารถนาความรักความอบอุ่นจากภายนอก
ที่อยู่กับเราได้แบบไม่คงเส้นคงวาหาความแน่นอนยากอีกเลย
จะยึดเอารัศมีความอบอุ่นจากใจตัวเองนี่แหละ
เป็นที่พึ่งเที่ยงแท้ถาวร

มีแฟนแล้วหายเหงาหรือยิ่งเหงา?

05-Friday---Love

คนเรามีจิตอยู่สองแบบ
จิตอยู่กับความจริง
กับจิตหนีความจริง

ชาวบ้านร้านช่องทั่วไป
ควรมีจิตอยู่กับความจริงให้มาก
แต่ก็น่าจะมีส่วนของจิตหนีความจริงที่ได้ดุลอยู่ด้วย
เพราะถ้ามีแต่จิตอยู่กับความจริงล้วนๆ
อาจแปลว่าฝันไม่เป็น
คิดสร้างสรรค์ต่อยอดความจริงไม่ได้
ไม่ชอบดูหนัง ไม่ชอบฟังเพลง
ไม่มีภาพในใจอันเป็นแรงบันดาล
ให้ประดิษฐ์คิดค้นหรืออยากปรับเปลี่ยนอะไรๆ
ผลคือมีชีวิตที่แห้งแล้ง
ทำเรื่องซ้ำๆไปวันๆ
หรือไม่อีกทีก็ควรเอาดีทางบวช
พบความชุ่มชื่นอันน่าพิสมัย
จากการรู้ความจริงในกายใจไปเลย

แต่ถ้ามีแค่จิตหนีความจริง
หรือหนักไปทางฝันหวานตลอด
จนออกอาการตาลอยคว้าง
ไม่ชอบมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ชอบมองแต่วิมานในอากาศ
อันนี้ไม่ใช่ฝันแบบคิดต่อยอดความจริง
ไม่ใช่คิดขีดเขียน วาดระบาย
หรือปั้นแต่งอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
แต่เป็นแบบหลบเลี่ยง ไม่อยากรับรู้
ไม่ชอบใจ หรือกระทั่งเกลียดความจริง
ซึ่งใครเจอแฟนประเภทนี้จะลำบาก
เพราะเอาแต่อยากได้ อยากได้ อยากได้
คิดฟุ้งกระจายแบบลมเพลมพัด ไร้จุดยืน
จนคุณไม่มีทางคะเนถูกว่า
อยู่ดีๆเขาหรือเธอจะพูดอะไรแปลกๆ
หรือทำอะไรประหลาดๆขึ้นมา

คนที่เอาแต่ตาลอยเพ้อฝัน
เกือบร้อยทั้งร้อยจึงมีปัญหาทางความรัก
เพราะเมื่อยังไม่มีแฟน
ก็จะฝันหาแฟนแบบเด็กอยากดูการ์ตูน
อยากดูแต่เส้นสายและสีสันสวยๆ
ไม่มีความบกพร่อง ไม่มีกลิ่นเหม็นเจือปน
แต่พอมีแฟนเข้าจริงๆ
พบว่าไม่ได้อย่างใจ มีแต่ความบกพร่อง
เจือด้วยกลิ่นอายไม่น่าชอบใจ
จึงเข้าโหมดหลบหนีความจริงอีก
และยิ่งวันจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งหมดความสามารถ
ในการยอมรับความจริง
ไม่ใช่แค่หลบความจริงชั่วคราวแบบนักฝัน

เพื่อจะปรับจิตให้ได้ดุล
คุณต้องหมั่นสังเกตเอาว่า
ถ้าวันไหนมีจิตอยู่กับความจริงได้มาก
ถึงแม้ทุกข์ร้อน ก็ไม่มากเกินจริง
โลกภายในเหมือนคนเดินป่า
ที่แม้เหนื่อยก็รู้ว่าแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน

แต่ถ้าช่วงเวลาใดมีจิตหนีความจริงบ่อย
ถึงแม้สุขสบาย ก็ไม่มากเท่าที่มีจริงได้
ในเมื่อโลกภายในคือโลกของความหิว
เหมือนคนคลานหาน้ำกลางทะเลทราย
ไม่รู้ต้องคลานอีกนานเท่าไรจึงพบแหล่งน้ำ

สรุปหลักการ คือ
เห็นว่าเมื่อใดจิตอยู่กับความจริง
เห็นว่าเมื่อใดจิตหนีความจริง
แล้วรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ
เป็นสุข เป็นทุกข์ แตกต่างกันเพียงใด
ใจจะค่อยๆลดระดับลงมาจากวิมานในอากาศ
กลับมาอยู่ที่พื้นความจริง
อันได้แก่ความรู้สึกทางใจของตนเอง
พอเข้าโหมดหนีความจริงปุ๊บ
จะรู้ปั๊บว่าสุขเยิ้มๆมาแล้ว
และอีกเดี๋ยวทุกข์ลอยๆจะตามมาด้วย
หรือกระทั่งเห็นชัดว่า
สุขเยิ้มๆเดี๋ยวเดียว
เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ยืดเยื้อ
กระวนกระวายอยากได้สิ่งที่ไม่มีทางได้
ได้อะไรมา ก็จะอยากได้ต่อไปอีก
เอื้อมคว้าจนสายตัวขาดก็ไม่เจอ!

อยู่คนเดียวเป็นโดยไม่เหงา
จะอยู่กับคนอื่นแบบให้ความอบอุ่นเขาได้
แต่อยู่คนเดียวแล้วเหงาตลอด
พยากรณ์เถอะว่าอยู่กับใคร
ก็เอาความเหน็บหนาวไปแพร่ใส่เขาไม่เลิก!

อะไรบันดาลชีวิตให้พลิกไปพลิกมา?

04-Thursday---Karma

บางคนเกิดมายากจน
ถูกเสี้ยมสอนให้เป็นหัวขโมย
โตขึ้นกลับเลือกที่จะค้าขายสุจริต
แต่พอรวยมากๆก็เข้าวงจรทุจริต
พอจวนตายสำนึกผิดอยากทำคุณไถ่โทษ
แจกจ่ายสมบัติเป็นสาธารณกุศล
อย่างนี้ พยากรณ์ได้ว่าชาติหน้า
มีสิทธิ์เกิดในที่ที่ดีขึ้น พ่อแม่ดี มีฐานะ
เพราะสำนึกท้ายๆเป็นกุศล
แต่เส้นทางชีวิตอาจประสบกับความลำบาก
โดนคดโกง หรือมีทรัพย์พินาศ
เพราะตอนเป็นตัวของตัวเอง คิดได้ เลือกได้
ยังคงปล่อยตัวให้ไหลตามกระแสทุจริตอยู่ดี

บางคนเกิดมาเป็นเด็กหน้าตาไม่น่ารัก
ถูกทิ้งขว้าง ใครเห็นก็ไม่นึกอยากสนใจไยดี
แต่โตขึ้นกลับใช้ปมด้อยของตน
เป็นแรงขับดันให้ทำดีกับคนอื่น
เป็นความอบอุ่น เป็นกำลังใจ
เป็นคำปลอบโยนที่ทรงพลัง
ด้วยน้ำใจอันงดงามยิ่งใหญ่
แต่พอเกิดบารมีจากการช่วยคนมากๆ
ก็บ้าอำนาจ รังแกคนให้ต้องเจ็บช้ำ
แล้วค่อยๆหลงทำกรรมอันมืดดำ
น่าเกลียดน่ากลัวมากขึ้นทุกที
พอจวนตายยังไม่สำนึก
กลับรู้สึกว่าแท้จริงแล้ว ชีวิตคือสิ่งโหดร้าย
และโชคดีที่ท้ายสุดตนได้เป็นผู้กระทำ
ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ
อย่างนี้ก็พยากรณ์ได้ว่า
ชาติหน้ามีสิทธิ์ได้โครงสร้างรูปร่างหน้าตาแบบหนึ่ง
ที่ตอนเด็กออกแนวลูกเป็ดขี้เหร่
แล้วโตขึ้นกลับดูดีมีสง่า จับตาจับใจอย่างน่าประหลาด
ซึ่งแค่แต่งเสริม เติมอะไรเข้าไปนิดหน่อย
ก็หล่อจัด หรือสวยจัด เข้าขั้นประกวดได้
แต่รูปร่างหน้าตามักนำมาซึ่งความเจ็บช้ำน้ำใจ
โดนคนหลอกบ้าง โดนคนใส่ไคล้บ้าง
โดนคนรังแกบ้าง หรือตัวเองตัดสินใจผิดๆบ้าง
ไม่มีอันได้เป็นสุขจากรูปร่างหน้าตาดีๆเลย

พินิจดูจะเห็นว่า การทำกรรมอยู่ในปัจจุบัน
ก็คือการเลือกโต้ตอบ
กับผลของกรรมเก่าโดยไม่รู้ตัว
บางทีก็โต้ตอบแบบซ้ำเติมตัวเองให้หนักขึ้น
บางทีก็โต้ตอบแบบบรรเทาให้เบาบางลง

เป็นคนแบบไหน
ก็คือมีนิสัยแบบนั้น
นิสัยก็คือพฤติกรรมสะสม
ทำอะไรซ้ำๆจนเคยชินเป็นอัตโนมัตินั่นเอง
นั่นแหละที่เราเรียกกันว่าอาจิณณกรรม
หมายถึงกรรมซึ่งจะให้ผลแน่นอน
มีความคงเส้นคงวาอย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง
โดยผลนั้นอาจมาถึงทันตาในชาตินี้
หรืออีกทีก็อาจไปให้ผลกันชาติหน้า
ขึ้นอยู่กับคิวให้ผลที่เหมาะสม
เป็นเรื่องอจินไตย คือ คะเนเอาแบบคิดๆไม่ได้
ต้องหยั่งรู้ด้วยอภิญญาของผู้บำเพ็ญธรรม

แต่แม้ไม่รู้ชัด คุณก็อาจถามตัวเองง่ายๆ
รู้แก่ใจง่ายๆว่า ถ้าผลของกรรมมีจริง
สิ่งที่กำลังทำๆอยู่นี้...
น่าจะทำให้สุขภาพแข็งแรงหรืออ่อนแอ?
น่าจะทำให้มีลาภมากหรือมีทรัพย์พินาศ?
น่าจะทำให้เจอคู่ครองใจเดียวหรือหลายใจ?
น่าจะทำให้ได้อยู่กับคนใจซื่อหรือใจคด?
น่าจะทำให้สติดีหรือฟุ้งซ่านจัด?

ตอบแทนพ่อแม่อย่างไร
เลี้ยงลูกแบบใด
แล้วถ้าต้องเกิดใหม่
อยากเป็นลูกของคนแบบไหน
มีสิทธิ์ได้อย่างใจหรือเปล่า?

กรรมและผลของกรรมเป็นสิ่งติดตัว
ไม่ใช่แค่เรื่องใกล้ตัว
สำรวจตัวเองว่าตอนนี้สบายใจอย่างไร
เต็มใจเลือกที่จะเบียดเบียนหรือเกื้อกูลท่าไหน
คำตอบในอนาคตเหมือนจะชัดเจนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว!

หายใจแบบพุทธ

buddhistbreath

เป็นคนพุทธ
แต่ไม่ได้ฝึกหายใจแบบพุทธ
เลยไม่รู้ว่าจิตตื่นรู้ ใครๆก็มีได้
และเมื่อไม่รู้ ก็ยอมปล่อยเลยตามเลย
ให้ตัวเองหลงติด หลงวน
เหมือนตกอยู่ในห้วงฝันร้ายกันต่อไป

ฝึกหายใจแบบพุทธ
ไม่จำเป็นต้องเริ่มไปฝึกกันในป่า
ไม่จำเป็นต้องลางานไปเข้าสถานปฏิบัติ
แต่เริ่มฝึกกันได้ตั้งแต่ตอนเป็นโรคทางใจ
ฝึกกันตั้งแต่ชอบย้ำคิดย้ำทำ
ฝึกกันขณะฟุ้งซ่านสับสน เหม่อลอยไร้หลัก
ฝึกกันตอนอยู่ในอารมณ์เบื่อง่ายหน่ายเร็ว
ฝึกกันแม้ชอบเสพสายลมเหงายามดึก
ฝึกกันตอนอยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน อยู่ในห้าง
ทั้งๆที่ไม่เคยรู้สึกว่าพร้อมจะฝึกได้เลยนี่แหละ!

ไม่ว่าจิตใจย่ำแย่เหมือนเสือลำบากปานใด
ขอเพียงเหลือสติพอจะรู้ได้แค่
กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่
เท่านี้ก็ฝึกหายใจแบบพุทธกันได้แล้ว

ตอนจิตอยู่ในอาการผิดปกติ ไม่เป็นสุข
ให้รู้ว่าอารมณ์ผิดปกติ
วนไปวนมาเปล่าประโยชน์ที่กำลังเกิดขึ้นนั้น
ทำให้หายใจอย่างไม่เป็นสุข
สังเกตเพียงเท่านี้ จะพบว่าระลอกลมต่อมา
คุณจะเริ่มหายใจอย่างรู้ว่าไม่เป็นสุข
หายใจอย่างรู้ว่าเหมือนมีเสือติดจั่นอยู่ในหัวแล้ว

เมื่อหายใจอย่างรู้ว่า
กำลังมีอาการผิดปกติทางจิตอย่างไร
แม้ข้างในอาจดูแย่เหมือนเดิม
แต่ที่แท้คุณเริ่มมีหลัก มีราวเกาะ
หรือกระทั่งแสงปลายอุโมงค์ขึ้นมาจริงๆ
อย่างน้อยคุณก็ไม่ยึดตัวแย่เท่าเดิม
เพราะมีตัวรู้แทรกซึมขึ้นมาบ้าง

เมื่อก้าวแรกเกิดได้ง่ายๆ
ก็อย่าทำให้ก้าวต่อมายากเย็น
แค่ถามตัวเองว่า
มีอะไรต่างไปหรือเหมือนเดิมบ้าง
ขณะลมหายใจที่สองปรากฏ?

คำตอบอาจไม่น่าอัศจรรย์ใจ
เหมือนรู้ๆกันอยู่ว่า
ก็ไม่เหมือน ไม่เท่าเดิมน่ะสิ!
แต่ถึงจะไม่เท่าเดิม ความผิดปกติก็ยังคงอยู่
และรบกวนจิตใจได้ไม่เลิกนั่นเอง
ไม่เห็นจะเกิดอะไรวิเศษวิโสที่ตรงไหน

สิ่งวิเศษน่ายินดี จะมีขึ้นมาโดยคุณไม่เรียกหา
เมื่อใจคุณถูกแบ่งไปสนใจใคร่รู้ว่า
ลมหายใจใด จิตแย่มาก
ลมหายใจใด จิตแย่น้อย
หรือถ้าไม่แย่อะไรเลย
ก็เกิดความรู้สึกถึงลมหายใจขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ความทุกข์ ความผิดปกติทางใจทั้งหลาย
หายไปไหนได้นานๆก็ไม่ทราบ

แน่นอน ถ้าไม่เข้าป่า ไม่ปลีกวิเวกเข้าที่ปฏิบัติ
คุณอาจไม่ได้ฌาน ไม่ได้ญาณ ไม่ได้มรรคผล
แต่อย่างไรเมื่อฝึกหายใจแบบพุทธ
ในที่สุดคุณจะหายใจแบบพุทธเป็น
และพอหายใจแบบพุทธเป็น
นั่นคือ เห็นว่าลมกับจิตสัมพันธ์กันอย่างไร
แต่ละลมหายใจ มีสิ่งใดในจิตต่างไปบ้าง
คุณก็อาจเอาดีจากความเป็นพุทธได้
ยิ่งกว่าคนในป่า หรือคนในสถานปฏิบัติ
ที่ปล่อยใจฟุ้งซ่าน
หาเรื่องรำคาญใจใส่ตัวเป็นไหนๆ!

พรสวรรค์

gifted

ใจคนเราจะโฟกัสเป็นสมาธิได้อยู่กับงานที่ง่าย
แล้วก็มีความน่าสนใจ
ดังนั้น สัญญาณบอกว่า คุณเจองานอันเป็นที่รักแล้ว
ก็คือสิ่งที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นงาน
แต่เป็นเรื่องเล่นที่ดึงดูดใจให้คุณ
เกิดสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง

บันไดขั้นแรกของการพบกับสิ่งนั้น
อาจเป็นการจับจุดบางอย่างถูก
แล้วเห็นเป็นเรื่องหมูมาก
อีกทั้งอยากอยู่กับเรื่องหมูๆนั้นทั้งวัน

ความต่อเนื่องคือความก้าวหน้า
เมื่อก้าวหน้าถึงจุดหนึ่ง
แล้วเกิดข้อสงสัยว่า
จะใช้สิ่งนี้เป็นอาชีพได้หรือเปล่า
อย่าด่วนถามว่ามันขายได้ไหม?’
เพราะนั่นเป็นคำถามทางการตลาดที่คลุมเครือ
ไม่มีใครตอบถูก
ไม่มีใครคิดช่องทางขายให้ได้ทัน
และจะไม่มีใครเต็มใจทำโพลให้คุณแน่

ให้ถามตัวเอง แบบไม่เข้าข้างตัวเองว่า
สิ่งนี้ทำให้ใครมีความสุขได้บ้าง?
ทำให้ใครสนใจเท่ากับที่คุณสนใจได้บ้าง?
ทำให้ใครอร่อยเต็มปากเต็มคำได้บ้าง?
หรือทำให้ใครอยากมีโอกาส
สัมผัสงานของคุณให้เต็มไม้เต็มมือบ้าง?

ถ้าเล่นเปียโนตั้งแต่เด็กๆ
ยิ่งเล่นยิ่งต่อ ไม่ใช่เล่นไปแล้วตัน
ยิ่งเล่นยิ่งเพราะ ไม่ใช่ยิ่งเล่นยิ่งผิด
อีกทั้งสังเกตออกว่า
ใครได้ยินก็หยุดฟังอย่างตั้งใจและเป็นสุข
นั่นแหละ! นิมิตบอกว่าเปียโน
คืออาชีพที่คุณเอาดีได้แน่!

ถ้าชอบประดิษฐ์คิดค้นตั้งแต่ยังไม่ต้องหาเงิน
ยิ่งคิดยิ่งแตกกิ่งก้าน ไม่ใช่ยิ่งคิดยิ่งห่อเหี่ยว
ยิ่งทำยิ่งใช้ได้จริง ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งเกะกะรกเปล่า
อีกทั้งสังเกตได้ว่า คนเอาไปใช้แล้ว ติดใจใช้อีก
และจะยิ่งดีหากเขาติมาก
แต่ยังคงเดินหน้าใช้ต่อไม่เลิก
แถมถามหาเวอร์ชั่นใหม่เรื่อยๆอีก
อย่างนี้ให้รู้ตัวเลยว่า ของคุณมีดี
คุณมีสิทธิ์เป็นนักออกแบบ
นักประดิษฐ์ระดับข้ามชาติได้!

พรสวรรค์จะยื่นสิ่งที่ง่ายและน่าสนใจมาให้ทุกคน
แต่หนึ่งในร้อยหรือน้อยกว่านั้น
ที่ได้รับแรงเชียร์จากคนอื่นและตนเอง
ให้ฝักใฝ่ขวนขวายหาทางต่อยอดไปจนถึงที่สุด
ซึ่งถ้าใจไม่ถึง
ถ้าใจไม่ตื่นเต้นพอจะเคี่ยวความเก่งให้เข้มสุด
ในที่สุดใจก็ฝ่อ ไม่กล้าฝากความหวัง
ไม่เชื่อว่าสิ่งนั้นจะกลับมาเลี้ยงตนให้รอดได้
ดังนั้น ใครต่อใครจึงใช้ชีวิตตามๆกัน
เริ่มต้นก็ตั้งเป้าเข้าคณะอะไรดี
จบมาก็หาแต่ว่าที่ไหนให้เงินดี
ครั้นได้เข้างานก็เล็งดูว่าจะเกาะใครดี
กว่าจะตระหนักว่าอะไรดีๆไม่ได้อยู่นอกตัว
อายุงานก็ครอบให้โลกแคบลงมากแล้ว

ทุกที่ทำงาน ทุกออฟฟิศ
คุณจะพบใครบางคนมีความสามารถพิเศษ
มีคุณค่าเกินงาน เกินเงินเดือนของเขาไปมาก

บางคนสอนเก่ง พูดจาฉะฉาน อธิบายคำไหน
คนฟังเข้าใจกระจ่างคำนั้น จนคุณสงสัยว่า
ทำไมเขาไม่ไปเอาดีทางสอน
เป็นติวเตอร์ระดับประเทศไปเสีย?

บางคนไอเดียประหลาดล้ำ
คุณฟังแล้วตาโตทุกที
จนน่าสงสัยว่าทำไมเขาไม่ไปเอาดี
ทางงานสร้างสรรค์ระดับโลกเล่า?

เหตุผลง่ายๆที่ผู้คน
ติดอยู่กับงานแบบผิดฝาผิดตัว
คือ โฟกัสกับสิ่งที่ถนัดน้อยเกินไป
อุทิศชีวิตให้สิ่งที่ตนไม่ได้สนใจจริงๆมากเกินไป

ขี้เกียจไขว่คว้า! ขี้เกียจฝ่าฟัน! ขี้เกียจขยันต่อเนื่อง!

กลัวจะไม่เหมือนคนอื่น! กลัวจะไม่มีกิน! กลัวจะไม่ได้เก็บเงิน!

ในที่สุดก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนคนหนึ่ง
ที่ขี้เกียจทำสิ่งมหัศจรรย์ ขยันทำเรื่องธรรมดา
แล้วบ่นทุกวันว่า เมื่อไรเรื่องมหัศจรรย์แสนสนุก
จะเกิดขึ้นกับชีวิตธรรมดาๆที่น่าเบื่อนี้เสียที?

ชีวิตคนนั้นสั้น แต่แค่ใช้วันว่างสองสามวัน หรือปีสองปี
ถามตัวเองดีๆ อย่างไรก็ต้องได้คำตอบว่า
อะไรที่ง่าย และน่าสนใจสำหรับตัวเองบ้าง

คนที่บอกว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
มักปิดกั้นตัวเองอยู่กับสิ่งที่ไม่ถนัดสองสามอย่าง
ส่วนคนที่เจอง่าย คือคนที่ไม่ขี้เกียจเริ่มเรียนรู้ใหม่
และไม่กลัวจะถามตัวเองว่า
ถ้าวันนี้อยากให้อะไรใครเปล่าๆ
มีใครอยากยื่นมือมาขออะไรจากเราบ้าง?

ไม่หลอกตัวเอง จะไม่เกลียดตัวเอง

11260521_964654013591757_8572469913340450946_n

มีเรื่องใดบ้าง ที่คุณรู้อยู่เต็มอก
แต่แกล้งหลอกตัวเองว่าไม่รู้?

รูปแบบการหลอกตัวเอง
อยู่ใกล้ตัวใกล้ใจมากกว่าที่คิด
โดยมากมักเกี่ยวข้องกับอารมณ์แรงๆ
เพราะอารมณ์แรงๆนั้น
ปิดการทำงานของสมองส่วนที่ใช้เหตุผล
เอาแต่อารมณ์ออกหน้าท่าเดียวได้

จำใจหลอกตัวเองเพราะรักแรง
แม้เขาหรือเธอเลว
ก็ปิดหูปิดตาแกล้งทำเป็นไม่เห็น
หรือทำใจเมินเฉย ไม่รู้ไม่ชี้

จงใจหลอกตัวเองเพราะเกลียดแรง
แม้เขาหรือเธอดี
ก็แสยะยิ้มหาเหตุผลร้ายๆเร็วๆ
มาตั้งข้อหาว่ามันประสงค์สร้างภาพ
เพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่มีดีอยู่จริงหรอก

พอใจหลอกตัวเองเพราะหลงตน
จะดีหรือไม่ดี ก็นึกว่าดีไว้ก่อน
จะผิดหรือถูก ก็นึกว่าถูกอยู่เสมอ
จะเก่งหรือห่วย ก็นึกว่าเก่งได้ตลอด
หาคำบวกๆมากลบเกลื่อนด้านลบไม่เลิก

เจียมใจหลอกตัวเองเพราะกลัวเกรง
เมื่อขี้ขึ้นหัวแล้ว ต่อให้เจ้าอุดมการณ์
ก็ยอมคลานเข่าเข้าหมอบกราบ
เอาอุดมการณ์ซุกหีบด้วยเหตุผลง่ายๆ
คือ เดี๋ยวจะไม่มีศีรษะไว้เทิดอุดมการณ์

สรุปแล้ว ถ้าจะหลอกตัวเองเรื่องใด
เรื่องนั้นต้องสำคัญกับชีวิตคุณมากพอ
ถ้าไม่รักแรงก็เกลียดแรง
ถ้าไม่หลงตัวก็กลัวเกรง
น้อยคนนัก
จะมาถึงจุดที่หยุดหลอกตัวเองได้

ด้วยเหตุนี้
เหล่ามนุษย์จึงเต็มไปด้วยจุดอ่อน
ที่ถูกครอบงำได้ง่าย
เพียงด้วยการโดนกระตุ้นอารมณ์ดิบๆ
เช่น ถูกหลอกให้เลือกข้างตีกัน
ด้วยอารมณ์รักแรงเกลียดแรง
ถูกล่อให้เข้ารกเข้าพงอุดมการณ์ร้าย
ด้วยอารมณ์สำคัญตัวผิดคิดว่าดีมาก
ถูกลวงให้ด่วนผลีผลามตัดสินใจเลือกซื้อ
ด้วยอารมณ์หวาดกลัว ตระหนกตกตื่น

อคติทั้ง ประการ
รักแรง เกลียดแรง หลงตัว กลัวเกรง
มักเป็นเหตุให้ดิ่งลงสู่ความตกต่ำ
ใครเอาชนะได้ ก็เกิดความสบายใจ
รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ต้องหลอกตัวเอง
ไม่ต้องตกหลุมพรางตื้นๆกันอีก

หันมาฝึกเชื่อใจตัวเอง
เชื่อว่า ถ้ากล้าถามใจจริงๆ
ใจก็กล้าตอบจริงๆเช่นกัน
ตัวอย่างง่ายๆ เมื่ออยู่ในอารมณ์ขัดแย้ง
หรือในอารมณ์สะลึมสะลือเปิดตาครึ่งเดียว
ให้ถามตัวเองว่า ที่เชื่อไปอย่างนั้น
หรือที่คิดที่เอ่ยปากพูดไปอย่างนั้น
ออกมาจากอาการฝืนหลอกตัวเองหรือเปล่า
ความจริงที่รู้อยู่เต็มอกคืออะไรกันแน่?

เมื่อเกิดอาการยอมรับความจริง
ใจคุณจะเปิดโล่งด้วยอาการตาสว่างชั่วขณะ
แต่แล้วอารมณ์เชื่ออย่างที่อยากเชื่อ
ก็จะวกกลับมาครอบงำใจได้อีก
เพราะอคติเป็นเจ้านายครอบงำหัวใจมานาน
ยากจะเอาชนะได้ในสามวันเจ็ดวัน
คุณต้องตาสว่างบ่อยเป็นเดือนเป็นปี
ถึงจะชนะอคติอย่างเด็ดขาดได้
เลิกหลอกตัวเองได้
ชีวิตพลิกเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบได้ในที่สุด!

อมตะเหนือรัก

11987212_963708933686265_7824126021688685659_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

แม้คุณสมใจได้อยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในวันนี้
คุณก็ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยใด
มาพรากเขาไป

และวันใดบุคคลอันเป็นที่รัก
ถูกพรากไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นเองที่ต้องตระหนักด้วยความตระหนกว่า
คุณไม่เคยมีสิทธิ์อยู่กับใครจริง
คุณต้องอยู่กับตัวเองตลอดไป
ตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พบรักแท้ว่ายากแล้ว
เหมือนโชคดีเหลือเกินแล้ว
แต่ความจริงคือพบทางพ้นทุกข์นั้นยากกว่า
และโชคดีกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้

เพราะความรัก
เป็นสิ่งที่เจืออยู่ด้วยความว้าวุ่น
และต้องยุติลงด้วยการจากเป็นหรือจากตาย

แต่ความพ้นทุกข์
มีแต่ความสงบที่เต็มบริบูรณ์
กับทั้งเป็นอมตะอย่างแท้จริง
ไม่มีการพรากจากอีกเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความรักบังคับให้คุณ
ต้องรอการพิพากษาจากคนที่คุณรัก
ว่าจะเอาด้วยหรือไม่

แต่ความพ้นทุกข์มีตัวคุณคนเดียว
เลือกเอง ตัดสินเอง
ดุจเดียวกับการตัดสินใจเลือกว่า
จะถ่มเสลดในปากทิ้งเสียทีไหม
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณล้วนๆ

คุณจะเล็งเห็นว่า
บนเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์
คุณไม่จำเป็นต้องง้อใครให้มาเคียงข้างเป็นกำลังใจ
ขอเพียงคุณหนักแน่น สามารถเป็นกำลังใจให้ตนเอง
ก็อาจเดินเดี่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คู่รักที่ชักชวนกันเจริญสติ นับเป็นความโชคดี
ของกันและกันอย่างใหญ่หลวงที่มาพบกัน
อาจจะเทียบเท่ากับพบพระอรหันต์
เพราะแม้พระอรหันต์จะสว่างประดุจแสงอาทิตย์
แต่ก็ไม่อาจช่วยดูแลเป็นแรงบันดาลใจ
ให้พวกคุณพากันเจริญสติได้ในเวลากลางคืน
ส่วนพวกคุณแม้เป็นแสงเทียน
ก็ยังส่องสว่างในความมืดให้แก่กันและกันได้ตลอดเวลา

คุณค่าสูงสุดของรักแท้
คือการมีกันและกันให้สติบนเส้นทางขึ้นสูง
จนกว่าจะถึงความสิ้นทุกข์ที่ยอดคือนิพพาน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
นิพพานคือบรมสุข
คือนอกจากมีรสอันเยี่ยมเกินรสใดๆแล้ว
ยังไม่กลับไม่เปลี่ยนมาเป็นทุกข์อีกเลย

การพากันรักนิพพานนั่นแหละ
คือรักอันเหนือรักอย่างแท้จริง มีแต่ได้กับได้
เพราะแม้ยังไปไม่ถึงฝั่ง
อย่างน้อยที่สุด พวกคุณก็ได้ชื่อว่ารักจะเป็นสุข
มิใช่รักจะเป็นทุกข์
เยี่ยงคนหลงทาง หาทางออกยังไม่เจอ

ถึงยุคหลายผัวหลายเมีย

12109163_963376087052883_2031614351573602109_n

หลายคนประกาศกร้าวในช่วงหนุ่มสาวว่า
ยุคของผัวเดียวเมียเดียวจบไปแล้ว
ยุคหลายผัวหลายเมียมาถึงแล้ว
ใครยังรักษาศีลข้อสามถือว่าเชย
ไม่ยอมรับความจริง โลกสวยไม่เข้าท่า

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
ส่วนใหญ่คนที่ใช้ชีวิตตามความเชื่อแบบนั้น
มักแก่ตัวลงสู่ความเงียบเหงา
และความไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดพลาดอย่างไร
ทำไมถึงรู้สึกผิดปกติอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัดเรื่องความถูกความผิดทิ้ง
ตัดเรื่องศีลธรรมออกไป
เหลือแต่เรื่องของความรู้สึกทางใจ
เราจะพบว่า ใช้ชีวิตอย่างไรไปนานๆ
ความรู้สึกทางใจจะเกิดขึ้นตามนั้น
ซึ่งก็วัดได้อย่างดีว่า อะไรใช่ อะไรไม่ใช่

ถ้ามองเสียแต่เนิ่นๆว่า การใช้ชีวิตคู่
คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตัวตนที่ดีขึ้น
ชีวิตคู่ก็คือแบบฝึกหัด
ที่จะเอาความเห็นแก่ตัวออกไป
แล้วเอาความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเข้ามา
มีสมาธิ มีโฟกัสอยู่กับคนคนเดียว
กระทั่งเหลือใจเดียว
สงบได้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่หลายใจ วอกแวกกับใครบ้างก็ไม่รู้

แต่ถ้าคำว่าชีวิตคู่ไม่เคยอยู่ในหัว
มีแต่กลัวจะไม่ได้เปลี่ยนรสชาติ
อันนั้นจะนำไปสู่การไม่มีใจจริงให้ใคร
ไม่มีสมาธิที่จะโฟกัสอยู่กับใคร
ไม่พัฒนาความเห็นอกเห็นใจใคร
จิตจึงนิ่งไม่เป็น
เห็นแต่ความว้าวุ่นไปกับคาวกามที่ผิดแผก
จึงยากจะมีความรู้สึกดีๆ สะอาดๆให้ตัวเอง

คนเราไม่มีทางรู้สึกถูกต้อง
จากการทำร้ายจิตใจคนอื่นไปเรื่อยๆ
บอกเลิกกับใครต่อใครไปเรื่อยๆ
เพียงเพื่อจะพบว่าเหลือตัวเองอยู่คนเดียว
เป็นคนเดิม คิดแบบเดิม เห็นแก่ตัวเท่าเดิม
เหมือนชีวิตผ่านไป ไม่ได้พัฒนาจิตใจขึ้นเลย
จิตดิบอย่างไรก็ดิบอย่างนั้น หรือหนักกว่านั้น
ไม่เห็นแววสุกสว่างกว่าเคยแม้แต่น้อย

สุดท้ายสิ่งที่นึกว่าเป็นสีสัน
เหลือแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้
เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจไม่ได้
โดยเฉพาะในยามเบื่อหน่ายความรู้สึกทางเพศแล้ว
ต้องการความสงบสุขทางใจแล้ว
มองไปมองมา ก็เห็นแต่ใจที่ไม่จริงของตัวเอง
จะกวาดตาหาใคร ก็เจอแต่ความรู้สึกที่ผิวเผิน
ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น
และเหมือนเหลือเวลาไม่พอ
ที่จะรู้จักกับชีวิตแบบลงหลักปักฐานกับใครเสียทีด้วย
ครั้นจะไปบวชก็บวชไม่ลง
เพราะรู้ตัวว่าขี้เหงาชนิดสายเกินแก้

ตอนเลือกคู่ คุณอาจไม่ทราบว่าตัวเอง
เลือกคู่พัฒนาหรือคู่เสื่อมกันแน่ในระยะยาว
แต่การเลือกที่จะรักษาชีวิตคู่
สุดท้ายแม้ไม่สำเร็จ แม้ล้มเหลว แม้ต้องแยกทาง
อย่างน้อยคุณก็ผ่านแบบฝึกหัดที่จะมีใจเดียว
มีใจที่ไม่รู้สึกผิดปกติ
ไม่มีดวงจิตที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ
ไม่ต้องฟุ้งซ่านคิดถึงใครต่อใครในทางต่ำมั่วไปหมด!

ทางเลือกขึ้นชั้นสูงหรือลงขุมลึก

12144764_962934690430356_7137836165669660361_n

บุญเกิดจากการทำคุณงามความดี
แต่ความหมายของบุญนั้น
มีมิติกว้างยาวลึกเกินกว่าที่คิดกันมาก

แค่คิดดี ห้ามใจไม่คิดลบ
ก็เรียกว่าเป็นบุญทางใจแล้ว
หรือพูดดี ห้ามใจไม่พูดร้าย
ก็เรียกว่าเป็นบุญทางปากแล้ว
และทำดี ห้ามใจไม่ทำชั่ว
อย่างนี้ให้นับเป็นบุญทางกาย

คนส่วนใหญ่ ไม่ว่าศาสนาไหน
มักเข้าใจว่า การถวายปัจจัย เป็นทาน
การไปร่วมงานที่วัดด้วยกาย
ถึงจะเรียกว่าทำบุญ
ทั้งที่จริงแม้กำลังนอนแผ่อยู่บนเตียง
ก็คิดเป็นบุญกันได้
เผลอๆบางทีจะเป็นบุญยิ่งกว่าไปวัด
แล้วคิดโน่นคิดนี่หยุมหยิมเสียอีก

บุญเป็นสิ่งมีพลังสว่างในทางที่เป็นสุข
ก่อให้เกิดความอุ่นใจ หรือเกิดกำลังใจ
ว่าตัวเองได้ทำต้นทางแห่งความเจริญไว้
และนั่นคือความเป็นบุญในแบบที่สัมผัสได้ง่าย
สัมผัสได้เป็นครั้งๆ
เช่น เจอคนไม่มีอำนาจ แต่อยากเบ่งเอากับคุณ
แค่คุณคิดว่า อย่าไปเอาเรื่องเอาราวเลย
ชีวิตเขาน่าสงสารพออยู่แล้ว
เพียงเท่านี้บุญก็เกิดขึ้นแล้ว
ด้วยการให้อภัยเป็นทาน
ขจัดความขุ่นข้องหมองใจได้ โล่งหัวอกได้
ยิ่งปลอดโปร่งเป็นสุขหมดจดได้เท่าไร
ยิ่งส่อว่าเกิดบุญมากขึ้นเท่านั้น

ทุกชีวิตต้องผ่านอนุบาลแห่งการทำบุญ
คือ มีใจอยากให้ทาน อยากรักษาความถูกต้อง
แต่เป็นไปในแบบเอาแน่เอานอนไม่ได้
วันไหนครึ้มใจก็เอาบุญ วันไหนใจมั่วๆก็เอาบาป

ต่อเมื่อทำบุญมากเข้า
ก็เริ่มเข้าขั้นประถมและมัธยม คือมีอารมณ์ดี
ติดใจอยากทำบุญบ่อยๆ
แต่ก็ยังแกว่ง วันดีคืนดีก็เปรี้ยงปร้าง
ทำผิดคิดร้ายด้วยความโลภจะเอาให้ได้บ้าง
ด้วยความหุนหันพลันแล่นบ้าง ด้วยความหลงตัวบ้าง
ยังไม่มีหลักประกันในการห้ามใจตนเองที่แน่ชัด

จนเมื่อจงใจขัดเกลาตัวเองอย่างดี
ผ่านด่านพิสูจน์ใจหลายๆด่าน
สะสมแต้มจากการรักษาความดีไว้ได้คงเส้นคงวา
กระทั่งไม่รู้สึกว่าดีแต่ทำบุญเป็นครั้งๆ
แต่ใจมีความเป็นต้นแหล่งผลิตบุญอยู่ทั้งดวง
แบบที่เรียกกันว่าใจบุญเลยทีเดียว
พอถึงขั้นนั้น แค่คิด
ก็มีแต่อะไรดีๆในหัวเต็มไปหมดแล้ว

การได้ปริญญาทางพุทธ
ก็คือการมาถึงจุดที่ได้ใจอันเป็นบุญนั่นเอง
แต่ใจบุญแบบพุทธยังแบ่งได้เป็น ระดับ คือ

ใจบุญในระดับให้ทาน
เกิดจากการคิดแจกทรัพย์ส่วนเกิน
รวมทั้งให้อภัยบ่อยๆ
กระทั่งวันไหนไม่ได้แจกของ
หรือทำใจอภัยไม่ได้ แล้วรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
ไม่สบายใจ เหมือนไม่ได้ดื่มน้ำเย็นให้ชุ่มชื่น
หรือไม่ได้อาบน้ำอุ่นให้หายหนาวบ้าง

ใจบุญในระดับรักษาศีล
เกิดจากการตั้งใจไม่เบียดเบียน ประการ
และสามารถสอบผ่านได้เป็นปกติ
กระทั่งรู้สึกสะอาดตัวสะอาดใจ
ไม่ต้องนึกรังเกียจความหมักหมมของตัวเองบ่อยๆ

ใจบุญในระดับเจริญสติ
เกิดจากการเฝ้าสังเกตความไม่เที่ยงทางกายใจ
กระทั่งรู้สึกอยู่เรื่อยๆว่า ลมหายใจก็ไม่เที่ยง
กายนิ่งหรือกวัดแกว่งก็ไม่เที่ยง
จิตสงบหรือฟุ้งซ่านก็ไม่เที่ยง
ไม่ใช่ตัวของตนจริงๆสักอย่าง

ใจบุญระดับเจริญสติเท่านั้น
ที่พ้นทุกข์ได้จริง
ตัดทางวนมาเกิดใหม่ให้เป็นทุกข์ได้จริง
แต่ถ้ายังทำไม่ถึงที่สุดทุกข์
ก็ยังต้องกลับมาทุกข์ใหม่
และถึงตอนนั้น บรรดากองบุญที่สั่งสมไว้
ก็จะกลายเป็นฐานแห่งรูปงาม
ฐานแห่งความมั่งคั่ง
ฐานแห่งความมีอิทธิพลใหญ่ให้เลือกแบบไม่รู้
คือไม่รู้ผลว่า เลือกแล้วจะออกหัวออกก้อยอย่างไร

ตัวอย่างเช่น
เลือกที่จะให้อำนาจบารมีเป็นเครื่องชี้ถูกชี้ผิด
ใครมีอำนาจมากกว่าก็หลงตัวมากกว่าว่าข้าถูก
แทนที่จะให้มโนธรรมเป็นตัวบอกว่า
บาปบุญคุณโทษคืออย่างไร
รู้สึกดีหรือรู้สึกแย่ต่างกันขนาดไหน

หลังจากสั่งสมบารมีจนมีดีมากพอ
จะอยากเป็นผู้นำครอบครัวดีๆ
อยากเป็นหัวหน้าแผนกที่น่าเคารพยำเกรง
อยากเป็นมาเฟียใหญ่ที่ชอบทำบุญบังหน้า
หรืออยากเป็นนักปกครองใจร้าย
ที่คิดครอบครองมันทุกอย่าง
การเลือกเหล่านั้น
บุญเก่าไม่ได้บังคับให้ตัดสินใจ
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจใหม่ในปัจจุบัน

สรุปสั้นๆ คือ

บุญเป็นครั้งๆ ก่อให้เกิดสุขเป็นครั้งๆ

กองบุญอันเกิดจากบุญหลายๆครั้ง
รวมตัวกันก่อให้เกิดหลุมขาวในนาทีสุดท้าย
หลุมขาวหรือปุญญาภิสังขาร
มีหน้าที่ส่งตัวข้ามภพไปมีอัตภาพอันเป็นสุข
ได้แก่ ความเป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม
ส่วนไปเกิดเป็นอะไรแล้วมีชะตาชีวิตแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าทำบุญทำบาปท่าใด
คละเคล้าถี่ห่างเท่าไรด้วย

สุดท้าย ผลแห่งบุญระดับสูงสุดที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ
อันได้แก่การเจริญสติจนถึงมรรคถึงผล
ขั้นล้างกิเลสได้หมดจด
จะตัดขาดจากทางวนกลับมาเป็นทุกข์
มีชีวิตอีกแบบหนึ่ง
ที่อยู่เหนือการสร้างหลุมดำและหลุมขาว
จึงไม่มีทั้งหลุมดำและหลุมขาวรออยู่ในนาทีที่จะตาย
ตายแล้วก็เข้าถึงสิ่งที่เป็นมหาสมุทรแห่งบรมสุข!

จิ้งจกทัก

10154555_962514800472345_2134612575937958466_n

จิตที่คิดเป็นกังวล
มีแรงดึงดูดเรื่องน่ากลุ้มเข้าหาตัว
หรืออาจส่งแรงบังคับ
ขับดันให้เดินเอาหัวไปรับขี้นกก็ยังได้

ผู้เจริญสติ มีสติที่เจริญแล้ว
เมื่อเห็นความกังวลเกิดขึ้นในใจ
จะรู้ทันว่าภาวะกังวลนั้น
เป็นเพียงหนึ่งในภาวะสูญเปล่าทางจิต
ไม่ได้ช่วยให้คิดเป็นเหตุเป็นผล
ไม่ได้ช่วยให้แก้ปัญหาถูกจุด
ไม่ได้ช่วยให้จิตพบทางสว่าง

เมื่อรู้ก็จะวาง
แล้วรู้สึกว่างจากภาวะสูญเปล่าเสียได้
ลืมตาตื่นขึ้นแก้ปัญหา
ไม่ใช่หลับหูหลับตาอมปัญหาไว้เฉยๆ

ภาวะจิตแบบใดเกิดบ่อย
ภาวะจิตแบบนั้นคือนิมิต คือลาง
คือเครื่องหมายบอกว่าชีวิตเป็นอย่างไร
กำลังเดินไปในทางเสื่อมหรือทางเจริญ
มีจิตเองเป็นตัวหายนะหรือความรุ่งโรจน์
รู้ได้เฉพาะตน ค้นพบได้เฉพาะตัว
ผ่านเวลา ผ่านสถานการณ์พิสูจน์ใจ

นิมิตแบบเพี้ยน คือ ลางแห่งการหลับใหล
คือสภาพจิตที่คิดแบบงมงาย
เอาสิ่งที่ไม่เป็นปัญหามาเป็นปัญหา
เอาแต่กลุ้มเปล่ากับความรู้สึกว่ามีปัญหา
จนกลายเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหา
พอใกล้ตายระลึกถึงชีวิตทั้งชีวิตที่ผ่านมา
ไม่เห็นอะไรมากไปกว่า
ภาพชีวิตที่สร้างปัญหาทิ้งไว้ให้โลกแก้

นิมิตแบบพุทธ คือ ลางแห่งการตื่นรู้
คือสภาพจิตที่รู้จักเหตุและผลของปัญหา
สนุกกับการแก้ปัญหา
ปลื้มใจกับการแก้ปัญหาสำเร็จ
ทั้งปัญหาของโลกนอกตัว
และปัญหาของโลกภายในตน
จนกลายเป็นภาพชีวิต
ที่อยู่กับปัญหาอย่างไร้ปัญหา
ปล่อยวางอย่างไม่ดูดาย
อยู่สบาย ไปสบาย ไม่ติดค้าง
จิตไม่เป็นที่ตั้งของปัญหาใดๆอีก!

ขี้เกียจแล้วอยากรวย คือนรกทางใจ

12108890_962117323845426_6396085243979904756_n

การมีเงินมาก อาจช่วยให้เป็นสุข
กับการได้กิน ได้เที่ยว และได้ช็อปตามใจ
แต่ไม่ได้ช่วยให้หายทุกข์จากการฟุ้งซ่าน
เหมือนฝันมั่วๆอยู่ตลอดเวลา

ความฟุ้งซ่าน รำคาญตัวเอง
เกิดจากการไม่มีงาน
ไม่มีเป้าหมายให้เดินไปข้างหน้า
เหมือนชีวิตย่ำอยู่กับที่
ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ซื้อความสุข
อันเกิดจากความรู้สึกว่า
ตัวเองมีค่า มีผลงาน ไม่ได้
สวรรค์ทางใจจึงไม่ใช่การมีเงินมาก
แต่เป็นการมีงาน มีความรู้จักตัวเอง
มีความสำเร็จพอให้นับถือตัวเอง
ก่อนที่จะแอบเรียกร้องให้ใครเขามายอมรับตน

ยิ่งถ้าไม่มีเงิน แต่อยากได้เงิน
แถมไม่มีความคิดชัดเจนว่า
ตัวเองทำอะไรได้ดีที่สุด
คุณจะยิ่งค่อยๆสั่งสมความเคยชินกับการ
รอคนอื่นหยิบยื่นงาน ไม่คิดสร้างงาน
รอคนอื่นให้เงิน ไม่คิดหาเงิน
รอคนอื่นเห็นค่า ไม่คิดทำเรื่องมีค่า
คุณจะรู้สึกวันต่อวันว่า
เหมือนมีไฟร้อนลึกลับมาย่างสด
ข้างในเหมือนดิ้นรนทรมาน
หงุดหงิดกระสับกระส่ายตลอดเวลา
ยิ่งนานยิ่งร้อนขึ้น ไม่ค่อยจะลดลงเลย
นั่นแหละ นรกทางใจของจริง

การเป็นมนุษย์นั้นดีอยู่อย่าง คือ
ถ้ายังไม่ตาย ก็ขึ้นจากนรกได้ก่อนสาย
นรกทางใจเป็นบทลงโทษที่รู้เฉพาะตน
มีข้อดีคือ ปวดแสบปวดร้อนพอที่จะ
กระตุ้นให้สำรวจตัวเองได้ว่า
กำลังเดินผิดทางอยู่อย่างไร
ทำไมถึงเป็นอย่างนี้
เข็ดหลาบเสียทีไหม
หรือจะยังอวดเก่ง
ทะนงว่าดีอยู่แล้ว รู้หมดแล้วว่า
เป็นความผิดของแพะตัวไหนบ้าง

ลำดับขั้นที่จะขึ้นจากนรกทางใจ
อันดับแรกต้องมองให้ออกว่า
ทุนที่คุณมี ไม่ใช่แค่มือเท้า
แต่เป็นวิธีคิด วิธีรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง
คนส่วนใหญ่รู้สึกเกี่ยวกับตัวเองไม่ตรงจริง
สังเกตง่ายๆ บางทีรู้สึกเหมือนมีดีเกินๆ
แต่แล้วก็กลับกลอก
บางทีรู้สึกว่า ช่างไม่มีชิ้นดีอะไรเลย

ความรู้สึกที่กลับไปกลับมาเกี่ยวกับตัวเอง
ฟ้องว่าใจคุณยังไม่เสถียร
ถ้าไม่หลักลอยไร้จุดหมาย
ก็ทุ่มเทกับจุดหมายด้วยความคาดหวังผิดๆ
ฉะนั้น เมื่อใดรู้สึกเหม่อลอย เรื่อยเปื่อย
ปล่อยตัวดิ่ง ชอบเสพอารมณ์ท้อ
อยากเอาแต่เล่น อยากเอาแต่สนุก
ให้ทำเครื่องหมายไว้ในใจว่า
จิตแบบนี้ อาการแบบนี้แหละ
ต้นทางสู่ความเจ็บปวด
บันไดลงสู่นรกทางใจ

และเมื่อใดรู้สึกไฟลุกท่วม ตั้งใจทุ่มเท
คาดหวังจะเอาดีให้ได้ในสามวันเจ็ดวัน
ก็ให้ทำเครื่องหมายในใจไว้ด้วยว่า
จิตแบบนี้ อาการแบบนี้เลย
ต้นทางสู่การหมดแรง
เพื่อวกกลับไปสู่ความเหม่อลอย
ตลอดจนการจมอยู่ในรมณ์ท้อ

ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองที่ดีที่สุด ตรงที่สุด
เกิดขึ้นตอนที่คุณสนุกกับการทำอะไรอย่างหนึ่ง
รู้สึกว่ามีแรงที่จะทำ มีกำลังที่จะไปต่อ
สำคัญคืออยู่กับก้าวนี้ชัดพอ
ที่จะเกิดนิมิตทางใจเป็นฉากๆว่า
บันไดขั้นต่อไปอยู่ตรงไหน

ตอนสนุกทำอะไรอยู่เรื่อยๆได้เป็นปี
แล้วเห็นความสำเร็จ
เห็นช่องทางมาของรายได้
เห็นการยอมรับจากแวดวง
นั่นแหละความจริง ไม่ใช่ความฝัน
นั่นแหละสวรรค์ของการได้ขึ้นจากนรกทางใจ!

มือถือหาย vs ครอบครัวหาย

12088059_961686767221815_4227851182452028350_n

มือถือดีๆ
แทนที่กล้องดีๆได้
แทนที่คอมพ์ดีๆได้
แทนที่ตู้เกมดีๆได้
แต่แทนที่ครอบครัวดีๆไม่ได้

ครอบครัวดูมีราคาน้อยลง
เมื่อมือถือราคาแพง
มีบทบาทครอบงำสมองมากขึ้น

คนรุ่นใหม่บางคนแค่ซื้อไอโฟนไม่ได้
ถึงกับขายยา ขายตัว
คนรุ่นใหม่บางคนแค่แบตฯหมด
ถึงกับกรีดร้อง ดิ้นพล่าน
คนรุ่นใหม่บางคนแค่มือถือหาย
ถึงกับทุบตีตัวเอง อยากฆ่าตัวตาย

ทำไมคนยุคเรามาถึงจุดนี้กันแล้ว?

เพราะเราปล่อยให้ข้อมูลบางอย่าง
ไม่เป็นแค่ข้อมูลในมือถือ
แต่เป็นศูนย์รวมชีวิตทั้งชีวิต
เป็นโฟกัสของจิตวิญญาณทั้งดวง
เมื่อข้อมูลนั้นขาดหายชั่วคราว
ก็ราวกับโลกถล่มลงชั่วขณะ
แต่ถ้าข้อมูลนั้นสาบสูญถาวร
เข่าก็อ่อนราวกับจะเป็นลมล้มตายได้

เสียสติชั่วคราว
เสียครอบครัวไปแบบกู่ไม่กลับ
เสียจิตวิญญาณระดับมนุษย์ไปทั้งชาติ
เดี๋ยวนี้แลกกับมือถือเครื่องเดียวได้หมด

อาการเสพติดมือถือขั้นลงแดง
อาจแก้ไม่ยากอย่างที่คิด
ถ้ากิจกรรมของครอบครัวมากขึ้น
ความสำคัญของมือถือก็จะน้อยลงเอง

ลองดูคลิปนี้
http://youtu.be/hGfeHD1cQu0
แล้วบอกถูกไหมว่า สิ่งที่หมดไปคืออะไร
แบตฯมือถือ
หรือจิตวิญญาณทั้งดวง?

ถามตัวเองว่า
มันจะเกิดขึ้นกับคนรอบตัวของเราได้ไหม?

ยิ่งสวยยิ่งเข้าใจตัวเองยาก

12079317_960466430677182_8574077546259442027_n

ความสวยที่เกินๆ
มักมากับชีวิตที่ผิดธรรมชาติ
บางทีเหมือนมีอภิสิทธิ์ติดตัวมา
ไปไหนใครก็สร้างความเคยชินผิดๆให้
ยังไม่ทันทำดี ก็มีคนให้คะแนนก่อน
ยังไม่ต้องเอาใจใคร ก็มีคนมาเอาใจกัน
ยังไม่ทันพูดสักคำ ก็มีคนหลงรักแล้ว

โลกถูกครอบงำอยู่ด้วยอารมณ์
ไม่ใช่เหตุผล
ความรู้สึกหลงรักยิ่งมากขึ้นเท่าใด
พฤติกรรมผิดปกติยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกห้อมล้อม
ด้วยพฤติกรรมผิดปกติของผู้ชายหลายๆคน
เธอจะค่อยๆสะสมวิธีคิดที่ผิดปกติขึ้นมาด้วย
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
หลายคนรู้สึกทีเดียวว่า
ความผิดธรรมชาติบางอย่างนั้น
เหมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนไว้ในตน
เพราะแรงอัดของบางสิ่งที่ผิดธรรมดา
มักมาในรูปของโทสะแปลกๆบ้าง
ความหลงตัวเกินๆบ้าง
ความหลงคิดเพี้ยนๆบ้าง
สับสนระหว่างรักกับเกลียดบ้าง
ไม่รู้ว่าอยากเข้าหาหรือวิ่งหนีใครบ้าง

จะสวยเกินๆ
สวยธรรมดา
หรือไม่สวยเลย
ถ้ารู้สึกถึงความงดงามทางอารมณ์
ชีวิตก็มีความสุขขึ้นกว่าเดิมได้

ความงดงามทางอารมณ์
ใช้ลิปสติกเสริมไม่ได้
ใช้ยาฉีดช่วยไม่ได้
ใช้มีดหมอแต่งไม่ได้
ใช้ได้อย่างเดียว คือมุมมอง

แทนการจ้องออกข้างนอก
รอดูว่าใครจะสะดุดตาหลงมองตนบ้าง
เปลี่ยนเป็นสังเกตข้างใน
เห็นว่าเมื่อใดหลงคิดผิดปกติบ้าง
ความฟุ้งซ่านอยากเอาโน่นเอานี่
ความขุ่นข้องหมองใจไม่เลิกรา
ความอยากมีใบหน้าสะดุดตาคน
เหล่านี้ ยิ่งรู้สึกได้มากขึ้นเท่าไร
ยิ่งเห็นเป็นสิ่งตรงข้าม
กับความงดงามทางอารมณ์
มากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งรู้เห็นความผิดปกติทางอารมณ์มากขึ้น
ความผิดปกติยิ่งถูกมองโดยความเป็นทุกข์
ยิ่งรู้สึกว่าเป็นทุกข์ จะยิ่งไม่อยากหวงไว้
ความสุข ความนิ่มนวลทางอารมณ์
จะค่อยๆปรากฎขึ้นเองทีละน้อย
เหมือนเกลียวเครียดที่ซ่อนอยู่คลายตัวลง
กระทั่งรู้สึกชัดอยู่กับใจตนว่า
ความงดงามทางอารมณ์
เป็นสิ่งน่าปรารถนา
น่าติดใจกว่าความสวยทางกาย!

ความคิดเปลี่ยน ทางกรรมเปลี่ยน

12140581_960126260711199_3757076962974380123_n

บางคนเดินทางไกลรอบโลก
แต่ความคิดย่ำอยู่กับที่
ขณะที่บางคนอยู่แต่ในบ้านไม่ไปไหน
ทว่าความคิดกลับโลดแล่นถึงไหนต่อไหนได้

นั่นแสดงว่าที่ทำกรรมกันจริงๆ
ไม่ใช่วัดกันที่มือ แขน ขา เท้า
แต่ต้องดูกันที่ใจ ว่ารู้อะไร
และคิดอะไรไปแค่ไหนแล้ว

และทุกคนก็กำลังทำกรรมด้วยใจอยู่ตลอดเวลา
แต่ละคนมีทางกรรมเป็นเส้นตรง
คลี่คลายไปตามลำดับอย่างต่อเนื่อง
ถ้าไม่กลับไปกลับมา เป็นดีบ้างร้ายบ้าง
ก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ เป็นดีขึ้น หรือร้ายขึ้น

เมื่อคุณดีขึ้นเรื่อยๆทุกวัน
ความดีจะมีพลังรักษาตัวเองไว้
คุณจะคิดร้ายยากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้าคุณเลวขึ้นเรื่อยๆทุกวัน
ความเลวจะหวงตนเองไว้
คุณจึงคิดดียากขึ้นทุกที

แต่ถ้าคุณดีบ้างร้ายบ้างสลับกัน
ความดีปนเลวจะทำให้ใจแกว่ง
จึงยากที่คุณจะดีทนหรือเลวจริง

ประเด็นคือ เมื่อคนคนหนึ่ง
รู้ตัวว่าคิดไม่ถูก
อยู่บนทางกรรมที่ไม่ดีบางอย่าง
แล้วอยากเปลี่ยนความคิด
แต่ความคิดเจ้ากรรมดันไม่ยอม
อย่างนี้จะให้ทำอย่างไร?

คงไม่ใช่เอาแต่นั่งคิดนอนคิดว่ามันยากแน่ๆ!

คุณต้องมองดูความจริงขั้นพื้นฐาน นั่นคือ
ที่นึกว่าความคิดเป็นเรา มันไม่ใช่
ที่นึกว่าเราคุมความคิดได้หมด มันไม่เชิง!

ความคิดที่อึงอลอยู่ในกะโหลกมาตลอดชีวิต
แท้จริงเป็นสิ่งมีพลังอำนาจในตัวเอง
สร้างสมขึ้นจากเหตุปัจจัยที่มากพอ
ถ้าจะเปลี่ยน
ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยที่แรงเกิน
ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงไปตามใจอยากกันได้ดื้อๆ

แต่ละความคิด แต่ละความปักใจเชื่อ
ต้องมีฐานความรู้สึกบางอย่างเป็นตัวตั้ง
เช่น ถ้าจะคิดเชื่อว่าตัวเองรวยได้
อย่างน้อยต้องมีแนวโน้มจะรวยช่วยหนุน
ได้แก่ มีความรู้ มีไอเดีย
มีความพากเพียร มีความอดทน
ตลอดจนเคยเห็นชะตาเข้าข้างมาบ้าง
ไม่ใช่อยู่ๆไปให้ใครสะกดจิตว่าคุณจะรวยๆ
แล้วจะเกิดความฮึดเป็นสิบปี
เปลี่ยนจากความคิดแบบคนขี้แพ้
มาเป็นความคิดแบบคนชนะในชั่วข้ามคืน

ฐานความรู้สึกจึงเป็นตัวแปรสำคัญสูงสุด
ถ้าอยากเปลี่ยนความคิด
ให้หาทางเพิ่มพูนความรู้สึกทีละวัน
เช่น ถ้าอยากมีแต่ความคิดแบบคนจะรวย
ให้หางานถนัดและไอเดียที่ไม่น้อยหน้าใคร
ให้คลุกคลีกับคนที่เต็มใจเป็นและลงมือจริง
ไม่ใช่เอาแต่หลงตามความคิดว่าไม่มีทางรวย
ไม่ใช่คลุกคลีแต่กับคนโทษฟ้าดิน น้อยใจวาสนา

หรือถ้าอยากคิดแบบคนมีความสุข
ให้คลุกคลีกับคนที่ยึดศีลยึดธรรมเป็นหลักชีวิต
ถ้าหาคนเป็นๆรอบตัวไม่ได้
ก็หาหนังสือ หาคลิป หาเพจ หาเว็บบอร์ด
อันเป็นที่อยู่ ที่แจ้งเกิด ของคนมีความสุข
ไม่ใช่หวังแต่จะหาเพื่อนที่จับต้องได้มาอุ้ม
ไม่ใช่เอาแต่คลุกคลีกับคนช่างด่า ช่างนินทา

พุทธเราชี้แต่ความจริง
คลุกคลีกับกลุ่มคนเช่นไร
ในที่สุดก็จะค่อยๆถูกหล่อหลอมให้เป็นคนเช่นนั้น
นั่นเพราะฐานความรู้สึกจะค่อยๆมั่นคง
เคยชินอยู่กับความเป็นเช่นนั้น
มโนกรรมค่อยๆแปรตัวไปตามนั้น
ถึงจุดหนึ่ง คุณจะพบว่าความคิดในหัว
เต็มไปด้วยความชัดเจน
บนเส้นทางกรรมแบบนั้นไปเอง
ไม่ต้องฝืนใจแต่อย่างใดเลย!

สงสารตัวเองแล้วได้อะไร?

12072665_959751204082038_1552317136026806225_n

การจมอยู่กับความรู้สึกสงสารตัวเอง

ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ก็ชีวิตจะดีขึ้นได้อย่างไร
เมื่อโลกภายในอึงอลด้วยเสียงโอดครวญ
ดวงวิญญาณแห้งเหี่ยว ลีบเล็ก โรยแรง
มีจิตเป็นอกุศล เข้ากันได้กับที่มืด
โหยหาแสงสว่าง
แต่ขณะเดียวกันก็ทำตัวเป็นตรงข้าม
คือหันหลังให้แสงสว่าง
หรือกระทั่งปฏิเสธแสงสว่างกันเลยทีเดียว
ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้น
แม้ตายก็ไม่มีแสงที่ปลายอุโมงค์รอช่วย
ตรงข้าม กลับจะยิ่งดำดิ่งลึกลง
สู่ก้นบึ้งของความเศร้าโศก
พบกับความเงียบเหงายืดเยื้อเหมือนไร้จุดจบ!

ขอให้สังเกตว่า
ตอนโอดครวญให้ใครฟัง
แม้แรกๆเขาจะทำท่าใส่ใจ
จะด้วยรักใคร่หรือเกรงใจกันก็ตาม
แต่ยิ่งนาน เขาจะยิ่งทำหน้าเมื่อย
ใส่ใจรับรู้น้อยลง
หรือกระทั่งแสดงความเป็นทุกข์ออกมา
ทำท่าว่าเมื่อไหร่จะพ้นห้วงเวลาพรรค์นี้เสียที
นั่นเป็นหลักฐานชัดว่า
คุณระบายทุกข์ของตัวเองออกไป
แล้วให้คนอื่นเดือดร้อน
เกือบๆจะเข้าขั้นมีความสุข
บนความทุกข์ของคนอื่นกันเลยทีเดียว!

เห็นให้ได้ด้วยว่า ยิ่งโอดจะยิ่งคิดผิด
เช่น หลงนึกว่า เมื่อใครสักคนรับรู้
เดี๋ยวโลกคงสงสาร
เดี๋ยวคงมีการบอกต่อ
เดี๋ยวคงมีอะไรในชีวิตดีขึ้น
ทั้งที่ข้อเท็จจริงคือ
คนเราไม่เคยชอบฟังใครโอด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอดไปอย่างนั้นเอง
โอดแบบมองไม่เห็นอนาคต
คนฟังย่อมรำคาญ
และความรำคาญนั้นไปบ่นต่อ
หรือเอาไปว่าว่า หมอนี่ ยายนั่น น่าเบื่อ
น่าออกห่าง ฟังแกคร่ำครวญทีไรจิตตกทุกที
ประมาณนั้น

สรุปคือจะไม่มีใครเกิดกำลังใจ
ช่วยกันคิดหาทางทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น
ตรงข้าม คนดีๆ สิ่งดีๆ
จะยิ่งตีตัวออกห่าง
แล้วคุณก็จะมโนไปเองว่า
ชีวิตไม่เหลือใคร ไม่มีใครเหลียวแล
ทั้งที่แท้ คุณไม่แยแสใครก่อนว่า
เขาจะต้องเป็นทุกข์เพราะคุณขนาดไหน
เขาจะต้องรับผิดชอบทุกข์ในชีวิตตัวเอง
หนักเท่าคุณ หรือหนักกว่าคุณหรือเปล่า

เพื่อจะถอนนิสัยช่างโอด
ไม่ใช่ฝืนใจห้าม
เพราะช่วงน่าโอดของชีวิต
จิตใจมันฝืด มันฝืน เหมือนกำลังปีนเขาสูงอยู่แล้ว
คุณจำเป็นต้องทำอะไรบางอย่าง
ที่รู้สึกง่าย ไม่ต้องฝืน
ไม่ต้องออกแรงเพิ่มไปกว่านั้น

เริ่มจากสังเกตว่า ถ้าเคยชินมานาน
จะให้ห้ามปาก ห้ามความคิดไม่ได้
อย่างไรก็ต้องโอดกาเหว่า
และอาการอยากโอดครวญ
จะคล้ายอารมณ์คนติดยา
ต่างกันแค่ติดยาจะอยากเสพอารมณ์สุข
ส่วนติดโอดจะอยากเสพอารมณ์เศร้า

จากนั้น ต้องมองให้เห็นจริงเห็นจังว่า
จะแอบโอดเงียบๆในใจ
หรือพร่ำโอดดังๆออกปาก
จิตคุณจะหม่นมืด
โอดน้อยมืดน้อย โอดมากมืดมาก
ไม่โอดเลยก็ไม่มืดเลย ใจว่างๆอยู่

ท่องอีกที
โอดน้อยมืดน้อย
โอดมากมืดมาก
ไม่โอดเลยก็ไม่มืดเลย!

คุณจะประหลาดใจว่า
แค่เทียบเคียงเรื่อยๆอยู่อย่างนี้
แต่ละทีจะมีความสว่างวาบขึ้นมาอ่อนๆ
ค่อยๆขับไล่ความมืดมากหรือมืดน้อยทางจิต
ที่เกิดแล้วนั่นแหละ
อาการอยากเสพอารมณ์เศร้าจะค่อยๆลดลง
อารมณ์อยากหันไปหาอะไรที่เป็นสุข เป็นกุศล
จะค่อยๆเพิ่มขึ้น อยากเล่าเรื่องดีๆ
อยากให้ไอเดียกับคนอื่น
อยากจัดโน่นแต่งนี่ให้ปลอดโปร่ง

คุณจะต้องหยอดกระปุกไปเรื่อยๆ สักกี่ปีก็ช่าง
ขอให้มีกำลังใจเชื่อมั่นเถอะว่า
กระปุกสว่างเต็มเมื่อไร
อาการติดยาโอดหายขาดเมื่อนั้น!

เงินเดือนในมุมต่าง

12112321

เมื่อเงินเดือนเหมือนกัน

แต่ข้อสังเกตต่างกัน
เงินเดือนจึงเป็นเส้นแบ่งข้าง
ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
โดยไม่มีข้างไหน
ช่วยปรับทัศนคติให้อีกข้างได้
อย่างไรก็ต้องระแวงไว้ก่อนว่า
จะโดนฝ่ายตรงข้ามเอาเปรียบ

นายจ้าง
คือกลุ่มคนจำพวกอยากได้กำไร
นั่นคือไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดแล้ว
แต่จะดิ้นรนเพื่อความมั่งคั่งกว่าที่เป็น

ลูกจ้าง
คือกลุ่มคนจำพวกอยากมีเงินใช้
นั่นคือยังต้องดิ้นรนเพื่อให้พออยู่พอกิน
หรือดิ้นรนเพื่อให้พอกับความอยากได้โน่นนี่นั่น

นี่คือรากความรู้สึก
อันเป็นรากของปัญหา

[นายจ้าง]
ส่วนใหญ่ตั้งต้นคิดถึงเงินเข้าเงินออก
จึงให้ความสำคัญกับตัวเลข
รายได้ต้องมากที่สุด
คือรีดพลังจากลูกจ้างให้มากที่สุด
ส่วนรายจ่ายต้องน้อยที่สุด
คือให้เงินเดือนลูกจ้างน้อยที่สุด

[ลูกจ้าง]
ส่วนใหญ่ตั้งต้นคิดถึงเงินเดือน
เปรียบเทียบกับราคากลางสำหรับตำแหน่งหนึ่งๆ
แล้วความรู้สึกขัดแย้งก็งอกเงยออกมาจากตรงนั้น
เช่น ตำแหน่งเดียวกัน ความสามารถไม่เท่ากัน
ทำไมต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน?
อยู่ดึกแค่ไหน เหนื่อยสายตัวแทบขาดเท่าใด
อย่างมากก็ได้เป็นโอที
ทำไมไม่ใช่การยกระดับฐานะทางการเงิน?

ถ้าจะให้นายจ้างและลูกจ้างเป็นพวกเดียวกัน
มุมมองและความรู้สึกต้องต่างไป ขุดกันให้ถึงราก

[นายจ้าง]
ต้องมองว่าตัวเอง
มีสิทธิ์แบ่งความรู้สึกเป็นเจ้าของ
และความรู้สึกเป็นเจ้าของก็ไม่มีอะไรดีกว่ากำไร
ใครทำกำไรให้มาก คนนั้นควรได้ส่วนแบ่งมาก
นี่เป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานที่รู้กันทั่วไป
แต่ไม่ได้เห็นกันทุกที่
เพราะนายจ้างส่วนใหญ่เห็นหัวคนตามตำแหน่ง
ไม่สละเวลามองให้เห็นคนตามความสามารถ
คิดแค่ว่า เงินเดือนเท่ากัน
ใครทำงานดีกว่า ก็เอาคนนั้นไว้
หรือหนักกว่านั้นคือใครประจบเก่งกว่า ถูกใจกว่า
ก็ค่อยปูนบำเน็จให้คนนั้น

[ลูกจ้าง]
ต้องมองว่าตัวเองกำลังเรียนรู้วิธีเป็นนายจ้าง
พูดง่ายๆ ทุกคนควรตั้งธงว่า
วันหนึ่งจะต้องเป็นเจ้าของให้ได้
ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นลูกจ้าง
หวังโอที ฝันถึงโบนัสตลอดไป
เมื่อตั้งธงไว้ว่าจะเป็นนายจ้าง
ถึงจะมององค์กรเป็นโรงเรียน
ที่มีคนออกทุนให้เรียน
ไม่ใช่ทัณฑสถาน
ที่มีแต่ผู้คุมคอยบงการใช้งานนักโทษ
จากนั้นจะเกิดมุมมองตามมาเองว่า
ถ้ารู้วิธีทำให้คนอื่นรวยขึ้นได้
วันหนึ่งก็จะรู้วิธีทำให้ตัวเองรวยขึ้นได้เช่นกัน
นี่เป็นแบบฝึกหัดของจริง ไม่ใช่จิตวิทยา
ไม่ใช่การตั้งตารอว่าวันหนึ่งจะมีนายจ้างใจดี
เอาความร่ำรวยมาหยิบยื่นให้ถึงมือ

มองการทำงานอย่างเป็นธรรม
ก็คือมองเห็นธรรมะในที่ทำงาน
แต่คนเกือบทั้งโลกมองงานอย่างไม่เป็นธรรม
จึงเจอแต่ความอยุติธรรมที่น่าโอดครวญร่ำไป
ไม่ว่ากำลังยืนอยู่ที่ฝั่งนายจ้างหรือลูกจ้าง!

ยืดชีวิต

12140636_957826600941165_3935147446144005003_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

เรื่องการไถ่ชีวิตไม่ใช่เรื่องเหลวไหลนะครับ
แต่ขอบอกว่าการไถ่ชีวิตโคกระบือ
หรือว่านกปลาอะไรก็แล้วแต่
จะได้ผลกับโรคที่เป็นกรรมวิบากเท่านั้น
ไม่ได้ผลกับโรคที่เป็นทางอุตุ
ไม่ได้ผลกับโรคที่เกี่ยวกับเส้นสายกระดูกกระเดี้ยว
ไม่ได้ผลกับโรคอะไรที่เราไปทำงานหนักมากเกินไป
ต้องให้ตรงกับโรคด้วย

ทีนี้ถามว่า โรคแบบไหนที่เรียกว่าโรควิบากกรรม?
ก็คือโรคที่หมอวินิจฉัยไม่ถูกว่าเกิดจากอะไรกันแน่
หรือว่าเป็นเรื้อรังในแบบที่แก้ยังไงก็ไม่หายขาด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
คนที่มีอายุสั้นคือคนที่เคยฆ่าสัตว์มาเยอะ
คนที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บบ่อยๆ ออดๆแอดๆเป็นประจำ
พวกนี้เคยทุบตีสัตว์ เคยใช้อาวุธกับสัตว์
เคยทุบตีคน เคยทำร้ายคน
ทำร้ายร่างกายให้เขาเกิดความเจ็บปวด
หรือกรณีบางคนที่เจ็บป่วยปางตาย
เป็นเพราะไปแกล้งทรมานเขา
ให้เขาจะอยู่ก็ไม่ได้ จะตายก็ไม่เชิง

ในทางพุทธแล้ว ความตายที่ชัดเจนที่แน่นอน
คือ..สมมุติว่าเคยทำกรรมหนักจริงๆ
อย่างเช่น ไปเผาคนทั้งเมืองแล้วตั้งใจย่างสด
ให้ตกตายแบบชนิดที่ว่าขุดฆ่าล้างโคตร
ซึ่งเป็นกรรมที่หนักมากๆ
ใช้กำลังใจในการฆ่าที่หนักแน่นมากๆนี่
เวลาที่กรรมผลิดอกออกผล
ก็อาจจะให้ผลเป็นการตายที่ชัดเจนแน่นอน
และไม่มีการหลีกเลี่ยงได้

แต่ถ้ากรรมของคนทั่วไปที่ไม่ได้ทำไว้หนักเกิน
ส่วนใหญ่คราวถึงฆาต หรือจะต้องพิการ
จะสามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
หรือไม่ก็สามารถที่จะให้งดไปเลยก็ได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าคุณไม่มีตาทิพย์มองเห็นว่า
เกิดอะไรขึ้นในขณะที่ไถ่วัว คุณจะไม่มีทางเชื่อ!
แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณเห็นว่าชีวิตมันไม่ใช่ของเล่นนะ
ถ้ามันจะขาดลงในเดี๋ยวนั้นด้วยโทษประหาร
แล้วคุณไปต่อมันออกไปเนี่ย
มันเป็นพลังงานอะไรอย่างหนึ่งที่ใหญ่นะ
ยิ่งสัตว์ใหญ่ ยิ่งมีวิญญาณใหญ่ มีความเจ็บปวดมาก
ถ้ามันต่อออกไป แล้วไม่ต้องรับโทษประหารเนี่ย
พลังชีวิตที่มันได้อยู่ต่อ
มันก็ย้อนกลับเข้ามากับคนทำ
มันสะท้อนเข้ามาหาคุณได้เร็ว
แล้วก็ค่อนข้างจะเห็นผลได้ทันตา’ !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ส่วนใหญ่ที่ช่วยชีวิตสัตว์ ไถ่ชีวิตสัตว์
แล้วมันได้ผลเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ
หรือความรู้สึกทึบๆในหัวมันหายไป
ได้แบบเห็นผลในชาติปัจจุบันนี่
มันต้องช่วยจนกระทั่งรู้สึกว่า
ใจเรานี่ อยากช่วยสัตว์ทั้งโลกเลย!’
ถ้าทำได้ถึงขั้นนั้นนี่จะเห็นผลนะ
สุขภาพก็จะเข้มแข็งขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมา
มันจะเห็นผลทันตา เป็นทิฏฐธรรมเวทนียกรรม
คือกรรมที่เห็นผลในชาติปัจจุบัน
กำลังจิตกำลังใจนี่ ต้องมีความหนักแน่น
ต้องมีความต่อเนื่องนะ

ส่วนใหญ่แล้วจะเข้าใจเอาดื้อๆง่ายๆเลยว่า
ทำครั้งเดียวได้ผลทันที
บุญมันไม่ใช่อะไรแบบนั้น!
ลองคิดดู สมมุติเราเคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเป็นว่าเล่น
สิบ ยี่สิบ สามสิบ หรือเป็นร้อยตลอดทั้งชาติก่อน
แล้วเราไถ่ชีวิตสัตว์แค่ตัวเดียว น้ำหนักจะได้กันไหม

บางคนนี่นะ ที่เขาปล่อยนก ปล่อยปลากันนี่
เพื่อที่จะแก้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพ
เพื่อที่จะแก้เกี่ยวกับที่รู้สึกเลยว่า
เป็นวิบากที่เคยไปทำปาณาติบาตมานี่นะ
เขาทำกัน ปี ๑๐ ปี
ทำกันแทบทุกวัน หรือแทบทุกอาทิตย์
ทั้งสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ เขานับกันได้เป็นหมื่นตัว
จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่าการปล่อยสัตว์
การได้ไถ่ชีวิตสัตว์เป็นเรื่องปกติของชีวิตเขา
พอถึงความรู้สึกตรงนั้นนี่ สุขภาพมันค่อยดีขึ้นนะ

**
หมายเหตุย้ำอีกทีหนึ่งว่า
มันต้องเป็นโรควิบากกรรมถึงจะเห็นผลนะ
โรคอื่นไม่เข้าข่าย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เคยทำกรรมอะไรไว้นะ
เราก็เปลี่ยนเส้นทางกรรมนั้นเสีย
ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ลักษณะของการทำบุญ
แต่เปลี่ยนลักษณะของเส้นทางกรรม
คือ สมมุติว่าในชาตินี้
เดี๋ยวก็ตบยุงบ้าง เดี๋ยวก็ไม่ตบยุงบ้าง
หรือว่าอยากเบียดเบียนคนอื่นบ้าง
ไม่อยากเบียดเบียนคนอื่นบ้าง
เปลี่ยนเป็นว่า งดเว้นขาดนะ

ด้วยความเว้นขาดเช่นนั้นนี่
ก็ถือว่าได้ส่วนของการละลายวิบากเก่า
วิบากดำมืดลงได้บ้างแล้ว
คือมันไม่มีตัวต่ออายุ ไม่มีตัวเสริม ไม่มีตัวซ้ำ
มันก็จะค่อยๆเจือจางลงไปเอง
หากตั้งใจงดเว้นขาดตลอดชีวิตที่จะไม่เบียดเบียน
นี่เป็นบุญใหญ่ พระพุทธเจ้าเรียกว่าเป็นมหาทาน
เพราะว่าเป็นการให้ความปลอดภัยกับสิ่งมีชีวิตอื่น

รักทำให้ตาบอดเท่านั้นหรือ?

12118688_957443157646176_2170640749284451058_n

ทุกคนเคยก่อบาปร่วมกับคนอื่นมาทั้งนั้น
เหมือนที่พระอานนท์เคยกล่าวว่า
พวกเราล้วนชุ่มบาปกันมาแต่ก่อนเกิด
(และพุทธเราก็ชี้ว่าบาปนั้น
ไม่อาจล้างกันได้ด้วยพิธีกรรม)

ร่วมกันก่อบาปกับคนอื่นมีอะไรได้บ้าง?
ร่วมกันทำร้ายสิ่งมีชีวิตก็ใช่
ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนก็ใช่
ร่วมกันผิดผัวผิดเมียก็ใช่
ร่วมกันโกหก ด่าทอ ใส่ไคล้ ก็ใช่
ร่วมกันกินเหล้าจนเมาปลิ้นก็ใช่

สังเกตเอาจากชาตินี้เถอะ
แรกๆบาปจะทำให้ผูกพันกันเหนียวแน่น
เหมือนคนกอดคอกันเข้าถ้ำ
ย่อมอุ่นใจเมื่อมีกันและกันในที่มืด
แต่นานไปบาปนั้น
จะค่อยๆสร้างความเกลียดขึ้นมา
เหมือนต่างฝ่ายต่างโมโหกันและกัน
ที่ไม่ช่วยให้ตาสว่างเห็นอะไรดีๆเสียที
มีแต่จะกอดคอกันอึดอัดในความมืดท่าเดียว
ที่ชอบพูดกันว่าคนทำบาปด้วยกัน
ยังได้ดีมีสุขอยู่ด้วยกันให้เห็น
อันนั้นคือยังเห็นไม่นานพอ
หรือไม่รู้ว่าสถานการณ์จริงๆ
คลี่คลายไปถึงไหนแล้ว
เพราะธรรมชาติของบาป เมื่อเผล็ดผล
ย่อมดลใจให้คิดร้าย รุ่มร้อน อยู่ไม่เป็นสุขเสมอ
บาปที่ถึงเวลาเผล็ดผล ไม่เคยปล่อยให้ใคร
ใจคอเยือกเย็นอยู่ด้วยกันได้เลย

ยิ่งร่วมกันก่อบาปยืดยาวขึ้นเท่าไร
ยิ่งสร้างทางลำบากในอนาคตยาวขึ้นเท่านั้น
เมื่อเกิดใหม่
ลืมหมดแล้วว่าเคยร่วมก่อบาปอะไรไว้
บาปเก่าจะสร้างแรงดึงดูดชนิดยากจะห้ามใจ
อาศัยราคะเป็นสื่อ
อยากพบ อยากใกล้ อยากอยู่ด้วย
บางทีคนทั้งโลกเห็นๆอยู่แต่แรกว่าไม่ดี ไม่งาม
แต่ดันมีตัวเองคนเดียวที่ไม่เห็น เช่น
จะอยู่ด้วยกันต้องได้ชื่อว่าชู้
ยอมอยู่กับเขาหรือเธอมีแต่โดนปอกลอก
หรืออีกฝ่ายมีใจเดียว
แต่ก็เด็ดเดี่ยวที่จะขี้เกียจทำงานทำการ
ลากกันถูลู่ถูกัง ตกต่ำดำดิ่ง ไม่มีใครฉุดใครได้

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความรักที่ดีงามไว้ว่า
เป็นความรักที่เกิดจากการเคยอยู่ร่วมกันดีๆ
และมามีการเกื้อกูลกันในทางดีอีก

เกื้อกูลในทางดีคืออย่างไร
พูดให้สติ ช่วยให้คิดดีได้ ก็เรียกว่าดี
ร่วมกันสงเคราะห์ชีวิตอื่น ก็เรียกว่าดี
ส่งเสริมกันรักษาศีล ก็เรียกว่าดี
เป็นกำลังใจให้มุมานะถีบตัวขึ้นสูง ก็เรียกว่าดี

จะเจอความรักดีๆได้
ต้องมีดีบางอย่างในตัวเองเป็นทุน เป็นตัวตั้ง
เมื่อพบเจอคนเคยอยู่ร่วมกันดีๆ
จะได้พร้อมเลือกทำตัวดีๆเกื้อกูลกันต่อ
แต่ถ้าจังหวะไหนของชีวิตไม่มีดีไว้รอท่า
คบหาใครก็มักไหลไปตามอารมณ์หลง
โอกาสเสี่ยงจะเจอความรักที่ทำให้ตาบอด
ก็สูงมาก ถึงสูงที่สุด!

จำใจกับเต็มใจ ให้ผลต่างอย่างไร?

12122671_956986951025130_8704814461182813041_n

ใช้มือหยิบฉวย
เอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ให้
เรียกว่าผิดศีลข้อสอง
ใช้ปากลวงคนให้เข้าใจผิด
คิดฉวยประโยชน์เข้าตัว
เรียกว่าผิดศีลข้อสี่

การโกงส่วนใหญ่
วนเวียนอยู่กับน้ำหนักการผิดศีล
ถ้าไม่ข้อสองก็ข้อสี่นี้
คือ ไม่โกงด้วยมือดื้อๆ
ก็โกงด้วยหน้าตาด้านๆ

ผลของการโกงทรัพย์
คือความพินาศแห่งทรัพย์
ในทีที่กรรมเผล็ดผล
ความพินาศแห่งทรัพย์
อาจเกิดจากการโดนโกงก็ได้
หรือเกิดจากอุบัติเหตุก็ได้
หรือเกิดจากภัยธรรมชาติก็ได้
ไม่ใช่ว่าไปโกงใครไว้
ก็ต้องโดนคนนั้นโกงกลับ

เพื่อจะโกงใคร
จิตต้องรู้สึกถึงสิทธิ์ครองทรัพย์ของเขา
แต่จะดึงดันเอามาเป็นของเรา
ซึ่งจิตปกติดั้งเดิมของมนุษย์
จะไม่อยากทำเช่นนั้นเลย
เพราะมีกำแพงไร้ตัวตน แต่รู้สึกได้
ที่ชื่อว่ามโนธรรมขวางกั้นไว้
มโนธรรมทำให้รู้สึกว่ามันผิด มันร้าย

แต่เมื่อฝ่าฝืน
ทำลายกำแพงมโนธรรมได้ครั้งหนึ่ง
ครั้งต่อๆมาจะทำลายได้ง่ายขึ้น
กระทั่งในที่สุดเหมือนไม่เหลือมโนธรรม
เป็นกำแพงขวางกั้นความชั่วใดๆอีกเลย

เมื่อยังจำใจโกง อาจกระสับกระส่าย
อาจนอนไม่หลับ
อาจนึกภาพคนถูกโกงตอนเขารู้ตัวแล้วเสียใจ
แต่เมื่อไม่รู้สึกอะไรแล้ว
เต็มใจโกงแล้ว
หรือกระทั่งอยากโกงจนน้ำลายไหลแล้ว
ก็อาจถึงขั้นสนุกกับการค้นหา
วิธีหลอกลวงแปลกใหม่
รู้ทั้งรู้ว่าคนโดนหลอกต้องเจ็บใจ
แต่ก็ยังย่ามใจว่ามันโง่
สมควรต้องเป็นเหยื่อของคนฉลาดอย่างตน
และจะมีความสุขมากถ้าโกงสำเร็จ
แรงขับของความชั่วร้ายต้องมาก
ใจต้องกล้า หน้าต้องด้าน ต่างจากธรรมดา
ถึงทำได้แบบไม่หนังตาไม่ขยิบอย่างนั้น

กรรมต่างกัน ผลต่างกัน
เมื่อขโมยมากๆ ขโมยจนชินชา
โกงจนเชี่ยวชาญ โกงจนใจกล้าหน้าด้าน
ย่อมมีจิตวิญญาณที่มืดดำ ร้อนร้าย
เหมาะกับการถูกแผดเผาในนรก
หรือเหมาะกับความเน่าเหม็นของเดรัจฉาน
หรือเหมาะกับความลุ่มๆดอนๆแห่งเปรต

แต่ถ้ายังอยู่ในขั้นขโมยแล้วอยากคืนของ
โกงแล้วอยากกลับใจ
อันนี้จิตสำนึกแบบมนุษย์ยังคงอยู่
จึงยังกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีก
แต่ก็ต้องได้รับโทษสถานเบา
คือเป็นผู้มีทรัพย์พินาศ ในที่ที่กรรมเผล็ดผล
นั่นคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสีลสูตร
ว่าด้วยโทษของผู้มีศีลวิบัติ

ความกลับไปกลับมาของคน

071015

คุณมักต้องโมโหเป็นระยะๆ
เมื่อพบว่าคนบางคนเปลี่ยนใจ
ทั้งที่รับปากแล้ว สัญญาแล้ว
จับมือจับไม้กันเรียบร้อยแล้ว
ไม่เข้าใจเหตุผล
จนบางทีก็อยากอ่านใจคนได้ว่า
ใจคอทำด้วยอะไร
ทำไมถึงกลับกลอกง่าย
พูดไม่เป็นพูด
หรือพูดบอกไม่ได้พูด
หน้าตาเฉยได้ขนาดนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าไม่ฉลาดในจิตของคนอื่น
ก็ให้ฉลาดในจิตของตน
ซึ่งเมื่อใครฝึกฉลาดในจิตตนถูกวิธี
ก็จะพบว่า ฉลาดในจิตผู้อื่นไปด้วย
อย่างน้อยก็มองได้อย่างเข้าใจ
หรืออย่างน้อยไม่อยากถือสาหาความ
กับความไม่แน่ไม่นอนของเหล่ามนุษย์อีก

พูดง่ายๆ
ถ้าคุณจะฝึกตรงๆ
ให้ชิน ให้วางเฉย
ให้ยอมรับความผันผวนของอารมณ์คนได้
ก็อาจต้องใช้เวลากันนาน
บางทีก็ครึ่งชีวิต
บางทีก็ทั้งชีวิต
แต้ถ้าอ่านตัวเองออก
บอกตัวเองถูกว่า
อาการพลิกไปพลิกมาของใจ
เกิดขึ้นได้อย่างไร
ก็เท่ากับเดินทางลัด
แค่ต้นวัยก็ทำใจได้แล้ว
ไม่ใช่เอาแต่งง ไม่ใช่ต้องโมโหร่ำไป

การอ่านใจตนเองในแบบของพระพุทธเจ้า
ไม่ใช่ดูว่าตัวเองคิดอะไร
เพราะความคิดเป็นสิ่งที่ดูยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้ากำลังอยู่ในภาวะไม่มีจุดหมายชัดเจน
ความคิดจะไหลไปเรื่อยยิ่งกว่าสายน้ำเชี่ยว
คุณไม่มีทางรู้ ไม่มีทางจำได้เลยว่า
นาทีหนึ่งๆฟุ้งซ่านเรื่องอะไรไปบ้าง

พระพุทธเจ้าท่านให้ดูสิ่งที่ดูได้ง่ายก่อน
เอาลมหายใจนี่แหละ
มีแค่เข้า มีแค่ออก มีแค่ยาว มีแค่สั้นเท่านี้
เริ่มจากหายใจยาวๆ ช้าๆให้เป็น
แล้วเห็นความสัมพันธ์
ระหว่างลมหายใจกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น
หายใจยาวรู้สึกสบาย
หายใจสั้นรู้สึกอึดอัด

เมื่อดูเป็น เห็นชัดว่า
โล่งอกเป็นอย่างไร
แน่นอกต่างอย่างไร
ก็ให้เทียบเคียงว่า
ระหว่างโล่งอกกับแน่นอกนั้น
แบบไหนที่จิตมีสิทธิ์คิดดี
แบบไหนที่จิตมีสิทธิ์ร้าย
แบบไหนที่จิตคิดเป็นเส้นตรงได้
แบบไหนที่จิตคิดวนเป็นวงกลมไม่เลิก

ฝึกดูฝึกรู้อยู่แค่นี้ไปเรื่อยๆ
ในที่สุดคุณจะแปลกใจ หรือถึงขั้นตกใจว่า
แท้จริงคุณเองและเหล่ามนุษย์รอบตัว
ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ผันผวน
แม้แต่ลมหายใจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้
ก็เป็นหนึ่งในแรงกดดันนั้นแล้ว!

ในโลกความจริง
ยังมีเหตุปัจจัยสลับซับซ้อนอีกมาก
ที่ทำให้คนเราเป็นตัวของตัวเองได้ยาก
คงเส้นคงวาอยู่กับตัวตนเดิมๆได้ยาก
เพราะเดี๋ยวก็ได้พลังสนับสนุนให้คิดดี
มีความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้
อยากรักษาสัญญาให้มั่นคงได้
แต่เดี๋ยวก็เกิดแรงกดดันให้คิดร้าย
เห็นแก่ตัว อยากสบาย จะเอาตัวรอดคนเดียว
ไม่สนใจสัญญิงสัญญากับใครหน้าไหนทั้งนั้น

สรุปคือ เมื่ออ่านใจตัวเองออกว่า
มีสิทธิ์กลับกลอกได้อย่างไร
หายใจสิบครั้งมีสิทธิ์คิดต่างได้ขนาดไหน
คุณจะเริ่มเข้าใจ ไม่อยากถือสา
หรือคร้านที่จะเค้นคอใครให้จำสิ่งที่เขาพูด

และในทางกลับกัน
คุณจะเริ่มเห็นค่า รู้ว่าการรักษาสัตย์ดีอย่างไร
ในเมื่อมันทำให้ใจคุณเข้มแข็ง
บอกตัวเองถูกว่าใจจริงอยู่ตรงไหน
แม้เจอคลื่นกระทบรบกวนก็ไม่หวั่นไหว
ยิ่งมีเครื่องลองใจ เท่ากับยิ่งได้พิสูจน์ตัวเอง
ถ้าเป็นชายก็เป็นลูกผู้ชายที่มีศักดิ์ศรี
ถ้าเป็นหญิงก็เป็นสตรีที่สง่า
หากจะทำตามสัญญาไม่ได้จริงๆ
อย่างน้อยก็มีทางออก หาทางชดเชยดีๆ
ไม่ใช่บ่ายเบี่ยง หรือปฏิเสธดื้อๆว่า
ไม่เคยพูด ไม่เคยสัญญาอะไรทั้งนั้น
เพราะนั่นเท่ากับ
สร้างความเหลวไหลทางจิตวิญญาณ
กระทำจิตให้อ่อนแอลงเรื่อยๆ
นับถือตัวเองยาก ไหว้ตัวเองยังไม่ลง
แล้วจะหวังให้ใครที่ไหนมานับถือได้เล่า?

ไม่ได้อย่างใจแล้วมีเรื่อง

12074805_954525994604559_1500611016404737803_n

ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน
ไม่ใช่ชีวิตที่จ้องเอาผิดเอาถูก
แต่เป็นชีวิตที่จ้องเอาความสบายใจ
ไม่ถือสาเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ช่วยกันทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
อภัยได้ก็อภัย เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไป

พูดง่ายๆ ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน
อาจเป็นชีวิตที่มีคนผิดสองคน
มาใช้ชีวิตอย่างถูกต้องอยู่ด้วยกัน

คนที่จ้องเอาผิดเอาถูกหนักๆ
มักเป็นพวกชอบคิดเองเออเองว่า
อะไรผิดอะไรถูก
หรือถึงขั้นบัญญัติขึ้นมาเองว่า
อะไรบุญอะไรบาป
ไม่สนใจใครจะว่ายังไง
รู้แต่ว่าถ้าตัวเชื่ออย่างนี้
ความเชื่ออย่างนี้แหละถูก
ความเชื่ออย่างนี้แหละคือหลักฐาน
ไม่ต้องไปอ่าน ไม่ต้องไปฟังใครที่ไหนอีก

ยิ่งถ้ามีบทบาทในสังคมทางใดทางหนึ่ง
มีผู้สนับสนุน มีผู้ให้การยอมรับ
ก็ยิ่งเป็นฐานให้เกิดอัตตาแบบเจ้าใหญ่นายโต
ตัวกูถูกแน่จึงเด่นล้ำนำหน้ามาแต่ไกล
คนใกล้ตัวจะโดนหนักที่สุด

เมื่อมนุษย์มีความอึดอัด
ไม่เหลือความสบายใจ
ทำอะไรก็ถูกตัดสินว่าผิดหมด
ที่สุดมักเกิดอาการอยากหนีร้อนไปพึ่งเย็น
ไม่แปลกถ้าจะอยากหาใครสักคน
ที่ช่วยให้สบายใจกว่า
หรือช่วยให้รู้สึกว่าชีวิตมีค่ากว่าเคย

เมื่อรักจะมีความสุขกับการเป็นใหญ่
ในการตัดสินประเภท แกผิด ฉันถูก
ในที่สุดอาจต้องเป็นทุกข์
กับการสูญเสียคนผิดอันเป็นที่รักไป
ด้วยอัตตาผิดๆของตนนั่นเอง!

ผิดศีลข้อสามเหมือนโดนผีบังตา

12079095_954130214644137_3249689301376725514_n

ก่อนผิดศีลข้อสาม
ความเห็นใจผู้อื่นยังมี
ซึ่งนั่นก็คือมนุษยธรรมยังคงอยู่
แต่เมื่อผิดศีลข้อสาม
ตามใจตัวเอง
ยอมกลับลงไปใช้สัญชาตญาณดิบ
มากกว่าจะอดกลั้นด้วยมนุษยธรรม
มนุษยธรรมก็ค่อยๆลดระดับลง
ความเห็นใจผู้อื่นน้อยลงเรื่อยๆ
กระทั่งถึงจุดที่อาจด้านชา
เห็นน้ำตาคนรอบข้างแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย

ตอนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
หน้าดำคล้ำหมอง
ด้วยความปักใจหลงใหลได้ปลื้มของเล่นชิ้นใหม่
คนรอบข้างมักนึกว่าไปโดนไสยศาสตร์มา
แต่ว่าที่จริงไม่จำเป็นต้องอาศัยคุณไสยที่ไหน
แม้สมัยโบราณก็มีเรื่องเล่าอยู่ว่า
อำนาจมนต์สะกดของควาญช้าง
ที่บังคับช้างให้ใช้งวงรัดก้อนเหล็กร้อนได้นั้น
ยังไม่อาจสะกดมันให้เลิกวิ่งเตลิด
ตามเพศเมียเมื่อถึงฤดูกำหนัดได้เลย

แปลว่าราคะชนะไสยศาสตร์เสียอีก!

ก่อนผิดศีลข้อสาม
มนุษย์ยังเลือกได้ว่า
จะเอามนุษยธรรมหรือสัญชาตญาณดิบ
แต่เมื่อผิดศีลข้อสามไปแล้ว
สัญชาตญาณดิบจะไม่เปิดทางให้เลือกอะไรอื่น
นอกจากความหื่นกระหายของตน
แม้คนเคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาแค่ไหน
ก็ลืมหมด ไม่เห็นใจ ไม่ทบทวนตัวเอง
ราวกับโดนผีบังตา หรือโดนเปรตบังใจ
นั่นก็เพราะเมื่อมนุษยธรรมหายไป
ใจทั้งดวงก็เหมือนผี เหมือนเปรต
ที่บดบังภาคมนุษย์ของตน
ไม่ให้เห็นความทุกข์ของใครได้
ไม่ว่าจะฝั่งเก่าหรือฝั่งใหม่
สนใจแต่ความสนุกของตนเองเป็นที่ตั้ง
แม้ยังมีเหตุผลแบบมนุษย์อยู่บ้าง
ก็เป็นไปเพื่อผลิตข้ออ้างมารับใช้อารมณ์ผี
จึงไม่น่าแปลกใจ
หากตายไปจะเป็นสหายแห่งผี สหายแห่งเปรต
ด้วยใจทั้งดวงที่หมดความละอายบาปเสียแล้ว!