ให้ลูกเล่นมือถือกี่ขวบดี?

marked 103116

มีงานวิจัยอันเป็นลบออกมามากมาย เช่น
เล่นมือถือก่อนวัยอันควรจะสมาธิสั้น
มีข่าวน่าสลดใจเกิดขึ้นทั่วโลก เช่น
ยึดมือถือลูก โดนลูกฆ่าตาย
มีหลักฐานประจักษ์ตาทั่วไป เช่น
เด็กรุ่นใหม่เอาแต่ก้มหน้าเล่นมือถือหลุดโลก

เหมือนมือถือเป็นผู้ร้าย
เหมือนมือถือเป็นยาเสพติด
เหมือนมือถือเป็นเครื่องกดจิตให้ตกต่ำ
ที่เมืองนอกถึงขั้นเก็บสถิติกันจริงจังว่า
มีคนต้องได้รับการเยียวยา
จากปัญหาเสพติดมือถือเกินขนาดกัน
เพิ่มขึ้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์

อย่าว่าแต่เด็ก
ต่อให้โตแล้ว แก่แล้ว ถ้าจ้องมันมากไป
หรือเจออะไรน่าติดใจสุดๆ ก็เสียคน เสียงาน
เสียเพื่อน เสียคนรัก เสียอะไรๆที่มีกันได้หมด
ฉะนั้น อายุเท่าไรจึงควรเล่นได้
จึงน่าจะเป็นโจทย์ที่ผิดแน่แล้ว
โจทย์ที่ถูกคือจะเริ่มเล่นมันอย่างไรต่างหาก!

ลูกโตประมาณใด
คุณจึงใช้มือถือในการฝึกวินัยให้เขาได้?
ลูกอายุเท่าไร จึงเกิดการรับรู้ว่า
การเล่นมือถือไม่ใช่ไร้ข้อจำกัด
แต่เต็มไปด้วยเงื่อนไขต่างๆนานา?

เมื่อลูกเห็นพ่อแม่เล่นมือถือตำตาแต่อ้อนแต่ออก
ก็เหมือนเอาช็อกโกแลตหอมหวานมาเตะจมูกล่อตา
ทำเอาน้ำลายลูกไหลย้อยลงมาเปื้อนคาง
ถ้าคุณสั่งเด็ดขาด ห้ามแตะ
ผลทางใจของลูกไม่ดีแน่
วันหนึ่ง อย่างไรคุณก็ต้องให้แตะ
และเมื่อโตพอจะใช้มือไม้จับถือโทรศัพท์
รับรู้ว่าหน้าจอเล็กๆนั้นกดได้
ลากแล้วเกิดการโต้ตอบได้
เขาจะติดใจอย่างรวดเร็ว
และไม่เบื่อมันอีกเลยชั่วชีวิต

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะได้เล่นอะไร
และได้เล่นอย่างไร
หากคุณดูแลลูกแบบปล่อยให้เล่นตามสบาย
รู้สึกประมาณ ดีเหมือนกัน ลูกจะได้ไม่กวนใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเขา คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของมือถือ
เขาครอบครองมัน และมีสิทธิ์เล่นได้นานตามปรารถนา
จิตใจทั้งหมดจะเข้าไปสิงสู่อยู่ในโลกมือถือ
โลกของผีเด็ก ที่กลับออกมาสู่โลกภายนอกได้ยาก

แต่หากคุณเป็นพ่อแม่ประเภทที่จดจ้อง
สังเกตลูกไม่คลาดสายตา
คอยสรรหาคลิปสั้นๆที่ช่วยให้เขาเข้าใจโลกมากขึ้น
คอยดาวน์โหลดแอปดีๆ ประเทืองปัญญามาให้เขาฝึก
คอยเลือกเฟ้นเกมสนุกที่ช่วยฝึกประสาทสัมผัสโต้ตอบ
กับทั้งตั้งเงื่อนไขทุกครั้ง ให้เขารู้ว่าคุณเป็นผู้คุมกฎ
เป็นคนสั่งเขาได้แต่แรก เช่น
ดูคลิปนี้จบแล้วต้องกินข้าวนะ
เล่นเกมนี้จบแล้วไปวิ่งเล่นกับคุณพ่อนะ
ชนะได้แล้วขึ้นนอนกับคุณแม่ทันทีนะ
หรือไม่ก็กลับกัน เช่น
ถ้าตื่นเช้าโยเย ไม่ได้เล่นนะ
ถ้าแผดเสียงอย่างนี้อีกทีเดียว วันนี้อดทั้งวันนะ
ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ก็อย่าได้เจอะได้เจอเลยนะ โปเกมอน
สิ่งที่จะเกิดในใจลูก คือ
คุณเป็นเจ้าของโทรศัพท์ตัวจริง
คุณใจดี มีอะไรสนุกๆให้เขาเล่นในมือถือ
แต่ขณะเดียวกันก็มีสิทธิ์ให้รางวัล
หรือไม่ก็ลงโทษเขาด้วยมือถือนั่นแหละ
คุณเป็นคนให้ได้ คุณก็ยึดคืนได้

สำคัญเหนือสิ่งอื่นได้
คุณต้องทำให้เขารู้สึกว่า
โลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจอีกมาก
นอกเหนือกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆของมือถือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมแสนสนุก แสนอบอุ่น
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพ่อแม่ลูก
มีสถานีฝึกทักษะให้มืออาชีพตัวน้อยตามห้าง
มีท้องฟ้าจำลองให้ดูดาวตอนกลางวัน
มีเขาเขียวชุมนุมสัตว์
มีน้ำตกเสียงซู่ซ่า มีทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา
และเมื่อไปถึงสถานที่เหล่านั้น
เขาจะไม่ได้เห็น ไม่ได้แตะมือถือเลย
ที่เหลือคือสังเกตว่า ลูกโตขึ้นกับวินัย
ควบคุมตัวเองได้
ไม่ถูกครอบงำด้วยสิ่งเสพติด
ที่มีฤทธิ์ร้ายแรงสูงสุดในประวัติศาสตร์ไหม
ถ้าทำได้ดี ก็เท่ากับคุณเปลี่ยนอาวุธร้ายที่สุด
ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับลูก
ในการอยู่กับโลกอนาคต!

ใครผิดใครถูก

14522899_1208596522530837_4715402832553491748_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม -- มีเพื่อนที่รักและจริงใจต่อกันมาก แต่นิสัยต่างกันลิบ อยู่ด้วยกันแล้วบาดหมางใจกันมาตลอดหลายปี เลยขอห่างไปพักใจ โดยไม่ได้โกรธหรือเลิกคบ แต่นั่นทำให้เขาเสียใจ ทุกข์ใจหนัก สิ่งที่ทำไป เป็นการใจร้ายหรือหนีความจริงไหม ทำถูกหรือเปล่า ?

ดังตฤณ :
การที่คนสองคนตกลงกันไม่ได้
บางทีไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด
เรามองอย่างนี้ก็แล้วกันว่า
โลกนี้นะ จำไว้เลยนะ
พุทธศาสนาไม่พูดว่าอันไหนผิด อันไหนถูก
แต่จะเน้นมากเลยว่า
อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล
บางครั้ง กุศลไม่ได้เกิดขึ้นจาก
การที่เราตามใจกัน หรือว่าเห็นใจกัน

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่พระพุทธเจ้าจะรักษา
ความเป็นระบบระเบียบของศาสนาของท่านไว้นี่นะ
ท่านก็ต้องยอมที่จะเฉือนเนื้อร้าย
ด้วยการรู้ทั้งรู้ว่าทำร้ายจิตใจคนบางคน
ขับไล่พระที่ทำไม่ดีออกจากศาสนาของท่านไป
แบบไม่ต้องกลับมาอีก
คือ จนตายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับมาบวชอีก
นี่ท่านก็เรียกว่า
ต้องใจแข็งสำหรับการรักษาความเป็นกุศล
รักษาความสว่างแก่ส่วนรวมไว้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้เราก็เอามาประยุกต์ได้เหมือนกัน
คือไม่ใช่ว่า พอเห็นเขาทุกข์ใจมาก
แล้วเราก็มองว่าที่เราทำไปนี่มันผิด

เราถามตัวเองว่า
สิ่งที่เราตัดสินใจไปนี่นะ
ตัดสินใจไปเพื่อ
ความเป็นกุศล หรือว่า อกุศล?

ถ้าหากว่าเรามีความตั้งใจดี
แล้วเราเห็นว่านั่นแหละ ต้องทำ
ถ้าไม่ทำ ขณะนี้ มันจะแย่ด้วยกันทุกฝ่าย
อันนี้เรียกว่า เป็นการไปตัดสินใจทำสิ่งที่
มุ่งไปในทางสว่าง มุ่งไปในทางกุศล

แต่ถ้าหากว่าเราใจอ่อน รู้ทั้งรู้ว่า
มันจะต้องย่ำแย่ด้วยกันทั้งคู่ทุกวัน ไม่เลิก
อย่างนี้เรียกว่า เราตัดสินใจตามใจเขา
เพื่อที่จะปล่อยให้อกุศลมันเกิดขึ้นแล้ว
อันนี้รายละเอียดต้องดูเอาเองว่า
มีความเป็นอย่างไรนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เอาตรงนี้เป็นหลักว่า
ถ้าหากว่าอย่างน้อยเราคนหนึ่งหยุดพักแล้ว
มีใจที่สว่างขึ้น มีใจที่เป็นกุศลมากขึ้น
มีกำลังใจที่จะกลับมาคิดดีกับเขามากขึ้น
นั่นแหละ เราทำถูกต้องสำหรับตัวเราเองแน่ๆ
ดีกว่าที่เราทู่ซี้ต่อไปตามใจเขา
เสร็จแล้วก็ย่ำแย่ด้วยกันทั้งคู่ไม่มีใครดีขึ้นเลย

ถ้าเราตัดสินใจอย่างนี้
เรามีความเป็นกุศลขึ้น
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นอกุศล
เราก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ขอพักนะ ยังไงก็ขอพัก
ต้องใจแข็งนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การที่คนสองคน
จะตกลงกันได้ หรือ ไม่ได้นี่
มันไม่ใช่มาพูดกันเล่นๆ แค่นี้นะ
ตรงที่เราพูดกันนี่ เรียกว่าเป็นการพูดข้างเรา
แต่ข้างเขานี่ ถ้าไม่ยอมขึ้นมา
บางทีต่อให้ใช้เหตุผลขนาดไหนก็ลำบากหน่อย
มันขึ้นอยู่กับว่าเราคบใครด้วยตั้งแต่แรก!

สวดมนต์คลายความกดดัน

marked 102816

ทำงานภายใต้แรงกดดันของเวลาด้วย
เรียงลำดับงานไม่เป็นระบบด้วย
กำจัดความคิดถึงเรื่องเหลวไหลไม่ได้ด้วย
ในที่สุดคุณจะไม่ค่อยได้ทำงาน
แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหัวหมุน
ด้วยพายุอารมณ์เครียด
เหมือนต้องก้มหน้าก้มตา
จมปลักอยู่กับชีวิตบัดซบ
รู้สึกแย่ โลกมืด หน้าดำคล้ำหมองไม่เลิก

ลำดับความสำคัญก่อนหลัง
ฟังดูง่าย ใครๆก็เข้าใจ
ให้คิดเลือกแบบ ...
ทุกคนเลือกถูกหมดว่า
อันไหนควรอยู่หน้า อันไหนควรห้อยท้าย
แต่ในทางปฏิบัติ ในโลกความจริงภายใน
ความอลหม่านในหัวของคนที่
ปล่อยใจฟุ้งซ่านจนชินนั้น
มักหยิบยกเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมานำ
ไถลออกนอกทางไปคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง
หลงไปคิดเรื่องสำคัญน้อยก่อนเรื่องสำคัญมากบ้าง
ผุดไอเดียที่ไม่เกี่ยวกับความคืบหน้าของงานปัจจุบันบ้าง

เพื่อจะลดกำแพงพายุบังตาบังใจ
หลักการง่ายๆ คือ ทำให้หัวโล่งทุกเช้า
แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ภายในเคลียร์ๆ
จิตใจปลอดโปร่ง เห็นทางสว่าง ทัศนวิสัยแจ่มชัด
หยิบเรื่องสำคัญขึ้นมาโฟกัสก่อนได้ง่ายๆ
ไถลออกนอกลู่นอกทางที่วางไว้ยากขึ้น
เมื่อผุดไอเดียใหม่ที่ยังไม่ช่วยให้บรรลุเป้าปัจจุบัน
ก็จดไว้ก่อน สามารถปัดออกจากใจไปก่อนสบายๆ

วิธีทำหัวให้โล่ง ที่เป็นไปได้จริงสำหรับคนเมือง
คือ สวดมนต์ แต่ต้องสวดเป็น
ไม่ใช่สวดงึมงำตามๆกัน
ต้องอ่านออกด้วยว่า สวดวรรคนี้ จิตอยู่ตรงนี้
สวดถึงอีกวรรค จิตไปถึงไหนแล้ว

ถ้าลองครั้งแรกๆ
ทั้งที่ไม่เคยลุกจากที่นอนขึ้นมาสวดมนต์เลย
แต่ละคนมักงัวเงีย ขี้เกียจสวด
จิตใจจึงพร่ามัว นึกถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการสวด
เช่น ที่นอน อาหารเช้า หรือไม่ก็เรื่องน่าฟุ้งซ่านทั้งหลาย

หากคุณอ่านออก เริ่มจับจุดได้จากตรงนี้
สังเกตใจตัวเองถูกว่าเป็นเช่นนี้เพราะยังไม่คุ้น
ก็จะสังเกตอาการทางใจขั้นต่อๆไปได้ถูก
รู้ว่าเริ่มต้นอึดอัดเพราะต้องฝืนเปล่งเสียงสวด
รู้ว่ายิ่งสวดนาน ใจยิ่งสบาย หายอึดอัด เพราะฝืนน้อยลง
รู้ว่าถ้าไม่ฝืน แล้วเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำขึ้น ก็จะสว่างขึ้น
รู้ว่าเมื่อโฟกัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตย่อมสว่างตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์
รู้ว่าถ้าสวดเอื่อยๆ ก็กลับมามืดหม่น ฟุ้งซ่านอีก
รู้ว่าถ้าตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา เสียงจะไพเราะ
รู้ว่าถ้าเห็นความไม่เที่ยงของจิตได้ สติจะดีขึ้นเรื่อยๆ
รู้ว่าถ้าสวดมากรอบพอ ก็จะไปถึงจุดหนึ่งที่สว่างเต็ม

ความสว่างเต็มนั่นเอง คือความโล่งหัว โล่งอก
เพียงหัดสังเกตใจระหว่างสวดมนต์
จนสวดแล้วสว่างเต็มได้ทุกเช้า ก็เท่ากับได้จิตใหม่ทุกเช้า
บางคนสวดรอบเดียวก็เต็ม
บางคนสวดหลายรอบหน่อยถึงจะได้
แต่จะรอบเดียวหรือหลายรอบ ก็ได้จิตใหม่ดีๆ
ที่มีคุณภาพ ที่สว่างเป็นกุศล
พร้อมจะเลือกคิดสิ่งที่ควรคิด
พร้อมจะเลือกทำสิ่งที่ควรทำตามลำดับได้
โดยไม่จำเป็นต้องฝึกในที่ทำงานระหว่างหัวยุ่ง
นั่นเพราะฝึกแล้วในสถานการณ์ที่ยังง่ายก่อนออกจากบ้าน!

ทำบุญไม่เห็นได้ดี?

marked 102716

ตอนเช้าๆ อากาศดีๆ
พอเห็นพระเดินผ่านหน้าบ้านอย่างสำรวม
แล้วคุณนึกอยากใส่บาตรขึ้นมาเอง
จากนั้นวันต่อมา
สนองความปรารถนาของตนเอง
ตื่นขึ้นมาทำกับข้าวกับมือ
แล้วออกไปดักรอใส่บาตรท่าน
พอสำเร็จก็เกิดความปลาบปลื้มโสมนัสอยู่นาน
อย่างนั้นเรียกว่าทำบุญด้วยใจ
ให้ผลเป็นสุขทันที
กับทั้งมีกรรมขาวก่อตัวสำเร็จ
มองไม่เห็นด้วยตา แต่รู้สึกได้ด้วยใจ
เป็นเงาตามตัวรอให้ผลในชาติถัดไป
อย่างน้อยจะได้เกิดมา
ทำบุญใส่บาตรกับพระในพุทธศาสนาอีก
และอาจได้เป็นมนุษย์ผู้มีดี
มีอายุ วรรณะ สุข และพลัง
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้ให้อายุย่อมได้อายุ ผู้ให้วรรณะย่อมได้วรรณะ
ผู้ให้สุขย่อมได้สุข ผู้ให้กำลังย่อมได้กำลัง

อย่างไรก็ตาม
แม้ทำบุญด้วยใจ
ถ้ามีใจวันเดียว ทำหนเดียว
บุญนั้นก็มีกำลังอ่อน
วัดจากใจ ที่สุขได้อย่างมากวันเดียวก็จาง
และเมื่อถึงคิวบุญได้ช่องเผล็ดผลในชาติหน้า
ก็อาจมาแบบรางวัลใหญ่หนเดียวแล้วเว้นวรรคยาว
เช่น ได้มรดกช่วยชีวิตขณะใกล้ตกอับ
ซื้อหวยแล้วรวยยกระดับชีวิตได้
หรือกำลังหิวแล้วชอบมีคนเอาของดีๆมาให้กิน
แต่ก็มาง่ายไปง่าย ไม่นานก็หมด ลำบากกันต่อ

สรุปคือ ถ้าไม่ทำบุญด้วยใจให้ต่อเนื่อง
ผลของบุญก็เดี๋ยวเดียว ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
อย่าให้ต้องพูดถึงบุญที่ฝืนใจทำ หรือทำด้วยความโลภ
คิดค้ากำไรเกินควร ทำสังฆทาน ถัง
แต่หวังจะถูกหวย ล้าน

อีกอย่าง การใส่บาตรเป็นบุญใหญ่อย่างหนึ่ง
แต่ไม่ใช่บุญเดียวที่มีอยู่ในธรรมชาติ

แค่คิดถึงคนอื่นในทางดี
ร่วมปลื้มกับความสำเร็จในทางดีของเขา
ไม่ริษยาหาทางบ่อนทำลายเขา
เท่านี้ก็จัดเป็นบุญอันเกิดจากมโนกรรมอันเป็นกุศลแล้ว

แค่ยั้งปากไม่พูดโกหก ด้วยความตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน
แล้วทำตามความตั้งใจได้ เกิดความโล่งอกโล่งใจได้
ภาคภูมิใจในความมีใจใหญ่เกินกิเลสของตนได้
เท่านี้ก็จัดเป็นบุญอันเกิดจากวจีกรรมอันเป็นกุศลแล้ว

อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธสมัยนี้มักจำสืบๆกันมาว่า
บุญมีหลายอย่าง ไม่ใช่ใส่บาตรอย่างเดียว
แต่ให้ถามจริงๆว่า บุญแบบไหนที่ตัวเองทำประจำ
ทำแล้วยังใจให้ชุ่มชื่นเป็นสุขได้อย่างต่อเนื่อง
หลายคนนึกไม่ออก บอกไม่ถูก
เพราะมักทำๆหยุดๆ ไม่โกหกวันนี้ ก็โกหกวันหน้า
มองแง่ดีเมื่อเขาเอาเงินมาให้
พอหายหน้าก็นินทาว่าร้าย
ขุดเรื่องน่าอายสมัยอนุบาลมาแฉ อย่างนี้เป็นต้น

ทางที่ดี คือเลือกที่จะทำบุญสักอย่าง หรือหลายๆอย่าง
ให้สม่ำเสมอ คงเส้นคงวาเป็นอาจิณ
อย่างที่ท่านเรียกว่าอาจิณณกรรม
จะได้บอกตัวเองถูกแบบจำได้ขึ้นใจว่าชาตินี้
บุญใหญ่ที่ทำด้วยใจอย่างต่อเนื่องของเราคืออะไร
ชาตินี้มีความสุขชนิดใดพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
กับทั้งพยากรณ์ตัวเองถูกว่าถ้าชาติหน้ามีจริง
เราจะได้เสวยบุญแบบไหนไม่เสื่อมคลาย

ผู้มีอาจิณณกรรม ทำบุญด้วยใจต่อเนื่อง
ย่อมไม่เสวยบุญแบบผลุบๆโผล่ๆ
และไม่มีทางบ่นว่า ทำบุญไม่เห็นได้บุญตรงไหน
ไม่เห็นได้ดีกับใครสักทีเลย!

เข้าใจผิดหรือจงใจจับผิด?

marked 102616

บางคนว่าคุณผิด
เพราะเขาไม่ชอบที่คุณทำความเสียหาย
คุณจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อแก้ไขสิ่งที่ทำ
ทว่าจะจุกอก รู้สึกเสียดแทง นึกเกลียดคนว่า
และอัตตาคับโลก
รู้ทั้งรู้ว่าผิด แต่จะเอาอย่างนี้แหละ ใครจะทำไม

แต่บางครั้งเขาว่าคุณผิด
เพียงเพราะคุณทำไม่เหมือนเขา
หรือเพราะไม่ชอบที่เขาทำไม่ได้อย่างคุณ
นั่นเป็นอัตตาในแบบที่
เขาต้องรับผิดชอบความทุกข์ที่ตัวเองก่อเอง
อย่าไปแบกทุกข์ร่วมกับเขา

บางคนบอกว่าคุณไม่ดี
เพราะคุณทำให้เขาเจ็บใจ
คุณพูดจาไม่น่าฟัง
ถ้าคุณรู้สึกตัว เปลี่ยนคำพูดใหม่
ก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักเห็นใจคนอื่น
ใจคุณเองจะยกสูงขึ้นเรื่อยๆได้

แต่บางครั้งเขาบอกว่าคุณไม่ดี
เพียงเพราะคุณไม่ได้พูดเข้าข้างเขา
ไม่เอื้อประโยชน์ให้เขา
นั่นเป็นความเห็นแก่ตัวของเขา
เป็นโลกมืดของเขา
ที่เขาต้องอยู่กับความคับแคบทางการเห็นอยู่แค่นั้น
ถ้าพยายามเปิดใจเขาให้กว้างขึ้น
ในที่สุดใจคุณจะคับแน่น หรือแคบลงเสียเอง

รู้ว่าใครพูดถึงคุณอย่างไร
บางทีแก้ปัญหาได้
เพราะคำพูดสะท้อนความคิด
พอรู้ว่าคิดอย่างไร
เข้าใจผิดแบบไหน
ก็ตามไปแก้ความเข้าใจให้ถูกได้

แต่บางครั้งรู้ว่าเขาพูดถึงคุณอย่างไร
นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ใจเขาแล้ว
ยังเพิ่มปัญหาที่ใจเราเข้าไปอีก
เพราะคนบางคนไม่ได้เข้าใจผิด
แต่จงใจคิดอะไรผิดๆ จับจ้องแต่อะไรผิดๆ
ยิ่งคุณพยายามวิ่งไล่แก้
คุณยิ่งเพิ่มอะไรผิดๆเข้ามาในชีวิตตามเขา
โดยไม่รู้ตัว แม้พยายามคุมสติแล้วก็ตาม

เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ตั้งใจรับฟังคนที่พูดถึงเหตุผลว่า
ทำไมถึงรู้สึกดีหรือไม่ดีกับคุณ
เพราะคุณจะได้เหตุผลไว้ปรับปรุงตัวเอง

แต่จงตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ตัดความอยากจะฟังว่า
คนเจ้าอารมณ์ตัดสินคุณว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร
เพราะสิ่งที่คุณจะได้ คือมุมมืดๆของเขา
ความคิดแย่ๆของเขา และชีวิตในนรกแบบของเขา
เข้ามาปะปนกับชีวิตของคุณเอง!

มีอะไรกันแล้วค่อยทำความรู้จักกัน

marked 102516

สมัยก่อน
หนุ่มสาวมีพ่อแม่คอยกีดกัน
ห้ามมีอะไรก่อนแต่ง
แล้วก็มีเพื่อนฝูงคอยปราม
คิดให้ดีก่อนพาใครเข้าห้อง

สมัยนี้
พ่อแม่ได้แต่บอกลูกอ่อยๆ
มีอะไรอย่าให้ท้องแล้วกัน
แถมเต็มไปด้วยเพื่อนฝูงคอยยุส่ง
เขายิ้มให้ เธอมองมา อย่าได้ช้า

ความรู้สึกห้ามใจไม่ได้
กับความคิดว่าไม่รู้จะห้ามใจไปทำไม
ใครๆเขาก็ทำกันทั้งเมือง
คือข้ออ้างสามัญให้อยากตามใจตัวเอง
แต่ข้ออ้าง ไม่ว่าหนักแน่นหรือเบาหวิว
ไม่เคยช่วยแก้ปัญหา
ตอนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายหลัง
ยังไม่ทันรู้จักกันดี แต่มีอะไรกัน
ลงเอยเหมือนกันหมด
โทร.หาอีกฝ่ายแต่ละทีไม่มีเหตุผลอื่นใด
ใจระแวงว่าจะไปมีอะไรกับคนอื่นง่ายๆ
ทักทายแต่ละครั้ง
ขึ้นต้นคือทำอะไร อยู่กับใคร
พูดคุยยาวๆแต่ละที
ไม่พ้นบอกว่าตัวเองต้องการอะไร
อยากให้อีกฝ่ายเลิกพฤติกรรมแบบไหน
แบบนี้ยิ่งคิดถึงอนาคต
ยิ่งเจอแต่ยอดตึกในอากาศ
แต่ไม่เห็นเลยว่า เสาตึกอยู่ตรงไหนบนพื้นดิน

ธรรมดาคนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันดี
แต่กลับต้องมาทนกับตัวตนแท้ๆของอีกฝ่าย
ในที่สุดก็ต้องถามตัวเอง ทำไมต้องทนฟัง
ความต้องการของคนแปลกหน้าอย่างนี้ด้วย?
พอถามตัวเองเช่นนั้นแล้ว
หูตาก็จะเริ่มปิด ไม่อยากรับรู้อะไรอีก

ตอนไม่อยากรับรู้อะไร
จะทำความรู้จักใครสักคนได้ไหม?
วันหนึ่งจะรู้จักและเข้าใจกันดีสักทีไหม?

ถ้าไม่ตกลงกับตัวเองไว้ก่อนว่า
ชีวิตคู่เป็นเรื่องใหญ่
การอยู่กับใครเป็นเรื่องถึงลูกถึงคน
แนวโน้มคือ คุณจะเริ่มคิดง่ายๆ
แบบที่คนยุคนี้คิดกันง่ายๆ
เป็นทุกข์มหันต์กันง่ายๆ!

ระดับจิตวัดจากคำที่ออกมาจากจิต

marked 102416

คำลงท้าย ครับ ค่ะ ฮะ ขา
เป็นส่วนเกิน
ไม่ใช่สัญชาตญาณเดิม
เติมเข้ามาเพื่อขัดเกลาจิต
ให้นุ่มนวล อ่อนโยนลง

สัญชาตญาณดั้งเดิมของคนเรา
ต้องการสื่อสารตรงๆ
เด็กทุกคนเริ่มความเข้าใจใช้คำ
จากสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เช่น หิวนม ก็บอกพ่อแม่ห้วนๆว่าหิวนม
เป็นอันเข้าใจว่าเดี๋ยวจะได้กินนม
ซึ่งถ้าเพิ่งพูดได้ จิตยังดิบๆ
พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร ดีใจที่ลูกพูดได้
แต่พอโตขึ้นหน่อย พอรู้ความแล้ว
ถ้ายังได้ยินแต่คำว่าหิวนมเฉยๆ
พ่อแม่จะรู้สึกเองว่า จิตลูกยังดิบเท่าเดิม
ไม่พัฒนา ไม่สุกงอมขึ้นบ้างเลย
เป็นแต่ออกคำสั่งอย่างเดียว ห้วนๆ ด้านๆ
ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่
จึงยากสั่งสอนให้ลูกพูดว่า หิวนมครับ
หรือขอนมหน่อยค่ะ

เด็กที่ไม่ถูกสอนให้ใช้คำลงท้ายดีๆกับผู้ใหญ่
จะโตขึ้นเป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ
ยิ่งแข็งกระด้างมาก ยิ่งดัดยากเป็นเงาตามตัว
พ่อแม่บางคนที่เลี้ยงปล่อยๆ ขี้เกียจง้างปากลูก
ประเภทนี้มักต้องสะดุ้งด้วยความแปลกใจ
เมื่อลูกโตขึ้นกลายเป็นคนป่าเถื่อน
กระโชกโฮกฮากกับพ่อแม่ ใช้คำเลวๆกับพ่อแม่
แบบที่พ่อแม่ได้ยินแล้วเกิดปฏิกิริยาหยาบๆกลับ
ทำไมลูกกูพูดจาหมาไม่แดกขนาดนี้วะ
หยาบคายสวนกันไป หยาบคายสวนกันมา
อารมณ์ลูกเลยหยาบ ขวานผ่าซาก
ไม่ต่างจากเด็กเพิ่งพูดได้

ยุคเรามักอ้างว่า คำหยาบสื่อจิตได้ตรงๆดี
ประมาณว่า จริงใจไม่เสแสร้ง
ดีกว่าปากหวานก้นเปรี้ยว
ข้อเท็จจริง คือ ภาษามึงมาพาโวยที่ใช้กับเพื่อน
บ่งบอกว่าจิตเชื่อมติดสนิทชิดเชื้อ อันนั้นยกไว้
ไม่ได้แปลว่าจิตต่ำเสมอไป
แต่ภาษามึงมาพาโวย วะโว้ย แม่งเอ๊ย
ที่ใช้กับพ่อแม่หรือคนแปลกหน้านั้น
บ่งบอกว่า จิตผูกติดอยู่กับสัญชาตญาณดิบแน่นเหนียว
ยังไม่ถูกยกขึ้นสูง ยังไม่สุกงอมเป็นกุศล
และเมื่อจิตดิบ ผลิตถ้อยคำอกุศลกับใครต่อใครจนชิน
ความเกรงใจย่อมน้อย ความเห็นแก่ตัวย่อมมาก
พร้อมจะลงมือทำอะไร
แบบไม่เห็นหัวใคร ไม่สนหัวหงอกหัวดำได้เสมอ
บางทีตายแล้วเกิดใหม่จะได้เป็นคนป่าหรือคนเมือง
ก็ตัดสินจากวจีกรรม
คำลงท้ายที่มีกับผู้หลักผู้ใหญ่จนชินนี่เอง

เพื่อจะเลี้ยงลูกแบบพุทธ
ต้องขยันกล่อมเกลาจิตลูกให้อ่อนโยน
ด้วยการเป็นแบบอย่างความอ่อนโยน
กะเกณฑ์ให้ลูกพูดคำสุภาพ
ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสม่ำเสมอ
แล้วเขาจะโตขึ้นในกรอบของการคิดดี
อยากพูดดีได้ด้วยใจจริง

แต่หากเลี้ยงลูกแบบไม่คิดอะไรมาก
แค่นึกอยากฟังลูกพูดเพราะๆกับตัวเอง
โดยไม่สนใจว่าตัวเองพูดจาไม่น่าฟังกับลูกอย่างไร
บังคับให้ลูกอ่อนโยนกับตน
ด้วยเสียงสั่งกระด้าง ประมาณว่า
ไอ้เวร! ห้ามพูดหมาๆอย่างนี้กับกู!
มึงหยาบคายแบบนี้กูไม่เลี้ยงนะ ไอ้ห่า!
เช่นนี้ จิตลูกจะเหมือนสัตว์ร้ายในกรงขัง
ข้างในแอบเกิดปฏิกิริยาร้ายๆ แอบคิดร้ายๆ
แต่ข้างนอก ปากจำต้องอ้าสวยๆ เปล่งคำดีๆ
กลายเป็นต้นเหตุ เป็นที่มาให้ปากกับใจไม่ตรงกัน
ปากหวานกับใครต่อใคร
แต่ใจคิดคด พร้อมทรยศผู้มีพระคุณได้

คำที่ชิน คือภาษาของจิต คือระดับจิต
แม้แต่คำขึ้นต้น คำลงท้าย ก็แทบชี้ขาดได้เลยว่า
จิตลูกพร้อมจะเป็นจิตเทพหรือจิตปีศาจในกาลหน้า!

กรรมเก่าเหวี่ยงมา กรรมใหม่รักษาไว้

14707816_1202535229803633_2790235834448518749_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

พบรักทางเน็ตถือเป็นบุพเพสันนิวาสไหม จะเป็นรักแท้ได้ไหม?

ต้องดูเป็นกรณีไปครับ
บางคู่อาจเกิดจากบุพเพสันนิวาสจริง
บางคู่ก็อาจเป็นแค่เหตุปัจจัยทางเน็ต
มันเอื้อให้เกิดความรู้สึกจับใจ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเป็นบุพเพสันนิวาส หมายถึงเคยอยู่ร่วมกัน
และชาตินี้มาพบแล้วอยากถ้อยทีถ้อยอาศัย ถูกใจ
อยากเกื้อกูลกัน เกิดความผูกพัน คบหาจริงจัง
แล้วลงเอยที่การมาอยู่ครองเรือนอย่างมีความสุข
ข้อนี้จะไม่มีความแตกต่างระหว่าง
การคบหาในเน็ต หรือ นอกเน็ต
พูดง่ายๆ คือ
อินเตอร์เน็ตเป็นเพียงช่องทางให้คู่เก่ามาพบกันเท่านั้น
ไม่ต่างจากที่คู่เก่าพบกันเพราะบ้านอยู่ใกล้
หรือเพราะบังเอิญไปวิ่งในสวนสาธารณะ
หรือเพราะมาเจอในงานแต่งงานเพื่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าไม่ใช่บุพเพสันนิวาสอาละวาดถึงที่สุด
ก็อาจออกทำนองที่ว่าคุยกันทางเน็ตแล้วปิ๊ง
ยิ้มแย้มชุ่มฉ่ำหัวใจพองโตไปทั้งวัน
แต่พอเจอกันจริงๆกลับยิ้มไม่ออก
หัวใจห่อเหี่ยวแบบสูบลมอย่างไรก็ไม่ขึ้น
คบไปคบมาเดี๋ยวเดียวก็เบื่อ
และกลายเป็นเพื่อนทางเน็ตกันต่อ
แบบไม่มีการรอสัมพันธ์ขั้นอื่นอีก
อย่างนี้ประกันได้ว่าคู่นั้นเจอโรคหลงเพ้อ
โดยอาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นพาหะแพร่เชื้อแน่แล้ว

ความรู้สึกอบอุ่นใจทางเน็ตก็ดี
ความวาบหวามกับคำพูดเล็กๆน้อยๆ
ที่แสดงความอาทรผ่านเน็ตก็ดี
เสน่ห์น่าติดหลงของคนที่คุณไม่รู้ว่าตัวจริงเป็นอย่างไรก็ดี
เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยบุพเพสันนิวาส
ฉะนั้นอย่าแปลกใจหากเจอตัวจริงแล้ว
คุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเหมือนกับ
ที่เคยรู้สึกยามสนทนากันผ่านเน็ต
เพราะในชาติใกล้เขากับคุณ
อาจไม่ร่วมบุญมากพอจะทำให้รู้สึกดียามเคียงกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทุกคนตกอยู่ใต้กฎแรงดึงดูดของกระแสกรรมสัมพันธ์
เพียงแต่คนทั่วไปไม่มีจิตสัมผัสที่ละเอียดพอจะทราบได้

สื่อกลางจะเป็นอะไรไม่สำคัญ
สำคัญที่มีใจคิด มีใจเล็งอย่างไร
ใจคิดใจเล็งนั่นแหละครับที่เรียกว่ามโนกรรม
เราพบคนผิวเผินด้วยกัน ก็ด้วยมโนกรรมจูนตรงกัน
เราพบคนจริงจังด้วยกัน ก็ด้วยมโนกรรมอยู่ในย่านเดียวกัน

วัฏจักรของการดูดเข้าหาและผลักออก
ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องราวระหว่างญาติมิตร
และบุคคลที่เคยรักใคร่ชอบพอ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

กรรมเก่า อาจทำหน้าที่สร้างฉากละครตอนแรกแต่
กรรมใหม่ ก็สามารถเป็นตัวกำหนดว่า
จะให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร

อินเตอร์เน็ตอาจเปรียบเหมือนชาติก่อนทางอารมณ์
เป็นทุนให้คุณคบกันด้วยความเข้าอกเข้าใจง่ายกว่า
รูปแบบการคบหาปกติ
แต่ไม่เป็นประกันว่าการคบหาปกติ
จะรักษาความรู้สึกดีๆเมื่อครั้งยังคุยกันทางเน็ตไว้ได้

บุพเพสันนิวาสจะออกฤทธิ์ทางเน็ตหรือได้หรือไม่
คู่บุญของเราจะมาพบกัน
ในออฟฟิศ ในห้องเรียน หรือในเน็ต
อันนี้กรรมเก่าอาจมีส่วนในการออกแรงเหวี่ยงมาปะทะกัน
แต่กรรมใหม่นั่นแหละจะตัดสินว่า
การพบกันมีความหมายชั่วคราวหรือถาวรตลอดชีวิตครับ

หลักศรัทธากรรมและวิบากที่เป็นสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์
คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมเก่าและกรรมใหม่

เงินคือรางวัลหรือเหยื่อล่อ?

marked 102116

งานที่คุณรัก
คืองานที่คุณพอใจจะทำ
เมื่อพอใจเรื่อยๆ
ย่อมหลั่งสารแห่งความพอใจเรื่อยๆ
สารแห่งความพอใจที่ได้ทำเรื่อยๆนั่นแหละ
คือต้นเหตุของสมาธิ
ต้นเหตุความมีสติรู้ซึ้งรายละเอียด
ภูมิใจในความแตกฉานในงานของตน

งานที่ไม่ได้เงิน
จึงมักให้อะไรยิ่งกว่าเงิน
เพราะชัดเจนว่า
รางวัลล่อใจของงานที่ไม่ได้เงิน
คือความพอใจที่ได้ทำไปเรื่อยๆ
ทุ่มเทเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงไปเรื่อยๆ
คำตอบชีวิตของหลายๆคน
โดยมากเกิดจากการทำงานที่ไม่ได้เงินนี่เอง

แต่ยุคเราเป็นยุคของการใช้เงิน
เป็นตัวล่อให้ฝืนใจกันได้
บางคนฝืนใจทำงานอันไม่เป็นที่รัก
ไม่เว้นวันหยุดราชการ
ไม่สนแม้แต่เวลาหลับเวลานอน
เพียงเพราะเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องได้เงินเพิ่ม
ไม่ทำเพิ่ม ก็จนใจ ไม่มีเงินพอผ่อนโน่นผ่อนนี่
ไม่ทำเพิ่ม ก็เสียดาย ชวดเงินล่อใจ
ไม่ทำเพิ่ม ก็รู้สึกผิด ไม่มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำเสียที

ระหว่างเล่นจนสติแตก
กับทำงานจนตัวตาย
ไม่รู้อันไหนดีกว่ากัน
ถ้าเล่นจนสติแตก
ก็ทำให้หงอย สงสัยชีวิต
คิดมากเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเอง
วันดีคืนดีก็เครียดจนคิดอะไรไม่ออก
อยากฆ่าตัวตายเอาดื้อๆด้วยอารมณ์เหลวไหลชั่ววูบ
ครั้นจะฝืนใจทำงานหนัก ก็ใช่ว่าจะรู้สึกมีคุณค่า
เพราะยิ่งวันยิ่งเหมือนหุ่นยนต์
ต่างจากหุ่นยนต์ก็ตรงที่
ร่างกายหลั่งสารพิษแห่งความไม่พอใจ
ออกมาก่อโรคก่อภัยให้ตัวเองได้ไม่เลิก
ถึงจุดหนึ่งทนทรมานสังขารไม่ไหว
ก็คิดฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ความดันขึ้น
จนเส้นโลหิตในสมองแตกกันอยู่ดี

ถ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องเกินจริง ก็ขอให้คิดใหม่
บางประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นนั้น
รัฐบาลออกมาเปิดข้อมูล
เป็นตัวเลขกันชัดๆทีเดียวว่า
สิบปีที่ผ่านมามีผู้ที่เสียชีวิต
จากการทำงานหนักเกินไป
มากกว่า ๒๐๐ รายต่อปี
หนักสุด ๓๙๒ รายต่อปี
เฉลี่ยตายเพราะงานวันละคน!
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกกฎหมาย
จำกัดการทำงานล่วงเวลาแล้วก็ตาม

ในไทยก็อาจไม่น้อยหน้าอย่างที่คาด
เพราะเราได้ข่าวทำงานแล้วฟุบลงไป
ไม่เงยหน้าลืมตาขึ้นมาอีกเลยชั่วนิรันดร์
จากบริษัทเล็กบ้าง บริษัทใหญ่บ้าง
ทางที่ดี จึงขอให้ระลึกว่า
บ้างานอันเป็นที่รัก ไม่ค่อยจะเป็นไร
แต่บ้าเพราะงานที่ฝืนใจทำแลกเงิน
มักได้เงินไม่พอรักษาตัว
ไม่พอเยียวยาจิตใจ
แล้วในที่สุดก็มีสิทธิ์ตายก่อนวัยอันควรได้จริงๆ

ถ้าจะแก้ปัญหาบ้าเพราะงาน
ต้องแก้กันก่อนจะเกิดภาวะไม่ทำไม่ได้
อะไรดีๆในชีวิต เริ่มจากการเอาชนะใจตัวเอง
ไม่ยอมเป็นหนี้พะรุงพะรัง
ไม่เอาเงินในอนาคตมาซื้อสิ่งที่ยังไม่ต้องใช้
ไม่เสี่ยงมีลูกขณะที่เอาตัวเองยังไม่รอด
เพราะคนไม่มีหนี้นั่นแหละ ชีวิตดีเลือกได้
เลือกจะทำงานแลกเงินครึ่งหนึ่ง
เลือกจะทำงานแลกความสุขอีกครึ่งหนึ่ง
เพื่อความชุ่มฉ่ำกับการมีชีวิต
ไม่ใช่ฝืนทำงานถึงจุดหนึ่ง
ที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆไม่เลิกว่า
ทำไมชีวิตถึงเป็นอย่างนี้?’!

บาปบุญให้คุณให้โทษกับจิตเป็นอันดับแรก

marked 102016

วิบาก หรือผลแห่งกรรมนั้น
พูดให้ตื้นที่สุด
คือพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าด่าพ่อแม่เช้าเย็นเป็นประจำ
เกิดชาติหน้าจะเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม
หรือเป็นสัตว์นรกถูกกรอกปากด้วยน้ำร้อน
หรือกลับมาเป็นมนุษย์ปากเบี้ยว
เหมือนบังเอิญโดนลงโทษด้วยการถูกตบปากเป็นประจำ
เอาปากไปกระแทกโน่นกระแทกนี่อยู่เรื่อย

พูดให้ลึกกว่าเดิม
วิบาก คือภพภูมิใหม่ข้างหน้า
อันเหมาะกับบาปบุญที่สะสมไว้
ตอนใกล้ตาย คือจังหวะเหมาะที่จะใช้ชั่งน้ำหนักกัน
ถ้าที่ผ่านมาทั้งชาติ สะสมบุญไว้มากกว่าบาป
ก็จะเกิดหลุมขาว เป็นประตูให้ผ่านไป
สู่ภพอันเป็นสุคติ เช่น มนุษยภูมิและเทวภูมิ
ถ้าที่ผ่านมาทั้งชาติ สะสมบาปไว้มากกว่าบุญ
ก็จะเกิดหลุมดำ เป็นประตูให้ผ่านไปสู่ภพอันเป็นทุคติ
เช่น นรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ และเปรตภูมิ
ยกตัวอย่างเช่น หากการด่าพ่อด่าแม่ตัวเอง
เป็นกรรมเด่นที่สุด ไม่มีกรรมใดเด่นเกินนั้น
ก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวกำหนดภพต่อไป
โดยธรรมชาติของวิบาก จะดูกรรมแวดล้อม
เช่น ถ้อยคำที่ใช้ด่า ความแรงของอารมณ์ปากพล่อย
ตลอดจนพฤติกรรมดีชั่วอื่นๆที่ทำกับพ่อแม่
เมื่อประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ให้คำตอบได้ไวที่สุดในโลก
ก็จะออกผลมาเป็นความหนักเบาของโทษทัณฑ์
ฉายให้เห็นเป็นนิมิตภพภูมิ
อันเป็นทัณฑสถานข้างหน้า

แต่พูดให้ลึกที่สุด ใกล้ชิดติดตัวเดี๋ยวนี้เป็นที่สุด
กรรม คือการฟอกจิตให้ขาวขึ้น หรือย้อมจิตให้ดำลง
จากสิ่งที่ทำเป็นประจำ สั่งสมให้มากขึ้นเรื่อยๆ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ เห็นภาพชัดๆ
ถ้าปีนี้จิตขาวขึ้นกว่าปีก่อน
นั่นก็เป็นวิบากอันเกิดจาก
การสั่งสมบุญมากขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
แต่หากปีนี้จิตดำลงกว่าปีก่อน
นั่นก็เป็นวิบากอันเกิดจาก
การสั่งสมบาปมากขึ้นตลอดปีที่แล้ว

ตัวอย่างเช่น
มีเจ้าลัทธิบางแห่งในญี่ปุ่น
สอนให้อกตัญญูกับพ่อแม่
เห็นไปว่าพ่อแม่มีลูก ไม่ใช่เพราะรักลูก
แต่เพราะจะเอาสนุกกันตามธรรมชาติ
เลยได้ผลเป็นลูกหลานออกมา
คนที่มีบุญคุณอย่างแท้จริง
คือคนที่เปิดความจริงให้เห็น (เช่นเจ้าลัทธิเอง)

หากไปฟังมากๆแล้วคล้อยตาม
ก็ย่อมเกิดความคิดไม่ดีกับพ่อแม่ตัวเอง
คิดมากๆ คิดทุกวันเข้า จิตก็มืดมัวลง
ตอนแรกยังยั้งๆ เดี๋ยวคิดร้ายบ้าง
เดี๋ยวกลับมาคิดดีบ้าง
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คิดร้ายได้แบบตั้งมั่น
ไม่เหลือความคิดดีๆกับผู้ให้กำเนิดอีกเลย
เช่นนั้นก็คือจิตมืดบอดสนิท
ซึ่งก็เป็นไปได้เพียงชั่วระยะข้ามปีนั่นเอง

เมื่อพอกบาปไว้หนาแน่น
ก็เหมือนใส่แว่นกลับสี
พ่อแม่ดีแค่ไหนก็เห็นเป็นเลว
อยากด่า อยากทุบตี อยากทำร้าย
กลายเป็นอันธพาลเต็มรูปแบบ
และเมื่อจิตดำมืดได้แบบไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน
ก็จะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรดีๆเหลือให้เห็น
เช่น เจอคนดี ก็เห็นความดีของเขาแบบเบลอๆ
แต่พอเขาพลาด กลับเห็นรายละเอียดคมชัด ละเอียดลออ
ใครมีบุญคุณกับตัวเองเท่าไรลืมหมด
จ้องแต่ว่า เขาหวังได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน
เมื่อนึกถึงผู้มีบุญคุณ จะนึกออกแต่เรื่องแย่ๆ
ความรู้สึกด้านสว่างเกี่ยวกับเขา
ไม่หลงเหลืออยู่ในใจเลย เป็นต้น

บางทีได้ทบทวนคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ก็เป็นจุดสะดุดให้เห็นจิตเห็นวิญญาณตนเองได้ว่า
ฟอกขาว หรือย้อมดำมาถึงไหนแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
การกอดเครื่องหมายของคนดีไว้กับตัว
อย่างน้อยเป็นหลักประกันหนึ่ง
แม้พลาดก่อบาปก่อกรรมหนักอื่นใด
อย่างน้อยจิตสำนึกก็คงไม่ถึงขั้นร่วงหล่นลงเหว
ไม่ต้องตกต่ำดำดิ่งไปกว่าภพภูมิมนุษย์นัก
ตกเร็วขึ้นเร็ว ไม่ใช่ตกง่ายแต่ขึ้นยาก!

อธิษฐานขอรองบาทจะเกิดอะไรขึ้น?

marked 101916

ผู้ที่อุทิศตนช่วยมหาชนให้พ้นทุกข์พ้นร้อน
ทางศาสนาเราเรียกว่าพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์บางองค์
เกิดตายนับอนันตชาติ
เพื่อให้ถึงฝั่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นพระพุทธเจ้าผู้รื้อสัตว์ออกจากสังสารวัฏ
ตัวอย่างผู้สำเร็จได้จริงที่เรารู้จักกันดี คือ
พระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
(ก่อนหน้าพระองค์ก็มีผู้ทำสำเร็จ
สามารถสถาปนาศาสนาพุทธอย่างนี้มาแล้ว
เป็นจำนวนประมาณเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร
แล้วก็จะยังคงมีต่อไปอีกเรื่อยๆ)

พระโพธิสัตว์บางองค์
ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
แต่ไปไม่ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อชาติหนึ่งชาติใด ได้เป็นผู้ทรงฌาน
ทราบความตั้งใจของตนเองในอดีตชาติ
กับทั้งรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรในอนาคตชาติ
แล้วเกิดความแหนงหน่ายคลายความยินดี
ใช้กำลังจิตระดับฌานในชาตินั้น ลาพุทธภูมิ
ก็จบภพจบชาติในฐานะพระสาวก
อาศัยบารมีที่สั่งสมมาเยี่ยงผู้โปรดสัตว์โลก
ช่วยให้คนจบภพจบชาติตามได้
ตัวอย่างที่ในวงการพระป่าทราบกันดี
ก็เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(ท่านเคยบอกว่า ท่านลาเพราะเห็นชาติข้างหน้า
ยาวนานเหลือเกิน กว่าจะสำเร็จ
และท่านก็สร้างกลุ่มพระป่าตามรอยพุทธกาลได้)

พระโพธิสัตว์บางองค์
แค่ชอบช่วยคน
ไม่ได้ปรารถนาเป็นอะไรๆที่แน่นอน
ท่านเหล่านี้มักเกิดในชาติท้ายสุด
พบพระพุทธศาสนา
แล้วได้ออกบวชเป็นพระ
สำเร็จธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด
โดยยังคงมีความเป็นโพธิสัตว์โดยนิสัย
ปรารถนาการโปรดสัตว์ชั่วชีวิต
แต่เนื้อแท้ของจิตเป็นอริยบุคคล
ตัวอย่างอันเป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์
ก็เช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
(ท่านเคยบอกว่า วันไหนพ้นได้
ก็จะไม่ปฏิเสธกิจนิมนต์เลย
คนที่กราบไหว้ท่านจะได้ลาภอันประเสริฐ)

สำหรับในหลวง . นั้น เห็นๆกันอยู่ว่า
พระชนม์ชีพมีขึ้นก็เพื่อเนรมิต
กว่าสามพันโครงการช่วยคนไม่รู้กี่ร้อยล้าน
แล้วพระองค์ท่านก็ศึกษาธรรมขั้นสูง
เป็นนักเจริญสติ มีความผ่องใส
เห็นด้วยตาเปล่าว่าแตกต่างจากคนธรรมดาชัดเจน
อยู่ใกล้ท่านให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้พระ
ดังนั้น หากใครบอกว่าเป็นพระอรหันต์เดี๋ยวนี้
หรือจะได้ไปเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า
ก็คงมีแต่คนคล้อยตาม
ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
หรือเกินความคาดหมายแต่ประการใด

หากในหลวง . ท่านลาพุทธภูมิแล้ว
เบื่อหน่ายความมีธาตุขันธ์อันเป็นทุกข์แล้ว
สิ้นอาลัยในภาวะทั้งปวง ภพภูมิทั้งสิ้นแล้ว
ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้ว
ไม่มีชาติหน้าแล้วในบัดนี้
ถ้าใครก็ตามได้อธิษฐาน
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
ในทางปฏิบัติ ก็เท่ากับขอให้ตน
ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีกษัตริย์อื่นๆ
ผู้ทรงทศพิธราชธรรมเช่นพระองค์อีก
ส่วนจะได้เป็นใครในกาลนั้น แผ่นดินนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำไว้ในกาลนี้ แผ่นดินนี้

แต่หากในหลวง . ท่านยังยินดีในพุทธภูมิ
ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
พระศาสนาของพระองค์ท่าน
ก็ต้องมีชาดกเกี่ยวกับการเสวยพระชาติ
เป็นราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
ครองราชย์โดยทศพิธราชธรรม
ตั้งเกือบร้อยปีอยู่ด้วยเป็นแน่แท้
กับทั้งคงมีการย้อนระลึกอีกว่า
พระอัครสาวก พระสาวกทั่วไปคนไหน
เคยได้ร่วมชาติเมื่อครั้งพระองค์
ทรงเป็นกษัตริย์นามภูมิพลนี้ด้วย

เพื่อให้นึกภาพออกชัดๆ
คงต้องยกเอาคนดังระดับประเทศ
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
เช่น อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
มีผลงานเป็นที่โปรดปรานของพระองค์หลายชิ้น
ท่านประกาศว่า จะใช้ความสามารถทั้งหมด
อุทิศชีวิตสร้างงานศิลปะประจำยุคของ .
ซึ่งก็ได้ผลเป็น วัดร่องขุน ที่เชียงรายนั่นเอง
หรืออย่างเช่น ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน
เคยเป็นคู่ซ้อม ถวายทรงแบดมินตัน
ก็เล่าว่า ในหลวงจริงจังขนาดเป็นโค้ชให้
ตรัสแนะว่าต้องทำอย่างไรจะโค่นมือระดับโลกได้
และอาจารย์ก็ทำสำเร็จตามพระองค์แนะเสียด้วย

มือดีระดับประเทศที่ทุกคนรู้จักยังมีอีกมาก
และคนที่ถวายงาน ก็ล้วนภาคภูมิใจยิ่งใหญ่
พูดคล้ายๆกันหมดว่ายอมตายแทนท่านได้จริงๆ
นี่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองเป็นข้าทาส
ถูกจำกัดบริเวณ หรือถูกข่มเหงน้ำใจแต่อย่างใด
คำว่าข้ารองบาทฯจึงมีความหมายว่า
ยอมกราบศิโรราบต่อขุนเขาแห่งความดีนั่นเอง

กราบความสว่าง ย่อมสว่างตาม
ชื่นชมภูเขาสูง ย่อมมุมานะขึ้นที่สูงด้วย
หากเคยคุยกับคนที่ฝันถึงพระองค์
จะพบคุณลักษณ์ความฝันที่คล้ายกัน คือ
ภาพฝันคมชัด สว่างเรืองรอง
เสมือนได้เข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์จริงๆ
ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะองค์ท่าน
เป็นดวงมหากุศลอยู่ทั้งองค์
คืนใดจิตใครหยิบยกมาปรุงแต่งเป็นฝัน
ก็ย่อมสว่างคมชัดด้วยแสงกุศลชั้นสูงตาม
จึงไม่แปลกหากฝันว่าได้เข้าเฝ้า
แล้วจะตื่นขึ้นมาปลาบปลื้มสุดชีวิตกัน
หรือถึงขั้นกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตได้

แค่ฝัน ยังปลื้ม ยังเปลี่ยนชีวิตได้
จึงไม่แปลก หากบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
เชื่อว่าพระองค์คงต้องไปอุบัติเป็นจอมกษัตริย์อีก
และอยากได้ไปเกิดในแผ่นดินของพระองค์อีก

ฉะนั้น ความหมายที่แท้จริง
ของการเป็นข้ารองบาทผู้เป็นพระมหาบุรุษ
ผู้มีบารมีพอจะเป็นพระอรหันต์ได้สบายๆ
หรือไม่ก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่ยาก
จึงเท่ากับเป็นการอธิษฐาน
ให้ได้พ้นทุกข์ตามพระองค์ท่าน
ไม่ใช่ต้องเป็นข้าทาสของพระองค์ท่านไปเรื่อยๆ

อนึ่ง ถ้าไม่คิดอธิษฐานขอติดตามพระองค์
ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่เหมือนคนอื่น
ถ้าเราเจริญสติหวังจบภพจบชาติโดยเร็วอยู่แล้ว
เป็นลูกศิษย์คิดจบทุกข์ของพระพุทธเจ้า
(เหมือนเช่นที่ในหลวงก็เป็นลูกศิษย์ท่าน)
ก็จะไม่คิดเรื่องขอไปเกิดแบบไหนๆ
หรือตามใครๆอีกเลย
ทุกอย่างให้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ
และกำลังใจของแต่ละคน!

ฝันถึงในหลวง หมายความว่าอย่างไร?

marked 101816

ถ้าเสิร์ชหาจากกูเกิลว่า
ฝันถึงในหลวง
คุณจะได้รับการทำนาย
เกี่ยวกับการถูกหวย
หรือไม่ก็การเลื่อนขั้น

ข้อเท็จจริงคือ
แต่ละคนฝันถึงในหลวงไม่เหมือนกัน
ในแง่ของนักเจริญสติผู้รู้การปรุงแต่งจิต
ย่อมเห็น ย่อมตีความ ย่อมรับรู้ว่า
การปรุงแต่งจิตเป็นไปต่างๆนานา
ไม่ได้เกี่ยวกับโชคลาภภายนอกนัก
เน้นเรื่องโชคลาภภายในมากกว่า

ตัวตั้งของการปรุงแต่งจิต คือองค์ในหลวง
มาส่องสำรวจดูกันว่า
ตัวตั้งของฝันมีความหมายอย่างไร
ในหลวง . ทรงเป็นใหญ่ในทางเกื้อกูล
คือ ท่านมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่
เกิดมาเพื่อเป็นประมุขของประเทศ
เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงาน
การอุบัติแห่งพระองค์เพียงหนึ่งเดียว
คือความโชคดีของคนหลายร้อยล้านคน
(ช่วง ๗๐ ปี เฉพาะในไทยมีการเกิดตายถ่ายเท
หลายร้อยล้าน ไม่ใช่คงที่ตายตัวกี่สิบล้าน)

ในช่วงที่มนุษย์มีอายุขัยไม่เกินร้อย
ท่านครองราชย์เกือบร้อยปี
อยู่บนบัลลังก์นานที่สุดในโลก
ช่วยให้ชีวิตคนในปกครองดีขึ้นมากกว่าใครอื่นไหน

ในประเทศที่ผู้คนทำกินแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง
ท่านช่วยเป็นเข็มทิศให้ผู้คนเหล่านั้น
ราษฎรรู้จักท่านจากการได้รับความช่วยเหลือตรงๆ
ไม่ใช่จากการฟังใครร่ำลือว่าท่านพระทัยดีอย่างไร

ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ใจร้าย
ท่านเป็นแบบอย่างคุณงามความดี
คิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง
ทำให้สงครามสงบก่อนเกิดได้ด้วยคำไม่กี่คำ

เมื่อทราบความเป็นตัวตั้งอย่างนี้
ก็จะเห็นความเกี่ยวข้องกับแต่ละคนว่า
เวลาฝันถึงท่าน จิตของคุณผูกพันกับท่านแบบไหน
ระดับจิตของคุณประมาณใด จึงเกิดนิมิตฝันเช่นนั้น

หากฝันเห็นท่านสูงใหญ่เกินมนุษย์ แขนยาว ขายาว
แผ่รัศมีเรืองรอง ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
นั่นคือการเห็นภาวะชั้นภูมิแห่งองค์ท่าน
ทราบด้วยวิถีแห่งฝันว่า
พระองค์มีความเป็นเทพ มีความเป็นพระโพธิสัตว์
(พระโพธิสัตว์ อาจถึงฝั่งพระนิพพาน
โดยความเป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้าก็ได้
หรือลาพุทธภูมิ เป็นพระอรหันต์ในกาลนี้ก็ได้)
หมายความว่า คุณเป็นผู้มีความผูกพันกับพุทธศาสนา
ส่วนลึกของคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับภพภูมิดี
จิตจึงสามารถนำพฤติกรรมของพระองค์
มาแปรเป็นความปรุงแต่ง บอกระดับชั้นภาวะของท่านถูก

หากฝันเห็นท่านทรงงาน ช่วยใครต่อใครเป็นเรื่องเป็นราว
เห็นหยาดเหงื่อ เห็นความเอาจริงเอาจัง
เห็นประชาชนคนรากหญ้ามากหน้าหลายตา
นั่นคือการเห็นกรรมอันเป็นปัจจุบันของท่าน
ทราบด้วยวิถีแห่งฝันว่า
พระองค์มีความเป็นคนทำงานไม่ใช่คนนั่งเล่น
หมายความว่า คุณเป็นคนรักดี
จิตต้องการไฟ ต้องการแรงบันดาลใจ
ผลักดันให้ชีวิตเกิดความอยากทำอะไรอย่างหนึ่ง
ไม่ให้ชีวิตสูญเปล่า ส่วนลึกของคุณจะคอยกระตุ้นว่า
เกิดมา อย่ามัวเหม่อ ต้องทำงาน ทำประโยชน์
ทำอะไรดีๆสักอย่างให้กับประเทศ หรือให้กับโลก
(แค่เห็นภาพข่าวการทรงงานของท่านเฉยๆ
จิตทั่วไปเอามาปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวในฝันไม่ได้
ต้องมีความรู้สึกเกี่ยวกับการทำงานเพื่อคนอื่นด้วย)

หากฝันเห็นท่านทรงพระเมตตาเข้ามาหา
ได้สบพระเนตร ได้ทูลเล่า หรือท่านทรงตรัสอะไรทั่วไป
นั่นคือการเห็นแบบผูกพัน อยากพบ อยากเข้าเฝ้า
รู้ทั้งรู้ตามจริงว่า พระองค์ท่านทรงเสวนาปราศรัย
เป็นส่วนพระองค์กับพสกนิกรหลายสิบล้านทั่วหน้าไม่ได้
จึงต้องสนองความปรารถนาส่วนตน
ด้วยการปรุงฝันชนิดนั้นขึ้นมา
หมายความว่า คุณเคารพรักท่าน เกินกว่าจะทน
ให้ทั้งชีวิตไม่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์สักครั้ง

หากฝันเห็นท่านทรงพระกรุณารับสั่งให้ทำนั่นทำนี่
หรือบอกสอนเกี่ยวกับเรื่องที่ทำผิดทำพลาดอยู่
นั่นคือการที่จิตยกท่านเป็นแบบอย่าง เป็นครูสอน
จึงปรุงแต่งคำตอบหรือทางออกให้ตนเอง
โดยอาศัยนิมิตขององค์ท่าน
มายกระดับความฉลาดทางใจ
(ยามตื่น แค่คิดถึงหน้าใครได้นิ่งๆ
คุณก็อาจยกระดับความฉลาดให้ตนเอง
โดยเอาส่วนความฉลาดของคนคนนั้นมาช่วยแล้ว)
หมายความว่า คุณมีสติปัญญาในทางดีได้
เอาดีทางจิตวิญญาณได้ มีจิตวิญญาณระดับสูงได้

แต่หากฝันเห็นท่านในทางไม่ดี
มีพระพักตร์ดุร้าย หรือจ้องขู่เข็ญคุณ
หรือมีเรื่องให้ต้องทำศึกกับท่าน
ให้เร่งรู้ตัวว่า จิตของคุณ
ถูกครอบงำด้วยเงามืดของอกุศลธรรมบางอย่าง
เพราะตราบใดที่จิตยังเป็นกุศล
ตราบนั้นย่อมรู้สึกดีกับกุศลธรรม
ไม่ใช่เอากุศลธรรมมาปรุงแต่งเป็นอกุศลธรรม
หรือเกิดความรู้สึกไม่ดีกับกุศลธรรมขึ้นมาได้

การปรุงแต่งของจิตเป็นไปได้ต่างๆนานา
ฝันเกี่ยวกับพระองค์ท่านดีๆ คือฝันดี
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีแล้ว
ฝันเกี่ยวกับพระองค์ท่านร้ายๆ คือฝันร้าย
ไม่ได้แปลว่าเป็นคนเลวเสมอไป
พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างความคิดถึงคนอื่นดีๆ
ถ้าเราไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายด้วยเสียงก่นด่าในหัว
ก็นับว่าถอดแบบบางส่วนของจิตวิญญาณระดับสูง
มาจากพระองค์ท่าน ในหลวง . บ้างแล้ว!

บุญใดใหญ่พอถวาย

marked 101716

นี่เป็นช่วงสัปดาห์แห่งการอยากทำบุญ
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อมหาบุรุษผู้ประเสริฐจากไป
ใครต่อใครก็คิดดี อยากทำบุญ
เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลกันหมด

อีกนัยหนึ่ง กล่าวได้ว่า
เป็นช่วงสัปดาห์แห่งการแสดง
ระดับบุญญาบารมีที่แท้จริงของพระองค์
คุณลองคิดดูว่ามีวันไหน เทศกาลใด
ที่รวมจิตรวมใจคน
ให้คิดอยากทำบุญได้มากมายมหาศาลปานนี้
แม้แต่คนใจแห้ง ชั่วนาตาปีไม่เคยมีน้ำใจใฝ่บุญ
ก็เกิดอยากลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อใส่บาตร
จะได้มีอะไรน้อมอุทิศแด่พระมหาเทพกับเขาบ้าง

ปัญหาคาใจของคนจำนวนหนึ่ง คือ
ทำแล้วรู้สึกว่าไม่พอ
หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้น คือ น้อยใจตัวเอง
รู้สึกเหมือนตัวเองบุญน้อย
เหมือนมีเศษน้ำขันเดียวถวายให้
ไม่สมน้ำสมเนื้อกับที่รู้สึกว่าพระองค์
เปรียบเสมือนสายฝนทั้งฟ้า
ที่ตกลงมาทำความชุ่มชื่นให้แผ่นดิน
ยาวนานได้ถึงเกือบหนึ่งศตวรรษ

อันที่จริง ความรู้สึกว่าบุญน้อยบุญมาก
ไม่เกี่ยวกับตัวเครื่องประกอบบุญภายนอก
แต่วัดเอาที่ความเบิกบาน
แช่มชื่นใจอยู่ภายในมากกว่า
อย่างเช่นบางคน
เลี้ยงอาหาร ซื้อของเล่นให้เด็กกำพร้า
ด้วยความคิดว่า
เราได้ช่วยให้เด็กที่ไม่มี ให้ได้มีไปอีกมื้อหนึ่ง
แล้วเกิดความสุข ความอิ่มใจ
เช่นนี้ บุญนั้นก็จัดเป็นบุญใหญ่
ที่ให้ความรู้สึกว่าใหญ่กว่าตอนใส่บาตรพระ
แต่กลับคิดเล็กคิดน้อยว่า
พระตรงหน้า เป็นพระดีหรือสมีกันแน่

จะเห็นว่าความคิดและกระแสจิตสำคัญมาก
คิดดี บุญเล็กก็เหมือนบุญใหญ่
คิดไม่ดี บุญใหญ่ก็รู้สึกเหมือนบุญเล็ก

ถ้าใครรู้สึกว่าช่วงนี้อ่อนไหว
ใจเป็นฟืนเป็นไฟง่าย
ก็ขอให้ทำความเข้าใจว่า
ความเสียใจ
ความอาลัยรักแรงกล้า
ใกล้กันมากกับความโกรธเคือง
หรือกระทั่งความอาฆาตแค้น
เพราะความเสียใจอาลัยรักก็ดี
ความกลัวอนาคตก็ดี
ความเกลียดชังก็ดี
ความอาฆาตแค้นก็ดี
ต่างก็มีโทสะเป็นมูลเหมือนๆกัน

ตัวอย่างเช่น จะไปทำบุญที่วัด
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแท้ๆ
ระหว่างทางเห็นใครไม่แต่งดำ
หรือเห็นใครแต่งลายดำขาว
อย่างน้อยต้องส่งสายตาตำหนิให้
ในหัวเกิดเสียงด่า
หรือบางทีอดไม่ได้
เห็นใครแต่งหวือหวาสีแซบ
ก็ขยับปากด่าให้จริงๆ
อย่างนี้ เสียงด่าในหัวย่อมไม่หยุดง่ายๆ
แม้ไปถึงวัด ทำบุญ คิดถวายพระราชกุศลดีๆ เช่น
บุญนี้สว่างปริมาณประมาณใด
ขอความสว่างนั้นเป็นส่วนหนึ่ง
ที่เพิ่มขึ้นในบรมวิมานของพระองค์ท่านด้วยเถิด!’
คิดอุทิศไป ก็สัมผัสรู้สึกว่า ดีแต่คำ
ส่วนใจไม่ดี ไม่มีความสว่างสมตามคำนั้น
นี่แล เป็นที่มาของความรู้สึกว่า บุญน้อย ไม่พอถวาย

สรุปคือ สัปดาห์แห่งการทำบุญถวายฯ
ควรเตรียมจิตเตรียมใจไว้ให้ดี
เมื่อใดเกิดคำร้าย ให้กลบลบด้วยคำดีมากๆ
เหมือนไล่น้ำเสียด้วยน้ำใส
แล้วพอทำบุญอันใดก็ตาม
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเป็นบุญใหญ่
สมน้ำสมเนื้อพอจะร่วมถวาย
เสริมพระบารมีบนฝั่งฟ้าได้ทุกครั้ง!

ประกายเมตตาแห่งราชาไทย

14702445_1195992887124534_8527369092889606363_n

ประกายเมตตาแห่งราชาไทย

ผมเคยอยากเป็นคนถือธงประจำกองร้อยลูกเสือ
ของโรงเรียนในงานสวนสนามใหญ่
เหตุผลเพราะเป็นคนเดียวในกองร้อยที่แยกออกมา
และมีสิทธิ์ให้องค์กษัตริย์
ท่านทอดพระเนตรจากที่ประทับเบื้องสูง
เห็นเราเป็นเป้าเด่นกว่าคนอื่นๆ
นั่นคงเป็นความรู้สึกเยี่ยงคนเดินดิน
ปรารถนาให้ดวงตาสวรรค์แลมา
และรับรู้ว่ามีตัวเราอยู่ในโลกนี้อีกคนหนึ่ง

ประสบการณ์วัยเด็กครั้งนั้น
ถือเป็นโอกาสเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวใกล้ชิดที่สุดในชีวิต
ท่ามกลางเสียงกลองจังหวะมาร์ชที่บันดาลพลังระดมพล
จำได้สนิทว่าทุกคนมีศูนย์รวมความรู้สึกตรงกัน คือ
องค์ประมุขผู้ปรากฏประดุจสิ่งมหัศจรรย์แห่งวันงาน

ในความรับรู้วัยเด็ก ผมทราบจากคนอื่นว่า
ในหลวงรัชกาลที่
ท่านเป็นเบื้องบนผู้ควรแก่การเคารพ
ขณะเดียวกันก็ทราบจากความรู้สึกของตนเอง
ว่าท่านมีรัศมีพิเศษ
ที่ทรงอิทธิพลกระทบความรู้สึกคนเห็น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนอื่นอาจไม่สงสัย แต่ผมสงสัย
ว่าเหตุใดวันธรรมดาของพระเจ้าอยู่หัว
จึงเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนไทยทั้งแผ่นดิน
เหตุใดคนไทยยังเทิดสถาบันกษัตริย์
ไว้ในที่สูงเหนือการแตะต้อง
และเหตุใดความรู้สึกของมหาชน
จึงรวมศูนย์ไปอยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว
ได้อย่างพร้อมเพรียงไม่แตกแถว

ผมอยากทำความเข้าใจว่าทำไมแค่เห็น
ก็นึกอยากเสียสละทุกสิ่งเพื่อพระองค์ท่าน
และที่สำคัญ เพราะอะไร
ราชวงศ์ในโลกยังมีอยู่หลายประเทศ
แต่ความภูมิใจของพสกนิกร
ที่มีต่อองค์พระประมุขของตนจึงไม่เท่าเทียมกัน

ถึงวันนี้คิดว่ามีคำตอบให้ตัวเอง
รัศมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช
ที่ฉายออกมาให้สัมผัสด้วยใจนั้น
คือหลักฐานแห่งการุณยภาพอันยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์
ไม่จำเป็นต้องเห็นว่าพระองค์ท่าน
เคยบำเพ็ญพระราชกรณียกิจไว้แค่ไหน
แห่งหนตำบลใดบ้าง
ใครๆก็ต้องเชื่อว่าพระองค์ท่าน
มีพระชนม์ชีพเพื่อคนอื่นมานานแสนนาน
กระแสดึงดูดให้รู้สึกรัก รู้สึกศรัทธาท่วมท้น
มิได้หลั่งมาจากฟากสวรรค์
มิใช่ลอยมาจากการที่มนุษย์อุปโลกน์มนุษย์ด้วยกัน
ให้เป็นองค์สมมติเทพ
ทว่าเป็นผลธรรมดามาจากปัจจุบันกรรม
อันสมควรแก่การเป็นกษัตริย์อย่างแท้จริงของพระองค์ท่านเอง

ถ้าใครศึกษาพระไตรปิฎกแล้วสงสัยว่า
การบำเพ็ญบารมีแห่งมหาโพธิสัตว์
ผู้ควรแก่การบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในอนาคตกาลเป็นอย่างไร
ให้มาดูมหาทานแห่งองค์รัชกาลที่ นี้ แล้วจะเข้าใจ
และจะเชื่อว่าพระโพธิสัตว์มิใช่เป็นเพียงตำนานเล่าขาน
แต่มีจริง และพวกเราก็เกิดทันยุคของพระองค์ท่าน!

รากอันเป็นที่สุดของกษัตริย์คือ
เมตตาการุณยจิตอันปราศจากประมาณ
พูดให้ง่ายคือชอบช่วยคนไม่เลือกหน้า
โลกจึงมีตำแหน่งกษัตริย์เป็นฐานหนุนให้ได้ทำตามปรารถนา
และปัจจุบันระบอบการปกครองของไทย
ก็เอื้ออำนวยให้กษัตริย์ออกโปรดราษฎรได้เต็มที่
เนื่องจากมีรัฐบาลและข้าราชการดูแลบริหารบ้านเมือง
ตัดสินคดีความต่างๆให้ โดยพระองค์ไม่ต้องลำบากพระวรกาย
ไม่ต้องลำบากพระทัยเหมือนกษัตริย์ยุคโบราณ
จึงกล่าวได้ว่าประเทศเราในกาลนี้
เปิดโอกาสให้ผู้มีบุญญาธิการสูงสุด
ได้แสดงกำลังพระทัยว่ายิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศเพียงใด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

กำลังพระทัยของในหลวง . ยิ่งใหญ่เพียงไหน?

ตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่มีใครขอให้พระองค์ท่านบุกน้ำลุยดิน แต่ท่านก็บุก
ตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่มีใครขอให้พระองค์ท่าน
สละทรัพย์ส่วนพระองค์ให้พสกนิกร แต่ท่านก็สละ
ตลอดพระชนม์ชีพ
ไม่มีใครขอให้พระองค์ท่านอุทิศเวลาและกำลังพระปัญญา
สร้างสรรค์นวัตกรรมแก้ทุกข์ชิ้นใหม่ๆ แต่ท่านก็อุทิศ

บุกมาแค่ไหน สละมาแค่ไหน อุทิศมาแค่ไหน
มีใครรู้จริงๆบ้าง?
นอกจากชมพระบารมีด้วยตาเปล่า
แล้วขนลุกซ่านด้วยความยำเกรง
คงไม่มีใครทราบเท่าองค์ท่านเองว่า
ทรงให้มาประมาณใดแน่

หากคุณเคยเห็นคนอนาถาวัยเด็กวัยชรา
เรือนร้อย เรือนพัน หรือเรือนหมื่นกับตา
คุณรู้ คุณเข้าใจ คุณเวทนา
คุณปรารถนาจะช่วยเหลือพวกเขา
และคุณลงมือช่วยเหลือพวกเขาได้ระดับหนึ่ง
ความสุขความอบอุ่นจะเอ่อล้นอก
ตามระดับกำลังใจขนาดนั้นๆของคุณ

แต่ยากนักที่คุณจะเห็น เข้าใจ และประมาณถูกว่า
คนเรือนล้านมีขนาดไหน
กับทั้งยากกว่านั้น
ที่จะมีกำลังใจใหญ่หลวงขนาดคิดอุทิศทั้งชีวิต
เพื่อช่วยคนเรือนล้านทั้งหมดนั้น
ให้ได้อยู่ดีกินดี มีความเห็นชอบ
มีกรรมขาวเป็นที่พึ่งแก่ตนอย่างถาวร

พระจิตแห่งในหลวงรัชกาลที่ ท่านรู้เห็น
ว่าประมาณคนเรือนล้านคืออะไรแค่ไหน
และพระจิตแห่งองค์ท่านก็ใหญ่พอ
ที่จะทรงปรารถนาช่วยคนลำบากยากจนหลายสิบล้าน
ในพระราชอาณาจักรของท่านให้หมด
โดยปราศจากเงื่อนไขแลกเปลี่ยน
หรือปรารถนาสิ่งตอบแทนอื่นใด
นั่นมิใช่สิ่งที่คนธรรมดา
หรือแม้ราชามหากษัตริย์ทั่วไปจะเข้าใจได้

คนดีๆตามท้องถนนธรรมดา
อาจให้อภัยใครต่อใครไม่เลือกหน้า
น้ำใจเช่นนั้น คือ
เมตตาระดับที่ทำให้คนสัมผัสแล้วพลอยสงบตาม
สะกดความคิดร้ายจองเวรของศัตรูได้
คนแสนดีตามสถานสงเคราะห์
อาจค้อมหลังก้มหน้าช่วยเหลือผู้ตกยากมากมาย
น้ำใจเช่นนั้น คือ
เมตตาระดับที่เหนี่ยวนำคนใกล้ชิดให้เลื่อมใสศรัทธา
และอาจเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตรได้
ประมุขหรือผู้ปกครองบ้านเมือง
อาจมีใจผูกพันกับการคิดแต่จะช่วยคนทั้งประเทศ
ให้กินดีมีสุขและรอดพ้นจากหายนภัย
น้ำใจเช่นนั้น คือ
เมตตาระดับที่ก่อให้เกิดแรงปีติมากพอจะยอมตายแทน
และอาจเป็นแม้ที่รักของศัตรูได้

เมตตาที่ก่อผลกระทบกับผู้พบเจอได้นั้น
ต้องเป็นเมตตาที่ออกมาจากใจจริง
คือคิดดีกับคนอื่นจริง คิดให้คนอื่นจริง
ตลอดจนพูดและทำเพื่อคนอื่นจริง
หาไม่แล้ว แม้สร้างฉากพ่อพระแม่พระให้แนบเนียนอย่างไร
รัศมีเมตตาก็ไม่บริสุทธิ์
ไร้อิทธิพลพอจะจูงให้ใจผู้อื่นพลอยสงบตาม
อย่าว่าแต่จะให้เลื่อมใสศิโรราบหรือยอมตายแทน
นอกจากพระอรหันต์ผู้สงเคราะห์สัตว์โลก
ด้วยน้ำจิตบริสุทธิ์หมดจด
ก็เหลือแต่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า
ที่ทรงมีน้ำพระทัยครุวนาดั่งมหาสมุทรใหญ่เท่านั้นที่ปานกัน
เมื่อทรงยอมอุทิศชีวิตให้ปวงชน
ประกายเมตตาก็ย่อมเหนี่ยวนำใครต่อใคร
ให้พร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ท่านเช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การที่พระราชาไทยองค์ปัจจุบัน
ทรงเป็นกษัตริย์โดยปัจจุบันกรรม
มิใช่เพียงกษัตริย์เพราะอดีตกรรมส่งมากำเนิด
เช่นนี้เท่ากับพระองค์ท่าน
ทรงช่วยให้เราตอบลูกหลานได้ง่ายขึ้น
ว่าทำไมไทยเราจึงยังควรเทิดทูนระบบกษัตริย์
แตกต่างจากราชวงศ์อื่นในบางประเทศ
ที่อาจถูกล้อเลียนหรือกล่าวพาดพิงถึงอย่างไม่ต้องเกรงใจ
หาใครลุกฮือขึ้นประท้วงเอาเรื่องไม่ได้
นั่นก็เพราะคนยุคนี้ดื้อ
เกินกว่าจะเทิดทูนบุคคลที่ปราศจากคุณงามความดี
คนยุคนี้ไม่แยแสยศถาบรรดาศักดิ์
เพียงเพราะเกิดในวังอีกต่อไป
ใครจะอยู่ในหัวใจคนยุคนี้ได้
ก็ต้องดูแบบอย่างจากกษัตริย์ไทยพระองค์นี้แหละ

ภาพเดียวแทนพันคำ
ในหลวงรัชกาลที่ ท่านเป็นกษัตริย์ให้ดู
ว่ากษัตริย์เขาเป็นกันอย่างนี้
แค่ให้เด็กๆของเราเห็นจากโทรทัศน์
ว่าพระองค์ทรงทำอะไรให้อะไรกับพสกนิกรบ้าง
เด็กๆก็จะเงียบเสียงแห่งความสงสัย
และหันหน้าไปบอกต่อกันรุ่นต่อรุ่นว่า
พระมหากษัตริย์คือใครในแผ่นดิน
และเหตุใดจึงไม่น่าแปลกใจ
หากทั้งโลกจะไม่ลืมพระองค์ไปจนสิ้นกาลนาน

เป็นหนึ่งในโลกไม่ใช่เพราะชนะสิบทิศ
ด้วยแสนยานุภาพเกรียงไกร
แต่ด้วยหนึ่งใจและสองมือ
ของผู้สมควรเป็นกษัตริย์โดยธรรม

เทวดาองค์นี้ไม่มีน้ำตาแล้ว

marked 101416

เทวดาองค์นี้
ท่านเลิกร้องไห้แล้ว
ท่านจึงไม่ชอบฟังเสียงร้องไห้
ท่านชอบฟังเสียงลูกหลานข้างล่าง
สวดมนต์ด้วยมหากุศลจิตมากกว่า

ถ้าเมื่อใดอาลัยเทวดา
ก็ส่งเสียงร้องไห้เสียให้พอ
จิตจะได้คลายโศกคลายเศร้า
สมกับที่จะไม่มีพระองค์ท่านอยู่กับเราอีกต่อไป

แต่เมื่อใดคิดถึงเทวดา
ให้เปล่งเสียงสวดมนต์เพราะๆ
จิตจึงค่อยสัมผัสความสว่างเหนือโลกของท่านได้
ราวกับท่านปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบด้าน

อย่าทวงถามคำมั่นอันใดจากใครเลย
ให้ถามตัวเองเถิดว่า
เราอยากให้คนที่เรารักที่สุด
นอนเข้าภวังค์นานเดือนนานปี
หรืออยากให้ท่านมีความสุข
แสนสบายไร้ทุกข์
สมกับคุณงามความดีที่องค์ท่านสร้างมา

เทวดาท่านประเสริฐเทียมพระ
จึงไม่แปลก หากจะสวดอิติปิโส
สรรเสริญพระรัตนตรัยถวาย

กระแสจิตข้าพระองค์
ขอเป็นหนึ่งในสายธาร
อันผสานรวมกับปวงจิตปวงใจไทยทั้งชาติ
กว้างยาวลึกเป็นมหาสมุทรแห่งความจงรักภักดี
ถวายแด่องค์พระผู้ทรงมีพรหมวิหารเกินมนุษย์
แดนนิรทุกข์
ขอพระองค์ทรงพระสำราญ
ตลอดสิ้นกาลนานเทอญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ความคิดคือเพดานภพภูมิ

marked 101316

ไม่นานมานี้
มีคนลองเล่นตลก
ดูว่าถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์
ผู้คนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ซึ่งส่วนใหญ่บนหนทาง พอได้ยินข่าวเข้า
ก็จะแสดงสีหน้าตื่นกลัว
และชักชวนกันกลับบ้าน
ด้วยความห่วงใยครอบครัวเป็นอันดับแรก

สิ่งที่น่าสนใจคือ
คอมเมนต์ต่างๆนานาในคลิปนั้น
คือ ถ้ารู้ว่านิวเคลียร์จะลง
ใครจะรีบทำอะไรกันบ้าง
สำหรับช่วงสุดท้ายของชีวิต
มีความเห็นหนึ่งบอกว่า
จะข่มขืนผู้หญิงทุกคนที่เจอ!”

พูดง่ายๆ คิดๆอยู่ อยากทำอยู่แล้ว
ที่ยังไม่ทำ ก็เพราะกลัวติดคุก
แต่ถ้ารู้ว่าทุกคนต้องตายกันหมด
ก็จะเอาจริงล่ะทีนี้!

ความคิดเห็นที่แสดงออกได้อย่างเสรี
ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมานั่นแหละ
คือตัวจริงๆของคนคนหนึ่ง
คุณบอกได้ทันทีว่ามีอะไรเด่นๆอยู่ในใจคนคนนั้น
แม้ดูเผินๆเหมือนพูดเล่นเอาขำ
แต่ถ้าภาพก่อนตายอันใดมาอยู่ในใจได้จริงๆ
ก็แปลว่ามีสิทธิ์ มีแนวโน้มจะเอาจริงได้ด้วย

ในแง่กฎแห่งกรรมและวิบาก
กรรมที่ตัดสินใจทำก่อนตาย (อาสันนกรรม)
มีบทบาทสำคัญมาก ที่จะกำหนดภพภูมิข้างหน้า
เปรียบจิตเหมือนคนแหวกว่ายไปในทะเลกว้าง
ผ่านการยึดเกาะ ยึดเสา ยึดแพมามาก
เมื่อแหวกว่ายไร้ทิศในช่วงสุดท้าย
เห็นเสาใดอยู่ตรงหน้า ก็เกาะเสานั้นก่อนเพื่อน
ไม่อาจนึกถึงเกาะ ไม่นึกถึงเสา ไม่นึกถึงแพอื่นใด
เว้นแต่จะมีกรรมหนัก (ครุกรรม)
หรือที่ทำเป็นอาจิณ (อาจิณณกรรม)
ซึ่งเปรียบเหมือนเรือใหญ่
พยุงร่างให้แล่นไปในทิศที่แน่นอนอยู่ก่อน
กรรมก่อนตายจึงค่อยมีความหมายรองลงไป

เพื่อทำบุญด้วยการเจริญมรณสติแบบพุทธ
ให้ลองถามตัวเองดูเล่นๆเรื่อยๆว่า
ถ้าจะต้องตายไปตอนนี้ คุณคิดถึงอะไรได้บ้าง
คำตอบที่จิตตัดสินใจเลือก
อาจสุ่มไปเลือกอะไรไม่แน่ไม่นอนในช่วงแรก
แต่พอถามตัวเอง ตอบตัวเองไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าจิตมีสติ มีความแน่นอน
มีการโฟกัสเข้าเป้าชัดเจนขึ้นทุกที
กระทั่งกลายเป็นบทเตรียมตัวขาดใจตายขึ้นมาจริงๆ
ทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะจิตก่อนตาย
ถูกกำหนดขึ้นด้วยการสะสมการนึกคิด
ของจิตตอนอยู่นี่เอง

ดังเช่นกรณีสมมุติเรื่องนิวเคลียร์ลง
ถ้าคิดขำๆได้แค่ว่าจะข่มขืนสาวๆทุกคนที่ขวางหน้า
อย่างนี้วันดีคืนดี เกิดนิวเคลียร์ลงขึ้นมาจริงๆ
แม้ไม่กล้าเอาจริง แต่จิตก็จะคิดอะไรดีๆไม่ออก
เพราะไม่เคยตระเตรียมไว้ล่วงหน้าเผื่อฉุกเฉินเลย
เป็นไปได้ที่จิตจะถูกปรุงแต่ง
ขุดคุ้ยสิ่งที่เคยคิดเล่นๆไว้
มาผลิตภาพหว่างขาผู้หญิง
หรือภาพสมสู่นัวเนีย
หรือภาพการประทุษร้ายทางเพศได้
ซึ่งกรรมนิมิตตอนใกล้ขาดใจตายทำนองนั้น
เป็นเครื่องหมายของจิตที่ตกต่ำดำมืด
พร้อมจะไหลไปสู่สภาพสิ่งมีชีวิตที่ใช้สัญชาตญาณดิบ
อย่างเช่นเดรัจฉาน หมาแมว ลิงค่าง

ประตูนรกหรือสะพานสวรรค์
เกิดขึ้นจากกลุ่มความคิดที่ก่อตัวในหัวเรานี่เอง
สิ่งที่อยู่ในหัวของคนส่วนใหญ่
ผู้ยังขาดศรัทธา ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า
ไม่เชื่อว่าภพภูมิถัดไปเป็นผลของกรรมในโลกนี้
มักเป็นไปในทางกิเลสมืดๆ
ไม่ค่อยจะเป็นไปในทางปัญญาสว่างๆ

เจตนานั่นเองคือกรรม
กรรมคือเจตนานั่นเอง
บุคคลเล็งไปว่า จะให้เกิดอะไรขึ้นในโลกนี้แล้ว
ก็คือเตรียมที่อยู่ในโลกหน้าให้ตัวเองไว้อย่างนั้น!

กลัวบาปที่คิดร้ายกับพ่อแม่

marked 101216

หลายคนทรงจำไว้ว่า
พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน
เข้าใจว่านั่นคือคำที่พระพุทธเจ้าตรัส
เลยหวาดกลัว เกรงว่าทำกับพ่อแม่อย่างไร
เท่ากับทำกับพระอรหันต์อย่างนั้น
กับทั้งเกิดความคลางแคลงว่า
จริงๆพระพุทธเจ้าต้องพูดถูกทุกคำ
แต่คำนี้ถูกแน่หรือ
ในเมื่อพ่อแม่ไม่ได้ดีกันทุกคน
พ่อแม่ยังมีกิเลส ยังใช้อารมณ์กับลูก
แล้วจะเป็นพระอรหันต์
ผู้หมดกิเลสกับลูกอย่างไรได้?

ข้อเท็จจริงก็คือ
ไทยเราสืบทอดความจำกันมาผิด
และเมื่อจำพระพุทธพจน์ผิดนิดเดียว
ก็กลายเป็นความกังวลผิดๆ
ตลอดจนคิดไม่ดีต่างๆนานาได้อย่างนี้เอง
ยิ่งถ้าชีวิตพ่อแม่เหลือน้อย
แล้วเป็นลูกคนที่ต้องแบกภาระ
หลายครั้งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
หรือถึงขั้นรอว่าเมื่อไรท่านจะจากไป
เพื่อให้เราได้ชีวิตของตัวเองคืนมาอีกครั้ง
ก็ยิ่งทรมานใจ เพราะยิ่งกัดฟันห้ามความคิด
ก็เหมือนจะเกิดแรงดันทางความคิดหนักหน่วงขึ้น

ที่มาดั้งเดิมอันถูกต้องนั้น อยู่ในพรหมสูตร
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกะเหล่าพระภิกษุสาวก
มีใจความสรุป คือ
พ่อแม่ที่อุปการะเลี้ยงดูลูก
ช่วยให้ลูกรู้จักโลก รู้จักชีวิต
เป็นพ่อแม่ผู้สมควรบูชา
และนับได้ว่าสกุลนั้น
มีพระพรหมอันควรบูชาอยู่ในเรือน
ผู้มีใจสูงพึงกราบไหว้พ่อแม่
ปรนนิบัติท่านต่างๆนานา
ไม่ต่างจากคิดถวายการปรนนิบัติต่อพระพรหม
เมื่อทำเรื่องอันน่าสรรเสริญต่อพรหมในบ้านอยู่เช่นนั้น
เขาย่อมละโลกนี้ไปสู่สวรรค์

ความทั้งหมดมีอยู่ประมาณนี้
แต่อาจจะจำยาก เลยเลอะเลือนมา
กลายเป็นแค่ติดปากง่ายๆ สั้นๆว่า
พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูกกัน
ซึ่งนั่นเท่ากับช่วยกันกล่าวตู่พระพุทธเจ้าโดยแท้

สำหรับพ่อแม่นั้น
คิด พูด ทำ อะไรกับพวกท่าน
ไม่ได้เท่ากับคิด พูด ทำ กับพระอรหันต์
แต่ถึงอย่างไร พ่อแม่ก็เป็นรากแห่งความเจริญ
ใครบำรุงบิดามารดา ชีวิตผู้นั้นย่อมเจริญ
เพราะเท่ากับบำรุงรากชีวิตตนเอง
ถ้าพ่อแม่ไม่ดี
แล้วเราพยายามช่วยให้พวกท่านดี
ช่วยให้พวกท่านเป็นสัมมาทิฏฐิ
ตั้งมั่นในศรัทธา ในกรรมที่ถูก เป็นที่พึ่งให้ตนเอง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คือการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
กับเลือดเนื้อที่ท่านให้เรามา

แต่หากพ่อแม่ไม่ดี
แล้วต่างฝ่ายต่างรบพุ่ง
ท่านทำให้เราเสียใจ
เราทำให้ท่านเสียใจบ้าง
ก็เท่ากับพลาดโอกาสงามๆที่จะตอบแทนท่าน
อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายรากชีวิตของตัวเอง
ทำตัวเองให้เสื่อมลงทุกที
โดยจะเห็นได้ว่า วันไหนทะเลาะหรือด่าทอพ่อแม่
วันนั้นยากจะทำใจให้ผ่องใสได้ด้วยบุญอื่นหมื่นแสน

เพื่อให้เกิดกำลังใจ
คิดเจริญสติเอาชนะความคิดไม่ดีกับพ่อแม่
เอาชนะความรู้สึกเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่
ให้ดูในสมัยพุทธกาล
ที่มีพระเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ด้วยการบิณฑบาตหลายรอบ
นำอาหารไปให้พวกท่านกิน
ชาวบ้านนึกว่าท่านโลภมาก เอาไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า
การตอบแทนเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ

เมื่อพระท่านต้องทำหน้าที่สงฆ์ของท่านไปด้วย
เมื่อท่านต้องแบกภาระเกี่ยวกับพ่อแม่ไปด้วย
เมื่อท่านต้องมีเรื่องกังวลใจหลายด้านขนาดนั้น
ท่านเอาอะไรมาเจริญสติจนบรรลุอรหัตตผลได้?
ท่านก็ต้องเอาทุกข์ทางกายที่ต้องบิณฑบาตเพิ่ม
และเอาทุกข์ทางใจที่ต้องกังวลเกี่ยวกับพ่อแม่นั่นแหละ
มาเจริญสติ จนเห็นทุกข์กลายเป็นธรรม

เรื่องของเรื่องคือ นักเจริญสติทั่วไป
ไม่เต็มใจจะเอาความทุกข์มาดู
จะดูแต่ความสุข ดูแต่อารมณ์สบายๆไม่กดดันกัน
จึงเกิดข้ออ้างว่า ภาระหนักเกินไป ไม่มีเวลา
จึงเจริญสติไม่ได้

แต่เมื่อนึกออกว่า พระที่เลี้ยงดูพ่อแม่
ท่านต้องแบกภาระหนักกว่าเราเพียงใด
ยังบรรลุอรหัตตผลได้
เราจะไม่มีข้ออ้างว่าปฏิบัติไม่ได้ เจริญสติไม่ถูก
แต่จะเห็นว่า ชีวิตเคยให้โอกาสสบายมาแล้ว
เคยให้โอกาสเจริญสติด้วยอารมณ์ง่ายๆมานาน
ถึงเวลาที่ชีวิตจะบีบให้ต้องทำแบบฝึกหัดยากๆ
ถูกบังคับให้เจริญสติด้วยการเอาของยากมาฝึก
เห็นทุกข์ทางใจ เห็นความหนักอก
เป็นของที่ต้องเกิดขึ้น
เห็นอาการรอวันเป็นอิสระ
เห็นความรู้สึกผิดที่คิดไม่ดี
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในใจ
ไหนๆมาแล้ว ก็เห็นความไม่เที่ยงของมันเสียหน่อย
ลมหายใจหนึ่ง หนักแค่นี้ ลมหายใจหน้า หนักแค่ไหน
ไม่ใช่คอยปัดป้อง หรือทรมานใจ ปล่อยให้สูญเปล่า
หรือคอยกลัวแต่ว่าจะเป็นบาปหนักท่าเดียว
สติที่เกิดขึ้น จะเปลี่ยนอกุศลจิตให้กลายเป็นมหากุศลจิต
และมหากุศลจิตที่เกิดบ่อยๆ
จะรู้ทางพูด รู้ทางทำให้ตัวเองและพ่อแม่ดีขึ้นได้เอง
เพราะมหากุศลจิตนั่นแหละ มหาปัญญาของแท้!

รักแท้แก้ทุกข์

marked 101116

คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข
อาจทำให้หลายคนมองภาพรักแท้ผิดไป
นึกว่าเมื่อข้าเป็นทุกข์ เอ็งก็ต้องเป็นทุกข์ด้วย

แท้ที่จริงร่วมทุกข์ร่วมสุข
คือการเป็นสุขเมื่อช่วยลดทุกข์
ให้อีกฝ่ายได้ต่างหาก

รักที่เป็นสุขยาวๆ
ไม่ได้เริ่มจากการเอาของขวัญ
ที่น่าดีใจมาให้กัน
แต่เริ่มจากการเห็นกันและกัน
ช่วยทำความทุกข์ให้หายไปจากใจได้

คู่ที่เริ่มต้น
ด้วยการช่วยให้อีกฝ่ายทุกข์น้อยลง
ต่อยอดด้วยการช่วยกัน
ทำให้คนอื่นๆหายทุกข์
มีสิทธิ์เป็นสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะพอใจ สบายใจ กับทุกข์ที่หายไป
เหมือนโล่งกับการยกภูเขาออกจากอกตน
ตลอดจนอกคนรอบข้าง

ต่างจากคู่ที่เริ่มต้น
ด้วยการระดมความสุขมาหยิบยื่นให้กัน
ต่อยอดด้วยการร่วมมือกัน
ฉกฉวยความสุขมาจากใจคนอื่น
ซึ่งความสุขที่ได้มา
มักแปรรูปเป็นความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี
กระวนกระวายอยากได้ความสุขจากกันเพิ่ม
ขัดหูขัดตากับการเห็นคนอื่นเป็นสุขมากกว่า

ความจริงมีอยู่ว่า
พวกเราทุกคนตะเกียกตะกายอยู่ในทะเลทุกข์
การพบคนช่วยให้ทุกข์น้อยลง
หรือมีคู่ช่วยให้ใครต่อใครหายทุกข์
ก็คือการได้หายใจหายคอ
ได้พักเหนื่อย ได้เกิดมุมมองดีๆ
แหงนหน้าเห็นฟ้ากว้างสวย รู้สึกเป็นอิสระ
ไม่ใช่เห็นฟ้าไร้ทิศ รู้สึกเคว้งคว้าง

การมีเป้าหมาย
ที่จะช่วยกันและกันให้ทุกข์น้อยลง
นั่นแหละทิศทางที่ชัดเจน
ของการมีความสุขร่วมกัน!

เด็กดีรู้คุณคน

marked 101016

ยิ่งเห็นโลกนาน
เห็นเหตุผลที่แต่ละคนทำเรื่องดีร้าย
คุณจะยิ่งเห็นโลกเป็นสีเทามากกว่าดำขาว
ไม่รู้สึกว่าใครเป็นคนดี ไม่รู้สึกว่าใครเป็นคนเลว
มีแต่คนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
มีแต่คนทำตามใจอยาก
หรือไม่ก็มีแต่คนต้องทำเพราะถูกบีบให้ทำ

ทางพุทธเรา มีนิยามความเป็นคนดีที่ชัดเจน
คือ คนดี ต้องมีความกตัญญูกตเวที
ทั้งรู้คุณคนอยู่ในใจ จำได้ไม่ลืม
กับทั้งคิดตอบแทนคุณคน ไม่เกี่ยงโอกาส
หากไม่รู้จักบุญคุณใคร
ไม่เคยอยากตอบแทนใครบ้าง
หรือหนักที่สุดคือทำร้ายผู้ช่วยเหลือตน
ก็ไม่ต้องยกเอาความดีข้ออื่นไหนมาอ้างว่าเป็นคนดี
ฟันธงได้เลยว่า ไม่ใช่คนดีแน่ๆ
หรือกระทั่งเลวสุดๆชัวร์

แต่ระดับความดีของคนก็ไม่เที่ยง
เกิดมาไม่มีใครเป็นคนดีตั้งแต่วันแรก
เพราะร่างกายยังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลือตัวเอง
ยังต้องเรียกร้องเอาเข้าตัวข้างเดียวก่อน
ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะตอบแทนใครได้ก่อน
จิตสำนึกยังไม่พร้อมจะสุกงอม

ต่อเมื่อเริ่มรู้ความ เริ่มวิ่งได้ ช่วยเหลือตัวเองได้
นั่นแหละ! ช่วงตัดสินว่า เขาพร้อมจะเป็นคนดีได้ไหม

ถ้ายังเห็นแก่ตัวมาก เกินกว่าจะแสดงความกตัญญู
ตอน ขวบ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เหลือเวลาดัดเยอะ
ตอน ๑๐ ขวบ นับเป็นเรื่องยาก แต่ยังสอนไหว
ตอนครบ ๒๐ ไม่ต้องเสียเวลาให้คำแนะนำใดๆแล้ว
มนุษยธรรมอ่อนกว่าสัญชาตญาณปีศาจแน่แล้ว
เว้นไว้แต่จะเจอเหตุการณ์ประเภทตีแสกหน้า
ขุดความเป็นมนุษย์ออกมาจากก้นบึ้งส่วนลึกได้นั่นแหละ
ค่อยว่ากันอีกทีว่า จะฉุดขึ้นจากหล่มความเลว
มาเป็นคนดีได้ไหม

พอว่ากันถึงเรื่องบุญคุณนั้น
ถ้าสอนให้รู้จักบุญคุณพ่อแม่ไม่ได้
ก็อย่าหวังว่าจะรู้จักบุญคุณใครได้
ถ้ารากแห่งชีวิตยังบำรุงไม่เป็น
ก็อย่าหวังว่าจะบำรุงรากแห่งคุณงามความดีอื่นไหนถูก

พ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจผิด
คิดว่าดีกับลูก แล้วลูกจะดีตอบเอง ที่แท้ไม่ใช่เลย
อย่าหวังว่ายอมเหนื่อยทำอะไรดีๆให้เขาทุกอย่าง
แล้วเขาจะสำนึกรู้คุณขึ้นมาได้เอง
ตรงข้าม ยิ่งคุณทำมาก เขายิ่งเข้าใจผิดมาก
เพราะเคยชินกับการรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่รับบริการ
ส่วนคุณต้องมีหน้าที่เป็นฝ่ายบริการสถานเดียว

อยากทำให้เขาเกิดมาเอง ก็ต้องรับผิดชอบเองซิ!

คุณต้องรู้ซึ้งให้ได้ว่า
กำแพงขวางไม่ให้คนคนหนึ่งรู้คุณคน
คือ สัญชาตญาณเห็นแก่ตัว
ที่ธรรมชาติออกแบบให้แฝงมากับทุกกำเนิด
สังเกตสิว่า ใครเกิดมาก็ต้องแหกปาก
เรียกขอบริการจากคนอื่นกันทั้งนั้น

อันดับแรก จึงต้องฝึกลูก ฝึกตัวเอง
กำจัดความเห็นแก่ตัวของเขาให้ได้ก่อน
เริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น
สอนให้ออกแรงเอ่ยปากขอบคุณ
ยกมือไหว้ หรือช่วยทำอะไร
ให้กับผู้มีพระคุณหมายเลขหนึ่ง คือคุณบ้าง!

ขอให้เข้าใจว่า การเอ่ยปากขอบคุณ
หรือการยกมือไหว้ ต้องใช้กำลังใจ
ต้องฝืนง้าง งัดข้อกับแรงบีบให้ขี้เกียจ
ยิ่งโตยิ่งง้างยาก ต้องให้เขาออกแรง
ตั้งแต่ยังขี้เกียจไม่เป็น

การใช้งานง่ายๆ เช่น ให้ไปหยิบของเล็กของน้อย
ให้ขึ้นบันไดไปชั้นบน เอาข้าวของให้คุณ
ก็เป็นการช่วยยืดแข้งยืดขาเขาแบบสบายๆ
ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ภาวะแข็งขืน
ต้องฝืนอย่างหนักกว่าจะก้าวไปเอาอะไรให้คุณไหว

นอกจากฝึกทางปาก ทางกายแล้ว
ก็ต้องฝึกทางใจ ให้รู้สึกถึงความมีแก่ใจคิดตอบแทน
นับแต่เล่านิทานสอนใจให้รู้คิด รู้จักกตัญญู
กระทั่งไปถึงขั้นแสดงให้เห็นความจริงทางธรรมชาติ
ที่ธรรมชาติปิดบังมนุษย์ไว้
เด็กจะไม่เข้าใจเรื่องพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด
เพราะไม่ได้เห็นไม่ได้สัมผัสไม่ได้รับรู้กำเนิดของตน
จำความได้ก็รู้แต่ว่า พ่อแม่ประคบประหงมตนแล้ว

ยุคเราเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติประการนี้ได้
เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลทั่วไปอนุญาตให้คุณพ่อ
เข้าไปถ่ายทำนาทีที่ลูกเกิดได้
ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน
เพราะเมื่อลูกโตขึ้น เขาจะได้เห็นกับตาชัดๆว่า
มีใครบางคนเสี่ยงตายเพื่อเขาตั้งแต่แรกเกิดของเขา
มีใครบางคน ให้เลือดให้เนื้อที่มีค่า
ยิ่งกว่าเงินที่ใครอื่นหยิบยื่นให้เขาทั้งชีวิต

อนึ่ง การรู้บุญคุณคน การอยากตอบแทนบุญคุณใคร
เป็นเรื่องของการปลูกฝังสำนึกให้งอกงามเอง
หาใช่การลำเลิกบุญคุณ ทวงบุญคุณเช้าเย็น
ให้ลูกฝืนใจ หรือทำอะไรเกินตัว
พ่อแม่หลายคนร้ายกับลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก
แต่พอโตขึ้นก็บีบคอคาดคั้นเขา
ให้แสดงความกตัญญูกตเวทีกับตน
อันนี้แม้ทำได้ ก็นับว่าสร้างความไม่รักชีวิตให้กับลูกแล้ว
ค่าที่ทำให้เขาเกิดและโตมากับความรู้สึกว่า
ชีวิตคือความทรมาน ชีวิตคือการฝืนใจ
โทษฐานเป็นลูก ก็ต้องรับกรรมเยี่ยงทาส
จะน้ำตาตกใน หรือน้ำตาไหลเป็นสายเลือดแค่ไหน
ก็ต้องก้มหน้าก้มตา กัดลิ้นตัวเองตอบแทนบุญคุณไป

ทำกับลูกอย่างไร
ก็เกิดใหม่เป็นลูกที่ถูกกระทำแบบนั้น
ปลูกสำนึกแห่งความกตัญญูกตเวทีที่เป็นสุข
ก็ได้พ่อแม่ใหม่ที่ให้ความสุขก่อน
ฝังสำนึกตอบแทนพ่อแม่ด้วยการกัดฟันกรีดหัวใจตัวเอง
ก็ได้พ่อแม่ใหม่ที่ให้ความทุกข์สาหัส
ตามกฎเหล็กที่ว่า สัตว์โลกย่อมถือกำเนิดตามกรรม!

นายใหญ่ควรมีสัมผัสที่หก

marked 100716

ชีวิตคนคนหนึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้น
มี sense ระดับใดเป็นสมบัติติดตัว

sense มีหลายความหมาย
หมายถึงสัมผัสรู้สึกก็ได้
หมายถึงความรับรู้อย่างเข้าอกเข้าใจก็ได้
หมายถึงเชาวน์ปัญญาจากส่วนลึกก็ได้

คนจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวก senseless
คือ เพ้อฝัน คิดอะไรไม่เป็นเหตุเป็นผล
หรือกระทั่งเพี้ยนอยู่กับโลกความคิดเบลอๆของตน
เช่น ทำงานไม่ดี แต่อยากได้ดีเท่าคนเก่ง คนขยัน
ทำได้แค่หนึ่ง แต่คุยโม้เป็นประจำว่าทำได้ตั้งสิบ
หรือขึ้นต้นมา เอาแต่พูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากได้
ประมาณว่า เงินเดือนสูงๆ ตำแหน่งโก้ๆ
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่บริษัทหรือลูกค้าต้องการจากตนเลย
คนประเภท senseless นี้ ต่อให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่
ก็จะเอาความคิดเพ้อฝันเพี้ยนๆมาเผามันอย่างรวดเร็ว
หรือต่อให้ได้มรดกกองภูเขา
ใช้เงินวันละสิบล้านไปจนตายก็ไม่หมด
เขาก็จะมีชีวิตอยู่เพื่อสะสมความทุกข์ให้ตัวเอง
และทำความพินาศวอดวายให้คนอื่นไม่เลิก
เพราะวันหนึ่ง คิดอย่างหนึ่ง ก็พูดอย่างหนึ่ง
อีกวันเปลี่ยนความคิด ก็พูดอีกอย่างเป็นคนละคน
ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย
ไม่เคยมีเป้าหมายชัดเจนจริงจัง
หายใจยาวคิดดีทันที แต่พอหายใจสั้นจะคิดร้ายทันใด
ถ้าอยากเป็นเจ้าของกิจการ
ก็ควรขายหม้อข้าวหม้อแกงเล่นกับเด็ก
ไม่ควรคิดเอาเงินมาลงทุนจริงๆ
ให้กลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเปล่า

คนอีกจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวก common sense ดี
common sense เกิดจากการรับรู้ได้ตามปกติ
และยอมรับตามที่รู้ได้ไม่บกพร่อง
พูดง่ายๆ คือ common sense
จะเกี่ยวกับเหตุผลหรือเป้าหมายล้วนๆ
คัดกรองเอาอคติส่วนตัวออกไปหมดแล้ว
เช่น ตาเห็นรูปสวย ให้ผ่าน
ไม่ใช่เห็นว่าหน้าตานี้มีเรื่องส่วนตัวกันเลยไม่ปล่อยผ่าน
ลิ้นลิ้มรสอาหารอร่อย ให้ผ่าน
ไม่ใช่จุกจิกคิดมากว่า พ่อครัวแม่ครัวจบไม่สูง
สมควรได้เงินเดือนต่ำๆตามราคาตลาด เป็นต้น
คนประเภทมี common sense จะใช้ชีวิตธรรมดาได้ดี
ก้าวหน้าในหน้าที่การงานไปตามลำดับ
ตัวเองเก่งแค่ไหนก็พอใจกับระดับฐานะแค่นั้น
หรือแม้อยากได้อยากมีเพิ่มขึ้น ก็เข้าใจชัดเจนว่า
เป็นเรื่องต้องลงทุนลงแรง อาศัยเวลาสะสม
ไม่ชอบอารมณ์ดิบๆประเภทแดกด่วน
จะก้าวกระโดดให้ได้ในสามวันเจ็ดวัน
ลงเอยชีวิตก็มีความสุขตามอัตภาพ
เป็นพนักงานระดับบนได้ เป็นเจ้าคนนายคนได้
เป็นเจ้าของกิจการขนาดปานกลางได้
ไม่ใช่สุขหวือหวาสั้นๆตามกิเลสผลักดัน
แล้วทุกข์สาหัสยาวๆเมื่อถึงเวลาธรรมชาติลงโทษ

คนอีกจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวกมี sixth sense
sixth sense คือการรู้อะไรดีๆ
กับทั้งถูกต้องตรงจริงได้เอง เหนือ sense ธรรมดา
ส่วนใหญ่เกิดจากการสั่งสม common sense มามากกว่าใคร
เช่น ใส่ใจทำงานกับคนรูปร่างหน้าตาต่างๆกัน
พูดคุยทำความรู้จักกับคนประเภทต่างๆอย่างลึกซึ้ง
จนในที่สุด แค่เห็นใครปรากฏตัวด้วยบุคลิกท่าทางแบบหนึ่งๆ
ก็ตัดสินได้ทันทีว่า เป็นคนอย่างไร ทำงานด้วยได้ไหม
แต่ sixth sense ก็อาจเกิดขึ้นได้กับคนส่วนหนึ่ง
ที่ยังไม่ทันสั่งสมชั่วโมงบินมาก
ก็ตัดสินใจได้เทียบเท่ากับคนที่คร่ำหวอดมาทั้งชีวิต
เช่น รู้ขึ้นมาเองว่าต้องขายหุ้นตัวไหนเมื่อใด
รู้ขึ้นมาเองว่าต้องซื้อที่ตรงนี้ไว้ เดี๋ยวราคาขึ้นชัวร์ๆ
รู้ขึ้นมาเองว่าไอเดียใดไปรอด ไอเดียใดจอดเร็ว
sixth sense จะสร้างภาพอนาคตขึ้นมาในใจอย่างแจ่มชัด
ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา
ตัดสินใจแบบตัดตรงเข้าสู่ทิศทางที่ใช่กันด่วนๆได้เลย
และการที่เชื่อ sixth sense แล้วพิสูจน์ว่าถูกมากกว่าผิด
ก็ทำให้เจ้าตัวเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง
เพิ่มขึ้นทุกที จนเข้าข่ายเจ๋งเลือกได้
ถ้าอยากพอมีพอกินแบบสมถะ ก็เป็นเจ้าของร้านชำธรรมดา
แต่ถ้าอยากรวยล้นฟ้า ก็หาไอเดียดีๆขายคนทั้งโลกไป

การที่โลกนี้มีคนอยู่ ประเภทดังกล่าว
ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าถึงกัน ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน
เหมือนอยู่คนละโลก เหมือนมาจากดาวคนละดวง
ให้คน senseless มาทำงานกับคน common sense ดี
ก็หงุดหงิด หวิดจะวางมวยกันได้ทุกวัน
ต่างฝ่ายต่างประณามว่าอีกคนโง่
เพราะคนหนึ่งจะพูดเรื่องท่องอวกาศด้วยเงินหมื่น
อีกคนจะพูดเรื่องเที่ยวน้ำตกด้วยเงินพัน

แม้คน common sense ดี
แต่ถ้าตำแหน่งระดับเดียวกันกับคนที่ sixth sense เด่น
ก็เห็นไปคนละทาง คุยกันไม่รู้เรื่องเป็นประจำได้
เพราะคนหนึ่งจะบีบว่า ข้อมูลต้องชัดกว่านี้
อีกคนจะฟันธงว่า เห็นๆอยู่ว่าใช่ชัดๆ ขืนรอก็ชวดสิ

คนที่มี sixth sense จากการสะสม common sense มามาก
หากวันไหนเป็นเจ้าของไอเดียใหม่ ใช้ได้จริงในตลาด
ก็จะมีอำนาจมากพอให้สั่ง สอน หรือเปิดโลกทัศน์ใหม่
ให้กับลูกน้อง common sense ดีได้

แต่ปัญหาที่เจอกันเป็นปกติ คือ พวก senseless
มักเข้าใจว่าตัวเองมี sixth sense
เห็นการใช้ common sense
เป็นเรื่องของไดโนเสาร์เต่าล้านปีนี่แหละ
ทุกวันจะมี senseless เกิดใหม่ขึ้นที่นั่นที่นี่
คอยเฝ้าบอกว่าโลกใบเก่าไม่ดียังไง
โลกใบใหม่ต้องเอาให้ได้อย่างใจตนแบบไหน

ที่สุดของความแปลกใจ และไม่น่ายอมรับก็คือ
พวก senseless หลายคน สามารถพัฒนาตัวเอง
ไปเป็นพวกมี sixth sense ดีได้จริงๆ
เพราะกล้าคิดในสิ่งที่พวก common sense ไม่กล้าคิด
หากแจ็คพ็อตแตก คิดทำในเรื่องที่มีบุญเก่าคอยสนับสนุน
เช่น ชาติก่อนเคยถวายภัตตาหารชั้นเลิศแด่หมู่สงฆ์เป็นประจำ
ชนิดที่ไม่มีใครทำได้ดี ได้ถูกพระวินัยเท่า
ชาตินี้วันดีคืนดี ก็คิดเปิดร้านอาหารแหวกแนว
เปิดได้วันเดียว คนเข้าล้นหลาม แรงดี ดังเร็วชั่วข้ามคืน
ซึ่งเท่ากับเครื่องติดทันที มีความคิดความอ่าน
อยู่บนฐานความจริงมากขึ้นเรื่อยๆวันต่อวัน
สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆแปลกๆที่ไม่มีใครเคยคิด
หรือจัดร้านแบบไม่เห็นใครเคยทำ พอลูกค้าติดใจ
ก็เกิดกำลังใจผลิตไอเดียแหวกๆ โดนๆอีก เป็นต้น

ใครจะมี sense แบบใด
ของจริงหรือของปลอม
แป๊บเดียวหรือถาวรก็ตาม
ขอเพียงเข้าใจที่มาที่ไป อ่านออกว่าคนในโลกนี้
มีได้กี่ sense ที่แตกต่างจากคุณ
คุณจะมีความสุขกับชีวิตวัยทำงานมากขึ้น
นึกอิจฉาริษยาคนข้างบนน้อยลง
รวมทั้งดูถูกหรือถือสาหาความ
คนข้างล่างไม่มากเท่าเดิมด้วย!

บาปหนักเป็นชนวนให้เกิดบุญใหญ่ได้

marked 100616

ริษยาเพราะรู้น้อยไป

marked 100516

ตอนอยากได้รถหรู
พอเห็นใครขับรถหรู
บางเวลาเราอาจนึกในใจว่า
อยากได้มั่งจัง
นี่เรียกว่า อยากได้อยากมีบ้าง
แต่บางเวลาเราก็มองคนขับและนึกว่า
ทำไมเราไม่มีอย่างเขามั่ง?’
นี่เรียกว่า อิจฉานิดหน่อย ไม่อกุศลเท่าไร
แต่บางเวลาเราก็เดือดขณะมองคนขับ คิดว่า
มันไปทำอะไรเลวๆมาล่ะ ถึงได้มีอย่างนี้ขี่?’
นี่เรียกว่า เข้าขั้นริษยา ชักอกุศลหนัก
เป็นชนวนให้ความคิดประทุษร้ายตามมาได้แล้ว

ถ้ามองเห็นสีหน้ากลุ้มใจของคนขับ
ตลอดจนล่วงรู้ถึงความร้อนรนกระวนกระวายในอก
อันเกิดจากความคิดอึงอลในหัวไม่หยุดว่า
จะเอาที่ไหนมาผ่อน? จะเอาที่ไหนมาจ่าย?’
ความรู้สึกของคุณจะต่างไปทันที
หากคุณแค่อยากได้มั่งจัง
ก็จะรู้สึกเหมือนหัวหด ชักไม่อยากได้ขึ้นมาแล้ว
หากคุณอิจฉา เทียบเขาเทียบเรา ทำไมไม่มีอย่างเขามั่ง
ก็อาจเปลี่ยนเป็นสงสาร เห็นหัวอกที่ทุรนทุรายของเขา
หากคุณริษยา ประมาณว่าคุณไม่มี คนอื่นก็ต้องไม่มี
ก็คงอยากหัวเราะเยาะ สมน้ำหน้า ด่าว่าไม่เจียม

นี่เป็นทำนองเดียวกันกับตอนเห็นคนสวยกว่าหล่อกว่า
ตอนเห็นคนอายุเท่ากันยศศักดิ์เหนือกว่า
ตอนเห็นคนซื้อหวยมาด้วยกันถูกรางวัลบ่อยกว่า
ตอนเห็นคนพยายามน้อยกว่าแต่ประสบความสำเร็จมากกว่า
ตอนเห็นคนไม่ค่อยขยันกลับเก่งกาจสามารถกว่า ฯลฯ
สิ่งเด่นชัดที่เข้ามากระทบหูตา กระทบใจ ก่อกวนอารมณ์
คือสิ่งเดียวที่คุณจ้อง และคิดเอาเองว่า เขามีมากกว่า
ใจจะยึดอยู่ตรงนั้น และไม่สังเกตเลยว่า
ตัวเองมีอะไรมากกว่าเขา ที่เขาอยากมีบ้าง
เช่น คุณอาจมีความอบอุ่นในครอบครัวที่เขาไม่มี
คุณอาจมีความสบายใจไม่เป็นหนี้ที่เขาปรารถนา
คุณอาจมีคนรักตัวจริงเป็นตัวเลือกเดียว
ไม่ต้องสับสนอลหม่าน สับรางอย่างเป็นทุกข์แบบเขา ฯลฯ

เมื่อหันมาเจริญสติ
คุณจะรู้ว่าอารมณ์ริษยาเป็นความร้อนอกที่สูญเปล่า
คุณจะรู้สึกว่าเป็นของหยาบ เป็นของต่ำ
แต่ไม่ทราบจะกำจัดมันอย่างไร

อันดับแรก ต้องอาศัยการสังเกตความรู้สึกทางใจ
ความรู้สึกว่าไม่มีอย่างเขา เป็นทุกข์เท่านี้
แล้วความรู้สึกของเขาที่มีแล้วล่ะ?
เป็นสุขล้นหลาม หรือแค่เฉยๆ ชินๆ
การเทียบเคียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง
อาจทำให้คุณตาสว่างฉับพลัน
เห็นแล้วว่า สิ่งที่น่าอิจฉา น่าเอาให้ได้ที่สุด
ก็คือความปลอดโปร่งใจ
ไม่กระวนกระวายอยากโน่นอยากนี่
หาใช่ได้อะไรแล้วอยากได้โน่นอยากได้นี่เพิ่มอีก
หาใช่ได้อะไรแล้วต้องพะวง หวง ห่วง
หาใช่ได้อะไรแล้วต้องตามล้างหนี้ล้างสินไม่สิ้นสุด

ค่อยๆรู้ ค่อยๆเห็น ค่อยๆยอมรับ
เริ่มนับจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริง
อย่ามองว่าความรู้สึกนี้มันชั่ว มันไม่ดี มันไม่น่าอยู่ในเรา
แล้วในที่สุด คุณจะเห็นภาพรวม
อันเกิดจากความเข้าใจภายนอก
ตลอดจนเห็นทางออก
อันเกิดจากความเข้าใจภายใน
การเห็นภาพรวมครบถ้วนนั่นแหละ
คือการไม่มีที่ตั้งของความอิจฉาริษยา!

รักแท้ไม่หาเหตุผลทางปาก

marked 100416

คนเราเกิดมา
ขาดประสบการณ์ทางความรักกันหมด
เรียนรู้ล่วงหน้าไม่ได้เหมือนๆกันหมดว่า
องค์ประกอบของรักแท้มีอะไรบ้าง
ต่อให้ได้ยินคำว่าถนอมน้ำใจมากี่ครั้ง
ก็ไม่เข้าใจ ทำไม่เป็น เก่งเองแต่เรื่องทิ่มแทง
หรือต่อให้ได้ยินสุภาษิตท่านว่า
ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า
ก็เข้าใจแค่ตัวอักษร แต่ไม่เข้าถึงว่ามันคืออย่างไร
เข้าใจและเข้าถึงแต่เรื่องหาพวกมารุมยำ

สัญชาตญาณมนุษย์
จะสนองอัตตาตัวเองก่อน
เอาตัวเองเป็นเครื่องตัดสินถูกผิดก่อน
โน่นทำได้ นี่ทำไม่ได้ อัตตาสั่งทั้งนั้น
แล้วค่อยโดนชีวิตสอนเอาว่า
ทำได้ก็จริงอยู่ แต่ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น
ทำไม่ได้ก็น่าเห็นใจตัวเอง
แต่เห็นใจตัวเองแล้วต้องเจออะไรบ้าง

ตอนอยากประชดประชัน
เรารู้แต่ความรู้สึกของตัวเองว่า
ใจมันดิ้นเร่าๆอย่างไร
ถ้าไม่ได้กระทบกระแทกอีกฝ่าย
แล้วจะเก็บกดสาหัสเพียงใด

แต่เราแทบไม่รู้เลยว่า
ใจอีกฝ่ายที่โดนกระทบกระแทกไปนั้น
จะเกิดความเสียหายทางความรักขนาดไหน

ตอนอยากฉีกหน้าเขาหรือเธอ
เรานึกไปเองว่า อายแล้วคงเข็ด
มีคนอื่นๆพากันเห็นใจเรา เดี๋ยวเขาคงดีขึ้น
แต่เราไม่รู้เลยจริงๆว่า
ได้ฝังความเจ็บปวด
หรือกรีดให้เกิดแผลแสบไว้ข้างในเธอเพียงใด

อัตตาและสัญชาตญาณดิบ
จะเหนี่ยวนำให้เราหลงนึกไปว่า
ถ้าจะรักษาความรักไว้
ก็ต้องเอาถูกเอาผิดกันให้ชัด
หรือไม่ก็คิดไปเองว่า ความรักน่าจะดีขึ้น
ถ้าใช้คำพูดคาดคั้นกันแรงๆ

การทำหน้าเครียดคาดคั้น เอาถูกเอาผิด
หรือลากคนรอบตัวมาลงคะแนนเสียงว่าข้างไหนชนะ
ล้วนแล้วแต่เป็นการก่อทุกข์ทางใจ
ซึ่งเป็นอริกับความรัก ไม่เคยเป็นมิตรกับความรัก
คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ไปตลอดชีวิต
จึงไม่ได้รู้จักรักแท้กันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
เพราะยิ่งวัน ยิ่งสั่งสมแรงผลักให้ยิ่งอยากออกห่าง
ไม่ใช่ทวีแรงดึงดูดให้ยิ่งอยากเข้าใกล้

มีเพียงส่วนน้อย
ที่เจอทั้งบทเรียนชนิดเจ็บเข้ากระดูกดำ
กับทั้งมีผู้ชี้นำให้เข้าใจถูกว่า
รักของหญิงชายที่เป็นสุข
ไม่ใช่การยื่นดาบปลายปืนจ่อคอหอยกัน
ไม่ใช่เอาคนรอบข้างมาขู่เข็ญให้ยอมรับผิดกัน

รักของหญิงชายที่แท้
เริ่มต้นจากความคาดหวังที่จะมีความสุข
ไม่มีใครเตรียมใจติดคุก
ไม่มีใครทำใจว่า เดี๋ยวจะต้องทนทุกข์ตลอดชีวิต

รักของหญิงชายที่ยั่งยืน
คือการออกเดินทางเป็นเส้นตรง
เก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทางทีละน้อย
ไม่ใช่ตะกรุมตะกรามเรียกร้องความสุขโฮกใหญ่ทีเดียว
ไม่เผื่อใจไว้ว่าจะเจอทุกข์หนักทุกข์เบาบ้างเลย

หลังจากคาดคั้นเอาถูกเอาผิดกับคนอื่น
ต้องหมั่นถามเอาคำตอบจากตัวเองทุกครั้งด้วยว่า
ที่ทำลงไป ที่พูดออกไป
คือการได้ความรู้สึก หรือเสียความรู้สึก
คือการรักษาความรัก
หรือทำลายความรักกันแน่
เมื่อเอาถูกเอาผิดกับตัวเองตรงนี้
ใจจะค่อยๆเริ่มฉลาด
รู้ว่าทำอย่างไร ที่รักจะเป็นรัก
โดยไม่ต้องคาดคั้นให้รัก!

มารยาททำไมน้อยลง?

marked 100316

แม้ไม่ตั้งข้อสังเกต
คุณก็จะรู้สึกได้ว่า
คนยุคเรามีมารยาทน้อยลงเรื่อยๆ
จะเอาเข้าตัวข้างเดียว
นัดแล้วไม่เป็นนัด
ทิ้งงานกลางคัน
ทำผิดไม่รู้สึกผิด ไม่ขอโทษ
เห็นการทำหน้าทำตาหยิ่งยโสเป็นเรื่องเท่
พูดหยาบคาย ทำท่าทีดูถูก ทั้งที่เพิ่งเจอกัน
กล้าขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า
แต่ไม่คิดให้ความช่วยเหลือแม้กับคนสนิท ฯลฯ

อันที่จริงคนส่วนใหญ่ยังดีๆกันอยู่
แต่คุณก็ได้เห็นเรื่องน่าแปลกใจบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
ตามท้องถนน ในร้านอาหาร ในที่ทำงาน
ทั้งจากคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า
ที่แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างเหลือเชื่อ
ชนิดไม่ลังเลกับการเผยความไร้มารยาทซึ่งๆหน้า
บางทีก็ในระดับที่คุณอยากเอามาบ่นให้เพื่อนฟังขำๆ
แต่บางทีก็ในระดับที่คุณอยากมีเรื่องเดี๋ยวนั้น

อาจจะเพราะเราอยู่ในยุคของความด่วนได้
คือได้อะไรด่วนๆกันจนเคยชิน
อยากได้คำตอบ ก็หยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชกูเกิล
ไม่ได้คำตอบจากกูเกิล ก็ตั้งกระทู้ถาม
ขอความเห็นใจ
อ้างว่าเรื่องใหญ่ เรื่องร้อน สำคัญมาก
ต้องได้คำตอบเดี๋ยวนี้เลย
ใครไม่ตอบคือใจร้าย ดูดาย น่าประณาม ประมาณนั้น

ความรู้สึกรอไม่ได้
ทนคอยอะไรนานๆไม่ไหว
คิดเรียกร้องขอความช่วยเหลือก่อนช่วยตัวเอง
นำไปสู่ความเร่งร้อนไร้มารยาท
อาจเพราะเคยชินกับการได้อะไรทันใจมาแต่เด็ก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่โตมากับความทันใจของมือถือ
มือถือจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป
แต่เป็นอุปกรณ์สนองความอยากส่วนตัว
เทรนสมองให้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง
ได้อย่างใจตัวเอง และที่สำคัญคือทันใจตัวเอง

เมื่อถึงยุคที่คนไร้มารยาทท่วมเมือง
ใครอยากได้อะไร กวักมือใส่หน้าคนอื่นทันที
ไม่พอใจใคร ก็โพล่งด่าทันใดกันไปหมด
โลกคงเหมือนเข้าสู่กลียุคที่น่ากลัว
แต่วันนี้ยังไม่ขนาดนั้น
และคุณก็มีสิทธิ์ทำใจเลือกได้สองสามอย่าง เช่น

หนึ่ง ทนๆไปจนกว่าจะชิน
กับการเห็นเด็กรุ่นใหม่มารยาทแย่ลงเรื่อยๆ
ส่วนตัวรอเกิดใหม่ในยุคที่ไม่มีมือถือ
ไม่มีเครื่องกระตุ้นความด่วนได้เหมือนยุคนี้
คาดหวังว่าถึงยุคนั้น
คนจะกลับไปมีมารยาทกันมากกว่านี้

สอง อยู่กับความมีมารยาทของตัวเอง
แล้วถ่ายทอดมารยาทไปสู่ลูก
เริ่มจากการป้องกันไม่ให้เขาสนใจตัวเอง
จนตัดขาดจากความสนใจคนอื่นและโลกภายนอก
เช่น เทรนลูกให้ชินกับการไหว้ผู้ใหญ่
เทรนให้ลูกพูดมีหางเสียง มีคำลงท้ายคะขา ครับผม
ตลอดจนเทรนให้ลูกรอจังหวะเป็น
ไม่ใช่นึกอยากพูดก็โพล่งทันที
ไม่สนใจว่าใครกำลังทำอะไรอยู่

นอกจากนั้น คุณยังต้องสร้างวินัย
แบบที่ไม่มีพ่อแม่ยุคไหนเคยต้องทำมาก่อน
นั่นคือ มีวินัยในการจำกัดเวลาเล่นมือถือของลูก
ไม่ปล่อยให้เล่นพร่ำเพรื่อตามใจชอบ
สัญญาณบอกว่า เขาจะโตขึ้นเป็นคนไร้มารยาท
คือการใส่ใจแต่มือถือ ไม่สนใจโลกภายนอก
ขอให้มองว่า การใส่ใจแต่มือถือจนลืมโลกนั้น
แท้จริงคือการเอาแต่ใจตัวเอง
ยิ่งเอาแต่ใจหนักข้อขึ้นเท่าไร
สามัญสำนึกเพื่อคนอื่นยิ่งต่ำเตี้ยลงเท่านั้น

ระหว่างเขาสั่งสมความมืด
จากการเอาแต่ใจตัวเพิ่มขึ้นๆทีละน้อย
คุณจะยังไม่ค่อยรู้สึก เลยไม่ให้ความสำคัญ
วันที่พอแก้ไขได้ ก็คิดว่าไม่เป็นไร ขี้เกียจเหนื่อย
แต่เมื่อไรเขาเอาแต่ใจตัวจนมืดบอด
ไม่เหลือสามัญสำนึกปกติอยู่เลย
เห็นมารยาทคือการดัดจริตโลกสวย
คุณจะรู้สึกเสียใจรุนแรง
เวลานั้นแม้อยากให้ความสำคัญ
แม้อยากแก้ไข แม้ตระหนักแล้วว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
พร้อมจะยอมเหนื่อย
พร้อมจะยอมออกแรงงัดข้อกับความมืดในใจลูก
ก็จะได้พบว่าสายไป ทำอย่างไรก็เอาชนะไม่ไหว

คำว่าสายเกินแก้ที่น่าเสียใจที่สุด
ก็คือการที่ลูกโตขึ้น
กลายเป็นคนไร้มารยาท
แม้แต่กับพ่อแม่ตัวเองนั่นแหละ!