ทำสมาธิแต่กลับฟุ้งซ่านหนักขึ้น

12039629_953768758013616_2625872980824939469_n

ทำใจให้เป็นสมาธิเริ่มทำอย่างไร?

ก้าวแรกเริ่มจากทำความเข้าใจว่า
เดิมทีจิตฟุ้งซ่านกระจัดกระจายอยู่
ต้องค่อยๆรวมเข้ามาเป็นอันเดียว
ไม่ใช่อยู่ๆบังคับให้แน่นิ่งขึงขังแล้วเป็นสมาธิเลย

แล้วจะอาศัยอะไรรวมจิต?

ความรู้สึกว่ากำลังหายใจเข้าออกธรรมดาๆ
ลากลมเข้าไปสุดปอดแค่ไหน
ระบายลมออกมาหมดเพียงใด
ให้นับเป็นหนึ่งรอบความรู้สึก
ทุกรอบความรู้สึกถึงลม
คือการสะสมกระแสจิตทีละน้อย
ให้เข้ามารวมกันเป็นหนึ่ง

รู้สึกถึงลม แต่อึดอัด ฟุ้งซ่าน ควรแก้ไขอย่างไร?

อย่าดูลมหายใจอย่างเดียว
ให้ดูเป็นความสัมพันธ์ระหว่างลมกับจิต
ลมมาถึงไหนแล้ว
จิตไปถึงไหนแล้ว
ถามตัวเองว่าแต่ละรอบความรู้สึกถึงลม
ฟุ้งมากหรือฟุ้งน้อยต่างกันประมาณใด
หรือถ้าความอึดอัดเด่นกว่า
ก็เทียบว่าอึดอัดมากหรืออึดอัดน้อยกว่ากัน
ตามธรรมชาติของจิตนั้น
เมื่อรู้สึกถึงความไม่เท่ากันของสิ่งใด
ในที่สุดจะเลิกเอาเรื่องเอาราวกับสิ่งนั้น
ถอยจากสิ่งนั้น ถอนตัวจากสิ่งนั้นออกมาเอง
และนั่นก็หมายความว่า
เมื่อเห็นความฟุ้ง ความอึดอัด ไม่เท่ากัน
บ่อยเข้าก็จะไม่อยากให้หายฟุ้งซ่าน
และไม่อยากหายอึดอัด
แต่จะเห็นความฟุ้งและความอึดอัดเป็นของอื่น
ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน
มีให้ดูไปอย่างนั้นเอง

เมื่อฟุ้งน้อยแล้วคือดีแล้ว เป็นสมาธิแล้วใช่ไหม?

ถ้ารู้สึกว่าจิตปลอดโปร่ง แผ่กว้าง
แล้วรู้ลมหายใจหนึ่งเดียว ไม่สนใจสิ่งอื่นชั่วขณะ
เรียกว่าเป็นสมาธิชั่วคราว
ถ้าจิตกว้างด้วย เกิดปีติเยือกเย็นนานด้วย
แต่ยังมีสายความคิดแผ่วๆลอยมาเป็นระลอกได้
เรียกว่าเกือบตั้งมั่นเป็นสมาธิจริง
ถ้ายกขึ้นสู่ภาวะรู้หนักแน่นโดยไม่คิด
เหมือนเวลาหยุด ไม่มีมโนภาพบุคคล
จิตกว้างใหญ่เป็นหนึ่ง
เป็นสุขมาก เจิดจ้ามาก
เรียกว่าตั้งมั่นเป็นสมาธิจริง

สมาธิแบบพุทธ เหมือนหรือต่างจากสมาธิทั่วไป?

จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิแท้แบบพุทธ
คือจิตสำนึกรู้เห็น แต่ไม่คิดอ่าน
สักแต่รู้ว่านั่นก็ไม่เที่ยง นี่ก็ไม่ใช่ตัวตน
ความรู้สึกของจิตสำนึกชนิดนั้น
จะต่างไปอีกแบบหนึ่ง
ไม่เหมือนจิตสำนึกที่คิดๆนึกๆธรรมดา
อาจเรียกว่าจิตเหนือสำนึกก็ได้
ที่พิเศษคือมีความเป็นไฟล้างกิเลสได้จริง
สงบระงับดับทุกข์แบบไม่กลับกำเริบอีก
ซึ่งจิตเหนือสำนึกชนิดนี้เอง
เป็นสิ่งที่แยกความเป็นพุทธเป็นต่างหาก
พ้นจากการเป็นศาสนา
พ้นจากการต้องเชื่อหรือไม่เชื่อใคร

(
หมายเหตุ - คำว่าจิตเหนือสำนึกนี้
ใช้กันหลากหลายความหมาย หลายนิยาม
เช่น เป็นพลังจักรวาลนอกตัวบ้าง
เป็นสนามแม่เหล็กในท้องฟ้าบ้าง
เป็นขุมความรู้ที่มีอยู่เดิมในธรรมชาติบ้าง
เป็นจิตพิเศษที่คุมจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกบ้าง
ฯลฯ
ซึ่งรวมไปรวมมาแล้วก็คือญาณวิเศษนั่นเอง
แต่ในที่นี้ผมเจาะจงว่าหมายถึงสัมมาสมาธิ
อันมีความเป็นหนึ่ง เป็นฌาน
ซึ่งตั้งต้นจุดชนวนขึ้นมาจากสัมมาทิฏฐิ
เจตนาบ่งบอกว่าเป็นจิตแบบหนึ่งที่พิเศษ
ให้การรู้เห็นแตกต่างจากธรรมดาเท่านั้น)

คิดจะทำ vs คิดแล้วทำ

12043005_953371911386634_5573223456715010802_n

คนประสบความสำเร็จตามที่คาดคิด
คือพวกที่ไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
พอโตๆกันแล้ว
ก็คิดอะไรแล้วเอาจริง
ไม่เหลาะแหละเป็นเด็กๆ
แม้จะต้องวางแผนระยะยาว
รอจังหวะ รอโอกาส ก็อดทนพอจะรอได้
ยิ่งถ้าเห็นทางทำได้ในระยะสั้นก็ไม่รอช้า
แม้เจออุปสรรคบ้าง ล้มเหลวบ้าง ท้อใจบ้าง
ก็กลับมาคิดทบทวนที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น
หรือไม่ก็ทำอะไรใหม่ฉีกแนวไปเลย
เพื่อค้นหาตัวเองให้พบ รู้จักตัวเองจริง
พูดง่ายๆว่า คิดเป็น เพื่อให้พอใจทำจริง
แต่เมื่อยังทำไม่สำเร็จจริง
ก็ไม่ทิ้งโอกาสที่จะคิดใหม่
มีกำลังใจที่จะคิดเสมอ

คนที่ประสบความสำเร็จท่วมท้น
มักเป็นพวกมีไฟแรงตั้งแต่อายุยังน้อย
อยู่ในวัยที่ยังไม่ต้องหวาดกลัวมากนัก
กับผลกระทบจากความล้มเหลว
คิดอะไรแล้วอยากลองทำทันที
มีทุนอยู่แค่ไหนก็เอาทุนแค่นั้นเป็นตัวตั้ง
เต็มใจลองผิดลองถูก
และให้ประสบการณ์ผิดๆถูกๆ
เป็นตัวจัดระเบียบความคิดให้ค่อยๆเข้าที่
เรียนรู้จากความผิดพลาดว่ายังไม่รู้อะไร
รับรู้จากความถูกต้องว่ารู้อะไรจริงแล้ว
สนุกที่จะใช้เวลาในชีวิตไปกับการทดลอง
เป็นทุกข์กับการเสียเวลาคิดแล้วไม่กล้าทำ

คนที่ไม่ต้องรู้สึกล้มเหลว
แต่ก็ไม่เคยลิ้มรสว่าความสำเร็จเป็นอย่างไร
มักเป็นพวกที่ตั้งแต่ไหนแต่ไร
ใครให้ทำอะไรก็ทำ
ขอให้ทำแล้วได้พัก ได้กิน ได้นอนเถอะ
นานๆจะคิดทีว่านี่ทำอะไรอยู่
หรือมัวแต่ทำอะไรกัน
ไม่ฝันจะเอาวัตถุดิบที่สั่งสมมา
พัฒนาอะไรให้ดีขึ้น
หรือกระทั่งสร้างอะไรใหม่ๆของตัวเองบ้าง
อาจแวบความคิดขึ้นมาแผ่วๆ
แต่แล้วก็จางหายไปชัดๆ
เหลือแต่ความรู้สึกชัดๆว่า
ที่ทำๆอยู่ก็ดีแล้ว
รอดตัวไปวันๆก็พอแล้ว

คนที่ล้มเหลวอย่างแท้จริง
ไม่ใช่คนที่ยังทำไม่สำเร็จตามที่คิด
แต่คือคนที่ล้มเหลวทางการคิด
คิดผิด เอาแต่คิดไปเรื่อย
ฝันเฟื่องไปเรื่อย จับจดไปเรื่อย
ไม่ค่อยให้โอกาส
หรือไม่เคยเปิดทางให้ตัวเองทำอะไรจริงเลย
เป็นลูกจ้างก็เช้าชามเย็นชามรองานใหม่
นึกว่าเงินดีงานน้อยจะลอยมาเอง
หรือแม้กล้าดี ขึงขังมาเป็นนายตัวเอง
ก็เป็นนายที่ไม่กล้าสั่งให้ตนขยันเสียที
ทำนิดทำหน่อยก็โอด
อยากกลับไปอยู่ในเขตปลอดภัย
คิดๆฝันๆไปวันๆเหมือนแต่ก่อน
แล้วอ้างว่ากำลังวางแผนอยู่
แบบคนแยกไม่ออกว่า
ระหว่างการวางแผน
กับการคิดไปคิดมาวกวน
แตกต่างกันอย่างไร

บันไดทางขึ้นไปสู่ความสำเร็จล้นหลาม
เริ่มจากการคิดแล้วเอาจริง ทำจริง
เขยิบขึ้นไปคิดอย่างดี
แล้วทำมากกว่าที่คิดไว้

บันไดทางลงไปสู่ความล้มเหลวบ้อท่า
เริ่มจากการทำไปเรื่อย แบบไม่ค่อยคิด
แล้วถดถอยลงไปสู่อาการเบื่อที่จะทำ
เหลือเพียงอาการเอาแต่คิดท่าเดียว!

ความสามารถในการนิยามตัวเอง

12039606_952956591428166_8482441387128148129_n

คุณเคยให้คำจำกัดความสั้นๆ
สรุปว่าใครเป็นอย่างไร
ด้วยคำเพียงสองสามคำหรือไม่?
รู้ไหมว่าคำจำกัดความสั้นๆของคุณนั้น
ถ้าเข้าไปอยู่ในความทรงจำคนฟัง
จะเกิดอคติทางบวกทางลบขึ้นได้แค่ไหน?

หมอนั่นชอบนึกว่าตัวเองเก่งอยู่คนเดียว
ยายนี่ชอบคิดเพี้ยนๆจนเข้ากับใครไม่ได้
เจ้าคนนี้เก่งแต่ขี้เกียจ
น้องเป็นคนไม่ละเอียด
พี่เป็นพวกทำไม่ได้แต่ชอบสอนคนอื่น
นายเป็นคนดีแต่พูด เอาเข้าจริงทำไม่ได้
คุณมันปากหวานก้นเปรี้ยว
แกด่าคนอื่นยังไง เป็นซะเองอย่างนั้นหมด
เธอท่าดีทีเหลว ต้นแรงปลายแผ่วประจำ
ฯลฯ

ยิ่งสนิทกับใครมากขึ้นทุกวัน
คำนิยามเขาหรือเธอในหัวคุณ
จะยิ่งสั้นลงเรื่อยๆ
แล้วก็นิยามได้เป็นจุดๆ
ตรงจริงบ้าง คิดเอาเองบ้าง
เห็นหมดว่าถ้าใครเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้
จะน่ารักขึ้นปานใด
หรือชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิมขนาดไหน

แต่กับคนที่อยู่มาทั้งชีวิตอย่างเช่นตัวเอง
รู้เห็นกระทั่งความนึกคิดว่าทำอะไรหวังอะไร
บางทีคุณอาจไม่เคยให้คำนิยามใดๆไว้เลย
ไม่เคยตัดสินตัวเองด้วยคำพูดโหดๆ เจ็บๆ
เหมือนอย่างที่ทำได้ง่ายๆกับคนอื่นเลย

รู้ไหมจะเกิดอะไรขึ้น
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฝึกตัดสินตัวเอง?
รู้ไหมอะไรจะเกิดขึ้น
หลังจากนิยามตัวเองด้วยคำสั้นๆได้ตรงจุด
เป็นเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน?

คุยกับใครเสร็จ
ลองเดาจากสายตาเขาหรือเธอซิว่า
ตัดสินคุณด้วยคำสั้นๆไว้อย่างไร
น่าคบ ไม่น่าคบ น่าคุยต่อ ไม่น่าเจออีก
ผิดหรือถูกช่างมัน
อย่างน้อยฝึกยืมสายตา
ยืมความรู้สึกเขามาก่อน
เป็นการทบทวนตนเอง
อย่างที่ไม่เคยทำมาเลยก็แล้วกัน

ทบทวนตัวเองจากสายตาคนอื่นเรื่อยๆ
คุณจะค่อยๆกลายเป็นนักทบทวนตัวเอง
โดยไม่ต้องยืมสายตาใคร
เพราะแยกตัวเองออกไปเป็นสายตาคนอื่น
ได้ถนัดชัดเจนขึ้นทุกที
คิดแล้วชอบไม่ทำ
ชอบไม่ทำตามที่พูด
ชอบแพ้ภัยตัวเองด้วยความคิดกลับไปกลับมา
ชอบหาแพะมารับบาปแทน
ชอบนึกว่าตัวเองน่าสงสารอยู่คนเดียวในโลก
ฯลฯ

ฝึกนิยามตัวเอง
ให้คำนิยามตัวเองก้องอยู่ในหัว
ยิ่งกว่าที่เก็บคำนิยามคนอื่นไว้
ให้พลุ่งพล่านอยู่ในใจ
ชีวิตคุณจะต่างไปอย่างคาดไม่ถึง
เพราะคุณจะเลิกดิ้นรนอยากเปลี่ยนโลก
ซึ่งเปลืองแรงเปล่า
มาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ซึ่งคุ้มแรง คุ้มชีวิตทุกวัน!

unfriend: ใจดำหรือทำใจ?

12019965_951830248207467_7473557995110036251_n

ชีวิตรักของแต่ละคู่
ไม่ใช่อะไรที่ตายตัว
ไม่ใช่อะไรที่ต้องเหมือนๆกันไปหมด
บางคู่อยู่กันอย่างศัตรู
ขณะที่บางคู่จากกันอย่างมิตร
หรือบางคู่คบกันฉันชู้สาวอย่างเดียว
ถ้าไม่เป็นคู่รักก็ไม่เป็นอะไรกันเลย
ขณะที่บางคู่คบกันหลายมิติ
แม้ไม่เป็นคนรักก็เป็นคนที่รักกันดี
ด้วยความสัมพันธ์แบบพี่น้อง แบบเพื่อน

ปัจจุบันเฟสบุ๊คและโซเชียลมีเดีย
ทำให้ความสัมพันธ์ฉันคนรักมีความซับซ้อน
ถึงกับมีงานวิจัยว่า
ถ้าอยากให้ชีวิตสมรสราบรื่น
อย่าเป็น friend กัน
หรือถ้าเป็น friend แล้วก็ให้ unfriend เสีย
เพื่อจะได้ไม่ต้องบังเอิญเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ
หรือกระทั่งเจอดีในสิ่งที่ชวนให้คิดเองเออเอง
ทำไมเธอเขียนอย่างนั้น? มันว่ากระทบเรารึป่าวนะ?

ก็ขนาดเป็นคู่กันอยู่
ถ้ารู้ตัวว่าเป็นพวกคิดมาก
เขายังแนะให้ unfriend เสีย
จะได้ไม่ต้องมีปากมีเสียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แล้วคู่ที่เลิกกันเล่า
ควรฝืนเป็น friend ต่อหรือ unfriend ให้จบๆดี?

ความหมายของ friend ในเฟสหรือโซเชียลอื่นๆ
พิสูจน์ตัวเองได้ก็ตอนมาถึงจุดนี้
จุดที่ในโลกความจริงตกลงว่าเลิกเป็นแฟนกัน

เลิกเป็นแฟนแล้วเลิกเป็นเพื่อนด้วยไหม?

ถ้าเลิกเป็นแฟน แต่ยังรู้สึกว่าต้องคอยตามส่อง
ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่อยากรู้ ต้องเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น
เหมือนแกล้งตัวเองให้เจ็บจี๊ดไปวันๆ
หรือเสี่ยงให้ตัวเองใจสลาย
ตอนพบรูปชวนปวดแสบปวดร้อนเดือนไหนก็ไม่ทราบ
แบบนั้นไม่ต้องคิดมาก unfriend ไปเลย
อย่าต้องรับรู้อะไรเลย
ดีกว่าแกล้งทำเป็นหลอกตัวเอง
บอกคนอื่นว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่
ทั้งที่แท้เป็นพวกจบไม่เป็น
ชีวิตคู่จบ อารมณ์ไม่จบ อกุศลธรรมไม่สิ้น

แต่ถ้าเลิกเป็นแฟนกัน
แล้วยังช่วยเหลือกันได้ พูดคุยกันดีๆได้
ความรู้สึกเหมือนถอดโขนยักษ์ลิงลวงตาออก
เหลือใบหน้าแท้จริงที่ยังคงยิ้มแย้มให้กันอยู่
อย่างนี้ก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้อง unfriend กัน
สิ่งที่ผ่านไป เป็นแค่บันไดให้เริ่มต้นรู้สึกดีต่อกัน
ด้วยความสัมพันธ์และระยะห่างที่ถูกต้องเท่านั้น

ในความเป็นพุทธ
การใช้ชีวิตอย่างมีกุศลจิตทุกวัน
สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
เหนือกว่าการอ้างว่าห่วงใย อยากให้ได้ดี
เหนือกว่าการหวังว่า จะได้ดูวิบากกรรมของคน
เหนือกว่าการหลอกตัวเองด้วยสารพัดข้ออ้าง
พอเลิกอ้าง จะเอาแต่ทำชีวิตให้เป็นกุศล
คุณจะ unfriend อย่างมีสติ มีเหตุผล
และมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้ตนเองตลอดไป

ทำบาปกับคุณ ควรใช้กรรมแค่ไหน?

12019984_951459614911197_2798668460321788372_n

ทำกับใครไว้อย่างไร
อาจคาดหมายผลยิ่งกว่านั้น
และคนและสัตว์ทั้งหลาย
ก็เป็นเครื่องขยายผลบาปบุญไม่เท่ากัน
ทำบุญทำบาปกับสัตว์
ได้ผลไม่เท่าทำบุญทำบาปกับคน
ทำบุญทำบาปกับคนทุศีล
ได้ผลไม่เท่าทำบุญทำบาปกับผู้ทรงศีล
ทำบุญทำบาปกับผู้ทรงศีล
ได้ผลไม่เท่าทำบุญทำบาปกับผู้เจริญสติตรงทาง
(อ่านรายละเอียดเต็มได้จาก ทักขิณาวิภังคสูตร
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสถึงผลของการให้ทาน
พอนำมาเทียบเคียงเป็นประมาณ
กับการทำบุญทำบาปทั่วไปได้)

ประเด็นคือ เมื่อคนเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ
มักหวังผลให้ผู้กระทำ
ได้รับผลเป็นร้อยเท่าพันทวี
ถ้าไม่ใช่ด้วยการเอาคืนกับมือ
ก็ด้วยการสาปแช่งด้วยปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อเรื่องผลแห่งกรรม
จะมีใจจดจ่อ เฝ้ารอว่าเมื่อใดผลร้าย
จะเกิดขึ้นกับคนที่ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจตน

แท้จริงแล้ว
กรรมไม่ได้ให้ผลตามการสาปแช่งของใคร
กรรมไม่ได้เอาใจใครให้ได้สะใจเร็วๆทันตา
ถ้าอยากรู้ว่าเขาหรือเธอจะได้รับผลเพียงใด
จากการทำบาปทำกรรมไว้กับคุณ
คุณจำเป็นต้องรู้ตัวว่าตนเองจัดเข้าจำพวกไหน
คนไม่รักษาศีล คนพยายามรักษาศีล
คนมีศีลเป็นปกติ คนรู้ทางเจริญสติ
คนพยายามเจริญสติ คนมีสติเจริญแล้ว
เห็นกายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนได้เป็นปกติแล้ว

น่าสังเกตว่า ยิ่งศีลของคุณบกพร่องมากเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้คนที่ทำร้ายคุณวิบัติมากเท่านั้น
เพราะศีลที่พร่องย่อมเป็นช่องให้อาฆาตมาก
แต่ยิ่งศีลของคุณบริบูรณ์ขึ้นเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้เวรที่มีกับใครเลิกแล้วต่อกันเท่านั้น
เพราะศีลที่บริบูรณ์ย่อมปิดช่องความอยากเบียดเบียน

สำหรับนักเจริญสติ
เมื่อสติยังอ่อน เพิ่งพยายามเจริญสติไม่นาน
ยังมีอัตตาว่าข้าคือนักเจริญสติ มีความสูงส่ง
ก็อาจแอบแค้น แอบหวังเห็นคนทำร้ายตนพินาศไวๆ
ต่อเมื่อสติเข้าที่ มีความเห็นกายใจไม่ใช่ตัวตนได้เรื่อยๆ
ก็อาจแผ่เมตตา ปรารถนาให้ใจผู้ทำร้ายตนเป็นสุข
เป็นกุศลพอจะเป็นที่พึ่งให้ตัวเองเอาตัวรอด
จากการครอบงำของบาปอกุศล
ตลอดจนพยายามป้องกันเหตุ
ไม่ให้ใครต่อใครต้องมามีเวรกับตนเลยทีเดียว

การสาปแช่ง เป็นมโนกรรม
การอวยพร เป็นมโนกรรม
เมื่อเป็นกรรมย่อมมีผลเสมอ!

แค่ตัวคุณปรากฏตัวในโลก
ก็เป็นช่องทางก่อบาปก่อบุญของใครต่อใคร
แต่ในทางกลับกัน
ใครต่อใครก็เป็นแหล่งก่อบาปก่อบุญของคุณ
แม้น้อยที่สุดด้วยการแอบคิดสาปแช่ง
หรืออำนวยพรอยู่ในใจทุกวัน!

ใช้มือถือช่วยลดความฟุ้งซ่าน

10989470_950989114958247_1385138408508901643_n

คนส่วนใหญ่มองว่า
ยุคไอทีเราโชคดี
ไม่ต้องนั่งรอรถ รอคน รอเวลา
แบบฟุ้งซ่านหรือเหม่อลอยเปล่า
แต่ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์
ได้รู้สิ่งที่อยากรู้
ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น
ได้คุยกับคนที่อยากคุย
ทั้งหมดก็แค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว

สำหรับบางคน
มือถือช่วยจัดระบบความคิด
ให้เป็นระเบียบขึ้นได้จริงๆ
ไม่ต้องฟุ้งซ่านเปล่า
ได้งานได้การ ได้น้ำได้เนื้อ
คืบหน้าบนเส้นทางสู่เป้าหมายไปเรื่อยๆ
แต่สำหรับหลายๆคน
มือถือกลายเป็นอุปกรณ์ซ้ำเติม
ให้ระบบความคิดที่กระจุยกระจายอยู่แล้ว
ยิ่งกระเจิดกระเจิงหนักขึ้นกว่าเก่า
สังเกตง่ายๆจากสัญญาณบอก คือ

) เล่นมือถือแล้วใจคิดวน
เหมือนคนเดินย่ำอยู่กับที่
บางคนเข้าเว็บโน้น ออกเว็บนี้
เดี๋ยวๆก็กระโดดกลับไปเข้าเว็บเดิมใหม่
โดยไม่ตั้งใจ โดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้จะเข้าซ้ำไปทำไม เหมือนผีจับมือกด
หลายครั้งตั้งใจอย่าง เอาจริงกลับทำอีกอย่าง
หลงลืมว่าจะเอาอะไรจากตรงไหนแน่
นึกไม่ออกก็คาใจอยู่อย่างนั้น

) เล่นมือถือแล้วใจจมจ่อม
เหมือนคนหลงเพลินอยู่ในความฝัน
จนไม่อยากถอนตาถอนใจ
ออกมาเผชิญกับโลกความจริงตรงหน้า
คุยอิ๊อ๊ะกับคนนี้สั้นๆ
หันมานินทาชาวบ้านกับคนโน้นยาวๆ
ดูรูปใหม่ที่คนรักเก่าเอามาโพสให้เจ็บจี๊ดๆ
แล้วส่องรูปหน้าใหม่ในดวงใจให้ฝันหวิวๆ
จับจด เอาแน่เอานอนไม่ได้เลยว่าอารมณ์ไหนดี
บอกไม่ถูกด้วยซ้ำว่าเสพติดอยู่กับอารมณ์ไหนแน่

) เล่นมือถือแล้วใจปักยึด
เหมือนคนพร้อมจะทึกทัก
เชื่อมั่นในความเห็นของตนเอง
หรือเชื่อตามๆกันทันทีโดยไม่ต้องมีหลักฐาน
เอาแบบโดนใจเข้าว่า
เอาแบบที่กลุ่มความเชื่อเดียวกันหนุนหลัง
เอาแบบได้หลงตัวดิบๆว่าข้าแน่ กลุ่มข้าถูก
พอฝ่ายตรงข้ามแฉหลักฐานว่าไม่ใช่ทีก็เฮิร์ทที
ห่างไกลจากเหตุผล ไม่ต้องการบทพิสูจน์
ถูกดูดไปเล่นกับอารมณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ

) เล่นมือถือแล้วใจหิวไม่เลิก
เหมือนคนกินเท่าไหร่ไม่อิ่มสักที
สมองต้องการสิ่งเร้าอยู่ตลอดเวลา
ชอบข้อความ ชอบภาพ ชอบคลิป
แบบที่โดนๆ กระแทกใจได้จังๆ
กลายเป็นพวกเสพได้แต่ของสั้นๆ แรงๆ ผ่านๆ
ให้ละเลียดกับอะไรละมุนละไมไม่ไหวแล้ว

เมื่อสำรวจแล้วพบว่า
ใจคิดวน ใจจมจ่อม ใจปักยึด และใจหิวไม่เลิก
เคยชินกับการปล่อยใจเลื่อนลอย
กระโดดไปทางโน้นทีทางนี้ที
ก็จำเป็นต้องบอกตัวเอง ยอมรับกับตัวเองว่า
มือถือไม่ได้มาช่วยลดเวลาฟุ้งซ่านให้น้อยลง
ตรงข้าม กลับมาเพิ่มเวลาฟุ้งซ่าน
ให้เข้มข้นขึ้นในแบบจับต้องได้ต่างหาก!

หนามยอกจะเอาหนามบ่งกันอย่างไรดี?

เอาง่ายๆ หยิบมือถือขึ้นมาแต่ละครั้ง
ให้ตั้งสติสังเกตว่า
ใจล่องลอยเหมือนหลุดเข้าไปอยู่อีกโลกเมื่อใด
สำหรับคนส่วนใหญ่
มักเริ่มตั้งแต่ตาเล็งหน้าจอมือถือกันเลยทีเดียว

เมื่อรู้ตัวก็ให้ถามตัวเองว่า
จะเข้าไปที่นั่น จะออกจากที่นี่
เพื่อกระโดดไปที่ไหน
ใจอยากจะเอาอะไร
เข้าไปแล้วได้สิ่งที่ต้องการหรือยัง
เมื่อตอบตัวเองถูกว่าได้แล้ว
ให้วางมือถือเสีย
เป็นการตัดรอบความฟุ้งซ่าน
ให้กลายเป็นวิธีคิดแบบเอาเป้าหมาย
ถ้ายังอ้อยอิ่งอยากจับมือถือต่อ
ก็ให้บอกตัวเองว่ารออีกเดี๋ยวค่อยเล่นใหม่
ตอนนี้หมดรอบแล้ว
ฉันจะสร้างความเคยชินใหม่แล้ว

เมื่อฝึกทำแบบนี้บ่อยๆ
มือถือจะกลายเป็นเครื่องช่วยให้รู้จักตั้งเป้าหมาย
คนที่มีเป้าหมายนั้น
จิตจะเดินเป็นเส้นตรง
ไม่วกวนอยู่กับวงกลมไม่รู้จบ

จิตเป็นอย่างไร ชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้น
อยากให้ชีวิตเดินเป็นเส้นตรง
หรือวกวนอยู่กับวงกลมเดิมๆ
ให้เลือกกันตั้งแต่ที่จิตนี่แหละ!

งานดี ชีวิตไม่รีบ

12036734_950566861667139_1719101440537439724_n

มีแต่คนสอนให้คุณทำงานได้
มีแต่คนอบรมให้คุณทำงานดี
แต่ไม่มีใครสอนวิธีทำตัวทำใจให้เหมาะ
โดยเฉพาะระหว่างการทำงานที่เร่งรัด

เพื่อจะเอาชนะงาน
โดยไม่ต้องแลกกับการมีอายุสั้นลง
คุณควรเข้าใจกลไกของร่างกายและจิตใจ
โดยอาจจะต้องผ่านกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงาน
เช่น การว่ายน้ำอย่างสบาย
ไม่เร่งรีบ แต่ถึงฝั่งเร็ว

การว่ายน้ำท่ามาตรฐาน
คือการจ้วงมือลงน้ำ
แล้ววาดแขนทีละข้างเป็นวงกลม
เพื่อดันตัวให้เคลื่อนไปข้างหน้า
หากคุณฝึกสังเกต
จะพบว่าความเกร็งมือเกร็งแขน
การรีบตะกุยน้ำ ไม่วาดแขนเต็มวง
คือตัวถ่วงให้เคลื่อนไปข้างหน้าช้าลง
แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ถึงฝั่งเร็วขึ้นอย่างที่คิด
แถมจะยังฟุ้งซ่าน
พะวงถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้นอกสระ
ว่ายไม่ทันไรก็คิดแล้วว่าว่ายนานไปหรือเปล่า
เสียเวลาทำโน่นทำนี่หรือเปล่า

แต่หากกล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ร่างกายอยู่ในท่าทางที่สมดุล
ค่อยๆลากมือแหวกน้ำช้าๆ
ลำแขนและลำตัวจะไม่เกร็ง
จิตใจจะสงบสุขขึ้นเรื่อยๆ
คิดถึงเรื่องอื่นน้อยลงเรื่อยๆ
ไม่นานก็ว่ายถึงฝั่งโดยไม่รู้สึกว่าช้าเลย
และช่วงเวลาที่แบ่งไว้แล้วสำหรับว่ายน้ำ
ก็ไม่ได้เบียดบังธุระอื่นใดสักหน่อย
ตรงข้าม หลังขึ้นจากสระจะสดชื่น
มีสติ มีเรี่ยวแรงพร้อมทำธุระอื่นได้ดีขึ้นต่างหาก

เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์
ระหว่างเนื้อตัวกับจิตใจ
คุณจะเอามาใช้กับการทำงานได้หมด
คือ เห็นชัดว่าความกำเกร็งทางกาย
มีผลตรงกับการผลิตอารมณ์ส่วนเกิน
ยิ่งเกร็งเท่าไร ยิ่งคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดเท่านั้น
ความเห็นชัดที่ประกอบด้วยความเข้าใจนี้
มีสิทธิ์รีเซ็ตสมองของคุณได้
คือคุณจะรู้ออกมาจากส่วนลึกเลยว่า
ขอแค่ไม่เกร็งเนื้อเกร็งตัว
ก็จะไม่คิดอะไรที่ไม่ควรคิดแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น แม้งานไม่เสร็จ ไม่ทัน
อยู่เหนือการควบคุมของคุณจริงๆ
แค่คุณมีสติ ไม่เกร็ง
ไม่ฝืนเร่งต่อให้เสียแรงเปล่า
เท่านี้ร่างกายก็จะผ่อนคลายลง
แล้วไม่คิดอะไรลบๆซ้ำเติมตัวเอง
ไม่โวยวายฟาดงวงฟาดงาหาคนผิด
มีแต่รู้คิดว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ข่าวดีสำหรับคนขี้เกียจว่ายน้ำ
หรือหาสระว่ายน้ำไม่ได้
คือ แค่จินตนาการว่าตัวเองเอามือแหวกน้ำ
ว่ายไปข้างหน้าช้าๆ
คุณจะรู้สึกถึงความผ่อนคลายเนื้อตัวจริงๆ
และใช้เป็นจุดเริ่มต้นสังเกต
ทั้งอาการเกร็งและความผ่อนคลายได้แล้ว

ห้ามใจแล้วเกิดอะไรขึ้นกับใจ?

12038249_950085135048645_956931269955589743_n

ใจทุกคนจะยึดความรู้สึกผิดถูกบางอย่างไว้
เป็นเหตุให้ต้องฝืนใจเมื่อต้องทำผิด
ส่วนจะอยากห้ามใจแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับรู้หรือไม่รู้ว่าห้ามใจแล้วจะได้อะไร

ห้ามใจไม่ตามเพื่อนไปตกปลา แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่ฉวยโอกาสโกงลูกค้า แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่ทำมิดีมิร้ายลูกสาวเขา แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่โกหกเอาตัวรอด แล้วได้อะไร
ห้ามใจไม่ลองยาที่ว่ากันว่าจะพาขึ้นสวรรค์ แล้วได้อะไร?

ถ้าคิดออกแค่ได้แต่เสียดาย
อันนั้นธรรมดาโลก
ต้องถูกดูดเข้าวังวนทุกข์กันต่อไป
แต่ถ้าคิดออกว่าได้ความสบายใจ
อันนี้เริ่มไม่ธรรมดา
ไม่ต้องเข้าทางไหลลงเหวกับคนอื่นแล้ว

เรื่องที่ทิ่มแทงใจให้รู้สึกผิดได้
สืบไปสืบมาก็มักเกี่ยวข้องกับศีล นั่นเอง
นั่นเพราะอะไร? เพราะผิดศีลเมื่อใด
มโนธรรมก็บาดเจ็บเมื่อนั้น

มโนธรรมเป็นธรรมชาติติดตัวมาแต่เกิด
เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์
สร้างขึ้นจากกรรมเก่าที่ส่งมาเข้าท้องมนุษย์
ดังนั้น เมื่อมีเรื่องยั่วอารมณ์ให้ได้พิสูจน์ใจว่า
จะยังอยากรักษามโนธรรมไว้
หรืออยากปล่อยให้แตกพัง
คุณจึงปลื้มเมื่อห้ามใจสำเร็จ
หรือสับสนเคร่งเครียดเมื่อยักแย่ยักยัน
และรู้สึกแย่ เป็นทุกข์ เมื่อปล่อยใจเลยตามเลย

ทบทวนดูก็รู้ว่าจริงหรือไม่จริง
แรกๆเมื่อต้องฝืนใจผิดศีล
คุณจะรู้สึกกระวนกระวาย ไม่สบายใจ
เหมือนอ่อนแอปวกเปียก
แต่พอหลายครั้งเข้า
ฝืนน้อยลง กระทั่งไม่ฝืนเลย
ใจจะแข็งขืนคือไม่ใช่เข้มแข็ง
แต่เป็นแข็งกร้าว กระด้าง เย็นชา
แบบคนพยายามลืมรากความรู้สึกที่ใช่
พอกพูนกำแพงอัตตาผิดๆขึ้นมา
เพื่อบังหน้าบังตาเดิมๆของตัวเอง
เอาชนะตัวเองด้วยการสำรากในใจว่า
ทำไปน่ะดีแล้ว ถูกแล้ว ไม่ทำก็โง่
ไม่เอาก็ไก่อ่อนน่ะสิ!

ทำผิดจนไม่ต้องฝืนใจไปนานๆ
จิตจะมืดบอดจนหันหลังให้ศีลเต็มตัว
ได้ยินเรื่องศีลแล้วตะครั่นตะครอ
หรือออกอาการอยากหัวร่อเยาะเย้ยทีเดียว

คุณจำเป็นต้องฟังใจตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่าเอาแต่ไหลตามความคิดประเภท
เอาเถอะน่า ใครๆเขาก็ทำกัน
ความจริงคือ ยังมีคนอยากรักษาศีลอยู่มาก
ทั้งที่ไม่ใช่ชาวพุทธด้วยซ้ำ

ถ้าฟังใจตัวเองแล้วปรากฏว่า
ยังเห็นดีเห็นงามตามศีลธรรมอยู่
คุณจะสดับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสได้
ไม่มีม่านหมอกบังใจ นั่นคือ
ศีลเป็นสิ่งมีผล มีอานิสงส์
เมื่อห้ามใจจากสิ่งยั่วยุ รักษาศีลได้
ก็จะเป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อนใจอยู่ในปัจจุบัน
มีความสงบอกสงบใจ เป็นสุข เป็นสมาธิได้
บรรลุถึงแก่นสาร ล่วงทุกข์ทางใจเสียได้
ไม่รู้สึกสูญเปล่ากับการเป็นชาวพุทธ
(
สรุปความจากสีลสูตร’)

นอกจากนั้น ถ้าเป็นผู้เชื่อว่ากรรมมีผล
ก็จะอุ่นใจว่าเราได้รักษาศีลดีแล้ว
เป็นเหตุให้ไม่อัตคัดขัดสน
เมื่อมีชื่อเสียงก็มีชื่อเสียงในทางดี
เมื่ออยู่ต่อหน้าชุมชนก็สบายใจไร้ความประหม่า
เมื่อจะต้องตายก็ตายอย่างคนรู้สึกปลอดภัย
และสุดท้ายคือได้ไปสู่สุคติภูมิจริงๆ
ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย
(
สรุปความจากปาฏลิคามิยสูตร’)

เพื่อจะรับอานิสงส์อันบริบูรณ์จากศีล
อย่าแค่ยืนยันกับคนอื่นว่าฉันเป็นคนถือศีล
แต่ให้ถามตัวเองดีๆว่า
ยังมีความทุกข์กับการต้องห้ามใจกี่เรื่อง?
ที่ผ่านมามีความสุขกับการห้ามใจสำเร็จกี่ครั้ง?

เมื่อถามตัวเองอยู่ สำรวจเห็นตัวเองอยู่ว่า
ยังต้องกัดฟันหน่อยๆ
หรือยังจุกอกอยู่มากๆ
ก็คือรู้ตัวได้ว่ายังไม่รักศีล
ยังไม่อยากอยู่กับศีลจริง
ยังไม่กล้าบอกใครเต็มปากว่าศีลคือเหตุแห่งสุข
ยังไม่ใช่ผู้เที่ยงที่จะรู้แจ้งซึ่งอานิสงส์แห่งศีล

แต่ถ้าเต็มใจ สบายอก ไม่ฝืดฝืนเลย
คุณจะรู้สึกถึงออร่าแห่งการเป็นคนถือศีล
รู้สึกผ่องแผ้วน้อย ผ่องแผ้วมาก ผ่องแผ้วบริบูรณ์
มั่นใจอยู่ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องถามใครว่า
ความสุขจากการถือศีลนั้น แสนดีขนาดไหน!

เห็นความเกลียดไม่เที่ยง จะกลายเป็นเมตตาอ่อนๆ

ออร่าทางความรัก

11028005_948479701875855_3870943680419693314_n

มีคนประเภทหนึ่ง
ที่แค่ปรากฏตัว ก็ปลุกคนเห็นให้ดีใจ
ขณะที่คนอีกประเภท
แค่เดินมาแต่ไกล ใครๆก็นึกอยากหลบ

แล้วก็มีคนประเภทหนึ่ง
แม้ทำตัวแสบ แต่อุตส่าห์มีคนแอบรักเยอะ
ขณะที่คนอีกประเภท
ดีแค่ไหนก็ไม่มีใครนึกรัก นึกอยากอยู่ด้วย

แถมยังมีคนประเภทหนึ่ง
หน้าตาดี แต่มองแล้วอยากเมิน
ขณะที่คนอีกประเภท
หน้าตาแค่พอใช้ แต่กลับจับตาได้นานกว่า

ทำไมเป็นอย่างนั้น?

คำตอบคงไม่ใช่ตื้นๆแค่
ทำดี เดี๋ยวก็มีคนมารักหรอกกระมัง?

เพื่อจะเข้าใจจริงๆ
คุณต้องหันไปดูดอกไม้
แล้วถามใจตัวเองว่า
ระหว่างกุหลาบสดกับกุหลาบเหี่ยว
คุณอยากมองดอกไหนมากกว่ากัน?
และแม้ระหว่างกุหลาบสดด้วยกัน
ทำไมคุณถึงอยากคัดแต่ดอกเด่น
มาปักแจกันมากกว่าดอกอื่น?

คนเราชอบพลังชีวิตที่สดชื่นไง
แค่กุหลาบดอกไหนช่วยให้คุณสดชื่นได้
ดอกไม้นั้นก็มีคุณงามความดีพอแล้ว!

พลังความสดชื่นเป็นสิ่งที่รับได้ง่าย
เจอคนบางคนปุ๊บ
เหมือนโด๊ปยาให้ตาสว่างได้ปั๊บ
อย่างนี้ใครเล่าจะไม่ชอบ?

ใครช่วยให้คุณรู้สึกดี
สมองคุณตัดสินทันทีแล้วว่าเขาเป็นคนดี!

คนดีบางคน
ทำดีไป สงสารตัวเองไป
บางทีก็ท้อใจกับชีวิตทั้งชีวิต
คิดสั้นอยากหนีไปสวรรค์บ้าง
หรือยอมปล่อยจิตปล่อยใจให้หดหู่
ฟุ้งซ่านอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง

คนธรรมดาบางคน
หน้าตาไม่ดีแล้วยังปากไม่ดีอีก
เพราะวันๆหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่แง่ร้าย
ชอบจับผิด ชอบเพ่งโทษ ชอบหาเรื่องด่า
ทำให้ฟุ้งซ่าน มีจิตหดหู่เป็นอาจิณ
ใครแค่เข้าใกล้ ก็รู้สึกเหมือนเจอหลุมดำ
โดนหลุมดำดูดพลังชีวิตด้านดีแบบฮวบฮาบ
อย่างนี้ใครมันจะไม่อยากหนี?

จิตหดหู่ครองเวลาในชีวิตคุณนานขึ้นเท่าไร
ออร่าทางความรักก็หายไปนานขึ้นเท่านั้น
เหมือนกุหลาบเหี่ยวที่ไม่มีใครอยากเอา

ในทางตรงข้าม
จิตสดชื่นยิ่งเกิดขึ้นนาน
ออร่าทางความรักยิ่งเบ่งบานขึ้นทุกที
ถึงแม้ทำตัวครึ่งดีครึ่งร้าย
แต่เมื่อชอบสนุก ชอบคึกคัก
ชอบยิ้มแย้ม ชอบพูดแต่เรื่องน่าสบายใจ
ก็เกิดออร่าพลังแม่เหล็กได้
ตามกติกาอันยุติธรรมทางธรรมชาติของจิต

ดาราดังบางคน
ดังขึ้นมาได้จากบุญเก่าที่เคยแจกจ่ายของดี
ช่วยให้ผู้คนและส่ำสัตว์มีชีวิตชีวาสดชื่น
เช่น ปล่อยปลาที่จะถูกฆ่าลงน้ำใหม่
พูดจาแบบที่ให้แง่คิดดีๆกับคนจำนวนมาก
เอาความรู้ความสามารถไปยกระดับ
ปรับเปลี่ยนชีวิตชาวบ้านที่เหี่ยวเฉา
ให้กลายเป็นเบิกบาน มีกินมีใช้

มาชาติปัจจุบัน แม้ลืมว่าเคยดี
แต่ความดีจะไม่ลืมเขาหรือเธอเลย
บุญในอดีตตกแต่งรูปชีวิตปัจจุบันให้ดูดี
สร้างแม่เหล็กดึงดูดใครต่อใคร
ให้อยากห้อมล้อมชื่นชม
ซึ่งก็เหมือนดอกไม้ได้น้ำ
ทำให้ดาราดังสดชื่นมากกว่าแห้งเหี่ยว
ยิ่งสดชื่นแรง สดชื่นนาน
ก็ยิ่งสะสมออร่าทางความรักไว้มาก
ต่อให้หลงตัวแค่ไหนก็กำใจผู้คนได้มากอยู่ดี
อยู่ในจอแกล้งทำดีก็มีคนเชื่อกันทั้งประเทศ
อยู่นอกจอถึงร้ายกาจบ้างก็ไม่มีคนเกลียดมากนัก
จึงสนุกกับการเป็นโรคแกล้งดีซ่อนร้ายจริงกันไป

ดูจากคนธรรมดา ดูจากดาราดัง
เมื่อเข้าใจหลักการ
เมื่อเข้าใจหลักความยุติธรรมทางธรรมชาติ
คุณจะจับจุดถูก
เลิกถามคนอื่นว่า ทำไมฉันแสนดีถึงไม่มีคนรัก?
ทำไมหมอนั่นหรือยายนี่แสนร้ายกลับมีแต่คนชอบ?
แล้วเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่ว่า
ฉันมีจิตหดหู่หรือจิตสดชื่นมากกว่ากัน?
จิตแบบฉันสมควรเป็นที่รักหรือถูกเมิน?

ถ้าตอบตัวเองถูกว่ามีจิตหดหู่บ่อยกว่าจิตสดชื่น
ก็ต้องฝึกสู้กับจิตหดหู่กัน
อาจเริ่มจากตกแต่งสภาพรอบตัวให้น่าอยู่ขึ้น
แต่งเนื้อแต่งตัวให้สดใหม่บ้าง
ตลอดจนเว้นวรรคการก้มมองมือถือ
เงยหน้าขึ้นมองนกมองไม้บ้าง

และที่สุดของการได้ความสดชื่นไว้เป็นสมบัติ
คือการรู้วิธีหายใจให้ยาวขึ้น และช้าลง
อีกทั้งรู้ว่าแม้ลมหายใจยาวๆ ช้าๆ ดีๆนั้น
ก็เกิดขึ้นไม่ได้ตลอดเวลา
เมื่อสังเกตเห็นความไม่เที่ยงอยู่เรื่อยๆ
จิตย่อมถอนจากอารมณ์ยึดมั่นหวงแหน
ถอนจากความรู้สึกไม่ได้อย่างใจ
ถอนจากความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ
ถอนกันวันต่อวัน ทีละนิด ทีละน้อย
กระทั่งในที่สุดกลายเป็นจิตใหม่
สดชื่นในตัวเองโดยไม่พึ่งอะไร
นั่นแหละ! ยอดแห่งจิต
ที่ผลิตออร่าแห่งความเป็นที่รัก
ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจตาม
เครียดมาจากไหน เจอเข้าก็พลอยหายเครียด
จิตแบบนี้ใครจะไม่รัก ทั้งคนอื่นและเจ้าตัวเอง!

มีเงิน... แล้วมีอะไรอีก?

12027623_947976698592822_6755138195606571079_n-1

เมื่อเชื่อเรื่องกรรมและวิบาก
คนเรามักสนใจว่า
ทำกรรมใดถึงจะรวย
ทำกรรมแบบไหน
จะได้คาบช้อนเงินช้อนทองออกมาจากท้องแม่
ยิ่งถ้าทำเดี๋ยวนี้รวยเดี๋ยวนี้
ไม่ต้องรอชาติหน้า
ก็จะยิ่งสนใจกรรมรวยลัดดังว่านั้นเป็นพิเศษ

กรรมที่น่าสนใจแท้ๆ
แต่คนกลับไม่ค่อยสนใจ
คือ กรรมที่ช่วยให้รู้สึกรวย!’

ความรู้สึกรวยจริงๆ
จะเปล่งประกายออร่าแบบคนรวย
จะเต็มใจจ่ายในสิ่งที่ควรจ่าย
จะเห็นตนเองมีเหลือเฟือพอจะแบ่งปัน
จะเกิดความสุขทางใจอยู่เป็นปกติ
จะแวดล้อมด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก
จะรู้ตัวว่ามีพอใช้ไปจนถึงชาติหน้า

โดยย่นย่อ
กรรมรวยลัด ให้ผลเป็นทุกข์
กรรมที่ทำให้รู้สึกรวย ให้ผลเป็นสุข

กรรมรวยลัด ได้แก่
เจตนาเล็งผลตอบแทน
จิตจดจ่อกับเงิน
คิดแบบฉลาดเก็งกำไร
ลงทุนน้อย หวังผลมาก
ในทางโลกคือรู้ใจตลาด
เอาใจตลาดเก่ง
ให้สิ่งที่ตลาดต้องการถูกจุด ถูกเวลา
ในทางธรรมคือรู้แหล่งบุญใหญ่
พระรูปใดเป็นอริยะ วัดใดมีพระดีมาก
เชื่อว่า ถ้าช่วยให้แหล่งบุญใดรุ่งเรืองเร็วได้
ฐานะในชีวิตตนก็จะรุ่งเรืองเร็วด้วย
ข้อดีของกรรมรวยลัด คือ
อาจได้ในสิ่งที่อยากได้
แต่ข้อเสีย คือ
กำไรยิ่งมาก ความคิดยิ่งงก
ลงทุนสิบ เก็งจะเอาร้อย
ถวายน้อย แต่คิดจะเอาใหญ่
ใจยังหิว เติมเท่าไหร่ไม่เต็ม
ตัวเลขในบัญชีหลอกตาว่าน้อยร่ำไป
ขับดันให้อยากรวยยิ่งๆขึ้นทุกวัน
ซึ่งก็เท่ากับไม่รู้สึกว่ารวยสักที

กรรมที่ทำให้รู้สึกรวย ได้แก่
เจตนาเล็งความอิ่มใจของตนเอง
สุขกับความโล่งเบา
อันเกิดจากการให้เปล่าเล็กๆน้อยๆ
หรือสนุกกับการช่วยให้คนอื่น
ได้รู้มากขึ้น ได้คิดมากขึ้นเรื่อยๆ
ลงแรงกายเท่าไร หวังผลทางใจเท่านั้น
ยิ่งให้มาก ยิ่งรู้สึกมีมากเหลือเฟือ
ข้อเสียของกรรมที่ทำให้รู้สึกรวย คือ
อาจขาดทุนกำไรทางการเงิน
แต่ข้อดี คือ
ใจอิ่ม ไม่หามาเติมก็รู้สึกเต็ม
ซึ่งก็เท่ากับรู้สึกว่ารวยแล้วนั่นเอง

อนึ่ง การขาดทรัพย์ที่ต้องการ
การจำใจกู้หนี้ยืมสิน
การจำเป็นต้องตากหน้าไปพึ่งพาคนอื่น
ล้วนเป็นคลื่นรบกวนจิตใจ
เป็นความขาดแคลนของจริงภายนอก
ที่แกล้งทำเป็นรู้สึกเต็มอิ่มที่ภายในไม่ได้
ถ้ารู้ตัวว่าไม่มีเงิน
อย่าทำบุญแบบต้องใช้เงิน
อย่าเชื่อใครว่ากู้เงินมาทำบุญแล้วจะได้บุญ
ให้หาทางทำบุญด้วยการใช้แรงกาย
เช่น กวาดลานวัด ล้างห้องน้ำสงฆ์
หรือหาวิธีสร้างบุญด้วยการออกแรงสมอง
เช่น ช่วยสอนเด็กอนาถา
ช่วยพัฒนากิจกรรมคนชรา
เมื่อทำบุญแบบนี้อยู่
ถึงแม้ยังทุกข์กับการไม่ค่อยมีทรัพย์
ก็จะรับรู้ถึงความสุขที่แทรกตัวเข้ามา
ยังไม่รวย แต่รู้สึกว่ามีมากขึ้นกว่าเดิม
ไม่ยากจนเท่าที่ความขาดทรัพย์บีบให้รู้สึก!

อัตตา... หน้าตาเป็นยังไง?

12036829_947423608648131_2149222159524345423_n

อัตตาเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน
แต่ทำให้เราต้องทนทุกข์จริงๆ

ที่จะรู้ตัวว่าอัตตาของคุณ
ใหญ่ เล็ก หยาบ ละเอียด เพียงใด
ไม่ใช่ไปวัดกันตอนพักผ่อนนอนเล่น
แต่ต้องดูผ่านกลไกการปกป้องตัวเอง
ถ้ารักตัวกลัวผิดเหนียวแน่น
ปฏิเสธความผิดของตัวไม่พอ
ยังขอให้ใครมารับผิดแทนตนอีก
แบบนี้แปลว่าอัตตายังหยาบอยู่มาก
ความรู้สึกข้างในยังอึดอัดรุ่มร้อนมาก
ยังอีกไกล กว่าจิตจะหยุดดิ้นได้

อัตตาคืออุปาทาน
เป็นแค่อาการยึดไปเอง หลงไปเองของจิต
ยิ่งหลงยึดมาก ยิ่งอึดอัดมาก
อัตตาหยาบๆ ทำให้มีจิตหยาบๆ
จิตหยาบๆ เหนี่ยวนำให้ก่อบาปหนักๆ
บาปหนักๆ บังตาบังใจให้เห็นผิดเป็นชอบ
กลายเป็นอัตตาพอกพูนขึ้นไป
กระทั่งถึงจุดที่อยากได้อยากมีเพื่อตนเอง
ไม่สนว่าใครจะเดือดร้อนขนาดไหน

สำหรับคนอัตตาเบาบาง
ไม่ใช่ไม่มีกลไกปกป้องตัวเองเลย
ยังมีอยู่ แต่น้อย
เช่น ผิดแล้วไม่อยากรับผิดแค่ชั่วอึดใจสั้นๆจึ๊กเดียว
หรือกระทั่งเต็มใจรับผิดทันที
แม้ฝืนๆฝืดๆอยู่ข้างในบ้าง
ก็ไม่กระสับกระส่ายให้ใครเห็น

ยิ่งกลไกการปกป้องตัวเองน้อยลงเท่าไร
ยิ่งสะท้อนว่าอัตตาเบาบางลงเท่านั้น
เมื่ออาการดิ้นรนเพื่ออัตตาน้อย
ความทุกข์ก็น้อย
และเส้นทางทุกข์ก็สั้นลงเรื่อยๆ

เพื่อจะเริ่มฝึกลดอัตตา
ต้องสังเกตโทษทางใจให้ชัด
เช่น เมื่อผิดแล้วไม่ยอมรับผิด
แม้รอดตัว ลอยนวลไปได้
หรือหาแพะมารับบาปแทนได้
ก็ต้องรับโทษทัณฑ์เหมือนติดคุกอยู่ข้างใน
รู้สึกลึกๆว่าตัวเองเป็นคนชั่วร้าย
กลายเป็นขี้ข้าปีศาจ
หรือถูกขังรวมกับตัวบ้าอะไรสักตัว
ที่มีแต่ความกลัวผิด คิดเพี้ยนๆ งุ่นง่านไม่เลิก

เมื่อจับได้ไล่ทัน เห็นโทษเห็นภัยของอัตตา
คุณจะกล้ารับผิดมากขึ้น
พยายามปกป้องมันน้อยลง
และพอเอามันลงจากบ่าได้
ก็อาจโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก
นึกชอบอัตตาที่เบาบางลงจริงๆ

เมื่ออัตตาเบาบางลง
แล้วคิดเจริญสติ จะเกิดความก้าวหน้ารวดเร็ว
เห็นอัตตาละเอียดไม่ยาก
แต่หากอัตตายังหยาบ ยังหนาหนัก
แล้วคิดเจริญสติหวังมรรคผล
นอกจากจะไม่ได้ผล ไม่กะเทาะอัตตาออก
ยังกลายเป็นเจริญสติพอกอัตตา
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็อาจเห็นข้างในพิลึกกึกกือ
เบาบางก็ไม่ใช่ หนาหนักก็ไม่เชิง
คล้ายรูปร่างหน้าตาของตัวตนที่แท้จริง
บูดๆเบี้ยวๆ กึ่งเทพ กึ่งปีศาจ
เป็นที่น่ารำคาญแก่ตนเองยิ่ง!

มีดในปาก

11990646_946962785360880_7532385581260536885_n

โดนแทงข้างหลังของแท้
คือโดนคนอื่นใส่ไคล้
ด้วยความจงใจทำลายล้างกัน
เผลอแทงข้างหลังโดยไม่ตั้งใจ
คือตีไข่ใส่สีตามอารมณ์
ไม่คิดให้ดีเสียก่อนพูด

ทุกคนรู้สึกเจ็บปวด
กับคำร้ายๆที่มีมาถึงตน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คำร้ายๆที่สร้างความเสียหาย
ในหน้าที่การงาน
หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
ทุกคนจึงเกลียดการโดนแทงข้างหลัง

แต่แน่ใจหรือว่า
เกลียดอย่างไร ไม่เคยทำอย่างนั้น?

คนเราเวลาหาเรื่องคุยกัน
จะในบรรยากาศเบาๆหรือหนักๆก็ตาม
มักหยิบยกคนโน้นคนนี้มาพูดถึง
เพราะเรื่องของคนเป็นเรื่องน่าคุย
น่าให้อยากตีไข่ใส่สีตามอารมณ์

ลองสังเกตตัวเองดู
คุณอาจพบด้วยความประหลาดใจว่า
แนวโน้มที่จะพูดคุยถึงคนอื่น
ให้ออกรส ให้สนุกปาก ให้เฮฮากันได้นั้น
มักต้องหยิบยกเรื่องร้ายๆมาเป็นประเด็น
และการพูดถึงคนอื่นในแง่ลบแง่ร้าย
ก็เป็นความเคยชินที่สะสมกันง่ายเสียด้วย
ใครๆก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องต้องฝึกสักเท่าใด

แต่ที่จะหยิบยกเรื่องดีๆของคนอื่น
มาตั้งเป็นหัวข้อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้ออกรส ให้คล่องปาก ให้คึกคักได้
เป็นเหมือนการว่ายน้ำทวนกระแส
ทำได้ยาก และไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน

คนส่วนใหญ่
จึงอยู่ในวังวนของการแทงข้างหลัง
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เพื่อจะเริ่มรู้ตัวขึ้นมา
บางทีต้องอาศัยข้อสังเกต
เช่น ทบทวนดีๆว่า ถ้าใครรู้ว่าคุณพูดถึงเขา
อย่างที่หลุดปากออกไปครั้งล่าสุด
เขาจะรู้สึกว่าโดนคุณแทงข้างหลังหรือเปล่า?

แต่ถ้าเคยเจริญสติ
เคยเห็นกายเห็นจิตตนเองได้มาบ้าง
คุณอาจระลึก จุดเกิดเหตุเลยทีเดียวว่า
ขณะพูดถึงใครในทางเสียหาย
ลิ้นของคุณให้ความรู้สึกแหลมคม
เหมือนปลายมีดพุ่งไปทิ่มแทงเขาหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็ให้สันนิษฐานว่า
มีเจตนาประทุษร้าย
ปรุงแต่งจิตให้พุ่งออกไปเป็นหอกดาบ
เมื่อจิตร้อน คำย่อมร้อน
ให้เร่งรู้ตัว เตือนตนเองให้ถูกว่า
นั่นเป็นวจีทุจริต เป็นอกุศลธรรม

อย่างไรก็ตาม
การอยู่ในสังคมมนุษย์
บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
จำเป็นต้องพูดถึงแง่เสียหายของคนบางคน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปถึงส่วนรวม
เช่น ถ้ารู้จริงว่าใครโกงเก่ง
ก็จำเป็นต้องบอกให้เพื่อนร่วมงานระวังตัว
หรือถ้ารู้จริงว่าใครเจ้าชู้ยักษ์
ก็จำเป็นต้องบอกคนใกล้ตัวให้ออกห่างบ้าง
การพูดถึงของเสียของคนอื่นด้วยเจตนาดี
จะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดน้ำบริสุทธิ์ขึ้นในปาก
ที่สาดออกไปเพื่อไล่ล้างความสกปรก
เป็นไปเพื่อความสะอาดหอม
ไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้ปากเหม็น!

ว่าจะทำแล้วไม่ทำ

12006211_946475625409596_1765861161927805251_n

ลงมือเลยเดี๋ยวนี้
กับขอผัดไปก่อน
เคยสังเกตไหมว่า
ผลที่เกิดขึ้นทางใจ
ต่างกันขนาดไหน?

มีเรื่องอยู่สองประเภท
ที่คุณชอบผัดวันประกันพรุ่ง
ประเภทแรก คือเรื่องเล็กน้อย
เช่น ว่าจะจัดข้าวจัดของให้เรียบร้อย
ว่าจะออกไปตรวจฟันซะหน่อย
ว่าจะซื้อขนมไปฝากพ่อแม่เสียที

ว่าจะ ว่าจะ แล้วไม่ทำ!

อีกประเภทหนึ่ง คือเรื่องใหญ่มาก
เช่น น่าจะตัดสินใจว่าเอาไงดีกับชีวิต
น่าจะคิดสะสางงานให้คืบหน้า
น่าจะไปออกกำลังเสียก่อนสายเกิน

น่าจะ น่าจะ แต่ไม่ทำ!

ไม่ต้องไปสนผลข้างนอก
เอากันที่ผลข้างใน
รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิต?

นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง
อ้างโน่นอ้างนี่
หรือไม่อ้างเลย ขี้เกียจเสียเฉยๆ
ปล่อยเลยตามเลย
ทำเป็นไม่คิดอะไรมาก
ปลงง่ายๆว่า ไม่ต้องเหนื่อยเดี๋ยวนี้
ไว้ให้พรุ่งนี้มันจัดการของมันเอง
เมื่อสะสมนิสัยได้ที่
จะกลายเป็นอารมณ์เหม่อกับชีวิตทั้งชีวิต!

พวกที่เหม่อกับชีวิตทั้งชีวิต
อาจทำเรื่องปกติ กลางๆได้
ประเภท แปรงฟัน ออกไปเดินเล่น
พูดคุยธุระนิดหน่อย จะทำโน่น จะทำนี่
หรือลงมือทำธุระที่เคยชิน
ไม่ต้องฝืนบังคับตัวเองมาก

แต่เรื่องเล็กน้อย ประเภท ว่าจะ ว่าจะ
กับเรื่องใหญ่มาก ประเภท น่าจะ น่าจะ
มักเคยชินที่จะเข้าโหมดหลบหนี
หาตัวเองไม่เจอ
ใจจริงที่จะคิดรับผิดชอบไม่รู้อยู่ไหน

ทางง่ายที่สุดที่จะพ้นจากความเป็นเช่นนั้น
คือเลิกผัดผ่อนกับตัวเองในเรื่องเล็กน้อยก่อน
ว่าจะ ว่าจะ เรื่องไหน
ลงมือทำเรื่องนั้นเดี๋ยวนี้เลย
เอากันง่ายๆแบบไม่ต้องตั้งท่า
ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
พอลงมือก็สังเกตผลทางใจไปด้วยว่า
มีความตื่นตัว รู้สึกถึงโฟกัสที่มีต่อชีวิต
แตกต่างจากอารมณ์เหม่อกับชีวิตขนาดไหน

หลังจากสร้างบารมี
เอาชนะอารมณ์เหม่อเล็กๆ
กำจัดเรื่องว่าจะทั้งปวงออกจากชีวิตได้
คุณจะรู้สึกถึงความเข้มแข็ง
และพละกำลังที่จะโฟกัสกับเรื่องใหญ่ขึ้น
จัดการสะสางกับเรื่องน่าจะได้ด้วย

ให้ความเปลี่ยนแปลงทางใจ
ขยายขอบเขตจากเล็กไปหาใหญ่
แล้วคุณจะกลายเป็นอีกคน
ที่ไม่รู้สึกว่าชีวิตสูญเปล่า!

พลิกความคิดร้าย ให้กลายเป็นดีทางจิต

12019788_944998465557312_2329866965537774058_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทรมานใจ
อยู่กับความคิดสกปรก ความทรงจำแย่ๆ
หรือความลับน่าอับอาย
เกินกว่าจะให้ใครรู้ว่าเราก็คิดอย่างนี้ได้
ขอให้ทราบเถิดว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว
ยังมีคนอีกทั้งโลกเป็นเพื่อน

ยิ่งหากคุณรู้สึกว่าความคิดที่เสียดแทงหัวหูอยู่นั้น
เป็นเรื่องน่าอับอายเกินกว่าจะปรึกษาใคร
เรียกว่าไม่กล้าเปิดเผยกันตลอดชีวิต
ก็ยิ่งย้ำติดและคิดหนัก
เช่น คำหยาบที่โยงเข้ากับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
หรือความคิดทางเพศกับญาติเชื้อ
แม้คุณจะปฏิเสธว่าไม่ได้คิด ไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ได้อยากอยู่ข้างเดียวกับความคิดพรรค์นั้น
มันก็ยังคงวนเวียนเยี่ยมหน้ามาไม่เลิก
ราวกับมีศัตรูตามราวีตนอยู่ในตัวเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความคิดไม่ดี
ที่โผล่มาแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้มีหลายสาเหตุ
แต่สาเหตุสำคัญ คือ
เคยเมามันกับการคิดเพ่งโทษคนอื่นให้เป็นยักษ์เป็นมารหนึ่ง
หรือเคยสะใจกับการด่าสาดเสียเทเสียใส่คนอื่นให้เจ็บใจหนึ่ง
ความคิดและคำพูดร้ายๆจะไม่ได้หายไปไหน
แต่ยังคงเป็นระเบิดเวลาฝังตัวรออยู่ในส่วนลึก
คอยเวลาระเบิดขึ้นมารบกวนจิต
ไม่ให้เป็นกุศล ไม่ให้สบายใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าอยู่ในช่วงเริ่มเบิกบานกับธรรมะ
ตะกอนกรรมที่ก้นบึ้งของชีวิต
จะฟุ้งขึ้นมาปรุงแต่งคำกระซิบที่คิดไม่ถึง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนส่วนใหญ่จะสงสัยกันมาก
ว่าถ้าไม่ได้คิดเจตนาจริงจัง
เช่น เกิดความคิดลบหลู่ครูบาอาจารย์ขึ้นมาชั่วแว่บในหัว
จะเป็นบาปกรรมแค่ไหน?

หากไม่ได้จงใจ ทว่าเกิดความรู้สึกอยากทำร้าย
อยากขโมย อยากผิดกาม อยากโกหก
หรืออยากลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในรูปความคิดแวบผ่านเข้ามาในหัว
ไม่ได้มีกำลังใจของตนเองหนุนหลังจริงจัง
อย่างนี้เรียกว่าเป็นความจำได้หมายรู้อันเป็นอกุศล
หาใช่การก่อกรรม หาใช่บาปร้ายแรง
ที่จะติดตัวเป็นเงาตามไปให้ผลไม่

ความคิดใดยังไม่เติบโตขึ้นเป็นความตั้งใจลงมือทำจริง
ความคิดนั้นยังไม่ใช่กรรมที่มีผลรออยู่อย่างชัดเจน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ผมขอให้คุณๆมองอย่างนี้ครับว่า
ยิ่งหาทางแก้ความคิดไม่ดี
ก็ยิ่งตอกย้ำให้กลุ้มว่าเราคือเจ้าของความคิดไม่ดี
อย่าไปทำอย่างนั้นเลย
หาทางเป็นคนละข้างกับมันดีกว่า

ไหนๆมันเกิดขึ้นในหัวเราจริงๆแล้ว
ก็มีสติดูให้จิตเกิดความฉลาด รู้ทันความจริงว่า
มันมาเอง เราไม่ได้เชิญ เราไม่ได้จงใจคิด
มันไปเอง ถ้าเราไม่ต้อนรับ
และไม่ได้เลี้ยงไว้ด้วยการครุ่นคิดต่อ

ทำไว้ในใจว่า เมื่อใดความคิดไม่ดีผุดขึ้นในหัว
เราจะยอมรับว่ามันเกิดขึ้น
ไม่ใช่พยายามหลอกตัวเองว่าไม่ได้เกิดขึ้น
ไม่ใช่พยายามฝืนต้านไม่ให้เกิดขึ้น
ไม่ใช่พยายามขู่ให้ตนเองกลัว
ว่าเป็นบาปหนักถ้าขืนปล่อยให้เกิดขึ้น

ยิ่งเห็นว่ามาเองไปเองบ่อยเท่าไร
ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดีบ่อยขึ้นเท่านั้น
และยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของความคิดไม่ดีบ่อยขึ้นเท่าไร
ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่บุคคลเราเขามากขึ้นเท่านั้น

ถึงจุดหนึ่งเมื่อเห็นว่า
ความคิดไม่ดีเป็นอนิจจัง เป็นอนัตตา
ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์กับอุปาทานซ้ำซาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้นั้น
จิตเป็นมหากุศลด้วยซ้ำ
สิ่งที่สะท้อนชัด คือ
จิตใจโดยรวมจะดีขึ้นเรื่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ
ขออย่างเดียว
อย่าพะวงหรือกลัดกลุ้มกับความคิดชั่วร้ายที่เกิดขึ้น

ระลึกให้แม่นยำว่า :

ถ้าน้ำหนักเจตนาไม่แรง บาปก็ไม่มาก
และถ้ายิ่งเกิดสติเท่าทันความคิดชั่วร้ายได้เดี๋ยวนั้น
ก็จะพลิกจากอกุศลเป็นมหากุศลทันที

ตัวใกล้ นิสัยห่าง

11885298_940144936042665_4061719522977472058_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เหตุที่ผูกพัน แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเข้ากันได้
เพราะตัวใกล้ แต่นิสัยห่าง
เหตุที่คิดถึง แต่ขาดแรงดึงดูดเข้าหากัน
เพราะนิสัยใกล้ แต่กายใจห่าง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้
จะเป็นคนรักที่รักกันจริงก็ดี
จะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย
ที่เข้ากันได้อย่างกลมเกลียวก็ดี
ต้องเป็นไปด้วยธาตุนิสัย
มีศรัทธาไปในทางเดียวกัน
มีศีลเสมอกัน
มีน้ำใจไม่แพ้กัน
มีปัญญาไม่น้อยหน้ากัน
และพูดจากันดีๆ
เล็งแลกันด้วยความเอ็นดู
ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายต่อกัน
หาใช่แค่เอาตัวมาอยู่บ้านเดียวกัน
แล้วความสนิทชิดเชื้อจะเกิดขึ้นได้เองไม่

แม้จะอุปโลกน์ฐานะใดๆให้กัน
หรือแม้กระทั่งถูกกรรมจัดสรร
ให้มาเป็นพ่อแม่ลูกกัน
หากไม่อาจเข้ากันโดยธาตุนิสัยแล้ว
ก็จะได้แต่รู้สึกผูกพัน
แต่ไม่อาจเข้ากันได้สนิท
หรือมีเหตุให้คิดไม่ดีต่อกันอยู่เรื่อยๆ

ทุกสิ่งต้องมีจุดเริ่มต้น
การจะมีความรู้สึกดีๆต่อกัน
อาจเริ่มต้นจากอะไรที่มีอยู่แล้ว
เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง
โดยตั้งใจพยายามแปลงความคิดขัดแย้ง
ให้เข้ากันบ่อยๆ
หรือหันหน้ามองอะไรดีๆในแง่เดียวกันบ้าง
ชักชวนกันทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้าง

เจตนาร่วมมือกันสร้างบุญสัมพันธ์ดีๆ
จะจุดชนวนให้ค่อยๆสะสม
ศรัทธา ศีล น้ำใจ และปัญญา
ให้ก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน
ในแบบใกล้ด้วยใจ
ไม่ใช่แค่จำใจต้องตัวติดกัน
และยิ่งเดินไปด้วยกัน
จะยิ่งรู้สึกถึงเส้นทางสู่ความสุขอันเป็นทิพย์
ตลอดจนการพ้นทุกข์ร่วมกัน