ความลับ... เหมือนจะตายถ้าไม่ได้พูด

300916

ธรรมชาติความลับเป็นอย่างนี้
คนหนึ่งรู้ อีกหลายคนจะรู้

เมื่ออึดอัด เก็บกด อยากเผยความลับ
ใครเกลียดใคร ใครนินทาใคร
ใครบงการ ใครลงมือ ใครเป็นชู้ ฯลฯ
คุณจะนึกถึงใบหน้าของคนบางคน
ที่น่าจะรู้เรื่องลับไปกับคุณด้วย
ซึ่งหากเป็นสามีภรรยาที่บ้านก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าเป็นคนในที่ทำงานด้วยกัน
ก็ไม่ต่างจากฝากระเบิดเวลาไว้ให้เขา
เป็นระเบิดเวลาที่ไม่รู้เวลาระเบิดที่แน่นอน
ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีไหนจะตูมขึ้นมา

คนส่วนใหญ่คิดเอาเองว่า
พูดกระซิบกระซาบกับใคร
เขาก็น่าจะมีมารยาท รู้เองว่าสมควรเหยียบไว้
คนคนนั้นสมควรรู้ตัวว่า
ต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บความลับ
ไม่ใช่ท่อระบายความลับ

ตัวเองอดไม่ได้ที่จะแพร่งพราย
แต่กลับกะเกณฑ์ให้คนอื่นรักษา
แถมไปต่อว่าต่อขาน
เมื่อเขาเอาความลับไปแพร่ต่อ
แค่นี้ไม่รู้หรือว่าไม่สมควรพูด?

เครื่องวัดความเป็นมืออาชีพหนึ่ง
คือความสามารถห้ามใจ ห้ามปาก
ไม่ปริปากพูดเรื่องลับ
ยิ่งเป็นมืออาชีพมากขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกสบายๆ
กับการเก็บความลับไว้กับตัวมากขึ้นเท่านั้น
ถ้ายังอึดอัด งุ่นง่าน คันปากยิบๆ
อย่างนั้นคือมือใหม่ หรือมือสมัครเล่น
ยังทำงานใหญ่ไม่ได้

เพื่อจะเริ่มฝึกรักษาความลับให้เป็น
คุณต้องท่องความจริงสำคัญไว้ให้ขึ้นใจ
ถ้าไม่อยากให้ใครพูดเรื่องอะไร
ก็ต้องไม่ให้เขารู้เรื่องนั้น
ไม่ใช่ปล่อยให้เขารู้เรื่องนั้น
แล้วค่อยกำชับว่าอย่าแพร่งพราย

หลังจากท่องความจริงขึ้นใจแล้ว
จากนั้น เมื่อใดมีเรื่องลับเข้ามาอยู่ในหัว
ชนิดที่แพร่ไปแล้วรู้ๆอยู่ว่าจะมีคนเสียหาย
หรือก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองได้ในภายหลัง
ให้สังเกตความดันในปาก
ลับน้อย เกิดแรงดันน้อย
ลับมาก เกิดแรงดันมาก
ถ้าออกแรงกดไว้ดื้อๆ จะอึดอัดคาใจไม่เลิก

การเก็บความลับ เป็นขันติบารมีชนิดหนึ่ง
และการเพิ่มขันติบารมี
ก็ไม่จำเป็นต้องสะสมความอึดอัด
ขอเพียงรู้วิธีระบายความอึดอัดออกไป
อาจจะด้วยวิธีง่ายๆ เช่น
นึกถึงใบหน้าของคนที่คุณจะใช้เป็นแหล่งระบาย
จากนั้นนึกให้ออกว่า
คุณควรเริ่มพูดด้วยคำไหน ผูกประโยคอย่างไร
นึกให้ครบ ราวกับเอ่ยปากออกไปจริงๆ
แล้วจะรู้สึกว่า ความลับเข้าหูคนแล้ว
คุณบอกความลับกับเขาหรือเธอสำเร็จแล้ว
ถ้ารู้สึกโล่งอก เหมือนยกภูเขาออกจากตัวได้
แปลว่าจินตนาการของคุณแจ่มชัด ครบถ้วนพอ

คุณจะค้นพบว่า จินตนาการที่แจ่มชัดพอ
ก่อให้เกิดความสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คือ ปกติถ้าคุณพลั้งปาก
หรือเผลอปากพล่อยไม่คิดมาก
คุณจะคิดไปเองว่า คำพูดเข้าหูคน ก็หยุดที่หูคน
ต่อเมื่อคุณนึกในใจได้ก่อนพูดจริง
คุณค่อยรู้สึกได้ว่า ความลับ หรือความในใจ
เข้าหูใคร มันจะปั่นป่วนในหัวคนนั้น
กับทั้งเกิดแรงดัน คันปากอยากบอกต่อด้วย
และแรงบอกต่อนั้นเอง ถ้าแรงพอ
ก็จะย้อนกลับมาทำร้าย
หรือทำความเดือดเนื้อร้อนใจ อยู่ไม่เป็นสุขให้คุณได้

พอเห็นภาพทั้งหมดหลังบอกความลับสำเร็จ
คุณจะนึกดีใจ ที่ความลับไม่รั่วไหลออกจากปากคุณ
ความอึดอัด เก็บกด จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
แล้วเปลี่ยนเป็นสบายใจ โล่งอกมหาศาลไปแทน!

ทำไงได้... เกิดแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้

290916

ภพภูมิมีอยู่หลากหลายพิสดารมาก
พระพุทธเจ้าจำแนกภพภูมิคร่าวๆ
เพื่อกล่าวถึงความน่าอยู่น่าหนี
ของสภาพต่างๆไว้ จำพวก
ล่างสุด นรก มีความแผดเผาตลอด
ถัดมา เดรัจฉาน มีแต่ความเน่าเหม็น
ถัดมา เปรต ลุ่มๆดอนๆ เอาแน่นอนไม่ได้
ถัดมา มนุษย์ สบายมากกว่าลำบาก
บนสุด เทพ มีความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยไป

พูดง่ายๆ นรก เดรัจฉาน เปรต
มีไว้ลงโทษให้เป็นทุกข์
อยู่ในสภาพทุกข์อย่างไรก็ต้องทุกข์ประมาณนั้น
ส่วนชั้นเทพ มีไว้ตกรางวัลให้เป็นสุข
อยู่ในสภาพสุขอย่างไรก็เสวยสุขจากต้นจนจบ
ทั้งภพล่างและภพบน เลือกพัฒนาตัวเองไม่ได้
เปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากจุดกำเนิดไม่ได้มาก
เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่บนขบวนรถไฟแล้ว
ใครได้ขบวนที่บังคับให้ยืนเบียดเสียดห้อยโหน
ใครได้ขบวนที่มีห้องนอนส่วนตัวให้โอ่โถง
ก็ได้อยู่กับความเป็นเช่นนั้นไป
จนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง
เลือกเปลี่ยนขบวนกลางทางไม่ได้
เกิดแบบสัตว์ก็ต้องตายแบบสัตว์
เกิดแบบเทพก็ต้องตายแบบเทพ เป็นต้น

จะมีก็แต่เพียงภาวะความเป็นมนุษย์
ที่เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่ที่สถานีรถไฟ
มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะขึ้นขบวนรถไฟไหนต่อ
ขบวนแห่งความอึดอัด หรือขบวนแห่งความสบาย
พลิกชีวิตจากหลังมือเป็นหน้ามือกันได้ เช่น
เกิดกับโจร มีสิทธิ์เลือกตายอย่างพระ
เกิดอย่างราชา มีสิทธิ์เลือกตายอย่างยาจก เป็นต้น

เรื่องน่าเห็นใจที่สุดมีอยู่ประการเดียว คือ
ธรรมชาติอนุญาตให้รู้ตัวว่า
มาสู่ความเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
ก็ต่อเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
และมักให้จำได้ ก็ต่อเมื่อตกรางวัล หรือลงโทษ
เช่น แม้แต่หมาที่เพิ่งมาจากความเป็นมนุษย์หยกๆ
ก็ยังอาจรู้สึกนึกคิดคล้ายมนุษย์ ฟังภาษามนุษย์ออก
แถมจำความไม่ดีไม่งามในครั้งเป็นมนุษย์ได้ด้วย
หรือถ้าเกิดในละแวกเดิมที่เคยอยู่อาศัย
ก็จำได้ด้วยซ้ำว่า
ตัวเองเคยมีสมบัติอะไร หรือญาติมิตรเป็นใครบ้าง
ดังเช่นที่เคยมีเรื่องเล่าว่า สมัยพุทธกาล
เศรษฐีตายไปเป็นหมา ลูกหลานเชื่อว่าใช่
เพราะชี้ถูกว่าเคยแอบฝังสมบัติไว้ตรงไหน เป็นต้น

แต่ทว่า ธรรมชาติเล่นตลก
กำเนิดแบบมนุษย์ทำได้สารพัด เลือกได้สารพัน
กลับปิดหูปิดตา
ไม่ยอมให้จำได้ว่าเคยทำอะไรจึงได้เข้าท้องมนุษย์
ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปสบาย
ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปลำบาก

ธรรมดาโลก
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ที่ถูกบีบคั้นให้น้อยใจชะตา
ก็มักเกิดความคิดว่า ช่วยไม่ได้! เกิดแบบนี้
ต้องทำอย่างนี้แหละ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่า
ความคิดชนิดนั้นเอง คือการตีตั๋วไปลำบากต่อ

แล้วก็ธรรมดาโลกเช่นกัน
มนุษย์ที่ถูกเปิดทางให้เหลิงหลง
มัวเมาในความมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
ก็เกิดความคิดว่า เอาเถอะ! เกิดทั้งที
ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม เต็มที่กับมันให้อิ่ม
ฟาดอะไรได้ก็ฟาด ใครเดือดร้อนก็ช่างแม่ง
โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อยว่า
ความคิดพรรค์นั้นเอง
คือการเปลี่ยนทางไปลำบากแล้ว

มนุษย์คนหนึ่ง จะมีชีวิตได้คุ้มความเป็นมนุษย์
ก็เมื่อพบผู้มีอภิญญา
ล่วงรู้เรื่องความมีอยู่ของภพภูมิ
ล่วงรู้เรื่องกรรมทำให้เกิดวิบากเป็นภพภูมิต่างๆ
แล้วเกิดศรัทธา เลือกบุญกุศล งดเว้นบาปเวร
หรือมีบุญสุดๆ ได้พบกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้า
ที่ทรงล่วงรู้ละเอียด ทั้งทางไปอบาย ทางไปสวรรค์
และทางนฤพานอันนิรทุกข์
พบแล้วเกิดศรัทธา ศรัทธาแล้วศึกษา
ศึกษาแล้วเห็นจริงเข้ามาในตน
เห็นจริงเข้ามาในตนแล้วรู้ซึ้งด้วยตัวเองว่า
บาปเป็นต้นกำเนิดสภาพย่ำแย่
บุญเป็นต้นกำเนิดสภาพดีงาม
เหนือบุญเหนือบาปเป็นจุดจบทุกข์
ตราบเท่าที่ยังเหลืออายุ ยังมีลมหายใจ
ตราบนั้นเลือกตัดสินใจได้ว่าจะเอาแบบไหน
ปิดกั้นความคิดดื้อๆเสียได้ว่า
เกิดอย่างนี้ ก็เอาอย่างนี้แหละ!

อยากตาย... เป็นอาการหนึ่งของจิตที่หลงทาง

280916

ต่อให้มีของนอกกายพร้อม
ก็ต้องมีสักวัน หรือหลายๆวัน
ที่คุณจะรู้สึกเคว้งคว้าง
เหมือนข้างในหาตัวเองไม่เจอ
จับจุดไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรต่อ
มือไม้แค่ขยับทำอะไรไปวันๆอย่างนั้นเอง

ยิ่งเมื่อใดที่ไปถึงจุดของความเบื่อแบบสุดๆ
จิตของคุณจะมีลักษณะพล่านออกนอกตัว
ยากจะกลับมารู้สึกรู้สากับความมีตัวมีตน
และนั่นจึงเป็นเหตุให้ตอนเบื่อจัด
คนเราจะเกิดอารมณ์อยากตายไปพ้นๆ
ซึ่งดูเผินๆเหมือนอยากหาจุดจบ
แต่หากส่องเข้าไปดีๆ
จนพบความต้องการที่แท้จริง
ก็จะรู้ว่าอารมณ์อยากตาย
คือการไล่ล่าหาตัวตนใหม่ที่ดีกว่าต่างหาก
ตัวตนนี้กระเจิดกระเจิง
จึงอยากได้ตัวตนที่สงบระงับ
แล้วก็นึกว่ากายจบ ความสงบคงมา
ตัวตนนี้น่าเบื่อนัก
จึงอยากได้ตัวตนที่หายเบื่อ
แล้วก็นึกว่ากายหาย ความเบื่อคงหาย

คนสติดีๆที่มีอารมณ์อยากตาย
ต่างจากคนขาดสติที่คิดฆ่าตัวตายจริง
ก็ตรงที่คนสติดี สำนึกรู้ได้อยู่ลึกๆ
บอกตัวเองจากส่วนลึกถูกว่า
กายจบ จิตไม่จบ
เมื่อจิตก่อนตายแย่
ก็ไม่มีทางเป็นต้นตอให้เกิดจิตที่ดีขึ้น

พูดง่ายๆ ตัวตนที่ดีกว่า
ไม่มีทางงอกเงยขึ้นมาจากตัวตนที่ย่ำแย่!

นั่นเอง คนสติดีๆ จึงยั้งๆไว้
อยากตาย แต่ก็ไม่คิดลงมือจริง
ทว่าก็ไม่แน่ ถ้าเจอแรงกดดันภายนอกมากๆ
แล้วไม่มีแรงช่วยจากภายในดีๆบ้างเลย
ในที่สุดอารมณ์อยากตาย
ก็กลายเป็นการคิดลงมือจริง
ขอเพียงวูบเดียวที่อารมณ์นั้นหนักแน่นพอ
โอกาสแก้ตัวแบบมนุษย์
ก็หลุดลอยไปกับสายลมแล้ว

ทางพุทธเรา นิยมป้องกันไว้ก่อนต้องแก้ไข
อย่างเช่นถ้าไปคิดแก้ไขกันเอาตอนที่
จิตอยู่ในภาวะกู่ไม่กลับ ใกล้บ้า หรือใกล้ตาย
มันแทบไม่เหลือเหตุปัจจัยให้เป็นไปได้จริง
ในอารมณ์อยากตาย ไม่มีใครคิดหรอกว่า
แค่รู้ลมหายใจเข้าออก ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้
แค่สังเกตว่าแต่ละลม อารมณ์อยากตายไม่เที่ยง
ก็เลิกอยากตาย กลายเป็นอยากอยู่เจริญสติได้

สติแบบพุทธที่แท้
เริ่มต้นจากความรู้สึกอยู่กับเนื้อกับตัว
คุณจะไม่รู้สึกหลงทาง เมื่อมีกายนี้เป็นบ้าน
ฝึกไว้ก่อน ระลึกไว้ตั้งแต่ยังดีๆ
สังเกตว่าเมื่อใด หายใจยาวแล้วรู้ว่าหายใจยาว
เมื่อนั้น สติจะมีที่ตั้ง ที่พักพิง ที่อ้างอิงชัดเจน
สังเกตว่าเมื่อใด หายใจสั้นแล้วรู้ว่าหายใจสั้น
เมื่อนั้น สติจะเริ่มแข็งแรง รู้ในสิ่งที่ยากจะรู้ได้

จากนั้น เมื่อเบื่อหน่าย เมื่อเกิดอารมณ์อยากตาย
คุณจะมีพื้นความเชื่อที่หนักแน่นมั่นคงว่า
เดี๋ยวมันต้องดีขึ้นได้
ก็แค่หันกลับมารู้ลมที่ยาวบ้าง สั้นบ้าง
แล้วสังเกตว่า อารมณ์เบื่อ อารมณ์อยากตาย
ไม่เท่ากันในแต่ละลมหายใจ
สังเกตไปไม่กี่ลมหายใจก็หลุดจากอารมณ์เบื่อ
และหายขาดจากความคิดอยากตายในที่สุด!

หมั่นไส้ไม่อยากให้คนรักเป็นสุข

270916

คนเป็นทุกข์ ไม่ชอบเห็นใครมีความสุข
ถ้าตัวเองกำลังเศร้า แล้วเห็นใครชื่นมื่น
จะนึกหมั่นไส้ คิดไม่ดีต่างๆนานา
หรือไม่ก็อยากหาทางลากมาเป็นพวก
มาเศร้าด้วยกัน จมทุกข์ไปด้วยกัน

คนเป็นทุกข์ จะชอบคนเป็นสุขก็ต่อเมื่อ
คนเป็นสุขเผื่อแผ่ความสุขมาให้ตนด้วย
เมื่อพลอยได้เป็นสุขไปกับเขา
จึงชื่นชมความสุขแบบที่เขามีได้
ถ้ายังเหลือความหมั่นไส้อยู่บ้าง
ก็อยู่ในรูปของความอิจฉา
อยากเท่าเทียมหรือเหนือกว่า

คนรัก ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก
ไม่ใช่เพราะคุณผูกสัญญารักไว้กี่ข้อ
ไม่ใช่เพราะคุณคิดเอาถูกเอาผิดเป็นคณิตศาสตร์
ไม่ใช่เพราะคุณยึดเหตุผลตายตัวนมนานไหน
แต่เพราะคุณผูกคำว่าคนรัก
เข้าไว้กับคำว่าความสุขที่หวังได้สถานเดียว

คุณเป็นคนรักกับใคร
ก็เพราะเขาหรือเธอเคยเป็นข้อยกเว้น
เคยเป็นคนแปลกหน้าที่แตกต่างจากคนอื่น
และความเป็นข้อยกเว้นนั้น
ก็คือความสุขที่เข้ากันได้ แชร์กันได้
ชนิดที่มองไม่เห็นในคนอื่น

ทว่ารายละเอียดของการอยู่ร่วมกัน
บทบาทหน้าที่ การได้เปรียบเสียเปรียบ
การโกงกินความสุขทางเพศนอกบ้าน
การเสพสุขในโลกส่วนตัวที่อีกฝ่ายเข้าไม่ถึง
ล้วนเผยความจริงว่า
ยังคงมีความเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ดี
ถ้าอยู่ร่วมกันแบบต่างฝ่ายต่างมีความสุข
หรือปล่อยให้อีกฝ่ายมีความทุกข์
โดยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยอะไร

นับจากจุดนั้น ก็จะย้อนกลับไปสู่จุดเดิม
ของความเป็นมนุษย์แปลกหน้า
ถ้าคนหนึ่งอัตคัดความสุข
ขณะที่อีกคนร่ำรวยความสุข
ฝ่ายหนึ่งจะจ้องอีกฝ่ายด้วยความคิดไม่ดี
และพยายามลากอีกฝ่ายมาเป็นทุกข์ด้วยกัน

หากเข้าใจธรรมชาติของการจับคู่เช่นนี้
และมีสติ ไม่เผลอนึกว่า
สนิทกันคือไม่ต้องแคร์กัน
ไม่ต้องคิดมากว่าจะแชร์ความสุขแค่ไหน
ปล่อยให้หาความสุขเอาเองตามยถากรรม
คุณจะมีความสุขที่ค่อยๆร่วมกันก่อ
และไม่นึกเสียดายโลกส่วนตัว
ที่หวงไว้ตักตวงความสุขตามลำพังอย่างที่ผ่านมา!

ลูกโยเย กดปุ่มเปลี่ยนได้

260916

พฤติกรรมเกเรประเภทนานๆเกิดที
หรือทำนายล่วงหน้าไม่ได้
อาจจำเป็นต้องดุว่า หรือบังคับเอาเดี๋ยวนั้น
เช่น ลูกจะเอาไขควงแหย่รูปลั๊กไฟ
อย่างไรคุณก็ต้องยื้อยุด ฉุด หรือทำเสียงดัง
ตวาดห้ามเพื่อให้ลูกตกใจ หยุดมือทัน

แต่พฤติกรรมประเภทที่เกิดซ้ำๆ
ทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเดิมๆ
เช่น ถึงเวลาตื่นนอนไปโรงเรียน
มีใครมาปลุก จะต้องร้องโยเย อาละวาด
ทำตัวเป็นศัตรูกับคนปลุกอยู่เรื่อยๆ
จะหาอุบายปลุกด้วยคำที่อ่อนโยน สัมผัสที่ถนอม
หรือร้องเพลงแจ่มใสเปิดฟ้าอย่างไรก็ไม่เป็นผล
ประเภทนี้ แทนที่จะต้องก้มหน้าก้มตาอดทน
ใช้สารพัดอุบายวิธีไปเรื่อยๆ
ก็ให้ลองโปรแกรมสมองของลูกตรงๆดู

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจดีๆว่า
เมื่อเกิดสิ่งกระทบ ชนิดที่กระตุ้นอารมณ์ต่อต้านซ้ำๆ
มนุษย์จะมีปฏิกิริยาที่เป็นอัตโนมัติอยู่ล่วงหน้า
อันเกิดจากความเคยชินที่ทำไว้แล้ว
เช่น คู่รักคู่แค้นด่ามา คุณจะด่าสวนทันควัน
นั่นเพราะคุณตกลงกับตัวเองไว้แล้วว่า จะไม่ห้ามใจ
ไม่คิดหน้าคิดหลัง เขาเตะมา คุณเตะกลับ
เคยทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นอีก ไม่ต้องคิดใหม่

ความเคยชินที่เกิดขึ้นนั่นเอง
จะกลายเป็นชุดคำสั่งถาวรกำกับสมอง
ให้คิดเป็นอัตโนมัติ คือ คิดใช้ปาก ใช้มือไม้ ตอบโต้ทันที
โดยไม่ผ่านการกรองด้วยความคิดเป็นเหตุเป็นผลเฉพาะหน้า
และอำนาจความเคยชินนั้น
ก็จะผลิตความรู้สึกหนักแน่นขึ้นมาบอกตัวเอง ประมาณ
มันเปลี่ยนกันไม่ได้ มันยากเกินจะฝืน
หรือกระทั่งรู้สึกไปว่าจะเปลี่ยนให้โง่ทำไม?’

ต่อเมื่อถึงวันหนึ่ง
คุณอยากใช้พฤติกรรมเสียๆประเภทนี้
เป็นบทฝึกเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลกรอบตัว
คุณค่อยเกิดกำลังใจ และนึกสนุกพอที่จะลอง
และทั้งหมดที่ต้องทำ ก็ง่ายแสนง่ายเหลือเชื่อ
คือ ให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ถ้าเลือกใหม่ ไม่เลือกเอาแพ้เอาชนะ
แต่เลือกจิตที่สงบสุข เราจะตอบโต้แบบไหน?’

จากนั้น นึกภาพให้ชัดเจน ลงรายละเอียดให้ครบว่า
คุณจะทำหน้าเรียบเฉยอย่างไร
เช่น มองเขาตรงๆ ไม่ยิ้ม ไม่บึ้ง ไม่หลบตา
แต่ก็ไม่จ้องอย่างจะกินเลือดกินเนื้อกัน
แล้วคุณจะใช้คำไหนเป็นคำแรก ตอนได้ยินคำด่า
เช่นเดี๋ยวก่อนนะ...’
นึกให้ออกเลยว่าน้ำเสียงต้องเยือกเย็นประมาณใด
จึงหยุดอารมณ์ร้อนของตัวเองและคู่อริได้เฉียบพลัน

พอตกลงใจเป็นมั่นเป็นเหมาะกับตัวเองไว้อย่างนี้
เท่ากับคุณมีชุดคำสั่งใหม่ใส่สมองไว้
ฉะนั้น เมื่อเจอคู่แค้นทำหน้ายักษ์ใส่
อ้าปากด่าเข้าหูเข้าตาในครั้งต่อไป
ก็จะกลายเป็นการกดปุ่ม
เรียกชุดคำสั่งที่คุณเต็มใจใส่ไว้ในสมอง
ให้ออกมาทำงานทันที
คือ มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
และทำเสียงเย็นๆเอ่ยปากไปว่าเดี๋ยวก่อนนะ...’
จากนั้น คำดีๆอื่นๆ ก็จะพร้อมจะพรั่งพรูตามหลังมา
สุดแท้แต่สถานการณ์จะพาไป

พอรู้สึกว่าเป็นเรื่องทำกันได้
คุณค้นพบว่าสมองมนุษย์
เป็นสิ่งที่ถูกโปรแกรมได้จริง
และเกิดผลลัพธ์ดีๆที่คาดหมายได้
ก็จะเกิดข้อสรุปว่า ลูกก็ถูกโปรแกรมได้เช่นกัน!

ต่อไปเมื่อจะเล่านิทาน
ไม่ว่าเล่าตามหนังสือ หรือเล่าจากความคิดเองสดๆ
อย่าลงท้ายตอนจบแค่ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
แต่ให้เพิ่มคำสำคัญสูงสุดเข้าไป คือ ถามว่า
ถ้าลูกเลือกได้ ลูกจะเป็นแบบ... หรือแบบ...’

ตอนฟังนิทาน เด็กกำลังเต็มใจฟัง เต็มใจคิดตามอยู่แล้ว
ฉะนั้น พอได้ยินคำถามทำนองนั้น
เขาจะไม่ฟังเป็นคำถามสมมุติ
แต่จะฟังเป็นจริงเป็นจัง เป็นตัวของเขาเอง
เป็นการใช้สิทธิ์เลือกด้วยความเต็มใจของเขาเอง

เล่าหลายๆเรื่อง ถามหลายๆครั้ง
กระทั่งกลายเป็นความเคยชินที่เขา
จะต้องเลือกข้างดีข้างร้ายให้ตัวเอง
จากนั้น เมื่ออยากเปลี่ยนพฤติกรรมเสียๆของลูก
เช่น อาการแหกปากโหยหวนตอนตื่นนอนไปโรงเรียน
ก็ให้หาจังหวะเหมาะ ตอนลูกกำลังอารมณ์ดีๆ
มีความเต็มใจฟังคำพูดของคุณ
ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนน่าฟังว่า
ถ้าลูกเลือกได้ใหม่ ลูกจะตื่นขึ้นมาเป็นเด็กดี
หรือว่าจะยังตื่นขึ้นมาเป็นเด็กเกเรไปเรื่อยๆ?’

จำไว้ว่า กุญแจสำคัญของการโปรแกรมสมอง
คือ ความเต็มใจตอบของตัวเด็กเอง
ฉะนั้น อย่าบังคับข่มขู่ด้วยเสียงแข็งๆให้เขาตอบตามใจคุณ
เพราะคำตอบแบบนั้น อย่างไรก็เข้าไม่ถึงใจเขา
ที่ถูกคือ คุณอาจชี้นำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อธิบายเหมือนเล่านิทานทำนองว่า
เด็กดีคือเด็กที่ตื่นขึ้นมามีความสุขกับตัวเอง
แล้วก็แจกจ่ายความสุขให้กับคนที่ตัวเองเจอ
เด็กเกเรคือเด็กที่ตื่นขึ้นมาเป็นปีศาจ
อาละวาด สร้างความทุกข์ให้กับทุกคนบนโลก
แล้วลูกอยากเป็นแบบไหน เด็กดีหรือเด็กเกเร?

การตั้งคำถามเพื่อโปรแกรมสมองนั้น
ครั้งเดียวอาจได้ผลทันใจอย่างน่าอัศจรรย์
แต่พฤติกรรมเก่าๆอาจกลับมาอีก ก็ต้องโปรแกรมซ้ำกันอีก
หาจังหวะเหมาะที่รู้สึกว่าลูกกำลังเต็มใจเปิดหูฟังอีก
แค่ไม่กี่รอบ ลูกจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปถาวร
และนั่นก็จะมีผลให้เขาโตขึ้น
รู้จักถามตัวเอง รู้จักโปรแกรมตัวเอง
ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าที่เขาต้องการ
แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป
ที่ต้องเถียงกับตัวเองว่าจะเอายังไงดี
ตอนเกิดความขัดแย้ง ระหว่างอารมณ์กับเหตุผล!

แยกทางกรรม

14448969_1175762052480951_2221545197633724688_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คำว่าเวร เราต้องมองว่ามันเป็นสายใย
ระหว่างที่ผูกคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง
ยกตัวอย่างในทางสว่าง
ไปทำบุญด้วยกัน พูดดีต่อกัน
หรือว่าคิดอยากช่วยเหลือกันเล็กๆน้อยๆ
แค่นี้เรารู้สึกดีแล้ว
เราจะรู้สึกถึงสายใยแห่งความเชื่อมโยง
เป็นสายใยแห่งมิตรภาพ

ในทางกลับกันตรงกันข้าม คำว่าเวร
หมายความว่าเราทำอะไรไม่ดีกับใคร
เอาแค่เดินตามถนนแล้วไปเหยียบเท้ากัน
แล้วหันมามองหน้าด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง
แค่นี้มันเกิดความสัมพันธ์แบบลบได้แล้ว
หรือข่าวที่ขับรถปาดหน้า แล้วลงมายิงกัน
เหล่านี้เกิดจากการที่คนเรามีเวรต่อกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อคนเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ
มักหวังผลให้ผู้กระทำ
ได้รับผลเป็นร้อยเท่าพันทวี
ถ้าไม่ใช่ด้วยการเอาคืนกับมือ
ก็ด้วยการสาปแช่งด้วยปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อเรื่องผลแห่งกรรม
จะมีใจจดจ่อ เฝ้ารอว่าเมื่อใดผลร้าย
จะเกิดขึ้นกับคนที่ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจตน

ความจริงที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึงก็คือ
ถ้าเกลียดแล้วถอนความเกลียดไม่เป็น
ปล่อยให้เลยเถิดไปถึงการแอบคิดสาปแช่งอยู่ทุกวันแล้ว
เท่ากับก่ออาจิณณกรรม
อาการทางใจออกแนวอยากแก้แค้น เอาคืน
โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาของตนเป็นตัวจัดการให้
อาจยืมมือเทพยดา วิบากกรรม หรือพญามัจจุราช
มาเป็นตัวช่วยลับๆ

น่าสังเกตว่า ยิ่งศีลของคุณบกพร่องมากเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้คนที่ทำร้ายคุณวิบัติมากเท่านั้น
เพราะศีลที่พร่องย่อมเป็นช่องให้อาฆาตมาก
แต่ยิ่งศีลของคุณบริบูรณ์ขึ้นเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้เวรที่มีกับใครเลิกแล้วต่อกันเท่านั้น
เพราะศีลที่บริบูรณ์ย่อมปิดช่องความอยากเบียดเบียน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แค่พูดจองเวร
มันจะรู้สึกว่ามีสายใยที่มันมืดๆ ที่มันโยงใยอยู่
คิดในแง่ของกรรมก็คือว่า ลั่นวาจาไว้
ทำวจีกรรมอันเป็นอกุศลไว้ เป็นบาป เป็นของมืดไว้
มันไม่ใช่เรื่องเล็ก
หากเกิดชาติหน้าแล้วเวรตรงนี้ให้ผล!

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
แม้แอบคิดในใจก็เป็นมโนกรรม
และถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นเต็มเหนี่ยว
ก็โยงจิตผูกเวรได้แน่นเหนียว

ถ้ามองในแง่ลึกลับ
อาจจะมีแรงกระตุ้นกลับให้ต้องมาเจอกัน!’
เวรดึงมา เวรเก่ามันผูกกันมา

สาปแช่งคนที่คุณเกลียดไว้อย่างไร
แนวโน้มคือคุณจะได้ร่วมทางกรรมกับเขาอย่างนั้น
แต่เกลียดใคร แล้วถอนความเกลียดเสียได้
แนวโน้มคือคุณจะแยกทางกรรมกับเขาไปเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

>>
ขออโหสิกรรม..ล้างเวรได้หรือไม่?

การขออโหสิอยู่ฝ่ายเดียวไม่มีผลเลย
เหมือนคนจับมือกันไว้
ฝ่ายหนึ่งปล่อยแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมปล่อย
ก็ยึดอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน มันก็ไม่มีประโยชน์

มันมีผลแค่ในแง่ที่ว่าบรรเทาเหตุการณ์ความรุนแรง
ที่จะมาจองล้างจองผลาญกัน
สมมุติเคยอธิฐานผูกกันมาทั้งคู่ จองเวรกันมาทั้งคู่
สมมุติความเข้มข้นเต็มร้อย
หากเราถอนตัวออกไป ความเข้มข้นก็เจือจางลงมา
อย่างน้อยสักยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์

บางคนที่จิตอยู่ในศีล ไม่คิดเบียดเบียนใคร
มันก็มีพลังของความปล่อยวาง
พลังของความคลาย พลังของความสว่าง
ที่จะทำให้ด้านมืดของความสัมพันธ์เจือจางลง
อันนี้ก็เป็นเหตุที่ว่าเวลาเจอกับสถานการณ์แย่ๆ
มันไม่แย่เต็มร้อย ลดระดับลงมา มีผลด้วย

แต่ว่าใจที่คิดให้อภัย
แล้วมาบอกกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกอภัยตาม
เหมือนกับเจ๊ากัน ไม่จองเวรกัน อันนี้ของจริง

ถ้าจะล้างเวรกับใครพยายามทำทั้งสองฝ่าย
ไม่ใช่แค่ทำให้ใจตัวเองมีความสุขพอที่จะอภัย
แต่ต้องทำให้อีกฝ่ายมีความสุขพอ
ที่จะร่วมมือกันกับเราด้วย!

คำ... ใช้ผิด งานพัง

230916

เจ้าของกิจการใหญ่
มักเริ่มต้นจากความเป็นคนเก่ง
มีความสามารถเฉพาะตัวบางอย่าง
เขาหรือเธอหมกตัวอยู่กับความสามารถนั้น
นานพอจะเกิดไอเดีย
สร้างสินค้าหรือบริการที่แตกต่าง
ที่คนจำนวนมากใช้ได้จริง
และอยากใช้ไปเรื่อยๆ

แต่เจ้าของกิจการใหญ่
บางทีก็เป็นผู้บริหารกิจการของตัวเองไม่ได้
เยอะแยะที่ขายดีปีเดียวแล้วเจ๊ง
พนักงานดีๆหนีหมด
เหลืออยู่แต่หน้าตาโกงๆ ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น

พูดง่ายๆ คนมีตำแหน่งบริหาร
กับผู้ทำหน้าที่บริหารได้จริง แตกต่างกันมาก

คนธรรมดาคนหนึ่ง
ให้มีเงินแค่ไหน
มีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตเพียงใด
ก็ดูคนไม่ออก เลี้ยงคนไม่เป็น
ส่วนคนที่จะเป็นผู้บริหารได้
แม้ไม่ค่อยมีเงิน ก็อ่านคนออก
บอกถูกว่าใครควรเลี้ยงไว้ดีๆ
ใครควรหนีให้ห่างๆตั้งแต่ต้น

สายตาของคนธรรมดา
จะมองว่าพนักงาน คือ คนที่ต้องทำงานตามข้อตกลง
ตรงตามหน้าที่ที่ถูกจ้างอย่างเดียว
ด้วยสายตาเช่นนั้น
จึงมีความคิดและคำพูดแบบคนธรรมดา
เอาแต่เรียกร้องให้ใครต่อใครทำตามหน้าที่เป๊ะๆ
ไม่สนใจว่ากำลังเกิดความติดขัด เกิดเหตุอลหม่านอย่างไร

ส่วนสายตาของผู้บริหารนั้น
แยกแยะออกแต่แรกว่าใครเป็นใคร
เก่งแค่ไหน จงรักภักดีเพียงใด
ควรตีเป็นค่า มองเป็นราคาสูงเท่าไร
กับทั้งตระหนักว่า ในชีวิตตน
รอบสิบปี อาจมีลูกน้องที่ใช่เลยผ่านเข้ามาแค่คนเดียว
สำคัญคือ เมื่อได้คนคนนั้นมา
ต้องเลี้ยงทั้งตัว เลี้ยงทั้งใจได้อย่างไร
ซึ่งที่จะทำได้ ก็ต้องเห็นสองมิติ
ทั้งมิติของความเป็นลูกน้อง ลูกจ้าง
และมิติของความเป็นคนใกล้ชิดที่มีใจจริงให้กัน
พูดง่ายๆ บริหารงานอย่างเดียวไม่พอ
ต้องเป็นผู้บริหารใจได้ดีด้วย

วิธีสังเกตง่ายๆว่า
ใครเป็นได้แค่ผู้ครองตำแหน่งบริหาร
ใครเป็นผู้บริหารตัวจริง
ให้ดูว่า พอเกิดเรื่องขึ้นมา
ใครมีคำพูดแบบไหนอยู่ในหัว
สามารถใช้คำพูดกลับร้ายให้กลายเป็นดี
หรืออย่างน้อยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้แค่ไหน

คนธรรมดาไม่มีวันพูดถูก
เพราะพอเกิดเรื่องแล้วนึกถึงความผิดที่น่าด่าก่อน
ความคิดแบบคนธรรมดาผุดขึ้นในหัวก่อน
เช่น ขึ้นต้นมาก็แย่มากนะ ทำแบบนี้
ซึ่งก็ก่อความคิดไม่ดีกับคนฟังทันที
คือมึงก็ไม่ดีเลยนะ พูดแย่ๆกับกูแบบนี้
หรือพอจะต้องปฏิเสธการเลื่อนขั้นกับใคร
ก็พูดอย่างใจคิด เช่น
เธอยังเด็กไป ทำตรงนั้นไม่ไหวหรอก
ซึ่งก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางใจกับคนฟัง
นึกอยากพิสูจน์ตัวว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ด้วยวิธีลัดๆ ผิดๆ ได้ในภายหลัง

ส่วนผู้บริหารจะใช้คำถูก เลือกจังหวะพูดเป็น
เพราะเข้าใจคนอื่น ไม่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง
ความคิดแบบผู้บริหารงาน บริหารใจ จึงเกิดขึ้นในหัวได้
เช่น ขึ้นต้นมาใช้คำว่าแย่หน่อยนะ ที่เรื่องออกมาแบบนี้
ซึ่งก็ก่อความรู้สึกผ่อนคลายกับคนฟัง
เหมือนไม่ต้องโดนยิงเป้าอยู่คนเดียว
หรือพอจะต้องปฏิเสธการเลื่อนขั้นกับใคร
ก็พูดอย่างที่จะช่วยให้เกิดกำลังใจ เช่น
ยังไม่ถึงเวลานะ แต่เดินต่อเรื่อยๆเถอะ
มาถูกทางที่จะไปถึงตรงนั้นแล้ว

สรุปง่ายๆ พูดทุกคำที่คิด
เรื่องร้ายทุกชนิดจะตามมา
คุณไม่เหมาะจะบริหารงาน บริหารคน
แต่ถ้าคิดถึงคำที่ควรพูด
รู้จักคำที่คนอยากได้ยิน
นั่นแหละ! ดีพอจะเป็นผู้บริหารได้!

แกล้งคน...​กรรมเก่าเขา กรรมใหม่เรา

220916

กรรมเก่าทำให้ตัวตนใหม่
ของเราๆท่านๆแตกต่างกันไป
อย่างเช่นที่เห็นๆกันอยู่ว่ามีจริง
ที่หลายคนกระตุ้นอารมณ์สาธารณะ
แค่เห็นหน้า ก็ก่อความรู้สึกให้กับมวลชน
ราวสะกดจิตหมู่ให้คิดดีคิดร้ายไปทางเดียวกัน

แบบดีๆ ก็เช่นที่งามสง่า น่าเกรงขาม
ใครเห็นก็นึกอยากชื่นชม
หรืออยากพินอบพิเทาให้
แบบร้ายๆ ก็เช่นที่ดูมึนๆ เด๋อๆ
เหมือนตัวตลก ใครเห็นก็ยิ้มขำ
หรือเกิดความคัน นึกครึ้มอยากรังแก
อยากแกล้งคนขึ้นมา
รู้สึกไปว่า ถ้าตัวตลกจะต้องเจ็บปวดบ้างคงไม่เป็นไร
ไม่มีใครว่า เห็นพ้องต้องกันหมดว่าสมควรโดน

กรรมหนักบางอย่าง
เช่น เคยแกล้งใส่บาตรพระดีด้วยน้ำร้อน
เคยว่าร้ายคนดีจนเขาต้องอายต่อหน้าชุมชน
หรือเคยแกล้งปิดทางเข้าหมู่บ้านเพื่อไล่ที่ยกรวง
โดยย่นย่อคือ กลั่นแกล้งผู้คนให้ลำบากลำบนต่างๆนานา
เช่นนี้ พอถึงจุดตัดของเวลาที่กรรมสุกงอมพอจะเผล็ดผล
ก็มีเหตุผลักดัน เหมือนถูกปล่อยให้ขึ้นเวทีโดดเดี่ยว
ยืนโด่เด่เด๋อด๋ากระตุ้นอารมณ์หมู่
งัดเอาความรู้สึกดิบๆ เถื่อนๆ ของผู้คนจำนวนมากออกมา
ใครใคร่ปา... ปา!
ใครใคร่โห่... โห่!
เอาให้เจ็บปวด หรืออับอายตายดับ
แม้คอตก หน้าเศร้า ขอความสงสารอย่างไร
ก็ไม่มีใครในที่นั้นนึกเห็นใจ
กลับจะหัวเราะเยาะซ้ำเติมกันหนักขึ้น

มองเข้ามาที่จิตใจตัวเอง
บางทีคุณจะเห็นเหมือนมือเท้า แขนขาของตัวเอง
มีอาการคันไม้คันมือ อยากขยับ อยากทุบคนเล่น
เหมือนเช่นที่ผู้หญิงชอบเห็นคนรักเป็นกระสอบทราย
ตัวใหญ่กว่าฉัน แข็งแรงกว่าฉัน
อยู่ๆก็หมั่นไส้ นึกอยากจิก อยากข่วน อยากกัด
ถึงแม้ไม่ได้มีเรื่องให้แค้นเคืองอะไร
ใจก็อยากตรงเข้ามาทุบตีให้เจ็บปวดเอาดื้อๆ
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนมีกรรมบางคนโผล่เข้ามา
แล้วคุณเห็นเหมือนมีสปอตไลท์ฉายจ้า
ส่องตรงไปที่ตัวเขา เหมือนถูกชี้เป้าให้ลงไม้ลงมือ

ฉะนั้น เมื่อพบว่าคนบางคนมีความน่าแกล้ง
ก็ควรมีสติ เร่งตระหนักว่า
คุณอาจกำลังตกเป็นเครื่องมือให้กรรมเก่าของเขา
กรรมเก่าของเขาไม่ได้เล่นงานแค่ตัวเขาเอง
แต่ได้นำความซวยมาให้คุณด้วยโดยไม่รู้ตัว
เพราะเมื่อคุณลงมือกลั่นแกล้ง
จะเผลอใจหรือเต็มใจก็ตาม
ก็เหมือนคุณได้รับเชื้อความน่าแกล้งมาจากเขาแล้ว
วันหนึ่งก็ต้องโดนเหมือนเขาบ้างแล้ว

ที่จะตัดสินว่า คุณแกล้งเล่นๆ
หรือแกล้งจริงๆ แบบต้องมีบาปติดตัวไป
วัดกันที่น้ำหนักเจตนาของคุณเอง
กับความรู้สึกของผู้ถูกแกล้งเป็นสำคัญ
หากเห็นว่าสนิท คุณแค่ล้อเล่น
คนถูกล้อเล่นก็สนุกด้วย มีความสุขไปกับคุณด้วย
แบบนั้นไม่เป็นไร เป็นความครื้นเครงร่วมกัน
แต่ถ้าล้อเลียน ตั้งใจให้อับอายขายหน้า
สามารถสัมผัสถึงความเจ็บ ความเศร้าของเขา
แล้วยังเมามัน เล่นต่อไม่เลิก
อันนั้นแหละ กรรมหนักอันเที่ยงที่จะต้องได้รับผล
จากที่ขบขำเพราะเห็นเขาเศร้า
มองเขาด้วยสายตาเย้ยหยันของผู้กระทำ
วันหนึ่งจะตัดฉากมาที่เราเศร้าอย่างเขา
เพราะถูกกระทำอย่างเขา
เป็นที่ขบขัน ยืนให้คนอื่นมองมา
ด้วยสายตาเย้ยหยันเข้าให้บ้าง!

ญาติเลว... ทำใจอย่างไรได้?

210916

คนใกล้ตัว
ประเภทที่กรรมเก่าบังคับ
ให้ต้องมาเป็นญาติเป็นเชื้อกัน
ต้องอยู่ร่วมกัน
หรือโคจรมารังควานอยู่เนืองๆนั้น
เป็นเครื่องสะท้อนความผูกมัดบางอย่าง
ที่ทำให้คุณรู้ว่าชีวิตนี้
มีบางสิ่งเลี่ยงไม่ได้ หลีกหนีไม่พ้น

ของแบบนี้
ให้นานเนไปจนค่อนชีวิตก็ไม่ชิน
จะหวังคิดปลอบตัวเองด้วยปรัชญาอันใด
ก็ไม่มีทางทำใจได้ตลอดรอดฝั่ง
คิดดีแค่ไหนก็แพ้ความรู้สึกแย่ๆ
อันเกิดจากการถูกคนในครอบครัว
ทำเรื่องแย่ๆใส่จนได้

ลองเปลี่ยนจากการคิดทำใจปลอบตัวเอง
มาเป็นเจริญสติรู้ใจของตัวเองดู
แม้คุณอาจจะยังต้องรู้สึกแย่ๆ คิดแย่ๆต่อไป
แต่อย่างน้อยความคิดและความรู้สึกมืดๆเหล่านั้น
ก็จะเกาะจิตไม่ติด ทำให้คุณเป็นทุกข์ไม่ได้นาน
ไม่ต้องจมอยู่กับความทรมานทรกรรม
ไปทั้งชาติแบบสูญเปล่า

บอกตัวเองไว้แต่เริ่มว่า
เป้าหมายที่คุณต้องการจะเห็นในที่สุด
คือ อนัตตา หรือความทุกข์ที่ควบคุมไม่ได้
เมื่อใดเห็นกายใจตัวเองเป็นอนัตตา
เมื่อนั้นก็จะเห็นญาติผู้ไม่ได้อย่างใจเป็นอนัตตาตาม

ความทุกข์ที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวญาติ
แต่เป็นใจคุณเองที่โดนญาติร้ายๆมากระทบ

ให้พิจารณาเข้ามาเห็นของจริงในตนว่า
เมื่อถูกสิ่งไม่ดีกระทบ
ธรรมดาของจิตของใจย่อมเกิดความระคาย
รู้สึกไม่ชอบ เกิดความคิดไม่ดี
ยิ่งพยายามฝืนคิดดี ฉันมีธรรมะ
ฉันเป็นนักปฏิบัติ ฉันต้องไม่รู้สึกรู้สา
ฉันต้องวางใจเป็นอุเบกขาได้
ยิ่งเหมือนโดนซ้ำเติม
คล้ายเอาของแข็งมาค้ำคอให้ฝืนเชิดคาง

พูดง่ายๆ ถ้าติดภาพดีๆ ภาพสูงส่งแบบนักภาวนา
ในที่สุดภาพพรรค์นั้นจะกลายเป็นก้างติดคอชิ้นใหม่
ไม่ได้ช่วยเขี่ยก้างติดคอชิ้นเก่าให้หลุดไปแต่อย่างใดเลย

ทางที่ถูก คือ ยอมรับตามจริง
สังเกตกันตรงๆว่า
ความรู้สึกระคาย ความคิดไม่ดี
ที่เกิดขึ้นจากการโดนญาติร้ายๆกระทบกระทั่ง
รวมลงเป็นภาวะอกุศลจิต
คือ รับรู้อะไรได้แบบหม่นๆ
สายตาสวมแว่นดำแห่งความเกลียด
เห็นอะไรตรงหน้าได้คับแคบ สลัวราง
ราวกับอากาศรอบตัวโรยด้วยหมอกมืด
อึดอัด ปั่นป่วนในอก กระเจิดกระเจิงในหัว
คิดอะไรดีๆไม่ออก
บอกไม่ถูกว่าต้องเอาธรรมะข้อไหนมาใช้

โดยย่นย่อ
การเห็นว่าใจของตัวเองดิ้นๆปัดอยู่ข้างใน
แบบช่วยอะไรไม่ได้เลยนั้นแหละ
คือการเห็นอกุศลจิต

พอคุณตระหนักและบอกตัวเองถูกว่า
เรากำลังเกิดอกุศลจิต
คือ รู้ตามจริงว่า อกุศลจิตเกิดขึ้นในท่านั่ง
หรือท่ายืน หรือท่าเดิน หรือท่านอน
เพียงเท่านั้น สติก็เจริญขึ้นแล้ว
เข้าสู่ปฐมบทแห่งการรู้สึกถึงภาวะทางกาย
กับภาวะทางใจที่แพ็คคู่กันมาบ้างแล้ว

ธรรมดาเมื่อสติเกิดขึ้นรู้กายใจ
ภาวะทางกายใจจะปรากฏเป็นของอื่น
เป็นของถูกมองดู ไม่ใช่ของที่ครอบงำคุณได้
พูดง่ายๆ ตัวคุณถูกยกระดับสูงขึ้นเหนือการครอบงำ

พระพุทธเจ้าให้ฝึกอาศัยลมหายใจ
เป็นเครื่องกำกับสังเกตความไม่เที่ยง
เช่นกรณีนี้ ให้ดูไปว่าแต่ละลมหายใจ
อกุศลจิตเข้มข้นขึ้นหรือว่าเบาบางลง
ดูแบบยอมรับความจริงไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องกะเกณฑ์ให้เกิดอะไรขึ้น
หากมาถูกทาง จะรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นในไม่ช้า

ความรู้สึกปลอดโปร่งหลังมีสติเห็นอกุศลจิตนั่นเอง
คือเครื่องหมายบอกว่า
มหากุศลจิตเกิดขึ้นแทนอกุศลจิตแล้ว
นี่เป็นธรรมชาติธรรมดา
สติที่เกิดขึ้นรู้อกุศลจิต
ย่อมเปลี่ยนจิตเป็นมหากุศลเสมอ

เมื่อใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นได้
อย่าลืมนึกขอบคุณญาติ
เพราะถ้าไม่มีเขา ก็ไม่มีที่ตั้งให้เจริญสติชั้นสูง
การนึกขอบคุณได้อย่างจริงใจหลายๆครั้ง
คือการเจือจางบาปเก่าที่อาจมีร่วมกันมาได้มหาศาล
คุณอาจกลับไปมีจิตปกติ นึกเกลียดเขาได้
แต่ก็จะสังเกตเห็นว่า
ความเกลียดลดระดับลงเรื่อยๆทุกครั้งที่ฝึก

นี่แหละ! คือสิ่งดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้
ในชาติความเป็นพุทธ
ที่ต้องอยู่กับคนร้ายๆใกล้ตัว!

งอนมาก ง่อนแง่นมาก

200916

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
นารีมีรูปเป็นทรัพย์
แม้กิริยาและจริตจะก้าน
ก็เป็นเครื่องประดับให้ทรัพย์สวยขึ้นได้
เพศหญิงจึงมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง
คือ เข้าใจได้เองว่าจะแปรโทสะที่น่าเกลียด
ให้เป็นกิริยางอนพองามได้อย่างไร
และต่อให้ไม่มีโทสะอยู่เลย
บางทีก็พอใจจะแกล้งทำทีงอนเอางาม
เพื่อดึงดูดชายที่ตนพึงใจให้เหลียวตามตนได้

ส่วนผู้ชายนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่า
จะดูสง่างามหรือน่าเกรงขาม
ก็ตอนสามารถสะกดอารมณ์โกรธ
ไว้ภายใต้ท่าทีสงบ สุขุม เยือกเย็น เห็นนิ่งๆอยู่
คงไม่มีใครรู้สึกว่าถ้าสะบัดหน้าชายตาค้อน
แล้วมีความสง่างามสมชายไปได้

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ
แม้ธรรมชาติทางเพศ
จะเอื้อให้แสดงกิริยาได้ต่างกัน
ทว่าอารมณ์งอนก็มีกันได้ทุกเพศทุกวัย
เป็นของภายในที่รู้อยู่กับตน

อารมณ์งอนเป็นเงาของโทสะ
โทสะยิ่งมาก อารมณ์งอนยิ่งเข้ม ยิ่งทึบ
และอารมณ์งอนนั่นเอง
สะท้อนว่าความสามารถ
ในการละลายโทสะของแต่ละคนว่าช้าเร็วเพียงใด

ความสามารถละลายโทสะนั่นเอง
เป็นเครื่องทำนายอายุชีวิตรักว่าจะยั่งยืนหรือแสนสั้น
ละลายเร็วอายุยืน ละลายช้าอายุสั้น

อารมณ์งอน อารมณ์น้อยใจ อารมณ์อยากประชด
จูงตามกันมา เป็นเกลอแก้วกันดี
อารมณ์พรรค์นี้จะลากยาวเป็นปัญหาเรื้อรัง
หรือจางหายง่ายๆก่อนก่อปัญหา
ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่แต่ละคนตั้งสติหรือแอบลากอารมณ์

เมื่อเกิดอารมณ์งอน
คุณจะรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่มืดหม่นลง
แม้คนอื่นไม่สังเกตเห็นความคล้ำหมอง
คุณก็รู้แก่ใจว่าเหมือนเมฆดำก่อตัวขึ้นคลุมทั่วหน้าตัวเอง
บดบังความคิดดีๆไม่ให้ปรากฏ
และเหมือนมีอะไรมากดทับให้แน่นหน้าอก
ยับยั้งไม่ให้เกิดความรู้สึกสบายพอจะยิ้มแย้ม
จะให้ทำหน้าทำตาดีๆ มองกันดีๆ มันฝืดฝืนเกินทน

ดังนั้น คนคิดจะเอาชนะอารมณ์งอนกันตรงๆ
จึงมักแพ้ภัยตัวเอง บอกตัวเองว่าไม่ไหว
แม้รู้ทั้งรู้ว่าอารมณ์พรรค์นี้ ยิ่งบ่อยขึ้นเท่าไร
ความรักยิ่งง่อนแง่นขึ้นเท่านั้น

วิธีที่ง่ายกว่าการฝืนเอาชนะอารมณ์อยากตะบึงตะบอน
คือยอมรับตรงๆกับตัวเองว่า ฉันกำลังหน้ามืด
และเป็นหน้ามืดด้วยโทสะ ไม่ใช่ด้วยราคะ
เป็นหน้ามืดแบบผลักคนออก ไม่ใช่หน้ามืดแบบดึงใครเข้า
เมื่อเกิดภาวะหน้ามืดแบบนี้
ความคิดมืดๆก็ปรากฏตามมาเป็นธรรมดา
ประมาณว่า เลิกเป็นเลิก ไม่สนแล้ว ไม่แคร์แล้ว

เมื่อสังเกตรู้และยอมรับว่าเกิดอารมณ์งอน
คุณจะรู้สึกคล้ายผีที่หายใจไม่เป็น
ต่อเมื่อลากลมหายใจยาว
จึงค่อยกลับมารู้สึกว่าเป็นคนที่ยังมีลมหายใจกับเขาอยู่
และรู้ว่า ลมหายใจนั้น
มีอาการหน้ามืด คิดร้าย แน่นอก
เพียงเท่านั้นเอง
คุณจะพบว่าอาการมืดๆ ร้ายๆ
คลี่คลายลงในลมหายใจต่อมาได้เอง
โดยไม่ต้องฝืนกลั้นใจเอาชนะแต่อย่างใดเลย

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะแท้จริงแล้ว
อารมณ์งอนเป็นเพียงเงาดำทาบหน้า
เหมือนเมฆบางที่พร้อมจะผ่านไปเองอยู่แล้ว
พอสติมา จิตสว่างขึ้น ก็ไม่มีเงาดำเหลือ
แต่ถ้าสติไม่มา ใจก็วิ่งไล่ตามเมฆบางไป
จึงคล้ายหมกตัวอยู่ใต้เงามืด
ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกัน

ผู้หญิงแสดงความงอนเดี๋ยวเดียวจะสวยขึ้น
ผู้ชายไม่แสดงความงอนเลยจะหล่อมาก
จะสวยขึ้นหรือหล่อมาก
ก็ขึ้นอยู่กับวิธีตั้งสติเฉพาะตน
ไม่มีใครตามบอกตามเตือนกันได้!

ผู้นำไม่จำเป็นต้องมักใหญ่ใฝ่สูง

190916

พ่อแม่ทุกคน
อยากให้ลูกเป็นผู้นำ
ซึ่งพอพูดคำว่าผู้นำ
เรามักนึกถึงนายกรัฐมนตรี
นายพล ประธานบริษัท
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผู้จัดการ
หัวหน้าแผนก มีลูกน้องเยอะๆ
คงไม่มีพ่อแม่คนไหนคาดหวังว่า
วันหนึ่งลูกจะเป็นข้าทาส
หรือเบี้ยล่างของใครอย่างหน้าชื่นตาบาน

ในทางพุทธ
ถ้าจะเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กพุทธ
ปรารถนาให้ลูกเป็นผู้นำแบบพุทธ
ก่อนอื่นคุณต้องล้างภาพโบราณในหัว
ที่แพร่เชื้อจากหัวหนึ่ง สู่หัวหนึ่ง
มาถึงหัวคุณ ให้สะอาดได้เสียก่อน
ผู้นำแบบพุทธอาจไม่ได้มีลูกน้อง
ไม่ได้มีบริวาร ไม่ได้มีสานุศิษย์
ไม่ต้องไปเดินตรวจแถวใคร
แต่หมายถึงผู้ที่มีจุดยืนในการไม่เบียดเบียน
มีจุดยืนในเขตสว่าง
มีจุดยืนบนทางพัฒนากุศลจิต
มีจุดยืนในการทำสติให้เจริญขึ้น

หมายความว่า
ถ้าปล่อยลูกให้คุยกับใคร
แล้วคนที่ลูกคุยด้วยเป็นพวกชั่วร้าย
อย่างน้อยที่สุด ลูกคุณจะมีจุดยืนทางความดี
ไม่คล้อยตามความชั่วร้ายที่แพร่มา
อย่างมากที่สุด ลูกคุณจะมีจุดแข็งทางความดี
สามารถเปลี่ยนเชื้อร้ายให้กลายเป็นน้ำดีตามได้

แต่ในทางกลับกัน หากคนที่ลูกคุยด้วยแสนดี
อย่างน้อยที่สุด ลูกคุณต้องมีจุดยืนทางความดี
ชื่นชมความดีของคนคนนั้นได้
อย่างมากที่สุด ลูกคุณต้องได้จุดชนวนทางความดี
ที่ยังไม่มีในตน แต่ได้คนคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจ

แต่การรับรู้และวิธียอมรับของเด็กน้อยนั้น
จะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เหตุผลเป็นคำๆ
เช่น ลูกจะยอมรับเพื่อนในห้องเป็นผู้นำ
เมื่อเห็นเพื่อนคนไหนโดดเด่น ครูชม คมคาย
เชื่อมั่นในตนเอง ดึงดูดใจเพื่อนให้คล้อยตามได้

ดังนั้น เพื่อจะสอนลูกให้เป็นผู้นำแบบพุทธ
คุณไม่มีทางใช้คำพูด
คุณไม่มีทางบอกเขาว่า
ผู้นำในทางธรรมต้องทำอย่างนั้น
ผู้นำในทางธรรมต้องเลี่ยงที่จะทำอย่างนี้
คำว่าผู้นำจะไม่เข้าหัวลูกเลย
อย่างดีที่สุด ถ้าคุณเคยพาลูก
ดูพระเทศน์ญาติโยมเยอะๆในโบสถ์หรือในรายการทีวี
ลูกก็จะจำว่า พระคือผู้นำทางธรรม

ที่ถูก คุณต้องค่อยๆจัดระเบียบทางความคิดให้ลูก
ทีละวัน ทีละเดือน ทีละปี ต่อเนื่องกันนานพอ
เริ่มจากการรู้จักยิงคำถามให้ลูกคิดเองบ่อยๆ
เกี่ยวกับเรื่อง อะไรถูก อะไรผิด
ภาวะผู้นำทางธรรม จึงจะค่อยๆก่อตัวขึ้นในลูก
ไม่จำภาพผิดๆไว้ในหัวว่า ผู้นำทางธรรม
คือคนที่มีความสามารถสอนธรรมะ

แล้วอะไรล่ะ ที่ถูก?
แล้วอะไรล่ะ ที่ผิด?

ยิงเข้าเป้ากลาง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
คนเรานั้น ถ้าเชี่ยวชาญการโกหก
ปั้นเรื่องเท็จได้ทั้งรู้เต็มอกว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
ก็ไม่มีความชั่วอื่นใดที่ทำไม่ได้
หมายความว่า
ใครโกหกได้บ่อยๆ โกหกได้แบบตาไม่กะพริบ
เลียนแบบอาการของจิตที่คิดพูดจริงได้เนียนๆ
จิตของผู้นั้นย่อมเป็นฐานยืนที่แข็งแกร่ง กว้างใหญ่
ให้กับความชั่วทั้งมวลได้ทุกชนิด ไม่จำกัดจำนวน
และในทางกลับกัน
หากใครห้ามใจที่จะไม่โกหกในวาระที่น่าโกหก
หรืออย่างน้อยฉลาดพอจะเลี่ยงการพูดปด
ด้วยถ้อยคำอันเป็นจริง แบบบัวไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย
จิตของผู้นั้นย่อมเป็นรากแห่งความดีที่มั่นคง
งอกเงยออกดอกออกผลเป็นความดีนับอนันต์ได้

มนุษย์คนหนึ่งโกหกเป็นตั้งแต่เริ่มๆรู้ความ
ก้าวแรกอาจมาจากอารมณ์สนุก
ไก๋เป็น แสร้งทำหน้าทำตาเป็นตรงข้ามกับความรู้สึก
เหมือนที่เด็กแค่ขวบกว่าก็แกล้งตาย แกล้งแน่นิ่งกันได้
และจากอารมณ์ไก๋ ก้าวต่อมาก็พูดบิดเบือน
จากการพบความจริงที่ว่า
ถ้าพูดตรงไปตรงมาจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
และเรียนรู้ว่า หลายครั้งถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ
ก็จำเป็นต้องออกแรงบิดเบือนกันเป็นพิเศษ

เพื่อจะสวนทางกับสัญชาตญาณดิบแบบมนุษย์
คุณต้องมีบทสอนหลายๆบทที่ครอบคลุมพอ

บทสอนแรกที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องไม่โกหกลูก
เมื่อไม่โกหก ก็ไม่ต้องระวังไม่ให้ลูกจับได้
ถึงแม้ลูกเข้าใจอะไรผิด คิดว่าคุณโกหก
คุณก็สามารถหาหลักฐาน หรือมีคำอธิบาย
ที่ออกมาจากความบริสุทธิ์ใจให้ลูกเข้าใจในที่สุด

บทสอนที่สองที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องทำให้ลูกรู้สึกจริงๆว่า
การโกหกเป็นต้นทางความชั่วร้าย
ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ในใจลูก
ไม่ให้ลูกเห็นเป็นเรื่องเล็ก
อาจใช้ทั้งวิธีตัดรางวัล หรือกำหนดบทลงโทษ
เช่น บอกว่า ถ้าจับได้ว่าโกหกนะ
ของเล่นที่อยากได้ก็ไม่ซื้อแล้วนะ
ขนมนี่ไม่ต้องกินนะ
ที่จะพาไปเที่ยวไม่พาไปแล้วนะ ฯลฯ
และต้องทำตามที่คาดโทษไว้จริงๆ
ให้ลูกเห็นว่าบทลงโทษศักดิ์สิทธิ์

บทสอนที่สามที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องทำให้ลูกเห็นว่า
ถ้าพูดจริง แม้ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
แต่ก็ได้อะไรบางอย่างเป็นข้อแลกเปลี่ยน
เช่น ให้สังเกตความภูมิใจที่เกิดขึ้น
ความรู้สึกโล่งอก สบายใจ ไม่อึดอัดที่มีอยู่
หรือคุณอาจหาอะไรชดเชยสิ่งที่เขาต้องการ
เพื่อให้เขาเกิดประสบการณ์ไม่โกหกมีรางวัล

บทสอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ที่จะมีให้ลูกได้
คือ คุณต้องฉลาดตั้งคำถามให้ลูกฉุกคิด
เมื่อลูกรู้แก่ใจว่าโกหก หรือรู้ตัวว่าทำผิดใดๆก็ตาม
เช่น ถามลูกดีๆว่า โกหกแล้วได้สิ่งที่ต้องการแน่หรือ?
คิดบ้างไหมว่า
โกหกแล้วจะได้อะไรที่ไม่ต้องการตามมาบ้าง?
เมื่อใดที่ทั้งคำถามและคำตอบอยู่ในใจลูกแจ่มชัด
เหมือนฉุกคิดได้เอง และตอบตัวเองถูกได้
ลูกจะรู้สึกว่าเขาคิดเอง ไม่ใช่คิดตามใคร
นั่นแหละ! โครงสร้างความคิดแบบผู้นำของแท้

เมื่อลูกเห็นคุณเป็นแบบอย่างการปฏิเสธอธรรม
เขาพร้อมจะปฏิเสธอธรรมตามอยู่แล้ว
ถ้ายิ่งได้คำสอนที่ชัดเจนด้วย
ก็ยิ่งเป็นประกันความมั่นคงทางธรรม
มีจุดยืนทางธรรม มีจุดแข็งทางธรรม
ตลอดจนนำทางคนอื่นมาในสู่ธรรมได้แน่ๆด้วย!

ขัดแย้งกับพ่อแม่ทางความคิดไม่บาป

14370150_1169956903061466_5573789284098004689_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

บาปไหมถ้าขัดใจพ่อแม่ในเรื่องแฟน หรือการงาน?

สารพัดช่องว่าง คิดต่างเห็นต่าง
ที่จุดชนวนความเห็นขัดแย้ง
ลูกว่าพ่อแม่แก่แล้วหัวรั้น
พ่อแม่ก็เห็นลูกเป็นเด็กหัวแข็ง
ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าอีกฝ่ายดื้อดึง ไม่ยอมฟังตน

เด็กที่อยากเข้าหาพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่ผู้น่าอบอุ่น
เด็กที่อยากพูดคุยและปรึกษาทุกปัญหากับพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่ผู้ฉลาดฟัง
เด็กที่ไปอวดอ้างว่าความสำเร็จของตนมาจากพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่นักเลี้ยงดูตัวยง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ก่อนอื่นต้องเห็นใจฝ่ายพ่อแม่
ลองนึกดูว่าถ้าวันหนึ่งมีใครก็ไม่รู้
ขอเข้ามาอาศัยหลับนอนในห้องของคุณ
ขอเงินคุณใช้ แถมขอเวลาคุณมาให้ไปช่วยดูแลเขา
ถ้าสมมุติว่าคุณใจดี ยอมให้ทุกอย่างตามที่เขาขอ
ทำไปทำมาคุณจะหวังอยู่ลึกๆไหม
ว่าเขาจะให้อะไรคุณเป็นการตอบแทนบ้าง?

ฉันใดก็ฉันนั้นครับ คนเป็นพ่อเป็นแม่
พอรู้สึกว่าให้อะไรลูกมากๆ
ก็อดคิด อดคาดหวัง อดอยากถอนทุนคืนบ้างไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เป็นตัวเงิน อย่างน้อยก็ขอเป็น
ความรู้สึกได้อย่างใจตนสักหน่อยเถอะ

เมื่อเข้าใจก็พร้อมจะเห็นใจ
และเมื่อคนเราเห็นใจกัน
ก็เหมือนปัญหาพร้อมจะมีทางออกเกิดขึ้นทันที!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้ขอให้ดูที่เจตนานะครับ
ถ้าหากว่าเจตนาของเรา
ตั้งใจจะทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ
หรือทำให้พ่อแม่เสียใจ
หรือทำให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวเรา
ด้วยความจงใจนั้นคือกรรม
ความจงใจนั้นคือบาป

แต่ถ้าหากว่าท่านมีความคาดหวังในตัวเราเอง
แล้วเราไม่สามารถเป็นอย่างที่ท่านต้องการได้
อันนี้เราไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ท่านผิดหวัง
แต่ท่านผิดหวังของท่านเอง
เพราะว่าคาดหวังแบบผิดๆในตัวเรา
ราวกับว่าลูกเป็นสมบัติของตน
ลูกเป็นสิ่งที่ต้องเหมือนกับตนเอง
หรือจะต้องได้อย่างใจตนเอง
โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ชีวิต
การเลือกคู่ครอง การทำอาชีพ
นั่นเป็นความรับผิดชอบของพวกท่าน
ส่วนที่ว่าเราทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่บาป

การที่เราพยายามทำให้พ่อแม่มีความสุข
ทางที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ
การพูดดีกับท่าน คิดดีกับท่าน
และกระทำการอันเป็นลักษณะของ
การปรนนิบัติรับใช้เท่าที่จะทำได้
บีบนวดให้ท่าน หาน้ำเย็นให้ท่าน
หรือว่าพยายามพูดให้ท่านสบายใจ
ในเวลาที่ท่านกังวลในเรื่องอื่นๆ
ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความคาดหวังในตัวเรา
อย่างนี้เรียกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพวกท่านแล้ว

หรือถ้าหากจะเอาแบบที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็คือ
บุญที่ตอบแทนท่านได้สมน้ำสมเนื้อ
ก็คือ บุญที่ทำให้พวกท่าน
มีศรัทธาตั้งมั่น มีทานตั้งมั่น และมีศีลตั้งมั่น

ส่วนเรื่องที่ว่าเราจะทำตัวให้ได้อย่างใจพวกท่าน
พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวถึงเลย
ไม่ใช่บุญกิริยาอันวิเศษ
ไม่ใช่ลักษณะของการที่จะทำให้พ่อแม่
ได้รับการตอบแทนจากเราอย่างสมบูรณ์แบบ

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้พูดถึงในอีกมุมมองหนึ่ง คือ ในเรื่องคู่ครอง
อันนี้ก็ต้องดูด้วยว่าพ่อแม่ของเราเป็นคนอย่างไร

กรณีที่พวกท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า
ถ้าหากว่าท่านมองคนออก
อย่างคุณสมบัติไม่ดีหมายเลขหนึ่งเลย
ของผู้ชายที่เราไม่ควรจะเลือกมาเป็นคู่
เช่น เจ้าชู้ ท่าทางหลุกหลิก
หรืออีกทางหนึ่งคือเขายังไม่รู้จักตัวเอง
ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
ทำงานแบบหยิบโหย่ง ออกจากงานโน้นทีงานนี้ที
ท่านก็อาจจะกีดกัน

ลักษณะการกีดกันแบบนี้
ถ้าหากว่าเราดื้อดึงแล้วก็ไม่พิจารณาตามท่าน
ก็ไม่บาปหรอก
แต่ว่าผลที่ตามมา อาจจะได้ทำบาปอีกมากมาย
อยู่กับคนที่เหลวไหลเหลาะแหละอะไรแบบนี้!

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว พิจารณาแล้วว่า
ทำได้ดีที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ
แต่พวกท่านกลับจะมาทำให้เป๋ ทำให้เสียศูนย์
มันก็จำเป็นที่เราจะต้องรักษาเส้นทางของเราไว้
แล้วพยายามให้คำอธิบายกับท่านในภายหลังว่า
เหตุผลของเรามีไปอย่างนี้เพื่ออะไร เป็นเพราะอะไร
ถึงแม้ว่าจะมีความขัดเคืองกัน บางทีก็ต้องยอมนะ
เพราะว่าถ้าหาก ..อันนี้เห็นมาเยอะเลย คือ
ไปยอมพ่อแม่ ยอมทุกอย่าง แล้วชีวิตเราเองเสียหาย
แล้วก็ไม่ได้ทำให้พ่อแม่มีความสุขในระยะยาว
ก็ทำให้ท่านอกไหม้ไส้ขมอยู่ดี
เวลาที่เราเกิดอาการตรอมใจขึ้นมา

ตอนผู้ใหญ่หงุดหงิดไร้เหตุผล
อย่าตั้งต้นหันหน้าเข้าหาท่านด้วยความโกรธ
เพราะใจที่โกรธของคุณ
สักแต่เป็นไฟที่เพิ่มขึ้นมาอีกกอง
ให้คิดว่าไฟมาถึงบ้านแล้ว ถ้าเราเป็นน้ำดับไม่ได้
ก็อย่าเป็นไฟเร่งให้บ้านวอดเร็วขึ้นเลย

ยิ่งใช้ชีวิตนานขึ้น คุณจะยิ่งรู้ว่า
คำพูดดีๆช่วยให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้จริง
แต่คำพูดดีๆจะมาจากไหน
ถ้าไม่ใช่ใจที่ดี ไม่ใช่การมีแก่ใจจะพูด?

ใจที่สามารถเห็นใจคนอื่น ใจที่สามารถอภัยพ่อแม่
คือใจที่ "ดีพอ" เสมอ
และจิตใจที่ดีพอนั่นเอง
จะเป็นต้นเหตุแห่งรายละเอียด
ทางคำพูดและการกระทำที่ "พอดี"

คุณจะทราบด้วยสัญชาตญาณทางใจที่ดีว่า
เมื่อไรพูดได้ ตลอดจนพูดแค่ไหนแล้วควรหยุด
ใจดีๆจะช่วยคุณเลือกคำโดนๆ
ใจดีๆจะช่วยคุณเปลี่ยนเรื่องเครียดเป็นเรื่องขำ

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พ่อแม่คือรากของความเป็นคุณ
คนเราถ้าบำรุงรากให้เจริญขึ้นได้
หรืออย่างน้อยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
ก็คือทำตัวเองให้รุ่งโรจน์ขึ้นนั่นเอง

คิดข้ามช็อตดีกว่า
อย่ากลัวบาป
จากการทะเลาะกับพ่อแม่
หันมากลัวไม่ได้บุญ
จากการมีส่วนเปลี่ยนพ่อแม่ให้เย็นลงกันเถอะ!

คิดรวย เริ่มจากไม่คิดเอาเข้าตัว

160916

เป้าหมายชีวิตมีอยู่ แบบ

แบบแรก เป็นเป้าที่ตั้งขึ้นตามคนอื่น
เห็นเขาตั้งกันก็ตั้งบ้าง
เพื่อหลอกตัวเอง หรือไม่ก็บอกคนอื่นว่า
ชีวิตฉันจะเอาอย่างนี้แหละ
ชีวิตฉันก็มีเป้าหมายเหมือนกันนะ
แท้ที่จริงแล้ว เป้าแบบนี้
ไม่ได้อยู่ในใจคุณตั้งแต่แรก
ก็บอกแล้วว่า เป็นเป้าที่ตั้งขึ้นตามคนอื่น

แบบที่สอง เป็นเป้าที่ตั้งต้นจากความอยาก
เห็นคนเก่งแล้วอิน อยากเก่งอย่างนั้นบ้าง
หรือไม่ก็รู้ว่าตัวเองถนัดอะไรดีๆบางเรื่อง
ยิ่งทำยิ่งชอบ ยิ่งชอบยิ่งรู้ลึก รู้มาก
อยากอุทิศเวลาในชีวิตให้กับมัน
เป้าแบบนี้ ตั้งต้นออกมาจากใจจริงๆ
อย่างที่บอกแล้วว่า เริ่มจากความอยากข้างใน

อะไรที่ไม่ได้อยู่ในใจจริงๆ
ไม่อาจก่อภาพเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวคุณได้
คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเองลงมือทำสิ่งนั้นจริง
คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเองอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ
และที่สำคัญ คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเอง
มีชีวิตรอดจากการทำสิ่งนั้นเลี้ยงตัว

ถ้าใช้ชีวิตแบบคนมีเป้าหมาย
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ
คุณจะตื่นนอนอย่างมีพลังลุกจากเตียง
ตื่นอย่างมีแรงฉุดจากข้างในมากพอ
ที่จะทำให้รู้ตัวว่าตื่นแล้ว
แตกต่างจากการใช้ชีวิตแบบคนไร้เป้าหมาย
ที่ตื่นแบบไม่รู้ว่าจะตื่นไปทำไม
ตื่นแบบคนอยากแบแขนแบขาอยู่กับที่
ตื่นแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
ในหัวไม่มีภาพอะไรในชีวิตอยู่เลย
มีแต่ภาพในฝันพร่าเลือนที่เพิ่งผ่านออกมาล้วนๆ

ชัดเจนว่า
ทุกการตื่นนอน
คือนาทีพิสูจน์ชีวิต

วันไหนตื่นแบบไม่อยากตื่น
ให้ถามตัวเองเดี๋ยวนั้นว่า
คุณทำอะไรผิดอะไร
ทำไมจึงไร้เป้าหมาย
ให้อยากตื่นขึ้นมามีชีวิต

ให้เร่งทบทวนว่า ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด
คุณเคยสนุก ติดใจ ใฝ่หาอะไรได้บ้าง
ชนิดที่ตื่นแล้วอยากลุก
อยากออกไปเล่นสนุกกับมันต่อทันที

ไม่ว่าคำตอบจะเป็น เล่นเกม ทำสวย
เพาะกล้าม ปลูกผัก ขีดเขียน ดีดกีตาร์ ฯลฯ
อย่าเพิ่งจบที่ตรงนั้น
อย่าเพิ่งนึกว่า สิ่งนั้นทำเงินไม่ได้หรอก
อย่าเพิ่งสรุปว่า สิ่งนั้นเป็นงานประจำไม่ได้แน่
แต่ให้คิด ให้ถามตัวเองตรงๆว่า
ทำไมคุณจึงไปไม่ถึงจุดหนึ่ง
ที่สามารถเอาเรื่องน่าติดใจนั้น
มาช่วยให้คนอื่นเขาติดใจตาม

เล่นเกม คิดแต่จะเอาชนะคู่แข่ง เป็นที่หนึ่ง
ปกปิดเทคนิคพิเศษที่ค้นพบ ใครถามก็ไม่บอก
หรือคิดจะเอากลเม็ดเคล็ดลับมาเผยแพร่ด้วย

ทำสวย คิดจะสวยที่สุดในประเทศไทยอยู่คนเดียว
สวยเอาไว้เด่นกว่าคนอื่น สวยให้คนอื่นหลงรัก
หรือคิดจะเอาวิธีแต่งสวยไปช่วยให้คนอื่นสวยบ้าง

วิธีคิดเอาเข้าตัว หรือหวงไว้กับตัวนั่นแหละ
ทำให้ไปไม่ถึงไหน ในที่สุดพอเบื่อหน่าย
เห็นมันทำเงินให้คุณไม่ได้ เปลี่ยนชีวิตคุณไม่ได้
คุณก็ทิ้งมัน ห่างหายไปจากมัน
แล้วไม่อยากตื่นขึ้นมาพบมาเจอมันอีก

ถ้าเล่นเกมเก่งแล้วอยากให้คนอื่นเก่งตาม
ถ้าทำสวยได้แล้วอยากให้คนอื่นสวยตาม
คุณเหมาะกับอาชีพยุคนี้มาก
ยุคที่ทุกคนมีดีอะไร
ก็เอาดีนั้นมาส่งเสริมกันในโซเชียล

เมื่อหลุดจากความคิดหวง
คุณจะหลุดจากการคิดขายของไปด้วย
คือ ไม่มัวแต่นึกว่าการเลี้ยงชีพ
ต้องตั้งต้นด้วยการคิดขายๆๆ ทำเงินๆๆ
เปลี่ยนมาเป็นการคิดเอาดีให้คนอื่น
หาประโยชน์ให้คนอื่น
ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ ต่อยอดไม่จำกัด
ไม่ถูกตีกรอบความคิดอยู่ในกำแพงแคบๆ
เหมือนกับคนส่วนใหญ่อีกทั้งโลก

ถ้าเอาเคล็ดลับเล่นเกมเก่ง
มาเผยแพร่นานพอ
จนคนรู้จักนับแสน
อาจมีใครอยากฝากโฆษณาทีละหมื่นสองหมื่น
หรือถ้าคนเป็นล้าน
เชื่อว่าคุณมีเทคนิคทำสวยได้เด่นเกินใคร
ดาราดังอาจจ้างคุณไปทำหน้ากันหลายคน
เปิดร้านมา มีคนนับร้อยเอาเงินมาให้ทุกวัน

โลกหมุนมาถึงไหนแล้ว?
คุณต้องตื่นขึ้นมาสักเช้าหนึ่ง
เพื่อรู้ตัวว่าโลกกำลังถูกปกครองด้วยโซเชียลมีเดีย
ยุคทองของคนคิดเอาดีให้คนอื่น
และปล่อยให้คนคิดหวงอะไรดีๆ เก็บไม้ตายไว้กับตัว
กลายเป็นพวกตกยุค ตกขบวนรถไฟไปกันหมด

ถามตัวเองวันนี้เลยว่า
เปิดมือถือมา คุณดิ่งไปหาเพจนินทาว่าร้าย
เว็บชวนหลอกขายของ
หรือตรงไปหาเพจเผยแพร่อะไรดีๆ
หาแรงบันดาลใจดีๆ
ให้อยากทำอะไรดีๆตามเขาบ้าง

คำตอบที่เห็นๆว่าเกิดขึ้นอยู่จริงๆในวันนี้
อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกบ่นว่า
เคว้งคว้างจัง! ทำไมหาเป้าหมายให้ตัวเองไม่ได้สักที!

แกล้งให้รอ ก็เป็นกรรมใหญ่ได้

150916

ถามว่า ทำไมหลายคนมักต้องรอนาน
รออะไรที่ไม่มีเหตุผลสมควรต้องรอ
ทั้งชีวิตยากที่จะได้อะไรทันอกทันใจ
คำตอบคือ เพราะคนเหล่านั้น
เคยแกล้งให้คนอื่นรอ
ไม่รีบเร่งเพื่อคนอื่น
ไม่เกรงใจว่าคนอื่นต้องรอนาน

ที่เห็นได้ง่ายก็ประเภท
เดินทอดน่องเอื่อยๆข้ามถนน
รถจะได้หยุดนานๆ รอตัวเองผ่านไปช้าๆ
ยิ่งถ้าเห็นๆอยู่ว่า คนขับเขาอุตส่าห์ใจดี
ตั้งใจหยุดให้แท้ๆ ก็ยังทำท่าคุณชายคุณหญิง
เดินลอยหน้าลอยตาระเหิดระหงได้ลงคอ
คือจงใจแกล้งให้เขาเห็นเลยว่า
ถึงฉันไม่มีรถอย่างเธอ ฉันก็นวยนาดงามๆให้ดูได้
ประเภทนี้ ปมรากกรรมยิ่งฝังลึก
เพราะทำไปโดยปราศจากความรู้สึกผิด
ติดอยู่กับความรู้สึกดิบๆที่ไร้เหตุผล
แม้คนอื่นหยิบยื่นความเมตตาให้
เยี่ยงมนุษย์พึงทำต่อมนุษย์
ยังตอบกลับด้วยความไร้น้ำใจ ไร้ความเมตตา
อันเป็นเครื่องหมายสำคัญของมนุษยธรรมได้

หรือที่เห็นได้บ่อยๆอีกอย่างก็เช่น
ตัวเองมีอำนาจหน้าที่ที่จะเป็นคนนัดเวลา
พอคนเขามาตามนัด หรืออุตส่าห์มาก่อนเวลา
ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
จงใจให้เขานั่งเก้อ กระสับกระส่าย
ราวกับเห็นเป็นธรรมเนียม
หรือเหมือนจะหาตัวตายตัวแทนมาแก้แค้น
ฉันเคยโดนอย่างนี้ เธอโดนบ้างก็แล้วกัน
ถึงแม้เธอไม่ได้เป็นคนทำกับฉันไว้ก็ตาม

ตัวตัดสินว่า
คุณเป็นคนมีความเคยชินเก่าดีๆติดตัวมา
คือ แม้มีอำนาจหน้าที่ มีสิทธิ์ให้คนอื่นรอ
ก็ไม่อยากให้ใครต้องรอเลย
เห็นเป็นเรื่องสูญเปล่า เสียดายเวลาแทนเขา
แม้ไม่มีใครบอกใครสอน
ก็ให้ค่ากับเวลาในชีวิตของคนอื่นเอง เกรงใจคนอื่นเอง
ไม่มีความสุขกับการเห็นคนอื่นเป็นทุกข์
ด้วยความตระหนักว่า
เจตนาที่จะมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
จัดเป็นการสร้างความเพี้ยนให้ตนเอง
สะสมมากก็เพี้ยนมาก เห็นผิดเป็นชอบมาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เจตนานั่นเองคือกรรม
กรรมคือเจตนา

กรรมหนึ่งๆ นิสัยหนึ่งๆ
ผูกโยงอยู่กับกรรมอื่นๆที่เป็นสหายแห่งกัน
เช่น เมื่อติดนิสัยชอบให้คนอื่นรอโดยไม่มีเหตุผลอันควร
แนวโน้มคือ คุณจะบ่มเพาะนิสัยดูถูกคนอื่น
ไม่เห็นหัวคนอื่น ไม่เห็นค่าของชีวิตใคร
ทำไปทำมา คุณจะตระหนักได้น้อยลงเรื่อยๆว่า
เวลาในชีวิตของแต่ละคน
มีความหมายสำหรับเขาขนาดไหน
และการปล่อยให้คนอื่นรอ
เพียงเพื่อเอาสนุก เอาความยิ่งใหญ่ให้ตนเอง
หลายครั้งเป็นไปเพื่อเสพติดอำนาจที่ไม่มีอยู่จริง
มันจะแปรรูปเป็นอัตตาผิดๆ ยึดติดตัวตนผิดๆ
หวงอะไรผิดๆง่าย เข้าหาอะไรถูกๆยาก

ตัวอย่างกรรมเล็กน้อย แต่ผลไม่น้อยทำนองนี้
ชี้ให้เห็นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ได้ คือ
อย่าประมาทว่านี่คงเป็นบาปแค่นิดหน่อย
หยอดเหรียญวันละบาท ครบปีก็เต็มกระปุกใหญ่
กลายเป็นของหนัก ยกยาก ถือยาก วางยากได้
การติดนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งไปจนตาย
มีผลให้ชาตินั้นๆ
กลายเป็นโคตรเหง้าแห่งกรรมหนึ่งๆ
ชาติต่อไปมีความแน่นอนสูงว่าต้องได้รับผลต่อเนื่อง
แม้เข้าพิธีแก้กรรมกี่ร้อยงานก็ไม่แก้ไม่ออก
หรือต่อให้ทำกรรมดีใหม่ขึ้นมาสู้
ก็ต้องใช้เวลาสะสมน้ำดีกันยาวนานนับสิบปี
กว่าจะมากพอเจือจางน้ำเสียเก่าๆลงได้

เมื่อไม่ประมาทในบาปเล็กน้อย
ก็จะเป็นผู้ละอายในบาปอย่างใหญ่
มีสติในเส้นทางกรรมแห่งตนไปจนตาย!

ความลับ... ล้วงมาก สกปรกมาก

140916

โลกนี้มีสิ่งดึงดูดใจอยู่หลายหลาก
หนึ่งในนั้นคือความลับของชาวบ้าน
โดยเฉพาะชาวบ้านที่น่าอิจฉา
หรือน่าหมั่นไส้ชวนให้เป็นขี้ปาก

คุณจะรู้สึกถึงพลังดึงดูดใจชัดๆ
ก็ตอนที่เห็นทุกคนอยากรู้เรื่องสกปรกลับๆ
ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรแน่
ได้แต่พูดกันไป คาดเดากันไป ตีความกันไป
ตามแต่ใครจะแกะรอยจากแหล่งข้อมูลไหน

แต่คุณจะรู้สึกถึงความน่าเบื่อ
น่าพะอืดพะอมของความลับชาวบ้าน
ถ้าต้องรู้เรื่องคนโน้นคนนี้ทุกวัน วันละหลายๆราย
เหมือนพวกตำรวจ นักสืบ นักข่าวการเมือง นักข่าวดารา
ที่ถูกใช้ให้ล้วงความลับใครต่อใครเป็นอาชีพ
จะรู้สึกว่าตัวเองพลอยเน่าเหม็น
เหมือนมีบ่อขยะระดับประเทศอยู่ภายในตน
ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
ไม่ได้มีเรื่องลับเรื่องร้ายระดับประเทศกับใครเขา
ถ้าฝึกปล่อยผ่านไม่ได้ ทำใจไม่ถูก
ในที่สุดก็จุกอกจนต้องหาอาชีพใหม่ทำ
นั่นเพราะคนจิตใจปกติมักทนไม่ไหว
กับการเห็นโลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
มีหลักฐานความร้าย ทั้งของคนดีและคนชั่ว
ยิ่งรู้เห็นมาก ใจยิ่งเหมือนถูกฉีดเชื้อโรค
เข้าเส้น เข้ากระดูกสันหลัง
แม้ไม่ได้ทำชั่วร่วมกับเขา ก็สกปรกร่วมกับเขา
หมดหวัง หมดศรัทธาความดีงามในโลกพร้อมๆไปกับเขา

ถ้าไม่อยากรู้ แต่มีเรื่องลับโคจรมาให้รู้เอง
แล้วใจไม่หมกมุ่น ไม่วนเวียนคิดอยากพูดถึง
ในระยะยาวจะรู้สึกปลอดโปร่งเป็นปกติอยู่ได้
แต่ถ้าอยากรู้เรื่องคนอื่นมากๆ
ในที่สุดได้รู้เรื่องของคนอื่นมาก
เพียงไม่นานจะไม่รู้เรื่องใจตัวเองเลยว่า
อัดแน่นด้วยกองอกุศลธรรมไปถึงไหนแล้ว

พระผู้เจริญสติ ผู้รู้แจ้งในธรรมดาของจิตและกรรมแห่งตน
พวกท่านมีจิตที่วิเวก ปลอดโปร่งจากความอยากรู้เรื่องชาวบ้าน
ทว่าแม้ท่านไม่อยากรู้
แต่แค่เห็นหน้าใคร ก็รู้ไปถึงไส้ถึงพุงแล้ว
ไม่ต้องพยายามล้วงความลับ
ท่านก็รู้ว่าใครทำอะไรไม่ดีไว้อย่างไร
มีอะไรผิดๆซุกซ่อนอยู่ในใจบ้าง

พวกท่านมีจุดปล่อยความลับ ไม่อัดอั้นตันใจ
ไม่นึกอยากพูดให้ใครฟัง
นั่นเพราะล่วงรู้ความลับที่ยิ่งไปกว่านั้น
คือ รู้ไปถึงความจริงที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เห็นแจ้งว่าใครทำไว้ที่ต้นทางอย่างไร
ในที่สุดต้องไปเจอปลายทางอย่างนั้น
ให้ทุกข์แก่ใคร ทุกข์นั้นย่อมย้อนกลับมาถึงตัว ไม่ช้าก็เร็ว
ความลับระดับสูงนั้นต่างหาก ที่น่าพูดถึง
พูดแล้วคลายใจ ชวนให้ไม่อยากทำผิดทำบาปกันได้
แตกต่างจากความลับระดับต่ำ ที่แค่รู้เรื่องขี้ปากผิวๆ
ยิ่งรู้ยิ่งอัดอั้น ยิ่งอยากปลดปล่อยใส่หูคนอื่นต่อ
เพียงเพื่อยืนยันว่าโลกร้าย
ใครๆก็ซ่อนความลับไว้
เพราะงั้นเราจะเอามั่งก็ได้
ทำแบบคนอื่นบ้างคงไม่เป็นไร!

คิดถึงมากไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรแน่

130916

คุณอาจเคยมีประสบการณ์
คิดถึงใครจนหลับไป
ตื่นขึ้นมางุนงง
เหมือนตัวเองกลายเป็นอีกคน
รู้สึกว่างเปล่า
หมดความอยากคิดถึงอย่างสิ้นเชิง

หรือคุณอาจเคยมีประสบการณ์
คิดถึงบางคนมากมาย
นึกว่ารู้สึกอย่างหนึ่ง
แต่พอเจอตัวจริง
กลับรู้สึกไปอีกอย่าง

ประสบการณ์ทำนองนี้บอกคุณว่า
ความคิดถึงนั้น ที่แท้แล้ว
คือ อารมณ์คิดอย่างที่อยากจะคิด
รู้สึกไปอย่างที่อยากจะรู้สึก
จินตนาการอย่างที่อยากจินตนาการ
ไม่แน่ว่ามีความจริงรองรับอยู่
ทั้งความจริงนอกตัวและในตัว

ตัวอย่างแบบสุดขั้วที่เห็นได้ชัด ก็เช่น
เมื่อพบคนแปลกหน้าที่โดดเด่น
เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โฟกัสเขา
ตลอดจนมีเสื้อผ้าหน้าผม
ที่ส่งให้เกิดการฉายออร่าเจิดจ้า
สายตาเขามองคุณได้อย่างมีพลังสะกด
แน่นอนพอห่างกัน ความรู้สึกที่ติดค้างในคุณ
คือ ออร่าและพลังสะกดจากเขา
พอคิดถึง ก็จะจินตนาการบรรเจิดเกินจริง
รู้สึกหวานแหววสุดหัวใจ
มีความสุขที่จะคิดถึงไปจนหลับ

แต่ในเวลาต่อมา บังเอิญเจออีกครั้ง
เขาหรือเธอคนนั้น กำลังจิตตก
หน้าตากับอารมณ์กำลังน่าเกลียดได้ที่
ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญ
ไม่ต่างจากคนธรรมดาคนหนึ่ง
แถมพูดจาแย่ๆ ทำสีหน้าสีตาแย่ๆใส่คุณ
พอห่างกัน ความรู้สึกที่ติดค้าง
คือ ความดิบ เถื่อน และแรงผลักไส
พอคิดถึง ก็จะเกิดจินตนาการห่วยแตก
เหมือนในปากอมขี้จิ้งจกขมๆไว้
อยากเลิกคิด ก็ยังเฝ้าคิดแย่ๆไม่เลิก

หรือเอาตัวอย่างที่ธรรมดาหน่อย
แม้รู้จักคบหาใครมานาน
ผ่านร้อนผ่านหนาว ดีร้ายใส่กันหลายหลาก
บางทีคุณยังเลือกไม่ได้เลยว่า
จะรู้สึกหรือจดจำกันในทางดีหรือทางร้าย
บางนาที แว่วเพลงเพราะๆลอยลม
ก่อความรู้สึกละมุนละไม
ชนิดที่โยงให้นึกถึงเขาตอนทำหน้าทำตาดีๆ
ก็รู้สึกแบบ คิดถึงจัง อยากไปหาเดี๋ยวนี้เลย
แต่บางนาที ได้กลิ่นเหม็นๆจากกองขยะ
ก่อความรู้สึกรังเกียจ
ชนิดที่โยงให้ระลึกถึงพฤติกรรมบัดซบของเขา
ก็กลายเป็นรู้สึกประมาณ อย่าเจอกันเลยไหม
ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน

สรุปแล้ว ที่คิดถึงใคร
ไม่ใช่ง่ายๆที่จะคิดถึงความเป็นตัวเขาจริงๆ
มันมีองค์ประกอบเก่าใหม่หลายอย่าง
ผสมกันอยู่ในหัวของคุณ
ถ้าจำแนกไม่เป็น ก็ไม่มีทางเข้าใจตัวเองถูก

ท่านถึงบอก ท่านถึงสอนกันว่า
เพิ่งคบใคร อย่าด่วนทึกทัก
อย่าถือเอาความคิดถึงมากๆ
เป็นเครื่องหมายบอกว่า
เราจริงจังแน่ เขานี่แหละใช่
คู่แท้คือเธอคนนี้แหละ

ในทางกลับกัน ตอนโกรธกันหนักๆ
อย่าเพิ่งสรุปว่า อย่ามาเผาผี
อย่าถือเอาความคิดถึงเรื่องบางเรื่อง
มาเป็นที่ตั้งของความมั่นใจว่า
กูเอาแน่ เลิกเลย หย่าขาด ไม่ต้องเจอกันอีก
ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดคนละประเทศ
เธอเป็นสัตว์น้ำ ฉันจะเป็นสัตว์บก

คนเราจะมีความรู้สึกที่ตกผลึก
เข้าใจความรู้สึกตัวเองถูกต้องจริงๆ
ต้องถึงจุดที่เลิกเอาความคิดถึงตอนอยู่ว่างๆ
มาเป็นอารมณ์ มาเป็นเครื่องวัด
แต่อาศัยความรู้สึกที่มีเป็นปกติ
ยามเผชิญหน้าตัวจริง ของจริงไปนานๆ
อย่างน้อยนานพอจะรวมเป็นข้อสรุปได้ว่า
ความรู้สึกแบบนั้น น่าเต็มใจให้เกิดขึ้นไหม
ความรู้สึกแบบนั้น น่ารักษาไว้กับตัวไหม
ความรู้สึกแบบนั้น น่าให้ค่าควรแก่การคิดถึงไหม!

สอนลูกด้วยการให้คำตอบ

120916

ธรรมดาของเด็กน้อย
ไม่ชอบทนฟังสิ่งที่ไม่อยากฟัง
ยิ่งถ้ารู้อยู่แล้ว หรือได้ยินซ้ำๆ
สมองจะปิดการรับทางหูไปเลย
โดยไม่จำเป็นต้องแกล้งทำหูทวนลม
จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าพ่อแม่อบรมสิบครั้ง
แล้วมีแค่ครั้งเดียวที่ลูกฟังรู้เรื่อง

สิ่งที่ได้ผลกว่าการอบรมเป็นชั่วโมงๆ
คือการตอบคำถามที่เด็กอยากรู้
เสียเวลาแค่สองสามนาที

คุณจะทราบเองจากประสบการณ์ตรงว่า
การอบรม คือยาขมที่ไม่มีเด็กที่ไหนอยากกิน
ส่วนคำตอบที่เขาอยากรู้ คือขนมที่เด็กอยากขอกินเอง

เพื่อจะทำตัวเองให้เป็นคำตอบที่ลูกอยากได้
เริ่มต้นขึ้นมา คุณต้องสังเกตลูกตัวเองให้ออก
รวมทั้งยอมรับตามจริงให้ได้ว่า
สิ่งที่ติดตัวเขามา
คือความฉลาด หัวไว เป็นตัวของตัวเอง
หรือความเฉื่อย หัวช้า ต้องหาคนอื่นเกาะ
เมื่อทราบว่าลูกเป็นเด็กแบบไหน
ก็จะทราบด้วยว่าต้องให้คำตอบแบบใด
จึงถูกวิธี ถูกฝาถูกตัว

เด็กเฉื่อยจะอยากได้คำตอบที่น่ารู้
คือ ต้องเริ่มจากการปลุกเร้าความอยากรู้อยากเห็น
แล้วกระตุกให้เขารู้สึกว่า ตัวเองยังไม่รู้อะไรบ้าง
คุณค่อยป้อนข้อมูลได้
และควรป้อนด้วยความคาดหวังว่า
คุณให้ไปสิบ เขาอาจเอาแค่ห้า หรือน้อยกว่านั้น
ต้องน่าสนใจและโดนใจสำหรับเขาจริงๆถึงจะจำ
พอเตรียมใจไว้และไม่คาดหวังเกินขีดจำกัดของลูก
ก็จะไม่ผิดหวัง และยังมีกำลังใจป้อนให้ต่ออีกเรื่อยๆ
เพราะรู้มากขึ้นเรื่อยๆว่า
ลูกชอบคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใด แบบไหน

ส่วนเด็กฉลาดจะรับจริงก็เฉพาะคำตอบที่ต้องการ
คือ แค่ปลุกเร้าให้อยากรู้อยากเห็นอย่างเดียวไม่พอ
คุณต้องเร้าใจให้เขาเกิดความสงสัย อยากถาม
ชวนให้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ต้องรู้ให้ได้ ไม่รู้แล้วทรมานใจ
แล้วเขาก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง
ต้องพึ่งพาคุณ นั่นแหละ คุณเก่งกว่าเด็กฉลาดแล้ว
ทำให้เขาฟังคุณครบตั้งแต่ต้นจนจบได้แล้ว
คุณเริ่มรู้ทางเอาลูกอยู่มือแล้ว

สำคัญคือ คุณต้องทำไว้ในใจว่า
ทุกครั้งที่ลูกตั้งคำถาม
คือทุกครั้งของโอกาสทอง
อย่ารำคาญโอกาสทอง
อย่าเพิกเฉยไม่สนใจโอกาสทอง
อย่าโยนโอกาสทองทิ้งเปล่า
ถ้าไม่รู้ก็สละเวลาหาจากกูเกิ้ลสักนาทีหนึ่ง

คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนคุมเกมเต็มตัว
ก็เมื่อวางแผนไว้หมดว่า
วันหยุดจะพาเขาไปเจออะไร
ตีกรอบไว้ล่วงหน้าให้เขาอยากรู้อยากเห็นแบบไหน
แล้วตระเตรียมคำตอบไว้เป็นอย่างดี
ลูกสงสัยอะไรปุ๊บ คุณตอบได้เป็นคุ้งเป็นแคว
อย่างนี้จะทำให้ลูกเกิดศรัทธา
เห็นคุณเป็นต้นแหล่งความรู้และคำตอบทั้งมวล

อันที่จริง เราไม่ได้สนใจว่าเขาจะได้คำตอบ
ที่เป็นข้อมูลความรู้ แบบโลกๆ มากน้อยเพียงใด
ถูกต้องถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่
สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง
คือ ตัวตนของเราเอง ที่มีความสามารถสื่อสารกับลูก
มีอาวุธสำคัญ ที่สามารถใช้เจาะถึงใจลูกได้
วันใดเห็นลูกมาทวงคำตอบจากคุณยิกๆไปทุกเรื่อง
ด้วยสีหน้าสีตาเชื่อมั่นว่า เดี๋ยวจะได้รู้คำตอบ
วันนั้นแหละ คุณมีอาวุธสำคัญที่ว่าอยู่ในมือ
คุณจะไม่ใช่แค่พ่อแม่
แต่จะเป็นผู้ชี้ทางชีวิตให้เขาอย่างเต็มภาคภูมิด้วย

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าลูกไม่มีสัมมาคารวะ
คุณสั่งให้ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่ไหนก็ไม่ยอม
หรือแม้แต่กับคุณเอง บางทีก็ชอบพูดห้วนๆใส่
เช่นนี้ แทนที่จะนั่งอบรมปากเปียกปากแฉะ
เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีสัมมาคารวะ
ก็อาจเปลี่ยนเป็นตั้งคำถามง่ายๆว่า
ลูกรู้ไหม ทำไมคนที่ไหว้สวยๆ
ถึงมีความสุขกว่าคนที่ไม่รู้จักไหว้?

คำตอบเกี่ยวกับจิตเกี่ยวกับใจนั้น
ไม่มีเด็กที่ไหนรู้หรอก จะฉลาดขนาดไหนก็ตาม
เมื่อคุณสัมผัสถึงความอยากรู้ของเขา
ให้ใช้นิ้วชี้จิ้มอกเขาเบาๆ
แล้วอธิบายว่า ความอ่อนน้อมคือความสุข
ยิ่งไหว้ยิ่งอ่อนน้อม ยิ่งอ่อนน้อมมาก ยิ่งมีความสุขมาก

จากนั้นก็ชงคำถามต่ออีก เอาสักสองสามข้อ เช่น
แล้วรู้ไหม ทำไมคนที่ไหว้เป็น
ถึงได้สิ่งที่อยากได้ มากกว่าคนไหว้ไม่เป็น?
พอเห็นนัยน์ตาแสดงความอยากได้คำตอบ
ก็ดึงเขามากอดอย่างทะนุถนอม แล้วบอกว่า
คนไหว้เป็น คือคนน่ารัก
ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัว
อยากได้อะไร ก็ได้สิ่งนั้นมาไม่ยาก
ต่างจากคนที่ไม่น่ารัก
มีแต่จะผลักอะไรดีๆออกจากตัว

จากคำตอบโลกๆ
สู่คำตอบของชีวิต
คุณเริ่มฝึกได้ง่ายๆ
แต่ช่วยลูกให้ได้สิ่งที่ได้ยากนักยากหนา
สำหรับเด็กอีกกว่า ๙๙ คนจาก ๑๐๐!

จูนใจให้เสมอกัน

14324270_1163944573662699_6781197045017922944_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เรื่องของศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ปัญญา
ที่จะจูนให้เสมอกันได้
ต้องมาจากสิ่งเดียวเท่านั้นครับ
คือ 'ศรัทธาในเรื่องเดียวกัน'
พระพุทธเจ้าท่านถึงขึ้นด้วยศรัทธา
ถ้าเชื่อเรื่องเดียวกันเสียแล้วเนี่ย
โอกาสที่จะทำอะไรสอดคล้องกลมกลืนกัน
แล้วมีความสุขอยู่ด้วยกันทั้งชีวิตก็เป็นไปได้

) ความหมายของศรัทธาเสมอกัน
หมายถึงเชื่อมั่นนับถือคุณงามความดีเดียวกัน

เช่น นับถือศาสดาองค์เดียวกัน
เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน
เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น

เมื่อศรัทธาไม่ตรงกัน ก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน
เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกัน ก็คุยกันได้ไม่นาน
เมื่อคุยกันได้ไม่นาน ก็เบื่อกันเร็ว
อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม

ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคง
ย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน
ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความหมายของศีลเสมอกัน
คือ เป็นคนรักความสะอาดทางใจเหมือนๆกัน
เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของศีลข้อ สำหรับคู่รัก

พรานหนุ่มกับพรานสาว
ทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้
แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิต
มาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพ
ที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต
อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้าม
ของกันและกันไม่ไหว

ถ้าสามีบอกว่า
งานที่ทำอยู่ต้องโกหกทุกวัน อยากลาออก
แล้วเมียตวาดแว้ดว่าออกแล้วจะเอาอะไรกิน
นี่ไม่เสมอกันอย่างแรง

แต่หากเมียทำเสียงอ่อยๆว่า ก็ได้ เอายังไงก็เอา
นี่ไล่เลี่ยแบบตามตามกันมา

แต่หากเมียตาโตทำหน้าขึงขังรับทันทีว่า
แหม! ดีจริงๆ อยากขอนานแล้วแต่ไม่กล้า
รีบออกเถอะงานปั้นน้ำเป็นตัวพรรค์นี้
พรุ่งนี้คุยกับหัวหน้าเลยนะเธอ
อันนี้คือเท่ากันแบบไม่ต้องสงสัย
ได้ใจกันและกันแน่

และนั่นก็เช่นเดียวกัน
ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน
ยิ้มไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น
ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อ
ถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว

ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้ว
ย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน
สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความหมายของจาคะเสมอกัน
คือ ต่างฝ่ายต่างมีน้ำใจ
ไม่ใช่จะเกาะอีกฝ่ายหนึ่ง
กินน้ำใจอีกฝ่ายหนึ่งท่าเดียว

เช่น อีกฝ่ายสละเงินให้ใช้
อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น
การเอารัดเอาเปรียบ
เกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล

ถ้าสามีบอกว่า
อยากซื้อไอติมให้เด็กขอทานที่ตาละห้อยอยู่
แล้วเมียตะคอกว่า "ไปให้มันทำไม"
อันนี้เรียกว่าไม่เสมอกันอย่างแรง

แต่หากเมียบอกว่าเอาสิ ตามใจ
อันนี้เรียกว่า ไล่เลี่ยแบบตามตามกันมา

แต่หากเมียบอกว่า เออ! หน้าตาน่าสงสารจริงๆด้วย
เธอไม่ต้อง ฉันขอเดินไปซื้อเอง
อันนี้คือเท่ากันเป๊ะ "เสมอกันอย่างสมบูรณ์"

ยิ่งให้คนอื่นมาก ก็ยิ่งได้ความสุขในการสละ
มาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น
จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียง
ย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่
เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน
ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ส่วนปัญญาเสมอกัน
หมายถึง อย่างน้อยคุยกันรู้เรื่อง!’

ไม่ใช่พูดจนปากเปียกปากแฉะ
ก็ไม่รู้เรื่องว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
หรืออย่างน้อยเป็นไปไปในทางเดียวกัน
ไม่ใช่พูดคนละภาษา
ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ
หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา

รวมทั้งปัญญาระดับสูง
ที่เข้าอกเข้าใจธรรมะ รู้เรื่องธรรมะระดับเดียวกัน
เป็นไปเพื่อสวรรค์นิพานเหมือนๆกัน
เช่นฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง
ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย
แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อย
ก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต
ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง

คำว่าปัญญานั้นไม่ใช่ปริญญา
หลายงานเสียอีก
ที่ปริญญาเป็นเครื่องสนับสนุนให้ทำกรรมโง่ๆ
พูดโง่ๆออกมาด้วยโมหะ ลุ่มหลงสำคัญตัวผิด
รักไม่จำกัดปริญญา
แต่จำกัดที่ความสามารถชักชวนกันขึ้นสูง
และต้านทานกิเลส

ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกัน
ย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา
และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

นอกจากเรื่องของความเสมอกันทั้ง ประการแล้ว
พระพุทธเจ้ายังตรัสถึง
การมีใจเอ็นดูกัน เล็งแลดูกันด้วยสายตาแห่งความรัก
พูดจาด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รัก
อันเป็นธรรมดาของการครองเรือนอย่างเป็นสุข
ตามประสาชาวโลกทั่วๆไปด้วยครับ

สรุปคือให้กำลังใจกันแค่ไหน
ในทางเพิ่มศรัทธา เพิ่มน้ำใจ
เพิ่มศีล และเพิ่มปัญญารู้ธรรม
ก็นั่นแหละครับมาตรวัดความเสมอกัน
ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

ถกเถียงจะเอาอะไร?

090916

ลองนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา
ที่เคยถกเถียงแบบเสียแรงเปล่า
เปลืองพลังงาน เปลืองสมองคิด
แล้วไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์เลย
โดยเฉพาะในที่ทำงาน
แล้วคุณจะเกิดสติ
มีความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งกับการถกเถียง
นั่นคือ ภาพของการถกเถียงที่สูญเปล่า
คือภาพเดียวกับชีวิตที่สูญเปล่า

หมายความว่า ถ้าหลับตานึกถึงตัวเองในแต่ละวัน
แล้วเห็นแต่ภาพคนคนหนึ่งมัวหมกมุ่นถกเถียง
โดยไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีๆกับใครเลย
ภาพตัวตนของคนคนนั้นไม่ช่วยให้โลกได้อะไรเลย
ชีวิตในชาตินั้น คงเหมือนน้ำมันดิบ
ที่ไม่เคยถูกกลั่นมาใช้ให้สมค่า

หลักการเถียงให้ชนะมีอยู่มาก น่าสับสน
จำไม่ได้ นำไปใช้จริงไม่ถูก
แต่การตั้งองศาของจิตให้อยู่ในทิศทางขุดทอง
ล่าขุมทรัพย์ให้ตัวเองและคนอื่นนั้น
มีอยู่นิดเดียว เรียบง่าย ไม่งง
จำขึ้นใจได้ เพียงฝึกใช้จริงให้เกิดผลเพียงครั้งเดียว

ตอนเจอสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากัน
อย่าถามเขา ให้ถามตัวเองแค่สั้นๆว่า
จะเอาอะไร?’

ตอบตัวเอง แล้วอย่าเพิ่งแน่ใจในคำตอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคำตอบในหัวยาวเหยียด
มีเหตุมีผลชักแม่น้ำทั้งห้าเต็มไปหมด
เช่น ฉันยอมไม่ได้ เธอทำไม่ดี
คุณคิดอย่างนี้ไม่ถูก แผนอย่างนั้นไม่ไหวหรอก
เสียระบบ เสียโอกาส
บริษัทเสียหาย ลูกค้าหนีหมด
เพราะว่าโน่น เพราะว่านี่ ฯลฯ
ให้สันนิษฐานว่า น้ำๆเหล่านั้นเป็นแค่ข้ออ้าง
ใจจริงไม่ได้มีคำตอบเนื้อๆอยู่เลย
ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

พูดง่ายๆ ครั้งนั้น คุณทำท่าจะแค่เถียงให้ชนะ!

ต่อให้เป็นปลาเคยอยู่น้ำลึกมาแค่ไหน
ก็พากันมาตายน้ำตื้นกันได้
คนเก่ง คนฉลาด คนใหญ่คนโต
ต่างหลีกเลี่ยงการถกเถียงที่เปล่าประโยชน์ได้ยาก
เพราะตั้งต้นขึ้นมา
ก็ด้วยอารมณ์อยากให้อีกฝ่ายเห็นอย่างที่ตนเห็น
อารมณ์แรงๆชนิดนั้น
มันชนะความคร้านที่จะปากเปียกปากแฉะได้
ผลักดันให้ยอมเหนื่อยอ่อนอธิบายเป็นชั่วโมงๆได้

ตอนเห็นอารมณ์พุ่งออกมาจากอีกฝ่าย
ไม่ว่าคุณหรือเขา จะถูกกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา
อยากสวนกลับด้วยอารมณ์ต่อต้านประมาณเดียวกัน
หรือไม่ก็เหนือกว่า เพื่อข่มให้ฝ่ายตรงข้ามศิโรราบ

แต่ถ้าคู่ถกเถียงนั่งอยู่ตรงหน้า
แล้วคุณถามตัวเองเงียบๆว่าจะเอาอะไร?’
จากนั้นเกิดคำตอบเดี่ยวๆ สั้นๆ
เรียบง่าย เจาะจงลงชัดเจน
กระทั่งภาพเพียงภาพเดียวปรากฏขึ้นมาในหัว
ไม่มีคำอธิบายพลุ่งพล่านร้อยแปดตามมา
เช่น อยากสงบศึก
หรือเช่น ต้องเลิกโยนงานกัน
หรือเช่น ต้องลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ได้
หรือเช่น ลูกค้าต้องรับรู้กว้างกว่านี้
หรือเช่น ต้องให้เขาเห็นความผิดของตัวเอง

ถ้ามีคำตอบในหัวชัดเจนประมาณนี้
คุณจะรู้สึกเป็นสมาธิ พูดจามีลำดับชัดเจน
อารมณ์เย็น หนักแน่น
เพราะจิตมีที่ยืน มีหลักเกาะ เป็นเป้าหมายชัดเจน
รายละเอียดปลีกย่อยจึงอยู่แวดล้อมอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่มีแต่แม่น้ำทั้งห้า
ถูกชักเข้ามาตามใจชอบเรื่อยเปื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

เป้าหมายชัด ทิศทางจะไม่แกว่ง

เพียงคุณไม่จุดพลุดังๆ เปลี่ยนมาเป็นจุดชนวนดีๆ
มีสมาธิกับเป้าหมาย ไม่สนเรื่องใครผิดใครถูก
ไม่ถือสากับตัวตนหนักๆของใครว่าใหญ่กว่ากัน
ไม่เห็นเป็นสาระด้วยซ้ำ ถ้าต้องเริ่มด้วยการถอยก้าวหนึ่ง
ออกปากขอโทษก่อน พูดถึงความผิดของตัวเองก่อน
ทั้งที่อาจจะไม่ได้ผิดอะไรเลย
แต่ทำไปเพื่อจะจูนจิตของอีกฝ่ายให้อ่อนลง
เพียงพอจะยอมรับฟังความพลาดพลั้ง
หรือการมีช่องโหว่ของตัวเองบ้าง
เท่านี้ ก็เริ่มเดินเข้าเป้า
ได้สิ่งที่คุณอยากได้แล้ว

แข็งมาแข็งกลับ อ่อนมาอ่อนไป
กฎง่ายๆที่ทุกคนรู้ แต่ไม่เอามาใช้ประโยชน์
และไม่เอามาฝึกถามตัวเองว่าจะเอาอะไร?’

ต่อเมื่อฝึกถามตัวเอง ตอบตัวเอง กระทั่งเก่งพอ
ในที่สุดอาจได้คำตอบให้กับ ใน ๑๐ เรื่องขัดแย้งว่า
สิ่งที่คุณต้องการ คือการไม่ต้องเถียงกัน
หนทางเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ
ก็แค่เงียบเฉย ไม่ถือสา ปล่อยเรื่องให้ซาไปเอง
ที่ตรงนั้นของชีวิต คุณจะพบว่า เวลาและพลังงาน
ที่ต้องเอาไปถกเถียง เรื่อง
อาจเอามาใช้ประกอบคุณงามความดีอื่นๆแทน
ได้ถึง ๗๐ เรื่องทีเดียว!

บาปหนักทำง่ายกว่าที่คิด

080916

คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า
ตัวเองเป็นคนปกติ
เหมือนมนุษย์ขี้เหม็นทั่วไป
ทำบุญทำบาปคละกันตามความอยาก
ดีบ้างร้ายบ้างตามอารมณ์
มีเหตุผลบ้างไร้เหตุผลบ้างตามวัน
ไม่ใช่คนชั่วร้าย
ไม่ได้ก่อบาปก่อกรรมหนักๆ
ให้ต้องเป็นห่วงว่าถ้าชาติหน้ามีจริง
จะต้องโดนบาปซัดไปเกยหาดนรกที่ไหน

ข้อเท็จจริงคือ
ชาติหนึ่งๆที่ไม่เข้าใจเรื่องศีลให้ดีๆ
ไม่สังวรระวังตั้งสติในการพูดให้ดีๆ
คนทั่วไปอาจก่อบาปก่อกรรมหนักๆได้ทุกวัน
เพิ่มน้ำหนักถ่วงวิญญาณให้ตกต่ำได้เรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคิดถึงการฆ่า
ถ้าทำให้ร่างกายเขาตายแตก
สัญชาตญาณทางจิตจะบอกตัวเองชัดเจนว่า
อันนี้เรื่องใหญ่ อันนี้เป็นแผลเน่าในชีวิต
เพราะภาพความตายของคนอันเกิดจากน้ำมือตนนั้น
มันบาดความรู้สึกได้ร้ายแรง
ก่อทุกข์ ก่อความกระวนกระวายได้ขนาดนอนไม่หลับ
ดังนั้น พอพูดว่าการฆ่าคนเป็นบาปเป็นกรรม
ต้องชดใช้ด้วยการลงนรก
ก็นึกเชื่อได้ เกิดภาพน่ากลัวในหัวได้
เท่าที่ความรู้สึกหลังฆ่าคนจะปรุงแต่งมันขึ้นมา

แต่ถ้าหากการฆ่าคน
หมายถึงยังปล่อยใครให้มีลมหายใจต่อไป
ทว่าเป็นการหายใจแบบไม่มีที่ยืนในสังคม
หายใจแบบไม่เหลือความน่าเชื่อถือ
หรือหายใจแบบที่ต้องเป็นตัวตลกตกต่ำ
ฆ่ากันแบบนี้ คนส่วนใหญ่ทำง่าย ทำบ่อย
ทำสนุก ไม่รู้สึกอะไร
เพราะไม่มีสัญชาตญาณใดๆกระซิบบอกว่า
ไปทำเขาแบบนั้นมันบาป มันแย่ มันร้ายแรง

โตๆมาทุกคนต้องเคยโดน
อย่างน้อยที่สุดก็ครั้งสองครั้ง
ที่มีใครใส่ไคล้แบบไม่มีมูล
หรือมีมูลหนึ่งแต่ขยายเป็นสิบ
โดนเกลียดโดยไม่รู้ตัว
เสียเครดิตทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
ถูกค่อนแคะนินทาด้วยเรื่องที่คนอื่นป้ายขี้ไว้

ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ให้คิดใหม่
คิดให้ดี เคยพูดอะไรให้ญาติสนิทมิตรสหายฟังบ้าง
ทำนองผมสันนิษฐานว่า...’
หรือฉันว่าไอ้นั่นมันหยั่งงี้แหงๆ...’
หรือกูรู้ อีนี่นะ...’

คนเราก็แปลก อย่างที่รู้ๆกัน
ขอให้เป็นญาติเถอะ ขอให้เป็นคนสนิทเถอะ
พอฟังเขาพูดเรื่องเสียหายของคนอื่นแล้ว
สมองฉลาดๆจะปิด หัวใจดำๆจะเปิด
และหูเบาๆจะให้เขาลากไปไหนๆได้ยาวมาก
ฟังหมด เชื่อหมดได้เหมือนเด็กๆ
ตัวจริงของเหยื่อเป็นยังไงไม่รู้
รู้แต่ว่ารับภาพเสียๆหายๆของเหยื่อ
เข้าไปอยู่ในความทรงจำจริงๆของตนแล้ว

ต่อให้เป็นเรื่องจริง
ถ้าปากของเราสร้างภาพเสียๆของใคร
ไว้ในใจคนโดยไม่จำเป็น
ปากของเราก็มีมลทินเสียๆแล้ว
แต่ถ้าเป็นเรื่องเท็จ เรื่องที่คิดเองเออเอง
หรือเรื่องที่ฟังเขามาต่อยอด
หากภาพของใครเน่าเพราะปากเรา
ความเน่านั้นก็ติดกลิ่นอยู่ในปากเราด้วย

จะด้วยอารมณ์คึกคะนอง หรือด้วยอารมณ์หมั่นไส้
ไม่อยากเห็นใครได้ดีมีสุขไปกว่าตน
พาเผลอใจ พลั้งปากฆ่าคนอื่น
แม้นึกว่าไม่ได้วางแผนประสงค์ร้ายเป็นล่ำเป็นสัน
อย่างไรก็หนีไม่พ้นกรรมข้อที่ว่าด้วยการโกหก
พูดเท็จทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง
สร้างความทรงจำเพี้ยนๆให้คนอื่น
รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องตรงๆเป็นอย่างไร

โกหกทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความชั่วอื่นที่ทำไม่ได้นั้นไม่มี
นั่นแปลว่า ถ้าปากชอบระบายสีเพลิน
บางทีก็เผลอทำชั่วไม่จำกัด
ต้องรับผลชั่วไม่มีขอบเขต
จะลืมแล้ว หรืออ้างว่าจำไม่ได้ ก็ไม่มีผลทุเลาโทษ

ครั้งต่อไป เมื่อนั่งอยู่ต่อหน้าคนสนิท
หรืออยู่ในกลุ่มเพื่อนฝูงที่ให้คะแนน
ให้น้ำหนักคำพูดกับเรา
ย้ำกับตัวเองว่า นี่คือที่ก่อกรรมหนักได้
ถามตัวเองด้วยว่า ครั้งนั้น มีอารมณ์คึก
อยากพูด อยากให้ร้าย อยากทำบาป
ทำคนไม่รู้จักกันให้มองกันไม่ดีบ้างไหม?

ความอยากได้ทำให้จิตเพี้ยน

070916

บางสิ่ง หรือบางคน
ดูดีมีเสน่ห์ดึงดูดมาก
ตอนที่คุณอยากได้
และเสน่ห์จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ตอนรู้ว่าคนอื่นก็อยากได้ ต้องแย่งชิง

พลังดึงดูดใจของสิ่งที่ผู้คนอยากได้
อาจมากมายมหาศาล
ขนาดที่ถ้าไม่ได้มา
ชีวิตก็เหมือนยังไม่เต็ม
หรือชีวิตที่เคยเต็ม
ก็กลายเป็นแหว่งหาย

เสน่ห์ของอะไรบางอย่าง
วัดกันจากพลังดึงดูดสายตา
พลังดึงดูดแก้วหู
หรือพลังดึงดูดใจ
ให้พุ่งไปปักติด และคาอยู่
สิ่งใดดึงดูดสายตาได้มาก
สิ่งนั้นจะคมชัดในสายตาเราได้นาน
เราจะเห็นรายละเอียดบางส่วน
หรือหลายๆส่วน หรือทั้งหมดครบ
โดยไม่ต้องฝืนใจออกแรง
และแม้ละสายตาไป
ใจก็อุตส่าห์นึกถึงภาพต่อไม่เลิก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีสิ่งใด
ที่ดึงดูดสายตาชายได้เท่ารูปหญิง
และที่ดึงดูดสายตาหญิงได้เท่ารูปชาย

นี่เป็นความจริงมาชั่วกัปชั่วกัลป์
โดยเฉพาะหญิงชายรูปงาม
ต้องตาต้องใจเราเป็นพิเศษ
ยิ่งหากมีคุณสมบัติถูกใจเสริมเติม
เช่น รูปหญิงรูปชายที่สมส่วนนั้น
มีท่วงทีกิริยาล่อตา
มีสุ้มเสียงสำเนียงเสนาะโสต
มีกลิ่นอายอันรัญจวนเร้าใจ
มีความคิดคมคาย มีถ้อยคำกระตุกใจเราได้
หรือมีความสามารถน่าตื่นตาตื่นใจเกินใคร
ก็ยิ่งเร่งอารมณ์ให้คึกคัก
และบีบให้รู้สึกสถานเดียว คือ
ต้องเอามาให้ได้
ไม่ได้แล้วน่าน้อยใจชะตา
หรือไม่ได้แล้วน้อยหน้าใครบางคนที่ได้ไป

ชั่วชีวิตเรา
ต้องมีโอกาสได้สิ่งที่อยากได้มากๆมาบ้าง
และสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆสอนเราว่า
พอความอยากหายไป เสน่ห์ของสิ่งนั้นจะลดลง
วัดจากสายตาเราที่พุ่งไปจับจ้องสิ่งนั้นๆน้อยลง
เห็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆไม่เท่าเดิม
เช่น แค่มองทั้งตัวของคนนั้นแวบหนึ่ง
พอให้จำได้ว่าเป็นใครหรืออะไร
สายตาก็จะผ่านไป ไม่ตื่นเต้นกับรายละเอียด
ทั้งที่เคยหลงใหล กระหายอยากเห็นแทบขาดใจ
หรือกระทั่งเคยคิดว่า
ยอมตายเสียยังดีกว่าอยู่โดยไม่ได้มา

สรุปคือ เสน่ห์ของของ หรือเสน่ห์ของคน
ก่อให้เกิดความอยากได้
และระดับความอยากได้ที่ครอบงำใจได้มากพอ
ก็ทำให้สิ่งนั้นหรือคนนั้น มีเสน่ห์เกินจริง
โดยเฉพาะเสน่ห์ประเภทยอมตายเพื่อให้ได้มา
แต่เมื่อได้สิ่งนั้นมา ความอยากได้ย่อมหายไป
ทำให้เสน่ห์ของสิ่งนั้น คนนั้น น้อยลงกว่าที่เคย
หรือกระทั่งหายไปอย่างน่าฉงน
สิ่งใดหรือคนใดซื้อได้ด้วยเงินในมือง่ายๆ
ความอยากครอบครองจะหายไปเร็วเป็นพิเศษ
สิ่งใดต้องใช้ความพยายามหรือกระทั่งเอาชีวิตเข้าแลก
ความอยากครอบครองจะมีอายุยืนนานขึ้น
แต่ทั้งหลายทั้งปวง ก็ลงเอยเหมือนๆกัน คือ
ในที่สุดก็ธรรมดาและรู้สึกเฉยๆจนได้

เราอาจแปลกใจจนต้องถามตัวเองว่า
ครั้งหนึ่งเคยยอมตายเพื่อให้ได้มา
แค่สิ่งที่ทำให้รู้สึกเฉยๆเท่านี้หรือ?

เพียงคนคนหนึ่งรู้ทันธรรมชาติความอยากได้
รู้ทันว่าจิตของตัวเองผิดเพี้ยน
แปรขึ้นแปรลงไปตามระดับความอยาก
เห็น ขณะแห่งความเพี้ยนของจิต
ขณะถูกครอบงำให้ลุ่มหลงว่าอาจ
คิดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน ไร้หลัก ไร้เหตุผลได้สารพัดเพียงใด
สติชั้นสูงจะค่อยๆเจริญขึ้นทีละน้อย
นั่นเพราะความอยาก คือรากของความทุกข์
เมื่อเราลงไปเล่นที่รากของความทุกข์ได้บ่อยๆ
เราจะเริ่มเห็นความลุ่มหลงมัวเมาเป็นอารมณ์ล้อเล่น
เป็นของชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับจิตที่ขาดสติไป
ค่าของวัตถุกามภายนอกจะปรากฏตามที่มันเป็น
สวยคือสวย หล่อคือหล่อ หุ่นเซียะคือหุ่นเซียะ
แต่ไม่มีแรงดึงดูดพอจะกระทำต่อจิตเราให้ปักติด
หมดสิทธิ์ปรุงแต่งความคิดบ้าๆบอๆขึ้นมาในหัวเรา
และไม่มีทางสร้างความทรมานใจ
ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทรมานใจ ให้กับเราอีกต่อไป!

เลือกผิดคนหรือประพฤติตนผิดเอง

060916

ไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่จะรู้ตัวตั้งแต่เริ่มว่า
ตนเองเลือกผิด
หรือตนเองประพฤติผิด

ตอนเลือก
ใครๆก็ต้องคิดว่าถูกคน
หรืออย่างน้อยใช่กว่าทุกคน
ไม่อย่างนั้นจะเลือกมาทำไม

ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้
หรือดีที่สุดเท่าที่มีให้เจอ
ว่างั้น

ตอนจะเลิกนั่นแหละ
คนใกล้ตัวถึงได้ยินคำว่ามันเลวชัดๆ

ที่ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่า
มันเลวชัดๆอย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้รู้สึกว่า
เราเป็นฝ่ายดี หรือกระทั่งไม่มีความผิดใดๆเลย

ชนะใจคนเชียร์ได้ โน้มน้าวให้ทั้งโลกเข้าข้างได้
เกิดกำลังใจ ทุเลาความเจ็บใจในระยะสั้นได้
แล้วยังไงในระยะยาว?

แนวโน้มคือ เดี๋ยวก็ต้องเลือกผิดคนกันใหม่
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนที่ใช่
แล้วปล่อยอะไรบางอย่าง
แปลงเขาหรือเธอให้เป็นคนเลวชัดๆ
หรือคนไม่ใช่ชัวร์ๆอีก

แท้จริงแล้ว
ทุกคนเจอได้อย่างมากแค่คนเกือบใช่
ส่วนที่ว่า สุดท้ายจะใช่หรือไม่ใช่
ก็อยู่ที่เราเองเป็นตัวแปรแค่ไหน

ทำเรื่องไม่ใช่บ่อยๆ
ต่อให้เป็นคนที่ใช่
ก็กลายเป็นไม่ใช่ตามไปด้วย

ทำเรื่องที่ใช่บ่อยๆ
แม้แต่คนที่เหมือนไม่น่าใช่
ก็กลายเป็นใช่ขึ้นมาได้

ทุกอย่างตั้งต้นกันที่ความคิด
ถ้าถามตัวเอง แล้วตอบตัวเองได้ตรงไปตรงมาว่า
เราเป็นพวกชอบโยนโทษ ขี้เพ่งโทษคนอื่น
ก็จงเร่งตระหนักว่า
นั่นแหละ! ตัวแปรหมายเลขหนึ่ง
ที่จะเปลี่ยนคนเกือบใช่ให้กลายเป็นไม่ใช่
เพราะใช้ชีวิตกับใคร เราก็จะเห็นแต่
ฉันดีและเธอเลว
หน้าที่ของเธอคู่กับไม่ใช่เรื่องของฉัน
เธอห้ามนะแต่ฉันทำได้
อัตตาโตๆ ตัวตนเจ๋งๆ ในระหว่างใช้ชีวิตคู่นั้น
ในที่สุดมักกลายเป็นคนจ๋องๆ กับอัตตาเหงาๆ
เฝ้าหาคนที่ใช่จากอากาศไปเรื่อยๆ

แต่หากตอบตัวเองได้ตามจริงว่า
เราเป็นหนึ่งในคนเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล
เช่น ถ้าเราทำหน้ายักษ์ ชอบอวดอำนาจ
จ้องถมึงทึงเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อบ่อยๆ
แม้ไม่ทำผิดประการใด ไม่บกพร่องหน้าที่ไหนอื่นเลย
ก็ไม่มีใครเขาอยากอยู่ด้วย
มีแต่จะอยากหนีไปอยู่กับคนหน้าตายิ้มๆ เอาใจกันดีๆ
ความเป็นคนรู้ไปถึงราก
ของเหตุของผลทางอารมณ์ประมาณนี้แหละ
ที่เปลี่ยนคนเกือบใช่ให้กลายเป็นใช่ที่สุด
เพราะทำชีวิตคู่ให้ดูเป็นเรื่องของทั้งฉันและเธอ
หน้าที่ของเธอมี หน้าที่ของฉันด้วย
อะไรเป็นเรื่องต้องห้าม ก็ต้องห้ามใจกันทั้งคู่
ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวแปรครึ่งหนึ่ง
ไม่ใช่ยกความเป็นตัวแปรสำคัญให้อีกฝ่ายท่าเดียว!

เรียนผิด งานผิด ชีวิตผิด

050916

เมื่อสองศตวรรษก่อน
มีตำนานพ่อใจร้าย
ที่กลายเป็นเรื่องดีของโลก
สร้างหนึ่งในคีตกวีเอกขึ้นมาคนหนึ่ง
คือ ลุดวิจ ฟาน เบโธเฟน

พ่อขี้เมาของเบโธเฟนหมายมั่นปั้นมือมาก
ที่จะให้ลูกของตัวเองมีชื่อเสียง
เทียบเท่ากับ โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท
ที่สำคัญคืออยากให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
เล่นหากินได้ตั้งแต่ ขวบแบบโมซาร์ท
เคี่ยวเข็ญต่างๆนานา
ลากจากที่นอนแต่เช้ามืด
และกว่าจะอนุญาตให้เข้านอนก็ดึกดื่น
ห้ามเล่นกับน้อง บางทีถึงขั้นทุบตี กระทำทารุณ
ทั้งหมดก็เพียงเพื่อบังคับให้ซ้อมดนตรีทั้งวัน
ลูกจะได้เก่ง จะได้ดัง ทำเงินให้ตนเป็นกอบเป็นกำ

ชะตาของเบโธเฟนดันเข้าทางพ่อใจร้าย
เขากลายเป็นอัจฉริยะขึ้นมาจริงๆ
เก่งขนาดเล่นเปียโนระดับแสดงคอนเสิร์ตได้ตอน ขวบ
แต่กระนั้น พ่อโหดก็โกหกคำโตต่อสาธารณะ
ประกาศในงานเปิดตัวว่า เบโธเฟนอายุแค่ ขวบ
ซึ่งก็เพื่อให้สู้กันได้เมื่อเทียบกับโมซาร์ท

ตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้
ตอนผู้คนนึกถึงเขา จะนึกถึงดนตรีมหัศจรรย์
ไอน์สไตน์เคยเปรียบเทียบไว้ว่า
โมซาร์ทค้นพบดนตรีบริสุทธิ์
ส่วนเบโธเฟนสร้างดนตรีขึ้นมาเอง
คำยกย่องนี้มีคนยอมรับกันมาก

แต่ตอนที่เบโธเฟนมีชีวิต
เขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตตัวเอง?
อันนี้คงไม่มีใครให้คำตอบแทนเขาได้
รู้แต่ว่าใครเห็นหน้าเบโธเฟน
ก็ไม่อยากเชื่อแล้วว่าเป็นพวกมีความสุขกับใคร
ในเมื่อบูดบึ้งตลอดเวลาขนาดนั้น

ชีวิตหนึ่งจะเป็นสุขไปได้อย่างไร
เมื่อต้องเศร้ากับพ่อซึ่งเป็นนักดนตรีขี้เมา
ขู่เข็ญบังคับต่างๆนานาตั้งแต่ ขวบ
แถมเอารายได้ที่ลูกหาให้ไปซื้อเหล้า
แทนที่จะเอามาเลี้ยงดูตนกับน้อง
หรือเอามารักษาแม่ซึ่งเจ็บป่วยออดๆแอดๆ

ดนตรีแสนมหัศจรรย์ของเขา
เป็นได้แค่วิธีระบายความคั่งแค้นออกมา
โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าคนหรือเปล่า?

เป็นที่รู้กันว่าเบโธเฟนเป็นคนมีปัญหาทางจิต
แม้เขาจะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์
แม้ว่าเขาจะได้ภูมิใจในตนเองขณะยังมีชีวิต
แต่ชาติของความเป็นเบโธเฟน
ก็เหมือนตกนรกทั้งที่ยังเป็นมนุษย์อยู่

นี่แปลว่า ต่อให้เลี้ยงลูกจนเป็นอัจฉริยะ
เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของโลก
ก็ไม่แน่ว่าหมายถึงการทำบุญทำคุณเสมอไป
บางที บางคน อาจหมายถึงการได้ก่อบาปใหญ่
ในการสร้างนรกให้ลูกของตัวเองต่างหาก

สร้างนรกให้ลูกอย่างไร
เกิดใหม่ก็ต้องไปเจอนรกจากพ่อแม่อย่างนั้น!

เบโธเฟนเป็นหนึ่งในแสน
ที่เป็นอัจฉริยะขึ้นมาได้
จากการถูกเคี่ยวเข็ญให้เป็นอัจฉริยะ
กล่าวคือ หลังจากทนทุกข์กับการถูกบังคับให้เล่นดนตรี
ถึงจุดหนึ่งเขาเกิดความสุขกับมันขึ้นมาจริงๆ
เล่นได้ทั้งวัน เล่นด้วยความกระหายจากภายในของตนเอง
นอกนั้นเกือบร้อยทั้งร้อย เอาเป็นว่าเกิน ๙๙.๙๙%
ตกเป็นเหยื่อความอยากของพ่อแม่เปล่าๆปลี้ๆ
ไม่ได้ดิบได้ดี แล้วก็ไม่ได้มีความสุข
กับสิ่งที่พ่อแม่หมายมั่นปั้นมือไว้เลย

มีเส้นแบ่งบางๆ
ระหว่างการอยากให้ลูกโดดเด่น
ทำเงินเอาตัวรอดได้ตอนโต
กับการอยากให้ลูกเด่นดัง
เพื่อทำรายได้งามๆให้พ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก

แนวโน้มอาชีพที่ทำรายได้ยุคก่อน
คงไม่พ้นหมอและวิศวะ
แต่ปัจจุบัน อันเนื่องจากเห็นด้วยตาเปล่ากันเยอะว่า
เป็นดารา นักร้อง นายแบบนางแบบแล้วรวยลัดรวยเร็ว
ก็เกิดเวทีประกวดประชัน
เพื่อถางทางไปสู่การเอาดีทางบันเทิงกันมาก

ประเด็นคือ ถ้าลูกไม่ได้มีของ
แต่กลับถูกเร่งรัด ปลุกเร้า ให้ของขึ้น
ก็อาจของขึ้นแบบเจ็บปวด
หรือไม่ก็เจ็บปวดอย่างเดียว
ของไม่เคยขึ้นได้เลยสักวัน

ถ้าคิดล่าเงินรางวัล
ก่อนคิดถึงความถนัด
ไม่คิดถึงความชอบใจที่แท้จริงของเด็ก
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกในระยะสั้น
คือความวิบัติทางใจลูก
และสิ่งที่จะเป็นอันดับต่อๆไปในระยะยาว
คือความร้าวฉานทางครอบครัว
เพราะคนเราพอมีปมให้ดิ้นรนทรมาน
ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำไปนานเข้า
มันก็เก็บกด อยากระเบิดแค้น
ทั้งต่อพ่อแม่ที่ควบคุมบังคับตน
และต่อคนรอบตัว ครอบครัวตนในที่สุด

โจทย์ของพ่อแม่ที่คิดเลี้ยงลูกให้ถูกทาง คือ
ทำอย่างไร จะพาเด็กไปเจอโอกาสลองของให้มากที่สุด
ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด
ขอเพียงไม่ปล่อยให้ลูกเล่นเปล่าๆ
แต่สังเกตไปด้วยว่า เล่นอะไรแล้วเขาชอบ
ชอบอะไรแล้วเขาคิดต่อ สร้างความสนุก
ปลื้มใจในความสามารถของตนเองได้
แล้วส่งเสริม ลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถให้เขา
ในที่สุด เขาจะคืนอะไรๆกลับมาให้
ทั้งความสุข ความภูมิใจในการสร้างคน
และอาจจะความมั่งคั่งที่คุณไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้

ความถนัดเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา
ติดตามผลกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง
แต่พ่อแม่ก็ฝากความหวังให้กับโรงเรียน
นึกว่าเป็นหน้าที่ของครู หรือของใครสักคนที่โรงเรียน
ก็เราจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียนไปแล้วนี่

ข้อเท็จจริง คือ โรงเรียนมีครูจำกัด
ก็เลยหวังอย่างยิ่งว่า
พ่อแม่ของนักเรียนจะดูแลกันเองอยู่แล้ว
ฝากความหวังกันไป ฝากความหวังกันมา
ตกลงเด็กเลยไม่มีใครช่วยดูให้สักคน

ปัจจุบันมีแนวทางหาความถนัดในเด็กกันหลากหลาย
ทั้งแบบฟรีที่เห็นในยูทูบ
ทั้งแบบเสียตังค์เป็นหมื่นค่าลิขสิทธิ์เมืองนอก
ประเด็นคือ ถ้าคุณอยากค้นหาจริงๆว่า
ลูกถนัดอะไร คุณจะทราบว่าความถนัดนั้น
แท้ที่จริงก็คือการบ่งบอกให้ถูกว่า
ลูกของคุณเป็นคนอย่างไร
เหมาะจะเป็นผู้นำ เหมาะจะคิดสร้างสรรค์
เหมาะจะคิดตามเพื่อต่อยอด
เหมาะจะหาเวทีแสดงความคิด
หรือเหมาะจะหาเวทีแสดงความสามารถ

ทุกคนเป็นอัจฉริยะได้หมด
ถ้าชอบใจในสิ่งที่ตัวเองทำ
สนุกกับมันได้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนเด็กเล่นของเล่นถูกใจ
เมื่อเด็กสนุกกับอะไร
โตขึ้นก็ไม่ต้องถามเลยว่าอยากเรียนอะไร
จะทำอาชีพอะไร
เพราะเขาจะเริ่มต้นเรียนเอง
สะสมความรู้ความสามารถเองมาหลายปี
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว!

เงินคือสิ่งเดียวในใจ

020916

บิลล์ เกตส์ รวยจากการสร้าง Microsoft
แล้วใช้อำนาจเงินช่วยให้สุขภาพของคนจนๆ
ในประเทศด้อยโอกาสดีขึ้น

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก รวยจากการสร้าง Facebook
แล้วใช้อำนาจเงินสร้างโอกาสสื่อสารอินเตอร์เน็ตฟรี
แก่คนในประเทศที่อินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง

อีลอน มัสก์ รวยจากการสร้าง PayPal
แล้วใช้อำนาจเงินสร้างทางเลือกเผื่อโลกแตก
เพื่อความเป็นไปได้จริงที่จะอพยพคนไปดาวอังคาร

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
เกิดมาเพื่อแสดงให้เราเห็นว่า
คนคนหนึ่งจะมีเงินมากๆไปทำไม

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
แสดงให้เราเห็นว่า ถ้าจะรวยล้นฟ้ากันจริงๆ
อย่างน้อยต้องคิดทำอะไรให้กับโลกบ้าง
ไม่ใช่เลียนแบบคนรวยเลวๆที่เห็นในหนัง
จะรวยได้ต้องโกงๆๆ ปล้นๆๆท่าเดียว
ต้องหลอกลวง ต้องเอารัดเอาเปรียบชาวโลกเท่านั้น
หรือต้องดูดซิการ์เก๊กหน้าผู้ร้าย ทำท่าอย่างอื่นไม่เป็น

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
แสดงให้เราเห็นว่า
ความอยากได้งานมากกว่าอยากได้เงิน มันดีอย่างไร
พวกเขาคิดเรื่องเงิน จุดเริ่มต้นแค่ไหนไม่มีใครรู้
รู้แต่ว่าพอมีเงินมากแล้ว
พวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหลือแบบเบื่อๆ
แค่ได้ใช้เงินแบบเศรษฐีเจ้าสำราญไปวันๆ

วิธีคิด จุดเริ่มต้นสำคัญมาก
มองโลกด้วยตาเปล่า จะเห็นความจริงปรากฏอยู่ทั่วไป
ถ้าคิดถึงเงินก่อน ก็มีโอกาสทำอะไรผิดๆก่อน
แต่ถ้าคิดถึงงานก่อน ค่อยสร้างโอกาสถูกต้องให้ตัวเองได้

สังเกตที่ความสนใจของตัวเองก็ได้
เวลานึกถึงเศรษฐีระดับโลก
เราเน้นความอยากรู้ว่าแต่ละคน
ขึ้นแท่นรวยอันดับที่เท่าไรในแต่ละปี
หรืออยากรู้ว่าพวกเขาแต่ละคน
มีไอเดียขั้นต่อไปอย่างไร
ใช้อำนาจเงินสร้างประโยชน์กับโลกได้แค่ไหน
โฟกัสความสนใจของเรา
จะทำให้เห็นค่าความรวยของคนอื่น
และขณะเดียวกัน
ก็พิสูจน์ตัวตนของเราเองว่ามีแนวโน้ม
ที่จะสร้างความน่าจดจำให้ตัวเองแบบไหน
สร้างเงินแบบที่คนอื่นสร้างได้
หรือสร้างงานแบบที่ตัวเองอยากให้เกิดขึ้น!

คนพาลอันตรายที่สุดตอนคบเป็นเพื่อน

010916

เพื่อน
คือคนที่คุณเปิดใจฟัง
ศัตรู
คือคนที่คุณปิดใจไม่รับฟัง

ลองตัดคำว่าเพื่อนทิ้ง
ถ้าใจคุณเปิดอ้า รับฟังเหตุผลดีๆ
ที่จะเกลียดใครสักคน
ที่จะเบียดเบียนคนสักกลุ่ม
ในที่สุดคุณจะคล้อยตาม
ถูกครอบงำด้วยความเกลียด
อยากเบียดเบียนชาวบ้าน
ก่อบาปก่อกรรม
เป็นเหตุให้จิตใจตกต่ำดำมืด
พร้อมจะตายเพื่อบูชาความเกลียดชังได้
เหมือนอย่างที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย
ชักพาหนุ่มสาวเข้าร่วมอุดมการณ์โฉดได้
ก็ผ่านเพื่อน ผ่านคนรักนั่นเอง

ลองตัดคำว่าศัตรูทิ้ง
ถ้าใจคุณเปิดกว้าง รับฟังเหตุผลดีๆ
ที่จะศรัทธาความดีงาม
ที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น
ในที่สุดคุณจะเห็นดีเห็นงามตามไป
เพราะใจมนุษย์ดีงามอยู่แล้วโดยเดิม
กับทั้งพร้อมจะยกสูงขึ้นกว่าที่เคย
พร้อมจะตายไปกับรอยยิ้มปรานี
เยี่ยงชาวพุทธที่เข้าถึงเมตตาแท้
ก็ด้วยคำสอนของกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้า

ถึงแม้คุณจะเป็นคนดี
คนที่อยู่ข้างเดียวกับคุณ
ก็อาจไม่ใช่คนดี
และคนดีบางคน
ก็อาจไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับคุณ
หากมีสติ ตัดเรื่องข้าง
ตัดเรื่องชอบไม่ชอบขี้หน้า
แล้วรับฟังอย่างเป็นกลาง
เอาความปลอดโปร่ง
จากการไม่เบียดเบียนกันด้วยใจเป็นที่ตั้ง
คุณจะพบว่าตัวเองได้ข้อคิดดีๆ
จากการถกเถียงกับคนดี
มาลดระดับอัตตาของตน
ตลอดจนได้จุดยืน เห็นข้อควรระวัง
จากการคุยเป็นกันเองกับคนร้าย
ไม่ปล่อยตนเองให้เพิ่มความหลงผิดตามเขา!