กรรมวิบาก

โลกใหม่ในวันก่อนคริสต์มาส



marked-122216

ชุดซานตาคลอสสำหรับฝรั่ง
ถือเป็นเครื่องหมายของการให้ทาน
ชนิดที่ช่วยให้เด็กๆมีความสุข มีความสมฝัน
มีความระทึกใจ มีความยินดีปรีดา
อันเกิดจากการได้เห็นกล่องของขวัญ
และเมื่อได้แกะกระดาษเผยสิ่งที่อยู่ในกล่อง

เด็กทุกคนชอบของขวัญ
และจะดีใจเป็นที่สุด
หากของขวัญคือสิ่งที่อยากได้มานาน
แต่สำหรับเด็กบางคน
ทั้งหมดที่อยากได้เป็นของขวัญ
คือการได้เจอซานตาคลอสเป็นครั้งสุดท้าย...

เอริก ชมิตต์-แมตเซน (Eric Schmitt-Matzen)
ชาวรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา
นับว่าหุ่นให้แถมหน้าตาใช่
เมื่อแต่งชุดแดงประกอบหนวดเคราขาวของจริง
เด็กเห็นแล้วเชื่อเลยว่านี่แหละ ซานต้าตัวจริง
เขาเลยได้อยู่บนเส้นทางให้ทานตามเทศกาล
แต่งชุดแดงแจกของเด็กในช่วงคริสต์มาสมาเรื่อย

ในปี 2016 นี้ เขาได้รับการร้องขอ
จากพยาบาลที่รู้จักกันคนหนึ่ง
ให้ไปหาเด็กชายวัย ขวบที่โรงพยาบาล
ซึ่งกำลังเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย

พอไปถึงห้องไอซียู
เอริกก็ขอให้ทุกคนออกจากห้องไปทั้งหมด
เพื่อเขาจะได้มีสมาธิอยู่กับเด็กตามลำพัง
เพราะเกรงว่าเมื่อเห็นญาติๆร้องไห้
เขาจะไม่สามารถเล่นบทได้เนียนนัก

เอริกเริ่มต้นพูดกับเด็กน้อยที่อยู่ในสภาพใกล้หลับว่า
"ฉันได้ยินว่าหนูกำลังจะพลาดคริสต์มาสปีนี้
แต่เชื่อเถอะว่าไม่เป็นอย่างนั้นหรอก
ทำไมรู้ไหม?
เพราะหนูเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของฉัน!"

เด็กมองเอริกแล้วถามว่า "จริงเหรอ?"

"ใช่สิ!" จากนั้นเอริกก็ให้ของขวัญ
ซึ่งเด็กแทบจะแกะห่อของขวัญไม่ไหว
แต่พอเห็นสิ่งที่อยู่ในกล่อง เด็กก็ถึงกับยิ้มใส
"พวกเขาบอกว่าผมกำลังจะตาย
ทีนี้ผมอยากรู้ว่าพอไปถึงโลกใหม่
ผมจะต้องพูดกับใครว่ายังไงมั่ง?"
แทนคำตอบ เอริกขอเด็กว่า
"เอางี้! เธอจะช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม?"
"แน่นอนครับ!"
"พอเธอไปถึง ช่วยบอกคนที่นั่นว่า
เธอเป็นเด็กน้อยหมายเลขหนึ่งของซานต้า
รับรองว่าพวกเขาจะให้เธอเข้าไปแน่นอน!"
"จริงหรือครับ?"
"รับรองเลย!"

พอซานต้าสร้างความเชื่อมั่นให้อย่างนั้น
เด็กน้อยก็พยายามดึงตัวขึ้นนั่งเพื่อสวมกอดเขา
และระหว่างอยู่ในอ้อมแขนของเอริก ก็ถามสั้นๆว่า
"ซานต้า คุณจะช่วยผมได้ไหม?"

ซานต้าได้แต่กอดตอบเด็กอย่างอ่อนโยน
เพราะก่อนที่เขาจะพูดอะไรได้
เด็กน้อยก็ขาดใจจากไปเสียแล้ว
แน่นอน... ด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจเป็นครั้งสุดท้าย
ในอ้อมกอดของซานต้าที่เด็กน้อยอยากพบ

เด็กหลายคนในโลก
รู้จักของขวัญแค่ไม่กี่ครั้ง
ก็ต้องจากตายหายไปเสียแล้ว
เป็นความจริงที่ทิ้งไว้ให้คนข้างหลังเลือกเชื่อเอาเองว่า
นั่นคือเรื่องบังเอิญโชคร้าย
เป็นเรื่องที่เบื้องบนกำหนด
หรือเป็นเรื่องของอุปฆาตกรรมเผล็ดผล

สำหรับเอริก
เขาได้ทำกรรมง่ายๆ แค่เดินเข้าไปหาเด็ก
แต่กรรมแบบนี้ยากที่ใครจะมีโอกาสได้ทำ
เสื้อผ้าหน้าผมต้องลงตัว
แล้วเด็กก็ต้องถึงเวลาไปในช่วงใกล้คริสต์มาสด้วย

ไม่ว่าศาสนาไหน เชื่อแบบใด
ต่างคนต่างก็กำลังกระทำบางสิ่งกับใครบางคน
ด้วยเจตนาดี หรือด้วยเจตนาร้าย
ซึ่งนั่นเองคือความหมายของการทำกรรม
กรรมจึงเป็นคำกลางๆที่ไม่เลือกศาสนา
ส่วนผลของกรรมเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ
เปิดให้ดูบางส่วน แต่ปิดบังส่วนใหญ่ให้คลุมเครือ
ได้แต่ยอมให้ดูแค่สัญลักษณ์บอกใบ้ ประเภท
เกิดดี มีพร้อม และตายช้าอย่างเป็นสุข
หรือเกิดไม่ดี มีไม่พร้อม แถมตายเร็วอย่างเป็นทุกข์
หรืออีกทีก็เกิดดี มีบ้าง อาจตายเร็ว แต่ก็เป็นสุขได้

ช่วงเกิดช่วงตายนั่นแหละ
ที่คุณจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่มีอยู่จริง
นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรารู้เห็นด้วยหูด้วยตาอย่างเดียว
รวมทั้งถูกเตือนให้ระลึกว่า
ชีวิตไม่ได้มีไว้ให้ก้มหน้าก้มตารับกรรม
แต่มีไว้ให้สู้กับกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่
เพื่อจะได้อุ่นใจในชั่วขณะแห่งจิตใกล้ลากับเขาบ้าง!

---
อ้างอิง
http://www.knoxnews.com/story/entertainment/columnists/sam-venable/2016/12/11/sam-venable-santa-grants-final-wish/95091356/

น้อยใจชะตา คือน้อยใจกรรมเก่า

marked-121516

เรื่องยากที่สุด
ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจชีวิต
คือ ไม่มีใครช่วยให้คุณรู้ได้ด้วยตาเปล่าว่า
ชีวิตนี้ไม่ใช่ชีวิตเดียวของคุณ
และความเป็นชีวิตนี้ เกิดกับพ่อแม่คู่นี้
อยู่ในประเทศนี้ เจอผู้คนรอบตัวแบบนี้
ก็ตรงกันกับที่คุณเคยทำอะไรไว้
ให้เกิดขึ้นกับชีวิตอื่นในอดีต

อดีตที่ลืมไปแล้ว
อดีตอันไม่เป็นที่รู้
อดีตที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
เหลือแต่ปัจจุบันที่จำได้บ้างไม่ได้บ้าง
กับอนาคตที่หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

ถึงแม้หูตาจะตีกรอบให้พวกเรารู้เห็นคับแคบ
แต่การมีน้ำใจพอจะให้ทาน
ความสามารถหักห้ามใจเพื่อรักษาศีล
ตลอดจนการเปิดจิตเปิดใจเจริญสติ
ก็ช่วยให้เรารู้เพิ่มขึ้นอย่างหนึ่ง คือ
ชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นไปเรื่อยๆ
ทุกอย่างดีขึ้นได้ นับแต่ก้าวแรกทางความสุข
อันเกิดจากบุญ คือ ทาน ศีล และการเจริญสตินี่แหละ

เมื่อสะสมความสุข กระทั่งสุขได้เป็นปกติ
จากทาน ศีล และการเจริญสติ ที่ทำแล้วอย่างต่อเนื่อง
ชีวิตทั้งชีวิตจะต่างไปให้รู้สึกออกมาจากแสงกุศลภายใน
รู้ได้เฉพาะตน ฉายภาพให้คนอื่นดูไม่ได้
คุณจะย้อนกลับมามองชีวิตทั้งชีวิตเป็นโอกาส
และขอบพระคุณกรรมใหม่ที่ใช้โอกาสนั้นทันตาย

แต่หากยังก้มหน้าก้มตาสะสมความทุกข์
ด้วยความคิดตอกย้ำกับตัวเองทุกวันว่า
ชีวิตต้องจมปลักอยู่อย่างนี้แหละ ไม่มีทางดีขึ้นแน่ๆ
พยายามแล้วไม่มีเทวดาที่ไหนเห็นใจ
ธรรมะไม่เห็นช่วย ศาสนาเป็นเรื่องลวงโลก
เห็นพระเลวในข่าว เราก็จะเลวตามพระเหล่านั้นบ้าง ฯลฯ
พอวันเวลาผ่านไป ถึงจุดหนึ่งคุณจะเงยหน้าไม่ขึ้น
เป็นแต่ก้มหน้าด่าชะตาชีวิตท่าเดียว
สุดท้ายก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตนี้ เสียโอกาสอันใดไป!

นักเดินทางผู้โดดเดี่ยว

15317918_1256079047782584_2090411297564445943_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เราต่างถูกหลอกว่า
มีคนรัก และเครือข่ายญาติมิตร
ทั้งที่จริง ทุกคนไม่มีแม้แต่เงา
ติดตามตัวเองไปได้ตลอด

แม้คุณสมใจ
ได้อยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในวันนี้
คุณก็ไม่รู้เลยว่าวันไหน
จะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยใดมาพรากเขาไป
ธรรมชาติจะบังคับให้เราทิ้งทุกคนไปอยู่ดี
เราเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม
เรารักและหวังหอบหิ้วใครไปด้วยก็ตาม

และวันใดบุคคลอันเป็นที่รักถูกพรากไป
โดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นเองที่ต้องตระหนัก ด้วยความตระหนกว่า
คุณไม่เคยมีสิทธิ์อยู่กับใครจริง!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สุดท้าย
สมบัติและคนรอบตัวจะต้องหายไป
เหลือแต่ความจริงว่า
ใครเคยทำอะไรไว้
กับสมบัติและคนรอบตัว

พวกเราต่างก็เป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว
มาสวมหัวโขนเป็น
พ่อ แม่ พี่ น้อง คนรัก เพื่อน ศัตรู
หรืออะไรอื่นเดี๋ยวเดียว
แล้วก็ต้องตายจากไปเป็นอื่น

แม้ในชาติเดียวกัน
ก็อาจเป็นอะไรหลายๆฐานะ
บางคนเดินชนไหล่
หรือเหยียบเท้าใครอีกคนบนถนน
ทะเลาะกันเลือดขึ้นหน้าเป็นพัก
กว่าจะจำได้ว่า
เคยเป็นเพื่อนรักสุดรักสมัยประถมมัธยม
ที่เคยอยากไปไหนๆด้วยกันตลอดชีวิต
แต่พอห่างกันมากๆ เจออีกที
อาจกลายเป็นศัตรูได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าทิ้งความรักไม่ได้
ก็ทิ้งความยึดไม่ได้
เมื่อทิ้งความยึดไม่ได้
ก็ทิ้งต้นเหตุแห่งการเกิดมาไม่ได้

และเมื่อต้องเกิดอีก
ก็ต้องพบกับความตาย
และการพลัดพราก
จากบุคคลอันเป็นที่รักวันยันค่ำ
ไม่ว่าจะหวงแหนพวกเขา
เหมือนอยากกอดไว้ไม่ปล่อยสักขนาดไหนก็ตาม

ความรัก
บังคับให้คุณต้องรอการพิพากษา
จากคนที่คุณรักว่าจะเอาด้วยหรือไม่

แต่ความพ้นทุกข์
มีตัวคุณคนเดียวเลือกเอง ตัดสินเอง
ดุจเดียวกับการตัดสินใจ
เลือกว่าจะถ่มเสลดในปากทิ้งเสียทีไหม
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณล้วนๆ

คุณจะเล็งเห็นว่า
บนเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์
คุณไม่จำเป็นต้องง้อใคร
ให้มาเคียงข้างเป็นกำลังใจ
ขอเพียงคุณหนักแน่น
สามารถเป็นกำลังใจให้ตนเอง
ก็อาจเดินเดี่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย!

ป้ายความผิดบาปแค่ไหน?

marked-120816

โกหก
ตั้งต้นด้วยการรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
แล้วใช้กำลังใจบิดเบือนความจริงนั้น
พูด เขียน หรือใช้วิธีใดๆ
โน้มน้าวให้ผู้อื่นรับรู้ความจริงผิดไป
อาจเพี้ยนมาก อาจเพี้ยนน้อย

ยิ่งความจริงถูกบิดเบือนให้เพี้ยนมากเท่าใด
จิตวิญญาณของผู้บิดเบือนยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้น
พูดง่ายๆ ยิ่งโกหกบ่อย
เท่ากับยิ่งออกแรงดัดจิตให้ผิดรูป
ดัดเอง เพี้ยนเอง
และเมื่อมุสาวาทกรรมได้ที่เผล็ดผล
ย่อมเกิดวิบาก บันดาลให้ใครบางคนมาใส่ไคล้
หรือเกิดเหตุบางอย่างพอดิบพอดี
ที่จะให้ใครต่อใครหลงเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม
การโกหกด้วยความตั้งใจให้เกิดอะไรกับใคร
เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริงว่า
จะไปเจอจุดหมายปลายทางร้ายดีขนาดไหน

โกหกเพื่อช่วยผู้อื่น
บาปครึ่ง บุญครึ่ง
นับว่าใจดี ไม่ใช่ใจร้าย
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเจอเรื่องครึ่งร้ายครึ่งดี
แม้ถูกใส่ไคล้ให้รู้สึกแย่ไปพักหนึ่ง
ก็อาจกลับร้ายกลายเป็นดี
เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายให้คนรู้สึกเห็นใจมาก
ได้รับการชดเชยให้มีความสุข มีกำลังใจ

โกหกเพื่อเอาหน้ารอด
ในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับใคร
ไม่ได้บาปนัก แต่ใจไม่ตรง ไม่ซื่อ
เป็นชนวนให้เกิดความคด
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเป็นผู้รับผลดีที่บิดเบี้ยว
เช่น มีบุญจะทำให้เป็นผู้มีรูปงาม
แต่ออกมาแบบสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เป๊ะ
ดูแล้วเกือบใช่ แต่ไม่ใช่ มีอะไรผิดๆแปลกๆไป

โกหกเพื่อผลประโยชน์
บาปเริ่มแรง เพราะชนวนโกหกเกิดจากความโลภ
อยากได้ถึงขั้นดัดแปลงความจริงให้เพี้ยนไป
สังเกตว่าเมื่อตกลงปลงใจโกหกเพื่อผลประโยชน์
จะมีบันไดให้พัวพันกับเรื่องร้ายๆ
คิดร้ายๆ และทำให้รู้สึกว่าตัวเอง
ใจร้ายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมสมกับโทษานุโทษ
เช่น ถ้าโกหกเอาประโยชน์ส่วนตน
ทำให้คนอื่นเสียหายมาก
ก็ย่อมถึงขั้นทรัพย์พินาศ
อาจด้วยอำนาจโจร อำนาจภัยพิบัติ
หรือมีใครใส่ความจนล่มจมก็ได้

โกหกเพื่อป้ายความผิด
คือ ตนเองรักตัวกลัวผิด
เลยโยนขี้ให้คนอื่นรับผิดไปแทน
อันนี้ประกันความใจร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะถ้าไม่เหี้ยมพอก็ทำไม่ได้
ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองผิด
และต้องรู้อยู่เต็มอกว่า
โยนบาปแล้วคนอื่นเดือดร้อนแน่
การโกหกประเภทนี้เอง
ที่ควรแก่การกล่าวว่า
เป็นต้นตอ ต่อยอดบาปได้ทุกชนิดไม่อั้น
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
โอกาสรอดจากอบายภูมิคงยาก
เพราะใจร้ายๆ ย่อมเหมาะกับที่ร้ายๆ
หากเป็นสัตว์ ก็ต้องเป็นพวกแพะรับบาป
มีชีวิตไว้ถูกบูชายัญ โดยไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

ธรรมชาติออกแบบสมองมนุษย์มาแบบหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเราไม่นึกอยากโกหก
คือ เมื่อจะโกหก สมองต้องทำงานหนัก
หนึ่ง คือกดสมองส่วนที่รู้ความจริงไว้
สอง คือเปิดสมองส่วนที่ฝืนสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมา
สาม คือเค้นคำหรือภาษากายให้คนอื่นเชื่อ
การโกหกแต่ละครั้ง
จึงเหนื่อยกว่าพูดเรื่องจริงสองเท่าสามเท่า
และทำให้รู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเองได้ง่าย
และนี่เอง คือเหตุผลว่าทำไมคนดี
แม้เมื่อต้องโกหกเพื่อช่วยผู้อื่นแค่ครั้งเดียว
ก็รู้สึกไม่ดี ไม่นึกอยากทำอีกเลย

แต่หากโกหกจนชิน จนชำนาญ
สมองเพื่อโกหกจะทำงานเบาลง
รู้สึกว่าพูดได้ไหลรื่นขึ้น
จึงรู้สึกผิดน้อยลง หรือไม่รู้สึกผิดเลย
และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนชั่ว
แม้เมื่อโกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หรือโกหกเพื่อป้ายความผิดให้ใครต่อใคร
จึงรู้สึกเฉยๆ แถมนึกสนุกอยากทำอีก

ก็สมองขั้วนรกนั้น
เมื่อเปิดใช้งานเต็มที่แล้ว
จะไม่อยากหยุดง่ายๆหรอก!

เกี่ยวดองเลยพลอยซวย

marked-120116

คนบางคน
ไม่อยากบอกใครว่านามสกุลอะไร
เนื่องจากบอกไปแล้วถูกมองหน้า
ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรทันที
ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่คนในตระกูลดันทำเรื่องเหม็นเน่า
โดยไม่สนใจว่าวงศ์ตระกูล
จะพลอยแปดเปื้อนทั่วประเทศเพียงใด

บางประเทศที่นับถือพระเจ้าเหมือนกัน
แต่ศาสนาของแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่า
สอนเรื่องพระเจ้าต่างกัน
ก็กลายเป็นชนวนเหตุให้ฆ่ากัน
ราวกับคิดว่าถ้าอีกฝ่ายตาย
ก็คงเหลือพระเจ้าของตนเพียงองค์เดียวได้

เพียงสีผิวต่างกัน
หน้าตาแลดูเป็นคนละเผ่าพันธุ์กัน
พ่อแม่บางบ้านก็สอนลูกหลานให้รังเกียจได้
หรือถึงไม่มีใครสอน ก็รังเกียจเองไม่ยาก
ในเมื่อความรู้สึกเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ
เป็นสิ่งฝังรากอยู่ในรูขุมขนของคนเราอยู่แล้ว

ล่าสุดสหรัฐอเมริกา
ต้นแบบจิตวิญญาณประชาธิปไตย
มีการรุมกระทืบคนเลือกทรัมป์
คือ เกลียดทรัมป์ ทำอะไรทรัมป์ไม่ได้
เลยจัดการกับคนที่มีส่วนช่วยทรัมป์
ให้กลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกา

คนคนหนึ่ง
อาจตกอยู่ในวงล้อมของความเกลียด
โดยไม่จำเป็นต้องทำผิดเอง
ขอเพียงมีความเกี่ยวดอง
กับเครื่องหมายของความเกลียดที่ชัดพอ

การตกอยู่ในวงล้อมของความเกลียด
การถูกความเกลียดทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ
ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าเคยเป็นฝ่ายกระทำ
เคยอาศัยความเกลียดในการทำร้ายคนอื่น
ผ่านสัญชาตญาณแบ่งพวก

สัญชาตญาณเป็นของดิบ
ยิ่งก่อกรรมตามสัญชาตญาณมาก
ก็ยิ่งรับผลกรรมแบบไม่สมเหตุสมผลง่าย
หากพบว่าตัวเองพลอยซวย
เจอความไม่เป็นธรรมจากการแบ่งหมู่เหล่า
ก็อาจเป็นโอกาสดีให้ทบทวนดูว่า
เรายังมีเชื้อแห่งความเกลียดแบบเหมารวมแค่ไหน
ถ้าตอบตัวเองตามตรงว่ายังมี
ก็น่าคิดไหมว่าวันหนึ่งจะต้องไปรับ
ผลแห่งความเกลียดเหมารวมประเภทใด
เครื่องหมายการรับผลความเกลียด
ตกอยู่กับชื่อตระกูล เชื้อชาติ ศาสนา
หรือการเมืองชนิดไหน?

ที่สุดของความเกี่ยวดอง
ก็คือความเกี่ยวดองกับกรรม
ที่ตนเลือกทำกับคนอื่นอยู่นั่นแหละ!

จิตเหวี่ยงเพราะฝันแรงแต่ไม่ยอมลงมือ

marked-112416

คนบางคนเกิดมา
มีจิตวิญญาณที่ไม่เหมาะกับโลกใบนี้
แต่เหมาะกับอีกโลก
ที่เหมือนจะไม่มีอยู่จริง
ที่มีแต่ใครต่อใครเอาใจ ตามใจ
ที่มีแต่การบันเทิงเบาสมอง ไม่มีการงานหนักหัว
ที่มีแต่ผู้คนยกย่อง ให้เกียรติ แม้ทำตัวไม่ดี
ที่มีแต่ความภาคภูมิในตน โดยไม่ต้องสร้างผลงาน

พูดง่ายๆ คนบางคนเกิดมา
มีจิตเหมือนเทวดานางฟ้า
แต่ไม่รู้ว่าเขาทำกันอย่างไร
ถึงได้เป็นเทวดานางฟ้ากันจริงๆ

ในโลกใบนี้
มีพื้นที่ที่เหมาะที่สุดกับจิตแบบที่ว่า
คือวงการมายา
วงการที่สมมุติว่าใครเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
วงการที่ทำโลกที่ไม่มีอยู่จริง ให้เกิดขึ้นจริง
วงการที่ก่อกระแสความรู้สึกแก่มวลชนได้แรง
วงการที่ช่วยให้พระเอกนางเอกร่ำรวยขึ้นมาจริงๆ

แต่แม้จะเป็นวงการเงินง่าย หายใจเป็นทอง
ก็ไม่ใช่ว่ามีความสุขกองไว้ให้หวานๆแต่แรก
เริ่มต้นขึ้นมา หน้าตาต้องให้
บุคลิกพูดจาต้องได้ คาริสม่าต้องฉาย
ต้องอดทนร่ำเรียนและฝึกซ้อมการแสดงจนอินเก่ง
และสำคัญกว่าอะไร คือต้องมีพลังลึกลับ
สะกดตรึงคนดูให้หลุดเข้าไปอยู่อีกโลกตามตนได้
คนดูต้องดูแล้วนึกว่ากลายเป็นเทวดานางฟ้าไปด้วย

มีจิตแบบเทวดานางฟ้า
แล้วได้ดีในวงการมายา
อีกทั้งไม่ติดโรคต้องได้อย่างใจแรงเกินไป
ก็ถือว่ารอดตัว มีชีวิตที่สมตัว
สมจิตวิญญาณไปได้ชาติหนึ่ง

แต่หากมีจิตแบบเทวดานางฟ้า
ทว่าหน้าตาไม่ให้ พูดจาอู้อี้ คาริสม่าหลบใน
ขี้เกียจเรียนการแสดง ขาดวินัยเข้ากองถ่าย
ฟุ้งซ่านสติแตกบ่อยจนไม่อาจจับใจใครอยู่
ใครเห็นหน้าหรือฟังพูดแล้วอยากเมินหนี
ไม่อยากต้องพลอยฟุ้งกระเจิงตามไปด้วย
แบบนี้ก็ไม่เหลืออะไรในโลกไว้รองรับ
มีแต่จิตแบบเทวดานางฟ้าที่ลอยเคว้ง
อยากเป็น หรือกระทั่งรู้สึกว่าเป็น
แต่หาหลักฐานไม่เจอว่าเป็นตรงไหน

เมื่อไม่พร้อมจะอยู่ในโลกความจริง
แถมไม่มีศักยภาพพอจะอยู่ในโลกมายา
ผลคือ สุขแรงตอนฝันแรง
แล้วทุกข์หนักตอนเจอแม้แต่งานเบา
แบบนี้ ถ้าไม่เผลอเลือกงานง่าย เงินดี
เสี่ยงคุกเสี่ยงตาราง
ก็หลงเลือกงอมืองอเท้า
เจอเจ้านายดุนิดดุหน่อยลาออกทันที
เห็นใครได้ดีเป็นต้องหาเรื่องด่า
แต่ใครว่าตัวเองไม่ดีนี่ถึงขั้นโลกแตก
เหมือนโลกนี้ติดหนี้ที่ตนเกิดมา
ใครทำอะไรให้ตนไม่ถือเป็นบุญคุณ
แต่ตัวเองทำอะไรให้ใครนิดเดียว
ถือเป็นเรื่องต้องชดใช้ไม่รู้จบ
ตามทวง ตามลำเลิกไม่รู้สิ้น

เมื่อเหวี่ยงแรง
สุขด้วยจินตนาการลวงโลกของตนเอง
แล้วทุกข์ด้วยโลกความจริงกระทบตัว
พอถึงจุดหนึ่งจะไม่แคร์ชีวิต
กับทั้งคิดเอาเองว่าถ้าจบชีวิต
คงได้ชีวิตใหม่แบบเทวดานางฟ้ากัน
ไม่รู้ตัวเลยว่าอาการเหวี่ยงแรงทางจิต
คือสัญญาณการเหวี่ยงลงต่ำ
ไม่มีทางเหวี่ยงขึ้นสูงได้

ร่างมนุษย์นี้
คือเครื่องยืนยันอย่างใดอย่างหนึ่ง
ระหว่าง บุญยังไม่ถึงสวรรค์
กับ ลงจากสวรรค์มาบำเพ็ญบุญต่อ
ซึ่งเมื่อพูดถึงบุญอันเป็นของจริงนั้น
เราพูดกันเรื่องลำบากกาย แต่สบายใจ
ไม่ใช่งอมืองอเท้าสบายกาย แต่หายใจเป็นทุกข์
ไม่ใช่เอาสุขเข้าตัว โดยไม่สังเกตว่าใจจริงยังอึดอัด
ไม่ใช่เฝ้าฝันถึงเงินล้าน หลังผ่านพิธีแหกเนตร

หลังจากเข้าใจจริงๆว่า
ความสุขลอยฟ้าเยี่ยงเทพ
ได้มาจากความยากลำบาก
แบบติดดินเยี่ยงมนุษย์ธรรมดา
ตระหนักว่า ความกตัญญูคือเครื่องหมายของคนดี
ตระหนักว่า ความชื่นใจเกิดจากการรินน้ำใจ
ตระหนักว่า ความสบายใจมีได้แก่คนห้ามใจไม่ทำผิด
ตระหนักว่า หน้าตามาจากหน้าที่
ตระหนักว่า เงินมาจากงาน ไม่ใช่ลอยมาจากฟ้า
จิตจะเริ่มลดแรงเหวี่ยงลงเรื่อยๆ
เพราะฝันน้อยลงเรื่อยๆ
หันไปยอมรับความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ
เดินถูกทางสวรรค์ของจริงได้เรื่อยๆ!

กรรมหมู่ดูตรงไหน?

marked-111716

พอพูดถึงกรรมหมู่
ส่วนใหญ่มักนึกถึงแต่อะไรลบๆ
เช่น การรุมประชาทัณฑ์ เป็นต้น
หรืออย่างผลแห่งกรรมหมู่
ก็เช่น การตายพร้อมกันยกรถ
อะไรทำนองนั้น

แท้จริงแล้ว การรุมประชาทัณฑ์
เป็นเพียงกรรมหมู่ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นยาก
และการตายพร้อมกันยกรถ
ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผลของกรรมหมู่
ที่เคยไปลอบฆ่าใครมาด้วยกัน

กรรมหมู่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทุกวัน
มีความเห็นพ้องต้องกันเป็นชนวน
หากพร้อมใจกันคิด
เรียกว่ามโนกรรมหมู่
หากพร้อมใจกันพูด
เรียกว่าวจีกรรมหมู่
หากพร้อมใจกันทำ
เรียกว่ากายกรรมหมู่

หากคนสองสามคน คิด พูด ทำ
ในทางเดียวกัน เสริมกัน ผูกโยงกันบ่อยๆ
ผลก็คือเกิดสายใยในกลุ่มเล็ก
ถักทอเส้นทางให้ได้ไปเจอกัน เสวยผลร่วมกัน
ในแบบที่เป็นครอบครัว เป็นกลุ่มเพื่อน
เป็นแก๊งโจร เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ ฯลฯ
เช่น ชาตินี้คุยกันถูกคอ มีน้ำใจช่วยเหลือกันบ่อยๆ
เกิดใหม่เจอหน้ากันก็ถูกชะตา
นึกอยากเป็นเพื่อนกันอีก คุยกันถูกคออีก
และมีเหตุให้เกื้อกูลกันไปเกื้อกูลกันมาอีก
หรือถ้าชาตินี้ช่วยกันสงเคราะห์คนจำนวนมาก
เกิดใหม่เจอกันก็อาจพอดีจังหวะ
ได้ร่วมงานที่เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก
ถ้าทำธุรกิจด้วยกัน
ก็มีการตอบรับจากคนจำนวนมาก
ถ้าถึงคราวลำบากด้วยกัน
ก็ได้รับความช่วยเหลือจากคนจำนวนมาก เป็นต้น

หากเป็นสเกลที่ใหญ่ขึ้น
มีผู้คนหลักแสนหลักล้าน ที่คิด พูด ทำ
ในทางเดียวกัน เสริมกัน ผูกโยงกันบ่อยๆ
ผลคือเกิดเครือข่ายกรรมขนาดมหึมา
กำหนดแดนเกิดให้ได้เสวยผลร่วมกัน
ในแบบที่เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นเมือง
เป็นประเทศ หรือกระทั่งเป็นโลกแบบหนึ่งๆ
เช่นตัวอย่างที่ประชาชนในรัชกาลที่ เห็นง่ายหน่อย
ก็ได้แก่การเอ่ยขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
เมื่อคนนับสิบล้านมีใจคิดเช่นนั้นจริงๆ แล้วเปล่งวาจา
ก็เกิดเป็นมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมร่วมกัน
มีผลให้ผูกพันกันแบบไม่ต้องรู้จักมักจี่
ไปเกิดใต้ร่มโพธิ์ร่มไทรของพ่อหลวงด้วยกันอีก เป็นต้น

เมื่อเข้าใจภาพรวมคร่าวๆของกรรมหมู่เช่นนั้น
คุณจะพอสำรวจปัจจุบันของตนเอง
เห็นกรรมของตนเอง
รู้จักกรรมของตนเองง่ายขึ้น

เคยไหม?
ตอนแรกรู้สึกเฉยๆกับใครอยู่
แต่เห็นคนโน้นก็ติ คนนี้ก็ว่า
เลยทนไม่ไหว พลอยเกิดอารมณ์คล้อยตาม
นึกอยากด่าไปด้วย ทั้งที่เขาไม่เคยทำอะไรให้
แถมไม่ได้เคยเห็นเรื่องไม่ดีของเขากับตาตัวเองสักครั้ง

แล้วเคยไหม?
ตอนแรกขี้เกียจๆ
แต่พอต้องไปทำงานภายใต้บรรยากาศไฟแรง
ทุกคนขยันขันแข็ง มีวินัย จ้องนาฬิกากันเอาเป็นเอาตาย
ในที่สุดก็คึกคัก ความขี้เกียจหายไป
กลายเป็นคนเอางานเอาการตามคนอื่นได้

ถามตัวเองง่ายๆว่า มีอะไรบ้าง
เดิมไม่ได้คิด เดิมไม่ได้พูด เดิมไม่ได้ทำ
แล้วกลายเป็นคิด กลายเป็นพูด กลายเป็นทำ
ตามๆกระแสที่เชี่ยวกรากของสังคมรอบข้าง
นั่นแหละ! เดิมสิ่งนั้นไม่ใช่กรรมของคุณ
แต่เมื่อถูกกรรมของคนหมู่มากกลืนไป
ในที่สุดก็กลายเป็นกรรมใหม่ของคุณด้วย

กรรมหมู่ ทำด้วยกัน
แต่ไม่จำเป็นต้องรับผลพร้อมกัน
เช่น รุมกระทืบคนคนหนึ่งตายด้วยกัน
ไม่จำเป็นต้องกลับมาเกิดใหม่
เพื่อถูกคนคนนั้นกระทืบกลับจนตายด้วยกัน
ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปรับผล
กล่าวคือ เมื่อถึงเวลาที่กรรมในการกระทืบเผล็ดผล
บางคนอาจถูกบี้บดในนรก
บางคนอาจถูกบี้บดในร่างหมาแมวมดปลวก
บางคนอาจถูกบี้บดในสภาพมนุษย์ถูกลงทัณฑ์
ขึ้นอยู่กับว่า น้ำหนักบุญบาปโดยรวมของคนคนนั้น
เปิดช่องให้ได้รับผลแบบไหน

กรรมหมู่ที่มักได้รับผลร่วมกัน
ต้องมีสายสัมพันธ์บางอย่างเชื่อมกันอยู่
เช่น คู่รัก ทำกรรมคู่
ทำกรรมทั้งแบบที่เคยรัก เคยเกลียด
เคยชม เคยด่า เคยอวยพร เคยสาปแช่ง
เสริมกันไป สวนกันมา
เช่นนี้แล้ว ในที่สุดจะรักกันจนขอร่วมทางไปทุกภพ
หรือโกรธกันจนไม่อยากพบไปทุกชาติ
อย่างไรกรรมคู่ก็ไม่สนคำขอ
อย่างไรกรรมคู่ที่ทำร่วมกันมาก็ลบทิ้งไม่ได้
เมื่อถึงเวลาให้ผล อย่างไรก็ต้องโดนจับเหวี่ยงมาเจอกันอีก
เจอบทเรียนให้ต้องแก้ร่วมกันอีก
หรือซ้ำเติมให้ของเดิมหนักเข้าไปอีกวันยังค่ำ

ผู้รู้ตัวว่าอยู่ในเกมกรรม
ผู้ไม่ประมาท สำรวจตัวว่าเข้าไปมีเอี่ยวในกรรมหมู่แบบไหน
ผู้มีสติ กำหนดเส้นทางกรรมขาวให้ตนเองแน่ชัด
เป็นส่วนน้อยของผู้มีสิทธิ์รอดจากทุกข์
อันเกิดจากความไม่รู้ว่า
จะเต็มใจทำกรรมเองก็ดี
หรือจะคล้อยตามกรรมหมู่มากก็ดี
เมื่อกรรมสำเร็จแล้ว อย่างไรก็ต้องรับผลวันยังค่ำ ไม่ช้าก็เร็ว!

ทรัมป์ชนะบอกอะไรได้บ้าง?

marked-111016

การเลือกตั้งที่ผ่านมา
คนอเมริกันอึดอัดที่สุด
ถึงขั้นมีคนพูดว่าเหมือนต้องเลือก
ระหว่างการเป็นมะเร็งกับเป็นเอดส์
ไม่รู้จะเลือกอันไหนดี
รู้แต่ว่าไม่มีดีให้เลือก

เมื่อวานโลกรู้แล้ว ทรัมป์ชนะ
และเป็นการชนะแบบครึ่งๆ
(จริงๆ Popular vote แพ้นิดๆ
แต่ชนะขาดลอยที่ Electoral vote)

ผลที่ออกมา ตีความได้ว่า
คนมีสิทธิ์เลือกตั้งครึ่งหนึ่ง
ยอมรับกุ๊ยได้
แต่ไม่อาจยอมรับคนโกหกตาใสได้
(คนส่วนใหญ่เชื่อจากสิ่งที่ตัวเองรู้สึก
ตัวจริงนักการเมืองเป็นอย่างไรไม่รู้
รู้แต่ความรู้สึกของตัวเองยามเห็น
ยามได้ยินนักการเมืองพูด)

หากเปรียบทรัมป์เป็นเชื้อโรค
คนมีสิทธิ์เลือกตั้งครึ่งหนึ่งก็มองว่า
ยังไม่รู้เชื้อโรคชนิดนั้นร้ายแรงแค่ไหน
ทำให้ตายช้าหรือตายเร็ว
รู้แต่ว่า เชื้อโรคในระบบเก่า
ซึ่งฮิลลารีมีเอี่ยวอยู่ด้วยเต็มๆ
เป็นชนิดที่ทำให้ตายเร็ว
หรือทำให้อึดอัดจะขาดใจอยู่เดี๋ยวนี้เลย
ฉะนั้น จึงขอเลือกไปตายเอาดาบหน้าก็แล้วกัน

นอกจากนั้น ผลที่ออกมา ยังตีความได้อีกอย่าง
คือ โซเชียลมีเดียในปัจจุบัน
มีอิทธิพลและความน่าเชื่อถือมากกว่าสื่อหลัก
(ข้างสื่อหลักจะใช้คำว่าผลพลิกล็อก
ส่วนข้างโซเชียลมีเดียจะบอกว่ารู้ตั้งนานแล้ว
ได้ทีขี่แพะไล่กันถล่มทลายทีเดียว)

การทำโพลของสื่อใหญ่เกือบทุกสำนัก
เหมือนฟันธงชัดๆว่าฮิลลารีต้องได้
แต่หากเข้าไปอ่านความเห็น
ของผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่ายระยะหนึ่ง
คุณจะเห็นสิ่งที่ไม่มีทางเห็นจากสื่อใหญ่
เช่น คำพูดที่ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งนี้
ไม่ใช่แค่การชิงชัยระหว่างฮิลลารีกับทรัมป์
ไม่ใช่แค่การรบราระหว่างเดโมแครตกับรีพับลิกัน
แต่ยังเป็นการงัดข้อระหว่างสื่อหลักกับโซเชียลมีเดียด้วย

ผลแพ้ชนะของการงัดข้อ
ถึงขั้นทำให้โลกยุคหน้าแตกต่างไป
การที่โพลของสื่อหลักบอกผิด
ไม่ใช่แค่ทำให้สื่อหลักเสียหน้า
แต่ทำเอาหมดความน่าเชื่อถืออย่างสิ้นเชิงทีเดียว
วันนี้คนอเมริกันเชื่อไปแล้วว่า
โพลของสื่อหลัก ถูกชักใยจากเบื้องหลัง
เพื่อชี้นำมวลชนให้เกิดอุปาทานหมู่
หาใช่โพลแสดงแนวโน้มความจริงอีกต่อไป

สื่อหลักเชื่อไม่ได้
แล้วผู้คนจะยึดอะไรเป็นความเชื่อแทน?

สถานการณ์โลกปัจจุบันซับซ้อน
และโซเชียลมีเดียก็ถ่ายทอดความจริงได้ชัดลึกกว่าสื่อหลัก
สื่อหลักจะกรองเอาข่าว
ที่ตนมองเห็นไกลๆ หรือได้รับใบสั่งมานำเสนอ
แม้คนดูจะเห็นหน้าและรู้ชื่อผู้สื่อข่าว
ก็ไม่มีทางสืบทราบเลยว่าเบื้องหลังนั้น ใครเป็นคนสั่งให้พูด
ขณะที่โซเชียลมีเดียจะเอาสิ่งที่ตนประจักษ์กับตามาแฉ
และคุณก็สามารถคลิกชื่อเพื่อเจาะลึกเข้าถึงตัวผู้พูดได้
สืบได้ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ น่าจะพูดเองหรือใครสั่งให้พูด

หากมองข้ามผลแพ้ชนะระหว่างบุคคล
ไปเห็นสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น
คุณจะตระหนักว่าโลกยุคต่อไป
โซเชียลมีเดียคือหางเสือแทนสื่อหลักแน่ๆแล้ว
ข้อความที่อยู่ในโซเชียลมีเดีย
จะจริงหรือไม่จริง หรือมีเบื้องหลังชักใยจากที่ใดก็ตาม
ขอเพียงดราม่าแรงพอจะกลายเป็นจุดสนใจได้เถอะ
ข้อความนั้นจะกลายเป็นข่าวดัง
เข้าสู่การรับรู้ระดับประเทศ
หรือระดับโลกได้ในชั่วข้ามคืนทันที
กับทั้งสามารถกำหนดพฤติกรรม คำพูด
และความคิดของผู้คนหมู่มาก
ให้ไหลเชี่ยวกรากตามๆกันได้แบบเฉียบพลันด้วย

ตีความในแง่ของกรรม
ยุคต่อไป จะเป็นยุคที่กรรมหมู่มีพลังเข้มข้นขึ้น
ขณะเดียวกันก็มีสภาพปรวนแปรสุดขีด
ผิดจากเมื่อก่อนมาก
เพราะในอดีตคนทำกรรมภายใต้ศรัทธา
หรือความเชื่อเฉพาะตนบางอย่าง
ทว่าปัจจุบันและอนาคต
ผู้คนจะพากันทำกรรมแบบพวกมากลากไปเป็นวันๆ
วันหนึ่งเห็นเขาอวดคลิปน่าชม ก็ร่วมชมกันสุดๆ
อีกวันมีคนแฉคลิปน่าชัง ก็ร่วมชังกันหน้าเขียว
หายากที่จะตกผลึกทางมโนกรรมเฉพาะตนอย่างแท้จริง
หายากที่จะก่อวจีกรรมโดยไม่ได้รับอิทธิพลจากกระแสหลัก

สรุปคือ เรากำลังเผชิญกับมหาสึนามิจากคลื่นกรรมหมู่
ต้องรีบหาจุดยืน หรือเลือกยึดชัยภูมิดีๆไว้
ยกตัวอย่างเช่น
วัฒนธรรมการโจมตีความเห็นต่างที่เกิดขึ้นทั่วโลก
จะมีคีย์เวิร์ดเหมือนๆกัน
ใครคิดไม่ได้อย่างตนคือโง่
ใครเห็นต่างจากตนคือบ้า
เสร็จแล้วก็มีคนแบบหนึ่ง เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่น มองว่าศาสนาทำให้คนโง่ บ้า
ถ้าคุณไม่มีจุดยืนชัดพอ
ไม่มีคำอธิบายดีๆจากประสบการณ์ตรงแข็งแรงพอ
ในที่สุดก็อาจถูกสึนามิซัดพา
จมหายตามเขาไปอย่างง่ายดาย!

อนัตตาทำไมมีกรรม?

marked-110316

จิตที่คิดฆ่าพ่อแม่
เป็นอนัตตาข้างมหาอกุศลจิต
ถ้าพ่อแม่ขาดใจตายจริง
ก็ถือว่าทำปิตุฆาต มาตุฆาตสำเร็จ
และหลังจากฆ่าพ่อแม่สำเร็จ
จิตของลูกจะแตกซ่าน ฟุ้งจัด ไม่มีทางรวมลงเป็นฌาน
ต่อให้ทำสมาธิด้วยอุบายวิธีเลอเลิศขนาดไหน
แล้วก็ไม่มีทางไม่เศร้าหมองก่อนตาย
ต่อให้ทำสังฆทานบานเบิกวันละ วัดไปตลอดชีวิต
ด้วยเหตุนั้น จึงต้องกล่าวตามธรรมชาติว่า
อนัตตาผู้ลูก ที่ไหลออกมาจากอนัตตาผู้พ่อผู้แม่
เมื่อทำปิตุฆาตกรรม มาตุฆาตกรรมสำเร็จ
เท่ากับก่อบาป ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานแล้ว
เพราะวิบากแห่งปิตุฆาต มาตุฆาต
ย่อมบีบจิตให้เศร้าหมองก่อนตาย
อีกทั้งเมื่อหลังจากจิตแห่งความเป็นมนุษย์ดับลง
วิบากแห่งปิตุฆาต มาตุฆาต
ย่อมเนรมิตจิตใหม่ที่มืดมัว ไม่อาจตั้งเป็นกุศล
เข้าไปสู่กำเนิดอันเป็นทุกข์ เป็นอบายภูมิ
ขั้นต่ำคือเปรต ขั้นกลางคือเดรัจฉาน ขั้นลึกสุดคือนรก

ยกมาเพียงเท่านี้
ก็กล่าวสรุปได้แล้วว่า
ภพภูมิเกิดจากจิตและกรรม
ทั้งหมดทั้งปวงเป็นอนัตตา

จิตวิญญาณเป็นอนัตตา
เพราะอาศัยตัวเองเกิดไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์จากความบังเอิญไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์เพราะมีบุคคลเสกขึ้นไม่ได้
จะเกิดเป็นมนุษย์เพราะเลือกเองตามใจชอบไม่ได้
ภาวะมนุษย์จะอุบัติก็ต่อเมื่อมีเหตุแห่งความเป็นมนุษย์พร้อม
เช่น กองบุญที่สว่างพอ พ่อแม่ที่มีบุญบาปสอดคล้องกัน
มีจุดตัดของเวลา สถานที่ สังคม ที่ควรแก่กรรมเก่า
พูดง่ายๆ สรุปว่าจิตเป็นอนัตตา
เพราะเริ่มขึ้นมาก็ต้องหยิบยืม
ต้องอาศัยความช่วยเหลือต่างๆนานามาประกอบร่าง
หาความเป็นก้อนตัวก้อนตนโดดๆ
อย่างที่รู้สึกยึดไปเอง สำคัญมั่นหมายไปเองไม่ได้เลย

เมื่อจิตเป็นอนัตตา
กรรมก็ต้องเป็นอนัตตาด้วย
เพราะกรรมคือเจตนา
คือการคิดเล็งว่าจะทำอะไรให้เกิดอะไรกับใคร
การคิดนึกจงใจเจตนา ต้องอาศัยจิตเป็นที่ตั้ง
จะแยกเป็นต่างหากออกจากจิตไม่ได้
อยู่ๆกรรมก่อตัวขึ้นเองลอยๆในอากาศไม่ได้
อาศัยจิตคนอื่นคิดแทนไม่ได้

เมื่อกรรมเป็นอนัตตา
ภพภูมิก็ต้องเป็นอนัตตาด้วย
เพราะแกนกลางของภพภูมินั้น
มีจุดเริ่มต้นจากกายกับจิตประกอบกัน
อยู่ๆจะมีจักรวาลขึ้นเองไม่ได้ ถ้าปราศจากกายกับจิต
มีโลกนรกไม่ได้ ถ้าปราศจากสัตว์นรก
มีโลกเดรัจฉานไม่ได้ ถ้าปราศจากเดรัจฉาน
มีโลกเปรตไม่ได้ ถ้าปราศจากเปรต
มีโลกมนุษย์ไม่ได้ ถ้าปราศจากมนุษย์
มีโลกเทวดาไม่ได้ ถ้าปราศจากเทวดา
ในอนันตจักรวาลนี้ มีความเชื่อมโยงแบบโครงข่าย
เป็นโครงข่ายอนัตตาที่มีความสัมพันธ์กัน

สรุปคือ อนัตตาไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย
แต่อนัตตา มีอันเป็นไป
แปรจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งอยู่เรื่อยๆ
ตามเหตุปัจจัย โดยมีกรรมดีกรรมชั่ว
เป็นศูนย์กลาง เป็นกำเนิดจักรวาลทั้งจักรวาล!

ทำบุญไม่เห็นได้ดี?

marked 102716

ตอนเช้าๆ อากาศดีๆ
พอเห็นพระเดินผ่านหน้าบ้านอย่างสำรวม
แล้วคุณนึกอยากใส่บาตรขึ้นมาเอง
จากนั้นวันต่อมา
สนองความปรารถนาของตนเอง
ตื่นขึ้นมาทำกับข้าวกับมือ
แล้วออกไปดักรอใส่บาตรท่าน
พอสำเร็จก็เกิดความปลาบปลื้มโสมนัสอยู่นาน
อย่างนั้นเรียกว่าทำบุญด้วยใจ
ให้ผลเป็นสุขทันที
กับทั้งมีกรรมขาวก่อตัวสำเร็จ
มองไม่เห็นด้วยตา แต่รู้สึกได้ด้วยใจ
เป็นเงาตามตัวรอให้ผลในชาติถัดไป
อย่างน้อยจะได้เกิดมา
ทำบุญใส่บาตรกับพระในพุทธศาสนาอีก
และอาจได้เป็นมนุษย์ผู้มีดี
มีอายุ วรรณะ สุข และพลัง
อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด
สมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้ให้อายุย่อมได้อายุ ผู้ให้วรรณะย่อมได้วรรณะ
ผู้ให้สุขย่อมได้สุข ผู้ให้กำลังย่อมได้กำลัง

อย่างไรก็ตาม
แม้ทำบุญด้วยใจ
ถ้ามีใจวันเดียว ทำหนเดียว
บุญนั้นก็มีกำลังอ่อน
วัดจากใจ ที่สุขได้อย่างมากวันเดียวก็จาง
และเมื่อถึงคิวบุญได้ช่องเผล็ดผลในชาติหน้า
ก็อาจมาแบบรางวัลใหญ่หนเดียวแล้วเว้นวรรคยาว
เช่น ได้มรดกช่วยชีวิตขณะใกล้ตกอับ
ซื้อหวยแล้วรวยยกระดับชีวิตได้
หรือกำลังหิวแล้วชอบมีคนเอาของดีๆมาให้กิน
แต่ก็มาง่ายไปง่าย ไม่นานก็หมด ลำบากกันต่อ

สรุปคือ ถ้าไม่ทำบุญด้วยใจให้ต่อเนื่อง
ผลของบุญก็เดี๋ยวเดียว ทั้งชาตินี้และชาติหน้า
อย่าให้ต้องพูดถึงบุญที่ฝืนใจทำ หรือทำด้วยความโลภ
คิดค้ากำไรเกินควร ทำสังฆทาน ถัง
แต่หวังจะถูกหวย ล้าน

อีกอย่าง การใส่บาตรเป็นบุญใหญ่อย่างหนึ่ง
แต่ไม่ใช่บุญเดียวที่มีอยู่ในธรรมชาติ

แค่คิดถึงคนอื่นในทางดี
ร่วมปลื้มกับความสำเร็จในทางดีของเขา
ไม่ริษยาหาทางบ่อนทำลายเขา
เท่านี้ก็จัดเป็นบุญอันเกิดจากมโนกรรมอันเป็นกุศลแล้ว

แค่ยั้งปากไม่พูดโกหก ด้วยความตั้งใจงดเว้นไว้ก่อน
แล้วทำตามความตั้งใจได้ เกิดความโล่งอกโล่งใจได้
ภาคภูมิใจในความมีใจใหญ่เกินกิเลสของตนได้
เท่านี้ก็จัดเป็นบุญอันเกิดจากวจีกรรมอันเป็นกุศลแล้ว

อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธสมัยนี้มักจำสืบๆกันมาว่า
บุญมีหลายอย่าง ไม่ใช่ใส่บาตรอย่างเดียว
แต่ให้ถามจริงๆว่า บุญแบบไหนที่ตัวเองทำประจำ
ทำแล้วยังใจให้ชุ่มชื่นเป็นสุขได้อย่างต่อเนื่อง
หลายคนนึกไม่ออก บอกไม่ถูก
เพราะมักทำๆหยุดๆ ไม่โกหกวันนี้ ก็โกหกวันหน้า
มองแง่ดีเมื่อเขาเอาเงินมาให้
พอหายหน้าก็นินทาว่าร้าย
ขุดเรื่องน่าอายสมัยอนุบาลมาแฉ อย่างนี้เป็นต้น

ทางที่ดี คือเลือกที่จะทำบุญสักอย่าง หรือหลายๆอย่าง
ให้สม่ำเสมอ คงเส้นคงวาเป็นอาจิณ
อย่างที่ท่านเรียกว่าอาจิณณกรรม
จะได้บอกตัวเองถูกแบบจำได้ขึ้นใจว่าชาตินี้
บุญใหญ่ที่ทำด้วยใจอย่างต่อเนื่องของเราคืออะไร
ชาตินี้มีความสุขชนิดใดพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ
กับทั้งพยากรณ์ตัวเองถูกว่าถ้าชาติหน้ามีจริง
เราจะได้เสวยบุญแบบไหนไม่เสื่อมคลาย

ผู้มีอาจิณณกรรม ทำบุญด้วยใจต่อเนื่อง
ย่อมไม่เสวยบุญแบบผลุบๆโผล่ๆ
และไม่มีทางบ่นว่า ทำบุญไม่เห็นได้บุญตรงไหน
ไม่เห็นได้ดีกับใครสักทีเลย!

กรรมเก่าเหวี่ยงมา กรรมใหม่รักษาไว้

14707816_1202535229803633_2790235834448518749_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

พบรักทางเน็ตถือเป็นบุพเพสันนิวาสไหม จะเป็นรักแท้ได้ไหม?

ต้องดูเป็นกรณีไปครับ
บางคู่อาจเกิดจากบุพเพสันนิวาสจริง
บางคู่ก็อาจเป็นแค่เหตุปัจจัยทางเน็ต
มันเอื้อให้เกิดความรู้สึกจับใจ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเป็นบุพเพสันนิวาส หมายถึงเคยอยู่ร่วมกัน
และชาตินี้มาพบแล้วอยากถ้อยทีถ้อยอาศัย ถูกใจ
อยากเกื้อกูลกัน เกิดความผูกพัน คบหาจริงจัง
แล้วลงเอยที่การมาอยู่ครองเรือนอย่างมีความสุข
ข้อนี้จะไม่มีความแตกต่างระหว่าง
การคบหาในเน็ต หรือ นอกเน็ต
พูดง่ายๆ คือ
อินเตอร์เน็ตเป็นเพียงช่องทางให้คู่เก่ามาพบกันเท่านั้น
ไม่ต่างจากที่คู่เก่าพบกันเพราะบ้านอยู่ใกล้
หรือเพราะบังเอิญไปวิ่งในสวนสาธารณะ
หรือเพราะมาเจอในงานแต่งงานเพื่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าไม่ใช่บุพเพสันนิวาสอาละวาดถึงที่สุด
ก็อาจออกทำนองที่ว่าคุยกันทางเน็ตแล้วปิ๊ง
ยิ้มแย้มชุ่มฉ่ำหัวใจพองโตไปทั้งวัน
แต่พอเจอกันจริงๆกลับยิ้มไม่ออก
หัวใจห่อเหี่ยวแบบสูบลมอย่างไรก็ไม่ขึ้น
คบไปคบมาเดี๋ยวเดียวก็เบื่อ
และกลายเป็นเพื่อนทางเน็ตกันต่อ
แบบไม่มีการรอสัมพันธ์ขั้นอื่นอีก
อย่างนี้ประกันได้ว่าคู่นั้นเจอโรคหลงเพ้อ
โดยอาศัยอินเตอร์เน็ตเป็นพาหะแพร่เชื้อแน่แล้ว

ความรู้สึกอบอุ่นใจทางเน็ตก็ดี
ความวาบหวามกับคำพูดเล็กๆน้อยๆ
ที่แสดงความอาทรผ่านเน็ตก็ดี
เสน่ห์น่าติดหลงของคนที่คุณไม่รู้ว่าตัวจริงเป็นอย่างไรก็ดี
เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยบุพเพสันนิวาส
ฉะนั้นอย่าแปลกใจหากเจอตัวจริงแล้ว
คุณไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเหมือนกับ
ที่เคยรู้สึกยามสนทนากันผ่านเน็ต
เพราะในชาติใกล้เขากับคุณ
อาจไม่ร่วมบุญมากพอจะทำให้รู้สึกดียามเคียงกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทุกคนตกอยู่ใต้กฎแรงดึงดูดของกระแสกรรมสัมพันธ์
เพียงแต่คนทั่วไปไม่มีจิตสัมผัสที่ละเอียดพอจะทราบได้

สื่อกลางจะเป็นอะไรไม่สำคัญ
สำคัญที่มีใจคิด มีใจเล็งอย่างไร
ใจคิดใจเล็งนั่นแหละครับที่เรียกว่ามโนกรรม
เราพบคนผิวเผินด้วยกัน ก็ด้วยมโนกรรมจูนตรงกัน
เราพบคนจริงจังด้วยกัน ก็ด้วยมโนกรรมอยู่ในย่านเดียวกัน

วัฏจักรของการดูดเข้าหาและผลักออก
ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องราวระหว่างญาติมิตร
และบุคคลที่เคยรักใคร่ชอบพอ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

กรรมเก่า อาจทำหน้าที่สร้างฉากละครตอนแรกแต่
กรรมใหม่ ก็สามารถเป็นตัวกำหนดว่า
จะให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร

อินเตอร์เน็ตอาจเปรียบเหมือนชาติก่อนทางอารมณ์
เป็นทุนให้คุณคบกันด้วยความเข้าอกเข้าใจง่ายกว่า
รูปแบบการคบหาปกติ
แต่ไม่เป็นประกันว่าการคบหาปกติ
จะรักษาความรู้สึกดีๆเมื่อครั้งยังคุยกันทางเน็ตไว้ได้

บุพเพสันนิวาสจะออกฤทธิ์ทางเน็ตหรือได้หรือไม่
คู่บุญของเราจะมาพบกัน
ในออฟฟิศ ในห้องเรียน หรือในเน็ต
อันนี้กรรมเก่าอาจมีส่วนในการออกแรงเหวี่ยงมาปะทะกัน
แต่กรรมใหม่นั่นแหละจะตัดสินว่า
การพบกันมีความหมายชั่วคราวหรือถาวรตลอดชีวิตครับ

หลักศรัทธากรรมและวิบากที่เป็นสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์
คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมเก่าและกรรมใหม่

บาปบุญให้คุณให้โทษกับจิตเป็นอันดับแรก

marked 102016

วิบาก หรือผลแห่งกรรมนั้น
พูดให้ตื้นที่สุด
คือพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าด่าพ่อแม่เช้าเย็นเป็นประจำ
เกิดชาติหน้าจะเป็นเปรตปากเท่ารูเข็ม
หรือเป็นสัตว์นรกถูกกรอกปากด้วยน้ำร้อน
หรือกลับมาเป็นมนุษย์ปากเบี้ยว
เหมือนบังเอิญโดนลงโทษด้วยการถูกตบปากเป็นประจำ
เอาปากไปกระแทกโน่นกระแทกนี่อยู่เรื่อย

พูดให้ลึกกว่าเดิม
วิบาก คือภพภูมิใหม่ข้างหน้า
อันเหมาะกับบาปบุญที่สะสมไว้
ตอนใกล้ตาย คือจังหวะเหมาะที่จะใช้ชั่งน้ำหนักกัน
ถ้าที่ผ่านมาทั้งชาติ สะสมบุญไว้มากกว่าบาป
ก็จะเกิดหลุมขาว เป็นประตูให้ผ่านไป
สู่ภพอันเป็นสุคติ เช่น มนุษยภูมิและเทวภูมิ
ถ้าที่ผ่านมาทั้งชาติ สะสมบาปไว้มากกว่าบุญ
ก็จะเกิดหลุมดำ เป็นประตูให้ผ่านไปสู่ภพอันเป็นทุคติ
เช่น นรกภูมิ เดรัจฉานภูมิ และเปรตภูมิ
ยกตัวอย่างเช่น หากการด่าพ่อด่าแม่ตัวเอง
เป็นกรรมเด่นที่สุด ไม่มีกรรมใดเด่นเกินนั้น
ก็ถูกหยิบขึ้นมาเป็นตัวกำหนดภพต่อไป
โดยธรรมชาติของวิบาก จะดูกรรมแวดล้อม
เช่น ถ้อยคำที่ใช้ด่า ความแรงของอารมณ์ปากพล่อย
ตลอดจนพฤติกรรมดีชั่วอื่นๆที่ทำกับพ่อแม่
เมื่อประมวลผลอย่างรวดเร็ว
ยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่ให้คำตอบได้ไวที่สุดในโลก
ก็จะออกผลมาเป็นความหนักเบาของโทษทัณฑ์
ฉายให้เห็นเป็นนิมิตภพภูมิ
อันเป็นทัณฑสถานข้างหน้า

แต่พูดให้ลึกที่สุด ใกล้ชิดติดตัวเดี๋ยวนี้เป็นที่สุด
กรรม คือการฟอกจิตให้ขาวขึ้น หรือย้อมจิตให้ดำลง
จากสิ่งที่ทำเป็นประจำ สั่งสมให้มากขึ้นเรื่อยๆ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ เห็นภาพชัดๆ
ถ้าปีนี้จิตขาวขึ้นกว่าปีก่อน
นั่นก็เป็นวิบากอันเกิดจาก
การสั่งสมบุญมากขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา
แต่หากปีนี้จิตดำลงกว่าปีก่อน
นั่นก็เป็นวิบากอันเกิดจาก
การสั่งสมบาปมากขึ้นตลอดปีที่แล้ว

ตัวอย่างเช่น
มีเจ้าลัทธิบางแห่งในญี่ปุ่น
สอนให้อกตัญญูกับพ่อแม่
เห็นไปว่าพ่อแม่มีลูก ไม่ใช่เพราะรักลูก
แต่เพราะจะเอาสนุกกันตามธรรมชาติ
เลยได้ผลเป็นลูกหลานออกมา
คนที่มีบุญคุณอย่างแท้จริง
คือคนที่เปิดความจริงให้เห็น (เช่นเจ้าลัทธิเอง)

หากไปฟังมากๆแล้วคล้อยตาม
ก็ย่อมเกิดความคิดไม่ดีกับพ่อแม่ตัวเอง
คิดมากๆ คิดทุกวันเข้า จิตก็มืดมัวลง
ตอนแรกยังยั้งๆ เดี๋ยวคิดร้ายบ้าง
เดี๋ยวกลับมาคิดดีบ้าง
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คิดร้ายได้แบบตั้งมั่น
ไม่เหลือความคิดดีๆกับผู้ให้กำเนิดอีกเลย
เช่นนั้นก็คือจิตมืดบอดสนิท
ซึ่งก็เป็นไปได้เพียงชั่วระยะข้ามปีนั่นเอง

เมื่อพอกบาปไว้หนาแน่น
ก็เหมือนใส่แว่นกลับสี
พ่อแม่ดีแค่ไหนก็เห็นเป็นเลว
อยากด่า อยากทุบตี อยากทำร้าย
กลายเป็นอันธพาลเต็มรูปแบบ
และเมื่อจิตดำมืดได้แบบไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน
ก็จะรู้สึกว่าชีวิตไม่มีอะไรดีๆเหลือให้เห็น
เช่น เจอคนดี ก็เห็นความดีของเขาแบบเบลอๆ
แต่พอเขาพลาด กลับเห็นรายละเอียดคมชัด ละเอียดลออ
ใครมีบุญคุณกับตัวเองเท่าไรลืมหมด
จ้องแต่ว่า เขาหวังได้ผลประโยชน์แลกเปลี่ยน
เมื่อนึกถึงผู้มีบุญคุณ จะนึกออกแต่เรื่องแย่ๆ
ความรู้สึกด้านสว่างเกี่ยวกับเขา
ไม่หลงเหลืออยู่ในใจเลย เป็นต้น

บางทีได้ทบทวนคุณธรรมขั้นพื้นฐานของมนุษย์
ก็เป็นจุดสะดุดให้เห็นจิตเห็นวิญญาณตนเองได้ว่า
ฟอกขาว หรือย้อมดำมาถึงไหนแล้ว
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี
การกอดเครื่องหมายของคนดีไว้กับตัว
อย่างน้อยเป็นหลักประกันหนึ่ง
แม้พลาดก่อบาปก่อกรรมหนักอื่นใด
อย่างน้อยจิตสำนึกก็คงไม่ถึงขั้นร่วงหล่นลงเหว
ไม่ต้องตกต่ำดำดิ่งไปกว่าภพภูมิมนุษย์นัก
ตกเร็วขึ้นเร็ว ไม่ใช่ตกง่ายแต่ขึ้นยาก!

อธิษฐานขอรองบาทจะเกิดอะไรขึ้น?

marked 101916

ผู้ที่อุทิศตนช่วยมหาชนให้พ้นทุกข์พ้นร้อน
ทางศาสนาเราเรียกว่าพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์บางองค์
เกิดตายนับอนันตชาติ
เพื่อให้ถึงฝั่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
เป็นพระพุทธเจ้าผู้รื้อสัตว์ออกจากสังสารวัฏ
ตัวอย่างผู้สำเร็จได้จริงที่เรารู้จักกันดี คือ
พระสมณโคดม พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
(ก่อนหน้าพระองค์ก็มีผู้ทำสำเร็จ
สามารถสถาปนาศาสนาพุทธอย่างนี้มาแล้ว
เป็นจำนวนประมาณเม็ดทรายในท้องมหาสมุทร
แล้วก็จะยังคงมีต่อไปอีกเรื่อยๆ)

พระโพธิสัตว์บางองค์
ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า
แต่ไปไม่ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า
เมื่อชาติหนึ่งชาติใด ได้เป็นผู้ทรงฌาน
ทราบความตั้งใจของตนเองในอดีตชาติ
กับทั้งรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรในอนาคตชาติ
แล้วเกิดความแหนงหน่ายคลายความยินดี
ใช้กำลังจิตระดับฌานในชาตินั้น ลาพุทธภูมิ
ก็จบภพจบชาติในฐานะพระสาวก
อาศัยบารมีที่สั่งสมมาเยี่ยงผู้โปรดสัตว์โลก
ช่วยให้คนจบภพจบชาติตามได้
ตัวอย่างที่ในวงการพระป่าทราบกันดี
ก็เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(ท่านเคยบอกว่า ท่านลาเพราะเห็นชาติข้างหน้า
ยาวนานเหลือเกิน กว่าจะสำเร็จ
และท่านก็สร้างกลุ่มพระป่าตามรอยพุทธกาลได้)

พระโพธิสัตว์บางองค์
แค่ชอบช่วยคน
ไม่ได้ปรารถนาเป็นอะไรๆที่แน่นอน
ท่านเหล่านี้มักเกิดในชาติท้ายสุด
พบพระพุทธศาสนา
แล้วได้ออกบวชเป็นพระ
สำเร็จธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง หรือถึงที่สุด
โดยยังคงมีความเป็นโพธิสัตว์โดยนิสัย
ปรารถนาการโปรดสัตว์ชั่วชีวิต
แต่เนื้อแท้ของจิตเป็นอริยบุคคล
ตัวอย่างอันเป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์
ก็เช่น หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
(ท่านเคยบอกว่า วันไหนพ้นได้
ก็จะไม่ปฏิเสธกิจนิมนต์เลย
คนที่กราบไหว้ท่านจะได้ลาภอันประเสริฐ)

สำหรับในหลวง . นั้น เห็นๆกันอยู่ว่า
พระชนม์ชีพมีขึ้นก็เพื่อเนรมิต
กว่าสามพันโครงการช่วยคนไม่รู้กี่ร้อยล้าน
แล้วพระองค์ท่านก็ศึกษาธรรมขั้นสูง
เป็นนักเจริญสติ มีความผ่องใส
เห็นด้วยตาเปล่าว่าแตกต่างจากคนธรรมดาชัดเจน
อยู่ใกล้ท่านให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ใกล้พระ
ดังนั้น หากใครบอกว่าเป็นพระอรหันต์เดี๋ยวนี้
หรือจะได้ไปเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า
ก็คงมีแต่คนคล้อยตาม
ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ
หรือเกินความคาดหมายแต่ประการใด

หากในหลวง . ท่านลาพุทธภูมิแล้ว
เบื่อหน่ายความมีธาตุขันธ์อันเป็นทุกข์แล้ว
สิ้นอาลัยในภาวะทั้งปวง ภพภูมิทั้งสิ้นแล้ว
ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานแล้ว
ไม่มีชาติหน้าแล้วในบัดนี้
ถ้าใครก็ตามได้อธิษฐาน
ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป
ในทางปฏิบัติ ก็เท่ากับขอให้ตน
ได้เกิดใต้ร่มพระบารมีกษัตริย์อื่นๆ
ผู้ทรงทศพิธราชธรรมเช่นพระองค์อีก
ส่วนจะได้เป็นใครในกาลนั้น แผ่นดินนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำไว้ในกาลนี้ แผ่นดินนี้

แต่หากในหลวง . ท่านยังยินดีในพุทธภูมิ
ได้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล
พระศาสนาของพระองค์ท่าน
ก็ต้องมีชาดกเกี่ยวกับการเสวยพระชาติ
เป็นราชามหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่
ครองราชย์โดยทศพิธราชธรรม
ตั้งเกือบร้อยปีอยู่ด้วยเป็นแน่แท้
กับทั้งคงมีการย้อนระลึกอีกว่า
พระอัครสาวก พระสาวกทั่วไปคนไหน
เคยได้ร่วมชาติเมื่อครั้งพระองค์
ทรงเป็นกษัตริย์นามภูมิพลนี้ด้วย

เพื่อให้นึกภาพออกชัดๆ
คงต้องยกเอาคนดังระดับประเทศ
ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี
และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น
เช่น อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
มีผลงานเป็นที่โปรดปรานของพระองค์หลายชิ้น
ท่านประกาศว่า จะใช้ความสามารถทั้งหมด
อุทิศชีวิตสร้างงานศิลปะประจำยุคของ .
ซึ่งก็ได้ผลเป็น วัดร่องขุน ที่เชียงรายนั่นเอง
หรืออย่างเช่น ศาสตราจารย์เจริญ วรรธนะสิน
เคยเป็นคู่ซ้อม ถวายทรงแบดมินตัน
ก็เล่าว่า ในหลวงจริงจังขนาดเป็นโค้ชให้
ตรัสแนะว่าต้องทำอย่างไรจะโค่นมือระดับโลกได้
และอาจารย์ก็ทำสำเร็จตามพระองค์แนะเสียด้วย

มือดีระดับประเทศที่ทุกคนรู้จักยังมีอีกมาก
และคนที่ถวายงาน ก็ล้วนภาคภูมิใจยิ่งใหญ่
พูดคล้ายๆกันหมดว่ายอมตายแทนท่านได้จริงๆ
นี่สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองเป็นข้าทาส
ถูกจำกัดบริเวณ หรือถูกข่มเหงน้ำใจแต่อย่างใด
คำว่าข้ารองบาทฯจึงมีความหมายว่า
ยอมกราบศิโรราบต่อขุนเขาแห่งความดีนั่นเอง

กราบความสว่าง ย่อมสว่างตาม
ชื่นชมภูเขาสูง ย่อมมุมานะขึ้นที่สูงด้วย
หากเคยคุยกับคนที่ฝันถึงพระองค์
จะพบคุณลักษณ์ความฝันที่คล้ายกัน คือ
ภาพฝันคมชัด สว่างเรืองรอง
เสมือนได้เข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์จริงๆ
ซึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะองค์ท่าน
เป็นดวงมหากุศลอยู่ทั้งองค์
คืนใดจิตใครหยิบยกมาปรุงแต่งเป็นฝัน
ก็ย่อมสว่างคมชัดด้วยแสงกุศลชั้นสูงตาม
จึงไม่แปลกหากฝันว่าได้เข้าเฝ้า
แล้วจะตื่นขึ้นมาปลาบปลื้มสุดชีวิตกัน
หรือถึงขั้นกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิตได้

แค่ฝัน ยังปลื้ม ยังเปลี่ยนชีวิตได้
จึงไม่แปลก หากบังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
เชื่อว่าพระองค์คงต้องไปอุบัติเป็นจอมกษัตริย์อีก
และอยากได้ไปเกิดในแผ่นดินของพระองค์อีก

ฉะนั้น ความหมายที่แท้จริง
ของการเป็นข้ารองบาทผู้เป็นพระมหาบุรุษ
ผู้มีบารมีพอจะเป็นพระอรหันต์ได้สบายๆ
หรือไม่ก็เป็นพระพุทธเจ้าได้ไม่ยาก
จึงเท่ากับเป็นการอธิษฐาน
ให้ได้พ้นทุกข์ตามพระองค์ท่าน
ไม่ใช่ต้องเป็นข้าทาสของพระองค์ท่านไปเรื่อยๆ

อนึ่ง ถ้าไม่คิดอธิษฐานขอติดตามพระองค์
ก็ไม่ต้องรู้สึกผิดที่ไม่เหมือนคนอื่น
ถ้าเราเจริญสติหวังจบภพจบชาติโดยเร็วอยู่แล้ว
เป็นลูกศิษย์คิดจบทุกข์ของพระพุทธเจ้า
(เหมือนเช่นที่ในหลวงก็เป็นลูกศิษย์ท่าน)
ก็จะไม่คิดเรื่องขอไปเกิดแบบไหนๆ
หรือตามใครๆอีกเลย
ทุกอย่างให้ขึ้นอยู่กับความเข้าใจ
และกำลังใจของแต่ละคน!

ฝันถึงในหลวง หมายความว่าอย่างไร?

marked 101816

ถ้าเสิร์ชหาจากกูเกิลว่า
ฝันถึงในหลวง
คุณจะได้รับการทำนาย
เกี่ยวกับการถูกหวย
หรือไม่ก็การเลื่อนขั้น

ข้อเท็จจริงคือ
แต่ละคนฝันถึงในหลวงไม่เหมือนกัน
ในแง่ของนักเจริญสติผู้รู้การปรุงแต่งจิต
ย่อมเห็น ย่อมตีความ ย่อมรับรู้ว่า
การปรุงแต่งจิตเป็นไปต่างๆนานา
ไม่ได้เกี่ยวกับโชคลาภภายนอกนัก
เน้นเรื่องโชคลาภภายในมากกว่า

ตัวตั้งของการปรุงแต่งจิต คือองค์ในหลวง
มาส่องสำรวจดูกันว่า
ตัวตั้งของฝันมีความหมายอย่างไร
ในหลวง . ทรงเป็นใหญ่ในทางเกื้อกูล
คือ ท่านมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่
เกิดมาเพื่อเป็นประมุขของประเทศ
เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงงาน
การอุบัติแห่งพระองค์เพียงหนึ่งเดียว
คือความโชคดีของคนหลายร้อยล้านคน
(ช่วง ๗๐ ปี เฉพาะในไทยมีการเกิดตายถ่ายเท
หลายร้อยล้าน ไม่ใช่คงที่ตายตัวกี่สิบล้าน)

ในช่วงที่มนุษย์มีอายุขัยไม่เกินร้อย
ท่านครองราชย์เกือบร้อยปี
อยู่บนบัลลังก์นานที่สุดในโลก
ช่วยให้ชีวิตคนในปกครองดีขึ้นมากกว่าใครอื่นไหน

ในประเทศที่ผู้คนทำกินแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง
ท่านช่วยเป็นเข็มทิศให้ผู้คนเหล่านั้น
ราษฎรรู้จักท่านจากการได้รับความช่วยเหลือตรงๆ
ไม่ใช่จากการฟังใครร่ำลือว่าท่านพระทัยดีอย่างไร

ในโลกที่ผู้คนส่วนใหญ่ใจร้าย
ท่านเป็นแบบอย่างคุณงามความดี
คิดถึงคนอื่นก่อนคิดถึงตัวเอง
ทำให้สงครามสงบก่อนเกิดได้ด้วยคำไม่กี่คำ

เมื่อทราบความเป็นตัวตั้งอย่างนี้
ก็จะเห็นความเกี่ยวข้องกับแต่ละคนว่า
เวลาฝันถึงท่าน จิตของคุณผูกพันกับท่านแบบไหน
ระดับจิตของคุณประมาณใด จึงเกิดนิมิตฝันเช่นนั้น

หากฝันเห็นท่านสูงใหญ่เกินมนุษย์ แขนยาว ขายาว
แผ่รัศมีเรืองรอง ในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล
นั่นคือการเห็นภาวะชั้นภูมิแห่งองค์ท่าน
ทราบด้วยวิถีแห่งฝันว่า
พระองค์มีความเป็นเทพ มีความเป็นพระโพธิสัตว์
(พระโพธิสัตว์ อาจถึงฝั่งพระนิพพาน
โดยความเป็นพระพุทธเจ้าในเบื้องหน้าก็ได้
หรือลาพุทธภูมิ เป็นพระอรหันต์ในกาลนี้ก็ได้)
หมายความว่า คุณเป็นผู้มีความผูกพันกับพุทธศาสนา
ส่วนลึกของคุณรู้เรื่องเกี่ยวกับภพภูมิดี
จิตจึงสามารถนำพฤติกรรมของพระองค์
มาแปรเป็นความปรุงแต่ง บอกระดับชั้นภาวะของท่านถูก

หากฝันเห็นท่านทรงงาน ช่วยใครต่อใครเป็นเรื่องเป็นราว
เห็นหยาดเหงื่อ เห็นความเอาจริงเอาจัง
เห็นประชาชนคนรากหญ้ามากหน้าหลายตา
นั่นคือการเห็นกรรมอันเป็นปัจจุบันของท่าน
ทราบด้วยวิถีแห่งฝันว่า
พระองค์มีความเป็นคนทำงานไม่ใช่คนนั่งเล่น
หมายความว่า คุณเป็นคนรักดี
จิตต้องการไฟ ต้องการแรงบันดาลใจ
ผลักดันให้ชีวิตเกิดความอยากทำอะไรอย่างหนึ่ง
ไม่ให้ชีวิตสูญเปล่า ส่วนลึกของคุณจะคอยกระตุ้นว่า
เกิดมา อย่ามัวเหม่อ ต้องทำงาน ทำประโยชน์
ทำอะไรดีๆสักอย่างให้กับประเทศ หรือให้กับโลก
(แค่เห็นภาพข่าวการทรงงานของท่านเฉยๆ
จิตทั่วไปเอามาปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราวในฝันไม่ได้
ต้องมีความรู้สึกเกี่ยวกับการทำงานเพื่อคนอื่นด้วย)

หากฝันเห็นท่านทรงพระเมตตาเข้ามาหา
ได้สบพระเนตร ได้ทูลเล่า หรือท่านทรงตรัสอะไรทั่วไป
นั่นคือการเห็นแบบผูกพัน อยากพบ อยากเข้าเฝ้า
รู้ทั้งรู้ตามจริงว่า พระองค์ท่านทรงเสวนาปราศรัย
เป็นส่วนพระองค์กับพสกนิกรหลายสิบล้านทั่วหน้าไม่ได้
จึงต้องสนองความปรารถนาส่วนตน
ด้วยการปรุงฝันชนิดนั้นขึ้นมา
หมายความว่า คุณเคารพรักท่าน เกินกว่าจะทน
ให้ทั้งชีวิตไม่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าต่อเบื้องพระพักตร์สักครั้ง

หากฝันเห็นท่านทรงพระกรุณารับสั่งให้ทำนั่นทำนี่
หรือบอกสอนเกี่ยวกับเรื่องที่ทำผิดทำพลาดอยู่
นั่นคือการที่จิตยกท่านเป็นแบบอย่าง เป็นครูสอน
จึงปรุงแต่งคำตอบหรือทางออกให้ตนเอง
โดยอาศัยนิมิตขององค์ท่าน
มายกระดับความฉลาดทางใจ
(ยามตื่น แค่คิดถึงหน้าใครได้นิ่งๆ
คุณก็อาจยกระดับความฉลาดให้ตนเอง
โดยเอาส่วนความฉลาดของคนคนนั้นมาช่วยแล้ว)
หมายความว่า คุณมีสติปัญญาในทางดีได้
เอาดีทางจิตวิญญาณได้ มีจิตวิญญาณระดับสูงได้

แต่หากฝันเห็นท่านในทางไม่ดี
มีพระพักตร์ดุร้าย หรือจ้องขู่เข็ญคุณ
หรือมีเรื่องให้ต้องทำศึกกับท่าน
ให้เร่งรู้ตัวว่า จิตของคุณ
ถูกครอบงำด้วยเงามืดของอกุศลธรรมบางอย่าง
เพราะตราบใดที่จิตยังเป็นกุศล
ตราบนั้นย่อมรู้สึกดีกับกุศลธรรม
ไม่ใช่เอากุศลธรรมมาปรุงแต่งเป็นอกุศลธรรม
หรือเกิดความรู้สึกไม่ดีกับกุศลธรรมขึ้นมาได้

การปรุงแต่งของจิตเป็นไปได้ต่างๆนานา
ฝันเกี่ยวกับพระองค์ท่านดีๆ คือฝันดี
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีแล้ว
ฝันเกี่ยวกับพระองค์ท่านร้ายๆ คือฝันร้าย
ไม่ได้แปลว่าเป็นคนเลวเสมอไป
พระองค์ท่านเป็นแบบอย่างความคิดถึงคนอื่นดีๆ
ถ้าเราไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายด้วยเสียงก่นด่าในหัว
ก็นับว่าถอดแบบบางส่วนของจิตวิญญาณระดับสูง
มาจากพระองค์ท่าน ในหลวง . บ้างแล้ว!

บุญใดใหญ่พอถวาย

marked 101716

นี่เป็นช่วงสัปดาห์แห่งการอยากทำบุญ
ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อมหาบุรุษผู้ประเสริฐจากไป
ใครต่อใครก็คิดดี อยากทำบุญ
เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลกันหมด

อีกนัยหนึ่ง กล่าวได้ว่า
เป็นช่วงสัปดาห์แห่งการแสดง
ระดับบุญญาบารมีที่แท้จริงของพระองค์
คุณลองคิดดูว่ามีวันไหน เทศกาลใด
ที่รวมจิตรวมใจคน
ให้คิดอยากทำบุญได้มากมายมหาศาลปานนี้
แม้แต่คนใจแห้ง ชั่วนาตาปีไม่เคยมีน้ำใจใฝ่บุญ
ก็เกิดอยากลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อใส่บาตร
จะได้มีอะไรน้อมอุทิศแด่พระมหาเทพกับเขาบ้าง

ปัญหาคาใจของคนจำนวนหนึ่ง คือ
ทำแล้วรู้สึกว่าไม่พอ
หรือกล่าวให้ชัดกว่านั้น คือ น้อยใจตัวเอง
รู้สึกเหมือนตัวเองบุญน้อย
เหมือนมีเศษน้ำขันเดียวถวายให้
ไม่สมน้ำสมเนื้อกับที่รู้สึกว่าพระองค์
เปรียบเสมือนสายฝนทั้งฟ้า
ที่ตกลงมาทำความชุ่มชื่นให้แผ่นดิน
ยาวนานได้ถึงเกือบหนึ่งศตวรรษ

อันที่จริง ความรู้สึกว่าบุญน้อยบุญมาก
ไม่เกี่ยวกับตัวเครื่องประกอบบุญภายนอก
แต่วัดเอาที่ความเบิกบาน
แช่มชื่นใจอยู่ภายในมากกว่า
อย่างเช่นบางคน
เลี้ยงอาหาร ซื้อของเล่นให้เด็กกำพร้า
ด้วยความคิดว่า
เราได้ช่วยให้เด็กที่ไม่มี ให้ได้มีไปอีกมื้อหนึ่ง
แล้วเกิดความสุข ความอิ่มใจ
เช่นนี้ บุญนั้นก็จัดเป็นบุญใหญ่
ที่ให้ความรู้สึกว่าใหญ่กว่าตอนใส่บาตรพระ
แต่กลับคิดเล็กคิดน้อยว่า
พระตรงหน้า เป็นพระดีหรือสมีกันแน่

จะเห็นว่าความคิดและกระแสจิตสำคัญมาก
คิดดี บุญเล็กก็เหมือนบุญใหญ่
คิดไม่ดี บุญใหญ่ก็รู้สึกเหมือนบุญเล็ก

ถ้าใครรู้สึกว่าช่วงนี้อ่อนไหว
ใจเป็นฟืนเป็นไฟง่าย
ก็ขอให้ทำความเข้าใจว่า
ความเสียใจ
ความอาลัยรักแรงกล้า
ใกล้กันมากกับความโกรธเคือง
หรือกระทั่งความอาฆาตแค้น
เพราะความเสียใจอาลัยรักก็ดี
ความกลัวอนาคตก็ดี
ความเกลียดชังก็ดี
ความอาฆาตแค้นก็ดี
ต่างก็มีโทสะเป็นมูลเหมือนๆกัน

ตัวอย่างเช่น จะไปทำบุญที่วัด
เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแท้ๆ
ระหว่างทางเห็นใครไม่แต่งดำ
หรือเห็นใครแต่งลายดำขาว
อย่างน้อยต้องส่งสายตาตำหนิให้
ในหัวเกิดเสียงด่า
หรือบางทีอดไม่ได้
เห็นใครแต่งหวือหวาสีแซบ
ก็ขยับปากด่าให้จริงๆ
อย่างนี้ เสียงด่าในหัวย่อมไม่หยุดง่ายๆ
แม้ไปถึงวัด ทำบุญ คิดถวายพระราชกุศลดีๆ เช่น
บุญนี้สว่างปริมาณประมาณใด
ขอความสว่างนั้นเป็นส่วนหนึ่ง
ที่เพิ่มขึ้นในบรมวิมานของพระองค์ท่านด้วยเถิด!’
คิดอุทิศไป ก็สัมผัสรู้สึกว่า ดีแต่คำ
ส่วนใจไม่ดี ไม่มีความสว่างสมตามคำนั้น
นี่แล เป็นที่มาของความรู้สึกว่า บุญน้อย ไม่พอถวาย

สรุปคือ สัปดาห์แห่งการทำบุญถวายฯ
ควรเตรียมจิตเตรียมใจไว้ให้ดี
เมื่อใดเกิดคำร้าย ให้กลบลบด้วยคำดีมากๆ
เหมือนไล่น้ำเสียด้วยน้ำใส
แล้วพอทำบุญอันใดก็ตาม
ก็จะเกิดความรู้สึกว่าเป็นบุญใหญ่
สมน้ำสมเนื้อพอจะร่วมถวาย
เสริมพระบารมีบนฝั่งฟ้าได้ทุกครั้ง!

ความคิดคือเพดานภพภูมิ

marked 101316

ไม่นานมานี้
มีคนลองเล่นตลก
ดูว่าถ้าเกิดสงครามนิวเคลียร์
ผู้คนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ซึ่งส่วนใหญ่บนหนทาง พอได้ยินข่าวเข้า
ก็จะแสดงสีหน้าตื่นกลัว
และชักชวนกันกลับบ้าน
ด้วยความห่วงใยครอบครัวเป็นอันดับแรก

สิ่งที่น่าสนใจคือ
คอมเมนต์ต่างๆนานาในคลิปนั้น
คือ ถ้ารู้ว่านิวเคลียร์จะลง
ใครจะรีบทำอะไรกันบ้าง
สำหรับช่วงสุดท้ายของชีวิต
มีความเห็นหนึ่งบอกว่า
จะข่มขืนผู้หญิงทุกคนที่เจอ!”

พูดง่ายๆ คิดๆอยู่ อยากทำอยู่แล้ว
ที่ยังไม่ทำ ก็เพราะกลัวติดคุก
แต่ถ้ารู้ว่าทุกคนต้องตายกันหมด
ก็จะเอาจริงล่ะทีนี้!

ความคิดเห็นที่แสดงออกได้อย่างเสรี
ไม่มีความกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมานั่นแหละ
คือตัวจริงๆของคนคนหนึ่ง
คุณบอกได้ทันทีว่ามีอะไรเด่นๆอยู่ในใจคนคนนั้น
แม้ดูเผินๆเหมือนพูดเล่นเอาขำ
แต่ถ้าภาพก่อนตายอันใดมาอยู่ในใจได้จริงๆ
ก็แปลว่ามีสิทธิ์ มีแนวโน้มจะเอาจริงได้ด้วย

ในแง่กฎแห่งกรรมและวิบาก
กรรมที่ตัดสินใจทำก่อนตาย (อาสันนกรรม)
มีบทบาทสำคัญมาก ที่จะกำหนดภพภูมิข้างหน้า
เปรียบจิตเหมือนคนแหวกว่ายไปในทะเลกว้าง
ผ่านการยึดเกาะ ยึดเสา ยึดแพมามาก
เมื่อแหวกว่ายไร้ทิศในช่วงสุดท้าย
เห็นเสาใดอยู่ตรงหน้า ก็เกาะเสานั้นก่อนเพื่อน
ไม่อาจนึกถึงเกาะ ไม่นึกถึงเสา ไม่นึกถึงแพอื่นใด
เว้นแต่จะมีกรรมหนัก (ครุกรรม)
หรือที่ทำเป็นอาจิณ (อาจิณณกรรม)
ซึ่งเปรียบเหมือนเรือใหญ่
พยุงร่างให้แล่นไปในทิศที่แน่นอนอยู่ก่อน
กรรมก่อนตายจึงค่อยมีความหมายรองลงไป

เพื่อทำบุญด้วยการเจริญมรณสติแบบพุทธ
ให้ลองถามตัวเองดูเล่นๆเรื่อยๆว่า
ถ้าจะต้องตายไปตอนนี้ คุณคิดถึงอะไรได้บ้าง
คำตอบที่จิตตัดสินใจเลือก
อาจสุ่มไปเลือกอะไรไม่แน่ไม่นอนในช่วงแรก
แต่พอถามตัวเอง ตอบตัวเองไปเรื่อยๆ
ก็จะพบว่าจิตมีสติ มีความแน่นอน
มีการโฟกัสเข้าเป้าชัดเจนขึ้นทุกที
กระทั่งกลายเป็นบทเตรียมตัวขาดใจตายขึ้นมาจริงๆ
ทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะจิตก่อนตาย
ถูกกำหนดขึ้นด้วยการสะสมการนึกคิด
ของจิตตอนอยู่นี่เอง

ดังเช่นกรณีสมมุติเรื่องนิวเคลียร์ลง
ถ้าคิดขำๆได้แค่ว่าจะข่มขืนสาวๆทุกคนที่ขวางหน้า
อย่างนี้วันดีคืนดี เกิดนิวเคลียร์ลงขึ้นมาจริงๆ
แม้ไม่กล้าเอาจริง แต่จิตก็จะคิดอะไรดีๆไม่ออก
เพราะไม่เคยตระเตรียมไว้ล่วงหน้าเผื่อฉุกเฉินเลย
เป็นไปได้ที่จิตจะถูกปรุงแต่ง
ขุดคุ้ยสิ่งที่เคยคิดเล่นๆไว้
มาผลิตภาพหว่างขาผู้หญิง
หรือภาพสมสู่นัวเนีย
หรือภาพการประทุษร้ายทางเพศได้
ซึ่งกรรมนิมิตตอนใกล้ขาดใจตายทำนองนั้น
เป็นเครื่องหมายของจิตที่ตกต่ำดำมืด
พร้อมจะไหลไปสู่สภาพสิ่งมีชีวิตที่ใช้สัญชาตญาณดิบ
อย่างเช่นเดรัจฉาน หมาแมว ลิงค่าง

ประตูนรกหรือสะพานสวรรค์
เกิดขึ้นจากกลุ่มความคิดที่ก่อตัวในหัวเรานี่เอง
สิ่งที่อยู่ในหัวของคนส่วนใหญ่
ผู้ยังขาดศรัทธา ไม่เชื่อเรื่องโลกหน้า
ไม่เชื่อว่าภพภูมิถัดไปเป็นผลของกรรมในโลกนี้
มักเป็นไปในทางกิเลสมืดๆ
ไม่ค่อยจะเป็นไปในทางปัญญาสว่างๆ

เจตนานั่นเองคือกรรม
กรรมคือเจตนานั่นเอง
บุคคลเล็งไปว่า จะให้เกิดอะไรขึ้นในโลกนี้แล้ว
ก็คือเตรียมที่อยู่ในโลกหน้าให้ตัวเองไว้อย่างนั้น!

บาปหนักเป็นชนวนให้เกิดบุญใหญ่ได้

marked 100616

ทำไงได้... เกิดแบบนี้ก็ต้องทำแบบนี้

290916

ภพภูมิมีอยู่หลากหลายพิสดารมาก
พระพุทธเจ้าจำแนกภพภูมิคร่าวๆ
เพื่อกล่าวถึงความน่าอยู่น่าหนี
ของสภาพต่างๆไว้ จำพวก
ล่างสุด นรก มีความแผดเผาตลอด
ถัดมา เดรัจฉาน มีแต่ความเน่าเหม็น
ถัดมา เปรต ลุ่มๆดอนๆ เอาแน่นอนไม่ได้
ถัดมา มนุษย์ สบายมากกว่าลำบาก
บนสุด เทพ มีความร่มเย็นเป็นสุขเรื่อยไป

พูดง่ายๆ นรก เดรัจฉาน เปรต
มีไว้ลงโทษให้เป็นทุกข์
อยู่ในสภาพทุกข์อย่างไรก็ต้องทุกข์ประมาณนั้น
ส่วนชั้นเทพ มีไว้ตกรางวัลให้เป็นสุข
อยู่ในสภาพสุขอย่างไรก็เสวยสุขจากต้นจนจบ
ทั้งภพล่างและภพบน เลือกพัฒนาตัวเองไม่ได้
เปลี่ยนแปลงตัวเองไปจากจุดกำเนิดไม่ได้มาก
เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่บนขบวนรถไฟแล้ว
ใครได้ขบวนที่บังคับให้ยืนเบียดเสียดห้อยโหน
ใครได้ขบวนที่มีห้องนอนส่วนตัวให้โอ่โถง
ก็ได้อยู่กับความเป็นเช่นนั้นไป
จนกว่าจะถึงสถานีปลายทาง
เลือกเปลี่ยนขบวนกลางทางไม่ได้
เกิดแบบสัตว์ก็ต้องตายแบบสัตว์
เกิดแบบเทพก็ต้องตายแบบเทพ เป็นต้น

จะมีก็แต่เพียงภาวะความเป็นมนุษย์
ที่เปรียบเหมือนเข้ามาอยู่ที่สถานีรถไฟ
มีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะขึ้นขบวนรถไฟไหนต่อ
ขบวนแห่งความอึดอัด หรือขบวนแห่งความสบาย
พลิกชีวิตจากหลังมือเป็นหน้ามือกันได้ เช่น
เกิดกับโจร มีสิทธิ์เลือกตายอย่างพระ
เกิดอย่างราชา มีสิทธิ์เลือกตายอย่างยาจก เป็นต้น

เรื่องน่าเห็นใจที่สุดมีอยู่ประการเดียว คือ
ธรรมชาติอนุญาตให้รู้ตัวว่า
มาสู่ความเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร
ก็ต่อเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
และมักให้จำได้ ก็ต่อเมื่อตกรางวัล หรือลงโทษ
เช่น แม้แต่หมาที่เพิ่งมาจากความเป็นมนุษย์หยกๆ
ก็ยังอาจรู้สึกนึกคิดคล้ายมนุษย์ ฟังภาษามนุษย์ออก
แถมจำความไม่ดีไม่งามในครั้งเป็นมนุษย์ได้ด้วย
หรือถ้าเกิดในละแวกเดิมที่เคยอยู่อาศัย
ก็จำได้ด้วยซ้ำว่า
ตัวเองเคยมีสมบัติอะไร หรือญาติมิตรเป็นใครบ้าง
ดังเช่นที่เคยมีเรื่องเล่าว่า สมัยพุทธกาล
เศรษฐีตายไปเป็นหมา ลูกหลานเชื่อว่าใช่
เพราะชี้ถูกว่าเคยแอบฝังสมบัติไว้ตรงไหน เป็นต้น

แต่ทว่า ธรรมชาติเล่นตลก
กำเนิดแบบมนุษย์ทำได้สารพัด เลือกได้สารพัน
กลับปิดหูปิดตา
ไม่ยอมให้จำได้ว่าเคยทำอะไรจึงได้เข้าท้องมนุษย์
ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปสบาย
ไม่ยอมให้รู้ว่าทำอย่างไร คือการตีตั๋วไปลำบาก

ธรรมดาโลก
เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ที่ถูกบีบคั้นให้น้อยใจชะตา
ก็มักเกิดความคิดว่า ช่วยไม่ได้! เกิดแบบนี้
ต้องทำอย่างนี้แหละ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลยว่า
ความคิดชนิดนั้นเอง คือการตีตั๋วไปลำบากต่อ

แล้วก็ธรรมดาโลกเช่นกัน
มนุษย์ที่ถูกเปิดทางให้เหลิงหลง
มัวเมาในความมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่
ก็เกิดความคิดว่า เอาเถอะ! เกิดทั้งที
ต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม เต็มที่กับมันให้อิ่ม
ฟาดอะไรได้ก็ฟาด ใครเดือดร้อนก็ช่างแม่ง
โดยไม่เอะใจแม้แต่น้อยว่า
ความคิดพรรค์นั้นเอง
คือการเปลี่ยนทางไปลำบากแล้ว

มนุษย์คนหนึ่ง จะมีชีวิตได้คุ้มความเป็นมนุษย์
ก็เมื่อพบผู้มีอภิญญา
ล่วงรู้เรื่องความมีอยู่ของภพภูมิ
ล่วงรู้เรื่องกรรมทำให้เกิดวิบากเป็นภพภูมิต่างๆ
แล้วเกิดศรัทธา เลือกบุญกุศล งดเว้นบาปเวร
หรือมีบุญสุดๆ ได้พบกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้า
ที่ทรงล่วงรู้ละเอียด ทั้งทางไปอบาย ทางไปสวรรค์
และทางนฤพานอันนิรทุกข์
พบแล้วเกิดศรัทธา ศรัทธาแล้วศึกษา
ศึกษาแล้วเห็นจริงเข้ามาในตน
เห็นจริงเข้ามาในตนแล้วรู้ซึ้งด้วยตัวเองว่า
บาปเป็นต้นกำเนิดสภาพย่ำแย่
บุญเป็นต้นกำเนิดสภาพดีงาม
เหนือบุญเหนือบาปเป็นจุดจบทุกข์
ตราบเท่าที่ยังเหลืออายุ ยังมีลมหายใจ
ตราบนั้นเลือกตัดสินใจได้ว่าจะเอาแบบไหน
ปิดกั้นความคิดดื้อๆเสียได้ว่า
เกิดอย่างนี้ ก็เอาอย่างนี้แหละ!

แกล้งคน...​กรรมเก่าเขา กรรมใหม่เรา

220916

กรรมเก่าทำให้ตัวตนใหม่
ของเราๆท่านๆแตกต่างกันไป
อย่างเช่นที่เห็นๆกันอยู่ว่ามีจริง
ที่หลายคนกระตุ้นอารมณ์สาธารณะ
แค่เห็นหน้า ก็ก่อความรู้สึกให้กับมวลชน
ราวสะกดจิตหมู่ให้คิดดีคิดร้ายไปทางเดียวกัน

แบบดีๆ ก็เช่นที่งามสง่า น่าเกรงขาม
ใครเห็นก็นึกอยากชื่นชม
หรืออยากพินอบพิเทาให้
แบบร้ายๆ ก็เช่นที่ดูมึนๆ เด๋อๆ
เหมือนตัวตลก ใครเห็นก็ยิ้มขำ
หรือเกิดความคัน นึกครึ้มอยากรังแก
อยากแกล้งคนขึ้นมา
รู้สึกไปว่า ถ้าตัวตลกจะต้องเจ็บปวดบ้างคงไม่เป็นไร
ไม่มีใครว่า เห็นพ้องต้องกันหมดว่าสมควรโดน

กรรมหนักบางอย่าง
เช่น เคยแกล้งใส่บาตรพระดีด้วยน้ำร้อน
เคยว่าร้ายคนดีจนเขาต้องอายต่อหน้าชุมชน
หรือเคยแกล้งปิดทางเข้าหมู่บ้านเพื่อไล่ที่ยกรวง
โดยย่นย่อคือ กลั่นแกล้งผู้คนให้ลำบากลำบนต่างๆนานา
เช่นนี้ พอถึงจุดตัดของเวลาที่กรรมสุกงอมพอจะเผล็ดผล
ก็มีเหตุผลักดัน เหมือนถูกปล่อยให้ขึ้นเวทีโดดเดี่ยว
ยืนโด่เด่เด๋อด๋ากระตุ้นอารมณ์หมู่
งัดเอาความรู้สึกดิบๆ เถื่อนๆ ของผู้คนจำนวนมากออกมา
ใครใคร่ปา... ปา!
ใครใคร่โห่... โห่!
เอาให้เจ็บปวด หรืออับอายตายดับ
แม้คอตก หน้าเศร้า ขอความสงสารอย่างไร
ก็ไม่มีใครในที่นั้นนึกเห็นใจ
กลับจะหัวเราะเยาะซ้ำเติมกันหนักขึ้น

มองเข้ามาที่จิตใจตัวเอง
บางทีคุณจะเห็นเหมือนมือเท้า แขนขาของตัวเอง
มีอาการคันไม้คันมือ อยากขยับ อยากทุบคนเล่น
เหมือนเช่นที่ผู้หญิงชอบเห็นคนรักเป็นกระสอบทราย
ตัวใหญ่กว่าฉัน แข็งแรงกว่าฉัน
อยู่ๆก็หมั่นไส้ นึกอยากจิก อยากข่วน อยากกัด
ถึงแม้ไม่ได้มีเรื่องให้แค้นเคืองอะไร
ใจก็อยากตรงเข้ามาทุบตีให้เจ็บปวดเอาดื้อๆ
จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คนมีกรรมบางคนโผล่เข้ามา
แล้วคุณเห็นเหมือนมีสปอตไลท์ฉายจ้า
ส่องตรงไปที่ตัวเขา เหมือนถูกชี้เป้าให้ลงไม้ลงมือ

ฉะนั้น เมื่อพบว่าคนบางคนมีความน่าแกล้ง
ก็ควรมีสติ เร่งตระหนักว่า
คุณอาจกำลังตกเป็นเครื่องมือให้กรรมเก่าของเขา
กรรมเก่าของเขาไม่ได้เล่นงานแค่ตัวเขาเอง
แต่ได้นำความซวยมาให้คุณด้วยโดยไม่รู้ตัว
เพราะเมื่อคุณลงมือกลั่นแกล้ง
จะเผลอใจหรือเต็มใจก็ตาม
ก็เหมือนคุณได้รับเชื้อความน่าแกล้งมาจากเขาแล้ว
วันหนึ่งก็ต้องโดนเหมือนเขาบ้างแล้ว

ที่จะตัดสินว่า คุณแกล้งเล่นๆ
หรือแกล้งจริงๆ แบบต้องมีบาปติดตัวไป
วัดกันที่น้ำหนักเจตนาของคุณเอง
กับความรู้สึกของผู้ถูกแกล้งเป็นสำคัญ
หากเห็นว่าสนิท คุณแค่ล้อเล่น
คนถูกล้อเล่นก็สนุกด้วย มีความสุขไปกับคุณด้วย
แบบนั้นไม่เป็นไร เป็นความครื้นเครงร่วมกัน
แต่ถ้าล้อเลียน ตั้งใจให้อับอายขายหน้า
สามารถสัมผัสถึงความเจ็บ ความเศร้าของเขา
แล้วยังเมามัน เล่นต่อไม่เลิก
อันนั้นแหละ กรรมหนักอันเที่ยงที่จะต้องได้รับผล
จากที่ขบขำเพราะเห็นเขาเศร้า
มองเขาด้วยสายตาเย้ยหยันของผู้กระทำ
วันหนึ่งจะตัดฉากมาที่เราเศร้าอย่างเขา
เพราะถูกกระทำอย่างเขา
เป็นที่ขบขัน ยืนให้คนอื่นมองมา
ด้วยสายตาเย้ยหยันเข้าให้บ้าง!

ขัดแย้งกับพ่อแม่ทางความคิดไม่บาป

14370150_1169956903061466_5573789284098004689_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

บาปไหมถ้าขัดใจพ่อแม่ในเรื่องแฟน หรือการงาน?

สารพัดช่องว่าง คิดต่างเห็นต่าง
ที่จุดชนวนความเห็นขัดแย้ง
ลูกว่าพ่อแม่แก่แล้วหัวรั้น
พ่อแม่ก็เห็นลูกเป็นเด็กหัวแข็ง
ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าอีกฝ่ายดื้อดึง ไม่ยอมฟังตน

เด็กที่อยากเข้าหาพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่ผู้น่าอบอุ่น
เด็กที่อยากพูดคุยและปรึกษาทุกปัญหากับพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่ผู้ฉลาดฟัง
เด็กที่ไปอวดอ้างว่าความสำเร็จของตนมาจากพ่อแม่
คือหลักฐานของการเป็นพ่อแม่นักเลี้ยงดูตัวยง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ก่อนอื่นต้องเห็นใจฝ่ายพ่อแม่
ลองนึกดูว่าถ้าวันหนึ่งมีใครก็ไม่รู้
ขอเข้ามาอาศัยหลับนอนในห้องของคุณ
ขอเงินคุณใช้ แถมขอเวลาคุณมาให้ไปช่วยดูแลเขา
ถ้าสมมุติว่าคุณใจดี ยอมให้ทุกอย่างตามที่เขาขอ
ทำไปทำมาคุณจะหวังอยู่ลึกๆไหม
ว่าเขาจะให้อะไรคุณเป็นการตอบแทนบ้าง?

ฉันใดก็ฉันนั้นครับ คนเป็นพ่อเป็นแม่
พอรู้สึกว่าให้อะไรลูกมากๆ
ก็อดคิด อดคาดหวัง อดอยากถอนทุนคืนบ้างไม่ได้
ถ้าไม่ใช่เป็นตัวเงิน อย่างน้อยก็ขอเป็น
ความรู้สึกได้อย่างใจตนสักหน่อยเถอะ

เมื่อเข้าใจก็พร้อมจะเห็นใจ
และเมื่อคนเราเห็นใจกัน
ก็เหมือนปัญหาพร้อมจะมีทางออกเกิดขึ้นทันที!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้ขอให้ดูที่เจตนานะครับ
ถ้าหากว่าเจตนาของเรา
ตั้งใจจะทำให้พ่อแม่ไม่สบายใจ
หรือทำให้พ่อแม่เสียใจ
หรือทำให้พ่อแม่ผิดหวังในตัวเรา
ด้วยความจงใจนั้นคือกรรม
ความจงใจนั้นคือบาป

แต่ถ้าหากว่าท่านมีความคาดหวังในตัวเราเอง
แล้วเราไม่สามารถเป็นอย่างที่ท่านต้องการได้
อันนี้เราไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ท่านผิดหวัง
แต่ท่านผิดหวังของท่านเอง
เพราะว่าคาดหวังแบบผิดๆในตัวเรา
ราวกับว่าลูกเป็นสมบัติของตน
ลูกเป็นสิ่งที่ต้องเหมือนกับตนเอง
หรือจะต้องได้อย่างใจตนเอง
โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้ชีวิต
การเลือกคู่ครอง การทำอาชีพ
นั่นเป็นความรับผิดชอบของพวกท่าน
ส่วนที่ว่าเราทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่บาป

การที่เราพยายามทำให้พ่อแม่มีความสุข
ทางที่เป็นไปได้มากที่สุด ก็คือ
การพูดดีกับท่าน คิดดีกับท่าน
และกระทำการอันเป็นลักษณะของ
การปรนนิบัติรับใช้เท่าที่จะทำได้
บีบนวดให้ท่าน หาน้ำเย็นให้ท่าน
หรือว่าพยายามพูดให้ท่านสบายใจ
ในเวลาที่ท่านกังวลในเรื่องอื่นๆ
ที่ไม่ได้เกี่ยวกับความคาดหวังในตัวเรา
อย่างนี้เรียกว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพวกท่านแล้ว

หรือถ้าหากจะเอาแบบที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสก็คือ
บุญที่ตอบแทนท่านได้สมน้ำสมเนื้อ
ก็คือ บุญที่ทำให้พวกท่าน
มีศรัทธาตั้งมั่น มีทานตั้งมั่น และมีศีลตั้งมั่น

ส่วนเรื่องที่ว่าเราจะทำตัวให้ได้อย่างใจพวกท่าน
พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวถึงเลย
ไม่ใช่บุญกิริยาอันวิเศษ
ไม่ใช่ลักษณะของการที่จะทำให้พ่อแม่
ได้รับการตอบแทนจากเราอย่างสมบูรณ์แบบ

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทีนี้พูดถึงในอีกมุมมองหนึ่ง คือ ในเรื่องคู่ครอง
อันนี้ก็ต้องดูด้วยว่าพ่อแม่ของเราเป็นคนอย่างไร

กรณีที่พวกท่านผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า
ถ้าหากว่าท่านมองคนออก
อย่างคุณสมบัติไม่ดีหมายเลขหนึ่งเลย
ของผู้ชายที่เราไม่ควรจะเลือกมาเป็นคู่
เช่น เจ้าชู้ ท่าทางหลุกหลิก
หรืออีกทางหนึ่งคือเขายังไม่รู้จักตัวเอง
ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
ทำงานแบบหยิบโหย่ง ออกจากงานโน้นทีงานนี้ที
ท่านก็อาจจะกีดกัน

ลักษณะการกีดกันแบบนี้
ถ้าหากว่าเราดื้อดึงแล้วก็ไม่พิจารณาตามท่าน
ก็ไม่บาปหรอก
แต่ว่าผลที่ตามมา อาจจะได้ทำบาปอีกมากมาย
อยู่กับคนที่เหลวไหลเหลาะแหละอะไรแบบนี้!

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว พิจารณาแล้วว่า
ทำได้ดีที่สุดแล้ว เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ
แต่พวกท่านกลับจะมาทำให้เป๋ ทำให้เสียศูนย์
มันก็จำเป็นที่เราจะต้องรักษาเส้นทางของเราไว้
แล้วพยายามให้คำอธิบายกับท่านในภายหลังว่า
เหตุผลของเรามีไปอย่างนี้เพื่ออะไร เป็นเพราะอะไร
ถึงแม้ว่าจะมีความขัดเคืองกัน บางทีก็ต้องยอมนะ
เพราะว่าถ้าหาก ..อันนี้เห็นมาเยอะเลย คือ
ไปยอมพ่อแม่ ยอมทุกอย่าง แล้วชีวิตเราเองเสียหาย
แล้วก็ไม่ได้ทำให้พ่อแม่มีความสุขในระยะยาว
ก็ทำให้ท่านอกไหม้ไส้ขมอยู่ดี
เวลาที่เราเกิดอาการตรอมใจขึ้นมา

ตอนผู้ใหญ่หงุดหงิดไร้เหตุผล
อย่าตั้งต้นหันหน้าเข้าหาท่านด้วยความโกรธ
เพราะใจที่โกรธของคุณ
สักแต่เป็นไฟที่เพิ่มขึ้นมาอีกกอง
ให้คิดว่าไฟมาถึงบ้านแล้ว ถ้าเราเป็นน้ำดับไม่ได้
ก็อย่าเป็นไฟเร่งให้บ้านวอดเร็วขึ้นเลย

ยิ่งใช้ชีวิตนานขึ้น คุณจะยิ่งรู้ว่า
คำพูดดีๆช่วยให้เรื่องร้ายกลายเป็นดีได้จริง
แต่คำพูดดีๆจะมาจากไหน
ถ้าไม่ใช่ใจที่ดี ไม่ใช่การมีแก่ใจจะพูด?

ใจที่สามารถเห็นใจคนอื่น ใจที่สามารถอภัยพ่อแม่
คือใจที่ "ดีพอ" เสมอ
และจิตใจที่ดีพอนั่นเอง
จะเป็นต้นเหตุแห่งรายละเอียด
ทางคำพูดและการกระทำที่ "พอดี"

คุณจะทราบด้วยสัญชาตญาณทางใจที่ดีว่า
เมื่อไรพูดได้ ตลอดจนพูดแค่ไหนแล้วควรหยุด
ใจดีๆจะช่วยคุณเลือกคำโดนๆ
ใจดีๆจะช่วยคุณเปลี่ยนเรื่องเครียดเป็นเรื่องขำ

. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พ่อแม่คือรากของความเป็นคุณ
คนเราถ้าบำรุงรากให้เจริญขึ้นได้
หรืออย่างน้อยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
ก็คือทำตัวเองให้รุ่งโรจน์ขึ้นนั่นเอง

คิดข้ามช็อตดีกว่า
อย่ากลัวบาป
จากการทะเลาะกับพ่อแม่
หันมากลัวไม่ได้บุญ
จากการมีส่วนเปลี่ยนพ่อแม่ให้เย็นลงกันเถอะ!

แกล้งให้รอ ก็เป็นกรรมใหญ่ได้

150916

ถามว่า ทำไมหลายคนมักต้องรอนาน
รออะไรที่ไม่มีเหตุผลสมควรต้องรอ
ทั้งชีวิตยากที่จะได้อะไรทันอกทันใจ
คำตอบคือ เพราะคนเหล่านั้น
เคยแกล้งให้คนอื่นรอ
ไม่รีบเร่งเพื่อคนอื่น
ไม่เกรงใจว่าคนอื่นต้องรอนาน

ที่เห็นได้ง่ายก็ประเภท
เดินทอดน่องเอื่อยๆข้ามถนน
รถจะได้หยุดนานๆ รอตัวเองผ่านไปช้าๆ
ยิ่งถ้าเห็นๆอยู่ว่า คนขับเขาอุตส่าห์ใจดี
ตั้งใจหยุดให้แท้ๆ ก็ยังทำท่าคุณชายคุณหญิง
เดินลอยหน้าลอยตาระเหิดระหงได้ลงคอ
คือจงใจแกล้งให้เขาเห็นเลยว่า
ถึงฉันไม่มีรถอย่างเธอ ฉันก็นวยนาดงามๆให้ดูได้
ประเภทนี้ ปมรากกรรมยิ่งฝังลึก
เพราะทำไปโดยปราศจากความรู้สึกผิด
ติดอยู่กับความรู้สึกดิบๆที่ไร้เหตุผล
แม้คนอื่นหยิบยื่นความเมตตาให้
เยี่ยงมนุษย์พึงทำต่อมนุษย์
ยังตอบกลับด้วยความไร้น้ำใจ ไร้ความเมตตา
อันเป็นเครื่องหมายสำคัญของมนุษยธรรมได้

หรือที่เห็นได้บ่อยๆอีกอย่างก็เช่น
ตัวเองมีอำนาจหน้าที่ที่จะเป็นคนนัดเวลา
พอคนเขามาตามนัด หรืออุตส่าห์มาก่อนเวลา
ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
จงใจให้เขานั่งเก้อ กระสับกระส่าย
ราวกับเห็นเป็นธรรมเนียม
หรือเหมือนจะหาตัวตายตัวแทนมาแก้แค้น
ฉันเคยโดนอย่างนี้ เธอโดนบ้างก็แล้วกัน
ถึงแม้เธอไม่ได้เป็นคนทำกับฉันไว้ก็ตาม

ตัวตัดสินว่า
คุณเป็นคนมีความเคยชินเก่าดีๆติดตัวมา
คือ แม้มีอำนาจหน้าที่ มีสิทธิ์ให้คนอื่นรอ
ก็ไม่อยากให้ใครต้องรอเลย
เห็นเป็นเรื่องสูญเปล่า เสียดายเวลาแทนเขา
แม้ไม่มีใครบอกใครสอน
ก็ให้ค่ากับเวลาในชีวิตของคนอื่นเอง เกรงใจคนอื่นเอง
ไม่มีความสุขกับการเห็นคนอื่นเป็นทุกข์
ด้วยความตระหนักว่า
เจตนาที่จะมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น
จัดเป็นการสร้างความเพี้ยนให้ตนเอง
สะสมมากก็เพี้ยนมาก เห็นผิดเป็นชอบมาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เจตนานั่นเองคือกรรม
กรรมคือเจตนา

กรรมหนึ่งๆ นิสัยหนึ่งๆ
ผูกโยงอยู่กับกรรมอื่นๆที่เป็นสหายแห่งกัน
เช่น เมื่อติดนิสัยชอบให้คนอื่นรอโดยไม่มีเหตุผลอันควร
แนวโน้มคือ คุณจะบ่มเพาะนิสัยดูถูกคนอื่น
ไม่เห็นหัวคนอื่น ไม่เห็นค่าของชีวิตใคร
ทำไปทำมา คุณจะตระหนักได้น้อยลงเรื่อยๆว่า
เวลาในชีวิตของแต่ละคน
มีความหมายสำหรับเขาขนาดไหน
และการปล่อยให้คนอื่นรอ
เพียงเพื่อเอาสนุก เอาความยิ่งใหญ่ให้ตนเอง
หลายครั้งเป็นไปเพื่อเสพติดอำนาจที่ไม่มีอยู่จริง
มันจะแปรรูปเป็นอัตตาผิดๆ ยึดติดตัวตนผิดๆ
หวงอะไรผิดๆง่าย เข้าหาอะไรถูกๆยาก

ตัวอย่างกรรมเล็กน้อย แต่ผลไม่น้อยทำนองนี้
ชี้ให้เห็นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ได้ คือ
อย่าประมาทว่านี่คงเป็นบาปแค่นิดหน่อย
หยอดเหรียญวันละบาท ครบปีก็เต็มกระปุกใหญ่
กลายเป็นของหนัก ยกยาก ถือยาก วางยากได้
การติดนิสัยอย่างใดอย่างหนึ่งไปจนตาย
มีผลให้ชาตินั้นๆ
กลายเป็นโคตรเหง้าแห่งกรรมหนึ่งๆ
ชาติต่อไปมีความแน่นอนสูงว่าต้องได้รับผลต่อเนื่อง
แม้เข้าพิธีแก้กรรมกี่ร้อยงานก็ไม่แก้ไม่ออก
หรือต่อให้ทำกรรมดีใหม่ขึ้นมาสู้
ก็ต้องใช้เวลาสะสมน้ำดีกันยาวนานนับสิบปี
กว่าจะมากพอเจือจางน้ำเสียเก่าๆลงได้

เมื่อไม่ประมาทในบาปเล็กน้อย
ก็จะเป็นผู้ละอายในบาปอย่างใหญ่
มีสติในเส้นทางกรรมแห่งตนไปจนตาย!

บาปหนักทำง่ายกว่าที่คิด

080916

คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า
ตัวเองเป็นคนปกติ
เหมือนมนุษย์ขี้เหม็นทั่วไป
ทำบุญทำบาปคละกันตามความอยาก
ดีบ้างร้ายบ้างตามอารมณ์
มีเหตุผลบ้างไร้เหตุผลบ้างตามวัน
ไม่ใช่คนชั่วร้าย
ไม่ได้ก่อบาปก่อกรรมหนักๆ
ให้ต้องเป็นห่วงว่าถ้าชาติหน้ามีจริง
จะต้องโดนบาปซัดไปเกยหาดนรกที่ไหน

ข้อเท็จจริงคือ
ชาติหนึ่งๆที่ไม่เข้าใจเรื่องศีลให้ดีๆ
ไม่สังวรระวังตั้งสติในการพูดให้ดีๆ
คนทั่วไปอาจก่อบาปก่อกรรมหนักๆได้ทุกวัน
เพิ่มน้ำหนักถ่วงวิญญาณให้ตกต่ำได้เรื่อยๆ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคิดถึงการฆ่า
ถ้าทำให้ร่างกายเขาตายแตก
สัญชาตญาณทางจิตจะบอกตัวเองชัดเจนว่า
อันนี้เรื่องใหญ่ อันนี้เป็นแผลเน่าในชีวิต
เพราะภาพความตายของคนอันเกิดจากน้ำมือตนนั้น
มันบาดความรู้สึกได้ร้ายแรง
ก่อทุกข์ ก่อความกระวนกระวายได้ขนาดนอนไม่หลับ
ดังนั้น พอพูดว่าการฆ่าคนเป็นบาปเป็นกรรม
ต้องชดใช้ด้วยการลงนรก
ก็นึกเชื่อได้ เกิดภาพน่ากลัวในหัวได้
เท่าที่ความรู้สึกหลังฆ่าคนจะปรุงแต่งมันขึ้นมา

แต่ถ้าหากการฆ่าคน
หมายถึงยังปล่อยใครให้มีลมหายใจต่อไป
ทว่าเป็นการหายใจแบบไม่มีที่ยืนในสังคม
หายใจแบบไม่เหลือความน่าเชื่อถือ
หรือหายใจแบบที่ต้องเป็นตัวตลกตกต่ำ
ฆ่ากันแบบนี้ คนส่วนใหญ่ทำง่าย ทำบ่อย
ทำสนุก ไม่รู้สึกอะไร
เพราะไม่มีสัญชาตญาณใดๆกระซิบบอกว่า
ไปทำเขาแบบนั้นมันบาป มันแย่ มันร้ายแรง

โตๆมาทุกคนต้องเคยโดน
อย่างน้อยที่สุดก็ครั้งสองครั้ง
ที่มีใครใส่ไคล้แบบไม่มีมูล
หรือมีมูลหนึ่งแต่ขยายเป็นสิบ
โดนเกลียดโดยไม่รู้ตัว
เสียเครดิตทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
ถูกค่อนแคะนินทาด้วยเรื่องที่คนอื่นป้ายขี้ไว้

ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ให้คิดใหม่
คิดให้ดี เคยพูดอะไรให้ญาติสนิทมิตรสหายฟังบ้าง
ทำนองผมสันนิษฐานว่า...’
หรือฉันว่าไอ้นั่นมันหยั่งงี้แหงๆ...’
หรือกูรู้ อีนี่นะ...’

คนเราก็แปลก อย่างที่รู้ๆกัน
ขอให้เป็นญาติเถอะ ขอให้เป็นคนสนิทเถอะ
พอฟังเขาพูดเรื่องเสียหายของคนอื่นแล้ว
สมองฉลาดๆจะปิด หัวใจดำๆจะเปิด
และหูเบาๆจะให้เขาลากไปไหนๆได้ยาวมาก
ฟังหมด เชื่อหมดได้เหมือนเด็กๆ
ตัวจริงของเหยื่อเป็นยังไงไม่รู้
รู้แต่ว่ารับภาพเสียๆหายๆของเหยื่อ
เข้าไปอยู่ในความทรงจำจริงๆของตนแล้ว

ต่อให้เป็นเรื่องจริง
ถ้าปากของเราสร้างภาพเสียๆของใคร
ไว้ในใจคนโดยไม่จำเป็น
ปากของเราก็มีมลทินเสียๆแล้ว
แต่ถ้าเป็นเรื่องเท็จ เรื่องที่คิดเองเออเอง
หรือเรื่องที่ฟังเขามาต่อยอด
หากภาพของใครเน่าเพราะปากเรา
ความเน่านั้นก็ติดกลิ่นอยู่ในปากเราด้วย

จะด้วยอารมณ์คึกคะนอง หรือด้วยอารมณ์หมั่นไส้
ไม่อยากเห็นใครได้ดีมีสุขไปกว่าตน
พาเผลอใจ พลั้งปากฆ่าคนอื่น
แม้นึกว่าไม่ได้วางแผนประสงค์ร้ายเป็นล่ำเป็นสัน
อย่างไรก็หนีไม่พ้นกรรมข้อที่ว่าด้วยการโกหก
พูดเท็จทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง
สร้างความทรงจำเพี้ยนๆให้คนอื่น
รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องตรงๆเป็นอย่างไร

โกหกทั้งรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริงนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความชั่วอื่นที่ทำไม่ได้นั้นไม่มี
นั่นแปลว่า ถ้าปากชอบระบายสีเพลิน
บางทีก็เผลอทำชั่วไม่จำกัด
ต้องรับผลชั่วไม่มีขอบเขต
จะลืมแล้ว หรืออ้างว่าจำไม่ได้ ก็ไม่มีผลทุเลาโทษ

ครั้งต่อไป เมื่อนั่งอยู่ต่อหน้าคนสนิท
หรืออยู่ในกลุ่มเพื่อนฝูงที่ให้คะแนน
ให้น้ำหนักคำพูดกับเรา
ย้ำกับตัวเองว่า นี่คือที่ก่อกรรมหนักได้
ถามตัวเองด้วยว่า ครั้งนั้น มีอารมณ์คึก
อยากพูด อยากให้ร้าย อยากทำบาป
ทำคนไม่รู้จักกันให้มองกันไม่ดีบ้างไหม?

คนพาลอันตรายที่สุดตอนคบเป็นเพื่อน

010916

เพื่อน
คือคนที่คุณเปิดใจฟัง
ศัตรู
คือคนที่คุณปิดใจไม่รับฟัง

ลองตัดคำว่าเพื่อนทิ้ง
ถ้าใจคุณเปิดอ้า รับฟังเหตุผลดีๆ
ที่จะเกลียดใครสักคน
ที่จะเบียดเบียนคนสักกลุ่ม
ในที่สุดคุณจะคล้อยตาม
ถูกครอบงำด้วยความเกลียด
อยากเบียดเบียนชาวบ้าน
ก่อบาปก่อกรรม
เป็นเหตุให้จิตใจตกต่ำดำมืด
พร้อมจะตายเพื่อบูชาความเกลียดชังได้
เหมือนอย่างที่กลุ่มผู้ก่อการร้าย
ชักพาหนุ่มสาวเข้าร่วมอุดมการณ์โฉดได้
ก็ผ่านเพื่อน ผ่านคนรักนั่นเอง

ลองตัดคำว่าศัตรูทิ้ง
ถ้าใจคุณเปิดกว้าง รับฟังเหตุผลดีๆ
ที่จะศรัทธาความดีงาม
ที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้น
ในที่สุดคุณจะเห็นดีเห็นงามตามไป
เพราะใจมนุษย์ดีงามอยู่แล้วโดยเดิม
กับทั้งพร้อมจะยกสูงขึ้นกว่าที่เคย
พร้อมจะตายไปกับรอยยิ้มปรานี
เยี่ยงชาวพุทธที่เข้าถึงเมตตาแท้
ก็ด้วยคำสอนของกัลยาณมิตรเช่นพระพุทธเจ้า

ถึงแม้คุณจะเป็นคนดี
คนที่อยู่ข้างเดียวกับคุณ
ก็อาจไม่ใช่คนดี
และคนดีบางคน
ก็อาจไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับคุณ
หากมีสติ ตัดเรื่องข้าง
ตัดเรื่องชอบไม่ชอบขี้หน้า
แล้วรับฟังอย่างเป็นกลาง
เอาความปลอดโปร่ง
จากการไม่เบียดเบียนกันด้วยใจเป็นที่ตั้ง
คุณจะพบว่าตัวเองได้ข้อคิดดีๆ
จากการถกเถียงกับคนดี
มาลดระดับอัตตาของตน
ตลอดจนได้จุดยืน เห็นข้อควรระวัง
จากการคุยเป็นกันเองกับคนร้าย
ไม่ปล่อยตนเองให้เพิ่มความหลงผิดตามเขา!

กรรมอดีตหรือปัจจุบันที่แรงกว่า?

14040169_1150869421636881_4942393455716453894_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - กรรมในอดีตชาติกับกรรมในปัจจุบัน กรรมใดส่งผลแรงกว่ากันครับ

ดังตฤณ :
..
ไปกล่าวว่ากรรมใหม่ชนะกรรมเก่า
หรือกรรมเก่าชนะกรรมใหม่
เป็นมุมมองที่เกิดจากความเข้าใจผิดชนิดหนึ่ง
คือไปนึกว่ากรรมดีไปทำลายกรรมร้ายได้
หรือกรรมร้ายมาหักคอกรรมดีลง

ความจริงคือถ้าทำกรรมใดกรรมหนึ่งมากๆ
จนให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยตามชนิดนั้นๆ
สิ่งที่จะปรากฏคือ
สภาพภายในและภายนอก
ที่ไม่เอื้อให้กรรมที่เป็นตรงกันข้าม
มีโอกาสผลิดอกออกผลได้!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นผู้ทำทานไว้มาก
จิตเป็นทานจริงๆ
ไม่เลือกว่าทำบุญเอาหน้า ทำบุญกับใคร
อีกทั้งฉลาดในการให้
ให้ของประณีต ให้ด้วยใจประณีต
เมื่อถวายทานแด่ผู้ทรงศีล (ไม่ว่าจะศาสนาไหน)
ก็ถวายด้วยใจเคารพ เปี่ยมปีติ
ยินดีในจิตอันเบิกบานที่เกิดขึ้นภายใน
อย่างนี้ในชาติใกล้ก็ประกันได้ว่า
ต้องไปถือกำเนิดในวงศ์ตระกูลร่ำรวย
ทีนี้ถ้าเคยทำกรรมเล็กกรรมน้อย
เช่นฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจ้อยๆ
ประเภทนกหนู แมลง แมงปอ
แม้จะเจ็บออดๆแอดๆ
ก็อาจใช้กำลังทรัพย์รักษาให้หายขาดได้ไม่ยาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เรื่องทำบุญสะเดาะเคราะห์ ปล่อยนกปล่อยปลา
หรือทำบุญล้างกรรมอะไรที่เชื่อๆกันมา
ค่อนข้างเป็นเรื่องเหลวไหล และเป็นไปได้ยาก
เคยไปบีบคอเขาตาย
ให้มาปล่อยนกสองสามตัวน้ำหนักมันได้ดุลกันหรือ?

แต่ถ้ากล่าวแบบเข้าข้างศาสนาของพวกเราเอง
ก็ต้องว่าการทำกรรมแรงๆ
เช่นถวายสังฆทานด้วยใจ
ที่เปี่ยมด้วยปรารถนาเกื้อกูลพระศาสนา
ก็อาจให้ผลรุนแรงทันตาเห็น
โดยเฉพาะถ้าเผอิญได้ทำกับกลุ่มพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
หรือจับพลัดจับผลูฟลุกสุดขีด
ได้ถวายกับกลุ่มพระอริยบุคคล
มีพระอรหันต์ขีณาสพเป็นประธาน
(
ซึ่งพวกเราบางคนในนี้อาจเคยมีโอกาสนั้นมาแล้ว!)
อย่างนี้กรรมเก่าก็อาจดูบางลง
เพราะมีเหตุปัจจัยอำนวยให้มีความสุขมากขึ้น
ลำบากน้อยกว่าเก่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อีกประการหนึ่ง
หากเกิดในพุทธศาสนา
ก็มีกรรมอยู่ชนิดหนึ่งที่เป็นกลาง
แต่กลางชนิดเหนือบุญเหนือบาป
ไม่ใช่อยู่ระหว่างบาปกับบุญ
กรรมนั้นคือกรรมฐาน ทำวิปัสสนาจนจิตสงบ
และสักแต่ออกกิริยารู้ เป็นอิสระจากแรงกระทบ
ก็จะเห็นชัดจากจิตชนิดนั้นว่า
กรรมใดๆจะให้ผลวิบากก็กับรูป เวทนา สัญญา สังขาร
หรืออีกนัยหนึ่งเปลือกนอก
คือกายและความรู้สึกนึกคิดเท่านั้น
เมื่อใจสงบ ปราศจากอุปาทานในตัวตน
เก็บตัวเงียบ ส่งยิ้มเบิกบานสว่างไสวอยู่ตรงกลาง
ก็ไม่มีวิบากกรรมไหนเลยที่ล่วงเข้ามารบกวนได้

แต่ไม่ค่อยจะมีคนสร้างกรรมชนิดที่
เป็นกรรมฐานกันเท่าไหร่หรอกครับ
จะสร้างกรรมล้างกรรมเสียทีตอนชีวิตตกอับ
หันหน้าไปทางไหนมืดแปดด้านนั่นแหละ
อยากเข้าวัด อยากหาหมอดูดังๆ
นึกว่ามีสูตรสำเร็จแก้กรรมทุกชนิดแบบ
ครอบจักรวาลอยู่ที่พระครูเก่งๆ
หารู้ไม่ว่าสูตรสำเร็จของจริงนั้น
ต้องอาศัยจิตที่ฉลาดในการเห็นสภาวธรรมเป็นอนัตตา
ถ้าไม่สร้างความฉลาดเป็นการภายในให้กับจิตแล้ว
ก็ต้องเวียนว่ายอยู่กับการไม่รู้เรื่องกรรม
เจอทีก็งงเคว้งทีอย่างนี้เรื่อยไป!

ช่วยคน น้อยไปไม่รู้ความจริง

250816

ช่วยคนบางคน
แม้ไม่สำนึกบุญคุณ
แต่เขาก็ไปตามทางของเขา

ช่วยคนบางคน
นอกจากไม่สำนึกบุญคุณ
ยังอาจย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้

ช่วยคนบางคน
คุณหวังผลตอบแทนบางอย่าง
แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนตามคาด

ช่วยคนบางคน
คุณไม่ได้หวังอะไรเลยจริงๆ
แต่กลับได้รับผลอเนกอนันต์เหมือนฝันไป

ผลภายนอก พยากรณ์ยาก
แต่ละคนถูกเลี้ยงมาต่างกัน
บางคนถูกเลี้ยงมาให้มีจิตสำนึกปกติ
จึงรู้จักตอบแทนบ้าง รู้สึกผิดที่ไม่ตอบแทนบ้าง
บางคนถูกเลี้ยงมาให้รู้จักแต่รับ
จึงเห็นเป็นหน้าที่ของคนทั้งโลกต้องให้ตน
บางคนถูกเลี้ยงให้รู้จักแต่ให้
จึงมีแต่ให้ รับไม่เป็น รับแล้วอาย

ผลภายใน พยากรณ์ง่าย
ถ้าให้ไปด้วยความหวังผลตอบแทน
คุณจะสมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง
และเล็งคน เล็งผลจากการช่วยใครมากขึ้นทุกที
ยิ่งอายุมากขึ้น คุณจะยิ่งฉลาดเก็งกำไร
แต่ขณะเดียวกันก็ยิ่งโง่เรื่องทำใจให้สบาย
ต่างจากการตั้งต้นให้ด้วยความหวังว่า
ให้ไปแล้วจะได้ใจดีๆมา
มีความสุขกับตัวเอง
ด้วยมนุษยธรรมที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งอายุมาก คุณจะยิ่งฉลาดปล่อยวางมาก
ไม่โง่งมคิดมากกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

อีกประการหนึ่ง
ยิ่งช่วยคนมาก
คุณจะยิ่งเห็นธาตุแท้ความเป็นมนุษย์ที่หลากหลาย
ถึงจุดหนึ่งคุณจะมองย้อนดูตัวเองว่า
คุณลืมกี่ครั้งว่าใครช่วยอะไรมา
คุณหาทางตอบแทนกี่ครั้งกับผู้มีพระคุณ

ทำไปทำมา คุณจะค่อยๆเชื่อเรื่องเวรกรรมได้เอง
เห็นว่าตัวเองก็เคยดีบ้าง เคยร้ายบ้าง
โดยเฉพาะกับบุคคลที่นึกไม่ถึง อย่างเช่นพ่อแม่
คุณตอบแทนท่านอย่างไร
ธรรมชาติก็ส่งใครต่อใครมา
เป็นสัญญาณบอกแบบนั้น หรือคล้ายๆอย่างนั้น

คุณจะพบว่า ถ้าไม่ช่วยคนบางคน
คุณจะไม่มีทางล้างเวรบางอย่างได้เลย
เพราะคนบางคน เหมือนมาให้คุณฝึก
ให้อภัยเป็นทานโดยเฉพาะ
ตราบใดยังอภัยไม่ได้ ยังคิดแก้แค้นเอาคืน
ตราบนั้นก็ยังต้องอยู่ในวังวนภัยเวรกันต่อไป

สังเกตดู
พอช่วยคนบางคนแล้วเขากลับมาเนรคุณ
แต่คุณทำใจอภัยได้ขาด
จะรู้สึกถึงใจที่ยกสูงขึ้นของตัวเอง
เหมือนพ้นจากบ่วง
หรือลอยขึ้นเหนือน้ำครำเสียได้
นั่นแหละ! เครื่องบอกว่าพ้นออกมาจากของเก่า
การช่วยครั้งนั้น ที่แท้เป็นโอกาสล้างบาปให้ตัวเอง

สรุปคือ ช่วยคนเอาบุญแค่ครั้งสองครั้งยังไม่พอ
ต้องช่วยให้มากพอ ช่วยอย่างมีความเข้าใจด้วย
ชาตินี้ถึงจะได้ทำทานแบบยกจิตยกใจได้จริง!

โกหกช่วยคนมีผลอย่างไร

13934918_1143472575709899_8202616306349399496_n

เมื่อคนคนหนึ่งทำผิด
มักต้องมีใครอีกคนหรือหลายคน
พลอยต้องทำผิดตาม
ถ้าไม่ใช่ในฐานะสมรู้ร่วมคิด
ก็ในฐานะช่วยเหลือให้รอด

ถ้าโกหกได้โดยไม่กระดากใจ
ก็เหมือนไม่ต้องเป็นทุกข์อะไรนัก
แต่หากโกหกไม่เป็น
หรือตั้งใจรักษาศีลอยู่ก่อน
แม้โกหกเบาๆ ก็อาจต้องเป็นทุกข์หนัก
ต้องคิดมากไปอีกนาน

เมื่อจะต้องช่วยใครด้วยคำโกหก
อย่ามองเผินๆแค่ได้ช่วยคน
แต่ลองตอบตัวเองให้ได้ว่า
คุณช่วยให้เขารอดจากอะไรบ้าง
แค่คนที่จับเขาได้
หรือนิสัยของเขาเองด้วย?

ด้วยนิสัย ด้วยพฤติกรรม
ด้วยระดับจิตสำนึกของคนที่คุณช่วย
ลองไตร่ตรองดูดีๆว่า
ช่วยแล้วจะต้องช่วยอีกไหม?
ช่วยแล้วเขาจะสำนึกหรือได้ใจ?
ช่วยแล้วคุณมีสิทธิ์เดือดร้อนทีหลังได้แค่ไหน?
ช่วยแล้วคุณจะติดนิสัยช่วยคนผิดๆหรือเปล่า?

คนดีที่เผลอพลาดทำผิด
มักมีช่องทางให้ช่วยเหลือโดยไม่ต้องโกหก
แต่คนเลวที่จงใจทำผิดเป็นนิสัยนั้น
ต่อให้โกหกคำโตช่วยพันครั้ง
ก็ไม่อาจช่วยเขาให้รอดจากตัวเองเลย!

มือรินน้ำใจนั้นดี
แต่ดูเท้าตัวเองด้วยว่า ยืนอยู่บนโคลนเลน
ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคบ้างหรือเปล่า

คนที่ขอให้คุณทำผิดเพื่อเขา
เห็นใจคุณมากพอ
ที่คุณควรจะเห็นใจเขาไหม?

ระหว่างเสียเพื่อน
กับตัวเองเสียคน
อันไหนน่าเสียดายกว่ากัน?

สรุปคือ ช่วยคนนั้นดี
แต่โกหกนั้นไม่ดี
ระหว่างดีที่ได้ช่วย
กับไม่ดีที่ต้องโกหก
ชั่งน้ำหนักแล้วตอบตัวเองให้ได้ว่า
จะเลือกช่วยทางอื่นอย่างเต็มที่
หรือควรฝึกวางเฉยเสียบ้างแล้ว!

จะก่อกรรม ต้องใช้ทุน

040816

ถ้าคิดช่วยเด็กจมน้ำ
แต่ว่ายน้ำไม่เป็น
ขืนโดดลงน้ำก็จมตามเด็กเท่านั้น

ในทางตรงข้าม
ถ้าคิดฆ่าศัตรูร้าย
ต้องแข็งแรงมาก หรืออย่างน้อยฉลาดพอ
การวางแผนฆ่าจึงสำเร็จได้

ทุนที่จะใช้ก่อกรรม
เหนือสิ่งอื่นใด คือใจ
ถ้าใจไม่อยาก หากใจไม่เล็ง
ก็เท่ากับขาดเจตนา ขาดต้นรากกรรม
กรรมนั้นก็ไม่อาจสำเร็จเต็มขั้น
เช่น แม้ใส่บาตรแล้ว พระได้ข้าวแล้ว
แต่ใจลอย ไม่ได้คิดอยากให้พระได้ฉันข้าว
แค่ทำตามเจ้านายสั่งหรือพ่อแม่ใช้มา
อย่างนี้ ใจก็ไม่เป็นบุญ มีแต่มือที่เป็นบุญ
เจ้านายได้บุญ พ่อแม่ได้บุญ
ตัวเองเอาบุญติดตัวไปเป็นที่พึ่งไม่ได้

ยิ่งจะทำกรรมใหญ่ ทุนต้องใหญ่ ใจต้องใหญ่
บุญใหญ่และบาปใหญ่จึงสำเร็จ

เกิดเป็นมนุษย์
ไม่ว่าจะหน้าใหญ่หน้าเล็ก
ไม่ว่าจะยากดีมีจน
ไม่ว่าจะจบสูงจบต่ำ
หากสำรวจดีๆเข้ามาในตน
จะเห็นตัวเองมี ‘ทุนใหญ่’ บางอย่าง
ที่มีสิทธิ์กระทบกับคนจำนวนมากในบางครั้ง

เมื่อมีสิทธิ์ทำบุญใหญ่ แล้วไม่ชักช้า
นั่นจะกลายเป็น ‘กรรมสำคัญ’ ของชาตินี้
ที่กำหนดทิศทางไปดีแบบไหนให้ตัวเองได้

แต่เมื่อมีสิทธิ์ก่อบาปหนัก แล้วห้ามใจไม่ลงมือ
นั่นจะกลายเป็น ‘หลักประกันสำคัญ’ จากชาตินี้
ที่สกัดกั้น ขัดขวาง หรือปิดทางนรกให้ตัวเองแน่

เพียงหมั่นถามตัวเองว่า มีดีอะไรบ้าง
สร้างทางเจริญหรือเดือดร้อนให้คนอื่นได้แค่ไหน
ก็จะเกิดสติ ไม่เป็นผู้ประมาทในการก่อกรรมแล้ว
มีแก่ใจนึกอยากรักษาศีลเป็นอัตโนมัติแล้ว

ในที่สุดร่างนี้ ใจนี้ จะสาบสูญไปตามกาล
ตัวเองจำชื่อนี้ไม่ได้
และทุกคนก็พากันลืมเลือนใบหน้านี้กันหมด
เหลือแต่รากบุญรากบาปเท่านั้น
ที่ก่อไว้เป็นที่ตั้งแห่งตน
รอเวลาเผล็ดผล ออกดอกออกใบกันชาติต่อชาติ!

ผิดศีล เป็นสิ่งมีอาถรรพณ์

010816

นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ชัดว่า
แรงดึงดูดโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร
แต่พอจะเริ่มรู้ว่า
ก่อนเกิดจักรวาล ก่อนมีบิ๊กแบง
ก็มีแรงโน้มถ่วง หรือแรงดึงดูดอยู่แล้ว

แม้แต่ลูกหินเล็กๆก็มีแรงโน้มถ่วง
เรารู้ว่าทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้กฎแห่งแรงโน้มถ่วง
แต่น้อยคนจะไหวตัวจากความรู้ซึ้งว่า
ทุกชีวิตตกอยู่ภายใต้มหาพลังดึงดูดแห่งสังสารวัฏ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
จิตมีธรรมชาติไหลลงต่ำเหมือนน้ำ
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า
มีแรงดึงดูดอีกชนิดหนึ่ง ที่ดูดดึงเราให้ติดอยู่
เป็นพลังทางนามธรรม ควบคู่กับพลังทางรูปธรรม
แม้ตะเกียกตะกายขึ้นสูงได้
แต่ถ้าไม่พ้นจริงแล้ว เดี๋ยวก็ต้องตกกลับลงมาอีก

ถึงตาจะเห็นไม่ได้
แต่รู้ประจักษ์อยู่กับใจได้ เช่น
ถ้าคุณเอ่ยปากขอศีลจากพระ
และท่องมุสาวาทาเวรมณีฯแบบส่งเดช
ออกจากวัดก็โป้ปดมดเท็จตามปกติ
ไม่เคยมีความตั้งใจรักษาศีลข้อ จริงจัง
อย่างนั้นจะไม่เกิดอะไรขึ้น
เหตุการณ์ในชีวิตดูเป็นปกติดี

แต่เมื่อใดมีใจจริง ปรารถนาจะเลิกโกหกพกลม
ในไม่ช้าจะมีเรื่องยั่วยุให้ต้องโกหก
รู้สึกว่าไม่โกหกไม่ได้เดี๋ยวเสียหาย
เหมือนมีใครทำงานกันไวมาก
ส่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์ใจมาเยี่ยมกันถึงบ้านอย่างรวดเร็ว

สำคัญคือ พอผิดศีลไปข้อหนึ่ง
หลายคนพบว่ามักมีเรื่องยั่วอื่นๆตามมาอีก
ราวกับโดนแกล้งให้ต้องผิดศีลหลายๆข้อ
ไม่ผิดไม่ได้ เดี๋ยวเสียหายอีก

ไม่มีสักกี่คนหรอกที่ตระหนักว่า
ความเสียหายที่แท้จริง
คือการไม่รักษาศีลตามที่ตั้งสัจจะไว้!

และถ้าเคยเจอประสบการณ์ทำนองนี้
ก็ขอให้ทราบว่า นั่นเป็นตัวอย่างเบาๆ
แสดงให้เห็นว่า แรงดึงดูดของสังสารวัฏมีจริง!

เป้าหมายสูงสุดของพุทธ
คือการหลุดพ้นแรงดึงดูดของสังสารวัฏให้เด็ดขาด
เหมือนออกจากเขาวงกตที่วนเวียนขึ้นๆลงๆ
ออกมาอยู่ในที่ราบโล่ง สบายตัว
ไม่ต้องเหนื่อยขึ้น ไม่ต้องหลับหูหลับตาลงกันอีกแล้ว

เส้นทางนี้ ถ้าใจไม่แข็งพอ
ตั้งใจไม่จริงพอ คุณจะแพ้ และรู้สึกแย่
อยากประชดด้วยการปล่อยตัวตกต่ำดำดิ่งลงไปเรื่อยๆ
แต่หากใจแข็งพอ ตั้งใจจริงพอ
คุณจะชนะเป็นเปลาะๆ รู้สึกดีขึ้นเป็นเปลาะๆ
และเห็นตัวเองพ้นแรงดึงดูดหนักๆมาตามลำดับ
เบาเนื้อเบาตัวขึ้น สูดอากาศบริสุทธิ์เต็มปอดขึ้น
เห็นตัวเองอยู่บนทางแห่งความปลอดโปร่งชัดขึ้น
นั่นก็เพราะแรงดึงดูดสังสารวัฏแม้มีจริง
ก็ค่อยๆเอาชนะได้จริงเป็นขั้นๆ
ขอแค่หนักแน่นพอ จุดเริ่มต้นเถอะ!

ดีใจที่ได้รับ ไม่สู้ดีใจที่ได้ทำ

13692839_1128841173839706_1651226433174305041_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถ้ามีใครบอกว่าคุณเป็นคนโชคดี
กับอีกคนหนึ่งบอกว่าคุณเป็นคนมีค่า
ความรู้สึกแบบไหน
ที่จะทำให้เรารู้สึกดีได้กับตัวเองจริงๆ?

ความโชคดีนี่
มันได้มาไม่ใช่ด้วยความพยายาม
มันไม่ใช่ด้วยการสร้างบุญสร้างกุศล
ไม่ใช่ด้วยการก่อกรรม
แต่เป็นด้วยอะไรก็ไม่รู้
คนเราระลึกชาติไม่ได้
มันก็ไม่รู้ว่าบุญมาจากไหน ลาภมาจากไหน
ที่บุญหล่นทับเนี่ย ที่ส้มหล่น
หรือว่าที่ถูกลอตเตอรี่อะไรต่างๆเนี่ย
มันมาจากไหนก็ไม่รู้
มันไม่ได้ใช้ความพยายาม
มันไม่ได้ใช้คุณค่าของตัวเอง

ต่อให้ได้ไปได้เหรียญทอง
หรือว่าไปสอบได้ หรือว่าทำงานได้
หรือว่าได้เงินได้ทองอะไรมาแค่ไหนก็ตาม
มันจะเป็นความรู้สึกแค่วูบๆ วาบๆ
ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีต่อตัวเองอย่างแท้จริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าหากว่าจิตใจของเรา
จิตวิญญาณของเราพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
มันสามารถให้อภัยคนได้
มันสามารถสร้างค่าให้ตัวเอง
ด้วยการทำประโยชน์ให้คนอื่นได้
วันหนึ่งเมื่อมีใครจะระลึกถึงเรา
เมื่อเราจากไปแล้วเนี่ย
เขาจะพูดว่า เออ นี่คุณคนนี้นะช่วยให้ชีวิตฉันดีขึ้น
คุณคนนี้นะช่วยให้ฉันพ้นจากความยากลำบาก
คุณคนนี้นะให้อภัยฉันทำให้ฉันเกิดแรงบันดาลใจ
อยากจะให้อภัยคนอื่นบ้าง มองโลกในแง่ดีขึ้นได้
อย่างนี้เนี่ยนะ
คือมันเป็นความทรงจำดีๆ ที่ถูกทิ้งไว้ในโลก
มันมีค่ามากกว่ากัน
มันมีค่ามากกว่าความโชคดี

ยิ่งฉลาด... สมองยิ่งนำหัวใจ

280716

ตอนคิดอะไรได้เร็ว
คิดทะลุทะลวงอุปสรรคได้แรง
คิดเป็นระบบระเบียบได้จากต้นจนจบ
ตั้งเป้าอะไร พุ่งเข้าชนได้เสมอ
แค่คิดเสร็จก็เหมือนทำสำเร็จเกินครึ่งแล้ว
ความรู้สึกในตัวคุณ
จะเด่นชัดเข้ามาในหัว
ส่วนหัวปรากฏชัดกว่าส่วนอื่นๆในร่าง
และราวกับหัวคุณ
เป็นต้นตอบันดาลเรื่องดีร้ายทั้งหลายภายนอกได้

เมื่อความรู้สึกในตัวเอง
เหมือนมีแต่ส่วนหัวเป็นใหญ่ เป็นเจ้า
เรียนจบดีกรีสูงมาด้วยหัว
เอาชนะคนอื่นมาด้วยหัว
มั่งคั่งล้นฟ้ามาด้วยหัว
หน้าคุณจะเชิด คอคุณจะตั้ง
ภูมิใจในความโดดเด่นเป็นหนึ่ง
ความคิดแจ่มชัดราวกับมีตัวมีตนให้จับต้อง
เหินห่างความรู้สึกละเอียดอ่อนที่จับต้องยาก
พื้นฐานความเห็นแก่ตัวแบบมนุษย์มีอยู่เท่าไร
ก็พร้อมจะคิดอย่างเห็นแก่ตัวได้เท่านั้น

นี่เอง! เป็นกลไกสังสารวัฏ
ที่จะลากคนมีบุญเก่า ฉลาดเฉลียว ลงสู่ที่ต่ำ
ฉลาดแล้วสร้างบาป ก่อกรรมทำเข็ญ
เช่นนี้ จึงนับเป็นผู้โฉดเขลาในทางพุทธ

แต่ถ้ารู้สึกถึงความสุขสงบได้นาน
รู้สึกถึงความปรารถนาจะเป็นสุขไปพร้อมกับคนอื่น
รู้สึกถึงความสว่างอบอุ่นเป็นที่หมายในแต่ละวัน
แค่รู้สึกชัดก็เหมือนเกิดนิมิตสวรรค์บนดินได้
ความรู้สึกในตัวคุณ
จะเด่นชัดออกมาจากกลางอก
ความสุขล้นอกแผ่ขยายออกมาเกินตัวตนทางกาย
และราวกับในอกในใจคุณ
เป็นต้นแหล่งกำเนิดความเยือกเย็นกับทั้งโลกได้

เมื่อความรู้สึกในตัวเอง
เหมือนมีหัวอกเป็นใจกลาง เป็นประธานเด่น
ตอนถูกกระทบแล้ววูบไหวน้อย
อยากให้มากกว่าอยากเอา
ถนัดช่วยมากกว่าชำนาญขอ
สายตาคุณจะตรง กายใจคุณจะสงบระงับไม่กวัดแกว่ง
อิ่มอกอิ่มใจกับการมีชีวิตเป็นเขตปลอดภัย
เมตตาจิตแผ่ขยาย
ให้ความรู้สึกสว่างเย็น กระจ่างแจ้งไปทั่วบริเวณ
พื้นฐานความเห็นแก่ตัวแบบมนุษย์มีอยู่เท่าไร
ก็พร้อมจะรู้สึกสวนทางความเห็นแก่ตัวไปเท่านั้น

นี่เอง! เป็นการทวนกระแสสังสารวัฏ
ไม่ไหลตามกระแสไปสู่บ่อทุกข์บ่อร้อน
มีทุนต่อทุน ต่อบุญเก่าด้วยบุญใหม่ที่เหนือกว่า
มีเมตตาแล้วสร้างบุญ จนเห็นทางลอยบาปลอยบุญ
เช่นนี้ จึงนับเป็นผู้มีปัญญาในทางพุทธ

ผู้มีความฉลาดในทางโลก
คือผู้ได้ข้อสังเกต ข้อน่ารู้ ข้อน่าคิดค้น
อันเป็นไปเพื่อนำความพึงใจมาเพิ่มให้ตัวของตน
ส่วนผู้มีปัญญาในทางพุทธ
คือผู้ตั้งข้อสังเกต ข้อสงสัย ข้อน่าถาม
อันเป็นไปในทางที่จะพ้นทุกข์ พ้นอันตรายจากตัวของตน!

กำเนิดปีศาจ

200716

ถ้าเคยมีเรื่องบนถนน
คุณจะรู้ว่า โทสะที่ชนะสติเป็นอย่างไร
ทำเรื่องน่าอายชั่ววูบได้ขนาดไหน

ถ้าเคยทะเลาะกับ รปภ.บ้าอำนาจ
คุณจะรู้ว่า ความไร้เหตุผล
สร้างความเกลียดชังได้เฉียบพลันเพียงใด

ถ้าเคยฉุนเฉียวอาละวาดใส่พนักงานบริการ
คุณจะรู้ว่า ตัวเองอยากมีอำนาจ
เอาไว้ฟาดฟันใครต่อใครนอกบ้านแค่ไหน

อารมณ์มาก่อนเหตุผล
อารมณ์ดิบมาก่อนอารมณ์สุก
ถ้าอยู่นอกบ้านแล้วขาดสติยับยั้งชั่งใจแม้ครั้งเดียว
ก็เป็นชนวนให้อารมณ์ดิบครอบงำจิตใจ
ยิ่งพอกยิ่งหนาแน่น ยิ่งเป็นอัตโนมัติ
โดนกระทบแล้วปากด่าก่อนใจคิด

ถ้าสังเกตความแรง ขณะบันดาลโทสะ
เหมือนรถเบรกแตก ไม่มีอะไรเอาอยู่
ควบคุมตัวเองไม่ได้
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองถูกควบคุมด้วยอะไรอีกอย่าง
เป็นอีกภาคหนึ่งในตน ที่ไร้เหตุผล
ไร้ระเบียบวิธีคิด ไร้สติปัญญา
มีแต่อาการพุ่งไปชนให้พังท่าเดียว

นั่นแหละ! คือกำเนิดปีศาจ
อารมณ์ปีศาจเหมือนควันมืดบังใจ
เห็นใครยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจผ่องแผ้ว แล้วหมั่นไส้
ได้ยินใครพูดเรื่องให้อภัยแล้วรู้สึกตลก
แต่ถ้าได้ยินเสียงผรุสวาทด่าทอโครมคราม
หรือได้อ่านข้อความหยาบคายร้ายกาจ
จะเกิดความตื่นเต้น สะใจ
นึกสนุกอยากยุให้ตีกัน หรือฆ่ากัน

ถ้าชีวิตหมกจมอยู่กับอารมณ์ชนิดนั้นโดยมาก
และต้องตายไปกับความย้อมติดในอารมณ์นั้น
ก่อนขาดใจคุณจะไม่ศรัทธาแสงสว่าง
แม้ประสาทตายังทำงาน
ก็เหมือนเห็นแต่หมอกมืดปกคลุม
ไม่ต่างจากตอนกำลังหน้ามืดอยากเอาเรื่องคน

เมื่อยังมีชีวิต ยังมีโอกาสแก้ไข
ทุกครั้งที่เริ่มรู้สึกตัวว่า
จะหน้ามืดอยากเอาเรื่องใคร
ให้ถามตัวเองว่า ถ้าต้องตายเดี๋ยวนี้
จิตแบบนี้จะกลายร่างเป็นอะไร
คุณจะเริ่มเห็นเปรียบเทียบถูกว่า
ระหว่างจิตคน ที่มีสติ มีเหตุผล มีกุศลสว่าง
ต่างจากจิตปีศาจ ที่ขาดสติ ไร้เหตุผล
และมีแต่อกุศลธรรมดำมืด

จากนั้น ภาวะปีศาจกลับตัวจะค่อยๆเกิดขึ้น
เพราะการระลึกถึงความตาย เป็นสติแบบแรง
พลิกมุมมองชีวิตทั้งชีวิตได้
เปลี่ยนมืดเป็นสว่างได้
เปลี่ยนหยาบเป็นประณีตได้
ถอนตัวจากหล่มอบายได้!

คิดไม่ดีไม่เป็นบาปเสมอไป

180716

ทุกคนมีความคิด
ชนิดที่เหมือนเครื่องทำทารุณกรรม
ติดตั้งไว้ในหัว คอยตามตัว
วนเวียนทรมานใจซ้ำซาก
อาจเป็นเรื่องน่าอับอายในอดีต
อาจเป็นความสำนึกผิดบางอย่าง
อาจเป็นคำหยาบที่มีกับของสูง
อาจเป็นความรู้สึกทางเพศผิดฝาผิดตัว

ความบาดจิตทรมานใจ
เกิดจากความรู้สึกต่อต้านความคิดนั้นๆ
ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
ไม่อยากให้มันอยู่ในตัวคุณ
ไม่อยากยอมรับว่าตัวคุณเป็นคนคิด
หรือไม่อยากให้เกิดบาปร้ายแรงติดตัวไป
หากคิดแล้วไม่ต่อต้าน ไม่ปฏิเสธ
ไม่เห็นเป็นบาปผิด
ก็เปลี่ยนจากทรมานใจเป็นสบายใจ
หรือกระทั่งเปลี่ยนมลทินเป็นบุญแทน!

ก่อนอื่นให้ทำความเข้าใจว่า
บาปที่สำเร็จเป็นบาปจริง
บาปที่ถือเป็นมลทินเปรอะเปื้อนตัว
บาปที่จะเผล็ดผลเป็นความเดือดร้อนในภายภาคหน้า
ต้องเกิดจากจิตตั้งมั่นคิดร้าย
เช่น นึกเกลียดใครแล้วหมกมุ่นคิดถึงแง่ไม่ดีของเขา
หมั่นไส้ใครแล้วแกล้งให้ร้ายใส่ความ
ขัดผลประโยชน์กับใครแล้วลงมือลงไม้ให้แด่วดิ้น

พูดง่ายๆ พอมีปมรากความชั่วร้าย
อันก่อตัวจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
แล้วงอกหนามแหลมผ่านกาย วาจา ใจ
ไปทิ่มตำให้คนอื่นได้รับความเดือดร้อน
อย่างนี้เป็นบาป สมควรติเตียนตนเอง
สมควรระงับอกระงับใจ
สมควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
แต่ถ้าแค่คิดๆนึกๆแบบอยู่ๆวูบมาเองลมเพลมพัด
ไม่ได้มีเจตจำนง ไม่ได้มีความมุ่งมั่น
ไม่ได้รู้สึกเห็นด้วยไปกับความคิดที่แวบมาเองนั้น
มันก็ไม่ต่างจากลมพิษ
ที่ซัดผ่านเข้ามาให้ตัวเองแสบคันเล่น
ไม่ต้องทำอะไรมากกว่ารู้ทันแล้วปล่อยผ่าน

ถ้าระลึกได้เช่นที่ว่านี้ คือมีสติ มลทินจะไม่เกิด
เพราะจิตยังไม่ถูกย้อมด้วยอกุศลธรรมจนดำจริง
ตรงข้าม เมื่อใดเกิดสติระลึกได้เช่นนี้
แม้เป็นความคิดที่เสียดแทงร้ายแรงขนาดไหน
จิตก็เกิดภาวะรู้ทันว่า
นั่นเป็นเพียงเศษอกุศลธรรมที่ใจเราไม่เอาด้วย
เมื่อเห็นภาพใจเราไม่เอามลทิน ใจก็ไม่มีมลทิน
และแผ่ผายคลายออกเป็นความรู้สึกสบาย
กลายเป็นกุศล กลายเป็นสว่างโล่ง
ยิ่งเกิดภาวะเช่นนี้บ่อยขึ้นเท่าไร
ใจก็ยิ่งเป็นบุญ ใจก็ยิ่งไม่เอาบาปขึ้นเท่านั้น

ใจที่มีสติไม่เอาบาปนั่นแหละ บุญใหญ่ของแท้!

บาปใหญ่ของจริง คือความหมกมุ่นคิดร้าย
คนเรากลับไม่รู้ตัว แถมเทใจให้น้ำหนักเอาจริง
เช่น หมกมุ่นหาข้อผิดของชาวบ้านที่ไม่ได้ทำอะไรให้
หมกมุ่นนินทาว่าร้ายทั้งที่คิดเอาเองโดยไม่มีหลักฐาน
หมกมุ่นหาเรื่องรุมกระทืบคนทางโซเชียลมีเดีย ฯลฯ
ซึ่งนั่นก็เป็นข้อบอกได้ว่า เหตุใดมนุษย์เรา
จึงเป็นทุกข์ขึ้นมาแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่กันมาก
เรื่องของเรื่องคือ
ที่ไม่ได้ทำบาปดันกลุ้มใจนึกว่าทำ
แต่พอทำบาปแล้วไม่รู้ตัวว่าทำบาป
เลยเพลินทำบาปกันสำราญบานใจยืดยาวนี่เอง!

ไหว้ให้ได้บุญ

13557731_1112796028777554_5934426647150028825_n

แม้แต่นางวิสาขาและหมอชีวก
ผู้เป็นบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา
เมื่อขอพรจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า
"
ตถาคตเลิกให้พรแล้ว วิสาขา"
"
ตถาคตเลิกให้พรแล้ว ชีวก"

กระทั่งหมอชีวกทูลชี้แจงว่า
ไม่ได้จะขอพรให้ตัวเอง
แต่จะขอพระราชทานอนุญาต
ให้ตนเองได้ถวายผ้าแด่พระพุทธองค์
พระพุทธองค์จึงทรงรับ
เนื่องจากหมอชีวกรักษาพระองค์มานาน
แต่ถ้าจะขอพรแบบเอาโน่นเอานี่
พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้แน่ๆ
เพราะการให้พรนั้น สร้างความรู้สึกผิดๆ
ขัดแย้งกับธรรมชาติความจริงที่ว่า
อยากได้อะไรต้องสร้างเอา
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ไม่ใช่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามพร

อย่างไรก็ตาม
แบบอย่างการไม่ให้พรของพระองค์
ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ
เนื่องจากธรรมดามนุษย์เราชอบขอพร
ขอให้อายุมั่นขวัญยืนบ้าง
ขอให้มั่งมีศรีสุขบ้าง
บุคคลผู้ประพฤติตนบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์
พูดเป็นมงคลแค่นิดหน่อย
ก็ช่วยให้ใจชาวบ้านสบายดี มีปีติแล้ว
ดังนั้น พระองค์จึงบัญญัติพระวินัยไว้ว่า
"
เราอนุญาตให้ภิกษุให้พรตอบแก่ชาวบ้านว่า
ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน"

พูดง่ายๆ ถ้าจะให้พรแบบพุทธ
ท่านให้แค่พูดเอาใจพอเป็นพิธี
และต้องเป็นเรื่องอยู่ดีอายุยืนเท่านั้น
ห้ามให้พรสุ่มสี่สุ่มห้าเรื่อยเปื่อย
เช่น เขาขอให้ผัวกลับบ้าน ก็ให้พรไป
เขาขอให้ถูกลอตเตอรี่ ก็ไม่ขัดใจกัน
แบบนี้ผิดวินัย

แต่กาลเวลาล่วงเลยมา
พระวินัยและความเข้าใจต่างๆเลือนรางไป
ปัจจุบันพระใหญ่เณรน้อยให้พรกันสนุกปาก
เป็นเหตุให้การกราบไหว้ของชาวพุทธส่วนใหญ่
ไม่ค่อยได้บุญกุศลกันสักเท่าไร
คือพอก้มลงกราบเมื่อใด
ก็กระตุ้นให้นึกอยากขอหวย
อยากขอผัวขอเมียเมื่อนั้น

การกราบไหว้นั้นมีดีตรงที่รู้จักนอบน้อม
ใจที่นอบน้อมต่อผู้ควรนอบน้อมคือใจที่สูง
เป็นจิตวิญญาณที่สุกสว่าง
เป็นจิตวิญญาณที่พร้อมจะเจริญงอกงาม
เป็นจิตวิญญาณที่อยู่บนเส้นทางสร้างกรรมขาว
แต่เมื่อกราบไหว้ด้วยความละโมบ
หวังค้ากำไรเกินควร
ลงทุนแค่กราบ แต่จะเอาผลตอบแทนเป็นสวรรค์วิมาน
ใจเลยไม่ถึงสวรรค์ ไม่ถึงวิมาน
แต่ถึงแค่ความเห็นแก่ตัว เอาง่ายเข้าว่า
อันเป็นทางลาดลงต่ำไปแทน

การไหว้ของเด็กน้อยส่วนใหญ่
ได้บุญกว่าการไหว้ของผู้ใหญ่ส่วนมาก
เพราะไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า
จะได้มีความสุขกับการทำความเคารพ
ผู้มีบุญคุณอันควรเคารพ
ถ้าเด็กน้อยวันนี้ไม่ถูกสอนให้ไหว้แบบขอเข้าตัว
เขาก็จะโตขึ้นในวันหน้าตามธรรมชาติ
รู้ว่าไหว้บุคคลที่ควรไหว้แล้วอิ่มใจ เป็นมงคลในตัว
ไม่จำเป็นต้องขออะไรเพิ่ม

อนึ่ง การกราบไหว้ขอพรจากเทพ
อาจได้ผลจริงกับบางคน บางครั้ง
คนส่วนใหญ่รู้ว่าเทพเจ้าที่ไหนศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า ข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร
ต้องตามไปเป็นบริวารรับใช้กันกี่ชาติ
การติดตามกันไปเป็นพรวน บนทางกันดาร
กับการเจริญรอยตามพระผู้หมดกิเลส ไปบนทางสั้น
คือข้อแตกต่างระหว่างศาสนาเทพกับศาสนาพุทธ!

ได้พ่อแม่แบบไหนบอกใบ้กรรมแบบนั้น

230616

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด
ทำกรรมแบบไหน ก็ไปเกิดแบบนั้น

รักพ่อแม่
แปลว่ารักกรรมของตัวเอง
เกลียดพ่อแม่
แปลว่าเกลียดกรรมของตัวเอง

เกิดเป็นเด็กน้อย
ไม่มีใครปีนหนีกำแพงกรรมเก่าพ้น
กำแพงกรรมขังไว้กับพ่อแม่แบบใด
ก็ต้องก้มหน้าก้มตาอยู่หลังกำแพงนั้นจนกว่าจะโต

เห็นพ่อแม่คนอื่นดีๆ
แล้วอยากเกิดเป็นลูกพ่อลูกแม่แบบนั้นบ้าง
ก็คืออยากปีนกำแพงหนีกรรมเก่าของตัวเอง
แต่ยิ่งปีน ก็ยิ่งรู้ว่าหนีไม่ได้

หนึ่งชีวิตมีพ่อแม่ได้คู่เดียว
ถ้าจะหนี ไม่ใช่หนีพ่อแม่ตอนเด็ก
แต่ต้องหนีกรรมเก่าด้วยกรรมใหม่ตอนโต

ในทางกลับกัน
ตอนเด็กรักพ่อแม่ มีชีวิตแสนสุข
สมรางวัลที่กรรมเก่ามอบให้
แต่โตขึ้นกลับก่อกรรมต่างไป
ใช้ชีวิตไม่เป็นจนเป็นทุกข์
แม้คิดฆ่าตัวตาย
ก็หนีกำแพงกรรมใหม่ไม่พ้น
นึกว่าหลุดจากกำแพงทุกข์นี้
ที่แท้ก็ต้องเจอกำแพงทุกข์ด่านหน้า
หาทางออกไม่เจออยู่ดี

วิถีชีวิตมีทั้งสเกลเล็กและสเกลใหญ่

สเกลเล็ก
อยากเก่ง ให้ทำแบบคนเก่ง
อยากรวย ให้ทำแบบคนรวย
อยากสุข ให้ทำแบบคนเป็นสุข

แต่สเกลใหญ่
อยากเกิดเป็นลูกคนแบบไหน
ให้ทำตัวเป็นคนแบบนั้น
มีเวลาทำให้ทันก่อนตายเท่าไร
ก็มีสิทธิ์เปลี่ยนตัวเองได้ดังใจเท่านั้น!

บุญใหญ่ vs บุญแท้

200616

บุญใหญ่ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าจะรวยเร็วๆนี้
แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เป็นสุขเดี๋ยวนี้เลย
และจะสุขไปอีกนาน
นานขนาดอุ่นใจว่าได้เข้าเขตปลอดภัยแล้ว

ความสุขเป็นมาตรวัดบุญเบื้องต้น
ความพ้นทุกข์เป็นมาตรวัดบุญเบื้องปลาย

บุญใหญ่มีอยู่สองแบบ
แบบแรกคือให้ทานอันก่อประโยชน์ไปกว้างๆ
ยิ่งคนได้รับความสุขความเจริญมากขึ้นเท่าไร
ใจเราจะยิ่งเป็นสุขกว้างขวางยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น

แบบที่สองคือรักษาศีลได้สะอาดตลอดชีวิต
พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นมหาทาน
เพราะทั้งชีวิตของผู้รักษาศีลไว้ได้
จะเป็นความปลอดภัยแก่ชีวิตไม่มีประมาณ

แต่จะบุญใหญ่ขนาดไหน
ก็ไปไม่ถึงความพ้นทุกข์
ไม่อาจพ้นจากวังวนน้ำตาไปได้
มีแต่บุญแท้เท่านั้น ที่ช่วย

พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักทั้งบุญใหญ่และบุญแท้
เมื่อทำบุญใหญ่ มีใจผ่องแผ้ว อย่าให้เสียของ
สังเกตใจว่าเบาแล้ว สะอาดแล้ว
จะพร้อมรู้ตามจริง และยอมรับตามที่มันเป็น

ใจเบาคือใจที่พร้อมสละออก
ทำทานได้ แปลว่าสละได้
ทั้งความงกพะรุงพะรัง ทั้งความอาฆาตแค้น
และทั้งอุปาทานยึดมั่นถือมั่นผิดๆ
เมื่อทำทานแล้วต่อยอดเป็นการตั้งสัจจะ
รักษาศีลให้มากข้อที่สุดเท่าที่จะทำได้
รวมทั้งเจริญสติบ้างตามกำลัง
ในที่สุดจะพบใจอันเป็นพุทธ
ใจที่ตื่น ใจที่รู้ ใจที่เบิกบาน

---
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนา
กับทุกท่านที่ไปร่วมงานบรรจุพระบรมธาตุเมื่อวาน
เห็นหน้าแต่ละท่านมีความสุขกันมาก
ผมจะนำคลิปที่ตัดต่อแล้ว
ทยอยลงวันละช็อตสองช็อตสั้นๆ
เพื่อให้ผู้ที่ไม่มีโอกาสไป ได้ร่วมชื่นบานกันนานๆครับ

https://www.youtube.com/watch?v=oLFoDUf8Dxw

โกงแล้วรวย แปลว่าทำชั่วแล้วได้ดี?

160616

เส้นทางสู่บ่อเงินบ่อทองมีอยู่สองแพร่ง

แพร่งบาป หลอกคนจำนวนมาก
ให้นึกว่าจะได้สิ่งที่อยากได้
เมื่อหลอกสำเร็จแล้วรวย
จะรวยอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นและตัวเอง

แพร่งบุญ ช่วยคนจำนวนมาก
ให้ได้สิ่งที่อยากได้
เมื่อช่วยสำเร็จแล้วรวย
จะรวยอยู่บนความสุขของคนอื่นและตัวเอง

ตัดสินกันด้วยใจดีๆ ใช้ใจดีๆมอง แล้วจะเห็นว่า
เมื่อมีความคิดสกปรก มีจิตสกปรก คือได้ชั่ว
เหมือนเท้าเดินอยู่บนขวากหนามอันเป็นทุกข์
ต่อให้มีเงินมากแค่ไหนก็ไม่ชื่อว่าได้ดีเลย!

หน้าตาดี มีคนเอาใจช่วย

090616

คนหน้าตาไม่ดี
ทำผิดนิดเดียวโดนด่าสาดเสียเทเสีย
คนหน้าตาดี
ทำผิดมากมายกลับมีคนเอาใจช่วยให้พ้นผิด
มันยุติธรรมตรงไหน?

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรมมาว่า
ใครทำดีไว้มากในชาติหนึ่ง
ชาติต่อมาก็ได้รางวัลด้วยการเป็นคนรูปงาม

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรมมาว่า
เมื่อใครเห็นคนรูปงาม
ก็มีความโน้มเอียงจะเข้าข้าง
คืออยากเชื่อว่าเป็นคนดี
บางทีถึงขั้นทำผิดอยู่เห็นๆ
ก็รู้สึกไม่อยากให้ต้องรับผิด

ธรรมชาติให้ความเป็นธรรม
ใครทำอย่างไรไว้มาก
ก็ได้อย่างนั้นตอบแทนมาก
เมื่อเคยใจดีมากมาทั้งชาติ
ชาติใหม่ก็ดูดีมากไปทั้งตัว
ออร่าดีๆเฉิดฉายจนไม่มีใครเห็นแล้ว
รู้สึกว่าน่าจะเป็นคนเลวไปได้
ถ้าจะทำให้คนจำนวนมากเปลี่ยนความรู้สึก
คือต้องงัดหลักฐานความเลวมาแฉทุกวัน
นั่นแหละ! กรรมเก่าถึงเอาไม่อยู่ ช่วยไม่ไหว
กรรมใหม่ที่ประจักษ์ชัด
ลบคุณงามความดีบนใบหน้าออกจนหมด
เห็นใบหน้าเดิม แต่ความรู้สึกไม่เหมือนเดิม
ความสวยความหล่อกลายเป็นนิมิตความชั่วร้ายไป

ธรรมชาติผลิตเกมดีชั่ว
มีความเป็นธรรมในตัวเอง
ที่จะลบความจำของทุกคนทิ้งตอนเกิดใหม่
เพราะถ้าขืนจำได้ว่าเคยทำอะไร
ถึงมาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนรูปงาม เป็นคนร่ำรวย
ทุกคนก็จะขยันทำดีกันหมด
ไม่มีเกมดีชั่ว มีแต่เกมแข่งกันทำดี
ไม่มีนรก มีแต่สวรรค์
ไม่มีใครอยากหลุดพ้นหวังนิพพาน
เพราะมีแต่ความน่าติดใจยินดี

ความน่าติดใจอย่างเดียว
หมุนโลก หมุนจักรวาลไม่ได้
เหมือนที่เราไม่อาจปั่นจักรยาน
ด้วยการถีบขึ้นท่าเดียว ต้องมีท่าถีบลงด้วย
เมื่อแสนดีมามากๆในชาติหนึ่ง
ธรรมชาติก็บีบให้คนเกิดความเหลิงลอย หลงตัว
ทำอะไรชั่วๆไว้บ้างเป็นธรรมดา
ผู้เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
จักไม่ประมาท และฝืนธรรมชาติความหลงตัว
เปลี่ยนใจ กลับใจ กลับลำไม่เอาธรรมชาติดิบๆ
แต่ขัดเกลาให้เกิดธรรมอันสุกงอมขึ้นในตนแทน!

มองร้าย ระวังร้ายกว่า

260516

โลกเต็มไปด้วยคนครึ่งดีครึ่งร้าย
ไม่มีใครจ้องจะร้ายท่าเดียว
แม้แต่ผู้ก่อการร้ายหรือโจรโฉด
ยังเหลือมนุษยธรรมไว้ให้ลูกเมีย
หรือไม่ก็พวกพ้อง ญาติมิตร บริวาร
 
ถ้ามองว่าโลกร้าย
ใจจะค่อยๆถือคติ
‘ถ้าไม่เป็นเสือ ก็กลายเป็นเหยื่อ!’
พอโดนใครขย้ำ ก็จะขย้ำเขาคืน
แล้วขย้ำคนอื่นต่ออีกด้วย
หายากที่เอาแต่มองโลกในแง่ร้ายแล้ว
จะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อวดเขี้ยวเล็บ
อยากซุกมือซุกเท้าไว้ในหีบ
 
ในแง่ของกรรมวิบาก
ต่อให้ทำดีได้เท่าพระพุทธเจ้า
มีคนรักทั่วแผ่นฟ้าแผ่นดิน
ก็ต้องมีใครสักคนอย่างพระเทวทัต
และนางจิญจมาณวิกา ตามราวีเข้าจนได้
ฉะนั้น การตั้งตนเป็นคนดี
มีแต่ทำบุญเข้าวัดเข้าวา
ไม่ใช่เป็นหลักประกันหรือข้อให้เรียกร้องว่า
จงอย่าได้พบได้เจอคนร้ายคนเลวเลย
 
พระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ดีที่สุด
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะดีได้
แต่ท่านยังรู้ดีที่สุด
จนแม้เทวดาก็ต้องมาถามเอาคำตอบ
และสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส
ก็แสดงให้เห็นว่า
ท่านดีที่สุดได้แค่ชาติสุดท้าย
หลังบำเพ็ญบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้ว
แต่เมื่อครั้งยังเวียนว่ายตายเกิดเยี่ยงปุถุชน
ท่านก็หลงก่อบาปก่อเวรไว้มิใช่น้อย
ฆ่าน้องแย่งสมบัติก็เคย
ให้ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เคย
เป็นนักมวยหักกระดูกคนก็เคย
 
บนเส้นทางภพชาตินับอนันต์
เราไม่หลงทำผิดเลยไม่ได้
ฉะนั้น ถึงชาตินี้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ต้องใช้กรรมเก่าบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่กรรมต้องเผล็ดผล
ต้องมีใครสักคนเป็นตัวแทนวิบากมืด
มาทำให้เราเจ็บ มาทำให้เราแค้น
 
ชาติที่ดีที่สุด
คือชาติที่เราเข้าใจเหตุผลของการเจอดีเจอร้าย
ไม่ใช่ชาติที่เจอร้ายแล้วร้ายตาม
ถ้ารู้สึกแต่ว่า ภยันตรายอยู่รอบตัวไปหมด
ให้เชื่อมั่น และตั้งมั่นว่า
เรานี่แหละ จะเป็นเขตปลอดภัยให้เอง
เริ่มด้วยการรักษาศีล
เพื่อจำกัดอันตรายจากตัวเองที่จะแพร่ถึงคนอื่น
แล้วต่อยอดขยายเขตปลอดภัยด้วยการให้ทาน
เพื่อลดความทุกข์ร้อน อันเป็นต้นเหตุให้คนคิดชั่วได้
 
เมื่อให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิตย์
ความรู้สึกในใจคุณจะกระจ่าง
เห็นแต่เรื่องดีที่เกิดจากตัว
ไม่ค่อยสนใจความชั่วที่คนอื่นก่อ
ระวังตัว แต่ไม่ถึงขนาดระแวงภัย
จนเผลอกลายเป็นภัยไปเสียเอง!

งานมงคลควรทำกรรมขาว

190516

ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติว่า
กินเหล้าเมายา ผิดศีลข้อ
เพราะกินแล้วทำให้ขาดสติ
เป็นเหตุให้ประมาท
เป็นต้นตอของความวิบัติ
อาศัยศักยภาพแบบมนุษย์ที่มีอยู่
เผลอทำกรรมดำแบบรู้ตัวครึ่งๆกลางๆ
ฆ่าคนบนถนนได้
ทำลายข้าวของคนอื่นได้
ผิดกามโดยไม่ยั้งคิดได้
พูดจาไม่น่าให้อภัยได้

แต่ขณะขาดสติ
แบบถูกย้อมให้เยิ้มด้วยแอลกอฮอล์
มีความสนุกแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
มนุษย์เราจึงเห็นเป็นความบันเทิง
เหมาะกับงานรื่นเริงต่างๆ
ทำไปทำมา ก็เหมาเอาเข้ามารวมกับงานบวช
ทั้งที่ผิดฝาผิดตัว เอาของอัปมงคล
มาร่วมกับงานมงคลกันได้ลงคอ

งานมงคลแบบพุทธ
ต้องสร้างความสว่างทางจิตให้กับผู้เข้าร่วมงาน
ถ้าจะขึ้นต้นชื่องานว่าเป็นงานมงคลใดๆก็ตาม
ที่ถูกคือต้องขอร้องให้คนในงาน
งดความบันเทิงแบบเมามายไร้สติ
สละความเคยชินที่จะเอาเหล้าเข้าปาก
หากทำไม่ได้ ขัดใจผู้ใหญ่ไม่สำเร็จ
ก็เท่ากับไม่ประสบความสำเร็จ
ในการจัดงานมงคลกันตั้งแต่แรก
แต่หากทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
เห็นดีเห็นงามตามกันได้ทุกคน
ก็เท่ากับเป็นแบบอย่าง
เป็นการจุดพลุแห่งนิมิตหมายดีงาม
ตามธรรมเนียม ตามวัฒนธรรม
ของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานกันได้แต่เริ่ม!

ที่สุดของความเป็นมนุษย์

050516

ทุกคนต้องไปถึงวันนั้น
วันที่ย้อนกลับมามองว่า
มีอะไรบ้างที่ต่างจากความฝัน
มีอะไรบ้างที่เอาติดมือไปได้

เคยคิดว่ามีแค่ไหน
ก็เหมือนต้องหายไปแค่นั้น
นาทีสุดท้ายจะให้ระลึกว่า
ตัวเองชื่ออะไร ตระกูลไหน
หลายคนยังนึกไม่ออก
มีแต่คนข้างหลังที่ช่วยจำให้ ช่วยทำป้ายให้

วาระสุดท้าย
ธรรมชาติจะช่วยเพียงให้ระลึกได้ว่า
ที่ผ่านมาทำอะไรลงไป
หนักไปทางมืดหรือทางสว่าง

ธรรมชาติของกรรมไม่มีคำว่าลืม
ถ้ากองบุญมากกว่ากองบาป
ความรู้สึกสุดท้ายจะเป็นสุข
ความจำเกี่ยวกับกรรมดีจะเรียงคิวมาให้ระลึก
แต่หากกองบาปมากกว่ากองบุญ
ความรู้สึกสุดท้ายจะเป็นทุกข์
ความจำเกี่ยวกับกรรมชั่วจะรายเรียงมาให้นึกถึง

ธรรมชาติของกรรมจะเตรียมที่ทางไว้ให้
และกองบุญกองบาปก็จะเนรมิตจิตใหม่ขึ้นมา
รับรู้ไม่เหมือนมนุษย์ สำนึกคิดอ่านต่างจากมนุษย์
แม้ภพหน้าบางภพ
จะเหลือจำความแบบมนุษย์อยู่บ้าง
ก็เป็นความจำแบบภาพเสียงในฝัน
ไม่ใช่ภาพเสียงอันเป็นความจริงที่จับต้องได้อีกต่อไป
ความจริงที่จับต้องได้ในกาลนั้น
มีแต่รางวัล หรือไม่ก็บทลงโทษ ที่หนักแน่นยาวนาน

ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
เสบียงเดียวที่คนเรา
สามารถนำติดตัวไปโลกหน้าได้ คือกรรมดี
ส่วนทรัพย์สินและคนรู้จักรักใคร่อื่นใด
ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งหมด
ที่สุดของการมีโอกาสเป็นมนุษย์
จึงไม่ใช่แข่งกันเอาอะไรดี หรืออวดว่าได้อะไรมา
แต่ควรเร่งสำรวจว่าแต่ละวันที่ผ่านไป
เราสั่งสมภาพกรรมแบบไหนไว้ให้นึกออกตอนตาย!

บุญกระจอกไม่มี

13095887_1069811713075986_5532018583105514349_n

พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทในบุญบาป
อย่าคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อย
อย่าเห็นว่าแค่บาปเล็กน้อย
ท่านให้เน้นมองภาพใหญ่ภาพรวมว่า
วันคืนล่วงไป
เรากำลังอยู่บนเส้นทางสั่งสมบุญหรือสั่งสมบาป
บุญที่ทำ ทำด้วยจิตที่หยาบหรือประณีต
บาปที่ทำ ทำด้วยจิตที่ละอายหรือไร้สำนึก

วิธีสำรวจง่ายๆ
คือมองเข้ามาที่ความรู้สึก
ที่สั่งสมมาถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้
เรามีปกติความรู้สึกเป็นอย่างไรอยู่
สบายใจ หรือกระวนกระวายมากกว่ากัน?

ชีวิตลำบากเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบุญมากกว่า
ก็เป็นทุกข์น้อยกว่า

ชีวิตสบายเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบาปมากกว่า
ก็เป็นทุกข์มากกว่า

สั่งสมบุญในการอนุเคราะห์ผู้อื่น
คิดให้มากกว่าคิดเอา
สั่งสมบุญในการห้ามใจไม่เบียดเบียนผู้อื่น
โดนยั่วยุแค่ไหนก็รักษาศีลไว้ไม่ขาดได้
หยอดสุข หยอดปีติ ลงกระปุก
เต็มจิตเต็มใจได้เรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นสุขอยู่
แม้ในท่ามกลางภาพลวงตาว่าลำบากลำบน
จิตก็เหมือนอยู่ต่างหากเป็นอิสระ
ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเรื่องยุ่งยากภายนอก

สั่งสมบาปในทางเห็นแก่ตัว
คิดเอามากกว่าคิดให้
สั่งสมบาปในการตามใจตัวเองเบียดเบียนผู้อื่น
แม้ไม่ถูกยั่วยุก็นึกครึ้มอยากศีลขาด
อัดความสะใจ อัดอารมณ์พลุ่งพล่าน ใส่กระปุก
เต็มจิตเต็มใจขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นทุกข์อยู่
แม้ในท่ามกลางความสะดวกสบายไม่ขาดตก
จิตก็เหมือนถูกร้อยรัดให้อึดอัด
ไม่รู้สึกดีไปกับเรื่องง่ายภายนอกกับเขาเลย!

จิตกระจอก

280416

พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทในบุญบาป
อย่าคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อย
อย่าเห็นว่าแค่บาปเล็กน้อย
ท่านให้เน้นมองภาพใหญ่ภาพรวมว่า
วันคืนล่วงไป
เรากำลังอยู่บนเส้นทางสั่งสมบุญหรือสั่งสมบาป
บุญที่ทำ ทำด้วยจิตที่หยาบหรือประณีต
บาปที่ทำ ทำด้วยจิตที่ละอายหรือไร้สำนึก

วิธีสำรวจง่ายๆ
คือมองเข้ามาที่ความรู้สึก
ที่สั่งสมมาถึงวันนี้ เดี๋ยวนี้
เรามีปกติความรู้สึกเป็นอย่างไรอยู่
สบายใจ หรือกระวนกระวายมากกว่ากัน?

ชีวิตลำบากเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบุญมากกว่า
ก็เป็นทุกข์น้อยกว่า

ชีวิตสบายเท่ากัน
แต่ใครสั่งสมบาปมากกว่า
ก็เป็นทุกข์มากกว่า

สั่งสมบุญในการอนุเคราะห์ผู้อื่น
คิดให้มากกว่าคิดเอา
สั่งสมบุญในการห้ามใจไม่เบียดเบียนผู้อื่น
โดนยั่วยุแค่ไหนก็รักษาศีลไว้ไม่ขาดได้
หยอดสุข หยอดปีติ ลงกระปุก
เต็มจิตเต็มใจได้เรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นสุขอยู่
แม้ในท่ามกลางภาพลวงตาว่าลำบากลำบน
จิตก็เหมือนอยู่ต่างหากเป็นอิสระ
ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจไปกับเรื่องยุ่งยากภายนอก

สั่งสมบาปในทางเห็นแก่ตัว
คิดเอามากกว่าคิดให้
สั่งสมบาปในการตามใจตัวเองเบียดเบียนผู้อื่น
แม้ไม่ถูกยั่วยุก็นึกครึ้มอยากศีลขาด
อัดความสะใจ อัดอารมณ์พลุ่งพล่าน ใส่กระปุก
เต็มจิตเต็มใจขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดจะเป็นทุกข์อยู่
แม้ในท่ามกลางความสะดวกสบายไม่ขาดตก
จิตก็เหมือนถูกร้อยรัดให้อึดอัด
ไม่รู้สึกดีไปกับเรื่องง่ายภายนอกกับเขาเลย!

ทั้งชีวิตคือพิธีก่อกรรม

210416

บางคนเชื่อเรื่องนามมงคล
เฟ้นหาชื่อใหม่ให้อักษรเข้ากับดวง
หรือส่งเสริมชีวิตให้รุ่งเรือง สูงส่ง
แต่เมื่อจะใช้ชีวิต ก็ยังทำตัวอับหมอง
หรือกระทั่งทำตัวน่าดูถูกอยู่เหมือนเดิม
หารู้ไม่ว่า ชื่อใหม่ ได้เลขรหัสใหม่
แม้ดีจริง ก็ไม่สู้อิทธิพลการจดจำของคนอื่น
ไม่สู้อิทธิพลความรู้สึกของตัวเอง
ที่ทำอะไรไว้ประดับชื่อ
เพราะชื่อมีไว้ให้จำว่า
เจ้าของชื่อมีค่ากับโลกอย่างไร
ไม่ใช่มีไว้ฉายแสงให้เจ้าของชื่อท่าเดียว

บางคนเชื่อเรื่องฮวงจุ้ย
อุตส่าห์แก้ทิศแก้ประตูอย่างดี
แต่เมื่อแค้นญาติ แค้นเพื่อนบ้าน แค้นนักการเมือง
ก็กลับเขียนด่าประจาน ขึ้นป้ายไว้หน้าบ้านตัวเอง
หารู้ไม่ว่า เมื่อคนผ่านไปผ่านมา
อ่านป้ายกันด้วยความรู้สึกอกุศลแรงๆกันทุกวัน
มันยิ่งกว่าอัปมงคลสิบทิศรวมกันเสียอีก
เพราะคลื่นกระแทกดำมืดจากจิตคนอ่าน
ที่กระหน่ำใส่ สะสมพอกพูนอยู่ทุกวัน
ก่อกระแสอกุศลครอบบ้านเข้มข้นขึ้นทุกที

บางคนเชื่อเรื่องการบวงสรวงเทวดา
เชื่อเรื่องกระแสสว่างมหาศาลจากฟากฟ้า
จึงสวดมนต์บูชาเทวดาที่มองไม่เห็นได้เป็นชั่วโมง
แต่เมื่ออารมณ์ไม่ดี
ก็กลับด่าทอหยาบคายใส่พ่อแม่ ทำร้ายจิตใจพ่อแม่
หารู้ไม่ว่า พลังความสุขในหัวใจพ่อแม่
ปกเกล้าปกกระหม่อม
บันดาลสุข บันดาลความเจริญให้ชีวิต
ได้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งฟ้าให้พรพร้อมกันเสียอีก
เพราะพ่อแม่คือรากของชีวิต
เมื่อบำรุงรากชีวิตให้สว่าง ชีวิตก็สว่างตาม

บางคนเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ
เชื่อว่าชะตาดีก็เพราะบุญเก่าบันดาล
ชะตาร้ายก็เพราะบาปเก่าลงโทษ
แต่เมื่อเกิดอารมณ์เห็นแก่ตัวขึ้นมา
ก็ทำบาปใหม่ได้แรงเหลือเชื่อ ไม่สนอะไรเลย
หารู้ไม่ว่า บาปใหม่ก็มีผลให้บุญเก่าพังได้
ดูคนสวยคนหล่อเพอร์เฟคด้วยบุญเก่าเพอร์เฟค
แต่ทำบาปใหม่ด้วยคำพูดอัปลักษณ์นานปี
ก็หน้าตาดำคล้ำหมอง
หรือกระทั่งบูดๆเบี้ยวๆไม่น่ามองได้อย่างน่าแปลกใจ
เพราะบาปใหม่ปรุงแต่งจิตวิญญาณให้เสื่อมทรามได้
และเมื่อมืดบอด ร้อนร้าย ได้ที่เมื่อใด
บุญเก่าที่รักษารูปก็ทนอยู่ไม่ไหว
ต้องมีอันถูกกัดกร่อน พังภินท์ไปไม่เหลือชิ้นดีกัน

เชื่ออะไร เชื่อให้ครบ
เชื่อเข้ามาที่กรรมอันเป็นปัจจุบัน ทำในปัจจุบัน
แล้วความเชื่อนั้น จะช่วยให้ทุกความเชื่อที่เหลือ
ดูดี มีเหตุมีผลสมบูรณ์อยู่ในปัจจุบัน!

โชคดี=มีเหตุผล

140416

ถ้าโชคดีหมายถึงเจอเรื่องดีๆ
ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะโชคดีตลอดไป
แต่ทุกคนก็หวังอย่างนั้น
จึงอวยพรกันว่าขอให้โชคดี
ทั้งที่ลึกๆรู้ๆอยู่ว่า
ยังไงก็มีสิทธิ์เจอเรื่องร้ายๆบ้าง

แต่ถ้าโชคดีหมายถึง
การมีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์
อันนี้เป็นไปได้ที่จะดีจริงไปเรื่อยๆ
เพราะแม้เจอเรื่องร้าย ก็เอาเหตุผลแก้
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปรุนไฟ
หรือแม้เจอเรื่องไม่รู้ ก็เรียนด้วยเหตุผล
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปตัดสิน

ขนาดเทวดาเมื่อถึงเวลาต้องจุติ
ก็ยังอวยพรกันว่า
ขอให้เป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนา
ซึ่งก็เท่ากับ ขอให้โชคดี ได้มีเหตุผล
ไม่หลับหูหลับตาเชื่อว่า
ชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญเกิดมา
ไม่หลงเชื่อใครเขาพูดว่า
ชีวิตแตกต่างกันด้วยความบังเอิญ
แต่พร้อมจะฟังเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แม้ต้องเริ่มเชื่อทั้งยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แม้ต้องเชื่อทั้งยังไม่มีอภิญญาระลึกชาติ
อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า
เชื่อในเหตุผลของการมีชีวิต
และไม่ยอมเชื่อว่าใครขีดชะตาไว้ให้
นอกเหนือไปจากกรรมที่เคยทำไว้เอง
และกำลังทำๆอยู่

ขอให้โชคดีของแท้
จึงเป็นการขอให้มีเหตุผล
ไม่ใช่ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆตลอดไป!

วันโชคดีไม่ดีเท่าวันทำดี

110416

ถ้าโชคดีหมายถึงเจอเรื่องดีๆ
ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะโชคดีตลอดไป
แต่ทุกคนก็หวังอย่างนั้น
จึงอวยพรกันว่า
ขอให้โชคดี
ทั้งที่ลึกๆรู้ๆอยู่ว่า
ยังไงก็มีสิทธิ์เจอเรื่องร้ายๆบ้าง
 
แต่ถ้า
โชคดีหมายถึง
การมีเหตุผลอยู่เหนืออารมณ์
อันนี้เป็นไปได้ที่จะดีจริงไปเรื่อยๆ
เพราะแม้เจอเรื่องร้าย
ก็เอาเหตุผลแก้
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปรุนไฟ
หรือแม้เจอเรื่องไม่รู้
ก็เรียนด้วยเหตุผล
ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปตัดสิน
 
ขนาดเทวดาเมื่อถึงเวลาต้องจุติ
ก็ยังอวยพรกันว่า

ขอให้เป็นมนุษย์ที่ได้พบพุทธศาสนา
ซึ่งก็เท่ากับ
ขอให้โชคดี ได้มีเหตุผล
ไม่หลับหูหลับตาเชื่อว่า
ชีวิตเป็นเรื่องบังเอิญเกิดมา
ไม่หลงเชื่อใครเขาพูดว่า
ชีวิตแตกต่างกันด้วยความบังเอิญ
แต่พร้อมจะฟังเรื่องสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
แม้ต้องเริ่มเชื่อทั้งยังไม่เข้าใจทั้งหมด
แม้ต้องเชื่อทั้งยังไม่มีอภิญญาระลึกชาติ
อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่า
เชื่อในเหตุผลของการมีชีวิต
และไม่ยอมเชื่อว่าใครขีดชะตาไว้ให้
นอกเหนือไปจากกรรมที่เคยทำไว้เอง
และกำลังทำๆอยู่
 
ขอให้โชคดีของแท้
จึงเป็นการขอให้มีเหตุผล
ไม่ใช่ขอให้เจอแต่เรื่องดีๆตลอดไป
!

กรรมในการทะเลาะกันออนไลน์

070416

หลายคนคุยกันทางไลน์
แล้วเข้าใจผิดกันง่ายๆ
เช่น ส่งข้อความหาแล้วตอบช้า
ใช้คำห้วนๆ เลือกคำไม่ตรงกับที่ต้องการสื่อ
พิมพ์ตกพิมพ์หล่น แคร์เหมือนไม่แคร์
จะชมกลายเป็นด่า
ให้กำลังใจกลายเป็นซ้ำเติม
หรือกระทั่งไม่เห็นข้อความอีกฝ่าย เลยไม่ตอบ
ส่งผลให้อีกรู้สึกว่าไม่เห็นค่า หรือไม่พอใจกัน
ซึ่งพอเข้าใจผิด ก็ผิดใจกัน
อีกฝ่ายงงว่าทำไมงอนแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ต้องถามถึงรู้ ที่แท้เป็นเพราะสื่อไลน์กันไม่ดี
 
แต่ในทางตรงข้าม
หลายครั้งการสื่อสารแบบเห็นแค่อักษร
ไม่เห็นหน้ากัน ไม่ได้ยินเสียงกัน
ช่วยลดปัญหาลงได้มาก
เพราะต่างฝ่ายต่างรับรู้แค่ความคิดในใจอีกฝ่าย
โดยไม่ต้องผ่านด่าน ผ่านกำแพงหลอกเหมือนเคยๆ
 
ยกตัวอย่างเช่น คนเราพอโกรธกัน
แค่เห็นหน้าก็กระตุ้นอาการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันแล้ว
และคนเราพอเหม็นหน้ากัน
แค่ได้ยินเสียงก็กระตุ้นให้อยากตะคอกใส่แล้ว
เมื่ออากาศระหว่างกันเต็มไปด้วยคลื่นโทสะรบกวน
จะเอากำลังใจที่ไหนมารับฟังข้อความดีๆได้?
จะสงบใจ ใส่ขันติ คิดก่อนพูดกันอย่างไรไหว?
จะอุเบกขา เอาใจเขามาใส่ใจเรากันตรงไหน?
 
สรุปคือ ถ้ามีเรื่องแล้วไม่มั่นใจในเมตตาของตัวเอง
หรือรู้สึกถึงอารมณ์ร้ายของอีกฝ่าย
คุยกันทางไลน์จัดว่าลดบาปทางวาจาต่อกันได้แน่
ต่างฝ่ายต่างมีเวลาคิด ถ้าจะมีแก่ใจคิด
ต่างฝ่ายต่างมีโอกาสตั้งสติ ถ้าจะมีแก่ใจตั้งสติ
ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์พิถีพิถันเฟ้นคำ ถ้าจะมีแก่ใจเฟ้นคำ
แตกต่างจากการเผชิญหน้าหรือคุยโทรศัพท์ตรงๆ
ที่ไม่มีเวลากลั่นกรองมาก
แถมสีหน้า และหรือ น้ำเสียง
ก็อาจมีพลังรบกวนจิตใจให้ตีความเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน
หรือขับดันให้นึกอยากแจกของลับโดยไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้า
 
แต่ถ้ามีความมั่นใจในเมตตา ที่มากับน้ำเสียงคงเส้นคงวา
กับทั้งรู้ทางว่าจะชักนำอีกฝ่ายให้มีเหตุผลจากชนวนแบบไหน
อันนี้ก็พลิกกลับกันเป็นตรงข้าม คือ
คุยกันแบบเห็นหน้า เห็นเสียง
จะได้เพิ่มบุญ เพิ่มกุศลจิต เพิ่มวจีสุจริตได้
ถักทอกรรมสัมพันธ์อันดีต่อกันให้เหนียวแน่นขึ้นได้
ถือเป็นโอกาสดีที่จะทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้งขึ้น
เห็นวิธีคิดของแต่ละฝ่าย แบบที่เห็นไม่ได้ในสถานการณ์ปกติ
ถือเป็นเวลาเหมาะที่จะฝึกขันติ
ไม่พูดทุกคำที่ตัวเองคิด แต่ฟังทุกคำที่อีกฝ่ายพูด
ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเพิ่มอุเบกขาบารมี
มีใจเป็นกลางได้ ด้วยการเห็นความผิดตน ณ จุดเกิดเหตุ
โดยไม่ต้องรอนานๆกว่าจะไปสำนึกผิดในภายหลัง!




มีบุญมาก ไม่ใช่ต้องรวยมากเสมอไป

310316

คำว่าบุญถึงหรือบุญมาก
ในทางพุทธศาสนา
ไม่ได้หมายความว่ารวยมาก
แต่หมายถึงโอกาสได้เกิดเป็นมนุษย์
แบบที่มีความสุขมาก
กับทั้งมีโอกาสสร้างความเจริญ
ให้ตนเองและผู้อื่นมาก

ทางพุทธเรา ถ้ามีบุญจริง
ต้องถึงพร้อมซึ่งทานบารมี
ศีลบารมี และสติบารมี

ผลของทาน เหมือนสายฝน
ผลของศีล เหมือนแผ่นดินรับน้ำฝน
ผลของสติ เหมือนแสงส่องให้ดื่มฝนถูก

ถ้าเคยให้ทานด้วยเจตนาเกื้อกูลคน
ไม่ใช่ด้วยเจตนาลงทุนหวังผล
ไม่ใช่หลงผิดไปบำรุงเจ้าลัทธิมิจฉาทิฏฐิ
ผลของทานนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลสัมมาทิฏฐิ
เมื่อร่ำรวยก็ไม่ร่ำรวยบนวิถีคนบาป

ถ้าเคยให้อภัยเป็นทานไว้มาก
ด้วยเจตนาว่าจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนกัน
ผลของทานนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลที่โทสะน้อย
ไม่เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่เปิดศึกสายเลือดแย่งมรดก
เมื่อร่ำรวยก็ไม่ร่ำรวยบนเส้นทางทำลายล้างใคร

ถ้าเคยรักษาศีลไว้สะอาดหมดจด
ผลของศีลนั้น
จะส่งให้เกิดในตระกูลที่ทำตัวน่านับถือ
มีความภาคภูมิใจในชาติกำเนิด
เมื่อร่ำรวยก็ร่ำรวยแบบรักษาทรัพย์ไว้ได้

บุญเขารู้ว่าคนแบบคุณ
รวยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
หรือเกิดกับพ่อแม่คู่ใด
แล้วจะประพฤติตัวไปในทางไหน
ฉะนั้น จังหวะที่ได้ฤกษ์เกิด
บุญจะสำรวจแดนเกิดที่เหมาะสมให้เองว่า ขณะนั้น
โลกนี้มีพ่อแม่ฐานะดีหรือพอมีพอใช้คู่ใด
ที่เหมาะให้คุณมาเกิด มาเติบโตอย่างเป็นสุข
และมีโอกาสสั่งสมบุญต่อ

ถ้ารวยแล้วเหมือนตกอยู่ในความฝัน
ถ้ารวยแล้วสำคัญตัวผิด
ถ้ารวยแล้วพ่อแม่ไม่มีเวลาให้
ถ้ารวยแล้วต้องติดเหล้าติดยา
ถ้ารวยแล้วต้องก่อกรรมทำเข็ญ
ถ้ารวยแล้วสุรุ่ยสุร่ายหมดตัว
กรรมเขาจะไม่อนุญาตให้คุณรวยก่อน
แต่จะสอนให้รู้จักความพอมีพอกิน
หรือกระทั่งความขัดสนบ้าง
เพื่อบ่มแรงดันให้ทะยานขึ้นที่สูงด้วยลำแข้งแห่งตน
จะได้รวยอย่างเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ใช่รวยแบบสับสน ต้องแบมือขอพ่อแม่
ไม่รู้ว่าครั้งไหนจะขอได้ ครั้งไหนจะขอไม่ได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า
บุญจะห้ามไม่ให้ร่ำรวยสุดๆเสมอไป
ถ้าการร่ำรวยสุดๆนั้น เป็นส่วนส่งเสริมให้ได้ดีตามบุญ
อย่างเช่นเจ้าชายสิทธัตถะ
ถือกำเนิดในตระกูลมั่งมีเหลือล้น
แล้วเป็นเหตุเป็นผลให้เบื่อหน่ายความมั่งมีเหลือล้นนั้น
เพื่อต่อยอดบุญในทางเจริญสติให้ถึงขีดสุด
บุญก็ส่งให้เกิดตระกูลมั่งมีอย่างที่สุดได้

ถ้าเกิดมาไม่อัตคัดขัดสนเกินไป
แสดงว่าคุณทำทานมาใช้ได้
ถ้าโตขึ้นไม่เป็นพวกล้มละลาย ไฟไม่ไหม้บ้าน
แสดงว่าคุณรักษาศีลมาพอใช้
แค่นั้นก็ให้พอใจในตัวเองได้แล้ว
ที่เกิดมามีพร้อมพอจะถึงวันนี้
วันที่รู้จักคำว่าทาน คำว่าศีล คำว่าสัมมาทิฏฐิ
รวมทั้งรู้จักยอดแห่งบุญ คือการเจริญสติด้วย

ตระหนักเช่นนี้แล้ว
เมื่อเห็นใครรวยแสนล้าน ร้อยล้าน
จากการขายของใต้ดิน
หรือจากการอยู่ในวงจรแย่งอำนาจ
ก็อย่าเพิ่งไปอิจฉา อย่าเพิ่งไปอยากได้แบบเขา
พวกเขาอาจไม่ได้มีชีวิตที่เป็นสุขเท่าคุณ
หรืออีกนัยหนึ่ง อาจทำบุญมาไม่ถึงพร้อมเท่าคุณก็ได้!

เครื่องหมายของทานชั้นสูง

240316

การให้ทานมีหลายแบบ
ต่างกันทั้งวิธีทางกาย
ต่างกันทั้งความรู้สึกทางใจ

การให้ทานส่วนใหญ่
นำมาซึ่งความรู้สึกว่า เราเป็นผู้ให้ไป
จึงต้องอาศัยกำลังใจในการสละอยู่บ้าง
และเมื่อเป็นเช่นนั้น
ผู้ให้ทานจึงอยู่ในฐานะเหนือกว่า
หรือเป็นฝ่ายก้มลงหยิบยื่นให้

แต่ยังมีการให้ทาน
ในแบบที่ผู้ให้ต้องอยู่ต่ำกว่าผู้รับ
เป็นธรรมเนียมประเพณีอันเกิดจากความรู้สึกทางใจว่า
ผู้รับอยู่ในฐานะทางจิตวิญญาณที่สะอาดกว่า
สูงส่งกว่า และนั่นเอง จึงมีคำว่า ‘ถวาย’
ขึ้นมาแทนคำว่า ‘ให้’

การถวาย เป็นเครื่องหมายของทานชั้นสูง
เพราะใจต้องสูง ผู้ถวายไม่ได้น้อมกายลงยื่นให้
แต่เทิดขึ้นเหนือศีรษะยกให้
บันดาลความรู้สึกเป็น ‘ฝ่ายได้’
คือได้บุญ ไม่ใช่เสียสละสิ่งของให้ใคร!


แย่งแฟนคนอื่นแล้วได้ดี

170316

มุมมองของเรา เราดีด้วยทุกอย่าง
มุมมองของเขา เราไม่ได้อย่างใจสักอย่าง

มุมมองของเรา ยังไม่เลิกกัน
มุมมองของเขา ถือเอาคำด่าไล่เป็นการเลิกแล้ว

มุมมองของเรา เขาแย่งเรา
มุมมองของเขา คนของเราไปเอง

มุมมองของเรา เขาทำร้ายเรา
มุมมองของเขา เราทำตัวเอง

มุมมองของเรา บาปมีจริงเมื่อเราเป็นฝ่ายเจ็บ
มุมมองของเขา บาปมีไม่มีไม่รู้ รู้แต่ได้มาแล้วเป็นสุข

มุมมองของเรา สาปแช่งให้เขาพินาศทุกนาที
มุมมองของเขา ขอพรให้ตัวเองอยู่ทุกวัน

จะเห็นว่าเรื่องของมุมมองนั้น
ต่างฝ่ายต่างคิด ต่างฝ่ายต่างมอง
ต่างฝ่ายต่างเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง
มองอย่างไรก็ล็อกความเชื่อไว้อย่างนั้น
ทำกรรมตามทิศทางความเชื่อนั้นๆ

บางคนร้ายแสนร้าย
ด่าคนรักให้เจ็บช้ำน้ำใจเช้าเย็น
แต่พอเขาทนไม่ไหว ขอเลิก
ก็ทำร้ายร่างกายบ้าง
เอามาด่าประจานในเน็ตบ้าง
เขาหนีไปมีใหม่ก็ตามราวีบ้าง
แถมยังกล้าจาระไนคุณงามความดีของตนให้ใครต่อใครฟัง
สร้างความเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกกระทำ
อีกฝ่ายผิดศีลข้อ
อยากดูนักว่าเมื่อใดผลกรรมจะตามทัน

ประเภทนี้มีจริง อีกทั้งมีให้เห็นอยู่ไม่น้อยเสียด้วย!

แต่ก็มีที่เป็นฝ่ายถูกกระทำจริงๆ
แสนดีแค่ไหน อีกฝ่ายก็ไม่เห็นค่า
อาจเพราะยอมทุกอย่างจนไม่เหลือค่า
หรืออาจเพราะอีกฝ่ายสำคัญตัวว่ามีค่าเหนือกว่ามาก
อยากใช้ราคาของตัวให้คุ้มไปทั่วๆ
ไม่เคยมีคำว่ากาเมสุมิจฉาจารอยู่ในหัวเลย
ยิ่งถ้าร้ายขนาดทิ้งลูกเมียลงคอ
ทั้งที่ลูกยังเล็ก และเมียยังต้องการความช่วยเหลือ
ก็มองได้สถานเดียวว่า ใจฝ่ายชายต้องร้าย ต้องเหี้ยมโหด
เพียงพอที่จะฆ่าคนทั้งเป็น ซึ่งใจอย่างนั้น
ใครได้ไปก็ยากจะคาดหมายให้สัตย์ซื่อใจเดียวคอย
ที่แท้ใครได้ไป น่าจะต้องคิดระแวงไม่เลิกว่า
วันไหนจะถึงตาเราบ้าง
เราเคยเป็นเหยื่อล่อให้เขางับ
พอเจอเหยื่อล่อใหม่เขาคงงับอีก

พระพุทธเจ้าตรัสไว้กว้างๆว่า
กาเมสุมิจฉาจารนั้น เมื่อทำให้มาก
(คือส้องเสพลูกเขาเมียใครไม่เว้น
หรือคบชู้สู่ชายไม่เลือกหน้า)
ย่อมเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย
หรือถ้าวาสนาดีพอจะกลับมาสู่โลกมนุษย์อีก
โทษสถานเบาคือจะเป็นผู้มีภัยเวร

เห็นได้ชัดว่า การผิดศีลข้อ
เป็นเหตุให้เกิดภัยเวรเห็นทันตาจริงๆ
และยิ่งวัน ศีลข้อ ก็ยิ่งผิดกันง่ายขึ้นเรื่อยๆ
แต่พยากรณ์ยากขึ้นทุกทีว่า
จะเกิดเรื่องอะไรร้ายแรงขนาดไหน
เพราะคนยุคเราเจ็บใจแล้วหน้ามืดกันไปหมด
แล้วก็มีสารพัดวิธีที่จะเอาคืนกันอย่างเผ็ดแสบเสียด้วย

ถ้าจะคิดแบบพุทธ
ท่านไม่ได้ให้คิดจ้องดูความพินาศของใคร
ไม่ใช่คิดว่าตัวเองเชื่อเรื่องผลของบาป
แล้วจะมีอำนาจสั่งให้บาปเผล็ดผลเร็วๆ
แต่ท่านให้คิดสร้างทางโล่งแก่ตัวเอง
ถ้าอภัยไม่ได้ก็อย่าฝืนแกล้งอภัยให้หนักอกขึ้นไปอีก
ขอแค่อย่าถึงขั้นสาปแช่งหรืออยากเอาคืนก็แล้วกัน
และถ้าบาปของเขาไม่เผล็ดผลทันตาทันใจ
ก็อย่าเพิ่งไปเร่งรัดทำนองว่า ไม่วิบัติให้ดู
ต่อไปจะไม่เชื่อว่าผลแห่งกรรมมีจริงอีกแล้ว

ขอให้เปลี่ยนจากเพ่งผลเขามาเป็นเล็งผลเรา
คือ ถ้าอยู่กับกรรมดีเดี๋ยวนี้
ก็เห็นผลเป็นความสบายใจเดี๋ยวนี้
ส่วนเขาหรือเธอจะอยู่ด้วยกันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาทำตัวเข้าหากันอย่างไรเป็นหลัก

ถ้ากรรมของเขาคือตกลงรับคนของเราที่ไปหาเอง
พวกเขาก็ไปสร้างกรรมสัมพันธ์กันในทางของเขา
แต่ถ้ากรรมของเขาคือจงใจแย่งเรา
เขาก็แย่งเอาโชคร้ายไปจากเราแล้ว!

เหตุผลดี แต่โมโหร้าย

030316

คนบางคนเหมือนกับเกิดมาพร้อมกับความก้าวร้าว
กล่าวคือ มีจิตดิบ อารมณ์พลุ่งพล่านรุนแรง
ชอบยัดเยียดความเจ็บปวดให้คนอื่น
อาจด้วยการประทุษร้ายทางวาจา
หรือกระทั่งประทุษร้ายด้วยการลงมือลงไม้
เมื่อเกิดปัญหาก็ชอบเอาชนะด้วยวิธีป่าเถื่อน
เห็นแม้การบาดเจ็บหรือล้มตายของศัตรูเป็นเรื่องธรรมดา
เป็นธรรมชาติของการระบายความเจ็บใจให้ตนเอง

อารมณ์รุนแรงที่ติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก
ตลอดจนวิถีทางแห่งการกระตุ้นโทสะ
กับโอกาสบ่มโทสะให้เติบกล้า
กระทั่งรักแรง แค้นแรง ยอมไม่ได้
ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
ค่อนข้างเป็นสัญญาณบ่งชัดถึงนิสัยเก่า
คือถ้ามองว่าเป็นสิ่งที่สะสมมาตั้งแต่ก่อนเกิด
จะง่ายกับการทำความเข้าใจ
ตลอดจนหาทางแก้ไขเยียวยา
มากกว่าการมองว่าเกิดมาก็เพิ่งเป็น

ความก้าวร้าวที่ฝังแน่นในจิตวิญญาณ
เกิดขึ้นกับคนสองพวกใหญ่ๆ
พวกแรกคือไร้เหตุผลสิ้นดี
พวกที่สองคือมีเหตุผลดีเกินมนุษย์

สำหรับพวกก้าวร้าวด้วย ไร้เหตุผลด้วย
สะท้อนถึงความเป็นจิตวิญญาณ
ที่ยึดแน่นกับอารมณ์แค้น
ถือกำเนิดเกิดตนขึ้นมากับความพยาบาท
แล้วก็จะขอตายไปกับความพยาบาท
คำว่าเมตตาและอภัยดูไกลตัวจับต้องไม่ได้
ประเภทนี้จึงได้ชื่อว่ามามืดและพร้อมจะไปมืด
คือ มีทั้งที่มาที่ไป
เหมาะกับความเดือดร้อนตนเดือดร้อนท่าน
นับแต่ถือกำเนิดจนกระทั่งหลังตายจาก

ส่วนสำหรับพวกก้าวร้าว แต่สติดี เหตุผลดี
เหมือนจะพยายามหาสมดุลให้จิตใจ
สะท้อนถึงความเป็นจิตวิญญาณ
ที่อยากเอาชนะอารมณ์ดิบๆ
แสดงความเมตตาด้วยการหาทางช่วยคน
ทั้งช่วยตรงๆให้ได้ผ่านพ้นสถานการณ์ลำบาก
ทั้งช่วยโดยอ้อมด้วยคำแนะนำฉลาดๆ
เมื่อใดช่วยคนอื่นสำเร็จแล้วใจเย็นลง
ก็จะชอบตัวเองมากกว่าตอนหุนหันพลันแล่น
หรือตอนใจร้อนยอมอ่อนข้อให้ใครไม่ได้
ประเภทนี้ได้ชื่อว่ามาสว่าง
และมีสิทธิ์ไปสว่างได้
แม้แพ้อารมณ์ร้ายของตัวเองกลางทางบ้าง
ก็ยังอยากลุกขึ้นสู้ใหม่
เพื่อเปลี่ยนทางเดือดร้อนสู่ทางร่มเย็นลง

เมื่ออยากเปลี่ยนทางกรรม
หลายคนมักหาทางเอาชนะโคตรโทสะของตน
ด้วยการตั้งหลัก ทำอะไรดีๆเอาทุน
เช่น ไปหาหมอขอยาลดสารพิษในตัว
ไปเข้าคอร์สบริหารความโกรธ
ไปทำสังฆทานอธิษฐานขอให้ใจเย็นลง
ไปเข้าพักปฏิบัติธรรมตั้งใจอภัยทั้งโลก ฯลฯ
ซึ่งก็นับว่าดี เป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญ
เพียงแต่ต้องระลึกให้มั่นว่า
นั่นเป็นการตั้งหลัก เอาทุน เอากำลังกายกำลังใจ
ไม่ใช่ไม้เท้าวิเศษที่เสกปุ๊บหายขาดปั๊บ
มิฉะนั้น พอล้มเหลวก็จะเสียกำลังใจ และไพล่คิดว่า
วิธีไหนๆก็ไม่ได้ผลหรอก ไม่มีวันหายหรอก

ที่จะแก้กรรมร้อน
ซึ่งสะสมมานานข้ามภพข้ามชาติให้ได้ผลจริง
มุมมองที่ถูกต้องตรงทางเป็นเรื่องสำคัญมาก
คนเจ้าโทสะต้องอุทิศทั้งชาติให้กับการสะสมกรรมเย็น
โดยไม่หวังว่าจะมีทางลัดสักวิธี
ขุดเอาโคตรโทสะของตนถอนขึ้นมาทั้งยวง
ภายในวันสองวันได้

แล้วกรรมเย็นคืออะไร?
เริ่มจากมโนกรรม
เริ่มจากใจที่ไม่คิดยอมแพ้โทสะ
ถ้า จุดเกิดเหตุที่ภูเขาไฟใกล้ระเบิด
มีความคิดเอาชนะโทสะ ไม่คิดยอมแพ้มัน
นี่เรียกว่ากรรมเย็นอันเป็นรากเหง้าแห่งเมตตาเกิดแล้ว

ปกติกรรมร้อนจะบันดาลแรงดัน
ให้เกิดความคิดประเภท
ทนไม่ไหวแล้ว (ทั้งที่ยังไม่เคยฝึกที่จะทนสักนิด)
มันทำเรา (ทั้งที่บางทีเรานั่นแหละทำเขาก่อน)
เป็นเรื่องใหญ่มาก (ทั้งที่มันเรื่องเล็กมาก)
ต้องเอาเรื่องให้ได้ (ทั้งที่ไม่เอาก็ไม่มีใครว่า)

ดังนั้น เมื่อปลงใจไว้ล่วงหน้าว่าจะเอาชนะโทสะ
ก็เท่ากับสร้างกรรมเย็นที่จะเอาชนะแรงดัน
กระทั่งตาสว่างเห็นชัด เกิดความคิดเช่น
ทนได้ ไม่เป็นไร เรื่องเล็ก
ผ่านๆไปเสียก็ไม่ต่างจากสายลมผ่านมา

สรุปแล้ว มโนกรรมสำคัญที่สุด
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
แค่การตัดสินใจว่าจะเอาชนะโทสะ
แค่ความคิดในหัวที่ก่อตัวขึ้นเอาชนะโทสะแต่ละครั้ง
นั่นแหละที่จะเปลี่ยนเส้นทางกรรมของคนเจ้าโทสะได้
ไม่ใช่อะไรลึกลับ
หรือต้องลงทุนเข้าพิธียิ่งใหญ่แต่อย่างใดเลย!

เมื่อไหร่คนเลวๆจะได้รับผลกรรมเสีย?

250216

วิธีหนึ่งที่อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
ตอนเห็นคนเลวไม่ถูกวิบากกรรมลงโทษเสียที
คือ ตามไปศึกษากรรมของเขาให้ละเอียด
อย่าจ้องเฉพาะที่เขาทำบาปไว้กับเรา
ให้ดูด้วยว่า
เขาทำกับพ่อแม่อย่างไร
เขาทำกับลูกเมียอย่างไร
เขาทำกับเพื่อนฝูงญาติมิตรอย่างไร
เขาทำกับศัตรูคู่แข่งอย่างไร
เขาทำกับนักบวชอย่างไร
เขาทำกับเจ้านายของเขาอย่างไร
เขาทำกับบริวารของเขาอย่างไร
เขาทำกับคนแปลกหน้าทั่วไปอย่างไร
และที่สำคัญที่สุด
เขาทำกับตัวเองอย่างไร เมื่ออยู่ตามลำพัง

โดยย่นย่อ อย่าจดจ้อง อย่าเฝ้าถามแต่ว่า
ทำไมธรรมชาติไม่ลงโทษ
ที่เขาก่อบาปก่อกรรม หรือทำเวรไว้กับเราเสียที
แต่ต้องรู้ให้ได้ด้วยว่าเวลาในชีวิตส่วนใหญ่
ใจเขาเป็นกุศลหรืออกุศล
มุ่งมั่นหรือเลื่อนลอย
สงบสุขหรือฟุ้งซ่าน

ถ้าบอกว่า จะไปรู้ได้ยังไง
ใครจะไปหาข้อมูลรายละเอียดไหว
ไม่ใช่แมลงวันตามตอมใครได้ทุกฝีก้าวนี่
เช่นนั้น ก็ควรฉุกใจคิดด้วยว่า
แล้วเราจะไปรู้ไหวหรือว่า
บาปกรรมที่เขาทำไว้
รอเข้าคิวเผล็ดผลเมื่อใด?

ผลของกรรม หรือวิบากกรรมนั้น
เป็นเรื่องเชื่อยาก
แม้กำลังปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนี้ก็ตาม
ใครเกิดกับพ่อแม่แบบไหน รูปร่างหน้าตาอย่างไร
ประสบชะตาชีวิตดีร้าย
มีส่วนผสมระหว่างกรรมเก่ากับกรรมใหม่ปนเปกัน
แต่ละคนเสวยกรรมของตนอยู่ทุกขณะจิต
การรอดูใครโดนลงโทษ
การแช่งชักหักกระดูก
การล้ำเส้นไปทำตัวเป็นศาลเตี้ย
ตัดสินให้เขาได้รับผลที่ทำอย่างนั้นอย่างนี้
นอกจากไม่ช่วยให้รู้เรื่องวิบากของใครได้จริง
ยังปิดบังกรรมของตัวเองได้จริงๆ
กั้นขวางไม่ให้เห็นบาปใหม่ที่ก่อขึ้นสดๆร้อนๆด้วย!

ตั้งใจก่อกรรมแต่ทำไม่สำเร็จ

180216

ตั้งใจฆ่า
แต่คนหรือสัตว์ไม่ตาย
แปลว่า ปาณาติบาตไม่ครบองค์

ตั้งใจชิงทรัพย์
แต่เจ้าของกลับเต็มใจยื่นให้โดยดี
แปลว่า อทินนาทานไม่ครบองค์

ตั้งใจชิงสาวจากพ่อแม่หรือสามีนาง
แต่เจ้าของกลับยกให้ก่อนเกิดเหตุทางเพศ
แปลว่า กาเมสุมิจฉาจารไม่ครบองค์

ตั้งใจโกหก
แต่ไม่เนียนพอจนฝ่ายฟังรู้ทัน ไม่หลงเชื่อ
แปลว่า มุสาวาทไม่ครบองค์

ตั้งใจกินเหล้า
แต่เปลี่ยนใจบ้วนทิ้งก่อนล่วงลงคอ
แปลว่า สุราเมรัยฯไม่ครบองค์

เมื่อกรรมไม่ครบองค์
ก็นับว่ายังทำกรรมนั้นๆไม่สำเร็จ
เงากรรมยังไม่เกิดตามตัวชัดเจน
และนั่นก็เป็นทำนองเดียวกันกับที่คิดร้าย
คิดไม่ดี แต่เปลี่ยนใจทันก่อนตาย
ก็ยังไม่สายเกินกว่าจะย้ายเส้นทางกรรม

เหมือนอย่างครั้งหนึ่ง
หลวงปู่มั่นกับลูกศิษย์ธุดงค์ไปเจอชาวเขา
ซึ่งไม่เคยเห็นพระสงฆ์มาก่อน
อีกทั้งหัวหน้าบ้านก็ดันด่วนทึกทักว่า
เข้มๆแบบนี้ ตุ๊เจ้าทั้งสองต้องเป็นเสือเย็นแน่ๆ
และลูกบ้านก็เชื่อตามทันทีโดยไม่ไตร่ตรองใดๆ

ตอนแรกหลวงปู่มั่นตั้งใจจะพักแรมเดี๋ยวเดียว
แต่พอรู้ว่าชาวบ้านคิดเช่นนั้น
ก็บอกลูกศิษย์ผู้ติดตามท่านว่าอย่าเพิ่งไปเลย
ทำให้พวกเขาเปลี่ยนความเชื่อกันก่อนเถิด
ไม่เช่นนั้น พอตายไป
พวกเขาจะเกิดใหม่เป็นเสือเป็นสางกันหมด

หลวงปู่มั่นกับลูกศิษย์อดทนลำบากอยู่นาน
กระทั่งสบโอกาส
เมื่อชาวเขาถามว่า
พวกท่านเดินกลับไปกลับมาทำอะไร
แทนที่หลวงปู่มั่นจะตอบว่าเดินจงกรม
ท่านก็บอกเดินตามหาพุทโธ
ชาวบ้านคงเห็นแปลกดี
เลยเดินตามหาพุทโธกันบ้าง
แล้วได้สมาธิ ได้สติอยู่กับเนื้อกับตัวกัน
เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า
แต่งตัวเป็นพระอย่างหลวงปู่มั่น เป็นไปเพื่ออะไร

พอหลวงปู่มั่นเห็นว่าสติปัญญา
ได้ประดิษฐานไว้ในใจชาวบ้านแล้ว
ท่านก็ค่อยเดินทางจากไป
นั่นเป็นตัวอย่างว่า ถ้าเปลี่ยนใจ
เปลี่ยนความคิดความเชื่อคนได้ก่อนตาย
เส้นทางกรรม เส้นทางการรับผลแห่งกรรม
ก็แตกต่างไปเป็นคนละเรื่อง
อย่างชาวเขาแทนที่จะต้องไปเป็นเสือแน่ๆ
ก็กลายไปเป็นเทวดา เป็นพระเป็นเจ้ากันแทน

นี่ก็เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ เช่น
ถ้าใครสำคัญว่า พระสัทธรรมที่พระองค์เผยแผ่
เป็นธรรมะจากการคิดๆนึกๆ คาดเดาเอา
หากไม่มีเหตุให้เปลี่ยนความเชื่อได้ทันก่อนตาย
ก็มีสิทธิ์ไปอบายกัน

เมื่อเราได้ข้อสรุปว่า
ทำกรรมไม่ครบองค์ ถือว่ากรรมไม่สำเร็จบริบูรณ์
หรือถ้าอยู่บนเส้นทางมโนกรรมแย่ๆ
แล้วปรับเปลี่ยนเสียทันก่อนตาย
ก็นับว่ายังไม่สาย
เช่นนั้น อาจนำมาเป็นแง่คิดได้ด้วยว่า
ถ้าคนใกล้ตัวจงใจแกล้งให้เจ็บ แล้วเราไม่เจ็บ
หรือเจ็บไม่มาก นั่นก็เท่ากับว่า
คนใกล้ตัวทำบาปทำกรรมไม่หนักนัก
ไม่ต้องมีผลให้ต้องเป็นทุกข์ทางใจสาหัสนัก
หรือถ้าคนใกล้ตัวหมั่นจงใจกลั่นแกล้งให้เป็นทุกข์
แต่เห็นเราไม่เป็นทุกข์ ในที่สุดก็อ่อนแรง เลิกราไปเอง
ก็เท่ากับเราช่วยยกเขาออกจาก
เส้นทางลำบากเสียได้ทันก่อนตาย

ผู้มีธรรมะจริง ย่อมมีอิทธิพลดีๆ
ในทางใดทางหนึ่งกับคนใกล้ตัว
ก็ด้วยตัวอย่างที่เห็นง่ายๆอย่างนี้แหละ
พอเจอคนใกล้ตัวทิ่มแทงด้วยความตั้งใจให้เจ็บ
ก็เอาธรรมะมาเจริญสติ
เห็นความเจ็บเป็นเพียงการโดนเสียดแทงชั่วคราว
หายใจครั้งนี้กับหายใจครั้งหน้า
ทุกข์ทางใจก็ต่างระดับไปแล้ว

เช่นนี้ ก็ได้ปัญญาแก่เรา
และบาปเบาบางแก่เขาแล้ว!

ใช้กรรมเก่าด้วย สร้างกรรมใหม่ด้วย

12733390_1019611334762691_8919234658037812078_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : ต้องอยู่ร่วมกับคนโกหก ไร้ความรับผิดชอบ โดยไม่สนว่าเราต้องลำบากเพราะเขามากมาย เราจะทำยังไงให้เขาคิดได้คะ?

ดังตฤณ:
การแก้ปัญหาข้างนอกกับคนบางคนนั้นยากครับ
การไม่อยู่ร่วมกับคนบางคน บางทีก็เป็นไปไม่ได้
ระลึกไว้แล้วกันว่า
วันหนึ่งเราจะผ่านอะไรแบบนี้ไปในที่สุด
อย่างน้อยระหว่างนี้ก็จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจเพิ่มนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : กับคนที่รู้สึกเคมีไม่เข้ากันโดยไม่มีเหตุมีผล จะถอนความเกลียดอย่างไรดีครับ?

ดังตฤณ:
จะโยงไปถึงอดีตกรรมหรืออะไรที่ลึกลับก็ตาม
เมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ที่ปราศจากเหตุผลรองรับ
เราก็ต้องอาศัยเหตุผลที่จับต้องได้มาแก้กันครับ
เช่น ถามตัวเองว่าเห็นใครแล้ว
โยงไปถึงอารมณ์ไหนที่เคยเกิดกับใครได้บ้าง
หรือได้ยินเสียงแล้ว
เกิดทุกขเวทนาแบบรำคาญหรืออึดอัด ฯลฯ
พอวิเคราะห์ไปเรื่อยๆ เหตุผลจะเข้ามามากขึ้น
ความเข้าใจจะเกิดเพิ่มขึ้น
กระทั่งในที่สุด อารมณ์อันเป็นทุกข์หายไปได้เอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ถ้าเราอยากขจัด อารมณ์เกลียดชัง จะต้องทำอย่างไรคะ

ดังตฤณ:
) เห็นโทษของความเกลียดชังว่า
ทำให้ใจเป็นทุกข์เหมือนอยู่ในถ้ำมืด
เห็นเข้ามาที่สภาพทางใจจริงๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกเกลียดขึ้นหน้า

) เห็นคุณของการคลายความเกลียด
ที่เหมือนออกจากถ้ำสู่ที่โล่งสว่าง
เห็นเข้ามาที่สภาพทางใจจริงๆ
ทุกครั้งที่รู้สึกว่าความเกลียดอ่อนกำลังลง

) จำอาการไม่เกลียดไว้ ระลึกถึงภาวะนั้น
ทุกครั้งที่ใบหน้าอันเป็นที่ตั้งของความเกลียด
แวบเข้ามาในใจเรา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ตอนนี้จิตมีแต่โทสะ พยายามแผ่เมตตาให้เขา แต่รู้สึกได้ว่ายังไม่มีเมตตาจริงๆ ควรทำอย่างไรคะ?

ดังตฤณ:
ถ้ายังไม่มีความสุขอยู่บ้าง
อย่าพยายามฝืนแผ่เมตตา
ให้เริ่มจากการทำความเข้าใจเหตุผลของเขา
จนเข้าใจ
เมื่อเข้าใจก็อภัยได้ อภัยได้ก็สุข

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น การคิดหาเหตุผลมาทำให้รู้สึกหายแค้น ช่วยได้แค่ชั่วคราว เดี๋ยวก็รู้สึกอภัย อยากให้สิ่งดีๆกับเขา เดี๋ยวก็กลับแค้นขึ้นมาใหม่อีกที่คนๆนั้นมีความสุข อยากให้เค้าทุกข์ ต้องทำอย่างไร?

ดังตฤณ:
การคิด ทำให้ได้คิด
ทำให้จิตคลายออกด้วยเหตุผล

แต่ความคิดเป็นระลอกคลื่นที่เข้มข้นแล้วเจือจางได้
ไม่ว่าจะคิดดีหรือคิดไม่ดี
อารมณ์จึงขึ้นๆลงๆตามความคิดได้ง่าย
เมื่อไหร่คิดได้ก็เย็นลง เมื่อไหร่คิดไม่ได้ก็ร้อนขึ้น

พระพุทธเจ้าจึงสรรเสริญ
การแผ่เมตตาฆ่าความโกรธเกลียด
เพิ่มเติมเข้าไปกับการคิดพิจารณา
แบบโยนิโสมนสิการ
เนื่องจากการแผ่เมตตา ทำให้จิตอิ่มสุข
และเมื่อแผ่เป็นอาจิณ ย่อมสุขจริงยั่งยืน
สุขมากพอที่จะไม่อยากไปถือโทษโกรธเคืองใครนาน

ลองฝึกแผ่เมตตานะครับ ผมไกด์ไว้ให้ที่นี่
http://soundcloud.com/dungtrin

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : พี่เคยแนะนำให้สังเกตดูว่า เมื่อไม่พอใจแล้วจะมีอาการแล่นตามไปจัดการพยายามดูแต่ก็รู้สึกว่าเห็นยากอยู่ ควรจะทำอย่างไรต่อไปดีครับ ?

ดังตฤณ:
ที่รู้สึกว่ายาก แปลว่าเรายังใส่ความฝืนใจเข้าไปครับ
คีย์เวิร์ดคือสังเกตและได้แค่ไหนเอาแค่นั้น
ถ้าไม่คาดหวังอะไร จะค่อยๆเห็นเร็วขึ้นเรื่อยๆไปเอง
ดูได้จากที่ไม่ฝืนแล้ว ไม่รู้สึกยากแล้ว
(
อาจเป็นเดือน หรือเป็นปี ขึ้นอยู่กับปัจจัยคือ ใจเย็น แค่ไหน
ถ้าใจร้อนอยากได้ผลเร็วก็อาจเสียเวลาเป็นสิบปีได้)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : อดีตสามีเคยทำผิดกับเรา ต่อมาเขาสำนึกผิดมาขอโทษ ก็บอกว่าให้อภัยทุกอย่าง ยังพูดจากันด้วยดี แต่ดิฉันบอกว่าไม่ขอลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อันนี้นับเป็นการให้อภัยอโหสิกรรมหรือเปล่าคะ?

ดังตฤณ:
ประสบการณ์ที่เจ็บปวด
ใครบอกว่าลืมก็โกหกแล้วครับ
คีย์เวิร์ดของกรณีนี้คือยังพูดจากันด้วยดี
ถ้าทำดีต่อกันแล้วไม่รื้อฟื้น
ไม่ขุดคุ้ยมาทำให้คิดไม่ดีต่อกัน
ก็จัดเป็นการอภัยเต็มรูปแบบครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ถ้าเราไม่โกรธคนที่ทำไม่ดีกับเรา แต่เรากลับรู้สึกเฉยๆ ถึงขั้นกลาเย็นชา อย่างนี้น่ากลัวไหมค่ะ?

ดังตฤณ:
อารมณ์น่ากลัวมีอยู่ชนิดเดียว คือ
โกรธแล้วอยากเบียดเบียนกัน
หรือประทุษร้ายตอบ
ความเย็นชาก็มีข้อดีครับ
คือหยุดเราไว้หลังเส้นเริ่มต้นทำร้ายทำลายกัน
และเมื่อมีสติรู้จักความเย็นชา
เห็นว่าพอมันพอกๆหนาๆ เดี๋ยวก็เบาๆบางๆลงไป
ในที่สุดก็แปรเป็นอุเบกขาดีๆได้เอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม :ทำอย่างไรจึงลดการใช้อารมณ์ลงได้เรื่อยๆครับ?

ดังตฤณ:
มีทางเดียวคือเจริญสติอยู่เรื่อยๆครับ
และอาจต้องใช้เวลากันครึ่งชีวิต หรือทั้งชีวิต

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : รู้สึกตัวว่าเจออะไรไม่ได้ดั่งใจก็หงุดหงิด อยากเลิกนิสัยแบบนี้ค่ะ

ดังตฤณ:
อย่าไปจัดการกับอาการหงุดหงิดครับ
มองให้เห็นว่าความรู้สึกไม่พอใจมันอยู่ตรงไหน
ถ้าเห็นความอึดอัดคับข้องว่า
เป็นแค่แรงดันมากน้อยก็จบ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : พวกความขัดใจเล็กๆ มีสติปุ๊บ ดับหายปั๊บ แต่โทสะแรงๆเห็นก็เห็นนะคะ แต่ยังแผดเผาใจรุนแรงอยู่ ซ้ำร้ายบางครั้งยังสบถออกไป รู้สึกอุบาทว์ตัวเอง นี่คือยังรู้สึกตัวไม่จริงใช่ไหมคะ?

ดังตฤณ:
อย่าเพิ่งไปวัดผลเอาครับ
ว่าจริงไม่จริง มีสติคุณภาพดีหรือไม่ดี
เอาแค่เรากำลังทำจริงแบบสะสมต่อเนื่องไปเรื่อยๆ
นับว่าน่าพอใจแล้ว
เพราะเมื่อโทสะเล็กๆหาย
รากฐานโทสะใหญ่ๆก็สั่นคลอนด้วยเหมือนกัน
ไม่ใช่โทสะใหญ่ๆแผดเผาแปลว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย

ที่ต่อสู้มานั้น ถูกทางชนะแล้วครับ
เพียงแต่จำนวนก้าวยังไม่มากพอเท่านั้น ก้าวต่อไปนะ

สัญชาตญาณรู้กรรม

110216

มนุษย์มีธรรมชาติภายในชนิดหนึ่ง
ที่เรียกกันว่า สัญชาตญาณ
เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วโดยเดิม
ไม่ต้องเรียนรู้ ไม่ต้องฝึกฝน
เช่น สัญชาตญาณเอาตัวรอดของเด็กแรกเกิด
ที่แหกปากร้องหานมเป็น ดูดนมเป็น
และพอโตๆขึ้นมา
สัญชาตญาณก็บอกเราหลายเรื่อง
เช่น ให้หลบหลีกสิ่งที่จะเข้ากระทบตัว
ให้รู้จักทำหน้าทำตาอ้อนขอของ
ให้เลือกคบเพื่อนที่เข้ากันได้
ทั้งหมดเป็นเรื่องของการใช้ความรู้สึกว่า
เราคือใคร เราเป็นอะไร เราอยากได้อะไร
เป็นคนละโหมดกับการใช้เหตุผล
ซึ่งตั้งต้นจากการระลึกว่า
เรารู้อะไรจริงๆบ้าง เรามีอะไรจริงๆบ้าง
เราควรหรือไม่ควรทำอะไรจริงๆบ้าง

ดังนั้น หากใช้เหตุผล
ในการคิดถามตัวเองว่า ชาติก่อนชาติหน้ามีไหม
ใครทำกรรมใดต้องรับผลแบบไหน
สมองมนุษย์จะปฏิเสธ หรือกระทั่งรู้สึกต่อต้านทันที
เนื่องจากสมองของร่างกายในชาตินี้
ตั้งต้นบันทึกความจำกันตอนลืมตาดูโลก
เป็นเรื่องของชีวิตนี้ชีวิตเดียวล้วนๆ
อะไรเกิดขึ้นในชีวิตนี้ ก็จำไว้เป็นเหตุเป็นผลตามนั้น

และเพราะเหตุนั้น
เมื่อเกิดเป็นลูกใคร เราจึงไม่ตั้งคำถามว่า
กรรมใดส่งมาเกิดกับพ่อแม่คู่นี้
อย่างมากก็ถามว่า
ทำไมไม่ไปเกิดกับพ่อแม่ที่รวยกว่า

หรือเมื่อฝ่าฟันตั้งเนื้อตั้งตัวได้เอง
เราจะบอกตัวเองและคนอื่นว่า
ฉันทำเอง ไม่พึ่งดวงแม้แต่นิดเดียว
ไม่พึ่งพาใครแม้แต่คนเดียว

แล้วทำไมบางคนถึงเชื่อเรื่องกรรมเก่าในชาติก่อน?

คนเราเลือกเชื่อสิ่งที่ตนไม่รู้จริง
ก็เพราะชีวิตมีเรื่องกระตุ้น
ให้ใช้สัญชาตญาณบ่อยกว่าเหตุผล เช่น

ในห้วงเวลาเศร้าโศกกับการ
พรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก
ที่ยากจะปลงใจยอมรับว่าต้องจากกันจริงๆ
ทุกคนจะนึกอยากลากันด้วยคำว่า "ไว้เจอกันใหม่นะ"

ในห้วงเวลาแค้นแสนแค้นกับการเอาชีวิตกัน
เจ็บใจ ผูกใจ ไม่อยากละสายตาสุดท้าย
ไปจากคนที่มาเอาชีวิตตน
ใจจะนึกอยากสั่งแค้นว่า
"กูจะตามจองล้างจองผลาญมึงไปทุกชาติ!"

ยังมีคำที่ผุดขึ้นมาเองในหัวอีกมาก เช่น
เดี๋ยวก็กลับมาเกิดอีก
สวยจัง! ชาติก่อนทำอะไรมา?
ฉันเคยเป็นหนี้แกมาจากชาติไหน?
เราต้องเคยอยู่ด้วยกันมาก่อนแน่ๆ!
เลวอย่างนี้ เหมาะกับนรกแล้ว! ฯลฯ

คำเหล่านี้ไม่มีใครสอน
แต่เป็นสิ่งที่รู้สึกขึ้นมาเอง
แม้ในหัวของผู้ที่สมองสั่งให้ไม่เชื่อ
เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดก็เถอะ

ยังมีสัญชาตญาณอีกแบบหนึ่ง
ซึ่งเกิดขึ้นด้วยการสร้างเองเดี๋ยวนี้ได้
คือ สะสมบุญ ทั้งจากการให้ทานอันศักดิ์สิทธิ์
ทั้งจากการรักษาศีลจนรู้สึกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งจากการเจริญสติจนเกิดจิตผู้รู้อันศักดิ์สิทธิ์
เมื่อสะสมบุญมากพอจะรู้สึกปลอดภัย ไร้การเบียดเบียน สัญชาตญาณเอาตัวรอดของจิตวิญญาณ
ก็จะบอกตัวเองว่าเรารอดจากความตกต่ำแน่แล้ว
เราจะไม่เดือดร้อนเพราะการเกิดใหม่ในชาติหน้าแน่ๆแล้ว
ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้อยู่ในศีลในธรรม ย่อมอุ่นใจว่า
ถ้าชาติหน้ามี เราก็ต้องไปดี
ถ้าชาติหน้าไม่มี เราก็อยู่อย่างเป็นสุขเดี๋ยวนี้แล้ว!

กรรมของแม่สื่อแม่ชัก

040216

เมื่อหวังดีกับใคร
อย่างไรใจก็เป็นบุญครับ
ได้บุญจากการคิดและการทำตรงนั้นแล้ว

แต่ขึ้นชื่อว่ากรรม
ที่จะเป็นกรรมเมล็ดพันธุ์รอการเผล็ดผลนั้น
มีองค์ประกอบหลายข้อ ได้แก่
รู้อยู่ว่าอะไรเป็นอะไร
เจตนาหรือหวังผลแบบไหน
มีความพยายามทำให้สำเร็จ
และสำคัญคือเกิดผลตามที่คาดหวังด้วย

หากสำเร็จผลตามที่คาดหวังแล้วล่ะก็
ให้รอรับผลในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าได้เลย
จะชาตินี้หรือชาติไหนก็ตาม
แต่หากไม่สำเร็จผล ต่อให้คาดหวังอย่างไร
พยายามแค่ไหน ก็ยังไม่สำเร็จเป็นกรรมเต็มขั้น

แค่แนะนำให้คนสองรู้จักกัน
ก็เป็นบุญเป็นบาปได้
ถ้าใจรู้อยู่ หรือคาดหมายได้อยู่ว่า
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อทั้งคู่รู้จักกัน
ส่วนจะต้องไปรับกรรมแบบไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าได้ผลสำเร็จตามที่คาดหวังหรือเปล่า

เวลาทำอะไร ใจคนเราจะเล็งที่จุดใดจุดหนึ่ง
เช่น ถ้าว่ากันแบบโลกๆ
คุณรู้จักชายรวยที่ต้องการหญิงดูแลเอาใจ
และรู้จักหญิงใจงามที่ต้องการคนช่วยปลดหนี้หนัก
อย่างนี้ก็คาดหมายว่า
เจอกันแล้วต่างฝ่ายต่างได้สิ่งที่ต้องการ
และเมื่อสองคนเจอกันก็สมหวังทั้งคู่จริงๆ
การเล็งผลนั้นของผู้เป็นสื่อ
ก็นับว่าประสบความสำเร็จ
เป็นบุญที่ช่วยให้คนสองคนได้สิ่งที่ต้องการ
เมื่อกรรมจะเผล็ดผลในอนาคต
ก็จะมาในรูปของการมีผู้นำไปสู่สิ่งที่ปรารถนา

ส่วนที่ว่า ถ้าสองคนเลิกกันในภายหลัง
หรือกระทั่งทะเลาะเบาะแว้งตบตี
อันนี้เป็นเรื่องเกินความคาดหมาย
ไม่ได้คิดไว้ก่อน และรู้ล่วงหน้าไม่ได้
ก็ไม่เกี่ยวกับผู้เป็นสื่อแล้ว
เป็นกรรมของคนสองคนที่อยู่ด้วยกันเท่านั้น
เรื่องที่จะต้องรู้สึกผิด
หรือเรื่องที่จะต้องมาโทษกันว่า
แม่สื่อแม่ชักเป็นตัวการนำความซวยมาสู่ชีวิต
คงขึ้นกับว่า บังคับใจหรือปล่อยให้คิดเอง
เลือกเองแต่แรกด้วย

หากสมัครใจเลือกเอง
ก็ต้องรับผลของการเลือกเอง!

ถ้าว่ากันโดยธรรม
อย่างเช่นพ่อแม่ที่รู้ธรรมะ
เล็งตาหาคู่ครองให้ลูกสาวตน
ก็จะเล็งที่ความเสมอกันด้วยศีล
ความเสมอกันด้วยใจอาทร
ความเสมอกันด้วยการศึกษา
ความเสมอกันด้วยฐานะ
และสำคัญมากๆ คือเสมอกันด้วยความเสน่หา
ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และไม่ง่ายที่จะได้อย่างใจทั้งหมด
แต่การเล็งของพ่อแม่
ก็คือตัวอย่างการเล็งอันเป็นธรรม เป็นบุญแท้
ที่จะมีให้กับลูก

จะได้อย่างใจหรือไม่ได้อย่างใจในภายหลัง
ถ้าใจเล็งที่ศีลเสมอกันเป็นหลักแล้ว
ก็ให้คิดว่า พ่อสื่อแม่ชักเป็นประตูสู่ทางสะอาด
ทางแห่งความปลอดภัย
แต่ถ้าไม่แน่ใจ ไม่รู้จักคนดีพอ
ไม่ทราบว่าศีลใครยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงใด
โดยเฉพาะศีลข้อ
บางทีก็เหมือนส่งเนื้อเข้าปากเสือได้

สรุปคือ จะแนะนำใครให้รู้จักกัน
ต้องแน่ใจก่อน รู้แก่ใจตัวเองก่อนว่า
ใครเป็นอย่างไร เราเล็งหวังผลแบบไหน
มีสิทธิ์เกิดสัมพันธ์ดีร้ายแบบใดขึ้นมา
เพราะนั่นคือมาตรวัดบุญอันเป็นที่สุด
ของมนุษย์ผู้ทำกรรมอย่างรู้ว่าเจตนาเอาอะไร!

อยู่ที่ DNA หรืออยู่ที่ใจ?

280116

สิ่งที่ทำให้คนทั่วไปยอมรับ
และรู้สึกว่าศาสตร์เกี่ยวกับ DNA ศักดิ์สิทธิ์
ก็คือ กฎหมายรองรับการใช้ DNA เป็นเครื่องพิสูจน์ถูกผิด
ดังปรากฏข่าวตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อแม่ลูก
หรือไม่ก็พิสูจน์ความเป็นผู้ร้าย ผู้เป็นอาชญากรตัวจริง

เทคโนโลยีเกี่ยวกับ DNA
ก้าวไปไกลมากขึ้นๆทุกปี
สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
และกำลังจะกลายเป็นที่รู้จักดีในอนาคต
คือ DNA สามารถใช้พยากรณ์ชะตาชีวิต
ไม่ต่างจากศาสตร์ลายมือหรือโหราศาสตร์
และที่พิเศษกว่านั้น คือ
ถ้าตัดแต่ง DNA ได้ ก็เปลี่ยนชะตาชีวิตได้
หรือกระทั่งเปลี่ยนคนธรรมดาเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ได้
ชนิดที่ต้องนึกถึงหนังเรื่อง X-Men กันทีเดียว

DNA น่าสนใจกว่าเรื่องดวงและเรื่องกรรมวิบาก
ตรงที่มันเป็นสิ่งจับต้องได้
พิสูจน์เห็นผลลัพธ์เป็นรูปธรรมได้
อย่างเช่น ตราบใดที่เด็กยังไม่คลอด
ตราบนั้นโหราศาสตร์ยังไม่ทำงาน
ยังไม่มีหมอดูคนไหนทายถูกว่า
เด็กจะเกิดมาเป็นอย่างไร รูปงามหรือไม่งาม
แต่เด็กที่ยังไม่คลอดคนเดียวกันนั้นเอง
หากเอา DNA มาตรวจได้
นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญก็อาจทำนายก่อนเกิดเลยว่า
ชะตาชีวิตของเด็ก เมื่อโตขึ้นจะประมาณไหน
มีสิทธิ์ประกวดนายแบบหรือนางงามไหม
มีสิทธิ์เป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงหรือเปล่า
มีสิทธิ์ตายด้วยโรคมะเร็งในช่วงอายุประมาณใด

หมอดูรู้ว่า ดาวบนฟ้าลิขิตชะตา
นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า
DNA เป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างมนุษย์
ส่วนผู้มีอภิญญาตั้งแต่ก่อนยุคพระพุทธเจ้า
ทราบมาช้านานว่า วิบากของกรรม
เป็นผู้วางแผนชีวิตให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

แต่เพิ่งมาถึงยุคของพระพุทธเจ้า
ที่มีการประกาศว่า
ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ด้วยใจนี่เอง ธรรมทั้งปวงจึงปรากฏอย่างที่เห็น
และเมื่อใจเปลี่ยนไปอย่างไร
ชะตาชีวิตก็หักเหไปอย่างนั้น
อย่างที่เรียกสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น คนในโลกนี้มีอยู่ พวก
พวกแรกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีเหตุผลเสมอ
พวกสองติดอยู่กับการเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ร้ายกาจ
พวกสามสลับร่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่
บางทีก็เจ้าอารมณ์จัด บางทีก็มีเหตุผลดีมาก

ถามนักจิตวิทยา นักจิตวิทยาจะอธิบายเป็นฉากๆว่า
ใครเกิดและโตใต้สิ่งแวดล้อมใด จึงเป็นเช่นนั้น
ถามหมอดู หมอดูจะพยากรณ์ถูกว่า
ใครเกิดใต้อิทธิพลดาวแบบใด จึงเป็นเช่นนั้น
ถามนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์จะชี้ด้วยหลักฐานว่า
ใครเกิดด้วยรหัส DNA อย่างนี้ๆ จึงเป็นเช่นนั้น
ถามคนมีตาทิพย์ คนมีตาทิพย์จริงจะเผยว่า
ใครเกิดด้วยกรรมเก่าแบบใด จึงเป็นเช่นนั้น

ทั้งหมดนั่นถูกได้ทั้งสิ้น
แต่เมื่อถามชาวพุทธที่ฟังพระพุทธเจ้าจริงๆ
จะไม่ค่อยสนใจว่า
ที่มาที่ไปของนิสัยหนึ่งๆ มาจากไหน
แต่ใส่ใจว่า จะแก้นิสัยเสียๆได้อย่างไร
เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาของการขัดเกลา
เปิดสอนคนส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่นักจิตวิทยา
ไม่ใช่หมอดู ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่คนมีตาทิพย์

เมื่อเป็นชาวพุทธ
ขอเพียงตั้งศรัทธาไว้ว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ก็ย่อมปลงใจเชื่อว่า ชีวิตเปลี่ยนได้ ชะตาปรับได้
ผ่อนหนักให้เป็นเบาได้
หรือกระทั่งพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือก็ยังได้

ดังเช่นที่เมื่อรู้ตัวว่าเป็นพวกไร้เหตุผล
ฟังธรรมแล้วปรารถนาจะเป็นคนมีเหตุมีผล
ก็ตั้งหลักด้วยการเห็นโทษของความเป็นคนเจ้าอารมณ์
จากนั้นอาศัยความเข้าใจ
อาศัยเวลา อาศัยความอดทน
อาศัยความใจเย็น อาศัยแนวทางการเจริญสติที่ถูกต้อง
มาฝึกให้เกิดความรู้ตัวเรื่อยๆว่า
เวลานี้เกิดอารมณ์ร้ายขึ้นแล้ว
เวลานี้อารมณ์ร้ายจางลงบ้างแล้ว
เวลานี้อารมณ์ร้ายหายไปแล้ว
หรือถ้าไม่หายไปสักที
อย่างน้อยก็เอาความคิดดีๆมาหักล้างให้ทันๆกัน
นี่เรียกว่าเป็นการเอาชนะของเก่า
ด้วยกรรมใหม่นั่นเอง

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวบนโลก
ที่มีศักยภาพดีพอจะเลือกทำกรรมได้แตกต่างจากตัวตนเดิม
แต่คนส่วนใหญ่ปล่อยตัวตามยถากรรม
จึงทำให้เราเห็นแต่อะไรๆ
ที่เหมือนถูกลิขิตไว้หมดแล้ว
แก้ไขไม่ได้แล้ว
เห็นแต่แรกแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
โดยเฉพาะกับคนคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า
ชีวิตตัวเองจะดีขึ้นได้!

กรรมทางเน็ต VS กรรมในโลกความจริง

210116

โลกความจริงคืออะไร
แต่ละคนตอบไปคนละแบบ แล้วแต่จะคิด
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่จับต้องได้จริง
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่ไม่มีการหลอกลวง
บ้างก็บอกว่า เป็นโลกที่เราเชื่อว่าจริง

แต่ในแง่ของกฎแห่งกรรมวิบาก
โลกความจริง
วัดกันด้วยคำถามง่ายๆ คือ
คิดดีจริงไหม คิดชั่วจริงไหม
พูดดีจริงไหม พูดชั่วจริงไหม
ทำดีจริงไหม ทำชั่วจริงไหม
เจตนาดีชั่วอันใดเกิดขึ้นจริง
ก็นั่นแหละ โลกความจริงทางกรรม
ผลอันเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือวิบากแห่งกรรม
ย่อมตามมาเป็นธรรมดา ไม่ช้าก็เร็ว

เมื่อมองจากมุมของกรรมและวิบาก
อินเตอร์เน็ตก็คือโลกความจริง
ไม่มีอะไรแปลกแยกแตกต่าง
ไม่มีสิ่งใดเป็นมายาปลอมปน
กฎแห่งกรรมเคยเป็นมาอย่างไร
ก็จะเป็นอย่างนั้นบนโลกออนไลน์ต่อไปนั่นเอง

สิ่งหนึ่งที่คนยุคไอทีชอบคิดกัน คือ
เมื่อไม่เผยตัว เมื่อปิดบังไม่ให้ใครรู้จักหน้า
ก็เหมือนกับว่าไม่มีผู้กระทำผิดที่แท้จริง
ดูง่ายๆ คือ คนทำผิดในเน็ตมักลอยนวล
จับมือใครดมยาก
แถมเดี๋ยวนี้ใช้เครื่องจากร้านไอทีทั่วไป
แอบทำชั่วได้ง่ายยิ่งกว่าง่ายเสียด้วย

แม้คนทั้งโลกไม่รู้
แม้ไม่มีใครตามจับ
แต่กรรมก็รู้ และเป็นเงาตามติดคุณไปทุกขณะจิต
แล้วก็ให้ผลไม่ช้าด้วย
อย่างเช่น อ่านข้อความจากเน็ต
ไม่ต้องพิมพ์อะไรโต้ตอบเลย
แค่คิดไม่ดีตามเขาไป
หรือแค่คิดเยาะหยันคุณงามความดีของคนอื่น
สังเกตดู ก็รู้สึกได้ถึงความมืดที่เข้าครอบงำจิต
รู้สึกถึงการเลือกโทสะเป็นเจ้าเรือน
รู้สึกถึงวิธีมองโลกแง่ร้ายเป็นนิสัย

หรืออย่างเช่นการพิมพ์ข้อความใดส่งไปในเน็ต
ถ้าสังเกตจะเห็นว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นในคุณจริงๆ
เช่น พิมพ์ข้อความดีๆ ใจจะสบาย
ยิ่งเป็นเรื่องดีขึ้นเท่าไร ยิ่งเบิกบานนานขึ้นเท่านั้น
ส่วนถ้าพิมพ์ข้อความแย่ๆ แม้สนุกสะใจก็เดี๋ยวเดียว
แต่ต้องกระวนกระวายฟุ้งซ่านกันนานๆ

กฎแห่งกรรมวิบากไม่ได้ให้ผลช้าอย่างที่คิด
ถ้าหมั่นสังเกตจิตของตัวเอง
เห็นการสั่งสมนิสัยเลือกสุข สั่งสมนิสัยเลือกทุกข์เข้าตัว
แล้วคุณจะกลัวความผิดที่รู้อยู่แก่ใจ เปิดเผยอยู่กับตัว
แม้จะเป็นความลับที่โลกไม่รู้เลยก็ตาม!

น่าจะท้อแต่ไม่ท้อ

140116

หน้าที่ของบุญ
ไม่ใช่แค่ให้ผลเป็นเหตุการณ์ดีๆ
หรือตกแต่งหน้าตาฐานะให้ดูดี
มีกินมีใช้เท่านั้น แท้จริงแล้ว
ชื่อว่าบุญคือที่มาของความสุข
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขใจเป็นหลัก

การเป็นคนทำบุญจริง
คือทำด้วยใจ ทำออกมาจากใจ
แม้มือไม้ไม่หยิบจับของมงคลทำบุญ
แต่ถ้าใจคิดในทางมงคล
คิดในทางไม่เพ่งโทษ
คิดในทางสว่าง
ก็ได้ชื่อว่าทำบุญแล้ว
เป็นผู้ทำกรรมสำเร็จแล้ว
โดยอาการแห่งมโนกรรม

ตัวอย่างของมโนกรรมอันสะสมมากแล้ว
เป็นเหตุให้เกิดสุข ไม่ท้อง่าย ไม่ทุกข์ง่าย
ได้แก่ การระลึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่ควรแก่การเลื่อมใสโสมนัส
บันดาลใจให้นึกอยากเจริญตามรอยท่าน
ดังเช่นผู้ที่อยากนึกถึงพระศาสดานานๆ
ก็อาศัยการสวดมนต์อิติปิโส
เป็นเครื่องกล่าวสรรเสริญคุณวิเศษ
และคุณงามความดีของพระองค์
ไม่ใช่สวดตั้งใจขอลาภ
ไม่ใช่สวดด้วยเจตนาขอพรให้หายทุกข์
ไม่ใช่สวดสร้างฤทธิ์สร้างอำนาจ
กรรมคือเจตนาสรรเสริญพระพุทธคุณนั่นเอง
เมื่อสะสมมากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อน้อมรับกระแสพุทธคุณเข้าตัว
ย่อมเป็นไปเพื่อความสุกสว่างของจิต
ย่อมเป็นไปเพื่อความเมตตาปรานีแบบพุทธ

หรืออย่างเช่นผู้กำหนดทิศทางความคิด
ไปในทางไม่เบียดเบียน ในทางอภัย
เพียงเมื่อคิดไปในทิศทางเช่นนั้น
ทั้งชีวิตก็เป็นเขตปลอดภัย
ไม่เป็นอันตรายแก่คนอื่น
รู้สึกอบอุ่นใจอยู่ได้ในตนเอง
ไม่ใช่หมดพลังงานไปกับการคิดแก้แค้นเอาคืน
ไม่ใช่ต้องคอยระวังตัวกลัวการมีเรื่อง
ไม่ใช่ลุ้นระทึกรอดูความพินาศของคนอื่นเป็นอาจิณ
กรรมคือเจตนาตัดวงจรเบียดเบียนให้ขาดนั่นเอง
เมื่อสะสมมากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้สึกปลอดภัย
ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อน
ย่อมเป็นไปเพื่อการเหลือกำลังกายกำลังใจทำอะไรต่อ

เมื่อเป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีความคิดสละภัย
ใจย่อมไม่เดือดร้อน
และนึกเห็นอกเห็นใจผู้กระหาย
อยากช่วยให้ความร่มเย็นแก่ผู้เดือดร้อน
เป็นเหตุให้น้ำใจทวีตัวเพิ่มขึ้นทุกวัน
รินน้ำใจเอง มีความสุขเอง
และธรรมดาผู้มีความสุขทางใจมาก
ย่อมท้อได้ยาก เกิดความทุกข์ทางใจได้ยาก
ไม่ใช่เรื่องลึกลับ
ไม่ใช่เรื่องต้องขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆเลย!

คำวิเศษเปลี่ยนชีวิต

040116

คุณเชื่อเรื่องคำวิเศษในหัว
ที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้ไหม?

ขอให้ลองทบทวนดู
ทุกคนจะมีคำบางคำ
ที่เคยเป็นประตูมาสู่ความสว่าง
แล้วก็มีคำบางคำ
ที่เคยเป็นประตูไปสู่ความมืดกันทั้งนั้น
คำบางคำจึงเหมือนประกายพลุงดงาม
ที่สว่างวาบขึ้นแล้วเปิดทางชีวิตใหม่
ขณะที่คำบางคำเหมือนเมฆหมอกมืดมัว
ที่โรยตัวลงมาคลุมทางชีวิตให้มืดมน

แต่ละคนจะมีคำที่คลิกต่างกัน
ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตที่จะโดนกับคำใด
ผมเองสมัยที่ชอบตอกย้ำความเจ็บใจ
ด้วยการคิดถึงใบหน้าของคนที่น่าแค้น
ก็เคยพลิกจิตตัวเองได้
เพราะนั่งลงเขียนระบายความเจ็บใจ
และได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า
เราโดนอย่างไร จะไม่ทำกับคนอื่นอย่างนั้น

ผมไม่รู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นนานมาแค่ไหนแล้ว
แล้วก็จำไม่ได้จริงๆว่าเป็นเรื่องอะไร ใครทำอะไรผม
แต่จำได้ถึงความรู้สึกโล่งอก เบาใจ
หายคิดหายแค้นได้ทันที
ซึ่งนั่นเป็นประสบการณ์พลิกจากอกุศลจิต
ไปเป็นกุศลจิตแบบเฉียบพลัน
เพราะได้พลังคำหักเหทิศทาง
ของจิตจากความอยากเอาคืน
ให้กลายเป็นความอยากเอาดี
เลิกคิดแพร่กระจายเชื้อร้ายต่อ
อยากหันมาเพาะเชื้อดีแทน
เข้าใจจริงๆว่าการอยากเป็นเขตปลอดภัยสำหรับคนอื่น
แทนการเป็นตัวอันตราย
ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น
เหมือนย้ายไปอยู่คนละโลกได้อย่างไร

จุดนั้นทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่า
คำบางคำที่เปลี่ยนใจเราได้
ก็เปลี่ยนชีวิตของเราได้
หรือกระทั่งกลายเป็นต้นชีวิตใหม่ได้จริง

เมื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าพลังคำ
มีอิทธิพลกับจิตใจตัวเองเพียงใด
เราก็คิดต่อยอดได้ว่า กรรมที่พูด
กรรมที่เขียน ข้อความใดๆไปกระทบใจคน
มีความใหญ่หลวงกว่าที่นึกๆกันขนาดไหน
ถ้าคำบางคำของคุณฉุดคนขึ้นจากเหวได้
คำบางคำของคุณก็ผลักคนร่วงหล่นลงเหวได้เหมือนกัน!

สมัยก่อน คนโบราณต้องมีอำนาจหน้าที่
หรือบารมีบางอย่าง จึงมีสิทธิ์พูดเสียงดัง
ให้ชุมชนจำนวนมากได้ยินพร้อมกัน
จะกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในทางดี
หรือปลุกระดมให้เกิดแรงกดดันในทางร้าย
ก็เป็นกรรมดีกรรมชั่วอย่างใหญ่ติดตัว เพิ่มพูนไปตามนั้น

แต่สมัยนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่หรือบารมีใดๆอย่างนั้น
แค่มีมือถือสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว
ก็ได้อำนาจก่อกรรมใหญ่เท่ากับ
หรือเหนือกว่าคนเสียงดังในสมัยโบราณมากแล้ว
คือ ถ้าคำดีๆหรือคำร้ายๆลอยมาโดนใจคุณ
แล้วคุณแพร่ต่อ คำดีอาจเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่ง
จากเจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นปรานีมีเมตตา
ไม่อยากถือสาหาความใครมาก
ส่วนคำร้ายอาจเปลี่ยนคนจำนวนหนึ่ง
จากที่เคยรู้จักอภัย กลายเป็นใครที่จ้องล้างจ้องผลาญ
ทวงหนี้เวรกันไม่รู้จบรู้สิ้นได้

ไม่ต้องคิดถึงน้ำหนักกรรมก็ได้
แต่ลองคิดถึงโลกที่คุณกำลังมีส่วนช่วยสร้าง
เป็นโลกที่มืดลง หรือสว่างกว่าที่ปรากฏอยู่
ถ้ามองไม่เห็นชัดจากปรากฏการณ์ภายนอก
ก็อ่านให้ออกจากปรากฏการณ์ทางใจภายในดู
เมื่อคิดพูด เมื่อคิดเขียนอย่างไร สว่างหรือมืดแค่ไหน
ใจคุณตอบตัวเองถูกอยู่แล้ว!

อยู่ไปวันๆหรืออยู่แบบมีเป้าหมายดี?

311215

จิตมีความเป็นเช่นไร
ก็ต้องเกิดพฤติกรรมซ้ำๆที่สอดคล้องกันเช่นนั้น
กรรมใดเกิดขึ้นซ้ำๆอย่างต่อเนื่อง
กรรมนั้นเรียกว่าอาจิณณกรรม

เครื่องหมายของการได้เป้าหมายชีวิตไว้เล็ง
คือ จิตที่ตั้งมั่น ชัดเจน

จิตที่ตั้งมั่นชัดเจน
มีโฟกัส คือ มีภาวะใกล้ความเป็นสมาธิ
มีทิศทาง คือ มีเส้นทางไปแน่นอน
มีที่ตั้ง คือ มีสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกว่ามาถึงไหน

เมื่อมีเป้าหมายชีวิตชัดเจน
คุณจะพบตัวเองเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
อยู่ในทางของการเบียดเบียนมนุษย์
หรืออยู่ในทางของการเบียดเบียนสัตว์
หรืออยู่ในทางเลิกเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

และเมื่อมีเป้าหมายชีวิตจริงๆ
คุณจะเห็นเด่นชัดว่าอะไรสำคัญกับคุณ
แบบที่คุณให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นก่อนเพื่อน
เช่น ถ้าชื่อเสียงเงินทองสำคัญอันดับหนึ่ง
ไม่ว่าจะต้องเบียดเบียนชีวิตอื่นเพียงใด
ใจก็โอเคหมด เห็นเป็นเรื่องต้องทำหมด
แต่หากเห็นเส้นทางไม่เบียดเบียนสำคัญกว่า
อยากได้ใจที่สบาย ไม่เดือดร้อน เป็นอันดับหนึ่ง
แม้ใครหยิบยื่นข้อเสนอเป็นเลขหกหลัก เจ็ดหลัก
หรือกระทั่งแปดหลักอย่างไร
คุณก็จะไม่สน หรือสนแต่หักห้ามใจไว้

สรุปแล้ว การมีเป้าหมายชีวิต
มีอิทธิพลอย่างแรงกับการก่อกรรม
และพอก่อกรรมแบบหนึ่งๆอย่างชัดเจนต่อเนื่อง
วิบากหรือผลของกรรมย่อมชัดเจนต่อเนื่องด้วย
เมื่อถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผล

แล้วการไม่มีเป้าหมายชีวิตอยู่เลย
บอกตัวเองว่าขออยู่ไปวันๆ ไม่คิดมาก
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
แบบนี้มีอิทธิพลกับเส้นทางกรรมบ้างหรือเปล่า?

เครื่องหมายของการอยู่ไปวันๆแบบไม่เอาอะไรมากกับชีวิต
คือ จิตที่ซัดส่าย พร่ามัว
ไร้โฟกัส คือ มีแนวโน้มจะฟุ้งซ่านได้ตลอด
ไร้ทิศทาง คือ สุ่มเสี่ยงกับการถูกคลื่นซัดไปเรื่อย
ไร้ที่ตั้ง คือ ไม่มีสิ่งใดบอกได้ว่าชีวิตมาถึงไหนแล้ว

เมื่อขาดเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน
คุณจะเอาแน่เอานอนอะไรกับตัวเองไม่ได้
บางวันอาจฝืนใจเบียดเบียนมนุษย์
บางวันอาจจำใจเบียดเบียนสัตว์
บางวันอาจอยากทำตัวไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเลย

และเมื่อไร้เป้าหมายชีวิตชนิดรู้สึกว่าสายเกินแก้
คุณจะไม่รู้เลยว่าอะไรสำคัญที่สุด
เงินไม่อยากได้ ความรักไม่อยากเอา
สวรรค์ก็ไม่หวัง นิพพานก็ไม่ไป
ขอให้ผ่านไปวันๆ ได้นอนฟุ้งซ่านเรื่อยเปื่อยก็พอใจแล้ว
แบบนี้ถ้าทำความรู้สึกเข้ามาในตนดีๆ
จะพบว่าคุณเหมือนปลาพร้อมฮุบเหยื่อ
คือ ถ้ามีเหยื่อแบบไหนยื่นมาล่อให้น้ำลายไหลมากพอ
ก็ฮุบทันทีแบบไม่สนผลลัพธ์ที่จะตามมา
หรือแม้เป็นกังวลกับผลลัพธ์อยู่บ้าง
ก็ไม่ทราบจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปห้ามใจ

สรุปแล้ว การไร้เป้าหมายชีวิต
ก็ก่อให้เกิดเส้นทางกรรมอยู่ดี
เป็นเส้นทางแบบสุ่ม แบบเสี่ยง
แม้เฝ้าบอกตัวเองว่า ฉันอยู่ของฉันอย่างนี้
ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร
แต่ในความเป็นจริงมักมีบางวันในชีวิต
ที่เกิดสิ่งกระทบเป็นเครื่องล่อใจให้โลภมากบ้าง
เครื่องยั่วยุให้โกรธเกรี้ยวบ้าง
เครื่องมอมเมาให้หลงตัวบ้าง
ซึ่งคุณจะรู้สึกเลยว่า ตัวเองไร้ภูมิคุ้มกัน
ไม่มีหลักประกันใดๆไปต้านทานเครื่องกระทบเลย

ศาสนาพุทธสนับสนุนการมีเป้าหมายชีวิต
เช่น ให้ถามตัวเองว่าวันคืนล่วงไป เราทำอะไรอยู่
ถ้าเป็นพ่อค้าท่านก็ให้ฉลาดเรื่องค้าขาย
ถ้าเป็นพระท่านก็ให้เร่งความเพียรเพื่อทำมรรคผลให้แจ้ง
หรือถ้าแม้เป็นโจร ท่านก็สอนว่าอย่าเอาหมด เป็นต้น
คนมีเป้าหมายเท่านั้น
ที่จิตมีกำลัง มีความชัดเจนพอจะเลือกว่า
จะเอาเส้นทางกรรมให้ตนแบบไหน!

วันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต เป็นตัวชี้กรรมสำคัญได้

241215

วันบางวันในหนึ่งชาติของมนุษย์
คือวันที่เป็นยอดแห่งความรู้สึก
ที่จะติดค้างหรือตกผลึก
เป็นแก่นความทรงจำ
คุณไม่รู้ตัวว่าเป็นวันไหน
แต่เมื่อถูกถามให้นึกถึง
วันที่มีความสุขที่สุดในชีวิต
จะเกิดการปรุงแต่งจิตเป็นอัตโนมัติ
คัดเลือกวันนั้นขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องฝืนใช้ความพยายามให้มาก

วันพิเศษที่ผุดขึ้นมาในใจเองนั้น
สำหรับบางคน คือวันที่ได้รับ
ขณะที่สำหรับบางคน คือวันที่ได้ให้

จิตก่อนตายก็คล้ายๆถูกใครถามถึงวันพิเศษ
แต่จะไม่มีการไล่ถามตัวเองเป็นข้อๆว่า
วันไหนคือวันที่สุขที่สุดในชีวิต
ทุกข์ที่สุดในชีวิต
ทำดีที่สุดในชีวิต
ทำชั่วที่สุดในชีวิต
ทว่าจะเกิดการปรุงแต่งจิตอันพ้นความคิด
อันเป็นไปในทางแสวงหาที่พึ่ง
อันเป็นความสุข ความอบอุ่นสูงสุด

นั่นเพราะจิตสุดท้าย เมื่อไม่เหลือทรัพย์ให้ถือ
ไม่เหลือญาติมิตรเคียงข้าง
ไม่เหลือแม้แต่ร่างกายเป็นที่ตั้ง
ก็จะควานหาว่ายังจับยึดอะไรไว้ได้อีก
ซึ่งการไขว่คว้าครั้งสุดท้าย
จะไม่ใช่อะไรอื่นมากไปกว่าแสงสว่าง
ซึ่งก็คือกุศลธรรมนั่นเอง
แสงสว่างแห่งกุศลจะยกจิตขึ้นพ้นความกลัว
อาบจิตด้วยความรู้สึกอบอุ่น พ้นภัย
แต่หากจิตเกิดอาการแสวงที่พึ่ง
แล้วไม่พบความสว่าง เจอแต่ความมืด
ก็จะเคว้งคว้าง และบังเกิดความรู้สึกหวาดกลัวรุนแรง
เหมือนใกล้ตกเหว หรือเหมือนตกจากเรือ
ลงสู่แผ่นน้ำมืดกว้างใหญ่ไร้คนช่วย

ถ้าในวันปกติ
นึกถึงสุขที่สุดในชีวิตแล้ว
ได้คำตอบเป็นการมีโอกาสให้อะไรบางอย่าง
กับใครคนหนึ่งหรือหลายๆคน
แนวโน้มคือจิตก่อนตายของคุณ
จะปรุงแต่งภาพความทรงจำดีๆขึ้นมา
เป็นการทำอะไรดีๆไว้ในโลกนี้หลายครั้ง
แม้ความดีเหล่านั้นเหมือนถูกลืมสนิทแล้ว
ตะกอนกรรมก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาให้จำได้ใหม่
ชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ
และนำมาผูกเรียงกันเป็นซีรีส์แห่งความดี
จิตจึงเกิดกำลัง มีความเบิกบาน เป็นกุศล
จิตสุดท้ายดับไปกับความปลื้มใจในชีวิตทั้งชีวิต
หลุมขาวอันสร้างจากกองบุญที่สั่งสมไว้
จะมีพลังดึงดูดตัวคุณไป
และหลังจากสิ้นสภาพมนุษย์
ก็บันดาลจิตดวงใหม่ที่มีความสว่าง
ขั้นต่ำกลับมาเข้าท้องมนุษย์
ขั้นที่เหนือกว่าคือไปสู่ความเป็นเทวดา

การลองถามตัวเองว่า
สุขที่สุดในชีวิตคือวันไหน
วันที่รับหรือวันที่ให้
จึงเป็นคำถามที่มีค่า มีความหมาย
เพราะถ้านึกแล้วได้คำตอบ
เป็นวันที่คุณได้ของให้ตัวเอง
ก็อาจไม่ใช่เครื่องวัดอะไรมากนัก
แต่ถ้าคำตอบคือวันที่คุณให้อะไรกับคนอื่น
ก็แทบประกันว่า
คุณมีที่พึ่งก่อนตายแล้ว

ด้วยคำถามนี้ และด้วยการตอบตัวเองถูก
คุณอาจพบว่าตัวเองมีแก่ใจ
ทำอะไรไว้เป็นที่พึ่งให้ตัวเองเพิ่มขึ้นมาก!

ได้รับอะไรดีๆ ไม่สู้ได้ทำอะไรดีๆ

171215

ในโลกที่มีวิบากกรรมครอบงำชีวิต
ความดีใจกับความเสียใจ
บางทีเหมือนเหรียญสองด้าน
ที่รอเวลาพลิกกลับในไม่ช้า

ดีใจได้เข้าทำงานที่ต้องการ
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยไปกดขี่ ข่มเหง ใช้งานคนอื่นเยี่ยงทาสไว้

ดีใจแย่งแฟนคนอื่นได้
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยไปด่าทอ ทุบตี และทิ้งขว้างคนอื่นไว้

ดีใจมีเงินพอจะซื้อรถเครื่องแรงสมใจ
หารู้ไม่ว่าถึงเวลาใช้เวรใช้กรรม
ที่เคยดักทำร้าย หรือซุ่มฆ่าคนอื่นกลางทางไว้

ในโลกที่กรรมมีผล
ทำอะไรแล้วต้องได้รับผลสอดคล้อง
เรื่องที่ควรดีใจจริงๆ
คือได้ทำสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความสุข ความเจริญ
ทั้งทางใจในปัจจุบัน
และทั้งชะตากรรมในอนาคต

ดีใจได้ช่วยให้ใครบางคนมีความสุขขึ้น
ดีใจที่ห้ามใจไม่ทำผิดทำบาปได้
ดีใจที่ยั้งปากทันก่อนทำร้ายจิตใจคนอื่น

ความดีใจที่ได้รับอะไรเด็ดๆ
ไม่สู้ความดีใจที่ได้ทำอะไรดีๆ!

สร้างโบสถ์วิหาร ใครได้บุญมากกว่ากัน?

12308561_984184624972029_1514965063247036965_n

โบสถ์วิหารในวัดเป็นของใหญ่
เพราะเป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์
เป็นสัญลักษณ์การตั้งอยู่ของพระศาสนา
ตลอดจนเป็นที่ตั้งศรัทธาอันจับต้องได้
ก่อให้เกิดปีติสุขแก่อุบาสกอุบาสิกาได้
แม้เพียงได้ทัศนาโบสถ์ที่งดงามเจริญตา
และเมื่อใดเข้าโบสถ์ดีๆ
ที่ให้ความรู้สึกสงบร่มเย็น
หรือที่เห็นองค์พระแล้วเกิดปีติใหญ่
ก็อาจสลายทุกข์สลายโศกที่ครอบงำใจได้เร็ว
พร้อมจะตั้งสติสดับธรรมของพระพุทธเจ้าขึ้นมาบ้าง

ฉะนั้น ผู้มีส่วนสร้างโบสถ์สร้างวิหารให้เกิดขึ้น
ย่อมรู้สึกว่าได้ทำบุญใหญ่
เหมือนเป็นเครื่องหมายว่า
ชีวิตนี้ได้ทำบุญครั้งสำคัญไว้เป็นที่พึ่งให้ตนเองแล้ว
ทั้งระหว่างมีชีวิต
ที่ได้เข้าไปร่วมกิจอันเป็นมหากุศลในโบสถ์
และยามใกล้ตาย
ที่ได้ระลึกถึงว่ามีความสว่างใหญ่อันใดเป็นที่พึ่งบ้าง

ถ้าไม่เคยร่วมสร้างโบสถ์
ก็อาจไม่สนใจใคร่รู้ว่าคนไหน ฝ่ายใด
ได้บุญมากกว่ากัน
แต่เมื่อร่วมกันสร้างเสร็จ
คำถามนี้มักคาใจหลายคนว่า
ตกลงใครได้บุญมากกว่ากัน
ซึ่งหากทำความเข้าใจให้ดี
ก็จะนำไปสู่ความเห็นชอบเกี่ยวกับการทำบุญได้
และอาจจะทำลายความเห็นผิดที่ว่า
ใครได้หน้าได้ตามากกว่า คนนั้นได้บุญมากกว่าด้วย

แทนการถามแบบดิบๆว่าใครได้บุญมากกว่ากัน?’
ซึ่งจับต้องยาก ชั่งตวงวัดกันไม่ได้
เราควรเปลี่ยนคำถามใหม่เป็นว่าใครอิ่มใจกว่ากัน?’
คือ ใครนึกถึงแล้วปลื้ม เป็นสุข ชุ่มชื่นใจนานกว่ากัน
เพราะตัวความปลื้มปีติ ตัวความเลื่อมใสในบุญนั่นเอง
เป็นเครื่องหมายของกำลังใจหรืออีกนัยคือกำลังบุญ
เป็นเรื่องรู้เฉพาะตน เอาไปแข่งกันออกสื่อไม่ได้

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
เมื่อใจเลื่อมใสใคร่ทำสิ่งใดให้สำเร็จ
ยิ่งปรารถนาแรงกล้าขึ้นเท่าใด
รัศมีบุญยิ่งมีความใหญ่ขึ้นเท่านั้น
และการสร้างสถานที่ทางศาสนา
อันเป็นสัญลักษณ์ของการยกระดับจิตวิญญาณ
ย่อมไม่ประมาณถูกหรอกว่า ควรได้ผลเท่านั้นเท่านี้
แต่ที่แน่ๆคือรูปชีวิตภายหน้าย่อมมีที่พึ่งที่เกาะ
ทั้งรูปร่างหน้าตา ทั้งฐานะ ทั้งชะตา
ต้องเป็นไปในทางที่ดีขึ้น ยกสูงขึ้น
ตามการมีส่วนยกระดับจิตวิญญาณมหาชน

แต่อย่างไรก็ยังมีรายละเอียดแบบเน้นๆ
ที่เกิดขึ้นเฉพาะคน เฉพาะหน้าที่อยู่อีก เช่น

สำหรับคนงานก่อสร้าง
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยมือตน
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราสร้างถาวรวัตถุที่ยิ่งใหญ่นี้มากับมือ
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือน้ำพักน้ำแรงที่เทไปทุกวัน
หรือน้ำเหงื่อทุกหยาดหยด
เนื้อตัวของตนนี่แหละเป็นผู้เนรมิต
ความสว่างอย่างมหัศจรรย์ขึ้นมา
เป็นรูปธรรมจับต้องได้
ผลใหญ่ย่อมเป็นพละกำลังมหาศาล
ทั้งทางกายและทางใจ
เป็นผู้มีรูปร่างทรหดอดทน
และงดงามตามความประณีตที่ลงแรงลงใจไว้
ทำมาหากินเกี่ยวกับพละกำลังจะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง
ไม่ต่างจากสร้างบ้าน สร้างหอประชุมให้ชาวบ้าน
อันนั้นจัดเป็นกตัตตากรรม
คือกรรมที่ทำไปอย่างนั้น
ไม่ได้มีความมุ่งมาดปรารถนาให้เป็นไปเช่นนั้น
กำลังใจย่อมอ่อน สุขในปัจจุบันริบหรี่
อานิสงส์ในอนาคตไม่ไพบูลย์
อาจเทียบเป็นสัดส่วนได้หนึ่งในร้อยหนึ่งในพัน
ของคนงานก่อสร้างที่มีใจยินดีปรีดาล้นพ้น

สำหรับสถาปนิก เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยความรู้และไอเดียของตน
บางคนคิดออกแบบด้วยจินตนาการบรรเจิดจ้า
แปลกใหม่ ไม่มีใครเหมือน ไม่มีใครเคยทำ
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นคนคิดสร้างสรรค์งานวิจิตร
ปรุงแต่งใจมหาชนให้เกิดมหากุศลจิตราวเห็นสวรรค์
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการคิดออกแบบงานประณีตศิลป์
ผลใหญ่ย่อมเป็นความฉลาดในเชิงศิลป์
ทำมาหากินเกี่ยวศิลปะและการออกแบบจะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานออกแบบอีกครั้งหนึ่ง
ผลย่อมน้อยกว่าผู้ออกแบบด้วยศรัทธามาก
สำหรับวิศวกรคุมงานก่อสร้าง
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยการคำนวณและการควบคุมของตน
บางคนใส่ใจรายละเอียดความมั่นคงปลอดภัยมาก
อยากให้เป็นถาวรวัตถุคู่ศาสนาไปหลายร้อยปี
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นผู้คุมให้เกิดราก เกิดเสา เกิดทรงที่ถูกต้อง
ช่วยให้มหาชนประกอบกุศลใต้ร่มเงาไร้อันตราย
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการคำนวณ ควบคุมดูแล
ผลใหญ่ย่อมเป็นความฉลาดคุมเลข ฉลาดคุมคน
ทำมาหากินเกี่ยวกับการคำนวณ
หรือในเชิงคุมงาน จะรุ่งเรือง

แต่หากทำโดยไม่ศรัทธา
คิดแค่ว่าเป็นงานคุมการก่อสร้างอีกครั้งหนึ่ง
ผลย่อมน้อยกว่าผู้คุมการก่อสร้างด้วยศรัทธามาก

สำหรับผู้ร่วมบริจาคสมทบ
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
โบสถ์สำเร็จด้วยการร่วมทุนของเรา
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นผู้มีส่วนร่วมในบุญกองภูเขา
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการร่วมลงขัน
ผลใหญ่ย่อมเป็นการมีพรรคพวก
มีมิตรช่วยกันทำเรื่องใหญ่เรื่องยากให้สำเร็จ
ทำมาหากินแบบที่ต้องมีหุ้นส่วนได้ดี

คนส่วนใหญ่จะปลื้มน้อย
เพราะเห็นไปว่าตนมีส่วนเพียงน้อย
แต่ก็มีอีกพวกหนึ่งที่ปลื้มมาก
ด้วยความรู้สึกอันแรงกล้าว่า
เราได้มีส่วนร่วมในบุญใหญ่แล้ว
เหมือนได้เป็นน้ำขันหนึ่งในตุ่มใหญ่
ที่รวมแล้วไม่อาจแยกว่า
ตรงนั้นน้ำของใคร ตรงนี้น้ำของเราหรือเปล่า
ความปลื้มมากจะทำให้ติดใจ
นึกถึงเมื่อใดก็เป็นสุข
อาการของจิตอันเป็นไปในการบุญ
จึงประกอบด้วยโสมนัสแรง เกิดกำลังใจนาน
ผลจึงเบิกบานไพบูลย์กว่าคนที่ไม่ค่อยปลื้มนัก

สำหรับเจ้าของทุนก่อสร้างรายใหญ่
เป็นพวกที่ได้ความรู้สึกว่า
ไม่มีเงินเรา ก็ไม่มีโบสถ์นี้
ซึ่งเป็นความรู้สึกเดียวกับเจ้าของกิจการ
ประมาณว่า ทุนของฉัน แปลว่าทั้งหมดคือของของฉัน
แม้คนทั่วไปก็มักพากันคิดไปว่า
เจ้าของเงินคือเจ้าของโบสถ์
เรียกว่าเป็นความพร้อมใจยอมรับจากสังคมด้วย
หากเห็นโบสถ์ที่สร้างเสร็จแล้วรู้สึกว่า
เราเป็นเจ้าของบุญกองภูเขา
ก็เท่ากับเห็นว่าบุญในส่วนของตน
คือการเป็นเจ้าของโบสถ์
ผลใหญ่ย่อมเป็นผู้ทำกิจทางโลกหรือทางธรรมได้
ด้วยทุนทรัพย์แห่งตนโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร
และบุญจะส่งเสริมให้เป็นใหญ่ เป็นประธาน
เกิดชาติใดก็อาจสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเองโดยง่าย

การผูกใจยึดว่า นี่คือโบสถ์ของฉัน นับว่าไม่ผิด
แต่การให้ทานที่เจือด้วยอัตตาใหญ่
มีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นการให้ทานขั้นต่ำสุด
ยังมีความหยาบ
ไม่ประณีตเหมือนการให้ทานโดยไม่ผูกยึด
ให้ทานด้วยใจที่เปิดแผ่แก่สาธารณะ
(อ่านพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากทานสูตร’)

ทั้งหมดทั้งปวงแล้ว ก่อนมีโบสถ์สักหลัง
เรามีศาสนากันเป็นอันดับแรก
และศาสนาพุทธทั้งศาสนาก็มีขึ้นมาเพื่อบอกว่า
การให้ทานนั้นดี ต้องทำ แต่เป็นบุญขั้นต่ำสุด
เพราะช่วยให้เกิดความสุขสบาย
แต่ไม่ประกันว่าจะปกป้องความทุกข์ได้แค่ไหน
ดังนั้น จึงสู้บุญที่เกิดจากการรักษาศีลไม่ได้
เพราะเมื่อรักษาศีลแล้ว ย่อมประกันความปลอดภัย
ไม่เดือดร้อนทั้งในภพนี้และภพหน้า

และด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงจัดอันดับบุญไว้
โดยยกให้การรักษาศีล
มีอานิสงส์เหนือกว่าการสร้างโบสถ์สร้างวิหารถวายสงฆ์
(อ่านพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากเวลามสูตร’)

และที่สุดอันเป็นที่สุดของบุญ
คือการทำบุญเพื่อยกระดับให้อยู่เหนือบุญเหนือบาป
ลอยบุญลอยบาปเสียได้
ผู้ใดมีส่วนสร้างโบสถ์แล้วเข้าใจว่า
โบสถ์มีขึ้นเป็นสัญลักษณ์ เป็นที่ตั้งของการเจริญสติ
เพื่อการดับทุกข์ดับโศกทั้งปวง
ย่อมได้ชื่อว่าเข้าทางบุญทางกุศลขั้นสูงสุด

สรุปคือ เมื่อสร้างโบสถ์สร้างวิหารด้วยความเข้าใจว่า
โบสถ์วิหารมีขึ้นเพื่อสืบทอดคำสอนหลัก
คำสอนที่ให้เอาธรรมะเข้าตัวเป็น ทาน ศีล และการเจริญสติ
การสร้างโบสถ์สร้างวิหารนั้น จึงเป็นบุญครบวงจร
มีความสมบูรณ์พร้อม ไม่ขาดตกแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะช่วยสร้างในฐานะใดก็ตาม!

ทานสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=23&A=1340&Z=1436
เวลามสูตร
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=8336&Z=8416

วิธีอ่านกรรมทางเน็ต

12295401_980969495293542_5883585224097977786_n

ไม่ว่าจะเป็นข้อความในไลน์
เมสเสจส่วนตัวในเฟส อีเมล
ที่คุณใช้โต้ตอบกับใครยาวๆ
แล้วมีความรู้สึกต่อกันแรงๆ
หรือจะเป็นข้อความสเตตัส
ข้อกระทู้พันธุ์ทิพย์
คอมเมนต์ในกระทู้ตามเว็บบอร์ด
ที่คุณรู้ว่ามีคนอ่านเยอะ ปฏิกิริยาเยอะ
จะเร็วๆนี้หรือเมื่อนานมาแล้วก็ได้
เหล่านั้น สามารถนำมาใช้อ่านบุญบาป
ที่คุณเคยทำไว้กับใครคนหนึ่ง
หรือหลายๆคนได้หมด
ขอเพียงรู้แนววิธีอ่านกรรมเท่านั้น

จะพิมพ์ข้อความออกมาทางกระดาษก็ดี
หรือเอากระดาษปากกามาช่วยก็ได้
ที่สำคัญคือ ต้องมีเครื่องช่วยบันทึก
ไม่อย่างนั้นคุณจะอ่านผ่านๆ
เหมือนอ่านข้อความธรรมดา
แล้วไม่มีแว่นส่องกันชัดๆว่า
เกิดอะไรขึ้นในแต่ละย่อหน้า แต่ละประโยค

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า
ข้อความสนทนาทางเน็ตมี ประเภทใหญ่ๆ
ประเภทแรก ข้อความที่เจตนาสื่อสารธรรมดา
ประเภทสอง ข้อความที่เจตนาทิ่มแทงให้เจ็บใจ
ประเภทสาม ข้อความที่เจตนายกใจให้รู้สึกดี

จริงๆยังมีเจตนาอื่นๆอีกมาก เช่น
เจตนาหลอกให้หลงเข้าใจผิด
เจตนาปรับความเข้าใจให้ถูก
เจตนาลวงให้หลง เจตนาผลักไสให้พ้น ฯลฯ
แต่เพื่อให้เข้าใจ
และเห็นนิมิตกรรมของตัวเองง่ายๆ
เบื้องต้นเราเริ่มจาก ประเภทหลักกันก่อน
คือ สื่อสารธรรมดา ทิ่มแทงให้เจ็บใจ
และยกใจให้รู้สึกดี

ถ้าอยากรู้ว่าคุณทำบุญทำบาปไว้กับใครเป็นส่วนตัว
ให้กลับไปอ่านข้อความสนทนายาวๆ
ที่มีกับเขาโดยเฉพาะ
ประโยคไหน ย่อหน้าใด อ่านแล้วเฉยๆ ให้ผ่านไป
แต่ประโยคไหน ย่อหน้าใด อ่านแล้วสะดุด
มีความรู้สึกดีร้ายโดดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษ
ก็ให้ทำเครื่องหมายพิเศษไว้
กล่าวคือ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกถึงการทิ่มแทง
อ่านแล้วรู้สึกแย่ อ่านแล้วรู้สึกถึงอารมณ์มืด
ให้วงไว้ หรือบันทึกต่างหากไว้
ด้วยคำสั้นๆว่าบาป
และในทางตรงข้าม
หากอ่านแล้วเป็นไปในทางยกใจ อ่านแล้วรู้สึกดี
ให้กำกับไว้ด้วยคำว่าบุญง่ายๆแค่นี้

หรือเอาชัดๆกว่านั้น
ถ้าเห็นว่าทิ่มแทงมาก ให้เขียนว่าบาปมาก
ถ้าเห็นว่าทิ่มแทงน้อย ให้เขียนว่าบาปน้อย
ถ้าเห็นว่ายกใจมาก ให้เขียนว่าบุญมาก
ถ้าเห็นว่ายกใจน้อย ให้เขียนว่าบุญน้อย

พอบันทึกคะแนนบุญบาปไว้เป็นรูปธรรม
อ่านจบคุณจะรู้สึกถึงน้ำหนักบุญหรือน้ำหนักบาป
ซึ่งอาจคละกันในการสนทนาคราวเดียว
หรือเทน้ำหนักไปทางบุญหรือทางบาปอย่างใดอย่างหนึ่ง
แล้วเกิดมโนภาพขึ้นมาอย่างแจ่มชัด

แค่การคุยกันด้วยอารมณ์ร้ายยาวๆ
อาจเหมือนมีภาพพุ่งหอกพุ่งดาบได้
หรือเหมือนเอาขวานจามกันได้
หรือเหมือนเอามีดแทงกันได้ กรีดกันได้
บางประโยคเข้าเป้า ได้แผลลึก
บางย่อหน้าพลาดเป้า แค่เฉี่ยวๆ

แต่ถ้าคุยกันด้วยอารมณ์ดีนานๆ
ก็เกิดภาพเหมือนเอาน้ำเย็นอาบรดกัน
หรือเหมือนฉายแสงให้กันและกันตาสว่าง
หรือเหมือนจูงกันเดินขึ้นไปชมวิวจากที่สูงได้
บางประโยคเหมือนแสงจ้า อ่านแล้วดีมาก
บางย่อหน้าเหมือนแสงเย็น อ่านแล้วเป็นสุข

ไม่ต้องคาดหวังอะไร
มากไปกว่าการได้บันทึกคำว่าบุญและบาป
เพราะเพียงเท่านั้น จิตของคุณจะถูกกระตุ้น
ให้เข้าโหมดรู้สึกถึงบุญ รู้สึกถึงบาปได้แล้ว
และเกิดภาพรวมเป็นมืดเป็นสว่างขึ้นมาเองว่า
หนึ่งกระทู้ หนึ่งสเตตัส หนึ่งคอมเมนต์
คุณสร้างเงากรรมชนิดไหนไว้บ้าง
บางคนอาจมีดีถึงขั้นเห็นภาพเลยทีเดียวว่า
ผลที่ได้รับคืออย่างไร
ที่ไปทิ่มแทงหรือยกใจใครอื่นไว้

ไหนๆก็ได้เปรียบคนทุกยุคแล้ว
เอาเครื่องมือที่มีมาใช้อ่านกรรมตัวเองกันเถอะ
เริ่มต้นคุณอาจรู้สึกกลัว
ที่จะเผชิญหน้ากับกรรมของตัวเอง
แต่ถ้าลองสักครั้ง จะรู้ตัวตามกรรม
และเกิดการตัดสินใจคิดใหม่ทำใหม่ได้จริงๆ!

กรรมที่นำมาสู่การเป็นผู้ก่อการร้าย

12249907_977834108940414_6294527365957252392_n

ข้อข่าวที่ผมทำเป็นรูปนี้
นำมาจากเว็บ cnn.com วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๕๘
ซึ่งผมเห็นแล้วเกิดความรู้สึกอยากเขียนถึง
เพราะเพียงไม่กี่คำ ก็กลายเป็นข้อความ
ที่ให้ความรู้สึกร้ายแรงราวกับเห็นนรกได้

ISIS มาจาก Islamic State of Iraq and Syria
ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น IS
ซึ่งกล่าวโดยความหมายย่นย่อที่สุด คือ
เป็นองค์กรที่มีขึ้นเพื่อเปลี่ยนโลกทั้งใบให้เป็นรัฐอิสลาม

ธงของ IS นั้น ถ้ากล่าวให้กระชับ เข้าใจง่ายที่สุด ก็คือ
"ถ้าไม่มาเป็นพวกเรา ก็ตายซะ!"

สื่อมวลชนจำเป็นต้องเรียกตามคนตั้งชื่อ
ทั้งที่มันผิดตั้งแต่เอาคำว่า Islam เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว
IS แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ในแง่การปฏิบัติตนต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ช่วงแรกๆกลุ่มหัวหน้าขบวนการปลุกระดมมวลชน
ด้วยการอ้างคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม
ที่เกี่ยวข้องกับวันสิ้นโลก
และปัจจุบันก็ยังมีการยกเอา
คำทำนายจากหญิงชาวบัลกาเรียนามว่า BABA VANGA
ซึ่งเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1996 ว่า
ยุโรปจะหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ในปี 2016
ซึ่ง IS ก็สร้างเค้าลางขึ้นมา
ด้วยการตั้งเป้าเข้าครอบครองยุโรปให้ได้
แม้ต้องทำให้ยุโรปกลายเป็นแผ่นดินร้างผู้คนไปก็ตาม

เงินทุนของกลุ่ม IS
มาจากการขายน้ำมันเถื่อนในตลาดมืด
กับภาษีจากประชาชนใต้การปกครอง
ตลอดจนการลักพาตัวเรียกค่าไถ่
และปัจจุบันสมาชิกของ IS เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งจากคำให้การของผู้ถอนตัวออกมา
กล่าวว่า สมาชิกใหม่ไม่ได้มีความสนใจทางศาสนาแม้แต่น้อย
ทว่าเป็นความสิ้นหวังในชีวิต
อันเป็นผลของสงครามยืดเยื้อในซีเรีย
ซึ่งแทบไม่เหลืออะไรดีๆในชีวิตให้อีกแล้ว
เลยต้องเข้าร่วมขบวนการกับ IS
เพื่อแลกอาหาร เงิน ชีวิตใหม่ และความหวังใหม่ๆกัน
ฉะนั้น การเป็นผู้ก่อการร้ายในชีวิตปัจจุบันของ IS รุ่นหลัง
จึงเป็นบาปใหม่อันเกิดจากการหลงผิด
ตามแรงกดดันของความยากจน ความสิ้นหวัง
โดยมีแรงหนุนจากบาปเก่าเกี่ยวกับปาณาติบาต
บีบคั้นให้ต้องมาอยู่ในวงจรเข่นฆ่ากันตายเป็นเบืออีก

กล่าวถึงกลุ่มผู้นำ ผู้ก่อตั้ง IS
การครอบครองบ่อน้ำมัน
อันเป็นทรัพยากรที่เป็นสัญลักษณ์ของเงินทองกองภูเขา
ส่องว่ามีบุญเก่า เขาเคยให้ทานไว้มหาศาล
แต่นิสัยใจคอ อันเป็นเหตุให้ต้องสืบทางบาปเวรที่เห็นๆกัน
คือ ชอบบังคับฝืนใจคน
เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ เป็นที่ตั้ง
จึงส่งมาให้ต่อยอดบาปขั้นอุกฤษฏ์ในชีวิตนี้

อย่าประมาทว่าวันหนึ่งเราจะไม่ไปสู่เป็นเช่นนั้น
ยุคปัจจุบันเรามีเครื่องมือก่อกรรมใหญ่ในมือ
ถ้าศึกษาศาสนาอยู่ในแนวทางที่จะดูถูกคนอื่น
เอาความรู้มาข่มขี่คนอื่น
เอาพุทธพจน์มาเป็นเครื่องมือด่าคนอื่น
หรือเอาภาพทางศาสนาดีๆอันใดมาครอบงำคน
ก็ล้วนเป็นทางไปสู่ความมีจิตใจแบบผู้นำ IS ได้ทั้งนั้น

แต่หากสำรวจตน
รู้ชัดว่ามีศาสนาเป็นที่พึ่งทางใจ
ปรารถนาที่จะประดิษฐานธรรมะไว้ในใจจริงๆ
ชี้ชัดได้จากการไม่มีจิตคิดข่มขี่คนอื่นด้วยธรรมะ
อยากดัดนิสัยเสียๆให้กลายเป็นดี
เพื่อจะได้ไม่ต้องมีต้นเหตุทุกข์ร้อน
กับทั้งเผื่อแผ่ธรรมะด้วยความอยากให้คนอื่นได้ดีตาม
ก็สบายใจเถิด นี่คือทางบุญ ไม่ใช่ทางบาป
สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือความสุข ความเย็น
ไม่ใช่ความทุกข์ ความร้อน
ทั้งในแง่การตกเป็นเหยื่อ
และในแง่การพลาดไปเป็นผู้ล่าเหยื่อ!

ปากกับใจไม่ตรงกัน

181115

โกหก คือ รู้ทั้งรู้ว่าเรื่องไม่จริง
แต่ก็พยายามบิดความจริงให้ผิดเพี้ยน
หรือไม่ก็กลับเหรียญให้เป็นตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง
ปั้นน้ำเป็นตัว
หรือสร้างเรื่องแบบไม่มีมูลใดๆ
จงใจให้คนฟังเข้าใจผิด
ด้วยความประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
อันเป็นผลได้ส่วนตน ตามที่ตนต้องการ
เช่น มีเงินใช้หนี้สบายๆ แต่บอกว่าไม่มี
ด้วยความคิดชักดาบ
ขอเก็บเงินไว้ใช้ต่อให้มีความสุขเถอะ
ไม่สนว่าเจ้าหนี้จะเดือดร้อนอย่างไร
อย่างนี้คือโกหกด้วย ลักทรัพย์ด้วยเต็มๆ

ปากไม่ตรงกับใจ คือ คิดอย่าง พูดอย่าง
ด้วยหลายต่อหลายเหตุผล
เช่น คิดว่าน่าจะพูดตามมารยาท
เขาถามว่าทำผมทรงนี้หล่อไหม
หรือใส่ชุดนี้ฉันสวยหรือยัง<