เงินหมดกดดันได้แค่ไหน?

marked-122316

เงินในบัญชี
ทำให้คุณรู้ตัวล่วงหน้าว่า
กำลังจะต้องเหนื่อยหนัก
หรือกำลังจะพักยาวได้

เงินในบัญชี
ช่วยให้คุณสบายใจ
หรือเค้นคอคุณให้อึดอัด
ในนาทีนี้ได้เลย

เงินในบัญชี
มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับบัญชีใคร
บางคนจุดพลุฉลองเมื่อได้ล้าน
ขณะที่บางคนเหลือล้านต้องหน้าเศร้าหาปืน

เงินในบัญชี
ถ้าช่วยให้รู้สึกว่ามีมาก
หูตาจะกว้างขวาง ไอเดียปรูดปราด
เห็นช่องทางทำอะไรได้อีกมาก

เงินในบัญชี
ถ้ากดดันให้ต้องลนลานรีบหาเพิ่ม
จิตใจจะห่อเหี่ยว เนื้อตัวจะกระสับกระส่าย
รู้สึกเหมือนโลกมืดแปดด้านเดี๋ยวนั้น

เมื่อหน้ามืดมากๆ มองไม่เห็นอะไรในชีวิตเลย
คุณจะเผลอคิดว่าเงินในบัญชีคือระดับชีวิต
คุณอดไม่ได้ที่จะโยงเข้ากับค่าของชีวิต
หรือย่ำแย่หนักที่สุด คือนึกว่ามันคือทุกสิ่งในชีวิต
เมื่อใดที่รู้สึกว่าเงินหมด แปลว่าหมดทุกสิ่ง

หากเกิดนาทีมืดชนิดนั้นขึ้นมา
ให้ลองนั่งลิสต์สิ่งที่เหลืออยู่ดูสักสองสามนาที
คิดให้ออก บอกตัวเองให้ถูก
คุณยังมีใครสักคนที่แคร์คุณไหม?
คุณมีใครบางคนที่ต้องแคร์เขาไหม?
คุณมีความรู้อะไรบ้าง?
คุณมีความสามารถอะไรไปทำเพื่อคนอื่นได้บ้าง?
คุณมีเป้าหมายภายในให้ใจสว่างบ้างหรือเปล่า?

ตกลงไม่มีอะไรเหลือเลยจริงๆหรือ?

การนั่งเขียนรายการสิ่งที่เหลืออยู่
จะช่วยให้สมองที่ปิดแคบ
เปิดกว้างได้อย่างน่าแปลกใจ
แม้ไม่ถึงขนาดโล่งอก
แต่ก็ช่วยให้ตาสว่าง เห็นทางเป็นไปได้จริงที่จะเดิน
อย่างน้อย ก็สร้างความรู้สึกฉงนใจให้กับตนเองได้ว่า
ทำไมพอตัวเลขในบัญชีเหลือน้อย
ถึงกับทำให้หน้ามืดราวกับไม่เหลืออะไรในชีวิต
ทั้งที่ชีวิตยังมีอะไรที่เลอค่าให้หน้าสว่างได้อีกมาก

ข้อสรุปนี้ ชัดเจนยิ่ง
กับคนที่มีธรรมะอยู่จริงๆในใจ
เหลือธรรมะน่ะ เหลือจะพอที่สุดในชีวิตแล้ว
มีธรรมะน่ะ มีดีที่สุดในชีวิตแล้ว
ตัวเลขกับระดับชีวิตจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ!

เล่นกับงาน

marked-121616

คิดเล่นตลอดเวลา
ไม่คิดทำงานเลย
ความคิดจะเล่นงานตัวเอง
ถามหาคุณค่าของตัวเองไม่เลิก
เลยเครียดคาใจแม้กำลังเล่นอยู่

เอาแต่ทำงานตลอดเวลา
ไม่รู้จักเล่นบ้างเลย
จะคิดหนักเป็นว่าเล่น
ไม่เครียดแล้วรู้สึกผิด
นิดหน่อยก็ต้องเครียดเอาโล่

แบ่งเวลาเล่นเต็มที่
ทุ่มเวลาทำงานเต็มที่
จะเล่นกับงานเป็น
เห็นงานเป็นของเล่นได้
เลยสนุก ไม่รู้จักเครียดกับใครเลย!

จริงจังแต่อย่าเครียด

marked-120916

คนเราถ้าไม่ขี้เกียจ
ก็เครียดเกินไป

ขี้เกียจ คือ ปล่อยเลยตามเลย
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง
ตัดสินใจแล้วว่าจะเนื้อตัวสบาย
ทอดหุ่ย งอมืองอเท้า
ไม่อยากเครียด
มองว่าความขยันเป็นตัวการทำให้ลำบาก
ทำให้เกิดความเครียดเกร็งกล้ามเนื้อ

ข้อเท็จจริงคือ คนขี้เกียจ
มักเข้าโหมดขยันกันผิดๆ
พอคิดว่าจะต้องเอาจริงเอาจังกับงาน
นั่นคือการเริ่มต้นจดจ่อแบบขี่ช้างจับตั๊กแตน
งานเล็กก็ทำเป็นเรื่องใหญ่
ก้าวง่ายๆก็ทำให้มันยาก
ตาต้องจ้องเขม็ง หัวคิ้วต้องขมวด
ฟันต้องขบนิดๆ จึงรู้สึกว่าชีวิตลำบากลำบน
ต้องอดทน เกร็งกำลังภายในกัน

แท้จริง ไม่มีงานไหนในโลก
ที่เรียกร้องให้คุณเกร็งเนื้อเกร็งตัว
แต่การฝืนต่อสู้กับความขี้เกียจข้างในตนเอง
นั่นแหละที่ก่อให้เกิดส่วนเกิน
เกร็งโดยไม่จำเป็น

ข้อสังเกตง่ายๆว่า คุณเครียดเกินกว่าเหตุ
คือ อยู่ดีๆ อยู่ว่างๆ เนื้อตัวก็เกร็งขึ้นมาเอง
ซึ่งนั่นเป็นการทำงานอัตโนมัติของกล้ามเนื้อ
ภายใต้การกดดันของจิตใจที่รบกับตัวเองอยู่
มีความขัดแย้งกับตัวเองอยู่
ระหว่างความขี้เกียจรับผิดชอบ
กับความอยากจะรับผิดชอบอะไรเป็นเรื่องเป็นราว

เพื่อจะทำงานให้ได้ดี ให้ได้ราบรื่น
และมีทัศนคติที่ถูกต้องว่า
งานเป็นมิตร เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข
อันดับแรกที่ต้องทำให้ได้ คือ
เห็นให้ทันว่า เมื่อใดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
เครียดเกร็งขึ้นมาเองโดยไม่จำเป็น
ส่วนแรกที่สังเกตง่ายสุด คือฝ่าเท้า
ส่วนต่อมาคือฝ่ามือ ส่วนต่อมาคือหน้าผาก
หากสามส่วนนี้เครียด เกร็ง แน่น
ให้บอกตัวเองว่า นี่ส่วนเกินของงาน
งานไม่จำเป็นต้องมีสิ่งนี้ แล้วคลายออก
เห็นให้ได้วันละสองสามครั้ง
เพียงเดือนเดียวคุณจะทำงานอย่างมีความสุขขึ้น
ไม่เห็นงานเป็นศัตรู
อยู่ว่างๆไม่เครียดเกร็งขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
แล้วก็เลิกคิดเหลวไหล ประเภท
งานแกล้งคุณให้เส้นเลือดในสมองแตก!

ถูกปฏิเสธคือถูกกดดันให้ยอมรับตัวเอง

marked-120216

ไม่มีใครรู้อนาคตตัวเอง
แล้วเวลาคนจะจำ
ก็มักจดจำเป็นอดีตที่ขมขื่นของตน

ความรู้สึกอันเป็นปัจจุบันของคนคนหนึ่ง
จึงขึ้นอยู่กับความขมขื่นที่ผ่านมาว่า
มันผ่านไปแล้วหรือยัง
หรือคลี่คลายกลายเป็นชื่นบานแล้วแค่ไหน

หนึ่งในเรื่องที่ทุกคนจำได้
เมื่อถูกขุดคุ้ยให้เล่าถึงวันแห่งความเจ็บปวด
ต้องมีเรื่องโดนคนอื่นปฏิเสธรวมอยู่ด้วยแน่ๆ

คนโดนปฏิเสธมีอยู่สองพวก
พวกแรก ก้มหน้าก้มตารับอยู่กับที่ว่า
ชีวิตตนคือชีวิตที่ถูกปฏิเสธ
พวกสอง ตั้งหน้าตั้งตาก้าวต่อด้วยความเชื่อว่า
ชีวิตตัวเอง ตัวเองสร้างค่าให้มันได้
ไม่ใช่ต้องรอใครมาให้ค่า

การสร้างค่าให้ตัวเอง
พอที่จะยอมรับตัวเองได้จริง
เริ่มจากการตั้งใจเลิกแกล้งส่งสายตาดูถูกคนอื่น
ตั้งใจเลิกซ้ำเติม ตั้งใจเลิกก้าวข้ามคนล้ม
ตั้งใจให้กำลังใจใครต่อใครเพื่อก้าวต่อ

แค่ตั้งใจเพียงเท่านั้น
ก็จะเกิดกำลังใจให้ตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว
แม้ยังไม่มีโอกาสทำตามความตั้งใจเลยด้วยซ้ำ
และความตั้งใจที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้นี้
ก็จะกลายเป็นเข็มทิศบอกทางด้วยว่า
สร้างค่าให้ตัวเอง คือให้ค่ากับคนอื่น
และจะยอมรับตัวเองได้
คือทำอะไรดีๆที่คนอื่นยอมรับด้วย

เริ่มจากใจ อันเป็นก้าวที่เล็กที่สุดเพียงเท่านี้
เดี๋ยวชีวิตจะเปิดทางให้รู้เองว่า
คุณมีดีอะไร และอะไรที่ดีนั้น
ช่วยให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นได้แค่ไหน

ทุกคนยอมรับชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเองได้เสมอ

ยิ่งพวกเขายอมรับ
หรือยินดีกับชีวิตที่ดีขึ้นของตนเพียงใด
ก็จะยิ่งยอมรับ
และยินดีที่มีชีวิตคุณอยู่ในโลกเพียงนั้น

วันโดนปฏิเสธ
คือวันแย่ที่สุดหรือดีที่สุด
ขึ้นอยู่กับวันต่อมาว่า
คุณสร้างค่าให้ตัวเองแค่ไหน!

ภาพลักษณ์สำคัญกว่ารายละเอียด

marked-111116

หลายคนสงสัยว่า เรื่องของอเมริกา
ทำไมทั่วโลกต้องไปจับจ้องกันนัก
เรื่องของเขา ไกลตัวแท้ๆ
เราเอาใจไปใส่ทำไม?

อเมริกาเป็นประเทศใหญ่
ทุกความเคลื่อนไหว มีอิทธิพลกับโลกทั้งใบ
ตัวอย่างเล็กๆ เช่น คนในประเทศซีเรีย
มองว่า วิธีคิดของประธานาธิบดีสหรัฐ
คือคำพิพากษาชีวิตพวกเขาทีเดียว
แล้วบางคนก็มองอย่างรอคอยว่า
ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
ก็คงร่วมมือกับปูตินช่วยให้ประเทศของเขา
กลับเข้าสู่ความสงบร่มเย็นอีกครั้ง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2eOdDAY )
คือจะคิดถูกหรือผิด อันนั้นยกไว้ก่อน
แต่คนในบางประเทศคิดเช่นนั้นจริงๆ
และประธานาธิบดีคนใหม่
ก็คือความหวังใหม่ หรือความหวังเดียวที่เหลือ
ใครจะมองเป็นความไร้เดียงสา น่าสมเพชอย่างไร
ชีวิตบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างพวกเขา
ก็ขอยึดฟางเส้นสุดท้ายมากอดไว้ก่อน ยามใกล้จม
จริงจัง ไม่เห็นเป็นเรื่องตลกน่าขำแม้แต่นิดเดียว

ส่วนคนที่เหมือนไม่น่าจะเกี่ยวมาก
ก็ได้รับกระแสอิทธิพลทางใจมามากโดยไม่รู้ตัว
ภาพดีๆของอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ไม่เอา
เพราะซับซ้อน รับรู้ยาก
แต่ภาพเสียๆนี่มีสิทธิ์เป็นต้นแบบได้ง่าย
เพราะกระตุ้นอารมณ์ดิบได้ดี
ด้วยความคิดว่า ระดับโลกเขายังทำได้
เราทำบ้างจะแปลกอะไร
เช่นที่จะพูดถึงกันไปชั่วลูกชั่วหลาน
คือ ประธานาธิบดีมีอะไรกับเด็กฝึกงานทำเนียบขาวได้
แถมผ่านกระบวนการถอดถอนฉลุย
เลยกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ คือ
ถ้าทำเงินได้มาก เรื่องใต้เข็มขัดไม่เป็นไร ช่างมัน

เคยมีพวกทำรายการ
เดินๆไปตามถนนและสัมภาษณ์ผู้คนแบบสุ่มๆ
(เพื่อให้เห็นว่าไม่มีวาระแอบแฝงใดๆ)
คำถามง่ายๆ คือ มีเหตุผลส่วนตัวอย่างไร
ทำไมจะเลือกทรัมป์ ทำไมจะเลือกฮิลลารี
คำตอบส่วนใหญ่ของผู้คนบนถนน
วนเวียนอยู่กับภาพลักษณ์ของผู้นำที่ตนชอบใจ
แล้วก็การแก้ปัญหาปากท้องของตัวเองแบบที่คาดหวัง
ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน

ฮิลลารีอาจเป็นผู้หญิงวัย ๗๐
ที่สวยที่สุด พูดเก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา
และคนอเมริกันก็ฟังเธอแล้วรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นคนดี
เป็นผู้นำฉันได้ ทำงานระดับโลกได้

ส่วนทรัมป์อาจเป็นผู้ชายวัย ๗๐
ที่ดูแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
และถ้าตั้งใจฟังเขาพูด ก็จะรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นนักรบ
เป็นคนกอบกู้วิกฤตได้ เอาชนะโลกทั้งใบได้

มันแล้วแต่คนอเมริกันแบบไหน
กำลังจ้องดูใคร แล้วเห็นอะไร
ไม่ใช่สารพัดรายละเอียดที่รุมเข้ามารกหัว

ถึงวันนี้ ฮิลลารีคงต้องหลุดจากโฟกัสของโลกไป
ส่วนทรัมป์จะเข้าสู่โฟกัสอย่างเข้มข้น
และโดยพลังความเป็นตัวเขา
ก็เป็นคนที่มีพลังดึงดูดความสนใจ
ได้ล้นหลามเกินมนุษย์อยู่แล้ว
อันนี้ตรวจได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์จากคลื่นสมอง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2fGfKZ7 )

ทรัมป์คือภาพสาธิตสัจธรรมที่ชัดเจน
คือ ไม่ว่าจะมีดีแค่ไหน
ก็ถูกกลบด้วยภาพลักษณ์แย่ๆได้
เขาเคยบอกว่ารู้ตัว และไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น
เพราะ (สมัยนั้น) ไม่ได้กะลงเล่นการเมืองอยู่แล้ว
คือถ้าลงเล่นการเมือง คงไม่ทำธุรกิจบันเทิง
สร้างภาพ สร้างคำที่บาดหู ในสไตล์แบดบอย
กระตุ้นความสนใจคนให้มาสนใจตน
(ลาร์รี คิง ซึ่งมีชื่อเสียงว่า ไม่เข้าใครออกใคร
ก็เคยบอกว่า ทรัมป์แกล้งทำเหมือนพวกเหยียดผิว
แต่ตัวจริงไม่ขนาดนั้น มันเป็นแค่โชว์อย่างหนึ่ง
อ้างอิง: http://bit.ly/25YtyA7 )

พื้นฐานตัวตนของทรัมป์เป็นพ่อค้าขนานแท้
ไม่ใช่พ่อพระที่คิดบำเพ็ญตนทำสาธารณกุศล
เช่นที่ทรัมป์เคยพูดไว้ในหนังสือของเขาเองว่า
เขาเป็นคนไม่เล่นพนัน
รู้ว่าการพนันเป็นหนทางหายนะ
แต่ทราบอยู่ว่าคนชอบเล่นพนัน เขาเลยเปิดบ่อนพนัน
ทั้งๆที่ยังสงสัยไม่หายว่า
ทำไมคนเราถึงคิดว่าจะรวยจากการเล่นพนัน
ส่วนใหญ่หมดเนื้อหมดตัว เสียครอบครัวไป
ก็เพราะหมกมุ่นการพนันนี่แหละ
เจ้าของบ่อนอย่างเขารู้ดี แต่ก็ไม่สงสาร
ถ้าสงสารคงเปิดบ่อนไม่ลง

อย่างไรก็ตาม ความปากเปราะของทรัมป์
ทำให้คนส่วนหนึ่งชอบใจ
เพราะเห็นเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดหรือสันดานได้ง่ายๆ
ผิดกับนักการเมืองหน้าเนื้อใจเสืออื่นๆ
ขนาดนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็ชอบทรัมป์
ถึงแม้จะมองว่าทรัมป์เป็นแค่นักเจรจาที่รวยจากโชค
โดยไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงสักนิด
(อ้างอิง: http://bit.ly/1Zmq715 )

สรุปคือ ภาพลักษณ์ของทรัมป์ขายออก
ในสถานการณ์นี้ นาทีนี้
ที่คนอเมริกันส่วนหนึ่ง
รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอด
ภาพลักษณ์เดียวกันน่าจะขายไม่ได้
หากนักการเมืองรุ่นเก่ามีอำนาจเหนือระบบ
สามารถพูดดี แล้วก็ทำดีตามที่พูดกันง่ายๆ
(เคเนดีถูกกำจัดแบบจับมือใครดมไม่ได้
ก็เพราะพยายามทำดีตามที่พูดนั่นแหละ
กำแพงเก่ามันใหญ่เกิน)

คงต้องรอดูว่ามหาเศรษฐีจอมหุนหันพลันแล่น
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วจะกลมกล่อมขึ้นแค่ไหน
เจออำนาจที่เหนือกว่าตัวเองแล้ว
จะยอมตัวเล็กลงไหม
สำหรับไทยเรา
ผูกพันลึกซึ้งกับระบบเก่าของอเมริกาเพียงใด
คงมีแค่ไม่กี่คนในประเทศที่รู้จริง
แต่กับระบบใหม่ อันนี้หลายคนคงได้รับอิทธิพล
แบบที่รู้สึกกับตัวเองอยู่ทั่วไป
เพราะพฤติกรรมของคนเรา
ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นจากภาพในใจที่ใหญ่กว่าตัวเอง
หากทรัมป์ทำตัวเหมือนเดิม
เป็นบอสใหญ่เจ้าอารมณ์เหมือนเดิม
สถานการณ์ทางใจของผู้นำทั้งหลาย ก็อาจแย่ลงไปอีก
ในเมื่อบอสใหญ่ระดับโลกทำตัวบอสซี่
เชื้อบ้าอำนาจก็ต้องระบาดหนักขึ้นเป็นธรรมดา

แต่หากคุณหวังไว้ว่า ไม้แก่ดัดยากอายุ ๗๐
อย่างโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เลิกออกอาการอาละวาดฟาดงวงฟาดงา
กลายเป็นคนสุภาพ นุ่มนวล พูดจาดีๆได้ทุกเรื่อง
จนกลายเป็นผู้นำสหรัฐที่ได้รับคะแนนนิยมสูง
คุณก็มีสิทธิ์เห็นผู้นำองค์กรเล็กใหญ่ในไทยดีขึ้นตาม
เพราะเมื่อหัวหน้าแผนก เจ้าของบริษัททั้งหลาย
ถึงบทที่ตัวเองจะออกอาการฟาดงวงฟาดงา
ก็อาจนึกถึงภาพที่สงบเสงี่ยมลงของทรัมป์
ช่วยให้ใจเย็นลงตาม
ผู้นำระดับโลกทำตัวดีขึ้นได้
ฉันก็ต้องดีขึ้นได้เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สิ่งที่เป็นใหญ่ในโลก คืออำนาจ
ดังนั้น อำนาจใหญ่จึงเป็นที่สนใจ
เพราะคนในโลกเกี่ยวโยงกันไปหมด
ถ้าไม่ทางกายก็ทางใจ
จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
คนทั้งหลายก็ต้องได้รับอิทธิพลจากอิทธิพลใหญ่
ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม!

คำว่า ‘ไม่’ พูดให้ดียาก

marked-110416

เวลาโดนขายประกัน
เหมือนถึงเวลาแฮปปี้ที่จะปฏิเสธคน
เรามักไม่ลังเล ไม่ต้องคิดว่า
โทร.บุกรุกรบกวนเวลาส่วนตัวท่านี้
สมควรโดนตอกกลับห้วนๆท่าไหน
แม้นั่งหายใจทิ้งอยู่ว่างๆ
คุณก็บอกว่าไม่ว่างได้เต็มปากเต็มคำ
ไม่เอา! ไม่ต้องโทร.มาอีกนะ!
นี่ไปเอาเบอร์พี่มาจากกรมตำรวจเหรอ?
กำลังจะออกลูก ไม่มีอารมณ์คุย!
สรุปคือ นึกอยากพูดอะไรก็พูด
และหลายคนสะใจ
ที่ได้ทำร้ายจิตใจคนแปลกหน้า
โทษฐานไม่เกรงใจตนก่อน

แต่พอโดนคนที่คุณต้องเกรงใจ
ไหว้วานให้ช่วยทำอะไร
โดยเฉพาะในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน
ถ้าจะพูดคำว่าไม่
คุณต้องหนีบขา ตัวลีบมาก
หรือหลายครั้งถึงกับพูดไม่ออก
ด้วยหลายเหตุผลที่มากกว่าเกรงใจ

คุณควรต้องฝึกพูดคำว่าไม่ให้ดี
เพราะในชีวิตจริง หลายครั้งคุณจำเป็นต้องพูด
ถ้าไม่พูดคำนี้ บางทีถึงขั้นชีวิตพัง
แต่ถ้าตัดสินใจพูดแล้วพูดไม่ถูก พูดไม่เป็น
ความสัมพันธ์ดีๆก็อาจมลายหายสูญได้อีก

โอกาสฝึกมีอยู่มากมาย
อย่างตอนโดนโทร.ขายประกัน
ตอนโดนยื่นใบโฆษณาตามทางเดินในห้าง
ตอนเพื่อนสนิทขอยืมเงินที่คุณให้ไม่ได้
แทนที่จะโต้ตอบแบบดิบๆ
ด้วยคำห้วนๆใส่ตัวแทนขายประกัน
หรือด้วยการเชิดหน้าใส่เด็กยื่นใบโฆษณา
หรือด้วยการด่าเพื่อนขโมงโฉงเฉง
คุณควรบอกตัวเองว่า
นี่คือโอกาสดีที่จะดูใจตัวเอง
ฝึกปฏิเสธจากใจที่ต่างไปด้วยสติ

ใจคนขณะคิดปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย
จะให้ความรู้สึกแข็ง ทึบ ดิบ หรือหยาบกระด้าง
ซึ่งเหล่านั้น ถูกจุดชนวนขึ้นจากความไม่พอใจ
มีความคุกรุ่นด้วยคำลบๆ คล้ายมีแรงดัน
ให้น้ำพุร้อนพวยพุ่งออกมาจากกลางอก

ที่ความรู้ใจตนเอง ให้บอกตนเองว่า
ถ้าปล่อยปากปล่อยใจตามความขัดเคือง
เท่ากับเพาะนิสัยไม่ดี ปฏิเสธคนได้ไม่ดี
เมื่อถึงเวลาจำเป็นต้องใช้
ใจคุณจะไม่มีดีอะไรให้เอาไปใช้
เช่น แม้คุณรู้ว่าปฏิเสธผู้ใหญ่ไม่ได้
เหมือนท่าทีที่ใช้ปฏิเสธน้องเซลส์แน่ๆ
แต่ก็ไม่ทราบจะใช้ท่าทีอื่นใด ก็ของมันไม่เคยฝึก

ต่อเมื่อรู้สึกถึงความกระด้างทางใจตน
ในขณะที่คิดปฏิเสธคนไม่มีค่าแบบลวกๆ
คุณจะรู้สึกขึ้นมาขณะหนึ่งว่า
อารมณ์กระด้างเป็นของไม่ดี
เป็นของที่ทำให้คุณกลายเป็นคนไร้มารยาท
ขณะนั้นเอง ใจคุณจะอ่อนโยนลง
เปิดทางให้คุณมีสติ นึกออกว่าจะพูดอย่างไร
ถึงจะทำให้คนฟังรู้สึกดี และตัวเองมีความสบายใจ

ไม่ครับ ไม่ค่ะ ไม่ได้หรอก
เป็นคำแรกที่คุณจะพูด
เพราะว่า... คือคำที่สองที่ควรตามมา
ให้ใช้ความจริงอันเป็นเหตุผลที่ไม่เอา ไม่ให้ ไม่ซื้อ
การฝึกให้เหตุผลที่แท้จริง คือการทำให้เขาเข้าใจ
และช่วยให้คุณไม่ต้องหาเรื่องโกหก
ถ้าคุณเป็นประเภทชอบโกหกเพื่อปฏิเสธคน
ให้สังเกตเถอะว่า คุณสะสมความไม่สบายใจ
หรือกระทั่งความรู้สึกผิด หงุดหงิดอยู่ลึกๆไว้

การฝึกเอากับคนไม่สำคัญ
พูดดีๆด้วยอารมณ์เย็นๆว่าไม่อย่างสุภาพ
ต่อท้ายด้วยเหตุผลตามจริงนั้น
จะดัดให้จิตของคุณตรง หนักแน่น เป็นผู้ใหญ่
ไม่ติดนิสัยชอบพูดให้ความหวังแบบแทงกั๊ก
อันเป็นเหตุให้ตัวเองลำบากใจเมื่อเขาทวงภายหลัง
และแม้จะเจอพวกตื๊อหนัก
ใจคุณจะมั่นคง ไม่หลงลมตามไป
เพราะการฝึกให้เหตุผลทุกครั้งที่ปฏิเสธนั้น
จะทำให้คุณรู้สึกว่า ใจมีหลักให้ตัวเองยึดจริงๆ
กับทั้งไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกไร้มารยาท
หากจะตัดบทหลังให้เหตุผลซ้ำไปแล้ว!

สวดมนต์คลายความกดดัน

marked 102816

ทำงานภายใต้แรงกดดันของเวลาด้วย
เรียงลำดับงานไม่เป็นระบบด้วย
กำจัดความคิดถึงเรื่องเหลวไหลไม่ได้ด้วย
ในที่สุดคุณจะไม่ค่อยได้ทำงาน
แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหัวหมุน
ด้วยพายุอารมณ์เครียด
เหมือนต้องก้มหน้าก้มตา
จมปลักอยู่กับชีวิตบัดซบ
รู้สึกแย่ โลกมืด หน้าดำคล้ำหมองไม่เลิก

ลำดับความสำคัญก่อนหลัง
ฟังดูง่าย ใครๆก็เข้าใจ
ให้คิดเลือกแบบ ...
ทุกคนเลือกถูกหมดว่า
อันไหนควรอยู่หน้า อันไหนควรห้อยท้าย
แต่ในทางปฏิบัติ ในโลกความจริงภายใน
ความอลหม่านในหัวของคนที่
ปล่อยใจฟุ้งซ่านจนชินนั้น
มักหยิบยกเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมานำ
ไถลออกนอกทางไปคิดเรื่องส่วนตัวบ้าง
หลงไปคิดเรื่องสำคัญน้อยก่อนเรื่องสำคัญมากบ้าง
ผุดไอเดียที่ไม่เกี่ยวกับความคืบหน้าของงานปัจจุบันบ้าง

เพื่อจะลดกำแพงพายุบังตาบังใจ
หลักการง่ายๆ คือ ทำให้หัวโล่งทุกเช้า
แล้วคุณจะพบกับประสบการณ์ภายในเคลียร์ๆ
จิตใจปลอดโปร่ง เห็นทางสว่าง ทัศนวิสัยแจ่มชัด
หยิบเรื่องสำคัญขึ้นมาโฟกัสก่อนได้ง่ายๆ
ไถลออกนอกลู่นอกทางที่วางไว้ยากขึ้น
เมื่อผุดไอเดียใหม่ที่ยังไม่ช่วยให้บรรลุเป้าปัจจุบัน
ก็จดไว้ก่อน สามารถปัดออกจากใจไปก่อนสบายๆ

วิธีทำหัวให้โล่ง ที่เป็นไปได้จริงสำหรับคนเมือง
คือ สวดมนต์ แต่ต้องสวดเป็น
ไม่ใช่สวดงึมงำตามๆกัน
ต้องอ่านออกด้วยว่า สวดวรรคนี้ จิตอยู่ตรงนี้
สวดถึงอีกวรรค จิตไปถึงไหนแล้ว

ถ้าลองครั้งแรกๆ
ทั้งที่ไม่เคยลุกจากที่นอนขึ้นมาสวดมนต์เลย
แต่ละคนมักงัวเงีย ขี้เกียจสวด
จิตใจจึงพร่ามัว นึกถึงอะไรที่ไม่เกี่ยวกับการสวด
เช่น ที่นอน อาหารเช้า หรือไม่ก็เรื่องน่าฟุ้งซ่านทั้งหลาย

หากคุณอ่านออก เริ่มจับจุดได้จากตรงนี้
สังเกตใจตัวเองถูกว่าเป็นเช่นนี้เพราะยังไม่คุ้น
ก็จะสังเกตอาการทางใจขั้นต่อๆไปได้ถูก
รู้ว่าเริ่มต้นอึดอัดเพราะต้องฝืนเปล่งเสียงสวด
รู้ว่ายิ่งสวดนาน ใจยิ่งสบาย หายอึดอัด เพราะฝืนน้อยลง
รู้ว่าถ้าไม่ฝืน แล้วเปล่งเสียงเต็มปากเต็มคำขึ้น ก็จะสว่างขึ้น
รู้ว่าเมื่อโฟกัสกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จิตย่อมสว่างตามสิ่งศักดิ์สิทธิ์
รู้ว่าถ้าสวดเอื่อยๆ ก็กลับมามืดหม่น ฟุ้งซ่านอีก
รู้ว่าถ้าตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา เสียงจะไพเราะ
รู้ว่าถ้าเห็นความไม่เที่ยงของจิตได้ สติจะดีขึ้นเรื่อยๆ
รู้ว่าถ้าสวดมากรอบพอ ก็จะไปถึงจุดหนึ่งที่สว่างเต็ม

ความสว่างเต็มนั่นเอง คือความโล่งหัว โล่งอก
เพียงหัดสังเกตใจระหว่างสวดมนต์
จนสวดแล้วสว่างเต็มได้ทุกเช้า ก็เท่ากับได้จิตใหม่ทุกเช้า
บางคนสวดรอบเดียวก็เต็ม
บางคนสวดหลายรอบหน่อยถึงจะได้
แต่จะรอบเดียวหรือหลายรอบ ก็ได้จิตใหม่ดีๆ
ที่มีคุณภาพ ที่สว่างเป็นกุศล
พร้อมจะเลือกคิดสิ่งที่ควรคิด
พร้อมจะเลือกทำสิ่งที่ควรทำตามลำดับได้
โดยไม่จำเป็นต้องฝึกในที่ทำงานระหว่างหัวยุ่ง
นั่นเพราะฝึกแล้วในสถานการณ์ที่ยังง่ายก่อนออกจากบ้าน!

เงินคือรางวัลหรือเหยื่อล่อ?

marked 102116

งานที่คุณรัก
คืองานที่คุณพอใจจะทำ
เมื่อพอใจเรื่อยๆ
ย่อมหลั่งสารแห่งความพอใจเรื่อยๆ
สารแห่งความพอใจที่ได้ทำเรื่อยๆนั่นแหละ
คือต้นเหตุของสมาธิ
ต้นเหตุความมีสติรู้ซึ้งรายละเอียด
ภูมิใจในความแตกฉานในงานของตน

งานที่ไม่ได้เงิน
จึงมักให้อะไรยิ่งกว่าเงิน
เพราะชัดเจนว่า
รางวัลล่อใจของงานที่ไม่ได้เงิน
คือความพอใจที่ได้ทำไปเรื่อยๆ
ทุ่มเทเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉงไปเรื่อยๆ
คำตอบชีวิตของหลายๆคน
โดยมากเกิดจากการทำงานที่ไม่ได้เงินนี่เอง

แต่ยุคเราเป็นยุคของการใช้เงิน
เป็นตัวล่อให้ฝืนใจกันได้
บางคนฝืนใจทำงานอันไม่เป็นที่รัก
ไม่เว้นวันหยุดราชการ
ไม่สนแม้แต่เวลาหลับเวลานอน
เพียงเพราะเงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องได้เงินเพิ่ม
ไม่ทำเพิ่ม ก็จนใจ ไม่มีเงินพอผ่อนโน่นผ่อนนี่
ไม่ทำเพิ่ม ก็เสียดาย ชวดเงินล่อใจ
ไม่ทำเพิ่ม ก็รู้สึกผิด ไม่มีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำเสียที

ระหว่างเล่นจนสติแตก
กับทำงานจนตัวตาย
ไม่รู้อันไหนดีกว่ากัน
ถ้าเล่นจนสติแตก
ก็ทำให้หงอย สงสัยชีวิต
คิดมากเกี่ยวกับคุณค่าของตัวเอง
วันดีคืนดีก็เครียดจนคิดอะไรไม่ออก
อยากฆ่าตัวตายเอาดื้อๆด้วยอารมณ์เหลวไหลชั่ววูบ
ครั้นจะฝืนใจทำงานหนัก ก็ใช่ว่าจะรู้สึกมีคุณค่า
เพราะยิ่งวันยิ่งเหมือนหุ่นยนต์
ต่างจากหุ่นยนต์ก็ตรงที่
ร่างกายหลั่งสารพิษแห่งความไม่พอใจ
ออกมาก่อโรคก่อภัยให้ตัวเองได้ไม่เลิก
ถึงจุดหนึ่งทนทรมานสังขารไม่ไหว
ก็คิดฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ความดันขึ้น
จนเส้นโลหิตในสมองแตกกันอยู่ดี

ถ้าคิดว่านี่เป็นเรื่องเกินจริง ก็ขอให้คิดใหม่
บางประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่นนั้น
รัฐบาลออกมาเปิดข้อมูล
เป็นตัวเลขกันชัดๆทีเดียวว่า
สิบปีที่ผ่านมามีผู้ที่เสียชีวิต
จากการทำงานหนักเกินไป
มากกว่า ๒๐๐ รายต่อปี
หนักสุด ๓๙๒ รายต่อปี
เฉลี่ยตายเพราะงานวันละคน!
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะออกกฎหมาย
จำกัดการทำงานล่วงเวลาแล้วก็ตาม

ในไทยก็อาจไม่น้อยหน้าอย่างที่คาด
เพราะเราได้ข่าวทำงานแล้วฟุบลงไป
ไม่เงยหน้าลืมตาขึ้นมาอีกเลยชั่วนิรันดร์
จากบริษัทเล็กบ้าง บริษัทใหญ่บ้าง
ทางที่ดี จึงขอให้ระลึกว่า
บ้างานอันเป็นที่รัก ไม่ค่อยจะเป็นไร
แต่บ้าเพราะงานที่ฝืนใจทำแลกเงิน
มักได้เงินไม่พอรักษาตัว
ไม่พอเยียวยาจิตใจ
แล้วในที่สุดก็มีสิทธิ์ตายก่อนวัยอันควรได้จริงๆ

ถ้าจะแก้ปัญหาบ้าเพราะงาน
ต้องแก้กันก่อนจะเกิดภาวะไม่ทำไม่ได้
อะไรดีๆในชีวิต เริ่มจากการเอาชนะใจตัวเอง
ไม่ยอมเป็นหนี้พะรุงพะรัง
ไม่เอาเงินในอนาคตมาซื้อสิ่งที่ยังไม่ต้องใช้
ไม่เสี่ยงมีลูกขณะที่เอาตัวเองยังไม่รอด
เพราะคนไม่มีหนี้นั่นแหละ ชีวิตดีเลือกได้
เลือกจะทำงานแลกเงินครึ่งหนึ่ง
เลือกจะทำงานแลกความสุขอีกครึ่งหนึ่ง
เพื่อความชุ่มฉ่ำกับการมีชีวิต
ไม่ใช่ฝืนทำงานถึงจุดหนึ่ง
ที่ต้องตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆไม่เลิกว่า
ทำไมชีวิตถึงเป็นอย่างนี้?’!

นายใหญ่ควรมีสัมผัสที่หก

marked 100716

ชีวิตคนคนหนึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้น
มี sense ระดับใดเป็นสมบัติติดตัว

sense มีหลายความหมาย
หมายถึงสัมผัสรู้สึกก็ได้
หมายถึงความรับรู้อย่างเข้าอกเข้าใจก็ได้
หมายถึงเชาวน์ปัญญาจากส่วนลึกก็ได้

คนจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวก senseless
คือ เพ้อฝัน คิดอะไรไม่เป็นเหตุเป็นผล
หรือกระทั่งเพี้ยนอยู่กับโลกความคิดเบลอๆของตน
เช่น ทำงานไม่ดี แต่อยากได้ดีเท่าคนเก่ง คนขยัน
ทำได้แค่หนึ่ง แต่คุยโม้เป็นประจำว่าทำได้ตั้งสิบ
หรือขึ้นต้นมา เอาแต่พูดถึงสิ่งที่ตัวเองอยากได้
ประมาณว่า เงินเดือนสูงๆ ตำแหน่งโก้ๆ
โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่บริษัทหรือลูกค้าต้องการจากตนเลย
คนประเภท senseless นี้ ต่อให้ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่
ก็จะเอาความคิดเพ้อฝันเพี้ยนๆมาเผามันอย่างรวดเร็ว
หรือต่อให้ได้มรดกกองภูเขา
ใช้เงินวันละสิบล้านไปจนตายก็ไม่หมด
เขาก็จะมีชีวิตอยู่เพื่อสะสมความทุกข์ให้ตัวเอง
และทำความพินาศวอดวายให้คนอื่นไม่เลิก
เพราะวันหนึ่ง คิดอย่างหนึ่ง ก็พูดอย่างหนึ่ง
อีกวันเปลี่ยนความคิด ก็พูดอีกอย่างเป็นคนละคน
ทำอะไรไม่อยู่กับร่องกับรอย
ไม่เคยมีเป้าหมายชัดเจนจริงจัง
หายใจยาวคิดดีทันที แต่พอหายใจสั้นจะคิดร้ายทันใด
ถ้าอยากเป็นเจ้าของกิจการ
ก็ควรขายหม้อข้าวหม้อแกงเล่นกับเด็ก
ไม่ควรคิดเอาเงินมาลงทุนจริงๆ
ให้กลายเป็นตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเปล่า

คนอีกจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวก common sense ดี
common sense เกิดจากการรับรู้ได้ตามปกติ
และยอมรับตามที่รู้ได้ไม่บกพร่อง
พูดง่ายๆ คือ common sense
จะเกี่ยวกับเหตุผลหรือเป้าหมายล้วนๆ
คัดกรองเอาอคติส่วนตัวออกไปหมดแล้ว
เช่น ตาเห็นรูปสวย ให้ผ่าน
ไม่ใช่เห็นว่าหน้าตานี้มีเรื่องส่วนตัวกันเลยไม่ปล่อยผ่าน
ลิ้นลิ้มรสอาหารอร่อย ให้ผ่าน
ไม่ใช่จุกจิกคิดมากว่า พ่อครัวแม่ครัวจบไม่สูง
สมควรได้เงินเดือนต่ำๆตามราคาตลาด เป็นต้น
คนประเภทมี common sense จะใช้ชีวิตธรรมดาได้ดี
ก้าวหน้าในหน้าที่การงานไปตามลำดับ
ตัวเองเก่งแค่ไหนก็พอใจกับระดับฐานะแค่นั้น
หรือแม้อยากได้อยากมีเพิ่มขึ้น ก็เข้าใจชัดเจนว่า
เป็นเรื่องต้องลงทุนลงแรง อาศัยเวลาสะสม
ไม่ชอบอารมณ์ดิบๆประเภทแดกด่วน
จะก้าวกระโดดให้ได้ในสามวันเจ็ดวัน
ลงเอยชีวิตก็มีความสุขตามอัตภาพ
เป็นพนักงานระดับบนได้ เป็นเจ้าคนนายคนได้
เป็นเจ้าของกิจการขนาดปานกลางได้
ไม่ใช่สุขหวือหวาสั้นๆตามกิเลสผลักดัน
แล้วทุกข์สาหัสยาวๆเมื่อถึงเวลาธรรมชาติลงโทษ

คนอีกจำนวนหนึ่ง จัดเข้าพวกมี sixth sense
sixth sense คือการรู้อะไรดีๆ
กับทั้งถูกต้องตรงจริงได้เอง เหนือ sense ธรรมดา
ส่วนใหญ่เกิดจากการสั่งสม common sense มามากกว่าใคร
เช่น ใส่ใจทำงานกับคนรูปร่างหน้าตาต่างๆกัน
พูดคุยทำความรู้จักกับคนประเภทต่างๆอย่างลึกซึ้ง
จนในที่สุด แค่เห็นใครปรากฏตัวด้วยบุคลิกท่าทางแบบหนึ่งๆ
ก็ตัดสินได้ทันทีว่า เป็นคนอย่างไร ทำงานด้วยได้ไหม
แต่ sixth sense ก็อาจเกิดขึ้นได้กับคนส่วนหนึ่ง
ที่ยังไม่ทันสั่งสมชั่วโมงบินมาก
ก็ตัดสินใจได้เทียบเท่ากับคนที่คร่ำหวอดมาทั้งชีวิต
เช่น รู้ขึ้นมาเองว่าต้องขายหุ้นตัวไหนเมื่อใด
รู้ขึ้นมาเองว่าต้องซื้อที่ตรงนี้ไว้ เดี๋ยวราคาขึ้นชัวร์ๆ
รู้ขึ้นมาเองว่าไอเดียใดไปรอด ไอเดียใดจอดเร็ว
sixth sense จะสร้างภาพอนาคตขึ้นมาในใจอย่างแจ่มชัด
ไม่ต้องลองผิดลองถูกให้เสียเวลา
ตัดสินใจแบบตัดตรงเข้าสู่ทิศทางที่ใช่กันด่วนๆได้เลย
และการที่เชื่อ sixth sense แล้วพิสูจน์ว่าถูกมากกว่าผิด
ก็ทำให้เจ้าตัวเชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง
เพิ่มขึ้นทุกที จนเข้าข่ายเจ๋งเลือกได้
ถ้าอยากพอมีพอกินแบบสมถะ ก็เป็นเจ้าของร้านชำธรรมดา
แต่ถ้าอยากรวยล้นฟ้า ก็หาไอเดียดีๆขายคนทั้งโลกไป

การที่โลกนี้มีคนอยู่ ประเภทดังกล่าว
ทำให้เกิดปัญหาความไม่เข้าถึงกัน ไม่เข้าใจกัน ขัดแย้งกัน
เหมือนอยู่คนละโลก เหมือนมาจากดาวคนละดวง
ให้คน senseless มาทำงานกับคน common sense ดี
ก็หงุดหงิด หวิดจะวางมวยกันได้ทุกวัน
ต่างฝ่ายต่างประณามว่าอีกคนโง่
เพราะคนหนึ่งจะพูดเรื่องท่องอวกาศด้วยเงินหมื่น
อีกคนจะพูดเรื่องเที่ยวน้ำตกด้วยเงินพัน

แม้คน common sense ดี
แต่ถ้าตำแหน่งระดับเดียวกันกับคนที่ sixth sense เด่น
ก็เห็นไปคนละทาง คุยกันไม่รู้เรื่องเป็นประจำได้
เพราะคนหนึ่งจะบีบว่า ข้อมูลต้องชัดกว่านี้
อีกคนจะฟันธงว่า เห็นๆอยู่ว่าใช่ชัดๆ ขืนรอก็ชวดสิ

คนที่มี sixth sense จากการสะสม common sense มามาก
หากวันไหนเป็นเจ้าของไอเดียใหม่ ใช้ได้จริงในตลาด
ก็จะมีอำนาจมากพอให้สั่ง สอน หรือเปิดโลกทัศน์ใหม่
ให้กับลูกน้อง common sense ดีได้

แต่ปัญหาที่เจอกันเป็นปกติ คือ พวก senseless
มักเข้าใจว่าตัวเองมี sixth sense
เห็นการใช้ common sense
เป็นเรื่องของไดโนเสาร์เต่าล้านปีนี่แหละ
ทุกวันจะมี senseless เกิดใหม่ขึ้นที่นั่นที่นี่
คอยเฝ้าบอกว่าโลกใบเก่าไม่ดียังไง
โลกใบใหม่ต้องเอาให้ได้อย่างใจตนแบบไหน

ที่สุดของความแปลกใจ และไม่น่ายอมรับก็คือ
พวก senseless หลายคน สามารถพัฒนาตัวเอง
ไปเป็นพวกมี sixth sense ดีได้จริงๆ
เพราะกล้าคิดในสิ่งที่พวก common sense ไม่กล้าคิด
หากแจ็คพ็อตแตก คิดทำในเรื่องที่มีบุญเก่าคอยสนับสนุน
เช่น ชาติก่อนเคยถวายภัตตาหารชั้นเลิศแด่หมู่สงฆ์เป็นประจำ
ชนิดที่ไม่มีใครทำได้ดี ได้ถูกพระวินัยเท่า
ชาตินี้วันดีคืนดี ก็คิดเปิดร้านอาหารแหวกแนว
เปิดได้วันเดียว คนเข้าล้นหลาม แรงดี ดังเร็วชั่วข้ามคืน
ซึ่งเท่ากับเครื่องติดทันที มีความคิดความอ่าน
อยู่บนฐานความจริงมากขึ้นเรื่อยๆวันต่อวัน
สร้างสรรค์เมนูใหม่ๆแปลกๆที่ไม่มีใครเคยคิด
หรือจัดร้านแบบไม่เห็นใครเคยทำ พอลูกค้าติดใจ
ก็เกิดกำลังใจผลิตไอเดียแหวกๆ โดนๆอีก เป็นต้น

ใครจะมี sense แบบใด
ของจริงหรือของปลอม
แป๊บเดียวหรือถาวรก็ตาม
ขอเพียงเข้าใจที่มาที่ไป อ่านออกว่าคนในโลกนี้
มีได้กี่ sense ที่แตกต่างจากคุณ
คุณจะมีความสุขกับชีวิตวัยทำงานมากขึ้น
นึกอิจฉาริษยาคนข้างบนน้อยลง
รวมทั้งดูถูกหรือถือสาหาความ
คนข้างล่างไม่มากเท่าเดิมด้วย!

ความลับ... เหมือนจะตายถ้าไม่ได้พูด

300916

ธรรมชาติความลับเป็นอย่างนี้
คนหนึ่งรู้ อีกหลายคนจะรู้

เมื่ออึดอัด เก็บกด อยากเผยความลับ
ใครเกลียดใคร ใครนินทาใคร
ใครบงการ ใครลงมือ ใครเป็นชู้ ฯลฯ
คุณจะนึกถึงใบหน้าของคนบางคน
ที่น่าจะรู้เรื่องลับไปกับคุณด้วย
ซึ่งหากเป็นสามีภรรยาที่บ้านก็ยังพอทำเนา
แต่ถ้าเป็นคนในที่ทำงานด้วยกัน
ก็ไม่ต่างจากฝากระเบิดเวลาไว้ให้เขา
เป็นระเบิดเวลาที่ไม่รู้เวลาระเบิดที่แน่นอน
ไม่รู้ว่าวันดีคืนดีไหนจะตูมขึ้นมา

คนส่วนใหญ่คิดเอาเองว่า
พูดกระซิบกระซาบกับใคร
เขาก็น่าจะมีมารยาท รู้เองว่าสมควรเหยียบไว้
คนคนนั้นสมควรรู้ตัวว่า
ต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บความลับ
ไม่ใช่ท่อระบายความลับ

ตัวเองอดไม่ได้ที่จะแพร่งพราย
แต่กลับกะเกณฑ์ให้คนอื่นรักษา
แถมไปต่อว่าต่อขาน
เมื่อเขาเอาความลับไปแพร่ต่อ
แค่นี้ไม่รู้หรือว่าไม่สมควรพูด?

เครื่องวัดความเป็นมืออาชีพหนึ่ง
คือความสามารถห้ามใจ ห้ามปาก
ไม่ปริปากพูดเรื่องลับ
ยิ่งเป็นมืออาชีพมากขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้สึกสบายๆ
กับการเก็บความลับไว้กับตัวมากขึ้นเท่านั้น
ถ้ายังอึดอัด งุ่นง่าน คันปากยิบๆ
อย่างนั้นคือมือใหม่ หรือมือสมัครเล่น
ยังทำงานใหญ่ไม่ได้

เพื่อจะเริ่มฝึกรักษาความลับให้เป็น
คุณต้องท่องความจริงสำคัญไว้ให้ขึ้นใจ
ถ้าไม่อยากให้ใครพูดเรื่องอะไร
ก็ต้องไม่ให้เขารู้เรื่องนั้น
ไม่ใช่ปล่อยให้เขารู้เรื่องนั้น
แล้วค่อยกำชับว่าอย่าแพร่งพราย

หลังจากท่องความจริงขึ้นใจแล้ว
จากนั้น เมื่อใดมีเรื่องลับเข้ามาอยู่ในหัว
ชนิดที่แพร่ไปแล้วรู้ๆอยู่ว่าจะมีคนเสียหาย
หรือก่อความเดือดร้อนให้ตัวเองได้ในภายหลัง
ให้สังเกตความดันในปาก
ลับน้อย เกิดแรงดันน้อย
ลับมาก เกิดแรงดันมาก
ถ้าออกแรงกดไว้ดื้อๆ จะอึดอัดคาใจไม่เลิก

การเก็บความลับ เป็นขันติบารมีชนิดหนึ่ง
และการเพิ่มขันติบารมี
ก็ไม่จำเป็นต้องสะสมความอึดอัด
ขอเพียงรู้วิธีระบายความอึดอัดออกไป
อาจจะด้วยวิธีง่ายๆ เช่น
นึกถึงใบหน้าของคนที่คุณจะใช้เป็นแหล่งระบาย
จากนั้นนึกให้ออกว่า
คุณควรเริ่มพูดด้วยคำไหน ผูกประโยคอย่างไร
นึกให้ครบ ราวกับเอ่ยปากออกไปจริงๆ
แล้วจะรู้สึกว่า ความลับเข้าหูคนแล้ว
คุณบอกความลับกับเขาหรือเธอสำเร็จแล้ว
ถ้ารู้สึกโล่งอก เหมือนยกภูเขาออกจากตัวได้
แปลว่าจินตนาการของคุณแจ่มชัด ครบถ้วนพอ

คุณจะค้นพบว่า จินตนาการที่แจ่มชัดพอ
ก่อให้เกิดความสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
ชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คือ ปกติถ้าคุณพลั้งปาก
หรือเผลอปากพล่อยไม่คิดมาก
คุณจะคิดไปเองว่า คำพูดเข้าหูคน ก็หยุดที่หูคน
ต่อเมื่อคุณนึกในใจได้ก่อนพูดจริง
คุณค่อยรู้สึกได้ว่า ความลับ หรือความในใจ
เข้าหูใคร มันจะปั่นป่วนในหัวคนนั้น
กับทั้งเกิดแรงดัน คันปากอยากบอกต่อด้วย
และแรงบอกต่อนั้นเอง ถ้าแรงพอ
ก็จะย้อนกลับมาทำร้าย
หรือทำความเดือดเนื้อร้อนใจ อยู่ไม่เป็นสุขให้คุณได้

พอเห็นภาพทั้งหมดหลังบอกความลับสำเร็จ
คุณจะนึกดีใจ ที่ความลับไม่รั่วไหลออกจากปากคุณ
ความอึดอัด เก็บกด จะหายไปเป็นปลิดทิ้ง
แล้วเปลี่ยนเป็นสบายใจ โล่งอกมหาศาลไปแทน!

คำ... ใช้ผิด งานพัง

230916

เจ้าของกิจการใหญ่
มักเริ่มต้นจากความเป็นคนเก่ง
มีความสามารถเฉพาะตัวบางอย่าง
เขาหรือเธอหมกตัวอยู่กับความสามารถนั้น
นานพอจะเกิดไอเดีย
สร้างสินค้าหรือบริการที่แตกต่าง
ที่คนจำนวนมากใช้ได้จริง
และอยากใช้ไปเรื่อยๆ

แต่เจ้าของกิจการใหญ่
บางทีก็เป็นผู้บริหารกิจการของตัวเองไม่ได้
เยอะแยะที่ขายดีปีเดียวแล้วเจ๊ง
พนักงานดีๆหนีหมด
เหลืออยู่แต่หน้าตาโกงๆ ไม่น่าไว้ใจทั้งนั้น

พูดง่ายๆ คนมีตำแหน่งบริหาร
กับผู้ทำหน้าที่บริหารได้จริง แตกต่างกันมาก

คนธรรมดาคนหนึ่ง
ให้มีเงินแค่ไหน
มีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โตเพียงใด
ก็ดูคนไม่ออก เลี้ยงคนไม่เป็น
ส่วนคนที่จะเป็นผู้บริหารได้
แม้ไม่ค่อยมีเงิน ก็อ่านคนออก
บอกถูกว่าใครควรเลี้ยงไว้ดีๆ
ใครควรหนีให้ห่างๆตั้งแต่ต้น

สายตาของคนธรรมดา
จะมองว่าพนักงาน คือ คนที่ต้องทำงานตามข้อตกลง
ตรงตามหน้าที่ที่ถูกจ้างอย่างเดียว
ด้วยสายตาเช่นนั้น
จึงมีความคิดและคำพูดแบบคนธรรมดา
เอาแต่เรียกร้องให้ใครต่อใครทำตามหน้าที่เป๊ะๆ
ไม่สนใจว่ากำลังเกิดความติดขัด เกิดเหตุอลหม่านอย่างไร

ส่วนสายตาของผู้บริหารนั้น
แยกแยะออกแต่แรกว่าใครเป็นใคร
เก่งแค่ไหน จงรักภักดีเพียงใด
ควรตีเป็นค่า มองเป็นราคาสูงเท่าไร
กับทั้งตระหนักว่า ในชีวิตตน
รอบสิบปี อาจมีลูกน้องที่ใช่เลยผ่านเข้ามาแค่คนเดียว
สำคัญคือ เมื่อได้คนคนนั้นมา
ต้องเลี้ยงทั้งตัว เลี้ยงทั้งใจได้อย่างไร
ซึ่งที่จะทำได้ ก็ต้องเห็นสองมิติ
ทั้งมิติของความเป็นลูกน้อง ลูกจ้าง
และมิติของความเป็นคนใกล้ชิดที่มีใจจริงให้กัน
พูดง่ายๆ บริหารงานอย่างเดียวไม่พอ
ต้องเป็นผู้บริหารใจได้ดีด้วย

วิธีสังเกตง่ายๆว่า
ใครเป็นได้แค่ผู้ครองตำแหน่งบริหาร
ใครเป็นผู้บริหารตัวจริง
ให้ดูว่า พอเกิดเรื่องขึ้นมา
ใครมีคำพูดแบบไหนอยู่ในหัว
สามารถใช้คำพูดกลับร้ายให้กลายเป็นดี
หรืออย่างน้อยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้แค่ไหน

คนธรรมดาไม่มีวันพูดถูก
เพราะพอเกิดเรื่องแล้วนึกถึงความผิดที่น่าด่าก่อน
ความคิดแบบคนธรรมดาผุดขึ้นในหัวก่อน
เช่น ขึ้นต้นมาก็แย่มากนะ ทำแบบนี้
ซึ่งก็ก่อความคิดไม่ดีกับคนฟังทันที
คือมึงก็ไม่ดีเลยนะ พูดแย่ๆกับกูแบบนี้
หรือพอจะต้องปฏิเสธการเลื่อนขั้นกับใคร
ก็พูดอย่างใจคิด เช่น
เธอยังเด็กไป ทำตรงนั้นไม่ไหวหรอก
ซึ่งก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางใจกับคนฟัง
นึกอยากพิสูจน์ตัวว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ด้วยวิธีลัดๆ ผิดๆ ได้ในภายหลัง

ส่วนผู้บริหารจะใช้คำถูก เลือกจังหวะพูดเป็น
เพราะเข้าใจคนอื่น ไม่เอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง
ความคิดแบบผู้บริหารงาน บริหารใจ จึงเกิดขึ้นในหัวได้
เช่น ขึ้นต้นมาใช้คำว่าแย่หน่อยนะ ที่เรื่องออกมาแบบนี้
ซึ่งก็ก่อความรู้สึกผ่อนคลายกับคนฟัง
เหมือนไม่ต้องโดนยิงเป้าอยู่คนเดียว
หรือพอจะต้องปฏิเสธการเลื่อนขั้นกับใคร
ก็พูดอย่างที่จะช่วยให้เกิดกำลังใจ เช่น
ยังไม่ถึงเวลานะ แต่เดินต่อเรื่อยๆเถอะ
มาถูกทางที่จะไปถึงตรงนั้นแล้ว

สรุปง่ายๆ พูดทุกคำที่คิด
เรื่องร้ายทุกชนิดจะตามมา
คุณไม่เหมาะจะบริหารงาน บริหารคน
แต่ถ้าคิดถึงคำที่ควรพูด
รู้จักคำที่คนอยากได้ยิน
นั่นแหละ! ดีพอจะเป็นผู้บริหารได้!

คิดรวย เริ่มจากไม่คิดเอาเข้าตัว

160916

เป้าหมายชีวิตมีอยู่ แบบ

แบบแรก เป็นเป้าที่ตั้งขึ้นตามคนอื่น
เห็นเขาตั้งกันก็ตั้งบ้าง
เพื่อหลอกตัวเอง หรือไม่ก็บอกคนอื่นว่า
ชีวิตฉันจะเอาอย่างนี้แหละ
ชีวิตฉันก็มีเป้าหมายเหมือนกันนะ
แท้ที่จริงแล้ว เป้าแบบนี้
ไม่ได้อยู่ในใจคุณตั้งแต่แรก
ก็บอกแล้วว่า เป็นเป้าที่ตั้งขึ้นตามคนอื่น

แบบที่สอง เป็นเป้าที่ตั้งต้นจากความอยาก
เห็นคนเก่งแล้วอิน อยากเก่งอย่างนั้นบ้าง
หรือไม่ก็รู้ว่าตัวเองถนัดอะไรดีๆบางเรื่อง
ยิ่งทำยิ่งชอบ ยิ่งชอบยิ่งรู้ลึก รู้มาก
อยากอุทิศเวลาในชีวิตให้กับมัน
เป้าแบบนี้ ตั้งต้นออกมาจากใจจริงๆ
อย่างที่บอกแล้วว่า เริ่มจากความอยากข้างใน

อะไรที่ไม่ได้อยู่ในใจจริงๆ
ไม่อาจก่อภาพเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในหัวคุณได้
คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเองลงมือทำสิ่งนั้นจริง
คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเองอยู่กับสิ่งนั้นนานๆ
และที่สำคัญ คุณไม่อาจเห็นภาพตัวเอง
มีชีวิตรอดจากการทำสิ่งนั้นเลี้ยงตัว

ถ้าใช้ชีวิตแบบคนมีเป้าหมาย
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ
คุณจะตื่นนอนอย่างมีพลังลุกจากเตียง
ตื่นอย่างมีแรงฉุดจากข้างในมากพอ
ที่จะทำให้รู้ตัวว่าตื่นแล้ว
แตกต่างจากการใช้ชีวิตแบบคนไร้เป้าหมาย
ที่ตื่นแบบไม่รู้ว่าจะตื่นไปทำไม
ตื่นแบบคนอยากแบแขนแบขาอยู่กับที่
ตื่นแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น
ในหัวไม่มีภาพอะไรในชีวิตอยู่เลย
มีแต่ภาพในฝันพร่าเลือนที่เพิ่งผ่านออกมาล้วนๆ

ชัดเจนว่า
ทุกการตื่นนอน
คือนาทีพิสูจน์ชีวิต

วันไหนตื่นแบบไม่อยากตื่น
ให้ถามตัวเองเดี๋ยวนั้นว่า
คุณทำอะไรผิดอะไร
ทำไมจึงไร้เป้าหมาย
ให้อยากตื่นขึ้นมามีชีวิต

ให้เร่งทบทวนว่า ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด
คุณเคยสนุก ติดใจ ใฝ่หาอะไรได้บ้าง
ชนิดที่ตื่นแล้วอยากลุก
อยากออกไปเล่นสนุกกับมันต่อทันที

ไม่ว่าคำตอบจะเป็น เล่นเกม ทำสวย
เพาะกล้าม ปลูกผัก ขีดเขียน ดีดกีตาร์ ฯลฯ
อย่าเพิ่งจบที่ตรงนั้น
อย่าเพิ่งนึกว่า สิ่งนั้นทำเงินไม่ได้หรอก
อย่าเพิ่งสรุปว่า สิ่งนั้นเป็นงานประจำไม่ได้แน่
แต่ให้คิด ให้ถามตัวเองตรงๆว่า
ทำไมคุณจึงไปไม่ถึงจุดหนึ่ง
ที่สามารถเอาเรื่องน่าติดใจนั้น
มาช่วยให้คนอื่นเขาติดใจตาม

เล่นเกม คิดแต่จะเอาชนะคู่แข่ง เป็นที่หนึ่ง
ปกปิดเทคนิคพิเศษที่ค้นพบ ใครถามก็ไม่บอก
หรือคิดจะเอากลเม็ดเคล็ดลับมาเผยแพร่ด้วย

ทำสวย คิดจะสวยที่สุดในประเทศไทยอยู่คนเดียว
สวยเอาไว้เด่นกว่าคนอื่น สวยให้คนอื่นหลงรัก
หรือคิดจะเอาวิธีแต่งสวยไปช่วยให้คนอื่นสวยบ้าง

วิธีคิดเอาเข้าตัว หรือหวงไว้กับตัวนั่นแหละ
ทำให้ไปไม่ถึงไหน ในที่สุดพอเบื่อหน่าย
เห็นมันทำเงินให้คุณไม่ได้ เปลี่ยนชีวิตคุณไม่ได้
คุณก็ทิ้งมัน ห่างหายไปจากมัน
แล้วไม่อยากตื่นขึ้นมาพบมาเจอมันอีก

ถ้าเล่นเกมเก่งแล้วอยากให้คนอื่นเก่งตาม
ถ้าทำสวยได้แล้วอยากให้คนอื่นสวยตาม
คุณเหมาะกับอาชีพยุคนี้มาก
ยุคที่ทุกคนมีดีอะไร
ก็เอาดีนั้นมาส่งเสริมกันในโซเชียล

เมื่อหลุดจากความคิดหวง
คุณจะหลุดจากการคิดขายของไปด้วย
คือ ไม่มัวแต่นึกว่าการเลี้ยงชีพ
ต้องตั้งต้นด้วยการคิดขายๆๆ ทำเงินๆๆ
เปลี่ยนมาเป็นการคิดเอาดีให้คนอื่น
หาประโยชน์ให้คนอื่น
ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ ต่อยอดไม่จำกัด
ไม่ถูกตีกรอบความคิดอยู่ในกำแพงแคบๆ
เหมือนกับคนส่วนใหญ่อีกทั้งโลก

ถ้าเอาเคล็ดลับเล่นเกมเก่ง
มาเผยแพร่นานพอ
จนคนรู้จักนับแสน
อาจมีใครอยากฝากโฆษณาทีละหมื่นสองหมื่น
หรือถ้าคนเป็นล้าน
เชื่อว่าคุณมีเทคนิคทำสวยได้เด่นเกินใคร
ดาราดังอาจจ้างคุณไปทำหน้ากันหลายคน
เปิดร้านมา มีคนนับร้อยเอาเงินมาให้ทุกวัน

โลกหมุนมาถึงไหนแล้ว?
คุณต้องตื่นขึ้นมาสักเช้าหนึ่ง
เพื่อรู้ตัวว่าโลกกำลังถูกปกครองด้วยโซเชียลมีเดีย
ยุคทองของคนคิดเอาดีให้คนอื่น
และปล่อยให้คนคิดหวงอะไรดีๆ เก็บไม้ตายไว้กับตัว
กลายเป็นพวกตกยุค ตกขบวนรถไฟไปกันหมด

ถามตัวเองวันนี้เลยว่า
เปิดมือถือมา คุณดิ่งไปหาเพจนินทาว่าร้าย
เว็บชวนหลอกขายของ
หรือตรงไปหาเพจเผยแพร่อะไรดีๆ
หาแรงบันดาลใจดีๆ
ให้อยากทำอะไรดีๆตามเขาบ้าง

คำตอบที่เห็นๆว่าเกิดขึ้นอยู่จริงๆในวันนี้
อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเลิกบ่นว่า
เคว้งคว้างจัง! ทำไมหาเป้าหมายให้ตัวเองไม่ได้สักที!

ถกเถียงจะเอาอะไร?

090916

ลองนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา
ที่เคยถกเถียงแบบเสียแรงเปล่า
เปลืองพลังงาน เปลืองสมองคิด
แล้วไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ไม่มีฝ่ายไหนได้ประโยชน์เลย
โดยเฉพาะในที่ทำงาน
แล้วคุณจะเกิดสติ
มีความรู้สึกขึ้นมาอย่างหนึ่งกับการถกเถียง
นั่นคือ ภาพของการถกเถียงที่สูญเปล่า
คือภาพเดียวกับชีวิตที่สูญเปล่า

หมายความว่า ถ้าหลับตานึกถึงตัวเองในแต่ละวัน
แล้วเห็นแต่ภาพคนคนหนึ่งมัวหมกมุ่นถกเถียง
โดยไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดีๆกับใครเลย
ภาพตัวตนของคนคนนั้นไม่ช่วยให้โลกได้อะไรเลย
ชีวิตในชาตินั้น คงเหมือนน้ำมันดิบ
ที่ไม่เคยถูกกลั่นมาใช้ให้สมค่า

หลักการเถียงให้ชนะมีอยู่มาก น่าสับสน
จำไม่ได้ นำไปใช้จริงไม่ถูก
แต่การตั้งองศาของจิตให้อยู่ในทิศทางขุดทอง
ล่าขุมทรัพย์ให้ตัวเองและคนอื่นนั้น
มีอยู่นิดเดียว เรียบง่าย ไม่งง
จำขึ้นใจได้ เพียงฝึกใช้จริงให้เกิดผลเพียงครั้งเดียว

ตอนเจอสถานการณ์ที่ต้องเผชิญหน้ากัน
อย่าถามเขา ให้ถามตัวเองแค่สั้นๆว่า
จะเอาอะไร?’

ตอบตัวเอง แล้วอย่าเพิ่งแน่ใจในคำตอบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคำตอบในหัวยาวเหยียด
มีเหตุมีผลชักแม่น้ำทั้งห้าเต็มไปหมด
เช่น ฉันยอมไม่ได้ เธอทำไม่ดี
คุณคิดอย่างนี้ไม่ถูก แผนอย่างนั้นไม่ไหวหรอก
เสียระบบ เสียโอกาส
บริษัทเสียหาย ลูกค้าหนีหมด
เพราะว่าโน่น เพราะว่านี่ ฯลฯ
ให้สันนิษฐานว่า น้ำๆเหล่านั้นเป็นแค่ข้ออ้าง
ใจจริงไม่ได้มีคำตอบเนื้อๆอยู่เลย
ฟุ้งซ่านไปเรื่อย

พูดง่ายๆ ครั้งนั้น คุณทำท่าจะแค่เถียงให้ชนะ!

ต่อให้เป็นปลาเคยอยู่น้ำลึกมาแค่ไหน
ก็พากันมาตายน้ำตื้นกันได้
คนเก่ง คนฉลาด คนใหญ่คนโต
ต่างหลีกเลี่ยงการถกเถียงที่เปล่าประโยชน์ได้ยาก
เพราะตั้งต้นขึ้นมา
ก็ด้วยอารมณ์อยากให้อีกฝ่ายเห็นอย่างที่ตนเห็น
อารมณ์แรงๆชนิดนั้น
มันชนะความคร้านที่จะปากเปียกปากแฉะได้
ผลักดันให้ยอมเหนื่อยอ่อนอธิบายเป็นชั่วโมงๆได้

ตอนเห็นอารมณ์พุ่งออกมาจากอีกฝ่าย
ไม่ว่าคุณหรือเขา จะถูกกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา
อยากสวนกลับด้วยอารมณ์ต่อต้านประมาณเดียวกัน
หรือไม่ก็เหนือกว่า เพื่อข่มให้ฝ่ายตรงข้ามศิโรราบ

แต่ถ้าคู่ถกเถียงนั่งอยู่ตรงหน้า
แล้วคุณถามตัวเองเงียบๆว่าจะเอาอะไร?’
จากนั้นเกิดคำตอบเดี่ยวๆ สั้นๆ
เรียบง่าย เจาะจงลงชัดเจน
กระทั่งภาพเพียงภาพเดียวปรากฏขึ้นมาในหัว
ไม่มีคำอธิบายพลุ่งพล่านร้อยแปดตามมา
เช่น อยากสงบศึก
หรือเช่น ต้องเลิกโยนงานกัน
หรือเช่น ต้องลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้ได้
หรือเช่น ลูกค้าต้องรับรู้กว้างกว่านี้
หรือเช่น ต้องให้เขาเห็นความผิดของตัวเอง

ถ้ามีคำตอบในหัวชัดเจนประมาณนี้
คุณจะรู้สึกเป็นสมาธิ พูดจามีลำดับชัดเจน
อารมณ์เย็น หนักแน่น
เพราะจิตมีที่ยืน มีหลักเกาะ เป็นเป้าหมายชัดเจน
รายละเอียดปลีกย่อยจึงอยู่แวดล้อมอย่างเป็นระบบ
ไม่ใช่มีแต่แม่น้ำทั้งห้า
ถูกชักเข้ามาตามใจชอบเรื่อยเปื่อยไม่มีที่สิ้นสุด

เป้าหมายชัด ทิศทางจะไม่แกว่ง

เพียงคุณไม่จุดพลุดังๆ เปลี่ยนมาเป็นจุดชนวนดีๆ
มีสมาธิกับเป้าหมาย ไม่สนเรื่องใครผิดใครถูก
ไม่ถือสากับตัวตนหนักๆของใครว่าใหญ่กว่ากัน
ไม่เห็นเป็นสาระด้วยซ้ำ ถ้าต้องเริ่มด้วยการถอยก้าวหนึ่ง
ออกปากขอโทษก่อน พูดถึงความผิดของตัวเองก่อน
ทั้งที่อาจจะไม่ได้ผิดอะไรเลย
แต่ทำไปเพื่อจะจูนจิตของอีกฝ่ายให้อ่อนลง
เพียงพอจะยอมรับฟังความพลาดพลั้ง
หรือการมีช่องโหว่ของตัวเองบ้าง
เท่านี้ ก็เริ่มเดินเข้าเป้า
ได้สิ่งที่คุณอยากได้แล้ว

แข็งมาแข็งกลับ อ่อนมาอ่อนไป
กฎง่ายๆที่ทุกคนรู้ แต่ไม่เอามาใช้ประโยชน์
และไม่เอามาฝึกถามตัวเองว่าจะเอาอะไร?’

ต่อเมื่อฝึกถามตัวเอง ตอบตัวเอง กระทั่งเก่งพอ
ในที่สุดอาจได้คำตอบให้กับ ใน ๑๐ เรื่องขัดแย้งว่า
สิ่งที่คุณต้องการ คือการไม่ต้องเถียงกัน
หนทางเพื่อได้สิ่งที่ต้องการ
ก็แค่เงียบเฉย ไม่ถือสา ปล่อยเรื่องให้ซาไปเอง
ที่ตรงนั้นของชีวิต คุณจะพบว่า เวลาและพลังงาน
ที่ต้องเอาไปถกเถียง เรื่อง
อาจเอามาใช้ประกอบคุณงามความดีอื่นๆแทน
ได้ถึง ๗๐ เรื่องทีเดียว!

เงินคือสิ่งเดียวในใจ

020916

บิลล์ เกตส์ รวยจากการสร้าง Microsoft
แล้วใช้อำนาจเงินช่วยให้สุขภาพของคนจนๆ
ในประเทศด้อยโอกาสดีขึ้น

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก รวยจากการสร้าง Facebook
แล้วใช้อำนาจเงินสร้างโอกาสสื่อสารอินเตอร์เน็ตฟรี
แก่คนในประเทศที่อินเตอร์เน็ตยังเข้าไม่ถึง

อีลอน มัสก์ รวยจากการสร้าง PayPal
แล้วใช้อำนาจเงินสร้างทางเลือกเผื่อโลกแตก
เพื่อความเป็นไปได้จริงที่จะอพยพคนไปดาวอังคาร

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
เกิดมาเพื่อแสดงให้เราเห็นว่า
คนคนหนึ่งจะมีเงินมากๆไปทำไม

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
แสดงให้เราเห็นว่า ถ้าจะรวยล้นฟ้ากันจริงๆ
อย่างน้อยต้องคิดทำอะไรให้กับโลกบ้าง
ไม่ใช่เลียนแบบคนรวยเลวๆที่เห็นในหนัง
จะรวยได้ต้องโกงๆๆ ปล้นๆๆท่าเดียว
ต้องหลอกลวง ต้องเอารัดเอาเปรียบชาวโลกเท่านั้น
หรือต้องดูดซิการ์เก๊กหน้าผู้ร้าย ทำท่าอย่างอื่นไม่เป็น

คนรวยระดับโลกเหล่านี้
แสดงให้เราเห็นว่า
ความอยากได้งานมากกว่าอยากได้เงิน มันดีอย่างไร
พวกเขาคิดเรื่องเงิน จุดเริ่มต้นแค่ไหนไม่มีใครรู้
รู้แต่ว่าพอมีเงินมากแล้ว
พวกเขาไม่ต้องใช้ชีวิตที่เหลือแบบเบื่อๆ
แค่ได้ใช้เงินแบบเศรษฐีเจ้าสำราญไปวันๆ

วิธีคิด จุดเริ่มต้นสำคัญมาก
มองโลกด้วยตาเปล่า จะเห็นความจริงปรากฏอยู่ทั่วไป
ถ้าคิดถึงเงินก่อน ก็มีโอกาสทำอะไรผิดๆก่อน
แต่ถ้าคิดถึงงานก่อน ค่อยสร้างโอกาสถูกต้องให้ตัวเองได้

สังเกตที่ความสนใจของตัวเองก็ได้
เวลานึกถึงเศรษฐีระดับโลก
เราเน้นความอยากรู้ว่าแต่ละคน
ขึ้นแท่นรวยอันดับที่เท่าไรในแต่ละปี
หรืออยากรู้ว่าพวกเขาแต่ละคน
มีไอเดียขั้นต่อไปอย่างไร
ใช้อำนาจเงินสร้างประโยชน์กับโลกได้แค่ไหน
โฟกัสความสนใจของเรา
จะทำให้เห็นค่าความรวยของคนอื่น
และขณะเดียวกัน
ก็พิสูจน์ตัวตนของเราเองว่ามีแนวโน้ม
ที่จะสร้างความน่าจดจำให้ตัวเองแบบไหน
สร้างเงินแบบที่คนอื่นสร้างได้
หรือสร้างงานแบบที่ตัวเองอยากให้เกิดขึ้น!

คนเก่งไม่ได้มีไว้วัดรอยเท้า

260816

ระหว่างแรงบันดาลใจ
กับอารมณ์ริษยา
เฉียดกันนิดเดียว
แต่ผลต่างกันมหาศาล
ถึงขั้นทั้งชีวิตถูกฉุดขึ้นเขา
หรือโดนลากลงเหวได้!

แรงบันดาลใจ
เกิดขึ้นตอนเห็นคนเก่งแล้วเกิดแรงดึงดูด
นึกชื่นชม หรือแอบอุทานในใจว่า
เก่งว่ะ! อยากทำได้อย่างนั้นมั่ง!’

ส่วนอารมณ์ริษยา
เกิดขึ้นตอนเห็นคนเก่งแล้วเกิดแรงต่อต้าน
เพ่งโทษหาที่ติ หรือนึกเทียบเขาเทียบเราดื้อๆ เช่น
หมั่นไส้! ตูก็เจ๋งเหมือนกันวะ! คอยดูตูมั่งเถอะ

แรงบันดาลใจ เป็นของสุก
เป็นไฟให้เครื่องร้อน เป็นแรงฉุดให้พุ่งไป
อยากเงยหน้าจ้องตาอยู่ที่เป้าข้างหน้า
คิดว่า เขาไปได้ เราก็ไปได้
แค่ไม่กี่วันผ่านไป ก็พบตัวเองรุดหน้าไปมาก

ส่วนอารมณ์ริษยา เป็นของดิบ
เป็นไฟให้ตาร้อน เป็นแรงกดให้หยุดอยู่
ก้มหน้าจ้องตาอยู่กับ รอยเท้าเขา รอยเท้าเรา
หาช่องเปรียบเทียบ แกแย่อย่างนั้น ข้าดีอย่างนี้
กี่ปี่ผ่านไป ก็ยังพบตัวเองวนเวียนอยู่กับที่นั่นเอง

ของดิบ กระตุ้นสัญชาตญาณดิบ
คุณจะพบว่า เมื่อตัวเองช่างสังเกตเพ่งโทษใคร
หรือหาพวกมาช่วยกันติได้เพียงครั้งหนึ่ง
จะเกิดความเคยชิน อยากคิด อยากวิจารณ์อีกเรื่อยๆ
เหมือนเครื่องจุดติดง่ายแต่ดับยาก

ถ้าสำรวจตัวเอง
พบว่าจิตใจคุกรุ่นด้วยอารมณ์เทียบเขาเทียบเรา
ก็ให้สังเกตชีวิตที่ทนย่ำอยู่กับที่ไปสักพักหนึ่ง
จนกว่าจะจับจุดถูก เริ่มเบื่อตัวเองเป็น
เบื่อความกลวงเปล่าทางความรู้สึก
เบื่ออารมณ์อยากติ อยากวิจารณ์แหลก
เบื่อหาเพื่อนรุมกระทืบคนน่าหมั่นไส้ในโซเชียล
เบื่อที่จะเห็นคนเก่งปักธงบนยอดเขา
เบื่อที่จะเห็นตัวเองยืนเกาหัวอยู่ที่ก้นเหว

เห็นความเบื่อจุกอกเหมือนใกล้จะตายบ่อยๆ
แล้วคุณจะตัดสินใจละสายตาจากคนเก่งที่คุณต้าน
อย่าแกล้งหาแรงบันดาลใจจากเขาหรือเธอ
เพราะอารมณ์ต่อต้านเป็นเรื่องลึกลับที่คุณห้ามใจไม่ได้
ให้คำตอบตัวเองยากว่าทำไมต้องไปหมั่นไส้เขา
รู้แต่ว่า อารมณ์ต่อต้านเขานั่นแหละ
ตัวถ่วงความเจริญ ถ่วงเวลาในการก้าวต่อไปของคุณ

จากนั้นกวาดตาหาใหม่
หาคนเก่งที่ดึงดูดใจคุณได้
เข้าไปอินรายละเอียดที่มาของความเก่งของเขาให้มาก
รู้ให้ได้ว่า ทุกความเก่งมีแรงบันดาลใจเสมอ
คนเก่งทุกคนใช้เวลาคุ้ม
หมดเวลาในชีวิตไปกับการพัฒนาความเก่ง
ไม่ใช่เปลืองเวลาชีวิตเพื่อเทียบความเก่งกับใคร!

เบื่องานหรือเบื่อความเชื่องช้า

14067522_1144325988957891_7299468239578663455_n

ถ้าเจ้านายของคุณ
บอกว่างานชิ้นนี้สำคัญมาก
หากทำเสร็จทันวันนี้
จะปิดดีลใหญ่ได้
คุณเอาโบนัสไปเลย ล้าน
คุณจะพบว่าตัวเองหูตาตื่น
เกิดการรับรู้แจ่มชัด
มือไม้เคลื่อนไหวคล่องแคล่วไปหมด
งานกองพะเนิน
ที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันจัดการ
ก็อาจเสร็จสมบูรณ์ไร้ที่ติในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

ตัวความหวัง
ตัวความอยากได้ที่แจ่มชัดนั่นเอง
คือเป้าหมายใหญ่ที่ช่วยให้ทำเรื่องใหญ่ได้ดี
เสร็จเร็ว และไม่ผิดพลาด
มนุษย์จะมีสมาธิ ใช้ศักยภาพของตัวเองเต็มที่
ร่างกายหลั่งสารชีวเคมีดีๆออกมาในสมอง
ก็เมื่อมีเป้าหมายเป็นชีวิตที่ถูกยกระดับขึ้นเห็นๆ

ข้อเท็จจริงก็คือ
ชีวิตที่ทำงานเก่ง ทำงานเสร็จเร็ว
และมีความเป็นสมาธิจดจ่อกับงานได้ต่อเนื่อง
ดีกว่าชีวิตเฉื่อยชา
ที่ครอบครองเงิน ล้านหรือ ๑๐๐ ล้านอยู่แล้ว
เพราะความเฉื่อยชา
จะทำให้คุณเบื่อแม้ชีวิตตัวเอง
ต่อให้เอาโลกทั้งใบมาประเคน
สมองก็จะไม่เกิดปฏิกิริยาอยากรับอยากรู้
ตอนนั้นคุณจะไม่รู้สึกยินดียินร้าย
กับโลกทั้งใบในมือเลย

วันไหนมือเท้าหงิกงอ
ชีวิตเหมือนเข้าใกล้ความหยุดนิ่ง
บอกตัวเองว่า เบื่อเว้ย! เบื่องาน! เบื่อคน!
ให้ถามตัวเองว่า ทั้งหมดทั้งปวงนั้น
เริ่มต้นมาจากการเบื่อความเชื่องช้า
ไร้ชีวิตชีวาของตัวเองหรือเปล่า

ลองเคลื่อนไหวให้กระฉับกระเฉงขึ้น
และตั้งใจให้จบงานในเวลาที่สั้นขึ้น เท่า
แล้วคุณจะพบว่าความเคลื่อนไหวที่ว่องไวไหลลื่น
เป็นส่วนกระตุ้นสมองให้ทำงานกระตือรือร้น
จิตใจเป็นสมาธิ ซึ่งนั่นแหละ
คือสิ่งที่คุณต้องการจากการทำงานอย่างแท้จริง
เป็นรางวัลใหญ่ในตัวเอง
ยิ่งกว่าเป้าล่อเป็นเงินหลายๆล้าน

แม้ไม่รักงาน แม้ชังน้ำหน้าคน
อย่างน้อยให้รักวิธีเคลื่อนไหวทำงานทำการของตัวเองไว้
คุณจะพบว่าโลกนี้มีอะไรดีๆให้น่าอยู่ขึ้นเยอะ!

ความไม่พอใจทำเงินให้คุณได้

13934992_1142686479121842_3280478461996414012_n

คนส่วนใหญ่มีแต่รากของอารมณ์
มุมมองจึงเป็นไปตามอารมณ์
เจอเรื่องไม่พอใจก็บ่นกระปอดกระแปด

ต่างจากคนหยิบมือหนึ่งที่มีรากความคิด
มุมมองเป็นไปตามความคิด
เจอเรื่องไม่พอใจก็ตาโต เห็นเป็นโอกาสทอง

รากความคิดดีๆ งอกเงยขึ้นเป็นชีวิตดีๆ
เรื่องนี้เห็นได้จากคนที่ประสบความสำเร็จใหญ่ๆ
อย่างเช่นที่ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เพิ่งให้เล่าไว้
มีผู้คนชอบขอคำแนะนำจากเขาว่า
ถ้าอยากมีบริษัทเป็นของตัวเอง ควรเริ่มตรงไหน

คำตอบของมาร์ก คือ ให้เริ่มจากมุมมอง
"
บริษัทดีๆที่ผมนึกออกนะ
เริ่มจากการที่มีใครบางคน
มีใจให้กับการเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง
ไม่ใช่ว่าเริ่มจากการที่มีใครบางคน
ตัดสินใจว่าเอาล่ะ! ฉันจะเริ่มสร้างบริษัทล่ะนะ
คือ แทนที่จะพยายามสร้างบริษัท
ให้พุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลง
ทำสิ่งที่คุณอยากเห็นมันปรากฏขึ้นมาในโลก
แล้วก็เดินหน้าผลักดันให้มันเกิดขึ้นจริง!"

พูดง่ายๆ
เลือกความไม่น่าพอใจสักอย่างมา
จะเป็นสิ่งที่คุณไม่พอใจ
หรือเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่พอใจก็ได้
แล้วพยายามทำให้มันน่าพอใจ
ในที่สุดคุณจะได้ทั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
ได้ทั้งเส้นทางรู้จักคนร่วมทางที่รู้ใจกัน
ได้ทั้งอาชีพถาวรให้ตนเอง
และได้ทั้งชีวิตที่น่าปรารถนา
เสร็จสำเร็จในชาติเดียว

ต่างจากคนอีกค่อนโลก
ที่เลือกทุกความไม่พอใจมาบ่น
หมดพลังชีวิตไปในการบ่น บ่น และบ่น
ในที่สุดก็ไม่ได้อะไรมากกว่าเทพลังชีวิตทิ้ง
ได้แต่เดินวนเวียนอยู่ในเขาวงกตซ้ำๆ
ได้แต่เพื่อนร่วมบ่นกระปอดกระแปดขี้นินทา
ได้แต่ชีวิตแบนๆที่ไม่มีมืออาชีพอยากอยู่ใกล้
สะสมความเคยชินไว้เป็นกรรมติดตัว
เกิดใหม่ก็ย่ำอยู่กับที่อีกหลายชาติไม่เลิก!

อ้างอิง
https://www.facebook.com/zuck/videos/vb.4/10103038735800891/?type=2&theater

เงินล้าน... ได้ฟรีเมื่อไร ชีวิตแหลกเมื่อนั้น

13882682_1133149756742181_9222626498517400410_n

ทุกคนฝันที่จะได้เงินมาก ทำงานน้อย
ถ้ายิ่งได้เดือนละล้านโดยไม่ต้องทำงานเลย
ก็จะยิ่งเป็นพระคุณ

ข้อเท็จจริงก็คือ
การเสวยสุขบนกองเงินกองทอง
โดยไม่ต้องทำงานทำการ
เป็นต้นกำเนิดความเลวร้าย
ได้มากกว่าที่คุณคิด
และโลกนี้ก็มีอะไรอย่างนั้นอยู่จริง
ทั้งจากการได้มรดกก้อนโตแบบไร้เงื่อนไข
ทั้งจากการได้ส่วนแบ่งจากระบบครอบครัว
ที่คนทำงานจริง ต้องแบ่งให้คนไม่ทำงานเลยเท่าๆกัน

เมื่อได้เงินมาใช้ชีวิตแสนสบายกันง่ายๆ
เพียงแค่ไม่กี่เดือน
มือเท้าของคนคนนั้นจะออกอาการอ่อนเปียก
จากความรู้สึกว่าไม่ต้องทำอะไร
จะกลายเป็นความรู้สึกว่าทำอะไรไม่เป็น
ระบบความคิดที่ขาดเป้าหมายให้คิด
จะพร่าเลือน กวัดแกว่ง
หาอะไรไม่เจอแบบเรือขาดหางเสือออกอ่าว

ถึงจุดหนึ่ง ใจจะยึดเอาความคิดถึงแต่ตัวเอง
มาเป็นศูนย์กลางของระบบความคิด
จิตใจวิปริต คิดอะไรได้ผิดเพี้ยนจากสามัญสำนึกไปหมด
เช่น เมื่อสถานการณ์การเงินของครอบครัวลำบาก
ก็จะไม่รับรู้ ไม่สนเหตุผลใดๆของใครอื่น
รู้แต่ว่า ถ้าตัวเองไม่ได้ส่วนแบ่งเท่าเดิม
แปลว่าต้องมีคนทำเลวกับตน และต้องมีคนรับผิดชอบ
ขู่ฆ่าคนนั้นคนนี้ได้ ตายเป็นตายได้
แบบนี้มีให้เห็นในโลกความเป็นจริงมาตลอด
แล้วก็ยังไม่หมดไปเสียด้วย

เมื่อได้ชีวิตผิดๆ เห็นชีวิตผิดๆ
ก็ไม่แปลกถ้าจะทำกรรมผิดๆ
ดังนั้น วันไหนนึกท้อ
เห็นตัวเองทำงานหนักแต่ดันได้เงินน้อย
ก็ให้คิดว่า ยังดีกว่าคนไม่ทำงานเลยแต่ได้เงินมาก
เพราะจิตใจของคุณยังดีๆ
ไม่ถึงขนาดคิดเพี้ยนได้เหมือนคนตกนรกทางความฝัน

คนทำงานหนักนั้น
ศูนย์กลางความคิดจะเป็นไปตามสามัญสำนึกปกติ
คือ ต้องทำงาน ถึงจะมีกินมีใช้
หากต่อยอดสามัญสำนึกขึ้นไปอีกนิด
เห็นว่า ความชอบใจที่จะทำงาน
ความเป็นอิสระที่จะคิดงานได้เอง
คือความรู้สึกมีชีวิตจิตใจ
หากอยากรู้สึกว่ามีชีวิต
ก็ควรใช้สิทธิ์จากการเป็นคนทำงานหนัก
เป็นใบเบิกทางไปทำงานที่ชอบด้วย
ไม่ใช่ทำงานหนักแลกเงิน โดยไม่เคยชอบงานเลย
ไม่เคยรู้สึกถึงชีวิตชีวาจากการทำงานเลย!

ฝืนใจ... ไม่อยากทำงานให้เสร็จ

290716

ความไม่อยากทำงานที่เหลือให้เสร็จ
เกิดจากการสั่งสมอารมณ์ลบ
ระหว่างทำงานชิ้นนั้นมา
เช่น ต้องใช้สมองมาก
ต้องฝืนใจมาก ต้องเหนื่อยมาก
ซึ่งสวนทางกับความชอบใจของคนเรา
ที่อยากเบาสมอง อยากเบาใจ อยากสบาย

เมื่อเจอกำแพงอารมณ์หนักๆ ลบๆ
แล้วบังคับตัวเองดื้อๆ ด้วยเหตุผลว่า
ต้องทำให้เสร็จ ต้องลงมือเดี๋ยวนี้
อาการบังคับใจนั้น ยิ่งทบทวีความฝืนให้เพิ่มขึ้น
คุณจึงยิ่งอึดอัด หลายคนเกิดอาการหยุดนิ่ง
เพราะตัวหนัก ใจหนัก เกินกว่าจะขยับต่อ
หรือหาทางทำให้ตัวเบาลง ใจเบาลง
โดยการหนีไปแชต หนีไปเล่นเกม หนีไปท่องเว็บ
เห็นเป็นทางออกที่น่าพิสมัย
ทั้งที่ใจรู้สึกคาค้าง ถูกรบกวนด้วยความรู้สึกผิด
ที่เอาเวลางานมาเล่นเรื่อยเปื่อย

เพียงเข้าใจธรรมชาติการปรุงแต่งจิต
คุณจะทราบว่า
ที่จะผ่านกำแพงอารมณ์หนักไปทำงานให้เสร็จได้นั้น
ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยยาก ฝืนใจปีนกำแพง
หรือพยายามทำลายกำแพงให้พังราบเสมอไป
ยังมีอีกวิธี คือ ทำให้กำแพงหายไปง่ายๆ
เหมือนมายากล หรือเหมือนอภินิหารพ่อมด

วิธีคือ นึกภาพตัวเองเบาใจ
ความเบาใจนั่นแหละ ปาฏิหาริย์
ขั้นแรก นึกถึงการเดินไปรินน้ำดื่มง่ายๆ แล้วทำจริง
เพื่อจุดชนวนการลงมือทำตามภาพในหัวง่ายๆ
ขั้นต่อมา นึกถึงการเดินกลับมาลงมือทำงานง่ายๆ
แล้วก็ลงมือทำตามภาพในหัวนั้น
แบบไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีการลังเล
ไม่มีการตั้งด่านขวางใดๆเพิ่มเติม

ภาพในหัวที่กลายเป็นความจริงได้ง่ายๆ
จะกลายเป็นชุดคำสั่งใหม่ดีๆ
ล้างชุดคำสั่งเก่าเสียๆ
หากรู้สึกถึงเนื้อตัวที่โปร่งโล่ง
แขนขาที่ไม่ติดขัด ไม่อึดอัดใดๆ
กับทั้งรู้สึกถึงความสงัดเงียบ
ในหัวไม่ฟุ้งซ่าน
มีแต่รับรู้เรื่องงานที่ต้องสะสางให้เสร็จ
นั่นแหละ! กำแพงอารมณ์หนักๆลบๆหายไปแล้ว
กายใจกลายเป็นอุปกรณ์ทำงานชั้นดีได้แล้ว

ตั้งใจนิดเดียว ลงมือง่ายๆ
เมื่อบ่อยครั้งเข้า จะกลายเป็นอารมณ์สุข
เกิดความพึงใจ และจดจำได้ว่า
จะเริ่มทำงานต้องอย่างนี้
งานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกสมาธิ
ช่วยให้จิตนิ่ง อ่อนโยน ไม่หงุดหงิดง่าย
เมื่อใดกำแพงอารมณ์ลบก่อตัวขึ้นขวางงาน
แค่คิดถึงอารมณ์ง่ายๆสบายๆนิดเดียว
กำแพงอารมณ์ลบก็จะหายไปเฉยๆ
ในระยะยาวคุณจะเลิกเห็นงานเป็นศัตรู
แต่จะเห็นเป็นมิ่งมิตรไปแทน!

สัญญาณบอกว่าคุณเบื่องาน

220716

จิตที่มีความพอใจในงาน
คือจิตที่จดจ่อกับงานได้โดยไม่ฝืน
และจดจ่อได้ต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ
หากทำงานแล้วไม่เกิดสมาธิ
แนวโน้มคือ ยิ่งทำจะยิ่งเบื่อ
และต่อไปนี้คือสัญญาณบอกว่า
คุณกำลังจะเบื่องาน หรือเบื่องานแล้วอย่างหนัก

) ในที่ทำงาน คิดถึงเรื่องเล่นมากกว่างาน
) ในวันทำงาน คิดถึงวันหยุดอยู่เรื่อยๆ
) ตอนเหม่อ จะเหม่อเห็นภาพตัวเองได้ท่องเที่ยว
) งานของคุณ ทำแล้วไม่สนุก ไม่มีอะไรให้ลุ้นรอผล
) คุณไม่ได้ใช้ความคิดของตัวเอง รอคำสั่งอย่างเดียว
) คุณทำงานเพราะคิดเรื่องเงินเดือนอย่างเดียว
) เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง ทำเรื่องเลวๆใส่คุณ
) บรรยากาศไม่ดี อับทึบ ฝุ่นเยอะ หายใจไม่ค่อยออก
) ปัญหาของคุณแก้ยาก หรือแก้ให้ลุล่วงจริงไม่ได้สักที
๑๐) คุณไม่ออกกำลังเลย มืออ่อนเท้าอ่อนไม่อยากขยับตลอด

หากพบว่าตัวเอง
มีองค์ประกอบของความเบื่องานอยู่หลายข้อ
ไม่รู้จะแก้ข้อไหนดี
ขอแนะนำให้แก้ข้อ ๑๐ ก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะถ้าไม่ออกกำลัง ร่างกายก็ห่อเหี่ยว
ใจจะเฉื่อย ยากที่จะโฟกัสอะไร
ยากจะทนกับแรงบีบคั้นใดๆ
แต่ถ้าร่างกายให้ความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
ปัญหาข้ออื่นๆก็พอทน พอถูไถ เอาไหวอยู่

จากนั้น ให้ตั้งเป้าไว้ว่าคุณจะทำงานเอาสมาธิ
เหมือนฝึกสมาธิ เพียงแต่ไม่ใช่หลับตาดูลมหายใจ
และไม่คอยระวังดึงสติกลับมาหาลมเมื่อใจแวบไปทางอื่น
แต่เป็นการลืมตาดูงาน และคอยสังเกตใจว่า
จะเอื่อยเฉื่อยลงเมื่อใด จะซัดส่ายซ่านไปทางอื่นเมื่อใด
แล้วปรับโฟกัสสายตาใหม่ให้เห็นงานตรงหน้า
สังเกตด้วยว่าฝืดฝืนแค่ไหน
หายใจทีหนึ่งแล้วผ่อนคลายลงบ้างไหม
ในหัวและในอกสงบจากแรงดึงดันให้หยุดทำงานบ้างไหม

ยิ่งสังเกตเห็นว่า
มีจิตต่อติดกับงานได้แล้วรู้สึกดีมากขึ้นเท่าใด
คุณจะยิ่งรู้สึกเป็นมิตรกับงานมากขึ้นเท่านั้น
พูดง่ายๆ เมื่อเลิกเห็นงานเป็นศัตรู
เห็นงานเป็นมิตร เป็นเครื่องสร้างสมาธิจิต
ความเบื่องานจะหายไป หรือน้อยลงกว่าครึ่ง!

เรื่องใหญ่เกิดจากใจเล็ก

150716

เมื่อเกิดปัญหาในที่ทำงาน
ท่าทีของหัวหน้า ผู้จัดการ หรือเจ้าของ
มักเป็นตัวกำหนดอารมณ์ว่า
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็ก

หากคนในที่ทำงานเกิดความรู้สึกสบายๆ
เห็นว่าทุกวันมีแต่ปัญหาเล็กๆ แก้ง่ายๆ
สุขภาพจิตจะดี
และมีบรรยากาศการทำงานร่วมกัน
แก้ปัญหาร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน

แต่ถ้าคนในที่ทำงานเกิดความรู้สึกหนักอึ้ง
เห็นว่าทุกวันมีแต่ปัญหาใหญ่ๆ แก้ยากๆ
สุขภาพจิตจะแย่
และเกิดบรรยากาศการแยกกันทำ
ต่างคนต่างหนีปัญหา อยากโยนภาระ
หรือกระทั่งชอบโยนขี้ให้คนอื่นรับไปทำความสะอาด

ระบบวิธีคิดที่ปั่นป่วนเป็นทุกข์
เห็นทุกปัญหาเป็นเรื่องใหญ่
ตั้งต้นคุยถึงปัญหาด้วยการขึ้นเสียงทุกครั้ง
มักเป็นคลื่นกระเพื่อม
ที่ส่งต่อความปั่นป่วนเป็นทุกข์ไปทั่วๆ
ยิ่งมาจากคนระดับสูงขึ้นเท่าไร
องค์กรโดยรวมจะยิ่งปั่นป่วนขึ้นเท่านั้น

ถ้าฝึกคิด ฝึกมอง ฝึกพูดถึงทุกปัญหา
ด้วยใจที่ใหญ่เหนือปัญหา
ทุกปัญหาจะดูเล็ก ความเยือกเย็นสำคัญกว่า
ต่อให้รู้ว่าบริษัทกำลังจะพังอยู่พรุ่งนี้
ก็ไม่นึกอยากจะให้ใจของคนพังตาม
มีแต่ให้กำลังใจให้คิดไปดีต่อได้ทั่วๆหน้า

แต่ถ้าปล่อยใจ ปล่อยอารมณ์ ให้ถูกครอบด้วยปัญหา
ใจจะเล็กกว่าปัญหา
และดิ้นพล่านต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่าด้วยความกลัว
ด้วยอาการอยากอาละวาดเอาชนะ
มองคนระดับล่างลงไปด้วยสายตาของปฏิปักษ์
เห็นทุกความผิดนิดๆหน่อยๆเป็นการท้าทายตน
แล้วก็เห็นความผิดใหญ่ๆเป็นการประกาศสงคราม

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
ปัญหาทั้งปวงถูกครอบงำได้ด้วยใจ
หรือไม่ก็ใจนั่นเองที่สร้างปัญหาทั้งปวงขึ้นมา
ทุกอย่างเริ่มจากการฝึกมอง ฝึกคิด
หากเตรียมใจว่า ทุกวันต้องมีปัญหาเกิดขึ้น
ทั้งที่คาราคาซังอยู่ก่อน
ทั้งที่ยังไม่คาดฝัน
ตลอดจนเตรียมอารมณ์สงบไว้ต้อนรับปัญหา
นึกไว้ล่วงหน้าว่าเจอปัญหาแล้ว
จะตั้งมั่นอยู่ในอาการสงบอย่างไร ใช้สีหน้าอย่างไร
ใช้คำพูดราบเรียบประมาณไหน
เช่นนี้ คุณจะได้ฝึกใจให้ใหญ่กว่าปัญหาขึ้นเรื่อยๆ
และคุณจะได้สร้างสวรรค์ขึ้นแทนนรกทีละครั้ง ทีละวัน!

โดนกลั่นแกล้งกันหมด?

010716

โดนลูกค้าไม่พอใจบริการ
มักเจอการประจานออกสื่อ

โดนเพื่อนร่วมงานหมั่นไส้
มักถูกแทงข้างหลังในไม่ช้า

โดนลูกน้องเกลียด
มักเจอการลาออกแบบทิ้งขี้ไว้ให้เช็ด

โดนเจ้านายไม่ชอบหน้า
มักถูกแช่แข็ง หรือแกล้งให้งานหนัก

สารพัดการกลั่นแกล้งในที่ทำงาน
มีมาทุกยุคทุกสมัย
แต่สมัยเราดูประเจิดประเจ้อผิดปกติเกินไปไหม?

คนยุคเราถูกสอนให้เล่นงานกันหนักมือขึ้น
เล่นพรรคเล่นพวกมากขึ้น
รู้วิธีใช้กฎหมู่กันแพร่หลายขึ้น
บ้างก็ชี้นิ้วไปที่โซเชียลเน็ตเวิร์ก
ที่แพร่เชื้อความรุนแรงทางอารมณ์
เอามัน เอาสะใจเข้าว่า
ไม่สนความถูกความผิดกันแล้ว

ถามตัวเองง่ายๆ
พอมาระบายความอัดอั้นตันใจในโซเชียลฯว่า
วันนี้ถูกกลั่นแกล้งมาอย่างไร
คุณได้รับคำตอบทำนองยั่วยุให้แก้แค้นเอาคืน
หรือว่าคำปลอบส่งเสริมให้หาทางแก้อย่างสุภาพ?
เมื่อได้พวก ได้อำนาจจากหมู่คนร่วมอารมณ์
อารมณ์ร่วมคืออยากเห็นฝ่ายตรงข้ามย่อยยับ
หรือเห็นฝ่ายตรงข้ามยอมรับความจริงด้วยเหตุด้วยผล?

ปัญหาบางปัญหาในที่ทำงาน
ถ้ามันเกิดขึ้นในระดับประเทศ หรือระดับโลก
เราแก้ไม่ได้ด้วยระบบในที่ทำงาน
เพราะตัวปัญหาฝังอยู่ใน
ความคิดและอารมณ์คนจำนวนมากพร้อมๆกัน

พวกเราใช้อินเตอร์เน็ตยกย่องวิธีคิด
วิธีใช้อารมณ์แบบไหนพร้อมๆกัน
เราก็เจอผลสะท้อนแบบนั้นในที่ทำงาน
อย่านึกว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นแค่ที่คุยกันเล่นๆ
แต่ให้ตระหนักว่ามันกลายเป็นหัวเรือใหญ่
กำหนดทิศทางโลกใหม่ในยุคเราไปแล้ว!

คิดไม่ได้ง่ายกว่าทำเสมอไป

240616

ความคิดเป็นก้าวแรกของการทำ
ยิ่งคิดจริง คิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้นเท่าไร
แนวโน้มการทำจริง ทำสำเร็จ
ก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

แต่คนส่วนใหญ่มีปัญหาทางความคิด
คือ เคยชินที่จะคิดเล่นๆ คิดเหลวๆ
คิดแบบปลอดภาระ คิดทิ้งคิดขว้าง
ไม่สร้างรูปแบบความคิดที่ชัดเจน
แนวโน้มการทำจริง ทำสำเร็จ
จึงต่ำมาก หรือหมดสิทธิ์โดยสิ้นเชิง
ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไร ยิ่งเคยตัวขึ้นเท่านั้น

การฝึกสังเกตปฏิกิริยาทางกายและทางจิต
ทีละครั้ง ทีละหน ต่อเนื่องเป็นเดือนเป็นปี
อาจช่วยให้พฤติกรรมทางความคิดเปลี่ยนไป
รวมทั้งสร้างแนวโน้มการทำจริงเพิ่มขึ้นด้วย

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นอันดับแรก
คือความคิดที่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน
เริ่มนับตั้งแต่เมื่อเกิดเป้าหมายแจ่มกระจ่าง
ร่างกายจะเหมือนมีพลังอัดฉีดให้กระตือรือร้น
ไม่อยากอยู่นิ่งงอมืองอเท้า
อาจคอตั้งหลังตรงโดยอัตโนมัติ
หาทางขยับ หาทางออกก้าวไป
เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายนั้น
ทุกคนต้องมีความคิดชนิดนี้เกิดขึ้นบ้าง
อย่างน้อยก็ตอนอยากพูดสิ่งที่อัดอั้นในใจ
อยากให้คนบางคนได้ยินได้ฟัง

จากนั้น ให้สังเกตความคิดเหลวๆ อ่อนปวกเปียก
เอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ
มีความโลเล ก้ำกึ้งอยู่ระหว่าง
อยากตัดสินใจ กับไม่ต้องการตัดสินใจ
ร่างกายจะออกอาการมืออ่อนเท้าอ่อน
ถ้าเดินก็เชื่องช้าเหมือนจะหยุดยืน
ถ้ายืนก็มีแนวโน้มจะทรุดเข่าลงนั่งบื้อ
ถ้านั่งก็นั่งหลังงอคอพับคออ่อนใกล้แผ่นอน
ถ้านอนก็ส่อแววนอนแช่ยาวมาราธอน

เมื่อสังเกตกิริยาทางใจ
ที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางกายอยู่อย่างนี้
คุณจะพบความจริงข้างเคียง เช่น
ตอนจินตนาการถึงความสำเร็จ ตัวจะเบา ไม่เหนื่อย
ร่างกายพร้อมจะตอบสนองอาการคิดๆฝันๆเพ้อเจ้อ
ด้วยท่านอนกระดูกอ่อน ไม่ค่อยมีน้ำหนักให้รู้สึกว่ามีตัวตน
ต่างจากตอนตั้งเป้าใหญ่ เห็นเป้าชัด
คิดอ่านวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน
ร่างกายจะตอบสนองพลังขับดันทางความคิดที่กระจ่าง
ด้วยกระดูกแข็งที่ดันคอให้ตั้ง ดามหลังให้ตรง
เกิดน้ำหนักตามที่เป็นอยู่จริง รู้สึกมีตัวตนให้จับต้องได้

เปรียบเทียบระหว่างกระดูกอ่อนกับกระดูกแข็งไปนานๆ
ในที่สุด จิตจะเลือกตัวเองในแบบที่ทำให้กระดูกแข็ง
เลิกแพ้ภัยตัวเอง จะคิดอะไร คิดจริง
เห็นว่าแค่คิดจริง ก็เท่ากับทำจริงไปแล้วกว่าครึ่ง!

เจ้านายดีๆเหมือนคนเลี้ยงม้าพยศเป็น

170616

เมื่อนึกถึงเจ้านายดีๆ
คนมักนึกถึงเจ้านายที่ให้เงินดี งานเบา
ขอหยุด ขอสาย ขอแชตได้ตามใจชอบ
โอนอ่อนผ่อนตาม ไม่ว่าอะไรสักคำ

แต่ความจริงก็คือ เจ้านายแบบนั้นไม่ดี
ไม่นานก็ทำบริษัทเจ๊งแน่
เพราะมนุษย์เราเหมือนม้าพยศ
ถ้าคนเลี้ยงไม่แข็งพอ ก็ไม่มีทางเอาอยู่
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ชอบหนีงาน
ไม่ใช่พุ่งเข้าใส่งาน
แล้วก็ขัดขืนการบัญชา
ไม่ใช่ยอมอ่อนข้อให้ใครควบคุมง่ายๆ

เจ้านายดีๆ สร้างขึ้นจากการเคยเป็นลูกน้อง
ที่ได้รับการเลี้ยงดูมาดีๆ
ได้ค่าตอบแทนคุ้มแรง
ถูกสอนจนเก่งตามนาย
เมื่อท้อก็ได้คำปลอบดีๆบ้าง
กระตุ้นด้วยข้อคิดโดนๆบ้าง
แต่เมื่อเริ่มเหลิงก็โดนชี้โทษด้วยเหตุด้วยผลบ้าง
โดนขู่ด้วยคำที่เด็ดขาดบ้าง

ลูกน้องดีๆ ที่ก้าวขึ้นไปเป็นนาย
จะเข้าใจคน เข้าใจความจริง
รู้ว่าคนเราขึ้นเป็นพักๆ ลงเป็นพักๆ
จึงจำเป็นต้องทำใจดีปลอบเป็นพักๆ
แล้วก็จำเป็นต้องใจเหี้ยมพอจะเฆี่ยนเป็นพักๆ
ไม่ใช่หมดหวังแต่แรกว่าคนเราไม่มีทางเปลี่ยน
แล้วก็ไม่คาดหวังว่าคนเราดีแล้วจะดีเลยตลอดไป!

ลูกจ้าง ต่างจากลูกน้อง

060616

ลูกจ้างกับลูกน้อง
ฟังเผินๆเหมือนตกที่นั่งเดียวกัน
แต่ข้อเท็จจริงคือความรู้สึกต่างกันมาก
และคนคนหนึ่งก็อาจสลับไปสลับมา
ระหว่างสองความรู้สึก
ในวันเดียวกันก็ยังได้
ดูตรงที่อยากเอ่ยปากว่า
ฉันมันแค่ลูกจ้าง
หรือภูมิใจประกาศว่า
ตนเองเป็นลูกน้องใคร

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
ไม่ผูกพันกับใคร
ใครให้เงินก็ทำงานให้คนนั้น
ใครให้เงินมากกว่าก็ไปหาคนนั้น
ใครให้เงินน้อยลง คุณภาพงานก็น้อยลง
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
มีความผูกพันกับใครบางคนหรือหลายคน
ทำงานด้วยความผูกพัน อุ่นใจ
ทำงานด้วยความเคารพนับถือ
ทำงานแบบสู้ถวายหัว พร้อมฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
ฟังเหมือนย่ำอยู่กับที่
มองไม่เห็นอนาคต
ยิ่งมองยิ่งพร่าเลือน
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
มีสิทธิ์ก้าวไปข้างหน้า
มีความหวังเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
คือการเป็นคนโตแล้วที่ต้องฝืนรับผิดชอบงาน
ตามความรู้ความสามารถเท่าที่มี หรือน้อยกว่าที่มี
พูดง่ายๆ รู้สึกต่อต้านนายจ้างอยู่ลึกๆ
ส่วนความรู้สึกแบบลูกน้อง
คือการยังต้องเหมือนเด็ก เหมือนนักเรียน
ที่เต็มใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์
เพื่อเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ
หรือไม่ก็ยกระดับตัวเองให้ไล่ทันนายที่ตนนับถือ
พูดง่ายๆ รู้สึกอยู่ลึกๆว่าวันหนึ่งตนจะกลายเป็นนาย

ความรู้สึกแบบลูกจ้าง
โหยหาอิสรภาพตลอดเวลา
ทำยังไงจะมีเงิน มีซื้อ มีกิน มีเที่ยว
เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นลูกจ้างอีกเลยชั่วชีวิต
และวิธีดับความโหยหาอิสรภาพเดี๋ยวนี้
ก็คือการสร้างอิสรภาพขึ้นมาเองเดี๋ยวนี้
แอบแชต แอบเล่นเกมระหว่างเวลาทำงาน
หรือไม่ก็หาทางหยุด หาทางมาสาย
หาทางปลดแอกจากภาระ
ด้วยการโยนภาระให้คนอื่น
ขณะที่ความรู้สึกแบบลูกน้อง
จะรู้ตัวว่ายังไม่ถึงเวลาเป็นอิสระ
ต้องอยู่ในวินัย ต้องถูกควบคุมด้วยกติกา
หรืออย่างน้อยด้วยสายตาสอดส่องของคนที่เหนือกว่า
แล้วก็ไม่ได้ฝืนมีวินัยเพื่อคนที่เหนือกว่า
แต่ฝึกมีวินัยเพื่อชีวิตที่มีกรอบ
มีทิศทางไปข้างหน้าของตัวเอง

ความรู้สึกเป็นสิ่งแกล้งสร้างไม่ได้
เมื่อคุณจำใจรับใช้ใครเพื่อแลกเงินจากเขา
คุณจะพร้อมมีทัศนคติแย่ๆกับคนคนนั้น
โดยเฉพาะการระวังไม่ยอมถูกคนคนนั้นเอาเปรียบ
แต่ถ้านับถือใคร เต็มใจยอมให้เป็นนาย
คุณจะพร้อมเก็บเกี่ยวอะไรดีๆจากคนคนนั้น
หรือกระทั่งลอกเลียนความเป็นคนจากเขา
ไต่เต้าสู่ความเป็นนายกับเขาโดยไม่ต้องรู้ตัว

เรื่องน่าแปลกคือ
การรังเกียจใคร ก็เหมือนยอมให้ความเป็นคนคนนั้น
เข้ามาอยู่ในตัวคุณด้วยเช่นกัน
นั่นเพราะมนุษย์มีสิ่งที่เรียกกันว่าความเจ็บแค้น
เมื่อฝังแน่นอยู่ในอกแล้วระบายใส่ต้นตอไม่ได้
ก็จะรอไประบายใส่คนอื่นแทน
พูดง่ายๆ เกลียดเจ้านายแบบไหนมากเกินไป
ใจจะยึดเหนี่ยวอะไรร้ายๆของเจ้านายแบบนั้นไว้
เป็นเหตุให้วันหนึ่งแปลงร่างเป็นนายแบบนั้น
โดยไม่รู้ตัว หรือถึงรู้ตัวก็ไม่อาจฝืนได้เลย

ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเป็นลูกจ้าง
ก็จะเป็นได้แค่นายจ้าง
แต่ถ้าทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเป็นลูกน้อง
ก็คู่ควรเป็นเจ้านาย!

เป็นเจ้านาย อย่าเป็นผู้คมนักโทษ

030616

ใครเป็นเจ้านายที่ลูกน้องเกลียด
ดูได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเป็นเจ้านาย
ถ้าเป็นพวกเอาแต่สั่ง เอาแต่ร้องขอ
ไม่เคยคิดช่วยให้ใคร
สบายตัวสบายใจมากกว่าเดิม
รู้แต่ความอยากของตัวเอง
ไม่เคยรู้ใจคนอื่นเลยว่าอยากได้อะไร
นั่นแหละ! เมื่อมีโอกาสเป็นนาย
เขาหรือเธอจะเป็นนายที่มีแต่ลูกน้องเกลียด
 
ใครเป็นเจ้านายที่ลูกน้องรัก
ดูได้ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเป็นเจ้านาย
ถ้าคนเห็นแล้วนึกอยากพึ่งพา
ถ้าพูดจาในแบบที่ทำให้คนอื่นสบายใจได้
ถ้ามีน้ำใจ เห็นคนตกทุกข์แล้วยื่นมือช่วย
เกรงใจไม่อยากรบกวนให้ใครทำเพื่อตนเอง
แต่กล้าพอ และรู้จักพูด
ถ้าต้องขอให้ช่วยกันทำเพื่อส่วนรวม
อีกทั้งเก่งอะไรอย่างหนึ่ง
ขนาดเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้
นั่นแหละ! เมื่อมีโอกาสเป็นนาย
เขาหรือเธอจะเป็นนายที่มีแต่ลูกน้องรัก
 
จะเรียนเป็นนายคน
ไม่จำเป็นต้องเข้าหลักสูตรเจ้าคนนายคน
และอย่าเพิ่งมาเริ่มเรียนเอาตอนต้องเป็นนาย
มันช้าเกินไป
ให้เริ่มเรียนก่อนหน้านั้นนานๆ
เรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง
รู้จักเห็นหัวอกคนอื่น
กล้าเอาชนะความเห็นแก่ตัว
มีแก่ใจอ่านให้ออกว่าส่วนรวม
เป็นอะไรที่ใหญ่กว่าชีวิตตนเอง
แล้วคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของความเป็นนาย
จะค่อยๆสั่งสมจนพร้อมเองก่อนถึงเวลาจริง!

ต้นทุนชีวิต

13343158_1091396604250830_187363653095926139_n

เปรียบเทียบคนกับคน เราบอกได้แต่ว่า
ต้นทุนชีวิตของคนเราแตกต่างกัน
แต่ทำไมถึงต่าง แล้วใครเป็นผู้รับผิดชอบ
อันนี้เป็นคำถามระดับโลก
ที่ก่อให้เกิดศาสนาขึ้นมาได้

ต้นทุนคืออะไร?
ต้นทุนคือ รูปร่างหน้าตา ฐานะ เพศ และสมอง

แล้วโอกาสล่ะ คือต้นทุนด้วยหรือเปล่า?

ปัจจุบันแตกความเชื่อได้เป็น ฝ่ายใหญ่ๆ
ฝ่ายแรก เชื่อว่าโอกาสได้มาจากความบังเอิญ
อันนี้เชื่อได้ง่ายที่สุด เป็นอัตโนมัติที่สุด
คนยุคไอทีอยากเถียงด้วยน้อยที่สุด
แต่จะอยากให้เสียงสนับสนุนมากที่สุด

ฝ่ายที่สอง เชื่อว่าโอกาสได้มาจากดวงดาว
ความเชื่อนี้ เกิดจากหลักฐานที่หมอดูบางคน
แค่ดูมุมดาวก็บอกได้เป็นฉากๆ
ระบุได้เป็นชั่วโมง เป็นนาทีว่า
ชีวิตใครกำลังจะต้องเผชิญกับอะไร แม่นเป๊ะๆ

ฝ่ายที่สาม เชื่อว่าโอกาสได้มาจากมนุษย์เอง
ความเชื่อนี้ เกิดจากหลักฐานที่หลายคน
สามารถพลิกชะตา จากที่เคยตกอับอยู่ก้นเหว
ขึ้นมาลอยเด่นบนวิมานเมฆ
เพียงเพราะตัดสินใจจะวิ่งไปหาโอกาส
ไม่ใช่รอให้โอกาสวิ่งมาหาตัวเอง

ในทางพุทธ ท่านให้ตัดความเชื่อแรกทิ้งไป
ไม่มีสิ่งใดบังเอิญ มีแต่เหตุผลที่คนไม่รู้

ความเชื่อที่สอง เกี่ยวกับโหราศาสตร์
ทางพุทธไม่ได้รับรองไว้เป็นกิจจะลักษณะ
แต่มีปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์ไทย เช่น
อาจารย์ เทพย์ สาริกบุตร
เคยเชื่อมโยงเรื่องดาวไว้กับเรื่องวิบากกรรม
โดยเอาเรื่องราวในพระไตรปิฎกยกเป็นตัวตั้ง
แต่น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีลูกศิษย์ท่านพูดถึง
ซึ่งถ้าทำดีๆ โหราศาสตร์อาจกลายเป็น
คำอธิบายทางพุทธที่ชัดเจน
เกี่ยวกับเรื่องต้นทุนชีวิตจากวิบากกรรม
นั่นเพราะพุทธเราชี้ไว้ชัดว่า
วิบากของกรรมเก่าออกแบบชีวิตเราไว้หมดแล้ว
ดังเช่นใน วิชชยสูตร พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ผู้มีทิพยจักขุ ย่อมทราบด้วยตนเอง
อดีตชาติมีจริง และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
กรรมอันเป็นสุจริตและทุจริตทั้งหลายนั่นเอง
จำแนกสัตว์ให้ได้ไปอุบัติในภพเลวหรือประณีต
อุบัติแล้วผิวพรรณดีหรือผิวพรรณทราม ได้ดีหรือตกยาก
(
โหราศาสตร์เป็นแว่นส่องให้แก่ผู้ไม่มีตาทิพย์
ชี้ให้รู้เลยว่า เคราะห์ดีเคราะห์ร้ายจะเกิดเมื่อใด
แต่โหราศาสตร์ก็หาผู้รู้จริงลึกซึ้งยาก
อธิบายความเชื่อมโยงกับวิบากกรรมยาก
แม้แต่อาจารย์เทพย์ ก่อนตายก็ยังบอกว่า
เฉพาะแง่มุมเกี่ยวกับดวงดาว
ท่านก็ยังไม่รู้ ตีความไม่ถูก หาคำอธิบายได้ยากอีกมาก)

ความเชื่อที่สาม เกี่ยวกับความมุ่งมั่นของมนุษย์
ทางพุทธให้การรับรองไว้มากที่สุด
เช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทำดีเมื่อใด ฤกษ์ดีเมื่อนั้น
หรือเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
พ่อค้าที่ฉลาด รู้ความต้องการของผู้ซื้อ
แล้วหาสินค้ามาให้ผู้ซื้อได้
ก็จะเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวย
(
ซึ่งก็เหมือนที่นักการตลาดสมัยนี้ได้ข้อสรุปว่า
ถ้ากำหนดกลุ่มเป้าหมายถูก
เข้าไปนั่งในใจกลุ่มเป้าหมายได้
รู้ได้ว่าเขาต้องการอะไร
และจับความสนใจเขาได้อย่างไร
ก็ทำของออกมาขายได้สำเร็จทุกครั้งไป)

สรุปแล้ว ทางพุทธเราที่สอนเรื่องต้นทุนชีวิตไว้จริง
ทำกรรมไว้แค่ไหน ก็ได้ต้นทุนชีวิตไว้แค่นั้น
แต่ท่านก็ตีกรอบไว้ด้วยว่า
เชื่อเรื่องกรรมเก่าอย่างเดียวก็ผิด
เชื่อเรื่องกรรมใหม่อย่างเดียวก็ผิด
ต้องเชื่อทั้งเรื่องกรรมเก่าและกรรมใหม่ประกอบกัน
จึงจะได้คำอธิบายที่ครอบคลุม ชัดเจน
ไม่ต้องมีข้อสงสัยคาใจด้วยประเด็นปลีกย่อยใดๆอีก
เช่น ท่านให้มองว่า แค่จะต้องเกิดกับพ่อแม่คู่ไหน
กรรมเก่าก็เริ่มทำงานแล้ว
กรรมเก่าเป็นคนเลือกคัดจัดสรรให้แล้ว
ถ้าชีวิตก่อนทำดีไว้มากกว่าร้าย
ก็ได้มาเกิดในท้องมนุษย์
และถ้าที่ทำดีนั้น ดีจริงจากใจมากพอ
ก็ได้ชะตาชีวิตที่ทำให้รู้สึกดี รู้สึกปลอดภัย
มีสิทธิ์ได้ดีมากกว่าตกยาก

นอกจากนั้น ท่านให้มองว่า
เมื่อเริ่มรู้ความ เริ่มมีสิทธิ์คิดอ่านเป็นตัวของตัวเอง
กรรมใหม่ก็เริ่มทำงานแล้ว
หากห้ามใจจากสิ่งยั่วยุชั่วร้าย ขยันฉวยโอกาสทำดี
คว้าโอกาสดี หรือกระทั่งสร้างโอกาสดีกับมือ
ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีกรรมใหม่เป็นประโยชน์
เป็นผู้ถือเอาประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์
สะสมต้นทุนใหม่ไปเรื่อยๆอย่างมีสติ
ไม่ใช่ใช้ทุนเก่าจนหมดโดยไม่รู้ตัว!

ความเชื่อในตัวเอง

13221614_1083820298341794_462360416193371969_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนที่ล้มเหลวอย่างแท้จริง
ไม่ใช่คนที่ยังทำไม่สำเร็จตามที่คิด
แต่คือคนที่ล้มเหลวทางการคิด

คนก้าวเดินไปเรื่อยๆ
ก็ออกห่างจากจุดเริ่มต้นมาเรื่อยๆ
คนคิดถึงจุดสุดท้ายไปเรื่อยๆ
ก็ย่ำอยู่กับที่ไปเรื่อยๆเช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด คิด คิด คิด คิด ทำ
จะดีแต่คิดแล้วไม่ทำ

คนคิดอะไรง่ายๆแล้วลงมือทำทันที
มักรู้ลึก รู้จริง และพร้อมทำงานอย่างง่ายดาย
สวนทางกับคนคิดซับซ้อนแต่ไม่ยอมลงมือทำ
ที่มักรู้มากแบบผิวๆ
คิดไปเรื่อย ฝันเฟื่องไปเรื่อย จับจดไปเรื่อย
แล้วอ้างว่ากำลังวางแผนอยู่
แบบคนแยกไม่ออกว่า
ระหว่างการวางแผน
กับการคิดไปคิดมาวกวน
แตกต่างกันอย่างไร

คิดเยอะ จะรู้สึกว่างานเยอะ
คิดน้อย จะรู้สึกว่างานน้อย
ฉะนั้น แม้งานเยอะ
ทว่าคิดน้อยๆแบบเข้าเป้า
ก็รู้สึกว่างานน้อยได้
แต่ถ้างานเยอะอยู่แล้ว
แล้วยังคิดเยอะกว่างานเข้าไปอีก
ก็ย่อมรู้สึกว่างานล้นมือจนทนไม่ไหวเป็นธรรมดา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทำ ทำ ทำ ทำ ทำ คิด
จะไม่ค่อยคิดทำอะไรให้ดีขึ้น

เหตุผลง่ายๆที่ผู้คน
ติดอยู่กับงานแบบผิดฝาผิดตัว
คือ โฟกัสกับสิ่งที่ถนัดน้อยเกินไป
อุทิศชีวิตให้สิ่งที่ตนไม่ได้สนใจจริงๆมากเกินไป
ใครให้ทำอะไรก็ทำ
ขอให้ทำแล้วได้พัก ได้กิน ได้นอนเถอะ
ไม่ฝันจะเอาวัตถุดิบที่สั่งสมมาพัฒนาอะไรให้ดีขึ้น
หรือกระทั่งสร้างอะไรใหม่ๆของตัวเองบ้าง
ในที่สุดก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนคนหนึ่ง
ที่ขี้เกียจทำสิ่งมหัศจรรย์ ขยันทำเรื่องธรรมดา
แล้วบ่นทุกวันว่า เมื่อไรเรื่องมหัศจรรย์แสนสนุก
จะเกิดขึ้นกับชีวิตธรรมดาๆที่น่าเบื่อนี้เสียที?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด ทำ คิด ทำ คิด ทำ
จะทำสำเร็จตามที่คิด

ขั้นตอนที่ยากที่สุด
ในการทำเรื่องยากให้สำเร็จ
คือการตัดสินใจลงมือทำ
สำรวจจิตใจตัวเองทุกวันว่า
รู้จักตั้งเป้าเอางานให้เสร็จไหม
จิตที่ตั้งมั่นชัดเจน
มีโฟกัส คือ มีภาวะใกล้ความเป็นสมาธิ
คุณสร้างจิตใจแบบนั้น
ตอนยังทำงานที่ไม่มีใจรักก็ได้!

แค่เต็มใจโฟกัสกับงานตรงหน้าดีๆ
แล้วถามตัวเองว่า อยากให้เกิดอะไรขึ้น
ในแบบที่คุณเองหายเบื่อ
และเป็นไปเพื่อให้คนอื่นยิ้มออก!
ความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆที่ได้ผลจริงของคุณ
อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คิด ทำ ทำ ทำ ทำ ทำ
จะทำสำเร็จกว่าที่คิด

ชีวิตคนลาดลงสู่ความลุ่มลึก
ของสิ่งที่ตัวเองทำมากขึ้นทุกที

บันไดทางขึ้นไปสู่ความสำเร็จล้นหลาม
เริ่มจากการคิดแล้วเอาจริง ทำจริง
ไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
ถ้าเห็นทางทำได้ในระยะสั้นก็ไม่รอช้า
เขยิบขึ้นไปคิดอย่างดี
แล้วทำมากกว่าที่คิดไว้

ถ้ายอมฝึกจับเป้าหมายของงานให้แม่น
นิยามให้ชัดว่าสุดท้ายต้องออกมาแบบนี้
แล้วจำภาพสุดท้ายนั้นไว้ดีๆ
ก้าวที่หนึ่ง สอง สาม จะเกิดขึ้นจริงตามลำดับ

ราคาคำจริง

130516

พูดความจริงเรื่อยๆ
คำพูดจะแพงขึ้นเรื่อยๆ

หลายคนลงทุนกับความรู้และความเก่ง
แต่ไม่ยอมลงทุนกับความน่าไว้ใจ
ในระยะยาวจึงเสียมากกว่าได้
โดยเฉพาะตอนคำพูดหมดราคา

ค่าแรงมีราคากลางในตลาด
ค่าตัวมีราคาตามระดับความดัง
ค่าฝีมือมีราคาตามเสน่ห์ของผลงาน
แต่ค่าความน่าไว้ใจ
มีราคาตามคำจริงที่สะสมด้วยปาก
ยิ่งสะสมไว้มากเท่าไร
ราคาคำพูดยิ่งสูงอย่างน่าแปลกใจขึ้นเท่านั้น

คนส่วนใหญ่ลดค่าความน่าไว้ใจลงเรื่อยๆ
ด้วยการโกหกแลกผลประโยชน์เฉพาะหน้าเป็นครั้งๆ
มีเพียงคนส่วนน้อยที่เพิ่มค่าให้คำพูดในปากตนขึ้นเรื่อยๆ
แม้ต้องกัดฟันพูดความจริงที่ทำให้เสียโอกาสเป็นคราวๆ

เมื่อใช้ชีวิตนานพอ คุณจะเข้าใจได้เองว่า
คำพูดเป็นของไหลเข้าหูคนจำนวนมากได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยืนอยู่ตรงที่ที่คุณพูดก็ตาม
แต่ช่วงต้นๆ คนเราจะไม่เข้าใจข้อเท็จจริงนี้
จึงมักพูดไปเรื่อย รับปากเรื่อย แก้ผ้าเอาหน้ารอดไปเรื่อย
หรือไม่ก็ปั้นน้ำเป็นตัวไปเรื่อย แบบไม่บันยะบันยังกันเลย
กระทั่งถึงวันหนึ่ง จำเป็นต้องใช้คำพูดราคาแพงขึ้นมา
ถึงรู้ตัวว่า แทบไม่เหลือราคาค่าลมปากเสียแล้ว

ถ้าจำเป็นต้องฟังเรื่องน่าไว้ใจ
คนจะเลือกฟังคนที่สะสมความน่าไว้ใจไว้มากพอ
ศีลข้อ จึงไม่ใช่แค่ทำให้คุณสบายใจตอนพูด
แต่ช่วยให้คำพูดมีราคามหาศาลด้วย!

งานง่าย สุดท้ายก็เบื่อ

060516

คนส่วนใหญ่มองว่า
งานง่าย เงินมาก คือโชคดี
แต่ความจริงก็คือคนบางคนไม่ต้องทำอะไรเลย
รับมรดกอย่างเดียว มีเงินใช้ไปทั้งชาติ
เกิดความรู้สึกเหมือนเป็นง่อย
มืออ่อนเท้าอ่อน สมองกลวงโบ๋
คนเหล่านี้มักเปิดอกกับคนใกล้ชิดว่า
มรดกแสนสบายคือคำสาป ไม่ใช่พรวิเศษ
เมื่อเสพติดคำสาปโดยไม่มีใครเตือน
ในที่สุดก็กลายเป็นหุ่นกระบอก เหมือนตัวตลก
มีชีวิตแบบไม่ได้ใช้จริงไปจนตาย
คำว่าเป้าหมายไม่ต้องพูดถึง
ในเมื่อมาถึงจุดสุดท้าย
ได้งานง่ายที่สุดในโลก
คือ กิน นอน จนไม่ต่างจากกินนร

ถ้ามองว่างานยาก เงินพอ คือโชคดีแล้ว
ก็จะได้เป็นคนส่วนน้อยที่ใช้สมองคุ้ม
และรู้สึกได้ว่าตัวเองมีโชคอยู่ทุกวัน
มีโชควันแรกจากการหางานยากพอดีตัว
ไม่ใช่โชคร้ายตั้งแต่วันแรกที่ตกลงใจ
ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า
จงได้งานง่าย จงได้เงินมาก!

ความสบายใจแพงกว่าเิงน

290416

เงินบางก้อน
ใช้ซื้อความสบายใจได้
เมื่อมันเข้ามาตอนที่คุณกำลังลำบาก
ซื้อข้าวกินไม่ไหว จ่ายค่ายาไม่พอ

แต่เงินบางก้อน
กลับซื้อความสบายใจไปจากคุณ
เมื่อมันเข้ามาในชีวิตคุณแบบไม่ถูกต้อง
ต้องสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น
หรือต้องทุจริตผิดกฎหมายเป็นอาจิณ

เส้นทางแห่งความลำบากใจ
เริ่มง่าย แต่ยิ่งนานยิ่งยาก
หลายคนอยากกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่
แต่ก็จนใจที่ไม่มีใครย้อนเวลาได้

เส้นทางแห่งความสบายใจ
เริ่มยาก แต่ยิ่งนานยิ่งง่าย
พอย้อนกลับไปมองจุดเริ่มต้น
ทุกคนจะอยากเล่าให้ลูกหลานฟังใหม่เสมอ!

งานตั้งต้นจากข้างใน

150416

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดบรรเจิด
เชื่อมโยงหลายสิ่งเก่าๆเป็นหนึ่งสิ่งแปลกใหม่
คิดออกแล้วปลื้มเปรมปรีดา
แปลว่าคุณทำงานเกี่ยวกับไอเดีย
อาจเป็นศิลปิน หรือไม่ก็เจ้าของธุรกิจ
ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเองเป็นลายเซ็น

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดแอบลอก
เอาสิ่งที่คนอื่นทำมาเป็นของตัวเอง
หลอกคนอื่น หรือกระทั่งหลอกตัวเองสำเร็จ
แปลว่าคุณทำงานเกี่ยวกับการฉกฉวย
กล้ากระทั่งภูมิใจในอัตลักษณ์แห่งงานลอกเลียน

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความคิดสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่รอวาสนา
ไม่เกี่ยงประเภทงาน ไม่เกี่ยงน้ำหนักภาระ
หาทางพึ่งคนอื่นน้อยกว่าคิดวิธีพึ่งตนเอง
แปลว่างานของคุณคือการสร้างชีวิต
ในที่สุดคุณจะเป็นเจ้านายที่ช่วยลูกน้องได้

ถ้าสิ่งที่วนเวียนในหัวของคุณเรื่อยๆ
คือความอยากพัก อยากหยุดทำงาน
อยากได้เงินก้อนใหญ่แบบไม่ต้องเหนื่อย
ไม่แคร์ว่าใครจะมองอย่างไร
แคร์แต่ว่าตัวเองจะสบายได้ท่าไหน
แปลว่างานของคุณคือการเกี่ยงภาระไปวันๆ
ในที่สุดคุณจะมองหาแต่การช่วยเหลือ
ขนาดช่วยใครไม่เป็นแม้กระทั่งตนเอง

มโนกรรม หรือวิธีคิด
คือราก คือที่มาของงานที่เหมาะกับกรรม
เมื่อได้งานที่เหมาะกับกรรม
ก็ก่อกรรมกว้างยาวลึกไปในทิศทางนั้นๆ
กระทั่งโครงสร้างวิธีคิดแข็งแรง แจ่มชัด
จึงเป็นผู้สร้างมโนกรรมแบบหนึ่งๆ
เป็นอาจิณไปตลอดชีวิต!

วันหยุด คือวันแสดงตัวจริง

080416

ความแตกต่างในที่ทำงาน
บางทีดูยาก
เพราะเป้าหมายของแต่ละคน
ก็คือเอาเงินเดือนเหมือนๆกัน
 
แต่ความแตกต่างในวันหยุด
อันนี้ดูง่าย
เพราะมันแสดงให้เห็นว่า
ถ้าพ้นจากภาระเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง
แต่ละคนอยากใช้เวลาไปเอาอะไรจากชีวิต
 
ถ้าตัดคำว่า ‘พักผ่อน’ ดาษๆออกไป
วันหยุดของคุณมีไว้ทำอะไร
เพิ่มความขี้เกียจ
เคลียร์ขยะในหัว
สร้างครอบครัว
หรือมีไว้ค้นหาตัวเอง?
 
นั่นอาจเป็นคำถามที่น่าอัศจรรย์
เพราะหลังจากถามตัวเองบ่อยๆ
คุณอาจพบว่าชีวิตมีหรือไม่มีเป้าหมาย
ก็ดูได้จากการเห็นค่าของวันหยุดนี่เอง!

พูดเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

010416

จะรู้ว่ามีธรรมะแค่ไหน
ไม่ใช่ดูกันที่เข้าใจข้อธรรมพิสดารเพียงใด
แต่ต้องดูว่าฝึกอะไรอยู่จริงๆบ้าง
อย่างเช่นถ้าคิดเจริญสติ ให้ถามตัวเองว่า
เราเอาปัญหาในออฟฟิศมาเป็นโอกาสฝึก
หรือใช้เป็นข้ออ้างว่ายุ่ง วุ่นวาย ไม่มีเวลาเจริญสติ

สิ่งที่ใช้เป็นเครื่องเจริญสติได้ดีที่สุด
คือการแก้ปัญหาเรื่องคน
ธรรมดาเมื่อเกิดปัญหาเกี่ยวกับคน
จิตใจเราจะปั่นป่วนว้าวุ่นตามดีกรีของปัญหา

ถ้าไม่ฝึกเอากับของจริง
ทุกคนจะมีอัตตาเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา
โมโหขึ้นมาจะอดไม่ได้ อยากด่าให้เจ็บ
แถมบางคนมีพรสวรรค์ในการสร้างศัตรู
ด่าทีเดียว คนถูกด่าปฏิญาณขอจองเวรไปทุกชาติทันที

การฝึกจริง ต่างจากการแกล้งทำเป็นไม่โกรธ
ต่างจากการสวมหน้ากากคนใจเย็น
และยิ่งไม่ใช่แสดงละคร
ตั้งต้นขึ้นมาพูดดีๆให้ตายใจ
เสร็จแล้วตลบหลัง ใช้คำเจ็บๆให้ปวดแสบปวดร้อน
อย่างนี้คนจะนึกเกลียด
แล้วก็ไม่รู้สึกแม้แต่น้อยว่าคนด่านี้เท่เหลือร้าย

การฝึกจริง เริ่มจากการจำให้แม่นๆว่า
เราต้องการอะไรจากการคุยกับคนคนหนึ่ง
อยากให้เขาสำนึก
อยากให้เขาเปลี่ยนแปลง
หรืออยากให้เขารู้ตัวว่ากำลังจะโดนไล่ออกแล้ว

การนึกถึงเป้าหมายให้ชัดเจนสำคัญมาก
ตอนเกิดอารมณ์โกรธ
คุณจะไม่มีเป้าหมายอื่นใดยิ่งไปกว่า
อยากระบายโทสะ อยากเห็นมันโดนลงโทษ
หรืออย่างน้อยอยากให้คนผิดได้รับความเจ็บปวด
ซึ่งก็ไม่มีอะไรง่ายกว่าอ้าปากด่าๆๆ
จนกว่าตัวเองจะรู้สึกเหนื่อย
หรือจนกว่าจะเห็นคนถูกด่าอยู่ในสภาพย่อยยับอับปาง

ภาพเป้าหมายในใจยิ่งชัด
ใจคุณจะยิ่งเย็น นิ่ง ไม่สับสน
ไม่อึงอลไปด้วยคำด่าสารพัดชนิด
จิตพร้อมจะฉลาด รู้ทิศรู้ทางไปให้ถึงเป้าหมาย
เริ่มจากการเลือกใช้คำเพื่อเข้าเป้าแบบตรงไปตรงมา
แต่ไม่จู่โจมจนน่าตกใจ
สามารถคุมโทนเสียงหนักเบาให้เหมาะกับจังหวะ
แต่ไม่ถึงขั้นให้รู้สึกว่าชวนเขาเล่นละครเวทีกัน

จากนั้นก็อาศัยหลักของการเจริญสติไปเรื่อยๆ
คือ สังเกตใจตัวเองเป็น
และอ่านปฏิกิริยาอีกฝ่ายออก

แค่ระลึกบ่อยๆว่า
สติยังอยู่กับตัวเพื่อเอาสิ่งที่ต้องการหรือเปล่า
สังเกตจากใจตัวเองก่อน
ถ้าอึงอล สับสน ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
มักมีคำด่า คำเสียดแทง หรือคำเค้นคอผุดขึ้นมา
แต่ถ้าสงบ ยังจับเป้าหมายได้ชัด
คุณจะรู้ตัวว่าพูดไปถึงไหนแล้ว และต้องพูดอะไรต่อ

ถ้าพูดแล้วใจสงบ มีสติ
คุณจะมีความสามารถสำเหนียกสัมผัสปฏิกิริยาจากอีกฝ่าย
พูดคำไหนแล้วเขายอมรับ ยอมฟัง
พูดคำไหนแล้วเขาแอบคิดโต้แย้ง ต่อต้าน
พูดคำไหนแล้วเขาสำนึก ได้สติ
พูดคำไหนแล้วเขาโมโห เก็บกด เจ็บแค้น
คุณจะรู้สึกได้หมด

ยิ่งอ่านปฏิกิริยาคนอื่นออกได้กระจ่างขึ้นเท่าใด
คุณจะยิ่งฉลาดในจังหวะจะโคน
ฉลาดในการพูดเพื่อสิ่งที่ต้องการมากขึ้นเท่านั้น
หรือกระทั่งรู้ชัดเดี๋ยวนั้นเลยว่าคำใด
พูดแล้วทำให้อีกฝ่ายจำกลับไปคิด
รู้ทีเดียวว่ายิ่งคิดถึงคำโดนๆบ่อยเท่าไร
แนวโน้มพฤติกรรมจะยิ่งปรับเปลี่ยนไปเท่านั้น

สรุปคือ ตั้งต้นจากการสังเกตใจตัวเอง
แล้วต่อยอดเป็นการสังเกตใจคนอื่น
แต่ถ้าสะกดใจตัวเองไม่ได้
ก็ไม่มีทางสะกดใจคนอื่นอยู่
คนสะกดใจไม่อยู่ จะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
แถมอาจได้สิ่งที่ไม่ต้องการตามมาอย่างคาดไม่ถึงด้วย!

บารมีเจ้านาย บารมีลูกน้อง

250316

แม้อยู่ในที่ทำงานนานปี
คนเราก็ยังมีความเห็นผิดๆ
เกี่ยวกับคำว่าบารมีกันเกือบหมด
เหตุเพราะไปผูกโยงเป็นอันเดียวกันกับคำว่าอำนาจ

อำนาจ คือสิ่งที่ทำให้ใครคนหนึ่ง
สามารถออกคำสั่งใครอีกคนหรือหลายๆคน
ให้ทำอะไรตามที่ตนต้องการ

ส่วนบารมี คือการที่ใครคนหนึ่ง
ได้ใจใครหลายๆคนไว้
แล้วนึกเกรงใจ หรือกระทั่งอยากช่วยเอง
โดยไม่จำเป็นต้องออกคำสั่ง

พูดให้เข้าใจง่าย
อำนาจ เกิดจากตำแหน่งและโทสะ
ทำให้ผู้คนหวาดกลัว อยากก้มหน้าหลบ
ขณะที่บารมีเกิดจากเมตตาและความสามารถครองใจคน
ทำให้ผู้คนนึกรัก อยากเงยหน้ามองกันเต็มตา

อำนาจ เป็นสิ่งที่ต้องมีในการคุมคน
แต่บารมี เป็นสิ่งที่ต้องมากในการครองใจคน

แต่เมื่อเข้าใจผิด คิดว่าอำนาจกับบารมีเป็นอันเดียวกัน
ที่ทำงานจึงมักเป็นเวทีแสดงอำนาจ
แข่งกันสร้างอำนาจระหว่างเจ้านายด้วยกัน
หรือระหว่างลูกน้องที่ชิงดีชิงเด่นกัน
ยิ่งโลกปัจจุบันจิตใจผู้คนหยาบกระด้าง
นิยมความรุนแรงเป็นหลัก
ก็ยากจะเห็นคนใช้ที่ทำงานในการสั่งสมบารมีกัน
ไม่เข้าใจกระทั่งว่า คนเป็นลูกน้องก็สร้างบารมีได้

ฝั่งเจ้านาย
พอเกิดเรื่อง แทนที่จะรู้สึกว่าเป็นโอกาสสร้างบารมี
สอนลูกน้องด้วยความเมตตาไม่ให้เสียหน้า
เจตนาเตือนสติให้ได้คิด ได้เต็มใจแก้ไข
ส่วนใหญ่กลับลุแก่โทสะ
อยากแสดงอำนาจด้วยการเรียกมาด่า
หรือเรียกประชุมแสดงศักดาอาละวาด
ด้วยเจตนาให้เจ็บช้ำน้ำใจกันเป็นหลัก

ฝั่งลูกน้อง
ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเลย
แทนที่จะสร้างผลงานหยอดกระปุกให้เจ้านายเห็น
ส่วนใหญ่จะเอื่อยเฉื่อยลงเรื่อยๆ
ไม่มีสติควบคุมตัวเองว่า พลาดไม่ได้นะ
ช้าไม่ได้นะ ห่วยไม่ได้นะ
ยิ่งวันยิ่งรู้สึกว่า พลาดนิดพลาดหน่อยไม่เป็นไรน่ะ
สายหน่อยไม่เป็นไรน่ะ เอาแค่ปุๆปะๆพอใช้ก็โอน่ะ

เมื่อที่ทำงานไม่เป็นเวทีสร้างบารมี
ก็ไม่มีใครเป็นสุข ทั้งฝั่งเจ้านายและฝั่งลูกน้อง

เพื่อจะให้ที่ทำงานเป็นเวทีสร้างบารมี
เจ้านายจำเป็นต้องเป็นฝ่ายเริ่มก่อนเสมอ
เจ้านายใดเข้าใจเรื่องบารมี
ย่อมโตขึ้นบนเส้นทางสร้างบารมี
ไม่เอาแต่ใจ ไม่บ้าอำนาจ
และไม่ต้องเสียใจที่หมดอำนาจในบั้นปลาย!

งานที่ได้คิด จะเป็นงานที่ได้รัก

110316

ตอนเหม่อลอยฟุ้งซ่านไปเรื่อย
คุณจะไม่รู้สึกถึงความมีชีวิต
เพราะมองเข้ามา
มีแต่ร่างเฉื่อยๆ จิตเฉื่อยๆ
บางอารมณ์อาจรู้สึกไม่ต่างจากภูตผีไร้เงา
ไร้แก่นสารความเป็นมา
อยู่ดีๆก็ปรากฏตัวขึ้นมาเบื่อสิ่งที่เห็น สิ่งที่เป็น

และนั่นก็หมายความว่า
ถ้างานหรือภาระที่คุณแบกอยู่
เอาคุณออกมาจากโลกของความเอื่อยเฉื่อยไม่ได้
ได้แต่คิดแบบซังกะตาย
ได้แต่แก้ปัญหาแบบขอไปที
คุณจะดูถูกงานของตัวเอง
เพราะทำไปแล้วไม่ได้ช่วยให้ชีวิตจิตใจของคุณดีขึ้น
ไม่ได้ช่วยให้หลุดพ้นจากภาวะหุ่นกระบอก
ที่ถูกโปรแกรมไว้สำเร็จรูปหมดแล้วได้

ต่อให้รายได้สูง ต่อให้ได้หน้าได้ตา
ต่อให้ใครต่อใครสดุดี
คุณก็ไม่ได้อยู่กับสิ่งเหล่านั้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
สิ่งที่คุณจำต้องทนอยู่ด้วยตลอดเวลา
มีแต่ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเท่านั้น

และนั่นอาจหมายความว่า
งานบางอย่างแม้ดูด้อยค่าในสายตาคนอื่น
อาจเพราะไม่มีหน้ามีตา
อาจเพราะไม่มีใครสดุดี
หรืออาจไม่ได้เงินเลยสักบาท
แต่ถ้างานนั้นกระตุ้นให้คุณได้คิด
รู้สึกมีชีวิตชีวาเมื่อแก้ปัญหาได้
ค้นพบทางสร้างสรรค์ได้
งานนั้นก็ทรงคุณค่าทางใจสำหรับคุณ
เหนือกว่างานที่จำใจทำเพื่อเงิน เพื่อศักดิ์ศรี
หรือเพื่อคำนิยมใดๆจากคนรอบข้าง

ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็จะเข้าใจด้วยว่า
งานที่คุณจะรักได้คืองานแบบไหน
มันต้องเริ่มด้วยการเจออะไรสักอย่าง
ที่กระตุ้นให้คุณเต็มใจคิด
เต็มใจทุ่มเทแก้ปัญหา
เต็มใจต่อยอดของเดิมให้แปลกใหม่และใช้ได้จริง

ถ้าบอกว่าคุณยังไม่เจอสิ่งนั้นเลย
แปลว่าคุณยังหาเรื่องเล่นสนุกไม่มากพอ!

คนเรามีชีวิตกันหลายปี
ถ้าทุกวันแหวกม่านความเบื่อโลกภายนอก
เข้ามาหาโลกใหม่ทางความคิดภายใน
ใส่ใจสังเกตว่าสิ่งใดปลุกความอยากคิดค้นได้
ท้าทายคุณให้อยากแก้ปัญหาได้
เหนี่ยวนำให้คุณอยากเห็นผลดีด้วยมือตนได้
ก็เท่ากับคุณมีโอกาสลองใจตัวเองปีละ ๓๖๕ ครั้ง
มากพอที่จะเจอของจริงเข้าให้สักครั้ง

ใครจะรู้ ชีวิตใหม่ดีๆ
กับงานอันเป็นที่รัก
อาจขอโอกาสครั้งเดียว
ให้คุณได้ค้นพบในวันใดวันหนึ่งในปีนี้
แล้วทุกอย่างจะต่างไปตลอดกาล!

ต้นแบบ

12794328_1026848474038977_1503517067383804391_n

หลังจากเรียนจบมาเริ่มงาน
คนทั่วไปยังไม่มีคาแรกเตอร์ในการทำงานของตัวเอง
แม้แต่เด็กที่เรียนเก่งที่สุด
ก็ต้องการต้นแบบในการทำงาน

เมื่อพูดถึงต้นแบบในการทำงาน
เราไม่ได้เล็งกันที่การก๊อปปี้ตัวตนทั้งหมดของใคร
แต่เรามองวิธีคิด วิธีพูด วิธีตัดสินใจของใครบางคน
ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์
เปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดี
ผ่อนหนักให้เป็นเบา
สร้างสรรค์งานด้วยสไตล์แหวกแนว
หรือไม่ก็อากัปกิริยาในการดำเนินการประชุม

เวลาเกิดปัญหาแล้วนึกถึงใบหน้าของใคร
คิดว่าถ้าเป็นเขาเจอเข้าอย่างนี้บ้าง
เขาจะแสดงความคิด จะเลือกคำพูด
หรือทำใจแบบไหน
นั่นแหละไอดอลในการทำงานของคุณ

ไอดอลในที่ทำงาน
อาจเป็นหัวหน้า
อาจเป็นเพื่อนร่วมงาน
หรือกระทั่งอาจเป็นลูกน้อง
ที่มีพลังพอจะบันดาลอารมณ์
ให้คุณนึกอยากเลียนแบบวิธีคิด
เอาอย่างวิธีพูด หรือตามรอยวิธีทำของเขา
และหากส่องสำรวจเข้ามาให้ลึกจริงๆ
การจะนับใครในที่ทำงานเป็นไอดอล
คุณต้องสัมผัสและประทับใจ
ความเป็นจิตวิญญาณแบบเขาหรือเธอมากพอ
เช่น ถ้ารู้สึกว่าเขาคิดเป็นระบบกว่า
คุมทิศทางการพูดให้เข้าเป้าดีกว่า
คุณจะเริ่มคุมอารมณ์ เริ่มตั้งต้นเข้าประเด็น
หรือกระทั่งใช้น้ำเสียงแบบเขาบ้าง

ในความเป็นจริง
คนยุคเรามีจิตฟุ้งซ่าน มัวมน
แกว่งไปทางโน้นที ทางนี้บ้าง
เพราะมักต้องทำงานแบบไร้ทิศทาง
เจอผู้ใหญ่พูดพล่ามวกวนซ้ำซากบ้าง
เจอเพื่อนร่วมงานพูดเอาดีเข้าตัวบ้าง
เจอลูกน้องพูดปัดความรับผิดชอบบ้าง
ประชุมแต่ละที ไม่รู้จะเอาอะไรให้ส่วนรวม
ต่างคนต่างพูดถึงสิ่งที่ตัวเองต้องการท่าเดียว

หากไม่เจอไอดอล
นับวันยิ่งเบื่องาน เบื่อโลก เบื่อตัวเอง
ลองถามตัวเองดูว่า
จะเป็นมันซะเองดีไหม ไอดอลในที่ทำงาน
เริ่มจากการเห็นพฤติกรรมหมู่แบบไหน
แล้วรู้สึกรังเกียจ เหม็นเบื่อเต็มทน
ให้เอาพฤติกรรมนั้นเป็นตัวตั้ง
เพื่อสวนกระแสแบบไม่ต้องกลัวคำครหา

เขามาสายกัน คุณตรงเวลาอยู่คนเดียว
เขากระแทกเสียงอวดอำนาจกันเหมือนคนบ้า
คุณนุ่มนวลอย่างมีจุดยืนของคนมีสติดี
เขาพูดเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น
คุณรู้จักสรรเสริญด้านดี
แม้เล็กๆน้อยๆของใครต่อใคร

ทำแค่วันสองวันจะไม่เกิดผลอะไรเลย
แต่ถ้าทำต่อเนื่องไม่เลิกสักเดือนสองเดือน
เชื่อเถอะว่าจะมีใครบางคน หรือหลายๆคน
ทั้งที่อยู่ต่ำกว่า อยู่ระดับเดียวกัน หรืออยู่สูงกว่า
ที่ค่อยๆรับการแพร่เชื้อดีจากคุณ
อยากเจริญรอยตามคุณขึ้นมาจนได้

เปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริงคนเดียว
คุณอาจเปลี่ยนแปลงผู้คนแวดล้อมได้หลายคน
แบบที่ต้องทึ่ง นึกไม่ถึงมาก่อนเลย!

ต้องทำงานสำคัญ ดันหาเรื่องเหลวไหลมาขวาง

190216

หลายคนเริ่มเป็นโรคประหลาด
ตอนอยู่เฉยๆไม่เป็นไร
แต่พอถึงเวลาต้องทำงานสำคัญ
ที่มีผลกับชีวิตตนหรือคนอื่น
กลับติดข้อง คาใจ ไพล่นึกถึงเรื่องไม่เป็นเรื่อง
อยากเล่น อยากจัดการอะไรที่ไร้สาระให้จบๆ
ไม่จบจะทำอย่างอื่นไม่ได้ มือไม้ติดขัดไปหมด

ถ้าเกิดอาการตามที่ว่านี้เรื่อยๆ
ก็ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไป
คุณติดโรคถ่วงความเจริญแน่แล้ว
โรคพรรค์นี้ทำให้คุณมีสภาพผิดปกติ
คือ ใจเหมือนจะรู้ว่าอะไรสำคัญ
แต่สมองกลับไม่อยากให้ความสำคัญ
และแม้ใจจะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย
แต่สมองกลับไม่อยากรู้สึกถึงเวลา
เกิดอาการอยากยื้อ อยากผัดผ่อน
อยากเตะถ่วงไปเรื่อย
ราวมีเวลาในโลกอีกมากมายเหลือเฟือ
จากนั้นก็สุ่มเลือกเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา
เป็นข้ออ้างว่ามีเรื่องต้องเอาใจใส่ด่วน
คล้ายกลไกในสมองบางส่วน
ถูกล็อคด้วยภารกิจรอง
และไม่ยอมสับเปลี่ยนไปทำภารกิจหลัก

พูดง่ายๆ สมองกลัวจะต้องเผชิญกับความลำบากยากเย็น
เลยสุ่มหาเรื่องง่ายมาเตะถ่วงเป็นข้ออ้าง
ยื้อเวลาให้ไม่ต้องทรมานทรกรรมเร็วนัก!

เมื่อเซนส์เกี่ยวกับการลำดับความสำคัญเริ่มพัง
คุณต้องเร่งซ่อม โดยไม่เห็นเป็นเรื่องเล็ก
เพราะถ้าขืนปล่อยไว้
หรือยอมให้เกิดขึ้นอีกแค่ครั้งสองครั้ง
คุณจะเป็นโรคถ่วงความเจริญเต็มขั้น
รักษาหายยาก เกิดความอ่อนล้า เบื่องานทุกชนิด
รวมทั้งผุดอารมณ์วูบๆวาบๆ
ยอมเป็นคนตกงานก็ได้ ถ้าไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
ไม่ต้องสนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น

วิธีซ่อมรักษา ไม่ใช่ไปหาหมอ ไม่ใช่หายา
ไม่ใช่หาวิธีทำสมาธิ
คุณต้องรักษาตัวเอง จุดเกิดเหตุ
เกิดโรคเมื่อไร ให้เร่งรักษาเมื่อนั้น
คือ พอต้องทำธุระสำคัญแล้วดันคิดเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ให้จินตนาการว่าตบหน้าตัวเองทีหนึ่ง
เพื่อส่งสัญญาณอันตรายเตือนใจส่วนลึก

จากนั้นให้คิดคำเตือนแรงๆเช่นเฮ้ย! ชีวิตพังได้นะ
หรือกับดักมาอีกแล้วโว้ย! อย่ายอมมัน!’
หรือคิดเตี้ยๆอีกแล้ว คิดสูงๆมั่งเหอะ!’

จากนั้นให้เร่งทำงานด่วนต่อจนกว่าจะเสร็จ
ด้วยสำนึกถึงความสำคัญสองชั้น
ชั้นแรก คือ งานต้องเสร็จเพื่อให้คนอื่นไม่เดือดร้อน
ชั้นสอง คือ รักษาเซนส์เกี่ยวกับการลำดับความสำคัญ
ไม่ให้ตัวเองต้องเป็นโรคร้ายเรื้อรัง
คุณจะรู้สึกว่า พอสร้างความเคยชินดีๆได้ครั้งสองครั้ง
สมองจะถูกจูนให้เข้าที่เข้าทางเป็นปกติ
สอดคล้องกับสามัญสำนึก
ที่รู้อยู่เต็มอกว่าอะไรสำคัญต้องทำก่อน
อะไรไม่สำคัญไว้ค่อยคิดกันทีหลัง!

อย่าเผลอเพี้ยนเพราะหัวโขน

090216

จิตใจคนเราเดิมทีลอยๆ
แกว่งไปแกว่งมาอยู่
รอรากยึดให้ติดอยู่กับที่กับทาง
โดยมีงานมีการทำ
ให้รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบเป็นประจำ
ทำให้เกิดน้ำหนักและหลักยึดไว้
ให้รู้ตัวอยู่ว่าเป็นใคร ทำอะไรอยู่ตรงไหน
และมีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับใครบ้าง
 
จิตใจคนเราเดิมทีเบี้ยวไปเบี้ยวมา
เพราะถูกความฟุ้งซ่านไร้จุดหมาย
บิดไปทางโน้นที ดัดมาทางนี้บ้าง
รอพลังดัดให้ตรง เข้าที่เข้าทาง
โดยมีงานมีการทำ
ให้รู้สึกว่ามีเป้าหมายต้องไปให้ถึง
ไม่ใช่เป๋ไปเป๋มาตามอารมณ์ได้ไม่จำกัด
ยิ่งแน่วแน่ทำเป้าหมายในงานให้ลุล่วงเท่าไร
ใจยิ่งมีความตรงและคงเส้นคงวามากขึ้นเท่านั้น
 
แต่จิตใจที่เดิมทีลอยๆและเบี้ยวๆนั้นเอง
ถ้าเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับอัตตาตัวตน
ไม่ค่อยสนใจหน้าที่ ไม่ค่อยดูทางตามเป้าหมาย
ก็อาจอาศัยหน้าที่การงาน
มาเป็นเครื่องมือบิดจิตให้ผิดเพี้ยนหนักขึ้นเรื่อยๆได้
 
คุณจะเห็นคนบางคน
หมกมุ่นอยู่กับการเอาหน้าเอาตา
ถ้าหัวโขนของตนไม่สำคัญ
ก็จะพยายามทุกวิถีทางให้คนเห็นความสำคัญ
หรือแม้บางทีสำคัญอยู่ระดับหนึ่งแล้ว
ก็จะตะเกียกตะกายอยากให้เห็นว่าสำคัญกว่านั้นอีก
 
คุณจะเห็นคนบางคน
คุยอวดเรื่องยศศักดิ์บ่อยๆ
โม้เรื่องรายได้เกินจริง
อยากให้ผู้คนจดจำตนด้วยความรู้สึกทึ่ง
โฆษณาว่าทำนั่นทำนี่ได้
เพียงเพื่อให้คนฟังอัศจรรย์ใจเกินๆ
วันไหนถึงขั้นคิดว่าตัวเองเป็นเทวดาได้ยิ่งดี
 
คนเหล่านี้
เหมือนตกอยู่ในความฝันตลอดเวลา
ดูเผินๆเหมือนคุยกันรู้เรื่อง
แต่พอคุยยาวๆสักพัก
หรือมีกิจธุระให้ต้องทำด้วยกันระยะหนึ่ง
คุณจะเริ่มได้ยินได้ฟังอะไรแปร่งๆ
หรือได้เห็นสีหน้าสีตาทะแม่งๆ
แบบคนลอยอยู่ที่ไหนไม่รู้
รู้แต่ไม่อยู่ในโลกความจริง
หรือทึกทักเอาจริงเอาจัง
กับการคิดไปเองของตนอย่างหนัก
กระทั่งเบี้ยวบิดผิดเพี้ยน
เรื่องเกิดอย่าง ดันจำไปอีกอย่าง
ตีไข่ใส่สีไปเรื่อยอย่างที่คุณต้องแปลกใจว่า
ทำไมคนเราจับแพะชนแกะ
แล้วยังมีหน้าเชื่อสิ่งที่เขาปรุงปั้นขึ้นเองได้ขนาดนั้น
 
ธรรมชาติของหน้าที่การงาน
ต้องมียศศักดิ์ มีหน้ามีตา เป็นเกมลองใจว่า
จะให้หลงยึด หลงคว้าหัวโขนมารัดคอ
หรือจะให้เข้าใจภาระหน้าที่ตามความสามารถ
 
ยิ่งมองงาน จิตจะยิ่งตรง
ยิ่งเล็งหัวโขน จิตจะยิ่งเพี้ยน!

งานห่วยๆเกิดจากจิตห่วยๆ

020216

ทำงานให้เสร็จๆ
ระยะสั้นจะโล่งใจที่ได้ผลักภาระไปพ้นๆ
แต่ระยะยาวจะหนักใจที่ต้องแบกภาระเรื่อยๆ
ในที่สุดชีวิตจะจมทุกข์อยู่กับงานประจำที่ทนทำ

ทำงานให้เสร็จดี
ระยะสั้นจะอึดอัดใจที่ผ่านยากผ่านเย็น
แต่ระยะยาวจะสบายใจที่งานดีและง่ายดายขึ้นเรื่อยๆ
ในที่สุดชีวิตจะอิ่มสุขอยู่กับผลงานที่ฝากไว้

งานเสร็จอย่างไร
คุณภาพทางใจอย่างนั้น!

หลายคนเลือกที่จะให้นิยามงานของตัวเองตามรายได้
โดยท่องไว้เป็นคาถาว่า
คุณภาพงาน ตามปริมาณเงินเดือน
นั่นก็เท่ากับยอมให้เงินเดือน
เป็นตัวกำหนดคุณภาพทางใจ
ตลอดไปจนถึงคุณภาพชีวิต

คุณจะรู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว
ก็จากเรื่องที่เข้ามากระทบตัวในชีวิตประจำวัน
หลายคนแปลกใจ
เมื่อพบว่าสินค้าในปัจจุบัน
ทั้งที่มีแบรนด์และไม่มีแบรนด์
กลายเป็นของที่ต้องเข้าซ่อม
หรือต้องเรียกช่างมาช่วยแก้ไขตั้งแต่วันแรกๆ
ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีห่วยลง
แต่เพราะจิตวิญญาณของคนทำงานยุคเราห่วยลงเรื่อยๆ

ถ้าทราบถึงปัญหาภายในขององค์กรใหญ่เล็ก
คุณจะงงว่าโลกนี้อยู่กันเข้าไปได้อย่างไร
ทำงานไม่เป็น แต่ก็จำใจรับเข้ามาทำเพราะคนไม่พอ
ทำงานข้ามหัว ไม่ไว้หน้ากัน เพราะไม่ใช่พวกเดียวกัน
ทำงานไม่ทัน เพราะหลายฝ่ายมาสาย ไม่สบายตลอด
ทำงานไม่เสร็จ คิดว่าสัญญาไม่ต้องเป็นสัญญากันแล้ว
ทำงานไม่มีความผูกพัน ลาออกง่าย ไม่ต้องรู้สึกผิด
และร้ายที่สุดคือลัทธิใหม่ที่ใหญ่ขึ้นทุกที
คือ ไม่ช่วยอะไรอะไรเลย แต่ถึงเวลาจะขอเงิน
ไม่ทำอะไรเลย แต่จะด่าคนที่เขาพยายามทำ

คนมักนึกว่าเทคโนโลยีดีขึ้น ชีวิตจะดีขึ้น
แต่ความจริงก็คือ ถ้าคนพากันทำงานแย่ลง
ชีวิตจะเสี่ยงภัยตามเทคโนโลยีใหม่ๆมากขึ้น
หรืออย่างน้อยก็เดือดร้อนจุกจิก
กับสิ่งของรอบตัวมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าประจำตำแหน่งหน้าที่ใหญ่เล็กแค่ไหน
ถ้างานของคุณแย่
คุณมีส่วนซ้ำเติมให้โลกนี้แย่ลงแน่ๆ
แต่ถ้างานของคุณดี
คุณมีส่วนช่วยยกระดับให้โลกนี้ดีขึ้นจริงๆ!

ลุ้นทั้งงาน ลุ้นทั้งเล่น จะเป็นสมาธิ

260116

สิ่งที่ติดตัวคุณอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่เงิน
สิ่งที่เกิดกับใจได้เรื่อยๆ
ไม่ใช่ความสนุก

จะเห็นภาพรวมชีวิตมีอะไรบ้างก็ตาม
สุดท้ายสิ่งที่คุณจะต้องเผชิญหน้าตลอดเวลา
คือ ‘จิต’ ของตัวเอง
ซึ่งมีสภาพแบบใดแบบหนึ่งเป็นประจำ

ถ้าใจมีเรื่องงานให้จดจ่อ
แถมมีเรื่องเล่นให้ต่อเนื่อง
ใจคุณจะเป็นสมาธิ
ไม่รู้จักเบื่อ ไม่รู้จักเหงา
ความรู้สึกลุ้น
อยากรู้ผลลัพธ์
อยากเห็นความคืบหน้า
อยากพัฒนาฝีมือ
คือสิ่งดึงดูดจิตให้จดจ่อต่อเนื่อง
ไม่กวัดแกว่งฟุ้งซ่านไร้ทิศทาง
จะถึงเป้าหมายแล้ว
หรือยังอยู่ระหว่างทางถึงเป้าถัดไปก็ตาม

แต่คนทำงาน มักนึกว่าทำงานให้หนักอย่างเดียวเป็นเรื่องดี
เป็นความรับผิดชอบอย่างสูง
ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ถ้าเอาแต่คิดเรื่องงานท่าเดียว
มีแต่เข้าโหมดเกร็ง ระมัดระวัง พลาดไม่ได้
ลองผิดลองถูกเล่นๆไม่ได้
พ้นจากสายตาใครต่อใครที่จับจ้องผลงานไม่ได้
ในที่สุดจะไปถึงความเครียด
เพราะจิตเป็นสมาธิแบบเขม็งเกลียวไปเรื่อยๆ
กระทั่งจุกแน่น หาจุดผ่อนคลายไม่เจอ

ด้วยเหตุนี้
มนุษย์เราจึงต้องมีเรื่องเล่นอยู่ด้วย
และไม่ใช่เล่นแบบฝืนใจซังกะตาย
ไม่เห็นค่าของการเล่น
เรื่องเล่นต้องสนุกและน่าลุ้น
พอจะนึกอยากเล่นได้ทุกวัน
และจะดีมากหากเป็นเรื่องเล่นชนิดที่
ทำให้อยากรู้ผลลัพธ์
อยากเห็นความคืบหน้า
อยากพัฒนาฝีมือ ไปเรื่อยๆด้วย

ตั้งใจทำงานให้เสร็จ
แล้วตามด้วยตั้งใจเล่นให้สนุก
จะเล่นคนเดียวหรือมีเพื่อนก็ตาม
จะเป็นกีฬา ดนตรี หรือเกมกดก็ดี
แล้วค่อยๆสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเอง
ถ้ามีความสนุกที่ผลัดเปลี่ยนกันได้
ลุ้นเรื่องงานเสร็จมาลุ้นเรื่องเล่นต่อ
หรือพอใจลอยเบื่อเรื่องเล่นแล้ว
ก็วกกลับไปคิดเรื่องงานให้เข้มข้นขึ้นได้
ในที่สุดคุณจะไปถึงสมดุลหนึ่งของชีวิต
เหมือนข้างในประจุแน่นด้วยสมาธิได้ตลอด

แต่หากจดจ่อกับงานแค่อย่างเดียว
ไม่ยอมหาเรื่องเล่นมาสลับสับเปลี่ยนเลย
คุณจะรู้สึกเหมือนมีสมาธิในช่วงเริ่มหมกมุ่นกับงาน
แต่ทำๆไปจะเครียด แล้วกลายเป็นฟุ้งซ่าน
ชนิดหยุดไม่อยู่ ผ่อนคลายไม่ได้

ส่วนถ้าจะจดจ่อกับเรื่องเล่น
ไม่ยอมเอางานเอาการเลย
ใจจะเลื่อนลอย
ฟุ้งซ่านแบบคนรับผิดชอบชีวิตตัวเองไม่เป็น
และลอยไปเรื่อยๆเหมือนลูกโป่งหลุดมือ
รู้ตัวอีกทีก็กระโดดคว้าไม่ทัน
ลอยสูงเรื่อยๆหายขึ้นฟ้าไปในที่สุด!

อำนาจในการทำให้คนอื่นยิ้มออก

190116

ไม่ว่าจะสาขาอาชีพไหน
ความเหมือนกันที่คุณอาจสังเกตเห็นเสมอ
คือ คนที่ยิ้มอยู่กับงานของตัวเอง
ยิ้มอย่างไม่เคยเบื่อหน่ายกับหน้าที่ของตัวเอง
คือคนที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตน
ไปในการช่วยให้คนอื่นยิ้มออก
ถึงแม้รายได้ไม่น่าปลื้มนัก
แต่ยิ้มตนและยิ้มคนอื่นที่เกิดขึ้นทุกวัน
ก็ช่วยยกระดับความรู้สึกได้ว่า
งานนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์
มีความสุกสว่างน่าภูมิใจ

ส่วนคนที่หน้าตาบึ้งตึง
มีเรื่องกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้าบ่อยๆ
มักมีความไม่พอใจกับงาน
หรือไม่ก็รายได้จากงานของตน
เก็บกดจนต้องระบายออกเอากับคนรอบข้าง
หรือไม่ก็ตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาความภูมิใจผิดๆ
ไม่มีเรื่องก็หาเรื่องให้ได้ใช้อำนาจ
หารู้ไม่ว่า การสร้างความเกลียด
ด้วยการบีบให้คนอื่นตกอยู่ใต้อำนาจได้ชั่วคราว
ในระยะยาวไม่ได้นำมาซึ่งความภูมิใจ
แต่ได้ความทะนงเพี้ยนๆมาต่างหาก
บางวันถึงขั้นรู้สึกสัมผัสถึง
อัปมงคลในที่ทำงานได้อย่างชัดเจนทีเดียว!

งานเหมือนกัน
ตั้งใจต่างกัน
ชีวิตจิตใจก็ผิดกันเป็นคนละเรื่องได้
ข้อสังเกตที่ง่ายที่สุด คือ
อยากใช้งานช่วยให้คนอื่นยิ้มออก
หรืออยากควบคุมให้คนอื่นอยู่ในอำนาจตนนี่แหละ!

อาชีพที่ยั่วยุให้ฆ่าแกงกัน

120116

เงินยิ่งก้อนใหญ่เท่าไร
ยิ่งบีบให้มนุษยธรรมเล็กลงเท่านั้น
เงินยิ่งมาแรงมาเร็วเท่าไร
ยิ่งเร่งเร้าให้ใจเร็วด่วนได้เท่านั้น
เงินยิ่งยกระดับความเป็นอยู่ได้สูงขึ้นเท่าไร
ยิ่งกระแทกใจให้เจ็บหนักตอนพลาดได้เท่านั้น

การแข่งชิงดี ตัดหน้าตัดตา
ผลประโยชน์ร้อนแรง
และความเจ็บใจเกินกลั้น
เป็นปัจจัยกดดันให้คนเราหน้ามืดได้ผิดปกติ
เลยขีดของความริษยาตาร้อนไป
ขนาดคิดถึงการกำจัดศัตรูให้พ้นทาง
ไม่ต่างจากตอนคิดทำลายมดปลวก
แล้วบางทีถามไปถามมา
ก็เพราะเงินแค่ไม่กี่หมื่นไม่กี่แสนเป็นชนวนอาฆาต
อย่างวงการที่อาศัยดวงได้เงินมาเปล่าๆง่ายๆ
เช่น การเข้าบ่อนพนัน การแย่งที่ดิน
หรืออย่างวงการท้ากฎหมายแต่ลัดทางรวย
เช่น การค้ายา การค้าอาวุธ
ต่างฝ่ายต่างไม่รู้สึกว่าคู่แข่งมีค่า มีราคากันอยู่แล้ว
ตายไปซะคนโลกคงไม่สนเท่าไหร่

แต่สังเกตเถอะว่าวงการไหน
ต้องอาศัยการสั่งสมบารมี เหนื่อยยากกันนานๆ
ต้องค่อยๆพอกพูนเงินทองทีละน้อย
ต้องมีความรู้ ต้องเก็งตลาด ต้องเสี่ยงขาดทุน
อดทนหลายปีกว่าเงินจะเพิ่มเป็นสิบล้านร้อยล้าน
อย่างเช่นการสร้างแบรนด์สินค้าทั่วไป
เช่นนี้จะไม่ค่อยมีข่าวฆ่าแกงกัน
เพราะเส้นทางเหนื่อยยากมักมีคู่แข่งน้อย
ไม่ค่อยมีใครเขาเลือกร่วมเดินมาราธอนกัน
ยิ่งเห็นเม็ดเหงื่อแลกเม็ดเงิน
ก็ยิ่งไม่ค่อยนึกอยากอิจฉา
หรือแม้คนขี้อิจฉาที่สุดก็รู้อยู่ลึกๆว่า
ต้องลำบากมากมายกว่าจะได้ดิบได้ดี
ต่อมอิจฉาจึงไม่ค่อยทำงาน

นี่เป็นเครื่องชี้ได้อย่างดีว่า
คนเราไม่ได้ทำงานแลกเงินกันอย่างเดียว
แต่ทำงานสร้างค่าของชีวิตขึ้นมา
ให้ตัวเองและคนรอบข้างรู้สึกด้วย

สังเกตเถอะว่า ที่ต้นทางหาเงินด่วนนั้น
ยิ่งไม่คิดอะไรมาก
พอทำๆไปจะยิ่งไม่คิดอะไรเลย’!

ไม่มีใจให้งาน

050116

ทำงานอะไร ถ้าไม่มีใจก็จบ
คุณจะรู้สึกเหมือนไม่เคยมีการเริ่มต้นที่แท้จริง
จึงไม่แคร์ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร
ซังกะตายไปวันๆเอารายได้ไปเดือนๆเท่านั้น

ถ้าคิดว่าต้องมีใจ มีไฟ มีความรักงานเสียก่อน
แล้วถึงค่อยตั้งใจทำงานอย่างมีชีวิตชีวา
คุณจะไม่มีวันเจองานอันเป็นที่รัก
เพราะเอาแต่สะสมพายุอารมณ์เกลียดชังงาน
จิตใจวกวน จับจด ตาสั้นด่วนทิ้งด่วนขว้าง
กระทั่งถึงจุดหนึ่ง แม้เจอหัวใจของตัวเอง
ก็ไม่มีความมุ่งมั่นพอจะแล่นไปหามัน

สิ่งที่ต้องเร่งทำในขณะไม่มีใจให้กับงาน
คือ บอกตัวเองซ้ำๆว่า
นี่ไม่ใช่งานสุดท้าย
แต่จะเป็นจุดเริ่มต้น หรือกลางทาง
ก่อนจะไปถึงงานสุดท้าย

ถ้าไม่ก้าวให้ดี ไม่มีวันหน้าแน่ๆ!

สำรวจจิตใจตัวเองทุกวันว่า
รู้จักตั้งเป้าเอางานให้เสร็จไหม
รู้จักคิดอย่างเป็นขั้นบันไดหนึ่งสองสามไหม
รู้จักอดกลั้นฟันฝ่าอุปสรรคกับเขาไหม
จิตใจแบบนั้นแหละที่ต้องใช้
ตอนเจองานอันเป็นที่รัก
จิตใจแบบนั้นแหละ
คือพานทองรองรับงานสุดท้ายของชีวิต

คุณสร้างจิตใจแบบนั้น
ตอนยังทำงานที่ไม่มีใจรักก็ได้!

โรคคุณหนู

291215

โลกนี้มีคนโชคดีอยู่จริงๆ
ตั้งแต่เกิดมา
คนอื่นก็แก้ปัญหาให้หมด
หรือไม่ก็โรยกลีบกุหลาบ
ปูทางไร้ปัญหาให้พร้อมเดิน

แต่ในความโชคดีชนิดนั้น
จริงๆมีความโชคร้ายแฝงอยู่
เพราะธรรมชาติของคนเรา
เมื่อไม่ต้องแบกภาระ
ไม่ค่อยเจอปัญหาให้คิดแก้
ไม่ต้องผ่านเรื่องยากให้ร่างกายทำงาน
ในที่สุดก็หัวหด เข้าโหมดงอมืองอเท้า
ใจอยากคิดแต่เรื่องง่ายๆ สบายๆ
ร่างกายชินกับท่านอนแผ่นิ่งๆ จมๆ
เสร็จแล้วก็ต้องทนอยู่กับความเบื่อตัวเอง
เพราะไม่มีสิ่งใดน่าเอือมระอา
เท่ากับจิตวิญญาณที่อ่อนแอ
เหม่อลอย คิดอะไรเองไม่เป็น
หวาดกลัวการเผชิญหน้ากับปัญหา
แก้ปัญหาเหนื่อยหน่อยเดียว
ก็คอตก ลิ้นห้อย อยากโวยวาย
หาเรื่องโทษใครสักคน
ที่เอาภาระมาโยนใส่ตักตน

แล้วโลกนี้ก็มีคนโชคร้ายอยู่จริงๆ
เกิดมายังไม่ทันไร
ก็ต้องช่วยแบกภาระ
ให้ผู้ปกครองที่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา
แม้ตัวเองไม่สร้างปัญหา
ผู้ปกครองก็ช่วยสร้างให้
หรือไม่ก็เตรียมเส้นทางที่ปูด้วยสารพัดปัญหา
สารพัดขวากหนามไว้ให้เดิน

แต่ในความโชคร้ายนั้น
อาจมีความโชคดีแฝงอยู่
เพราะคนเราถ้าเคยชินกับปัญหา
ร่างกายและจิตใจจะพร้อมเผชิญปัญหา
ไม่ออกอาการปฏิเสธปัญหา
ยิ่งถ้ามีใครสอนให้แก้ปัญหาเป็นระบบ
จูนสมองให้เล็งตรงจุดเพื่อเข้าถึงต้นตอปัญหา
ก็จะรู้จักความสนุกกับการแก้ปัญหาให้ลุล่วง
อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
มีสัญชาตญาณและความเข้มแข็งแบบผู้ใหญ่
ที่รู้คิดรู้อ่าน กับทั้งผ่านอุปสรรคยากๆได้เสมอ
ไม่ต้องทนรำคาญตัวเอง
ไม่ต้องถามตัวเองว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไรดี
เพราะทุกวันมีคำตอบชัดอยู่แล้ว
คืออยู่เพื่อสนุกกับการแก้ปัญหาที่ยังค้างอยู่
มีพลังนักสู้ที่เต็มใจรบกับปัญหาทุกวัน
เห็นปัญหาเป็นเรื่องธรรมดา
และเห็นตัวเองโชคดีที่ไม่ต้องเป็นโรคคุณหนู
ไม่ต้องชักดิ้นชักงอกับปัญหาเดียวในรอบปี!

ความคิดสร้างสรรค์ที่แท้

221215

ผมเชื่อมานานว่าทุกวงการ
มีความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่
เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มียกเว้นวงการไหน
แต่เมื่อนึกถึงวงการขอทาน
ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่า
จะมีความแตกต่างที่ได้ผลได้อย่างไร

กระทั่งเร็วๆนี้ ไม่กี่วันก่อนที่จะเขียนเรื่องนี้เอง
ที่สี่แยกไฟแดงแถววงเวียนใหญ่
ผมเพิ่งเจอขอทานที่ช่วยยืนยันความเชื่อ
ต่อไปนี้ไม่ต้องกังขาอีกแล้ว
ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้ทุกวงการจริงๆ

ชายขอทานร่างผอมเกร็งคนหนึ่ง
ไม่อ่อน ไม่แก่
ไม่ได้พยายามทำตัวน่าสงสาร
ไม่ได้พยายามแสดงว่าชีวิตเป็นทุกข์เหลือเกิน
แต่ในสภาพมอซอ เขายิ้มแย้มแจ่มใส
และทำท่าเหมือนพร้อมจะหัวเราะได้ตลอดเวลา

เมื่อจะลงมือขอ
เขามีพลังในการขออย่างเต็มเปี่ยม
คือ ไม่ได้เดินเข้าไปเคาะกระจกแบมือขอกันง่ายๆ
แต่อาศัยพื้นที่ว่างระหว่างรถ
คุกเข่าลงพื้น แล้วคลานเข่าจากระยะไกล
เป็นจุดเด่นให้คนขับรถเห็นได้ถนัดตา
แล้วไปยกมือไหว้ท่วมหัวขอเถอะคร้าบประชิดรถ

เสียดายมากที่ผมเอามือถือมาถ่ายไม่ทัน
และไม่นานก็ไฟเขียว
แล้วก็ไม่ได้มีธุระปะปังต้องไปแถวนั้นอีก
แต่นั่นเป็นไม่กี่วินาทีที่มีความหมายมาก
อย่างน้อยก็ช่วยให้เข้าใจชัดกระจ่างว่า
จุดขายของขอทานที่แท้จริง
คือการกระตุ้นให้คนอื่นเต็มใจอยากช่วย
ชนิดไม่ช่วยไม่ได้ ไม่ช่วยแล้วฝืนความรู้สึก
ทั้งนี้ อาจมีอารมณ์ขันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ไม่ใช่จะต้องเอาความห่อเหี่ยวเศร้าสร้อย
ไปขอความสงสารหรือรีดความเมตตา
ให้ผู้คนจำใจสงเคราะห์กันแบบฝืดๆท่าเดียว

อะไรง่ายๆ แต่ทำได้จริงด้วยความกระตือรือร้นนี้
มองเผินๆเหมือนไม่น่าจะมีอะไรยิ่งใหญ่
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ถ้าวงการขอทานเห็นและเข้าใจจุดนี้กันมากๆ
จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล
เช่น พวกชั่วจะพากันคิดได้ว่า
ทำไมต้องเหนื่อยขโมยเด็กมาตัดมือตัดเท้า
เพียงเพื่อสร้างจุดขายที่น่าสงสาร
สร้างความรู้สึกผิดที่ไม่ช่วยขึ้นในใจคนอื่น
สร้างรายได้ไว้ซื้อตั๋วเดินทางไปนรกให้ตัวเอง
แถมเดี๋ยวนี้คนเดินถนนมีแหล่งแจ้งจับกันง่ายๆ
ถ่ายรูปฟ้องตำรวจกันง่ายๆแล้ว
เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางแท้ๆ

ทั้งหมดที่ต้องทำ
ก็แค่มีอารมณ์ขัน สร้างเสียงหัวเราะเล็กๆให้คนเห็น
เหมือนตัวอย่างที่ผมได้เห็นกับตา
คนก็พร้อมจะควักกระเป๋าให้แบบไม่เสียดายแล้ว
ผมคนหนึ่งล่ะ บอกตัวเองว่า
ถ้าเขาคลานมาที่ผม
ผมก็หยิบเหรียญหน้ารถให้เขาแน่

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากขอทานวงเวียนใหญ่ในเวลาสั้นๆ
คือ การมีความเป็นตัวของตัวเอง
กระทั่งหลุดจากกรอบจำกัดทางความรู้สึกว่า
ตัวเองต้องเป็นอะไรอย่างหนึ่งตามๆเขา
เช่น เป็นขอทาน ต้องทำท่าน่าสงสารเหมือนขอทาน
จริงๆแล้วจะสร้างความเป็นผู้ให้ความบันเทิง
ขึ้นมาบนถนนบ้างก็ได้
ผู้คนที่กำลังเบื่อๆกับรถติด
จะได้รู้สึกมีชีวิตชีวาแบบไม่คาดฝันกันไปด้วย

และเช่นกัน
ทุกวงการรอความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ผลอยู่ทุกวัน
เสียแต่ว่า กรอบจำกัดอันเกิดจากการรู้สึกตามๆกัน
เป็นเขื่อนใหญ่กั้นขวางไม่ให้ความคิดสร้างสรรค์
ไหลมาเทมาได้ง่ายดายนัก
ความคิดสร้างสรรค์ง่ายๆที่ได้ผลจริงของคุณ
อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแบบคาดไม่ถึง
ซึ่งแค่เต็มใจโฟกัสกับงานตรงหน้าดีๆ
แล้วถามตัวเองว่า อยากให้เกิดอะไรขึ้น
ในแบบที่คุณเองหายเบื่อ
และเป็นไปเพื่อให้คนอื่นยิ้มออก!

เปลี่ยนความเข้าใจผิดเป็นสายใยผูกพัน

151215

คนเราไม่มีทางเข้าใจกันถูกตลอดเวลา
อาจต้องมีการตีความคำพูดผิดบ้าง
ตีความเจตนาผิดบ้าง
ตีความสีหน้าท่าทางผิดบ้าง
บางทีหน้าบึ้งค้างมาจากที่อื่น
ก็นึกว่าเพิ่งมาจงใจทำหน้าบึ้งใส่ฉัน
บางทีเขาพูดเล่นเพื่อช่วยกู้หน้าแท้ๆ
กลับไพล่ไปคิดว่ามันซ้ำเติมเรานี่หว่า
หรือบางทีกล่าวพาดพิงนิดหน่อย
แต่สำคัญว่ากะแทงข้างหลังให้ตาย
สารพัดอาการคิดไปเอง
อันจุดชนวนมาจากการไม่รู้ใจกัน
แล้วด่วนสรุปตัดสินกันด้วยอารมณ์

เมื่อทำงานด้วยกัน
ทุกคนจะมีความผูกพันกันระดับหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะผิวเผินหรือลึกซึ้ง
เมื่อเข้าใจผิดกันแล้ว
ก็มักมาถึงจุดตัดสินว่า
จะสนิทขึ้นกว่าเดิม รู้ใจกันจริง
หรือร้าวฉาน มองหน้ากันไม่ติดไปเลย

สมัยนี้โอกาสที่จะผิดใจ
แล้วบาดหมางชนิดไม่เผาผีกัน
มีมากกว่าจะร่วมมือประสานไมตรี
อาจเพราะเสพติดความรุนแรงจากสิ่งแวดล้อม
พอมีเรื่องนิดเรื่องหน่อยขึ้นมา
จึงเลือกใช้สายตาที่ไม่เป็นมิตร
หรือเค้นสำเนียงของคนคิดเอาชนะกัน
หรือเฟ้นคำของคนเป็นศัตรูอยากทิ่มแทงกัน
หรืออย่างน้อยก็มีท่าทีแบบเด็กเตะมาเตะกลับ
ถ้าโดนเล่นก่อนก็ขอเอาคืนบ้าง
ไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอย่างเดียวเด็ดขาด

นั่นนับเป็นการพลาดโอกาสเหมาะ
ที่จะได้เพื่อนดีๆเพิ่มขึ้นอีกคน
หรือถึงขั้นพลาดโอกาสเดียว
ที่จะได้เพื่อนแท้ในที่ทำงาน
เพราะจริงๆแล้วการเข้าใจผิดกัน
ก็คือการมาถึงจุดหนึ่งของความสัมพันธ์
ที่จะทำความเข้าใจกันมากขึ้น
คนเราจะรู้สึกดี รู้สึกเห็นใจกัน
ก็เมื่อเข้าถึงใจกันจริงมิใช่หรือ?

ความเข้าใจผิดที่พลิกกลับเป็นเข้าใจถูก
ก็เหมือนกลับด้านความรู้สึกจากหัวเป็นก้อย
จากทึบเป็นโล่ง จากมืดเป็นสว่าง
ความเข้าใจผิดเคยให้ความรู้สึกแย่ขั้นใด
เมื่อเข้าใจกันถูกก็ให้ความรู้ดีขั้นนั้น
ขอเพียงพูดกันตรงไปตรงมา พูดเข้าจุด
ไม่อ้อมค้อมชักแม่น้ำทั้งห้าด้วยทิฐิมานะ
ใช้สายตาที่อ่อนโยนแบบมิตร
เปล่งสำเนียงแบบคนที่อยากประนีประนอมกัน
เลือกสรรคำแบบคนที่ไม่อยากเป็นศัตรูกัน
หรือกระทั่งยอมถอยก้าวหนึ่งบ้างเมื่อถูกรุก
เพื่อรอจังหวะสลายอารมณ์คุกคามของอีกฝ่าย
โดยไม่ต้องตีกันให้แตกหักไปข้าง

มุมมองและการทำไว้ในใจสำคัญมาก
ถ้าหวังให้ลงเอยดี มักลงเอยได้ดี
หรืออย่างน้อยก็ดีขึ้นกว่าหวังร้ายแต่แรกแน่!

อะไรจะเกิดขึ้นหลังคุณถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑?

081215

สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของ
คนที่ได้เงินรางวัลก้อนใหญ่จากลอตเตอรี่
เปลี่ยนจากยากจนเป็นร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
ไม่ว่าหลักสิบล้านบาทในไทย
หรือหลักร้อยล้านเหรียญในต่างประเทศ
จะมีรูปแบบเหมือนๆกันหมด คือ

) ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
คือช่วงพบกับประสบการณ์แปลกใหม่
ความรู้สึกราวจิตหลุดจากร่างเดิม
โลดลิ่วขึ้นสู่หลังคาโลก
หรือตื่นขึ้นมาเห็นโลกต่างจากเดิมเป็นคนละใบ
อยากได้อะไรดูเป็นไปได้หมด
ซื้อทุกอย่างที่อยากได้
ปิดทุกหนี้ที่เคยติดค้าง
ย้ายบ้านใหม่ เปลี่ยนรถใหม่
เริ่มพบกับสังคมใหม่
รวมทั้งอาจต้องสลัดจากสังคมเดิม
ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวานอาจกินเวลาสั้นๆ
บางคนหนึ่งเดือน บางคนหกเดือน
จากนั้นจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่

) ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ขม
คือช่วงพบกับสิ่งรบกวนจิตใจ
อันถูกดึงดูดมาโดยลาภก้อนโตนั่นเอง
เช่น ได้พบว่าบ้านหรูและรถแพง
เต็มไปด้วยปัญหาและค่าใช้จ่าย
ที่ไม่เคยพบจากบ้านเดิมและรถเก่า
ได้รับการเสนอที่ไม่รู้จะสนองอย่างไร
อันไหนของจริง อันไหนต้มตุ๋น
ได้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์
ได้เห็นการรักการบูชาอย่างไม่เคยเป็น
ได้พบกับญาติที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ได้กระอักกระอ่วนตอนโดนกู้เงินก้อนโตจากคนสนิท
บ่อยเข้าก็เบื่อหน่าย รู้สึกโลกกลวงว่างและลวงตา
แต่ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ขมอาจไม่นานนัก
มาเร็วไปเร็วไม่ต่างจากน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
เพื่อเข้าสู่ช่วงที่

) ช่วงเลือกทางสองแพร่ง
คือช่วงตัดสินว่าจะให้เงินควบคุมชีวิต
หรือจะควบคุมชีวิตโดยใช้เงินเป็นเครื่องมือ
คนที่ไม่รู้วิธีสร้างเงินก้อนใหญ่ด้วยมือตนมาก่อน
มักมีแต่จินตนาการพร่าเลือนว่า
ชีวิตตนสุขแล้ว สบายแล้ว
เพราะมีเงินเท่ากองภูเขาเลากา
ใช้เท่าไหร่ก็ได้ไม่มีวันหมด

ส่วนคนเคยรู้วิธีสร้างเงินก้อนโตด้วยน้ำพักน้ำแรงมาบ้าง
จะมีระบบวิธีคิดที่ชัดเจน
โดยเริ่มสำรวจว่าเงินเหลือเท่าไร
ควรกันไว้เป็นกองทุนอุ่นใจประมาณใด
ออมเงินหรือลงทุนหุ้นระยะยาวจะได้คืนขั้นต่ำขนาดไหน
ในที่สุดก็อยู่ตัว จัดระบบใช้จ่ายเข้าที่เข้าทาง
ไม่ขาดไม่เกินตามที่วางแผนที่จะควบคุมมัน
ใช้ชีวิตแบบคนมีเงินจำกัดก้อนหนึ่ง
ซึ่งรู้ตัวว่ามีสิทธิ์เพิ่มกว่านี้
หรือรักษาไว้ให้ได้ระดับประมาณเดิม
เท่าที่ความรู้ความสามารถจะอำนวย

) ช่วงลงนรกหรือขึ้นมาอยู่กับโลกความจริง
คือช่วงยาวๆที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตที่เหลือ
สำหรับคนส่วนใหญ่
จะเลือกผลาญเงินรางวัลจนหมด
บางคนใช้เวลาหลายปี
ขณะที่บางคนใช้เวลาแค่ไม่กี่เดือน
เพราะที่ผ่านมารู้แต่วิธีใช้เงิน
ไม่เคยรู้วิธีหาเงิน
อย่างมากสิ้นเดือนก็รับเงินเดือนตามข้อตกลงจากนายจ้าง
ดังนั้น จึงรู้สึกว่าฝันดีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นฝันร้ายที่รับไม่ได้
ตอนเห็นเงินหมดเกลี้ยงไปจากบัญชี
และมักคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่จริง เป็นไปไม่ได้
ฉันไม่ได้มีแค่นี้ เงินหายไปไหนหมด?
ต้องเกิดเรื่องผิดปกติแน่ๆ จะเอาคืนยังไงดี? ฯลฯ
ชีวิตถัดจากนั้นจะเหมือนลงนรก
บางคนเข้าบ่อนพนัน บางคนติดยา
บางคนจมไม่ลงต้องกู้ยืมแบบดอกโหด
บางคนเหม่อลอยเงียบเชียบ
บางคนพร่ำเพ้อทั้งวัน
แต่โดยรวมคืองงจนไม่รู้จะงงยังไง
ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตต่อ

สำหรับคนส่วนน้อย ซึ่งหายากแสนยาก
ที่เลือกเก็บเงิน และลงทุนหาเงินเพิ่ม
จะเริ่มเคยชินและรู้สึกเฉยๆกับความจริงตรงหน้า
ชีวิตที่อาจเคยลำบาก นับเป็นฝันร้ายที่ผ่านไป
ตอนนี้ตื่นขึ้นมาอยู่กับสิ่งที่ไม่ใช่ฝัน
ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นหรือชวนให้หวาดผวาอีกแล้ว
ญาติจอมปลอมที่เฝ้าขอแบ่งลาภก็ทยอยหายไป
หลังจากเจอวิธีปฏิเสธของคนใช้เงินเป็น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ
เกิน 90% ของคนในโลก
ไม่อาจสัมผัสประสบการณ์ทั้ง ช่วงข้างต้นได้
แต่ก็คงเกิน 90% ของคนในโลก
เฝ้ารอคอยทั้งชีวิตที่จะได้สัมผัสกับเขาบ้าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ประสบการณ์ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวาน
ซึ่งถ้าเกิดได้ขึ้นมาจริงๆ
ก็เหมือนรอลงนรกดีๆนี่เอง

ส่วนคนจำนวนน้อยไม่ถึง 10%
ที่ไต่ระดับจากการเป็นลูกน้องดีๆ
ขึ้นมาเป็นหัวหน้าเด่นๆ
หรือจากลูกจ้าง กลายเป็นเจ้านาย
จากรับเงินเดือน มากินกำไร
ถ้าถูกลอตเตอรี่ขึ้นมา จะรางวัลใหญ่ขนาดไหนก็ตาม
ในที่สุดจะผ่านช่วงต่างๆ
เข้าสู่ช่วงอยู่กับโลกความจริงได้อย่างราบรื่น

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือ ชนกลุ่มน้อยที่ว่านี้
หลายคนแม้ไม่ถูกลอตเตอรี่เลย
ในที่สุดก็มีเงินยิ่งกว่าคนถูกลอตเตอรี่ได้
อาจจะค่อยๆมีขึ้นมาทีละน้อย
ไม่รู้สึกถึงการพลิกผันรุนแรง
ไม่ต้องเข้าสู่ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์หวานขม
ไม่ต้องตั้งสติจัดการระบบการเงิน
แค่ต้องตั้งสติในช่วงแรก ตั้งเป้าให้สมตัว
ทำสิ่งที่ถนัดจนเก่ง จนมีไอเดียเป็นของตัวเอง

สรุปให้สั้นที่สุด คือ
ถ้ามีความคิดสร้างตัวเกิดขึ้นในหัว
คุณโชคดียิ่งกว่าได้รางวัลที่หนึ่งแล้ว!

มูลค่าของการรับปาก

011215

เด็กที่พูดได้แบบผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้หาง่าย
แต่เด็กที่รับผิดชอบแบบผู้ใหญ่
ยังไงก็หายากอยู่

ผู้ใหญ่ที่พูดแบบเด็กๆหายาก
แต่ผู้ใหญ่ที่ปัดความรับผิดชอบแบบเด็กๆ
เดี๋ยวนี้หาง่ายขึ้นทุกวัน

ความรับผิดชอบ
ไม่ได้สะท้อนเพียงว่า
เราให้ค่ากับใครแค่ไหน
แต่สะท้อนด้วยว่า
เราสร้างค่ากับตัวเองเพียงใด

ถ้าไม่รู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอจะต้องทำตามคำพูด
คนเราจะพูดอะไรก็ได้
แล้วทำตามที่อยากทำ
หรือทำตามที่จะฉวยประโยชน์เฉพาะหน้า

ยิ่งไม่ทำตามที่พูดมากขึ้นเท่าไร
ความรู้สึกถึงค่าของตัวตนยิ่งลดลงเท่านั้น
ตามมูลค่าของสิ่งที่รับปากไว้
หรือมูลค่าของผลประโยชน์ที่รับมา

ต่อเมื่อทำตามที่พูด
แม้ไม่อยากทำ แม้ต้องเสียประโยชน์
มูลค่าของประโยชน์ที่เสียไป
จะยิ่งถูกตีค่า มีราคาเกินจริง
รู้สึกได้ และภูมิใจในตัวเองได้
โดยเฉพาะในระยะยาว!

สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้ออกแบบไอโฟน

12294760_976982349025590_1944809629436149231_n

ไอโฟนทำให้โลกรู้จัก สตีฟ จ็อบส์
สตีฟ จ็อบส์ ทำให้โลกรู้จักงานอีกประเภทหนึ่ง
ที่เรียกว่างานสร้างวิสัยทัศน์
หรืออีกนัยคืองานสร้างมุมมองที่แตกต่างและใช้ได้จริง

ถ้ามีวิสัยทัศน์แตกต่างจากโลกใบเดิม
และที่สำคัญคือดีกว่าโลกใบเดิม
คุณมีสิทธิ์ทำให้เกิดโลกใบใหม่ขึ้นมาได้จริงๆ!

โจทย์สำคัญคือ
ทำอย่างไรจะมีวิสัยทัศน์ได้แบบ สตีฟ จ็อบส์?

เดี๋ยวนี้รัฐบาลจีนเริ่มตั้งคำถามว่า
ประชากรเป็นพันล้านของพวกเขา
ทำไมไม่เคยมีคนแบบ สตีฟ จ็อบส์ แม้แต่หนึ่งเดียว
ประธานาธิบดีโอบามาเองก็บอกว่า
อเมริกาต้องการคนแบบ สตีฟ จ็อบส์ เพิ่ม
ไม่ใช่ตายแล้วสูญพันธุ์ไปเลย
หาใครมาแทนไม่ได้อีก

สิ่งที่จ็อบส์มี และยากที่ใครจะลอกเลียน ได้แก่
ความรู้สึกว่าอะไรใช่ อะไรยังไม่ใช่
และนั่นก็เป็นเสาหลักในการออกแบบสินค้า
ของแอปเปิ้ลมาจนถึงทุกวันนี้
ถ้าดูแล้วยังไม่จับใจ ยังไม่เรียบง่าย
ยังใช้ไม่ได้จริง ก็จะยังอยู่ในห้องแล็บต่อไป
จะต้องรอดีไซน์ หรือรอเทคโนโลยีอีกกี่ปีก็ช่าง

ความรู้ที่ สตีฟ จ็อบส์ กระหายจะเรียนตั้งแต่ยังวัยรุ่น
คือ หลักการดีไซน์
มันทำให้เขาได้หลักในการสร้างภาพในหัวอย่างมีศิลป์
และตัดสินได้อย่างมีเหตุผลว่า
อะไรสวย อะไรไม่สวย
เส้นสายหรือสีสันไม่ถูกส่วนอย่างไร
วัสดุที่ใช้เข้ากันหรือไม่เข้ากันกับดีไซน์
รูปแบบอักษรให้ความรู้สึก
เป็นไปในทางเดียวกับดีไซน์หรือไม่ ฯลฯ

นอกจากนั้น
สตีฟ จ็อบส์ ยังมีสิ่งที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ
และยากจะเข้าถึง
ผมขอเรียกสิ่งนั้นว่า Apple Zen

จ็อบส์ รักเซน และพยายามเข้าให้ถึงเซน
เช่น เคยนั่งจ้องกำแพงว่างเป็นวันๆ
ด้วยความพยายามจะอ่านจิตอันยุ่งเหยิง
จนกว่าจะพบความว่างในตน แบบที่ครูเซนสอน

ความว่างแบบเซนทำให้เขา
รู้จักกับความรู้สึกชนิดหนึ่ง
ที่กลายเป็นรสนิยมในการออกแบบเฉพาะตัว คือ
เรียบง่าย ได้จังหวะลงตัว
มองแล้วรู้สึกสงบ ไม่ยุ่งเหยิง
ซึ่งสมองคุณจะตัดสินดีไซน์ประเภทนี้ว่า
สวยและน่าใช้

สตีฟ จ็อบส์ ไม่ได้ออกแบบไอโฟน
แต่ไอโฟนเกิดจากไอเดียทางจิตแบบเซนของเขา
เขาให้วิสัยทัศน์แก่คนออกแบบว่า
มือถือของแอปเปิ้ลต้องใช้ง่าย ใจสงบ ไม่ยุ่งเหยิง

เวลาคุณมองไอโฟน
ทั้งวัสดุ การดีไซน์ และสัดส่วน
จะทำให้คุณรู้สึกไปในทางเดียว
คือ เรียบ หรู น่าจับต้อง
มีปุ่มใหญ่หาง่ายให้กดเด่นชัด
ต่างจากโทรศัพท์ก่อนหน้านั้น
ที่มีสารพัดปุ่มกดยาก ในตำแหน่งหายาก

เวลาคุณจะใช้งานไอโฟน
คุณเห็นแต่ไอคอนเหมือนกันไปหมด
ไม่ต้องคิดอะไรมาก
แตะไอคอนแล้วได้ใช้งานทันที
นั่นคือสิ่งที่นักออกแบบโทรศัพท์อื่นไม่คิด
แม้แต่ทุกวันนี้ แอนดรอยด์ก็มีทั้งรูปไอคอน
มีทั้งรูปปฏิทิน มีทั้งรูปนาฬิกา
กับอะไรต่างๆปนกันในหน้าเดียว
ให้ความรู้สึกยุ่งเหยิงกว่าหน้าจอไอโฟนเยอะ
แม้กำจัดทิ้งได้ ก็ต้องเรียนรู้วิธีกำจัดกันก่อน
คนส่วนใหญ่จึงรู้สึกเปรียบเทียบว่า
ไอโฟนใช้ง่าย โทรศัพท์แอนดรอยด์ใช้ยาก

ถ้าจะฝึกสร้างวิสัยทัศน์แบบ Apple Zen
ก็ต้องหัดสังเกตง่ายๆว่า
รูปแบบใด ทำให้เกิดการตอบสนองทางใจ
เป็นความรู้สึกสงบ ไม่ยุ่งเหยิง
ตลอดจนมีความสุขที่จะมอง
มีความพึงพอใจที่จะจับต้อง และใช้งานได้จริง
ตัวอย่างที่คุณเห็นได้ด้วยตนเองทันที คือ
การมีพื้นที่โต๊ะทำงานที่ว่าง
มีอุปกรณ์ทำงานที่จำเป็นน้อยชิ้นที่สุด
หาตู้หาลิ้นชักมาซ่อนสิ่งที่ยังไม่ต้องใช้ให้หมด
แล้วสังเกตใจตัวเองดูว่า ว่างโล่ง
อยากทำงานกับโต๊ะเดิมมากกว่าเมื่อยังรกแค่ไหน
ช่วยให้คุณโฟกัสกับงานเฉพาะหน้าดีขึ้นเพียงใด

จากนั้น ไม่ว่าจะผลิตงานใดจากโต๊ะว่างและใจว่าง
ให้คำนึงเสมอว่า งานของคุณเรียบง่าย สบายตา
เห็นสิ่งที่ต้องเห็นได้ชัดเด่น เข้าใจง่ายหรือยัง
เมื่อฝึกสั่งสมจนเกิดการตัดสินได้แม่นยำว่า
อะไรใช่ อะไรไม่ใช่
วันหนึ่งจะมีวิสัยทัศน์เฉพาะตัวคุณขึ้นมาเอง
โดยไม่ต้องพยายามเลียนแบบ สตีฟ จ็อบส์ กัน!

สัญญาณบอกแววเบื่องานชั่วชีวิต

12249775_973870542670104_7807597461030033826_n

ความเคยชินผิดๆ
ที่เมื่อเคี่ยวจนข้นแล้ว
กลายเป็นความเบื่องานจุกอก
ถอดถอนจากใจแสนยาก ได้แก่

อยากได้เงินเดือนขึ้นสองเท่า
แต่ปริมาณงานลดลงครึ่งหนึ่ง
(บ่งว่าใจไม่เคยอยากอยู่กับงานที่เป็นจริง
เอาแต่อยากได้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้)

เกลียดความจำเจ
แต่ก็กลัวความเปลี่ยนแปลง
(งานเดิมแย่แค่ไหน
ก็ไม่กลัวเท่าความยากตอนปรับเปลี่ยน)

วนเวียนคิดถึงการเปลี่ยนที่ทำงานใหม่
แต่ไม่เคยคิดถึงวิธีการทำงานใหม่ๆ
(หวังน้ำบ่อหน้า กะให้ที่ใหม่ยกระดับชีวิต
ไม่คิดยกระดับตัวเอง ทำน้ำบ่อนี้ให้ดีขึ้นบ้าง)

เมื่ออยากได้ดีเท่าคนที่เก่งกว่า
จะหาช่องด่าเพื่อให้เขาดูด้อยกว่าตน
(พัฒนาความเก่งในทางจับผิดคนอื่น
แทนการหาวิธีก้าวหน้าให้ถูกทางของตน)

ช่วยกันรักษาวัฒนธรรมการโยนขี้ใส่คนอื่น
ไม่ชวนกันสร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วมกัน
(นิสัยที่ทำให้เบื่อตัวเองอย่างสุดซึ้ง
คือต้องทำเป็นหน้าหนา ปัดความผิดโดยไม่รู้สึกผิด)

กลัวผิดเมื่อต้องออกไอเดีย
กลัวไม่ได้หน้าเมื่อไอเดียใครสำเร็จ
(ไอเดียนำไปสู่ความท้าทายใหม่ๆ
ลอกง่าย คิดเองยาก เพราะไม่กล้าคิด)

บอกตัวเองซ้ำๆว่า ไม่รู้จะทำอะไรให้ดีขึ้น
เคยชินกับท่าเดินเหมือนหุ่นยนต์เข้างาน
(ตอกย้ำความรู้สึกนึกคิดแบบไหนทุกวัน
วันหนึ่งมันจะกลายเป็นคุกไร้ทางหนี)

แข่งกับคนอื่น vs แข่งกับตัวเอง

111015

ถ้าอยากแข่งกับคนอื่น
มีคนพร้อมให้คุณแข่งมากมาย
เพื่อจะได้รู้ในที่สุดว่า เก่งแค่ไหน
ก็ต้องรู้จักกับคำว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า

แต่ถ้าอยากแข่งกับตัวเอง
มีเพียงคุณคนเดียวให้แข่งด้วย
เพื่อจะได้รู้ในที่สุดว่า
วันนี้ดีกว่าเมื่อวานแค่ไหน

นับแต่เด็กจนโต
โลกจะบีบให้คุณต้องแข่งกับคนอื่น
ซึ่งคุณก็จำต้องใช้สองมือสองเท้า
หรือหนึ่งสมองสองมือไปแข่งกับเขา
แล้วได้ผลลัพธ์เปรียบเทียบว่า
ใครเหนือกว่า ใครด้อยกว่า เป็นธรรมดา

คนเราย่อมเป็นทุกข์เมื่อพบว่า
ตนเองด้อยกว่าเขา แพ้เขา
แล้วก็ย่อมเป็นสุขเมื่อพบว่า
ตนเองเหนือกว่าเขา ชนะเขา

แต่ถ้าใจของคุณหันมาตั้งข้อสังเกต
เปรียบเทียบตัวเองวันนี้กับเมื่อวาน
มุมมองและความรู้สึกของคุณจะค่อยๆต่างไป คือ
ความทุกข์จะเกิดเมื่อพบว่าตนเองย่ำอยู่กับที่
รู้เท่าเดิม เก่งขึ้นๆลงๆเหมือนเดิม
ส่วนความสุขจะเกิดได้
ก็ต่อเมื่อพบว่าตนเองรุดหน้าไปเรื่อยๆ
รู้มากขึ้น ฝึกมากขึ้น ทักษะมากขึ้น เก่งมากขึ้น

มุมมองชีวิต คือสิ่งที่กำหนดว่า
สุดท้ายคุณจะเอาอะไรจากชีวิต

คนที่แข่งกับตัวเอง จะรู้จักตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ
แล้วเกิดมุมมองจากจุดที่ตนยืนอยู่
กระจ่างชัดพอจะคิดสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ
กลั่นผลงานอันเป็นเอกลักษณ์
ออกมาจากความเป็นตัวเองโดยไม่ต้องลอกใคร
เพราะอย่างไรไอเดียก็ถูกต่อยอดวันต่อวันอยู่แล้ว
แม้มองคนอื่น ก็มองเพื่อดึงส่วนดีที่สุดของเขา
มาผสานกับส่วนดีที่สุดของตน
จนเกิดรูปแบบใหม่ ไม่ใช่เกิดแต่ของรีไซเคิล
ถึงจุดหนึ่ง ก็รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวไร้คู่แข่ง
ดังนั้น คนแข่งกับตัวเองจึงเป็นพวกที่
มีสิทธิ์พบงานอันเป็นที่รักโดยง่าย
กับทั้งมีความพอใจในตนเองสูงสุด

ส่วนคนที่เอาแต่แข่งได้ชิงดีกับคนอื่น
จะรู้จักแต่วิธีเอาชนะ วิธีแก้หน้า วิธีเอาคืน
หรือไม่ก็วิ่งวุ่นสร้างความสำคัญให้ตัวเอง
โดยเอาความเหนือกว่าด้อยกว่าเป็นตัวตั้ง
ถ้าจะคิด ก็คิดแต่อะไรที่คนอื่นพากันคิดๆอยู่
เห็นแต่อะไรที่คนอื่นเห็นกันไปหมดแล้ว
เพราะทุกคนมองออกข้างนอกไปยังจุดเดียวกัน
คือเส้นชัยที่ไร้ตัวตน
ไม่ได้มองเข้าข้างใน
คือความเป็นตัวของตัวเองที่จับต้องได้
ดังนั้น คนที่ชอบแข่งได้ชิงดี
จึงยากจะพบงานอันเป็นที่รัก
และต้องทนทุกข์กับการแพ้ชนะที่น่าเบื่อไม่รู้จบ!

ไม่มีเจ้านายดีๆจากการเป็นลูกน้องแย่ๆ

02-Tuesday---Working

เจ้านายดีๆในอุดมคติ คือ
คนฉลาด คิดได้ก่อนใคร ตั้งเป้าเป็น
ถามเข้าเป้า วางแผนเก่ง อ่านเกมขาด
สั่งชัดเจนแล้วไม่ลืม ไม่กลับไปกลับมา
ตัดสินใจถูกมากกว่าผิด
ยอมรับผิดโดยไม่เสียความสง่า
เป็นแรงบันดาลใจให้คนมุมานะ
ทรงพลังน่าอบอุ่นยามเกิดปัญหา
ครองใจคนด้วยการรู้จักช่วย
ไม่ใช่เอาแต่ใช้
ติติงด้วยข้อคิดที่ทำให้กลับไปคิดค้น
ไม่ใช่เอาแต่ด่าทอให้กลับไปคิดแค้น
ส่งเสริมให้คนอื่นได้หน้า
ไม่ใช่เอาหน้าให้แต่ตนเอง

เจ้านายในอุดมคตินั้นดูได้ง่าย
คือ ทำให้ลูกน้องอยากเชื่อฟัง
นับตั้งแต่เจอกันวันแรก
เพียงสบตาและฟังน้ำเสียง
กับทั้งยิ่งนึกเคารพรักในวันต่อๆมา
ด้วยเมตตาที่คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยน

แต่เมื่อพินิจดูคุณสมบัติ
ของเจ้านายในอุดมคติแต่ละข้อแล้ว
คุณจะพบว่าไม่มีข้อไหน
ที่เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ
ต่อให้เรียนจบจากสถาบันเจ้านาย
หรือโรงเรียนผู้นำล้ำเลิศใดๆ
ก็ไม่มีใครเป็นเจ้านายในอุดมคติ
ขึ้นมาจากการทำข้อสอบในชั้นเรียนได้
มีแต่ต้องทำข้อสอบภาคสนาม
จากช่วงชีวิตการเป็นลูกน้องกันทั้งนั้น

ลูกน้องที่มีโชค
คือผู้ที่ได้เจอเจ้านายในอุดมคติ
ได้รับการถ่ายทอดความเป็นนายดีๆ
แล้วกลายเป็นเจ้านายดีๆตาม

ลูกน้องที่มีดี
คือผู้ที่แม้เจอเจ้านายในฝัน <ร้าย>
ผู้เป็นยอดแห่งอัปมงคลในชีวิต
ก็สามารถคิดได้เอง เห็นได้เองว่า
จะไม่รับเชื้อร้ายชนิดไหนมาจากนายตน
แค่ตั้งใจจะไม่รับเชื้อร้ายจากนายเลว
คุณก็เพาะเชื้อความเป็นนายดีขึ้นในตัวแล้ว

ส่วนลูกน้องที่ไม่มีโชค และไม่มีดี
คือผู้ที่ไม่ยอมรับสภาพการเป็นลูกน้อง
ไม่ต้องการเรียนรู้อะไรจากการเป็นลูกน้อง
ไม่มีความสุขกับการเป็นลูกน้องแม้แต่วันเดียว
เพราะใจแข็งขืน อัตตาแรง
อยากเป็นเจ้านายเลยตั้งแต่วันแรก
อย่างนี้ถ้าเจอเจ้านายเลว
ก็รับเชื้อเลวมาครบ
หรือแม้เจอเจ้านายดี
ก็ไม่รับเชื้อดีมาสักข้อ

ถ้าทั้งโลกเต็มไปด้วยคนหวังเจอนายดี
แต่ไม่มีใครพยายามเป็นลูกน้องที่ดีเลย
ในที่สุดเจ้านายดีๆจะเป็นแค่เทพในตำนาน
เชื่อๆกันว่าเคยมี แต่ไม่มีใครรู้ว่าสมัยไหน!

พรสวรรค์

gifted

ใจคนเราจะโฟกัสเป็นสมาธิได้อยู่กับงานที่ง่าย
แล้วก็มีความน่าสนใจ
ดังนั้น สัญญาณบอกว่า คุณเจองานอันเป็นที่รักแล้ว
ก็คือสิ่งที่ไม่ทำให้รู้สึกว่าเป็นงาน
แต่เป็นเรื่องเล่นที่ดึงดูดใจให้คุณ
เกิดสมาธิได้อย่างต่อเนื่อง

บันไดขั้นแรกของการพบกับสิ่งนั้น
อาจเป็นการจับจุดบางอย่างถูก
แล้วเห็นเป็นเรื่องหมูมาก
อีกทั้งอยากอยู่กับเรื่องหมูๆนั้นทั้งวัน

ความต่อเนื่องคือความก้าวหน้า
เมื่อก้าวหน้าถึงจุดหนึ่ง
แล้วเกิดข้อสงสัยว่า
จะใช้สิ่งนี้เป็นอาชีพได้หรือเปล่า
อย่าด่วนถามว่ามันขายได้ไหม?’
เพราะนั่นเป็นคำถามทางการตลาดที่คลุมเครือ
ไม่มีใครตอบถูก
ไม่มีใครคิดช่องทางขายให้ได้ทัน
และจะไม่มีใครเต็มใจทำโพลให้คุณแน่

ให้ถามตัวเอง แบบไม่เข้าข้างตัวเองว่า
สิ่งนี้ทำให้ใครมีความสุขได้บ้าง?
ทำให้ใครสนใจเท่ากับที่คุณสนใจได้บ้าง?
ทำให้ใครอร่อยเต็มปากเต็มคำได้บ้าง?
หรือทำให้ใครอยากมีโอกาส
สัมผัสงานของคุณให้เต็มไม้เต็มมือบ้าง?

ถ้าเล่นเปียโนตั้งแต่เด็กๆ
ยิ่งเล่นยิ่งต่อ ไม่ใช่เล่นไปแล้วตัน
ยิ่งเล่นยิ่งเพราะ ไม่ใช่ยิ่งเล่นยิ่งผิด
อีกทั้งสังเกตออกว่า
ใครได้ยินก็หยุดฟังอย่างตั้งใจและเป็นสุข
นั่นแหละ! นิมิตบอกว่าเปียโน
คืออาชีพที่คุณเอาดีได้แน่!

ถ้าชอบประดิษฐ์คิดค้นตั้งแต่ยังไม่ต้องหาเงิน
ยิ่งคิดยิ่งแตกกิ่งก้าน ไม่ใช่ยิ่งคิดยิ่งห่อเหี่ยว
ยิ่งทำยิ่งใช้ได้จริง ไม่ใช่ยิ่งทำยิ่งเกะกะรกเปล่า
อีกทั้งสังเกตได้ว่า คนเอาไปใช้แล้ว ติดใจใช้อีก
และจะยิ่งดีหากเขาติมาก
แต่ยังคงเดินหน้าใช้ต่อไม่เลิก
แถมถามหาเวอร์ชั่นใหม่เรื่อยๆอีก
อย่างนี้ให้รู้ตัวเลยว่า ของคุณมีดี
คุณมีสิทธิ์เป็นนักออกแบบ
นักประดิษฐ์ระดับข้ามชาติได้!

พรสวรรค์จะยื่นสิ่งที่ง่ายและน่าสนใจมาให้ทุกคน
แต่หนึ่งในร้อยหรือน้อยกว่านั้น
ที่ได้รับแรงเชียร์จากคนอื่นและตนเอง
ให้ฝักใฝ่ขวนขวายหาทางต่อยอดไปจนถึงที่สุด
ซึ่งถ้าใจไม่ถึง
ถ้าใจไม่ตื่นเต้นพอจะเคี่ยวความเก่งให้เข้มสุด
ในที่สุดใจก็ฝ่อ ไม่กล้าฝากความหวัง
ไม่เชื่อว่าสิ่งนั้นจะกลับมาเลี้ยงตนให้รอดได้
ดังนั้น ใครต่อใครจึงใช้ชีวิตตามๆกัน
เริ่มต้นก็ตั้งเป้าเข้าคณะอะไรดี
จบมาก็หาแต่ว่าที่ไหนให้เงินดี
ครั้นได้เข้างานก็เล็งดูว่าจะเกาะใครดี
กว่าจะตระหนักว่าอะไรดีๆไม่ได้อยู่นอกตัว
อายุงานก็ครอบให้โลกแคบลงมากแล้ว

ทุกที่ทำงาน ทุกออฟฟิศ
คุณจะพบใครบางคนมีความสามารถพิเศษ
มีคุณค่าเกินงาน เกินเงินเดือนของเขาไปมาก

บางคนสอนเก่ง พูดจาฉะฉาน อธิบายคำไหน
คนฟังเข้าใจกระจ่างคำนั้น จนคุณสงสัยว่า
ทำไมเขาไม่ไปเอาดีทางสอน
เป็นติวเตอร์ระดับประเทศไปเสีย?

บางคนไอเดียประหลาดล้ำ
คุณฟังแล้วตาโตทุกที
จนน่าสงสัยว่าทำไมเขาไม่ไปเอาดี
ทางงานสร้างสรรค์ระดับโลกเล่า?

เหตุผลง่ายๆที่ผู้คน
ติดอยู่กับงานแบบผิดฝาผิดตัว
คือ โฟกัสกับสิ่งที่ถนัดน้อยเกินไป
อุทิศชีวิตให้สิ่งที่ตนไม่ได้สนใจจริงๆมากเกินไป

ขี้เกียจไขว่คว้า! ขี้เกียจฝ่าฟัน! ขี้เกียจขยันต่อเนื่อง!

กลัวจะไม่เหมือนคนอื่น! กลัวจะไม่มีกิน! กลัวจะไม่ได้เก็บเงิน!

ในที่สุดก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนคนหนึ่ง
ที่ขี้เกียจทำสิ่งมหัศจรรย์ ขยันทำเรื่องธรรมดา
แล้วบ่นทุกวันว่า เมื่อไรเรื่องมหัศจรรย์แสนสนุก
จะเกิดขึ้นกับชีวิตธรรมดาๆที่น่าเบื่อนี้เสียที?

ชีวิตคนนั้นสั้น แต่แค่ใช้วันว่างสองสามวัน หรือปีสองปี
ถามตัวเองดีๆ อย่างไรก็ต้องได้คำตอบว่า
อะไรที่ง่าย และน่าสนใจสำหรับตัวเองบ้าง

คนที่บอกว่าหาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอ
มักปิดกั้นตัวเองอยู่กับสิ่งที่ไม่ถนัดสองสามอย่าง
ส่วนคนที่เจอง่าย คือคนที่ไม่ขี้เกียจเริ่มเรียนรู้ใหม่
และไม่กลัวจะถามตัวเองว่า
ถ้าวันนี้อยากให้อะไรใครเปล่าๆ
มีใครอยากยื่นมือมาขออะไรจากเราบ้าง?

ขี้เกียจแล้วอยากรวย คือนรกทางใจ

12108890_962117323845426_6396085243979904756_n

การมีเงินมาก อาจช่วยให้เป็นสุข
กับการได้กิน ได้เที่ยว และได้ช็อปตามใจ
แต่ไม่ได้ช่วยให้หายทุกข์จากการฟุ้งซ่าน
เหมือนฝันมั่วๆอยู่ตลอดเวลา

ความฟุ้งซ่าน รำคาญตัวเอง
เกิดจากการไม่มีงาน
ไม่มีเป้าหมายให้เดินไปข้างหน้า
เหมือนชีวิตย่ำอยู่กับที่
ต่อให้มีเงินมากแค่ไหน ก็ซื้อความสุข
อันเกิดจากความรู้สึกว่า
ตัวเองมีค่า มีผลงาน ไม่ได้
สวรรค์ทางใจจึงไม่ใช่การมีเงินมาก
แต่เป็นการมีงาน มีความรู้จักตัวเอง
มีความสำเร็จพอให้นับถือตัวเอง
ก่อนที่จะแอบเรียกร้องให้ใครเขามายอมรับตน

ยิ่งถ้าไม่มีเงิน แต่อยากได้เงิน
แถมไม่มีความคิดชัดเจนว่า
ตัวเองทำอะไรได้ดีที่สุด
คุณจะยิ่งค่อยๆสั่งสมความเคยชินกับการ
รอคนอื่นหยิบยื่นงาน ไม่คิดสร้างงาน
รอคนอื่นให้เงิน ไม่คิดหาเงิน
รอคนอื่นเห็นค่า ไม่คิดทำเรื่องมีค่า
คุณจะรู้สึกวันต่อวันว่า
เหมือนมีไฟร้อนลึกลับมาย่างสด
ข้างในเหมือนดิ้นรนทรมาน
หงุดหงิดกระสับกระส่ายตลอดเวลา
ยิ่งนานยิ่งร้อนขึ้น ไม่ค่อยจะลดลงเลย
นั่นแหละ นรกทางใจของจริง

การเป็นมนุษย์นั้นดีอยู่อย่าง คือ
ถ้ายังไม่ตาย ก็ขึ้นจากนรกได้ก่อนสาย
นรกทางใจเป็นบทลงโทษที่รู้เฉพาะตน
มีข้อดีคือ ปวดแสบปวดร้อนพอที่จะ
กระตุ้นให้สำรวจตัวเองได้ว่า
กำลังเดินผิดทางอยู่อย่างไร
ทำไมถึงเป็นอย่างนี้
เข็ดหลาบเสียทีไหม
หรือจะยังอวดเก่ง
ทะนงว่าดีอยู่แล้ว รู้หมดแล้วว่า
เป็นความผิดของแพะตัวไหนบ้าง

ลำดับขั้นที่จะขึ้นจากนรกทางใจ
อันดับแรกต้องมองให้ออกว่า
ทุนที่คุณมี ไม่ใช่แค่มือเท้า
แต่เป็นวิธีคิด วิธีรู้สึกเกี่ยวกับตัวเอง
คนส่วนใหญ่รู้สึกเกี่ยวกับตัวเองไม่ตรงจริง
สังเกตง่ายๆ บางทีรู้สึกเหมือนมีดีเกินๆ
แต่แล้วก็กลับกลอก
บางทีรู้สึกว่า ช่างไม่มีชิ้นดีอะไรเลย

ความรู้สึกที่กลับไปกลับมาเกี่ยวกับตัวเอง
ฟ้องว่าใจคุณยังไม่เสถียร
ถ้าไม่หลักลอยไร้จุดหมาย
ก็ทุ่มเทกับจุดหมายด้วยความคาดหวังผิดๆ
ฉะนั้น เมื่อใดรู้สึกเหม่อลอย เรื่อยเปื่อย
ปล่อยตัวดิ่ง ชอบเสพอารมณ์ท้อ
อยากเอาแต่เล่น อยากเอาแต่สนุก
ให้ทำเครื่องหมายไว้ในใจว่า
จิตแบบนี้ อาการแบบนี้แหละ
ต้นทางสู่ความเจ็บปวด
บันไดลงสู่นรกทางใจ

และเมื่อใดรู้สึกไฟลุกท่วม ตั้งใจทุ่มเท
คาดหวังจะเอาดีให้ได้ในสามวันเจ็ดวัน
ก็ให้ทำเครื่องหมายในใจไว้ด้วยว่า
จิตแบบนี้ อาการแบบนี้เลย
ต้นทางสู่การหมดแรง
เพื่อวกกลับไปสู่ความเหม่อลอย
ตลอดจนการจมอยู่ในรมณ์ท้อ

ความรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองที่ดีที่สุด ตรงที่สุด
เกิดขึ้นตอนที่คุณสนุกกับการทำอะไรอย่างหนึ่ง
รู้สึกว่ามีแรงที่จะทำ มีกำลังที่จะไปต่อ
สำคัญคืออยู่กับก้าวนี้ชัดพอ
ที่จะเกิดนิมิตทางใจเป็นฉากๆว่า
บันไดขั้นต่อไปอยู่ตรงไหน

ตอนสนุกทำอะไรอยู่เรื่อยๆได้เป็นปี
แล้วเห็นความสำเร็จ
เห็นช่องทางมาของรายได้
เห็นการยอมรับจากแวดวง
นั่นแหละความจริง ไม่ใช่ความฝัน
นั่นแหละสวรรค์ของการได้ขึ้นจากนรกทางใจ!

เงินเดือนในมุมต่าง

12112321

เมื่อเงินเดือนเหมือนกัน

แต่ข้อสังเกตต่างกัน
เงินเดือนจึงเป็นเส้นแบ่งข้าง
ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
โดยไม่มีข้างไหน
ช่วยปรับทัศนคติให้อีกข้างได้
อย่างไรก็ต้องระแวงไว้ก่อนว่า
จะโดนฝ่ายตรงข้ามเอาเปรียบ

นายจ้าง
คือกลุ่มคนจำพวกอยากได้กำไร
นั่นคือไม่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดแล้ว
แต่จะดิ้นรนเพื่อความมั่งคั่งกว่าที่เป็น

ลูกจ้าง
คือกลุ่มคนจำพวกอยากมีเงินใช้
นั่นคือยังต้องดิ้นรนเพื่อให้พออยู่พอกิน
หรือดิ้นรนเพื่อให้พอกับความอยากได้โน่นนี่นั่น

นี่คือรากความรู้สึก
อันเป็นรากของปัญหา

[นายจ้าง]
ส่วนใหญ่ตั้งต้นคิดถึงเงินเข้าเงินออก
จึงให้ความสำคัญกับตัวเลข
รายได้ต้องมากที่สุด
คือรีดพลังจากลูกจ้างให้มากที่สุด
ส่วนรายจ่ายต้องน้อยที่สุด
คือให้เงินเดือนลูกจ้างน้อยที่สุด

[ลูกจ้าง]
ส่วนใหญ่ตั้งต้นคิดถึงเงินเดือน
เปรียบเทียบกับราคากลางสำหรับตำแหน่งหนึ่งๆ
แล้วความรู้สึกขัดแย้งก็งอกเงยออกมาจากตรงนั้น
เช่น ตำแหน่งเดียวกัน ความสามารถไม่เท่ากัน
ทำไมต้องได้ค่าตอบแทนเท่ากัน?
อยู่ดึกแค่ไหน เหนื่อยสายตัวแทบขาดเท่าใด
อย่างมากก็ได้เป็นโอที
ทำไมไม่ใช่การยกระดับฐานะทางการเงิน?

ถ้าจะให้นายจ้างและลูกจ้างเป็นพวกเดียวกัน
มุมมองและความรู้สึกต้องต่างไป ขุดกันให้ถึงราก

[นายจ้าง]
ต้องมองว่าตัวเอง
มีสิทธิ์แบ่งความรู้สึกเป็นเจ้าของ
และความรู้สึกเป็นเจ้าของก็ไม่มีอะไรดีกว่ากำไร
ใครทำกำไรให้มาก คนนั้นควรได้ส่วนแบ่งมาก
นี่เป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานที่รู้กันทั่วไป
แต่ไม่ได้เห็นกันทุกที่
เพราะนายจ้างส่วนใหญ่เห็นหัวคนตามตำแหน่ง
ไม่สละเวลามองให้เห็นคนตามความสามารถ
คิดแค่ว่า เงินเดือนเท่ากัน
ใครทำงานดีกว่า ก็เอาคนนั้นไว้
หรือหนักกว่านั้นคือใครประจบเก่งกว่า ถูกใจกว่า
ก็ค่อยปูนบำเน็จให้คนนั้น

[ลูกจ้าง]
ต้องมองว่าตัวเองกำลังเรียนรู้วิธีเป็นนายจ้าง
พูดง่ายๆ ทุกคนควรตั้งธงว่า
วันหนึ่งจะต้องเป็นเจ้าของให้ได้
ไม่ใช่คิดแต่จะเป็นลูกจ้าง
หวังโอที ฝันถึงโบนัสตลอดไป
เมื่อตั้งธงไว้ว่าจะเป็นนายจ้าง
ถึงจะมององค์กรเป็นโรงเรียน
ที่มีคนออกทุนให้เรียน
ไม่ใช่ทัณฑสถาน
ที่มีแต่ผู้คุมคอยบงการใช้งานนักโทษ
จากนั้นจะเกิดมุมมองตามมาเองว่า
ถ้ารู้วิธีทำให้คนอื่นรวยขึ้นได้
วันหนึ่งก็จะรู้วิธีทำให้ตัวเองรวยขึ้นได้เช่นกัน
นี่เป็นแบบฝึกหัดของจริง ไม่ใช่จิตวิทยา
ไม่ใช่การตั้งตารอว่าวันหนึ่งจะมีนายจ้างใจดี
เอาความร่ำรวยมาหยิบยื่นให้ถึงมือ

มองการทำงานอย่างเป็นธรรม
ก็คือมองเห็นธรรมะในที่ทำงาน
แต่คนเกือบทั้งโลกมองงานอย่างไม่เป็นธรรม
จึงเจอแต่ความอยุติธรรมที่น่าโอดครวญร่ำไป
ไม่ว่ากำลังยืนอยู่ที่ฝั่งนายจ้างหรือลูกจ้าง!

คิดจะทำ vs คิดแล้วทำ

12043005_953371911386634_5573223456715010802_n

คนประสบความสำเร็จตามที่คาดคิด
คือพวกที่ไม่ปล่อยให้ความคิดล่องลอย
พอโตๆกันแล้ว
ก็คิดอะไรแล้วเอาจริง
ไม่เหลาะแหละเป็นเด็กๆ
แม้จะต้องวางแผนระยะยาว
รอจังหวะ รอโอกาส ก็อดทนพอจะรอได้
ยิ่งถ้าเห็นทางทำได้ในระยะสั้นก็ไม่รอช้า
แม้เจออุปสรรคบ้าง ล้มเหลวบ้าง ท้อใจบ้าง
ก็กลับมาคิดทบทวนที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น
หรือไม่ก็ทำอะไรใหม่ฉีกแนวไปเลย
เพื่อค้นหาตัวเองให้พบ รู้จักตัวเองจริง
พูดง่ายๆว่า คิดเป็น เพื่อให้พอใจทำจริง
แต่เมื่อยังทำไม่สำเร็จจริง
ก็ไม่ทิ้งโอกาสที่จะคิดใหม่
มีกำลังใจที่จะคิดเสมอ

คนที่ประสบความสำเร็จท่วมท้น
มักเป็นพวกมีไฟแรงตั้งแต่อายุยังน้อย
อยู่ในวัยที่ยังไม่ต้องหวาดกลัวมากนัก
กับผลกระทบจากความล้มเหลว
คิดอะไรแล้วอยากลองทำทันที
มีทุนอยู่แค่ไหนก็เอาทุนแค่นั้นเป็นตัวตั้ง
เต็มใจลองผิดลองถูก
และให้ประสบการณ์ผิดๆถูกๆ
เป็นตัวจัดระเบียบความคิดให้ค่อยๆเข้าที่
เรียนรู้จากความผิดพลาดว่ายังไม่รู้อะไร
รับรู้จากความถูกต้องว่ารู้อะไรจริงแล้ว
สนุกที่จะใช้เวลาในชีวิตไปกับการทดลอง
เป็นทุกข์กับการเสียเวลาคิดแล้วไม่กล้าทำ

คนที่ไม่ต้องรู้สึกล้มเหลว
แต่ก็ไม่เคยลิ้มรสว่าความสำเร็จเป็นอย่างไร
มักเป็นพวกที่ตั้งแต่ไหนแต่ไร
ใครให้ทำอะไรก็ทำ
ขอให้ทำแล้วได้พัก ได้กิน ได้นอนเถอะ
นานๆจะคิดทีว่านี่ทำอะไรอยู่
หรือมัวแต่ทำอะไรกัน
ไม่ฝันจะเอาวัตถุดิบที่สั่งสมมา
พัฒนาอะไรให้ดีขึ้น
หรือกระทั่งสร้างอะไรใหม่ๆของตัวเองบ้าง
อาจแวบความคิดขึ้นมาแผ่วๆ
แต่แล้วก็จางหายไปชัดๆ
เหลือแต่ความรู้สึกชัดๆว่า
ที่ทำๆอยู่ก็ดีแล้ว
รอดตัวไปวันๆก็พอแล้ว

คนที่ล้มเหลวอย่างแท้จริง
ไม่ใช่คนที่ยังทำไม่สำเร็จตามที่คิด
แต่คือคนที่ล้มเหลวทางการคิด
คิดผิด เอาแต่คิดไปเรื่อย
ฝันเฟื่องไปเรื่อย จับจดไปเรื่อย
ไม่ค่อยให้โอกาส
หรือไม่เคยเปิดทางให้ตัวเองทำอะไรจริงเลย
เป็นลูกจ้างก็เช้าชามเย็นชามรองานใหม่
นึกว่าเงินดีงานน้อยจะลอยมาเอง
หรือแม้กล้าดี ขึงขังมาเป็นนายตัวเอง
ก็เป็นนายที่ไม่กล้าสั่งให้ตนขยันเสียที
ทำนิดทำหน่อยก็โอด
อยากกลับไปอยู่ในเขตปลอดภัย
คิดๆฝันๆไปวันๆเหมือนแต่ก่อน
แล้วอ้างว่ากำลังวางแผนอยู่
แบบคนแยกไม่ออกว่า
ระหว่างการวางแผน
กับการคิดไปคิดมาวกวน
แตกต่างกันอย่างไร

บันไดทางขึ้นไปสู่ความสำเร็จล้นหลาม
เริ่มจากการคิดแล้วเอาจริง ทำจริง
เขยิบขึ้นไปคิดอย่างดี
แล้วทำมากกว่าที่คิดไว้

บันไดทางลงไปสู่ความล้มเหลวบ้อท่า
เริ่มจากการทำไปเรื่อย แบบไม่ค่อยคิด
แล้วถดถอยลงไปสู่อาการเบื่อที่จะทำ
เหลือเพียงอาการเอาแต่คิดท่าเดียว!

งานดี ชีวิตไม่รีบ

12036734_950566861667139_1719101440537439724_n

มีแต่คนสอนให้คุณทำงานได้
มีแต่คนอบรมให้คุณทำงานดี
แต่ไม่มีใครสอนวิธีทำตัวทำใจให้เหมาะ
โดยเฉพาะระหว่างการทำงานที่เร่งรัด

เพื่อจะเอาชนะงาน
โดยไม่ต้องแลกกับการมีอายุสั้นลง
คุณควรเข้าใจกลไกของร่างกายและจิตใจ
โดยอาจจะต้องผ่านกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับงาน
เช่น การว่ายน้ำอย่างสบาย
ไม่เร่งรีบ แต่ถึงฝั่งเร็ว

การว่ายน้ำท่ามาตรฐาน
คือการจ้วงมือลงน้ำ
แล้ววาดแขนทีละข้างเป็นวงกลม
เพื่อดันตัวให้เคลื่อนไปข้างหน้า
หากคุณฝึกสังเกต
จะพบว่าความเกร็งมือเกร็งแขน
การรีบตะกุยน้ำ ไม่วาดแขนเต็มวง
คือตัวถ่วงให้เคลื่อนไปข้างหน้าช้าลง
แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้ถึงฝั่งเร็วขึ้นอย่างที่คิด
แถมจะยังฟุ้งซ่าน
พะวงถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้นอกสระ
ว่ายไม่ทันไรก็คิดแล้วว่าว่ายนานไปหรือเปล่า
เสียเวลาทำโน่นทำนี่หรือเปล่า

แต่หากกล้ามเนื้อผ่อนคลาย
ร่างกายอยู่ในท่าทางที่สมดุล
ค่อยๆลากมือแหวกน้ำช้าๆ
ลำแขนและลำตัวจะไม่เกร็ง
จิตใจจะสงบสุขขึ้นเรื่อยๆ
คิดถึงเรื่องอื่นน้อยลงเรื่อยๆ
ไม่นานก็ว่ายถึงฝั่งโดยไม่รู้สึกว่าช้าเลย
และช่วงเวลาที่แบ่งไว้แล้วสำหรับว่ายน้ำ
ก็ไม่ได้เบียดบังธุระอื่นใดสักหน่อย
ตรงข้าม หลังขึ้นจากสระจะสดชื่น
มีสติ มีเรี่ยวแรงพร้อมทำธุระอื่นได้ดีขึ้นต่างหาก

เมื่อเข้าใจความสัมพันธ์
ระหว่างเนื้อตัวกับจิตใจ
คุณจะเอามาใช้กับการทำงานได้หมด
คือ เห็นชัดว่าความกำเกร็งทางกาย
มีผลตรงกับการผลิตอารมณ์ส่วนเกิน
ยิ่งเกร็งเท่าไร ยิ่งคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิดเท่านั้น
ความเห็นชัดที่ประกอบด้วยความเข้าใจนี้
มีสิทธิ์รีเซ็ตสมองของคุณได้
คือคุณจะรู้ออกมาจากส่วนลึกเลยว่า
ขอแค่ไม่เกร็งเนื้อเกร็งตัว
ก็จะไม่คิดอะไรที่ไม่ควรคิดแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น แม้งานไม่เสร็จ ไม่ทัน
อยู่เหนือการควบคุมของคุณจริงๆ
แค่คุณมีสติ ไม่เกร็ง
ไม่ฝืนเร่งต่อให้เสียแรงเปล่า
เท่านี้ร่างกายก็จะผ่อนคลายลง
แล้วไม่คิดอะไรลบๆซ้ำเติมตัวเอง
ไม่โวยวายฟาดงวงฟาดงาหาคนผิด
มีแต่รู้คิดว่าจะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ข่าวดีสำหรับคนขี้เกียจว่ายน้ำ
หรือหาสระว่ายน้ำไม่ได้
คือ แค่จินตนาการว่าตัวเองเอามือแหวกน้ำ
ว่ายไปข้างหน้าช้าๆ
คุณจะรู้สึกถึงความผ่อนคลายเนื้อตัวจริงๆ
และใช้เป็นจุดเริ่มต้นสังเกต
ทั้งอาการเกร็งและความผ่อนคลายได้แล้ว

มีดในปาก

11990646_946962785360880_7532385581260536885_n

โดนแทงข้างหลังของแท้
คือโดนคนอื่นใส่ไคล้
ด้วยความจงใจทำลายล้างกัน
เผลอแทงข้างหลังโดยไม่ตั้งใจ
คือตีไข่ใส่สีตามอารมณ์
ไม่คิดให้ดีเสียก่อนพูด

ทุกคนรู้สึกเจ็บปวด
กับคำร้ายๆที่มีมาถึงตน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คำร้ายๆที่สร้างความเสียหาย
ในหน้าที่การงาน
หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว
ทุกคนจึงเกลียดการโดนแทงข้างหลัง

แต่แน่ใจหรือว่า
เกลียดอย่างไร ไม่เคยทำอย่างนั้น?

คนเราเวลาหาเรื่องคุยกัน
จะในบรรยากาศเบาๆหรือหนักๆก็ตาม
มักหยิบยกคนโน้นคนนี้มาพูดถึง
เพราะเรื่องของคนเป็นเรื่องน่าคุย
น่าให้อยากตีไข่ใส่สีตามอารมณ์

ลองสังเกตตัวเองดู
คุณอาจพบด้วยความประหลาดใจว่า
แนวโน้มที่จะพูดคุยถึงคนอื่น
ให้ออกรส ให้สนุกปาก ให้เฮฮากันได้นั้น
มักต้องหยิบยกเรื่องร้ายๆมาเป็นประเด็น
และการพูดถึงคนอื่นในแง่ลบแง่ร้าย
ก็เป็นความเคยชินที่สะสมกันง่ายเสียด้วย
ใครๆก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องต้องฝึกสักเท่าใด

แต่ที่จะหยิบยกเรื่องดีๆของคนอื่น
มาตั้งเป็นหัวข้อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้ออกรส ให้คล่องปาก ให้คึกคักได้
เป็นเหมือนการว่ายน้ำทวนกระแส
ทำได้ยาก และไม่ค่อยมีใครเขาทำกัน

คนส่วนใหญ่
จึงอยู่ในวังวนของการแทงข้างหลัง
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เพื่อจะเริ่มรู้ตัวขึ้นมา
บางทีต้องอาศัยข้อสังเกต
เช่น ทบทวนดีๆว่า ถ้าใครรู้ว่าคุณพูดถึงเขา
อย่างที่หลุดปากออกไปครั้งล่าสุด
เขาจะรู้สึกว่าโดนคุณแทงข้างหลังหรือเปล่า?

แต่ถ้าเคยเจริญสติ
เคยเห็นกายเห็นจิตตนเองได้มาบ้าง
คุณอาจระลึก จุดเกิดเหตุเลยทีเดียวว่า
ขณะพูดถึงใครในทางเสียหาย
ลิ้นของคุณให้ความรู้สึกแหลมคม
เหมือนปลายมีดพุ่งไปทิ่มแทงเขาหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็ให้สันนิษฐานว่า
มีเจตนาประทุษร้าย
ปรุงแต่งจิตให้พุ่งออกไปเป็นหอกดาบ
เมื่อจิตร้อน คำย่อมร้อน
ให้เร่งรู้ตัว เตือนตนเองให้ถูกว่า
นั่นเป็นวจีทุจริต เป็นอกุศลธรรม

อย่างไรก็ตาม
การอยู่ในสังคมมนุษย์
บางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
จำเป็นต้องพูดถึงแง่เสียหายของคนบางคน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปถึงส่วนรวม
เช่น ถ้ารู้จริงว่าใครโกงเก่ง
ก็จำเป็นต้องบอกให้เพื่อนร่วมงานระวังตัว
หรือถ้ารู้จริงว่าใครเจ้าชู้ยักษ์
ก็จำเป็นต้องบอกคนใกล้ตัวให้ออกห่างบ้าง
การพูดถึงของเสียของคนอื่นด้วยเจตนาดี
จะให้ความรู้สึกเหมือนเกิดน้ำบริสุทธิ์ขึ้นในปาก
ที่สาดออกไปเพื่อไล่ล้างความสกปรก
เป็นไปเพื่อความสะอาดหอม
ไม่ใช่เป็นไปเพื่อให้ปากเหม็น!