ความรัก

โอ๋มากเท่ากับยุให้งอนมาก

marked-122016

เมื่อเกิดอารมณ์งอน
จิตใจคนเราจะหุบตัวเข้าหลบใน
ไม่ต่างจากไมยราบถูกกระทบ
รู้สึกห่อเหี่ยว
อยากก้มหน้าก้มตารอรับพลังปลอบ
หรือบางทีก็อยากแอบร้องไห้คนเดียว
ด้วยความอยากให้ใครบางคน
รู้ว่าฉันร้องอยู่ตรงนี้ มาหาหน่อย

อารมณ์งอน
จะทำให้จิตใจเราผิดปกติแปลกๆ
บางทีทำอะไรที่ตรงข้ามกับใจ
เช่น เมื่อเขาหรือเธอมาง้อ
พอเห็นหน้า แทนที่จะแสดงความดีใจ
กลับทำเป็นไม่สน หรือชักสีหน้าเหมือนรังเกียจ

อารมณ์งอน
ปรุงแต่งจิตให้รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องมืด
ตัวเล็กลีบ ไร้ค่า ไร้ความสามารถเอาตัวรอดเองได้
รอรับแสงสว่าง หรือรอมือช่วยฉุดท่าเดียว

ประเด็นคือ เมื่ออารมณ์งอนเป็นความดิบ
เป็นม่านมืดที่ครอบงำใจ
ปรุงแต่งจิตใจให้ผิดปกติ
ถ้าไม่ได้รับการเยียวยาเลย
ก็กลายเป็นคนเก็บกด
รู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลก อยากตาย
แต่ในทางตรงกันข้าม
หากได้รับการบำรุงด้วยน้ำด้วยปุ๋ยให้งอกเงยเกินไป
ในที่สุดก็กลายเป็นเด็กอารมณ์ดิบ
ควบคุมตัวเองไม่ได้ งอนแล้วต้องมีใครโอ๋ท่าเดียว
แถมติดใจ หายงอนแล้วอยากถูกโอ๋อีกบ่อยๆ
เลยหาเรื่องเป็นคุณหนูอารมณ์ร้าย
เรื่องไม่เป็นเรื่องก็เอามาเป็นเรื่อง
เพียงเพราะอยากมีค่า อยากให้แฟนเอาใจ
อยากได้โมเมนต์งอนแล้วถูกโอ๋อีก

คุณสังเกตเห็นความจริงได้เสมอว่า
ทุกยุค ทุกเพศ ทุกวัย
คนขี้งอนมีอยู่สองพวก
พวกหนึ่ง เหมือนไม้ตายซาก แห้งเหี่ยว
ถูกทอดทิ้ง ไม่มีใครอยากเหลียวแล
อีกพวกหนึ่ง เหมือนแม่เหล็กดึงดูด ทรงพลัง
มีแรงดึงดูดเรียกแขก มีแต่คนอยากปรี่เข้ามาโอ๋

หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าเมิน
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องให้กำลังใจตัวเอง
เติมน้ำใจให้ตัวเองมีมากพอจะรินออก
หรือเอาชนะอัตตาตัวเองที่ไม่อยากเป็นฝ่ายง้อ
ยอมง้อเสียหน่อย หรือให้ดีคือยิ้มแย้มสดใสให้มาก
เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกชุ่มชื่นบ้าง
กลับมีความเข้มแข็งขึ้นได้บ้าง
พูดง่ายๆ เป็นการยกช้างขึ้นจากหล่ม
เขาหรือเธอจะนึกขอบคุณ
แล้วคุณจะกลายเป็นคนรักที่แสนดีในดวงใจ
กับทั้งอยากตอบแทนกลับแบบที่คุณคาดไม่ถึง

แต่หากคนรักของคุณ เป็นพวกงอนแล้วน่าง้อ
ถ้าอยากแก้ปัญหาในระยะยาว
คุณจำเป็นต้องห้ามใจตัวเอง
ดูจังหวะ หรือหาวิธีเหมาะ
ที่จะจัดการกับอารมณ์ดิบด้านของคนรัก
เช่น พูดด้วยน้ำเสียงปกติ ชวนทำอะไรตามปกติ
อย่าใช้เสียงออดอ้อนประเล้าประโลมมาก
หรือถ้าพูดด้วยแล้วเจอปฏิกิริยาเฉยจัด
เหมือนจิตดิ่งแน่วอยู่ในปราการความเย็นชาไม่เลิก
ก็อย่าพูดต่อ ทำเป็นไม่สน ทำทีไม่รู้ไม่ชี้เสียบ้าง
เขาหรือเธอจะอึดอัดตัวเอง
แล้วเกิดขณะแห่งการคิดได้ คิดดี
ในที่สุดก็เลิกงอนเพราะอยากหายอึดอัดไปเอง
พูดง่ายๆ รอให้อึ่งอ่างพองลมจนตัวใกล้แตก
พอกลัวตัวแตกเดี๋ยวก็ยุบลงมาเอง
แล้วก็ไม่มาเกิดความเคยชิน
คาดหวังเรียกร้องอะไรจากคุณผิดๆอีกบ่อยๆ!

คนเก่ากับรอยเท้าที่ก้าวพลาด

marked-121316

คิดถึงคนเก่า
บางครั้งรู้สึกถึงความรัก
บางครั้งรู้สึกถึงความเกลียด
ทั้งโล่งอกที่แยกกัน
ทั้งเสียดายที่หายไป
อยากต่อว่าที่ไม่ช่วยเป็นคนสุดท้าย
แต่ก็อยากขอบคุณที่ช่วยให้เจอคนดีกว่า

คนเก่าคนเดียว
มีเรื่องวกไปวนมาให้คิดได้สารพัด
ถ้าไม่มีอะไรดีเลย
ก็คงไม่เคยต้องอยู่ด้วยกัน
แต่ถ้าไม่มีอะไรร้ายเลย
ก็คงจะยังอยู่ด้วยกันไม่ไปไหน

เมื่ออารมณ์ผสมกันจนไม่รู้เรื่อง
ไม่รู้แล้วว่าอยากได้คืนมาแก้ตัว
หรือไม่อยากเจอกันอีกเลยตลอดไป
ในที่สุดเลยมาลงเอากับคนใหม่
บางครั้งก็เป็นความตั้งใจดีๆ
บางทีก็ได้เพียงข้อสรุปแย่ๆ
แค่ท่องไว้ผิดๆ เช่น ต้องไม่ซ้ำรอยเดิม
แต่เป็นการป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมที่ฝั่งเขา
คือ ไม่เปิดโอกาสให้สุงสิงกับใครอื่นอีก
ไม่คิดจะป้องกันการซ้ำรอยเดิมที่ฝั่งเรา
เช่น ไม่เอาแต่แผลงฤทธิ์จนอีกฝ่ายสุดทน

ถ้ารักใครบางคนจริง
คุณจะเห็นใจเขาเท่ากับหรือมากกว่าเห็นใจตัวเอง
แต่ถ้าเพียงหวังยึดเหนี่ยวใครบางคน
เอาไว้เป็นแค่หลักประกันสุดท้าย
คุณจะเห็นใจตัวเองมากกว่าเห็นใจเขา
หวงมากกว่าห่วง
จับผิดมากกว่าจับถูก
จับแพะชนแกะมากกว่าจับเหตุจับผล
อยากทวงสัญญามากกว่าคิดรักษาสัญญา
อยากขังมากกว่าอยากปล่อย
ฝืนใจทำดีเพื่ออ้างว่าพยายามแล้ว
ไม่ใช่เต็มใจดีเพราะมีความสุขที่จะทำ

คิดถึงคนเก่า
อย่าคิดถึงแต่สิ่งที่คนเก่าทำ
คิดถึงสิ่งเราทำให้เขาเป็นคนเก่าด้วย
แล้วจะคิดถึงคนใหม่
ในแบบที่มีสิทธิ์รักษาเขาไว้
ให้เป็นคนเดิมต่อไปในหลายๆปีข้างหน้า!

คู่บาปคือคู่ที่ทำร้ายจิตใจกันบ่อย

marked-120616

บาปคือธรรมชาติที่ปรุงแต่งใจ
ให้เกิดความสกปรกมัวหมอง
เกิดความรู้สึกผิดเหมือนถูกเสียดแทง
หรือเกิดความเจ็บแสบเหมือนได้แผล

การกระทำอันเป็นบาป
เมื่อถึงเวลาเผล็ดผล
ย่อมก่อทุกข์ ผลักไสให้ตกต่ำ

อย่างไรก็ตาม
ชั่วขณะแห่งการก่อบาป
เป็นไปได้ที่จะเกิดความสะใจ
กระหยิ่มยิ้มย่อง ขนลุกปีติ
บาปจึงอาจแฝงตัวมาในรูปของ
ความสุขที่ได้ทำเลวๆใส่ใครสักคน
อิ่มเอมเมื่อมีชัยเหนือคู่แค้นได้
และเพราะอย่างนั้น
คนเราถึงชอบทำบาปกันอยู่

คู่บาปคือคู่ที่สั่งสมความเคยชิน
ที่จะจงใจทำร้ายกันด้วยคำพูด
หรือด้วยการชักสีหน้า การทำกิริยาปึงปัง
การกระแทกอารมณ์ประชดใส่ข้าวของ
หรือการระบายโทสะรุนแรงใส่หูใส่ตา
ผ่านช่องทางวิธีเหนือเมฆใดๆก็ตาม

แม้จะทำบาปใส่กันบ่อยๆ
คู่บาปก็มักจะไม่ได้ทำร้ายกันตลอดเวลา
ยังมีช่วงของการทำเรื่องดีๆ
ช่วยให้รู้สึกดีต่อกันอยู่บ้าง
ช่วงนั้นแหละที่ก่อให้เกิดความรัก
สายใยผูกพัน และความรู้สึกว่าไปไหนไม่รอด

ที่เรียกว่าคู่บาป
เพราะนึกถึงกันแล้วนึกถึงความเจ็บใจ แสบจริง
ที่เรียกว่าคู่บุญ
เพราะนึกถึงกันแล้วนึกถึงความอุ่นใจ สบายจริง

หากจะเปลี่ยนน้ำหนัก
จากความเป็นคู่บาปมาเป็นคู่บุญ
คุณต้องเข้าใจหลักความจริงที่สำคัญประการหนึ่ง
นั่นคือคู่บาปอาศัยความจงใจร้ายข้างเดียวก็พอ
แต่คู่บุญต้องอาศัยความตั้งใจดีจากทั้งสองฝ่ายเท่านั้น

ที่เคยร้ายใส่กันอย่างไร
วันใดตกลงกันได้ เกิดสติร่วมกันได้
เห็นเค้าความคิดร้ายก่อตัวขึ้นเมื่อใด
แล้วตั้งใจสร้างความเคยชินใหม่
คิดดีเป็นตรงข้ามกัน เป็นคนละขั้วกันกับของเดิม
จุดแห่งใจนั้นแหละ
คือจุดเริ่มต้นเปลี่ยนคู่บาปเป็นคู่บุญ
ส่วนจะสำเร็จเสร็จเป็นคู่บุญได้จริงไหม
ขึ้นอยู่กับจะมีใจจริงสร้างความเคยชินเพียงใด
ตั้งใจมีสติให้ต่อเนื่องสักกี่น้ำ!

ไม่เจอคู่แท้ดีกว่าเจอคู่เทียม

15259326_1246773132046509_1557543237093714266_o

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม- ผู้หญิงที่ไม่ได้แต่งงานบางคนถูกเรียกว่าสาวแก่ ถูกมองว่าไม่มีใครต้องการ
การอยู่คนเดียวยังไม่กดดันเท่ากับถูกสังคมมองเหมือนคนไม่ประสบความสำเร็จ
ควรจะทำอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์คะ?

#ดังตฤณ :

เท่าที่เคยเห็น
คนจะไม่กล้าหัวเราะเยาะ หรือแอบนินทา
คนหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ดูอ่อนกว่าวัยนะครับ

เพราะคนเยาะเย้ยนั้น
บางทีอาจเพิ่งล้มเหลวในชีวิตคู่มา
หมกมุ่นเป็นทุกข์ทั้งปีทั้งชาติ
ยิ่งวัยล่วงไปยิ่งขี้หงุดหงิด
พาลรีพาลขวางทั่วไปหมด
หรือเก็บกดหลายอย่าง
ชนิดใครอยู่ใกล้แล้วอึดอัดบอกไม่ถูก

ขณะที่หญิงบริสุทธิ์
ซึ่งใช้แป้งตราภาวนาหลายต่อหลายคน
มีความสุข มีความสดใส มีความงามวัย
น่ามองในแบบที่ไม่มีใครอยากคิดในเชิงชู้สาว
กับทั้งไม่กล้าเย้ยด้วย
เพราะคนเรารู้กระแสกันว่า
ตัวเองยังทุกข์ ตัวเองยังยุ่ง
ถ้าจะเย้ย ก็เย้ยคนที่ยังทุกข์ ยังยุ่งอยู่ด้วยกัน
แต่คนที่เห็นได้ชัดว่าเขามีความสุขกว่า จะเย้ยไม่ออก

ส่วนเรื่องอับอาย เรื่องคิดเหงา
ถ้าภาวนาเป็นจริง ไม่มีแน่นอนครับ

________________

ถาม -- ที่เป็นโสดในชาตินี้ เกี่ยวกับบุญหรือกรรมมากกว่ากัน?

ดังตฤณ :
บอกตายตัวไม่ได้ครับ ถามง่ายๆแล้วกัน
โสดแล้วมีความสุขไหม
ได้บำเพ็ญธรรมพัฒนาจิตวิญญาณไหม
มีคู่แล้วมีความสุขไหม
ได้บำเพ็ญธรรมพัฒนาจิตวิญญาณไหม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การเป็นโสดนั้นดี
หากคุณรู้จักทำตัวเองให้เป็นสุข
การมีคู่ก็ดีเช่นกัน
หากรู้จักทำให้คนอื่นไม่เป็นทุกข์เพราะตัวคุณ

โกหกเก่งจะโชคร้ายทางความรัก

marked-112916

โกหกหน้าตายได้ทุกเรื่อง
จะรู้สึกเหมือนเก่งที่หลอกคนอื่นได้
ยิ่งถ้าถึงขั้นหลอกได้กระทั่งตัวเอง
ให้เชื่อสนิทว่าสิ่งที่ปั้นแต่งเป็นเรื่องจริง
ก็ยิ่งกระหยิ่มยิ้มย่อง
ภูมิใจในตัวเองแบบแปลกๆ
คล้ายสร้างโลกแบบที่ตนต้องการขึ้นมาเองได้

เมื่อใดโกหกเก่งถึงขั้นที่คนเห็นแล้ว
เหมือนเจอปีศาจมุสาตัวใหญ่
เมื่อนั้น สวยหล่อแค่ไหน
ก็เหมือนมีภาพน่าเกลียดซ้อนขึ้นมาในใจคนเห็น
หรือต่อให้รวยเสน่ห์ล้นฟ้าเพียงใด
ก็คล้ายมีกำแพงหนาทึบกั้นไว้ไม่ให้อยากอยู่ใกล้

คนเราเมื่อโกหกอยู่ตลอดเวลา
โกหกจนชิน เป็นอัตโนมัติ
เรื่องนิดเรื่องหน่อยก็เอา
ใครอยู่ใกล้ไม่นานก็ต้องรู้
เพราะชีวิตจริงเป็นสิ่งที่ไม่อาจปิดบัง
คนโกหกจึงอยู่ใกล้ใครได้ไม่นาน
ใครๆก็เหม็นกลิ่นโกหกจนเกินทน

ไม่ใช่เรื่องแปลก
หากโกหกเก่งแล้วใจง่าย
หลงรักใครต่อใครได้ทุกวัน
เพราะจิตปลอมๆ เหมาะแล้วกับรักจอมปลอม
เจอใครถูกใจหน่อยก็หลอกตัวเองว่าใช่
แล้วพูดยังไงก็ได้ให้เขามาชอบ

คบใคร
ถ้าจับได้ว่าโกหกเป็นไฟ
คุณคงไม่เชื่อว่าจะอยู่กันได้ตลอดไป
และเช่นกัน
ถ้ารู้ตัวว่าชอบโกหกเป็นชีวิตจิตใจ
ก็อย่าหวังจะรู้จักรักแท้ชั่วนิรันดร์
เพราะความรักกับคำโกหก
ไม่เคยยอมลงเรือลำเดียวกัน!

ครอบครัวให้โอกาสคุณสองครั้ง

marked-112216

ฐานของตัวตน
สร้างขึ้นจากครอบครัวแรก
คุณต้องเริ่มมีตัวตน
จากการเป็นลูกของหญิงชายคู่หนึ่ง
พ่อเป็นอย่างไร แม่ได้ประมาณไหน
คุณไม่มีสิทธิ์เลือก มีแต่สิทธิ์รับรู้
และถ้าคุณชอบตัวตนนั้น
อาจพูดได้ว่าคุณโชคดี
ไม่ต้องเลือกก็ดีได้
แต่หากคุณเกลียดตัวตนนั้น
ก็อาจโทษโชคชะตาว่าร้ายไป
ไม่ได้ทำอะไรก็เศร้าหมอง

ครอบครัวแรก
จึงเป็นโอกาสดีที่จะโทษคนอื่น
โทษดินฟ้า โทษชะตา
โทษกรรมเก่าที่มองไม่เห็นและจำไม่ได้

ยอดของตัวตน
ลงเอยกับครอบครัวที่สอง
หรืออาจจะสาม สี่ ห้า
คุณต้องเลือกใครบางคนมาเป็นคู่
ต้องเปลี่ยนแปลงตนเองให้อยู่กับใครบางคนได้
ตั้งใจเอาเองได้ว่าจะเป็นพ่อดี พ่อร้าย
หรือจะเป็นแม่ร้าย แม่ดี
คุณจะชอบตัวตนนั้นแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับว่าเป็นได้ตามที่เลือกเพียงใด
คุณจะเกลียดตัวตนนั้นเพียงใด
ก็ขึ้นอยู่กับว่าผิดจากที่เลือกไว้แค่ไหน

ครอบครัวที่สอง
จึงไม่ใช่โอกาสดีที่จะโทษใครมาก
เพราะเห็นๆอยู่ว่าได้อย่างใจแค่ไหน
คุณมีส่วนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งชัดๆ

โอกาสทางความรักในครอบครัวแรก
คือภาพเด่นของกรรมเก่า
ที่พูดไม่ได้เต็มปากว่า
เป็นความรับผิดชอบของคุณ
เพราะคุณและใครๆในโลกไม่อาจจำได้ว่า
ไปทำอะไรกับใครไว้ในปางก่อน
จึงก่อร่างสร้างตัวตนขึ้นเป็นคุณในวัยเด็ก
ภายใต้การแวดล้อม
ของโอกาสทางความรักระดับนั้น

แต่โอกาสทางความรักในครอบครัวที่สอง
คือภาพกระจ่างชัดของกรรมใหม่
ที่พูดได้เต็มปากว่าเป็นความรับผิดชอบของคุณ
เพราะคุณเลือกได้แต่แรกว่า
จะเอาความรักแบบไหน
เค้าเงาของความรักแบบหนึ่งๆ
แฝงอยู่แล้วในตัวตนของคนที่คุณเลือกมาเป็นคู่
กับในตัวตนที่คุณเลือกจะเป็นเอง
จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลยคงไม่ถูก
ในเมื่อสายตาและปัญญามนุษย์
เอื้อให้อ่านออก หรือเดาทางถูกได้แต่แรก

น้อยคนจะถูกสอนให้มองภาพรวมของชีวิต
ไม่มีการนึกให้ออกว่า
อยากเห็นชีวิตตัวเองเป็นภาพแบบไหน
คนส่วนใหญ่จึงเอาแต่ไล่งับเหยื่อล่อ
ที่วางแบอยู่ต่อหน้าต่อตา
งับเหยื่อแล้วจึงรู้ว่าไม่จบที่ภาพงับเล็กๆวันเดียว
แต่ลงเอยด้วยภาพชีวิตอีกหมื่นวันที่เหลือ

โอกาสของครอบครัวที่สองเป็นสิ่งมีค่า
อาศัยโชคครึ่งหนึ่ง สติอีกครึ่งหนึ่ง
สติแบบที่เตือนตัวเองว่า
อย่าให้ครอบครัวที่สองเกิดขึ้น
เพียงเพราะอยากงับเหยื่อด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ครอบครัวที่สองคือโอกาสใช้ความเป็นคน
ในการเปลี่ยนตัวตน จากที่ไม่ชอบให้เป็นชอบ
หรือจากที่ชอบอยู่แล้วให้น่าชอบใจขึ้นกว่าเดิม

หากมีสติรู้ตัวว่า
ชีวิตไม่เหมาะกับโอกาสทางครอบครัวที่สองจริงๆ
ก็ยังมีโอกาสทองของการอยู่ตัวคนเดียว
และไม่ใช่อยู่แบบเคว้งคว้างหาหลักยึดไม่เจอ
จนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน
เดินตาลอยตามห้างไปจนตาย
โอกาสสุดท้าย อาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ที่มีขึ้นมาได้จากการปราศจากครอบครัว
ปราศจากพันธะผูกมัดกวนใจ
ได้ลดละตัวตนอันหนัก
ให้กลายเป็นตัวตนเบาบาง
หรือกระทั่งต่อยอดตัวตนเบาบาง
ให้กลายเป็นปัญญาตื่นรู้ว่าไร้ตัวตนได้

จะเกิดกับครอบครัวแบบพุทธหรือไม่
ในที่สุดก็เลือกได้ว่าจะเป็นพุทธหรือเปล่า
ทั้งแบบที่เป็นสุขกับครอบครัว
และทั้งแบบที่เป็นอิสระจากตัวตน!

ใจดีเกินเลยถูกเอาเปรียบ?

marked-111516

คู่ดีวัดกันตรงที่ไม่เหนื่อยใจ

marked-110816

ใครมีหน้าที่การงานได้ยาวนาน
คนนั้นจะถูกตัดสินโดยสังคมว่า
เป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบแล้ว
ไม่ต้องเบียดเบียน ไม่ต้องพึ่งพาใคร
ยืนได้ด้วยขา หายใจได้ด้วยจมูกตัวเอง

แต่หญิงชายหลายคน
เช้าสายบ่ายเย็นเป็นผู้ใหญ่นอกบ้าน
พอกลับเข้าบ้านตอนค่ำๆเท่านั้น
กลายเป็นเด็กทันที
คือ รับผิดชอบสารพัดงานนอกกายได้เป็นร้อย
แต่รับผิดชอบใจตัวเองใจเดียวไม่ได้ เอาไม่อยู่
ยังต้องฝากความรับผิดชอบไว้กับคนใกล้ตัว
หรือครอบครัวญาติพี่น้องไม่เลิก
ยิ่งเครียดกับความรับผิดชอบนอกบ้านเท่าไร
ยิ่งมีข้ออ้างที่จะปัดภาระ
โยนความรับผิดชอบทางใจ
ให้คนในบ้านมากขึ้นเท่านั้น

ถ้ายังรับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้
อย่าหวังว่าจะรับผิดชอบใจคนอื่นได้
เอาแต่สงสารตัวเอง ไม่เห็นใจคนอื่นร่ำไป

เอาคนสองคน
ที่รับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้มาอยู่ด้วยกัน
ผลคือเหนื่อยใจทั้งคู่ ไม่ได้ที่พึ่งดังใจทั้งคู่
ต่างฝ่ายจึงต้องต่างแยกย้าย
หนีหายจากกันและกันไปอย่างรวดเร็ว

เอาคนที่รับผิดชอบใจตัวเองได้
มาอยู่กับคนรับผิดชอบใจตัวเองไม่ได้
ผลคือมีคนหนึ่งเหนื่อยใจข้างเดียว
อีกคนติดแจ อยากเกาะ
อยากได้ไว้เป็นที่พึ่งไม่เลิก
แม้ปากจะบอกว่าไม่ถูกใจ
พร่ำบ่นอยากเอาโน่นเอานี่
อยากให้คนใกล้ตัวเป็นอย่างโน้นอย่างนี้
แต่ให้เลิกก็ไม่เอา
เพราะไม่รู้จะเจอที่พึ่งทางใจป้ายหน้าอีกไหม

เอาคนที่รับผิดชอบใจตัวเองได้ทั้งคู่
มาอยู่ด้วยกัน จะสบายใจหายเหนื่อย
เป็นศาลาพักร้อนให้กันและกัน
หลังเดินทางร้อนๆ ลำบากลำบนมาทั้งวัน
เพราะคนเราเมื่อรับผิดชอบใจตัวเองได้
ก็จะมีแก่ใจ เห็นใจ เป็นห่วง
อยากแบ่งเบา รับผิดชอบใจคนใกล้ตัว
คิดปัดเป่าทุกข์ คิดพอกพูนสุข ให้แก่กันและกัน
แม้ปากไม่พูด แต่มือไม้และสายตาก็เป็นไปทางนั้น
สัมผัสได้ด้วยใจพร้อมๆกันเช่นนั้น

ความทุกข์ ความเข็ดหลาบในชีวิตคู่
เป็นสิ่งที่ถ่ายทอดให้กันไม่ได้
แต่ให้ป้ายบอกหรือสัญญาณเตือนกันได้
คือ ถ้าเจอคนที่เอาแต่รับผิดชอบเรื่องหน้าตา
เป็นแค่แต่งหน้าแต่งตัวให้หล่อสวย
ทว่ารับผิดชอบแต่งจิตแต่งใจให้งามไม่เป็น
ชอบเป็นที่พึ่งทางตาให้คนอื่น
แต่วิ่งขาขวิดหาที่พึ่งทางใจให้ตัวเอง
เห็นชัดเช่นนั้นแล้ว ก็จงเป็นที่พึ่งทางใจอยู่ห่างๆ
อย่าหลวมตัวเป็นที่พึ่งทางใจที่ใกล้ชิดเด็ดขาด
เพราะแนวโน้มคือเมื่อเวลาผ่านไป
ภาระจะไม่เบาลง แต่กลับจะหนักขึ้นเรื่อยๆ
ถึงตอนนั้น ให้ถามว่าแก้อย่างไร
คงต้องคิดถึงการเลี้ยงเด็กสักคน
ให้โตขึ้นเป็นคนรับผิดชอบใจตัวเองได้
ใช้เวลากี่ปี ใช้อุบายวิธีกี่ร้อย
ก็นั่นแหละ ไม่ต่างกันเท่าใดนัก!

สารพัดรักเกิดจากสารพัดเหตุ

marked 110116

รักแบบถึงเลือดถึงเนื้อ
หมายถึงรักที่ผูกพันด้วยความทรมาน
และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความผูกใจเจ็บรุนแรง หรือน้อยใจเกินเหตุ
ดื้อเงียบ จมทุกข์ แสดงออกปึงปังหุนหันพลันแล่น

รักแบบป่าเถื่อน
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยอารมณ์
ที่ใกล้กับความเจ็บปวดทางกายหรือทางใจ
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความโมโหร้าย เจ้าอารมณ์ ใช้ความรุนแรง
ทั้งทางคำพูดและการลงมือลงไม้เป็นทางออก

รักแบบศิวิไลซ์
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยเหตุผล
ที่ใกล้กับทางออกของทุกปัญหา
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ การคิดก่อนพูด หรือเผลอพูดไม่ดีแล้วคิดได้เร็ว
สมองมีน้ำหนักมากกว่าปากและมือไม้

รักแบบถึงจิตถึงใจ
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยน้ำใจงดงาม
และลงเอยด้วยสุขนาฏกรรม
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความอยากให้อีกฝ่ายเป็นสุข กับอยากสุขไปด้วยกัน
ร่วมกันทำเรื่องดีๆให้เกิดขึ้นในโลก

รักแบบหมดทุกข์หมดโศก
หมายถึงรักที่ผูกพันกันด้วยสติปัญญา รู้ซึ้งถึงธรรมแบบพุทธ
มีกันและกัน เพื่อทำลายอุปาทานอันเกิดจากกันและกัน
เครื่องหมายแสดงรักแบบนี้
คือ ความปรารถนาจะพ้นปวงทุกข์ทั้งหลายไปด้วยกัน
ส่งเสริมกันและกันในทางสละออกด้วยใจไปพร้อมๆกัน!

มีอะไรกันแล้วค่อยทำความรู้จักกัน

marked 102516

สมัยก่อน
หนุ่มสาวมีพ่อแม่คอยกีดกัน
ห้ามมีอะไรก่อนแต่ง
แล้วก็มีเพื่อนฝูงคอยปราม
คิดให้ดีก่อนพาใครเข้าห้อง

สมัยนี้
พ่อแม่ได้แต่บอกลูกอ่อยๆ
มีอะไรอย่าให้ท้องแล้วกัน
แถมเต็มไปด้วยเพื่อนฝูงคอยยุส่ง
เขายิ้มให้ เธอมองมา อย่าได้ช้า

ความรู้สึกห้ามใจไม่ได้
กับความคิดว่าไม่รู้จะห้ามใจไปทำไม
ใครๆเขาก็ทำกันทั้งเมือง
คือข้ออ้างสามัญให้อยากตามใจตัวเอง
แต่ข้ออ้าง ไม่ว่าหนักแน่นหรือเบาหวิว
ไม่เคยช่วยแก้ปัญหา
ตอนกลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายหลัง
ยังไม่ทันรู้จักกันดี แต่มีอะไรกัน
ลงเอยเหมือนกันหมด
โทร.หาอีกฝ่ายแต่ละทีไม่มีเหตุผลอื่นใด
ใจระแวงว่าจะไปมีอะไรกับคนอื่นง่ายๆ
ทักทายแต่ละครั้ง
ขึ้นต้นคือทำอะไร อยู่กับใคร
พูดคุยยาวๆแต่ละที
ไม่พ้นบอกว่าตัวเองต้องการอะไร
อยากให้อีกฝ่ายเลิกพฤติกรรมแบบไหน
แบบนี้ยิ่งคิดถึงอนาคต
ยิ่งเจอแต่ยอดตึกในอากาศ
แต่ไม่เห็นเลยว่า เสาตึกอยู่ตรงไหนบนพื้นดิน

ธรรมดาคนเราเมื่อยังไม่รู้จักกันดี
แต่กลับต้องมาทนกับตัวตนแท้ๆของอีกฝ่าย
ในที่สุดก็ต้องถามตัวเอง ทำไมต้องทนฟัง
ความต้องการของคนแปลกหน้าอย่างนี้ด้วย?
พอถามตัวเองเช่นนั้นแล้ว
หูตาก็จะเริ่มปิด ไม่อยากรับรู้อะไรอีก

ตอนไม่อยากรับรู้อะไร
จะทำความรู้จักใครสักคนได้ไหม?
วันหนึ่งจะรู้จักและเข้าใจกันดีสักทีไหม?

ถ้าไม่ตกลงกับตัวเองไว้ก่อนว่า
ชีวิตคู่เป็นเรื่องใหญ่
การอยู่กับใครเป็นเรื่องถึงลูกถึงคน
แนวโน้มคือ คุณจะเริ่มคิดง่ายๆ
แบบที่คนยุคนี้คิดกันง่ายๆ
เป็นทุกข์มหันต์กันง่ายๆ!

รักแท้แก้ทุกข์

marked 101116

คำว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข
อาจทำให้หลายคนมองภาพรักแท้ผิดไป
นึกว่าเมื่อข้าเป็นทุกข์ เอ็งก็ต้องเป็นทุกข์ด้วย

แท้ที่จริงร่วมทุกข์ร่วมสุข
คือการเป็นสุขเมื่อช่วยลดทุกข์
ให้อีกฝ่ายได้ต่างหาก

รักที่เป็นสุขยาวๆ
ไม่ได้เริ่มจากการเอาของขวัญ
ที่น่าดีใจมาให้กัน
แต่เริ่มจากการเห็นกันและกัน
ช่วยทำความทุกข์ให้หายไปจากใจได้

คู่ที่เริ่มต้น
ด้วยการช่วยให้อีกฝ่ายทุกข์น้อยลง
ต่อยอดด้วยการช่วยกัน
ทำให้คนอื่นๆหายทุกข์
มีสิทธิ์เป็นสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เพราะพอใจ สบายใจ กับทุกข์ที่หายไป
เหมือนโล่งกับการยกภูเขาออกจากอกตน
ตลอดจนอกคนรอบข้าง

ต่างจากคู่ที่เริ่มต้น
ด้วยการระดมความสุขมาหยิบยื่นให้กัน
ต่อยอดด้วยการร่วมมือกัน
ฉกฉวยความสุขมาจากใจคนอื่น
ซึ่งความสุขที่ได้มา
มักแปรรูปเป็นความไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี
กระวนกระวายอยากได้ความสุขจากกันเพิ่ม
ขัดหูขัดตากับการเห็นคนอื่นเป็นสุขมากกว่า

ความจริงมีอยู่ว่า
พวกเราทุกคนตะเกียกตะกายอยู่ในทะเลทุกข์
การพบคนช่วยให้ทุกข์น้อยลง
หรือมีคู่ช่วยให้ใครต่อใครหายทุกข์
ก็คือการได้หายใจหายคอ
ได้พักเหนื่อย ได้เกิดมุมมองดีๆ
แหงนหน้าเห็นฟ้ากว้างสวย รู้สึกเป็นอิสระ
ไม่ใช่เห็นฟ้าไร้ทิศ รู้สึกเคว้งคว้าง

การมีเป้าหมาย
ที่จะช่วยกันและกันให้ทุกข์น้อยลง
นั่นแหละทิศทางที่ชัดเจน
ของการมีความสุขร่วมกัน!

รักแท้ไม่หาเหตุผลทางปาก

marked 100416

คนเราเกิดมา
ขาดประสบการณ์ทางความรักกันหมด
เรียนรู้ล่วงหน้าไม่ได้เหมือนๆกันหมดว่า
องค์ประกอบของรักแท้มีอะไรบ้าง
ต่อให้ได้ยินคำว่าถนอมน้ำใจมากี่ครั้ง
ก็ไม่เข้าใจ ทำไม่เป็น เก่งเองแต่เรื่องทิ่มแทง
หรือต่อให้ได้ยินสุภาษิตท่านว่า
ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า
ก็เข้าใจแค่ตัวอักษร แต่ไม่เข้าถึงว่ามันคืออย่างไร
เข้าใจและเข้าถึงแต่เรื่องหาพวกมารุมยำ

สัญชาตญาณมนุษย์
จะสนองอัตตาตัวเองก่อน
เอาตัวเองเป็นเครื่องตัดสินถูกผิดก่อน
โน่นทำได้ นี่ทำไม่ได้ อัตตาสั่งทั้งนั้น
แล้วค่อยโดนชีวิตสอนเอาว่า
ทำได้ก็จริงอยู่ แต่ทำแล้วเกิดอะไรขึ้น
ทำไม่ได้ก็น่าเห็นใจตัวเอง
แต่เห็นใจตัวเองแล้วต้องเจออะไรบ้าง

ตอนอยากประชดประชัน
เรารู้แต่ความรู้สึกของตัวเองว่า
ใจมันดิ้นเร่าๆอย่างไร
ถ้าไม่ได้กระทบกระแทกอีกฝ่าย
แล้วจะเก็บกดสาหัสเพียงใด

แต่เราแทบไม่รู้เลยว่า
ใจอีกฝ่ายที่โดนกระทบกระแทกไปนั้น
จะเกิดความเสียหายทางความรักขนาดไหน

ตอนอยากฉีกหน้าเขาหรือเธอ
เรานึกไปเองว่า อายแล้วคงเข็ด
มีคนอื่นๆพากันเห็นใจเรา เดี๋ยวเขาคงดีขึ้น
แต่เราไม่รู้เลยจริงๆว่า
ได้ฝังความเจ็บปวด
หรือกรีดให้เกิดแผลแสบไว้ข้างในเธอเพียงใด

อัตตาและสัญชาตญาณดิบ
จะเหนี่ยวนำให้เราหลงนึกไปว่า
ถ้าจะรักษาความรักไว้
ก็ต้องเอาถูกเอาผิดกันให้ชัด
หรือไม่ก็คิดไปเองว่า ความรักน่าจะดีขึ้น
ถ้าใช้คำพูดคาดคั้นกันแรงๆ

การทำหน้าเครียดคาดคั้น เอาถูกเอาผิด
หรือลากคนรอบตัวมาลงคะแนนเสียงว่าข้างไหนชนะ
ล้วนแล้วแต่เป็นการก่อทุกข์ทางใจ
ซึ่งเป็นอริกับความรัก ไม่เคยเป็นมิตรกับความรัก
คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจความจริงข้อนี้ไปตลอดชีวิต
จึงไม่ได้รู้จักรักแท้กันทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
เพราะยิ่งวัน ยิ่งสั่งสมแรงผลักให้ยิ่งอยากออกห่าง
ไม่ใช่ทวีแรงดึงดูดให้ยิ่งอยากเข้าใกล้

มีเพียงส่วนน้อย
ที่เจอทั้งบทเรียนชนิดเจ็บเข้ากระดูกดำ
กับทั้งมีผู้ชี้นำให้เข้าใจถูกว่า
รักของหญิงชายที่เป็นสุข
ไม่ใช่การยื่นดาบปลายปืนจ่อคอหอยกัน
ไม่ใช่เอาคนรอบข้างมาขู่เข็ญให้ยอมรับผิดกัน

รักของหญิงชายที่แท้
เริ่มต้นจากความคาดหวังที่จะมีความสุข
ไม่มีใครเตรียมใจติดคุก
ไม่มีใครทำใจว่า เดี๋ยวจะต้องทนทุกข์ตลอดชีวิต

รักของหญิงชายที่ยั่งยืน
คือการออกเดินทางเป็นเส้นตรง
เก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทางทีละน้อย
ไม่ใช่ตะกรุมตะกรามเรียกร้องความสุขโฮกใหญ่ทีเดียว
ไม่เผื่อใจไว้ว่าจะเจอทุกข์หนักทุกข์เบาบ้างเลย

หลังจากคาดคั้นเอาถูกเอาผิดกับคนอื่น
ต้องหมั่นถามเอาคำตอบจากตัวเองทุกครั้งด้วยว่า
ที่ทำลงไป ที่พูดออกไป
คือการได้ความรู้สึก หรือเสียความรู้สึก
คือการรักษาความรัก
หรือทำลายความรักกันแน่
เมื่อเอาถูกเอาผิดกับตัวเองตรงนี้
ใจจะค่อยๆเริ่มฉลาด
รู้ว่าทำอย่างไร ที่รักจะเป็นรัก
โดยไม่ต้องคาดคั้นให้รัก!

หมั่นไส้ไม่อยากให้คนรักเป็นสุข

270916

คนเป็นทุกข์ ไม่ชอบเห็นใครมีความสุข
ถ้าตัวเองกำลังเศร้า แล้วเห็นใครชื่นมื่น
จะนึกหมั่นไส้ คิดไม่ดีต่างๆนานา
หรือไม่ก็อยากหาทางลากมาเป็นพวก
มาเศร้าด้วยกัน จมทุกข์ไปด้วยกัน

คนเป็นทุกข์ จะชอบคนเป็นสุขก็ต่อเมื่อ
คนเป็นสุขเผื่อแผ่ความสุขมาให้ตนด้วย
เมื่อพลอยได้เป็นสุขไปกับเขา
จึงชื่นชมความสุขแบบที่เขามีได้
ถ้ายังเหลือความหมั่นไส้อยู่บ้าง
ก็อยู่ในรูปของความอิจฉา
อยากเท่าเทียมหรือเหนือกว่า

คนรัก ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรัก
ไม่ใช่เพราะคุณผูกสัญญารักไว้กี่ข้อ
ไม่ใช่เพราะคุณคิดเอาถูกเอาผิดเป็นคณิตศาสตร์
ไม่ใช่เพราะคุณยึดเหตุผลตายตัวนมนานไหน
แต่เพราะคุณผูกคำว่าคนรัก
เข้าไว้กับคำว่าความสุขที่หวังได้สถานเดียว

คุณเป็นคนรักกับใคร
ก็เพราะเขาหรือเธอเคยเป็นข้อยกเว้น
เคยเป็นคนแปลกหน้าที่แตกต่างจากคนอื่น
และความเป็นข้อยกเว้นนั้น
ก็คือความสุขที่เข้ากันได้ แชร์กันได้
ชนิดที่มองไม่เห็นในคนอื่น

ทว่ารายละเอียดของการอยู่ร่วมกัน
บทบาทหน้าที่ การได้เปรียบเสียเปรียบ
การโกงกินความสุขทางเพศนอกบ้าน
การเสพสุขในโลกส่วนตัวที่อีกฝ่ายเข้าไม่ถึง
ล้วนเผยความจริงว่า
ยังคงมีความเป็นคนแปลกหน้ากันอยู่ดี
ถ้าอยู่ร่วมกันแบบต่างฝ่ายต่างมีความสุข
หรือปล่อยให้อีกฝ่ายมีความทุกข์
โดยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยอะไร

นับจากจุดนั้น ก็จะย้อนกลับไปสู่จุดเดิม
ของความเป็นมนุษย์แปลกหน้า
ถ้าคนหนึ่งอัตคัดความสุข
ขณะที่อีกคนร่ำรวยความสุข
ฝ่ายหนึ่งจะจ้องอีกฝ่ายด้วยความคิดไม่ดี
และพยายามลากอีกฝ่ายมาเป็นทุกข์ด้วยกัน

หากเข้าใจธรรมชาติของการจับคู่เช่นนี้
และมีสติ ไม่เผลอนึกว่า
สนิทกันคือไม่ต้องแคร์กัน
ไม่ต้องคิดมากว่าจะแชร์ความสุขแค่ไหน
ปล่อยให้หาความสุขเอาเองตามยถากรรม
คุณจะมีความสุขที่ค่อยๆร่วมกันก่อ
และไม่นึกเสียดายโลกส่วนตัว
ที่หวงไว้ตักตวงความสุขตามลำพังอย่างที่ผ่านมา!

งอนมาก ง่อนแง่นมาก

200916

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
นารีมีรูปเป็นทรัพย์
แม้กิริยาและจริตจะก้าน
ก็เป็นเครื่องประดับให้ทรัพย์สวยขึ้นได้
เพศหญิงจึงมีสัญชาตญาณอย่างหนึ่ง
คือ เข้าใจได้เองว่าจะแปรโทสะที่น่าเกลียด
ให้เป็นกิริยางอนพองามได้อย่างไร
และต่อให้ไม่มีโทสะอยู่เลย
บางทีก็พอใจจะแกล้งทำทีงอนเอางาม
เพื่อดึงดูดชายที่ตนพึงใจให้เหลียวตามตนได้

ส่วนผู้ชายนั้น เป็นที่เข้าใจกันว่า
จะดูสง่างามหรือน่าเกรงขาม
ก็ตอนสามารถสะกดอารมณ์โกรธ
ไว้ภายใต้ท่าทีสงบ สุขุม เยือกเย็น เห็นนิ่งๆอยู่
คงไม่มีใครรู้สึกว่าถ้าสะบัดหน้าชายตาค้อน
แล้วมีความสง่างามสมชายไปได้

แต่เรื่องของเรื่องก็คือ
แม้ธรรมชาติทางเพศ
จะเอื้อให้แสดงกิริยาได้ต่างกัน
ทว่าอารมณ์งอนก็มีกันได้ทุกเพศทุกวัย
เป็นของภายในที่รู้อยู่กับตน

อารมณ์งอนเป็นเงาของโทสะ
โทสะยิ่งมาก อารมณ์งอนยิ่งเข้ม ยิ่งทึบ
และอารมณ์งอนนั่นเอง
สะท้อนว่าความสามารถ
ในการละลายโทสะของแต่ละคนว่าช้าเร็วเพียงใด

ความสามารถละลายโทสะนั่นเอง
เป็นเครื่องทำนายอายุชีวิตรักว่าจะยั่งยืนหรือแสนสั้น
ละลายเร็วอายุยืน ละลายช้าอายุสั้น

อารมณ์งอน อารมณ์น้อยใจ อารมณ์อยากประชด
จูงตามกันมา เป็นเกลอแก้วกันดี
อารมณ์พรรค์นี้จะลากยาวเป็นปัญหาเรื้อรัง
หรือจางหายง่ายๆก่อนก่อปัญหา
ก็ขึ้นอยู่กับวิธีที่แต่ละคนตั้งสติหรือแอบลากอารมณ์

เมื่อเกิดอารมณ์งอน
คุณจะรู้สึกได้ถึงใบหน้าที่มืดหม่นลง
แม้คนอื่นไม่สังเกตเห็นความคล้ำหมอง
คุณก็รู้แก่ใจว่าเหมือนเมฆดำก่อตัวขึ้นคลุมทั่วหน้าตัวเอง
บดบังความคิดดีๆไม่ให้ปรากฏ
และเหมือนมีอะไรมากดทับให้แน่นหน้าอก
ยับยั้งไม่ให้เกิดความรู้สึกสบายพอจะยิ้มแย้ม
จะให้ทำหน้าทำตาดีๆ มองกันดีๆ มันฝืดฝืนเกินทน

ดังนั้น คนคิดจะเอาชนะอารมณ์งอนกันตรงๆ
จึงมักแพ้ภัยตัวเอง บอกตัวเองว่าไม่ไหว
แม้รู้ทั้งรู้ว่าอารมณ์พรรค์นี้ ยิ่งบ่อยขึ้นเท่าไร
ความรักยิ่งง่อนแง่นขึ้นเท่านั้น

วิธีที่ง่ายกว่าการฝืนเอาชนะอารมณ์อยากตะบึงตะบอน
คือยอมรับตรงๆกับตัวเองว่า ฉันกำลังหน้ามืด
และเป็นหน้ามืดด้วยโทสะ ไม่ใช่ด้วยราคะ
เป็นหน้ามืดแบบผลักคนออก ไม่ใช่หน้ามืดแบบดึงใครเข้า
เมื่อเกิดภาวะหน้ามืดแบบนี้
ความคิดมืดๆก็ปรากฏตามมาเป็นธรรมดา
ประมาณว่า เลิกเป็นเลิก ไม่สนแล้ว ไม่แคร์แล้ว

เมื่อสังเกตรู้และยอมรับว่าเกิดอารมณ์งอน
คุณจะรู้สึกคล้ายผีที่หายใจไม่เป็น
ต่อเมื่อลากลมหายใจยาว
จึงค่อยกลับมารู้สึกว่าเป็นคนที่ยังมีลมหายใจกับเขาอยู่
และรู้ว่า ลมหายใจนั้น
มีอาการหน้ามืด คิดร้าย แน่นอก
เพียงเท่านั้นเอง
คุณจะพบว่าอาการมืดๆ ร้ายๆ
คลี่คลายลงในลมหายใจต่อมาได้เอง
โดยไม่ต้องฝืนกลั้นใจเอาชนะแต่อย่างใดเลย

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะแท้จริงแล้ว
อารมณ์งอนเป็นเพียงเงาดำทาบหน้า
เหมือนเมฆบางที่พร้อมจะผ่านไปเองอยู่แล้ว
พอสติมา จิตสว่างขึ้น ก็ไม่มีเงาดำเหลือ
แต่ถ้าสติไม่มา ใจก็วิ่งไล่ตามเมฆบางไป
จึงคล้ายหมกตัวอยู่ใต้เงามืด
ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันกัน

ผู้หญิงแสดงความงอนเดี๋ยวเดียวจะสวยขึ้น
ผู้ชายไม่แสดงความงอนเลยจะหล่อมาก
จะสวยขึ้นหรือหล่อมาก
ก็ขึ้นอยู่กับวิธีตั้งสติเฉพาะตน
ไม่มีใครตามบอกตามเตือนกันได้!

คิดถึงมากไป ไม่รู้ว่าคิดอะไรแน่

130916

คุณอาจเคยมีประสบการณ์
คิดถึงใครจนหลับไป
ตื่นขึ้นมางุนงง
เหมือนตัวเองกลายเป็นอีกคน
รู้สึกว่างเปล่า
หมดความอยากคิดถึงอย่างสิ้นเชิง

หรือคุณอาจเคยมีประสบการณ์
คิดถึงบางคนมากมาย
นึกว่ารู้สึกอย่างหนึ่ง
แต่พอเจอตัวจริง
กลับรู้สึกไปอีกอย่าง

ประสบการณ์ทำนองนี้บอกคุณว่า
ความคิดถึงนั้น ที่แท้แล้ว
คือ อารมณ์คิดอย่างที่อยากจะคิด
รู้สึกไปอย่างที่อยากจะรู้สึก
จินตนาการอย่างที่อยากจินตนาการ
ไม่แน่ว่ามีความจริงรองรับอยู่
ทั้งความจริงนอกตัวและในตัว

ตัวอย่างแบบสุดขั้วที่เห็นได้ชัด ก็เช่น
เมื่อพบคนแปลกหน้าที่โดดเด่น
เพราะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โฟกัสเขา
ตลอดจนมีเสื้อผ้าหน้าผม
ที่ส่งให้เกิดการฉายออร่าเจิดจ้า
สายตาเขามองคุณได้อย่างมีพลังสะกด
แน่นอนพอห่างกัน ความรู้สึกที่ติดค้างในคุณ
คือ ออร่าและพลังสะกดจากเขา
พอคิดถึง ก็จะจินตนาการบรรเจิดเกินจริง
รู้สึกหวานแหววสุดหัวใจ
มีความสุขที่จะคิดถึงไปจนหลับ

แต่ในเวลาต่อมา บังเอิญเจออีกครั้ง
เขาหรือเธอคนนั้น กำลังจิตตก
หน้าตากับอารมณ์กำลังน่าเกลียดได้ที่
ไม่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญ
ไม่ต่างจากคนธรรมดาคนหนึ่ง
แถมพูดจาแย่ๆ ทำสีหน้าสีตาแย่ๆใส่คุณ
พอห่างกัน ความรู้สึกที่ติดค้าง
คือ ความดิบ เถื่อน และแรงผลักไส
พอคิดถึง ก็จะเกิดจินตนาการห่วยแตก
เหมือนในปากอมขี้จิ้งจกขมๆไว้
อยากเลิกคิด ก็ยังเฝ้าคิดแย่ๆไม่เลิก

หรือเอาตัวอย่างที่ธรรมดาหน่อย
แม้รู้จักคบหาใครมานาน
ผ่านร้อนผ่านหนาว ดีร้ายใส่กันหลายหลาก
บางทีคุณยังเลือกไม่ได้เลยว่า
จะรู้สึกหรือจดจำกันในทางดีหรือทางร้าย
บางนาที แว่วเพลงเพราะๆลอยลม
ก่อความรู้สึกละมุนละไม
ชนิดที่โยงให้นึกถึงเขาตอนทำหน้าทำตาดีๆ
ก็รู้สึกแบบ คิดถึงจัง อยากไปหาเดี๋ยวนี้เลย
แต่บางนาที ได้กลิ่นเหม็นๆจากกองขยะ
ก่อความรู้สึกรังเกียจ
ชนิดที่โยงให้ระลึกถึงพฤติกรรมบัดซบของเขา
ก็กลายเป็นรู้สึกประมาณ อย่าเจอกันเลยไหม
ไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน

สรุปแล้ว ที่คิดถึงใคร
ไม่ใช่ง่ายๆที่จะคิดถึงความเป็นตัวเขาจริงๆ
มันมีองค์ประกอบเก่าใหม่หลายอย่าง
ผสมกันอยู่ในหัวของคุณ
ถ้าจำแนกไม่เป็น ก็ไม่มีทางเข้าใจตัวเองถูก

ท่านถึงบอก ท่านถึงสอนกันว่า
เพิ่งคบใคร อย่าด่วนทึกทัก
อย่าถือเอาความคิดถึงมากๆ
เป็นเครื่องหมายบอกว่า
เราจริงจังแน่ เขานี่แหละใช่
คู่แท้คือเธอคนนี้แหละ

ในทางกลับกัน ตอนโกรธกันหนักๆ
อย่าเพิ่งสรุปว่า อย่ามาเผาผี
อย่าถือเอาความคิดถึงเรื่องบางเรื่อง
มาเป็นที่ตั้งของความมั่นใจว่า
กูเอาแน่ เลิกเลย หย่าขาด ไม่ต้องเจอกันอีก
ถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เกิดคนละประเทศ
เธอเป็นสัตว์น้ำ ฉันจะเป็นสัตว์บก

คนเราจะมีความรู้สึกที่ตกผลึก
เข้าใจความรู้สึกตัวเองถูกต้องจริงๆ
ต้องถึงจุดที่เลิกเอาความคิดถึงตอนอยู่ว่างๆ
มาเป็นอารมณ์ มาเป็นเครื่องวัด
แต่อาศัยความรู้สึกที่มีเป็นปกติ
ยามเผชิญหน้าตัวจริง ของจริงไปนานๆ
อย่างน้อยนานพอจะรวมเป็นข้อสรุปได้ว่า
ความรู้สึกแบบนั้น น่าเต็มใจให้เกิดขึ้นไหม
ความรู้สึกแบบนั้น น่ารักษาไว้กับตัวไหม
ความรู้สึกแบบนั้น น่าให้ค่าควรแก่การคิดถึงไหม!

จูนใจให้เสมอกัน

14324270_1163944573662699_6781197045017922944_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เรื่องของศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ปัญญา
ที่จะจูนให้เสมอกันได้
ต้องมาจากสิ่งเดียวเท่านั้นครับ
คือ 'ศรัทธาในเรื่องเดียวกัน'
พระพุทธเจ้าท่านถึงขึ้นด้วยศรัทธา
ถ้าเชื่อเรื่องเดียวกันเสียแล้วเนี่ย
โอกาสที่จะทำอะไรสอดคล้องกลมกลืนกัน
แล้วมีความสุขอยู่ด้วยกันทั้งชีวิตก็เป็นไปได้

) ความหมายของศรัทธาเสมอกัน
หมายถึงเชื่อมั่นนับถือคุณงามความดีเดียวกัน

เช่น นับถือศาสดาองค์เดียวกัน
เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน
เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น

เมื่อศรัทธาไม่ตรงกัน ก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน
เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกัน ก็คุยกันได้ไม่นาน
เมื่อคุยกันได้ไม่นาน ก็เบื่อกันเร็ว
อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม

ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคง
ย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน
ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความหมายของศีลเสมอกัน
คือ เป็นคนรักความสะอาดทางใจเหมือนๆกัน
เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของศีลข้อ สำหรับคู่รัก

พรานหนุ่มกับพรานสาว
ทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้
แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิต
มาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพ
ที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต
อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้าม
ของกันและกันไม่ไหว

ถ้าสามีบอกว่า
งานที่ทำอยู่ต้องโกหกทุกวัน อยากลาออก
แล้วเมียตวาดแว้ดว่าออกแล้วจะเอาอะไรกิน
นี่ไม่เสมอกันอย่างแรง

แต่หากเมียทำเสียงอ่อยๆว่า ก็ได้ เอายังไงก็เอา
นี่ไล่เลี่ยแบบตามตามกันมา

แต่หากเมียตาโตทำหน้าขึงขังรับทันทีว่า
แหม! ดีจริงๆ อยากขอนานแล้วแต่ไม่กล้า
รีบออกเถอะงานปั้นน้ำเป็นตัวพรรค์นี้
พรุ่งนี้คุยกับหัวหน้าเลยนะเธอ
อันนี้คือเท่ากันแบบไม่ต้องสงสัย
ได้ใจกันและกันแน่

และนั่นก็เช่นเดียวกัน
ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน
ยิ้มไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น
ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อ
ถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว

ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้ว
ย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน
สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความหมายของจาคะเสมอกัน
คือ ต่างฝ่ายต่างมีน้ำใจ
ไม่ใช่จะเกาะอีกฝ่ายหนึ่ง
กินน้ำใจอีกฝ่ายหนึ่งท่าเดียว

เช่น อีกฝ่ายสละเงินให้ใช้
อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น
การเอารัดเอาเปรียบ
เกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล

ถ้าสามีบอกว่า
อยากซื้อไอติมให้เด็กขอทานที่ตาละห้อยอยู่
แล้วเมียตะคอกว่า "ไปให้มันทำไม"
อันนี้เรียกว่าไม่เสมอกันอย่างแรง

แต่หากเมียบอกว่าเอาสิ ตามใจ
อันนี้เรียกว่า ไล่เลี่ยแบบตามตามกันมา

แต่หากเมียบอกว่า เออ! หน้าตาน่าสงสารจริงๆด้วย
เธอไม่ต้อง ฉันขอเดินไปซื้อเอง
อันนี้คือเท่ากันเป๊ะ "เสมอกันอย่างสมบูรณ์"

ยิ่งให้คนอื่นมาก ก็ยิ่งได้ความสุขในการสละ
มาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น
จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียง
ย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่
เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน
ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ส่วนปัญญาเสมอกัน
หมายถึง อย่างน้อยคุยกันรู้เรื่อง!’

ไม่ใช่พูดจนปากเปียกปากแฉะ
ก็ไม่รู้เรื่องว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร
หรืออย่างน้อยเป็นไปไปในทางเดียวกัน
ไม่ใช่พูดคนละภาษา
ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ
หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา

รวมทั้งปัญญาระดับสูง
ที่เข้าอกเข้าใจธรรมะ รู้เรื่องธรรมะระดับเดียวกัน
เป็นไปเพื่อสวรรค์นิพานเหมือนๆกัน
เช่นฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง
ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย
แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อย
ก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต
ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง

คำว่าปัญญานั้นไม่ใช่ปริญญา
หลายงานเสียอีก
ที่ปริญญาเป็นเครื่องสนับสนุนให้ทำกรรมโง่ๆ
พูดโง่ๆออกมาด้วยโมหะ ลุ่มหลงสำคัญตัวผิด
รักไม่จำกัดปริญญา
แต่จำกัดที่ความสามารถชักชวนกันขึ้นสูง
และต้านทานกิเลส

ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกัน
ย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา
และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

นอกจากเรื่องของความเสมอกันทั้ง ประการแล้ว
พระพุทธเจ้ายังตรัสถึง
การมีใจเอ็นดูกัน เล็งแลดูกันด้วยสายตาแห่งความรัก
พูดจาด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รัก
อันเป็นธรรมดาของการครองเรือนอย่างเป็นสุข
ตามประสาชาวโลกทั่วๆไปด้วยครับ

สรุปคือให้กำลังใจกันแค่ไหน
ในทางเพิ่มศรัทธา เพิ่มน้ำใจ
เพิ่มศีล และเพิ่มปัญญารู้ธรรม
ก็นั่นแหละครับมาตรวัดความเสมอกัน
ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

เลือกผิดคนหรือประพฤติตนผิดเอง

060916

ไม่ใช่เรื่องง่าย
ที่จะรู้ตัวตั้งแต่เริ่มว่า
ตนเองเลือกผิด
หรือตนเองประพฤติผิด

ตอนเลือก
ใครๆก็ต้องคิดว่าถูกคน
หรืออย่างน้อยใช่กว่าทุกคน
ไม่อย่างนั้นจะเลือกมาทำไม

ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้
หรือดีที่สุดเท่าที่มีให้เจอ
ว่างั้น

ตอนจะเลิกนั่นแหละ
คนใกล้ตัวถึงได้ยินคำว่ามันเลวชัดๆ

ที่ทำให้ใครต่อใครเชื่อว่า
มันเลวชัดๆอย่างน้อยก็เพื่อช่วยให้รู้สึกว่า
เราเป็นฝ่ายดี หรือกระทั่งไม่มีความผิดใดๆเลย

ชนะใจคนเชียร์ได้ โน้มน้าวให้ทั้งโลกเข้าข้างได้
เกิดกำลังใจ ทุเลาความเจ็บใจในระยะสั้นได้
แล้วยังไงในระยะยาว?

แนวโน้มคือ เดี๋ยวก็ต้องเลือกผิดคนกันใหม่
จากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนที่ใช่
แล้วปล่อยอะไรบางอย่าง
แปลงเขาหรือเธอให้เป็นคนเลวชัดๆ
หรือคนไม่ใช่ชัวร์ๆอีก

แท้จริงแล้ว
ทุกคนเจอได้อย่างมากแค่คนเกือบใช่
ส่วนที่ว่า สุดท้ายจะใช่หรือไม่ใช่
ก็อยู่ที่เราเองเป็นตัวแปรแค่ไหน

ทำเรื่องไม่ใช่บ่อยๆ
ต่อให้เป็นคนที่ใช่
ก็กลายเป็นไม่ใช่ตามไปด้วย

ทำเรื่องที่ใช่บ่อยๆ
แม้แต่คนที่เหมือนไม่น่าใช่
ก็กลายเป็นใช่ขึ้นมาได้

ทุกอย่างตั้งต้นกันที่ความคิด
ถ้าถามตัวเอง แล้วตอบตัวเองได้ตรงไปตรงมาว่า
เราเป็นพวกชอบโยนโทษ ขี้เพ่งโทษคนอื่น
ก็จงเร่งตระหนักว่า
นั่นแหละ! ตัวแปรหมายเลขหนึ่ง
ที่จะเปลี่ยนคนเกือบใช่ให้กลายเป็นไม่ใช่
เพราะใช้ชีวิตกับใคร เราก็จะเห็นแต่
ฉันดีและเธอเลว
หน้าที่ของเธอคู่กับไม่ใช่เรื่องของฉัน
เธอห้ามนะแต่ฉันทำได้
อัตตาโตๆ ตัวตนเจ๋งๆ ในระหว่างใช้ชีวิตคู่นั้น
ในที่สุดมักกลายเป็นคนจ๋องๆ กับอัตตาเหงาๆ
เฝ้าหาคนที่ใช่จากอากาศไปเรื่อยๆ

แต่หากตอบตัวเองได้ตามจริงว่า
เราเป็นหนึ่งในคนเข้าใจว่าอะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล
เช่น ถ้าเราทำหน้ายักษ์ ชอบอวดอำนาจ
จ้องถมึงทึงเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อบ่อยๆ
แม้ไม่ทำผิดประการใด ไม่บกพร่องหน้าที่ไหนอื่นเลย
ก็ไม่มีใครเขาอยากอยู่ด้วย
มีแต่จะอยากหนีไปอยู่กับคนหน้าตายิ้มๆ เอาใจกันดีๆ
ความเป็นคนรู้ไปถึงราก
ของเหตุของผลทางอารมณ์ประมาณนี้แหละ
ที่เปลี่ยนคนเกือบใช่ให้กลายเป็นใช่ที่สุด
เพราะทำชีวิตคู่ให้ดูเป็นเรื่องของทั้งฉันและเธอ
หน้าที่ของเธอมี หน้าที่ของฉันด้วย
อะไรเป็นเรื่องต้องห้าม ก็ต้องห้ามใจกันทั้งคู่
ต่างฝ่ายต่างเป็นตัวแปรครึ่งหนึ่ง
ไม่ใช่ยกความเป็นตัวแปรสำคัญให้อีกฝ่ายท่าเดียว!

คู่คิดไม่ได้แปลว่าคิดอย่างที่ฉันคิด

14102523_1153848168005673_6220477291486345158_n

มองทางเดียวกัน
ประคองคู่เคียงกัน
แก้ปัญหาด้วยกัน
อย่างนี้เรียกว่าคู่คิด

มองคนละทิศ
แต่กลับอยากจะให้เห็นทางเดียวกัน
ไม่มีปัญหาก็สร้างปัญหา
ด้วยการบังคับให้คิดอย่างใจฉัน
อันนี้ในที่สุดก็กลายเป็นคู่ค้านหรือคู่แค้น

มนุษย์เราชอบเรียกร้อง
เริ่มขึ้นมาก็บอกจะหาแค่ใครสักคน
มาเติมความรู้สึกตัวเองให้เต็ม
แต่แล้วก็อยากได้ของแถม
ไม่เอาแค่ความรู้สึก
แต่จะเปลี่ยนความคิดในหัวเขา
เอามาอยู่ในอาณัติของตัวเองด้วย!

กลายเป็นว่าคู่คิด
คือต้องคิดอยู่ในกรอบที่ตนต้องการ
ต้องคิดสนใจฉันคนเดียว
ฉันต้องสำคัญที่สุด
แม้แต่พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนพ้องของเธอ
ก็สำคัญไปกว่าฉันไม่ได้

ทุกคนมีรากอารมณ์ดิบ
อยากบงการคนรักว่า
แม้ฉันไม่น่ารัก เธอก็ต้องรัก
แม้ฉันทำตัวไม่น่าชม เธอก็ต้องชม
แม้คนอื่นดูดีกว่า เธอก็ต้องว่าฉันดูดีที่สุด
แม้เจอใครน่าติดใจ เธอก็ต้องไม่มีใจผูกติด
ห้ามคิดเป็นอื่นเด็ดขาด
จับได้เมื่อไรว่า คิดอย่างที่ไม่อยากให้คิด
ก็เป็นอันถึงเวลาต้องคุยกันโต้รุ่ง!

ความรู้สึกนึกคิดของคนเรา
เพี้ยนได้แรงอย่างน่าแปลกใจ
ไม่ชอบการโกหก
แต่ก็ชอบบังคับอ้อมๆให้ต้องโกหก
ชอบให้คนรักสารภาพความจริง
แต่กลับไม่ชอบยอมรับความจริงที่คนรักคิด

ความขัดแย้งในหัวของตัวเอง
ที่จัดการไม่เสร็จนี่แหละ
ทำให้คู่รักมักไปกันไม่รอด
อยู่ด้วยกันนานเท่าไรก็เข้าไม่ถึงกันเสียที

ต่อเมื่อเลิกเอาแต่อารมณ์ดิบ
เปิดใจยอมรับความจริงในหัวของมนุษย์
เริ่มจากยอมรับความจริงในหัวของตัวเองว่า
มันผันผวนไปมาตามสิ่งกระทบ
กระทบดี ก็รู้สึกดี แล้วคิดดีด้วย
กระทบร้าย ก็รู้สึกร้าย แล้วคิดร้ายตอบ
สัมผัสเรื่องน่าติดใจ ก็รู้สึกติดใจ แล้วคิดถึงไม่เลิก
สัมผัสเรื่องน่าระคาย ก็รู้สึกระคาย แล้วไม่อยากคิดถึง

จากนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบตัวเองกับใครอื่น
ก็จี้ให้ตรงประเด็น จี้ให้เกิดการคิดถึงใจเขาใจเรา เช่น
เรากำลังทำสีหน้าให้น่ามองแบบคนนั้น หรือน่าเมินแบบนี้?
เรากำลังทำตัวน่าติดใจแบบคนนั้น หรือน่าผลักไสแบบนี้?

เรากำลังทำตัวเป็นคู่คิดหรือคู่ทรมาน?
เรากำลังสร้างความคิดดีหรือร้ายขึ้นในหัวเขา?

ความคิดดีๆในหัวเขา เราต้องการ
แล้วก็เรียกร้องแบบเอาเป็นเอาตายเสียด้วย
แต่ความคิดดีๆในหัวเรา เรากลับไม่เห็นความจำเป็น
ไม่เคยเสียเวลานึกเลยว่า เขาก็ต้องการเหมือนกัน

ถ้าจะเอาแต่ดีแบบที่คิดๆฝันๆ
แต่ไม่คิดดีๆในแบบที่เป็นไปได้จริงร่วมกัน
แล้วเมื่อใดจะเป็นคู่คิดกันได้ในโลกความจริงเล่า?

คำถามสำคัญที่สุด ไม่ใช่มีให้ใคร แต่ต้องมีให้ตัวเอง!

ดูดีอย่าดูเว่อร์

230816

คนเราถ้าแต่งตัวไม่ดี
เสื้อผ้าหน้าผมไม่ได้
ก็ไม่รู้สึกมั่นใจพอว่า
จะทำให้คนอื่นมองตัวเองว่ามีดี
เพราะรูปลักษณ์ดีๆ
เป็นตัวกำหนดความรู้สึกเมื่อแรกพบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ความดึงดูดให้คนมาสนใจรักใคร่

แต่คนเรา ถ้าแต่งรูปจนดีเกินจริง
กลายเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่ตัวเอง
เพียงหวังจะได้เรียกเสียงวี้ดว้าวทางเน็ต
สร้างความปลื้มหลอกๆ
นอกจากจะไม่เพิ่มความเชื่อมั่น
ยังกลายเป็นทำลายความมั่นใจ
ในโลกความจริงได้ดื้อๆ

หากหล่อสวยเว่อร์ๆ
เพียงเพื่อเรียกเสียงฮาครั้งสองครั้ง
แบบรู้ๆกันว่า เว่อร์ขำๆ
ให้เพื่อนๆทางโซเชียลแซวเล่น
อันนั้นไม่เป็นไร ไม่ใช่เหตุให้ผิดปกติ

แต่หากพยายามจริงๆ
ที่จะหันมุมสวยสุด หล่อสุดเข้ากล้อง
แล้วกระหน่ำซ้ำด้วยแอปนางงามจักรวาล
หรือโปรแกรมรีทัชระดับเทพ
ทำซ้ำๆทุกวันด้วยความติดใจ
และด้วยการเห็นคนแปลกหน้ามาติดใจ
อันนั้นนานไปคุณจะเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
อยากอยู่แต่ในเน็ต อยากแต่งแต่รูป
และไม่อยากมองหน้าตัวเองในกระจก
ไม่อยากให้ใครเห็นตัวจริง
เข้าที่ทำงานหรือห้องเรียนก็รู้สึกจ๋องๆ กระจอกๆ
พอไม่มีใครมอง ไม่มีใครสนหน้าตา แล้วรู้สึกแย่
รู้สึกรุนแรงว่า จริงๆฉันต้องดูดีกว่านี้เยอะ
แล้วหันไปฝากความหวังไว้กับตัวตน
ที่สร้างขึ้นด้วยแอปท่าเดียว

ถ้าไม่อยากผิดปกติทางใจ
ต้องตัดสินใจกันที่จุดหนึ่งว่า
จะเอาเวลาไปสร้างค่าให้ตัวจริง
หรือมัวเสียเวลาสร้างใบหน้าที่ไม่มีอยู่จริง!

ถ้าไม่ชอบ ให้อย่างไรก็ไม่ชิน

13962480_1141108995946257_3507501174669274362_n

ไม่ว่าจะเป็นของ
ไม่ว่าจะเป็นคน
ไม่ว่าจะเป็นงาน
ถ้าเป็นเหตุให้ทุกข์เท่าเดิม
อยู่ๆไปพักหนึ่งคุณจะชิน
เหมือนเสียงรบกวนที่คงเส้นคงวา
ได้ยินไปนานๆ
สมองจะคัดส่วนที่รบกวน
ออกจากการรับรู้ไปเอง
แม้ส่งเสียงอยู่ แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน
นี่เป็นกลไกธรรมชาติ
ที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่รอดได้
โดยไม่เป็นบ้าตายเสียก่อน
ภายใต้สภาพการณ์แย่ๆ

แต่ถ้าเสียงรบกวนดังกล่าว
อยู่ๆดังโด่งขึ้นมากระตุ้นโสตประสาท
พักหนึ่งแล้วแผ่วหายไป
เสร็จแล้วแผดแหลมขึ้นมาแสบแก้วหู
เป็นนานกว่าจะหายไป
จากนั้นกระหึ่มสะเทือนอัดบ้องหู
นานเหมือนจะไม่หยุด กว่าจะหายไปได้
แบบนี้ร่างกายและจิตใจของคุณจะไม่ปรับตัว
นับวันสุขภาพจิตจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ
เหตุเพราะทุกครั้งที่เสียงอันเป็นพิษกระทบหู
จะเกิดความทุกข์ใหม่ๆไม่ซ้ำหน้า
เพิ่มความอึดอัด สะสมแรงดัน
จนถึงจุดหนึ่งเหมือนลูกโป่งใกล้ระเบิด

เมื่อเข้าใจหลักการนี้
ก็จะแยกแยะออกว่า
แม้แต่การเจริญสติ
ก็ไม่ใช่เจริญได้ทุกสภาพการณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ภายใต้สภาพการณ์ที่สติของคุณ
ยังไม่แข็งพอที่จะต้านทาน
แม้พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับเหล่าภิกษุสาวกว่า
หากเจริญสติถูกทางแล้ว
แต่อยู่ที่ไหนแล้วเป็นสุขเกินไป
ไม่เป็นเหตุให้สติเจริญขึ้น ก็หลีกออกมาเสีย
อยู่ที่ไหนแล้วเป็นทุกข์เกินไป
ไม่เป็นเหตุให้สติเจริญขึ้น ก็หลีกออกมาด้วย
ท่านไม่ได้ส่งเสริมให้ทนๆๆไม่มีที่สิ้นสุด
แล้วหวังว่าเดี๋ยวสติจะเจริญขึ้นได้เอง

สิ่งที่ต้องทำไว้ในใจ คือ
ถ้าเจอกระทบอันเป็นทุกข์นิดหน่อยแล้วถอยทันที
ไม่อาศัยเป็นบทเรียนดูปฏิกิริยาทางใจ
ที่แรงขึ้นมา แล้วแผ่วลงไป บ้างเลย
จะเอาแต่เครื่องประโลมสัมผัสที่น่าพอใจ
เช่นนี้ ในทางธรรม สติก็ไม่มีทางเจริญ
เพราะจะขาดสติ เคลิ้มนึกไปว่าโลกนี้น่าอภิรมย์
ส่วนในทางโลก ความเข้มแข็งก็ไม่มีทางเกิด
เพราะเป็นผู้ขาดขันติ
อะไรนิดอะไรหน่อยก็ทนไม่ได้ไปหมด

ในทางกลับกัน
หากเจอกระทบอันเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นๆไม่สิ้นสุด
แล้วไม่หาทางเลี่ยง หรือไม่คิดตัดต้นตอ
เข้าใจว่าการเจริญสติ คือการฝึกทนทู่ซี้ไปเรื่อยๆ
อันนี้ในที่สุดโรคประสาทก็ถามหาเอาง่ายๆเหมือนกัน
การทึกทักของคนส่วนใหญ่จะออกแนว
แน่จริงต้องทนได้ทุกอย่าง ฝึกได้ทุกที่
ทำไม่ได้แปลว่าไม่เก่ง หรือยังฝึกไม่พอ
ที่แท้แล้วทั้งหลายทั้งปวงคือ
ยังไม่เข้าใจให้ดีพอต่างหาก!

จะรู้ได้อย่างไรว่ารักใครจริง

13876560_1139070606150096_3297145138236793312_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถามจะมีวิธีสำรวจใจตัวเองไหมคะ ว่าเรารักใครจริงๆหรือเปล่า? ถามใจตัวเอง บางวันบอกว่ารัก บางวันบอกว่าเฉยๆ ไม่แน่ใจเลยว่าถ้าตอบรับไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นข้างหน้า

ดังตฤณ :
ตอบตามหลักที่พระพุทธเจ้าประทานไว้นะครับ
ความรักจะเกิดขึ้นได้
ด้วยองค์ประกอบหลักสองประการ
หนึ่ง คือ เคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อน
สอง คือ เกื้อกูลกันในปัจจุบัน
เมื่อจับหลักอย่างนี้
ก็สามารถเทียบเคียงกับภาคสนามได้ง่ายหน่อย
คือเมื่อพบคนที่คุณสามารถรักได้
ควรจะเกิดอาการต่างๆต่อไปนี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความรู้สึกคุ้นเคยกันอย่างรวดเร็ว
เหมือนรู้จักมักคุ้นอยู่ก่อน
และพูดคุยสนิทสนมได้ง่าย
เหมือนระบายได้ทุกเรื่อง
นั่นเป็นวิบากของการอยู่ร่วมกันมานาน
ก่อแรงดึงดูดเข้าหากัน
อยู่ใกล้แล้วไม่รำคาญ
แม้เหงาก็อบอุ่นเป็นสุขได้เพียงเมื่อคิดถึง
และเท่าที่พบมา ต่อให้ธาตุนิสัยต่างกันเป็นตรงข้าม
เช่น ใจร้อนกับใจเย็นมาเจอกัน
ก็ไม่รู้สึกแปลกแยกต่อกัน
ขอเพียงมีบุพเพสันนิวาสมาช่วย

การสำรวจใจด้วยเกณฑ์ข้อนี้
อย่างง่ายก็อาจลองจินตนาการดูว่า
ถ้าต้องไปอยู่กระต๊อบกับใครสักคน
แล้วรู้สึกว่ารับได้ไหม เป็นไปได้ไหม
หากสนิทใจพอ หรือกระทั่งนึกครึ้มคึกคักต่อยอด
อยากหนีไปอยู่เกาะตามลำพังสองคน
อันนั้นถือว่าผ่านมาตรฐานเบื้องต้น

อย่างไรก็ตาม ความรักที่แท้
ต้องการความจริงเป็นเครื่องรับรอง
ไม่ใช่แค่จินตนาการหรือฝันกลางวันเล่นๆ
หากมีโอกาสร่วมสถานการณ์ลำบาก
อยู่ในที่ที่ขาดความสุขสบาย
แล้วยังรู้สึกดีกับการอยู่ร่วมกันได้
อันนั้นถือเป็นบทพิสูจน์ครับ
ว่าเคยอยู่ร่วมกันด้วยดีมาอย่างแน่นอน


.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

) ความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย
คืออยากช่วยเหลือ อยากดูแล
มีความเอาใจใส่โดยไม่ต้องฝืน
นั่นเป็นเพราะเหตุที่เคยช่วยเหลือดูแลกันมาก่อน
ย่อมชวนให้ผูกพันไยดี
เท่าที่พบมา
แม้ฝ่ายหนึ่งได้ชื่อว่าเห็นแก่ตัว ไม่เอาใคร
แต่ก็เต็มใจเสียสละให้กับคู่บุญเก่าได้
เมื่อคอยเข้าไปดูแลสารทุกข์สุกดิบ
ก็ได้ชื่อว่าปัจจุบันสร้างเหตุแห่งความรักไว้แล้ว

การสำรวจใจตนเองด้วยเกณฑ์ข้อนี้
ก็ขอให้รอดูเหตุการณ์จริง วัดใจกันในยามยาก
หากเขาต้องการความช่วยเหลือไม่ว่าเล็กหรือใหญ่
คุณเต็มใจแค่ไหน
กระตือรือร้นในการช่วยปัดเป่าเท่ากับหรือยิ่งกว่า
ปัญหาของตัวเองไหม

ถ้าจะวัดใจให้สมบูรณ์แบบ
ต้องดูทั้งสองฝ่ายนะครับ ไม่ใช่ฝ่ายเดียว
การอยากอยู่ใกล้
การอยากดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
เป็นเครื่องชี้ชัดว่าร่วมบุญกันมาจริง
ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งติดหนี้แค่ข้างเดียว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

นอกจากนั้นต้องคำนึงด้วยว่า
ชีวิตหนึ่งๆเราอาจร่วมชาติร่วมชายคา
เป็นคู่ผัวตัวเมียกับใครได้มากกว่าหนึ่ง
(
แถมบางรายร่วมได้ทั้งสองเพศ!)
ฉะนั้นก็อย่าแปลกใจหากคุณปิ๊ง
และเอาใจใส่ใครต่อใครได้หลายคน

โลกเต็มไปด้วยตัวเลือก
โดยมีข้อจำกัดทางศีลธรรมว่า
ต้องเลือกอยู่กับใครคนหนึ่งเพียงคนเดียว
ฉะนั้นหากต้องการสำรวจใจว่ารักใครที่สุด
ก็ให้ดูว่าใจคุณอยากเลือกอยู่กับใครมากที่สุด

แน่นอนว่าด้วยความจำเป็นบางประการ
อาจทำให้คุณต้องเลือกอยู่กับคนที่รักน้อย
และตัดใจจากคนที่รักมาก
นั่นก็เป็นเครื่องชี้ได้อย่างหนึ่งว่า
แม้ทำบุญร่วมกันมาพอจะให้แสนรัก
แต่ก็อาจมีบาปเก่าหรือบาปใหม่บางอย่าง
มาขวางไว้ไม่ให้สมหวัง
เข้าทำนองรักมากแต่ไม่อยากอยู่ด้วยนั่นเอง

อยากตัดแต่ตัดไม่ขาด

020816

ความผูกพันที่มีต่อคนส่วนใหญ่
เป็นอะไรที่ไม่ซับซ้อน
ชอบก็อยากคบ อยากพบ อยากเจอ
ไม่ชอบก็อยากห่าง อยากหนี อยากหลบ
มีบุญคุณอยากทดแทน
มีความแค้นอยากชำระ
มีจุดตั้งต้นทางความรู้สึก
ที่ชัดเจนว่าเริ่มจากเหตุการณ์วันไหน
มีจุดจบทางใจ
ที่จำแม่นว่ามาจากคำพูดคำใด

แต่ความผูกพันกับบางคนเหมือนสิ่งลึกลับ
คุณแยกไม่ออกระหว่างรักกับเกลียด
คุณบอกไม่ถูกด้วยซ้ำว่า มันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่แน่
แล้วก็มองไม่เห็นเลยว่า เมื่อใดจะจบจะสิ้น
คล้ายมีพลังชักใยอยู่เบื้องหลัง
อยู่นอกเหนือประสบการณ์ที่สัมผัสได้
เหมือนมันอยู่ตรงนั้น
ก่อนที่คุณ เขา หรือเธอ จะเกิดมา
อีกทั้งน่าจะอยู่ตรงนั้น
หลังจากที่คุณและคนทั้งโลก
ล้มหายตายจากไปแล้วด้วย!

ความผูกพันที่ลึกลับ อธิบายยากทำนองนี้
ทำให้คนธรรมดาทั่วไป
มีความโน้มเอียงจะเชื่อเรื่องปางก่อนปางหลัง
แต่คนธรรมดาที่ไร้อภิญญารู้แจ้งเห็นจริง
ก็ไม่อาจทราบได้อยู่ดีว่า
ชาติก่อนเคยผูกกรรมกับใครไว้อย่างไร
จึงรู้สึกอึดอัด อ้ำอึ้ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ได้แต่พูดตามๆกันเป็นคำสำเร็จรูป เช่น
เคยทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน
ยังใช้กรรมกันไม่หมด ยังตัดเวรกันไม่ขาด ฯลฯ

ความโยงใย ความผูกมัด ความร้อยรัด
แบบที่ตัดไม่ตายขายไม่ขาดนั้น
แท้จริงแล้วมีภาพรวมอยู่ว่า
เป็นดวงสว่างหรือดวงมืดมากกว่ากัน
เป็นสายโซ่แห่งบาปเวรประมาณใด
เป็นสายใยแห่งบุญคุณขนาดไหน
เหลือแรงดึงดูดอยู่เท่าไหร่
แม้ตายไปคนหนึ่งขึ้นสูง
คนหนึ่งลงต่ำ แยกย้ายชั่วคราว
ในที่สุดก็ประจบครบรอบ
ถูกแรงกรรมดึงดูดมาพบ
มารื่นรมย์ มาทรมานร่วมกันอีกอยู่ดี

แต่เมื่อไม่อาจเห็นความโยงใยนั้น
ด้วยกำลังอภิญญาตาทิพย์ในคราวเดียว
ก็อาจสะสมกำลังสติไปเรื่อยๆวันต่อวัน
มองผ่านช่องทางที่พระพุทธเจ้าสอนไว้
ในอายตนบรรพของมหาสติปัฏฐานสูตร
นั่นคือ ให้มองโซ่ร้ายและสายใยดีทั้งหลาย
โดยความเป็นสังโยชน์

การจะตรวจดูว่า คุณมีสังโยชน์ใดอยู่บ้าง
ไม่ใช่จากการหลับตานึกเอาหรือคาดคะเนเอา
แต่ต้องด้วยการรู้ใจตัวเองผ่านสัมผัส
ที่เข้ามากระทบชนิดต่างๆ

เห็นใคร แล้วรู้สึกอยากมอง แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางตากับเขา
ได้ยินเสียงใคร แล้วรู้สึกอยากฟัง แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางหูกับเขา
คิดถึงเหตุการณ์ใดร่วมกับใคร
แล้วรู้สึกอยากให้เกิดเหตุการณ์นั้นอีก
แปลว่ายังมีสังโยชน์ทางใจกับเขาอยู่

สังโยชน์ที่มีต่อคนแปลกหน้า
มักเกิดขึ้นในทางกามคุณถ่ายเดียว
เช่นที่มีต่อ นักร้อง ดารา นายแบบนางแบบ
แต่สังโยชน์ที่มีต่อคนรู้จัก
คนที่มีเหตุให้เข้ามาพัวพันใกล้ชิด
อาจเกิดขึ้นได้ซับซ้อนพิสดาร
โดยเฉพาะความคิดคำนึงแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ความสุขความทุกข์ที่ระคนปนเปจนแยกไม่ออก

การคาดคะเนหรือพยายามวิเคราะห์
ด้วยความคิดเป็นเหตุเป็นผล มักไร้ประโยชน์
ในเมื่อจิตแบบคิดๆนึกๆ
ไม่อาจขุดค้นลงไปเจอภาพนิมิตเหตุการณ์ปางก่อน
อันเป็นที่มาที่ไปของความโซ่ร้ายสายใยดี
แต่การสักแต่รู้และยอมรับตามจริงไปเรื่อยๆว่า
กระทบทางตา กระทบทางหู กระทบทางใจ
แล้วคุณรู้สึกถึงความผูก ความคลาย
รู้สึกติดพันหรืออยากออกห่าง
บ่อยเข้าจะเกิดความรู้ขึ้นเองอย่างหนึ่ง คือ
ตอนนี้คุณไปได้หรือยังไม่มีทางไปประมาณไหน

และถ้ายังรู้ๆๆต่อไปเรื่อยๆ
กระทั่งถึงขีดที่สติมีความสามารถเห็นความไม่แน่นอน
เช่น เห็นด้วยตาวันก่อนผูกพันมาก
เห็นด้วยตาวันนี้ผูกพันน้อย
สัมผัสเนื้อตัวตอนนี้ รู้สึกรังเกียจ
แต่หวนนึกถึงสัมผัสครั้งก่อน ยังยินดีอยู่ ฯลฯ
จิตจะฉลาดขึ้น และทราบได้ว่า ความผูกพัน ความโยงใย
ไม่ใช่อะไรที่ต้องอยู่ตรงนั้นถาวร
ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง ผันผวนได้ ตามเหตุปัจจัยเป็นครั้งๆ

ถ้าสติเจริญขึ้น เกินระดับคิดๆนึกๆ
เกิดความหยั่งรู้ขึ้นเอง
เหนือสัญชาตญาณ เหนือสามัญสำนึก
เห็นภาพชีวิตเขาชีวิตเราเป็นนิมิตชัดเจนอยู่ในใจ
คุณจะประมาณความเหนียวแน่นของโซ่ร้ายสายใยดีถูก
อ่านออกทะลุปรุโปร่งว่า ระหว่างคุณกับใคร
จะต้องแยกทางกันชาตินี้เมื่อใด
จะต้องมาร่วมทางกันอีกในชาติไหน
ทุกวันนี้คุณอยู่บนเส้นทางเพิ่มห่วง หรือลดห่วง
คุณถูกโซ่กรรมร้อยรัดหนักแค่ไหน
หรือเหลือสายใยอาวรณ์ประมาณใด
ที่จะตัดทุกความผูก ทำลายทุกปมฝังใจ
กว่าจะได้พ้นไป ไม่ต้องกลับมาเจอใครๆอีก!

หมายเหตุ - สำหรับท่านที่อยากรู้สูตรสำเร็จตายตัวในการตัดใจ
แท้จริงแล้ว การตัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
บอกชัดครอบจักรวาลไม่ได้
บทความนี้มุ่งเน้นให้เข้าใจตัวเองและเห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
ทำความตระหนักว่าตัวเอง
กำลังอยู่บนเส้นทางเพิ่มความร้อยรัดหรือคลายออก
เพราะหลายคนมักออกแนวตั้งโจทย์ผิดๆ เช่น
คิดว่า ทำยังไงจะไม่ต้องเจอกันอีก
แล้วหาสูตรสำเร็จซึ่งทำไม่ได้จริงกัน
หรือหนักกว่านั้นคืออธิษฐานนั่นอธิษฐานนี่
ตอกย้ำกรรมสัมพันธ์ซับซ้อนหนักหนาสาหัสขึ้นไปอีก

ถ้าอยากตัด แค่ทำไว้ในใจว่า
ที่สุดขอให้จากดี อย่าจากร้าย
แล้วพฤติกรรมทั้งหลายจะรวมลงไปถึงจุดนั้นเอง
แต่ถ้าไม่ทำไว้ใจแบบนี้
จะพบตัวเองอยู่บนเส้นทางคุ้มดีคุ้มร้าย
เอาแน่เอานอนไม่ได้ วันนึงอยากแช่ง วันนึงอยากชม
เจอหน้ากันด้วยความรู้สึกเหมือนคนบ้า
ไม่รู้ว่ารักแรงหรือเกลียดแรงเพราะอะไร
ลืมหมดว่าเคยคิดเคยรู้สึกอะไรไว้แค่ไหน
เห็นจุดนี้แหละ สำคัญที่สุด!

จะทิ้งกัน... อย่าลืมฝากอะไรดีๆไว้ในใจด้วย

260716

เหตุ:
"
ตัวเอง... ถึงวันนึงเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน ก็อย่าลบรูปสวยๆของพวกเราทิ้งนะ"
ผล:
ความจดจำน้ำเสียงใสๆ และภาพความรู้สึกดีๆ น่าอาลัย ไม่จุดชนวนให้นึกอยากจากกันจริง หรือแม้เมื่อต่อมาต้องจากกันไปจริงๆ ภาพดีๆ เสียงใสๆ จะวกกลับมาอยู่ในใจ ทำให้คิดถึง พร้อมเป็นเพื่อน พร้อมช่วยเหลือเสมอ

เหตุ:
"
สัด... วันไหนทิ้งกู วันนั้นมึงตาย!"
ผล:
ความจดจำคำหยาบๆ น้ำเสียงเค้นๆ และภาพหน้าตาถมึงทึง น่าตีจาก แม้ยังติดใจบางสิ่ง ก็ไม่นึกอยากพบอยากเจออีกไม่ว่าชาตินี้ชาติไหน และถ้าต่อมาไม่ได้อยู่กันจริงๆ ก็ยังจำความรู้สึกน่าขยาด มีอะไรต้องช่วยก็ช่วยแกนๆ ไม่เต็มอกเต็มใจเท่าใดนัก

เมื่อเหตุประจุแน่นด้วยอัตตา ดีแต่เรียกเอาเข้าตัว ยัดเยียดคำชั่วให้คนอื่นผลย่อมประจุแน่นด้วยทุกข์เขาทุกข์เรา ผูกมัดกันด้วยสายโซ่แข็งๆ ร้อนๆ นึกภาพชาตินี้ชาติไหน ก็เห็นเหมือนนรกที่ไม่อยากตกร่วงลงไปถึงอีกแล้ว

แต่เมื่อเหตุเต็มแน่นด้วยน้ำใจใสบริสุทธิ์ มีดีไว้เผื่อแผ่ มีชั่วไว้ทิ้งขว้าง ผลย่อมเปี่ยมล้นด้วยสุขเขาสุขเรา ผูกโยงกันด้วยสายใยอ่อนโยน นึกภาพชาตินี้ชาติไหน ก็เห็นเหมือนสวรรค์ที่อยากกลับขึ้นไปให้ถึงอีก!

คู่ดีไม่ใช่มีโดยบังเอิญ

190716

อยากได้คู่ดี
แม้ไม่เคยคิดทำตัวดีสักกี่วัน

อยากได้คู่ที่เอาใจตน
แม้เป็นคนไม่ชอบเอาใจใคร

อยากอยู่กับคนที่ใช่
แม้ตัวเองไม่ใช่เลยสำหรับเขา

อยากให้เธอปรับตัวเข้ากับฉัน
แม้ฉันยังทำตามใจตัวเองทุกเรื่อง

อยากได้คนมีใจเดียว
แม้ตัวเองยังช่างฝันหลายใจ

สารพัดความอยากได้อะไรดีๆ
ที่ไม่ได้มีอยู่ในตน
และไม่เคยคิดหยิบยื่นให้คนอื่น
จะกลายเป็นความดิ้นรนไม่รู้จบ
เพราะแม้ได้คู่ดี เอาใจ ใช่เลย
ปรับตัวทุกมุม ใจเดียวทุกวัน
ในที่สุดก็รู้สึกชัดๆว่าเขาหรือเธอ
เข้ากันไม่ได้กับฉัน

คู่ดี
เริ่มส่อแววเป็นจริงจากตัวเอง
อยากมีน้ำใจให้คนรอบตัว
ไม่ใช่เล็งมีน้ำใจให้เฉพาะคนที่ตัวเองรัก
เพราะน้ำใจที่เล็งรินให้เฉพาะคน
มักเป็นน้ำใจที่มีรสเค็ม
ไม่บริสุทธิ์สดชื่น อีกทั้งเหือดแห้งง่าย
แค่ไม่ได้อะไรตอบแทนดังใจ

คู่ดี
ถ้าไม่ศรัทธาอะไรดีๆร่วมกัน
ก็ดีไม่ทน ไม่พ้นต้องผิดศีลผิดธรรม
จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

คู่ดี
ไม่ใช่ดีอยู่ข้างเดียว
ความเอาแต่อยากได้อะไรดีๆ
ไม่อาจสร้างคู่ดีขึ้นมาได้!

มาตรวัดคู่บุญ

13669001_1118920618165095_4023762611023906006_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบล์ค่ะ

พออยู่กับใครมากๆ
คุณจะเอานิสัยของคนคนนั้นมาใช้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
คนรักอาจเป็นผู้ที่มีอิทธิพลกับคุณมากที่สุด
หรืออีกนัยหนึ่ง คืออาจเป็นตัวแปร'
ให้กรรมของคุณเปลี่ยนแปลงได้ยิ่งกว่าใคร!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แบบอย่างความดีงามบางประการในตัวคนรัก
อาจเป็นแรงบันดาลใจ
ให้คุณเห็นดีเห็นงามตามโดยไม่รู้สึกตัว
บางเรื่องที่คุณดื้อ ใครสอนอย่างไรก็ไม่ฟัง
คุณอาจโอนอ่อนลง กระทั่งเปลี่ยนนิสัยได้
เพียงเพราะเห็นแบบอย่างที่ดีใกล้ตัว

เขาอาจไม่ได้สอนคุณเป็นคำพูด
เช่นอย่าตระหนี่นักเลย
หัดทำบุญทำทานเสียบ้าง
แต่เมื่อคุณเห็นเขาซื้อขนมให้หมาแมว
เป็นกิจวัตรประจำ
และทำด้วยอาการอ่อนโยนน่าประทับใจ
ในที่สุดจิตคุณก็ถูกโน้มน้าว
ให้นึกอยากซื้อขนมให้หมาแมว
ด้วยความเต็มใจเองบ้าง

ในทางตรงข้าม เขาอาจยุยงคุณ
ให้กลายเป็นนักโกหกตามเขา
หรืออาจปั่นหัวคุณแทบเป็นบ้า
ด้วยการแกล้งงอนให้ตามง้อ
หรือด้วยนิสัยเจ้าอารมณ์ของเขา
อาจทำให้คุณกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ตาม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

โรคระบาดทางวิญญาณ ติดง่าย แก้ยาก!
บางทีต้องทำแบบฝึกหัดใกล้ตัวทุกวัน
คนใกล้ตัวเป็นโรคทางวิญญาณแบบไหน
เราอธิษฐานเป็นจิตวิญญาณตรงกันข้ามแบบนั้น
หวังเอาตัวเราเองเป็นยาดี
รักษาเขาให้หายจริง

เขามักร้อน เราต้องมักเย็น
เขาชอบพูดกระแทก เราต้องชอบพูดประโลม
เขาไร้เหตุผลเหลวไหล เราต้องมีเหตุผลหนักแน่น
ลดโทสะในเขาในเรา
ด้วยการเพิ่มคำพูดดีๆ
ป้องกันโทสะในเราในเขา
ด้วยการหยิบยื่นอะไรดีๆให้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าพวกคุณเย็นด้วยกันทั้งคู่
ต่อให้ต้องวิ่งผ่านทะเลทราย
ก็จะเย็นฉ่ำอยู่ข้างในประดุจเป็นแอร์
ให้แก่กันและกันตลอดเส้นทางไกล!

เซ็กซี่ต่างกับใจดีแค่ไหน?

120716

อาจจะยังไม่มีใครทำวิจัย
ผู้หญิงอยากถูกชมว่า
เซ็กซี่หรือใจดีมากกว่ากัน

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ถ้าถูกชมว่าเซ็กซี่บ่อยๆ แนวโน้มคือ
มีผู้ชายทั้งดีและไม่ดี คิดไม่ดีกับคุณทุกวัน
ใจคุณเกิดความระแวงมากกว่าไว้ใจ
และผู้ชายมักมองคุณแค่เปลือก ไม่สนตัวจริง
คุณมีหลายตัวเลือกที่แกล้งสนตัวจริงมากกว่าเปลือก

ในทางตรงข้าม
หากถูกชมว่าใจดีบ่อยๆ แนวโน้มคือ
มีผู้ชายทั้งดีและไม่ดี คิดดีกับคุณเรื่อยๆ
ใจคุณรู้สึกปลอดภัยมากกว่าอันตราย
และผู้ชายมักมองตัวคุณมากกว่าเปลือกนอก
ตัวเลือกของคุณมักอยากคุยมากกว่าอยากมอง

อาจจะยังไม่มีใครทำวิจัย
ผู้หญิงมีความสุข มีความภูมิใจกับ
การเป็นคนเซ็กซี่หรือใจดีมากกว่ากัน
ขณะที่ในทางปฏิบัติ
ส่วนใหญ่ปากจะบอกว่าอยากเป็นทั้งสองอย่าง
แต่ส่วนใหญ่ใจจะไม่ใช่อย่างนั้น!

รักจริงต้องอภัยง่าย

050716

รักจริง ต้องมีใจเป็นสุข
ต้องผ่อนคลายสบาย
ไม่ใช่คาดคั้นเคี่ยวเข็ญจนเป็นทุกข์

สัญญาณบอกว่ารักจริง
จึงเป็นการอภัยง่าย
ไม่ใช่อ้างว่ารักแรง
เลยโกรธง่ายหายช้า!

มีแต่คนคาดหมายว่า
ถ้ารักกันจริง
ต้องพิสูจน์ด้วยการทำอย่างนั้นอย่างนี้
แต่ไม่ค่อยดูเข้ามาที่ใจว่า
ถ้านั่นเป็นความรักจริงๆ
มีสิ่งที่ช่วยให้เมตตากันบ้างไหม
ความรักช่วยลดโทสะได้แค่ไหน

โทสะยิ่งลด ใจก็ยิ่งเย็น
ใจยิ่งเย็น ก็ยิ่งเป็นเครื่องสบายต่อกัน
อยากอยู่ด้วยกันนานๆ
เพื่อจะได้อาบน้ำใจ อาบแสงเมตตา
อันหายากจากนอกบ้าน

แต่เมื่อตีความความรักผิดๆ
คิดว่ารักหมายถึงต้องทำโน่นทำนี่ให้
ต้องเลิกทำอย่างนั้น ไม่คิดถึงคนโน้น
ต้องเปลี่ยนแปลงเฉียบพลัน
ต้องไม่ทำอะไรขวางหูขวางตากันเลย
เก็บทุกเรื่องมาเป็นอารมณ์
ไม่ปล่อยเรื่องรกออกจากใจ
ใจก็คุกรุ่น พร้อมจะระอุ
พร้อมจะเกิดแรงผลักให้อยากห่างกัน

ปากบอกว่ารักจริง
แต่ใจไม่เคยเป็นสุขจริงสักวัน
จะต่างอะไรกับรักเก๊เล่า?

คู่ชีวิตที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้

13512047_1109853222405168_3484358025960766588_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : ความสำคัญอันดับหนึ่งในการเลือกคู่ชีวิตคืออะไร? แฟนผมดีทุกอย่าง น่าจะเป็นแม่และภรรยาที่ดีได้ แต่เป็นคนจืดๆเรียบๆ จนความรู้สึกผมจืดไปด้วย ผมควรให้ความสำคัญเรื่องไหนก่อน ระหว่างคนที่เข้ากับผมได้ หรือคนที่เป็นแม่และภรรยาที่ดีของครอบครัวครับ?

ดังตฤณ :

การเลือกคู่ที่จะมาอยู่กับเราตลอดไป
คุณสมบัติอันดับหนึ่งก็คือ
ความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองร่วมไปกับเรา
คีย์เวิร์ดอยู่ตรงนี้นะครับ

การที่เราเจอคน
ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรา
ไม่ใช่เป็นประกันนะ
ว่าในที่สุดแล้วทุกอย่างจะลงเอยดี
แต่อย่างน้อยที่สุดมันมีแนวโน้มที่จะเป็นไปได้จริง

และมันก็เป็นตัวดัชนีชี้ว่า
ทั้งสองคนมีความรักกันมากพอ
เพราะคนเราสิ่งที่หวงแหนที่สุดในชีวิต
ก็คือความเป็นตัวเอง
ถ้าหากว่ามีใครทำให้เรารู้สึกว่า
ความรักหรือว่าการได้อยู่ร่วมกับเค้า
มันมีพลังเกินกว่าที่เรา
จะไปหวงแหนทิฐิมานะของตัวเองไว้
หรือว่าหวงแหนความเป็นตัวของตัวเองไว้
แสดงว่าความรักนั้นมีพลังมากพอ
แสดงว่าเขาคนนั้นหรือเธอคนนั้น
มีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา
จากชีวิตเดี่ยวให้กลายเป็นชีวิตคู่ที่ดีได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณสมบัติความเป็นแม่ควรให้ความสำคัญแค่ไหน?

ความสำคัญของคนที่จะมาเป็นแม่ให้กับลูกนะครับ
ข้อหนึ่งเลย คือ
สามารถที่จะเลี้ยงดูลูก เต็มใจที่จะเลี้ยงดูลูก
แล้วก็ให้ความสำคัญกับลูก ให้เวลากับลูกได้
ตัวนี้เป็นเครื่องวัดความเป็นแม่
ถ้าหากว่าไม่มีความเห็นว่าลูกมีความสำคัญ
หรือว่าเวลาที่จะให้กับลูก
สำคัญน้อยกว่าสิ่งอื่นในชีวิต
นั่นก็เรียกว่าความเป็นแม่ค่อนข้างน้อย

ถ้าหากว่าเราเห็นว่าใครมีความสามารถจะเลี้ยงดูลูก
หรือว่าให้เวลาลูกได้
อันนั้นเราควรที่จะเพิ่มความสำคัญ
เพิ่มมุมมองขึ้นมามุมมองหนึ่งว่า
ยังมีอะไรอย่างหนึ่ง
ที่สำคัญกว่าความต้องการของเรา
ยังมีอะไรอีกอย่างหนึ่ง ที่มันเป็นกำลังใจให้เราได้
ถึงแม้ว่าเราจะต้องทน
หรือแม้ว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองไป
มันมีจุดหมายที่เราจะทน
มันมีจุดหมายที่เราจะเปลียนแปลงนะครับ
นั่นก็คือเพื่อสร้างชีวิตครอบครัว
ซึ่งประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูก ที่พร้อมไปด้วยกัน
ที่พร้อมที่จะฝ่าฟันไปด้วยกัน

ถ้าไม่มีกำลังใจ ถ้าไม่มีฉันทะเสียแล้ว
โอกาสที่เราจะอยากทน
หรือว่าอยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
หรืออยากจะปรับตัวเอง
ให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบัน
มันแทบจะเป็นศูนย์เลย
ใจเราจะคอยวนเวียนคิดถึงแต่เรื่องของ
การไปให้พ้นหน้ากัน หรือว่าปลดเปลื้องพันธะ
เพื่อที่จะไม่ต้องมาเป็นทุกข์ร่วมกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สรุปก็คือ
การที่เราจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงสักคนหนึ่งนะ
อันดับแรกเลย ก็คือว่า
เขามีความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลง
หรือปรับตัวร่วมไปกับเราหรือเปล่า

อันดับที่สอง คือ
เขาพร้อมที่จะให้เวลากับครอบครัวหรือเปล่า
ถ้าหากว่าพร้อมที่จะให้เวลากับครอบครัว
ต้องพร้อมที่จะปรับความเข้าใจ
หรือว่าให้ความเข้าใจอะไรต่างๆมันเกิดขึ้นไปกับเราด้วย
ไม่ใช่เฉพาะว่าจะไปให้เวลากับลูกอย่างเดียว

เพราะว่า...
การที่เราเข้ากันได้กับเขานั่นแหละ
คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูก!

คนพาลฉุดคนรักโง่ลงด้วยวิธีเถียงแบบพาล

280616

ตอนอยู่ในอารมณ์พาล
อยากจับแพะชนแกะ ไม่พูดตามเนื้อผ้า
อยากเอาชนะด้วยอัตตา ไม่หาเหตุผล
อยากรุกให้จน ไม่สนวิธีการ
สมองคนเราจะทำงานผิดเพี้ยน
คือ ไม่มีการคิดอยู่บนฐานความจริง
แต่จะจับโน่นผสมนี่ตามแต่จะนึกได้
จนกลายเป็นเรื่องแต่งตามอารมณ์
ออกอ่าว ออกทะเล หาฝั่งไม่เจอ

สัญญาณบอกความเป็นพาล
มักไม่ปรากฏตอนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ
แต่จะแสดงตัวชัดตอนถกเถียงเอาแพ้เอาชนะ
ถ้าอยากดูว่าใครเหลือเชื้อพาล
หรือมีความเป็นพาลเพียงใด
ให้ดูว่าชอบหยิบยกเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเถียงบ่อยแค่ไหน
และให้ดูว่า ตอนอยากรักษาหน้า อยากเอาชนะคะคาน
จะออกอาการจับแพะชนแกะ
หน้ามืดพูดไม่รู้เรื่อง โยงเรื่องไม่เกี่ยวให้มันเกี่ยว
หรือหน้าด้านหน้าทน ปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาดื้อๆไหม

ถ้าหลวมตัวเถียงกับคนพาลบ่อยๆ
ต้องคิดตามที่เขาจับแพะชนแกะ
ต้องเจรจาตามทิศทางที่เขาพาออกอ่าว
ต้องถูกขัดคอด้วยอารมณ์อยากเอาชนะบ่อยๆ
ต้องโอนอ่อนผ่อนตามความเอาแต่ใจเป็นยักษ์เป็นมาร
คุณจะกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด
เริ่มเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด
ความคิดเป็นเหตุเป็นผลถูกบั่นทอน สมองสับสน
หาทิศทางวิธีพูดให้เข้าร่องเข้ารอยได้ยากขึ้น
พอกพูนโมหะหนาทึบขึ้นเรื่อยๆวันต่อวัน
จนรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าจิตใจมืดๆมัวๆ
คิดอะไรฉลาดๆไม่ค่อยได้เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว

ยิ่งถ้าเจอคนพาลประเภทฉลาดพูด
ฉลาดจับแพะชนแกะได้เหนือชั้น
คุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้โง่แบบแปลกๆ
คือ จำเป็นต้องโง่ เพราะไม่มีเหตุผลที่ดีกว่าไปสู้เขา
นี่เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พาลแท้
คือพาลที่สำคัญตัวว่าเป็นบัณฑิต
นึกว่าความคิดเห็นของตัวเองถูกต้องแล้ว
ชนะคนทั้งโลกด้วยวาทะได้แล้ว
เอาประโยชน์เข้าตัวได้เนียนๆแล้ว
แล้วก็บีบให้คนอื่นเป็นพาลตามได้ง่ายๆเสียด้วย

ก่อนเลือกใครมาเป็นคนสนิทชิดเชื้อ
ให้ดูใจผ่านสถานการณ์บังคับให้ถกเถียงหลายๆครั้ง
ถ้าออกอาการเถียงแบบพาล ให้หนีห่าง
เพราะถ้ายอมให้กลายเป็นคนใกล้ตัว
คุณจะโง่ลงทุกวัน คล้ายถูกขังอยู่ในกรง
แล้วโดนลากเข้าถ้ำมืด ลึกขึ้นทุกที!

รักมากหรือหลงยึดมาก?

210616

ยึดใครมาก
แปลว่าคาดหวังความสุขจากคนนั้นมาก
ผิดหวังเล็กๆน้อยๆก็ทุกข์มหันต์แล้ว!

ยึดใครมาก
จึงมีสิทธิ์เป็นทุกข์จากคนนั้นมาก!

ระหว่างรักจริงกับหลงยึด
มีเส้นแบ่งบางๆที่สำรวจรู้ได้ด้วยตัวเอง
ผ่านระดับความเมตตาและความคาดหวัง

เมตตาคือกระแสสุขในตน
และอยากเผื่อแผ่สุขให้เขาหรือเธอ
ส่วนความคาดหวังคือความโหยหิวในตน
อยากเรียกร้องให้เขาหรือเธอเอาความสุขมาป้อน

รักจริงจะเปี่ยมเมตตาเกินกว่าความคาดหวัง
เมื่อผิดหวังก็ไม่ได้ทำให้ความสุขลดลง
ส่วนหลงยึดจะมีความคาดหวังมากกว่าเมตตา
ยังเป็นทุกข์ไม่เลิกจนกว่าจะเติมเต็มความคาดหวัง

สำรวจง่ายๆ
ยึดมาก ใจจะหนักอึ้ง
รักมาก ใจจะเบาว่อง!

ใจเดียว เพื่อความสบายใจ

140616

เมื่อใจงุ่นง่านอยากได้หลายหลาก
ในหัวจะเต็มไปด้วยคำถามว้าวุ่นว่า
จะต้องรักษาใจ มีใจเดียวไปทำไม?

คำตอบดีๆไม่ใช่เหตุผลเป็นคำๆ
แต่ต้องเป็นสภาพใจที่นิ่งเย็น สบาย
ไม่วุ่นวายกับการแส่ส่ายหลายใจ!

ธรรมชาติของใจที่เป็นสุข
คือใจที่มีความเป็นหนึ่งเดียวปลอดโปร่งอยู่
เพียงรู้จักใจในสภาพที่เป็นสุขนั้น
ก็เป็นคำตอบที่ดีพอแล้วว่า
จะรักษาความเป็นคนใจเดียวไว้ทำไม

ธรรมชาติของใจที่เป็นทุกข์
คือใจที่ได้เท่าไรก็ไม่พอ เอาเท่าไรก็ไม่อิ่ม
ได้ใหม่หนึ่ง จะส่ายแส่หาแต่ของใหม่ไม่เลิก
เพียงรู้จักใจในสภาพที่เป็นทุกข์นั้น
ก็เป็นเหตุผลที่ดีพอว่า
จะห้ามใจให้ได้อะไร
จะหวงแหนความมีใจเดียวไว้เพื่อใคร
จะเอาทุกข์น้อยเดี๋ยวนี้ไปสกัดกั้นทุกข์มากข้างหน้าทำไม

รักษาศีล
เพื่อการไม่มีภัยเวรกับคนอื่น
เพื่อความสบายใจของตัวเอง!

เหตุที่มีใจรักกันมาก

070616

อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ
ถ้าไม่ปิดหูปิดตา
ก็ต้องสังเกตเห็นว่าอีกฝ่าย
ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
มีใจหรือไม่มีใจให้กับเรื่องไหน
ในที่สุดก็ต้องรู้ใจกัน

รู้สึกว่าตัวเองเป็นใครในชีวิตของอีกฝ่าย
ถ้าไม่ปล่อยให้สำนึกขาดหาย
ก็ต้องอยากทำฐานะของตัวเองให้ดี
นึกอยากทำอะไรให้อีกฝ่ายบ้าง
และรู้เองว่าต้องทำอะไรไม่ให้ขาดตก
ในที่สุดก็เคยชินและเป็นสุขกับการเอาใจกัน

พอมีความเป็นกันเองเหนือใครอื่น
ถ้ายังครองสติไว้ ไม่เมาความชาชิน
ก็จะยังคงครองสติไว้ได้
ไม่ลืมว่าอีกฝ่ายเป็นอีกชีวิตหนึ่ง
ที่ไม่เคยแปลงร่างเป็นหุ่นไม้ไร้หัวจิตหัวใจ
ไม่นึกว่าเป็นของตายที่ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน
ในที่สุดก็คงเส้นคงวากับการเกรงใจกัน

รู้ใจ เอาใจ เกรงใจ
แล้วจะได้ใจ’ กันไว้ตลอดไป!

ยิ่งเลียนแบบสุขยิ่งเป็นทุกข์

310516

นักดนตรีหลายคน
ได้เข้าใจ และเข้าถึงดนตรีอย่างแท้จริง
เพียงมีคนพูดให้ได้คิดว่า
กุญแจเปิดโลกดนตรี
อาจมีใครเก่งๆสักคน
เป็นแรงบันดาลใจให้อยากเล่นดนตรี
แต่เมื่อจะลงมือเล่นดนตรี
ต้องไม่ใช่พยายามเล่นให้เก่งเท่าใคร
ไม่ใช่พยายามเล่นให้เหมือนใคร
ไม่ใช่พยายามเล่นให้เหนือกว่าใคร
แต่เป็นการตั้งใจเล่นให้ตัวเองมีความสุข

เมื่อเกิดมุมมองเช่นนี้
พฤติกรรมการเล่นดนตรีจะถูกต้อง
ถึงเพิ่งเล่นวันแรก
ได้ขยับนิ้วบ้าง ได้เปล่งลมเป่าบ้าง
ก็มีความสุขแล้ว
เล่นๆไป ถึงยังเล่นไม่เพราะ
แต่เล่นแล้วยังมีความสุขอยู่
ก็เกิดความพอใจที่จะเล่นต่อ
หรือเมื่อเล่นแนวเดิมๆแล้วเบื่อ
ก็เกิดความพอใจที่จะเปลี่ยนแนว
หาความสุขจากแนวอื่นบ้าง
กระทั่งได้แนวทางความสุขเฉพาะตัว
จากระดับฝีมือที่พยายามพัฒนาเต็มที่แล้ว

แต่ถ้าเอาสัญชาตญาณแข่งได้แข่งดีมาเป็นตัวนำ
นึกถึงคนที่เก่งกว่าอยู่ตลอดเวลา
เพิ่งฝึกเล่นแล้วรู้สึกว่ายังอีกไกลกว่าจะได้อย่างเขา
การฝึกก็เต็มไปด้วยความไม่พอใจในตัวเองแล้ว
หรือแม้ฝึกไปได้ไกลโข
แต่ยังรู้สึกอยู่ว่าห่างชั้นนักกับเขา
ที่อุตส่าห์มาได้ไกลโขก็เหมือนสูญเปล่า
แทบจะเหมือนย่ำอยู่กับที่ ไม่ออกจากจุดเริ่มต้น
หาความสุขไม่ได้ ยิ่งเลียนแบบยิ่งเป็นทุกข์

คู่รักก็เหมือนนักดนตรีที่เล่นคู่กัน
เมื่อมองคู่อื่นที่เล่นได้ดีกว่า
แล้วพลอยมีความสุขไปกับเขา
ก็จะเกิดแรงบันดาลใจ
อยากกลับมาเล่นให้ดีขึ้น
เป็นการพยายามที่ทำได้จริง
ด้วยสไตล์เฉพาะของคู่ตน

แต่หากมองคู่อื่นที่เล่นได้ดีกว่า
แล้วเกิดความทุกข์ที่ดีไม่ได้เท่าเขา
ก็จะเกิดความริษยาตาร้อน
อยากกลับมาเค้นคอคู่ตน
ให้เอาดีได้อย่างคู่ของคนอื่น
แถมตัวเองยังไม่พยายามเล่นให้ดีขึ้น
เอาแต่ฟาดงวงฟาดงา
คาดคั้นฟ้าดินให้ช่วยตน
ได้ดีเท่าเขา หรือดีล้ำเกินใคร

เก็บเกี่ยวความสุขเล็กๆน้อยเพิ่มขึ้นทุกวัน
วันหนึ่งจะมีความสุขมาก
แต่ละโมบจะกอบโกยสุขใหญ่กองภูเขาเท่าใคร
จะทุกข์มหันต์ตั้งแต่วันแรก!

ข้อตกลงทางความรัก

240516

การเป็นคนรัก เริ่มจากข้อตกลง
ระหว่างคนเคยแปลกหน้า
ที่จะมามีสิทธิ์ครอบครองกันและกัน
ด้วยความคาดหวังว่า
จะได้เป็นสุขกว่าครั้งเมื่ออยู่คนเดียว

แต่ในความเป็นจริง
ตั้งแต่วันแรกที่รู้สึกว่าได้ครอบครองอีกฝ่าย
ก็เหมือนได้สิทธิ์บงการชีวิต
ฝ่ายใดเจ้าอารมณ์มากกว่า
ก็ดูเหมือนจะได้สิทธิ์บงการชีวิตมากกว่า
มีสิทธิ์จำกัดสิทธิ์ของอีกฝ่ายมากกว่า
ไม่ต้องพูดเรื่องหยิบยื่นความสุขให้กัน
พูดแต่เรื่องอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้กันท่าเดียว

คนเราไม่ว่าอยู่ในฐานะไหน
ถ้ายอมอย่างเสียไม่ได้
ยอมเพราะไม่อยากมีเรื่อง
ไม่ใช่ยอมเพราะรู้สึกเห็นดีเห็นงามตามกัน
ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนเป็นนักโทษ ถูกคุมขัง
อยากบอกกับใครต่อใครว่า
ความรักคือบทเรียน
ที่สอนให้รู้ว่าไม่ควรให้คนแปลกหน้า
มามีสิทธิ์ตั้งข้อบังคับตามอำเภอใจแต่แรก

หลายคนออกลายผู้คุมนักโทษตั้งแต่วันแรกๆ
อีกฝ่ายไหวทัน รู้ตัวเร็ว
ก็ถอนตัวทันตั้งแต่วันแรกๆ
แต่หลายคนเก็บอาการไว้ดี
เอาใจจนอีกฝ่ายตายใจ
โดนผูกมัดจนดิ้นไม่หลุดแล้วค่อยออกลาย
ก็กลายเป็นจุกอก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไป

การผูกมัดชนิดดิ้นยาก
เริ่มจากการมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง
ถ้าใครสามารถยับยั้งชั่งใจ
ตั้งระยะห่างได้ ก็รักษาช่วงเวลาดูใจไว้ได้
เปลี่ยนใจได้ ถอนตัวได้โดยไม่มีชนักปักหลัง
แต่เมื่อใดดูกายกันได้แล้ว
สัญชาตญาณดิบที่รู้สึกว่า ตนมีสิทธิ์ครอบครอง
จะทำให้คนเจ้าอารมณ์ไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ

ยุคก่อนท่านถึงให้คติ ช้าๆได้พร้างาม
ดูใจเป็นหลัก ดูกายเป็นรอง
แต่ยุคเรากลับตาลปัตร ด่วนได้ใจเร็ว
ดูกายเป็นหลัก ดูใจเป็นรอง
เลยเจอบทเรียนเข้าง่ายออกยาก
กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันไปทั่ว!

รักแท้แพ้โทสะ

13237758_1081104801946677_5850889701423088444_n

คนโกรธง่ายหายช้า
เหมือนต้องคำสาปร้ายแรงอย่างหนึ่ง
คือ พอยังไม่พบคนรัก
จะตั้งความหวังสูงเกินจริง
และพอรักใคร จะไม่เห็นความจริงตรงหน้า
เพราะเอาแต่มองความหวังของตัวเอง
คิดเองเออเอง ถนัดทึกทักอะไรเพี้ยนๆ
งอนง่าย ผิดหวังง่าย
รู้สึกเหมือนคนอกหักได้ตั้งแต่ยังรักกันดีๆ
ทุกครั้งที่โกรธแม้ด้วยเรื่องขี้ปะติ๋ว
จะอยากเลิก อยากหนีหาย
อยากกระพือเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ไฟไหม้แค่ฟางแต่จะเอาฟางมาเผาบ้านต่อ
หรือไม่ก็เข้าขั้นยอมทำร้ายทำลายตัวเอง
ขอแค่ให้อีกฝ่ายรู้สึกผิดตลอดชีวิตได้เถอะ

อาการโกรธง่ายหายช้า
จึงไม่ไปบนเส้นทางเดียวกันกับรักแท้
แต่พวกโกรธง่ายหายช้ากลับอารมณ์แรง
วกวนกับการถามหาความรักที่รุนแรง
ออกแนวรักแท้ในปรโลกที่ไม่มีตัวตน

หวังรักแท้แบบคนตาบอด
รักความเกลียดในใจตนยิ่งกว่าคนเป็นๆ
จึงพบแต่ความผิดหวัง
แบบพระเอกนางเอกมิวสิค
มีชีวิตเพื่อยืนซึมกะทือ
มองฟ้าด้วยตาเคียดแค้น

ปรารถนารักแท้แบบคนตาสว่าง
อันดับแรกจึงต้องรังเกียจความเกลียด
ถอนตะปูที่ยึดอารมณ์โกรธง่ายหายช้าออก
โดยเริ่มจากการตระหนักว่า
รักความเกลียด คือรักอาการตาบอด
หรือเท่ากับรักอารมณ์เดียวดายในถ้ำมืด
ไม่มีทางรักคนในที่สว่างๆ กลางแสงสวยๆได้

และเมื่อรังเกียจความเกลียดได้
ก็จะเหมือนคนยอมออกจากถ้ำ
ความสว่างจะรออยู่ที่ปากถ้ำเอง
ไม่ต้องแสวงหาความสว่างมาแต่ไหน!

โอกาสทางความรัก

13165923_1079389172118240_6486182072633162864_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

รักที่เกิดจากความหลงรูปสมบัติภายนอก
เป็นรักที่ปล่อยให้อิทธิพลของรูปร่างหน้าตา น้ำเสียง
หรือลักษณะทางกายภาพอื่นๆเข้าครอบงำ

รักชนิดนี้ไม่มีหลักค้ำ ไม่มีฐานยืน
เลื่อนลอย และต้องออกแรงจนเลือดตาแทบกระเด็น
เพื่อหาเหตุผลสนับสนุนว่าเป็นรักที่สมควรแล้ว
ซึ่งเพียงไม่กี่วันก็อาจพบว่า
มันไร้เหตุผลสิ้นดี
กับการรักษาความรักไว้เพื่อความเหนื่อยเปล่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการได้รับความเอาใจใส่ยิ่งยวด
เป็นรักที่อีกฝ่ายยอมตนเป็นข้าทาส
ปล่อยให้ตนเอาแต่ใจได้ทุกอย่าง

รักชนิดนี้เป็นอารมณ์ใจอ่อน
และไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า
หรือรู้สึกผิดเกินกว่าจะหลอกใช้
โดยไม่ให้อะไรตอบแทน
ก้ำกึ่งอยู่ในระหว่างการเห็นค่า
กับการไม่เห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในสายตาแม้แต่นิดเดียว
รู้เพียงถ้ามีอีกฝ่ายอยู่
ตนจะได้ทุกสิ่งราวเจ้าชายหรือเจ้าหญิง
แต่ก็พร้อมจะเย็นชาหรือเมินหน้าหนีเสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อพบตัวเลือกอื่นที่คุณสมบัติพร้อมกว่ากัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการคุยถูกคอ
เป็นรักที่นับว่ามีพื้นฐานดีระดับหนึ่ง
เพราะการคุยกันถูกคอมักหมายถึงการพูดกันรู้เรื่อง
รวมทั้งมีเรื่องที่สื่อสารแลกเปลี่ยนกันได้

แต่การพูดคุยมิใช่ทั้งหมดของการอยู่ร่วมกัน
หากความแตกต่างด้านอื่นชวนให้ไม่สนุก
เกิดความสนุกจากการคุยอย่างเดียว
ในระยะยาวจะคุยแล้วสนุกน้อยลงเรื่อยๆ
หรือกระทั่งยิ่งคุยยิ่งเป็นทุกข์
อยากเมินหนีออกไปทุกที

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักที่เกิดจากการเกื้อกูลกันและกัน
เป็นรักที่เริ่มจากความปรองดอง
มีความรู้สึกแสนดี อบอุ่น และสุขสบาย
ภายในรัศมีสายตาของอีกฝ่าย
อย่างรู้ว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน มีความเสมอกัน

รักชนิดนี้เป็นสิ่งมีที่มาที่ไป
และชวนให้เห็นว่า
ความรักหาใช่สิ่งมหัศจรรย์เกินความเข้าใจ
ปัญหาก็คือชั่วชีวิตคนๆหนึ่ง
อาจไม่พบใครที่เต็มใจ
ให้ความร่วมมือเกื้อกูลกันมากพอเลยสักครั้งเดียว

พระพุทธองค์ตรัสว่า
ความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ประการ
ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ
ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
หากขาดเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง
ก็ไม่อาจรวมลงเป็นความรู้สึกรักจริงๆ รักแท้ๆได้เลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

รักยังมีเหตุอีกมาก
แต่บางความรักก็ไม่ใช่ความรัก
เช่นรักความรวยนั้น เป็นคนละเรื่องกันกับรักคนรวย
ความรวยอย่างเดียว
ไม่มีทางเป็นเหตุแห่งความรู้สึกรักคนได้เลย

รักระหว่างหญิงชายจะเกิดจากเหตุอันใด
ยืนพื้นอยู่บนบุญบาปแบบไหนก็ตาม
ท้ายสุดก็มีฤทธิ์ผูกใจไว้ ไม่ให้ได้เป็นไทในตนเอง
จนกว่าใครจะแสวงหาความรักอิสรภาพทางใจ
และพบกับรักชนิดนั้นจริง
จึงยุติการสร้างเหตุแห่งทุกข์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ลงเสียได้อย่างถาวร

โชคดีทางความรัก

10.516

จริงอยู่
หลายคนสั่งสมบุญไว้ดี
ในทางเกื้อกูล ในทางดึงดูด ในทางรักษาศีล
เกิดใหม่ยังไม่ทันทำคุณงามความดีอะไร
ก็เนื้อหอม มีแต่คนรุมรัก
แถมคนที่มาหลงรุมก็มีแต่ดีๆทั้งนั้น
เลิกกับคนดีคนหนึ่ง
เดี๋ยวก็เจอคนดีอีกคนเข้ามาใหม่
แบบไม่ต้องรู้เหนือรู้ใต้กันเลย

ได้คนดีๆมาด้วยบุญเก่า
ต้องอาศัยบุญใหม่รักษาคนดีๆไว้ด้วย
บุญใหม่คือความคิดดีๆ
คิดเกื้อกูล ไม่ใช่เอาแต่คิดเรียกร้อง
คิดดึงดูดด้วยน้ำใจไมตรี
ไม่ใช่มีแต่แรงผลักไสด้วยสายตาจ้องจับผิด
คิดรักษาใจตนให้พ้นมลทิน
ไม่ใช่ปล่อยใจให้หวังว่าจะเจอที่ดีกว่าร่ำไป

ถึงบุญเก่าไม่ดี
ไม่ค่อยเจอใครรักจริงหวังแต่ง
ก็คิดดีเพื่อสั่งสมบุญใหม่ได้
ฝึกหัดตั้งแต่ยังไม่เจอคนรัก
ฝึกเอากับคนรอบตัว
คิดเกื้อกูล คิดดึงดูด และคิดรักษาศีล
โชคดีทางความรักก็เกิดเอง ไม่ช้าก็เร็ว

ใช้ชีวิตให้ผ่านไปชาติหนึ่ง
แบบคนมีความสุขทางความรักนั้นยาก
เพราะต้องอาศัยทั้งบุญเก่า
กับบุญใหม่ประกอบพร้อม
คนบุญเก่าดี แต่เหลิงด้วยความไม่รู้
ก็สร้างบาปใหม่ให้ชีวิตรักอับปางได้
ขณะที่คนบุญเก่าไม่ดี แต่คิดได้แบบอ่านเกมออก
ก็สร้างบุญใหม่ สร้างดวงใหม่เอง
โดยไม่ต้องรอ ไม่ต้องง้อบุญเก่าเลย!

รักนานเพราะช่วยกันเอาชนะปีศาจในตัว

030516

แต่ละคนมีปีศาจร้ายในตัวเอง
ที่ถูกควบคุมไว้ไม่ให้แผลงฤทธิ์
โดยเฉพาะในยามที่อยู่กับคนแปลกหน้า
 
ทว่าการชิดใกล้กับใครบางคน
ชนิดแชร์บ้าน แชร์โต๊ะกินข้าว
แชร์ไออุ่นจากกันและกันได้
จะค่อยๆลดระดับการควบคุมตัวเอง
ปล่อยใจให้ชะล่าขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งถึงจุดหนึ่ง
ถึงขั้นปล่อยปีศาจร้ายให้อาละวาด
แบบมีขีดจำกัดบ้าง
ตามอำเภอใจไม่มีขีดจำกัดบ้าง
 
จะรู้ตัวว่ามีอยู่ก็ตาม
หรือจะไม่นึกว่ามีอยู่ก็ตาม
ปีศาจร้ายในตนมักถูกเรียกมาปรากฏตัว
โดยเฉพาะตอนที่คิดว่าไม่เป็นไร
ยามอยู่ต่อหน้าคนใกล้ชิด
ที่คุณไม่แคร์แล้วว่า
เขาจะเห็นอะไรในตัวคุณอีก
 
อยู่ด้วยกัน เห็นอยู่ว่าผีในแต่ละฝ่ายร้ายได้แค่ไหน
ถ้าวันหนึ่งคุณฆ่าผีร้ายในยามอยู่กับคนรักได้
เขาจะรู้สึกถึงความผ่องแผ้ว
เพราะถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
เหมือนกลายเป็นอีกคน
อิสรภาพชนิดนั้นจะกลายเป็นเวทมนต์สีขาว
บันดาลใจให้เขานึกอยากเอาชนะผีร้ายในตนบ้าง
เจริญรอยตามคุณ
เริ่มจากการยอมรับว่าตัวเองยังเลี้ยงผีไว้
ต่อด้วยการยอมสำนึกผิดที่ปล่อยให้มันอาละวาด
แล้วจบด้วยการไม่ยอมอยู่ร่วมโลกกับมันอีก!

อยู่ห่างๆต่างคนต่างสุข

260416

ธรรมชาติให้วิธีเลือกคนรักกับเรา
ผ่านบทเรียนเบื้องต้นง่ายๆ
ที่ต้องอาศัยการสังเกต เช่น
เพื่อนบางคน พออยู่ห่างทุกอย่างจะดี
เพราะเปลือกเข้ากันได้ดี
แต่ยิ่งใกล้กันเท่าไร ยิ่งแย่ลงเท่านั้น
เพราะที่แก่นเข้ากันไม่ได้
พอต้องแก้ปัญหาร่วมกัน
อาจขัดแย้งเพราะความต่างทางความเชื่อ
ความต่างทางเป้าหมาย
หรือความต่างทางวิธีคิด

เพื่อนกัน อยู่คนละบ้าน
ตอนคบก็ต่างคนต่างอยู่ ตอนเลิกก็แยกย้ายง่ายๆ
แต่คนรัก อยู่บ้านเดียวกัน
ทั้งการอยู่ร่วมและเลิกรา ยุ่งยากเป็นที่สุด

เพื่อนกัน คุยประสาเพื่อนไม่กี่คำ
ต่างฝ่ายต่างก็รู้สึกแล้วว่า
เข้ากันได้หรือไม่ได้
เข้าไม่ได้ก็ขีเกียจเสียเวลาด้วยกันทั้งคู่

แต่คนรัก เริ่มรักจะคุยภาษารัก
ต่างฝ่ายต่างพยายามผูกมัดกัน
ด้วยการหลอกตัวเอง หรือหลอกกันและกันว่า
เข้ากันได้แน่ ยอมปรับตัวเข้าหากันแน่ๆ

คนจึงมักพูดหรือบ่นกันเสมอๆว่า
คบเพื่อนสบายใจกว่าคบแฟน
นั่นก็เพราะไม่มีม่านมายาหลอกกัน
แล้วก็ไม่ต้องผูกมัดกันแน่นเหนียวปานจะกลืน

และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งว่า
ถ้าความรักเริ่มก่อตัวขึ้นมาจากความเป็นเพื่อน
เป็นพี่เป็นน้อง หรือด้วยความรู้สึกประหนึ่งคนในครอบครัว
จึงมีโอกาสไปกันรอดมากกว่าเริ่มต้นมาหวือหวาเลย
ความหวือหวามักมาแรงไปเร็ว
ส่วนความอบอุ่นใจค่อยๆมาและอยู่นาน!

ลืมหนังง่ายกว่าลืมคนรัก

190416

หนังเรื่องไหนที่คุณจำได้แค่ความรู้สึก
เช่น สนุกดี ซึ้งมาก หรือฮาสนั่น
พอกลับมาดูอีกทีหลังสิบหรือยี่สิบปีผ่านไป
อาจกลายเป็น ไม่เห็นสนุกเลย
หรือซึ้งก็ซึ้งอี๋ๆ ฮาก็ฮาแบบอึ้งกริบ

นั่นแสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนั้น
เป็นแค่ก้อนความรู้สึกในอดีต
ไม่มีความหนักแน่น ไม่มีรายละเอียดความจำ
พอจะครองใจคุณได้ผ่านยุค ผ่านวัย
หรือไม่ก็อาจจะเพราะ
โดนหนังอื่น ละครอื่น หรืออะไรอื่นๆที่เจ๋งกว่า
เร้าใจกว่า ชิงเอาความรู้สึกอินสุดๆไปแล้ว
เข้าตำรา ผ่านทะเลมาแล้ว เลยเฉยๆกับน้ำบ่อ

สรุปคือ หนังเรื่องนั้น
ไม่ได้มีความหมายกับชีวิตคุณเท่าไรนัก

ต่างจากหนังบางเรื่อง
ที่คุณจำได้เป็นรายละเอียด
แค่นึกถึงฉากพ่อแม่ลูกเมื่อไร
ก็อยากร้องไห้เมื่อนั้น
หรือแค่นึกถึงฉากลุกจากล้มครั้งใด
ก็เกิดกำลังใจฮึดสู้ขึ้นใหม่อีกครั้ง
พูดง่ายๆ คุณมีทั้งความรู้สึก
และความทรงจำเกี่ยวกับรายละเอียด
ที่ฝังแน่นติดตัว ติดใจ
ดูซ้ำอีกก็รู้สึกเดิมๆซ้ำอีก
หรือแม้นึกขึ้นเองเฉยๆก็รู้สึกเหมือนได้ดูกับตา
หัวเราะออก ร้องไห้ได้ ไม่ต่างกันเลย

สรุปคือ หนังเรื่องนั้น
มีความหมายพอจะเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณตลอดไป

คนรักเก่าก็คล้ายกับหนังเก่า
มีหลายคน บางคนไม่ค่อยมีความหมาย
บางคนมีความหมายมาก
บางคนยังกลับไปคุยกันได้ดีๆ
บางคนไม่ต้องเผาผีกันอีก

ประเด็นคือ ประเภทไม่เผาผีนั้น
มักมีอาถรรพณ์แปลกๆ
คือ เหมือนหนังที่คุณจำรายละเอียดได้หมด
ให้นึกเป็นฉากๆเรียงกันจากต้นจนจบยังได้
นึกถึงตรงที่ซึ้งก็แสนซึ้ง
นึกถึงตรงที่แค้นก็แสนแค้น

หนังมันแรงทั้งขั้วดูดและขั้วผลักไง เลยจำได้!

คราวนี้พอมาที่โจทย์ของหลายๆคน
ทำไงจะลืมคนรักประเภทนี้ได้
คุณจะเริ่มเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
ทำยังไงก็ไม่ลืมหรอก ถ้าตัวคุณยังเป็นตัวคุณอยู่
และทำยังไงก็ต้องได้เจออีก
ถ้ากรรมที่ทำต่อกันแรงซะขนาดนั้น

ยกเลิกโจทย์เก่าเสีย
ตั้งโจทย์ใหม่ที่เป็นไปได้
ทำยังไงจะให้รู้สึกเหมือนหนังเรื่องโปรดสักเรื่อง?

มองว่าสิ่งที่เหลืออยู่คือความทรงจำและความรู้สึก
ไม่ต่างจากความจำและความรู้สึกเกี่ยวกับหนัง
เพียงแต่เป็นหนังที่คุณหาซื้อไม่ได้ หาเช่าไม่เจอ
แต่คุณมีความสุขกับหนังเรื่องใหม่ได้
หรือเบื่อหนังก็ไปทำอย่างอื่นที่มีค่ากว่าดูหนังได้
จะเอาอะไรมากกับความรู้สึกและความทรงจำ
มันไม่ใช่เพชรเม็ดเดียวในชีวิตคุณหรอก
และคุณก็หาเพชรดีๆ ไม่ต้องมีแค่เพชรร้าวได้ด้วย!

อธิษฐานขอพบกันทุกชาติ

050416

หญิงชายส่วนใหญ่
ไม่ได้รักกันขนาดอยากตั้งอธิษฐาน
ขอพบขอเจอกันไปทุกชาติ
ตรงข้าม หลังจากคบหา
ร่วมชายคาด้วยกันสักพัก
จะรู้สึกจั๊กจี้ถ้าให้คิดถึงการเจอกันอีกชาติในหน้า

กำลังใจให้อยากเจอกันไปเรื่อยๆ
ไม่อยากเปลี่ยนคู่เลย
หาใช่สิ่งที่เกิดขึ้นง่ายๆ
ต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่พิเศษเกินธรรมดา
มาเป็นชนวน หรือเป็นพานทองรองรับ
ซึ่งถ้ามีความเข้าใจถ่องแท้
ทั้งต้นเหตุและผลลัพธ์
ก็มีสิทธิ์อธิษฐานถูกเวลา ถูกฝาถูกตัว
เพื่อจะเกิดเป็นผู้โชคดี
ได้พบรักในฝันกันง่ายๆ
แตกต่างจากคนอีกค่อนโลก
ที่รู้จักแต่รักงั้นๆหรือครึ่งรักครึ่งเกลียดกัน

การตั้งใจอธิษฐานขอพบเจอกันไปทุกชาติ
แบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ คือ

) มีความพิศวาสรุนแรงเป็นชนวน
อาจแค่แรกพบสบตา หรือคบหาสองสามวัน
แล้วโดนใจกันจังๆ
ดื่มด่ำเหมือนตกอยู่ในความฝัน
รู้สึกว่าเคยเป็นคู่กันมาแต่ปางก่อน
เลยเกิดวูบใหญ่ของความเชื่อขึ้นมาด้วยกัน
อธิษฐานร่วมกันว่าจะขอพบขอเจอกันตลอดไป
ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ

ประเภทนี้ เรียกว่า บุญเก่าผูกมัด
เกิดขึ้นในคนปกติทั่วไปได้
เพราะใครๆก็เคยอยู่ร่วมกัน
ทำบุญตักบาตรร่วมขันกันมาก่อนได้ทั้งนั้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ
เห็นธาตุแท้ของกันมากๆ แล้วพบว่าเข้ากันไม่ได้
หรือกระทั่งเอารัดเอาเปรียบกัน
ทรยศกันทางเพศ
ก็อาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนใจ
แปรคำอธิษฐานเป็นว่า ขออย่าได้พบได้เจอกันอีก
หรือกระทั่งพลิกผันเป็นสาปแช่ง
จงตกนรกหมกไหม้อย่าได้ผุดอย่าได้เกิด
ซึ่งก็เท่ากับในชาติเดียว สร้างแรงกรรมต่อกันสองชนิด
คือ ผูกมัดด้วยความสุข
และร้อยรัดให้เป็นทุกข์
เกิดใหม่มักดึงดูดกันทางเพศ
ทนไม่ได้ต้องเข้าหากัน
แต่อยู่ด้วยกันแล้วทรมานทรกรรม ซ้ำรอยเดิมอีก

) มีสถาการณ์น่าซาบซึ้งใจเป็นชนวน
อาจแก้ปัญหา ผ่านเรื่องลำบาก
หรือกระทั่งร่วมเป็นร่วมตายกัน
มีความผูกพันเหนียวแน่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว
ไม่อยากแยกจากกันอีกเลย
เลยเกิดความแน่วแน่ที่จะขอมีแต่กันและกัน
ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติ

ประเภทนี้ เรียกว่า เหตุการณ์พาไป
ไม่ค่อยเกิดขึ้นในคู่รักทั่วไป
เพราะสถานการณ์พิสูจน์ใจมักมาเอง ไม่ใช่แกล้งสร้าง
คู่รักประเภทนี้ถ้าเข้ากันได้ในระยะยาวก็ดีไป
แต่หากพบว่า คุยกันไปคนละเรื่องบ่อยๆ
อารมณ์แรงด้วยกันทั้งคู่
ก็จะพบว่าตัวเองรักแรง แค้นแรง
นั่นเพราะมูลการอธิษฐานเกิดจากอารมณ์ซาบซึ้งแรง
เวลาเป็นสุข รู้สึกเหมือนตายแทนให้ได้
แต่เวลาเป็นทุกข์ น้อยใจ
ก็เหมือนอยากประชดกันด้วยความตายได้เหมือนกัน

) มีบุญใหญ่ที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำเป็นชนวน
อาจร่วมกันสงเคราะห์คน
อาจใส่บาตรด้วยกันทุกวัน
อาจลงแรงสร้างโบสถ์สร้างวิหารแด่นักบวชด้วยกัน
เกิดความสุขล้นหลาม ยิ่งใหญ่มหาศาล
บันดาลความรู้สึกอยากพบอยากเจอชั่วนิรันดร์

ประเภทนี้ เรียกว่า บุญใหม่หนุนนำ
เกิดขึ้นกับคนในศาสนาไหนก็ได้
และยิ่งบุญที่ทำด้วยกันใหญ่เท่าไร
ผลลัพธ์ยิ่งหนักแน่นชัดเจนเท่านั้น
ซึ่งถ้าอธิษฐานสำทับแบบเดียวกันตลอดชีวิต
ก็ไม่ต้องคิดมาก เกิดใหม่ให้ผลตามต้องการแน่ๆ
แต่ปัญหาคือ ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆแล้วเกิดเบื่อ
ต่างฝ่ายต่างหมดใจ ไม่มีความสุขในกันและกัน
หรือกระทั่งเกิดเหตุแค้นเคืองให้อาฆาตหนักๆ
ก็อาจย้อนรอย อธิษฐานเป็นตรงข้ามด้วยความแค้น
ซึ่งมีสิทธิ์เป็นอะไรที่ซับซ้อนมากๆ
เช่น ตอนมีใจ อธิษฐานไปว่า
ขอไม่รักใครนอกจากเธอเพียงคนเดียว
พอหมดใจ ก็เหมือนไปมีคนอื่นยาก
ใจไม่เอาใคร ติดใจลึกๆอยู่กับคนคนเดียวไม่เลิก

) มีทางบุญที่ร่วมเดินกันมาเป็นฐานรองรับ
ทางบุญในพุทธศาสนา
หมายถึงการปลูกศรัทธาดีๆร่วมกันหนึ่ง
ตั้งใจรักษาศีล โดยเฉพาะข้อ ร่วมกันหนึ่ง
ฝึกมีน้ำใจต่อกัน ต่อคนและสัตว์รอบข้างหนึ่ง
คุยกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล รู้จักกุศลร่วมกันหนึ่ง
ซึ่งเมื่อจูนจิตเข้าหากันบนเส้นทางของ
ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาได้พักหนึ่ง
จะเกิดทั้งสายใยผูกพัน และทั้งรัศมีสว่างที่เข้ากัน
กระทั่งเกิดความปรารถนาจะเคียงกัน
บนทางสุขทางเจริญ ทางสวรรค์ทางนิพพาน
ไปจนกว่าจะถึงที่สุดทุกข์

ประเภทนี้ เรียกว่า มาถูกทางรักแท้
ที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ
และทรงให้การรับรองว่า
จะอยู่ด้วยกันได้ตลอดไป
และพบกันอีกอย่างเป็นสุขในสัมปรายภพ
(ดู สมชีวิสูตร http://bit.ly/1SMD561 )

สรุปคือ การอธิษฐาน
เป็นแรงกระทำชนิดหนึ่ง
ถ้าชอบอธิษฐานมั่ว ก็เจอผลมั่วๆ
ยิ่งหากพื้นยืนของการอธิษฐาน เป็นบุญใหญ่
ผลลัพธ์ที่ตามมาก็มั่วใหญ่
แต่หากพื้นยืนของการอธิษฐาน
คือความเข้ากันได้ ผ่านการพิสูจน์ตัว
พิสูจน์ใจแล้วว่า อยู่ด้วยกันแล้วเป็นสุข
อย่างนี้ก็จูงมือไปสวรรค์
และพร้อมจะสนับสนุนกันและกัน
ให้ถึงนิพพานได้ในวาระสุดท้าย หรือชาติสุดท้ายได้!

ช่วยคนจมน้ำ

290316

ธรรมชาติของคนกำลังจมน้ำ
จะคว้าทุกสิ่งที่เห็นไว้เป็นเครื่องยึด
แม้แต่อากาศที่เห็นๆอยู่ว่าจับต้องไม่ได้ ก็ไม่เว้น
ยิ่งถ้าเห็นใครปรากฏตัวเข้าไปใกล้
ก็จะคว้าไว้แน่น
แถมโถมน้ำหนักตัวทั้งหมดเข้าใส่
ราวกับจงใจแกล้งให้อีกฝ่ายจมน้ำตามตน

อันนั้นเป็นอาการจมน้ำทางกาย
ซึ่งส่องสะท้อนอาการเดียวกัน
เมื่อใกล้จะจมน้ำทางใจได้ด้วย
ตอนจิตใจใกล้ตกต่ำถึงขีดสุด
คนเราจะไขว่คว้าหาใครไว้ยึดเหนี่ยว
ในแบบทุ่มเข้าใส่ทั้งตัว
ถ้าเห็นไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนไปด้วย
ก็รู้สึกเหมือนไม่รักกันจริง

ถ้าคนรักทำท่าเหมือนจะจมน้ำบ่อยๆ
ตะเกียกตะกายร่ำร้องหาความช่วยเหลือบ่อยๆ
หัวใจคุณจะหนักอึ้ง
แล้วเกิดความทุกข์ไปด้วยจริงๆ
ซึ่งก็ไม่ใช่ทุกข์ไปกับเรื่องราวของคนรัก
แต่ทุกข์ไปกับตัวหนักๆ ใจหนักๆของคนรักเองทีเดียว

การร่วมทุกข์ร่วมสุข
เป็นความสัมพันธ์อันน่าซึ้งใจ
แต่การผ่านทุกข์ไปหาสุข
ผ่านที่รกออกที่โล่ง
เป็นความสัมพันธ์ที่น่าประทับใจกว่า

เมื่อใดต้องช่วยดึงใครขึ้นจากทะเลน้ำตา
หายใจยาวๆช้าๆ
เพื่อให้เกิดสติสำรวจใจตัวเองว่า
พร้อมจะช่วย หรือพร้อมจะจมไปพร้อมกับเขากันแน่
คุณทนคลื่นพายุอารมณ์ที่ซัดมาจากอีกฝ่ายไหวไหม

ถ้าเห็นว่าไม่ไหว
ก็อย่าเพิ่งเอาใจไปจ่อกับเขา
ให้ดูว่า เมื่อหันมาใส่ใจกับลมหายใจของตัวเอง
แล้วมีความสุขขึ้นบ้าง
ความสุขนั้นแหละ คือการขึ้นบก คือการขึ้นเรือ
คือความพร้อมจะยื่นมือมายกใจอีกฝ่ายให้ขึ้นฝั่งตาม

ระหว่างยื่นมือช่วยเหลือ
คอยสำรวจใจเรื่อยๆว่ากลับหล่นลงน้ำบ้างหรือเปล่า
โดยใช้วิธีเดียวเดิมซ้ำๆ หันกลับมาโฟกัสกับใจตัวเอง
สังเกตว่าความสุขในแต่ละลมหายใจไม่เท่ากัน
รอจังหวะว่าลมหายใจใดเป็นสุขขึ้น
ค่อยกลับไปจดจ่อ รับฟัง
หรือคิดคำพูดกับคนตรงหน้ากันใหม่

ง่ายๆแค่นี้ คุณจะรู้สึกว่าในระยะยาว
ได้ช่วยคนจมน้ำให้ขึ้นฝั่ง
ผ่านทุกข์ไปหาสุขด้วยกัน
ไม่ใช่อยู่กับคนจมน้ำแล้วจมน้ำตามเขาไป
ได้แต่ร่วมทุกข์อย่างเดียว
ไม่มีสุขให้จดจำกันเลย!

ติดโรคทางวิญญาณ

220316

โรคระบาดทางกาย
ให้ร้ายแรงแค่ไหน
อย่างมากก็ทุกข์ทรมานจนตาย
ตายเมื่อไรก็หายทุกข์จากโรคเมื่อนั้น

แต่โรคระบาดทางวิญญาณ
ถ้าร้ายแรงจริง
ทุกข์ร้อนไปจนตายไม่พอ
ยังอาจต้องไปทุกข์ต่อในอบายอีก

ทุกคนรู้ว่ามีโรคระบาดทางวิญญาณอยู่จริง
แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง
และยิ่งไม่ค่อยมีใครคิดรักษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
นิสัยเสียที่เห็นๆกันอยู่ว่า
ระบาดมาจากคนบ้านเดียวกัน

ที่จะพิสูจน์ได้ว่าคนเรารักกันจริง
คือการไม่นิ่งดูดาย
เริ่มจากการระวังไม่ติดโรคจากคนใกล้ตัวมา
เพราะการติดโรคระบาดทางใจ
นับเป็นการซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง
เตะมาเตะกลับต่อยอดบาปกันและกันหนักขึ้น

โรคระบาดทางวิญญาณสามัญมีอะไรบ้าง?
หงุดหงิดง่ายหนึ่ง
คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องให้เป็นเรื่องหนึ่ง
โยนบาปใส่แพะใกล้ตัวหนึ่ง
แผ่พลังร้อนริษยาหึงหวงจนตบะแก่กล้าหนึ่ง
เข้าข้างตัวเองจนจำอะไรเพี้ยนหนักขึ้นเรื่อยๆหนึ่ง
พอรู้ตัวว่าเป็นฝ่ายผิดแล้วแกล้งพูดไม่รู้เรื่องหนึ่ง

โรคระบาดทางวิญญาณ ติดง่าย แก้ยาก!

ถ้าใกล้ตัวมากพอ และอยู่ด้วยกันทุกวัน
คนส่วนใหญ่ส่ายหัว ยอมแพ้
บอกว่าจนใจ ไม่รู้จะทำยังไง
หรือไม่อีกทีก็รักษาด้วยวิธีธรรมชาติ
คือ โวยวาย ด่าทอ พูดซ้ำซากว่า
ทำไมเป็นคนอย่างนี้วะ
หรืออีกทีก็เข้าใจความหมายของการอภัยผิดๆ
หลงนึกว่า การอภัยคือการยอมหมด
ทั้งที่จริงการก้มหน้าก้มตายอมแพ้ทุกประการ
จัดเป็นความดูดายชนิดหนึ่ง
เห็นเขาเป็นโรค ก็ปล่อยให้เป็นไปเรื่อยๆ
หรือหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ

พระพุทธเจ้าตรัสถึงแนวทางรักษา
โรคทางใจให้คนอื่นไว้ โดยอาศัยหลักการง่ายๆว่า
เขาร้ายมาอย่างไร เราจะดีเป็นตรงกันข้ามอย่างนั้น
พึงเอาชนะคนโกรธด้วยการไม่โกรธตอบ
พึงเอาชนะคนตระหนี่ด้วยการให้
พึงเอาชนะคนไม่ดีด้วยความดี

คนส่วนใหญ่ฟังแล้วผ่าน
เพราะนึกว่าหมายการแกล้งดีเป็นคราวๆ
ความจริงคำสอนของพระพุทธเจ้าลึกซึ้ง
ท่านไม่เคยให้แกล้งทำตัวดีชั่วคราว
แต่ท่านให้อธิษฐานดีจริงตลอดไป

จะเป็นอะไรที่ดีจริงได้ตลอด
บางทีต้องทำแบบฝึกหัดใกล้ตัวทุกวัน
คนใกล้ตัวเป็นโรคทางวิญญาณแบบไหน
เราอธิษฐานเป็นจิตวิญญาณตรงกันข้ามแบบนั้น
หวังเอาตัวเราเองเป็นยาดี รักษาเขาให้หายจริง
เขามักร้อน เราต้องมักเย็น
เขาชอบพูดกระแทก เราต้องชอบพูดประโลม
เขาไร้เหตุผลเหลวไหล เราต้องมีเหตุผลหนักแน่น

เพียงแค่อธิษฐานขอเป็นขั้วตรงข้าม
ด้วยความตั้งใจมั่นมากพอ
คุณจะพบว่าเป็นการจุดชนวน
ความฉลาดคิด ฉลาดพูด ฉลาดทำขึ้นทุกวัน
อาทิตย์แรกๆอาจไม่ฉลาดมาก
แต่อาทิตย์ต่อๆมาฉลาดจนตัวเองแปลกใจ
หาคำ หาอุบายวิธีมาเอาชนะโรคร้ายของอีกฝ่ายถูกจุด
ราวกับเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญชำนาญรักษา
และเมื่อรักษาสำเร็จ
คุณจะกลายเป็นอีกคนที่แตกต่าง
เป็นคนที่ภูมิใจในผลงานของตัวเอง
ซึ่งก็คือการภูมิใจในตัวคนรักที่หายป่วยด้วย!

ประโยชน์ของคู่เวร

150316

หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับคู่เวรสักพักหนึ่ง
แม้แต่คนไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
ก็ต้องผุดความคิดวนเวียนขึ้นมาในหัวว่า
ขออย่าต้องได้พบได้เจอกันอีกเลย
ไม่ว่าชาติหน้าหรือชาติไหน

ด้วยความไม่รู้ คนเรามักลั่นวาจากันดื้อๆว่า
ไม่เอาแล้ว ไม่อยากเจออีกแล้ว คนแบบนี้
คิดง่ายๆว่า แค่ตั้งใจไม่เจอก็คงไม่เจอ
ลืมนึกไปว่าถ้าไม่เจอคนนี้
แต่ตัวเองยังเป็นอย่างนี้
แล้วจะเจอใครอื่นที่หนักเท่ากัน
หรือแย่กว่ากันได้อีกหรือไม่

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เพราะทำอย่างที่เคยทำ
ถึงนำมาเป็นอย่างนี้ เจอคนแบบนี้
ตกลงปลงใจกับคู่เวรแบบนี้ได้
ต่อเมื่อทำต่างจากที่เคยทำ
ถึงนำไปสู่ความเป็นอย่างอื่น เจอคนแบบอื่น
ไม่พลาดตกลงปลงใจกับคู่เวรแบบเดิมด้วย

แล้วจะเอาอะไรเป็นจุดสังเกตว่า
ทำอย่างไรจึงเจอคู่เวรแบบนี้?
ก็เอาจากสิ่งที่ทำร่วมกัน
ยินดียินร้ายร่วมกัน
กระทบกระทั่งให้เกิดรักเกิดแค้นร่วมกันนั่นแหละ!

พอพ้นช่วงโปรโมชั่น
ไม่ต้องแกล้งถูกใจไปหมด
ไม่ต้องมีแต่รับว่า ได้ค่ะพี่ ดีครับน้อง
ช่วงนั้นแหละที่ความเป็นคุณ
ตัวตนที่ทำให้ได้เขาหรือเธอมา
จะปรากฏทางความคิด คำพูด และการกระทำ

ได้อย่างใจ
แล้วเห็นเป็นเรื่องน่าขอบคุณหรือเป็นหน้าที่ของคนรักอยู่แล้ว?
ไม่ได้อย่างใจ
แล้วเห็นคนรักเป็นคนระดับเดียวกันหรือเป็นทาส?
เกิดเรื่องถูก
แล้วเห็นค่าว่าน่าเพิ่มถูกให้มากขึ้นหรือพอใจแค่นี้ก็ดีแล้ว?
เกิดเรื่องผิด
แล้วอยากเปลี่ยนเป็นถูกหรือกลับซ้ำกระหน่ำให้หนักขึ้น?
หรือไม่มีอะไรเลย
ปกติคุยกันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลหรือชวนทะเลาะ?

เห็นคนใกล้ตัวเป็นอะไร
นั่นแหละแนวโน้มให้เกิดพฤติกรรมแสดงความเป็นคุณออกมา
และถ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ก็ต้องเปลี่ยน ขณะเกิดปฏิกิริยาทางใจนั่นแหละ
ไม่มีทางเลี่ยงทางลัดอื่นใดเกินไปกว่านั้นเลย
ยิ่งตั้งใจเปลี่ยนปฏิกิริยาร้ายๆให้กลายเป็นดีมากขึ้นเท่าใด
เท่ากับยิ่งสร้างตัวตนในวังวนชีวิตคู่ที่ดีขึ้นเท่านั้น
แม้ต้องพบต้องเจอกับคู่เวรอีก
คุณก็ละลายหรือล้างเวรได้ด้วยใจใหม่ของตัวเองนั่นแหละ!

เห็นใจเขาได้ เห็นใจตัวเองสว่างด้วย

080316

ลองทบทวน นึกย้อนหลังดู
เมื่อใครเรียกร้องให้คุณเห็นใจ
คุณจะรู้สึกถึงอาการทางใจของเขา
ที่ดิ้นเร่า ร้อนรน คับแคบ และมืดมัว

ใจแบบนั้นไม่น่าดู ไม่น่าให้สัมผัสรู้สึก
เพราะพอดูเข้าไปจนรู้สึกตามเขา
ใจคุณจะพลอยกระเพื่อมแรง
ร้อนรนตาม คับแคบตาม และมืดมัวตาม
พูดง่ายๆคือพลอยเหนื่อย
เหมือนโดนสูบพลังออกจากร่างไปด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจว่า
ยิ่งเรียกร้องให้คนอื่นเห็นใจเท่าไร
ยิ่งไม่น่าเห็นใจเท่านั้น

ถ้าหลงเอาพวกชอบเรียกร้องความเห็นใจ
มาเป็นคนใกล้ตัว
คุณไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากฝึกเห็นใจให้เป็น!

ปกติเวลาพยายามเห็นใจใคร
ใจคุณจะเข้าไปคลุกวงใน
คือปล่อยให้ใจตัวเอง
พลอยผสมผสานไปกับใจของเขาด้วย
เขาดิ้นมา ใจคุณก็ดิ้นตาม
เขาร้อนมา ใจคุณก็ร้อนตาม
และสังเกตเถอะว่า ใจดิ้นๆ ร้อนๆนั้น
เหมือนตะเกียกตะกายหาลมหายใจอยู่
คือ อยากมีลมหายใจที่ยาวขึ้น สดชื่นขึ้น

เมื่อสังเกตได้ถึงจุดนี้
ให้หายใจยาวขึ้น
ทำความรู้สึกถึงความสดชื่นของสายลมให้มากขึ้น
เอาแค่ครั้งเดียวเป็นหลักตั้ง
แล้วคุณจะเกิดความสามารถระลึกขึ้นมาได้ว่า
การเห็นใจเขา ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะต้องกลุ้มไปกับเขา
ไม่จำเป็นต้องถูกดูดเข้าไปอยู่ตรงนั้นกับเขา

และนั่นเอง ใจคุณค่อยเปิดโล่ง สว่าง
อยู่บนฝั่งเหนือเขา
และค่อยพร้อมจะช่วยฉุดใจเขาให้พ้นจากการจมน้ำได้จริง
ทั้งความคิด วิธีพูด ตลอดจนการมองเห็นทางออกให้เขา
จะตามมาเอง โดยไม่ต้องติดตันร่วมอยู่กับเขา

ขอให้จำสภาพนั้นไว้
เมื่อเห็นความโล่ง ความสว่างของใจตน
ใจคุณจะเข้มแข็ง และไม่นึกอยากให้ใครเห็นใจ
ในเมื่อใจปรากฏชัดอยู่กับตนเองตลอดเวลาอยู่แล้ว
คุณจะตระหนักว่าที่ผ่านมา
ที่เคยอยากให้คนอื่นเห็นใจนั้น
แท้จริงคืออยากเห็นใจของตัวเอง
ในสภาพที่ดีขึ้นต่างหาก!

รักกันมาก หรือรักกันจริง?

010316

คนส่วนใหญ่แยกไม่ออกระหว่าง
รักกันมากกับรักกันจริง

รักกันมาก อาจจะแค่ดูดดื่มมาก
แต่แอบระแวงอยู่ หวั่นไหวอยู่
สะท้อนถึงความเป็นอื่นอยู่ลึกๆ
หลายโอกาสยังเปิดเผยตัวได้ว่า
ไม่ได้อยู่ข้างเดียวกันจริง
ยังทิ้งกันให้ยืนคนละข้าง
หรือกระทั่งทิ่มแทงกันเหมือนปฏิปักษ์ได้

รักกันจริง จะมีความสนิทแน่นแฟ้นมาก
ไว้ใจกัน ไม่เป็นอื่น ไม่ระแวงแม้แวบคิด
อาศัยความรู้แจ้งอันเป็นภายใน
ที่ลึกซึ้งกว่าความคิดความเชื่อผิวๆ
มั่นใจไม่เฉพาะในตัวอีกฝ่าย
แต่ต้องมั่นใจในตนเองด้วยว่า
อย่างไรความคิดดีๆ สายตามองกันดีๆ
ก็จะยังคงอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน

พูดง่ายๆ
ในขั้นของการรักกันมาก
เป็นระดับความรักที่สับสนปนเป
ระหว่างอารมณ์ที่แรง กับเหตุผลที่ยังแกว่งได้
ยังคาดหวังเกินๆได้ ยังเข้าข้างตัวเองผิดๆได้
ขณะที่เมื่อไปถึงขั้นรักกันจริงแล้ว
สายใยผูกพันจะมีอำนาจอยู่เหนือทั้งอารมณ์และเหตุผล
ความสนิทแน่นแฟ้น เป็นกันเอง ไม่เป็นอื่น
จะไม่แบ่งข้างความรู้สึกฝ่ายฉันฝ่ายเธอ
มีแต่ข้างเดียวกัน ฝั่งเดียวกัน
ที่แม้สะเทือนจากแรงกระทบภายนอก
อย่างเช่นคำพูดคำจาได้
ก็ไม่มีทางแตกแยกจากรอยร้าวภายใน
อันได้แก่จิตใจและสายใยความรู้สึกเลย

ในระดับของการรักกันมาก
สืบไปสืบมายังมีเรื่องแสบๆคันๆได้ทุกวัน
ในรูปของเรื่องเล็กที่ไม่อยากเก็บเป็นอารมณ์
แต่ที่แท้พอกพูนขึ้นเป็นกองขยะทางอารมณ์เรื่อยๆ
พอถึงจุดหนึ่งก็เหมือนลูกโป่งพองตัวเต็มที่
แค่มีบางสิ่งกระทบใจให้ขุ่นเคือง
หรืออยู่ดีๆคิดลบขึ้นมาเองดื้อๆ
ก็กลายเป็นเรื่องเป็นราว
ราวกับมีผีสิงบงการอยู่เบื้องหลัง

ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุด เป็นกันมากที่สุด
ไม่ว่ายุคไหนสมัยใด คือเรื่องของชู้ทางตา
ความรู้สึกบาดใจ เก็บกด เมื่อเห็นคนรักมองคนอื่น
ดูเผินๆเหมือนเรื่องเล็ก ไม่น่าเก็บมาเป็นอารมณ์
แต่ที่แท้ค่อยๆสร้างรอยร้าว และบาดลึกขึ้นเรื่อยๆ
ถึงขั้นเก็บเป็นความแค้น อยากประชด อยากเอาคืน

ยิ่งถ้ามีความรู้สึกอ่อนด้อยทางรูปโฉมอยู่ก่อน
หรือเห็นได้ชัดว่า คนรักมองคนอื่นที่เหนือกว่าตน
กดดันบ่อยเข้าก็ทนไม่ไหวขึ้นมา
ถึงขั้นอยากทำให้อีกฝ่ายเจ็บกว่าตัวเอง
เป็นยังไงก็เป็นกัน เสื่อมเสียแค่ไหนก็ไม่สนแล้ว

ในระดับของการรักกันมาก ยังผ่านด่านตรงนี้ไม่ได้
แต่หากรักกันจริง เรื่องพวกนี้จะเป็นความรู้สึกเปลือกๆ
กระเทือนไปไม่ถึงความรู้สึกอันเป็นแก่นแท้ที่แข็งแรงแล้ว

ยังมีเรื่องเล็กเรื่องใหญ่อีกมาก
ประเภท เอาเปรียบกัน ฉันทำมากกว่าเธอ
ทำไมเธอไม่แคร์ฉันเท่าที่ฉันแคร์เธอ
ห่วงงาน ห่วงพ่อแม่พี่น้องมากกว่าฉัน ฯลฯ
ซึ่งต่อให้รักกันมากแค่ไหน ก็หวั่นไหววันยังค่ำ
แต่ถ้าเข้าถึงภาวะรักกันจริงเมื่อใด
เรื่องพวกนี้จะอยู่แค่ที่ชั้นผิวนอกทั้งหมด

สำรวจเข้าไปที่รากความรู้สึกในใจตัวเอง
ถ้ารักกันมาก ให้ติดป้ายไม้ไว้ว่าแค่รักกันมาก
อย่าเพิ่งนึกว่าจะชนะรากอารมณ์ร้ายในตนได้
ต่อเมื่อฝึกเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้บ่อยๆ
สะสมความมั่นคงภายใน ถักทอสายใยได้เหนียวแน่นพอ
ค่อยขึ้นป้ายทองว่าเข้าขั้นรักกันจริงแล้ว!

สมการทางใจ

230216

สมการทางใจเป็นเรื่องง่าย
ถ้าใช้สามัญสำนึกช่วย

ผูกพันอย่างสบายใจ=ไม่เทใจให้หมดในช่วงคบหา
ผูกมัดอย่างสมใจ=ใส่ใจอย่างดีในช่วงอยู่ด้วยกัน

คู่ใดอยู่กับสมการความรักถูกข้าง
ถูกเวลา ถูกฝาถูกตัว
คู่นั้นจะรักกันอย่างมีความสุข
ไม่ต้องแสร้งทุ่มเททั้งที่ยังไม่ปักใจ
และไม่ต้องฝืนอยู่ด้วยกันทั้งที่อยากหนีเต็มทน

ถามใครก็ตอบถูกหมดว่า ช่วงคบหา
คือช่วงที่ต้องดูใจกัน ดูว่าใจตรงกันไหม
รวมทั้งเผื่อใจ เผื่อว่าจะเปลี่ยนใจกันได้
ไม่ใช่เทใจหมดหน้าตัก
ปักใจแม่นมั่นตั้งแต่วันแรกๆว่า
ยังไงก็ใช่แน่ ต้องไม่มีข้อแม้อื่น

ต่างกับช่วงที่ตกลงอยู่ด้วยกันแน่แล้ว
อันนั้นคือช่วงที่ผ่านการปลงใจชัดเจนว่า
อย่างไรก็ต้องเทใจทั้งหมดให้กับคนนี้
ต้องปักใจไม่มีการเปลี่ยนคน
ตรงไหนเข้ากันไม่ได้ก็ต้องปรับให้มันได้
ไม่ใช่แค่รสนิยมในการฟังเพลงต่างกัน
กินก๋วยเตี๋ยวต่างกัน เลยต้องเลิกกัน

หากใช้ชีวิตตามสามัญสำนึกตลอดไป
คงไม่มีใครล้มเหลวทางความรัก
แต่นี่คนส่วนใหญ่มักใช้ชีวิตตามอารมณ์เรื่อยเปื่อย
เลยเกิดเรื่องสลดให้เห็นไม่เว้นวัน

คนส่วนใหญ่
ช่วงคบหาก็เทใจจนไม่เหลือเผื่อ
ตั้งหน้าตั้งตาแสดงความปรารถนาประมาณ
เธอกับฉันนิรันดร
เธออยู่อย่างไร ฉันห่วงหาอยากให้ได้ดีกว่านั้น
ใครไม่จริงจัง ถือว่าไม่จริงใจ
ขาดเธอไป ใจขาดแน่นอน

คนส่วนใหญ่ พออยู่ด้วยกันจริงก็ชะล่า
เลิกใส่ใจสน ปล่อยอารมณ์ดิบๆออกมาเต็มที่
มึงจะอยู่ยังไงก็เรื่องของมึง
ว่างๆมาเอาอกเอาใจกูด้วยก็แล้วกัน

ถ้ามีคาถากำกับใจไว้สั้นๆ
ก่อนอยู่ด้วยกันอย่าเทใจหมด
หลังอยู่ด้วยกันอย่าใส่ใจน้อย
คงมีวัยรุ่นอกหักฆ่าตัวตายกันน้อยลง
แล้วก็แทบไม่เหลือผู้ใหญ่หย่าร้างให้เห็น!

ยิ่งหลงตัวมาก ยิ่งยากจะรักใคร

160216

ถ้าอยากรู้ความต่างระหว่างรักกับหลง
คุณอาจเริ่มมองตัวอย่างจากชีวิตรักของคนหลงตัว
คนที่อัตตาแรง เซลฟ์จัด
ฉันหล่อรวย ฉันสวยกว่า ฉันเริ่ดสุด
มั่นใจในตัวเองเกินจริง
ดูถูกคนอื่นเกินเหตุ
คิดอะไรแปลกๆ เชื่ออะไรแปลก
เพราะโตขึ้นมาแบบ
มีตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
จิตหลงยึดตัวของตนเหนียวแน่น
เกินกว่าจะแผ่ใจออกมาสัมผัสใจใคร
จึงยากจะเห็นใจหรือเปิดรับความคิดใครได้

ยิ่งหลงตัวมาก
ยิ่งจินตนาการบิดเบี้ยวมาก
รักคนอื่นไม่เป็น
เป็นแต่หลงรักจินตนาการของตัว

คุณอาจแปลกใจ
เมื่อเจอคนหลงตัวที่ทึกทักง่าย ตู่ง่าย
นึกว่าใครต่อใครมาชอบตัวเองตลอด
โดยไม่ต้องทำคุณงามความดีอะไร
แค่ปรากฏตัวเฉยๆ เดี๋ยวก็มีคนมาหลงตน

เมื่อติดอยู่ในโลกของความหลง
ย่อมหลงง่ายทั้งตนและคนที่ถูกสเปค
สบตากันหน่อยเดียวก็จินตนาการฟุ้งระเบิด
ชอบจับสังเกตสัญญาณบอกความเป็นคู่แท้
แล้วก็มักเจอสัญญาณที่ต้องการเจอบ่อยมาก
ราวกับมีคู่แท้ได้ไม่จำกัด
ขอให้เบื่อคนเก่าเถอะ
เดี๋ยวเจอสัญญาณใหม่เอง

คนหลงตัวจัดจะคาดหวังสูง
อินกับจินตนาการสวยแพรว
เริ่มสร้างปัญหาด้วยการปักใจเชื่อแต่แรกว่า
ชีวิตคู่ของตัวเองต้องไม่มีปัญหา
เห็นแต่ภาพในหัวว่า
ต้องมีใครสักคนเอาใจตน รักและบูชาตน
ราวกับเคยอธิษฐานขอเป็นข้าทาสมาแต่ชาติก่อน

เมื่อตั้งความเชื่อไว้เช่นนั้น
พอพบกับคน พบกับชีวิตจริงของใคร
ที่มีเลือดเนื้อและความเป็นตัวของตัวเอง
ไม่ได้สมัครใจยอมตนไปทุกอย่าง
ก็ย่อมบาดเจ็บ เหมือนถูกทำร้ายจิตใจ
ถูกทำลายจินตนาการสวยแพรวที่วาดไว้
แล้วตัดสินใจเลิกราอย่างรวดเร็ว
เท่ากับความรวดเร็วในการด่วนทึกทัก
ว่าเป็นคู่แท้ตามกันมาแต่ปางไหน

ส่วนคนที่มั่นใจในตัวเองพอดีๆ
มีความสุขกับการทำอะไรดีๆให้คนอื่นเป็น
ไม่หลงติดอยู่กับจินตนาการของตัวเองเกินไป
เปิดใจยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของโลกได้
เมื่อรักใคร จะสะสมความรัก
จากเรื่องดีที่ค่อยๆเกิดขึ้น
จินตนาการสวยตามจริง และต่อยอดจากความจริง
เป็นไปในทางสร้างสรรค์แบบจับต้องได้
กระทั่งสามารถคาดหวังอะไรๆ
ในแบบที่ตัวเองมีส่วนสำคัญให้สมหวัง

นั่นแหละ! ผลสุดท้ายคือความรักของคนรักเป็น
ที่แตกต่างจากความหลงของคนหลงตัว!

รักกันจะอยากทำบุญด้วยกันทุกวัน

120216

จากดอกไม้แสดงความเสน่หาประจำปี
ต่อยอดเป็นพรหมจรรย์เซ่นวันแห่งความรัก
มาถึงสติ๊กเกอร์วาเลนไทน์เดย์ออนไลน์
มีอะไรเหลือทิ้งไว้
เป็นซากแห่งความจริงบนทางรักบ้าง
เมื่อถึงวันที่ต้องเลิกรา หย่าร้าง
หาทางสาดโคลนใส่กัน?

หลายคู่รักในอดีตที่แก่เฒ่าไปด้วยกัน
บนเส้นทางแห่งความสุขความปรองดอง
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวันวาเลนไทน์อยู่ในโลก
ไม่ทันนึกด้วยซ้ำว่ากุหลาบคือตัวแทนหัวใจ
ไม่จดจำด้วยซ้ำว่าวันไหนมีความหมายที่สุด

นั่นคงเป็นเพราะคู่ที่ประสบความสำเร็จทางความรัก
มีทุกวันที่ทรงความหมาย
มีทุกวันยืนเคียงข้างในเขตบุญกันอยู่แล้ว

พอเห็นอีกฝ่ายลำบาก
แล้วอยากยื่นมือเข้าช่วย
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอหงุดหงิด งอนพองาม
แล้วคิดคืนดี ชวนพูดเรื่องดีให้ลืมเรื่องแย่
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอเห็นใครอื่นนอกบ้านตกยาก
แล้วร่วมคิดร่วมหาทางสงเคราะห์
แค่นั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

พอมีวันว่าง
แล้วอยากเดินทางไปทำบุญใหญ่กับวัดดี
อย่างนั้นก็เรียกว่า อยากทำบุญด้วยกันแล้ว

แค่อยากทำบุญด้วยกัน
ก็จะอยากเห็นหน้ากัน
อยากมีกันและกันอยู่ใกล้ๆกันตลอดไป
บุญที่ทำร่วมกันนั่นแหละ
จะก่อให้เกิดหลักฐานทางความรักมากมาย
และนับวันจะเจริญงอกงามขึ้น
เหมือนไม้ใหญ่อายุยืน
แผ่กิ่งก้านให้เกิดร่มเงาเยือกเย็น
เป็นเครื่องหมายของรักแท้ได้ทุกวัน!

อยู่กับคนที่ช่วยให้มองโลกดีขึ้น

050216

มาตรวัดความเป็นคู่บุญอย่างหนึ่ง
คือการติดนิสัยดีๆมาจากกันและกัน
มากกว่าจะเอานิสัยเสียๆของอีกฝ่ายมาใช้

พออยู่กับใครมากๆ
คุณจะเอานิสัยของคนคนนั้นมาใช้
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
บางนิสัยอาจมีแนวโน้มในคุณอยู่ก่อน
ขณะที่บางนิสัยอาจไม่ใช่ตัวเดิมของคุณเลย

คำถามคือ อะไรเป็นตัวดูดนิสัย?
อะไรเป็นเหตุให้คุณนึกอยากคล้อยตาม?
อะไรบันดาลใจให้พลอยอนุโมทนาอย่างเป็นสุข
พลอยนึกปลื้มไปกับเขาด้วย?

คำตอบคือ ความเป็นของจริง
จะในทางดีหรือทางร้ายก็ตาม!

เพื่อให้เข้าใจชัดว่าของจริงคืออย่างไร
ลองมาดูตัวอย่างของเก๊กันก่อน
พ่อแม่ลูกที่อยู่บ้านเดียวกัน
ย่อมเห็นพฤติกรรมของกันว่า
ใครทำอะไรอยู่จริงๆ พูดจากวิธีคิดแบบไหนอยู่จริงๆ
ถ้าพ่อแม่ชอบพูดลดเลี้ยวซิกแซกเป็นประจำ
แต่พอเจอลูกพูดลดเลี้ยวใส่ตนบ้างก็โมโห
สั่งสอนเทศนาเป็นชั่วโมงให้พูดจาตรงไปตรงมา
อย่างนี้เรียกว่าดีแต่พ่นคำปลอมๆ กลวงๆออกมา
เพื่อบีบคนฟังให้ทำตามอำนาจสั่งการของตน
หาได้มีพลังบันดาลใจจากของดีจริงในตนไม่

คนเราชอบแรงบันดาลใจจากของจริง
เพราะมีพลังปลุกจิตปลุกใจ
ให้อยากลุกขึ้นมาเอาจริงตามบ้าง
จากการรู้สึกแจ่มชัดว่าทำจริงแล้วมันดียังไง

ฉันใดก็ฉันนั้น
เวลาคู่รักไม่พอใจอะไรในตัวอีกฝ่าย
หากเอาแต่สวมวิญญาณพ่อแม่อยากบังคับลูก
เอาอารมณ์เผด็จการมาเป็นตัวตั้ง
สั่งให้ทำอย่างนั้น สอนให้ทำอย่างนี้
ลืมสนิทว่าตัวเองยังทำไม่ได้เลย
แถมอาจจะหนักกว่าที่ไปว่าเขาเสียอีก
แล้วจะไปคาดหวังให้ใครมีแก่ใจดีขึ้นได้?

นิสัยดีๆอันใดยังไม่มีในตัว
ถ้าได้เห็นนิสัยนั้นในคนรักแล้วเกิดความรู้สึกดี
ย่อมเกิดความใจอ่อน อยากเอาดีตาม
ค่อยๆคล้อยตาม อนุโมทนาเองโดยไม่ฝืนใจ

แต่หากยังทำไม่ได้
แล้วจะกะเกณฑ์คนรักให้ทำได้
นอกจากไม่ได้นิสัยดีๆของคนรักมา
ยังอาจเพิ่มนิสัยเสียๆให้ตัวเองอีก!

คนแปลกหน้าที่กลายเป็นคนรัก

12645199_1012590702131421_3129441069272315425_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ความเป็นเพื่อนหรือความเป็นคนรัก
ให้อย่างไรก็รู้สึกว่าสมมุติขึ้นชั่วคราว
หมดเหตุให้อยากสมมุติเมื่อไหร่
ก็กลับไปเป็นคนแปลกหน้าเมื่อนั้น

ฉะนั้น ต้นทุนน้ำใจที่เคยมีให้กับคนแปลกหน้า
จึงต้องได้ใช้แน่ๆกับคนรัก
ทั้งในช่วงเริ่มต้นที่ยังเหมือนเป็นคนอื่น
และในช่วงขัดแย้งเหมือนเป็นฝ่ายตรงข้าม

น้ำใจที่คุณมีให้คนรอบตัว
เป็นสิ่งที่พยากรณ์ได้ว่า
จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตรักของคุณ!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้ามีน้ำใจให้กับคนแปลกหน้า
อภัยง่าย ไม่ผูกใจเจ็บยืดเยื้อ
แล้ววันหนึ่งถ้าต้องทะเลาะเบาะแว้งกับคนรัก
ไม่อยากมองกันราวกับเป็นคนแปลกหน้า
..
ก็ทำนายได้ว่า
จะเป็นอารมณ์ประเดี๋ยวประด๋าว
ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ
ไม่อยากแง่งอนกันเยิ่นเย้อ

ถ้ามีน้ำใจให้กับคนในครอบครัว
มีของดีอะไรก็แบ่งปัน มีเรื่องร้ายอันใดก็ช่วยเหลือ
มีเวลาว่างก็เอามาสร้างประสบการณ์ดีๆร่วมกัน
วันหนึ่งพอได้อยู่กับคนรัก
..
ก็ทำนายได้ว่า
คุณจะไม่เห็นแก่ตัว
แต่อยากแบ่งปัน อยากช่วยเหลือ
อยากสร้างประสบการณ์ดีๆร่วมกับอีกฝ่าย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทำอย่างไรจึงจะเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา?
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่า
ประการแรกต้องเป็นคนมีน้ำใจ
ต้องเป็นคนมีความคิดในเชิงเมตตาจริงๆ
พูดง่ายๆว่ามีใจจริง
ที่จะคิดในทางดีกับคนอื่น
พยายามที่จะมองคนอื่นในด้านดี
มองในทางที่จะทำให้มีไมตรีจิตต่อกัน
อย่างที่เขาเรียกว่าเป็นนักแผ่เมตตานั่นแหละ

คือปรารถนาให้
การปรากฏตัวของเรา
คำพูดของเรา
หรือแม้แต่กระแสจากจิตใจของเรา
ทำให้ผู้อื่นมีความรู้สึกดี มีความรู้สึกเป็นสุข

ถ้าเรายิ่งมีความสุขได้จริงๆ
แล้วสามารถเผื่อแผ่ความสุข
ไปให้คนใกล้ตัว คนรอบตัว หรือคนไกลตัวก็ตาม
อย่างนี้เรียกมีเมตตาจริง

ซึ่งเห็นไหมมันทำยากนะ
นักแผ่เมตตาที่แท้จริง
ไม่ใช่คนที่เล่นสมาธิ หรือสวดมนต์
แล้วก็มานั่งสัพเพ สัตตา อเวราโหนตุ
เมตตาหลังสวดมนต์ ไม่ใช่เมตตาจริง
เมตตาจริงต้องทำกันทั้งวัน

นอกจากมีน้ำใจแล้ว
น้ำใจที่รินออกมาต้องสะอาดด้วยศีล
ไม่ให้ทำผิดคิดร้ายหรือไปเบียดเบียนใครเขา

ผู้ที่ให้ทานแล้วก็รักษาศีลเป็นประจำ
จะมีกระแสของเมตตาออกมาเอง
โดยที่คนอื่นเค้ามองเข้ามากี่ที กี่ที
เขาก็รู้สึกเหมือนเดิมว่านี่เองของจริง
ของที่มันเป็นความชุ่มชื่น ชุ่มเย็น
แล้วก็ของที่เป็นความสะอาดไม่มีมลทิน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่า มีเมตตาออกมาจากระดับของจิตใจ
มีความคิดอยากจะให้ใครต่อใครมีความสุขจริงๆ
เกิดชาติหน้าฉันใด
กระแสความรักจะพุ่งเข้าหาอย่างท่วมท้นเลย
ค่าที่เคยให้ความสุขกับคนอื่นไว้มาก
ค่าที่เคยอยากจะทำให้คนอื่นเขาได้ดิบได้ดี
ไม่พูดถึงใคร ในทางที่เขาจะต้องเสียหาย
ไม่ทำกับใคร ในทางที่จะเบียดเบียน
ให้เขาเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจ

อันนี้ว่ากันถึงความรักในวงกว้าง
ซึ่งมีความหมายต่อยอด
ไปถึงขั้นของความรักในชายหญิงด้วย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ก่อนลงมือทำอะไร
ลองนึกถึงวันที่เป็นคนแปลกหน้า
เป็นคนที่เคยต้องเกรงใจกัน
เป็นคนอื่นคนไกลที่ไม่รักไม่แค้น
ไม่เป็นที่ตั้งของใจที่คิดเป็นบุญเป็นบาป
แต่พอวันคืนผ่านไป ผูกสนิทชิดเชื้อ
เราถือวิสาสะกันอย่างไร
เหตุใดจึงเผลอยึดเขาหรือเธอ
เป็นที่ตั้งของมหาอกุศลจิต
มีสิทธิ์คิดทำปาณาติบาต
ผูกภัยผูกเวรข้ามชาติกันไปได้?

ความรักที่คุณคู่ควร
ขึ้นตรงกับเมตตาที่มีให้คน

คิดถึงคนที่ไม่ใช่คู่ครองผิดไหม?

220116

มนุษย์ยุคเราพบเจอใครต่อใครเยอะ
เมื่อเจอแล้วก็เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์เสมอ
ไม่มีใครสั่งตัวเองให้รู้สึกกับคนนั้นคนนี้
ตามใจอยากได้
จะชังหรือชอบ
จะเหม็นหน้าหรือพิศวาส
จะผ่านเฉยหรืออยากเก็บมาจินตนาการต่อ
ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นต่อติดกับใจเราอย่างไร

ยิ่งหมกมุ่นครุ่นคิดถึงใครในทางเพศมาก
คนเราจะยิ่งอยากมีอะไรกับคนคนนั้นขึ้นมาจริงๆ
โดยเฉพาะเมื่อมีโอกาส มีช่องทาง
แต่สำนึกแบบมนุษย์
ซึ่งมีมโนธรรมเป็นพื้นฐาน
มีสัญชาตญาณของจิตวิญญาณชั้นสูง
บอกตัวเองถูกว่า
ตนเองมีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์เอาจริง เช่น
ถ้าไม่ตกลงเป็นคู่กันแล้วขืนใจกัน
ก็รู้ว่านั่นเป็นการข่มเหงกัน
ถ้าตกลงมีอะไรกันทั้งที่เป็นของคนอื่น
ก็รู้ว่านั่นเป็นการละเมิดสิทธิ์ ผิดบาป

แต่ถ้าแค่คิดถึงคนมีเจ้าของ
หรือคิดถึงคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ตนล่ะ ผิดไหม?

อันนี้เหมือนสัญชาตญาณ
ไม่ได้ให้คำตอบกับเราไว้
ปล่อยให้สับสน ไม่แน่ใจ
หลายคนจึงเกิดความรังเกียจอารมณ์ตนเอง
หลายคนเกิดความทรมานใจ
ขณะที่หลายคนยิ่งห้ามใจมากเท่าไร
ดันยิ่งอยากเอาจริงขึ้นเท่านั้น

ท่าทีปฏิบัติที่ถูกต่ออารมณ์บาป
จะช่วยให้ไม่เกิดปมซับซ้อนทางความคิด
แล้วก็ป้องกันการเผลอพลาดได้ระดับหนึ่ง

พระพุทธเจ้าท่านรู้จักกฎธรรมชาติดีที่สุด
รู้ว่าอะไรเรียกผิดกฎ อะไรเรียกผิดบาป
วัดจากการที่ฝืนกฎแล้วเกิดความเดือดร้อน
ทั้งเดี๋ยวนี้และภายหน้า
ท่านจึงบัญญัติเรื่องศีลข้อ ไว้ชัดเจน คือ
อย่าไปผิดลูกผิดเมียคนอื่น
ซึ่งก็หมายถึงหญิงมีเจ้าของ
ถูกจองตัวด้วยของหมั้นเป็นต้นไป
รวมทั้งหญิงที่มีผู้เลี้ยงดู
ยังไม่เป็นตัวของตัวเองด้วย

ส่วนในแง่พฤติกรรมที่ตัดสินว่าละเมิด
การล่วงทางเพศกัน
ที่รองลงไปคือพยายามพูดโน้มน้าว
หรือหว่านล้อมเพื่อให้ได้มาซึ่งการล่วงเพศกัน

สรุปแล้ว ศีลข้อ ห้ามไว้สองอย่าง
คือ อย่าทำ และอย่าพูด
แต่ไม่ห้ามถึงขนาดว่าอย่าคิด
เพราะความคิดไม่ใช่สิ่งที่ใครจะควบคุมได้
พอเจอหน้าใคร ก็ต้องเกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์
และเมื่อเกิดอารมณ์รู้สึก
ความคิดต่างๆนานาก็ต้องผุดตามเป็นธรรมดา
นับจากความอาลัยโหยหา
ไปจนถึงจินตนาการทางเพศ

มนุษย์เป็นมนุษย์อยู่ได้
ไม่ตกต่ำลงกว่าความเป็นมนุษย์
ไม่ใช่เพราะคิดดีอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่เพราะไม่คิดชั่วเลย
แต่เพราะมีมโนธรรมกั้นความคิดไม่ดีไว้ได้
ไม่ให้แพร่ลามออกมาเป็นการพูดการทำ
และเมื่อไม่ทำ ไม่พูดตามที่คิดชั่วได้นานๆ
ในที่สุดความคิดชั่วก็จะเฉาตายไปเอง

คนคิดชั่วแต่ไม่พูดชั่ว
ไม่ทำชั่วตามที่คิด
จะกลายเป็นคนดีในที่สุด!

ที่เหลือจึงเป็นคำถามว่า
แค่คิด ควรเอาผิดไหม?

ปมชีวิตคู่ของหลายๆคนเกิดขึ้น
เมื่อเกิดการระแวง เกิดการหึงหวง
หรือเพราะเข้าใจว่าตัวเองรู้ทัน
ที่คนรักคิดถึงใครอื่นอยู่

จะรู้จริงหรือคิดว่ารู้ก็ตาม
หนทางที่ดีที่สุด คือ มีปฏิกิริยาในทางดีต่อกัน
โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า
ไม่มีมนุษย์คนไหนที่คิดถึงคนคนเดียวได้
แต่เพียงสัญญา หรือตั้งสัจจะร่วมกันว่า
จะอยู่ในศีลในธรรมด้วยกัน
มีกันและกันคนเดียว
แค่นี้ก็จะไม่อึดอัด
ไม่กลายเป็นอารมณ์ซ่อนเร้นเก็บกด
กระทั่งตบะแตกในวันหนึ่งขึ้นมา
ทั้งในแง่ราคะของคนถูกระแวง
และในแง่โทสะของคนขี้ระแวง!

กำแพงยุคไอที

150116

สิ่งที่ทำให้คู่รัก
รู้สึกเหมือนไม่มีทางเข้าถึงกันได้
ได้แก่ความลับที่รู้ว่ามีอยู่
แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร
มันสร้างอากาศทึบขึ้นระหว่างคนสองคน
แม้ในยามที่ตัวติดแนบชิดกันแท้ๆ
ก็รู้สึกถึงกำแพงที่ข้ามยากนั้นได้
แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าก็ตาม
 
แต่ปัจจุบัน คู่รักยุคไอที
เจอกำแพงที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเพิ่มขึ้นมาอีก
มันคือโทรศัพท์มือถือ!
 
พวกเราใช้มือถือกันหลากหลายรูปแบบ
เช่น ใช้มันเป็นแว่นส่องหาคนรัก
ใช้มันเป็นเครื่องทำลายระยะทางระหว่างตนกับคนรัก
แล้วก็ใช้มันเป็นกำแพงขวางตนกับคนรักไม่ให้เชื่อมจิตเข้าหากัน!
 
เมื่อสมาร์ตโฟนและอินเตอร์เน็ตผนึกกำลังกันสำเร็จ
เราก็เข้าสู่ยุคอะไรยุคหนึ่ง
ที่ต้องผนึกกำลังรักษาความสัมพันธ์กันอย่างฉลาด
 
ความฉลาดทางอารมณ์ที่จะรักษาสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
สังเกตได้ง่ายๆจากปริมาณความคิดในหัว
คือ เมื่อนั่งอยู่ด้วยกันกับคนใกล้ตัว
ในหัวของคุณมีปริมาณความคิดให้กับสิ่งที่อยู่ในมือถือ
หรือว่าบุคคลที่มีตัวตนจับต้องได้ตรงหน้ามากกว่ากัน
 
ยิ่งปริมาณความคิดมีให้กับสิ่งที่อยู่ในมือถือ
มากกว่าคนตรงหน้าเท่าไร
ให้ถือว่า ความฉลาดในการรักษาสัมพันธ์กับคนใกล้ตัว
ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
 
คุณอาจสร้างชีวิตดีๆอีกภาคหนึ่งขึ้นมาในมือถือ
แต่จะเกิดประโยชน์อะไร
ถ้าชีวิตจริงๆที่เป็นความรู้สึกยาวๆกลับกลวงว่าง
เหมือนได้อะไรดีๆมาไม่จริง
แต่มีสิทธิ์เสียอะไรดีๆไปจริงๆได้ทุกเมื่อ!

หน้าเหมือนกัน มีค่าทางความรักแค่ไหน?

12540630_1000977096626115_3617156362743926549_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ขอให้สังเกตเถอะ ว่าก่อนจีบกัน
หน้าตาก็ไม่ได้บอกยี่ห้อว่าเป็นคู่กันหรอก
ต่อเมื่อคบหากัน
ร่วมกินข้าว ร่วมคุย
ร่วมเที่ยว ร่วมออกไอเดีย
และกระทั่งร่วมช่วยเหลือเจือจาน
ให้ญาติ ให้คนรอบตัว ให้ขอทาน
ไปๆมาๆ รูปร่างหน้าตา
คล้ายจะกลมกลืนเข้าหากันอย่างน่าพิศวง

ต่อไปถ้าเจอคู่ไหนที่ดูหน้าเหมือนกันนั้น
ลองสังเกตเป็นจุดๆเถอะครับ
อาจจะต่างกันเยอะ

แต่สิ่งที่เหมือนกันมาก
กลมกลืนเข้ากันมาก
คือกระแส
ที่กระจายออกมาจากทั้งคู่นั่นแหละ
ใจเราจะถูกรัศมีชีวิตที่กลมกลืนของทั้งสอง
จูงให้เห็นประมาณนิ่งระดับเดียวกัน
หรือสว่างระดับเดียวกัน
หรือรุ่งเรืองจากภายในเสมอกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ว่าโดยกายภาพ
คนที่มีนิสัยแบบเดียวกัน
อัธยาศัยแบบเดียวกัน
ก็มักทำให้เข้าข่ายรูปร่างหน้าตาชนิดเดียวกัน
บางคู่เหมือนเกิดมาเพื่อกันและกันโดยเฉพาะ
ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วน รูปร่าง
ความดำขาว ความต่ำสูง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงหน้า
อันนั้นอาจแสดงว่าเคยถูกคอกันมาก
อยู่ร่วมกันมามาก
ช่วยกันสร้างนิสัยในทางเดียวกันมามาก

ว่าโดยนามธรรม
แม้หลายคู่จะแปลกแยกแตกต่างทางรูปร่างหน้าตา
แต่พออยู่ๆ กันไปด้วยดี
มันก็เหมือนหลอมเข้าหากัน
นั่งด้วยกันแล้วดูซิงค์ (sync) กันอย่างบอกไม่ถูก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ต่อให้หน้าเหมือนกันเป๊ะอย่างแพะกับแกะ
ก็ไม่ได้ส่อเลยว่าต้องเป็นคู่แท้
ที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต

ธรรมะในการครองคู่ให้อยู่รอด
ตามหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น
นอกจากศรัทธาทางเดียวกัน
ยังมีศีลข้อ ต้องฝึกรักษาให้สะอาดเสมอกัน
ยังมีเรื่องของน้ำใจที่ต้องฝึกเกื้อกูลให้ได้ใจกัน
ยังมีเรื่องของความคิดอ่านพูดคุยให้รู้เรื่องกัน
เพื่อให้เกิดความมีแก่ใจในการดูแลกัน

โดยย่นย่อ ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ
ลงเอยที่คำพูดและการกระทำ
เกื้อกูลกันและกันด้วยมือไม้
เกื้อกูลกันและกันด้วยวาจา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สังเกตให้ดีจะเห็นว่า
ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาเสียทีเดียว
แต่เป็นกระแสใจที่น้อมไปทางเดียวกัน
เริ่มปรากฏความเป็นคู่กันชัดเจน
ก็เลยดูเหมือนกับหน้าตาออกทำนองเดียวกัน

จะพูดให้ง่ายก็ได้ว่า
ยอมอยู่กับใคร ก็ต้องไปรับกระแสคนนั้นมา
เขาดีเราก็ดีตาม
เขาชั่วเราก็ชั่วตาม
นี่เป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งครับ

รักตัวเอง รักยังไง?

080116

เป็นที่ทราบกันว่า นิยามของการ ‘รักตัวเอง’
หมายถึงเห็นค่าและใส่ใจดูแลตัวเองเป็น
แต่หลายคนกลับรู้สึกสับสนว่ายังไงกันแน่
พยายามเห็นค่าก็แล้ว พยายามดูแลตัวเองก็แล้ว
แต่ทำไม ‘รักตัวเอง’ ไม่ลงสักที!

ความรู้สึกเป็นสิ่งที่แกล้งสร้างไม่ได้
มันมีให้รู้สึกอย่างไร ยังไงก็ต้องรู้สึกอย่างนั้น
โดยเฉพาะความรู้สึกรัก
และแม้รักนั้นจะหมายถึงรักตัวเองก็ตาม!

ดั้งเดิมทุกคน ‘รักตัวเอง’ ในความหมายของ
การเห็นแก่ความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง
เช่น คุณอาจยอมตายแทนใครบางคนได้
ตราบเท่าที่ยังมีเหตุให้ภักดี
หรืออย่างน้อยมีความพิศวาสมากพอ
แต่เมื่อผิดหวังหรือชังกันขั้นเหม็นขี้หน้า
อย่าว่าแต่จะยอมตายแทน
แค่ให้ยอมทนอยู่ร่วมโลกบางทียังไม่ไหว

เคยรักมากถึงขีดใด
ก็กลายเป็นเกลียดได้ถึงขีดนั้น
ขอเพียงมีเหตุให้กลับขั้วความรู้สึก
ได้แรงพอจะหักอกกันพังไปข้าง
เลวซะขนาดนี้ ชาตินี้ไม่ต้องเผาผี
ชาติหน้าไม่ต้องพบต้องเจออีก!

แต่กับตัวเอง ให้เกิดชาติไหน
คุณเข้าข้างได้เสมอ ไม่ต้องถามหาผิดถูก
แล้วกับตัวเอง คุณรักได้ตลอดไปไม่ต้องมีเหตุผล
ไม่ต้องสนด้วยว่าตัวเองมีอะไรน่าพิศวาสหรือเปล่า

ย้ำเลย รักคนอื่นขนาดไหน
ก็ไม่เคยเกิน ‘รักความรู้สึกของตัวเอง’ ไปได้หรอก!

ถ้าคุณรักตัวเองในแบบเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
หรือเอาแต่รักตัวเองจนลืมเห็นใจคนอื่น
ผลลัพธ์อาจไม่ต่างจากการเอาคนที่เกลียดคุณ
มาจ้องทำลายล้างกัน
เพราะคุณจะคิดในแบบที่ทำให้จิตมืด
ไม่ต่างจากศัตรูเอาคุณไปขังไว้ในห้องทึบ
คุณจะพูดในแบบที่เผาจิตให้ร้อน
ไม่ต่างจากคู่อาฆาตจับคุณไปมัดไว้ใกล้กองไฟใหญ่
คุณจะกระทำการในแบบที่จะป่วนจิตให้เหนื่อย
ไม่ต่างจากเผด็จการบังคับคุณไปรบในสมรภูมินานๆ

ผู้ที่ได้ชื่อว่ารักตัวเองจริง
ไม่ใช่ผู้ที่จ้องแต่จะเห็นใจตัวเองหรือเข้าข้างตัวเอง
ทว่าเป็นผู้คิดที่จะเห็นใจคนอื่น
เหมือนรู้จักเอาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีแสงสว่าง
เป็นผู้พูดคำรื่นหูกับคนอื่น
เหมือนพาตัวเองไปอยู่ในน้ำใสไหลเย็น
เป็นผู้กระทำการเพื่อเกื้อกูลคนอื่น
เหมือนนำตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีข้าวปลาอาหารอันอิ่มหนำ

โดยย่นย่อ ถ้าอยากรักตัวเองจริง
ให้ ‘ดูใจ’ ตัวเองว่าได้อะไรจากความรักนั้นบ้าง
รักตัวเองแล้วเป็นสุขหรืออึดอัด?
รักตัวเองแล้วมืดบอดหรือตาสว่าง?
รักตัวเองแล้วหิวโหยหรืออิ่มเอม?
เชื่อเถอะว่าไม่มีใครรักจิตแย่ๆของตัวเองลง
มีแต่คนรักจิตดีๆของตัวเองได้เท่านั้น

ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า น่าให้รักนั่นแหละ
ค่อยช่วยนำไปสู่ความรู้สึกรักตัวเองจริง
และเมื่อรักตัวเองจริงได้
ค่อยง่ายที่จะรักคนอื่นเป็น
เห็นใจคนอื่นพอจะไม่ตาบอดรักผิดคนด้วย!

พวกเดียวกัน

12360319_988139007909924_8347949590122380753_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ยากที่จะมีความเท่าเทียมในการอยู่ร่วมกัน
และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก
ความไม่เท่าเทียมก็มักเป็นแรงกระตุ้นความเห็นแก่ตัว
ให้กำเริบได้โดยไม่มีใครทันสังเกต

มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็นพวกเดียวกัน
แต่ในความเป็นจริง
คู่รักมักแบ่งข้างกันโดยไม่รู้ตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะเอาเปรียบด้วยกันทั้งคู่
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือผลประโยชน์

ถ้ามีฝ่ายหนึ่งจ้องจะเอาเปรียบ
แต่อีกฝ่ายพร้อมจะให้เปล่า
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือความไม่เสมอภาค

ถ้าทั้งสองฝ่าย
ผลัดกันเอาเปรียบ และ ผลัดกันให้เปล่า
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรัก คือการใช้หนี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตายว่า
สิ่งเดียวที่จะทำลายการแบ่งข้างลงได้
ก็คือความพร้อมใจเสียสละ
ไม่ใช่กะเกณฑ์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
มีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว

ถ้าต่างฝ่ายต่างจ้องจะให้เปล่าด้วยกันทั้งคู่
คู่รักนั้นย่อมกล่าวว่า
ความรักคือความเอื้ออาทร

ต่างฝ่ายต่างเอื้ออาทรนั่นแหละ
ความรู้สึกแบบรักแท้!

เพื่อให้ความรักของคุณ
เต็มไปด้วยความหมายของการเอื้ออาทร
คุณต้องไม่ลืมกฏสำคัญ คือ
เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ
เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

สัญชาตญาณเอาชนะกันของสิ่งมีชีวิต
นำไปสู่การจบเกมชีวิตคู่
นิสัยใคร่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์
นำไปสู่ความยั่งยืนระหว่างคู่รัก

นิสัยชอบเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

251215

คู่บุญ
ในความหมายของการ
เคยทำบุญร่วมกันในอดีตชาติ
เป็นสิ่งที่มองเห็นได้ยาก
ปักใจเชื่อได้ยาก
แต่บทจะเชื่อขึ้นมา
ต่างฝ่ายก็ต่างเชื่อง่ายๆ
แค่อยู่ใกล้กันแล้วรู้สึกคลิกกัน
เท่านี้มีสิทธิ์คิดว่าเป็นคู่บุญแล้ว
จากนั้นก็สบายใจแล้ว ชะล่าแล้ว
คิดว่าภารกิจคู่บุญจบสิ้นแล้ว
ไม่ต้องฝ่าฟันใดๆแล้ว
เรื่องดีๆจะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติแล้ว

คู่บุญ...
ชาติก่อนเคยร่วมบุญกันแบบไหน?
ชาติก่อนเคยร่วมบุญนานเพียงใด?
ถึงไม่รู้ แต่ก็อยากเชื่อกันไป

คู่บุญ...
ชาติก่อนเคยร่วมบาปบ้างหรือเปล่า?
ชาติก่อนเคยร่วมบาปหนักๆไหม?
ถึงไม่เห็น แต่ก็ชอบเดากันว่าน่าจะไม่เคย

หากหยั่งรู้และระลึกได้
คนเราจะไม่สรุปทึกทักกันง่ายๆว่า
โลกนี้จะต้องมีคู่บุญฟ้าประทานรออยู่

ข้อเท็จจริงที่คุณสามารถ
เห็นด้วยตาเปล่าทันที
คือ ถ้าเอาคนสองคนมาอยู่ด้วยกัน
ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน
อย่างไรก็ต้องมีเรื่องที่เห็นไม่ตรงกัน
อย่างไรก็ต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน
อย่างไรก็ต้องมีระเบิดเวลารออยู่
เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกันแบบ
ตื่นเช้าไปวัด สายหน่อยเลี้ยงเด็กกำพร้า
เที่ยงๆตั้งโรงทานเลี้ยงรากหญ้าสิบทิศ
ตกเย็นช่วยกันแจกหนังสือธรรมะ
ดึกหน่อยสวดมนต์ก่อนนอน
ชีวิตคู่มีแต่ทำบุญ ทำบุญ ทำบุญ ทุกวัน

คู่บุญในจินตนการ
กับคู่บุญในความเป็นจริง
อาจแตกต่างกันเป็นคนละโลก
ที่จะเข้าใจได้ จับต้องได้
ต้องมองในแง่ของการอยู่ด้วยกันดีๆในบ้าน
ไม่ใช่เอาแต่มองในแง่ของการ
ร่วมกันไปทำอะไรดีๆให้คนอื่นนอกบ้าน

คุณสมบัติอันเป็นตัวตั้ง
ให้คนสองคนรู้สึกดีต่อกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้องเป็นอะไรที่ทำให้อยู่ด้วยกันแล้ว
ช่วยคลายปัญหาชีวิตของทั้งสองฝ่ายให้ค่อยๆคลี่ออก
ไม่ใช่ขมวดปมปัญหาชีวิตให้แน่นขึ้น
กับทั้งสะสมเรื่องดีๆที่ทำให้มีความสุข
ให้ทวีขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งคุณสมบัติประเภทนี้ไม่มีทางเกิดโดยบังเอิญ
แต่ต้องตั้งใจให้เกิด
หรือตั้งใจเปลี่ยนแปลงตัวเองทีละครั้ง ทีละหน

แม้ยังไม่เกิดเรื่อง
ก็ลองทบทวนเพื่อสำรวจเล่นๆดูว่า
ตัวเองมีอารมณ์ประเภทไหน
ข้าต้องเหนือกว่าแกตลอด
ข้าต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ
แกต้องเป็นฝ่ายลดทิฐิยอมง้อทุกครั้ง
แกเตะมา ข้าต้องเตะกลับให้ได้
ถ้ามีอารมณ์ประมาณนี้เป็นเจ้าเรือน
ก็อย่าเพิ่งหวังจะมีคู่บุญกับใครเขา
เพราะในที่สุดคุณจะเป็นได้แค่
คนเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นร้ายขึ้น
หรือไม่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนเรื่องดี
ให้กลายเป็นร้ายได้สุดๆ
ต่อให้เดินทางไปทำบุญที่วัดหรือที่ไหน
ก็หาเรื่องจิกกัดให้เป็นทุกข์ด้วยกันได้ไม่เลิก
แม้ใส่บาตรร่วมกันกี่ล้านขัน
ก็เทบุญมาล้างความรู้สึกแย่ๆ
ที่มีต่อกันไม่หมดอยู่ดี

และพอเกิดเรื่อง
โทสะจะกดดันให้มนุษย์ทุกคน คู่รักทุกคู่
อยากตีโพยตีพายโวยวายใส่กัน
ขณะที่คนตั้งใจเป็นคู่บุญกัน
จะรู้ทันความกดดันชนิดนั้น
และตั้งใจระงับอาการของตัวเองก่อนลุกลาม
กับทั้งจริงใจจะผ่อนหนักให้เป็นเบาร่วมกัน

พอชนะโทสะที่มีต่อกันเองได้
คุณจะรู้สึกเหมือนไม่มีเรื่องอะไร
ชะตาร้ายแค่ไหน
ที่ผ่านไปด้วยกันไม่ได้
ขณะที่ไม่มีเรื่องดีใดผ่านเข้ามาสู่ชีวิตไม่ไหว
ยิ่งวันทางจะยิ่งโล่งขึ้น
ที่ชะตากำหนดไว้ให้ร้าย ก็อาจกลายเป็นดี
ที่ชะตากำหนดไว้ให้ดี ก็จะกลายเป็นดีสุดๆ!

ถนอมน้ำใจไม่เป็น ก็ภูมิใจในชีวิตคู่ไม่ได้


181215

ไม่ภูมิใจในตัวคนรัก
ก็ยากจะภูมิใจในชีวิตคู่
ไม่ภูมิใจในชีวิตคู่
ก็ยากจะภูมิใจในตัวเอง
แม้ว่าจะเคยภูมิใจในหน้าตา
เกียรติยศทางการงานเพียงใด
อย่างไรก็ต้องเศร้าหมอง
รู้สึกห่อเหี่ยวลึกๆอยู่ดี

แต่สำหรับบางคน
แม้ภูมิใจในตัวคนรัก
และภูมิใจในชีวิตคู่
แต่คนรักไม่ปลื้มตนสักเท่าใด
ในระยะยาวความไม่ปลื้มนั้น
ก็จะแปรเป็นความกดดันน่าอึดอัด
ผ่านสีหน้า แววตา คำพูด
และกระแสทางใจที่กระแทกใจกัน
โดยมีเหตุสามัญในแต่ละวัน
เป็นตัวล้วงความในใจออกมาตีแผ่
จึงไม่น่าแปลก
ที่ความภูมิใจในตัวเอง
จะถูกบีบให้เล็กลงเรื่อยๆ

ความภูมิใจในตัวเอง
เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนส่วนใหญ่
คนส่วนใหญ่มักไม่อยากทน
หรือทนไม่ได้นาน
กับการต้องดูถูกตัวเอง
หรือโดนดูถูกจากคนอื่น
หลายคนแค่ไม่ภูมิใจในชีวิตคู่
ส่วนลึกก็แกล้งสร้างเรื่องไม่เป็นเรื่องขึ้นมา
เพื่อจะได้แตกกระจายหายกันไปแล้ว

ความภูมิใจในตัวคนรักจึงเป็นเรื่องใหญ่
เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงตั้งแต่แรกเริ่ม
เมื่อเลือกคนรัก
ต้องดูใจตัวเองให้ดีว่าคุณปลื้ม
คุณภูมิใจในเขาหรือเธอบ้างหรือเปล่า
ขอให้เตรียมใจรับความจริงไว้ล่วงหน้าว่า
ความสนิทชิดเชื้อ
จะเป็นเหตุให้เห็นข้อบกพร่อง
และเกิดเรื่องน่าขัดใจต่างๆนานา
ซึ่งจะบั่นทอนระดับความภูมิใจลงได้ครึ่งหนึ่ง
หมายความว่า ถ้าเริ่มต้นเคยภูมิใจมาก
อยู่ด้วยกันมีสิทธิ์ลดลงมาเป็นภูมิใจน้อย
แต่ถ้าเริ่มต้นภูมิใจน้อยหรือไม่ภูมิใจเลย
อยู่ด้วยกันก็มีแนวโน้มจะนึกดูถูกมากขึ้นทุกวัน

ในทางกลับกัน
อย่าสำรวจความปลื้มของตนเองฝ่ายเดียว
ดูดีๆด้วยว่าเขาหรือเธอปลื้มคุณไหม
หรืออย่างน้อยมีแนวโน้มว่า
จะปลื้มขึ้นเรื่อยๆบ้างหรือเปล่า
ความปลื้มที่พอดีกัน
หรืออย่างน้อยไล่เลี่ยกัน
จะดลใจให้นึกอยากทำอะไรดีๆต่อกัน
หรือกระทั่งบันดาลกระแสสุขขึ้นมา
ในอากาศรอบตัวเมื่ออยู่ใกล้กัน

ความรู้สึกไม่ปลื้ม
แกล้งเปลี่ยนให้เป็นปลื้มได้ยาก
ถ้าจะทำ ต้องสร้างเหตุอันเป็นของจริงด้วยกัน
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอยู่คนเดียวไม่ได้
เช่น อาจเริ่มจากแปลงความโกรธให้เป็นอารมณ์ขัน
ตอนขัดเคือง ตอนไม่พอใจเล็กๆ
ก็ฝึกพูดให้เป็นเรื่องขำด้วยกัน รื่นรมย์ด้วยกัน
แทนการถือโอกาสพูดทิ่มแทงกัน ข่มขี่กัน
หรือตอนเกิดความผิดพลาด ตอนใครถลำล้ม
ก็หัดพูดฉุดดึงกัน ให้กำลังใจกัน
แทนการพูดทำลายกำลังใจกัน เหยียบย่ำกัน

คำพูดตอนไม่พอใจกัน หรือตอนใครพลาดล้ม
เป็นสิ่งที่พลิกความรู้สึกได้ทั้งเขาทั้งเรา
แม้อาการแอบคิดไม่ดี
ยังฝังตัวอยู่หลายจุด ก็จะค่อยๆถอดถอน
ผ่านวันผ่านคืนที่รู้จักพูดถนอมน้ำใจได้
ถึงแม้ไม่อาจแกล้งภูมิใจ
แต่ก็เต็มใจที่จะพอใจในคู่ของตนบ้าง
อย่างน้อยไม่ต้องเฝ้าคอยหันไปเทียบเคียง
กับคู่ที่เขาดูดี มีความน่าภูมิใจกว่า
ให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในวาสนากัน

ความรู้จักพูดถนอมน้ำใจ
เป็นกุญแจสำคัญ
ในการยกระดับความรู้สึก
มันเป็นกุญแจที่ต้องสร้างเอา
ไม่ใช่รอรับจากใคร หรือแสวงหาจากไหน!

คู่บุญ คู่เวร

12347802_984776988246126_7385444182957371320_n

คู่บุญ
คือคนที่คุณอยู่ด้วยแล้ว
มีแก่ใจอยากพูดอะไรดีๆ
ทำอะไรดีๆต่อกัน
จนเอาชนะความคิดเล็กคิดน้อยแบบมนุษย์
รู้สึกดี และคิดดีต่อกันจริงๆได้

คู่เวร
คือคนที่คุณอยู่ด้วยแล้ว
สกัดกั้นสัญชาตญาณดิบไม่ได้
เอาแต่ทำตามใจ ตามอารมณ์
เป็นฟืนเป็นไฟง่าย ระหองระแหงง่าย
อะไรนิดอะไรหน่อยเป็นเรื่องได้หมด
จึงรู้สึกแย่
เจอหน้ากันมีแต่ความคิดร้ายๆเต็มหัว
ถามว่าทำไมถึงยังต้องทนอยู่ด้วยกัน
ก็มีสารพัดเหตุผลที่น่าจนใจจริงๆ

โทสะและทิฐิมานะ
อันเป็นฐานที่มั่นของภาวะคู่เวร
ไม่อาจสลายตัวได้ด้วยคำขอร้อง
ไม่เคยฟังเหตุผลเป็นคำๆ
และไม่ได้ต้องการการยอมอ่อนข้อให้

สิ่งเดียวที่ช่วยให้โทสะเย็นลงได้
และละลายทิฐิมานะได้
มีแต่จิตที่ตั้งมั่นกับความเย็นแล้ว
หมดความแข็งกระด้างแล้ว

เพื่อจะมีกำลังใจตั้งมั่นอยู่กับความเย็น
และละลายความแข็งกระด้างในตน
ก่อนอื่นคุณต้องเชื่อเรื่องสร้างคู่บุญให้เกิด
ไม่ใช่เอาแต่หวังหาคู่บุญให้พบ

การสร้างคู่บุญ
ไม่ได้เริ่มจากการขอร้องใคร
ให้เห็นดีเห็นงามตามคุณ
ไม่ใช่เอาชนะใจกันด้วยคำพูด
แต่เกิดจากการอาศัยใครบางคน
เป็นแบบฝึกหัดขัดเกลาโทสะของตัวเอง
ลดโทสะในเขาในเรา
ด้วยการเพิ่มคำพูดดีๆ
ป้องกันโทสะในเราในเขา
ด้วยการหยิบยื่นอะไรดีๆให้

แม้ความคิดจะยังไม่ดี ยังมีอคติ
แต่ถ้าค่อยๆลดโทสะ และป้องกันโทสะ
ในยามที่อยู่กับเขาทีละวัน ทีละคืน
คุณจะรู้สึกถึงบุญที่เกิดขึ้นในตนเอง
นานไปจะรู้สึกถึงสุขที่เกิดขึ้นในตัวเขา
นั่นแหละ ภาวะคู่บุญเริ่มเกิดแล้ว
โดยยังไม่ทันต้องชวนไปทำบุญกันที่วัดด้วยซ้ำ!

จักรยานสองตอน

12294852_981401645250327_6517788616565232491_n

เรามักเห็นแต่จักรยานถีบเดี่ยว
ซึ่งมีที่ซ้อนท้ายให้อีกคนนั่ง
น้อยครั้งจะเห็นจักรยานถีบคู่
ที่ขอแรงสองคนร่วมด้วยช่วยกัน

คงคล้ายกับชีวิตคู่ส่วนใหญ่
ที่หาสองแรงแข็งขันเสมอกันยาก
เมื่อเอาสองคนมาอยู่ด้วยกัน
โดยมากมักเกิดความรู้สึก
คล้ายอยู่บนจักรยานถีบเดี่ยว
อันมีใครคนหนึ่งออกแรงมากกว่า
หรือกระทั่งออกแรงอยู่เพียงลำพัง
น้อยนักที่คู่ไหนจะเกิดความรู้สึกว่า
อยู่ด้วยกันบนจักรยานถีบคู่
ออกแรงพอๆกัน ไม่อยากกินแรงกัน
ใครเหนื่อยก็อาจพักขา
ให้อีกฝ่ายช่วยถีบคนเดียวสักครู่
หายเหนื่อยก็สลับกันถีบได้
ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน

การขี่จักรยานถีบคู่
เป็นตัวอย่างความรู้สึกดีๆร่วมกัน
อาจบันดาลให้อยากร่วมแรงร่วมใจด้านอื่น
ทั้งอนุเคราะห์กันและกันในบ้าน
ทั้งร่วมกันสงเคราะห์คนด้อยโอกาสนอกบ้าน

มองจักรยาน
คุณอาจเห็นสัญลักษณ์ที่ชวนสำรวจว่า
ชีวิตคู่ของตัวเองมาถูกทางหรือผิดทาง
ถ้ารู้สึกเหมือนจักรยานถีบเดี่ยว
ที่มีใครคนหนึ่งเอาแต่นั่งงอมืองอเท้า
นั่งเหม่อชมวิวอยู่คนเดียว
หรือกระทั่งขย่มจักรยานให้เซไปเซมา
แบบที่เขาเรียกมือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำ
คุณอาจต้องโทษตัวเองนิดหนึ่งหรือเปล่า
ที่สร้างความเคยชินให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า
หน้าที่ถีบเป็นของคุณตามลำพัง!

ดีกับคนอื่น ร้ายกับคนรัก

12294913_978271632229995_7611738020004995960_n

อารมณ์คนเราเป็นเรื่องแปลกแต่จริง
อยู่กับเพื่อนที่มีเหตุผล
คุณจะอยากมีเหตุผลตาม
แต่อยู่กับคนรักที่มีเหตุผล
คุณอาจถูกกระตุ้นให้เจ้าอารมณ์แทน!?

ผู้หญิงบางคนหงุดหงิดง่าย
อยากได้อะไรต้องได้
แต่พอไปรักผู้ชายเจ้าอารมณ์ตัวพ่อ
ก็กลายเป็นจ๋อย มีน้ำอดน้ำทนมากขึ้น
มีเหตุมีผลมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น
กล้ำกลืนบ้าง เต็มใจบ้าง
เหมือนทาสต้องทนนาย
หรืออีกทีก็เหมือนพี่ต้องดูแลน้องน้อย
เหมือนแม่ต้องประคบประหงมลูกอ่อน
แต่พอได้ฤกษ์เปลี่ยนแฟน
เจอคนที่เป็นผู้ใหญ่ ใจเย็น พูดจาดี
ควบคุมอารมณ์ได้ทุกสถานการณ์
ก็จะอยากปลดปล่อย
อยากกลับไปเป็นนางเสือร้าย
อยากทำตัวเป็นเด็ก อยากแง่งอน
อยากให้เขาเอาอกเอาใจตัวเองอีก

ผู้ชายบางคนดีตามมาตรฐาน
รู้จักรับผิดชอบ มีเหตุมีผล
มีสามัญสำนึกเข้าที่เข้าทาง
แต่พอได้อยู่กับผู้หญิงที่สติดีกว่า
คิดอ่านเป็นระบบกว่า
ที่สำคัญคือเยือกเย็นคงเส้นคงวากว่า
ก็อาจเกิดความรู้สึกว่าด้อยกว่า
พอนานเข้าสามัญสำนึกเลยเสียศูนย์
กลายเป็นหงุดหงิดง่ายกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
คิดเล็กคิดน้อยหยุมหยิมเหมือนผู้หญิงเสียเอง
แต่เมื่อไรได้แฟนใหม่
เจอคนที่วีนเก่ง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ก็กลับเป็นคนลุ่มลึก พูดสิ่งที่ควรพูด
ทำสิ่งที่ควรทำ สมควรแก่สถานการณ์ได้ไปแทน

ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย?

มนุษย์ทุกคน
มีทั้งความเย็นดีด้วยเหตุผล
และทั้งความร้อนร้ายด้วยอารมณ์
ส่วนจะถูกกระตุ้นเอาด้านใดออกมา
บางทีเห็นๆอยู่ แต่ไม่ค่อยกล้าคิดกัน เช่น
เมื่อจับคู่กับคนที่มีเหตุผลกว่า
ความอยากร้ายอาจถูกกระตุ้นขึ้นมา
แต่หากจับคู่กับคนที่เหลวไหลไร้เหตุผล
ความอยากดีกลับเกิดขึ้นแทน

คู่ที่อยากร้ายไปด้วยกัน
ตกกระไดพลอยโจนตามกัน
ไม่มีใครเป็นฝ่ายอยากดี
ไม่มีใครอยากช่วยใคร
ใครล้มก็ปล่อยให้ลุกขึ้นเอง
ลุกเสร็จอาจหมั่นไส้อยากผลักอีกฝ่ายล้มบ้าง
ไม่มีเรื่องเสียหน้าก็แกล้งฉีกหน้าซะงั้น
ในที่สุดจึงต้องกลายเป็นคู่เวรกันไปเลย
เพราะฝ่ายที่น่าจะมีเหตุผล
ทนไม่ไหว หรือไม่อยากทน

ส่วนคู่ที่มีฝ่ายเกิดสติรู้ตัวว่า
ฉันได้บทอยากร้าย
แล้วไม่ร้ายตามสัญชาตญาณดิบ
แต่ค่อยๆปรับอารมณ์ทีละครั้ง ทีละหน
ก็จะได้กลายเป็นคู่บุญกันจริงๆ
เพราะทั้งสองฝ่ายได้ดีตามกัน
ส่งเสริมกันฝ่าด่านยากของชีวิตไปเรื่อยๆ
รู้จักรสอันเป็นความสุข ความโล่งอก
จากการดึงกันพ้นจากหลายห้วยหลายเหว
ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้อีกฝ่ายปีนป่ายอยู่คนเดียว!

เลือกคู่อย่างไร เลือกใจอย่างนั้น

12219567_975321072525051_4044684252241191334_n

คำในหัวของคุณต่างไปเรื่อยๆ
แปรไปตามคนที่อยู่ตรงหน้า
ใครบางคนแกล้งคุณเอาสนุก
ในหัวคุณอาจคิดว่าเขาแค่หยอกเล่น
ขณะที่ใครอีกคนทำเหมือนกันเปี๊ยบ
ในหัวคุณอาจคิดว่าเขากวนตีนก็ได้

เพียงแค่ภาษาในหัว
ก็เป็นตัวกำหนดได้ว่า
กรรมทางความคิดมีความหยาบหรือประณีต
และนั่นหมายความว่า
อยู่กับใครที่ทำให้คุณเกิดความหมั่นไส้หรือหงุดหงิดบ่อยๆ
แนวโน้มคือคุณจะมีกรรมทางความคิดหยาบขึ้นเรื่อยๆ
แต่อยู่กับใครที่ทำให้รู้สึกดีหรือมีความสงบใจนานๆ
แนวโน้มคือคุณจะมีกรรมทางความคิดประณีตขึ้นทุกที

ระดับความรู้สึกนับถือ
ระดับความนึกอยากให้เกียรติ
เป็นตัวแปรสำคัญให้ภาษาในหัวหยาบหรือประณีต
ภาษาในหัวนั่นเอง
ผลักดันให้เกิดพฤติกรรม
ทั้งการใช้สายตา ท่าทาง และวิธีพูด
ภาษายิ่งหยาบ ในหัวยิ่งฟุ้งซ่าน จิตใจยิ่งร้าย
ภาษายิ่งประณีต ในหัวยิ่งสงบ จิตใจยิ่งดี

เมื่อจะต้องเลือกคู่
แต่ละคนมักอยากเลือกคนที่คบแล้วรู้สึกว่า
เส้นทางกรรมของตนจะไม่ต้องเปลี่ยนมากนัก
ยิ่งเป็นตัวตนเดิม
หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมมากเท่าไรยิ่งดี
อย่างที่เรียกว่าจะได้เป็นตัวของตัวเองนั่นแหละ
ทว่าในความเป็นจริง
คนที่ลงตัวขนาดให้อยากสละโสดนั้น
มักไม่ใช่คนที่ทำให้รู้สึกเท่าเดิม
โชคดีก็ได้คนที่ปรุงภาษาในหัวให้ประณีตขึ้น
โชคร้ายก็ได้คนที่ปรุงภาษาในหัวให้หยาบลง
ดังนั้น สำหรับคนส่วนใหญ่
เลือกคู่เป็นใคร
ก็คือเลือกใจที่แตกต่างให้ตนเองตามนั้น
จุดสังเกตง่ายๆ
ถึงแม้ปากจะพูดจาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
แต่คุณอาจรู้สึกได้ว่า ภาษาในหัวต่างไปมาก
หลังจากเอาตัวไปอยู่กับใครคนหนึ่งนานๆ

หากภาษาในหัวของคุณคงเดิม
คุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปเท่าไร
หากภาษาในหัวของคุณดีขึ้น
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น
หากภาษาในหัวของคุณแย่ลง
คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไปในทางแย่ลง
ตรงไปตรงมาแค่นี้

ภาษาในหัวเป็นสิ่งที่คุณรู้อยู่คนเดียว
ตอบตัวเองได้อยู่คนเดียวว่า
โดยมากมีความหยาบหรือประณีต
ถ้าไม่ถามตัวเอง
บางทีคุณจะไม่ย้อนมาสังเกตเลยว่า
หลังจากคบใคร หรืออยู่กับใครสักคน
ใจตัวเองดีขึ้นหรือแย่ลงแค่ไหน

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธานในชีวิต
เปลี่ยนใจเท่ากับเปลี่ยนชีวิต
ใจจึงน่าจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุด
เมื่อจะต้องชั่งน้ำหนัก ชั่งใจ ในการเลือกคู่
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
คนส่วนใหญ่ถูกบีบให้คำนึงถึงตัวแปรอื่นก่อน
ซึ่งนั่นก็เท่ากับต้องเสี่ยงดวงเอาว่า
เลือกใครมาเป็นคู่
แล้วจะได้ใจใหม่ให้ตัวเองแบบไหน

สัญญาณบอกรักแท้

131115

คนมักอยากรู้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้น
คือรักแท้หรือรักเทียม
ไม่รู้จะดูอย่างไร เอาอะไรเป็นตัววัดกันแน่
บางคนบอกให้ดูความรู้สึกที่ใช่
เหมือนคู่แท้ที่พลัดพรากมาพบกันใหม่
บางคนบอกให้ดูความรู้สึกเป็นเพื่อน
เหมือนคนคุยกันได้ทุกเรื่องไม่ต้องพรางตัว

เพื่อจะรู้ได้จริง
คุณต้องจำแนกให้ถูกว่า
ความรู้สึกแบบไหนอายุสั้น
ความรู้สึกแบบไหนอายุยืน

ยอมรับเถอะว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ส่วนใหญ่
ให้แค่ความรู้สึกชั่วคราวตามเหตุปัจจัย
เพื่อนร่วมชั้น เมื่อเลื่อนชั้น
ยังรู้สึกว่าเป็นเพื่อนได้แค่ไหน?
เพื่อนร่วมเที่ยว เมื่อหมดเวลาเที่ยว
ยังรู้สึกอยากอยู่ด้วยกันต่อหรือเปล่า?
เพื่อนร่วมงาน เมื่อไม่มีงานให้ทำด้วยกัน
ยังรู้สึกว่าคุยกันได้อีกกี่เรื่อง?
เพื่อนสนิท เมื่อเกิดเรื่องแรงพอจะแตกแยก
ยังรู้สึกมองหน้ากันสนิทอยู่หรืออย่างไร?
รักแรกพบ เมื่อคบกันจริงนานไป
ยังรู้สึกสุดพิศวาสเหมือนแรกรักได้ไหม?

แต่มีความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
ที่ยังคงอยู่ตรงนั้นไปจนตาย
นั่นคือ ความรู้สึกแบบครอบครัว
ถึงไม่ได้เที่ยว ไม่ได้มีงานร่วมกัน
หรือกระทั่งไม่ได้คุยกันสักเท่าใด
ก็ยังรู้สึกว่าเป็นคนในครอบครัวอยู่ดี

ความเป็นเพื่อนหรือความเป็นคนรัก
ให้อย่างไรก็รู้สึกว่าสมมุติขึ้นชั่วคราว
หมดเหตุให้อยากสมมุติเมื่อไหร่
ก็กลับไปเป็นคนแปลกหน้าเมื่อนั้น
แต่ถ้าเป็นคนในครอบครัวล่ะก็
คุณจะไม่ต้องคิดมากมาแต่แรก
เพราะรู้สึกถึงรากแก้วที่ใหญ่เกินถอน
ต่อให้พยายามคิดว่าเป็นอื่น
อย่างไรก็ไม่รู้สึกเป็นอื่นอยู่ดี

ทั้งนี้ ความรู้สึกเป็นคนในครอบครัวนั้น
ไม่ใช่จะต้องนับกันที่สายเลือดท่าเดียว
พ่อแม่ลูก หรือพี่น้องท้องเดียวกัน
ถ้าประพฤติเหมือนเป็นคนละพวกกันทุกวัน
ก็ให้ความรู้สึกแปลกปลอม เป็นอื่น
อยากมองกันด้วยสายตาเย็นชา
ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าที่ต้องระแวงกันได้
แต่กับบางคนนอกบ้าน นอกตระกูล
ถ้าเข้ากันได้ มีน้ำใจเกื้อกูลกันสม่ำเสมอ
ก็อาจให้ความรู้สึกสนิทแน่นแฟ้น
และทำให้นึกถึงคำว่าคนในครอบครัว
ได้ยิ่งกว่าผู้มีสายเลือดเดียวกันเสียอีก

ถ้ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นรากฐานความสุขอยู่ก่อน
คนเราจะวัดความรู้สึกตัวเองได้ง่ายขึ้น
เมื่อพาคนรักมาพบครอบครัว
แล้วรู้สึกเข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียว
ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอยู่แล้ว
อันนั้นมีแนวโน้มสูงว่าเป็นรักแท้
ในความหมายที่เป็นสัมพันธภาพยั่งยืน
ต่อให้ภายหลังทะเลาะเบาะแว้ง เลิกร้างกันไป
ก็จะยังมีใจรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวต่อได้
ช่วยเหลือเกื้อกูลกันต่อได้ ไม่ต่างจากญาติสนิท

สรุปคือ ถ้าจะถามหารักแท้
อย่าวัดใจตัวเองด้วยความรู้สึกวูบๆวาบๆอันใด
แต่ให้วัดจากความรู้สึกที่ยั่งยืน
โดยถามคำเดียวสั้นๆว่า เขาหรือเธอ
ให้ความรู้สึกเหมือนคนในครอบครัวหรือเปล่า?
หรืออย่างน้อยนึกภาพของการ
ช่วยกันสร้างครอบครัวออกไหม?
ภาพที่คุณอยากหนีร้อนมาพึ่งเย็น
ภาพที่คุณอยากหนีความเหน็บหนาวมาหาความอบอุ่น
ภาพที่คุณอยากหนีคนแปลกหน้ามาอยู่กับคนคุ้นเคย

และถ้าไม่โกหกตัวเอง
ยืนยันกับตัวเองว่าใช่คนในครอบครัวแน่
ก็อย่าประมาท อย่านึกว่าคนในครอบครัว
คือคนที่ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน
ตรงข้าม ต้องนึกถึงครอบครัวที่อบอุ่นเป็นสุข
แล้วจะรู้ว่า เขาคิดถนอมน้ำใจกันทุกวัน
ไม่ใช่เอาแต่ใจตัวกันไม่เลิก!

คนแปลกหน้า ฆ่ากันในนามคนรัก

Screen Shot 2558-11-09 at 10.58.41 AM

ถ้าคุณลองเสิร์ชกูเกิ้ลทุกปี
ด้วยคีย์เวิร์ดประมาณ ผัวเมียฆ่ากันตาย
จะพบผลลัพธ์มากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี
แต่นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับที่
คนส่วนใหญ่ ได้ยินข่าวพรรค์นี้
แล้วรู้สึกชินชา เห็นเป็นเรื่องธรรมดาของคนอื่น
และไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวเองได้

ลองถามคนรู้จัก
อาจหนึ่งในสองหรือหนึ่งในสาม
จะบอกคุณว่ารู้จักใกล้ชิด หรือรู้จักห่างๆ
กับคู่กรณีที่ฆ่ากันตาย
หรือมีแนวโน้มจะฆ่ากันตายเพราะเรื่องชู้สาว
จึงนับว่าเราอยู่ในยุคของความเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย
เกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
เพราะเจ็บจริง ตายจริง
ไปเกิดใหม่ในที่ไม่ดีกันจริงๆ

แต่แม้หลักฐานมีอยู่มากมายว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ
ก็กลับมีคนจำนวนมากเห็นเป็นเรื่องเล่นๆ
นึกว่าการมีกิ๊ก การนอกใจกัน
เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีไม่ได้แล้ว
ยุคทองแห่งการลองของใหม่ รสชาติใหม่ๆ มาถึงแล้ว

ข้อเท็จจริงคือ
ไม่ว่ายุคสมัยเปลี่ยนถ่ายวัฒนธรรมอย่างไร
รูปยั่วน้ำลายเกลื่อนกลาดทุกป้ายรถเมล์ขนาดไหน
ใจคนก็ผูกยึดแน่นกันได้ ฝังติดคิดแค้นกันได้
กับสัญญาไม่เป็นสัญญา ผูกมัดไม่เป็นผูกมัด
ซึ่งเมื่อแค้นเข้มข้นถึงขีดสุดเมื่อไร
อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ชั่ววูบทั้งนั้น

หากคุ้ยรายละเอียดข่าว
คุณจะพบว่าคนลงมือจำนวนมาก
มีประวัติเป็นคนดี เป็นที่รักของคนรอบข้าง
ดังนั้น คุณจึงไม่อาจพยากรณ์ได้ว่า
คนดีตรงหน้าคงไม่ทำอะไรรุนแรงหรอก

คุณคิดเล่นๆตอนจะเลือกทางผ่านหรือของเล่นไม่ได้ว่า
คนนี้หน้าอ่อนๆ ใจอ่อนๆ คงไม่มีพิษไม่มีภัย
คงไม่เอาปืนมายิงตอนคุณจะชิ่งแน่ๆ
เพราะเมื่อไรใจเขาหรือเธอผูกติด หลงยึดมั่น
ตอนอาฆาตแค้นก็คิดร้าย
ตัดสินใจลงมือได้ไม่ต่างจากคนใจเหี้ยมนั่นเอง

ศีลข้อสามจึงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย
ตรงข้าม กลับจะเป็นของทันสมัย และล้ำสมัย
ต้องนำมาเตือนสติกันมากขึ้นทั้งยุคนี้และยุคหน้า

นอกจากศีลข้อสามไม่ล้าสมัย
คำว่าอภัยก็ไม่ได้กลายเป็นคำตลกตกยุคเช่นกัน
เดี๋ยวนี้พูดเรื่องความรักหวานๆชักไม่มีใครฟัง
มีแต่คนอยากจับกลุ่มปรึกษากันว่า
จะเอาคืนอย่างไรให้สาสม

ก่อนลงมือทำอะไร
ลองนึกถึงวันที่เป็นคนแปลกหน้า
เป็นคนที่เคยต้องเกรงใจกัน
เป็นคนอื่นคนไกลที่ไม่รักไม่แค้น
ไม่เป็นที่ตั้งของใจที่คิดเป็นบุญเป็นบาป
แต่พอวันคืนผ่านไป ผูกสนิทชิดเชื้อ
เราถือวิสาสะกันอย่างไร
เหตุใดจึงเผลอยึดเขาหรือเธอ
เป็นที่ตั้งของมหาอกุศลจิต
มีสิทธิ์คิดทำปาณาติบาต
ผูกภัยผูกเวรข้ามชาติกันไปได้?

คำว่าอภัยไม่ได้นั้นไม่มี
มีแต่คิดกันไปเอง ยึดมั่นกันไปเอง
เรื่องทุกเรื่องในโลกอภัยกันได้
ถ้าไม่หลงหมกมุ่นเดินผิดทางตามๆกัน
สังเกตง่ายๆ
ถ้าหยุดคุยกับพวกเชียร์ให้เจ้าคิดเจ้าแค้น
ถ้าหยุดดูละครตบตีชิงผัวชิงเมีย
ถ้าหยุดคิดถึงคำว่าปล่อยไว้ไม่ได้
หลายๆวัน หรือหลายๆอาทิตย์เข้า
จิตใจก็จะค่อยๆกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิม
คือ อยากเป็นปกติสุข อยากมีความเจริญ
อยากไปให้ถึงความสว่างสูงสุดในชีวิต
เหมือนเช่นที่หลวงปู่ขาว
พลิกเปลี่ยนจากการเกือบเป็นฆาตกรฆ่าชู้
กลายเป็นพระผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน
ก็นับเริ่มจากนาทีที่คิดวางมีดวางดาบเสียได้
ซึ่งถ้าไม่ใช่นาทีแห่งมหาอภัยทานนั้น
ท่านก็คงเสียโอาสพ้นทุกข์พ้นภัย
สละสิทธิ์ในการเป็นพระอรหันต์ไปเป็นคนคุก
เป็นคนทุกข์ร้อนในความมืดมนคับแคบเสียแทน!

มีแฟนแล้วหายเหงาหรือยิ่งเหงา?

05-Friday---Love

คนเรามีจิตอยู่สองแบบ
จิตอยู่กับความจริง
กับจิตหนีความจริง

ชาวบ้านร้านช่องทั่วไป
ควรมีจิตอยู่กับความจริงให้มาก
แต่ก็น่าจะมีส่วนของจิตหนีความจริงที่ได้ดุลอยู่ด้วย
เพราะถ้ามีแต่จิตอยู่กับความจริงล้วนๆ
อาจแปลว่าฝันไม่เป็น
คิดสร้างสรรค์ต่อยอดความจริงไม่ได้
ไม่ชอบดูหนัง ไม่ชอบฟังเพลง
ไม่มีภาพในใจอันเป็นแรงบันดาล
ให้ประดิษฐ์คิดค้นหรืออยากปรับเปลี่ยนอะไรๆ
ผลคือมีชีวิตที่แห้งแล้ง
ทำเรื่องซ้ำๆไปวันๆ
หรือไม่อีกทีก็ควรเอาดีทางบวช
พบความชุ่มชื่นอันน่าพิสมัย
จากการรู้ความจริงในกายใจไปเลย

แต่ถ้ามีแค่จิตหนีความจริง
หรือหนักไปทางฝันหวานตลอด
จนออกอาการตาลอยคว้าง
ไม่ชอบมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ชอบมองแต่วิมานในอากาศ
อันนี้ไม่ใช่ฝันแบบคิดต่อยอดความจริง
ไม่ใช่คิดขีดเขียน วาดระบาย
หรือปั้นแต่งอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
แต่เป็นแบบหลบเลี่ยง ไม่อยากรับรู้
ไม่ชอบใจ หรือกระทั่งเกลียดความจริง
ซึ่งใครเจอแฟนประเภทนี้จะลำบาก
เพราะเอาแต่อยากได้ อยากได้ อยากได้
คิดฟุ้งกระจายแบบลมเพลมพัด ไร้จุดยืน
จนคุณไม่มีทางคะเนถูกว่า
อยู่ดีๆเขาหรือเธอจะพูดอะไรแปลกๆ
หรือทำอะไรประหลาดๆขึ้นมา

คนที่เอาแต่ตาลอยเพ้อฝัน
เกือบร้อยทั้งร้อยจึงมีปัญหาทางความรัก
เพราะเมื่อยังไม่มีแฟน
ก็จะฝันหาแฟนแบบเด็กอยากดูการ์ตูน
อยากดูแต่เส้นสายและสีสันสวยๆ
ไม่มีความบกพร่อง ไม่มีกลิ่นเหม็นเจือปน
แต่พอมีแฟนเข้าจริงๆ
พบว่าไม่ได้อย่างใจ มีแต่ความบกพร่อง
เจือด้วยกลิ่นอายไม่น่าชอบใจ
จึงเข้าโหมดหลบหนีความจริงอีก
และยิ่งวันจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งหมดความสามารถ
ในการยอมรับความจริง
ไม่ใช่แค่หลบความจริงชั่วคราวแบบนักฝัน

เพื่อจะปรับจิตให้ได้ดุล
คุณต้องหมั่นสังเกตเอาว่า
ถ้าวันไหนมีจิตอยู่กับความจริงได้มาก
ถึงแม้ทุกข์ร้อน ก็ไม่มากเกินจริง
โลกภายในเหมือนคนเดินป่า
ที่แม้เหนื่อยก็รู้ว่าแหล่งน้ำอยู่ตรงไหน

แต่ถ้าช่วงเวลาใดมีจิตหนีความจริงบ่อย
ถึงแม้สุขสบาย ก็ไม่มากเท่าที่มีจริงได้
ในเมื่อโลกภายในคือโลกของความหิว
เหมือนคนคลานหาน้ำกลางทะเลทราย
ไม่รู้ต้องคลานอีกนานเท่าไรจึงพบแหล่งน้ำ

สรุปหลักการ คือ
เห็นว่าเมื่อใดจิตอยู่กับความจริง
เห็นว่าเมื่อใดจิตหนีความจริง
แล้วรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ
เป็นสุข เป็นทุกข์ แตกต่างกันเพียงใด
ใจจะค่อยๆลดระดับลงมาจากวิมานในอากาศ
กลับมาอยู่ที่พื้นความจริง
อันได้แก่ความรู้สึกทางใจของตนเอง
พอเข้าโหมดหนีความจริงปุ๊บ
จะรู้ปั๊บว่าสุขเยิ้มๆมาแล้ว
และอีกเดี๋ยวทุกข์ลอยๆจะตามมาด้วย
หรือกระทั่งเห็นชัดว่า
สุขเยิ้มๆเดี๋ยวเดียว
เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ยืดเยื้อ
กระวนกระวายอยากได้สิ่งที่ไม่มีทางได้
ได้อะไรมา ก็จะอยากได้ต่อไปอีก
เอื้อมคว้าจนสายตัวขาดก็ไม่เจอ!

อยู่คนเดียวเป็นโดยไม่เหงา
จะอยู่กับคนอื่นแบบให้ความอบอุ่นเขาได้
แต่อยู่คนเดียวแล้วเหงาตลอด
พยากรณ์เถอะว่าอยู่กับใคร
ก็เอาความเหน็บหนาวไปแพร่ใส่เขาไม่เลิก!

อมตะเหนือรัก

11987212_963708933686265_7824126021688685659_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

แม้คุณสมใจได้อยู่กับบุคคลอันเป็นที่รักในวันนี้
คุณก็ไม่รู้เลยว่าวันไหนจะมีเงื่อนไขหรือปัจจัยใด
มาพรากเขาไป

และวันใดบุคคลอันเป็นที่รัก
ถูกพรากไปโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
วันนั้นเองที่ต้องตระหนักด้วยความตระหนกว่า
คุณไม่เคยมีสิทธิ์อยู่กับใครจริง
คุณต้องอยู่กับตัวเองตลอดไป
ตราบเท่าที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พบรักแท้ว่ายากแล้ว
เหมือนโชคดีเหลือเกินแล้ว
แต่ความจริงคือพบทางพ้นทุกข์นั้นยากกว่า
และโชคดีกว่าอย่างเทียบกันไม่ได้

เพราะความรัก
เป็นสิ่งที่เจืออยู่ด้วยความว้าวุ่น
และต้องยุติลงด้วยการจากเป็นหรือจากตาย

แต่ความพ้นทุกข์
มีแต่ความสงบที่เต็มบริบูรณ์
กับทั้งเป็นอมตะอย่างแท้จริง
ไม่มีการพรากจากอีกเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความรักบังคับให้คุณ
ต้องรอการพิพากษาจากคนที่คุณรัก
ว่าจะเอาด้วยหรือไม่

แต่ความพ้นทุกข์มีตัวคุณคนเดียว
เลือกเอง ตัดสินเอง
ดุจเดียวกับการตัดสินใจเลือกว่า
จะถ่มเสลดในปากทิ้งเสียทีไหม
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคุณล้วนๆ

คุณจะเล็งเห็นว่า
บนเส้นทางสู่ความพ้นทุกข์
คุณไม่จำเป็นต้องง้อใครให้มาเคียงข้างเป็นกำลังใจ
ขอเพียงคุณหนักแน่น สามารถเป็นกำลังใจให้ตนเอง
ก็อาจเดินเดี่ยวได้ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คู่รักที่ชักชวนกันเจริญสติ นับเป็นความโชคดี
ของกันและกันอย่างใหญ่หลวงที่มาพบกัน
อาจจะเทียบเท่ากับพบพระอรหันต์
เพราะแม้พระอรหันต์จะสว่างประดุจแสงอาทิตย์
แต่ก็ไม่อาจช่วยดูแลเป็นแรงบันดาลใจ
ให้พวกคุณพากันเจริญสติได้ในเวลากลางคืน
ส่วนพวกคุณแม้เป็นแสงเทียน
ก็ยังส่องสว่างในความมืดให้แก่กันและกันได้ตลอดเวลา

คุณค่าสูงสุดของรักแท้
คือการมีกันและกันให้สติบนเส้นทางขึ้นสูง
จนกว่าจะถึงความสิ้นทุกข์ที่ยอดคือนิพพาน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
นิพพานคือบรมสุข
คือนอกจากมีรสอันเยี่ยมเกินรสใดๆแล้ว
ยังไม่กลับไม่เปลี่ยนมาเป็นทุกข์อีกเลย

การพากันรักนิพพานนั่นแหละ
คือรักอันเหนือรักอย่างแท้จริง มีแต่ได้กับได้
เพราะแม้ยังไปไม่ถึงฝั่ง
อย่างน้อยที่สุด พวกคุณก็ได้ชื่อว่ารักจะเป็นสุข
มิใช่รักจะเป็นทุกข์
เยี่ยงคนหลงทาง หาทางออกยังไม่เจอ

ถึงยุคหลายผัวหลายเมีย

12109163_963376087052883_2031614351573602109_n

หลายคนประกาศกร้าวในช่วงหนุ่มสาวว่า
ยุคของผัวเดียวเมียเดียวจบไปแล้ว
ยุคหลายผัวหลายเมียมาถึงแล้ว
ใครยังรักษาศีลข้อสามถือว่าเชย
ไม่ยอมรับความจริง โลกสวยไม่เข้าท่า

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
ส่วนใหญ่คนที่ใช้ชีวิตตามความเชื่อแบบนั้น
มักแก่ตัวลงสู่ความเงียบเหงา
และความไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดพลาดอย่างไร
ทำไมถึงรู้สึกผิดปกติอยู่เกือบตลอดเวลา

ตัดเรื่องความถูกความผิดทิ้ง
ตัดเรื่องศีลธรรมออกไป
เหลือแต่เรื่องของความรู้สึกทางใจ
เราจะพบว่า ใช้ชีวิตอย่างไรไปนานๆ
ความรู้สึกทางใจจะเกิดขึ้นตามนั้น
ซึ่งก็วัดได้อย่างดีว่า อะไรใช่ อะไรไม่ใช่

ถ้ามองเสียแต่เนิ่นๆว่า การใช้ชีวิตคู่
คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่ตัวตนที่ดีขึ้น
ชีวิตคู่ก็คือแบบฝึกหัด
ที่จะเอาความเห็นแก่ตัวออกไป
แล้วเอาความเห็นอกเห็นใจคนอื่นเข้ามา
มีสมาธิ มีโฟกัสอยู่กับคนคนเดียว
กระทั่งเหลือใจเดียว
สงบได้กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ไม่ใช่หลายใจ วอกแวกกับใครบ้างก็ไม่รู้

แต่ถ้าคำว่าชีวิตคู่ไม่เคยอยู่ในหัว
มีแต่กลัวจะไม่ได้เปลี่ยนรสชาติ
อันนั้นจะนำไปสู่การไม่มีใจจริงให้ใคร
ไม่มีสมาธิที่จะโฟกัสอยู่กับใคร
ไม่พัฒนาความเห็นอกเห็นใจใคร
จิตจึงนิ่งไม่เป็น
เห็นแต่ความว้าวุ่นไปกับคาวกามที่ผิดแผก
จึงยากจะมีความรู้สึกดีๆ สะอาดๆให้ตัวเอง

คนเราไม่มีทางรู้สึกถูกต้อง
จากการทำร้ายจิตใจคนอื่นไปเรื่อยๆ
บอกเลิกกับใครต่อใครไปเรื่อยๆ
เพียงเพื่อจะพบว่าเหลือตัวเองอยู่คนเดียว
เป็นคนเดิม คิดแบบเดิม เห็นแก่ตัวเท่าเดิม
เหมือนชีวิตผ่านไป ไม่ได้พัฒนาจิตใจขึ้นเลย
จิตดิบอย่างไรก็ดิบอย่างนั้น หรือหนักกว่านั้น
ไม่เห็นแววสุกสว่างกว่าเคยแม้แต่น้อย

สุดท้ายสิ่งที่นึกว่าเป็นสีสัน
เหลือแค่ความฝันที่จับต้องไม่ได้
เป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจไม่ได้
โดยเฉพาะในยามเบื่อหน่ายความรู้สึกทางเพศแล้ว
ต้องการความสงบสุขทางใจแล้ว
มองไปมองมา ก็เห็นแต่ใจที่ไม่จริงของตัวเอง
จะกวาดตาหาใคร ก็เจอแต่ความรู้สึกที่ผิวเผิน
ผ่านมาเพื่อจะผ่านไปทั้งนั้น
และเหมือนเหลือเวลาไม่พอ
ที่จะรู้จักกับชีวิตแบบลงหลักปักฐานกับใครเสียทีด้วย
ครั้นจะไปบวชก็บวชไม่ลง
เพราะรู้ตัวว่าขี้เหงาชนิดสายเกินแก้

ตอนเลือกคู่ คุณอาจไม่ทราบว่าตัวเอง
เลือกคู่พัฒนาหรือคู่เสื่อมกันแน่ในระยะยาว
แต่การเลือกที่จะรักษาชีวิตคู่
สุดท้ายแม้ไม่สำเร็จ แม้ล้มเหลว แม้ต้องแยกทาง
อย่างน้อยคุณก็ผ่านแบบฝึกหัดที่จะมีใจเดียว
มีใจที่ไม่รู้สึกผิดปกติ
ไม่มีดวงจิตที่แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ
ไม่ต้องฟุ้งซ่านคิดถึงใครต่อใครในทางต่ำมั่วไปหมด!

มือถือหาย vs ครอบครัวหาย

12088059_961686767221815_4227851182452028350_n

มือถือดีๆ
แทนที่กล้องดีๆได้
แทนที่คอมพ์ดีๆได้
แทนที่ตู้เกมดีๆได้
แต่แทนที่ครอบครัวดีๆไม่ได้

ครอบครัวดูมีราคาน้อยลง
เมื่อมือถือราคาแพง
มีบทบาทครอบงำสมองมากขึ้น

คนรุ่นใหม่บางคนแค่ซื้อไอโฟนไม่ได้
ถึงกับขายยา ขายตัว
คนรุ่นใหม่บางคนแค่แบตฯหมด
ถึงกับกรีดร้อง ดิ้นพล่าน
คนรุ่นใหม่บางคนแค่มือถือหาย
ถึงกับทุบตีตัวเอง อยากฆ่าตัวตาย

ทำไมคนยุคเรามาถึงจุดนี้กันแล้ว?

เพราะเราปล่อยให้ข้อมูลบางอย่าง
ไม่เป็นแค่ข้อมูลในมือถือ
แต่เป็นศูนย์รวมชีวิตทั้งชีวิต
เป็นโฟกัสของจิตวิญญาณทั้งดวง
เมื่อข้อมูลนั้นขาดหายชั่วคราว
ก็ราวกับโลกถล่มลงชั่วขณะ
แต่ถ้าข้อมูลนั้นสาบสูญถาวร
เข่าก็อ่อนราวกับจะเป็นลมล้มตายได้

เสียสติชั่วคราว
เสียครอบครัวไปแบบกู่ไม่กลับ
เสียจิตวิญญาณระดับมนุษย์ไปทั้งชาติ
เดี๋ยวนี้แลกกับมือถือเครื่องเดียวได้หมด

อาการเสพติดมือถือขั้นลงแดง
อาจแก้ไม่ยากอย่างที่คิด
ถ้ากิจกรรมของครอบครัวมากขึ้น
ความสำคัญของมือถือก็จะน้อยลงเอง

ลองดูคลิปนี้
http://youtu.be/hGfeHD1cQu0
แล้วบอกถูกไหมว่า สิ่งที่หมดไปคืออะไร
แบตฯมือถือ
หรือจิตวิญญาณทั้งดวง?

ถามตัวเองว่า
มันจะเกิดขึ้นกับคนรอบตัวของเราได้ไหม?

ยิ่งสวยยิ่งเข้าใจตัวเองยาก

12079317_960466430677182_8574077546259442027_n

ความสวยที่เกินๆ
มักมากับชีวิตที่ผิดธรรมชาติ
บางทีเหมือนมีอภิสิทธิ์ติดตัวมา
ไปไหนใครก็สร้างความเคยชินผิดๆให้
ยังไม่ทันทำดี ก็มีคนให้คะแนนก่อน
ยังไม่ต้องเอาใจใคร ก็มีคนมาเอาใจกัน
ยังไม่ทันพูดสักคำ ก็มีคนหลงรักแล้ว

โลกถูกครอบงำอยู่ด้วยอารมณ์
ไม่ใช่เหตุผล
ความรู้สึกหลงรักยิ่งมากขึ้นเท่าใด
พฤติกรรมผิดปกติยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งถูกห้อมล้อม
ด้วยพฤติกรรมผิดปกติของผู้ชายหลายๆคน
เธอจะค่อยๆสะสมวิธีคิดที่ผิดปกติขึ้นมาด้วย
จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
หลายคนรู้สึกทีเดียวว่า
ความผิดธรรมชาติบางอย่างนั้น
เหมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนไว้ในตน
เพราะแรงอัดของบางสิ่งที่ผิดธรรมดา
มักมาในรูปของโทสะแปลกๆบ้าง
ความหลงตัวเกินๆบ้าง
ความหลงคิดเพี้ยนๆบ้าง
สับสนระหว่างรักกับเกลียดบ้าง
ไม่รู้ว่าอยากเข้าหาหรือวิ่งหนีใครบ้าง

จะสวยเกินๆ
สวยธรรมดา
หรือไม่สวยเลย
ถ้ารู้สึกถึงความงดงามทางอารมณ์
ชีวิตก็มีความสุขขึ้นกว่าเดิมได้

ความงดงามทางอารมณ์
ใช้ลิปสติกเสริมไม่ได้
ใช้ยาฉีดช่วยไม่ได้
ใช้มีดหมอแต่งไม่ได้
ใช้ได้อย่างเดียว คือมุมมอง

แทนการจ้องออกข้างนอก
รอดูว่าใครจะสะดุดตาหลงมองตนบ้าง
เปลี่ยนเป็นสังเกตข้างใน
เห็นว่าเมื่อใดหลงคิดผิดปกติบ้าง
ความฟุ้งซ่านอยากเอาโน่นเอานี่
ความขุ่นข้องหมองใจไม่เลิกรา
ความอยากมีใบหน้าสะดุดตาคน
เหล่านี้ ยิ่งรู้สึกได้มากขึ้นเท่าไร
ยิ่งเห็นเป็นสิ่งตรงข้าม
กับความงดงามทางอารมณ์
มากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งรู้เห็นความผิดปกติทางอารมณ์มากขึ้น
ความผิดปกติยิ่งถูกมองโดยความเป็นทุกข์
ยิ่งรู้สึกว่าเป็นทุกข์ จะยิ่งไม่อยากหวงไว้
ความสุข ความนิ่มนวลทางอารมณ์
จะค่อยๆปรากฎขึ้นเองทีละน้อย
เหมือนเกลียวเครียดที่ซ่อนอยู่คลายตัวลง
กระทั่งรู้สึกชัดอยู่กับใจตนว่า
ความงดงามทางอารมณ์
เป็นสิ่งน่าปรารถนา
น่าติดใจกว่าความสวยทางกาย!

รักทำให้ตาบอดเท่านั้นหรือ?

12118688_957443157646176_2170640749284451058_n

ทุกคนเคยก่อบาปร่วมกับคนอื่นมาทั้งนั้น
เหมือนที่พระอานนท์เคยกล่าวว่า
พวกเราล้วนชุ่มบาปกันมาแต่ก่อนเกิด
(และพุทธเราก็ชี้ว่าบาปนั้น
ไม่อาจล้างกันได้ด้วยพิธีกรรม)

ร่วมกันก่อบาปกับคนอื่นมีอะไรได้บ้าง?
ร่วมกันทำร้ายสิ่งมีชีวิตก็ใช่
ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนก็ใช่
ร่วมกันผิดผัวผิดเมียก็ใช่
ร่วมกันโกหก ด่าทอ ใส่ไคล้ ก็ใช่
ร่วมกันกินเหล้าจนเมาปลิ้นก็ใช่

สังเกตเอาจากชาตินี้เถอะ
แรกๆบาปจะทำให้ผูกพันกันเหนียวแน่น
เหมือนคนกอดคอกันเข้าถ้ำ
ย่อมอุ่นใจเมื่อมีกันและกันในที่มืด
แต่นานไปบาปนั้น
จะค่อยๆสร้างความเกลียดขึ้นมา
เหมือนต่างฝ่ายต่างโมโหกันและกัน
ที่ไม่ช่วยให้ตาสว่างเห็นอะไรดีๆเสียที
มีแต่จะกอดคอกันอึดอัดในความมืดท่าเดียว
ที่ชอบพูดกันว่าคนทำบาปด้วยกัน
ยังได้ดีมีสุขอยู่ด้วยกันให้เห็น
อันนั้นคือยังเห็นไม่นานพอ
หรือไม่รู้ว่าสถานการณ์จริงๆ
คลี่คลายไปถึงไหนแล้ว
เพราะธรรมชาติของบาป เมื่อเผล็ดผล
ย่อมดลใจให้คิดร้าย รุ่มร้อน อยู่ไม่เป็นสุขเสมอ
บาปที่ถึงเวลาเผล็ดผล ไม่เคยปล่อยให้ใคร
ใจคอเยือกเย็นอยู่ด้วยกันได้เลย

ยิ่งร่วมกันก่อบาปยืดยาวขึ้นเท่าไร
ยิ่งสร้างทางลำบากในอนาคตยาวขึ้นเท่านั้น
เมื่อเกิดใหม่
ลืมหมดแล้วว่าเคยร่วมก่อบาปอะไรไว้
บาปเก่าจะสร้างแรงดึงดูดชนิดยากจะห้ามใจ
อาศัยราคะเป็นสื่อ
อยากพบ อยากใกล้ อยากอยู่ด้วย
บางทีคนทั้งโลกเห็นๆอยู่แต่แรกว่าไม่ดี ไม่งาม
แต่ดันมีตัวเองคนเดียวที่ไม่เห็น เช่น
จะอยู่ด้วยกันต้องได้ชื่อว่าชู้
ยอมอยู่กับเขาหรือเธอมีแต่โดนปอกลอก
หรืออีกฝ่ายมีใจเดียว
แต่ก็เด็ดเดี่ยวที่จะขี้เกียจทำงานทำการ
ลากกันถูลู่ถูกัง ตกต่ำดำดิ่ง ไม่มีใครฉุดใครได้

พระพุทธเจ้าตรัสถึงความรักที่ดีงามไว้ว่า
เป็นความรักที่เกิดจากการเคยอยู่ร่วมกันดีๆ
และมามีการเกื้อกูลกันในทางดีอีก

เกื้อกูลในทางดีคืออย่างไร
พูดให้สติ ช่วยให้คิดดีได้ ก็เรียกว่าดี
ร่วมกันสงเคราะห์ชีวิตอื่น ก็เรียกว่าดี
ส่งเสริมกันรักษาศีล ก็เรียกว่าดี
เป็นกำลังใจให้มุมานะถีบตัวขึ้นสูง ก็เรียกว่าดี

จะเจอความรักดีๆได้
ต้องมีดีบางอย่างในตัวเองเป็นทุน เป็นตัวตั้ง
เมื่อพบเจอคนเคยอยู่ร่วมกันดีๆ
จะได้พร้อมเลือกทำตัวดีๆเกื้อกูลกันต่อ
แต่ถ้าจังหวะไหนของชีวิตไม่มีดีไว้รอท่า
คบหาใครก็มักไหลไปตามอารมณ์หลง
โอกาสเสี่ยงจะเจอความรักที่ทำให้ตาบอด
ก็สูงมาก ถึงสูงที่สุด!

ไม่ได้อย่างใจแล้วมีเรื่อง

12074805_954525994604559_1500611016404737803_n

ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน
ไม่ใช่ชีวิตที่จ้องเอาผิดเอาถูก
แต่เป็นชีวิตที่จ้องเอาความสบายใจ
ไม่ถือสาเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
ช่วยกันทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก
อภัยได้ก็อภัย เรื่องที่แล้วก็แล้วกันไป

พูดง่ายๆ ชีวิตคู่ที่ยั่งยืน
อาจเป็นชีวิตที่มีคนผิดสองคน
มาใช้ชีวิตอย่างถูกต้องอยู่ด้วยกัน

คนที่จ้องเอาผิดเอาถูกหนักๆ
มักเป็นพวกชอบคิดเองเออเองว่า
อะไรผิดอะไรถูก
หรือถึงขั้นบัญญัติขึ้นมาเองว่า
อะไรบุญอะไรบาป
ไม่สนใจใครจะว่ายังไง
รู้แต่ว่าถ้าตัวเชื่ออย่างนี้
ความเชื่ออย่างนี้แหละถูก
ความเชื่ออย่างนี้แหละคือหลักฐาน
ไม่ต้องไปอ่าน ไม่ต้องไปฟังใครที่ไหนอีก

ยิ่งถ้ามีบทบาทในสังคมทางใดทางหนึ่ง
มีผู้สนับสนุน มีผู้ให้การยอมรับ
ก็ยิ่งเป็นฐานให้เกิดอัตตาแบบเจ้าใหญ่นายโต
ตัวกูถูกแน่จึงเด่นล้ำนำหน้ามาแต่ไกล
คนใกล้ตัวจะโดนหนักที่สุด

เมื่อมนุษย์มีความอึดอัด
ไม่เหลือความสบายใจ
ทำอะไรก็ถูกตัดสินว่าผิดหมด
ที่สุดมักเกิดอาการอยากหนีร้อนไปพึ่งเย็น
ไม่แปลกถ้าจะอยากหาใครสักคน
ที่ช่วยให้สบายใจกว่า
หรือช่วยให้รู้สึกว่าชีวิตมีค่ากว่าเคย

เมื่อรักจะมีความสุขกับการเป็นใหญ่
ในการตัดสินประเภท แกผิด ฉันถูก
ในที่สุดอาจต้องเป็นทุกข์
กับการสูญเสียคนผิดอันเป็นที่รักไป
ด้วยอัตตาผิดๆของตนนั่นเอง!

unfriend: ใจดำหรือทำใจ?

12019965_951830248207467_7473557995110036251_n

ชีวิตรักของแต่ละคู่
ไม่ใช่อะไรที่ตายตัว
ไม่ใช่อะไรที่ต้องเหมือนๆกันไปหมด
บางคู่อยู่กันอย่างศัตรู
ขณะที่บางคู่จากกันอย่างมิตร
หรือบางคู่คบกันฉันชู้สาวอย่างเดียว
ถ้าไม่เป็นคู่รักก็ไม่เป็นอะไรกันเลย
ขณะที่บางคู่คบกันหลายมิติ
แม้ไม่เป็นคนรักก็เป็นคนที่รักกันดี
ด้วยความสัมพันธ์แบบพี่น้อง แบบเพื่อน

ปัจจุบันเฟสบุ๊คและโซเชียลมีเดีย
ทำให้ความสัมพันธ์ฉันคนรักมีความซับซ้อน
ถึงกับมีงานวิจัยว่า
ถ้าอยากให้ชีวิตสมรสราบรื่น
อย่าเป็น friend กัน
หรือถ้าเป็น friend แล้วก็ให้ unfriend เสีย
เพื่อจะได้ไม่ต้องบังเอิญเจอสิ่งที่ไม่อยากเจอ
หรือกระทั่งเจอดีในสิ่งที่ชวนให้คิดเองเออเอง
ทำไมเธอเขียนอย่างนั้น? มันว่ากระทบเรารึป่าวนะ?

ก็ขนาดเป็นคู่กันอยู่
ถ้ารู้ตัวว่าเป็นพวกคิดมาก
เขายังแนะให้ unfriend เสีย
จะได้ไม่ต้องมีปากมีเสียงกันในเรื่องไม่เป็นเรื่อง
แล้วคู่ที่เลิกกันเล่า
ควรฝืนเป็น friend ต่อหรือ unfriend ให้จบๆดี?

ความหมายของ friend ในเฟสหรือโซเชียลอื่นๆ
พิสูจน์ตัวเองได้ก็ตอนมาถึงจุดนี้
จุดที่ในโลกความจริงตกลงว่าเลิกเป็นแฟนกัน

เลิกเป็นแฟนแล้วเลิกเป็นเพื่อนด้วยไหม?

ถ้าเลิกเป็นแฟน แต่ยังรู้สึกว่าต้องคอยตามส่อง
ต้องรู้ในสิ่งที่ไม่อยากรู้ ต้องเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็น
เหมือนแกล้งตัวเองให้เจ็บจี๊ดไปวันๆ
หรือเสี่ยงให้ตัวเองใจสลาย
ตอนพบรูปชวนปวดแสบปวดร้อนเดือนไหนก็ไม่ทราบ
แบบนั้นไม่ต้องคิดมาก unfriend ไปเลย
อย่าต้องรับรู้อะไรเลย
ดีกว่าแกล้งทำเป็นหลอกตัวเอง
บอกคนอื่นว่ายังเป็นเพื่อนกันอยู่
ทั้งที่แท้เป็นพวกจบไม่เป็น
ชีวิตคู่จบ อารมณ์ไม่จบ อกุศลธรรมไม่สิ้น

แต่ถ้าเลิกเป็นแฟนกัน
แล้วยังช่วยเหลือกันได้ พูดคุยกันดีๆได้
ความรู้สึกเหมือนถอดโขนยักษ์ลิงลวงตาออก
เหลือใบหน้าแท้จริงที่ยังคงยิ้มแย้มให้กันอยู่
อย่างนี้ก็ไม่มีเหตุผลอันใดให้ต้อง unfriend กัน
สิ่งที่ผ่านไป เป็นแค่บันไดให้เริ่มต้นรู้สึกดีต่อกัน
ด้วยความสัมพันธ์และระยะห่างที่ถูกต้องเท่านั้น

ในความเป็นพุทธ
การใช้ชีวิตอย่างมีกุศลจิตทุกวัน
สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
เหนือกว่าการอ้างว่าห่วงใย อยากให้ได้ดี
เหนือกว่าการหวังว่า จะได้ดูวิบากกรรมของคน
เหนือกว่าการหลอกตัวเองด้วยสารพัดข้ออ้าง
พอเลิกอ้าง จะเอาแต่ทำชีวิตให้เป็นกุศล
คุณจะ unfriend อย่างมีสติ มีเหตุผล
และมีคำอธิบายที่ชัดเจนให้ตนเองตลอดไป

ออร่าทางความรัก

11028005_948479701875855_3870943680419693314_n

มีคนประเภทหนึ่ง
ที่แค่ปรากฏตัว ก็ปลุกคนเห็นให้ดีใจ
ขณะที่คนอีกประเภท
แค่เดินมาแต่ไกล ใครๆก็นึกอยากหลบ

แล้วก็มีคนประเภทหนึ่ง
แม้ทำตัวแสบ แต่อุตส่าห์มีคนแอบรักเยอะ
ขณะที่คนอีกประเภท
ดีแค่ไหนก็ไม่มีใครนึกรัก นึกอยากอยู่ด้วย

แถมยังมีคนประเภทหนึ่ง
หน้าตาดี แต่มองแล้วอยากเมิน
ขณะที่คนอีกประเภท
หน้าตาแค่พอใช้ แต่กลับจับตาได้นานกว่า

ทำไมเป็นอย่างนั้น?

คำตอบคงไม่ใช่ตื้นๆแค่
ทำดี เดี๋ยวก็มีคนมารักหรอกกระมัง?

เพื่อจะเข้าใจจริงๆ
คุณต้องหันไปดูดอกไม้
แล้วถามใจตัวเองว่า
ระหว่างกุหลาบสดกับกุหลาบเหี่ยว
คุณอยากมองดอกไหนมากกว่ากัน?
และแม้ระหว่างกุหลาบสดด้วยกัน
ทำไมคุณถึงอยากคัดแต่ดอกเด่น
มาปักแจกันมากกว่าดอกอื่น?

คนเราชอบพลังชีวิตที่สดชื่นไง
แค่กุหลาบดอกไหนช่วยให้คุณสดชื่นได้
ดอกไม้นั้นก็มีคุณงามความดีพอแล้ว!

พลังความสดชื่นเป็นสิ่งที่รับได้ง่าย
เจอคนบางคนปุ๊บ
เหมือนโด๊ปยาให้ตาสว่างได้ปั๊บ
อย่างนี้ใครเล่าจะไม่ชอบ?

ใครช่วยให้คุณรู้สึกดี
สมองคุณตัดสินทันทีแล้วว่าเขาเป็นคนดี!

คนดีบางคน
ทำดีไป สงสารตัวเองไป
บางทีก็ท้อใจกับชีวิตทั้งชีวิต
คิดสั้นอยากหนีไปสวรรค์บ้าง
หรือยอมปล่อยจิตปล่อยใจให้หดหู่
ฟุ้งซ่านอยู่กับเรื่องไม่เป็นเรื่องบ้าง

คนธรรมดาบางคน
หน้าตาไม่ดีแล้วยังปากไม่ดีอีก
เพราะวันๆหมกมุ่นครุ่นคิดถึงแต่แง่ร้าย
ชอบจับผิด ชอบเพ่งโทษ ชอบหาเรื่องด่า
ทำให้ฟุ้งซ่าน มีจิตหดหู่เป็นอาจิณ
ใครแค่เข้าใกล้ ก็รู้สึกเหมือนเจอหลุมดำ
โดนหลุมดำดูดพลังชีวิตด้านดีแบบฮวบฮาบ
อย่างนี้ใครมันจะไม่อยากหนี?

จิตหดหู่ครองเวลาในชีวิตคุณนานขึ้นเท่าไร
ออร่าทางความรักก็หายไปนานขึ้นเท่านั้น
เหมือนกุหลาบเหี่ยวที่ไม่มีใครอยากเอา

ในทางตรงข้าม
จิตสดชื่นยิ่งเกิดขึ้นนาน
ออร่าทางความรักยิ่งเบ่งบานขึ้นทุกที
ถึงแม้ทำตัวครึ่งดีครึ่งร้าย
แต่เมื่อชอบสนุก ชอบคึกคัก
ชอบยิ้มแย้ม ชอบพูดแต่เรื่องน่าสบายใจ
ก็เกิดออร่าพลังแม่เหล็กได้
ตามกติกาอันยุติธรรมทางธรรมชาติของจิต

ดาราดังบางคน
ดังขึ้นมาได้จากบุญเก่าที่เคยแจกจ่ายของดี
ช่วยให้ผู้คนและส่ำสัตว์มีชีวิตชีวาสดชื่น
เช่น ปล่อยปลาที่จะถูกฆ่าลงน้ำใหม่
พูดจาแบบที่ให้แง่คิดดีๆกับคนจำนวนมาก
เอาความรู้ความสามารถไปยกระดับ
ปรับเปลี่ยนชีวิตชาวบ้านที่เหี่ยวเฉา
ให้กลายเป็นเบิกบาน มีกินมีใช้

มาชาติปัจจุบัน แม้ลืมว่าเคยดี
แต่ความดีจะไม่ลืมเขาหรือเธอเลย
บุญในอดีตตกแต่งรูปชีวิตปัจจุบันให้ดูดี
สร้างแม่เหล็กดึงดูดใครต่อใคร
ให้อยากห้อมล้อมชื่นชม
ซึ่งก็เหมือนดอกไม้ได้น้ำ
ทำให้ดาราดังสดชื่นมากกว่าแห้งเหี่ยว
ยิ่งสดชื่นแรง สดชื่นนาน
ก็ยิ่งสะสมออร่าทางความรักไว้มาก
ต่อให้หลงตัวแค่ไหนก็กำใจผู้คนได้มากอยู่ดี
อยู่ในจอแกล้งทำดีก็มีคนเชื่อกันทั้งประเทศ
อยู่นอกจอถึงร้ายกาจบ้างก็ไม่มีคนเกลียดมากนัก
จึงสนุกกับการเป็นโรคแกล้งดีซ่อนร้ายจริงกันไป

ดูจากคนธรรมดา ดูจากดาราดัง
เมื่อเข้าใจหลักการ
เมื่อเข้าใจหลักความยุติธรรมทางธรรมชาติ
คุณจะจับจุดถูก
เลิกถามคนอื่นว่า ทำไมฉันแสนดีถึงไม่มีคนรัก?
ทำไมหมอนั่นหรือยายนี่แสนร้ายกลับมีแต่คนชอบ?
แล้วเปลี่ยนมาถามตัวเองใหม่ว่า
ฉันมีจิตหดหู่หรือจิตสดชื่นมากกว่ากัน?
จิตแบบฉันสมควรเป็นที่รักหรือถูกเมิน?

ถ้าตอบตัวเองถูกว่ามีจิตหดหู่บ่อยกว่าจิตสดชื่น
ก็ต้องฝึกสู้กับจิตหดหู่กัน
อาจเริ่มจากตกแต่งสภาพรอบตัวให้น่าอยู่ขึ้น
แต่งเนื้อแต่งตัวให้สดใหม่บ้าง
ตลอดจนเว้นวรรคการก้มมองมือถือ
เงยหน้าขึ้นมองนกมองไม้บ้าง

และที่สุดของการได้ความสดชื่นไว้เป็นสมบัติ
คือการรู้วิธีหายใจให้ยาวขึ้น และช้าลง
อีกทั้งรู้ว่าแม้ลมหายใจยาวๆ ช้าๆ ดีๆนั้น
ก็เกิดขึ้นไม่ได้ตลอดเวลา
เมื่อสังเกตเห็นความไม่เที่ยงอยู่เรื่อยๆ
จิตย่อมถอนจากอารมณ์ยึดมั่นหวงแหน
ถอนจากความรู้สึกไม่ได้อย่างใจ
ถอนจากความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ
ถอนกันวันต่อวัน ทีละนิด ทีละน้อย
กระทั่งในที่สุดกลายเป็นจิตใหม่
สดชื่นในตัวเองโดยไม่พึ่งอะไร
นั่นแหละ! ยอดแห่งจิต
ที่ผลิตออร่าแห่งความเป็นที่รัก
ใครอยู่ใกล้ก็รู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจตาม
เครียดมาจากไหน เจอเข้าก็พลอยหายเครียด
จิตแบบนี้ใครจะไม่รัก ทั้งคนอื่นและเจ้าตัวเอง!

ตัวใกล้ นิสัยห่าง

11885298_940144936042665_4061719522977472058_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

เหตุที่ผูกพัน แต่ไม่เคยรู้สึกว่าเข้ากันได้
เพราะตัวใกล้ แต่นิสัยห่าง
เหตุที่คิดถึง แต่ขาดแรงดึงดูดเข้าหากัน
เพราะนิสัยใกล้ แต่กายใจห่าง

พระพุทธเจ้าตรัสไว้
จะเป็นคนรักที่รักกันจริงก็ดี
จะเป็นญาติสนิทมิตรสหาย
ที่เข้ากันได้อย่างกลมเกลียวก็ดี
ต้องเป็นไปด้วยธาตุนิสัย
มีศรัทธาไปในทางเดียวกัน
มีศีลเสมอกัน
มีน้ำใจไม่แพ้กัน
มีปัญญาไม่น้อยหน้ากัน
และพูดจากันดีๆ
เล็งแลกันด้วยความเอ็นดู
ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายต่อกัน
หาใช่แค่เอาตัวมาอยู่บ้านเดียวกัน
แล้วความสนิทชิดเชื้อจะเกิดขึ้นได้เองไม่

แม้จะอุปโลกน์ฐานะใดๆให้กัน
หรือแม้กระทั่งถูกกรรมจัดสรร
ให้มาเป็นพ่อแม่ลูกกัน
หากไม่อาจเข้ากันโดยธาตุนิสัยแล้ว
ก็จะได้แต่รู้สึกผูกพัน
แต่ไม่อาจเข้ากันได้สนิท
หรือมีเหตุให้คิดไม่ดีต่อกันอยู่เรื่อยๆ

ทุกสิ่งต้องมีจุดเริ่มต้น
การจะมีความรู้สึกดีๆต่อกัน
อาจเริ่มต้นจากอะไรที่มีอยู่แล้ว
เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง
โดยตั้งใจพยายามแปลงความคิดขัดแย้ง
ให้เข้ากันบ่อยๆ
หรือหันหน้ามองอะไรดีๆในแง่เดียวกันบ้าง
ชักชวนกันทำประโยชน์ให้คนอื่นบ้าง

เจตนาร่วมมือกันสร้างบุญสัมพันธ์ดีๆ
จะจุดชนวนให้ค่อยๆสะสม
ศรัทธา ศีล น้ำใจ และปัญญา
ให้ก่อตัวขึ้นเป็นความผูกพัน
ในแบบใกล้ด้วยใจ
ไม่ใช่แค่จำใจต้องตัวติดกัน
และยิ่งเดินไปด้วยกัน
จะยิ่งรู้สึกถึงเส้นทางสู่ความสุขอันเป็นทิพย์
ตลอดจนการพ้นทุกข์ร่วมกัน

ครองล้านชาติก็ไม่ใช่ ถ้าไปมีเจ้าของแล้ว

11947479_938114796245679_5058509526585100657_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

มีอยู่จริงๆ ที่เป็นคู่บุญ
ติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ
แต่ดันไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน
แล้วก็ต้องเกิดความทรมานใจกัน
แต่ขอให้จำไว้เถิด
ต่อให้ครองคู่กันมาเป็นล้านชาติ
ก็หาได้ทำให้ชาตินี้ใช่เหมือนชาติอื่นๆไม่
ในเมื่อพลัดไปมีเจ้าของเสียก่อนแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ให้เร่งรู้ตัวไว้เสียว่าบาปบางอย่างที่ทำไว้ร่วมกัน
สกัดกั้นไว้ไม่ให้ร่วมเรียงเคียงกันอีกในชาตินี้
เพื่อล่อลวงให้พวกคุณประพฤติผิดประเวณีกัน
หรืออ้อนวอนให้อีกฝ่ายทรยศคู่ครอง
ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักบาป
ให้ความสัมพันธ์ข้ามภพข้ามชาติเข้าไปใหญ่

คนเราเข้าคู่กันก็ด้วยกำลังบุญ
แล้วก็แยกคู่กันด้วยกำลังบาป
คุณจะครองคู่กันเป็นสุข
ด้วยหนทางแห่งบาปเวรได้อย่างไร

เว้นแต่พวกเขาจะเลิกกันเอง
โดยคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
แม้ส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาใดๆ
อันนั้นค่อยเป็นอีกเรื่อง
นอกเหนือจากนั้นแล้วนะครับ
ใส่เกียร์ถอยลูกเดียว
ห้ามล่วงล้ำไปข้างหน้าอีกแม้แต่หนึ่งคืบ!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากปวดแสบปวดร้อน
ทรมานใจเพราะต้องเจอหน้ากัน
ก็ให้พิจารณาว่า
ใบหน้าคนเราเป็นศูนย์กลางความดึงดูด
จ้องมองใกล้ๆ หรือแอบมองห่างๆ
รังแต่จะทรมานเปล่า
ให้เปลี่ยนเป็นจดจ้องเท้าเขาหรือเธอให้มากๆ
ภาพที่กระทบตาจะได้กระแทกใจบ่อยๆว่า
คุณกำลังใฝ่ต่ำ หาเรื่องใส่ตัว
และอาจโดนอวัยวะเบื้องล่างของใครกระทืบเอา

นานไปพอไม่เห็นหน้า เห็นแต่เท้าอยู่เรื่อย
ใจคุณก็เลิกยึดมั่นถือมั่น
คลายมนต์สะกดแห่งบาปเวรที่ผูกมัด
กลายเป็นอิสระโล่งอกไปได้เองครับ

สรุปคือคนมีเจ้าของไม่ใช่คนที่ใช่แน่ๆ
ถ้าคุณฝืนจะยื้อมา
ก็เท่ากับเอาคนที่ไม่ใช่มาบดบังคนที่ใช่
ซึ่งอาจกำลังเดินตามหลังมาแค่ไม่กี่ก้าวก็ได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าตัวเลือกของคุณมากนัก
การเจอคนมีเจ้าของแล้วนับว่าดีเหมือนกัน
คือสบายใจได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์แน่
คัดออกไปไม่ต้องเอามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกได้เลยแน่ๆ!

อย่าตั้งความหวังรอ
อย่าให้ความหวังเขา
และอย่าทำตัวเป็นตัวแปร

คุณกำลังหาคนที่ใช่
ฉะนั้นอย่าหลงหวังรอแบบผิดๆ
ตอกย้ำทำความเข้าใจกับตนเองว่า
คนที่ใช่จะมาเจอกันในเวลาที่คุณไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร?

คบไปรังแต่จะมุ่งหน้าสู่ดงงิ้วกันเปล่าๆ!

วิธีทำให้คู่เวรตามไม่ทัน

11904706_934237683300057_8649844366444757715_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

คู่บุญ อาจหมายถึง
คู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป
ส่วนคู่บาป ก็อาจหมายถึง
คู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ

ถ้ามีแต่เรื่องดีๆเข้ามา
ก็น่าจะเคยทำบุญร่วมกันไว้ก่อน
แต่ถ้ามีแต่เรื่องร้ายๆ
ก็ให้สันนิษฐานว่าไปทำอะไรไม่ดีร่วมกันไว้

ถ้าเราเชื่อตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า
ตัวเราเองลิขิตตัวเองด้วยกรรม
ใครทำกรรมอันใดไว้
ย่อมเป็นทายาทของกรรมนั้นๆ
เช่นว่าถ้าเราดวงไม่ดี เจอแต่คนรักเลวๆ
ก็แปลว่ากรรมเก่าเราทำให้คนอื่นมีชะตากรรมไม่ดี
และเราก็อาจจะเคยเลวกับคนรักในปางก่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นด้วยกรรมดำ
เราก็ต้องสร้างเรื่องดีมาสู้
ได้ด้วยกรรมขาวอันเป็นขั้วตรงข้ามเช่นกัน

กัดฟันทำแต่กรรมขาว
จนกระทั่งความดีงามตั้งมั่นในคุณ
หากเรื่องของกรรมวิบากมีจริง
ชะตากรรมของคุณก็ต้องดีขึ้นภายในชาตินี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

วิธีหนึ่งที่จะทำให้คู่เวรของเราเขาตามไม่ทัน
คือรู้ว่าเขาทำเลวแบบใด
เราจ้องไว้เลยว่าชั่วชีวิตจะทำดีชนิดนั้นๆสุดโต่ง
เช่นเขาชอบพูดหยาบ
เราต้องมุ่งมั่นทำตัวเป็นคนพูดไพเราะสุดขีดให้ได้

แล้วอธิษฐานไปเรื่อยๆ อิงหลักสัจจะที่ว่า
:
คนแบบเดียวกัน
ย่อมโคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาเฉียดกัน

:
คนต่างกัน
ย่อมไม่มีเส้นทางให้โคจรมาพบ
หรือมาใกล้ หรือมาแตะต้องกัน

เขาเป็นอย่างนั้น เราจะเป็นอีกอย่าง
ก็ขอให้แคล้วคลาดกันไปเสมอ
แม้จำเป็นต้องมาพบเจอ
ก็อย่าได้ทำความมัวหมองให้เราได้
หรืออย่าทำให้เราถึงขั้นเป็นทุกข์ได้

การอธิษฐานจะส่งผลจริง
หนักแน่นตามการประพฤติจริงของเราด้วย
อ้างสัจจะไว้นั่นแหละได้ผลที่สุด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การหักห้ามใจได้ บวกกับการตั้งใจเป็นผู้ไม่มีเวร
ให้อภัยได้ด้วยใจบริสุทธิ์แท้จริงในทุกเรื่องที่น่าขัดเคือง
จะค่อยๆแยกคุณออกห่างจากเขามาโดยดีในที่สุด

ให้โอกาสแค่ไหนเรียกว่าพอดี?

11866393_928159183907907_5613801973082208255_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

อย่าเห็นไปว่าการเป็นคนดี
คือต้องทนอยู่กับคนที่เลวกว่าให้ได้

หากเราพยายามฉุดคนจากปากเหว
แต่เขาไม่พยายามตะกายขึ้นมา
หน้ำซ้ำยังขย่มตัว
จะลากเราเอาลงเหวไปด้วย
อย่างนี้เมื่อไหร่หมดแรง
เราก็ต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน
ปล่อยเขาไปเถอะ
ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องรู้สึกผิดอะไร
เพราะยังไงเขาก็ต้องร่วงลงไปอยู่ดี
ถึงจะมีหรือไม่มีเราลงไปด้วยก็ตาม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าขี้สงสารมักให้โอกาสมากไป
ผลคือส่งเสริมให้คนอื่นก่อบาปสำเร็จโดยง่าย

ถ้าแล้งน้ำใจมักให้โอกาสน้อยไป
ผลคือไม่เอื้อเฟื้อให้ใครได้แก้ตัวบ้าง

ถ้ารู้จักคน รู้จักจังหวะโอกาส รู้จักสถานการณ์
ชั่งน้ำหนักไม่ให้มากไปหรือน้อยไปได้ด้วยใจ
ผลคือเป็นคนใจดีอย่างมีสติ
มีเงื่อนไขในการเปิดโอกาส
ไม่ใช่ยอมเปิดทางให้ออกอ่าว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เห็นใจคนที่ควรเห็นใจ
ขอโทษคนที่ควรขอโทษ
คืนดีกับคนที่ควรคืนดี

อย่าช่วยคนทั้งน้ำตา อย่ายกทั้งชีวิตให้กับเขา
อย่ากระโดดลงไปเป็นห่วงยางให้ใคร
ทั้งที่ตัวเองยังว่ายน้ำไม่แข็งพอ

สรุปคือ หัดยืนช่วยอยู่บนฝั่งให้เป็น
ถ้าช่วยคนที่ตกทุกข์ แล้วคุณมีความสุขไม่ได้
ก็ให้ช่วยเหลือตัวเองจนกว่าจะเป็นสุขก่อน
ไม่อย่างนั้นก็แปลว่าคุณยังไม่ได้ช่วยใครจริงเลย!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การไม่คบก็ไม่ได้หมายความว่าไม่พูด
จริงๆแล้วแม้เลิกคบ ก็ยังถนอมน้ำใจกันได้
มีอะไรให้ช่วยก็ช่วยได้
เพียงแต่ไม่ไปสุงสิง ไม่ควรคลุกคลีตีโมง
กระทั่งก่อให้เกิดความคิดอกุศลซ้ำซาก

สังเกตใจตัวเองไป สังเกตใจตัวเองมา
จะตาสว่างขึ้นเองว่า
แม้แต่คนที่ทำแย่ๆกับคุณ
คุณก็หาความสุขจากการทำอะไรดีๆให้เขาได้!

เสียความรู้สึกดีๆ ไม่จำเป็นต้องเสียจิตที่เป็นกุศล
ถ้ายังรักษาความคิดให้เข้าข้างกุศลได้อยู่

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ท้ายที่สุด ต้องหยุดสำรวจใจดีๆว่า
ที่อั้นไว้ ไม่คบต่อ
เป็นเพราะสันดานเขาไม่ดี
หรือว่าเรามีทิฐิมานะมากกันแน่
ถ้าคิดดีๆแล้วเป็นเรื่องของทิฐิมานะ
ก็ต้องสังเกตว่า
การคืนดีกันจัดเป็นความสุข
เป็นความโล่งใจ เป็นการคืนความสว่าง
เพราะลดทิฐิมานะได้ครั้งหนึ่ง

ถ้าเห็นข้อดีในการประสานรอยร้าว
แต่ยังอัดแน่นด้วยทิฐิมานะ
เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่าอภัยไม่จริง
เพราะการอภัยจริงครอบคลุมถึงการลดทิฐิมานะด้วย

เรื่องเล็กน้อยไม่มี มีแต่สะสมเป็นเรื่องใหญ่

11108676_890610927662733_7291344112838867118_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์

ดังตฤณ :
ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไร
หรือเหมือนชินๆผ่านๆไปนั่นแหละครับ
พอผ่านเดือนผ่านปีสะสมรวมตัวกันแล้ว
จะกลายเป็นความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อกัน

คิดให้ดี คนเราคบหาและอยู่ร่วมกัน
ส่วนใหญ่จะมีแต่ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ
นานทีปีหนหรอกถึงจะเกิดความประทับใจใหญ่ๆขึ้นมา
และเวลาคนเราระลึกถึงกัน
ก็จะนึกถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ด้วยกันตามปกติ
ไม่ใช่ความรู้สึกแสนพิเศษในเทศกาลไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ฉะนั้น เร่งสำรวจเถิด

..
วิธีทักทายยามเจอกัน คุณยิ้มให้หรือเมินเฉย?

..
วิธีใช้คำทัก
คุณพูดทีเล่นทีจริง เช่นหวัดดีอีแก่บ่อยแค่ไหน?

..
วิธีใช้หางเสียง
คุณออกห้วนตลอดหรือทอดเสียงอ่อนโยนบ้าง?

..
วิธีเจรจาปัญหา
คุณใช้เสียงกระด้างหรือนุ่มนวลเป็นเหตุเป็นผล?

..
วิธีแสดงความไม่เห็นด้วย
คุณใช้โทสะหรือเมตตา?

..
วิธีพูดว่าไม่ให้
คุณอธิบายเหตุผลอย่างดีหรือมีเพียงคำปฏิเสธ?

..
วิธีแสดงความไม่พอใจ
คุณใช้ท่าทีกระแนะกระแหนหรือรอให้หายขุ่นแล้วค่อยพูด?

..
เวลาอยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง
คุณจิกกัดแบบขายกันเองหรือยกยอปอปั้นกันดีๆ?

..
เวลาเห็นอีกฝ่ายเหนื่อย
คุณเอาเรื่องเย็นไปลูบหรือเอาเรื่องร้อนไปช่วยซ้ำ?

..
เวลาอีกฝ่ายเข้ามาสัมผัส
คุณเบี่ยงหลบหรือสัมผัสตอบ?

..
เวลาไปเที่ยวกัน
คุณคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเป็นชั่วโมงหรือรีบขอวาง?

..
เวลาเดินไปด้วยกัน
คุณเหล่หนุ่มเหล่สาวอย่างเปิดเผยหรือขอแค่ตอนคนรักเผลอ?

..
เวลาป่วยไข้
คุณอยู่ตรงนั้นเนิ่นนานหรืออ้างธุระขอตัวเร็ว?

..
เวลาร้องไห้
คุณเป็นความอบอุ่นหรือตัวเพิ่มความเหน็บหนาว?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คนเราจะทำตามอำนาจความเคยชิน
แล้วทุกคู่นะครับ ถ้าผ่านเดือนผ่านปีไปนานๆ
ถึงเวลานั่งปรับความเข้าใจครั้งใหญ่กันเมื่อใด
ก็มักอ้าปากหวอด้วยความงงว่าเรื่องแค่นี้คิดด้วยเหรอ?

ทุกสิ่งที่คุณทำกระทบหูกระทบตาคนรัก
มันกระตุ้นให้คิดหมดแหละครับ
ถ้านึกว่ามีสิ่งใดเป็นเรื่องเล็ก ขอให้คิดใหม่
และให้ถามตัวเองว่า
ถ้าจะให้เรื่องเล็กๆนั้นแปรเป็นความทรงจำด้านดี
คุณจะต้องลงทุนอะไรบ้าง?

ส่วนใหญ่นะครับ ก็แค่เปลี่ยนคำพูดบางคำ
หรือกระทั่งเปลี่ยนน้ำเสียงเสียใหม่
ในระยะยาวคุณจะอยู่ในความทรงจำของคนรัก
เป็นอีกแบบหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
ตัวตนของคุณในความทรงจำของคนรักน่ะ
เรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กล่ะครับ?

สรุปคือต้องให้ค่าความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง
กับความรู้สึกเล็กๆน้อยๆนะครับ
ไม่ใช่ให้เป็นอันดับสุดท้ายอย่างที่ทำกันผิดๆเกือบทุกคู่

แต่งด้วยบุญ เลิกด้วยบาป

11149436_870025396387953_6014701995521153576_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์

ถาม - รักแท้ในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร? คือการให้โดยปราศจากเงื่อนไขหรือเปล่าครับ?

ดังตฤณ :
ยิ่งเสียสละมากขึ้นเท่าไร
กระแสใจยิ่งแผ่ความเป็นสุขให้คนอื่นรู้สึก
และคุณเองจะรู้จักรักแท้ในแบบพุทธมากขึ้นเท่านั้นครับ

ฝึกให้ทานโดยปราศจากเงื่อนไข
ให้เพราะอยากให้บ่อยๆ
ฝึกอภัยด้วยการเห็นความพยาบาทเป็นโรคร้ายทางใจ
ความรักอันเป็นมหากุศลจะค่อยๆรินเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ‘ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์เป็นจริงทุกกรณีหรือเปล่า? รักแบบไหนถึงจะไม่ทุกข์ครับ?

ดังตฤณ :
รักอันเจือด้วยราคะ คือ อาการยึดของจิต
จิตยึดเมื่อไร ต้นเหตุทุกข์ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น

ส่วนรักด้วยเมตตา คือ ปล่อยอาการยึด
มีแต่ปรารถนาความไม่เบียดเบียน และความเกื้อกูล
อาการไม่ยึดของจิตก็คือคลายเหตุแห่งทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - คนเราได้แต่งงานกันด้วยเหตุผลอะไรคะ?

ดังตฤณ :
แต่งงานกันได้ไม่มีเหตุผลตายตัว
บางคนหน้ามืดเพราะกรรมเก่าดลใจก็มี
แต่แต่งแล้วอยู่กันได้รอดต้องดีต่อกัน
ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาใกล้กัน

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่าใครมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญาใกล้เคียงกับเรา? และหากไม่ใกล้เคียงกัน จะปรับให้ใกล้มากขึ้นได้ไหมคะ?

ดังตฤณ :
ดูง่ายที่สุดก็ตรงศรัทธา
คนเราต้องมีศรัทธาในสิ่งดีงามตรงกันสักเรื่อง
ดูว่ามีกี่เรื่อง แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะปรับให้เข้ากันหลายๆเรื่อง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - จะรู้ได้อย่างไรว่าใครคือคนที่ใช่’?

ดังตฤณ :
ถ้าต่างฝ่ายต่างใช่
ก็จะยินดีปรับเปลี่ยนตัวเอง ถมช่องว่างให้เต็ม
เปลี่ยนแง่ไม่เข้ากันหลักๆให้กลายเป็นเข้ากันได้ครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - เจอคู่แท้ที่มีลักษณะตรงตามที่คุณดังตฤณบอกทุกอย่าง แต่อายุห่างกันตั้ง ๓๐ กว่าปี ถ้าเราไม่ต้องการมีคู่ อยากอยู่อิสระ อย่างนี้เราจะหนีเขาพ้นไหมคะ?

ดังตฤณ :
คู่แท้เป็นแค่คำหลอกๆ
จริงๆมีแต่คู่บุญ หรือคนที่ใช่ที่สุดที่เราเลือก
แปลว่าถ้าใจเราไม่อยากมีคู่
ก็ไม่มีของแท้อะไรมาบังคับใจได้

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ถ้าคนแต่งงานกันได้เป็นเรื่องธรรมะจัดสรร
ครั้นเลิกกันแปลว่าธรรมะจัดสรรมาให้แค่นั้นหรือเปล่าคะ?

ดังตฤณ :
จำง่ายๆแล้วกันครับ
คนเราแต่งงานกันด้วยบุญเก่า
แต่เลิกกันเพราะบุญใหม่ไม่พอ
คนอยู่กันรอดเพราะเคยดีต่อกัน
และดีต่อกันอีกมากพอ

รักแท้ไม่มีสี

307424_490951587628671_1696681566_n

สุขสันต์วันที่คนทั้งโลกเห็นเป็นเวลาส่งความรักให้กันนะครับ!

ยิ่งสวย ยิ่งเหมือนกับดัก