คำถามเปลี่ยนชีวิต

ฟังความข้างเดียว ตัดสินตามอารมณ์

280616

ยุคเรามีคนพันธุ์ใหม่ ที่ใจกล้าหน้าด้าน
กล้าดราม่าออกสื่อหลอกลวงประชาชน
เป็นฝ่ายกระทำ กลับบอกว่าเป็นฝ่ายถูกกระทำ
เป็นฝ่ายผิด แต่แสดงหลักฐานเท็จว่าอีกฝ่ายผิด
เป็นฝ่ายเลว แต่บีบน้ำตาจนหน้าตาเหมือนฝ่ายดี
อาศัยความเชื่อที่ว่า แฉก่อนได้เปรียบ
พูดก่อนถูกกว่า
ผู้คนจำข้อมูลแรกของฝ่ายแฉก่อนเป็นหลัก
ซึ่งนั่นก็อาจจริง หากใส่ไคล้กันในวงแคบ
แต่ถ้าเรื่องถึงโซเชียลฯ
ทุกอย่างจะกลับตาลปัตร
เพราะผู้คนในโซเชียลฯพัฒนากลุ่มนักสืบ
นักล้วง นักคุ้ยอดีต นักแสดงหลักฐานประจาน
และนับวันก็ยิ่งรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อน
แบบไม่ต้องรู้จักกันมากขึ้นทุกที

บางคนเคยออกตัวแรง เชียร์ผิดข้าง
สุดท้ายความแตก ผู้ร้ายตัวจริงถูกแฉ
ปล่อยให้กองเชียร์เงิบเป็นแถบ
ซึ่งแบบนี้พอหลายครั้งเข้า
ก็กลายเป็นประสบการณ์เข็ดหมู่ร่วมกันไป

ความเข็ดนั่นเองคือการเรียนรู้
ที่จะฟังความสองข้างให้ชัดๆ
ไม่ด่วนออกตัวแรงตามความสงสาร
หรือตามเนื้อหาที่ใครดราม่าให้ดูเป็นคนแรก

เมื่อไม่ฟังความข้างเดียว
ก็ได้ชื่อว่าไม่หูเบา
มีความหนักแน่น รู้จักเผื่อใจรับฟังรอบด้าน
ซึ่งจะติดนิสัยชนิดนี้จากโซเชียลฯ
หรือจากในบ้าน จากในที่ทำงาน
ก็ต้องนับว่าดี มีสติยั้งคิด ไม่วู่วาม
ไม่โดนชักจูงง่าย

การเลิกฟังความข้างเดียว
น่าจะต่อยอด
เป็นการเลิกตัดสินตามอารมณ์ได้หรือไม่?

คำตอบดูเหมือนจะไม่!

นั่นเพราะอะไร? เพราะเมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น
เราอาจเข็ดที่จะเจ็บแค้นแทนใคร
เข็ดที่จะเป็นฮีโร่เอาเรื่องเอาราวผู้ร้าย
เพียงเพื่อจะพบในตอนท้ายว่า
เราถูกหลอกให้ยืนข้างคนผิด
เข้าข้างผู้ร้าย จนกลายเป็นผู้ร้ายไปด้วยเสียเอง

แต่เมื่อเป็นเรื่องของตัวเอง
แม้เป็นฝ่ายด่าก่อนแบบไม่มีเหตุผล
แม้เป็นฝ่ายผิดอยู่ชัดๆ
แม้เป็นฝ่ายสร้างความเสียหาย
โซเชียลมีเดียก็ไม่มีแบบฝึกหัดให้รู้สึกตัว
คนส่วนใหญ่ยังเดินหน้าสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง
ด้วยการเล่าความจริงบางส่วน
และปิดบังข้อเท็จจริงส่วนใหญ่
เพื่อขอคะแนนเสียง กำลังใจ หรือกระทั่งกำลังคน
ซึ่งค่อนข้างเป็นวิถีทางแบบนักการเมือง
คือ หลอกกันด้วยความจริง
เอาความจริงบางส่วนมาโขลกเขย่า
ให้คนหมู่มากเห็นภาพใหญ่ที่ตัวเองอยากให้เห็น

ใครต่อยอดนิสัยดีๆใดในโซเชียลฯได้
ก็ได้ดีไปเฉพาะตน
เมื่อเลิกฟังความข้างเดียว
แล้วต่อยอดเป็นเลิกตัดสินตามอารมณ์
ก็นับว่าได้ดีจากโซเชียลฯแล้ว!

เบื่อแล้วสงสารตัวเอง

070316

ยิ่งวันเรายิ่งมีตัวเลือกทางความบันเทิง
ที่แรงจริง โดนใจจริงๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งในร้านบนดินและออนไลน์สโตร์
ทั้งทางโซเชียลมีเดีย ทั้งทางยูทูบ
กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่สมองเริ่มเบลอเข้าไปทุกที
กับคำว่าเวอร์ชั่นใหม่ที่สดกว่า แทงใจกว่า
กระตุ้นอาการอยากไขว่คว้ามากกว่า
เหมือนบางทีอะไรที่โดนๆ แรงๆ
ก็ทำให้เราสนใจไม่ได้เสียแล้ว
เจ๋งแค่ไหนก็เบื่อ โดนแค่ไหนก็ลืม

คนเราเมื่อเจอตัวเลือกเจ๋งๆง่ายๆมากเข้า
ก็เกิดอาการรักง่ายหน่ายเร็วเป็นธรรมดา
จิตใจมึนชา
เจอเรื่องจืดๆหน่อย เชิดใส่
เจอเรื่องซ้ำๆหน่อย เบ้ปาก
เจอเรื่องยากๆหน่อย เมินหนี
จิตวิญญาณของคุณจะอ่อนแอลงเรื่อยๆ
เพราะขาดเรื่องให้โฟกัสจริงจัง
ไม่มีเครื่องท้าทายให้ออกแรง ออกกำลังเลย
เคยชินอยู่แต่กับการหาของแรงๆฟรีๆมาดู มาฟัง
คล้ายขอสารเสพติดมาช่วยให้ชีวิตผ่านๆไป
บางทีกำลังเซ็งๆ เจอคลิปขำก๊ากหน่อย
ถึงกับรู้สึกเป็นบุญคุณที่มาช่วยต่อชีวิตทีเดียว!

เมื่อเสพติดของแรง ของง่าย ของฟรี จนโงหัวไม่ขึ้น
สิ่งที่คืบคลานเข้ามาครอบงำจิตใจคุณโดยไม่รู้ตัว
คือความรู้สึกสงสารตัวเอง
ลุกจากที่นอนก็สงสารตัวเอง
แปรงฟันก็สงสารตัวเอง
ขึ้นรถไฟฟ้าก็สงสารตัวเอง
สรุปคือ คนยุคเราเริ่มแยกไม่ออกระหว่างน่าสงสารจริงๆ
กับการเป็นโรคสงสารตัวเองขึ้นสมอง

ดูเหมือนไม่เกี่ยว
แต่จริงๆแล้วเกี่ยวมาก
ยิ่งเทคโนโลยีน่าติดใจและแพร่หลายมากขึ้นเท่าใด
โรคสงสารตัวเองยิ่งแพร่ระบาดมากขึ้นเท่านั้น
คุณจะเห็นอารมณ์มักง่ายเกิดขึ้นทั่วไป เช่น
ไม่ต้องมีข้ออ้างที่จะปัดความรับผิดชอบ
ไม่ต้องมีข้ออ้างที่จะเลิกรา
ไม่ต้องมีแม้กระทั่งข้ออ้างที่จะฆ่าตัวตาย
อยากทำ ทำเลย เกิดหนเดียวตายหนเดียวผ่านๆ
ไม่ต่างจากคลิปในยูทูบ จะต้องแคร์อะไร

การหันกลับมาหาจิตวิญญาณด้านใน
สำคัญเข้าขั้นคอขาดบาดตายสำหรับคนยุคเรา
เมื่อสำรวจเข้ามาในจิตใจแล้วรู้สึกมืดมัว
เหมือนหาอะไรบางอย่างไม่เจอ
จับต้องไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าอยู่ตรงนี้นี่เอง
ก็อย่าไปควานหาต่อให้เหนื่อยเปล่า มันผิดวิธี
พระพุทธเจ้าท่านให้สะพานเชื่อมไว้ง่ายๆ
โดยทำความรู้จักสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของชีวิต
อันได้แก่ลมหายใจ

ลมหายใจหยาบอย่างไร จิตวิญญาณหยาบอย่างนั้น
ลมหายใจประณีตแค่ไหน จิตวิญญาณประณีตแค่นั้น
หายใจเอาความห่อเหี่ยว จิตวิญญาณก็ได้แต่ความห่อเหี่ยว
หายใจได้สดชื่น จิตวิญญาณก็ได้ความสดชื่น
เมื่อใดเห็นความสัมพันธ์ระหว่างลมหายใจกับชีวิตชีวา
เมื่อนั้นคุณจะเริ่มจับความสัมพันธ์อื่นๆถูกอย่างน่าแปลกใจ
เช่น จังหวะความเคลื่อนไหวทางกาย
มีส่วนอย่างมากที่จะช่วยกระตุ้นให้ตื่น หรือกดดันให้ง่วง
แกล้งเร่งเกินไปจะเหนื่อย ยอมเฉื่อยเกินไปจะเหลว

เห็นความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับโลกภายใน
แล้วคุณจะสดชื่นพอดีๆ ไม่แกล้ง ไม่กดดันตัวเอง
กับทั้งไม่เห็นอารมณ์สนุกเหลวไหลเป็นแก่นสารของชีวิต
ความเบื่อง่ายกับโรคสงสารตัวเองจะค่อยๆจางลง
แล้วห่างหายไปจากชีวิตในที่สุด!

เข้าเขตบุญเต็มตัว เต็มหัวใจ

220216

วันนี้วันมาฆบูชา
วันที่พระพุทธเจ้าสอนเรื่องสำคัญ
เพื่อการไม่ต้องเป็นทุกข์ทางใจกัน
นั่นคือ เลิกบาปให้หมด เพิ่มบุญให้มาก
แล้วชำระจิตให้บริสุทธิ์ด้วยบุญเหนือบุญ
อันได้แก่การเจริญสติ

เพื่อที่จะเลิกบาปให้หมด
คือห้ามใจไม่ละเมิดศีล ให้ได้
ส่วนการเพิ่มบุญให้มาก
หลายคนยังสงสัยอยู่ว่าจะเอาอะไรเป็นตัวชี้
ในวันสำคัญทางศาสนา
จึงมักคิดกันว่า ถ้าเอาตัวไปอยู่ในวัด
ไปเดินเวียนเทียนร่วมกันตามธรรมเนียม
คงนับว่าไปเอาบุญพอตัวบ้างแล้ว
ซึ่งก็นับว่าดี หนึ่งปีมีเข้าวัดสูดกลิ่นธูป
เอาความหอมของธูปมาสะกิดต่อมกุศลบ้าง

แต่ความจริงก็คือ
การจะวัดว่าเข้าเขตบุญเต็มตัว เต็มหัวใจ
ท่านไม่ได้ให้นับกันที่เท้าเข้าเขตวัด
แต่นับกันที่ใจเข้าเขตกุศล
ซึ่งข้อสังเกตหนึ่งที่ง่าย และวัดเองได้ที่บ้าน
คือ ปฏิกิริยาทางใจที่มีต่อเรื่องแย่ๆ ร้ายๆ

ธรรมดาปุถุชนผู้ยังมีใจแกว่ง
ใจยังพร้อมจะไหลลงต่ำนั้น
พอเกิดเรื่องกระทบ ก็พร้อมจะเป็นฟืนเป็นไฟ
หรืออย่างน้อยหงุดหงิด คิดไม่ดี
หลักฐานคือความคิดที่จะพูดอะไรแย่ๆใส่กัน
อยากกระแทกให้อีกฝ่ายกระเทือนบ้าง
อยากแดกดันให้อีกฝ่ายอารมณ์เสียบ้าง
อยากทิ่มตำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บจี๊ดบ้าง

คุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองอยู่ในเขตบุญเขตกุศลจริงเลย
ตราบเท่าที่ยังคิดแย่ๆ พูดแย่ๆ ให้คนอื่นรู้สึกแย่ๆ
แม้เพราะการถูกกระทบกระทั่งก่อนก็ตาม!

เพียงสำรวจใจให้ทัน รู้และยอมรับตามจริงว่า
โดนกระทบด้วยเรื่องแย่ๆแล้วคิดแย่ๆได้แค่ไหน
อย่าเพิ่งปล่อยให้หลุดออกมาทางปาก
ขังไว้ในหัวเพื่อรู้ว่ากลุ่มคำที่ประจุอยู่ในนั้น
สร้างความร้อนขึ้นในหัวของตัวเองเพียงใด
และวัดจากระดับความร้อนแล้ว
รู้สึกว่าขึ้นๆลงๆในแต่ละจังหวะลมหายใจบ้างไหม
คุณจะพบว่าด้วยวิธีนี้
ความร้อนจะลดระดับลงอย่างรวดเร็ว
แม้กลับกำเริบขึ้นอีก ก็สังเกตกันใหม่อีก

ถ้าสำรวจได้สม่ำเสมอจากวันมาฆบูชานี้
คุณจะปีติใจในวันมาฆบูชาหน้าอย่างแน่นอน
เมื่อพบว่าตัวเองมีใจเข้าเขตบุญอย่างแท้จริง
คือ แม้โดนกระทบด้วยเรื่องแย่ๆ ก็ไม่เกิดความคิดแย่ๆ
เมื่อไม่คิดแย่ๆ คุณก็แทบไม่เหลือคำพูดแย่ๆไว้
ทำให้จิตตัวเองตกต่ำดำมืดอีกแล้ว!

โดนด่าแบบไหนบาดเจ็บที่สุด?

150216

ใจคนสั่นสะเทือนไม่เท่ากัน
ตัวตนยิ่งบางเบา
ความสั่นสะเทือนยิ่งน้อย
ตัวตนยิ่งหนาหนัก
ความสั่นสะเทือนยิ่งมาก

ถ้าอัตตามาก
แม้ถูกตำหนิดีๆหรือโดนตักเตือนเบาๆ
ก็จะเป็นจะตาย ฟาดงวงฟาดงา
ด้วยความรู้สึกราวโลกจะแตกให้ได้

แต่ถ้าอัตตาน้อย
แม้ถูกเล่นงานดังๆด้วยคำอันเป็นเท็จ
ก็รู้สึกขำๆ ขี้เกียจแก้คาวในปากใคร
ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ไป
หรือไม่ถ้าจำเป็นต้องแก้คาว
ก็แก้ด้วยของหวาน ไม่ใช่ด้วยพิษขม

การสำรวจตัวตนขณะถูกติเตียน
จะช่วยให้ให้คุณรู้จักตัวเองดีขึ้นเรื่อยๆ
อัตตาเบาบางลงได้เรื่อยๆ
อาจเริ่มจากการถามตัวเองง่ายๆว่า
เราเจ็บจากอะไรกันแน่?

ถ้าคำด่านั้นปวดแสบปวดร้อนเหมือนข้าวสารเสก
เพราะมันเป็นเรื่องจริง
แปลว่าคนด่าเลือกคำหรือใช้น้ำเสียงได้ผล
คือกระทบอัตตาของคุณให้แตกพังได้
ไม่ว่าจะล้อมกำแพงปกป้องไว้แข็งแรงอย่างไร
หรือแกล้งทำเป็นลืมๆมานาน
พูดง่ายๆว่า คำด่าของเขา
คือสิ่งที่แอบซุกใต้พรมภายในใจคุณอยู่ก่อน
เขาแค่เปิดพรมออกมา
เลยทำให้นึกขึ้นได้ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนเท่านั้น

คุณแค่ไม่อยากเห็นหน้าตัวเองผ่านกระจกเงา
โดยเฉพาะที่ยื่นมาจากมือคนอื่น!

แต่ถ้าคำด่านั้นเสียดแทงใจเหลือเกิน
เพราะเป็นเรื่องไม่จริง
แปลว่าคุณแพ้ทางอารมณ์โง่ของมนุษย์
เขามีโทสะจนโง่พอจะด่าคุณแรงๆด้วยคำเท็จ
เขาพอกโมหะไว้หนาพอจะพูดแบบไม่รู้จริง
แต่คุณก็อุตส่าห์เก็บเรื่องไม่จริงไว้ในหัวจริงๆอีก

คุณแค่ฝึกตนน้อยไป
เห็นเขาโง่ก็ยอมโง่ไปกับเขา!

แปลกแต่จริง เมื่อจำแนกได้บ่อยๆว่า
คุณเจ็บจากคำด่าแบบไหนที่สุด
บางทีจะรู้สึกเกี่ยวกับตัวเองต่างไป
รวมทั้งขี้เกียจเอาอะไรกับอัตตาให้มาก
มันก็แค่อาการปูดบวมขึ้นมาของจิตเป็นครั้งๆ
ทั้งฝั่งเขาฝั่งเรา ด้วยเหตุผลลึกซึ้งบ้าง ตื้นๆบ้าง
ไม่เห็นจะน่าต่อความยาว
สาวความเดือดร้อนเข้าหาตัวกันนานๆเลย!

สรุปคือเป็นความผิดของอายุ?

080216

วัยเด็กของคนส่วนใหญ่
มีแนวโน้มจะเห็นโลกเป็นสวนสนุก
ส่วนวัยทำงานของคนไม่น้อย
มีแนวโน้มจะเห็นโลกเป็นทัณฑสถาน

ธรรมชาติของชีวิตจะบีบให้คุณ
ต้องเลิกทำอะไรแบบเด็กๆ
ซึ่งก็ไม่ใช่จะดีไปทุกเรื่อง

การทำอะไรแบบเด็กๆนั้น
ถ้าหมายถึงการไม่รับผิดชอบ หรือพูดไม่เป็นพูด
อันนั้นรู้ๆกันว่าไม่ดี
คนจะนับว่าโตเป็นผู้ใหญ่ได้
ก็เมื่อรู้จักรับผิดชอบ หรือพูดแล้วทำตามที่พูด

แต่หากการทำอะไรแบบเด็กๆ
หมายถึงการรู้จักเล่นสนุกแบบง่ายๆ
หมายถึงความอยากจะช่วยกันแบบไม่คิดอะไรมาก
หมายถึงการไม่เก็บงำความรักความเอาใจใส่
หมายถึงการอยากรู้อยากเห็น อยากท่องโลกกว้าง
หมายถึงการไม่อายที่จะถาม
หมายถึงการหายโกรธเร็ว ไม่ติดใจถือสานานๆ
การหายไปของอะไรเหล่านั้น
ไม่ได้ทำให้คุณกลายเป็นผู้ใหญ่ที่น่าภูมิใจ
แต่มันทำให้คุณรู้สึกแก่แบบเบื่อๆ
ขี้เหนียว จิตใจแห้งแล้ง อุดอู้อยู่กับความจำเจ
และที่สำคัญ คือ ต้องแกล้งทำเป็นรู้
ทั้งๆที่ไม่รู้อะไรเลย
ต้องแข็งใจทะนงอยู่กับความทรงภูมิ
มั่นใจในความคิดความเชื่อ
ทั้งที่ตระหนักมากขึ้นทุกทีว่า
ความคิดและความเชื่อของตัวเอง
นำไปสู่ความลำบากตนลำบากท่านเพียงใด

เรามักโทษชีวิต โทษคนเลวๆ
ที่บีบให้เราต้องกลายเป็นคนขี้กังวล
ขี้ระแวง เคร่งเครียด เก็บกด
และต้องเสแสร้งแกล้งทำต่างๆนานา
เพียงเพื่อจะได้ไม่ถูกใครเอารัดเอาเปรียบ
ไม่โดนใครหลอกง่ายๆ
ไม่มีใครหัวเราะเยาะเพราะเห็นเป็นตัวตลก

ใครกัน มาคาดคั้นว่าผู้ใหญ่ไม่ควรเล่นสนุก?
ใครกัน ผูกขาดความเชื่อว่าผู้ใหญ่ต้องซับซ้อนซ่อนเงื่อน?
ใครกัน สั่งว่าห้ามเป็นไก่อ่อน โดนหนึ่งต้องเอาคืนสิบ?
ใครกัน กดดันให้ยอมชั่วแบบเสือ แต่อย่าแสนดีเป็นกวางน้อย?
ใครกัน เป็นคนตัดสินว่า คิดมากเป็นสิ่งสมควรแล้ว?

ตกลงวิธีคิดของเราเอง
ซ้ำเติมเราหนักกว่าที่คนอื่นเล่นงานเราหรือเปล่า?

ทุกคนอยากรู้เคล็ดลับความอ่อนเยาว์เสมอ
แต่น้อยคนนักที่อ่อนเยาว์ลงได้จริง
อันนี้ก็น่าคิด เป็นความผิดของคนส่วนใหญ่หรือเปล่า
ที่หลงนึกว่าชีวิตมีแค่ความอ่อนเยาว์ทางกาย
ประเภทผิวหนังเต่งตึง มีน้ำมีนวล
ไม่มีตีนกา ไม่มีรอยเหี่ยวย่น
ทั้งที่จริงแล้ว
ความอ่อนเยาว์ซ่อนอยู่ใต้เลือดเนื้อและผิวหนัง
ความมีชีวิตชีวาแฝงอยู่ในความมีใจกระตือรือร้น
ความรู้สึกดีๆมาพร้อมกับอารมณ์เบาสบาย ไม่คิดมาก

เมล็ดพันธุ์แห่งความอ่อนเยาว์เหล่านี้
ใช้มีดหมอไม่ได้ ใช้ยาฉีดไม่ได้
ใช้วิธีเสแสร้งแกล้งทำไม่ได้
แต่อาจเริ่มต้นด้วยการเห็นด้านดีของเด็กๆ
เล่นกับเด็กแล้วเก็บเกี่ยววิธีมองแบบเด็กๆมาด้วย
ไม่ใช่เอาแต่บอกว่า ฉันโตแล้ว
ทุกอย่างที่เด็กๆทำ ฉันจะทำเป็นตรงข้ามให้หมด!

เป็นปฏิปักษ์กับตัวเอง

250116

เวลาผ่านไป
คุณจะกลายเป็นใครอีกคนเสมอ
และเมื่อทบทวนดีๆ
บางทีคุณถึงขนาดเป็น
ปฏิปักษ์กับตัวเองในอดีต
อาจเป็นในความเชื่อ วิธีคิด หรือวิธีปฏิบัติตัวก็ตาม

คำถามคือ
เมื่อมีใครบางคนทำเรื่องที่คุณรู้สึกว่าน่ารังเกียจ
แล้วเตือนให้ระลึกถึงตัวเองในอดีต
คุณนึกว่า เดี๋ยวเขาก็คงคิดได้
หรือนึกว่า อยากด่าให้เข็ดเหลือเกิน?

เมื่อมีใครบางคนทำเรื่องไม่น่าอภัย
ชนิดที่คุณอยากทำเป็นลืมว่า
ตัวเองก็เคยทำมาเหมือนกัน
คุณรู้สึกสลดใจ สำนึกผิดย้อนหลัง
ตั้งใจว่าเป็นตายอย่างไรจะไม่ทำเช่นนั้นอีก
หรืออยากเอาเรื่องเอาราวกับเขา
เอาเป็นเอาตายให้รู้เรื่องไปเลย?

กับคนบางคน กับบางพฤติกรรม
เป็นเรื่องสมควรเอาโทษทางกฎหมาย
แต่กับคนส่วนใหญ่ กับพฤติกรรมไม่ดีโดยมาก
มักเป็นความผิดสถานเบา
ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะคิดได้
หรือการยังไม่มีเรื่องเข้าตัวเตือนให้คิด

ถ้าไม่ใช้อารมณ์ปะทะเข้าไปตรงๆ แรงๆ
คุณมีสิทธิ์คิดหาวิธีสะกิดเขาได้นิ่มๆ
โดยเริ่มจากการนึกถึงตัวเองในอดีต
ถามว่าตอนที่เคยเป็นอย่างนี้
มีอะไร ใคร หรือคำพูดแบบไหน
ที่ช่วยให้ได้คิด
หรืออย่างน้อยได้รู้สึกตัวขึ้นมาดีๆบ้าง

การนึกถึงตัวตนแย่ๆในอดีต
อาจไม่ช่วยให้คนอื่นดีขึ้นก็จริง
แต่จะช่วยให้คุณเห็นใจคนอื่นง่ายขึ้น
รวมทั้งมีวิธีจัดการที่โดน ที่ใช่ และที่ชอบ
ทั้งกับเราและกับเขาได้!

ถอดใจกับสิ่งที่เป็นอยู่

180116

หากมองไปข้างหน้า
แล้วไม่เห็นเป้าหมาย
ให้มองเข้ามาข้างใน
ตั้งธงใหม่เป็นหัวใจของตัวเอง
รู้สึกถึงความอ่อนโยน
รู้สึกถึงความสงบ
รู้สึกถึงค่าของจิตวิญญาณสุกสว่าง

หากนึกถึงตัวเอง
แล้วรู้สึกเบื่อๆ
ให้บอกตัวเองว่าคุณเบื่อได้สองอย่าง
อย่างแรกคือสิ่งที่มี
อย่างที่สองคือสิ่งที่ทำ

คุณจะไม่เบื่อสิ่งที่มีจนขาดใจตาย
แต่มีสิทธิ์เบื่อสิ่งที่ทำจนจุกอกพูดไม่ออก!

และคุณอาจเปลี่ยนสิ่งที่มีไม่ได้
แต่ค่อยๆเปลี่ยนสิ่งที่ทำจนเป็นคนใหม่ได้!

หากคิดถึงคนที่ไม่ควรคิดถึง
แล้วหมดพลัง ไร้แรงบันดาลใจ
หรือเกิดความเคียดแค้นชิงชัง ทนไม่ไหว
ให้หัดคิดถึงคนที่ควรคิดถึง
ต้องมีอยู่สักคนสองคนในโลก
ที่คิดถึงแล้วสบายอกสบายใจ
หรือกระทั่งคิดถึงแล้วเปลี่ยนความรู้สึกได้
เหมือนไปอยู่ในโลกที่คุณอยากอยู่
หรือเหมือนเห็นอีกโลกที่คุณอยากไปให้ถึง

ตอนรู้สึกเหมือนถอดใจ
ไม่อยากเป็นอย่างที่กำลังเป็น
อย่าพยายามแก้เบื่อด้วยการด่าโลก
อย่าพยายามยิ้มสู้โลกด้วยอาการฝืน
อย่าพยายามกลับมีไฟขึ้นมาด้วยการกะเกณฑ์ให้โลกเปลี่ยน

ให้พยายามเปลี่ยนเป้าหมายในการนึกถึง
พยายามทำสิ่งท้าทายที่เป็นไปได้จริง
พยายามเข้าให้ถึงหัวใจที่อ่อนโยนของตัวเอง
แล้วทุกอย่างจะต่างไป
อยากทุ่มเทจิตใจให้กับการมีชีวิต
ไม่ใช่ถอดใจจากชีวิตจนเหลือแต่ศพเดินได้!

อยากให้เจ็บใจ VS อยากให้เปลี่ยนใจ

110116

การร่วมกันประณาม
หรือการรุมประชาทัณฑ์
เป็นวิธีหนึ่งที่ธรรมชาติจะลงโทษคนผิด

จริงๆแล้วทุกคนรักตัวกลัวผิด
แล้วก็เคยโกหกเอาตัวรอดกันมาทั้งนั้น
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังจากทำผิดไป
คือความสำนึกเสียใจ
อันเป็นการทำงานของมโนธรรมตามธรรมชาติ

ดังนั้น เมื่อใครทำผิด ทำตัวเป็นภัยสังคม
โดนเอาคลิปมาแฉว่าแหลผิดมนุษย์
แถมแสดงอาการไม่สำนึก
เหวี่ยงหมัด แยกเขี้ยวกัดมั่ว
หรือฟาดงวงฟาดงาอาละวาดเป็นช้างตกมัน
สังคมมนุษย์ย่อมรู้สึกต่อต้าน หรือโกรธจัด
อยากสั่งสอนให้สำนึก
เพื่อให้กลับมามีความรู้สึกแบบมนุษย์
หรืออีกทีก็อยากขับไล่ไสส่ง
ลงนามไม่ยอมรับให้เป็นพวกเป็นพ้อง
ไม่รู้สึกอยากนับเป็นเพื่อนมนุษย์ร่วมกันอีก
ค่าที่หน้าด้านหน้าทนเกินมนุษย์ไปแล้ว
สังคมรู้สึกตรงกันว่าอย่างไร
หนาขนาดนี้ไม่มีทางกลับมาสำนึกอีกแน่ๆแล้ว

ในยุคโซเชียลมีเดียเรา
คุณจะรู้สึกถึงคลื่นมหาชน
ที่ทรงพลังกระแทกรุนแรงมาก
ใครโกหก ใครแอบเป็นภัยสังคม ถูกจับได้
แล้วมีคลิปแฉพฤติกรรมไม่สำนึกผิด
มีสิทธิ์เรียกแขกได้เป็นล้านภายในไม่กี่ชั่วโมง

ร่วมกันลงโทษแล้ว สะใจแล้ว
แล้วสังคมได้อะไรบ้าง?
นี่เป็นแค่ข่าวที่น่าเมาท์หรือน่าให้เป็นกรณีศึกษา?
คนส่วนใหญ่เห็นแล้วขยาด ไม่อยากโกหกไหม?
มีใครบ้างถูกกระตุ้นให้สำนึกถึงความผิดที่ทำไป?
นอกจากความสะใจที่ได้เห็นคนผิดวิบัติ
มีแสงแห่งความรุ่งเรืองอันใดงอกงามตามมา?

จริงอยู่ ถ้าหน้าด้านระดับตำนาน
หรือโกหกตาไม่กะพริบระดับอาชญากร
เทวดาที่ไหนก็ไปเปลี่ยนใจเขาไม่ได้
เหมือนเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
พวกโกหกจนชำนาญนั้น
ที่จะทำชั่วอื่นใดไม่ได้นั้น ไม่มี
แต่ประเด็นคือ ถ้าใจเราไม่นึกอยากด่า
ยังพอมีความอยากเปลี่ยนใจเขาอยู่บ้าง
เด็กๆใกล้ตัวจะได้ยินเสียงที่เจือด้วยเมตตา
เสียงที่ชี้ทางสว่าง เสียงที่มีเหตุมีผลน่าเข้าใจ
ไม่ใช่เสียงแห่งโทสะอันน่ากลัว
ที่น่าจดจำไว้ว่า ถ้าถึงตาเขาทำผิดบ้าง
ต้องซ่อนเร้น ต้องปิดบังให้เนียน
อย่าถูกจับได้ อย่าปล่อยให้คลิปรั่วออกมาเป็นอันขาด
ไม่งั้นชะตาขาดเหมือนพวกหละหลวมแน่

เราเปลี่ยนใจคนหน้าด้านไม่ได้แน่ๆ
แต่ยังเปลี่ยนใจตัวเอง เปลี่ยนใจเด็กๆรอบตัวไหว
ขอแค่ถามใจตัวเองให้ได้คำตอบเถอะว่า
เกิดเรื่องพรรค์นี้แล้ว มีแต่ความอยากด่า
หรือยังเหลือความอยากเปลี่ยนใจคนอยู่ในเราบ้าง

อยากด่า จะได้ด่า และทำให้ใจกระด้าง
ทั้งตัวเองและคนได้ยิน
อยากเปลี่ยนใจคนผิด จะได้คิดดีๆ ได้พูดดีๆ
ทำให้ใจอ่อนโยน ทั้งตนและคนฟัง

โลกเปลี่ยนยากเมื่อมีแต่คนพร้อมจะด่า
ไม่มีคนพร้อมจะช่วยกันทำให้อะไรดีขึ้น!

เหตุที่คนกลัวความผิด ไม่ยอมเรียนรู้จากความพลาด

211215

คนเราไม่ได้กลัวบทลงโทษที่สมเหตุสมผล
แต่กลัวการเหยียบย่ำที่ไร้ความปรานี

คนเรามักไม่สูญเสียความทรงจำว่าทำอะไรไป
แต่มักไร้ความสามารถในการทนยอมเสียหน้า

คนเรากล้าเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง
แต่กลัวการต้องเหนื่อยแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด

คนเรารู้สึกง่ายกับการคิดว่าเป็นโชคร้าย
แต่รู้สึกยุ่งยากกับการนั่งวิเคราะห์สิ่งที่ตัวเองทำ

คนเรายอมทนอึดอัดกับการเก็บงำความลับไว้
แต่ไม่อยากเสี่ยงกับการโล่งอกที่ได้เปิดเผย

คนส่วนใหญ่โตขึ้นมากับสิ่งแวดล้อม
ที่ตัดสินความผิดกันเกินกว่าเหตุ
นับแต่มีพ่อแม่ที่ดุด่าลูกอย่างแรงแม้ผิดเล็กน้อย
ทั้งที่ตัวเองทำผิดใหญ่โตแต่คนอื่นว่าไม่ได้
หรือโตขึ้นเจอเจ้านายที่ลงโทษไม่เป็นธรรม
คนสนิทไม่เป็นไร คนไม่ประจบโดนเล่นหนัก
หรืออยู่ท่ามกลางสังคมที่ไม่มีทางเห็นใจ
สารภาพผิดเมื่อไหร่อนาคตดับวูบเมื่อนั้น

คุณจะอยู่ในกลุ่มนิยมปิดบังความผิด
หรือมีสิทธิ์ฉลาดเรียนรู้จากความพลาดพลั้ง
ก็ขึ้นอยู่กับว่า
ได้เลือกที่จะช่วยสร้างสังคมแบบไหนไว้จนชิน

แบบพวกมากลากกันมากระทืบซ้ำ
หรือแบบหิ้วปีกประคองคนล้ม!

วันนี้รู้สึกว่าอายุเท่าไหร่?

141215

ในวันธรรมดา
ตอนไม่มีสิ่งใดเตือนให้นึกถึงอายุ
แต่ละคนรู้สึกเกี่ยวกับความอ่อนแก่ไม่เหมือนกัน
แม้จะอายุเท่ากัน เกิดเดือนปีเดียวกัน
ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าเป็นวัยเดียวกันเสมอไป

ธรรมดาของความรู้สึกอ่อนแก่
เกิดขึ้นตอนนับรอบฉลองวันเกิดบ้าง
ตอนเทียบอาวุโสกับรุ่นพี่รุ่นน้องบ้าง
ตอนเจอเพื่อนเก่าจากอดีตบ้าง
ตอนเรี่ยวแรงหดหายบ้าง
ตอนที่ประสบการณ์สั่งให้สุขุมบ้าง
หรือตอนไม่ตื่นเต้นกับเรื่องที่เคยตื่นเต้นบ้าง

แต่ก็มีคุณสมบัติบางอย่าง
ที่กระตุ้นให้รู้สึกไม่เป็นไปตามวัยเช่น
เด็กบางคนพูดจับต้นชนปลายได้อย่างมีสติ
มีความสุขุม รู้เหตุรู้ผลเท่าผู้ใหญ่
ก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว
หรือบางทีจะเป็นผู้ใหญ่
เสียยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคน

อีกที คนแก่บางคนยังหัวแล่น
คิดอ่านทะลุปรุโปร่ง ข้างในเบาโล่ง
ใจเปิดกว้าง พร้อมรับสิ่งแปลกใหม่
เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ได้อย่างรวดเร็ว
ก็ไม่เห็นจะรู้สึกต่างจากเมื่อสมัยยังวัยรุ่นตรงไหน

ความรู้สึกเป็นสมบัติเฉพาะตัว
เกิดจากเหตุปัจจัยภายในมากกว่าภายนอก
ตราบเท่าที่ยังรู้สึกว่าทำอะไรได้อีกมาก
คุณยังไม่แก่ และใช้ชีวิตคุ้ม
แต่หากรู้สึกว่าทำอะไรได้น้อยลง
ใจจดใจจ่ออยู่กับความงุ่มง่ามของแขนขา
คุณเริ่มแก่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
จิตใจจะเริ่มหวนไปคิดถึงอดีตที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจเอาอะไรจากปัจจุบัน
และยิ่งไม่ใส่ใจว่าอนาคตจะดีขึ้นหรือแย่ลง

คนทั่วไปคิดว่า ความรู้สึกเป็นสิ่งแกล้งสร้างได้
จึงยุกันทำนองอย่าไปคิดว่าแก่ ก็จะไม่แก่
หรือเล่นแบบเด็กๆแล้วจะเด็กลง
บางคนฉีกยิ้มพูดจนติดปากว่า
ฉันหยุดอายุไว้ที่สิบห้าจ้ะ
แต่ใจจริงนับถอยหลังอยู่ด้วยความกังวลว่า
เลขห้าสิบจะพุ่งเข้ามากระแทกร่างเมื่อใด

ข้อเท็จจริงก็คือ
คุณจะไม่รู้สึกอ่อนแก่จากของหลอกชั่วคราว
แต่จะเทียบจากความสามารถของตัวเอง
ซึ่งเป็นของจริง เทียบวัดได้ รู้สึกได้เป็นปกติ

สังเกตดูตอนยังเยาว์วัย
เป็นวัยที่ต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ต้องพัฒนาทักษะให้คมกล้าขึ้นเรื่อยๆ
ความสามารถจึงมากขึ้นๆ
แต่มาเริ่มหย่อนลงตอนไม่มีใครบังคับให้เรียนรู้เพิ่ม
ไม่มีใครจัดแข่งให้พัฒนาความเชี่ยวชาญ
ยิ่งวัยเลิกทำงานที่สังคมให้การยอมรับว่า
ควรอยู่เฉยๆ หรืออย่างมากก็
ขยับแข้งขยับยืดเส้นยืดสายนิดหน่อย
ยิ่งได้ความรู้สึกว่า ชราภาพมาเยือนกันจริงๆ

ถามตัวเองว่าอ่อนแก่แค่ไหน
เพื่อใช้สำรวจความกระตือรือร้นข้างใน
อย่าถามเพื่อกังวลเกี่ยวกับตีนกาภายนอก
พวกเราอยู่ในโลกที่มีอายุสี่พันล้านปี
ชีวิตคนเราสั้นเหมือนๆกันหมด
ระหว่างคนอายุเฉียดร้อยกับเด็กเพิ่งเกิดเมื่อวาน
จริงๆแล้วห่างกันนิดเดียว มันก็แค่ไม่กี่สิบปีเอง

คนสองคนจะรู้สึกต่างกันแค่ไหน
ต้องวัดเอาจากตอนใช้ชีวิตให้รู้สึกมีชีวิตชีวานี่แหละ
คนมีชีวิตชีวา มักทำอะไรไว้ในโลกนี้มหาศาล
ต่างจากคนเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตชีวา
ที่ไม่ค่อยทำอะไรดีๆ
แม้แต่ออกกำลังกายให้ตัวเองสดชื่นบ้าง!

เรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

071215

ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
ที่ใจคุณชอบร่ำร้องเรียกหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้?

ข้อเท็จจริงคือ
อาการดิ้นรน ทะยานอยาก
ไขว่คว้าหาแต่สิ่งที่มีอยู่แต่ในวิมานฝัน
เป็นธรรมชาติที่ถูกติดตั้งไว้ในมนุษย์ทุกคน
นับเริ่มตั้งแต่ช่วงทารก
ที่อยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ

เมื่ออยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างใจ
จะมีอารมณ์ชนิดหนึ่ง
ออกแนวน้อยใจ คับแค้น ปั่นป่วน ทรมาน
ก่อตัวขึ้นและคุกรุ่นในอก
ยิ่งคุกรุ่นขึ้นเท่าใด
ยิ่งจุกอกเหมือนจะระเบิดขึ้นเท่านั้น
หากความจุกอกชนิดนี้
ปฏิรูปเป็นอารมณ์ครอบงำชีวิตใคร
ชีวิตคนคนนั้นจะหาความสุขยาก
เพราะข้างในจะเต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ
ร่ำร้องเอาแต่สิ่งที่เอามาไม่ได้ตลอดเวลา
ถึงไม่เป็นที่รำคาญหูแก่ผู้อื่น
ก็เป็นที่รำคาญยิ่งแก่ตนเองอยู่ทุกวัน

มองดูเด็กบางคนที่เอาแต่ใจ
ไม่ได้อย่างใจแล้วอาละวาด
คุณจะรู้สึกถึงความดิบของจิต
ที่อาจแสดงออกมาโต้งๆยาวนานเป็นสิบปี
ขณะที่เด็กบางคน
ผ่านช่วงเอาแต่ใจได้เร็วในไม่กี่ปี
ซึ่งคุณจะรู้สึกถึงความสุกงอมทางวิญญาณ
แล้วเห็นว่า นั่นต้องมีเหตุผล
ที่คนเราต่างกันได้ตั้งแต่ยังเด็ก

ความรู้จักเหตุผล
ไม่อาจเริ่มต้นด้วยการสอนให้คิด
เพราะความคิดเป็นแค่เปลือกนอก
แกล้งหลอกกันได้ กลับไปกลับมาได้
จริงๆแล้วความรู้จักเหตุผลนั้น
ต้องเริ่มต้นกันด้วยแก่นของชีวิต
ได้แก่จิตที่สุกสว่าง
อันเป็นศูนย์กลาง เป็นต้นแห่งความคิดที่แท้

จิตที่สุกสว่างเกิดจากความปรารถนา
ที่จะพึ่งพาตนเอง ทำอะไรๆเอง
ตลอดจนมีใจอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่นเองด้วย

ก็ทำไมต้องเผื่อแผ่
แค่เอาตัวรอดไม่ได้หรือ?

ถ้าแค่เอาตัวรอด
ยังอาจเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้
คิดจะอยู่รอดด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อคนอื่น
คิดจะปลอดภัยด้วยการเอาคนอื่นเป็นโล่ป้อง
เสียงเรียกร้องแบบเอาแต่ได้ให้ตัวเอง
จึงยังไม่จางหายไปไหน
ความอยากที่เป็นไปไม่ได้จึงคงอยู่

จิตที่สุกสว่าง
เป็นที่พึ่งให้ตนเอง และอยากเผื่อแผ่ให้คนอื่น
ต้องสืบทอดจากพ่อแม่
ที่มีพฤติกรรมให้เห็นเป็นตัวอย่าง
หรืออีกทีคือสืบทอดจากสัญชาตญาณดั้งเดิมของตน
อันสะสมไว้ตั้งแต่ก่อนเกิด
มากพอจะเอาชนะสัญชาตญาณดิบของการเกิดใหม่
ไม่ว่าเกิดกับพ่อแม่เห็นแก่ตัวแค่ไหน
ก็โตขึ้นเป็นคนใจดี มีเมตตาการุณจนได้

หนึ่งชาติของความเป็นมนุษย์
คือหนึ่งครั้งของการมีสิทธิ์เปลี่ยนแปลงตนเอง
เมื่อรู้ตัวว่าจิตยังดิบ ยังร่ำร้อง ยังคร่ำครวญ
เป็นที่น่ารำคาญแก่ตนเองได้ตลอด
ก็อาจคิดยกระดับจากจิตดิบเป็นวิญญาณที่สุกงอม
ทำตนเป็นที่พึ่งให้ตนเอง
กระทั่งเกิดความรู้สึกเข้มแข็ง
เพียงพอจะมีแก่ใจคิดหาทางช่วยคนอื่นบ้าง
มีจิตวิญญาณที่สุกงอมพอจะมองเห็น
และรู้สึกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่า
อะไรเป็นไปได้จริง อะไรคือเพดานจำกัด
ซึ่งนั่นจะไม่ใช่แค่เปลี่ยนเสียงในหัวที่น่ารำคาญ
ให้เป็นเสียงแห่งความสำราญบานใจในชีวิตนี้เท่านั้น
แต่ยังจะเปลี่ยนเส้นทางกรรม
เปลี่ยนเสียงในหัวในชาติต่อๆไปให้ดีขึ้นได้ด้วย!

คุยกับตัวเอง

12308711_979665532090605_8184361811866159329_n

สำหรับคนส่วนใหญ่ การคุยกับคนอื่น
มักเริ่มด้วยการเชื่อมจิตแบบสบายๆ
โดยถามอะไรเบาๆ เช่นไปไหนมา?’
หรืออีกทีก็ด้วยการกระตุ้นอัตตา
โดยทักอะไรดีๆ เช่นผอมลงแล้วนี่
หลังจากนั้น ความรู้สึกของทั้งคู่
ต่างคนต่างบอกตัวเองว่า จิตจูนกันติดแค่ไหน
มีหัวข้อสนทนาต่อไปได้หรือไม่
ถ้ารู้สึกว่าไม่มีอะไรต่อ ก็จบ ก็แยกย้ายกันไป
สิ่งที่ได้จากการทักการคุยสั้นๆ
คือความรู้สึกดีๆที่ไม่ลืมกัน ไม่เมินกัน
แต่หากมีหัวข้อให้คุยเป็นจริงเป็นจังต่อ
ก็มักเอาให้ได้เนื้อได้น้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง
สุดแล้วแต่ว่าจิตจะจูนกันติดด้วยหัวข้อไหน
ข่าวผัวเมีย ข่าวลูกชาวบ้าน ข่าวกีฬา
ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมือง หรือข่าวศาสนา
ถ้ารู้สึกว่า ได้ข่าวเพิ่มจุใจ
ครั้งต่อไปเจอหน้าจะอยากคุยกันอีก
นี่เรียกว่า เจอตัวคนคุยด้วยได้แล้ว
หรือได้คนมาช่วยทำอัตตาของตน
ให้เป็นปกติบ้างแล้ว

ส่วนรูปแบบการคุยกับตัวเอง
สำหรับคนส่วนใหญ่
มักเริ่มด้วยการขุดคุ้ยเรื่องคาใจ
ด้วยคำถามประมาณว่า
จะเอายังไงดี?’
จากนั้น ความรู้สึกสองฝักสองฝ่าย
มักทำให้เกิดอารมณ์ติดข้อง สับสน
แล้วไม่เปิดหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องเป็นราว
หลายคนเหมือนสมองทำงานบกพร่อง
ว่ายวนอยู่กับคำว่าจะเอายังไงดีไม่เลิก
บางทีกินเวลานานเป็นชั่วโมงก็มี
ซึ่งนั่นสะท้อนให้เห็นว่า
จิตที่พยายามคุยกับตัวเอง
แต่เชื่อมกับตัวเองไม่ได้ หาตัวเองไม่เจอ
จะระส่ำระสาย อัตตาพร่าเลือน
เหมือนผีที่ไร้ตัวตน
กำลังพยายามคุยกับผีที่ไร้ตัวตนด้วยกัน
ไม่ทราบว่าควรเริ่มอย่างไร ควรจบตรงไหน
คุยให้ได้สิ่งใดเพิ่มเติมขึ้นมา
คุยให้ลดเรื่องเสียๆอันใดลงไป
ในที่สุดจึงเกลียดการคุยกับตัวเอง
เกลียดการต้องอยู่คนเดียว
เหมือนถูกบังคับให้คุยอะไรไร้สาระกับใครก็ไม่รู้

ถ้าฝึกเปลี่ยนคำถามได้
ก็พลิกชีวิตได้
รักที่จะคุยกับตัวเองมากขึ้นได้!

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า
คนที่ชอบคุยกับตัวเอง
คือคนที่คุยแล้วได้อะไรจากตัวเอง
เหมือนกับที่ได้ข่าวหรือข้อมูลดีๆจากคนอื่น
มาช่วยให้ชีวิตตัวเองคืบหน้า
ซึ่งก็คือต้องคุยอย่างมีเป้าหมาย
คุยอย่างที่จะได้ผลลัพธ์
ไม่ใช่คุยออกอ่าวเรื่อยเปื่อยไร้ทิศทาง

คนที่มีเป้าหมายชีวิต
คนที่ทำแต่ละวันให้ชีวิตคืบหน้า
จะไม่ติดวนอยู่กับคำถามตื้นเขิน
ไม่เป็นแต่คิดซ้ำซากว่าจะเอายังไงดี?’
สมองของเขาจะเห็นอย่างแจ่มชัด
ถึงภาพความเชื่อมโยง
ระหว่างจุดที่กำลังยืนอยู่กับจุดต่อไป
ดังนั้น จึงมักถามตัวเองเรียบๆง่ายๆครั้งเดียวว่า
ต้องทำอะไรต่อ?’
เมื่อได้คำตอบก็ลงมือทำทันที
หรืออย่างมากถ้าเจอทางสองแพร่งให้ลังเล
ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนตกลงกับตัวเอง
คุยกับตัวเองให้รู้เรื่องว่า
ควรทำอะไรก่อน ควรพักอะไรไว้ทีหลัง

แค่เปลี่ยนคำถามชนิดที่ทำให้ปั่นป่วนเปล่า
มาเป็นคำถามที่กระตุ้นให้สมองทำงานถูกทาง
เช่น เลิกคิดว่าจะเอายังไงดี?’
หันมาคิดว่าต้องทำอะไรต่อ?’
เช่นนี้แล้ว ให้สังเกตดูว่า ใจสงบลงไหม
ม่านหมอกทางอารมณ์ถูกแหวกให้ใสขึ้นไหม
เกิดภาพในใจ เห็นตัวเองที่จุดนี้กับจุดหน้าหรือไม่
ถ้าใช่ ก็แปลว่าคุณเริ่มคุยกับตัวเองรู้เรื่องแล้ว

คนเราพอหาตัวเองเจอ เชื่อมกับตัวเองติด
ชีวิตจะง่ายลงและดีขึ้นทันตาเห็น
ไม่เชื่อก็ลองเลย!

ศาสนาไม่เห็นช่วย?

01-Monday---Question_MacBook-Pro

คน (เสียง) ดังจำนวนมาก
คิดว่าตัวเองทำเพื่อศาสนา
หรือกระทั่ง ‘ช่วย’ พระศาสนา
แต่ในที่สุดพอตกอับ ลำบากลำบน
อันเป็นผลจากการ ‘คิดช่วย’ ตามสไตล์ตน
ก็โทษว่า ศาสนาไม่เห็นช่วย
หรือ ‘ตอบแทน’ ตนบ้าง

หรือถ้าไม่มีอะไรเลย
ไม่ได้ลงทุนลงแรงช่วย ไม่ได้ทำบุญสักบาท
แต่ถือว่าตนเอง ‘อุตส่าห์ยอมเชื่อ’
คุกเข่าถวายตนนอบน้อม กราบไหว้วิงวอนเทวดา
ก็ไม่เห็นว่าชะตาชีวิตจะดีขึ้นตรงไหน
ไม่เห็นมีเงินทองไหลมาเทมา
อกยังหัก รักยังคุด ที่ทางยังหลุด ยังคงสะดุดคดี
สภาพจิตใจย่ำแย่
ไม่รู้สึกอบอุ่นใจ ไม่ตอบโจทย์
ดังนั้น จึงประกาศดังๆ
ขอลาออกจากความเป็นพุทธ
ไม่นับถือพุทธอีกต่อไป

วิธี ‘คลิกกับศาสนา’ ของแต่ละคน
เป็นตัวกำหนดทิศทางให้มองเห็นต่างกัน
คนในโลกเกิน 99% ขึ้นต้นด้วยความเชื่อว่า
ศาสนามีไว้ ‘ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น’
มีความสุขขึ้นทันทีที่ยอมศิโรราบกราบกราน
หรือได้ทำบุญทำทานกับวัดวา

น้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ที่ลงเอยค้นพบว่า
ศาสนามีไว้ช่วยให้ ‘เข้าใจชีวิต’ ดีขึ้น
มีความทุกข์น้อยลงเรื่อยๆจากการเห็นว่า
คิดอย่างนี้แล้วฟุ้งซ่านเปล่า ไม่คิดอย่างนี้ดีกว่า
พูดอย่างนั้นแล้วเกิดเรื่อง ไม่พูดอย่างนั้นดีกว่า
ทำอย่างคนโน้นแล้วเสื่อมลง ไม่ทำคนโน้นดีกว่า
จากนั้นจึงค่อยว่ากัน
เรื่องสร้างเหตุขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น
หรือนิพพานทั้งยังมีลมหายใจ ต้องทำกันอย่างไรดี

ศาสนาพุทธช่วยอะไรคุณบ้าง?
ถ้าคำถามนี้เกิดขึ้นในใจ
หลังจากคาดหวังเอากับศาสนาแล้วผิดหวัง ก็แย่หน่อย
เพราะมีสิทธิ์กลายเป็นพวกอกตัญญู
มองไปว่าพระศาสนาไม่เห็นมีดี
‘บุญคุณ’ ที่ตนทำไว้กับพระศาสนานับว่าสูญเปล่า
ตนเดือดร้อนแล้วไม่เห็นช่วยอะไรเลย
เมื่อคิดแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ แล้วพูดออกสื่อแบบนี้
ก็ได้ชื่อว่าทำกรรมในทางเห็นผิดเป็นชอบ
พอเกิดใหม่ก็มักเจอแต่การให้สัญญาผิดๆ ชี้ชวนให้หลงคิดว่า
กราบไหว้วิงวอน แล้วศาสนาจะช่วยอย่างนั้นอย่างนี้
พออกหัก ไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็คิดน้อยอกน้อยใจกันต่อไม่รู้จบ

แต่หากคำถามเดียวกันเกิดขึ้น
หลังจากประสบทุกข์แล้วหายทุกข์ได้ ก็นับว่าดีไป
เพราะจะกลายเป็นคนรู้คุณศาสนา
ซึ่งก็จะต่อยอดให้กลายเป็นผู้มีความกตัญญู
สรรเสริญพระศาสนาอยู่ว่า เป็นทางออกจากทุกข์
เป็นทางมาของบรมสุขทั้งยังหายใจอยู่
ชีวิตนี้จึงเป็นชาติแห่งการมีตาสว่าง ใจสว่าง
เกิดใหม่ก็เจอแต่สัญญาณดีๆ มีความเข้าใจที่ชัดเจน
ไม่ถูกหลอก และไม่หลอกตัวเอง ไปจนสิ้นกาลนาน

ใครถามทางเรา เราก็บอกให้
ใครปฏิบัติด้วยตนเอง พึงพ้นได้เอง
เช่นนี้ ตถาคตจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้บอกทาง
มิใช่ผู้ปลดเปลื้อง


<พุทธพจน์จากโธตกมาณวกปัญหานิทเทส>

ไม่หลอกตัวเอง จะไม่เกลียดตัวเอง

11260521_964654013591757_8572469913340450946_n

มีเรื่องใดบ้าง ที่คุณรู้อยู่เต็มอก
แต่แกล้งหลอกตัวเองว่าไม่รู้?

รูปแบบการหลอกตัวเอง
อยู่ใกล้ตัวใกล้ใจมากกว่าที่คิด
โดยมากมักเกี่ยวข้องกับอารมณ์แรงๆ
เพราะอารมณ์แรงๆนั้น
ปิดการทำงานของสมองส่วนที่ใช้เหตุผล
เอาแต่อารมณ์ออกหน้าท่าเดียวได้

จำใจหลอกตัวเองเพราะรักแรง
แม้เขาหรือเธอเลว
ก็ปิดหูปิดตาแกล้งทำเป็นไม่เห็น
หรือทำใจเมินเฉย ไม่รู้ไม่ชี้

จงใจหลอกตัวเองเพราะเกลียดแรง
แม้เขาหรือเธอดี
ก็แสยะยิ้มหาเหตุผลร้ายๆเร็วๆ
มาตั้งข้อหาว่ามันประสงค์สร้างภาพ
เพื่อสิ่งนั้นสิ่งนี้ ไม่มีดีอยู่จริงหรอก

พอใจหลอกตัวเองเพราะหลงตน
จะดีหรือไม่ดี ก็นึกว่าดีไว้ก่อน
จะผิดหรือถูก ก็นึกว่าถูกอยู่เสมอ
จะเก่งหรือห่วย ก็นึกว่าเก่งได้ตลอด
หาคำบวกๆมากลบเกลื่อนด้านลบไม่เลิก

เจียมใจหลอกตัวเองเพราะกลัวเกรง
เมื่อขี้ขึ้นหัวแล้ว ต่อให้เจ้าอุดมการณ์
ก็ยอมคลานเข่าเข้าหมอบกราบ
เอาอุดมการณ์ซุกหีบด้วยเหตุผลง่ายๆ
คือ เดี๋ยวจะไม่มีศีรษะไว้เทิดอุดมการณ์

สรุปแล้ว ถ้าจะหลอกตัวเองเรื่องใด
เรื่องนั้นต้องสำคัญกับชีวิตคุณมากพอ
ถ้าไม่รักแรงก็เกลียดแรง
ถ้าไม่หลงตัวก็กลัวเกรง
น้อยคนนัก
จะมาถึงจุดที่หยุดหลอกตัวเองได้

ด้วยเหตุนี้
เหล่ามนุษย์จึงเต็มไปด้วยจุดอ่อน
ที่ถูกครอบงำได้ง่าย
เพียงด้วยการโดนกระตุ้นอารมณ์ดิบๆ
เช่น ถูกหลอกให้เลือกข้างตีกัน
ด้วยอารมณ์รักแรงเกลียดแรง
ถูกล่อให้เข้ารกเข้าพงอุดมการณ์ร้าย
ด้วยอารมณ์สำคัญตัวผิดคิดว่าดีมาก
ถูกลวงให้ด่วนผลีผลามตัดสินใจเลือกซื้อ
ด้วยอารมณ์หวาดกลัว ตระหนกตกตื่น

อคติทั้ง ประการ
รักแรง เกลียดแรง หลงตัว กลัวเกรง
มักเป็นเหตุให้ดิ่งลงสู่ความตกต่ำ
ใครเอาชนะได้ ก็เกิดความสบายใจ
รู้อยู่เต็มอกว่าไม่ต้องหลอกตัวเอง
ไม่ต้องตกหลุมพรางตื้นๆกันอีก

หันมาฝึกเชื่อใจตัวเอง
เชื่อว่า ถ้ากล้าถามใจจริงๆ
ใจก็กล้าตอบจริงๆเช่นกัน
ตัวอย่างง่ายๆ เมื่ออยู่ในอารมณ์ขัดแย้ง
หรือในอารมณ์สะลึมสะลือเปิดตาครึ่งเดียว
ให้ถามตัวเองว่า ที่เชื่อไปอย่างนั้น
หรือที่คิดที่เอ่ยปากพูดไปอย่างนั้น
ออกมาจากอาการฝืนหลอกตัวเองหรือเปล่า
ความจริงที่รู้อยู่เต็มอกคืออะไรกันแน่?

เมื่อเกิดอาการยอมรับความจริง
ใจคุณจะเปิดโล่งด้วยอาการตาสว่างชั่วขณะ
แต่แล้วอารมณ์เชื่ออย่างที่อยากเชื่อ
ก็จะวกกลับมาครอบงำใจได้อีก
เพราะอคติเป็นเจ้านายครอบงำหัวใจมานาน
ยากจะเอาชนะได้ในสามวันเจ็ดวัน
คุณต้องตาสว่างบ่อยเป็นเดือนเป็นปี
ถึงจะชนะอคติอย่างเด็ดขาดได้
เลิกหลอกตัวเองได้
ชีวิตพลิกเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบได้ในที่สุด!

ความสามารถในการนิยามตัวเอง

12039606_952956591428166_8482441387128148129_n

คุณเคยให้คำจำกัดความสั้นๆ
สรุปว่าใครเป็นอย่างไร
ด้วยคำเพียงสองสามคำหรือไม่?
รู้ไหมว่าคำจำกัดความสั้นๆของคุณนั้น
ถ้าเข้าไปอยู่ในความทรงจำคนฟัง
จะเกิดอคติทางบวกทางลบขึ้นได้แค่ไหน?

หมอนั่นชอบนึกว่าตัวเองเก่งอยู่คนเดียว
ยายนี่ชอบคิดเพี้ยนๆจนเข้ากับใครไม่ได้
เจ้าคนนี้เก่งแต่ขี้เกียจ
น้องเป็นคนไม่ละเอียด
พี่เป็นพวกทำไม่ได้แต่ชอบสอนคนอื่น
นายเป็นคนดีแต่พูด เอาเข้าจริงทำไม่ได้
คุณมันปากหวานก้นเปรี้ยว
แกด่าคนอื่นยังไง เป็นซะเองอย่างนั้นหมด
เธอท่าดีทีเหลว ต้นแรงปลายแผ่วประจำ
ฯลฯ

ยิ่งสนิทกับใครมากขึ้นทุกวัน
คำนิยามเขาหรือเธอในหัวคุณ
จะยิ่งสั้นลงเรื่อยๆ
แล้วก็นิยามได้เป็นจุดๆ
ตรงจริงบ้าง คิดเอาเองบ้าง
เห็นหมดว่าถ้าใครเปลี่ยนตรงนั้นตรงนี้
จะน่ารักขึ้นปานใด
หรือชีวิตจะเจริญรุ่งเรืองกว่าเดิมขนาดไหน

แต่กับคนที่อยู่มาทั้งชีวิตอย่างเช่นตัวเอง
รู้เห็นกระทั่งความนึกคิดว่าทำอะไรหวังอะไร
บางทีคุณอาจไม่เคยให้คำนิยามใดๆไว้เลย
ไม่เคยตัดสินตัวเองด้วยคำพูดโหดๆ เจ็บๆ
เหมือนอย่างที่ทำได้ง่ายๆกับคนอื่นเลย

รู้ไหมจะเกิดอะไรขึ้น
ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มฝึกตัดสินตัวเอง?
รู้ไหมอะไรจะเกิดขึ้น
หลังจากนิยามตัวเองด้วยคำสั้นๆได้ตรงจุด
เป็นเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน?

คุยกับใครเสร็จ
ลองเดาจากสายตาเขาหรือเธอซิว่า
ตัดสินคุณด้วยคำสั้นๆไว้อย่างไร
น่าคบ ไม่น่าคบ น่าคุยต่อ ไม่น่าเจออีก
ผิดหรือถูกช่างมัน
อย่างน้อยฝึกยืมสายตา
ยืมความรู้สึกเขามาก่อน
เป็นการทบทวนตนเอง
อย่างที่ไม่เคยทำมาเลยก็แล้วกัน

ทบทวนตัวเองจากสายตาคนอื่นเรื่อยๆ
คุณจะค่อยๆกลายเป็นนักทบทวนตัวเอง
โดยไม่ต้องยืมสายตาใคร
เพราะแยกตัวเองออกไปเป็นสายตาคนอื่น
ได้ถนัดชัดเจนขึ้นทุกที
คิดแล้วชอบไม่ทำ
ชอบไม่ทำตามที่พูด
ชอบแพ้ภัยตัวเองด้วยความคิดกลับไปกลับมา
ชอบหาแพะมารับบาปแทน
ชอบนึกว่าตัวเองน่าสงสารอยู่คนเดียวในโลก
ฯลฯ

ฝึกนิยามตัวเอง
ให้คำนิยามตัวเองก้องอยู่ในหัว
ยิ่งกว่าที่เก็บคำนิยามคนอื่นไว้
ให้พลุ่งพล่านอยู่ในใจ
ชีวิตคุณจะต่างไปอย่างคาดไม่ถึง
เพราะคุณจะเลิกดิ้นรนอยากเปลี่ยนโลก
ซึ่งเปลืองแรงเปล่า
มาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ซึ่งคุ้มแรง คุ้มชีวิตทุกวัน!

ห้ามใจแล้วเกิดอะไรขึ้นกับใจ?

12038249_950085135048645_956931269955589743_n

ใจทุกคนจะยึดความรู้สึกผิดถูกบางอย่างไว้
เป็นเหตุให้ต้องฝืนใจเมื่อต้องทำผิด
ส่วนจะอยากห้ามใจแค่ไหน
ก็ขึ้นอยู่กับรู้หรือไม่รู้ว่าห้ามใจแล้วจะได้อะไร

ห้ามใจไม่ตามเพื่อนไปตกปลา แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่ฉวยโอกาสโกงลูกค้า แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่ทำมิดีมิร้ายลูกสาวเขา แล้วได้อะไร?
ห้ามใจไม่โกหกเอาตัวรอด แล้วได้อะไร
ห้ามใจไม่ลองยาที่ว่ากันว่าจะพาขึ้นสวรรค์ แล้วได้อะไร?

ถ้าคิดออกแค่ได้แต่เสียดาย
อันนั้นธรรมดาโลก
ต้องถูกดูดเข้าวังวนทุกข์กันต่อไป
แต่ถ้าคิดออกว่าได้ความสบายใจ
อันนี้เริ่มไม่ธรรมดา
ไม่ต้องเข้าทางไหลลงเหวกับคนอื่นแล้ว

เรื่องที่ทิ่มแทงใจให้รู้สึกผิดได้
สืบไปสืบมาก็มักเกี่ยวข้องกับศีล นั่นเอง
นั่นเพราะอะไร? เพราะผิดศีลเมื่อใด
มโนธรรมก็บาดเจ็บเมื่อนั้น

มโนธรรมเป็นธรรมชาติติดตัวมาแต่เกิด
เป็นรากฐานของความเป็นมนุษย์
สร้างขึ้นจากกรรมเก่าที่ส่งมาเข้าท้องมนุษย์
ดังนั้น เมื่อมีเรื่องยั่วอารมณ์ให้ได้พิสูจน์ใจว่า
จะยังอยากรักษามโนธรรมไว้
หรืออยากปล่อยให้แตกพัง
คุณจึงปลื้มเมื่อห้ามใจสำเร็จ
หรือสับสนเคร่งเครียดเมื่อยักแย่ยักยัน
และรู้สึกแย่ เป็นทุกข์ เมื่อปล่อยใจเลยตามเลย

ทบทวนดูก็รู้ว่าจริงหรือไม่จริง
แรกๆเมื่อต้องฝืนใจผิดศีล
คุณจะรู้สึกกระวนกระวาย ไม่สบายใจ
เหมือนอ่อนแอปวกเปียก
แต่พอหลายครั้งเข้า
ฝืนน้อยลง กระทั่งไม่ฝืนเลย
ใจจะแข็งขืนคือไม่ใช่เข้มแข็ง
แต่เป็นแข็งกร้าว กระด้าง เย็นชา
แบบคนพยายามลืมรากความรู้สึกที่ใช่
พอกพูนกำแพงอัตตาผิดๆขึ้นมา
เพื่อบังหน้าบังตาเดิมๆของตัวเอง
เอาชนะตัวเองด้วยการสำรากในใจว่า
ทำไปน่ะดีแล้ว ถูกแล้ว ไม่ทำก็โง่
ไม่เอาก็ไก่อ่อนน่ะสิ!

ทำผิดจนไม่ต้องฝืนใจไปนานๆ
จิตจะมืดบอดจนหันหลังให้ศีลเต็มตัว
ได้ยินเรื่องศีลแล้วตะครั่นตะครอ
หรือออกอาการอยากหัวร่อเยาะเย้ยทีเดียว

คุณจำเป็นต้องฟังใจตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ
อย่าเอาแต่ไหลตามความคิดประเภท
เอาเถอะน่า ใครๆเขาก็ทำกัน
ความจริงคือ ยังมีคนอยากรักษาศีลอยู่มาก
ทั้งที่ไม่ใช่ชาวพุทธด้วยซ้ำ

ถ้าฟังใจตัวเองแล้วปรากฏว่า
ยังเห็นดีเห็นงามตามศีลธรรมอยู่
คุณจะสดับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสได้
ไม่มีม่านหมอกบังใจ นั่นคือ
ศีลเป็นสิ่งมีผล มีอานิสงส์
เมื่อห้ามใจจากสิ่งยั่วยุ รักษาศีลได้
ก็จะเป็นผู้ไม่มีความเดือดร้อนใจอยู่ในปัจจุบัน
มีความสงบอกสงบใจ เป็นสุข เป็นสมาธิได้
บรรลุถึงแก่นสาร ล่วงทุกข์ทางใจเสียได้
ไม่รู้สึกสูญเปล่ากับการเป็นชาวพุทธ
(
สรุปความจากสีลสูตร’)

นอกจากนั้น ถ้าเป็นผู้เชื่อว่ากรรมมีผล
ก็จะอุ่นใจว่าเราได้รักษาศีลดีแล้ว
เป็นเหตุให้ไม่อัตคัดขัดสน
เมื่อมีชื่อเสียงก็มีชื่อเสียงในทางดี
เมื่ออยู่ต่อหน้าชุมชนก็สบายใจไร้ความประหม่า
เมื่อจะต้องตายก็ตายอย่างคนรู้สึกปลอดภัย
และสุดท้ายคือได้ไปสู่สุคติภูมิจริงๆ
ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย
(
สรุปความจากปาฏลิคามิยสูตร’)

เพื่อจะรับอานิสงส์อันบริบูรณ์จากศีล
อย่าแค่ยืนยันกับคนอื่นว่าฉันเป็นคนถือศีล
แต่ให้ถามตัวเองดีๆว่า
ยังมีความทุกข์กับการต้องห้ามใจกี่เรื่อง?
ที่ผ่านมามีความสุขกับการห้ามใจสำเร็จกี่ครั้ง?

เมื่อถามตัวเองอยู่ สำรวจเห็นตัวเองอยู่ว่า
ยังต้องกัดฟันหน่อยๆ
หรือยังจุกอกอยู่มากๆ
ก็คือรู้ตัวได้ว่ายังไม่รักศีล
ยังไม่อยากอยู่กับศีลจริง
ยังไม่กล้าบอกใครเต็มปากว่าศีลคือเหตุแห่งสุข
ยังไม่ใช่ผู้เที่ยงที่จะรู้แจ้งซึ่งอานิสงส์แห่งศีล

แต่ถ้าเต็มใจ สบายอก ไม่ฝืดฝืนเลย
คุณจะรู้สึกถึงออร่าแห่งการเป็นคนถือศีล
รู้สึกผ่องแผ้วน้อย ผ่องแผ้วมาก ผ่องแผ้วบริบูรณ์
มั่นใจอยู่ในปัจจุบันได้โดยไม่ต้องถามใครว่า
ความสุขจากการถือศีลนั้น แสนดีขนาดไหน!

ว่าจะทำแล้วไม่ทำ

12006211_946475625409596_1765861161927805251_n

ลงมือเลยเดี๋ยวนี้
กับขอผัดไปก่อน
เคยสังเกตไหมว่า
ผลที่เกิดขึ้นทางใจ
ต่างกันขนาดไหน?

มีเรื่องอยู่สองประเภท
ที่คุณชอบผัดวันประกันพรุ่ง
ประเภทแรก คือเรื่องเล็กน้อย
เช่น ว่าจะจัดข้าวจัดของให้เรียบร้อย
ว่าจะออกไปตรวจฟันซะหน่อย
ว่าจะซื้อขนมไปฝากพ่อแม่เสียที

ว่าจะ ว่าจะ แล้วไม่ทำ!

อีกประเภทหนึ่ง คือเรื่องใหญ่มาก
เช่น น่าจะตัดสินใจว่าเอาไงดีกับชีวิต
น่าจะคิดสะสางงานให้คืบหน้า
น่าจะไปออกกำลังเสียก่อนสายเกิน

น่าจะ น่าจะ แต่ไม่ทำ!

ไม่ต้องไปสนผลข้างนอก
เอากันที่ผลข้างใน
รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิต?

นิสัยผัดวันประกันพรุ่ง
อ้างโน่นอ้างนี่
หรือไม่อ้างเลย ขี้เกียจเสียเฉยๆ
ปล่อยเลยตามเลย
ทำเป็นไม่คิดอะไรมาก
ปลงง่ายๆว่า ไม่ต้องเหนื่อยเดี๋ยวนี้
ไว้ให้พรุ่งนี้มันจัดการของมันเอง
เมื่อสะสมนิสัยได้ที่
จะกลายเป็นอารมณ์เหม่อกับชีวิตทั้งชีวิต!

พวกที่เหม่อกับชีวิตทั้งชีวิต
อาจทำเรื่องปกติ กลางๆได้
ประเภท แปรงฟัน ออกไปเดินเล่น
พูดคุยธุระนิดหน่อย จะทำโน่น จะทำนี่
หรือลงมือทำธุระที่เคยชิน
ไม่ต้องฝืนบังคับตัวเองมาก

แต่เรื่องเล็กน้อย ประเภท ว่าจะ ว่าจะ
กับเรื่องใหญ่มาก ประเภท น่าจะ น่าจะ
มักเคยชินที่จะเข้าโหมดหลบหนี
หาตัวเองไม่เจอ
ใจจริงที่จะคิดรับผิดชอบไม่รู้อยู่ไหน

ทางง่ายที่สุดที่จะพ้นจากความเป็นเช่นนั้น
คือเลิกผัดผ่อนกับตัวเองในเรื่องเล็กน้อยก่อน
ว่าจะ ว่าจะ เรื่องไหน
ลงมือทำเรื่องนั้นเดี๋ยวนี้เลย
เอากันง่ายๆแบบไม่ต้องตั้งท่า
ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
พอลงมือก็สังเกตผลทางใจไปด้วยว่า
มีความตื่นตัว รู้สึกถึงโฟกัสที่มีต่อชีวิต
แตกต่างจากอารมณ์เหม่อกับชีวิตขนาดไหน

หลังจากสร้างบารมี
เอาชนะอารมณ์เหม่อเล็กๆ
กำจัดเรื่องว่าจะทั้งปวงออกจากชีวิตได้
คุณจะรู้สึกถึงความเข้มแข็ง
และพละกำลังที่จะโฟกัสกับเรื่องใหญ่ขึ้น
จัดการสะสางกับเรื่องน่าจะได้ด้วย

ให้ความเปลี่ยนแปลงทางใจ
ขยายขอบเขตจากเล็กไปหาใหญ่
แล้วคุณจะกลายเป็นอีกคน
ที่ไม่รู้สึกว่าชีวิตสูญเปล่า!

ทำดีทำไมไม่ได้ดี? ทำชั่วทำไมไม่ได้ชั่ว?

10599648_755824371141390_4270092607472254497_n-1

จะให้เชื่อเรื่องกรรมวิบากได้อย่างไร
ในเมื่อคนทำชั่วยังได้ดีอยู่เห็นๆ?

กรรมบางอย่าง เห็นผลในชาติที่ทำ
กรรมบางอย่าง เห็นผลในชาติถัดไป
กรรมบางอย่าง เห็นผลในชาติถัดๆจากนั้น

เพื่อให้เข้าใจ ต้องมองง่ายๆก่อนว่า
กรรมวิบากไม่ได้ทำงานชาติเดียว
ไม่ใช่เตะใครต้องโดนเตะกลับเดี๋ยวนั้น
แต่ทำงานเป็นระบบส่งถ่ายข้ามชาติ
สะสมบุญบาปไว้อย่างไร
ให้ผลชัดที่สุดตอนเกิดใหม่
แสดงครบทั้งรูปร่างหน้าตา ฐานะ สิ่งแวดล้อม

การเวียนว่ายตายเกิด
อาจเปรียบเหมือนการเดินทางข้ามห้วงน้ำใหญ่
แต่ละชาติเหมือนโรงต่อเรือ
ใครสะสมบุญได้มาก
ก็เหมือนสร้างเรือลำใหญ่ไว้รอท่า
ใครสะสมบุญไว้น้อย
ก็เหมือนสร้างเรือขนาดเล็กไว้คอยรับ

คนบางคนเคยบำเพ็ญบุญใหญ่อยู่ทั้งขีวิต
จึงเหมือนสร้างเรือเดินสมุทรขนาดมหึมา
เมื่อได้ลงเรือในชาติต่อไป
แม้หลงผิด คิดเอาค้อนปอนด์แห่งบาปทุบอยู่ร้อยปี
ก็ไม่มีวี่แววว่ามันจะจมลงได้ในวันไหน
ต้องใช้ลูกเหล็กแห่งบาปขนาดยักษ์
หรือฝังระเบิดซีโฟร์เซ็ตใหญ่ให้ตรงจุด ตรงเวลา
จึงอาจล่มเรือทั้งลำลงได้

แต่หากบำเพ็ญบุญมาน้อย
มีบุญเพียงแค่ให้ได้เกิดเป็นมนุษย์
แต่ไม่พอจะเป็นยานคุ้มภัย
เหมือนได้เพียงเรือไม้เล็กๆไว้พอพยุงตน
หากหลงผิด คิดเอาค้อนปอนด์ทุบแรงๆโป้งเดียว
ก็มีสิทธิ์ล่มจม ดำดิ่งลงน้ำลึกได้ทันตาเห็น

ผลแห่งกรรม ไม่ใช่เรื่องตื้น แต่เป็นของลึก
คนเราเห็นผลแห่งกรรมด้วยตาเปล่าได้แค่คร่าวๆ
จากรูปร่างหน้าตา ฐานะ ยศศักดิ์ อำนาจ บริวาร
แต่ผลแห่งกรรมปิดซ่อนไว้ ไม่ให้ตาเปล่าของใครๆเห็นว่า
ชะตาถูกกำหนดไว้อย่างไร
จะพลิกจากร้ายเป็นดี หรือดีเป็นร้ายเมื่อไหร่
น้ำหนักการให้ผลขนาดไหน มีอะไรมาทัดทานได้บ้าง
ท่านจึงว่า ผลแห่งกรรมเป็นเรื่องไม่ควรคิด
คือเป็นอจินไตย มีแต่วิสัยของผู้ทรงอภิญญา
จึงชั่งน้ำหนักคำนวณได้ว่า ด้วยกรรมใด
จึงนำมาเกิดเป็นเช่นนี้ ไม่ไปเกิดเป็นเช่นนั้น
และด้วยน้ำหนักบุญประมาณใด
ต้องทำบาปหนักขนาดไหน จึงล้มล้างกันได้

ประเด็นสำคัญคือ พุทธศาสนาอุบัติขึ้น
เพื่อยืนยันว่ากรรมมี คือ เจตนาอย่างไร กรรมก็อย่างนั้น
ผลแห่งกรรมมี คือ สะสมบุญบาปไว้อย่างไร
เมื่อถึงเวลาเผล็ดผล ก็ต้องเสวยผลอย่างนั้น
จะช้าหรือเร็ว สุดแท้แต่ธรรมชาติของระยะเผล็ดผล
ไม่มีใครบังคับสั่งตามใจอยากได้
ทั้งในแง่ให้ผลดีกับตน หรือในแง่ให้ผลร้ายกับใคร!