เจริญสติ

แค่ดีพอ ไม่ต้องดีพร้อม

15672583_1269437023113453_1610373484744940994_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ทำยังไงจะมีชีวิต
ที่ตัวเองรู้สึกว่าน่าสนใจจริงๆ
ไม่ใช่ดีแต่มีชีวิต
ไว้ให้คนอื่นจับตามอง ด้วยความสนใจเล่นๆ

ผู้คนจะลืมว่าคุณหล่อหรือสวยขนาดไหน
แต่จะจำว่า
คุณทำให้โลกนี้งดงามขึ้น หรือน่าเกลียดลง

เงินที่เปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้อย่างปุบปับ
มักจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้แย่ลงได้ในฉับพลัน

ถ้ายิ่งใหญ่ไม่พอจะทำให้ลูกเมียมีความสุข
แล้วจะมียศ มีตำแหน่ง มีเงินไปทำไม

อย่าภูมิใจว่าได้วิ่งนำหน้าใคร
ถ้ากำลังอยู่บนทางลงเหว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าความสุขในชีวิตคุณ
คือการวิ่งไล่กวดคนที่คุณอิจฉาได้ทัน
แนวโน้มคือคุณจะสุขเดี๋ยวเดียวตอนไล่ทัน
แต่ต้องหันมาเป็นทุกข์
ตอนอยู่กับตัวเองต่อยาวๆ

สิ่งที่น่าอิจฉา
น่าเอาให้ได้ที่สุด
ก็คือความปลอดโปร่งใจ
ไม่กระวนกระวายอยากโน่นอยากนี่
หาใช่ได้อะไรแล้ว อยากได้โน่นอยากได้นี่เพิ่มอีก
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องพะวง หวง ห่วง
หาใช่ได้อะไรแล้ว ต้องตามล้างหนี้ล้างสินไม่สิ้นสุด

คุณจะรู้ว่าความคิดเข้าที่เข้าทาง
เมื่อเลิกเสียเวลาวิ่งกวดคนน่าอิจฉา
แล้วหันมาสร้างทางเดินให้ตนเองวันต่อวัน
ด้วยการพอกพูนอะไรที่ดีอยู่แล้ว
ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ดีขึ้น
มากพอจะเห็นเป้าหมายเฉพาะตัว
หมกตัวกับงานและการคิดด้านดี
จนเกิดไอเดียที่แตกต่างเฉพาะตน
คุณจะเป็นสุขตั้งแต่เริ่มเดินเตาะแตะ
กับจะยิ่งสุขเมื่อไฟลุกจนต้องวิ่ง
และไม่ใช่วิ่งตามก้นใคร
แต่วิ่งตามใจตนเองไปสู่เป้าหมายข้างหน้า!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะเทียบเขาเทียบเรา
ให้เทียบกับคนที่ด้อยกว่า
และอย่าแค่คิด อย่าแค่นึกๆเอาว่า
ยังมีคนน่าเห็นใจกว่าเราเยอะ
ให้ลงไปช่วยพวกเขา
ให้ยื่นมือ ให้ออกแรงจนเหนื่อย เพื่อพวกเขา
หรือจนกว่าจะเห็นชีวิตพวกเขาดีขึ้นกับตา
เป็นที่ชื่นใจเองกับตัว

นั่นแหละ โรคเทียบเขาเทียบเรา
ถึงจะค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ตาสว่าง
เห็นชีวิตตัวเองดีพอจะช่วยคนอื่นได้อยู่แล้ว
ไม่นึกอยากแลกชีวิตกับคนน่าอิจฉาไหนๆ
เพราะไม่อยากได้ส่วนดีที่น่าอิจฉามาเป็นของตน
แล้วต้องทนกับส่วนที่เป็นทุกข์ในชีวิตแทนเขา!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าจะมีชีวิตเพื่อเอาความสุขใส่ตัว
แค่เป็นคนธรรมดาสักคนก็พอ
อย่าตะเกียกตะกายยิ่งใหญ่ให้มาก
แต่ถ้าอยากยิ่งใหญ่จริง
ก็ต้องคิดทำชีวิตคนอื่นให้เป็นสุขยิ่งกว่าเราให้ได้!

ความคิดในหัวของคนดีนาทีเดียว
อาจกระเพื่อมออกไป
เป็นความเจริญของโลกได้นานนับศตวรรษ!

คนพาลรู้สึกฉลาดเมื่อว่าคนอื่นโง่

marked-122116

เมื่อเจริญสติ
กระทั่งสติเริ่มชนะอารมณ์พาลได้
ผู้เจริญสติจะเห็นความจริงประการหนึ่ง คือ
อารมณ์พาลเป็นของมืด
เป็นตัวพอกพูนโมหะ
ห่อหุ้มจิตให้หลงผิดคิดพลาดกันได้แบบตื้นๆ
ประเภทอยากด่า
ตั้งข้อหาว่าเขาโง่ โดยไม่ต้องมีคำอธิบายกำกับ
หรืออยากเกรี้ยวกราดโดยไม่ต้องสมเหตุสมผล
ซึ่งแบบนั้น ถ้าขุดหาเหตุผลกันจริงๆ
ก็จะพบว่าไม่ใช่เหตุผลทางความคิด
แต่เป็นเหตุผลทางอารมณ์
คือแค่อยากอวดฤทธิ์ อวดอำนาจ ง่ายๆแค่นั้น

หากเคยมีประสบการณ์
ร่วมขบวนการแบ่งพรรคแบ่งพวกด่าทอกัน
คุณจะเข้าใจข้อเท็จจริงทางอารมณ์ชนิดนี้ได้ดี
พอแบ่งข้าง ก็ต้องเข้าข้างกัน
ข้างตัวเองผิดต้องทำเป็นหรี่ตาลง
แต่อีกข้างยังไม่ทันผิด ก็เปิดตาเสียกว้าง
ต่อให้ถูก ก็ต้องแกล้งโยงนั่นโยงนี่
บิดเบือนให้กลายเป็นผิดจนได้

เราทุกคนต่างสุ่มเสี่ยงที่จะไปยืนตรงจุดหนึ่ง
ที่เป็นต้นทางของความเป็นพาล
ไม่ว่าจะด้วยความแบ่งเขาแบ่งเราระดับบ้าน
ระดับออฟฟิศ ระดับอุดมการณ์ทางการเมือง
หรือแม้กระทั่งระดับศรัทธาทางศาสนา

เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเอง
ต้องหลงไปเดินบนเส้นทางคนพาล
ก็เพียงตกลงกับตนเองไว้ว่า
เราจะไม่ไหลตามน้ำ เช่น
พรรคพวกตัวเองผิด ต้องไม่แกล้งพูดว่าถูก
พรรคพวกอีกฝ่ายถูก ต้องไม่แกล้งพูดว่าผิด
พอถูกว่าตามถูก ผิดว่าตามผิด
จิตก็ไม่บิดเบี้ยวแบบพาลแล้ว

อีกประการหนึ่ง
เมื่อขัดแย้งกันด้วยมุมมอง
คุณต้องรู้ว่ามุมมองที่ต่างกันไม่ใช่ความโง่
การด่าสั้นๆว่าอีกฝ่ายโง่ต่างหาก
ที่ทำให้จิตตัวเองมืดลง
ขังจิตตัวเองไว้กับกล่องแคบๆได้
เห็นได้ง่ายๆจากความปักใจยึดมั่นเหนียวแน่น
เชื่อว่าเขาโง่แน่ๆ อยากด่าว่าเขาโง่
แต่ไม่อยากให้เหตุผลว่าเขาโง่อย่างไร
โง่ เพราะเชื่อต่างกับเราที่ฉลาด
โง่ เพราะไม่รู้จักยอมรับความจริง
หรือว่าโง่ เพราะพูดตรงกับความจริงที่เราไม่อยากรับ

วิธีง่ายๆที่จะหลุดจากกล่องมืดๆที่คับแคบได้
คือ ลองขุดให้พบสิ่งที่อีกฝ่ายรู้
ลองสมมุติให้ตัวเองยืนข้างเดียวกับอีกฝ่าย
ต้องเข้าข้างกัน ต้องพูดแก้ต่างให้กัน
ลองหาคำอธิบายให้ได้สักสองสามข้อว่าทำไม
อีกฝ่ายถึงเชื่ออย่างนั้น คิดอย่างนั้น ยึดอย่างนั้น

สำรวจไปสำรวจมา
คุณจะพบว่าใจที่รู้เหตุ รู้ผล
มักไม่ผลิตคำสั้นๆที่ตื้นเขินออกมาด่ากัน
แต่จะมีความกรุณา มีแก่ใจผลิตคำอธิบายดีๆ
เห็นใครเข้าใจผิด ก็คิดเปลี่ยนให้เป็นถูก
ไม่ใช่คิดด่าให้เจ็บใจ
หรือเมื่อเห็นใครเข้าใจถูกแบบของเขา
แม้ไม่ถูกใจเรา ก็เย็นพอที่จะคุยกันว่า
เขาเห็นอย่างไร เราเห็นอย่างไร
กับทั้งมีทางเจอกัน
จุดที่เห็นเหมือนกันได้อย่างไร
นั่นแหละ! ความฉลาดทางการคิดที่แท้จริง
และนั่นแหละ ความฉลาดทางจิตที่เพิ่มขึ้น
จากการเอาชนะโมหะในตนเองได้!

ปล่อยวางหรือสร้างภาพ?

marked-121416

หลายคนอ่านธรรมะของครูบาอาจารย์
แล้วจำข้อสรุปสั้นๆได้ขึ้นใจข้อเดียว คือปล่อยวาง!’
ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้น พอเจอเรื่องหนักอก
ก็จะนึกถึงอาการที่ใจเคยปลดภาระ
หรือปลงตกกับปัญหาหนักอึ้งบางอย่างได้มาก่อน
แล้วพยายามเลียนแบบอาการนั้น

พูดง่ายๆ คือ พยายามเลียนแบบความเบาใจ
หรือความโล่งอกในอดีต
พอรู้สึกเบาลงได้นิดหนึ่ง
ก็สรุปว่าตนเองปล่อยวางแล้ว
ทำตามหลักการปฏิบัติธรรมขั้นสูงในพุทธศาสนาแล้ว

ที่จะปล่อยวางในแบบวางได้จริงนั้น
ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการนึกเอา
ไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการแกล้งทำใจปลงตก
และไม่อาจเป็นไปได้ด้วยการสอนตัวเองด้วยเหตุผล
เพราะเหล่านั้น ยังเป็นเพียงการทำงานของสมอง
สมองปล่อยไป แต่ใจยึดอยู่ มันก็ไม่จบ
สำรวจใจตัวเองได้ รู้สึกด้วยใจตัวเองได้

ขอให้สังเกตจากของจริงในตน
สมองคนเรา ฉลาดคิดได้ชั่วคราว
เมื่อใดจัดระบบความคิดให้เป็นระบบได้
ก็รู้สึกดี รู้สึกเหมือนเข้าใจ รู้สึกเหมือนเข้าเป้าแล้ว
แต่เมื่อใดสมองเข้าโหมดคิดสุ่ม
ดึงเรื่องไม่ดีเก่าๆมาเข้าหัวให้สับสนอีก
ก็กลับไปกลับมา เปลี่ยนเป็นรู้สึกแย่
รู้สึกเหมือนไม่เข้าใจอะไรเลย
รู้สึกเหมือนย่ำอยู่กับที่ ไม่เคยออกจากจุดเริ่มต้นสักที

ในทางพุทธ เมื่อกล่าวถึงการเจริญสติ
พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าเป็นการฝึกจิต
ข้ามพ้นจากการฝึกสมอง
กล่าวคือ เมื่อใดสามารถดัดจิตให้ตรงด้วยศีลและสมาธิ
ก็จะสามารถใช้จิตที่ตรงแล้วนั้น
ไปรู้ความจริงทางกายใจที่กำลังปรากฏอย่างต่อเนื่อง
ลมหายใจเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
สุขทุกข์เปลี่ยนไปเรื่อยๆในแต่ละลมหายใจ
สภาพจิตเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามอาการสุขทุกข์
ความนึกคิดปรุงแต่งเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามสภาพจิต
เรรวนบ้าง มั่นคงบ้าง สลับๆกันไป
ไม่เห็นอันไหนน่ายึดเป็นตัวเป็นตนสักอย่าง
นั่นแหละ! อาการปล่อยวาง เลิกยึดมั่นถือมั่น
จึงเกิดขึ้นจริง ไม่แอบหนัก ไม่แอบเก็บกด

กล่าวโดยย่นย่อ
ถ้านึกถึงความเบาชั่วอึดใจเดียว
แบบนั้นคือสมองคิดแกล้งปล่อยวางชั่วคราว
แต่ถ้าระลึกถึงความไม่เที่ยงในกายใจไปเรื่อยๆ
แบบนั้นจิตจะค่อยๆสว่าง ค่อยๆฉลาด
สะสมอาการรู้จริงทีละครั้ง ทีละหน
จนถึงจุดหนึ่งที่ปล่อยวางจริงได้ถาวร!

๒๐ ข้อสรุปที่บอกว่าเจริญสติถูก

marked-120716

1. ไม่มีคำว่า อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ
2. ลมหายใจไม่เคยหยุด และต่างไปเรื่อยๆ
3. มีกายเป็นหุ่นให้รู้สึกว่า เหมือนท่อนไม้กลวง
4. รู้ตัวว่าทุกข์สุขเพราะคิดไปเอง มากกว่าทุกข์สุขเพราะผู้คน
5. เบื่อได้แวบเดียว แล้วเห็นความเบื่อจางหาย
6. ฟุ้งซ่านสับสนได้ แต่ง่ายจะกลับเข้าที่
7. โลภแล้วเห็นเป็นเงามืดครอบจิต
8. โกรธแล้วเห็นเป็นความร้อนพลุ่งพล่านในอก ในหัว
9. หลงสำคัญตัวผิดแล้วเห็นเป็นม่านบังใจ ทึบบ้าง บางบ้าง
10. โลภ โกรธ หลง เหมือนผี ดูดีๆ รู้เฉยๆ จะหายไป
11. เห็นโลภ โกรธ หลงหาย จะค้นพบจิตที่สว่าง
12. เห็นกายเคลื่อนไหวแล้วรู้ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
13. เมื่อจิตรู้อะไรอย่างเดียว โลกทั้งใบจะกลายเป็นสิ่งเรียบง่าย
14. จิตใหญ่จะเห็นกายเล็ก ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกายเป็นเรื่องเล็ก
15. จิตเล็กจะเห็นกายใหญ่ ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับกายเป็นเรื่องใหญ่
16. มีจิตเป็นเครื่องหมายเหมือนฟองสบู่ ให้ดูว่าแตกไปเรื่อยๆ
17. ดวงจิตที่เล็ก ที่มืด ไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องแคร์
18. ดวงจิตที่ใหญ่ ที่สว่าง ไม่ใช่ตัวตน ไม่ต้องหวง
19. วิชาตัวเบามีจริง ลอยตัวข้ามห้วงทุกข์กันง่ายๆ
20. แก่ลงอย่างฉลาดขึ้น

คำในหัวช่วยได้

marked-113016

ปกติเวลาเราจมทุกข์
ใจจะฟุ้งซ่านถึงเรื่องราวต่างๆ
โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอึดอัดคัดแน่นอย่างไร
นั่นเพราะความคิดของเรา
กระจายออกเป็นคำต่างๆนานาตามท้องเรื่อง

แต่เมื่อใดเรากลับมาระลึกถึงความรู้สึกที่แท้จริง
เช่น ขณะนั้นเศร้ามากหรือสงสารตัวเอง
อาการทั้งหมดที่กำลังปรากฏ
จะถูกมองเป็นภาพภาพหนึ่ง
และจิตจะมีทิศทางชัดเจนว่า
จะดูอาการตามภาพที่นึกออกนั้นๆ

จากนั้น จะอึดอัดคัดแน่นแค่ไหน
จะหนักขึ้นหรือเบาบางลงเพียงใด
ก็จะอ่านออกบอกถูก

พูดง่ายๆ
กระซิบบอกตัวเองทีเดียวเงียบๆในใจ
ให้รู้ว่าจะดูอะไร เท่านั้นแหละ
สติก็จะเจริญขึ้น
เห็นสภาพกายสภาพใจที่กำลังปรากฏอย่างชัดเจน
รู้ว่ามันยังอยู่ หรือรู้ว่ามันหายไปแล้ว
นั่นแหละ! สติรู้ความไม่เที่ยงทางใจ
รู้สิ่งใดไม่เที่ยงได้ ก็เลิกยึด เลิกจมอยู่กับอาการนั้นได้!

เพื่อนแท้นอกตัว vs เพื่อนแท้ในตัว

15192677_1236960099694479_5581138419784460650_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

อย่าจำวิธีพิสูจน์เพื่อนแท้
ด้วยการมองว่าใครมาอยู่กับคุณในเวลาลำบาก
เพราะจู่ๆจะไม่พบเพื่อนแท้แบบนั้น
ถ้าคุณไม่สำคัญกับเขามากพอ
หรือไม่เคยเข้าไปช่วยในเวลาที่เขาต้องการเลย

ที่แย่คือ วันไหนคุณทำให้เขาเจ็บใจเกินทน
เขาอาจเปลี่ยนเป็นศัตรูที่ร้ายกับคุณได้ยิ่งกว่าใคร

ให้จำว่าเพื่อนแท้
คือคนที่เตือนแล้วคุณยอมฟัง ก่อนทำผิดคิดพลาด
คือคนที่ชวนคุณเดินไปข้างหน้าหรือขึ้นสูง
ไม่ใช่ถอยหลังหรือจมลง
คือคนที่พาคุณคิดเรื่องดีๆของตัวเอง
ไม่ใช่พาคุณคุยเรื่องเสียๆของชาวบ้าน
คือคนที่จุดประกายความคิดพึ่งพาตนเองให้คุณ
ไม่ใช่สร้างความเคยชินในการจ้องจะพึ่งพาแต่คนอื่น

ที่สำคัญคือ เขาชี้ทางออกจากทุกข์ให้คุณได้
หรืออย่างน้อยหอบหิ้วกันและกันไปบนเส้นทางพ้นทุกข์ได้

เพื่อนแท้นอกตัว ทางพุทธเรียกว่ากัลยาณมิตร
ส่วนเพื่อนแท้ในตัว ทางพุทธเรียกว่าสติ

อายุมากแต่ไม่รู้สึกแก่

marked-112516

ลองนึกถึงคุณตาคุณยายอายุ ๗๐ ที่คุณรู้จัก
คุณนึกถึงอะไร ไม้ใกล้ฝั่ง ความงุ่มง่ามเงอะงะ
เสียงบ่นกระปอดกระแปดไม่หยุด
ภาระของลูกหลาน หรือบ้านพักคนชรา?

ถ้าคิดถึงอะไรแบบนั้น
แนวโน้มคือ วันหนึ่งคุณจะเป็นแบบนั้น!

จิตของคนเรามักถูกหลอกด้วยความรู้สึกทางกาย
เมื่อใดร่างกายแสดงความปวดเมื่อย เชื่องเช้า
เมื่อนั้นจิตจะถูกปรุงแต่ง
ให้เกิดมโนภาพคนแก่ขึ้นมาทันที
และเมื่อถูกมโนภาพคนแก่ครอบงำมากๆเข้า
คุณจะไม่อยากคิดอะไร ขี้เกียจขยับมือไม้
แล้วก็เดินช้าลง ทำอะไรช้าลงอย่างเป็นไปเอง
กับทั้งนึกว่า นั่นเป็นธรรมดาของสังขาร

จริงๆแล้ว มีแบบอย่างคนอายุมากระดับโลกอยู่เยอะ
ที่หัวยังแล่น ปากยังพูดเร็วและคมชัดกว่าหนุ่มคนสาว
อย่างเช่นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา
ไม่ค่อยมีคนตั้งข้อสังเกตกันนักว่า
นอกจากวัดกึ๋น ยังวัดแก่ ประชันความสูงวัยอีกต่างหาก
เพราะไม่เคยมีครั้งใดในประวัติศาสตร์
ที่เหล่าตัวเต็งอายุมากพร้อมๆกันขนาดนี้มาก่อน
อ่อนสุด ฮิลลารี่ คลินตัน ก็ ๖๙
กลางมา โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ ๗๐
แก่สุด เบอร์นี แซนเดอร์ ก็ ๗๕!

ตอนเห็นเบอร์นี แซนเดอร์ครั้งแรก
คนมักเบ้หน้า แอบนึกในใจ หรือพูดออกปากว่า
ตาแก่นี่มาจากไหน ทำไมกล้าลงสมัคร
ต่อเมื่อฟังวิสัยทัศน์ของเขาสักสองสามนาที
ความรู้สึก ความเชื่อ และมุมมองเกี่ยวกับคนอายุมาก
อาจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ชนิดที่กลับมาเห็นอะไรแบบเดิมๆไม่ได้อีก

ตัวเต็งที่ฉายประกายเจิดจ้าทั้ง คน
พูดได้เร็ว กระจ่างชัด เข้าเป้า เข้าใจง่าย
และเฉียบคมกว่าความคิดของคนส่วนใหญ่
อีกทั้งมีสติพูดเข้าเป้าได้ต่อเนื่องเป็นชั่วโมงๆ
ฉะนั้น จึงเป็นหลักฐานอันเป็นรูปธรรมต่อใจคนฟังว่า
ตัวเต็งเหล่านี้ ยังคิดได้ดี ยังทำงานหนักได้อีกนาน
สรุปง่ายๆ คือยังไม่แก่

หากฟังคนอายุมากแสดงวิสัยทัศน์ด้วยสมองหลักแหลม
แล้วคุณพยายามคิดตาม คล้อยตาม ตลอดจนชื่นชม
ก็จะเกิดความปรุงแต่งทางจิตขึ้นมาอย่างหนึ่ง
นึกถึงเขาและเธอเหล่านั้นแล้วเกิดมโนภาพหนุ่มสาวขึ้นมา
ลบภาพผิวเหี่ยวย่นและสภาพหลังค่อมที่เห็นด้วยตาเปล่าลงได้

ความรู้สึกและความจดจำของคนอื่น
เห็นเป็นคนอายุมากที่ไม่แก่อย่างไร
ความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองของเขาและเธอเหล่านั้น
ยิ่งทรงพลังเกินวัยไปไกลกว่านั้นมาก

การเลือกตั้งประธานาธิบดีอาจชี้ให้เห็นว่า
การทำงาน หรือการครองอำนาจระดับโลก
เป็นเป้าล่อให้จิตอยากทำงานใหญ่ไม่หยุด
ไม่มีคำว่าเกษียณอยู่ในใจ
ที่ผ่านมา โรนัลด์ เรแกน ก็เป็นประธานาธิบดีตอนอายุ ๖๙
แม้ โดนัลด์ ทรัมป์ จะแก่ชนะ
สาระสำคัญคัญคือคนพวกนี้ชนะความแก่กันได้หมด

แน่นอนว่า การดูแลร่างกาย การบริหารร่างกาย
ทำให้พวกเขาและเธอยังฟิต
แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ ความคิดที่โลดแล่น

ความคิดเป็นสิ่งติดตัว
เกิดขึ้นให้รู้สึกด้วยใจตลอดเวลา
ถ้าความคิดโลดแล่นปราดเปรียว
ก็ยังเหมือนเป็นหนุ่มเป็นสาวที่กระฉับกระเฉง
บางคนคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่ได้ตลอดเวลา
ก็กลับจะมีชีวิตชีวาเสียยิ่งกว่าบางช่วงในวัยเยาว์
ที่คิดช้า เฉื่อยชา แม้ยังร่างกายเต่งตึงดีเสียอีก

สรุปคือ ถ้าไม่อยากรู้สึกแก่
อย่าคิดถึงวันเกษียณ
ให้คิดถึงงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ใช้ความรู้และประสบการณ์ในชีวิต
ต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่
ให้เกิดประโยชน์กับโลกมากขึ้นทุกวัน
แล้วหัวใจจะพองโต สมองจะแล่นลิ่ว
กระตุ้นให้อวัยวะส่วนอื่นๆทำงานต่อ
ไม่เข้าสู่สภาพใกล้หยุดนิ่งแบบคนแก่!

ทุกข์เองเกิดจากการคิดไปเอง

marked-112316

ความคิดสงสารตัวเอง
ใกล้กันมากกับการสร้างภาพร้ายๆขึ้นมาเอง
บดบังภาพดีๆที่มีอยู่จริง
หรือกีดกันภาพดีๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้จริง

ความคิดสงสารตัวเอง
มักเกิดขึ้นในคนที่ชอบร้องขอให้ชะตาเปลี่ยน
โดยไม่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด

ความคิดสงสารตัวเอง
จะลากจูงความทุกข์ทั้งโลกมาทับถม
ยิ่งคิดเอง ยิ่งทุกข์เอง

สงสารตัวเอง เป็นทุกข์เอง
แล้วเรียกร้องให้คนรอบตัว
พลอยสงสารด้วย เป็นทุกข์ไปด้วย
เป็นไปได้ยาก มีสิทธิ์เหนื่อยเปล่า
นั่นเพราะคนอื่นก็มีเรื่อง
ให้ต้องเห็นใจตัวเองกันถ้วนหน้าอยู่แล้ว
โอกาสจะเจียดเวลามาคิดเห็นใจคนอื่น
จึงมีอยู่น้อย หรืออาจไม่มีเลย

ถ้าให้เลือก
คนทั้งโลกจะเลือกนั่งในใจคนมีความสุข
เพื่อให้ตนเองพลอยได้สุข พลอยได้ปลื้มตาม
ไม่มีใครอยากยอมเสียเวลามานั่งในใจคนอมทุกข์
เพื่อเพิ่มทุกข์ที่มีอยู่แล้ว ให้จมหนักลงไปอีก

ฉะนั้น จะเหนื่อยน้อยกว่าไหม
หากหาทางเปลี่ยนวิธีคิดของตนเอง
ให้เลิกสงสารตัวเอง
จนเลิกเป็นทุกข์ได้เอง

หลายคน แกล้งมองคนที่ด้อยกว่า
และแกล้งคิดว่ายังมีคนอื่นน่าสงสารกว่า
เลยเลิกสงสารตัวเองได้ครู่หนึ่ง
แต่เดี๋ยวเดียวก็ลืม
เพราะไม่อาจฝืนนึกถึงคนด้อยกว่าได้ตลอดเวลา
ขณะที่หลุมดำกลางอก
ดึงดูดให้กลับมานึกถึงภาพร้ายๆของตน
ที่จริงบ้าง สร้างขึ้นเองบ้าง ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง

บางคน จับตามองคนที่ด้อยกว่า
และคิดจริงจังว่าจะช่วยพวกเขาอย่างไร
กับทั้งลงมือต่อเนื่องที่จะช่วยเขาเหล่านั้น
ทั้งแบบออกแรงกาย และแบบออกแรงคิด
จึงเลิกสงสารตัวเองได้ยืดยาว แล้วก็ไม่ลืม
เพราะเกิดหลุมขาวขึ้นกลางใจ
ผลักดันความคิดให้พุ่งไปในทางเยียวยาคนอื่น
กับทั้งสุขสมอภิรมย์กับภาพดีๆ
ที่เกิดขึ้นจริงๆเพิ่มขึ้นทุกวัน

น้อยคน เลิกมองคนที่เหนือกว่าและด้อยกว่า
หันมารู้จริงๆว่า ทั้งเหนือกว่าและด้อยกว่า
ล้วนเป็นเพียงความรู้สึกลวงใจ
เกิดขึ้นให้รู้สึกครู่หนึ่งแล้วผ่านหาย
เห็นถนัดว่า สงสารตัวเองคือทุกข์ทางใจครู่หนึ่ง
เลิกสงสารตัวเองคือสุขทางใจครู่หนึ่ง
แต่เดี๋ยวก็แวะเวียนวกวนกลับมา
สงสารอีก เลิกสงสารอีก สงสารอีก เลิกสงสารอีก
มืดบ้าง สว่างบ้าง ดูได้บ้าง ดูไม่ได้บ้าง
พยายามมีสติชั่วคราว กระทั่งเกิดสติยั่งยืน
ไม่ปล่อยให้ความรู้สึกวูบวาบไหนๆ
ก่อภาพตัวตนให้คิดไปเองว่า
ภาพร้ายๆนี้คือเรา น่าสงสารจัง
ภาพดีๆนั้นคือฝัน ไม่มีทางเกิดขึ้นจริงเลย
เหลือแต่สติบริสุทธิ์ กับจิตใสใจเบา
ที่รู้แจ้งยิ่งขึ้นเรื่อยๆว่า
แม้ชะตาที่น่าสงสารจะมีจริง
ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์
หากไม่มีความคิดสงสารตัวเอง
ให้ต้องเป็นทุกข์เกินจริง!

รุ้สึกเหมือนไม่มีอะไรดีสักอย่าง

15069008_1230116260378863_173791020626487549_o

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

แต่ละเช้า คลื่นสมองของคนเราไม่เท่ากัน
ทำให้หงุดหงิดหรือสดชื่นต่างกัน
ขึ้นอยู่กับว่าการหลับนอนในชั่วเวลาข้ามคืนที่ผ่านมา
เกิดการปรุงแต่งจิต ให้ฟุ้งมากฟุ้งน้อย ขาดระเบียบเพียงใด

ไม่ตั้งเป้า
ว่าวันนี้จะทำอะไร
เท่ากับตั้งเป้า
ว่าวันนี้จะฟุ้งซ่าน!

คนส่วนใหญ่เล่นเกมชีวิตแบบทอดลูกเต๋าส่งเดช
รอให้แต่ละเช้าบอกว่า
วันนี้บังเอิญอารมณ์ดีหรือไม่ดี
วันนี้สุ่มหาอะไรทำดี
วันนี้รอดูว่าจะเกิดอะไรดีๆกับชีวิตบ้างไหม

การตื่นเช้าแบบไม่มีเป้าหมายไว้ล่วงหน้า
มีผลให้คุณลืมตามาใช้ชีวิตแบบนักพนันทางอารมณ์
ไม่รู้จะได้หรือเสีย เพราะเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่า
วันไหนอยากยิ้มหรืออยากอาละวาด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แล้วทีนี้ออกจากบ้าน
เรามีความเคยชินในการเดินทาง
จากบ้านไปที่ทำงานอย่างไร?

คนส่วนใหญ่จะคิดเรื่องเลื่อนลอยไปเรื่อย
เริ่มต้นขึ้นมามักจะเป็นว่ารถติดจัง
เมื่อไหร่จะถึงที่ทำงานสักที
เหมือนกับออกมาต้องอยู่ในนรกบนถนนทุกวัน
มันด้านชาไปซะแล้ว
ก็กลายเป็นความรู้สึกเหมือนกับจิตใจมันวนอยู่
กับความฟุ้งซ่านเบื่อหน่าย
แล้วก็พร้อมที่จะเตลิดไปไหนก็ได้ ที่มันไม่ใช่อยู่ในรถ

ส่วนใหญ่ถ้าหากว่าสายตาไม่มีที่หมาย จิตใจไม่มีทิศทาง
มันก็ไปถึงสวรรค์ถึงวิมานนั่นแหละ
ที่เขาเรียกว่าวิมานในอากาศ
เราก็สร้างไปเรื่อย สิ่งที่ชอบใจ
สิ่งที่สามารถจะพาเราหนีออกไปจากความเบื่อหน่าย
ในชั่วขณะการเดินทางได้ เราเอาหมด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ขอให้คำนึงนะ อย่างเช่นที่คนปลีกวิเวก
พักงานแล้วก็ไปสู่สถานที่ปฏิบัติธรรม
ก็มักจะพูดตรงกันว่า โอ้โห! พอไม่ได้อยู่ในเมือง
พอห่างออกมาจากความวุ่นวาย
หรือว่าหน้าที่การงานซึ่งเป็นภารกิจหลักแล้ว
จะรู้สึกว่าภาวนาง่ายมาก สมาธิตั้งมั่นได้ง่าย
หรือว่ามันมีความรู้สึกชุ่มฉ่ำ
ไม่เหมือนกับตอนอยู่ในเมืองเลย
อันนั้นเป็นเพราะอะไร?

เพราะตื่นเช้าขึ้นมามันมีจุดหมาย
มันมีความรู้สึกผูกพันเป็นภาระว่า
เรามาอยู่ที่นี่ เราจะต้องทำตัวดีๆ ต้องทำตัวขยัน
ต้องสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ เดินจงกรม

ใจมันมีเครื่องตั้ง ใจมันมีที่หมาย !
ใจมันมีความสว่างเป็นเครื่องผูกจิตอยู่!

แม้กระทั่งการกินการอยู่การอะไรต่างๆ
ใจเราก็ไม่สะเปะสะปะ มีทิศทางชัดเจนไปหมด
นั่นแหละคือเหตุปฐมเหตุของความตั้งมั่นทางใจ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากทุกเช้า คุณสามารถ
..ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย
..แล้วสวดมนต์ หรือทำสมาธิ
ได้ต่อเนื่องสองเดือนขึ้นไป
ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน!

เพราะไม่ว่าการหลับและความฝัน
จะปรุงแต่งจิตให้ฟุ้งหรือสงบ
ความเคลื่อนไหวทางกาย และ การออกกำลังทางจิต
จะก่อให้เกิดความแตกต่างในทางดีขึ้นเสมอ
ถ้าดีอยู่แล้ว ก็จะดีขึ้นไปอีก
หรือถ้าแย่อยู่ก่อน ก็จะโปร่งโล่งกว่าเดิมเป็นอย่างน้อย

แม้คุณจะไม่ได้เป็นคนมีเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต
แต่วิธีคิดในแต่ละเช้าก็จะไม่กระเด็นกระดอนเหมือนลูกเต๋า
เพราะมีเป้าหมายเล็กๆที่ต้องทำให้สำเร็จแน่นอน
คือ ขยับแข้งขยับขา
ใช้พลังงานไปเพื่อก่อให้เกิดกำลังกายกำลังใจ

ถ้าถามว่าจะทำอย่างไรดีที่จะทำให้หนึ่งสัปดาห์
มีความตั้งมั่นของจิตบ่อยขึ้นกว่านี้?
ก็ต้องบอกตัวเองครับว่า
ตื่นเช้าขึ้นมาเอาเลย
ต้องมีเหตุปัจจัยของความตั้งมั่น
ต้องมีเหตุปัจจัยของความรู้สึกดีๆ
ความรู้สึกที่สงบ
ไม่ใช่ความรู้สึกที่มันพร้อมจะกระจัดกระจาย
ออกไปหาอะไรก็ไม่ทราบ

ได้อย่างใจแล้วได้อะไร?

marked-111616

ชีวิตทั้งชีวิต
คือเส้นเวลาเส้นหนึ่ง
เส้นเวลาแห่งการได้มาและเสียไป
ทุกจุดของเส้นเวลาเต็มไปด้วยรอยบาก
ได้ที่สุดในชีวิตคือได้ใจ
เสียที่สุดในชีวิตคือเสียใจ
ไม่มีอะไรเกินนี้

ผู้คน ข้าวของ และความทรงจำ
ต่างทยอยเลือนหาย
ท้ายๆเมื่อใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของเส้นเวลา
ก็ยิ่งเด่นชัดว่าชีวิตทั้งชีวิตไม่ได้อะไรเลย
นอกจากบทสรุปรวบยอด คือ ใจใจหนึ่ง
ที่ดิ้นมาก หรือดิ้นน้อย
หรือหมดความดิ้นรนอย่างสิ้นเชิงแล้ว

จะยังดิ้นมากหรือดิ้นน้อย
ก็เกิดความรู้สึกลึกๆว่า
อย่างไรเดี๋ยวก็ต้องดิ้นต่อ
ต่อเมื่อหมดความดิ้นรนสิ้นเชิงแล้ว
จึงทราบกับใจตนว่า
อย่างนี้ดีแล้ว ไม่ต้องดิ้นอีก

ตราบเท่าที่ยังหลงเหลือกิเลส
ไม่มีวันไหนหรอกที่ไม่ดิ้น
เมื่อใดเจริญสติ
ก็คือได้สติ
เกิดสติทั้งตอนได้อย่างใจ
เกิดสติทั้งตอนไม่ได้อย่างใจ
สติที่เกิดขึ้นรู้เห็น
ทั้งใจที่ดิ้นและไม่ดิ้นนั้นเอง
คือหนทางเดียว
ที่จะช่วยให้ใจสว่างแจ้ง
ใจรู้ใจแจ่มชัด
รู้ตัวว่าไม่เที่ยง
รู้ตัวว่าไม่มีตนเองอยู่จริง
มีแต่ความเกิดดับของอาการดิ้นไม่ดิ้น
และเมื่อแจ่มจ้าถึงที่สุด
ใสเบาดุจฟองสบู่แบบบาง
กระทั่งโปร่งใสไร้ขอบเขตฟองสบู่
ก็ถึงความระงับอาการดิ้นเสียได้สิ้นเชิง!

คนเลวที่สุดคือคนที่ทำให้คุณเกลียดที่สุด

14980739_1223286951061794_3918196669186268172_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ทุกคนย่อมบอกว่ารักชีวิต
เห็นชีวิตตนเองมีค่ากว่าความเจ็บใจ
แต่ความเจ็บใจของตน
มักมีค่ากว่าชีวิตคนอื่นเสมอ

ความมืดดำอันเกิดจากความเกลียด
จะทำให้คุณพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา
ถ้าไม่ใช่คน ก็เป็นอารมณ์ร้ายของตัวเอง
อารมณ์ร้าย จะตามรบกวนคุณไม่ให้เป็นสุข
สู้ยาก ไล่ยาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
ความเกลียดเป็นอารมณ์มืดที่พร้อมจะครอบงำจิต
ความเกลียดเป็นมนต์สาปชนิดหนึ่งที่ขังคุณไว้กับ
บาปทางกาย วาจา ใจ

ตอนเกลียดใคร
แล้วรู้สึกว่าคิดอะไรดีๆไม่ออก
เห็นหน้า ได้ยินชื่อ หรือนึกถึง
แล้วเกิดอาการจุกอกแน่น
ในหัวเหมือนเกิดกำแพงหนา
หาความคิดดีๆไม่เจอ
นั่นแหละ! โอกาสแห่งความทุกข์
โอกาสแห่งการสร้างบาปเวร
โอกาสแห่งการเกิดใหม่ในที่ตกต่ำ
เพราะจิตที่ชุ่มด้วยความเกลียดย่อมมืดดำ
เหมาะกับอัตภาพอันดำมืด

แม้อ้างว่ามันผู้นั้นสมควรต้องถูกเกลียดจริงๆ
ยกเหตุผลความชั่วร้ายมาขนาดไหน
อย่างไรก็เท่ากับบอกว่า
ฉันสมควรมีประตูสู่อบายไว้บานหนึ่ง
หรือฉันจำเป็นต้องมีประตูนรกติดตัวอยู่นั่นเอง!

ผู้หวงความโกรธไว้ได้ชื่อว่าหวงทุกข์ไว้
วิธีแก้ คือ ให้เปลี่ยนคำเสียใหม่
บอกตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
พอใช้คำว่าทุกข์ก็จะยินดีให้มันลดลง
เพราะจิตไม่ชอบทุกข์ ไม่อยากหวงทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แต่ถ้าเอาไม่อยู่
ก็อย่าฝืนคิดอะไรดีๆต่อ
เพราะความคิดดีๆ สู้ความรู้สึกแย่ๆไม่ได้แน่แล้ว
ดังนั้น ปล่อยให้เกลียดไป
เพื่อจะได้มองความเกลียดในใจตัวเองชัดๆเสียที!

จิตไม่จำเป็นต้องดี จิตไม่ได้มีไว้เพื่อเอาดี
จิตเป็นเพียงธรรมชาติที่ถูกกระทบได้
เกิดความกระเพื่อมไหวได้ แล้วกลับสงบลงได้เอง

มืดอย่างไร ก็ยอมรับว่ามืดอย่างนั้น
สติรู้ความมืดพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

อัดอั้นอย่างไร ก็ยอมรับว่าอัดอั้นอย่างนั้น
สติรู้ความอัดอั้นพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

ร้อนอย่างไร ก็ยอมรับว่าร้อนอย่างนั้น
สติรู้ความร้อนพึงเกิดขึ้นเมื่อยอมรับจริง

ลมหายใจหนึ่ง ความเกลียดแรงแค่ไหน
ลมหายใจต่อมา ความเกลียดย่อมอ่อนกำลังลง
หรือทวีตัวขึ้นกว่านั้น
ไม่มีทางเท่าระดับเดิมไปทุกลมหายใจ

เมื่อรู้ทันและไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์เกลียด
ความเกลียดก็จะเหมือนไฟไหม้ฟาง
เข้มข้นวูบๆวาบๆแล้วแผ่วจางลงอย่างรวดเร็ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ระลึกไว้
ถ้าเกิดโทสะแล้วยอมรับตามจริงว่า
มันแรงขึ้นได้ก็อ่อนลงได้
จิตไม่ย้อมติดกับโทสะได้
ก็แปลว่าไม่ถูกครอบงำจากปีศาจไหนๆได้

รู้ความไม่เที่ยงของสิ่งใดเรื่อยๆ
ความหวงสิ่งนั้นย่อมลดลงเป็นธรรมดา
เช่นที่อาการหวงความเกลียดจะลดลงเรื่อยๆ
โดยไม่มีข้ออ้างผิดๆว่า
ยังไงก็ต้องเกลียดมันให้ได้อยู่ในใจอีกต่อไป
เพราะพบแล้วว่า
ความจำเป็นต้องเกลียดคือสิ่งที่คิดไปเอง
ความไม่จำเป็นต้องเกลียดนั่นแหละของจริง!

ถึงจุดหนึ่ง คุณจะนึกรังเกียจความเกลียดในใจตน
แทนการนึกอยากเล่นงานคนที่คุณเกลียด!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าอยากพูดด่าหรืออยากลงมือทำร้ายใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ห้ามไม่ใช่มีไว้ดู
แต่ถ้าแค่หงุดหงิดคิดไม่ดีกับใคร
ตอนนั้นความโกรธมีไว้ดูไม่ใช่มีไว้ห้าม

โกรธแล้วขาดสติ
แล่นตามความโกรธจะได้อกุศลจิต
โกรธแล้วเกิดสติ
รู้ว่าความโกรธไม่เที่ยงจะได้มหากุศลจิต

รู้จริงหรือคิดเอาเอง?

marked-110916

ในอารมณ์ยึดมั่น
คุณจะแยกไม่ออกว่า
ตัวเองรู้จริงหรือว่าคิดเอาเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้ารู้จริง เก่งกาจลึกล้ำเกินใครในบางสิ่ง
เกิดความเชื่อมั่นล้ำหน้าทุกคนบนโลก
ความเชื่อมั่นชนิดนั้น
มักเหนี่ยวนำให้สำคัญผิด
คิดว่าตัวเองรู้จริงไปหมดทุกเรื่อง
ทั้งที่คิดเองเออเอง เดาเองอยู่หลายเรื่องแท้ๆ

นักเจริญสติที่ปรารถนาความมีสติบริสุทธิ์
จะกล้าถามตัวเองขณะพลุ่งพล่านว่า
อารมณ์เชื่อมั่นรุนแรงขณะนี้
เป็นยอดตึกสูงที่มีรากฐานแข็งแรง
หรือเป็นพายุที่ก่อตัวขึ้นจากลมแล้งกันแน่
ชั่วขณะที่เกิดสติ
และรู้สึกถึงความเบาบางลงของอารมณ์
จะเกิดเหตุผลขึ้นแทนที่
แล้วมีภาพหนึ่งปรากฏ
คือ ภาพที่มาที่ไปอันเป็นหลักฐานความรู้จริง
หรือไม่ก็ภาพหน้าตาตัวตนอันเหลวไหล
ไม่รู้อะไรเลย แต่มีแรงดันให้อยากบอกโลกว่ารู้
อยากเอาชนะ อยากให้คนอื่นยอมรับ
อยากแสดงแต่ตัวตนดิบๆด้านๆนั้นให้ปรากฏเด่น

จะเกิดสติในทางใด
เห็นว่าตัวเองรู้จริง
หรือเห็นมีแต่อัตตานึกว่ารู้ก็ตาม
สติที่เกิดขึ้น จะช่วยให้ความยึดมั่นเบาบางลง
ถ้ารู้จริง สติจะช่วยให้อยากใช้ความรู้เป็นประโยชน์
ไม่อยากใช้ความรู้เข่นฆ่าใคร หรือทำให้ใครเจ็บ
แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย
สติก็จะได้ช่วยกระชากผียักษ์ผีอัตตาออกจากร่าง
เหลือแต่ความว่างเปล่า
กับความรู้สึกว่าคนเราก็เท่านี้ มีแต่กายกลวงๆ
วันหนึ่งก็เป็นท่อนฟืน เป็นเชื้อไฟบนเชิงตะกอน
ไม่น่าปล่อยให้ใจกลวงตาม
หลอกตัวเองเพื่อเอาชนะคนอื่น
เป็นฟืนเป็นไฟแห่งอัตตา
เผาตัวเอง เผาคนอื่นในวันนี้!

ป่วยทางจิตกันทั้งนั้น

14938113_1215615115162311_5073522076410792141_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนเราเหมือนป่วยกันทางจิตทุกคน
ป่วยมากหรือป่วยน้อยเท่านั้นเอง
รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

ถ้าป่วยน้อยเนี่ย คนจะไม่รู้ตัวว่าป่วย
แล้วก็ไปมองกันว่านั่นเป็นอาการปกติ
คืออยู่ร่วมกับสังคมได้
ใช้ชีวิตอย่างเอาตัวรอดได้
บางคนช่วยเหลือสังคมได้ด้วยซ้ำ

ในสายตาพระอรหันต์แล้ว
เราทุกคนเปรียบเหมือนคนป่วยทางจิต
เราไปเศร้าโศกเสียใจ
อยากให้ของที่ไม่เที่ยงนั้นเที่ยง
อยากให้ทุกข์เป็นสุข
และอยากให้ของที่ไม่ใช่ของเราเป็นของเรา
เปรียบเสมือนอยู่ในโลกของความฝันนั่นเอง

พุทธศาสนาถือว่าทั้งหมดนี่ บ้าหมดเลย
คือ บ้าเพราะสำคัญผิด
บ้าเพราะ อุปาทาน
บ้าเพราะ เกิดความไม่เข้าใจ
บ้าเพราะ ยอมรับไม่ได้ ว่า
ทั้งหลายทั้งปวงนี้มันไม่เที่ยง
ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมได้
ไม่มีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวเป็นตน
ที่เราจะไปบังคับบัญชา
ไม่ให้มันเปลี่ยนแปลง ไม่ให้มันแปรปรวนไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อะไรจะมีค่าไปกว่าการมีจิตที่ดีขึ้น
ในเมื่อจิต คือสิ่งที่คุณต้องทนรำคาญ
หรือชื่นชมยินดี อยู่ตลอดวันตลอดคืน
และจิตนี่เองเป็นต้นเค้าของกรรมทั้งปวง

เมื่อจิตสว่างย่อมปรารถนาที่จะทำกรรมขาว
สุคติย่อมเป็นที่หวัง
เมื่อจิตมืดยิ่งใคร่ที่จะทำกรรมดำ
ทุคติย่อมเป็นที่หวัง

สรุปคือ ขอเพียงจิตคุณดีอย่างเดียว
อะไรอย่างอื่นที่จะตามมาก็ดีหมด
หากการเปลี่ยนแปลงของคุณ
เข้าลึกมาได้ถึงจิต
ก็แปลว่าทั้งปัจจุบันและอนาคต
ไม่มีอะไรน่าห่วงอีกแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าสวดมนต์นั่งสมาธิจนเคยชิน
จิตก็เหมือนได้อาบน้ำ
ทำความชุ่มชื่นให้ตัวเองบ้างครับ
อย่างน้อยเป็นกำลังใจลึกๆ
ไม่ให้ต้องหงุดหงิดหรือเศร้ายาว
แบบไม่มีเว้นวรรค

ธรรมะมีคุณสมบัติอยู่อย่างหนึ่ง
ใครเสพทุกวัน ในที่สุดจะมีหนทาง
คลี่คลายปมทุกข์ปมร้อนทีละเปลาะ
อาจจะต้องผ่านเดือนผ่านปี
อย่างเช่น วันหนึ่งอาจจะคลิกขึ้นมาเองว่า
เออ! หงุดหงิดมันผ่านมาที่ลมหายใจหนึ่ง
อีกลมหายใจหนึ่งมันก็ผ่านไปแล้ว
ไม่ใช่ตัวตนที่เราต้องยึดไว้นี่นา

อะไรแบบนี้
ถึงอ่าน ถึงฟังเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ก็ไม่เก็ต
แต่จะเก็ตเองเมื่อถึงจุดที่เสพธรรมไปจนจิตเปิด
แค่คลิกเดียว ชีวิตต่างไปจนตายเลยครับ
อย่าถอยเท้าไปจากธรรมะก็แล้วกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความจริงการปฏิบัติที่ได้ผล
ลดละกิเลสลงได้นั้นมีอยู่หลายระดับ
แค่เข้าใจธรรมะอย่างถูกต้อง
เข้าใจเรื่องสังสารวัฏ และนิพพานอย่างถูกต้อง
หรืออีกนัยหนึ่งโดยย่นย่อคือ
เรื่องทุกข์และการดับทุกข์ได้ถูกต้อง
ก็นับว่ากระแทกกิเลสให้บุบลงได้หน่อยหนึ่งแล้ว

แต่ที่จะทำให้กิเลสบอบช้ำ หรือถึงขั้นแหว่งวิ่น
กะเทาะให้ร้าว กระทั่งแตกหักได้
จะต้องเป็นผู้มีความตั้งมั่นจริง
ที่จะเปิดจิตเปิดใจเป็นทาน
คุมจิตให้อยู่ในกรอบของศีล
แล้วไต่ระดับขึ้นไปกระทำจิต
ให้อยู่ในสภาพสงบสงัดจากกิเลส ยิ่งยืนนานยิ่งดี
แล้วจึงใช้ความสงัดจากกิเลสนั้น แยกดูให้ออก
ว่ารูปกับนามเป็นคนละอัน
อันนั้นจึงนับว่าเรียกวิปัสสนา

เมื่อแยกออกว่า
นี่เป็นผู้ดู ผู้นิ่งอยู่ตรงกลาง
จึงจะเห็นสิ่งที่ถูกดูต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นรูป เวทนา สัญญา หรือสังขาร
เป็นสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ที่ตรงนั้นกิเลสจึงถูกกะเทาะออกอย่างจริงจัง
เพราะอุปาทานอันเกิดจากการรวมรูปรวมนาม
ขาดหายไปชั่วขณะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

พุทธศาสนาเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะ
แก้ทุกข์ทางใจอย่างเด็ดขาด
แบบชนิดไม่กลับไม่เปลี่ยนอีก
เพราะว่ารากของปัญหามันจบไปแล้ว
ความเข้าใจผิด ที่ทำให้เกิดการอยากประการต่างๆ
การอยาก ที่ทำให้เกิดความกระวนกระวายไปต่างๆ
มันหมดไปจากใจ
เพราะฉะนั้นทุกข์ทางใจก็หายไป
อาการป่วยทางใจมันหายไปอย่างเด็ดขาด!

คนใกล้บ้าใกล้ตัวกว่าที่คิด

marked-110216

คนเครียดกับอาวุธปืน
ไม่ควรอยู่คู่กัน
อันนี้ใครๆก็รู้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
อาวุธเป็นของปรุงแต่งจิตชนิดแรง
ผู้ถือมักได้ใช้
เพราะอดคิดถึงการใช้จริงไม่ได้
ไม่อยากเอาไว้ซ้อมเล่นอย่างเดียว
ยิ่งเครียดขึ้นเท่าไร
ยิ่งอยากใช้ขึ้นเท่านั้น

แต่ข้อเท็จจริงก็คือ
ปืนไม่ใช่อาวุธชนิดเดียวของคนเครียด
แม้แต่รถยนต์ที่เอาไว้ใช้เดินทาง
ก็เป็นอาวุธแบบหนึ่งได้
ยิ่งเครียดมากเท่าไร ยิ่งอยากตะบึงไป
ชนโน่นชนนี่ไม่เลือกมากขึ้นเท่านั้น
นี่เป็นสิ่งที่คนเพิ่งจะค่อยๆรับรู้
ตามข่าวสะเทือนขวัญกลางเมืองที่ปรากฏ

ยุคเรา รอบตัวเต็มไปด้วยอาวุธ
โจทย์จึงไม่ได้อยู่ที่ประเด็นการลดอาวุธ
แต่อยู่ที่การลดความเครียดในใจคน
เพราะเมื่อเครียดถึงขีดสุด
อะไรๆรอบตัวก็อันตรายไปได้หมด
หยิบขึ้นมาใช้เป็นอาวุธกันได้หมด

อย่าคิดแก้ปัญหาการสะสมความเครียด
เพียงด้วยการบอกต่อกันง่ายๆว่า
ให้สวดมนต์ทำสมาธิกันมากๆ
เพราะที่เห็นๆกัน คนคลุ้มคลั่งก็นั่งสวดมนต์
หรือพยายามทำสมาธิกันที่สถานีตำรวจ
หลังการก่อเรื่องอาละวาดได้

ขอให้พูดถึงเรื่องการเจริญสติกันให้มากขึ้น
สวดมนต์ สวดแบบมีสติ
เห็นความว้าวุ่นที่ต่างไปเรื่อยๆ
นั่งสมาธิ นั่งแบบมีสติ
เห็นความเครียดที่ไม่เท่าเดิมในแต่ละลมหายใจ
ทำงาน ทำแบบมีสติ
เห็นความเบื่อๆอยากๆ ที่เกิดขึ้นเต็มอก

เมื่อมีสติเห็นความไม่เที่ยงของภายใน
สติที่ถูก ที่ตรง ที่เป็นพุทธ จะค่อยๆก่อร่างสร้างตัว
เมื่อเครียดจะไม่เตลิดไปกับความเครียด
แต่จะเห็นความเครียดหนักบ้าง เบาบ้าง
เมื่ออยากอาละวาดจะไม่หลุดโลกไปกับความอยาก
แต่จะเห็นอาการเหมือนผีเข้าบังคับใจ
เป็นไปได้ไม่นานถ้ามีสติรู้อารมณ์อาละวาด
รู้ว่าไม่ได้มีลมหายใจแห่งอารมณ์อาละวาดตลอดเวลา
มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ยิ่งมีสติแบบพุทธ รู้ความไม่เที่ยง
ยิ่งปลอดภัยจากโรคทางใจยุคต่อไป
ที่กำลังคุกคามคนในเมืองใหญ่ทุกมุมโลก
เหมือนจ่อคิว บีบเข้าใกล้ตัวคุณมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน!

ใครผิดใครถูก

14522899_1208596522530837_4715402832553491748_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม -- มีเพื่อนที่รักและจริงใจต่อกันมาก แต่นิสัยต่างกันลิบ อยู่ด้วยกันแล้วบาดหมางใจกันมาตลอดหลายปี เลยขอห่างไปพักใจ โดยไม่ได้โกรธหรือเลิกคบ แต่นั่นทำให้เขาเสียใจ ทุกข์ใจหนัก สิ่งที่ทำไป เป็นการใจร้ายหรือหนีความจริงไหม ทำถูกหรือเปล่า ?

ดังตฤณ :
การที่คนสองคนตกลงกันไม่ได้
บางทีไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด
เรามองอย่างนี้ก็แล้วกันว่า
โลกนี้นะ จำไว้เลยนะ
พุทธศาสนาไม่พูดว่าอันไหนผิด อันไหนถูก
แต่จะเน้นมากเลยว่า
อันไหนเป็นกุศล อันไหนเป็นอกุศล
บางครั้ง กุศลไม่ได้เกิดขึ้นจาก
การที่เราตามใจกัน หรือว่าเห็นใจกัน

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่พระพุทธเจ้าจะรักษา
ความเป็นระบบระเบียบของศาสนาของท่านไว้นี่นะ
ท่านก็ต้องยอมที่จะเฉือนเนื้อร้าย
ด้วยการรู้ทั้งรู้ว่าทำร้ายจิตใจคนบางคน
ขับไล่พระที่ทำไม่ดีออกจากศาสนาของท่านไป
แบบไม่ต้องกลับมาอีก
คือ จนตายก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกลับมาบวชอีก
นี่ท่านก็เรียกว่า
ต้องใจแข็งสำหรับการรักษาความเป็นกุศล
รักษาความสว่างแก่ส่วนรวมไว้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

อันนี้เราก็เอามาประยุกต์ได้เหมือนกัน
คือไม่ใช่ว่า พอเห็นเขาทุกข์ใจมาก
แล้วเราก็มองว่าที่เราทำไปนี่มันผิด

เราถามตัวเองว่า
สิ่งที่เราตัดสินใจไปนี่นะ
ตัดสินใจไปเพื่อ
ความเป็นกุศล หรือว่า อกุศล?

ถ้าหากว่าเรามีความตั้งใจดี
แล้วเราเห็นว่านั่นแหละ ต้องทำ
ถ้าไม่ทำ ขณะนี้ มันจะแย่ด้วยกันทุกฝ่าย
อันนี้เรียกว่า เป็นการไปตัดสินใจทำสิ่งที่
มุ่งไปในทางสว่าง มุ่งไปในทางกุศล

แต่ถ้าหากว่าเราใจอ่อน รู้ทั้งรู้ว่า
มันจะต้องย่ำแย่ด้วยกันทั้งคู่ทุกวัน ไม่เลิก
อย่างนี้เรียกว่า เราตัดสินใจตามใจเขา
เพื่อที่จะปล่อยให้อกุศลมันเกิดขึ้นแล้ว
อันนี้รายละเอียดต้องดูเอาเองว่า
มีความเป็นอย่างไรนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เอาตรงนี้เป็นหลักว่า
ถ้าหากว่าอย่างน้อยเราคนหนึ่งหยุดพักแล้ว
มีใจที่สว่างขึ้น มีใจที่เป็นกุศลมากขึ้น
มีกำลังใจที่จะกลับมาคิดดีกับเขามากขึ้น
นั่นแหละ เราทำถูกต้องสำหรับตัวเราเองแน่ๆ
ดีกว่าที่เราทู่ซี้ต่อไปตามใจเขา
เสร็จแล้วก็ย่ำแย่ด้วยกันทั้งคู่ไม่มีใครดีขึ้นเลย

ถ้าเราตัดสินใจอย่างนี้
เรามีความเป็นกุศลขึ้น
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นอกุศล
เราก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ขอพักนะ ยังไงก็ขอพัก
ต้องใจแข็งนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การที่คนสองคน
จะตกลงกันได้ หรือ ไม่ได้นี่
มันไม่ใช่มาพูดกันเล่นๆ แค่นี้นะ
ตรงที่เราพูดกันนี่ เรียกว่าเป็นการพูดข้างเรา
แต่ข้างเขานี่ ถ้าไม่ยอมขึ้นมา
บางทีต่อให้ใช้เหตุผลขนาดไหนก็ลำบากหน่อย
มันขึ้นอยู่กับว่าเราคบใครด้วยตั้งแต่แรก!

เข้าใจผิดหรือจงใจจับผิด?

marked 102616

บางคนว่าคุณผิด
เพราะเขาไม่ชอบที่คุณทำความเสียหาย
คุณจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อแก้ไขสิ่งที่ทำ
ทว่าจะจุกอก รู้สึกเสียดแทง นึกเกลียดคนว่า
และอัตตาคับโลก
รู้ทั้งรู้ว่าผิด แต่จะเอาอย่างนี้แหละ ใครจะทำไม

แต่บางครั้งเขาว่าคุณผิด
เพียงเพราะคุณทำไม่เหมือนเขา
หรือเพราะไม่ชอบที่เขาทำไม่ได้อย่างคุณ
นั่นเป็นอัตตาในแบบที่
เขาต้องรับผิดชอบความทุกข์ที่ตัวเองก่อเอง
อย่าไปแบกทุกข์ร่วมกับเขา

บางคนบอกว่าคุณไม่ดี
เพราะคุณทำให้เขาเจ็บใจ
คุณพูดจาไม่น่าฟัง
ถ้าคุณรู้สึกตัว เปลี่ยนคำพูดใหม่
ก็จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรู้จักเห็นใจคนอื่น
ใจคุณเองจะยกสูงขึ้นเรื่อยๆได้

แต่บางครั้งเขาบอกว่าคุณไม่ดี
เพียงเพราะคุณไม่ได้พูดเข้าข้างเขา
ไม่เอื้อประโยชน์ให้เขา
นั่นเป็นความเห็นแก่ตัวของเขา
เป็นโลกมืดของเขา
ที่เขาต้องอยู่กับความคับแคบทางการเห็นอยู่แค่นั้น
ถ้าพยายามเปิดใจเขาให้กว้างขึ้น
ในที่สุดใจคุณจะคับแน่น หรือแคบลงเสียเอง

รู้ว่าใครพูดถึงคุณอย่างไร
บางทีแก้ปัญหาได้
เพราะคำพูดสะท้อนความคิด
พอรู้ว่าคิดอย่างไร
เข้าใจผิดแบบไหน
ก็ตามไปแก้ความเข้าใจให้ถูกได้

แต่บางครั้งรู้ว่าเขาพูดถึงคุณอย่างไร
นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ใจเขาแล้ว
ยังเพิ่มปัญหาที่ใจเราเข้าไปอีก
เพราะคนบางคนไม่ได้เข้าใจผิด
แต่จงใจคิดอะไรผิดๆ จับจ้องแต่อะไรผิดๆ
ยิ่งคุณพยายามวิ่งไล่แก้
คุณยิ่งเพิ่มอะไรผิดๆเข้ามาในชีวิตตามเขา
โดยไม่รู้ตัว แม้พยายามคุมสติแล้วก็ตาม

เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ตั้งใจรับฟังคนที่พูดถึงเหตุผลว่า
ทำไมถึงรู้สึกดีหรือไม่ดีกับคุณ
เพราะคุณจะได้เหตุผลไว้ปรับปรุงตัวเอง

แต่จงตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
ตัดความอยากจะฟังว่า
คนเจ้าอารมณ์ตัดสินคุณว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร
เพราะสิ่งที่คุณจะได้ คือมุมมืดๆของเขา
ความคิดแย่ๆของเขา และชีวิตในนรกแบบของเขา
เข้ามาปะปนกับชีวิตของคุณเอง!

กลัวบาปที่คิดร้ายกับพ่อแม่

marked 101216

หลายคนทรงจำไว้ว่า
พ่อแม่คือพระอรหันต์ในบ้าน
เข้าใจว่านั่นคือคำที่พระพุทธเจ้าตรัส
เลยหวาดกลัว เกรงว่าทำกับพ่อแม่อย่างไร
เท่ากับทำกับพระอรหันต์อย่างนั้น
กับทั้งเกิดความคลางแคลงว่า
จริงๆพระพุทธเจ้าต้องพูดถูกทุกคำ
แต่คำนี้ถูกแน่หรือ
ในเมื่อพ่อแม่ไม่ได้ดีกันทุกคน
พ่อแม่ยังมีกิเลส ยังใช้อารมณ์กับลูก
แล้วจะเป็นพระอรหันต์
ผู้หมดกิเลสกับลูกอย่างไรได้?

ข้อเท็จจริงก็คือ
ไทยเราสืบทอดความจำกันมาผิด
และเมื่อจำพระพุทธพจน์ผิดนิดเดียว
ก็กลายเป็นความกังวลผิดๆ
ตลอดจนคิดไม่ดีต่างๆนานาได้อย่างนี้เอง
ยิ่งถ้าชีวิตพ่อแม่เหลือน้อย
แล้วเป็นลูกคนที่ต้องแบกภาระ
หลายครั้งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
หรือถึงขั้นรอว่าเมื่อไรท่านจะจากไป
เพื่อให้เราได้ชีวิตของตัวเองคืนมาอีกครั้ง
ก็ยิ่งทรมานใจ เพราะยิ่งกัดฟันห้ามความคิด
ก็เหมือนจะเกิดแรงดันทางความคิดหนักหน่วงขึ้น

ที่มาดั้งเดิมอันถูกต้องนั้น อยู่ในพรหมสูตร
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกะเหล่าพระภิกษุสาวก
มีใจความสรุป คือ
พ่อแม่ที่อุปการะเลี้ยงดูลูก
ช่วยให้ลูกรู้จักโลก รู้จักชีวิต
เป็นพ่อแม่ผู้สมควรบูชา
และนับได้ว่าสกุลนั้น
มีพระพรหมอันควรบูชาอยู่ในเรือน
ผู้มีใจสูงพึงกราบไหว้พ่อแม่
ปรนนิบัติท่านต่างๆนานา
ไม่ต่างจากคิดถวายการปรนนิบัติต่อพระพรหม
เมื่อทำเรื่องอันน่าสรรเสริญต่อพรหมในบ้านอยู่เช่นนั้น
เขาย่อมละโลกนี้ไปสู่สวรรค์

ความทั้งหมดมีอยู่ประมาณนี้
แต่อาจจะจำยาก เลยเลอะเลือนมา
กลายเป็นแค่ติดปากง่ายๆ สั้นๆว่า
พ่อแม่คือพระอรหันต์ของลูกกัน
ซึ่งนั่นเท่ากับช่วยกันกล่าวตู่พระพุทธเจ้าโดยแท้

สำหรับพ่อแม่นั้น
คิด พูด ทำ อะไรกับพวกท่าน
ไม่ได้เท่ากับคิด พูด ทำ กับพระอรหันต์
แต่ถึงอย่างไร พ่อแม่ก็เป็นรากแห่งความเจริญ
ใครบำรุงบิดามารดา ชีวิตผู้นั้นย่อมเจริญ
เพราะเท่ากับบำรุงรากชีวิตตนเอง
ถ้าพ่อแม่ไม่ดี
แล้วเราพยายามช่วยให้พวกท่านดี
ช่วยให้พวกท่านเป็นสัมมาทิฏฐิ
ตั้งมั่นในศรัทธา ในกรรมที่ถูก เป็นที่พึ่งให้ตนเอง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า คือการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ
กับเลือดเนื้อที่ท่านให้เรามา

แต่หากพ่อแม่ไม่ดี
แล้วต่างฝ่ายต่างรบพุ่ง
ท่านทำให้เราเสียใจ
เราทำให้ท่านเสียใจบ้าง
ก็เท่ากับพลาดโอกาสงามๆที่จะตอบแทนท่าน
อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายรากชีวิตของตัวเอง
ทำตัวเองให้เสื่อมลงทุกที
โดยจะเห็นได้ว่า วันไหนทะเลาะหรือด่าทอพ่อแม่
วันนั้นยากจะทำใจให้ผ่องใสได้ด้วยบุญอื่นหมื่นแสน

เพื่อให้เกิดกำลังใจ
คิดเจริญสติเอาชนะความคิดไม่ดีกับพ่อแม่
เอาชนะความรู้สึกเป็นภาระที่ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่
ให้ดูในสมัยพุทธกาล
ที่มีพระเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้
ด้วยการบิณฑบาตหลายรอบ
นำอาหารไปให้พวกท่านกิน
ชาวบ้านนึกว่าท่านโลภมาก เอาไปกราบทูลพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ากลับตรัสว่า
การตอบแทนเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นเรื่องน่าสรรเสริญ

เมื่อพระท่านต้องทำหน้าที่สงฆ์ของท่านไปด้วย
เมื่อท่านต้องแบกภาระเกี่ยวกับพ่อแม่ไปด้วย
เมื่อท่านต้องมีเรื่องกังวลใจหลายด้านขนาดนั้น
ท่านเอาอะไรมาเจริญสติจนบรรลุอรหัตตผลได้?
ท่านก็ต้องเอาทุกข์ทางกายที่ต้องบิณฑบาตเพิ่ม
และเอาทุกข์ทางใจที่ต้องกังวลเกี่ยวกับพ่อแม่นั่นแหละ
มาเจริญสติ จนเห็นทุกข์กลายเป็นธรรม

เรื่องของเรื่องคือ นักเจริญสติทั่วไป
ไม่เต็มใจจะเอาความทุกข์มาดู
จะดูแต่ความสุข ดูแต่อารมณ์สบายๆไม่กดดันกัน
จึงเกิดข้ออ้างว่า ภาระหนักเกินไป ไม่มีเวลา
จึงเจริญสติไม่ได้

แต่เมื่อนึกออกว่า พระที่เลี้ยงดูพ่อแม่
ท่านต้องแบกภาระหนักกว่าเราเพียงใด
ยังบรรลุอรหัตตผลได้
เราจะไม่มีข้ออ้างว่าปฏิบัติไม่ได้ เจริญสติไม่ถูก
แต่จะเห็นว่า ชีวิตเคยให้โอกาสสบายมาแล้ว
เคยให้โอกาสเจริญสติด้วยอารมณ์ง่ายๆมานาน
ถึงเวลาที่ชีวิตจะบีบให้ต้องทำแบบฝึกหัดยากๆ
ถูกบังคับให้เจริญสติด้วยการเอาของยากมาฝึก
เห็นทุกข์ทางใจ เห็นความหนักอก
เป็นของที่ต้องเกิดขึ้น
เห็นอาการรอวันเป็นอิสระ
เห็นความรู้สึกผิดที่คิดไม่ดี
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในใจ
ไหนๆมาแล้ว ก็เห็นความไม่เที่ยงของมันเสียหน่อย
ลมหายใจหนึ่ง หนักแค่นี้ ลมหายใจหน้า หนักแค่ไหน
ไม่ใช่คอยปัดป้อง หรือทรมานใจ ปล่อยให้สูญเปล่า
หรือคอยกลัวแต่ว่าจะเป็นบาปหนักท่าเดียว
สติที่เกิดขึ้น จะเปลี่ยนอกุศลจิตให้กลายเป็นมหากุศลจิต
และมหากุศลจิตที่เกิดบ่อยๆ
จะรู้ทางพูด รู้ทางทำให้ตัวเองและพ่อแม่ดีขึ้นได้เอง
เพราะมหากุศลจิตนั่นแหละ มหาปัญญาของแท้!

ริษยาเพราะรู้น้อยไป

marked 100516

ตอนอยากได้รถหรู
พอเห็นใครขับรถหรู
บางเวลาเราอาจนึกในใจว่า
อยากได้มั่งจัง
นี่เรียกว่า อยากได้อยากมีบ้าง
แต่บางเวลาเราก็มองคนขับและนึกว่า
ทำไมเราไม่มีอย่างเขามั่ง?’
นี่เรียกว่า อิจฉานิดหน่อย ไม่อกุศลเท่าไร
แต่บางเวลาเราก็เดือดขณะมองคนขับ คิดว่า
มันไปทำอะไรเลวๆมาล่ะ ถึงได้มีอย่างนี้ขี่?’
นี่เรียกว่า เข้าขั้นริษยา ชักอกุศลหนัก
เป็นชนวนให้ความคิดประทุษร้ายตามมาได้แล้ว

ถ้ามองเห็นสีหน้ากลุ้มใจของคนขับ
ตลอดจนล่วงรู้ถึงความร้อนรนกระวนกระวายในอก
อันเกิดจากความคิดอึงอลในหัวไม่หยุดว่า
จะเอาที่ไหนมาผ่อน? จะเอาที่ไหนมาจ่าย?’
ความรู้สึกของคุณจะต่างไปทันที
หากคุณแค่อยากได้มั่งจัง
ก็จะรู้สึกเหมือนหัวหด ชักไม่อยากได้ขึ้นมาแล้ว
หากคุณอิจฉา เทียบเขาเทียบเรา ทำไมไม่มีอย่างเขามั่ง
ก็อาจเปลี่ยนเป็นสงสาร เห็นหัวอกที่ทุรนทุรายของเขา
หากคุณริษยา ประมาณว่าคุณไม่มี คนอื่นก็ต้องไม่มี
ก็คงอยากหัวเราะเยาะ สมน้ำหน้า ด่าว่าไม่เจียม

นี่เป็นทำนองเดียวกันกับตอนเห็นคนสวยกว่าหล่อกว่า
ตอนเห็นคนอายุเท่ากันยศศักดิ์เหนือกว่า
ตอนเห็นคนซื้อหวยมาด้วยกันถูกรางวัลบ่อยกว่า
ตอนเห็นคนพยายามน้อยกว่าแต่ประสบความสำเร็จมากกว่า
ตอนเห็นคนไม่ค่อยขยันกลับเก่งกาจสามารถกว่า ฯลฯ
สิ่งเด่นชัดที่เข้ามากระทบหูตา กระทบใจ ก่อกวนอารมณ์
คือสิ่งเดียวที่คุณจ้อง และคิดเอาเองว่า เขามีมากกว่า
ใจจะยึดอยู่ตรงนั้น และไม่สังเกตเลยว่า
ตัวเองมีอะไรมากกว่าเขา ที่เขาอยากมีบ้าง
เช่น คุณอาจมีความอบอุ่นในครอบครัวที่เขาไม่มี
คุณอาจมีความสบายใจไม่เป็นหนี้ที่เขาปรารถนา
คุณอาจมีคนรักตัวจริงเป็นตัวเลือกเดียว
ไม่ต้องสับสนอลหม่าน สับรางอย่างเป็นทุกข์แบบเขา ฯลฯ

เมื่อหันมาเจริญสติ
คุณจะรู้ว่าอารมณ์ริษยาเป็นความร้อนอกที่สูญเปล่า
คุณจะรู้สึกว่าเป็นของหยาบ เป็นของต่ำ
แต่ไม่ทราบจะกำจัดมันอย่างไร

อันดับแรก ต้องอาศัยการสังเกตความรู้สึกทางใจ
ความรู้สึกว่าไม่มีอย่างเขา เป็นทุกข์เท่านี้
แล้วความรู้สึกของเขาที่มีแล้วล่ะ?
เป็นสุขล้นหลาม หรือแค่เฉยๆ ชินๆ
การเทียบเคียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง
อาจทำให้คุณตาสว่างฉับพลัน
เห็นแล้วว่า สิ่งที่น่าอิจฉา น่าเอาให้ได้ที่สุด
ก็คือความปลอดโปร่งใจ
ไม่กระวนกระวายอยากโน่นอยากนี่
หาใช่ได้อะไรแล้วอยากได้โน่นอยากได้นี่เพิ่มอีก
หาใช่ได้อะไรแล้วต้องพะวง หวง ห่วง
หาใช่ได้อะไรแล้วต้องตามล้างหนี้ล้างสินไม่สิ้นสุด

ค่อยๆรู้ ค่อยๆเห็น ค่อยๆยอมรับ
เริ่มนับจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นตามจริง
อย่ามองว่าความรู้สึกนี้มันชั่ว มันไม่ดี มันไม่น่าอยู่ในเรา
แล้วในที่สุด คุณจะเห็นภาพรวม
อันเกิดจากความเข้าใจภายนอก
ตลอดจนเห็นทางออก
อันเกิดจากความเข้าใจภายใน
การเห็นภาพรวมครบถ้วนนั่นแหละ
คือการไม่มีที่ตั้งของความอิจฉาริษยา!

อยากตาย... เป็นอาการหนึ่งของจิตที่หลงทาง

280916

ต่อให้มีของนอกกายพร้อม
ก็ต้องมีสักวัน หรือหลายๆวัน
ที่คุณจะรู้สึกเคว้งคว้าง
เหมือนข้างในหาตัวเองไม่เจอ
จับจุดไม่ถูกว่าจะเอาอย่างไรต่อ
มือไม้แค่ขยับทำอะไรไปวันๆอย่างนั้นเอง

ยิ่งเมื่อใดที่ไปถึงจุดของความเบื่อแบบสุดๆ
จิตของคุณจะมีลักษณะพล่านออกนอกตัว
ยากจะกลับมารู้สึกรู้สากับความมีตัวมีตน
และนั่นจึงเป็นเหตุให้ตอนเบื่อจัด
คนเราจะเกิดอารมณ์อยากตายไปพ้นๆ
ซึ่งดูเผินๆเหมือนอยากหาจุดจบ
แต่หากส่องเข้าไปดีๆ
จนพบความต้องการที่แท้จริง
ก็จะรู้ว่าอารมณ์อยากตาย
คือการไล่ล่าหาตัวตนใหม่ที่ดีกว่าต่างหาก
ตัวตนนี้กระเจิดกระเจิง
จึงอยากได้ตัวตนที่สงบระงับ
แล้วก็นึกว่ากายจบ ความสงบคงมา
ตัวตนนี้น่าเบื่อนัก
จึงอยากได้ตัวตนที่หายเบื่อ
แล้วก็นึกว่ากายหาย ความเบื่อคงหาย

คนสติดีๆที่มีอารมณ์อยากตาย
ต่างจากคนขาดสติที่คิดฆ่าตัวตายจริง
ก็ตรงที่คนสติดี สำนึกรู้ได้อยู่ลึกๆ
บอกตัวเองจากส่วนลึกถูกว่า
กายจบ จิตไม่จบ
เมื่อจิตก่อนตายแย่
ก็ไม่มีทางเป็นต้นตอให้เกิดจิตที่ดีขึ้น

พูดง่ายๆ ตัวตนที่ดีกว่า
ไม่มีทางงอกเงยขึ้นมาจากตัวตนที่ย่ำแย่!

นั่นเอง คนสติดีๆ จึงยั้งๆไว้
อยากตาย แต่ก็ไม่คิดลงมือจริง
ทว่าก็ไม่แน่ ถ้าเจอแรงกดดันภายนอกมากๆ
แล้วไม่มีแรงช่วยจากภายในดีๆบ้างเลย
ในที่สุดอารมณ์อยากตาย
ก็กลายเป็นการคิดลงมือจริง
ขอเพียงวูบเดียวที่อารมณ์นั้นหนักแน่นพอ
โอกาสแก้ตัวแบบมนุษย์
ก็หลุดลอยไปกับสายลมแล้ว

ทางพุทธเรา นิยมป้องกันไว้ก่อนต้องแก้ไข
อย่างเช่นถ้าไปคิดแก้ไขกันเอาตอนที่
จิตอยู่ในภาวะกู่ไม่กลับ ใกล้บ้า หรือใกล้ตาย
มันแทบไม่เหลือเหตุปัจจัยให้เป็นไปได้จริง
ในอารมณ์อยากตาย ไม่มีใครคิดหรอกว่า
แค่รู้ลมหายใจเข้าออก ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้
แค่สังเกตว่าแต่ละลม อารมณ์อยากตายไม่เที่ยง
ก็เลิกอยากตาย กลายเป็นอยากอยู่เจริญสติได้

สติแบบพุทธที่แท้
เริ่มต้นจากความรู้สึกอยู่กับเนื้อกับตัว
คุณจะไม่รู้สึกหลงทาง เมื่อมีกายนี้เป็นบ้าน
ฝึกไว้ก่อน ระลึกไว้ตั้งแต่ยังดีๆ
สังเกตว่าเมื่อใด หายใจยาวแล้วรู้ว่าหายใจยาว
เมื่อนั้น สติจะมีที่ตั้ง ที่พักพิง ที่อ้างอิงชัดเจน
สังเกตว่าเมื่อใด หายใจสั้นแล้วรู้ว่าหายใจสั้น
เมื่อนั้น สติจะเริ่มแข็งแรง รู้ในสิ่งที่ยากจะรู้ได้

จากนั้น เมื่อเบื่อหน่าย เมื่อเกิดอารมณ์อยากตาย
คุณจะมีพื้นความเชื่อที่หนักแน่นมั่นคงว่า
เดี๋ยวมันต้องดีขึ้นได้
ก็แค่หันกลับมารู้ลมที่ยาวบ้าง สั้นบ้าง
แล้วสังเกตว่า อารมณ์เบื่อ อารมณ์อยากตาย
ไม่เท่ากันในแต่ละลมหายใจ
สังเกตไปไม่กี่ลมหายใจก็หลุดจากอารมณ์เบื่อ
และหายขาดจากความคิดอยากตายในที่สุด!

แยกทางกรรม

14448969_1175762052480951_2221545197633724688_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คำว่าเวร เราต้องมองว่ามันเป็นสายใย
ระหว่างที่ผูกคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่ง
ยกตัวอย่างในทางสว่าง
ไปทำบุญด้วยกัน พูดดีต่อกัน
หรือว่าคิดอยากช่วยเหลือกันเล็กๆน้อยๆ
แค่นี้เรารู้สึกดีแล้ว
เราจะรู้สึกถึงสายใยแห่งความเชื่อมโยง
เป็นสายใยแห่งมิตรภาพ

ในทางกลับกันตรงกันข้าม คำว่าเวร
หมายความว่าเราทำอะไรไม่ดีกับใคร
เอาแค่เดินตามถนนแล้วไปเหยียบเท้ากัน
แล้วหันมามองหน้าด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง
แค่นี้มันเกิดความสัมพันธ์แบบลบได้แล้ว
หรือข่าวที่ขับรถปาดหน้า แล้วลงมายิงกัน
เหล่านี้เกิดจากการที่คนเรามีเวรต่อกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อคนเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ
มักหวังผลให้ผู้กระทำ
ได้รับผลเป็นร้อยเท่าพันทวี
ถ้าไม่ใช่ด้วยการเอาคืนกับมือ
ก็ด้วยการสาปแช่งด้วยปาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเชื่อเรื่องผลแห่งกรรม
จะมีใจจดจ่อ เฝ้ารอว่าเมื่อใดผลร้าย
จะเกิดขึ้นกับคนที่ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจตน

ความจริงที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึงก็คือ
ถ้าเกลียดแล้วถอนความเกลียดไม่เป็น
ปล่อยให้เลยเถิดไปถึงการแอบคิดสาปแช่งอยู่ทุกวันแล้ว
เท่ากับก่ออาจิณณกรรม
อาการทางใจออกแนวอยากแก้แค้น เอาคืน
โดยอาศัยความเชื่อทางศาสนาของตนเป็นตัวจัดการให้
อาจยืมมือเทพยดา วิบากกรรม หรือพญามัจจุราช
มาเป็นตัวช่วยลับๆ

น่าสังเกตว่า ยิ่งศีลของคุณบกพร่องมากเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้คนที่ทำร้ายคุณวิบัติมากเท่านั้น
เพราะศีลที่พร่องย่อมเป็นช่องให้อาฆาตมาก
แต่ยิ่งศีลของคุณบริบูรณ์ขึ้นเท่าไร
คุณจะยิ่งหวังให้เวรที่มีกับใครเลิกแล้วต่อกันเท่านั้น
เพราะศีลที่บริบูรณ์ย่อมปิดช่องความอยากเบียดเบียน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แค่พูดจองเวร
มันจะรู้สึกว่ามีสายใยที่มันมืดๆ ที่มันโยงใยอยู่
คิดในแง่ของกรรมก็คือว่า ลั่นวาจาไว้
ทำวจีกรรมอันเป็นอกุศลไว้ เป็นบาป เป็นของมืดไว้
มันไม่ใช่เรื่องเล็ก
หากเกิดชาติหน้าแล้วเวรตรงนี้ให้ผล!

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
แม้แอบคิดในใจก็เป็นมโนกรรม
และถ้าปล่อยให้เกิดขึ้นเต็มเหนี่ยว
ก็โยงจิตผูกเวรได้แน่นเหนียว

ถ้ามองในแง่ลึกลับ
อาจจะมีแรงกระตุ้นกลับให้ต้องมาเจอกัน!’
เวรดึงมา เวรเก่ามันผูกกันมา

สาปแช่งคนที่คุณเกลียดไว้อย่างไร
แนวโน้มคือคุณจะได้ร่วมทางกรรมกับเขาอย่างนั้น
แต่เกลียดใคร แล้วถอนความเกลียดเสียได้
แนวโน้มคือคุณจะแยกทางกรรมกับเขาไปเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

>>
ขออโหสิกรรม..ล้างเวรได้หรือไม่?

การขออโหสิอยู่ฝ่ายเดียวไม่มีผลเลย
เหมือนคนจับมือกันไว้
ฝ่ายหนึ่งปล่อยแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมปล่อย
ก็ยึดอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน มันก็ไม่มีประโยชน์

มันมีผลแค่ในแง่ที่ว่าบรรเทาเหตุการณ์ความรุนแรง
ที่จะมาจองล้างจองผลาญกัน
สมมุติเคยอธิฐานผูกกันมาทั้งคู่ จองเวรกันมาทั้งคู่
สมมุติความเข้มข้นเต็มร้อย
หากเราถอนตัวออกไป ความเข้มข้นก็เจือจางลงมา
อย่างน้อยสักยี่สิบสามสิบเปอร์เซ็นต์

บางคนที่จิตอยู่ในศีล ไม่คิดเบียดเบียนใคร
มันก็มีพลังของความปล่อยวาง
พลังของความคลาย พลังของความสว่าง
ที่จะทำให้ด้านมืดของความสัมพันธ์เจือจางลง
อันนี้ก็เป็นเหตุที่ว่าเวลาเจอกับสถานการณ์แย่ๆ
มันไม่แย่เต็มร้อย ลดระดับลงมา มีผลด้วย

แต่ว่าใจที่คิดให้อภัย
แล้วมาบอกกันให้อีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกอภัยตาม
เหมือนกับเจ๊ากัน ไม่จองเวรกัน อันนี้ของจริง

ถ้าจะล้างเวรกับใครพยายามทำทั้งสองฝ่าย
ไม่ใช่แค่ทำให้ใจตัวเองมีความสุขพอที่จะอภัย
แต่ต้องทำให้อีกฝ่ายมีความสุขพอ
ที่จะร่วมมือกันกับเราด้วย!

ญาติเลว... ทำใจอย่างไรได้?

210916

คนใกล้ตัว
ประเภทที่กรรมเก่าบังคับ
ให้ต้องมาเป็นญาติเป็นเชื้อกัน
ต้องอยู่ร่วมกัน
หรือโคจรมารังควานอยู่เนืองๆนั้น
เป็นเครื่องสะท้อนความผูกมัดบางอย่าง
ที่ทำให้คุณรู้ว่าชีวิตนี้
มีบางสิ่งเลี่ยงไม่ได้ หลีกหนีไม่พ้น

ของแบบนี้
ให้นานเนไปจนค่อนชีวิตก็ไม่ชิน
จะหวังคิดปลอบตัวเองด้วยปรัชญาอันใด
ก็ไม่มีทางทำใจได้ตลอดรอดฝั่ง
คิดดีแค่ไหนก็แพ้ความรู้สึกแย่ๆ
อันเกิดจากการถูกคนในครอบครัว
ทำเรื่องแย่ๆใส่จนได้

ลองเปลี่ยนจากการคิดทำใจปลอบตัวเอง
มาเป็นเจริญสติรู้ใจของตัวเองดู
แม้คุณอาจจะยังต้องรู้สึกแย่ๆ คิดแย่ๆต่อไป
แต่อย่างน้อยความคิดและความรู้สึกมืดๆเหล่านั้น
ก็จะเกาะจิตไม่ติด ทำให้คุณเป็นทุกข์ไม่ได้นาน
ไม่ต้องจมอยู่กับความทรมานทรกรรม
ไปทั้งชาติแบบสูญเปล่า

บอกตัวเองไว้แต่เริ่มว่า
เป้าหมายที่คุณต้องการจะเห็นในที่สุด
คือ อนัตตา หรือความทุกข์ที่ควบคุมไม่ได้
เมื่อใดเห็นกายใจตัวเองเป็นอนัตตา
เมื่อนั้นก็จะเห็นญาติผู้ไม่ได้อย่างใจเป็นอนัตตาตาม

ความทุกข์ที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวญาติ
แต่เป็นใจคุณเองที่โดนญาติร้ายๆมากระทบ

ให้พิจารณาเข้ามาเห็นของจริงในตนว่า
เมื่อถูกสิ่งไม่ดีกระทบ
ธรรมดาของจิตของใจย่อมเกิดความระคาย
รู้สึกไม่ชอบ เกิดความคิดไม่ดี
ยิ่งพยายามฝืนคิดดี ฉันมีธรรมะ
ฉันเป็นนักปฏิบัติ ฉันต้องไม่รู้สึกรู้สา
ฉันต้องวางใจเป็นอุเบกขาได้
ยิ่งเหมือนโดนซ้ำเติม
คล้ายเอาของแข็งมาค้ำคอให้ฝืนเชิดคาง

พูดง่ายๆ ถ้าติดภาพดีๆ ภาพสูงส่งแบบนักภาวนา
ในที่สุดภาพพรรค์นั้นจะกลายเป็นก้างติดคอชิ้นใหม่
ไม่ได้ช่วยเขี่ยก้างติดคอชิ้นเก่าให้หลุดไปแต่อย่างใดเลย

ทางที่ถูก คือ ยอมรับตามจริง
สังเกตกันตรงๆว่า
ความรู้สึกระคาย ความคิดไม่ดี
ที่เกิดขึ้นจากการโดนญาติร้ายๆกระทบกระทั่ง
รวมลงเป็นภาวะอกุศลจิต
คือ รับรู้อะไรได้แบบหม่นๆ
สายตาสวมแว่นดำแห่งความเกลียด
เห็นอะไรตรงหน้าได้คับแคบ สลัวราง
ราวกับอากาศรอบตัวโรยด้วยหมอกมืด
อึดอัด ปั่นป่วนในอก กระเจิดกระเจิงในหัว
คิดอะไรดีๆไม่ออก
บอกไม่ถูกว่าต้องเอาธรรมะข้อไหนมาใช้

โดยย่นย่อ
การเห็นว่าใจของตัวเองดิ้นๆปัดอยู่ข้างใน
แบบช่วยอะไรไม่ได้เลยนั้นแหละ
คือการเห็นอกุศลจิต

พอคุณตระหนักและบอกตัวเองถูกว่า
เรากำลังเกิดอกุศลจิต
คือ รู้ตามจริงว่า อกุศลจิตเกิดขึ้นในท่านั่ง
หรือท่ายืน หรือท่าเดิน หรือท่านอน
เพียงเท่านั้น สติก็เจริญขึ้นแล้ว
เข้าสู่ปฐมบทแห่งการรู้สึกถึงภาวะทางกาย
กับภาวะทางใจที่แพ็คคู่กันมาบ้างแล้ว

ธรรมดาเมื่อสติเกิดขึ้นรู้กายใจ
ภาวะทางกายใจจะปรากฏเป็นของอื่น
เป็นของถูกมองดู ไม่ใช่ของที่ครอบงำคุณได้
พูดง่ายๆ ตัวคุณถูกยกระดับสูงขึ้นเหนือการครอบงำ

พระพุทธเจ้าให้ฝึกอาศัยลมหายใจ
เป็นเครื่องกำกับสังเกตความไม่เที่ยง
เช่นกรณีนี้ ให้ดูไปว่าแต่ละลมหายใจ
อกุศลจิตเข้มข้นขึ้นหรือว่าเบาบางลง
ดูแบบยอมรับความจริงไปเรื่อยๆ
ไม่ต้องกะเกณฑ์ให้เกิดอะไรขึ้น
หากมาถูกทาง จะรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นในไม่ช้า

ความรู้สึกปลอดโปร่งหลังมีสติเห็นอกุศลจิตนั่นเอง
คือเครื่องหมายบอกว่า
มหากุศลจิตเกิดขึ้นแทนอกุศลจิตแล้ว
นี่เป็นธรรมชาติธรรมดา
สติที่เกิดขึ้นรู้อกุศลจิต
ย่อมเปลี่ยนจิตเป็นมหากุศลเสมอ

เมื่อใดมหากุศลจิตเกิดขึ้นได้
อย่าลืมนึกขอบคุณญาติ
เพราะถ้าไม่มีเขา ก็ไม่มีที่ตั้งให้เจริญสติชั้นสูง
การนึกขอบคุณได้อย่างจริงใจหลายๆครั้ง
คือการเจือจางบาปเก่าที่อาจมีร่วมกันมาได้มหาศาล
คุณอาจกลับไปมีจิตปกติ นึกเกลียดเขาได้
แต่ก็จะสังเกตเห็นว่า
ความเกลียดลดระดับลงเรื่อยๆทุกครั้งที่ฝึก

นี่แหละ! คือสิ่งดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้
ในชาติความเป็นพุทธ
ที่ต้องอยู่กับคนร้ายๆใกล้ตัว!

ความลับ... ล้วงมาก สกปรกมาก

140916

โลกนี้มีสิ่งดึงดูดใจอยู่หลายหลาก
หนึ่งในนั้นคือความลับของชาวบ้าน
โดยเฉพาะชาวบ้านที่น่าอิจฉา
หรือน่าหมั่นไส้ชวนให้เป็นขี้ปาก

คุณจะรู้สึกถึงพลังดึงดูดใจชัดๆ
ก็ตอนที่เห็นทุกคนอยากรู้เรื่องสกปรกลับๆ
ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไรแน่
ได้แต่พูดกันไป คาดเดากันไป ตีความกันไป
ตามแต่ใครจะแกะรอยจากแหล่งข้อมูลไหน

แต่คุณจะรู้สึกถึงความน่าเบื่อ
น่าพะอืดพะอมของความลับชาวบ้าน
ถ้าต้องรู้เรื่องคนโน้นคนนี้ทุกวัน วันละหลายๆราย
เหมือนพวกตำรวจ นักสืบ นักข่าวการเมือง นักข่าวดารา
ที่ถูกใช้ให้ล้วงความลับใครต่อใครเป็นอาชีพ
จะรู้สึกว่าตัวเองพลอยเน่าเหม็น
เหมือนมีบ่อขยะระดับประเทศอยู่ภายในตน
ทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
ไม่ได้มีเรื่องลับเรื่องร้ายระดับประเทศกับใครเขา
ถ้าฝึกปล่อยผ่านไม่ได้ ทำใจไม่ถูก
ในที่สุดก็จุกอกจนต้องหาอาชีพใหม่ทำ
นั่นเพราะคนจิตใจปกติมักทนไม่ไหว
กับการเห็นโลกเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
มีหลักฐานความร้าย ทั้งของคนดีและคนชั่ว
ยิ่งรู้เห็นมาก ใจยิ่งเหมือนถูกฉีดเชื้อโรค
เข้าเส้น เข้ากระดูกสันหลัง
แม้ไม่ได้ทำชั่วร่วมกับเขา ก็สกปรกร่วมกับเขา
หมดหวัง หมดศรัทธาความดีงามในโลกพร้อมๆไปกับเขา

ถ้าไม่อยากรู้ แต่มีเรื่องลับโคจรมาให้รู้เอง
แล้วใจไม่หมกมุ่น ไม่วนเวียนคิดอยากพูดถึง
ในระยะยาวจะรู้สึกปลอดโปร่งเป็นปกติอยู่ได้
แต่ถ้าอยากรู้เรื่องคนอื่นมากๆ
ในที่สุดได้รู้เรื่องของคนอื่นมาก
เพียงไม่นานจะไม่รู้เรื่องใจตัวเองเลยว่า
อัดแน่นด้วยกองอกุศลธรรมไปถึงไหนแล้ว

พระผู้เจริญสติ ผู้รู้แจ้งในธรรมดาของจิตและกรรมแห่งตน
พวกท่านมีจิตที่วิเวก ปลอดโปร่งจากความอยากรู้เรื่องชาวบ้าน
ทว่าแม้ท่านไม่อยากรู้
แต่แค่เห็นหน้าใคร ก็รู้ไปถึงไส้ถึงพุงแล้ว
ไม่ต้องพยายามล้วงความลับ
ท่านก็รู้ว่าใครทำอะไรไม่ดีไว้อย่างไร
มีอะไรผิดๆซุกซ่อนอยู่ในใจบ้าง

พวกท่านมีจุดปล่อยความลับ ไม่อัดอั้นตันใจ
ไม่นึกอยากพูดให้ใครฟัง
นั่นเพราะล่วงรู้ความลับที่ยิ่งไปกว่านั้น
คือ รู้ไปถึงความจริงที่ว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
เห็นแจ้งว่าใครทำไว้ที่ต้นทางอย่างไร
ในที่สุดต้องไปเจอปลายทางอย่างนั้น
ให้ทุกข์แก่ใคร ทุกข์นั้นย่อมย้อนกลับมาถึงตัว ไม่ช้าก็เร็ว
ความลับระดับสูงนั้นต่างหาก ที่น่าพูดถึง
พูดแล้วคลายใจ ชวนให้ไม่อยากทำผิดทำบาปกันได้
แตกต่างจากความลับระดับต่ำ ที่แค่รู้เรื่องขี้ปากผิวๆ
ยิ่งรู้ยิ่งอัดอั้น ยิ่งอยากปลดปล่อยใส่หูคนอื่นต่อ
เพียงเพื่อยืนยันว่าโลกร้าย
ใครๆก็ซ่อนความลับไว้
เพราะงั้นเราจะเอามั่งก็ได้
ทำแบบคนอื่นบ้างคงไม่เป็นไร!

ความอยากได้ทำให้จิตเพี้ยน

070916

บางสิ่ง หรือบางคน
ดูดีมีเสน่ห์ดึงดูดมาก
ตอนที่คุณอยากได้
และเสน่ห์จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
ตอนรู้ว่าคนอื่นก็อยากได้ ต้องแย่งชิง

พลังดึงดูดใจของสิ่งที่ผู้คนอยากได้
อาจมากมายมหาศาล
ขนาดที่ถ้าไม่ได้มา
ชีวิตก็เหมือนยังไม่เต็ม
หรือชีวิตที่เคยเต็ม
ก็กลายเป็นแหว่งหาย

เสน่ห์ของอะไรบางอย่าง
วัดกันจากพลังดึงดูดสายตา
พลังดึงดูดแก้วหู
หรือพลังดึงดูดใจ
ให้พุ่งไปปักติด และคาอยู่
สิ่งใดดึงดูดสายตาได้มาก
สิ่งนั้นจะคมชัดในสายตาเราได้นาน
เราจะเห็นรายละเอียดบางส่วน
หรือหลายๆส่วน หรือทั้งหมดครบ
โดยไม่ต้องฝืนใจออกแรง
และแม้ละสายตาไป
ใจก็อุตส่าห์นึกถึงภาพต่อไม่เลิก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่มีสิ่งใด
ที่ดึงดูดสายตาชายได้เท่ารูปหญิง
และที่ดึงดูดสายตาหญิงได้เท่ารูปชาย

นี่เป็นความจริงมาชั่วกัปชั่วกัลป์
โดยเฉพาะหญิงชายรูปงาม
ต้องตาต้องใจเราเป็นพิเศษ
ยิ่งหากมีคุณสมบัติถูกใจเสริมเติม
เช่น รูปหญิงรูปชายที่สมส่วนนั้น
มีท่วงทีกิริยาล่อตา
มีสุ้มเสียงสำเนียงเสนาะโสต
มีกลิ่นอายอันรัญจวนเร้าใจ
มีความคิดคมคาย มีถ้อยคำกระตุกใจเราได้
หรือมีความสามารถน่าตื่นตาตื่นใจเกินใคร
ก็ยิ่งเร่งอารมณ์ให้คึกคัก
และบีบให้รู้สึกสถานเดียว คือ
ต้องเอามาให้ได้
ไม่ได้แล้วน่าน้อยใจชะตา
หรือไม่ได้แล้วน้อยหน้าใครบางคนที่ได้ไป

ชั่วชีวิตเรา
ต้องมีโอกาสได้สิ่งที่อยากได้มากๆมาบ้าง
และสิ่งเหล่านั้น ก็จะค่อยๆสอนเราว่า
พอความอยากหายไป เสน่ห์ของสิ่งนั้นจะลดลง
วัดจากสายตาเราที่พุ่งไปจับจ้องสิ่งนั้นๆน้อยลง
เห็นรายละเอียดของสิ่งนั้นๆไม่เท่าเดิม
เช่น แค่มองทั้งตัวของคนนั้นแวบหนึ่ง
พอให้จำได้ว่าเป็นใครหรืออะไร
สายตาก็จะผ่านไป ไม่ตื่นเต้นกับรายละเอียด
ทั้งที่เคยหลงใหล กระหายอยากเห็นแทบขาดใจ
หรือกระทั่งเคยคิดว่า
ยอมตายเสียยังดีกว่าอยู่โดยไม่ได้มา

สรุปคือ เสน่ห์ของของ หรือเสน่ห์ของคน
ก่อให้เกิดความอยากได้
และระดับความอยากได้ที่ครอบงำใจได้มากพอ
ก็ทำให้สิ่งนั้นหรือคนนั้น มีเสน่ห์เกินจริง
โดยเฉพาะเสน่ห์ประเภทยอมตายเพื่อให้ได้มา
แต่เมื่อได้สิ่งนั้นมา ความอยากได้ย่อมหายไป
ทำให้เสน่ห์ของสิ่งนั้น คนนั้น น้อยลงกว่าที่เคย
หรือกระทั่งหายไปอย่างน่าฉงน
สิ่งใดหรือคนใดซื้อได้ด้วยเงินในมือง่ายๆ
ความอยากครอบครองจะหายไปเร็วเป็นพิเศษ
สิ่งใดต้องใช้ความพยายามหรือกระทั่งเอาชีวิตเข้าแลก
ความอยากครอบครองจะมีอายุยืนนานขึ้น
แต่ทั้งหลายทั้งปวง ก็ลงเอยเหมือนๆกัน คือ
ในที่สุดก็ธรรมดาและรู้สึกเฉยๆจนได้

เราอาจแปลกใจจนต้องถามตัวเองว่า
ครั้งหนึ่งเคยยอมตายเพื่อให้ได้มา
แค่สิ่งที่ทำให้รู้สึกเฉยๆเท่านี้หรือ?

เพียงคนคนหนึ่งรู้ทันธรรมชาติความอยากได้
รู้ทันว่าจิตของตัวเองผิดเพี้ยน
แปรขึ้นแปรลงไปตามระดับความอยาก
เห็น ขณะแห่งความเพี้ยนของจิต
ขณะถูกครอบงำให้ลุ่มหลงว่าอาจ
คิดเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน ไร้หลัก ไร้เหตุผลได้สารพัดเพียงใด
สติชั้นสูงจะค่อยๆเจริญขึ้นทีละน้อย
นั่นเพราะความอยาก คือรากของความทุกข์
เมื่อเราลงไปเล่นที่รากของความทุกข์ได้บ่อยๆ
เราจะเริ่มเห็นความลุ่มหลงมัวเมาเป็นอารมณ์ล้อเล่น
เป็นของชั่วคราวที่เกิดขึ้นกับจิตที่ขาดสติไป
ค่าของวัตถุกามภายนอกจะปรากฏตามที่มันเป็น
สวยคือสวย หล่อคือหล่อ หุ่นเซียะคือหุ่นเซียะ
แต่ไม่มีแรงดึงดูดพอจะกระทำต่อจิตเราให้ปักติด
หมดสิทธิ์ปรุงแต่งความคิดบ้าๆบอๆขึ้นมาในหัวเรา
และไม่มีทางสร้างความทรมานใจ
ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทรมานใจ ให้กับเราอีกต่อไป!

ความทุกข์ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

310816

ในทางกลศาสตร์ควอนตัม
ไฮเซนเบิร์กค้นพบว่า
อะตอมไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ถ้าไม่มีผู้พยายามมองให้เห็นอะตอม จุดนั้น

เรื่องนี้สำคัญ
มันหมายความว่าทั้งจักรวาลนี้
ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้
ถ้าปราศจากเหตุให้มันมี
ปราศจากผู้เห็นว่ามันมี

ฤาษีชีไพรผู้สำเร็จอภิญญา
ก็รู้กันมาก่อนกัปก่อนกัลป์ว่า
กายนี้ ไม่ต้องหนักอย่างนี้ก็ได้
ถ้าทำกสิณลมสร้างความเบาว่องให้กายได้
ผู้สำเร็จกสิณลม บันดาลลมที่ไม่มีให้มันมี
เพื่อยกกายขึ้นสู่อากาศ
แล่นไปตามปรารถนาเหมือนอย่างนกก็ได้

นอกจากนั้น กายนี้ ไม่ต้องคงรูปอยู่อย่างนี้ก็ได้
ถ้าใจใหญ่เกินกาย เห็นกายอยู่ภายใต้อํานาจนึก
จะนึกแปรรูปร่างหน้าตาให้เป็นอย่างไรก็ได้
เนรมิตร่างขึ้นหลายๆร่างก็ได้
ล่องหนหายตัว ไม่ปรากฏในโลกนี้ก็ยังได้
ตราบเท่าที่อำนาจนึกยังไม่เสื่อมลง

พระพุทธเจ้าเป็นผู้ค้นพบ
ความจริงที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นั่นคือ
ความทุกข์ไม่ต้องมีก็ได้
ถ้าเหตุแห่งความทุกข์ดับไป

ความจริงนี้สำคัญที่สุด
เพราะถ้าไม่มีผู้ค้นพบ
ก็ไม่มีผู้หลุดพ้นจากกรงแห่งความทุกข์ไปได้
นึกว่าต้องเป็นทุกข์ไปเรื่อยๆ

ทุกข์ทางใจ หายไปชั่วคราวได้
ไม่ใช่ด้วยอิทธิวิธี
แต่ด้วยความเข้าใจง่ายๆว่า
เลิกนึกถึงต้นเหตุทุกข์เดี๋ยวนี้
คลายจากความยึดมั่นเอาเป็นเอาตายเดี๋ยวนี้
ใจก็เลิกกระสับกระส่ายเดี๋ยวนี้
เบาลงเดี๋ยวนี้ หายทุกข์หายโศกเดี๋ยวนี้

ทุกข์ในชีวิต หายไปถาวรได้
ไม่ใช่ด้วยการปล่อยวางประเดี๋ยวประด๋าว
แต่ด้วยความเข้าถึงที่ลึกซึ้ง
เลิกสำคัญผิดว่ากายใจเป็นตัวเราเสียได้
ทำลายกำแพงอวิชชาลงได้
ยุติการก่อกรรมอันเป็นเหตุให้เกิดภพภูมิได้
เป็นอิสระจากกองทุกข์ทั้งปวงได้!

เรื่องแย่คือโอกาสดี

14063895_1148598348530655_3205176618212266206_n

เมื่อเจอเรื่องแย่
โดยเฉพาะที่แย่เข้าขั้นวิกฤติ
งานไม่มี เงินไม่เหลือ
ความช่วยเหลือไม่มา
คนเราจะถึงทางแยกจุดหนึ่ง
คือ ปล่อยตัวเองให้ขาดสติ
กับเกิดสติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ขาดสติ คือเลิกคิด เลิกใช้เหตุผล
ปล่อยให้อารมณ์มืดครอบงำ
ประชดชีวิตด้วยการทิ้งชีวิต
หรือทำชีวิตให้บรรลัยหนักขึ้น
เช่น ใช้เงินก้อนสุดท้ายเล่นพนัน
ใช้เรี่ยวแรงที่พอมีไปปล้นชาวบ้าน

แต่ถ้าเกิดสติ ได้คิด ได้ใช้เหตุผล
คุณจะพบว่าตัวเองกลายเป็นใครอีกคน
ที่ค้นหาไม่เคยพบในยามสุขสบาย
ความจนตรอกจะบีบให้คุณ
หันหน้าเข้าหาตัวเอง
คุยกับตัวเองให้รู้เรื่องว่า
เมื่อถึงเวลาหมดทุนนอกตัว
ที่ตรงนั้นคุณสะสมทุนในตัวไว้ได้แค่ไหนแล้ว

เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไม่มีทุนในตัวอยู่เลย
แม้แต่คนจรจัดไร้บ้าน
ก็รู้แหล่งเก็บขยะขาย
และบางคนก็ขายขยะ
มีรายได้ดีกว่าคนจบตรีเสียอีก!

ทุนในตัวที่แท้จริง
มักถูกหยิบมาใช้ในยามไม่เหลือทุนนอกตัว
และทุนในตัวที่มีค่าที่สุด
ก็คือสติ กับการมองเห็น
เพราะสองสิ่งนี้จะรวมกันเป็นความคิดดีๆ
เป็นไอเดียดีๆ เป็นการตัดสินใจอะไรใหม่ๆ
พาไปเจออะไรใหม่ๆ
น่าให้เชื่อได้ว่าทุกอย่างจะดีขึ้น
เพราะคนเราเมื่อตกต่ำดำดิ่งถึงที่สุด
ถ้ายังคิดดีอยู่ได้ ก็แปลว่าถึงเวลาเชิดหัวขึ้นแล้ว
ไม่ใช่ได้เวลากระแทกพื้น

สติแบบพุทธ เริ่มจากเครื่องกั้นความเลวร้าย
แม้โลกประเคนสิ่งเลวร้ายเข้าใส่
แต่คุณตัดสินใจไม่ออกจากเขตของศีล
เรื่องดีๆก็ยังเหลืออยู่ หรือพร้อมจะเกิดไอเดียใหม่
ได้ความคิดแปลกใหม่ที่คุณคนเดิมคิดไม่ออก
หรือกระทั่งเห็นว่าตัวจริงของคุณ
มีความเป็นคนจริง มากกว่าคนเหลวไหลคนก่อนเยอะ

สติแบบพุทธ สำหรับคนที่ศึกษาพุทธอยู่จริง
นำความเป็นพุทธ
เข้ามาประดิษฐานในตนไว้ก่อนเกิดวิกฤติ
พอถึงคราวเกิดวิกฤติ พอเกิดความรู้สึกแย่ๆ
ก็จะมีสติ พลิกใจตัวเองที่เคยเอาแต่ดูโลกภายนอก
หันไปเป็นผู้ดูโลกภายใน
เห็นกายปวกเปียกอยู่ในอิริยาบถแย่ๆ
เห็นความรู้สึกแย่ๆที่ปรากฏในกาย

แค่เห็นกายแย่ๆ ความรู้สึกแย่ๆ
เพียงชั่วลมหายใจเดียว
อย่างน้อยจะเกิดความรู้ขึ้นมาประการหนึ่ง คือ
ตอนเกิดเรื่องแย่ คุณจะไม่อยากมีตัวตน
เพราะจิตไม่อยากยึด
ไม่อยากเอาภาวะที่เป็นอยู่

ในความไม่อยากยึด ไม่อยากเอากายใจในบัดนั้น
จิตพร้อมจะทิ้งอัตตาทั้งหมด
ยิ่งถ้าพบว่ากายแย่ๆ จิตแย่ๆที่เห็นนั้น
เปลี่ยนแปลงได้ แตกต่างจากเดิมได้ชั่วข้ามลมหายใจ
จิตจะยิ่งแจ่มแจ้งว่า นั่นแหละอนัตตา

ตัวอย่างเช่น เริ่มขึ้นมา เกิดสติยอมรับความจริงว่า
กำลังฟุ้งซ่าน ระส่ำระสาย หมดกำลังใจ ท้อแท้
ร่างกายปวกเปียกเหมือนขี้ผึ้งถูกลน
ไม่มีเรี่ยวแรงให้แข็งขันทำอะไรได้
จุดนั้น จิตจะเห็นเหมือนกายใจ
เป็นกองขยะกองหนึ่ง ไร้ค่า ไม่มีราคา
แล้วพิจารณาต่อยอดว่า
ที่ลมหายใจนี้ ฟุ้งซ่านประมาณนี้
เทียบกับลมหายใจครั้งต่อไปว่า
ฟุ้งเตลิดขึ้นกว่าเดิม
หรือลดระดับความฟุ้งลง
คุณจะพบว่า เพียงแวบแห่งการสังเกตสั้นๆ
ชั่วเวลาข้ามลมหายใจนั้น
ถ้าพบว่า ระดับความระส่ำระสายภายในไม่เท่าเดิม
ก็จะเกิดประสบการณ์น่าอัศจรรย์ คือ
รู้สึกชัดว่า กลุ่มก้อนความฟุ้งซ่านนี้
กลุ้มก้อนความรู้สึกแย่ๆนี้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ตัวใคร
เป็นของจ้อย ด้อยค่า
แต่ขณะเดียวกัน คุณก็ค้นพบเพชรในกองขยะ
อันได้แก่สติรู้ความจริง

จิตที่สว่าง ว่าง สงบสุข
อันได้จากสติรู้ความจริงนั่นแหละ
ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใดในชีวิต
แม้เกิดขึ้นเพียงแวบเดียว คุณก็จะจำไม่ลืม
และอาจต่อยอดขึ้นเป็นสมาธิ
เห็นความจริงได้เป็นปกติในเวลาต่อมา
แล้วคุณจะกลายเป็นคนหนึ่งที่เชื่ออย่างสนิทใจว่า
เรื่องแย่ คือโอกาสดี ถ้ามีสติแบบพุทธ!

โปเกมอน โก กำลังจะพาเราไปไหน?

13903264_1141866835870473_3366721104302170484_n

บุคคลที่เป็นต้นคิดโปเกมอน โก
เป็นประธานของนินเทนโด
ชื่อ ซาโตรุ อิวาตะ
เขาตายไปตั้งแต่ปีที่แล้ว
ก่อนจะรู้ว่าผลงานที่เขา
ช่วยกันคิดกับคนของบริษัทโปเกมอน
ได้เขย่าโลกครั้งมโหฬารในหนึ่งปีต่อมา

เคยมีข่าวในอเมริกาว่า
มีคนออกไปจับโปเกมอนกันตอนดึกๆ
แล้วเจอโจร
แต่ดันนึกว่าเป็นพวกจับโปเกมอนด้วยกัน
กว่าจะรู้ว่าเป็นโจรก็ตอนโดนเชือดคอ
ยังดีที่ไม่ตาย กระเสือกกระสนหนีรอดมาได้
ทว่าแทนที่จะไปโรงพยาบาล
กลับเป็นห่วงจับโปเกมอนก่อน
จับเสร็จค่อยหาหมอ!

หลายคนเป็นห่วงว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เพราะมีรายงานอุบัติเหตุ
อันเกิดจากการเล่นโปเกมอน โก
แบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
ไม่สนใจโลกตรงหน้ากันหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
เข้าสถานที่ต้องห้ามโดยไม่รู้ตัว ไม่เห็นป้ายกัน
ก็ไม่ใช่น้อยๆ

ผมกลับไม่รู้สึกเป็นห่วงเท่าไร
เพราะหลังจากดาวน์โหลดมาเล่นอยู่ นาที
ด้วยความอยากรู้ว่าแก่น
หรือศูนย์กลางความดึงดูดของเกมอยู่ตรงไหน
ซึ่งพอรู้ ก็ทราบว่ายังอยู่ห่างไกล
จากคำว่าน่าเป็นห่วงมาก
เพราะในที่สุดจะมีเกมที่ซ้อนทับโลกความจริง
ทะลักพรั่งพรูออกมาแย่งส่วนแบ่งตลาดอีก
เล่นสนุกกว่านี้อีก น่าติดใจกว่านี้อีก
แล้วคนก็จะค่อยๆลืมโปเกมอน โกกันไป
อีกทั้งนานๆไปก็จะไม่ตื่นเต้นกับอะไรพรรค์นี้นัก

ก้มหน้าลงไป
ยังไงคนก็ยังเงยหน้าได้ครับ
ถึงวันนี้ ยังไม่มีอะไรน่าติดใจ
ขนาดทำให้คนเงยหน้าไม่ขึ้น
และเกมอย่างโปเกมอน โกเอง
ก็ทำให้คนเลิกเจ่าจุกอยู่กับที่
ออกเดิน ออกไปคุย (ดีๆ) กับคนแปลกหน้ามากขึ้น
เห็นโลกหลากหลายขึ้น
มันก็มีส่วนสร้างสรรค์เหมือนกันแหละ

แต่เร็วๆนี้ไม่แน่นะครับ
กูเกิ้ล ซึ่งปัจจุบันเป็นหนึ่งในผู้ครองโลกตัวจริง
กำลังมีแผนใหญ่ ภายใต้การนำของ Ray Kurzweil
ซึ่งเป็นนักนักสร้างภาพอนาคต
มีผลงานประดิษฐ์คิดค้นที่ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่มาแล้ว
เขากำลังจะทำให้คนเลิกก้มหน้า
แต่เงยหน้าและลืมตาเต็มๆอยู่ในโลกอีกใบ!

เรย์มั่นใจว่า จากเทคโนโลยีที่เขาและทีมงานกำลังพัฒนา
จะสามารถฉีดนาโนบอต (หุ่นจิ๋วระดับนาโน) เข้าสมองคน
แล้วปิดการรับสัญญาณจากหูตาและร่างกาย
จากนั้นก็ป้อนสัญญาณใหม่
สร้างสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
หลอกสมองว่าเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส
สิ่งที่ถูกออกแบบสร้างขึ้นโดยเฉพาะ
โดยสมองจับไม่ได้เลยว่าเป็นของปลอม

แทบทุกคนอยากเปลี่ยนโลก
โดยเฉพาะโลกเซ็งๆที่เราออกแบบเองไม่ได้
แต่ Ray Kurzweil กำลังจะทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำได้
เขาจะทำให้คนรู้ว่าเปลี่ยนโลกของจริงเป็นอย่างไร
เดี๋ยวเราจะได้ไม่ต้องคิดถึงญาติที่อยู่อีกฟากโลก
เพราะกดปุ่มปุ๊บเดียวก็เจอหน้ากันจริงๆได้
เดี๋ยวเราจะไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรมกันอีก
เพราะแค่กดปุ่มก็สวยหล่อเหมือนดาราระดับโลกทันที

แต่ก็นั่นแหละ ดีที่สุดอาจสวิงมาข้างร้ายที่สุดอย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวเราจะไม่เป็นอันได้อยู่ในโลกความจริงกัน
ทำงานเก็บเงินซื้อความจริงหลอกๆแทนบ้าน แทนรถ
ขอแค่ห้องเท่ารูหนูไว้สับสวิทช์จากโลกจริงไปโลกเสมือนก็พอ
เดี๋ยวเราจะได้มีเรื่องถกเถียงกันมากขึ้น
ที่เที่ยวไปมีเซ็กส์กับใครต่อใครในโลกเสมือนมันผิดหรือไม่ผิด
แล้วตัวจริงของเราคือใครกันแน่
ในเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนมากกว่าโลกจริง

อันเนื่องจากโลกเสมือนของ Ray Kurzweil ยังมาไม่ถึง
ผมเลยไม่ทราบว่า จะหลอกจิตได้น้องๆสวรรค์
หรือเหนือกว่าสวรรค์ของจริงหรือเปล่า
รู้แต่ว่า ถ้าเอามนุษย์คนหนึ่งไปขึ้นสวรรค์
กลับลงมาจะไม่เป็นทำอะไรครับ
อยากขึ้นสวรรค์ท่าเดียว
ไม่ต่างจากลิงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์สักนาที
ลิงจะไม่อยากกลับไปเป็นลิงอีกเลยตลอดไป

และถ้า Ray Kurzweil สร้างโลกอนาคตได้จริงอย่างที่คิด
คุณไม่ต้องหนีไปไหน อย่างไรก็ต้องร่วมขบวนกับเขา
เพราะการสื่อสารยุคนั้นจะบีบคุณเอง
ไม่ต่างจากที่คนเคยรังเกียจหรือตั้งแง่อคติกับสมาร์ทโฟน
ในที่สุดก็ต้องหันมาใช้สมาร์ทโฟน
ไม่งั้นคุยไลน์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้าไม่ได้

ถ้าจะศึกษาธรรมะ ช่วงนี้ยังพอมีเวลาเหลือครับ
แต่หากรออีกสิบกว่าปี ไม่รู้โอกาสจะยังมีอยู่หรือเปล่า
ผมเคยนึกอยากสร้าง VR
เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงของคนเจริญสติ
ถ่ายทอดให้คนทั่วไปรู้ตาม ผ่าน Gear VR หรืออื่นๆ
เริ่มจากเห็นลมหายใจไปถึงสภาพจิตที่รู้จักอนัตตา
แต่พอลองศึกษาวิธีสร้างแล้ว
เห็นท่าว่ากำลังของผมคงไม่ไหวครับ
ถ้าใครทำ VR ได้ผมให้ไอเดียฟรีๆเลย
หากไม่ทำสื่อธรรมะที่เข้ากับโลกอนาคตไว้แต่เนิ่นๆ
พอได้เวลาที่อนาคตพรรค์นั้นมาถึง
ก็คงสายไปสำหรับคำว่าธรรมะกับคนยุคใหม่’!

อ้างอิง
http://www.cnet.com/news/a-look-into-the-mind-bending-google-glass-of-2029/

https://www.reddit.com/r/Futurology/comments/2n4oor/how_plausible_is_it_to_expect_microbotsnanobots/

คนไม่ดี กระตุ้นความคิดไม่ดี

13892203_1133820553341768_3042901215461142423_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

อยู่กับคนมองโลกในแง่ร้าย
คุณต้องเอาโลกแง่ดีมานำเสนอให้ทันๆกัน
กี่ครั้งที่เขามองแง่ร้ายมา
ก็ควรเป็นทุกครั้งที่คุณมองแง่ดีไป

การเอาแต่มองแง่ร้ายของโลกทั้งวันทั้งคืน
จัดเป็นโรคทางใจชนิดหนึ่ง
เหมือนขังตัวเองอยู่ในคุกมืด
ไม่ยอมเปิดหน้าต่างรับแสงสวยๆบ้าง

ไม่มีทางลัดในการรักษา
ถ้าอยากช่วย ก็ต้องทำใจช่วยในระยะยาว
และต้องช่วยอย่างมีศิลปะ
ช่วยอย่างมีความเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

ทุกคนมีโทสะ คุณเองก็เช่นกัน
และโทสะก็คือพื้นฐานของการมองโลกในแง่ร้าย
ฉะนั้น การนำเสนอโลกแง่ดี
ต้องมีความนุ่มนวลเป็นตรงข้ามกับโทสะ

ถ้าเขาเสียงแข็งมา คุณต้องเสียงอ่อนไป
ถ้าเขาเลือกคำร้อน คุณต้องเลือกคำเย็น
ถ้าเขาคิดแตกหัก คุณต้องคิดประสาน
ถ้าเขาพูดใส่สีตีไข่ให้เกลียดกัน คุณต้องพูดตรงไปตรงมาให้รักกัน

ถ้าเขาพร่ำพูดยืดยาว คุณต้องกระชับคำพูดให้สั้น
ถ้าเขาเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้จุดหมาย คุณต้องคัดประเด็นสรุปให้จับใจ
ถ้าในหัวเขาเต็มไปด้วยเสียงด่า ในหัวคุณต้องเต็มไปด้วยเสียงชม

เมื่อตั้งความเชื่อไว้ว่าทุกสิ่งมีอีกด้านให้เห็น
และพยายามฝึกที่จะเห็น คุณจะเห็นเสมอ
กับทั้งคิดได้ พูดได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ช่วยเขาแต่ละครั้ง ก็คือฝึกคุณไปในตัว
ตอนแรกอาจเหมือนเตี้ยอุ้มค่อม
เพราะมุมมองร้ายๆของเขา
จะแพร่มากระตุ้นอารมณ์ร้ายๆในคุณไปด้วย

แต่ยิ่งฝึกนานไป ใจคุณจะยิ่งชินกับการคิดเป็นตรงข้าม
รู้เองว่าพูดด้วยน้ำเสียงแบบใด มองเขาด้วยแววตาแบบไหน
จะช่วยให้รู้สึกว่าไม่ได้ถกเถียงหรือทะเลาะกัน
แต่เป็นการนำเสนอที่ชวนให้เต็มใจสนอง

มุมมองโลกแง่ดีสักร้อยสักพัน
ขอเพียงมีหนึ่งเดียวที่ช่วยให้เขาคลิก
จุดชนวนให้รู้จักหัดมองโลกแง่ดี
รู้สึกดีกับการมองด้านดี
ไม่รู้จะมองด้านร้ายให้รู้สึกร้ายไปทำไม

ครั้งต่อๆไปจะเริ่มง่ายขึ้น
คุณจะสัมผัสใจที่ดีขึ้นได้จากเสียงที่อ่อนลง
ตลอดจนบรรยากาศความสว่างที่ต่างไป

ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน
ถึงจะเปลี่ยนคนมองโลกแง่ร้ายมาเป็นคนมองโลกแง่ดีเต็มตัว
คำตอบคือ นานหน่อย

คนเราตกมาอยู่ในหลุมมืดให้เห็นโลกด้านร้ายได้ทั้งชีวิต
ก็ควรต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเอาตัวออกมามิใช่หรือ?

คิดอย่างนี้ เผื่อใจอย่างนี้ ใจเย็นอย่างนี้
แล้วในที่สุดจะพบว่า คุณทำสำเร็จเร็วกว่าที่คิดมาก

ความเกลียด... ตั้งใจกำจัดไม่ได้

unnamed

อารมณ์เกลียด
สะท้อนให้เห็นความรู้สึกเจ็บใจ
และบางครั้งความเจ็บใจก็ไม่ใช่เพื่อตัวเอง
แต่เป็นความเจ็บใจแทนคนอื่น
เช่น เห็นใครบ้าอำนาจ รังแกคนอ่อนแอกว่า
ก็เกิดความเจ็บแค้นแทนคนอ่อนแอ เป็นต้น

ทว่าความเจ็บใจในบางครั้ง
ก็ดูไม่สมเหตุสมผลเอาเลย
เช่น เขาไม่ได้ทำอะไรให้
เขาไม่ได้มองมาด้วยซ้ำ
แต่เพราะเราเองอยากให้มองแล้วเขาไม่มอง
แค่นั้นก็เกิดความเจ็บปวด
แล้วแปรรูปเป็นความเกลียดแบบเฉียบพลัน
จ้องเขาทีไร ก็เห็นแต่แง่ลบเอาไว้บอกตัวเองว่า
คนคนนี้น่าจงเกลียดจงชังเป็นที่สุด

ความเกลียดที่ไม่สมเหตุสมผล
มักเป็นอารมณ์ลบที่ฝังแน่น ถอนยาก
มันจะเรียกร้องให้เราหาเหตุผลมากำกับ
และคนเราส่องหาอะไรก็มักเจอสิ่งนั้น
ขอเพียงพบข้อบกพร่องน่าล้อเลียนเล็กน้อย
ขอเพียงพบคำพูดพลาดพลั้งนิดหน่อย
ขอเพียงพบหลักฐานความเลวจริงบางข้อ
เราจะงัดเอาความไม่สมบูรณ์แบบของคนที่เราเกลียด
มาบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่า
ทำไมมันถึงสมควรถูกเกลียดแบบตอกเสาเข็มถาวร

ถ้าโชคดี เป็นคนเกลียดอารมณ์เกลียดที่ไร้เหตุผล
กำลังหาทางกำจัดความเกลียดประเภทนี้อยู่
อย่าพยายามสั่งตัวเองให้เลิกเกลียด
เพราะคำสั่งดื้อๆแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าชนิดนั้น
คือการกดจิต บังคับใจ ซึ่งธรรมดาจิตใจไม่ชอบถูกบังคับ
ความฝืนใจเป็นเกลอกันกับความเกลียด
ยิ่งฝืนใจเท่าไร ยิ่งเพิ่มความเกลียดขึ้นเท่านั้น
ไม่ได้ลดอารมณ์เกลียดลงเลย

อีกประการหนึ่ง
ใจคนเราเป็นใจที่หลงทาง
อาการหลงทางนั้น พาให้เราอยากหวงความเกลียดไว้
วิธีแก้ คือ ให้เปลี่ยนคำเสียใหม่
บอกตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
พอใช้คำว่าทุกข์ก็จะยินดีให้มันลดลง
เพราะจิตไม่ชอบทุกข์ ไม่อยากหวงทุกข์

แค่แทนที่อารมณ์ฝืนด้วยความสบายใจ
ความทุกข์ก็ลดระดับลงได้บ้างแล้ว
ดังนั้น เมื่อใดรู้สึกถึงความเกลียด อึดอัดแน่นในอก
ให้ย้ำกับตัวเองว่า ความเกลียดเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง
และธรรมชาติของทุกข์ทางใจนั้น เหมือนๆกันหมดอยู่อย่าง
คือ แสดงความไม่เที่ยงให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
ลมหายใจนี้ทุกข์มาก อีกลมหายใจทุกข์น้อยลง
ลมหายใจนี้จี๊ดในอก อีกลมหายใจแค่แน่นในอกนิดๆ
ลมหายใจนี้ร้อนเป็นไฟ อีกลมหายใจแค่คุกรุ่นหน่อยๆ

เมื่ออาศัยลมหายใจเป็นเครื่องช่วยในการเห็นทุกข์ทางใจ
แล้วสามารถเห็นได้เรื่อยๆ
ก็จะรู้สึกถึงความไม่เที่ยงได้เรื่อยๆ
และเมื่อเห็นทุกข์อันใดแสดงความไม่เที่ยงได้เรื่อยๆ
จิตจะเริ่มถอนจากทุกข์นั้น
พิสูจน์ได้โดยการเห็นภาพเสียงอันเป็นที่ตั้งแห่งความเกลียด
หรือนึกถึงเหตุการณ์อันเป็นชนวนอารมณ์เกลียดที่ผ่านมา
ก็จะรู้สึกว่าไม่ต่างจากความฝัน
มีแต่ภาพ แต่ไม่มีความรู้สึกเป็นทุกข์เป็นร้อนไปกับภาพนั้นอีก!

ใจไม่มืด ชีวิตก็ไม่มืด

13686578_1128910940499396_631280226417445422_n

#คลิปสัมภาษณ์คุณดังตฤณโพสต์โดยแอดมินเบลล์

ในคลิปเสียงสัมภาษณ์นี้
คุณดังตฤณเล่าถึงประสบการณ์ตรงส่วนตัวในอดีต
ครั้งหนึ่งในเส้นทางอาชีพนักเขียน
สถานะทางการเงินของท่านเกือบไปไม่รอด!

รับฟังเรื่องราวในครั้งนั้นจากปากคุณดังตฤณ
ผ่านการสัมภาษณ์ของโค้ชหนูนาและโค้ชนุ่น
ในหัวข้อ "ไม่มีเงิน ไม่มีงาน" ทาง FM 96.5

คลิกฟังเสียง ๑๗ นาที >> http://bit.ly/2afTNex
หรือคลิกอ่าน >> http://bit.ly/2aidLVU
.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

คุณดังตฤณเล่าว่า
ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้ท่านพบความจริงว่า
ในช่วงที่ชีวิตตกต่ำสุดขีด
ถ้าใจไม่มัวแต่ยอมมืดตามสถานการณ์ภายนอก
ใจที่สว่างเป็นกุศลอยู่นั้น
จะทำให้เราสามารถเห็นจุดผิดพลาดของตนเอง
แทนที่จะเอาแต่กล่าวโทษคนอื่น
ทำให้เราสามารถหาทางออกด้วยตนเองได้
แทนที่จะเอาแต่ประชดชีวิต
หรือรอให้ใครยื่นมือมาช่วย

และสำหรับใครที่กำลังรอของานคนอื่นทำ
ท่านก็แนะนำว่า หากมีใจที่สว่าง
จะมองเห็นช่องทางสร้างงานด้วยตนเองมากมาย

คุณดังตฤณเขียนสรุปบทเรียน
จากเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้ว่า :

"
ในวันที่ทุกสิ่งดูผิดพลาดไปหมด
ขอเพียงเหลือใจที่ถูกต้องไว้ดวงเดียว
แล้วใจจะพาทุกอย่างกลับเข้าที่เข้าทางไปเอง"

________________

#ดังตฤณ :
หากคุณรักษาใจไว้ไม่ให้เศร้าหมอง
จะด้วยการฟังธรรม
หรือมองเหตุการณ์ให้เป็นธรรม
หรือสุดยอดคือเจริญสติ
ให้เห็นอารมณ์ทางใจเป็นเพียงสภาพธรรมที่ไม่เที่ยง
เศร้าได้ก็คลายได้
โกรธได้ก็หายได้
มืดได้ก็สว่างได้
ในที่สุดจะเหลือจิตที่ประกอบด้วยสติ
ไม่ดำดิ่งตามช่วงดวงตก

รู้สึกผิด... ไม่จำเป็นต้องรู้สึกแย่ซ้ำๆ

270716


ถ้าทำเรื่องผิดๆแล้วรู้สึกแย่กับตัวเอง
ไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติ
แต่ถ้าทำเรื่องผิดๆแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
อันนั้นน่าตกใจได้ เพราะผิดธรรมชาติ
ไม่ใช่วิสัยของมโนธรรมมนุษย์
ไม่ใช่วิสัยของผู้มีบุญเก่าพอจะเกิดเป็นมนุษย์
ไม่ใช่วิสัยของผู้จะรักษาภพภูมิมนุษย์ไว้ได้

แต่ความรู้สึกผิด ความรู้สึกแย่
ควรมีอายุยืนยาวอยู่ในใจแค่ไหนถึงจะพอ?

ความรู้สึกพรรค์นี้ ถ้าขาดทิศทางความคิด
ก็อาจทวีตัวเข้มข้นขึ้น และยืดอายุออกไปไม่จำกัด
คิดถึงความผิดที่ทำลงไปครั้งใด
ความรู้สึกแย่ยิ่งกระหน่ำซ้ำ หนักหนาขึ้นทุกที

คนเรายิ่งรู้สึกแย่กับตัวเองมากขึ้นเท่าใด
แนวโน้มคือจะเศร้าสร้อย หมดกำลังใจ
ซ้ำเติมตัวเองในทางไม่ดีมากขึ้นเท่านั้น
แต่หากคิดได้ว่าดีแล้ว ที่เกิดความรู้สึกนี้
เราจะได้ไม่ต้องทำผิดซ้ำ
และตั้งใจว่าจะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
รวมทั้งรอเวลาแก้ตัว
เตรียมท่าทีไว้เป็นภาพในใจเลยว่า
ถ้าเกิดเหตุยั่วยุคราวหน้า
เราจะปฏิบัติตัวเป็นตรงข้ามกับที่พลาดมาด้วยท่าไหน

ภาพการเตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้า
ยิ่งแจ่มชัด จะยิ่งละลายความรู้สึกผิดได้มากขึ้น
และยิ่งถ้าเกิดเหตุขึ้นจริง ได้พิสูจน์ตัวตามความตั้งใจจริง
ก็จะยิ่งชะล้างความรู้สึกผิด รู้สึกแย่ออกไปได้หมดจด
ไม่ต้องเป็นผู้มีความรู้สึกผิดเป็นอาวุธ
เอาไว้ทำร้ายจิตใจ หรือกระทั่งทำลายภาพชีวิตดีๆไปทั้งหมด!

ไม่เที่ยง... แต่รู้สึกว่าเที่ยง

250716

แม้อยู่กับความเปลี่ยนแปลงทุกวัน
ตั้งแต่เกิดจนตาย
แต่ไม่มีสักกี่วัน
ที่เราชินกับความเปลี่ยนแปลง
 
เราไม่อยากเสียอะไรดีๆ
ถ้าเสียไปก็เป็นทุกข์
และเราไม่อยากได้อะไรแย่ๆ
ถ้าได้มาก็เป็นทุกข์
ความทุกข์นั่นแหละที่ทำให้ไม่ชินเสียที
 
ไม่น่าประหลาดใจ
แม้ลมหายใจสุดท้ายมาถึง
คนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจยอมรับว่า
การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ของหลอก
คนส่วนใหญ่ยังพยายามยื้อสิ่งไม่เที่ยงไว้
ด้วยความรู้สึกว่ามันน่าจะเที่ยงอยู่
 
เราต้องรอคอยกันนานมาก
กว่าจะมีศาสนาที่สอนให้ชินกับความเปลี่ยนแปลง
และน่าประหลาดใจ
ที่เราต้องใช้เวลากันนานมาก
กว่าจะยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นความจริง
 
เราต้องรอคอยกันนานมาก
กว่าจะพบผู้สอนให้ดูความเปลี่ยนแปลง
จากสิ่งที่ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
อันได้แก่ลมหายใจของเราเอง
 
พระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณาอยู่เรื่อยๆว่า
ลมหายใจเป็นเพียงธรรมชาติชนิดหนึ่ง
ที่แสดงอาการพัดไหว
ผ่านเข้ามาในเราเป็นธรรมดา
แล้วต้องออกจากเราเป็นธรรมดา
ไม่เคยเป็นกองลมเดียวกันเลยนับแต่เกิดจนตาย
 
เมื่อคิดๆอยู่ เห็นๆอยู่ทุกวันตามนั้น
ในที่สุด จิตย่อมได้นิมิตสายลมหายใจชัด
และความหมายของลมหายใจต่างไป
กลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่เที่ยงไปแทน
 
เมื่อเห็นลมหายใจตามจริงว่า
มาเพื่อแสดงความไม่เที่ยง
ไปเพื่อแสดงความไม่เที่ยง
ในที่สุด จิตย่อมนิ่ง ว่าง สว่าง
ความรู้สึกในตัวตนต่างไป
กระทั่งความเชื่อว่ามีตัวตนห่างหาย
หรือกระทั่งสลายไปเงียบๆ
จากไม่รู้กลายเป็นรู้
คือ รู้ว่าตัวตนไม่มี มีแต่ตัวแตก ตัวดับ
บางสิ่งที่เรียกว่า ‘ทุกข์’ หายไป
เหลือแต่ความรู้สึกว่าไม่มีใครทุกข์เกิดขึ้นแทน!

ความรู้สึก หลอกไม่ได้ แต่คุมได้

13754534_1124025350987955_798750000579616394_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถ้ามีความรู้สึกกับใครในเชิงชู้สาวที่ผิดศีลผิดธรรม
จะเอาความรู้สึกนั้นออกจากใจได้อย่างไร
ก่อนจะสายเกินแก้?

คนคนหนึ่งไม่สามารถกำหนดให้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกับใคร
รู้สึกแค่ไหนให้เหมาะ ให้ถูกต้อง
รู้สึกคือรู้สึก ไม่รู้สึกคือไม่รู้สึก
ทุกความรู้สึกถือว่าถูกตามเหตุปัจจัยเสมอ
แต่ถ้าจะผิดก็คือการแสดงออก
หรือพฤติกรรมที่ล้ำเส้นศีลธรรมต่างหาก

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องเก็บซ่อนความรู้สึก
นับตั้งแต่ความรู้สึกไม่พอใจ
เช่น รู้ๆอยู่ว่าถ้าพูดหมดเปลือกเมื่อไร
ก็มองหน้ากันไม่ติดเมื่อนั้น
หรือแม้กระทั่งความรู้สึกพอใจก็ต้องเร้นไว้
เช่น รู้ๆอยู่ว่าถ้าเผยใจเมื่อไร
ก็บาดเจ็บหลายฝ่ายเมื่อนั้น

การพยายามถอนรากถอนโคนความรู้สึก
นอกจากทำไม่ได้จริง
ยังจะยิ่งตอกย้ำให้ความรู้สึกแน่นขึ้น
ทำนองเดียวกับที่เมื่อเอาชนะใครไม่ได้หลายๆครั้ง
คุณก็จะยิ่งรู้สึกเป็นเบี้ยล่างมากขึ้นทุกที
กระทั่งในที่สุดมืออ่อนเท้าอ่อน
ยอมเป็นผู้แพ้ที่ไม่มีประตูสู้อีกเลย
เห็นตัวเองอ่อนแอในภาพซมซานไปเลย

ทางที่เป็นไปได้จริง คือแปรความรู้สึกไปทีละน้อย
นับหนึ่ง เริ่มต้นจากฐานความรู้สึกเดิมที่มีอยู่จริง
ปั่นป่วนแค่ไหน ให้ยอมรับไปแค่นั้น
ฝันๆ หวานๆ คาใจไม่เลิกอย่างไร ให้ยอมรับไปอย่างนั้น

การยอมรับไปเท่าที่ความรู้สึกเกิดขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าร่างกายต้องแล่นตามมันไป
แต่หมายความว่า สติของเราจะเกิดตามมันทัน

ที่ใดมีสติ ที่นั้นมีการพิจารณาอันเป็นธรรมได้
ค่อยๆคิด ค่อยๆเล็งเข้าไปที่อารมณ์ความรู้สึกนั้นๆว่า
เป็นทุกข์หรือเป็นสุข ทรมานหรือสบายดี
รู้สึกว่าแย่หรือรู้สึกว่ายอด

เมื่อยังมีความติดใจยินดี
มีอารมณ์หวานๆฉาบเคลือบอยู่ที่ผิวนอก
คำตอบแรกๆที่จิตมีให้ตัวเองอาจบอกว่า
เป็นสุขสบายดี ยอดเยี่ยมมาก ที่ได้ปั่นป่วนแบบนั้น
พูดง่ายๆคือยินดีที่เป็นทุกข์อยู่อ่อนๆ

แต่ยิ่งดูที่ใจนานไป
คุณจะยิ่งเห็นอาการปั่นป่วนที่สะสมตัวแรงขึ้น
จนกระทั่งนึกถึงความสุขไม่ออก
เห็นตัวเองทนทุกข์อยู่กับสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ยิ่งอยากเอาจริงยิ่งนึกเกลียดตัวเอง
ที่ตรงนั้นคุณจะเริ่มแยกแยะออกว่า
อารมณ์ฝันเป็นของปลอม เป็นต้นทางหลอกล่อ
ส่วนความทุกข์ความปั่นป่วนเป็นของจริง
เป็นปลายทางที่คุณต้องจมอยู่กับมัน
โดนมันบาดใจอยู่นานๆ

เมื่อเห็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์
ไม่เห็นแก่อารมณ์สุขที่ฉาบทาอยู่บางๆ
จะเกิดอาการตาสว่าง
ความอยากเอาจริงครึ่งๆกลางๆจะลดลง
หรือแม้ความอยากเอาให้ได้จริงๆ
ก็จะค่อยๆถอนออกไปเอง
เพราะรู้แล้วว่าของจริงไม่ใช่เรื่องสนุก
ในเมื่อเห็นจิตอยู่ในวังวนทุกข์สาหัสอยู่ชัดๆ

ถึงตรงนั้นแม้ในอกในใจยังคุกรุ่นเรื่อยๆไม่เลิก
คุณก็จะไม่รู้สึกผิด
เพราะเหลือแต่ความถูกต้อง
เห็นตัวเองเจริญสติเท่าทันความทุกข์อยู่
ไม่ยินดีในทุกข์อยู่
ไม่หลงผิดเห็นทุกข์โดยความเป็นสุขอยู่

เจ็บใจมักต่อด้วยเกลียดชัง

130716

โกรธนั้นสั้น
เกลียดนั้นยาว

โกรธนั้นมืดน้อย
เกลียดนั้นมืดมาก

ความโกรธเกิดจาก
การปล่อยใจให้ขัดเคืองแป๊บๆ
ส่วนความเกลียดเกิดจาก
การผูกใจให้คิดพยาบาทซ้ำๆ

คุณป้องกันความโกรธไม่ได้
แต่ฝึกแผ่เมตตาระงับความเกลียดได้

คุณเห็นความโกรธไม่เที่ยงง่าย
แต่เห็นความเกลียดไม่เที่ยงยาก

เมื่อเห็นทันว่าเกิดความไม่พอใจ
เท่ากับเห็นต้นตอความโกรธ
จากนั้น สติจึงเจริญขึ้นเห็นได้ว่า
ลมหายใจนี้โกรธแล้ว
ลมหายใจต่อมาก็หายแล้ว

เมื่อเห็นทันว่าเกิดความเจ็บใจ
เท่ากับเห็นต้นตอความเกลียด
จากนั้น สติจึงเจริญขึ้นเห็นได้ว่า
ถ้าจิตมีความเป็นกุศลอยู่เป็นทุน
จะจากการทำบุญ จากการอ่านธรรมฟังธรรม
ย่อมมีสุข มีความสว่างเป็นทิศทาง
เป็นไปได้ที่จะสละคืนความเกลียด
เป็นไปได้ที่จะอยากให้เขาสุขเหมือนที่เราสุข
เลิกแล้วต่อกัน ไม่ต้องจองเวรกัน
นั่นแหละ! ที่เรียกว่าแผ่เมตตาล้างพยาบาท!

คนดีต่างจากคนทำบุญ

140716

คนที่เข้าใจธรรมะ
ซาบซึ้งธรรมะ
กระทั่งมีใจเป็นธรรมะ
ถึงจะรู้ชัดว่า ละชั่วได้แล้ว
จึงทำดีได้จริง
ถ้ายังหวงความชั่วไว้
ทำดีให้ตาย ก็ดีได้ไม่จริง
ยังรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ใช่คนดี
ยังมีสายสัมพันธ์อันดีกับนรกอยู่

ยิ่งถ้าชอบทำบุญใหญ่ให้คนเห็นเยอะๆ
แต่ลับหลังแอบทำบาปหนักไม่ให้ใครรู้
ในที่สุดมักเป็นพาลแท้
ตามที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
พาลแท้ คือพาลที่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต

คนดีดูง่าย คือ ไม่ร้ายที่ใจ
เมื่อใจไม่ร้าย ก็ไม่คิดร้ายกับใคร
ไม่ทำร้ายใครด้วยกายและวาจา
จะต่อหน้าหรือลับหลังก็ตาม
คนดีจึงเป็นพวกที่พ้นจาก
การทำบุญระดับให้ทานหลอกๆ
สละออกเพื่อทำลายความตระหนี่เป็น
รักษาศีลเพื่อรักษาใจให้สะอาดถูก
และเจริญสติเพื่อยกใจให้พ้นทุกข์ได้!

อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ

13600362_1116040325119791_5671902884817196526_n

เห็นภาพบาดตา
คุณจะรู้สึกถูกเสียดแทง
เคียดแค้นชิงชังก่อน
แล้วค่อยคิดปลอบตัวเองทีหลัง
หรือพลั้งเผลอก่อเรื่องร้ายขึ้นมา

ได้ยินคำพูดบาดหู
คุณจะรู้สึกถูกทำร้ายอัตตา
ไม่สบอารมณ์ก่อน
จึงค่อยคิดตอบโต้ บางวันอาจร้าย
บางวันอาจดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล
หมายความว่ามนุษย์คิดได้
มีเหตุมีผลได้หลังจากเกิดอารมณ์แล้ว
ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคน
ทำตัวมีเหตุมีผลกันไปหมด

ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะมีชีวิตที่สงบสุข
และไม่ลืมความตั้งใจนั้น
โดยมีภาพชีวิตที่สงบสุขอยู่ในใจเสมอ
เมื่อถูกเสียดแทง เมื่อถูกกระทบอัตตา
คุณจะคิดหาทางทำให้ใจตัวเองสงบลง
ไม่ใช่ยอมซัดส่ายตามแรงซัดของโทสะ

โดยย่นย่อ
มนุษย์ที่ไร้เป้าหมาย จะไร้เหตุผล
มีแนวโน้มที่จะแล่นไปตามอารมณ์วันต่อวัน
ถูกยั่วให้โลภ ก็รับใช้ความโลภ
ถูกยั่วให้โกรธ ก็รับใช้ความโกรธ
หากจะห้ามใจ
ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเหตุผลที่ชัดเจน
ห้ามใจแล้วสมเพชตัวเอง
ที่ไม่ทำๆไปตามอารมณ์แบบชาวโลก

แต่ถ้าเป็นคนพุทธที่มีเป้าหมายแบบพุทธ
พอถูกยั่วให้โลภ ถูกยั่วให้โกรธ
คุณจะมีสติแบบพุทธ
แล้วคิดแบบพุทธ มีเหตุมีผลแบบพุทธว่า
จะควบคุมตัวเองไปทำไม
ควบคุมได้แล้วเกิดความปลื้มใจ นับถือตัวเอง
ที่ทำตามเป้าหมายแบบพุทธได้สำเร็จ!

อารมณ์มาก่อนเหตุผลเสมอ

110716

เห็นภาพบาดตา
คุณจะรู้สึกถูกเสียดแทง
เคียดแค้นชิงชังก่อน
แล้วค่อยคิดปลอบตัวเองทีหลัง
หรือพลั้งเผลอก่อเรื่องร้ายขึ้นมา

ได้ยินคำพูดบาดหู
คุณจะรู้สึกถูกทำร้ายอัตตา
ไม่สบอารมณ์ก่อน
จึงค่อยคิดตอบโต้ บางวันอาจร้าย
บางวันอาจดี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เฉพาะหน้า

ที่บอกว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล
หมายความว่ามนุษย์คิดได้
มีเหตุมีผลได้หลังจากเกิดอารมณ์แล้ว
ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ทุกคน
ทำตัวมีเหตุมีผลกันไปหมด

ถ้าตั้งใจไว้ว่าจะมีชีวิตที่สงบสุข
และไม่ลืมความตั้งใจนั้น
โดยมีภาพชีวิตที่สงบสุขอยู่ในใจเสมอ
เมื่อถูกเสียดแทง เมื่อถูกกระทบอัตตา
คุณจะคิดหาทางทำให้ใจตัวเองสงบลง
ไม่ใช่ยอมซัดส่ายตามแรงซัดของโทสะ

โดยย่นย่อ
มนุษย์ที่ไร้เป้าหมาย จะไร้เหตุผล
มีแนวโน้มที่จะแล่นไปตามอารมณ์วันต่อวัน
ถูกยั่วให้โลภ ก็รับใช้ความโลภ
ถูกยั่วให้โกรธ ก็รับใช้ความโกรธ
หากจะห้ามใจ
ก็ไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเหตุผลที่ชัดเจน
ห้ามใจแล้วสมเพชตัวเอง
ที่ไม่ทำๆไปตามอารมณ์แบบชาวโลก

แต่ถ้าเป็นคนพุทธที่มีเป้าหมายแบบพุทธ
พอถูกยั่วให้โลภ ถูกยั่วให้โกรธ
คุณจะมีสติแบบพุทธ
แล้วคิดแบบพุทธ มีเหตุมีผลแบบพุทธว่า
จะควบคุมตัวเองไปทำไม
ควบคุมได้แล้วเกิดความปลื้มใจ นับถือตัวเอง
ที่ทำตามเป้าหมายแบบพุทธได้สำเร็จ

เป็นทุกข์ให้ดูทุกข์ อย่าดูลม

13620021_1114548315268992_581027294070197963_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - ดิฉันทุกข์มากจนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ควรอดทนนั่งสมาธิไปทั้งที่รู้ตัวว่าไม่สงบดีหรือเปล่าคะ?

คุณดังตฤณ:
ไม่ดีนะ คือการนั่งสมาธิเนี่ย
ขอให้ทำความเข้าใจไว้ที่เบื้องต้น
ว่าเราไม่ได้นั่งสมาธิเพื่อจะกดจิตให้มันสงบ
เพื่อที่จะให้ในหัวเราปลอดโปร่ง
ปราศจากเรื่องฟุ้งซ่าน เรื่องที่ติดพันอยู่ ไม่ใช่นะ

การนั่งสมาธิ จะหลับตา
หรือว่าลืมตาขึ้นมาเดินจงกรมก็ตามเนี่ย
จุดมุ่งหมายแบบพุทธ คือ
ให้มีสติเห็นสภาวะที่กำลังปรากฏอยู่ตามจริง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าหากว่าเรานั่งสมาธิอยู่ แล้วรู้สึกเป็นทุกข์มาก
ให้ดูความทุกข์
ไม่ใช่ไปดูลมหายใจ
ไม่ใช่ไปดูคำบริกรรมอย่างอื่น

เพราะอะไร?
เพราะว่าถ้าเรามีความทุกข์มาก
กำลังของความทุกข์มีแรงดันเอาชนะสติได้
แล้วเราพยายามไปสู้มัน
ก็เหมือนกับเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง
หรือเอาเด็กตัวผอมๆ แห้งๆ
ไปพยายามสู้กับพวกซูโม่
หรือว่านักมวยปล้ำที่ตัวมันต่างกันมาก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทางที่ดีที่สุดเวลาเกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมา
ให้เห็นความทุกข์เดี๋ยวนั้นเลยว่า
มันทุกข์ที่ตรงไหนส่วนไหนของร่างกาย
มือกำอยู่ไหม?
มือเกร็งอยู่ไหม?
ถ้ามือเกร็งอยู่ มือกำอยู่นะ
นั่นแสดงว่ามีความทุกข์แล้ว
ปรากฏที่กายอย่างเห็นชัดๆเลย
มันมีฟีดแบคทางร่างกายที่สะท้อนอยู่
ถ้าหากว่ามันมีความรู้สึกอึดอัดกลางอก
ก็ให้ดูความรู้สึกอึดอัดที่กลางอก

พอเห็นความรู้สึกอึดอัดที่ส่วนไหนของร่างกาย
ส่วนนั้นมักจะคลายให้เห็นต่อหน้าต่อตาเดี๋ยวนั้น
แล้วความรู้สึกทางใจมันก็จะสบายขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หรือถ้าเกิดความรู้สึกวุ่นวาย ปั่นป่วน ฟุ้งซ่าน
ก็ให้ดูว่าลักษณะของใจนะ
มันมีอาการปั่นป่วนอยู่ มันมีอาการที่วกวนอยู่
มันมีอาการที่ไม่จบ ไม่จบไม่สิ้นไม่สงบ
แล้วอย่าไปอยากสงบ
ให้ดูความไม่สงบ จนกระทั่งเห็นว่า
ความไม่สงบเนี่ยมันแสดงตัวชัดๆ

ถ้าเมื่อไหร่คุณเห็นความไม่สงบแสดงตัวชัดๆ
เมื่อนั้นคุณจะเห็นว่าลักษณะความไม่สงบ
มันจะค่อยๆแปรตัวไป ค่อยๆอ่อนกำลังลง

นี่คือธรรมชาตินะ
ถ้าคุณไม่เห็นอะไร
สิ่งนั้นจะเหมือนคงอยู่ ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่เห็นอะไรเมื่อไหร่
สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงให้ดูเกือบจะในทันที
ขอให้เห็นจริงๆเถอะ ไม่ได้เห็นด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่เห็นเพราะอยากจะให้มันสงบ
ไม่ใช่เห็นเพราะว่าอยากจะให้มันหายไป
ไม่ใช่เห็นด้วยอาการขับไล่ไสส่ง
แต่เห็นด้วยอาการเป็นผู้ดู

นั่งสมาธิครั้งต่อไปนะ แค่ตั้งใจเท่านั้นแหละ
ว่าเราจะดู เราจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามจริง
เพื่อเห็นความไม่เที่ยงของมัน
ไม่ใช่คาดหวังว่าจะให้เกิดความสงบ
แล้วการนั่งสมาธิครั้งนั้นจะไม่สูญเปล่านะครับ

อยากเปลี่ยน... ให้พูดต่าง

080716

เวลาเห็นใครพูดคุยกับตัวเองแบบออกเสียง
เรามักเห็นเป็นเรื่องตลก
ทั้งที่แท้ เราก็ไม่ได้ต่างจากเขา
เพียงแค่เป็นการคุยแบบชุลมุน
เป็นการแอบคุยแบบไม่รู้เรื่องอยู่ในหัวนั่นเอง

คนทำงานแบบเบื่อๆเซ็งๆ
ร้อยทั้งร้อยคุยกับตัวเองแบบตอกย้ำซ้ำเติม
ในทางไม่ค่อยเป็นมงคล
หรือในทางบั่นทอนกำลังใจ
ประมาณว่า ไปไม่ถึงไหนหรอก
ทำไม่ได้หรอก ไม่มีทางสำเร็จหรอก
เอาแค่นี้พอแล้ว ขออย่าให้แย่กว่านี้เลย ฯลฯ

เสร็จแล้วก็มีอีกใจที่ไม่อยากยอม
แต่ก็เถียงแผ่วๆจนแทบไม่ได้ยิน
เถียงเหมือนไม่ได้เถียง
หรือไม่เคยมีการเถียงเกิดขึ้นเลย
ประมาณว่า เอาหน่อยน่า พยายามขึ้นอีกนิดเถอะ
ไปไม่ถึงไหนเสียที
ทิ้งตัวเองไว้ที่จุดเริ่มต้นนานแล้ว หนาวนะเว้ย!

ธรรมชาติของใจนั้น
รู้สึกอย่างไรก็ผลิตความคิดอย่างนั้น
หมายความว่า รู้สึกอย่างไรเป็นหลัก
ก็ผลิตความคิดอย่างนั้นโดยมาก
เพราะฉะนั้น ถ้าความรู้สึกฮึดสู้
มันแผ่วเกินกว่าจะทัดทานความรู้สึกถอดใจ
ความคิดอยากเปลี่ยนแปลงในทางบวก
ก็น้อยเหมือนน้ำมันฉาบกระทะ มีเหมือนไม่มี
เอามาใช้ผัดใช้ทอดอะไรไม่ได้

การเปล่งเสียงพูดออกปากอย่างมีเป้าหมาย
จึงเป็นอุบายวิธีงัดเอาเสียงข้างแผ่ว
มาขยายให้ดัง และฟังชัดกว่ากลุ่มความคิดลบๆ
เมื่อใดใจอยากทำอะไรดีๆ
ที่เป็นไปในทางพัฒนาให้ตัวเอง
แล้วเปล่งเสียงพูดใส่กระจกเงา หรือใส่จิตตนว่า
ต้องทำให้ได้หรือต้องเอาให้ได้
สมองจะสวิทช์จากโหมดเอื่อยอ่อยอ้อยสร้อย
มาเป็นโหมดคึกคักกระตือรือร้นทันที
อย่างน้อยก็วูบสั้นๆ

หากเกิดวูบสั้นๆนั้นบ่อยพอ
กลุ่มความคิดพุ่งหาเป้าหมายจริงจัง
จะค่อยๆก่อร่างสร้างตัวแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ
กระทั่งจิตคุ้นกับเสียงสั่ง
คือเต็มใจเปล่งเสียงอย่างที่จะรู้สึกว่า
มีนายคอยสั่งจริงจัง
และคุณก็เต็มใจรับใช้เสียงสั่งนั้น
ถึงตรงนั้นแหละ ที่กำลังความรู้สึกฝ่ายบวก
จะเริ่มใหญ่ขึ้นอยู่เหนือความรู้สึกฝ่ายลบ

พูดกับตัวเองต่างไป
คุยกับตัวเองดังพอที่หูจะได้ยิน
สมองจะทำงานต่าง
จิตใจจะเปลี่ยนสภาพ
แล้วชีวิตจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!

ทำดีได้ดีทันที

070716

อยู่กับวันนี้ถึงจะรู้สึกมีชีวิต

040716

ชีวิตอยู่ที่ใจ
และใจคนก็จดจ่อได้
อยู่กับโลกใดโลกหนึ่งเท่านั้น

ถ้าใจจดจ่อกับอดีต
ด้วยอารมณ์เสียดายหรือถวิลหา
ก็เหมือนมีตัวตนที่เหลวไหล
ใกล้เป็นวิญญาณที่เฝ้ามองโลกเก่า
อันตัวเองจากลามาแล้วนมนาน
และไม่รู้ว่าจะเอาคืนมาได้อย่างไร

ถ้าใจจดจ่อกับอนาคต
ด้วยอารมณ์กังวลหรืออยากได้
ก็เหมือนมีตัวตนที่เลื่อนลอย
คอยเป็นวิญญาณที่เฝ้ารอโลกใหม่
อันตัวเองยังไม่มีสิทธิ์ไปอยู่
และไม่รู้ว่ามีอยู่จริงไหม

ถ้าใจจดจ่อกับปัจจุบัน
ด้วยอารมณ์อยากจับต้องและเทใจให้
ก็จะมีตัวตนที่แท้จริง
เป็นจิตวิญญาณที่มีความจงรักต่อโลกนี้
อันมีตัวเองสถิตอยู่
อย่างรู้ว่าทำอะไรให้เกิดขึ้นจริงได้บ้าง!

ความสบายใจสำคัญที่สุด

300616

สำรวจดู ถ้าเห็นความกระวนกระวายในส่วนลึก
รู้สึกว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยจากทุกข์
กำลังเผชิญทุกข์อันเกิดจากความหวาดหวั่น
และนึกๆว่าเดี๋ยวจะต้องเจอทุกข์หนักกว่านี้อีก
เทียบแล้ว ก็ไม่ต่างกันกับอารมณ์ของคนกลัวตาย
หวาดผวากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังความตายนั่นเอง

ขณะยังมีชีวิต ที่รักสุข เกลียดทุกข์
คนเราถลาเข้าหาแต่ความสุขที่จับต้องได้ง่ายๆภายนอก
คนรักที่กระทบหูกระทบตา
ความบันเทิงที่เสพได้ด้วยเนื้อตัว
บ้าน รถ เรือ การงาน สถานที่ท่องเที่ยว

หลายคนในโลก ได้สิ่งน่าชอบใจเหล่านั้นมาครบ
แต่กลับยังค้างคาใจ กระวนกระวาย ไม่อิ่ม ไม่พอ
หรือกระทั่งความหวาดระแวง กริ่งเกรงภยันตราย
ตื่นนอนด้วยความหิวอยู่ลึกๆ
ก่อนหลับฟุ้งซ่านไปกับภาพไม่ดีรบกวนจิตใจอยู่เรื่อยๆ

ความจริงนี้ ชี้ว่าคนส่วนใหญ่
ไม่รู้จักแม้ความสุขง่ายๆภายใน
ที่เรียกกันว่า `ความสบายใจ` กันเลย

ถ้าสบายใจได้ตลอดชีวิต
ไม่ได้ทำผิดคิดร้าย ไม่ได้รบกวนจิตใจคนอื่น
คุณจะไม่รู้สึกกลัวนรกก่อนตาย
มีสัญชาตญาณรู้เองว่า ถ้านรกมีจริง
ก็ไม่ใช่ที่ที่คุณจะต้องดิ่งลงไปแน่ๆ

ต่างจากคนมีจิตใจยุ่งเหยิงตลอดเวลา
ไม่ได้ทำดีเอาทุน ไม่ได้ปล่อยวางจากการจองเวรอริ
แม้ปากแข็ง บอกว่าไม่เชื่อนรก ไม่กลัวชีวิตหลังตาย
แต่พอได้เวลาที่ร่างกายเริ่มพยศ เริ่มอยู่ไม่เป็นสุข
ไม่เป็นหลักประกันให้มั่นใจใดๆเหมือนครั้งยังมีชีวิตอีกนาน
จิตใจจะเริ่มอ่อนแอ กลับไปเป็นเด็กน้อย
ที่รู้สึกเหมือนพลัดหลงอยู่คนเดียวข้างถนน
ไม่รู้ว่าพ่อแม่อยู่ไหน จะกลับบ้านอย่างไรถูก

ถึงตอนนั้น จึงค่อยรู้ว่า ความกระวนกระวายลึกๆ
ที่รู้สึกหิว รู้สึกขาด รู้สึกไม่อิ่มเต็มมาทั้งชีวิต
ก็คือสัญญาณบอกว่า ตัวเองยังทำบุญทำกุศลไม่มากพอ
ที่จะมีความสบายใจ ทั้งขณะมีชีวิตและก่อนตาย

ความสบายใจระดับประถม
คือความสบายใจอันเกิดจากการให้ทาน ให้อภัย
ทำตัวเป็นทึ่พึ่งทางกายทางใจให้คนอื่น
ความสบายใจระดับมัธยม
คือความสบายใจอันเกิดจากการรักษาศีล
ไม่ทำตัวเป็นอันตรายกับคนอื่นตลอดชีวิต
ความสบายใจระดับปริญญา
คือความสบายใจอันเกิดจากการเจริญสติ
ทำจิตเป็นผู้รู้ ผู้ยอมรับความจริง
ขึ้นฝั่งอันปลอดภัยเฉพาะตน

ศาสนาพุทธสอนให้สร้างความสบายใจครบทุกระดับ
แต่กระนั้น ชาวพุทธ (แต่ในนาม) น้อยคนนัก
จะรู้จักแม้กระทั่งความสบายใจระดับประถม
ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิต ก้มหน้าก้มตาตายจาก
ด้วยจิตใจกระสับกระส่ายไม่สบายกันเป็นส่วนใหญ่!

แค่อยากต่าง ก็ห่างเป็นคนละโลก

290616

ถ้าไม่เคยติดยา
คุณจะไม่เข้าใจว่าอยากยาเป็นอย่างไร
ทำเรื่องชั่วช้าได้แค่ไหน

ถ้าไม่เคยหลงรักหัวปักหัวปำ
คุณจะไม่เข้าใจว่าอยากได้ใครมา
แสดงความบ้ารักได้ขนาดไหน

ถ้าไม่เคยอาฆาตแค้นใครจนหน้ามืดจุกอก
คุณจะไม่เข้าใจว่าความอยากฆ่าคน
เกิดขึ้นปุบปับ ลงมือฉับพลันได้เพียงใด

ถ้าไม่เคยมีอุดมการณ์เหนือชีวิต
คุณจะไม่เข้าใจว่าความอยากเปลี่ยนโลก
ผลักดันให้เข้ากลุ่มก่อการร้ายได้อย่างไร

หิวเงิน โหยหาชื่อเสียง อยากรักษาหน้า
อยากล้างมลทิน ทรมานกับชีวิตคู่จนจุกอก
อยากให้อนาคตของลูกดีขึ้น ฯลฯ
เมื่อพบข่าว หรือเห็นใครใกล้ตัวทำอะไร
ที่ผิดเพี้ยนจากสามัญสำนึกมนุษย์
ดูแล้วไม่เข้าใจ คิดแล้วเข้าไม่ถึง
ก็ให้บอกตัวเองว่า ความอยากของเขา
ทำให้เขาอยู่บนเส้นทางทุกข์แบบเขา
ความอยากของเรา
ทำให้เราอยู่บนเส้นทางทุกข์แบบเรา
เข้าใจกันไม่ได้ เห็นใจกันได้ยาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ความอยากคือต้นเหตุแห่งทุกข์
อยากเมื่อไร จิตกระเพื่อมไหว
ทะยานยื่นไขว่คว้า
กระสับกระส่ายไม่เป็นสุขเมื่อนั้น
คนอื่นไม่เห็น แต่เราเห็นอยู่ตลอดเวลา
ทรมานใจกับมันไม่เลิก จนกว่าจะได้สิ่งที่อยากได้

เมื่อมองเข้ามาที่ใจตัวเอง
เห็นว่าอยากได้อะไรข้ามเดือนข้ามปีจริงจัง
ในที่สุดก็ต้องเกิดพฤติกรรม
เพื่อเอาสิ่งที่อยากได้มาให้ได้
แม้คนอื่นไม่เข้าใจ หรือคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย
เห็นจิตเห็นใจตัวเองจริงๆอย่างนี้
คุณจะย้อนกลับไปเห็นใจคนทั้งโลก
แต่ละคนมีความอยากเฉพาะตนเหมือนๆกัน
ต้นทางคือความกระวนกระวายไม่เป็นสุขเหมือนๆกัน
ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเหมือนๆกันว่า
พอบรรลุปลายทางความกระวนกระวาย
จะมีสวรรค์หรือนรกรออยู่ในตอนท้าย

พอเจริญสติ เห็นความกระวนกระวายเฉพาะตน
เห็นเมล็ดพันธุ์อันเป็นต้นทางนรกสวรรค์อยู่ในใจ
คุณจะทราบว่า แค่เห็นความอยาก ความอยากก็ลดระดับ
และแค่เห็นความอยากลดระดับได้บ่อยๆ
ความอยากก็เหือดแห้งห่างหายไปจากใจได้
ใจคุณจะเริ่มสงบระงับ พ้นนรก เหนือสวรรค์
สงสารตัวเองน้อยลง เห็นใจคนอื่นมากขึ้น
เพราะเข้าใจการทำงานของจิตดีขึ้นกว่าเมื่อวาน
และทุกข์น้อยลงกว่าคนอื่นในวันนี้แล้ว!

อยากเปลี่ยนใคร ให้ลองเปลี่ยนตนเอง

13528871_1104631809593976_3064843984917082903_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ข้อเท็จจริงคือ แม้แต่พระพุทธเจ้า
ก็ไม่ทรงพยายามแก้ไขคนพาลทุกคน
คนไหนที่ท่านเห็นว่าพูดได้ทีละนิดก็พูด
เหมือนทำใจไว้ว่า เหยาะน้ำลงหินทุกวันก็กร่อนได้
แต่คนไหนที่ท่านเห็นว่าพูดไม่ได้เลย
ท่านก็บอกพระอานนท์ว่า
เราเลือกที่จะเงียบ ไม่โต้ตอบให้เหนื่อยเปล่า

บางทีคุณจำเป็นต้องมีเช็กลิสต์ส่วนตัว
เอาไว้ท่องให้ขึ้นใจ ตกลงกับตัวเองว่า
แค่ไหนถึงรับได้ แค่ไหนถึงพอใจ เช่น
เขาทำหน้าที่ของตัวเองอยู่หรือเปล่า?
เขาให้สิ่งที่คุณต้องการบ้างหรือเปล่า?
เขาจงใจทำให้คุณเดือดเนื้อร้อนใจหรือเปล่า?

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทุกครั้งที่อยากเปลี่ยนข้อเสียของใคร
ให้หาข้อเสียของตัวเอง แล้วลองเปลี่ยนดู
เมื่อพบว่ายาก จะได้อยากเปลี่ยนคนอื่นน้อยลง

แต่ถ้าทำได้สำเร็จ คุณจะมีสัญชาตญาณ
หรือเกิดฤทธิ์ทางใจบางอย่าง
รู้แนวทางพูดจา ใช้น้ำเสียง หรือทำบางสิ่ง
เพื่อกระทบใจให้ใครบางคน
มีแก่ใจอยากเปลี่ยนตัวเองตามได้

แต่ถ้าคุณเองไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย
เอาแต่หวังว่าใครบางคนจะเปลี่ยนแปลงตัวเขา
ก็เท่ากับฟุ้งซ่านเปล่า
ไม่มีเหตุปัจจัยเป็นคลื่นกระเพื่อม
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆได้จริงแม้แต่น้อย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

แม้แต่คนที่เลวที่สุดในชีวิต
ก็ช่วยให้คุณได้เรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นอย่างนี้
ทุกคนต้องเจออย่างนี้ และผ่านอะไรอย่างนี้ให้ได้
ถ้าผ่านได้โดยดี ใจก็เข้มแข็งอยู่ในกุศลธรรม
นั่นแหละ! ข้อดีอันน้อยนิดที่มีเขาอยู่

ยิ่งสะสมข้อดีของคนรอบตัวได้มากเท่าไร
ใจก็จะยิ่งเอ่อน้ำเย็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

มองต่างกัน ทุกข์ต่างกัน

150616

ถ้าสายตาหาเรื่อง
แค่เงยหน้าขึ้นฟ้า
จ้องมองดวงอาทิตย์บ่อยๆ
ก็ทุกข์ทรมานได้ ตาบอดได้

ถ้าสายตาปรานี
แค่มองคนด้วยใจอยากเผื่อแผ่สุข
ความเย็นตาเย็นใจก็เกิดขึ้นได้
กระแสตาส่องประกายน่ามองได้

มองต่างกัน เห็นต่างกัน ผลต่างกัน

การมีสติก็เช่นกัน
สติเป็นสิ่งกำกับให้ใจรู้อะไรต่างกัน
มีสติไปทางไหน ใจก็จูนไปทางนั้น
ผลทางใจก็เกิดขึ้นตามนั้น

เมื่อตั้งสติวางแผนปล้นด้วยใจละโมบ
เมื่อตั้งสติเอาผิดเอาถูกด้วยอคติ
เมื่อตั้งสติสร้างเหตุแห่งทุกข์ด้วยโมหะอยู่
ท่านเรียกสติแบบนั้นว่ามิจฉาสติ
ยังต้องอยู่ในวังวนทุกข์ไม่เลิก

เมื่อตั้งสติรู้เข้ามาในตัวด้วยความเข้าใจว่า
มองไปตรงไหน ก็เห็นความไม่เที่ยงตรงนั้น
รู้ว่าไม่เที่ยงที่ตรงไหน
ก็รู้ว่าไม่เป็นตัวเป็นตนจริงที่ตรงนั้น
ใจคลายจากการยึดมั่นสำคัญผิดเสียได้
ท่านจึงเรียกสติแบบนั้นว่าสัมมาสติ
เส้นทางทุกข์สั้นลงแล้ว
มีทิศทางออกจากทุกข์แน่นอนแล้ว
ทราบผลได้ตั้งแต่เมื่อใจเริ่มวางเป็นปกติ!

เบื่อกับโกรธอย่างไหนโง่กว่ากัน?

220616

ตอนเบื่อหน่าย
ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเป็นใครเลย
คุณจะรู้สึกเหมือนคนโง่ๆ คิดไม่เป็น
หรืออย่างน้อยก็โง่ลงกว่าปกติมาก
อย่าว่าแต่จะคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ
หรือคิดแก้ไขสะสางปัญหาเก่าๆ
แม้กระทั่งปวดอึปวดฉี่
ยังขี้เกียจขยับไปเข้าห้องน้ำ!

ตอนเบื่อหน่ายสุดๆ
ถ้าอะไรดีๆผ่านเข้ามา
คุณอาจไม่ฉลาดพอจะคว้าสิ่งนั้นไว้
ยิ่งถ้าอะไรร้ายๆผ่านเข้ามาด้วยล่ะก็
คุณอาจทำชีวิตพังด้วยการงอมืองอเท้า
ปล่อยเลยตามเลย ขอนอนตายท่าเดียว

ตอนโกรธ
จิตลุกโพลงเป็นฟืนเป็นไฟ
คุณอาจฉลาดทำเรื่องโง่ๆเป็นพิเศษ
โดยเฉพาะประเภทยึดคติ ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
หรือทำกูหนึ่ง มึงเอาไปสิบ
แบบนี้จะเข้าโหมดสมองตื่นตัว
ฉลาดขึ้นกว่าปกติ
วางแผนซับซ้อนได้กระจ่างกว่าตอนคิดทำเรื่องดีๆ!

ตอนโกรธสุดๆ
ถ้าอะไรดีๆผ่านเข้ามา
คุณอาจเปลี่ยนให้กลายเป็นร้ายได้ด้วยมหาอคติ
ยิ่งถ้าอะไรร้ายๆผ่านเข้ามาช่วงนั้น
คุณอาจเปลี่ยนโลกเป็นนรกได้ด้วยมือเปล่า
ให้โลกแตกดีกว่าอึดอัดจนอกแตก

สรุปคือ ถ้าคุณมีไอคิว ๑๔๐
ตอนเบื่ออาจลดลงเหลือ ๘๐
ตอนโกรธอาจเพิ่มขึ้นเป็น ๑๘๐
แต่ในที่สุดก็ทำชีวิตถอยเข้าคลองทั้งคู่
ทางพุทธจึงมีชื่อเรียกความฉลาดที่แท้จริงว่าปัญญา
ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะกับกุศลจิต
เกิดแล้วเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี
หรือทำเรื่องดีให้กลายเป็นดีสุดๆได้!

เรื่องแย่สุด คือเรื่องฟุ้งซ่านสุด

130616

ชีวิตจะมีดีอะไร
ถ้าต้องฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา
ต่อให้คนทั้งโลกเห็นคุณมีดีแค่ไหน
เมื่อจิตใจฟุ้งซ่านเตลิดไม่หยุด
คุณจะมองไม่เห็นอะไรดีสักอย่าง
ทุกอย่างขวางหูขวางตาไปหมด
ไม่ว่าของนอกตัวหรือในตัว

เรื่องใดดับความฟุ้งซ่านของคุณได้
เรื่องนั้นจึงดีที่สุดในชีวิต
เพราะมันกำจัดเรื่องแย่ที่สุด
ออกไปจากชีวิตคุณได้

อะไรดับความฟุ้งซ่านได้เดี๋ยวนี้
สิ่งนั้นดีกว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ในมือวันนี้
และดีกว่าความรุ่งโรจน์ที่คาดหวังไว้ในวันหน้า

วันนี้
ถ้าอ่านธรรมะข้อไหน
ถ้าฟังธรรมะประเด็นใด
ถ้าคุยธรรมะกับใคร
แล้วรู้สึกว่าฟุ้งซ่านน้อยลง
ก็แสดงว่าธรรมะยังดีอยู่ ไม่ล้าสมัยตามกาล
ศาสนายังเป็นเรื่องดีที่สุดในชีวิตคุณ
พระที่ไหนจะสึกหาลาเพศ
พระที่ไหนจะถูกเปิดโปงว่าไม่ใช่พระ
ก็จะไม่กระเทือนเรื่องดีที่สุดในชีวิตคุณเลย!

ความทุกข์อันใหญ่หลวง

13432341_1096864477037376_4062425507563983506_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะเห็นใครบางคนจากไป
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าใครคนนั้นจะไม่กลับมา
คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะรู้ว่าเงินหายไป
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าเงินไม่อยู่เป็นของเราแล้ว
คนเราไม่ได้ทุกข์ เพราะได้ยินคำด่า
แต่ทุกข์ เพราะคิดว่าเขาด่าเราได้ยังไง

สรุปว่า
ความทุกข์ทางใจส่วนใหญ่
ไม่ใช่เพราะเกิดเรื่อง แต่เพราะเกิดความคิด
หากฉลาดคิด ฉลาดถามตัวเองเข้าเป้าได้
ก็กะเทาะความทุกข์ให้ร่วงกราว
ออกจากดวงจิตได้ง่ายๆเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

จดจ่อกับใจแบบไหน
ใจคุณจะเป็นแบบนั้น!

สังเกตธรรมชาติของใจ
ยิ่งหมกมุ่นคิดโต้ตอบ
อยากหาเหตุผลมาคัดง้าง
อยากสรรคำแสบๆมาตอกหน้าให้สำนึก
อยากสาปแช่งให้จมน้ำในสามวันเจ็ดวัน
ใจคุณจะยิ่งเป็นทุกข์อยู่ในกรงแคบแน่นหนาขึ้นทุกที

ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน
พอเชื่อว่าจะไม่มีอะไรดีขึ้น
แนวโน้มคือคุณจะยิ่งทำอะไรให้มันแย่ลง
เมื่อใจปักหลักอยู่กับความดีงาม
ความรู้สึกดีงามย่อมถูกบันดาลให้เกิดขึ้นเป็นสมบัติติดตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากเห็นภาพรวมของชีวิตที่ผ่านมา
เพื่อศึกษาและเริ่มชีวิตใหม่ดีๆ
จะพบว่า เดิมทีมุมมองของเราเกิดจากคนอื่น
ชีวิตเราเคยอยู่ในช่วงแปรผันไปตามสิ่งแวดล้อม
ยังไม่ได้อยู่ในช่วงทำให้สิ่งแวดล้อมแปรผันตามตัวเราได้

เป้าหมายคือเราจะมีใจคอเป็นตัวของตัวเอง
เป็นอิสระจากสิ่งแวดล้อมให้ได้!

ขอให้ระลึกว่า
ที่จะสละความทุกข์ สลัดมุมมองแง่ร้ายออกจากตัวได้จริง
เราต้องมีความสุขเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

เช่น ที่จะไม่หวงทุกข์อันเกิดจากความคิดแค้น
เราต้องยินดีในสุขอันเกิดจากการอภัย
เมื่อรู้จักความสุขจากการอภัยครั้งหนึ่ง
ให้จำว่ารสของการอภัยนั้นเบา โล่งหัวอก
ความรู้สึกนึกคิดสว่าง ใจว่างจากทุกข์กันแบบไหน
ให้ย้ำจำ ย้ำระลึกถึงไว้ให้มาก
เมื่อใดความแค้นย้อนกลับมาเล่นงานใจอีก
ก็จะได้หวนกลับไปนึกถึงง่ายๆ
ซึ่งเท่ากับแทนที่ความแค้นได้ง่ายๆเช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

เมื่อมีความสุขกับจิตอันเป็นกุศลของตัวเอง
คุณจะเป็นคนหงุดหงิดยาก
ความสว่างทางใจจะแหวกม่านหมอกมืดมัว
เปิดให้เห็นโลกจากจุดยืนของตัวดีๆที่เราอยากเป็น
ไม่ใช่เห็นโลกจากฐานที่ตั้งของตัวร้ายๆที่คนอื่นเป็นกันครับ

ความยึดถือด้วยอารมณ์ร้ายๆ คือดื้อด้าน
ความยึดถือด้วยเหตุผลดีๆ คือเด็ดเดี่ยว
กรรมต่างกัน ผลต่างกัน

เห็นส่วนเดียวไม่นับว่าเห็นจริง

080616

สมัยพุทธกาล
พระสาวกเข้าใจดีว่า
เห็นกายในกาย เห็นจิตในจิต
หมายความว่าอย่างไร
แต่หลายพันปีผ่านมา
ส่วนใหญ่สับสนหรือตีความเอาเอง
เช่น พอยกเอาคำว่ากายในกายขึ้นมา
ก็บอกว่าหมายถึงกายอีกกายหนึ่ง
ที่ซ้อนอยู่ข้างในเป็นชั้นๆ เป็นต้น
นับเป็นสายวิชาใหม่ นอกตำราพุทธ

เมื่อพระพุทธเจ้าสอนสติปัฏฐาน
แต่ละส่วนแต่ละตอน
เช่น สอนใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำกับสติ (อานาปานบรรพ)
ท่านก็จะทิ้งท้ายไว้ว่า
อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นกายในกายอยู่

หมายความว่า แค่รู้ว่าจะอาศัยลมหายใจ
เป็นจุดสังเกตเห็นความไม่เที่ยงได้อย่างไร
คือ รู้ลมหายใจเพื่อสร้างความรู้สึกว่าไม่เที่ยงได้ (อนิจจสัญญา)
ก็นับว่าเห็นกายส่วนหนึ่งจากกายทั้งหมดแล้ว
พูดง่ายๆ พอเข้าสมาธิเห็นลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว
และสังเกตว่ามีเข้า มีออก มียาว มีสั้น ไม่ใช่ลมเดิม
ก็รู้แจ้งว่าลมหายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
เป็นเพียงธาตุลมที่ผ่านมาแล้วผ่านไป
ในที่สุดจึงหายใจด้วยจิตที่ไม่รู้สึกว่ามีตัวตนอยู่

หลายคนดูลมหายใจจนเกิดสมาธิแบบไม่ยึดมั่นถือมั่นได้สำเร็จ
แต่พอลืมตา ลืมลม ก็กลับมาเกิดอุปาทานว่ามีตัวตนใหม่
นั่นเพราะคนเราไม่ได้มีอุปาทานกันที่ลมหายใจอย่างเดียว
ยังยึดร่างกายว่านี่กายข้า
ยังยึดสุขว่าข้าสุข ยังยึดทุกข์ว่าข้าทุกข์
ยังยึดจิตสงบว่าจิตข้าสงบ ยังยึดจิตฟุ้งว่าจิตข้าฟุ้ง
ยังยึดภาวะคิดว่าข้าคิด
มองเข้าไปตรงไหน ก็เห็นเป็นตัวเป็นตนยุ่บยั่บไปหมด

บางคนแทงทะลุแล้วหลายด่าน
เกิดสมาธิไร้กาย ไร้ตัวตน
เหลือแต่จิตตื่นรู้สว่างโพลงอยู่ ก็สำคัญว่าพบจิตแล้ว
ทั้งที่จริงเป็นเพียงสมาธิจิต หรือจิตแบบหนึ่ง
ที่หลุดจากความยึดชั่วขณะ
ยังมีจิตแบบอื่นๆที่ก็เรียกว่า
เป็นสภาพจิตชั่วคราวดวงหนึ่งเหมือนกัน
พอจิตถอนจากสมาธิ
เกิดความคิดสำคัญตัวว่าละเอียดประณีตแล้วหนอ
ก็ยึดความคิดปักใจเชื่อนั้นว่าถูกต้องเป็นตัวเป็นตน
กระหยิ่มทะนงขึ้นมาลึกๆว่าข้าได้ดีแล้ว ข้าหลุดพ้นแล้ว

พระพุทธเจ้าจึงตรัสหลังจากเห็นกายหนึ่งๆ เห็นจิตหนึ่งๆว่า
ยังมีอย่างอื่นต้องดูต่ออีก
เช่น ดูอิริยาบถ ดูความเคลื่อนไหวปลีกย่อยของแต่ละอิริยาบถ
ดูความสุข ดูความทุกข์ ดูความเป็นแบบจิตต่างๆ
ดูความคิดนึก ดูความหมายรู้หมายจำ
ดูให้เกิดความรู้แจ้งรู้จริงว่า อะไรๆในกายใจไม่เที่ยงไปหมด
กระทั่งรู้สึกชัดขึ้นมาว่า อะไรในกายใจไม่ใช่ตัวตนไปหมด
แม้แต่ความคิดกระหยิ่มทะนง
ก็กระทบจิตให้หลงยึดไม่ได้
มีระยะห่างไปหมด ถูกเห็นเป็นของอื่นไปหมด

นี่แหละ เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงจำเป็นต้องใช้คำว่า
กายในกายหรือจิตในจิต
นั่นก็เพื่อไม่ให้ผู้เจริญสติหลงสำคัญผิดว่า
ดูกายส่วนเดียว เรียกว่าเห็นกายทั้งหมดแล้ว
ดูจิตส่วนเดียว เรียกว่าเห็นจิตทั้งหมดแล้ว!

กำลังใจ

010616

กำลังใจ
คือความอิ่มอกอิ่มใจ
ความชื่นบาน ปลื้มปิติ
หรืออย่างน้อยที่สุด
มีความเข้มแข็งพอที่จะลุกขึ้นมา
ทำอะไรอะไรได้ตามปกติ
 
หมดกําลังใจ
คือความห่อเหี่ยวใจ
ความขาด ความโหยหิว
หรืออย่างน้อยที่สุด
มีความแห้งแล้ง เบื่อหน่าย
จนไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเป็นอะไรอีก
 
อย่าหวังเอาอะไรจากโลกข้างนอกมาก
ให้สร้างความชุ่มชื่นใจขึ้นข้างใน
วิธีง่ายๆที่ไม่ต้องลงทุน คือสวดมนต์ให้เป็น
และอุบายง่ายที่สุดที่จะสวดมนต์เป็น
คือตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
 
อย่าอธิษฐานขออะไร
เพราะถ้าขอแล้วไม่ได้
จะยิ่งห่อเหี่ยว หมดแรงหนักเข้าไปอีก
ตั้งใจขอแค่ได้บูชาพระรัตนตรัยด้วยแก้วเสียง
จิตจะรู้ทางสว่าง ทางสร้างน้ำพุแห่งความชื่นบาน
ทางที่ตัวเองจะรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์
ผ่านการสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ไม่ใช่เรียกร้องอะไรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
 
เมื่อสวดอิติปิโสสรรเสริญสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่
ใจจะแผ่กว้างเป็นเมตตา
มีแต่ความปรารถนาเผื่อแผ่ออกไป
ไม่ใช่คาดหวังจะได้อะไรจากใครมา
ตัวอย่างความสว่าง ความอิ่มใจนั้น
จะพลอยช่วยให้เลิกคาดหวังจากโลกข้างนอก
และขับดันให้มุ่งมั่นเอากับโลกข้างใน
ใจจะมีกำลังมากขึ้นเรื่อยๆ
ตามความตั้งมั่นของจิตที่สว่างแล้ว!
 

หลงตัว ต่างจากภูมิใจในตนเอง

300516

ความหลงตัวแบบดิบๆที่เห็นได้ตั้งแต่ต้นวัย
ก็เช่น รู้สึกว่าตัวเองหล่อ ตัวเองสวย
คนมองมาก็นึกว่าเขาชอบ เขาหลงพิศวาส
ยิ่งถ้าคนรอบตัวแสดงความหลงพิศวาสจริง
ก็ยิ่งทะนง นึกว่าทุกคนในโลกบูชาตนไปหมด

แต่ความหลงตัวไม่มีขอบเขตจำกัด
ถึงไม่หล่อไม่สวย ไม่รวย ไม่เก่ง ไม่มีอำนาจ
แค่มีอัตตาโตๆ ก็พร้อมจะมโน
หาข้อดีในตนมาหลอกตัวเองได้แล้ว

อัตตาโตๆจึงเป็นพื้นฐานความหลงตัว
บันดาลให้มนุษย์คนหนึ่งรู้สึกว่า
แค่เกิดมาก็มีดีเหนือกว่าคนอื่นแล้ว
ชีวิตดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำดีก็ได้ดีแล้ว
หรือกระทั่ง ไม่ต้องทำดีก็เป็นคนดีแล้ว
เห็นใครด้อยกว่า จะด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติอันใด
ก็พร้อมจะนึกดูถูก
หรือกระทั่งมองเขาด้วยสายตาสมเพชแล้ว

เมื่อยังหลงตัวอยู่ดิบๆ
จึงเป็นธรรมดาถ้าจะนับถือลัทธิ
ไม่ทำดี ก็ได้ดีอยู่เห็นๆ
ไม่ทำบุญ ก็ได้เป็นเทวดาอยู่ชัดๆ!

ส่วนความนับถือตัวเอง
เกิดขึ้นพร้อมกับการแปรรูปจิต
จากจิตดิบด้าน เป็นจิตสุกสว่างแล้ว
คนเราต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่ง
ที่ดีพอ มีค่าคู่ควรพอ
จิตจึงเกิดความปลื้ม ความอิ่มเต็ม
บันดาลจิตให้เปิดรับธรรมชาติธรรมดา
ของมนุษยธรรมอันเป็นเมตตาขั้นพื้นฐาน
กับมโนธรรมอันเป็นสำนึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์

สรุปคือ นับถือตัวเอง
เพราะตระหนักว่าทำอะไรดีๆเป็นประโยชน์กับโลกจริง
ขณะที่หลงตัว
แค่รู้สึกแบบด้านๆว่าเหนือโลก
ทั้งๆที่ทำอะไรแย่ๆ เกิดมาเพื่อเป็นโทษแก่โลกอยู่แท้ๆ!

ตัวการขยับปาก

13321933_1087989477924876_7172430529122289920_n

#โพสต์บทความดังตฤณวิสัชนาโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม - พูดเล่นบ่อยๆไม่มีสาระจะถือว่าเพ้อเจ้อไหมคะ

ดังตฤณ :
เมื่อไม่ทราบจะเอาอะไรเป็นเกณฑ์
ก็ควรใช้จิตนั่นแหละครับ
บางคนพูดเล่นสองสามประโยค
รู้สึกเลื่อนเปื้อนเลอะเลือนแล้ว
ก็ให้ถือว่าสองสามประโยคมากไป
แต่ถ้าหัวเราะสนุกแล้วคงสติอยู่ได้
ก็ถือว่าวจีสังขาร
ยังไม่ปรุงแต่งจิตให้กระเจิดกระเจิง
ฐานสติมั่นคงกว่าการปรุงแต่งเล่นสนุก

สติที่ยังมีอยู่อย่างแข็งแรงนั่นแหละ
เครื่องชี้ว่าเรายังไม่พูดเพ้อเจ้อเต็มขั้น
เพราะเมื่อมีสติ
จะไม่เกิดการปรุงแต่ง
ในทางอกุศลที่ขัดกับสติ
หรือบั่นทอนกำลังสติ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แค่ไม่ลืมใช้ภาษาสมัยพ่อขุนฯ ในกลุ่มเพื่อน ไม่ได้ทำให้หูคนอื่นเดือดร้อน คงไม่ผิดดอกกระมังคะ อิอิ

ดังตฤณ :
ถ้าไม่ได้เจตนาประทุษร้ายก็ไม่เป็นไรมากครับ
ผมเองเจอเพื่อนเก่าๆตั้งแต่สมัยวัยรุ่น
ก็ยังเสมอต้นเสมอปลายกับพวกเขา
เขาพูดมาอย่างไรเราก็ตอบไปอย่างนั้น
ใจไม่ได้คิดอะไรมากเกินสรรพนามสมมุติ

แต่ความคิดของเรานั้นไว
บางทีหลายคำ
มันไหลไปไหลมาอยู่ในหัวเป็นของแถมได้
ถ้าสังเกตก็เรียกว่าเป็นการเจริญสติอย่างหนึ่งครับ
กลายเป็นประโยชน์ไปด้วยซ้ำ
ข้อสังเกตคือ
ถ้าใจเราเบาสบายอยู่
ด้วยการปรุงแต่งความคิดแบบเมตตา
เมื่อเกิดคำด่า คำร้ายๆขึ้นในหัว มันจะอึดอัด
เหมือนมีอะไรเสียดสีอยู่ในหัวหรือในอก
ไม่ค่อยเป็นที่สบายนัก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ใช้คำหยาบแต่ไม่มีเจตนาทำร้ายจิตใจใคร แต่เพื่อความสนุกสนานตลกขบขันในหมู่เพื่อนฝูง เป็นบาปเป็นกรรมไหมครับ

ดังตฤณ :
คำหยาบคายที่มีผลร้ายคือผรุสวาจา
อย่างที่ผมเขียนถึงครับ
http://bit.ly/yabkai
การพูดเล่นหยอกล้อเอาสนุก
ถ้าไม่ปล่อยให้จิตพร่าเลือนมัวมนจนเกินไป
ก็ยังไหวอยู่

ไม่มีผลเสียหายกับจิตมาก
และไม่ต้องไปรับผลหยาบๆในภายหลังมากนัก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แต่ถ้าคนถูกด่าไม่สนุกด้วยก็น่าจะบาปนะคะ

ดังตฤณ :
..
การรับรู้ทางใจของเขาจะเป็นเครื่องชี้ครับ
ว่าล้อเล่นฉันเพื่อน หรือ
พูดเล่นแบบกะเฉือนให้ขาดใจ
บาปหรือไม่บาป
เจตนาอันตั้งต้นด้วยการรับรู้นั่นแหละเป็นตัวกำหนด

..
จริงๆคำหยาบยังแบ่งได้พิสดารมากครับ
ด่าแล้วคนด่าสนุก แต่คนฟังไม่สนุก
ด่าด้วยเจตนาเล่น แต่กระเทือนคนฟังจริงๆ ฯลฯ
โดยรวมถ้าหากทุกอย่าง
อยู่ในเส้นของมิตรภาพพอดี
คำหยาบหรือคำด่า
ก็กลายเป็นเครื่องผูกใจตามอัธยาศัย

สำคัญคือถ้าเคยชินที่จะ "ด่าเล่นๆ" พร่ำเพรื่อ
ส่วนใหญ่มันกลายเป็นภาวะปรุงแต่งให้จิตสกปรก
ในหัวมีคลื่นความสกปรกปนเปื้อนอยู่ตลอดเวลา
อันนั้นแหละที่น่าเป็นห่วง

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - คนรอบข้างชอบพูดในแง่ลบ จะช่วยเค้าให้เป็นคนคิดบวกได้อย่างไรคะ ได้ยินแง่ลบบ่อยๆเราพลอยจิตตกไปด้วย

ดังตฤณ :
บอกตรงๆว่าประเภทนี้ต้องใช้เวลานานครับ
ต้องค่อยๆเอาคำดีๆหยอดใส่หูทีละนิด
หยอดมากๆหาว่าสอน
แล้วกลายเป็นทะเลาะกันได้

ถ้าคำพูดของเราค่อยๆปรับ
ค่อยๆเปลี่ยนวิธีคิดของเขาได้เป็นครั้งๆ
ในที่สุดนานเดือนนานปีไป
เขาจะเปลี่ยนเป็นคนละคน

สำคัญคือเราพูดดีอย่างเดียวไม่ได้
ต้องเป็นแรงบันดาลใจดีๆให้เขาเห็นด้วย
เพราะคนเราจะไม่ถูกเหนี่ยวนำกันด้วยคำพูดสอน
แต่จะเกิดความอยากคล้อยตาม
เมื่อเห็นภาพการกระทำกับตาครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - การที่เราพูดในแง่ลบ มันจะทำให้เราเตรียมใจกับสิ่งที่ไม่เป็นตามที่หวังได้ง่ายขึ้นได้ไหมคะ?

ดังตฤณ :
เตรียมใจรับเรื่องร้าย
กับมองโลกในแง่ร้าย
ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดครับ

เตรียมใจรับเรื่องร้าย
ถ้าเตรียมจริง ใจจะเย็น
กลัวล่วงหน้าน้อยลง
เกลียดล่วงหน้าน้อยลง
และเมื่อเกิดเรื่องจริง
ระดับโทสะจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนมองโลกในแง่ร้าย
ถ้าร้ายจริง ใจจะรุ่มร้อน
กลัวล่วงหน้ามากขึ้น
เกลียดล่วงหน้ามากขึ้น
และเมื่อเกิดเรื่องจริง
ระดับโทสะจะทวีตัวอย่างเห็นได้ชัด

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - แต่บางครั้งเราก็จำเป็นต้องตักเตือนคนใกล้ตัวด้วยคำพูดแรงๆนะคะ

ดังตฤณ :
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงติเตียน
หรือกระทั่งกระหนาบด้วยถ้อยคำแรงๆครับ
หากตั้งต้นด้วยเจตนาดี
คิดอนุเคราะห์ด้วยคำอันเป็นประโยชน์
ไม่หวังให้ผู้ฟังเจ็บใจ
ก็นับเป็นบุญ ไม่ใช่บาป

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - สามีชอบหยาบคายกับภรรยาบ่อยๆ ด่าจนทำร้ายกันก็มีค่ะ

ดังตฤณ :
สุภาพแล้วตีกันก็มีครับ
แต่ขอให้สังเกตเถอะ
เวลาพูดดีๆกันมา
ตอนตีกันจะเบากว่า
พวกที่สาดคำหยาบใส่กันชั่วนาตาปีมาก

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ยากจังค่ะ เวลาโมโหโทโส มาประกอบ

ดังตฤณ :
เขาเรียกว่าอำนาจความเคยชินไงครับ
มีทางเดียวคือต้องงัดข้อกับมัน
ด้วยการสร้างอำนาจความเคยชินใหม่ที่เป็นตรงข้ามนะ

.. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม - ฝึกตนยากเหลือเกิน

ดังตฤณ :
เราถึงเห็นคนมีความสุขจริงๆยากเหลือเกินไงครับ

คิดแบบเห็นภาพกระจ่าง

270516

เมื่อเคยชินที่จะยกอารมณ์กังวล
เป็นหลักตั้ง เป็นก้าวแรกในการคิด
คุณจะพบว่าตัวเองไม่ได้คิด
แต่จมปลักอยู่กับความกังวล
เพราะการทำงานของสมองจะติดล็อก
เสียพื้นที่ให้อารมณ์กังวล ส่วน
มีแค่ ส่วนหรือน้อยกว่านั้น
ที่คิดเป็นเหตุเป็นผลจริง

คุณจะรู้สึกคล้ายในหัวมีแต่ม่านหมอกหนาทึบ
หรือคล้ายคนกำลังควานหาทางออกจากป่ารก
แต่กลับย่ำเท้าเอื่อยเฉื่อยวนเป็นวงกลม
ปากก็ร่ำร้องว่าเมื่อไรจะเจอทางออกเสียที
แม้จบดอกเตอร์ แต่ปล่อยให้ใจเป็นกังวลวกวน
ก็มีสิทธิ์เกิดประสบการณ์แบบนี้
ไม่ต่างจากคนเรียนไม่จบได้

เราจะเห็นประโยชน์ของมือถือบ้างก็คราวนี้
คุณใช้สมาร์ทโฟนช่วยรีเซ็ตระบบความคิดได้
ขอเพียงรู้จักแอพประเภท Mind Map
ทุกระบบปฏิบัติการจะมีให้ลองใช้ฟรีกันหมด
(
ซึ่งเพียงพอกับการฝึกจัดระบบความคิด)
กูเกิ้ลหาคำว่า
mindmap for android
mindmap for ios
mindmap for windows
mindmap for mac
แล้วจะพบเสมอ
เมื่อดาวน์โหลดมาติดตั้งเสร็จ
ก็ดูวิธีใช้จากยูทูบ ค้นหาด้วยชื่อแอพนั่นเอง
(
ที่แนะนำคือ SimpleMind จะใช้ง่ายมาก)

แอพประเภท Mind Map
จะช่วยให้คุณคิดแบบเห็นภาพ
ไม่ใช่คิดแบบเห็นหมอก
โดยจุดชนวนความคิดเริ่มต้นด้วยเป้าหมาย
แล้วแตกกิ่งก้านสาขาเป้าหมายนั้น
ออกเป็นรายละเอียดต่างๆชัดเจน
เห็นได้ด้วยตา ไม่ใช่เอาแต่คิดว่า
จะเอายังไงดี มีตัวเลือกอะไรบ้างเลือนๆ

ยกตัวอย่างเรื่องงาน
ถ้าคุณมีโครงการทำร้าน ทำสินค้า
ก็เอาชื่อร้าน ชื่อสินค้าเป็นตัวตั้ง
จากนั้นค่อยๆแตกกิ่งก้านสาขาให้เห็นว่า
ร้านนั้น สินค้านั้น ประกอบด้วยอะไรบ้าง
มีใครเกี่ยวข้องบ้าง
หรือมีเส้นทางวิธีมีร้าน มีสินค้ากี่ทาง
สรุปคือ คุณคิดเหมือนที่คิดตามปกติ
แต่เป็นการจัดความคิดอย่างเป็นระบบระเบียบ
แค่มีแอพช่วยลำดับความคิด
ความคิดจะค่อยๆพัฒนาขึ้นเอง

หรือยกตัวอย่างเรื่องส่วนตัว
ถ้าคุณกำลังจมอยู่กับอารมณ์แย่ๆแบบใด
ให้ยกชื่ออารมณ์แย่ๆนั้นเป็นตัวตั้ง
เช่น กำลังน้อยใจใครอยู่
ให้เขียนคำว่าน้อยใจลงไปเป็นตัวตั้ง
จากนั้นก็ให้ทางเลือกตัวเอง
จาระไนมาเลยว่าจะเอาไงได้บ้าง
โดดน้ำตาย บวชชี หนีเข้าป่า เจริญสติ
ใส่ตัวเลือกไปให้หมด
คุณจะแปลกใจว่าแค่ใส่ตัวเลือกลงไปชัดๆ
ก็จะเห็นภาพเปรียบเทียบขึ้นมาในหัวเลยว่า
เลือกทางไหน จะเกิดภาพประมาณใดขึ้นมา
และค่อยๆรู้สึกชัดขึ้นว่า
ทางเลือกใดเหลวไหล ทางเลือกใดเข้าท่า
ทางเลือกใดเป็นไปได้ ทางเลือกใดไม่มีวันเกิดขึ้น
นั่นเพราะสมองของคุณทำงานแบบคิดเป็นภาพ
ไม่ใช่คิดเป็นหมอก

แค่คิดเป็น
ชีวิตจะดีขึ้นในชั่วข้ามคืน!

อยากสงบทุกครั้ง จะว้าวุ่นทุกครั้ง

13043509_1069207389803085_3725401137038934483_n

คนส่วนใหญ่นั่งสมาธิแล้วบ่นว่า
กี่ปีก็ไปไม่ถึงไหน ยังฟุ้งซ่านเหมือนเดิม
นั่นเพราะตั้งเป้าแรกไว้ผิด
นั่งทุกครั้ง บังคับตัวเองเอาความสงบทุกครั้ง
ซึ่งก็เท่ากับพอกพูนเหตุให้ฟุ้งซ่านเพิ่มทุกครั้ง
เพราะความอยากบังคับเอาอย่างใจ
คือเหตุแห่งความกระวนกระวายระส่ำระสาย
ไม่ใช่เหตุให้ชะลอความกวัดแกว่ง
ลงสู่ความสงบระงับแต่อย่างใดเลย

ความสงบเป็นสิ่งที่จะเกิดเองเมื่อถึงเวลา
ถึงพร้อมซึ่งเหตุปัจจัยให้จิตไม่กวัดแกว่ง
เป็นเรื่องที่ควรคาดหวังไว้ท้ายๆ ไม่ใช่ต้นๆ
เมื่อจิตเขาจะสงบ
เขาไม่สงบเดี๋ยวเดียวตอนนั่งสมาธิ
แต่จะสงบเป็นปกติอยู่เรื่อยๆ

สำหรับชาวเมืองที่มีเหตุให้จิตว้าวุ่นทุกวัน
การตั้งเป้าหมายในช่วงต้น
แทบจะเป็นตัวตัดสินว่า
จะนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมสำเร็จหรือไม่
ตั้งไว้ถูก ก็ได้ทิศทางถูก
ตั้งไว้ผิด ก็ได้ทิศทางผิด

ทิศทางที่ถูกต้อง
คือ นั่งสมาธิทุกครั้งต้องได้ผล

ผลคือรู้ว่า ต้องมานั่งหลับตาฝืนใจตัวเอง
เริ่มต้นลมหายใจแรกๆมันอึดอัดเพียงใด
แต่ละลมหายใจที่ผ่านไป
อึดอัดฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือน้อยลง
และเมื่อเวลาผ่านไป
เกิดความสงบแบบชืดๆ หรือชื่นใจแค่ไหน
สงบเล็กๆได้กี่ลมหายใจ สงบใหญ่ๆได้กี่ลมหายใจ

ดูเป็นครั้งๆไปเรื่อยๆอย่างนี้
ถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่า แม้ไม่หลับตา
แม้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
ก็เกิดสติรู้เข้ามาข้างในได้เรื่อยๆ
ได้สาระแก่นสารถึงอกถึงใจว่า
ข้างในนี้ จะดีก็ไม่เที่ยง ไม่ดีก็ไม่เที่ยง
ดีก็ไม่เอา ไม่ดีก็ไม่เอา เอาแต่สติรู้ความจริงท่าเดียว
ไม่มีการฝืน ไม่มีความรู้สึกฝืดเคืองใดๆ
ถึงจุดนั้นแหละ
จะทำสมาธิได้ผลทุกครั้ง ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา!

มองโลกแง่ร้าย ระวังร้ายกว่าโลก

260516

โลกเต็มไปด้วยคนครึ่งดีครึ่งร้าย
ไม่มีใครจ้องจะร้ายท่าเดียว
แม้แต่ผู้ก่อการร้ายหรือโจรโฉด
ยังเหลือมนุษยธรรมไว้ให้ลูกเมีย
หรือไม่ก็พวกพ้อง ญาติมิตร บริวาร

ถ้ามองว่าโลกร้าย
ใจจะค่อยๆถือคติ
ถ้าไม่เป็นเสือ ก็กลายเป็นเหยื่อ!’
พอโดนใครขย้ำ ก็จะขย้ำเขาคืน
แล้วขย้ำคนอื่นต่ออีกด้วย
หายากที่เอาแต่มองโลกในแง่ร้ายแล้ว
จะเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่อวดเขี้ยวเล็บ
อยากซุกมือซุกเท้าไว้ในหีบ

ในแง่ของกรรมวิบาก
ต่อให้ทำดีได้เท่าพระพุทธเจ้า
มีคนรักทั่วแผ่นฟ้าแผ่นดิน
ก็ต้องมีใครสักคนอย่างพระเทวทัต
และนางจิญจมาณวิกา ตามราวีเข้าจนได้
ฉะนั้น การตั้งตนเป็นคนดี
มีแต่ทำบุญเข้าวัดเข้าวา
ไม่ใช่เป็นหลักประกันหรือข้อให้เรียกร้องว่า
จงอย่าได้พบได้เจอคนร้ายคนเลวเลย

พระพุทธเจ้าไม่ใช่แค่ดีที่สุด
เท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะดีได้
แต่ท่านยังรู้ดีที่สุด
จนแม้เทวดาก็ต้องมาถามเอาคำตอบ
และสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส
ก็แสดงให้เห็นว่า
ท่านดีที่สุดได้แค่ชาติสุดท้าย
หลังบำเพ็ญบารมีมาเต็มเปี่ยมแล้ว
แต่เมื่อครั้งยังเวียนว่ายตายเกิดเยี่ยงปุถุชน
ท่านก็หลงก่อบาปก่อเวรไว้มิใช่น้อย
ฆ่าน้องแย่งสมบัติก็เคย
ให้ร้ายพระปัจเจกพุทธเจ้าก็เคย
เป็นนักมวยหักกระดูกคนก็เคย

บนเส้นทางภพชาตินับอนันต์
เราไม่หลงทำผิดเลยไม่ได้
ฉะนั้น ถึงชาตินี้ดีแค่ไหน
อย่างไรก็ต้องใช้กรรมเก่าบ้าง
เมื่อถึงเวลาที่กรรมต้องเผล็ดผล
ต้องมีใครสักคนเป็นตัวแทนวิบากมืด
มาทำให้เราเจ็บ มาทำให้เราแค้น

ชาติที่ดีที่สุด
คือชาติที่เราเข้าใจเหตุผลของการเจอดีเจอร้าย
ไม่ใช่ชาติที่เจอร้ายแล้วร้ายตาม
ถ้ารู้สึกแต่ว่า ภยันตรายอยู่รอบตัวไปหมด
ให้เชื่อมั่น และตั้งมั่นว่า
เรานี่แหละ จะเป็นเขตปลอดภัยให้เอง
เริ่มด้วยการรักษาศีล
เพื่อจำกัดอันตรายจากตัวเองที่จะแพร่ถึงคนอื่น
แล้วต่อยอดขยายเขตปลอดภัยด้วยการให้ทาน
เพื่อลดความทุกข์ร้อน อันเป็นต้นเหตุให้คนคิดชั่วได้

เมื่อให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิตย์
ความรู้สึกในใจคุณจะกระจ่าง
เห็นแต่เรื่องดีที่เกิดจากตัว
ไม่ค่อยสนใจความชั่วที่คนอื่นก่อ
ระวังตัว แต่ไม่ถึงขนาดระแวงภัย
จนเผลอกลายเป็นภัยไปเสียเอง!

ปลงได้ แต่กลับมาคิดมากใหม่

250516

คิดแล้วปลง
ปลงแล้วกลับมาคิดอีก
คือโอกาสทอง
ในการเห็นจิตเป็นอนัตตา
อย่าไปพยายามกำจัดอาการคิดมากทิ้ง
เพราะยิ่งพยายามจะยิ่งกลุ้มเปล่า
ไม่ได้อะไรดีขึ้นมาเลย

ให้ทำใจว่า อนัตตามันเป็นของมันอย่างนั้น
ขึ้นแล้วลง แรงแล้วแผ่ว มาแล้วไป
เดี๋ยวอึดอัดทรมาน เดี๋ยวโล่งอกสบายใจ
เป็นรอบการทำงานของอนัตตา
ไม่ใช่รอบการเลือกทำงานตามอัตตาเรา
ไม่ใช่สิทธิ์ขาดของเราในการกำหนด
ให้มันปรากฏถาวร หรือหายไปเลย

ทำไว้ในใจอย่างนี้
ก็จะเห็นความจริงอยู่อย่างนี้
เมื่อกลับคิดมาก จะไม่ทรมานมาก
แต่จะเห็นอาการคิดมากเป็นสิ่งปรุงแต่งจิต
เป็นเครื่องหมายบอกความเป็นอนัตตา

เมื่อใดอนัตตาเป็นที่รู้ เป็นที่เข้าใจบ่อยเข้า
จิตจะฉลาดแบบพุทธ
จิตที่ฉลาดแบบพุทธจะไม่ทุกข์กับการคิดมาก
ตลอดจนหมุนตัวอยู่ในวังวนทุกข์น้อยลง
คิดน้อยลง รู้ว่าคิดมากขึ้น
กระทั่งแยกออกว่าจิตรู้กับความคิดเป็นคนละตัว
ซึ่งก็เท่ากับเป็นอิสระจากทุกข์เพราะคิดแล้ว!

ศักดิ์ศรี มีไว้ทำไม?

200516

ถ้าไม่เคยโดนใส่ความแรงๆ
เป็นเวลาต่อเนื่องยาวนาน
ก็อาจไม่เข้าใจว่า
เกิดความเจ็บปวดได้ขนาดไหน
ใจดิ้นรนกระวนกระวายเพียงใด
อยากหาทางกู้หน้า
หรือหมกมุ่นอยากแก้แค้นเอาคืนยืดเยื้อเท่าไร

ใจคนไม่เหมือนกัน
ส่วนใหญ่พอถูกใส่ความหนักๆ
ความเจ็บใจแรงๆ
จะบีบให้ครุ่นคิดอยู่เกือบตลอดเวลา
ยิ่งแบกศักดิ์ศรีไว้หนักเพียงใด
ยิ่งเจ็บหนัก คิดหนักขึ้นเพียงนั้น

พระพุทธเจ้าก็มีศักดิ์ศรี
และเคยถูกใส่ความรุนแรงเหมือนกัน
ครั้งหนึ่ง นางจิญจมาณวิกา
มายืนใส่ความพระองค์ต่อหน้าสาวกว่า
พระองค์ทำให้นางตั้งครรภ์
ใจของพระองค์ไม่ได้ถูกต้องมลทินนั้น
กับทั้งทรงทราบว่านางก่อบาปใหญ่หลวงเพียงใด
จึงตรัสสั้นๆด้วยพระสุรเสียงเมตตาเป็นปกติว่า
"
น้องหญิง เรื่องนี้มีเรารู้กันสองคนว่าความจริงเป็นอย่างไร"

อานุภาพของพระพุทธเจ้าทำให้ความจริงปรากฏเร็ว
นางจิญจมาณวิกาถูกจับได้ ที่นั้นว่า
แกล้งเอาของมาผูกยัดท้อง ทำทีว่าตั้งครรภ์

ถ้าเป็นใจคนทั่วไปคงตั้งสติอยู่ไม่ไหว
แต่เป็นพระทัยของพระพุทธเจ้า
ที่เห็นศักดิ์ศรีเป็นเรื่องสมมุติ
การใส่ร้ายป้ายสีก็เป็นเรื่องสมมุติ
เรื่องสมมุติหนึ่งเกิดขึ้น เรื่องสมมุติหนึ่งดับไป
จึงไม่เกิดความหวั่นไหว
และมีวิธีพิสูจน์พระองค์เองอันทรงเกียรติ
ชวนให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์เกิดความเลื่อมใส
และนึกอยากเข้าข้างพระองค์โดยปราศจากข้อกังขา

เมื่อถูกใส่ความ
ชีวิตไม่ได้จบตรงที่โดนใส่ความ
และไม่จำเป็นต้องจบชีวิตเพื่อพิสูจน์ตัวเอง
พวกเราอยู่ในโลกที่ผู้คนกล้าใส่ความกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยชีวิตก็คงจบชีวิตกันหมด
แต่ถ้าพิสูจน์ตัวเองด้วยการเอาความจริงมาพูดอย่างฉลาด
หรือใช้ชีวิตอยู่กับความจริงในตนเองนานพอ
ในที่สุดคนจะเห็นความจริงที่คุณเป็นได้เอง!

ลดเหตุฟุ้ง จะฟุ้งน้อยลง

180516

เกินร้อยละเก้าสิบของคนอยากฟุ้งน้อยลง
อยากใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกประการ
แต่อยากได้อุบายวิธีทำสมาธิ
เพื่อตัดส่วนเกิน กำจัดจุดอ่อน
ทำลายความฟุ้งซ่านในหัวทิ้ง
พูดง่ายๆ ขอมีเหตุแห่งความฟุ้งซ่านเท่าเดิม
แต่ไม่ขอเอาความฟุ้งซ่านเท่าเดิม

ข้อเท็จจริงก็คือ
ไม่มีอุบายสมาธิ นาทีอันใด
เอาชนะเหตุแห่งความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นทั้งวันได้
แท้จริงแล้ว การจะทำสมาธิได้ผล
ต้องเริ่มต้นจากการมีเหตุให้ฟุ้งซ่านน้อยเสียก่อน

สำหรับคนเมืองในปัจจุบัน
สิ่งล่อใจให้ฟุ้งซ่านมาก
คือการเล่นเน็ตเตร็ดเตร่เรื่อยเปื่อย
ใจที่เรื่อยเปื่อยไร้จุดหมาย
หาสิ่งเร้า หรือสื่อที่กระตุ้นให้ตื่นเต้นไม่หยุด
คือที่สุดของอาการแส่ส่าย ฟุ้งกระเจิง
ยิ่งเตร็ดเตร่นานขึ้นเท่าไร
ใจยิ่งหยุดยากขึ้นเท่านั้น
และนับวันยิ่งสะสมพลังขับดัน
ให้ฟุ้งหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มีความบังเอิญลดระดับลงเองแน่ๆ

หากฟุ้งมาถึงจุดที่รำคาญตัวเองเต็มแก่
ให้ถามตัวเองว่า จะฟุ้งจนเป็นบ้า
หรือจะลดละเหตุแห่งความฟุ้งลงเสียบ้าง
เมื่อตกลงกับตัวเองได้แน่แล้ว
ค่อยมีวินัยในการจับมือถือหรือคอมพ์ให้น้อยลง
หันไปหาสิ่งที่ไม่ทำให้ฟุ้งมาก
เช่น มีเป้าหมายเพิ่มความรู้ความสามารถให้ตัวเอง
อ่านหนังสือ เล่นฟิตเนส ฝึกดนตรี เข้าหาต้นไม้
หรือคุยกับคนที่ช่วยให้สมองทำงานเป็นระบบ

หากสำรวจใจ รู้ว่ากระวนกระวายอยากเล่นมือถือ
ทั้งที่ไม่มีเป้าหมายที่เป็นประโยชน์
เหมือนคนอยากยาด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล
ก็อย่าอนุญาตตัวเองให้จับมือถือทันที
ให้หาอะไรที่ไม่เป็นโทษมาทดแทน
ต่อเมื่อมีเหตุผลดีพอที่จะจับมือถือ
และไม่รู้สึกถึงอาการกระวนกระวายไร้เหตุผลสมควร
แล้วจึงค่อยหยิบจับมือถือขึ้นมาอย่างมีสติ
คือ ตั้งใจว่าได้สิ่งที่ต้องการเมื่อใด
จะวางมือถือลงทันที
ขอเพียงมีวินัยอย่างนี้ดีพอ
ในเวลาไม่เกินสองสัปดาห์
ความฟุ้งชนิดฉุดไม่อยู่
เหมือนคนจะลงแดงเพราะอยากยา จะหายไปเอง
กลับไปมีชีวิตที่หัวเบา ตัวเบากับเขาได้!

เงินน้อย ยังดีกว่าน้ำใจน้อย

13177414_1080662228657601_3266034365419327703_n

ดีแต่เอา
จะรู้สึกว่าไม่มีดีจะให้
เอาแต่เรียกร้องเข้าตัว
จะรู้สึกเหมือนตัวหมักหมมด้วยขยะ
ยิ่งถ้าไม่รินน้ำใจเลย
ยิ่งรู้สึกว่าใจแห้งผากเป็นทะเลทราย

คนเรา
ถ้ารู้สึกว่าไม่มีดี
ถ้ารู้สึกว่าตัวหมักหมมขยะสกปรก
ถ้ารู้สึกว่าใจแห้งผาก
ก็จะเห็นว่าชีวิตตัวเองแย่
น่ารังเกียจ และเหมือนขอทานที่หิวไม่หยุด
กินเท่าไหร่ไม่อิ่ม เอาเท่าไหร่ไม่พอ
ไม่หายทุกข์หายร้อนเสียที

การฝึกให้ทาน
คือการแก้ความรู้สึกไม่อิ่มไม่พอ
และการฝึกให้ทาน
ก็ไม่ได้เริ่มต้นจากการกัดฟันบริจาคเงิน
แต่เริ่มจากการรู้จักรินน้ำใจ
โดยมองคนรอบตัวด้วยสายตาแบบใหม่
ที่สามารถเห็นใจใครๆได้

พอเห็นใจใคร ใจจะอยากรินน้ำใจเอง
เห็นใจ คือ รู้สึกถึงใจ
ถ้ารู้สึกว่าใจใครอ่อนแอ
ก็จะอยากช่วยให้เขาเข้มแข็ง
ถ้ารู้สึกว่าใจใครเดือดร้อน
ก็จะอยากช่วยให้เขาเย็นลง
ถ้ารู้สึกว่าใจใครเคว้งคว้าง
ก็จะอยากช่วยให้เขามีที่พึ่ง

เมื่อรู้สึกถึงน้ำใจที่ชุ่มเย็นอยู่ในตัวเอง
ก็รู้สึกว่ามีดี มีความใสสะอาด
มีความพอแล้ว เป็นสุขแล้ว

ช่วยคนกตัญญูบางคน
ก็สุขซ้อนสุข สุขตอนได้ช่วย
สุขตอนได้รับน้ำใจตอบแทน
หรือแม้ช่วยคนอกตัญญูบางคน
ก็รู้จักเลือกสุขตอนช่วย
ไม่สนทุกข์ตอนโดนเนรคุณ
เพราะช่วยไปแล้ว
ก็ได้น้ำใจชุ่มเย็นในตัวเองแล้ว
ไม่รู้จะต้องเป็นทุกข์กับเรื่องนอกตัวอันใดอีก!

ความสุขมีไว้ล่อให้ทุกข์ต่อ

120516

เกิดแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่
แก่อย่างฝืนสังขารไม่ได้
เจ็บป่วยอยู่กับกายอันเป็นรังโรค
ตายเพื่อตั้งต้นเกิดกันใหม่แบบไม่รู้อีก
วนเวียนอยู่อย่างนี้ นี่แหละ สังสารวัฏ
นี่แหละ วังวนทุกข์
 
โดยย่นย่อ เมื่อหลงยึดอยู่ว่า
ภาวะเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นตัวเรา
แม่น้ำแห่งความทุกข์ก็ไหลต่อไปเรื่อยๆ
ต่อเมื่อชาติใดชาติหนึ่ง
มีคนสอนให้เห็นกายใจ
เป็นเพียงเหยื่อล่อล่าสุด
จากเหยื่อล่อที่มีมาแล้วนับอนันต์
แล้วจิตถอนอาการ ‘งับเหยื่อ’ เสียได้
แม่น้ำแห่งความทุกข์จึงค่อยหยุดไหล
ไม่ต้องเจ็บตัว ไม่ต้องทนทุกข์กับการเกิดใหม่
มีตัวตนใหม่กันอีก
 
ชาวพุทธคือ ‘ผู้ตื่น’ ขึ้นมา
เห็นความจริงในตัวเอง
ที่คนทั้งโลกมองไม่เห็น
เพราะความจริงในตัวเอง เห็นยากที่สุด
อยู่ๆเก่งเองเห็นเองไม่ได้
ต้องอาศัยคนเก่งจริงอย่างพระพุทธเจ้า
มาช่วยเปิดตาเปิดใจให้
 
เราๆท่านๆที่เริ่มสนใจ
ยังไม่เรียกว่า ‘ตื่น’
ต้องเรียกว่ายังสะลึมสะลืองัวเงียอยู่
คือ รู้ตัวว่าถูกหลอก
แต่ยังทำใจไม่ได้ ยังชอบ ยังอยากถูกหลอกต่อ
เพราะถูกหลอกแล้วมีความสุขดี
ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้าไม่มีความสุขอยู่บ้าง
สังสารสัตว์คงไม่ติดใจอยู่ต่อ
คงคิดถอนตัวออกจากสังสารวัฏกันหมด
 
แต่เป็นชาวพุทธที่เริ่มรู้ตัวว่ากำลังถูกหลอก ก็ยังดี
ยังมีโอกาสทำกรรมขาวหรือกรรมใสแบบพุทธ
นานๆนึกถึงความไม่เที่ยงของลมหายใจ
นึกถึงความไม่เที่ยงของสุขทุกข์ในตน
เป็นบันไดให้เห็นความจริงตามขั้นตามลำดับได้บ้าง
อย่างน้อยก็ดีกว่าเป็นพุทธ
แบบที่ไม่เคยได้ยินเลยว่า
กายใจเป็นเหยื่อล่อให้หลงยึด
ความหลงยึดกายใจนั่นเอง เป็นทุกข์
 
นั่นเพราะเมื่อไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรับรู้
ไม่เคยสั่งสมกรรมอันเป็นไปในทางผูกพัน
กับการถอนความยึดกายใจบ้างเลย
ก็ย่อมเป็นผู้ไหลไปเรื่อยๆในแม่น้ำแห่งทุกข์
ชาติหน้ามีสิทธิ์ถูกเหวี่ยง
ไปอยู่ลัทธิหรือศาสนาไหนก็ได้
เลือกเชื่อตามใจชอบ
หรือเลือกเชื่อตามๆกันอย่างไรก็ได้!

อานาปานสติ ไม่ใช่หุ่นเฝ้าลม

110516

ถ้าขึ้นต้นด้วยความอยากสงบเร็วๆ
ตามด้วยการเห็นแต่ลมหายใจ
ไม่เห็นความรู้สึกนึกคิด
ไม่เห็นสภาพความแปรไปของจิต
ที่ปรากฏอยู่ในแต่ละลมหายใจเข้าออก
นั่นไม่นับเป็นอานาปานสติที่พระพุทธเจ้าสอน

นักภาวนาส่วนใหญ่
ตะบี้ตะบันยึดลมหายใจไว้
เหมือนจะแกล้งให้ตัวเองอึดอัด
แล้วบอกตัวเอง บอกคนอื่นว่า
ฝึกอานาปานสติอยู่
แต่ฝึกเท่าไหร่ก็ไม่สงบเสียที
กระทั่งได้ข้อสรุปประมาณ
ฉันคงไม่ถูกจริตกับอานาปานสติ!’

ข้อเท็จจริงคือ อานาปานสตินั้น
เป็นราวเกาะสำหรับมือใหม่
เป็นเครื่องช่วยสังเกตความจริงในตน
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในอิริยาบถใดก็ตาม
ใครก็ตาม ที่สามารถรู้สึกได้ว่าตัวเอง
กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
ก็ถูกจริตกับอานาปานสติได้ทั้งนั้น

ในการเจริญอานาปานสติ
สิ่งสำคัญกว่ารู้ว่า กำลังหายใจเข้าหรือหายใจออก
คือรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในแต่ละลมเข้าลมออก
ที่ลมนี้ เกร็งแน่นเป็นหุ่นเหล็กก็ยอมรับไป
ที่ลมนี้ ผ่อนคลายแบบคนพักเป็นก็รับรู้ไป
ที่ลมนี้ ฟุ้งซ่านอุตลุดเหมือนพายุก็ยอมรับไป
ที่ลมนี้ สงบราบคาบปานทะเลเรียบก็รับรู้ไป

บทสรุปของอานาปานสติที่สำคัญสูงสุด
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้จุดประสงค์หลัก
คือ ฝึกเพื่อให้รู้ว่า อะไรๆไม่เที่ยง
ไม่ว่าจะเป็นส่วนของกาย
ไม่ว่าจะเป็นส่วนของใจ
หาใช่ว่า ท่านให้เอาแต่ดี ยึดแต่สงบเป็นเรือนตาย

ถ้าเริ่มเจริญอานาปานสติด้วยความเข้าใจถูกต้องแต่ต้น
ก็จะรู้เห็นความจริงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ
แต่ถ้ายังแค่เข้าใจว่า อานาปานสติ
คือการยึดลมเหนียวแน่นเอาเป็นเอาตาย
เพื่อกดจิตให้แน่นิ่งท่าเดียว
สุดท้ายก็ได้แต่เป็นหุ่นยนต์อานาปานสติ
ไม่เคยได้เป็นนักเจริญอานาปานสติกับเขาเลย!

ติดดี คือติดภาพดีๆ

090516

ติดดี คือ ติดภาพ ติดหน้าตา
ติดใจคิดว่าใครเขาจะมองเรายังไง
ติดใจอยากให้คนอื่นเห็นว่าเราดีแค่ไหน
ติดว่าเราดีตามสเปค ‘แสนดี’ ได้เพียงใด
พูดง่ายๆ มีความกระวนกระวาย
เป็นทุกข์ทางใจอยู่ลึกๆ
กับภาพความดีที่พยายามสร้างให้คนอื่นเห็น
 
ใฝ่ดี คือ รู้รสความดีแล้ว มีเป้าหมายชัดแล้วว่า
จะดีไปเพื่ออะไร จะเอาดีไปทำไม
เลือกแล้วว่าจะอยู่บนทางแห่งความทุกข์น้อย
หรือไม่ก็พ้นทุกข์ให้จงได้
ประจักษ์ชัดกับใจว่า ยิ่งดีเอง ยิ่งปลื้มเอง
ใครจะเห็นหรือไม่เห็นก็ไม่สน
ทำให้ดีเพื่อรู้สึกดี
ไม่มีการคุมภาพให้ดูดี
ไม่กังวลว่าต้องมีกล้องมาจ่อหน้า
พูดง่ายๆ ไม่มีความกระวนกระวาย
ไม่เป็นทุกข์ทางใจเพราะสิ่งดีๆที่ได้ทำ!


หนึ่งคนคือหนึ่งความรู้สึก

040516

พวกเราโตขึ้นมาด้วยความเคยชินอย่างหนึ่ง
คือ เห็นคนรอบตัวเป็นบุคคล
ที่เอาไว้ตัดสินว่าเป็นอย่างไร
ใครน่าดีด้วย ใครน่าให้ร้ายตอบ

กับคนบางคน
อาจต้องเข้าปีที่สาม หรือปีที่สิบ
ถึงจะเกิดเรื่องพิสูจน์ใจว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร
ใช่อย่างที่คุณคิดมาตลอดไหม
น่าคบต่อหรือน่าเลิกคบทันที

แท้ที่จริงความรู้สึกดีๆหรือแย่ๆก่อนหน้านั้น
ก็ไม่ได้หายไปไหน และไม่ได้สูญเปล่า
ตราบเท่าที่มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริงในใจคุณ
ถ้ารู้สึกดีๆกับใครแล้วต้องเสียความรู้สึกในภายหลัง
อย่างน้อยก็แปลว่าครั้งหนึ่งคุณเคยมีความรู้สึกให้เสีย
ไม่ใช่อากาศธาตุมาแต่ต้นจนจบ

ความรู้สึกดีๆ ขับดันให้ทำอะไรดีๆ
ฉะนั้น เมื่อใครทำให้รู้สึกดีๆได้
ก็น่าขอบคุณที่เขาหรือเธอเคยช่วยให้คุณทำอะไรดีๆ
มีมนุษยธรรม สั่งสมกรรมขาวไว้ ไม่มากก็น้อย

เมื่อเจริญสติตามพระพุทธเจ้า
สังเกตเห็นเข้ามาข้างในอยู่ว่า
สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง
ความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกแย่ๆ
ต่างก็มีเหตุปัจจัยให้ปรวนแปรเสมอ
คุณจะให้ความสำคัญกับความจริงข้างใน
เกินความจริงอันน่ายินดีหรือยินร้ายภายนอก

และที่สุด คุณจะได้ข้อสรุปอันเป็นแก่นสารของชีวิตว่า
หนึ่งคนข้างนอก คือหนึ่งความรู้สึกภายใน
เปลี่ยนได้ หักงอได้ ผันผวนไปเป็นอื่นได้
ไม่ถือมั่นว่าต้องเอาแต่สุขให้ได้ถ่ายเดียว
คุณจะเลิกถือมั่นว่าใครต้องเป็นอย่างไร
เลิกหวังว่าเขาหรือเธอต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้
รู้สึกเป็นสุข รู้สึกเป็นอิสระ
อยู่กับการเลิกคาดหวังเอากับใครเสียได้!

ความประหม่า

020516

ความอาจหาญต่อหน้าประชุมชน
ไม่ได้เกิดจากจิตที่ฮึดสู้
พยายามอวดกล้า
หรือรวบรวมความเข้มแข็ง
กระทั่งจิตเกิดความกระด้าง
เพราะจิตกระด้างที่ไม่มีดีที่แก่น
คือสิ่งเปราะบาง แตกพังง่าย
หาใช่หินผากล้าแกร่งอันใด

ความเชื่อมั่นที่สง่างาม เนียนนาน
เกิดจากจิตที่อ่อนโยน สงบสุข
อย่างรู้ว่าจะแผ่ประโยชน์สุขให้คนอื่นอย่างไร

เพื่อจะแก้ประหม่าในเบื้องต้น
ข้อแรก โฟกัสสายตาให้เป็น
อย่าให้ตาเลื่อนลอยหรือลอกแลก
เริ่มจากฝึกมองกลุ่มคนเป็นก้อนเดียวกัน
เพื่อกำหนดขอบเขตเป้าหมายโฟกัสสายตา
เห็นกลุ่มคนเป็นวัตถุชิ้นหนึ่งชิ้นเดียว
ความรู้สึกว่าคนมากๆจะได้หายไป

ข้อสอง ให้สังเกตว่า
เมื่อสายตาคนจับจ้องมาที่คุณหลายๆคู่
จะเหมือนมีแรงกระทำ มีแรงกดดัน
ยิ่งคนตั้งใจจับจ้องมาก แรงกระทำยิ่งมาก

ข้อสาม ให้สังเกตว่า
ใจที่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำ จะกวัดแกว่ง
อกสั่นขวัญแขวน วางตัวไม่ถูก เป็นเหตุให้ประหม่า
หรือเกิดปฏิกิริยาในทางลบอื่นๆ ไม่อ่อนไปก็แข็งไป

ข้อสี่ ให้ตั้งจิตเป็นเมตตา
ปรารถนาจะส่งความรู้สึกดีๆ ผ่านคำพูดดีๆ สั้นๆ
ธรรมดาๆ เช่น สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ
เมื่อจุดชนวนได้ ให้สังเกตว่าความรู้สึกตัวเองดีขึ้น

ข้อห้า ให้รักษาความรู้สีกดี ผ่านการให้ประโยชน์
พอคุณรู้สึกดีขึ้นมาข้างใน
ความรู้สึกดีๆ เป็นสุขอ่อนๆนั้น
จะจุดชนวนให้ความจำดีๆผุดขึ้นทีละน้อย
ยิ่งพูดถ่ายทอดสิ่งดีๆที่คุณรู้ดีมากขึ้นเท่าไร
ยิ่งรู้สึกว่าคนฟังได้ประโยชน์ดีๆจากคุณมากขึ้นเท่านั้น
ความจำหรือความคิดสดๆที่ดีๆจะค่อยๆทยอยไหลมาเทมา
เสริมสร้างความมั่นคงทางใจให้ทวีตัวขึ้นเรื่อยๆ
แบบน้ำไหลนิ่ง เยือกเย็น มีชีวิตชีวา
ไม่ใช่ไฟโหมกระพือ ร้อนรุ่ม หมดเรี่ยวหมดแรง!

เจริญสติเพื่อเห็นกิเลสอยู่เงียบๆ

13124959_1071056616284829_6001688894108204870_n

#บทความดังตฤณวิสัชนาโพสต์โดยแอดมินเบลล์ค่ะ

ถาม : การฝึกอานาปานสติ มีวิธีดูอย่างไรว่าลมหายใจครั้งไหนสั้นหรือยาวกว่า ผมแยกไม่ออก นอกจากว่าลมหายใจนั้นจะห่างกันมากจริงๆถึงจะรู้ได้

ดังตฤณ:
เริ่มต้นแค่เอาความรู้สึกก่อนก็ได้ครับ
ยาว หมายถึง หายใจทั่วท้อง
สั้น หมายถึง หายใจไม่เต็มท้อง

เมื่อจิตตั้งมั่นมากขึ้น
เราจะมีความสามารถเทียบเคียงไปเองว่า
ลมหายใจนี้กับลมหายใจก่อน
อันไหนสั้นกว่า อันไหนยาวกว่า
(
บางทีอาจเท่ากันนานๆหลายลม)

พอรู้สึกได้จริงๆว่าลมไม่เท่ากัน
เราจะรู้สึกว่ามันเป็นแค่ธาตุพัดไหว
ไม่มีความเป็นตัวตน
จิตเหมือนห่างออกมาจากความยึดมั่นลมไปเอง
ซึ่งหลังจากนั้น เมื่อมีสติรู้กาย รู้เวทนา
ก็จะเห็นว่าไม่ต่างจากความไม่เที่ยง
ความไม่ใช่ตัวตนของลมหายใจ เช่นกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : การเดินจงกรม ได้ผลดีสู้การนั่งได้ไหมครับ มีปัญหาเรื่องอาการทางสมอง ภรรยากับจิตแพทย์เลยไม่สบายใจถ้าผมนั่งหลับตานานๆ

ดังตฤณ :
การนั่งกับการเดินนั้น
สมองและจิตทำงานคนละโหมดกันครับ
ทั้งทางโลกและทางธรรม
อย่างเพิ่งมีวิจัยว่า
เดินตอนกำลังติดขัดคิดอะไรไม่ออก
จะช่วยให้หัวแล่นขึ้นกว่าตอนนั่ง
ความคิดสร้างสรรค์ผุดพรายมากขึ้น

ในเชิงการปฏิบัติ
การเดิน
จะช่วยในเรื่องของสติขณะมีความเคลื่อนไหว
ส่วนการนั่ง
จะช่วยในเรื่องของสติขณะมีความนิ่ง
เวลาเกิดสมาธิก็เป็นสมาธิคนละแบบ
จะมาตั้งโจทย์ว่าอันไหนดีกว่ากัน
อันไหนสู้อีกอันได้ไหม นับว่าไม่ถูกครับ

โดยประสบการณ์ส่วนตัว
พี่เห็นว่านั่งสมาธิเหมือนฟอกสบู่
เดินจงกรมเหมือนล้างน้ำ
ขาดอันใดอันหนึ่งไป
ก็ไม่สะอาดเอี่ยม หรือไม่ลื่นไหล

สำหรับน้อง ถ้าเพื่อความสบายใจของคนรอบตัว
พี่แนะให้นั่งน้อยๆ เดินมากๆครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ระหว่างวันฟุ้งซ่านมาก เหม่อลอยบ่อย คิดเรื่อยเปื่อยเกือบตลอดเวลา ทำให้ทำสมาธิไม่ก้าวหน้าเลย

ดังตฤณ :
ถ้าชอบดูอารมณ์
ก็ดูความฟุ้งซ่านและความเหม่อลอยได้ครับ
แต่ขอให้สังเกตว่า
แรกๆ เราจะดูแบบฟุ้งตามมัน หรือลอยตามมัน

การเห็นส่วนใหญ่
จะเห็นหลังจากที่สงบลงบ้างแล้ว
หรือกลับมามีสติอยู่ตรงหน้าบ้างแล้ว
ซึ่งนับว่าใช้ได้
สำหรับวิถีแห่งการสั่งสมกำลังสติ
และสั่งสมอนิจจสัญญา
(
ความรู้สึกว่าสิ่งที่เห็นไม่มีเที่ยงสักอย่าง)

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ผมทำสมถะไม่เป็น แต่เดินปัญญาได้ แยกรูปนามได้ (แต่ไม่รู้ว่าขึ้นวิปัสสนายัง) ผมต้องกลับไปฝึกสมถะหรือเปล่าครับ แล้วถ้าฝึก ควรพักการเดินปัญญาก่อน หรือว่าทำพร้อมกันแต่แบ่งเวลาเอาครับ

ดังตฤณ :
จะเริ่มจากสมถะหรือวิปัสสนาก่อน
ถ้าเรารู้สึกเข้ามาในกายใจได้
ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้องทั้งนั้นสำหรับแต่ละคนครับ
เป็นฆราวาสนั้น
อย่างไรก็ต้องทำเป็นช่วงๆไม่ต่อเนื่องอยู่แล้ว
ภาวะไหนกำลังเด่น
หรืออยู่ในช่วงอยากทำสมถะหรือวิปัสสนา
ให้เอาอันนั้นไว้ก่อนดีกว่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถาม : ในหนังสือ เดือนบรรลุธรรม กล่าวถึงการนั่งสมาธิแล้วลืมหายใจ พอดีตรงกับที่ผมเคยเป็นอยู่ ครั้ง ทำให้กลัว ไม่กล้านั่งต่อ

ดังตฤณ :
ตั้งใจล่วงหน้าว่า เมื่อถึงภาวะนั้น
เราจะรู้ว่ากายยังอยู่ได้ จิตยังอยู่ได้
แล้ววางอุเบกขาดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
ทำได้ครั้งแรก ต่อไปจะเฉยๆ

ถาม (ต่อ) : หลังจากวันนั้น ผมก็ไม่เคยพบกับภาวะนั้นอีกเลย พบแต่ภาวะโยกโคลงของร่างกาย แสดงว่าผมถอยหลังไม่ก้าวหน้าใช่ไหมครับ?

ดังตฤณ :
ทางพุทธนั้น ตัวที่จะวัดความก้าวหน้า
คือ การที่เรารู้สึกถึงกายใจ
แล้วถึอมั่นมันน้อยลงเรื่อยๆครับ
จะสงบหรือไม่สงบยังเป็นมาตรวัดรอง

อยากสงบทุกครั้ง จะว้าวุ่นทุกครั้ง

270416

คนส่วนใหญ่นั่งสมาธิแล้วบ่นว่า
กี่ปีก็ไปไม่ถึงไหน ยังฟุ้งซ่านเหมือนเดิม
นั่นเพราะตั้งเป้าแรกไว้ผิด
นั่งทุกครั้ง บังคับตัวเองเอาความสงบทุกครั้ง
ซึ่งก็เท่ากับพอกพูนเหตุให้ฟุ้งซ่านเพิ่มทุกครั้ง
เพราะความอยากบังคับเอาอย่างใจ
คือเหตุแห่งความกระวนกระวายระส่ำระสาย
ไม่ใช่เหตุให้ชะลอความกวัดแกว่ง
ลงสู่ความสงบระงับแต่อย่างใดเลย

ความสงบเป็นสิ่งที่จะเกิดเองเมื่อถึงเวลา
ถึงพร้อมซึ่งเหตุปัจจัยให้จิตไม่กวัดแกว่ง
เป็นเรื่องที่ควรคาดหวังไว้ท้ายๆ ไม่ใช่ต้นๆ
เมื่อจิตเขาจะสงบ
เขาไม่สงบเดี๋ยวเดียวตอนนั่งสมาธิ
แต่จะสงบเป็นปกติอยู่เรื่อยๆ

สำหรับชาวเมืองที่มีเหตุให้จิตว้าวุ่นทุกวัน
การตั้งเป้าหมายในช่วงต้น
แทบจะเป็นตัวตัดสินว่า
จะนั่งสมาธิหรือเดินจงกรมสำเร็จหรือไม่
ตั้งไว้ถูก ก็ได้ทิศทางถูก
ตั้งไว้ผิด ก็ได้ทิศทางผิด

ทิศทางที่ถูกต้อง
คือ นั่งสมาธิทุกครั้งต้องได้ผล

ผลคือรู้ว่า ต้องมานั่งหลับตาฝืนใจตัวเอง
เริ่มต้นลมหายใจแรกๆมันอึดอัดเพียงใด
แต่ละลมหายใจที่ผ่านไป
อึดอัดฟุ้งซ่านมากขึ้นหรือน้อยลง
และเมื่อเวลาผ่านไป
เกิดความสงบแบบชืดๆ หรือชื่นใจแค่ไหน
สงบเล็กๆได้กี่ลมหายใจ สงบใหญ่ๆได้กี่ลมหายใจ

ดูเป็นครั้งๆไปเรื่อยๆอย่างนี้
ถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกว่า แม้ไม่หลับตา
แม้ใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ
ก็เกิดสติรู้เข้ามาข้างในได้เรื่อยๆ
ได้สาระแก่นสารถึงอกถึงใจว่า
ข้างในนี้ จะดีก็ไม่เที่ยง ไม่ดีก็ไม่เที่ยง
ดีก็ไม่เอา ไม่ดีก็ไม่เอา เอาแต่สติรู้ความจริงท่าเดียว
ไม่มีการฝืน ไม่มีความรู้สึกฝืดเคืองใดๆ
ถึงจุดนั้นแหละ
จะทำสมาธิได้ผลทุกครั้ง ไม่ว่าหลับตาหรือลืมตา!

บ่นมาก ออกอ่าวมาก

250416

แค่ไม่สามารถสนใจกับเรื่องสำคัญตรงหน้า
เหมือนมีตัวอะไรคอยมาฉุดยื้อ
ให้คิดถึงแต่เรื่องไร้สาระ
ไม่อยากเอาใจใส่กับสาระ
ชีวิตก็หาทางก้าวหน้ายาก
แต่มีสิทธิ์ตกต่ำง่ายแล้ว

แค่ชอบบ่นเรื่องของตัวเองอย่างไร้จุดหมาย
แค่ชอบจิกกัดเรื่องไม่ดีของคนอื่น
ก็สร้างตัวฉุดยื้อ ไม่ให้สนใจเรื่องดีๆ
ไม่ให้มีสมาธิกับการก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว

บ่นระบายทุกข์ได้
แต่อย่าบ่นจนเป็นทุกข์หนักขึ้น
คือ อย่าบ่นจนจิตวกวน
ลากพาเหตุแห่งทุกข์อื่นมาซ้ำเติมตัวเองอีก

บ่นเพื่อกระชับมิตรได้
แต่ไม่ใช่สร้างคู่บ่นขึ้นมา
ลากจิตของกันและกันลงสู่วังวนฟุ้งซ่านไม่รู้จบ

ถ้ายังตัดนิสัยขี้บ่นไม่ได้
ให้บ่นอย่างมีจุดหมาย
เข้าคู่บ่นกับใครแล้วช่วยกันตั้งประเด็นให้ชัดว่า
จะบ่นให้ได้อะไร
บ่นแบบจำกัดเวลา
บ่นแบบสังเกตไปด้วยว่าจิตมัวซัวไร้สติหรือยัง

เมื่อปรับวิธีพูดคุยกับคู่บ่น
จนกลายเป็นคู่เตือนสติ คู่ตั้งเป้าได้พักหนึ่ง
สมาธิจะเกิด จิตจะโฟกัสกับเรื่องที่ควรโฟกัสได้!

วาดภาพเอง กลัวเอง





220416

กลัวผี
กลัวคน
กลัวสังคม
กลัวอนาคต
กลัวอันตราย
ทุกความกลัวมีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง
คือตั้งต้นจากอาการวาดภาพไปเองของจิต
แล้วลงท้ายเป็นความทุกข์หนาแน่น
ห่อหุ้มจิตที่หดตัวมืดอยู่

เพื่อจะหายกลัว
ต้องเห็นความไม่เที่ยงของความทุกข์ก่อน
เห็นว่าความกลัวหนาแน่นแค่ไหน
แต่ละลมหายใจก็วูบๆวาบๆไม่เท่ากันเลย
เดี๋ยวอึดอัด เดี๋ยวหายใจหายคอได้บ้าง
เดี๋ยวขนหัวลุก เดี๋ยวขนแขนตก
เดี๋ยวเกร็งแน่น เดี๋ยวคลายออก

เมื่อรู้สึกที่ลมหายใจใดว่า
ความทุกข์เบาบางลง
ก็เห็นเข้าไปให้ได้ว่า
ก่อนเกิดทุกข์ครั้งต่อไป
มีเงาของสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงปรากฏขึ้นในใจ
และก่อนเกิดเงา
จิตก็หวนไปนึกถึงหลายสิ่งในอดีตมาผสมกัน
เหมือนเด็กเล่นละเลงวาดภาพผสมสีตามใจนึก

เมื่อเกิดสติรู้ชัดว่า
จิตวาดภาพเอง
และกลัวสิ่งที่ตัววาดขึ้นมาเอง
ไม่มีความน่ากลัวอยู่ที่ข้างนอกจริง
ความกลัวจะหายไป
แต่จะกลับมาอีก
เมื่อกลับมาอีก ก็รู้อาการวาดไปเองของจิตอีก
จนกว่าจิตจะแผ่ผาย สว่าง
ไม่กลับหดตัวเข้าที่มืดอีก!

จิตสงบไม่ใช่จิตที่กับความฟุ้งซ่าน

200416

ธรรมชาติของความไม่รู้และความเข้าใจผิด
จะสั่งให้คุณบังคับตัวเองว่า จงหยุดฟุ้งซ่าน
จงเก่ง จงเจ๋ง จงแน่วนิ่งอยู่กับความสงบ
หารู้ไม่ว่าที่แท้ การบังคับตัวเองทั้งที่ไม่พร้อม
คือการเพิ่มความฟุ้งซ่าน ไม่ใช่การลดความฟุ้งซ่าน
คือการทำให้จิตกระเพื่อมไหว ไม่ใช่การทำให้จิตสงบ
คือการทำให้ตัวเองยิ่งเป็นทุกข์ ไม่ใช่ยิ่งเป็นสุข

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ยิ่งอยากเท่าไหร่ ยิ่งฟุ้งเท่านั้น
แม้ความอยากนั้น จะหมายถึงความอยากสงบ

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ถ้าไม่กระหายใคร่อยาก
ความฟุ้งจะเท่าเดิม หรือไม่ก็ลดระดับลงเอง

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ถ้าเปรียบเทียบไปเรื่อยๆแบบไม่หวังผล
ลมหายใจต่อลมหายใจ จะเห็นความฟุ้งซ่านไม่เท่าเดิม

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า เมื่อเห็นความฟุ้งซ่านไม่เที่ยง ไม่เท่าเดิม
ใจจะถอยออกมาเป็นผู้ดู ไม่ใช่พุ่งเข้ายึดเอาความฟุ้งซ่าน

ด้วยมุมมองที่ถูก และความเข้าใจที่ตรง
คุณจะรู้ว่า ตั้งต้นมุมมองไว้ถูกเสมอ
ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ถูกเสมอ สงบเบาไม่เว้นแม้แต่ครั้งเดียว!

ชีวิตหลังเลิกคาดหวังผิดๆ

180416

ยิ่งหวังแรงเท่าใด
ใจยิ่งกระวนกระวายจัดเท่านั้น
ยิ่งกระวนกระวายจัดเพียงใด
ความรู้สึกยิ่งเป็นทุกข์หนักเพียงนั้น

เวลาผิดหวัง
คนเราสุ่มเสี่ยงจะคิดอะไรผิดๆ
พูดอะไรผิดๆ หรือตัดสินใจทำอะไรผิดๆ
ซ้ำเติมตัวเองให้บานปลาย
เรียกแขก เรียกอะไรผิดๆ
ให้เรียงคิวตามมาไม่หยุดได้

น้อยคนในโลก
ที่ตั้งความคาดหวังไว้พอดีตัว
เพราะวิธีการนั้นยาก
ต้องดูใจตัวเองเป็น
ต้องอ่านจิตตัวเองออก

ดูอย่างไร? อ่านอย่างไร?

ดูว่าความคาดหวังนั้น
ก่ออาการทะยานอยาก
มีอาการเหมือนกระโจนออกไป
ตะครุบเป้าที่ยังมองไม่เห็น หรือเห็นไม่ชัด

อ่านให้ออกว่าอาการทะยานอยากนั้น
มีความแรงเกินๆหรือเปล่า
ไกลเกินตัวไปไหม สูงเกินเอื้อมหรือไม่

พอดูเป็น พออ่านออก
คุ้นเคยดีกับสภาพทางใจที่พลุ่งพล่านผิดปกติ
ใจที่ผิดปกติจะกลับเป็นปกติ
รู้สึกทรงตัว ไม่ดิ้นรน ไม่เป็นทุกข์นัก

ในลมหายใจที่มีสติรู้ทันเป็นปกตินั้นเอง
ใจจะคิดเป็นปกติ ปากจะพูดเป็นปกติ
และทำทุกอย่างเป็นปกติ
ไม่นำโจรเข้าตึก ไม่ชักศึกเข้าบ้าน
หาเรื่องใส่ตัว หาเหาใส่หัว
โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เลย!

ทำใจผิดๆ ได้ใจผิดๆเป็นผล

120416

รู้สึก แต่แกล้งหลอกตัวเองว่าไม่รู้สึก
ผลสุดท้ายคืออัดอัดใจกับการแกล้ง

ยังคิด แต่บอกใครต่อใครว่าเลิกคิดแล้ว
ผลสุดท้ายคือไม่สบายใจเมื่อต้องคิด

เป็นทุกข์ แต่ทำเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส
ผลสุดท้ายคืออาการทางใจเพี้ยนๆ

ถ้าจะทำใจ
ขอแค่ทำให้ใจยอมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
รู้สึกก็บอกว่ารู้สึก
ยังคิดก็บอกว่ายังคิด
เป็นทุกข์ก็บอกว่าเป็นทุกข์
พอยอมรู้บ่อยๆ ก็กลายเป็นยอมรับ
พอยอมรับบ่อยๆ ก็กลายเป็นสติเห็น
ลมหายใจหนึ่ง เห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้น
อีกลมหายใจหนึ่ง เห็นสิ่งนั้นต่างไป

ถ้าจะทำใจ
ทำให้เป็น
แล้วจะมีความจริงช่วยเป็นใจให้!

หายใจแก้เบื่อ

060416

ถ้าฝึกหายใจแบบพุทธ
ในที่สุดจะหายใจพลิกจิตได้
คืออาจเปลี่ยนจิตร้ายให้กลายเป็นดี
ภายในลมหายใจเดียว

การฝึกหายใจแบบพุทธ
ไม่ได้เริ่มจากการรีบหายใจ
แต่ต้องเริ่มด้วยการค่อยๆเข้าใจ
คือ เข้าใจว่าแต่ละลมหายใจ
มีการปรุงแต่งจิตเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ
และไม่มีทางเหมือนเดิมไปทุกลมหายใจ
เมื่อเข้าใจเช่นนี้เท่านั้น จึงอาจเกิดสติ
ตั้งข้อสังเกตกับลมหายใจที่เกิดขึ้นจริงในตนได้

ยกตัวอย่างเช่น พอรู้สึกเบื่ออะไรๆไปหมดทั้งโลก
ลองนั่งสังเกตว่า หายใจแบบเบื่อๆไปสัก ๑๐ ครั้ง
จะมีอย่างน้อยลมหายใจหนึ่ง
ที่เกิดความรู้สึกสดชื่นขึ้นมา
และนั่นก็คือการเริ่มต้น
เห็นความไม่เหมือนเดิมของรสชาติความเบื่อ

การเห็นความไม่เที่ยงของความเบื่อนั่นแหละ
คือ การรู้จักความเบื่ออย่างแท้จริง
เมื่อรู้จักสิ่งใดแท้จริง
จิตของคุณจะฉลาดในสิ่งนั้น
รู้ชัดว่า ถึงสิ่งนั้นปรากฏชัดเป็นจริงเป็นจังแค่ไหน
เดี๋ยวมันก็ต้องหายไปอยู่ดี
ไม่สำคัญมั่นหมายว่ามันจะคงที่
ไม่คิดว่าคุณจะต้องจมจ่อมอยู่กับมันไปเรื่อยๆ

เมื่อค้นพบว่า ความเบื่อหายไปได้ง่ายๆ
ด้วยการหายใจแบบพุทธ
จิตของคุณจะผูกพันกับลมหายใจมากขึ้น
และในความผูกพันนั้น
จะมีความคุ้นเคยกับลมหายใจแบบหนึ่ง
คือ สายลมยาว นิ่มนวล และสดชื่น
ขนาดปลุกให้ตื่นจากอาการซึมเซาใกล้หลับ
เหมือนพลิกของคว่ำดำมืด
ให้หงายขึ้นรับแสงสว่างฉับพลัน
นั่นแหละ เรียกว่าฝึกถึงขั้นหายใจพลิกจิตได้

โดยย่นย่อ
หายใจแก้เบื่อ
คือการหายใจหลายๆครั้ง
เพื่อสังเกตความเปลี่ยนแปลงระดับความเบื่อ
แล้วจะเลิกปล่อยใจไปกับความเบื่อ
กลายเป็นมีสติรู้ความเบื่อ
เป็นอิสระจากความเบื่อได้ทุกครั้ง ง่ายๆแค่นี้!

เรื่องน่าอาย

040416

ทุกคนมีความจำน่าอับอายติดค้างอยู่ในใจ
คนทั่วไปมักใช้วิธีกลับไปพูดแก้ตัว พูดแก้อาย
ซึ่งไม่ได้ลบความจำในหัวให้หายไปแต่อย่างใดเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าเห็นว่าคนฟังคำแก้ตัวเขายังขบขัน
ยังมีแววตาสมเพช
หรือกระทั่งใช้คำพูดล้อเลียน
ก็ยิ่งตอกย้ำให้เกิดความรู้สึกเสียวฟันหนักขึ้นไปอีก

วิธีที่ถูกคือ
ให้มองว่าเมื่อวานเป็นแค่ตัวตนหนึ่งในอดีต
มีไว้ให้ทบทวนความผิดพลาด
มีไว้ให้ระลึกว่า เวลานั้น
เกิดเหตุผลทางความคิดอย่างไร
หรือมีไว้ให้นึกดีๆว่าเกิดอารมณ์บ้าๆแบบไหน
จึงเป็นเหตุให้ทำเรื่องน่าอนาถ หรือพูดคำน่าอายออกไป

เมื่อระลึกว่านั่นเป็นแค่ตัวตนหนึ่งได้
ก็ให้ถามตัวเองด้วยว่า
ตอนนี้เราถอดตัวตนนั้นทิ้งไปแล้วหรือยัง
ถ้าเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นมาอีก
เราจะทำผิดคิดพลาดเหมือนเดิมไหม?
เหตุผลทางความคิดและอารมณ์จะซ้ำรอยเดิมไหม?

หากตอบตัวเองถูก ย้ำกับตัวเองได้ว่า
เกิดเรื่องเดียวกันอีก เราต้องมีตัวตนใหม่
ความระลึกนั้น
ความระลึกนั้นจะช่วยให้ใจกลับหนักแน่นเป็นปกติขึ้นมาได้
รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
และธรรมชาติแห่งการรอคอยวันแก้ตัว
ก็มักมีพลัง สร้างปาฏิหาริย์
บันดาลเหตุการณ์เดิมๆให้เกิดขึ้นอีก
ซึ่งหลังจากได้ผ่านการพิสูจน์ตัว
ความทรงจำของคุณจะได้รับการอัพเดท
ของเก่าถูกแทนที่ด้วยของใหม่
แม้อาจไม่ซ้อนทับสนิท
แต่ก็ช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นเป็นคนละเรื่อง

หากมีประสบการณ์แก้ตัวด้วยการกระทำ
ไม่ใช่แก้ตัวด้วยคำพูดเผินๆ
คุณจะเกิดสติ เกิดปัญญาขึ้นมา
เห็นว่าความจำอันเกิดขึ้นเป็นวูบๆในหัวเดี๋ยวนี้ก็ส่วนหนึ่ง
ตัวตนเปิ่นๆ ตัวตนเพี้ยนๆ
หรือตัวตนแย่ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ก็อีกส่วนหนึ่ง
เป็นคนละกาล คนละตัวกัน
ไม่คลุกอดีตกับปัจจุบันเป็นกาลเดียวกัน ตัวเดียวกัน
เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาตลอด
นี่แหละคือการเจริญสติ เจริญปัญญาแบบพุทธ!

ความเหี่ยวแห้งใจ ใกล้กับการไร้ชีวิต

300316

เครื่องหมายของการมีชีวิต
คือความสดชื่น
เครื่องหมายของการใกล้ตาย
คือความเหี่ยวแห้ง

ไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด
หากวันๆมีแต่เรื่องเล็กเรื่องใหญ่
ทับถมให้ใจแห้ง
ก็สะสมความเหี่ยวแห้งมากขึ้นทุกที
ถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกเหมือนคนแก่
รู้สึกไม่มีกะจิตกะใจ รู้สึกอยากตายให้จบๆ
หายใจยาวๆแสดงความอยากมีชีวิตยังขี้เกียจ

คาดหวังแล้วผิดหวัง จะเล็กหรือใหญ่
ก็ได้ชื่อว่าเก็บเกี่ยวความเหี่ยวแห้งเข้าตัว
คาดหวังคำชมจากพ่อแม่
แล้วได้แต่คำด่ามาแทน
คาดหวังยิ้มทักจากใครบางคน
แล้วได้แต่การเมินไปทางอื่น
คาดหวังความสนใจของคนใกล้ตัว
แล้วได้แต่ความเฉยชาเป็นประจำ
คาดหวังโบนัสจากการทุ่มเททำงาน
แล้วได้แต่เงินเดือนจำนวนเท่าเดิมเป็นรางวัล
คาดหวังลาภลอยเป็นรางวัลจากการทำบุญ
แล้วได้แต่แทงหวยพลาดงวดแล้วงวดเล่า

คนธรรมดาเป็นอย่างนี้กันทั้งโลก
คาดหวังจะเอาชีวิตจิตใจ
ด้วยการดูดพลังความสมหวังจากภายนอก
ไม่ต่างจากดอกไม้รอน้ำ รอแดด รอปุ๋ย
แต่เมื่อรอแล้วรอหาย รอเก้อ รอเกิน
ในที่สุดก็เหี่ยวแห้ง อับเฉา โรยรา ทำท่าจะตาย

มนุษย์มีดีกว่าดอกไม้
ต่อให้ติดคุกแคบ ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
ไม่มีใครยิ้มให้ ไม่มีใครเห็นใจ ไม่มีใครช่วยเหลือ
ก็สะสมความสดชื่นทีละเล็กทีละน้อย
กระทั่งจิตใจเบ่งบานด้วยชีวิตชีวาได้

แค่หายใจยาวให้ถูกจังหวะ
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่เห็นความไม่เที่ยงของลมหายใจ
ที่ไม่อาจยาว ไม่อาจสบายได้ตลอด
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว

เมื่อหายใจเป็น ได้หลัก ได้ทุน
จากนั้นก็ต่อยอดด้วยการคิดในทางสดชื่น
แค่คิดจะยิ้มทักคนอื่นก่อน
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่คิดจะช่วยคนแก่ข้ามถนน
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว
แค่คิดจะไม่เบียดเบียนใคร รักษาศีล ได้
ก็สะสมความสดชื่นบ้างแล้ว

ชาวพุทธสดชื่นด้วยความคิดชนิดนี้กันมานาน
แต่ที่บอกว่าเป็นพุทธแล้วหน้าแห้ง ใจแห้งกันทั้งประเทศ
ก็เพราะยังไม่รู้จักวิถีชาวพุทธกันที่ใจ
ได้แต่กรอกข้อมูลใส่กระดาษว่า
ฉันเป็นพุทธกันไปอย่างนั้นเอง!

ของขึ้นแล้วควบคุมตัวเองไม่ได้

230316

หลายคนรู้ตัวว่ามีสองภาค
ภาคคนกับภาคผี
รู้คิดกับไม่รู้จักคิด
เดี๋ยวเป็นบัณฑิตเดี๋ยวเป็นพาล
วันหนึ่งพูดตรงๆอีกวันแกล้งพูดไม่ตรงกับใจ
โมโหกับเรื่องเล็กแต่ดันใจเย็นกับเรื่องใหญ่ ฯลฯ
 
พูดง่ายๆ
มีตัวดีกับตัวบ้าปะปนกัน
ตัวดีเกลียดตัวบ้า
ไม่อยากทำตัวเป็นบ้าเลย
ส่วนตัวบ้าก็หมั่นไส้ตัวดี
ไม่อยากดัดจริตโลกสวยแสนดีกับใครเขา
 
ถ้าเป็นอย่างที่ว่ามาก็ไม่ต้องตกใจ
เขาเป็นกันทั้งนั้นแหละ
เพียงแต่ไม่มีใครมาพูดสารภาพหมดเปลือก
ไม่มีใครมานั่งจาระไนว่าฉันก็เป็น แต่ยั้งๆอยู่
 
ข้อเท็จจริงก็คือ
อารมณ์และเหตุผลของมนุษย์
เป็นสิ่งแปรปรวนกลับไปกลับมาง่าย
มีแต่คนที่ศรัทธาธรรมะถึงระดับหนึ่งเท่านั้น
ที่ตั้งใจฝึก ‘เลือกข้างดี’ กันจริงจัง
 
ปัญหาเกิดตอนนี้แหละ
เดิมทีมีทั้งตัวดีและตัวบ้าอยู่ด้วยกัน
ไม่เห็นมีปัญหา ไม่ต้องกลุ้มอะไรเลย
แต่พออยากเลือกข้างดีไว้ข้างเดียวเท่านั้น
กลุ้มเลย! เพราะเวลาตัวบ้าออกฤทธิ์
ทำอย่างไรก็ข่มใจไม่อยู่
เหมือนตัวบ้าต้องอาละวาดให้พอ
ถึงจะหมดแรงสิงสู่ ยอมล่องลอยออกจากร่างไป
 
ปัญหาจะไม่เป็นปัญหา ถ้าเข้าใจให้ถูก อ่านให้ขาด
เราอยู่กับตัวบ้ามาทั้งชีวิต
แค่คิดว่าจะไล่ก็ไล่ได้ง่ายๆงั้นหรือ?
ลองคิดถึงคนร่วมบ้าน
แชร์บ้านด้วยกันมาแต่อ้อนแต่ออก
อยู่ๆบอกว่าฉันไม่ชอบหน้าแกแล้วว่ะ
ออกไปเดี๋ยวนี้เลย
ง่ายๆดื้อๆแค่นี้ ใครมันจะยอมไหม?
 
วิธีที่ถูกคือ
คุณต้องทำให้ตัวตนฝ่ายดี
เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมเป็นสองเท่า
ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ด้วยการเกร็งตัว
เบ่งกำลังภายในออกมาจนเส้นเลือดปูด
แต่ต้องด้วยการเพิ่มความสว่าง
เพิ่มความอิ่มอกอิ่มใจ
กระทั่งใจรู้สึกมีกำลังเหลือเฟือ
เมื่อใดเงามืดของตัวบ้าเริ่มปรากฏ
เมื่อนั้นคุณใช้กำลังไล่มันได้ง่ายๆด้วยทุนทางใจ
ไม่ต่างจากเอานิ้วเขี่ยทิ้ง
 
เพิ่มกำลัง เพิ่มความสว่าง เพิ่มความอิ่มอกอิ่มใจ
เขาทำกันอย่างไรเล่า?
คำตอบคือ ‘ทำบุญทำทาน’
จะทำแบบไหน จะทำที่ใด ขอให้ใจอยากทำแล้วทำเถอะ
ทำด้วยความเข้าใจว่า กำลังบุญ ก็คือกำลังใจที่เหนือธรรมดา
เมื่อได้ความพิเศษเหนือธรรมดานั้นมาแล้ว
ก็ให้ ‘อธิษฐานแบบพุทธ’ ทันที
 
อธิษฐานแบบพุทธคืออย่างไร?
คือตั้งใจมั่น ตั้งอย่างเด็ดเดี่ยว
ตั้งใจว่าจะทำเรื่องดีๆ
หรือเปลี่ยนแปลงตนเองให้สำเร็จให้จงได้!
 
ล้มล้างความเชื่อเดิมๆเสีย
ที่เคยถูกสอนให้อธิษฐานขอนั่นขอนี่จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
อันนั้นเป็นวิธีของศาสนาพราหมณ์หรือลัทธิเทพเจ้า
หาใช่การอธิษฐานจิตแบบพุทธแต่อย่างใดไม่
การอธิษฐานเป็นเรื่องของคนมีกำลังใจดี
ซึ่งถ้ามีอยู่แล้ว อยากทำ อยากเปลี่ยนตัวเองอย่างไร
ก็โพล่งอธิษฐานขึ้นมากับดินฟ้าอากาศรอบตัวเดี๋ยวนั้นเลย
จะอธิษฐานออกปากหรืออธิษฐานในใจไม่สำคัญ
แต่หากรู้ตัวว่ากำลังใจยังไม่ดี
ท่านก็ให้เพิ่มกำลังใจเสียด้วยการทำบุญทำทานนั่นเอง
 
อย่างกรณีทำลายล้างตัวบ้า เมื่อคิดจะอธิษฐาน
ก็เอาแบบเจาะจงลงไปชัดๆเลยว่า
ต้องการรบกับตัวบ้าประเภทไหนก่อน
เอาตัวเดียวพอ อย่าเพิ่งหลายตัวพร้อมกัน
เช่น ตัวบ้าประเภท ‘โมโหแล้วพูดไม่คิด’
ตัวบ้าประเภท ‘เกลียดเมื่อไหร่ตะเบ็งเสียงใส่เมื่อนั้น’
ตัวบ้าประเภท ‘จับเป้านินทาถนัดแล้วน้ำลายแตกฟองไม่หยุด’
ตัวบ้าประเภท ‘อยากได้แล้วลืมเกรงใจเงินเก็บ’
ตัวบ้าประเภท ‘ขึ้นถนนแล้วต้องซิ่งหวาดเสียวโชว์สาว’
ตัวบ้าประเภท ‘ยอมด้อยไม่ได้ ข้าต้องเด่นตลอด’ ฯลฯ
 
ถ้าการอธิษฐานนั้น
เกิดขึ้นขณะจิตใจมีกำลัง
เปี่ยมปีติสุขในบุญกุศลอยู่จริงๆ
คุณอาจต้องพบปรากฏการณ์ทางจิตที่น่าอัศจรรย์ในภายหลัง
นั่นคือ พอเกิดเหตุเรียกผี เรียกตัวบ้าอย่างเคย
ตัวบ้าจะไม่ออกมาเต็มตัวเหมือนเดิม
หรือออกก็ออกแบบแผ่วๆ กล้าๆกลัวๆ
ไม่เต้นงิ้วท่าแผลงฤทธิ์เต็มที่เหมือนเมื่อก่อน
 
ถ้าบังเกิดผลแล้วไม่ประมาท
ยังคงเดินหน้า ตั้งใจมั่น
อธิษฐานสำทับเข้าไปเรื่อยๆทุกครั้งที่ทำบุญทำกุศล
ตัวบ้าจะจืดจาง หรือกระทั่งหายไปเลย
จนคุณนึกไม่ออกว่า
มันเคยอยู่ตรงนี้มาตั้งนานได้อย่างไร
 
นอกจากกำจัดตัวบ้าที่ปลายเหตุแล้ว
ให้สังเกตต้นเหตุให้เกิดตัวบ้าไว้ด้วย
คนยุคเราเสพสื่อเหมือนๆกัน
ทั้งการบันเทิง ทั้งการเมือง
และเดี๋ยวนี้ลามไปถึงทางศาสนา
มองไปทางไหนเห็นมีแต่คนเอาแรงเข้าว่า
เพราะถ้าไม่ถึงใจ กลัวเดี๋ยวเรตติ้งไม่ดี
หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเสพของแรงไปกับคนอื่น
เพียงแต่คุณระวังได้ ไม่ให้ตัวเองพลอยสะใจ
กับภาษาป่าเถื่อน กิริยาแข็งกระด้างต่างๆนานารอบตัว
เพราะความสะใจนั่นเอง
คือประตูเปิดรับตัวบ้าเข้ามาสะสมไว้ในตน
คุณจะไม่รู้ตัวว่ามันเข้ามา
และเมื่อมันปรากฏตัว คุณก็จำไม่ได้แล้วว่า
ไปเก็บมันมาเลี้ยงตั้งแต่เมื่อใดกัน!


อภัยง่ายไม่ใช่ทำใจเก่ง

160316

การทำใจ
ใกล้กันมากกับการหลอกตัวเอง
ฝืนสร้างความรู้สึกเป็นตรงข้าม
ยิ่งแกล้งรู้สึก ยิ่งเหนื่อย
ยิ่งเกิดอาการซุกใต้พรม
หน้าชื่นอกตรมไปอย่างนั้น

การทำใจอภัย
ก็คือการบีบบังคับใจตัวเองให้อ่อนลงดื้อๆ
ทั้งที่มันยังแข็งเป๊ก
สัมผัสเข้าไปจะรู้เลยว่ายังสากกระด้าง
ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์กับตัวเองอยู่

ความเข้าใจ
ใกล้กันมากกับญาณหยั่งรู้
รู้ว่าอะไรคือต้นเหตุ
เห็นว่าอะไรเป็นผลลัพธ์
ยิ่งเข้าใจถ่องแท้เท่าไร
ยิ่งขี้เกียจถือสาหาความโลกเท่านั้น

การทำความเข้าใจ
ก็คือการปลดปล่อยพันธนาการทางอารมณ์
รู้สึกเป็นอิสระจากความโกรธความเกลียด
อ่อนโยนอยู่ข้างใน
โดยไม่แสดงความอ่อนแอที่ข้างนอก
รู้สึกดีกับตัวเองที่จัดการกับปัญหาได้
รวมทั้งป้องกันปัญหาข้างหน้าได้
โดยไม่ต้องแข็งกระด้าง
ไม่ต้องร้อนระอุ

ก้าวแรกของการฝึกทำความเข้าใจ
จึงต้องไม่ใช่แกล้งเห็นใจ
แต่ต้องเห็นจริงว่า
เขาอยู่กับชีวิตแบบไหน
เงื่อนไขทางความทุกข์ของเขาเป็นอย่างไร
และสุดท้าย ทำไมจึงเป็นเหตุให้เราทุกข์
ทางออกของทุกข์ทั้งเราทั้งเขาอยู่ตรงไหน

โดยย่นย่อ
เมื่อเข้าใจทุกข์ เหตุแห่งทุกข์
และหนทางดับเหตุแห่งทุกข์
ก็เหมือนคนรู้วิธีดับไฟ
จุดเริ่มต้นความเย็นเกิดขึ้นตั้งแต่รู้วิธี
จึงอภัยได้โดยไม่ต้องพยายาม
แค่คิดตามเหตุตามผลจนเข้าใจจริงๆเท่านั้น!

ยอมแค่ไหนไม่ดูโง่?

12803299_1035877709802720_5580327736015673334_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

คนที่มีความสมดุลในตัวเอง
คือคนที่อ่อนโยน ไม่อ่อนแอ
แข็งแกร่ง ไม่แข็งกร้าว

ความเข้มแข็งกับความอ่อนแอ
แตกต่างกันที่ความรู้สึกทางใจ
ถ้าหากว่าใจเราเป็นทุกข์อยู่
มีความรู้สึกระส่ำระสายอยู่
กระแสความอ่อนแอจะส่งออกมา
แต่ถ้าหากว่าภายในมีความรู้สึกสว่าง
มีความรู้สึกนิ่ง มีความรู้สึกตั้งมั่นอยู่
อันนั้นจะส่งกระแสของความเข้มแข็งออกมา

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ยอมไปหมดจนอ่อนแอ

ที่ถูกมองว่าอ่อนแอ
มักเป็นเพราะก้มหน้าก้มตาหงอ
ไม่แสดงความคิดที่เป็นจุดยืนด้านดีของตัวเอง

ให้สังเกตลักษณะของใจ
ในขณะที่เราอ่อนน้อมและให้เกียรติคน
ถ้าหากว่าเราอ่อนน้อม
แล้วใจข้างในของเราเหมือนกับยอมเขาได้ทุกอย่าง
เขาจะรู้สึกว่าเรามาก้มศีรษะให้เขา
ด้วยอาการที่อยากจะมารับใช้เขา
หรืออยากจะมายอมเป็นบันไดให้เขา
เหยียบขึ้นไปมีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวตนของเขา

แต่ถ้าหากว่าเรายังมีความสดใส มีความเข้มแข็ง
ยังมีความเป็นตัวของตัวเอง
กระแสความรู้สึกจะพลิกกลับไปเป็นอีกแบบหนึ่ง
ความอ่อนน้อมนั้นจะถูกมองว่าเป็นการให้เกียรติ
อัตตาต่ำ แต่ความเข้มแข็งสูง
ก็ทำให้คนรอบตัวเกรงใจได้ครับ

การที่เราจะไม่เป็นคนอ่อนแอในสายตาของคนอื่น
จำไว้เลยว่าความรู้สึกของเรา
จะต้องยังเป็นตัวของตัวเองเต็มร้อย
แล้วก็ไม่งอแบบหงอนะครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

#ถูกไปหมดจนแข็งกร้าว

เถียงกันแล้วอีกฝ่ายจำนนด้วยความเจ็บใจ
แปลว่าคุณชนะครึ่งหนึ่ง
ถกกันแล้วอีกฝ่ายเต็มใจยอมรับอย่างมีความสุข
แปลว่าคุณชนะจริงเต็มๆ

ถ้าเป็นแต่ด่าว่าคนอื่นผิดอย่างไร
แต่อธิบายดีๆไม่ได้ว่าที่ถูกต้องเป็นแบบไหน
ให้สันนิษฐานว่า
เพราะอยู่บนเส้นทางที่ผิดของคนพาลมาตลอด

การพูดถึงสิ่งที่รู้
เป็นศาสตร์ที่ต้องฝึกฝน
การไม่พูดทุกสิ่งที่รู้
เป็นศิลป์ที่ต้องฝึกตน

เงินอยู่ที่จิต

090316

คนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
คือคนที่ถูกบีบให้ต้องสะสมเงิน
แต่เส้นทางสะสมเงินอาจบีบให้แยกไม่ออก
ระหว่างจำเป็นต้องเอาให้พอ กับโลภจะเอาให้มาก
พอรู้ตัวอีกทีก็เอามากไป จนไม่รู้จักพอเสียแล้ว

คนสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
จะมีเรดาร์ระวังตัว ระวังการใช้เงิน
แต่เส้นทางการระวัง อาจทำให้แยกไม่ออก
ระหว่างระวัง กับตระหนี่ถี่เหนียว
พอรู้ตัวอีกทีก็งกจนเป็นโรคจ่ายไม่เป็นเสียแล้ว

ชีวิตขี้โลภและตระหนี่ถี่เหนียวนั้น
เป็นชีวิตที่ปรุงแต่งจิตให้รู้สึกว่าไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
เพราะจิตคับแคบ มืดมัว และเป็นทุกข์
สมองถูกล็อกให้คิดแต่จะเอาเข้าตัว
จิตแบบนั้นหวั่นไหวง่าย และระแวงเกินเหตุ
ถึงแม้ผิวนอกจะเหมือนมีความสุข
ท่ามกลางทรัพย์สินอลังการ
แต่ภายในโหยหิวเหมือนตายอดตายอยาก
หรือไม่ก็ทรมานกับความไม่รู้จักอิ่ม
คล้ายคนถูกหลอกให้กินพยับแดด
ดีใจนึกว่ากินน้ำ ใจเกิดอุปาทานว่าชุ่มชื่น
แต่แท้จริงลำคอและท้องไส้ยังแห้งผากเหมือนเดิม

การโดนปรุงแต่งจิตด้วยตัวเลขเงินเข้าท่าเดียว
จะทำให้เกิดเป้าหมายผิดๆ
เช่น ต้องมีถึงเท่านั้นเท่านี้
ชีวิตถึงจะเข้าเขตปลอดภัย
แต่ต่อให้เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้น
จนเลยจุดที่คาดหวังไว้แล้ว
ก็เหมือนน้อยไปอีก เกิดเพดานใหม่ขึ้นมาอีก
ไม่เคยไต่ระดับไปถึงจุดที่น่าพอใจอย่างแท้จริงเลย
นั่นเพราะชีวิตไม่เคยข้ามเข้าเขตปลอดภัย
และจิตไม่เคยพ้นเขตความยากจน
จนกว่าจะมีปกติเป็นกุศล
มีใจเปิดกว้างเป็นทาน ได้เจือจานจนอิ่มสุข
เกิดสัญชาตญาณของจิตที่ทรงความเป็นกุศล
รู้ชัดว่า เดี๋ยวนี้ไม่เดือดร้อน ภายหน้าก็สบายแน่

แม้ยังไม่มีเงินมาก
ยังต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย
ยังต้องถูกกดดันเรื่องหนี้สินงอก
แต่แค่ไม่คิดจะเอาตัวไปพัวพันกับเงินสกปรก
ใจก็ยังรู้สึกสะอาดอยู่ได้
แค่ไม่คิดจะฉ้อฉลทุจริต
ใจก็ยังรู้สึกปลอดภัยได้อยู่
แค่ไม่คิดจะฉกฉวยทรัพย์ที่คนอื่นไม่ให้
ใจก็ยังรู้สึกว่ามีอะไรดีๆเหลือติดตัวบ้าง

การให้ทานเป็นความสบายใจ
ทำได้ด้วยการรักษาศีลข้อ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อเข้าตาจนแล้วทนได้ อดกลั้นอยู่
พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นมหาทาน
เพราะให้ความเป็นปกติสุข
ให้ความปลอดภัยในทรัพย์สินกับผู้คนไม่เลือกหน้า
และเมื่อไม่เอาทรัพย์ร้อนๆมาลนจิตลนใจ
ใจย่อมไม่ต้องดิ้นพล่านหาความสงบนอกตัวมาแต่ไหน

ส่วนการให้ทานแบบเจือจาน
ถ้าตั้งต้นด้วยการอยากให้ผู้รับมีความสุข
จะเกิดความสุขตั้งแต่คิดให้
ยิ่งถ้าให้แบบที่ตนเองไม่ต้องเดือดร้อน
ไม่ต้องมาเสียดายสิ่งที่ให้ไปในภายหลัง
ก็ยิ่งได้รับความสุข ความปลื้มใจที่บริสุทธิ์
ไม่มีอะไรติดค้าง และไม่มีมลทินต้องกังวล

หลับตานึกถึงใจที่รักษาศีลข้อ
ใจที่พร้อมแจกจ่ายเจือจาน
คุณจะรู้สึกถึงนิมิตที่มีลักษณะเปิดกว้าง สงบสุข
นั่นแหละนิมิตของความปลอดภัย
ที่ส่องสว่างจากชาตินี้ไปถึงชาติหน้า
แท้จริงการให้ไป จึงเป็นการได้มา
หากถามหามาตรวัดของการให้ทานที่ถูกต้อง
ให้ถามถึงความสุข ความอบอุ่นใจ
ที่มาประดิษฐานอยู่ในใจตนเอง
วันไหนรู้สึกว่า
ความสุขมีค่ากว่าเงิน ทั้งที่ได้มาและให้ไป
ก็ควรสันนิษฐานว่า
คุณน่าจะรู้จักให้ทานแบบที่ถูกต้องแล้ว!

ฝืนธรรมชาติ

12799322_1030999606957197_227008280909035646_n

#โพสต์บทความของคุณดังตฤณโดยแอดมินเบลล์ค่ะ

โลกไม่ตามใจเรา
เมื่อเราพอใจความเย็น
แต่โลกพอใจคายความผ่าวร้อน
ทางเดียวคือทำใจยอมรับ
และเตรียมกายสู้ไอร้อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ความเจ็บปวดเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งของชีวิต
เกิดจากเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา
เมื่อเหตุปัจจัยหมดแรงให้ผลแล้ว
ความเจ็บปวดย่อมหายไปเป็นธรรมดา

อาการคิดต่อ
ไม่อยากยอมรับความเจ็บปวดต่างหาก
ที่เป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ
ยิ่งฝืนนานขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งทุกข์ยืดเยื้อขึ้นเท่านั้น
นั่นเพราะมีเหตุ มีเชื้อเพลิง
คอยเติมให้ไฟทุกข์ลุกโพลง
ไม่ยอมหายไปสักที
ราวความเจ็บปวดจะเป็นอมตะฉะนั้น

ใครรู้วิธีกำจัดอาการไม่ยอมรับความจริง
ออกไปจากชีวิตได้
ความรู้สึกย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
เห็นธรรมชาติใดเกิดจากเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา
เมื่อเหตุปัจจัยหมดแรงให้ผลแล้ว
ก็ย่อมหายไปเป็นธรรมดา
ไม่ยืดเยื้อไปกว่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ตามหลักการเจริญสติของพระพุทธเจ้า
ท่านให้ยอมรับสิ่งที่ยอมรับได้ง่ายที่สุดก่อนครับ
และในโลกนี้ก็ไม่มีอะไรยอมรับง่าย
เท่าลมหายใจเข้าออกอีกแล้ว
หายใจออกรู้ หายใจเข้ารู้ เมื่อรู้ได้เรื่อยๆ
ก็แปลว่าเก่งในการยอมรับความจริง
อันเป็นปัจจุบันขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

เมื่อดูไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสมาธิ
เห็นว่าเข้ามาแล้วก็ออกไป
เดี๋ยวหายใจยาวแล้วก็สั้นลง ไม่แน่นอน
ใจจะเริ่มยอมรับความจริงขั้นพื้นฐานได้

เมื่อยอมรับความจริงต่อหน้าต่อตาได้
ก็ยอมรับความจริงอื่นๆที่เหลือได้
และเห็นว่าไม่ยากนัก
ถ้าจะพูดให้ตรงกับความจริง
และปรากฏตัวอยู่กับความจริง
ด้วยความสุขกายสบายใจ
เปลี่ยนให้ดูแค่ไหนก็ยอมรับไปแค่นั้น
ไม่ใช่จมอยู่กับความไม่ได้อย่างใจ
ไปตลอดชีวิตอย่างสูญเปล่า

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ทิ้งเหตุให้จิตเศร้าหมอง
เช่น สะใจกับการย้ำคิด ย้ำตรึกนึก

สร้างเหตุให้จิตสดใส
เช่น คิดอภัย คิดเลิกรา

และใส่เหตุให้จิตเบิกบานบริสุทธิ์
คือ คิดยอมรับตามจริง
จิตแย่..ก็ยอมรับว่าแย่
จิตสว่างขึ้นนิดหนึ่ง..ก็ยอมรับว่าสว่างขึ้นนิดหนึ่ง
จิตคลาย..ก็ยอมรับว่าจิตคลาย
จิตกลับมาแย่อีก..ก็ยอมรับว่าแย่อีก

เท่านี้แหละ สติก็เกิดขึ้น
และค่อยๆผูกกันเป็นแพกุศล

ทั้งนี้ทั้งนั้น ขอให้ระลึกด้วยว่า
การยอมรับความจริงแตกต่างจากการนิ่งดูดาย
พยายามดีที่สุดได้แค่ไหนค่อยยอมรับแค่นั้น
อย่าเพิ่งด่วนยอมรับสภาพ
ทั้งที่ยังไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้นนะครับ
เราจะได้เจอความจริงที่ดีที่สุดหลังจากทำดีที่สุด

โรคเทียบเขาเทียบเรา

020316

ชีวิตดีๆ
ดูกลายเป็นชีวิตแย่ๆ
น่าคิดมากขึ้นมาทันที
ที่นึกถึงภาพคนน่าหมั่นไส้
แต่ดันมีโอกาสดีกว่าคุณ สุขสบายกว่าคุณ
 
เมื่อใดเป็นฝ่ายประทุษร้ายคนอื่นด้วยความคิด
ชีวิตตัวเองกลับดูน่าสงสาร น่าเห็นใจ
เหมือนเป็นฝ่ายถูกกระทำ ถูกเขาข่มเหงเสียเอง
นั่นเพราะจินตนาการของตัวเอง
สร้างมโนภาพคนอื่นแสยะปากเย้ย
หรือเท้าเอวหัวเราะเยาะใส่
แม้ความจริงอันไม่เป็นที่รู้ในนาทีนั้น
เขาหรือเธออาจกำลังนอนคุดคู้ระทมทุกข์
ร้องไห้กับปัญหาส่วนตัวอยู่ก็ตาม
 
เมื่อโรคเทียบเขาเทียบเรากำเริบ
คุณจะเกิดอารมณ์เกลียด
หรืออย่างน้อยคิดพลุ่งพล่านไร้สติ
เห็นบุคคลผู้ตกเป็นเป้าหมายเหมือนปีศาจ
เห็นคนใกล้ตัวเป็นแพะรับบาป
และเห็นตนเองเป็นลูกแมวจนตรอก
ที่ถูกกดดันให้แยกเขี้ยวคำรามใส่ปีศาจ
หรือไม่ก็แว้งมากัดแพะรับบาปจมเขี้ยว
แม้ทั้งหมดทั้งปวง
คือภาพที่ถูกจิตฟุ้งๆร้อนๆ สร้างขึ้นมาทั้งนั้น
อาจไม่มีปีศาจ ไม่มีแพะ อาจไม่มีลูกแมว
อยู่ที่ไหนในโลกความเป็นจริงเลย
 
ถ้าจะเทียบเขาเทียบเรา
ให้เทียบกับคนที่ด้อยกว่า
และอย่าแค่คิด อย่าแค่นึกๆเอาว่า
ยังมีคนน่าเห็นใจกว่าเราเยอะ
ให้ลงไปช่วยพวกเขา
ให้ยื่นมือ ให้ออกแรง จนเหนื่อยเพื่อพวกเขา
หรือจนกว่าจะเห็นชีวิตพวกเขาดีขึ้นกับตา
เป็นที่ชื่นใจเองกับตัว
นั่นแหละ! โรคเทียบเขาเทียบเรา
ถึงจะค่อยๆจางหายไป
กลายเป็นคนมีสุขภาพจิตดี ตาสว่าง
เห็นชีวิตตัวเองดีพอจะช่วยคนอื่นได้อยู่แล้ว
ไม่นึกอยากแลกชีวิตกับคนน่าอิจฉาไหนๆ
เพราะไม่อยากได้ส่วนดีที่น่าอิจฉามาเป็นของตน
แล้วต้องทนกับส่วนที่เป็นทุกข์ในชีวิตแทนเขา!


วิธีดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบด้าน

290216

ยิ่งคลื่นความฟุ้งซ่านในหัวมีความถี่สูงขึ้นเท่าไร
คุณยิ่งดื่มด่ำกับความแช่มช้าของคลื่นทะเลได้สั้นลงเท่านั้น

เราไม่สามารถสร้างทิวทัศน์ให้ยิ่งใหญ่
อลังการตื่นตาตื่นใจได้เท่าที่ธรรมชาติให้มา
จะเป็นทะเล ภูเขา หรือแม่น้ำก็ตาม
ถ้าคุณไม่สามารถชื่นชมกับสิ่งเหล่านั้น
ก็จะไม่สามารถสร้างของเทีย