เลี้ยงลูก

ภาพติดตาเปลี่ยนกรรมลูก

marked-121916

ขอให้นึกดูว่า มีภาพบางภาพ
ที่พ่อแม่ของคุณทำกับคนอื่น
หรือทำกับคุณ
แล้วคุณจำภาพนั้นได้ขึ้นใจ
ไม่ว่าจะในทางดีหรือทางร้าย

แล้วก็มีเสียงบางเสียง
ของพ่อแม่ ที่คุณจำได้ไม่ลืมไปจนตาย

ภาพเสียงติดหูติดตาเหล่านั้น
ถอนออกจากความทรงจำไม่ได้
และนอกจากจะฝังแน่นอยู่ในใจ
ยังกลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมบางอย่างของคุณด้วย

แล้วรู้ตัวหรือเปล่าว่า
คุณก็ทำภาพเสียงติดหูติดตาลูกไปแล้วมากมาย?
และภาพบางภาพนั้น ขอแค่เกิดขึ้นครั้งเดียว
จะกลายเป็นตัวคลิกของลูกเลยทีเดียวว่า
ฉันจะทำแบบนี้แหละ ฉันจะเอาอย่างนี้บ้าง
แล้วกลายเป็นเหตุบันดาลกรรมสำคัญบางประการ
ไปตลอดชีวิตในชาตินี้ของลูก

ภาพเดียวกำหนดกรรมดังกล่าว
เรียกว่าภาพช็อกความรู้สึก
พ่อแม่มักทำไปโดยไม่รู้ตัว เช่น
ชกต่อยกับคนแปลกหน้าบนทางสาธารณะ
ทุ่มเถียงเสียงดังกับพ่อค้าแม่ขาย
ตบตีกันเองในบ้าน

แต่ภาพเสียงบางประเภท
กว่าจะกำหนดพฤติกรรมลูกได้
ต้องใช้เวลานาน ต้องเห็น ต้องได้ยินบ่อยๆ
จึงสามารถประทับเข้าไปในความทรงจำ
ซึ่งข้อดีคือภาพเสียงประเภทนี้
เมื่อประทับแล้ว จะกลายเป็นต้นแบบพฤติกรรม
ที่ลูกทำอยู่เรื่อยๆ เช่น
พอลูกทำผิด เขาได้ยินน้ำเสียงอ่อนโยนหรือกระด้าง
เขาได้เห็นคุณตีหน้ายักษ์หรือหน้าพรหม
เขาได้เหตุผลสั้นๆที่จำได้ว่า ควรทำอีกหรือไม่ควรทำอีก
เหล่านี้ หากเกิดขึ้นซ้ำๆ เรื่อยๆ กระทั่งเขาโต
เขาจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้วิธีการเดียวกันกับคุณ
ในการจัดการกับคนผิด

สำรวจตัวเอง สำรวจลูกว่า
มีแนวโน้มกรรมทางกาย วาจา ใจอันใด
ที่เหมือนกันราวกับถอดมาจากพิมพ์เดียว
ถ้าอยากเปลี่ยนกรรมไม่ดีแบบใดให้ลูก
ให้พยายามทำกรรมอันเป็นตรงข้ามนั้นๆ
ให้ลูกเห็นบ่อยๆ เป็นภาพเสียงชินหูชินตา
จนกว่าจะประทับเข้าไปในใจ
กลายเป็นโมเดล กลายเป็นต้นแบบกรรมกับเขา

เปลี่ยนกรรมตัวเองได้ ก็เปลี่ยนกรรมให้ลูกได้
และนั่นแหละ! บทบาทและอิทธิพลสำคัญของคุณในชาตินี้!

สอนลูกให้อธิษฐานเป็น

marked-121216

ไทยเรามักสอนกันแต่เด็กว่า
ทำบุญแล้วขอให้อย่างนั้น ขอให้อย่างนี้
และมักเป็นการขอแบบรับมาเฉยๆ
เช่น ขอให้มั่งมีศรีสุข ขอให้ได้ที่หนึ่ง
ขอให้พบเนื้อคู่ ขอให้ได้เลื่อนขั้น ฯลฯ
ด้วยความเข้าใจว่า ทำบุญแล้ว
ก็ต้องได้รับผลตอบแทนสำเร็จรูปจากบุญ
การอธิษฐานแบบขอรับนั้น
จะทำให้รักสบาย ติดนิสัยเรียกร้องจากคนอื่น
ซึ่งคนอื่นที่ใกล้ตัวที่สุด ก็ไม่พ้นพ่อแม่ตัวเอง
บางคนแบมือขอเงินพ่อแม่จนแก่
หรือหวังรวยจากหวยเทพไปจนตาย
เพียงเพราะจิตใจอ่อนแอ
เอาแต่เชื่อลมๆแล้งๆว่าเดี๋ยวท่านก็ให้
จากการเอาแต่ฝึกอธิษฐานขอรับนี่แหละ

อันที่จริงแล้ว
ธรรมเนียมการสร้างอธิษฐานบารมี
หลังทำบุญที่ถูกต้องทางพุทธศาสนา
คือ ใช้ความสว่างสดชื่นแห่งบุญมาเสริมกำลังใจ
ช่วยให้จิตมีความสุข มีคุณภาพ มีทิศทางคมชัด
กระทั่งเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มขึ้นว่าต้องทำได้
เป็นการได้ด้วยความสมเหตุสมผล
เช่น ขอให้กำลังบุญนี้
บันดาลใจให้คึกคัก ขยันขันแข็งไม่เลิก
หรือขอให้กำลังบุญนี้
ช่วยให้เจองาน รักงานจนรู้จริง
ซึ่งการอธิษฐานแบบขอทำนี่เอง
จะช่วยกระตุ้นให้อยากสร้างเอาด้วยมือตน
ค้นหาจุดยืนด้วยลำแข้งของตัว
เข้มแข็ง กระตือรือร้น
รู้สึกอยากทำอะไรเองตั้งแต่เด็ก

วิธีง่ายๆที่จะสร้างรากการอธิษฐานแบบขอทำ
คือ พาลูกเข้าห้องพระ
สวดมนต์อย่างมีความสุขทุกคืน
แล้วพ่อแม่นำลูก ด้วยการเล่าเรื่องของตัวเองถวายพระว่า
วันนี้ทำอะไรมาบ้าง เรียนรู้อะไรมาบ้าง
ตั้งใจจะให้เกิดอะไรจากมือตนอีกบ้าง
ขอคุณพระคุณเจ้าบันดาลให้มีกำลังใจ
ในการทำให้สำเร็จลุล่วงด้วยเถิด
จากนั้นให้ลูกเล่าเรื่องของตัวเองถวายพระบ้าง
ไม่ต้องคาดคั้นหรือกะเกณฑ์ใดๆ
เพียงฟังพ่อแม่ขอพระทำบ่อยๆ
เขาจะค่อยๆพูดเลียนแบบพ่อแม่ไปเองโดยไม่ต้องสั่ง!

ลูกอัจฉริยะสร้างได้หรือรอบังเอิญ?

marked-120516

แม้หลายคนพูดว่า
ไม่ได้อยากเป็นอัจฉริยะ
แล้วก็ไม่อยากมีลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
แต่เกือบร้อยทั้งร้อย
ชอบดูคลิปเด็กอัจฉริยะ
ชอบความน่าทึ่งของฝีมือมนุษย์
และที่สำคัญคือชอบความมั่งคั่ง
อันไหลมาเทมาจากความเป็นอัจฉริยะ

จริงๆแล้ว ที่พูดๆกันว่า
ไม่อยากมีลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
หากจะพูดให้เต็มคือ
ไม่อยากให้ลูกเก่งแล้วเป็นบ้า
เป็นอัจฉริยะแล้วเข้ากับคนอื่นยาก
เก่งกาจเหนือมนุษย์แล้วลงเอยเป็นอาชญากร
พ่อแม่ดีๆทุกคนอยากให้ลูกมีความสุข
อยู่ในสังคมแบบไม่แปลกแยก
แล้วก็มีตัวตนที่เป็นคุณ เป็นที่สรรเสริญแซ่ซ้อง
ไม่ใช่โตขึ้นทำเรื่องฉาวให้พ่อแม่เอาปี๊บคลุมหัว

แน่นอน! ถ้าลูกน่ารักด้วย เชื่อฟังพ่อแม่ด้วย
แสนดีกับสังคมด้วย แถมเป็นอัจฉริยะด้วย
ทำเงินล้นฟ้าให้พ่อแม่สุขสำราญยามแก่เฒ่าด้วย
ก็คงไม่มีพ่อแม่สติดีที่ไหนคิดปฏิเสธ
อย่างเช่น อีลอน มัสก์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำ
ด้านการทำตลาดรถขับเอง
กับโครงการนำมนุษยชาติไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร
ก็เริ่มมหากาพย์ความน่าทึ่ง
จากการเป็นเด็กอายุ ๑๒ ที่เรียนคอมพิวเตอร์เอง
สร้างเกมคอมพิวเตอร์ที่ขายได้ ๕๐๐ เหรียญสหรัฐ!

ความเป็นเด็กอัจฉริยะ จึงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ
และไม่ใช่จะต้องลงเอยเป็นโศกนาฏกรรมเสมอไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอัจฉริยภาพของเด็ก
เกิดขึ้นจากความลงตัวของเด็กเอง
ไม่ใช่จากความดันทุรังของพ่อแม่

คำถามคือ ทำยังไงจะมีลูกอัจฉริยะสติดี
นิสัยดี สังคมดี แล้วก็ทำเงินดีกับเขาบ้าง?
คำตอบไม่ใช่แค่เลี้ยงให้ดีที่สุด
โดยไม่ระบุว่าดีที่สุดคือดีอย่างไร
คำตอบต้องเป็นเข้าใจให้ชัดที่สุดว่า
ภาวะอัจฉริยะในเด็กเกิดขึ้นด้วยองค์ประกอบใดบ้าง

อันดับแรก สัญชาตญาณ
อันดับสอง การสนับสนุน
สองอย่างนี้ ขอให้มีเถอะ
เด็กอัจฉริยะมีสิทธิ์แจ้งเกิด!

สัญชาตญาณ หมายถึงความเข้าใจได้เอง เกิดขึ้นเอง
เช่น สัญชาตญาณหลบหลีกสิ่งกีดขวาง
สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีสัญชาตญาณชนิดนี้กันหมด
โดยไม่ต้องบอกสอน
อันนั้นเป็นสัญชาตญาณระดับล่าง
แต่จริงๆยังมีสัญชาตญาณระดับบนอยู่อีก
เป็นสัญชาตญาณในการทำอะไรอย่างหนึ่งให้ดี
เช่น จะชู้ตบาสอย่างไรจึงลงห่วง
ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกมันว่าพรสวรรค์
แต่บรรดาอัจฉริยะตัวจริงจะรู้สึกว่า
มันเป็นสัญชาตญาณติดตัวมา

คงไม่มีตัวอย่างของจริงใด
ดีไปกว่าเด็กอายุ ขวบที่ชู้ตบาสแม่นกว่าผู้ใหญ่
นามว่าไตตัส แอชบี
(ลองดูคลิปที่มีคนรวบรวมช็อตเด็ดไว้
https://www.youtube.com/watch?v=BGjFSHW-77I
หรือเสิร์ชหาคำว่า Titus Ashby จากยูทูบดู
ถ้ากำลังกินข้าวอยู่ ระวังหกออกมาเพราะอ้าปากค้าง)

เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่ชู้ตลูกกลมๆเข้าห่วงได้อย่างแม่นยำ
แต่เข้าใจเรื่องการเข้าชิ่ง การโยนข้ามสิ่งกีดขวาง
และอื่นๆ ซึ่งแม้แต่คนโตๆส่วนใหญ่
จนตายก็ไม่มีทางทำสถิติโยนเข้าห่วง
ได้อย่างแม่นยำน่าอัศจรรย์ปานนั้น
(ไม่ใช่ไม่พลาดเลย แต่พลาดน้อยมากๆ)

คนทั้งโลกเห็นความน่าทึ่งของไตตัส
แล้วโลกภายในของไตตัสล่ะ เห็นอะไร?
ทำไมเด็กอื่นๆรวมทั้งผู้ใหญ่ทั่วแผ่นดิน
จึงเห็นห่วงบาสแล้วทำไม่ได้แบบไตตัส?

คำตอบคือ เห็นเหมือนกัน แต่รู้เองต่างกัน
ขอให้เอาลูกบาสกับห่วงมาล่อตาไตตัสเถอะ
ของเก่าในฝ่ายที่เป็นบุญ
จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการรู้เอง
เล็งตาอย่างไร ออกแรงประมาณไหน
จะเกิดวิถีโค้งของบาสเข้าห่วงได้
และของเก่าที่เป็นบุญในที่นี้
ก็อาจเป็นการเคยสอนหลักเล่นบาสให้คนอื่น
อาจเป็นการสร้างสนามบาสแจกคนด้อยโอกาส
อาจเป็นการค้นพบและเปิดเผยสุดยอดเคล็ดลับบาส
หรืออาจไม่เกี่ยวกับบาสเลย
แต่เป็นการบุญที่เกี่ยวกับการเล็งๆให้แม่นๆ
อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่
หากไตตัสมีเส้นทางที่จะระลึกชาติ
โตกว่านี้อีกนิดอาจไปเจอภาพ
แชมป์โลกหรืออดีตเศรษฐีใจบุญอะไรสักคน
แล้วนึกขึ้นได้ว่านั่นคือตนเองในอดีต
(เด็กระลึกชาติส่วนใหญ่มีอดีตที่เพิ่งตายไม่นาน
และยังมีรูป มีหลักฐานเชื่อมโยง
ส่วนน้อยเท่านั้นที่จู่ๆนึกออกเองว่าเคยเป็นใคร)

เรื่องของเด็กระลึกชาติอื่นๆ
ฟังแล้วคนส่วนใหญ่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
เพราะไม่รู้จะเอาเรื่องในอดีตมาใช้งานอะไร
ถ้าฝังสมบัติไว้แล้วบอกให้คนไปขุดมาขายก็ว่าไปอย่าง
แต่สำหรับไตตัสแล้ว
หากวันใดเขาบอกใครว่าตนคืออดีตมือหนึ่งทางบาส
อันนี้มีความหมายแน่นอน
เพราะเห็นๆอยู่ว่า ของเก่าเอามาขายใหม่ได้

แล้วเราล่ะ ได้อะไรจากเรื่องของเด็กชายไตตัส?

เราได้ความรู้มาว่า
เด็กแต่ละคนมีสัญชาตญาณต่างกัน
ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปคาดคั้นเด็กได้ว่า
จงชู้ตบาสเก่ง จงเล่นเปียโนพลิ้ว จงพูดจาคมคาย
เราได้แต่สังเกต ทำความรู้จักลูกตัวเองว่า
เขามีดีอันใดติดตัวมาแต่อ้อนแต่ออก
แล้วให้การสนับสนุนสิ่งนั้นเต็มที่
เหมือนเช่นที่พ่อของไตตัสทำไปทั้งหมด
หลังจากค้นพบว่าไตตัสชู้ตบาสแม่น
ก็คือหาแบบฝึกหัดแปลกใหม่มาเสนอลูก
แล้วก็ขนกองเชียร์มาชมลูกกันทั้งโลก

สรุปคือ ตั้งความเชื่อไว้ว่า
ลูกของคุณมีสัญชาตญาณบางอย่างติดตัวมา
และวันหนึ่งสัญชาตญาณนั้นจะแสดงตัวออกมา
พ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่สังเกตและปล่อยผ่าน
หรือไม่ก็มุ่งรีดเค้นความสามารถที่ลูกไม่มีอยู่
แต่หากคุณสังเกตและให้การสนับสนุน
ลูกก็จะมีชีวิตนี้เป็นเครื่องต่อยอดชีวิตเก่า
ถึงแม้ไม่ได้เป็นอัจฉริยะหนึ่งในล้านแบบไตตัส
แต่อย่างน้อยก็เก่งกาจจะภูมิใจในตัวเอง
รู้จักตัวเองว่ามีดีอะไรเอาไว้ใช้ชีวิตบนโลก
ไม่ใช่โตขึ้นแบบคนที่กี่ปีก็หาตัวเองไม่เจอสักที
เพียงเพราะตอนเด็กโดนพ่อแม่คาดคั้นผิดฝาผิดตัวว่า
ต้องเก่งอย่างนั้น ต้องเรียนคณะนี้!



ปู่ย่าตายายอยากอุ้มหลาน

marked-112816

ตั้งแต่โบราณมา
การช่วยสืบวงศ์ตระกูล
ถือเป็นการแสดงความกตัญญูอย่างหนึ่ง
โดยเฉพาะสำหรับผู้ชาย
ถือเป็นหน้าที่ชนิดหนึ่ง
ถ้าใครไม่มีหลานให้ปู่ย่าตายายอุ้ม
บางบ้านจะถูกด่าเช้าเย็น หาว่าอกตัญญูไม่เลิก

แม้ปัจจุบันก็ยังมีปัญหาชนิดนี้อยู่
และเป็นสิ่งรบกวนจิตใจได้พอสมควร
เพราะผู้ใหญ่มักเอาเรื่องบาปบุญมาตั้ง
เช่นบอกว่า พวกทำหมัน ไม่ยอมมีลูก
คือพวกที่ปิดโอกาสไม่ให้เทวดามาต่อบุญ
แล้วที่สำคัญ เห็นชัดด้วยตาเปล่า
คือ ทำให้ปู่ย่าตายายเหงา
ไม่ได้อุ้มหลานสมใจนึก

ข้อเท็จจริงคือ
ความเต็มใจมีลูก
ควรงอกเงยจากความพร้อมเป็นพ่อแม่เต็มตัว
คือ เอาตัวรอดได้ รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้
เห็นชีวิตตนเองนิ่ง หนักแน่น เป็นผู้ใหญ่
ที่มีกำลังเหลือๆ แล้วจึงนึกอยากเผื่อแผ่
ให้อีกชีวิตที่เกิดใหม่ได้ส่วนดีไปจากตน
นั่นจึงเป็นสัญชาตญาณสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์
หรือเป็นสัญลักษณ์บอกความกตัญญู
ต่อวงศ์ตระกูลอย่างแท้จริง

ถ้าอยู่ๆถูกบังคับแบบไม่ดูตาม้าตาเรือว่า
ต้องมีลูก ต้องแสดงความกตัญญู
ด้วยการช่วยให้ปู่ย่าตายายได้อุ้มหลานสมใจ
ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมใดๆเลย
จะเรื่องเงิน จะเรื่องเวลา จะเรื่องความเต็มของใจ
อันนั้นคุณอาจสบายใจ ตัดรำคาญ เสียไม่ได้
หมดปัญหาเรื่องปู่ย่าตายายเสียใจ
แต่สิ่งที่ตามมา อาจหมายถึงความเสียใจ
ของตนเองและคู่ครอง
กับความสูญเสียทางจิตวิญญาณของเด็กคนหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่หยุดแค่ความเสียใจ
แต่บานปลายเป็นความเสียหายไปทั้งชีวิต

ความไม่เต็มใจมีลูก
จะงอกเงยเป็นความอึดอัด
ความอยากปัดภาระ
ความไม่อยากเข้าใกล้ลูก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกรู้สึกได้ตั้งแต่เกิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ถ้าความไม่เต็มใจนั้น อยู่ที่ฝั่งแม่
เด็กจะรู้สึกถึงความเหงาที่ใหญ่หลวง
อาจตั้งแต่อยู่ในท้อง
และเมื่อเขาเกิดมา
ก็ต้องเจอน้ำเสียงและสัมผัส
ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
ไม่มีราคาคู่ควรให้มีชีวิต
และนั่นจะเป็นปมทางใจไปจนตาย

เด็กที่รู้สึกตัวว่าพ่อแม่ไม่เอา
จะโตขึ้นเป็นคนไม่เอาใคร
และอาจเป็นภัยเกินกว่าจะคาดได้

การมีลูก
คือข้อผูกมัดที่จะต้องรับผิดชอบลูก
ไม่ใช่ข้อผูกมัดที่ต้องแสดงความกตัญญูกับญาติ

ถ้าแค่หวังจะสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสมใจ
ให้กับปู่ย่าตายายสักสองสามปี
ถึงกับต้องสร้างน้ำตาและเสียงร้องไห้เสียใจ
ให้กับชีวิตเด็กน้อยหน้าใหม่ไปจนกว่าเขาจะตาย
คุ้มแน่หรือ?

เสียงญาติผู้ใหญ่ติเตียนสิบปี
ไม่หนักเท่าเสียงด่าทอของลูกเกือบร้อยปี
ถ้าจะมีลูก ขอให้มีจากความพร้อมของตัวเอง
อย่ามีเพราะใบสั่งจากเบื้องบน
และอย่ามีเพราะอุบัติเหตุเลินเล่อ
เพราะคุณทำให้เด็กเกิดมา
ภายใต้ระดับความรับผิดชอบประมาณใด
ก็จะต้องไปเป็นเด็กเกิดใหม่
ภายใต้ระดับความรับผิดชอบประมาณนั้น เช่นกัน!

ของเก่าหรือจะสู้ของใหม่

marked-112116

หากไม่เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
คุณก็ต้องเชื่อว่าลูกเพิ่งเกิดมา
และแนวโน้มคือลูกเป็นอย่างไร
ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือคุณหรือคนเลี้ยงเป็นหลัก
ถ้าโตขึ้นมาดี ก็คุยได้ว่าปั้นมากับมือ
แต่ถ้าโตขึ้นมาร้าย ก็ต้องหาแพะรับบาป
เป็นบุคคลแวดล้อมใกล้ตัวสักคน
อาจเป็นพี่เลี้ยง ครูที่โรงเรียน
หรือปู่ ย่า ตา ยาย ก็ว่ากันไป

หากเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด
คุณมักจะตั้งข้อสังเกต หรืออยากรู้อยากเห็นว่า
ลูกมาจากไหน และส่วนใหญ่ก็จะหวังว่ามาจากที่สูง
ถ้าลูกน่ารัก ใฝ่ดี มีความสุข ก็น่าจะใช่
และชวนให้นึกอยากเฝ้าถนอมกล่อมเกลี้ยง
แต่ถ้าเป็นตรงข้าม ก็อึดอัดใจ
แอบคิดเล็กคิดน้อยเรื่อยๆว่า นี่ตัวอะไรมาเกิด
ยิ่งเมื่อลูกโตขึ้นพอรู้ความ
โต้ตอบกับคุณ แสดงความเป็นตัวเขาเองได้
ยิ่งวันก็ยิ่งเหมือนคุณได้ทำความรู้จักกับใครอีกคน
ที่ข้ามจากโลกเดิมของเขา
เข้ามาอยู่ร่วมโลกกับคุณ
คุณอาจมีคำว่ากรรมของลูกหรือเป็นบุญของเขา
เกิดขึ้นในหัวอยู่เรื่อยๆ ขณะเห็นลูกเป็นสุขเป็นทุกข์
อยู่ภายใต้เพดานจำกัดของชีวิตคุณ

ในทางพุทธ ก็คือ
คุณควรมีสมดุลทางความเชื่อเรื่องกรรมเก่า
ผสานกับการตั้งเป้าหมายในการสร้างคนขึ้นใหม่
กล่าวคือ มองว่าตัวคุณเป็นแดนเกิดของลูก
สะท้อนกรรมเก่าของเขาก็จริง
แต่ตัวคุณเอง ก็กำลังเลือกเส้นทางกรรมใหม่ให้ตัวเอง

พ่อแม่ เป็นที่จดจำของลูกว่าเป็นพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วเลี้ยงดู
ไม่ใช่มีลูกแล้วทิ้งขว้าง

พ่อแม่ มีกรรมใหม่อันเป็นบุญแบบพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วดีพอจะเป็นพระพรหมของลูก
สอนลูกให้รู้จักโลก
เป็นผู้ใหญ่พอจะอภัย
หนักแน่นจะดีกับลูกนานพอ จนลูกโตขึ้นดีตาม
ไม่ใช่มีลูกแล้วร้ายเหมือนเจ้ากรรมนายเวรของลูกมาแต่ไหน

พ่อแม่ ประสบความสำเร็จในความเป็นพ่อแม่
ก็ต่อเมื่อมีลูกแล้วทำให้เขากลายเป็นสวรรค์ของคนอื่น
ไม่ใช่มีลูกแล้วทำให้เขากลายเป็นภาระของโลก

คนเดิมที่ลูกเคยเป็น
ก่อนจะมามีคุณเป็นแดนเกิดใหม่ในครั้งนี้
อาจจะเคยดี อาจจะเคยร้าย
อาจเป็นเทวดา อาจเป็นยักษ์มาร
คุณไปทำอะไรกับอดีตของลูกไม่ได้
แต่เมื่อเป็นลูกคุณ
คุณนั่นแหละคือปัจจุบันและอนาคตของความเป็นเขา
เรื่องของคุณ คือ ปั้นดินให้เป็นดาว
หรือเคาะดาวให้เปล่งประกายทอแสงสวย
ไม่ใช่ปล่อยให้เดินสะเปะสะปะตามยถากรรม
นึกว่ากรรมเก่ายื่นมือมาเลี้ยงเขาได้
ที่แท้มือคุณนั่นแหละคือกรรมเก่าของเขา
และเมื่อเลี้ยงเขาดีพอ
ก็เท่ากับยกระดับจิตตัวเองขึ้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของลูก
แม้ไม่มีใครอื่นในโลกกราบไหว้คุณเลย
คุณก็ภูมิใจพอ หรืออิ่มใจบริบูรณ์
ที่ได้รับไหว้จากลูกผู้เกิดมาบนทางกุศลเพียงคนเดียว!

พ่อแม่ไม่ใช่พระอรหันต์ของลูก

marked-111416

ที่มาดั้งเดิมอันถูกต้องนั้น อยู่ในพรหมสูตร
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกะเหล่าพระภิกษุสาวก
มีใจความสรุปว่า
ถ้ามีลูกแล้วอุปการะเลี้ยงดูลูก
ช่วยให้ลูกรู้จักโลก รู้จักชีวิต
ก็จะเป็นพ่อแม่ผู้สมควรได้รับการบูชา
อีกทั้งนับว่าสกุลนั้น
มีพระพรหมอันควรบูชาอยู่ในเรือน
ลูกผู้มีใจสูงจึงพึงกราบไหว้พ่อแม่
ปรนนิบัติท่านต่างๆนานา
ไม่ต่างจากคิดถวายการปรนนิบัติต่อพระพรหม
พูดง่ายๆว่า พ่อแม่ดี
ก็เปรียบเหมือนพระพรหมได้ตั้งแต่ยังเป็นมนุษย์
ส่วนลูกที่ดีตอบ ก็ควรแก่การเป็นเทวดา
พ่อแม่ลูกตายแล้วไปสู่สวรรค์จะไม่น่าแปลกใจ

แต่ทั้งพ่อแม่และลูก ยังไม่หมดกิเลส
เป็นพ่อเป็นแม่แล้วหมดกิเลสไม่ได้
ก็หมายความว่าเป็นพ่อเป็นแม่แล้วไม่ใช่พระอรหันต์
ทว่าเมื่อจดจำไว้ผิด บอกต่อกันผิดๆว่า
พระอรหันต์ที่บ้านคือพ่อแม่
อย่างนี้พ่อขี้เมาบางคนกลับถึงบ้าน
เห็นลูกวิ่งหนี ก็ประกาศลั่นว่า
นี่จะวิ่งหนีพระอรหันต์เหรอ
บาปนะเอ็ง กลับมากราบพระอรหันต์ซะดีๆ
ซึ่งเมื่อลูกได้ยินอย่างนี้เข้า
ก็คงยากที่จะศรัทธาพุทธศาสนาต่อ
เพราะคิดว่าพระพุทธเจ้าคงตรัสอะไรไว้ผิดแน่ๆ
ขอให้จดจำกันใหม่
พระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าพ่อแม่เป็นพระอรหันต์
มีแต่คนไทยเท่านั้นที่จำไว้อย่างนี้

แท้จริงแล้วทางพุทธเรามีกล่าวไว้ในชาดกว่า
ถ้าพ่อแม่ไม่รู้จักให้
ถ้าพ่อแม่พูดจาไม่น่ารัก
ถ้าพ่อแม่ทำตัวไม่เป็นประโยชน์
ถ้าพ่อแม่ไม่มีความเป็นธรรม
ก็เป็นพ่อแม่ที่ไม่น่านับถือ
แม้เป็นลูกก็คงบูชาไม่ลง
พูดง่ายๆ ท่านสอนว่า
อย่าสำคัญตัวผิด
คิดว่าเพียงให้กำเนิด
ก็ประเสริฐที่สุดสำหรับลูก
ซึ่งนี่เป็นความจริงประจำโลก ฟังแล้วไม่ขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม
หลายคน รู้สึกอยู่เป็นวูบๆว่า
ตนไม่ใช่พ่อแม่ที่ดี
รู้ตัวว่าความประพฤติไม่น่าเคารพ
เวลาทะเลาะกับลูก น้อยใจขึ้นมา
ก็มักเอะอะว่า เออ! กูมันไม่ดี!
ไม่ต้องนับกูเป็นพ่อเป็นแม่ก็ได้!
ซึ่งนั่นก็เป็นอีกข้างความผิดพลาด
ที่ก่อบาปก่อกรรมให้ทั้งตัวเองและลูกตน

แม้คนไม่น่าเคารพที่สุด
เมื่อให้กำเนิดลูก ก็ต้องนับว่า
ได้ให้สิ่งที่ไม่มีใครในโลกให้กับลูกได้อยู่ดี
ถ้าไม่มีเลือดเนื้อให้จิตวิญญาณเข้ามาประกบประกอบ
ก็ไม่มีชีวิตแบบมนุษย์ให้พ้นแดนนรกแดนเดรัจฉาน
ไม่มีชีวิตแบบมนุษย์ให้แสวงทางสวรรค์ทางนิพพาน
เลือดเนื้อของมนุษย์จึงเป็นยิ่งกว่าทรัพย์ทั้งปวง
ต่อให้โตขึ้นมีใครอื่นโอนเงินสดให้ร้อยล้านพันล้าน
น่าซาบซึ้งหัวใจพองคับโลกขนาดไหน
ก็เทียบไม่ได้กับผู้ให้เลือดเนื้อมาหัวใจพองแบบนั้น
ฉะนั้น ถึงรู้สึกว่าตัวไม่ดี
ก็อย่าปล่อยให้ลูกลามปามด่าว่าหรือทำร้ายกลับ
เพราะมันไม่ใช่เรื่องสมน้ำสมเนื้อ
แบบเราเตะเขา เขาเตะเรา เจ๊ากัน
แต่มันเหมือนนักมวยรุ่นเล็กกับรุ่นใหญ่มาชกกัน
นึกว่าออกแรงเท่ากัน
ทว่าคนหนึ่งแค่หน้าสะบัดเบาๆ
อีกคนถึงขั้นน็อกได้
พ่อแม่ทำร้ายลูกถึงตาย
ยังมีสิทธิ์ขึ้นสวรรค์หรือเจริญสติเอามรรคเอาผลได้
แต่ถ้าลูกทำร้ายพ่อแม่ถึงตาย
อันนี้ห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานเลย

กรรมต่างกัน ผลต่างกัน
เป็นไปตามฐานะความสัมพันธ์
การระลึกถึงฐานะของตนเองอย่างมีสติถูกต้อง
คือ รู้ตัวว่าเป็นพ่อแม่ วางตัวเป็นพ่อแม่ให้ลูกนับถือ
หรือแม้รู้ตัวว่าไม่น่านับถือ
ก็ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกตบหัวเล่นเป็นการลงโทษได้
และเมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้อยู่ เห็นแก่ลูกอยู่
ก็จะเกิดสติ เกิดความมีแก่ใจ
อยากทำตัวเป็นพ่อแม่ที่น่านับถือขึ้นมาเอง!

เสียงหัวเราะแก้ปัญหาได้ดีกว่าถ้อยคำ

marked-110716

ความสามารถในการมีอารมณ์ขันขณะเครียด
ดูไปเหมือนความสามารถลึกลับ
ที่มีไม่กี่คนในโลกทำได้
เพราะส่วนใหญ่พอเจอสถานการณ์ตึงเครียด
เกือบร้อยทั้งร้อยจะหน้าตาหมองคล้ำทันที
ด้วยจิตคิดอกุศล
เห็นภาพการลงเอยแบบร้ายๆโดยอัตโนมัติ
มากกว่าจะคิดในทางกุศล
พยายามนึกถึงภาพของการลงเอยดีๆกัน

ให้สังเกตว่า คนที่คลี่คลายปัญหาหมู่คณะเก่ง
มักไม่ใช่พวกชอบหว่านล้อม ชักแม่น้ำทั้งห้า
แต่เป็นพวกชอบหักเหอารมณ์ร้ายของมนุษย์
เปลี่ยนบรรยากาศหน้าดำคร่ำเครียด
ให้กลายเป็นบรรยากาศสดชื่นได้ฉับพลัน
เช่น สองฝั่งกำลังอยากห้ำหั่นกัน
เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นอีกข้างเป็นยักษ์มาร
ถ้าคนที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
สามารถใช้คำพูดไม่กี่คำทำให้เกิดภาพในใจ
ทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเองเหมือนตัวการ์ตูน
เป็นสัตว์ประหลาดแยกเขี้ยวใส่กันตลกๆ
โดยไม่ทำให้ฝ่ายใดรู้สึกถูกด่าว่าเป็นตัวตลก
ทั้งสองฝ่ายก็จะยั้งๆ ไม่แข็งขืน
ไม่นึกอยากทำตัวเป็นสัตว์ประหลาดกันต่อ

ผลอย่างนี้ย่อมชัดว่าดีกว่าได้กรรมการห้ามมวย
ประเภทโดดลงมาร่วมหน้าดำคร่ำเครียด
ตั้งต้นขึ้นมาก็ซักไซ้เอาผิดเอาถูกรัวๆทันใด
ซึ่งจะกระตุ้นให้อยากเป็นฝ่ายถูกเหนือฝ่ายผิด
ไม่มีใครยอมถูกตัดสินให้เป็นฝ่ายผิด

อารมณ์ขันแบบคนที่จะเป็นผู้นำดีๆได้นั้น
จุดเริ่มต้นมาจากใจที่สบาย ผ่อนคลายพอ
สามารถลดความตึงเครียด
ให้กับตนเองได้ทันทีที่รู้สึกเกินๆ
โดยอาศัยความตึงเครียดนั้นเอง
มาเป็นแรงขับดันให้ระบายออกเป็นเสียงหัวเราะ

ความเคยชินที่จะขับดันความตึงเครียด
ให้ระบายออกมาเป็นเสียงหัวเราะนั้น
แม้ฝึกกันได้ตอนโต
แต่ให้ดีที่สุดคือไม่ต้องฝึกเลย
ด้วยการเห็นแบบอย่างจากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก
พอเกิดเรื่องถกเถียงขัดแย้งกันทีไร
พ่อแม่ก็ลงเอยด้วยคำพูด
เบี่ยงเบนภาพร้ายให้กลายเป็นภาพตลก
แก้ปมเขม็งเกลียวด้วยเสียงหัวเราะ
ไม่ตีเกลียวด้วยเสียงด่าทอได้ทุกที

เด็กเป็นสิ่งมีชีวิตหัวเราะง่าย
ธรรมชาติออกแบบไว้อย่างนั้น
แค่เล่นจั๊กจี้หน่อยเดียวก็หัวเราะกลิ้งแล้ว
และเสียงหัวเราะของลูก
ก็ดีกว่าพรจากใครๆที่อวยให้ครอบครัวเป็นสุขๆ
เพราะเสียงหัวเราะของลูกคนเดียว
มักทำให้พ่อแม่นึกอยากหัวเราะไปด้วยอีกสองคน
เสียงหัวเราะร่วมกันของพ่อแม่ลูก
จะทำให้คุณรู้สึกถึงชีวิตที่สว่าง อบอุ่น
เหมือนมีปราการแกร่ง
ที่ยากจะมีปัญหาภายนอกใดมาทำลาย

แต่ถ้าทำให้เด็กหัวเราะไม่ได้
หรือไม่ค่อยได้ยินเด็กหัวเราะ
อาจหมายถึงมีระเบิดเวลา
ซ่อนอยู่ในตัวเด็กคนนั้นแล้ว
โตขึ้นเห็นปัญหาเล็กน้อยเป็นเรื่องใหญ่โต
มีสิทธิ์เป็นพวกแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปัญหา
หรือกระทั่งไม่เจอปัญหาเลย
ก็อาจก่อปัญหาขึ้นมาดื้อๆ
เพราะนึกว่าชีวิต
เป็นเรื่องต้องจริงจังเอาเป็นเอาตาย
ไม่สร้างปัญหาแล้วเหมือนชีวิตมันผิดปกติ

บ้านที่มีลูกน้อย
แต่ไม่ค่อยมีเสียงหัวเราะ
เป็นบ้านที่อาจต้องทบทวนว่า
มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้นหรือเปล่า
พ่อแม่ไม่ค่อยเล่นกับลูก
หรือว่าพ่อแม่ไม่ค่อยจะยอมกันต่อหน้าลูก?!

ให้ลูกเล่นมือถือกี่ขวบดี?

marked 103116

มีงานวิจัยอันเป็นลบออกมามากมาย เช่น
เล่นมือถือก่อนวัยอันควรจะสมาธิสั้น
มีข่าวน่าสลดใจเกิดขึ้นทั่วโลก เช่น
ยึดมือถือลูก โดนลูกฆ่าตาย
มีหลักฐานประจักษ์ตาทั่วไป เช่น
เด็กรุ่นใหม่เอาแต่ก้มหน้าเล่นมือถือหลุดโลก

เหมือนมือถือเป็นผู้ร้าย
เหมือนมือถือเป็นยาเสพติด
เหมือนมือถือเป็นเครื่องกดจิตให้ตกต่ำ
ที่เมืองนอกถึงขั้นเก็บสถิติกันจริงจังว่า
มีคนต้องได้รับการเยียวยา
จากปัญหาเสพติดมือถือเกินขนาดกัน
เพิ่มขึ้นปีละกี่เปอร์เซ็นต์

อย่าว่าแต่เด็ก
ต่อให้โตแล้ว แก่แล้ว ถ้าจ้องมันมากไป
หรือเจออะไรน่าติดใจสุดๆ ก็เสียคน เสียงาน
เสียเพื่อน เสียคนรัก เสียอะไรๆที่มีกันได้หมด
ฉะนั้น อายุเท่าไรจึงควรเล่นได้
จึงน่าจะเป็นโจทย์ที่ผิดแน่แล้ว
โจทย์ที่ถูกคือจะเริ่มเล่นมันอย่างไรต่างหาก!

ลูกโตประมาณใด
คุณจึงใช้มือถือในการฝึกวินัยให้เขาได้?
ลูกอายุเท่าไร จึงเกิดการรับรู้ว่า
การเล่นมือถือไม่ใช่ไร้ข้อจำกัด
แต่เต็มไปด้วยเงื่อนไขต่างๆนานา?

เมื่อลูกเห็นพ่อแม่เล่นมือถือตำตาแต่อ้อนแต่ออก
ก็เหมือนเอาช็อกโกแลตหอมหวานมาเตะจมูกล่อตา
ทำเอาน้ำลายลูกไหลย้อยลงมาเปื้อนคาง
ถ้าคุณสั่งเด็ดขาด ห้ามแตะ
ผลทางใจของลูกไม่ดีแน่
วันหนึ่ง อย่างไรคุณก็ต้องให้แตะ
และเมื่อโตพอจะใช้มือไม้จับถือโทรศัพท์
รับรู้ว่าหน้าจอเล็กๆนั้นกดได้
ลากแล้วเกิดการโต้ตอบได้
เขาจะติดใจอย่างรวดเร็ว
และไม่เบื่อมันอีกเลยชั่วชีวิต

ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะได้เล่นอะไร
และได้เล่นอย่างไร
หากคุณดูแลลูกแบบปล่อยให้เล่นตามสบาย
รู้สึกประมาณ ดีเหมือนกัน ลูกจะได้ไม่กวนใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเขา คือ ความรู้สึกเป็นเจ้าของมือถือ
เขาครอบครองมัน และมีสิทธิ์เล่นได้นานตามปรารถนา
จิตใจทั้งหมดจะเข้าไปสิงสู่อยู่ในโลกมือถือ
โลกของผีเด็ก ที่กลับออกมาสู่โลกภายนอกได้ยาก

แต่หากคุณเป็นพ่อแม่ประเภทที่จดจ้อง
สังเกตลูกไม่คลาดสายตา
คอยสรรหาคลิปสั้นๆที่ช่วยให้เขาเข้าใจโลกมากขึ้น
คอยดาวน์โหลดแอปดีๆ ประเทืองปัญญามาให้เขาฝึก
คอยเลือกเฟ้นเกมสนุกที่ช่วยฝึกประสาทสัมผัสโต้ตอบ
กับทั้งตั้งเงื่อนไขทุกครั้ง ให้เขารู้ว่าคุณเป็นผู้คุมกฎ
เป็นคนสั่งเขาได้แต่แรก เช่น
ดูคลิปนี้จบแล้วต้องกินข้าวนะ
เล่นเกมนี้จบแล้วไปวิ่งเล่นกับคุณพ่อนะ
ชนะได้แล้วขึ้นนอนกับคุณแม่ทันทีนะ
หรือไม่ก็กลับกัน เช่น
ถ้าตื่นเช้าโยเย ไม่ได้เล่นนะ
ถ้าแผดเสียงอย่างนี้อีกทีเดียว วันนี้อดทั้งวันนะ
ถ้าทำการบ้านไม่เสร็จ ก็อย่าได้เจอะได้เจอเลยนะ โปเกมอน
สิ่งที่จะเกิดในใจลูก คือ
คุณเป็นเจ้าของโทรศัพท์ตัวจริง
คุณใจดี มีอะไรสนุกๆให้เขาเล่นในมือถือ
แต่ขณะเดียวกันก็มีสิทธิ์ให้รางวัล
หรือไม่ก็ลงโทษเขาด้วยมือถือนั่นแหละ
คุณเป็นคนให้ได้ คุณก็ยึดคืนได้

สำคัญเหนือสิ่งอื่นได้
คุณต้องทำให้เขารู้สึกว่า
โลกนี้ยังมีอะไรน่าสนใจอีกมาก
นอกเหนือกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆของมือถือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กิจกรรมแสนสนุก แสนอบอุ่น
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของพ่อแม่ลูก
มีสถานีฝึกทักษะให้มืออาชีพตัวน้อยตามห้าง
มีท้องฟ้าจำลองให้ดูดาวตอนกลางวัน
มีเขาเขียวชุมนุมสัตว์
มีน้ำตกเสียงซู่ซ่า มีทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา
และเมื่อไปถึงสถานที่เหล่านั้น
เขาจะไม่ได้เห็น ไม่ได้แตะมือถือเลย
ที่เหลือคือสังเกตว่า ลูกโตขึ้นกับวินัย
ควบคุมตัวเองได้
ไม่ถูกครอบงำด้วยสิ่งเสพติด
ที่มีฤทธิ์ร้ายแรงสูงสุดในประวัติศาสตร์ไหม
ถ้าทำได้ดี ก็เท่ากับคุณเปลี่ยนอาวุธร้ายที่สุด
ให้กลายเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดสำหรับลูก
ในการอยู่กับโลกอนาคต!

ระดับจิตวัดจากคำที่ออกมาจากจิต

marked 102416

คำลงท้าย ครับ ค่ะ ฮะ ขา
เป็นส่วนเกิน
ไม่ใช่สัญชาตญาณเดิม
เติมเข้ามาเพื่อขัดเกลาจิต
ให้นุ่มนวล อ่อนโยนลง

สัญชาตญาณดั้งเดิมของคนเรา
ต้องการสื่อสารตรงๆ
เด็กทุกคนเริ่มความเข้าใจใช้คำ
จากสิ่งที่ตัวเองต้องการ
เช่น หิวนม ก็บอกพ่อแม่ห้วนๆว่าหิวนม
เป็นอันเข้าใจว่าเดี๋ยวจะได้กินนม
ซึ่งถ้าเพิ่งพูดได้ จิตยังดิบๆ
พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไร ดีใจที่ลูกพูดได้
แต่พอโตขึ้นหน่อย พอรู้ความแล้ว
ถ้ายังได้ยินแต่คำว่าหิวนมเฉยๆ
พ่อแม่จะรู้สึกเองว่า จิตลูกยังดิบเท่าเดิม
ไม่พัฒนา ไม่สุกงอมขึ้นบ้างเลย
เป็นแต่ออกคำสั่งอย่างเดียว ห้วนๆ ด้านๆ
ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่
จึงยากสั่งสอนให้ลูกพูดว่า หิวนมครับ
หรือขอนมหน่อยค่ะ

เด็กที่ไม่ถูกสอนให้ใช้คำลงท้ายดีๆกับผู้ใหญ่
จะโตขึ้นเป็นเด็กไม่มีสัมมาคารวะ
ยิ่งแข็งกระด้างมาก ยิ่งดัดยากเป็นเงาตามตัว
พ่อแม่บางคนที่เลี้ยงปล่อยๆ ขี้เกียจง้างปากลูก
ประเภทนี้มักต้องสะดุ้งด้วยความแปลกใจ
เมื่อลูกโตขึ้นกลายเป็นคนป่าเถื่อน
กระโชกโฮกฮากกับพ่อแม่ ใช้คำเลวๆกับพ่อแม่
แบบที่พ่อแม่ได้ยินแล้วเกิดปฏิกิริยาหยาบๆกลับ
ทำไมลูกกูพูดจาหมาไม่แดกขนาดนี้วะ
หยาบคายสวนกันไป หยาบคายสวนกันมา
อารมณ์ลูกเลยหยาบ ขวานผ่าซาก
ไม่ต่างจากเด็กเพิ่งพูดได้

ยุคเรามักอ้างว่า คำหยาบสื่อจิตได้ตรงๆดี
ประมาณว่า จริงใจไม่เสแสร้ง
ดีกว่าปากหวานก้นเปรี้ยว
ข้อเท็จจริง คือ ภาษามึงมาพาโวยที่ใช้กับเพื่อน
บ่งบอกว่าจิตเชื่อมติดสนิทชิดเชื้อ อันนั้นยกไว้
ไม่ได้แปลว่าจิตต่ำเสมอไป
แต่ภาษามึงมาพาโวย วะโว้ย แม่งเอ๊ย
ที่ใช้กับพ่อแม่หรือคนแปลกหน้านั้น
บ่งบอกว่า จิตผูกติดอยู่กับสัญชาตญาณดิบแน่นเหนียว
ยังไม่ถูกยกขึ้นสูง ยังไม่สุกงอมเป็นกุศล
และเมื่อจิตดิบ ผลิตถ้อยคำอกุศลกับใครต่อใครจนชิน
ความเกรงใจย่อมน้อย ความเห็นแก่ตัวย่อมมาก
พร้อมจะลงมือทำอะไร
แบบไม่เห็นหัวใคร ไม่สนหัวหงอกหัวดำได้เสมอ
บางทีตายแล้วเกิดใหม่จะได้เป็นคนป่าหรือคนเมือง
ก็ตัดสินจากวจีกรรม
คำลงท้ายที่มีกับผู้หลักผู้ใหญ่จนชินนี่เอง

เพื่อจะเลี้ยงลูกแบบพุทธ
ต้องขยันกล่อมเกลาจิตลูกให้อ่อนโยน
ด้วยการเป็นแบบอย่างความอ่อนโยน
กะเกณฑ์ให้ลูกพูดคำสุภาพ
ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลสม่ำเสมอ
แล้วเขาจะโตขึ้นในกรอบของการคิดดี
อยากพูดดีได้ด้วยใจจริง

แต่หากเลี้ยงลูกแบบไม่คิดอะไรมาก
แค่นึกอยากฟังลูกพูดเพราะๆกับตัวเอง
โดยไม่สนใจว่าตัวเองพูดจาไม่น่าฟังกับลูกอย่างไร
บังคับให้ลูกอ่อนโยนกับตน
ด้วยเสียงสั่งกระด้าง ประมาณว่า
ไอ้เวร! ห้ามพูดหมาๆอย่างนี้กับกู!
มึงหยาบคายแบบนี้กูไม่เลี้ยงนะ ไอ้ห่า!
เช่นนี้ จิตลูกจะเหมือนสัตว์ร้ายในกรงขัง
ข้างในแอบเกิดปฏิกิริยาร้ายๆ แอบคิดร้ายๆ
แต่ข้างนอก ปากจำต้องอ้าสวยๆ เปล่งคำดีๆ
กลายเป็นต้นเหตุ เป็นที่มาให้ปากกับใจไม่ตรงกัน
ปากหวานกับใครต่อใคร
แต่ใจคิดคด พร้อมทรยศผู้มีพระคุณได้

คำที่ชิน คือภาษาของจิต คือระดับจิต
แม้แต่คำขึ้นต้น คำลงท้าย ก็แทบชี้ขาดได้เลยว่า
จิตลูกพร้อมจะเป็นจิตเทพหรือจิตปีศาจในกาลหน้า!

เด็กดีรู้คุณคน

marked 101016

ยิ่งเห็นโลกนาน
เห็นเหตุผลที่แต่ละคนทำเรื่องดีร้าย
คุณจะยิ่งเห็นโลกเป็นสีเทามากกว่าดำขาว
ไม่รู้สึกว่าใครเป็นคนดี ไม่รู้สึกว่าใครเป็นคนเลว
มีแต่คนไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป
มีแต่คนทำตามใจอยาก
หรือไม่ก็มีแต่คนต้องทำเพราะถูกบีบให้ทำ

ทางพุทธเรา มีนิยามความเป็นคนดีที่ชัดเจน
คือ คนดี ต้องมีความกตัญญูกตเวที
ทั้งรู้คุณคนอยู่ในใจ จำได้ไม่ลืม
กับทั้งคิดตอบแทนคุณคน ไม่เกี่ยงโอกาส
หากไม่รู้จักบุญคุณใคร
ไม่เคยอยากตอบแทนใครบ้าง
หรือหนักที่สุดคือทำร้ายผู้ช่วยเหลือตน
ก็ไม่ต้องยกเอาความดีข้ออื่นไหนมาอ้างว่าเป็นคนดี
ฟันธงได้เลยว่า ไม่ใช่คนดีแน่ๆ
หรือกระทั่งเลวสุดๆชัวร์

แต่ระดับความดีของคนก็ไม่เที่ยง
เกิดมาไม่มีใครเป็นคนดีตั้งแต่วันแรก
เพราะร่างกายยังอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยเหลือตัวเอง
ยังต้องเรียกร้องเอาเข้าตัวข้างเดียวก่อน
ไม่มีเรี่ยวแรงพอจะตอบแทนใครได้ก่อน
จิตสำนึกยังไม่พร้อมจะสุกงอม

ต่อเมื่อเริ่มรู้ความ เริ่มวิ่งได้ ช่วยเหลือตัวเองได้
นั่นแหละ! ช่วงตัดสินว่า เขาพร้อมจะเป็นคนดีได้ไหม

ถ้ายังเห็นแก่ตัวมาก เกินกว่าจะแสดงความกตัญญู
ตอน ขวบ ถือเป็นเรื่องธรรมดา เหลือเวลาดัดเยอะ
ตอน ๑๐ ขวบ นับเป็นเรื่องยาก แต่ยังสอนไหว
ตอนครบ ๒๐ ไม่ต้องเสียเวลาให้คำแนะนำใดๆแล้ว
มนุษยธรรมอ่อนกว่าสัญชาตญาณปีศาจแน่แล้ว
เว้นไว้แต่จะเจอเหตุการณ์ประเภทตีแสกหน้า
ขุดความเป็นมนุษย์ออกมาจากก้นบึ้งส่วนลึกได้นั่นแหละ
ค่อยว่ากันอีกทีว่า จะฉุดขึ้นจากหล่มความเลว
มาเป็นคนดีได้ไหม

พอว่ากันถึงเรื่องบุญคุณนั้น
ถ้าสอนให้รู้จักบุญคุณพ่อแม่ไม่ได้
ก็อย่าหวังว่าจะรู้จักบุญคุณใครได้
ถ้ารากแห่งชีวิตยังบำรุงไม่เป็น
ก็อย่าหวังว่าจะบำรุงรากแห่งคุณงามความดีอื่นไหนถูก

พ่อแม่ส่วนใหญ่เข้าใจผิด
คิดว่าดีกับลูก แล้วลูกจะดีตอบเอง ที่แท้ไม่ใช่เลย
อย่าหวังว่ายอมเหนื่อยทำอะไรดีๆให้เขาทุกอย่าง
แล้วเขาจะสำนึกรู้คุณขึ้นมาได้เอง
ตรงข้าม ยิ่งคุณทำมาก เขายิ่งเข้าใจผิดมาก
เพราะเคยชินกับการรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่รับบริการ
ส่วนคุณต้องมีหน้าที่เป็นฝ่ายบริการสถานเดียว

อยากทำให้เขาเกิดมาเอง ก็ต้องรับผิดชอบเองซิ!

คุณต้องรู้ซึ้งให้ได้ว่า
กำแพงขวางไม่ให้คนคนหนึ่งรู้คุณคน
คือ สัญชาตญาณเห็นแก่ตัว
ที่ธรรมชาติออกแบบให้แฝงมากับทุกกำเนิด
สังเกตสิว่า ใครเกิดมาก็ต้องแหกปาก
เรียกขอบริการจากคนอื่นกันทั้งนั้น

อันดับแรก จึงต้องฝึกลูก ฝึกตัวเอง
กำจัดความเห็นแก่ตัวของเขาให้ได้ก่อน
เริ่มจากอะไรง่ายๆ เช่น
สอนให้ออกแรงเอ่ยปากขอบคุณ
ยกมือไหว้ หรือช่วยทำอะไร
ให้กับผู้มีพระคุณหมายเลขหนึ่ง คือคุณบ้าง!

ขอให้เข้าใจว่า การเอ่ยปากขอบคุณ
หรือการยกมือไหว้ ต้องใช้กำลังใจ
ต้องฝืนง้าง งัดข้อกับแรงบีบให้ขี้เกียจ
ยิ่งโตยิ่งง้างยาก ต้องให้เขาออกแรง
ตั้งแต่ยังขี้เกียจไม่เป็น

การใช้งานง่ายๆ เช่น ให้ไปหยิบของเล็กของน้อย
ให้ขึ้นบันไดไปชั้นบน เอาข้าวของให้คุณ
ก็เป็นการช่วยยืดแข้งยืดขาเขาแบบสบายๆ
ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ภาวะแข็งขืน
ต้องฝืนอย่างหนักกว่าจะก้าวไปเอาอะไรให้คุณไหว

นอกจากฝึกทางปาก ทางกายแล้ว
ก็ต้องฝึกทางใจ ให้รู้สึกถึงความมีแก่ใจคิดตอบแทน
นับแต่เล่านิทานสอนใจให้รู้คิด รู้จักกตัญญู
กระทั่งไปถึงขั้นแสดงให้เห็นความจริงทางธรรมชาติ
ที่ธรรมชาติปิดบังมนุษย์ไว้
เด็กจะไม่เข้าใจเรื่องพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิด
เพราะไม่ได้เห็นไม่ได้สัมผัสไม่ได้รับรู้กำเนิดของตน
จำความได้ก็รู้แต่ว่า พ่อแม่ประคบประหงมตนแล้ว

ยุคเราเอาชนะข้อจำกัดทางธรรมชาติประการนี้ได้
เดี๋ยวนี้โรงพยาบาลทั่วไปอนุญาตให้คุณพ่อ
เข้าไปถ่ายทำนาทีที่ลูกเกิดได้
ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าสนับสนุน
เพราะเมื่อลูกโตขึ้น เขาจะได้เห็นกับตาชัดๆว่า
มีใครบางคนเสี่ยงตายเพื่อเขาตั้งแต่แรกเกิดของเขา
มีใครบางคน ให้เลือดให้เนื้อที่มีค่า
ยิ่งกว่าเงินที่ใครอื่นหยิบยื่นให้เขาทั้งชีวิต

อนึ่ง การรู้บุญคุณคน การอยากตอบแทนบุญคุณใคร
เป็นเรื่องของการปลูกฝังสำนึกให้งอกงามเอง
หาใช่การลำเลิกบุญคุณ ทวงบุญคุณเช้าเย็น
ให้ลูกฝืนใจ หรือทำอะไรเกินตัว
พ่อแม่หลายคนร้ายกับลูกตั้งแต่ลูกยังเล็ก
แต่พอโตขึ้นก็บีบคอคาดคั้นเขา
ให้แสดงความกตัญญูกตเวทีกับตน
อันนี้แม้ทำได้ ก็นับว่าสร้างความไม่รักชีวิตให้กับลูกแล้ว
ค่าที่ทำให้เขาเกิดและโตมากับความรู้สึกว่า
ชีวิตคือความทรมาน ชีวิตคือการฝืนใจ
โทษฐานเป็นลูก ก็ต้องรับกรรมเยี่ยงทาส
จะน้ำตาตกใน หรือน้ำตาไหลเป็นสายเลือดแค่ไหน
ก็ต้องก้มหน้าก้มตา กัดลิ้นตัวเองตอบแทนบุญคุณไป

ทำกับลูกอย่างไร
ก็เกิดใหม่เป็นลูกที่ถูกกระทำแบบนั้น
ปลูกสำนึกแห่งความกตัญญูกตเวทีที่เป็นสุข
ก็ได้พ่อแม่ใหม่ที่ให้ความสุขก่อน
ฝังสำนึกตอบแทนพ่อแม่ด้วยการกัดฟันกรีดหัวใจตัวเอง
ก็ได้พ่อแม่ใหม่ที่ให้ความทุกข์สาหัส
ตามกฎเหล็กที่ว่า สัตว์โลกย่อมถือกำเนิดตามกรรม!

มารยาททำไมน้อยลง?

marked 100316

แม้ไม่ตั้งข้อสังเกต
คุณก็จะรู้สึกได้ว่า
คนยุคเรามีมารยาทน้อยลงเรื่อยๆ
จะเอาเข้าตัวข้างเดียว
นัดแล้วไม่เป็นนัด
ทิ้งงานกลางคัน
ทำผิดไม่รู้สึกผิด ไม่ขอโทษ
เห็นการทำหน้าทำตาหยิ่งยโสเป็นเรื่องเท่
พูดหยาบคาย ทำท่าทีดูถูก ทั้งที่เพิ่งเจอกัน
กล้าขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า
แต่ไม่คิดให้ความช่วยเหลือแม้กับคนสนิท ฯลฯ

อันที่จริงคนส่วนใหญ่ยังดีๆกันอยู่
แต่คุณก็ได้เห็นเรื่องน่าแปลกใจบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
ตามท้องถนน ในร้านอาหาร ในที่ทำงาน
ทั้งจากคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า
ที่แสดงความเห็นแก่ตัวอย่างเหลือเชื่อ
ชนิดไม่ลังเลกับการเผยความไร้มารยาทซึ่งๆหน้า
บางทีก็ในระดับที่คุณอยากเอามาบ่นให้เพื่อนฟังขำๆ
แต่บางทีก็ในระดับที่คุณอยากมีเรื่องเดี๋ยวนั้น

อาจจะเพราะเราอยู่ในยุคของความด่วนได้
คือได้อะไรด่วนๆกันจนเคยชิน
อยากได้คำตอบ ก็หยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชกูเกิล
ไม่ได้คำตอบจากกูเกิล ก็ตั้งกระทู้ถาม
ขอความเห็นใจ
อ้างว่าเรื่องใหญ่ เรื่องร้อน สำคัญมาก
ต้องได้คำตอบเดี๋ยวนี้เลย
ใครไม่ตอบคือใจร้าย ดูดาย น่าประณาม ประมาณนั้น

ความรู้สึกรอไม่ได้
ทนคอยอะไรนานๆไม่ไหว
คิดเรียกร้องขอความช่วยเหลือก่อนช่วยตัวเอง
นำไปสู่ความเร่งร้อนไร้มารยาท
อาจเพราะเคยชินกับการได้อะไรทันใจมาแต่เด็ก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่โตมากับความทันใจของมือถือ
มือถือจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารอีกต่อไป
แต่เป็นอุปกรณ์สนองความอยากส่วนตัว
เทรนสมองให้สนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง
ได้อย่างใจตัวเอง และที่สำคัญคือทันใจตัวเอง

เมื่อถึงยุคที่คนไร้มารยาทท่วมเมือง
ใครอยากได้อะไร กวักมือใส่หน้าคนอื่นทันที
ไม่พอใจใคร ก็โพล่งด่าทันใดกันไปหมด
โลกคงเหมือนเข้าสู่กลียุคที่น่ากลัว
แต่วันนี้ยังไม่ขนาดนั้น
และคุณก็มีสิทธิ์ทำใจเลือกได้สองสามอย่าง เช่น

หนึ่ง ทนๆไปจนกว่าจะชิน
กับการเห็นเด็กรุ่นใหม่มารยาทแย่ลงเรื่อยๆ
ส่วนตัวรอเกิดใหม่ในยุคที่ไม่มีมือถือ
ไม่มีเครื่องกระตุ้นความด่วนได้เหมือนยุคนี้
คาดหวังว่าถึงยุคนั้น
คนจะกลับไปมีมารยาทกันมากกว่านี้

สอง อยู่กับความมีมารยาทของตัวเอง
แล้วถ่ายทอดมารยาทไปสู่ลูก
เริ่มจากการป้องกันไม่ให้เขาสนใจตัวเอง
จนตัดขาดจากความสนใจคนอื่นและโลกภายนอก
เช่น เทรนลูกให้ชินกับการไหว้ผู้ใหญ่
เทรนให้ลูกพูดมีหางเสียง มีคำลงท้ายคะขา ครับผม
ตลอดจนเทรนให้ลูกรอจังหวะเป็น
ไม่ใช่นึกอยากพูดก็โพล่งทันที
ไม่สนใจว่าใครกำลังทำอะไรอยู่

นอกจากนั้น คุณยังต้องสร้างวินัย
แบบที่ไม่มีพ่อแม่ยุคไหนเคยต้องทำมาก่อน
นั่นคือ มีวินัยในการจำกัดเวลาเล่นมือถือของลูก
ไม่ปล่อยให้เล่นพร่ำเพรื่อตามใจชอบ
สัญญาณบอกว่า เขาจะโตขึ้นเป็นคนไร้มารยาท
คือการใส่ใจแต่มือถือ ไม่สนใจโลกภายนอก
ขอให้มองว่า การใส่ใจแต่มือถือจนลืมโลกนั้น
แท้จริงคือการเอาแต่ใจตัวเอง
ยิ่งเอาแต่ใจหนักข้อขึ้นเท่าไร
สามัญสำนึกเพื่อคนอื่นยิ่งต่ำเตี้ยลงเท่านั้น

ระหว่างเขาสั่งสมความมืด
จากการเอาแต่ใจตัวเพิ่มขึ้นๆทีละน้อย
คุณจะยังไม่ค่อยรู้สึก เลยไม่ให้ความสำคัญ
วันที่พอแก้ไขได้ ก็คิดว่าไม่เป็นไร ขี้เกียจเหนื่อย
แต่เมื่อไรเขาเอาแต่ใจตัวจนมืดบอด
ไม่เหลือสามัญสำนึกปกติอยู่เลย
เห็นมารยาทคือการดัดจริตโลกสวย
คุณจะรู้สึกเสียใจรุนแรง
เวลานั้นแม้อยากให้ความสำคัญ
แม้อยากแก้ไข แม้ตระหนักแล้วว่าเป็นเรื่องร้ายแรง
พร้อมจะยอมเหนื่อย
พร้อมจะยอมออกแรงงัดข้อกับความมืดในใจลูก
ก็จะได้พบว่าสายไป ทำอย่างไรก็เอาชนะไม่ไหว

คำว่าสายเกินแก้ที่น่าเสียใจที่สุด
ก็คือการที่ลูกโตขึ้น
กลายเป็นคนไร้มารยาท
แม้แต่กับพ่อแม่ตัวเองนั่นแหละ!

ลูกโยเย กดปุ่มเปลี่ยนได้

260916

พฤติกรรมเกเรประเภทนานๆเกิดที
หรือทำนายล่วงหน้าไม่ได้
อาจจำเป็นต้องดุว่า หรือบังคับเอาเดี๋ยวนั้น
เช่น ลูกจะเอาไขควงแหย่รูปลั๊กไฟ
อย่างไรคุณก็ต้องยื้อยุด ฉุด หรือทำเสียงดัง
ตวาดห้ามเพื่อให้ลูกตกใจ หยุดมือทัน

แต่พฤติกรรมประเภทที่เกิดซ้ำๆ
ทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเดิมๆ
เช่น ถึงเวลาตื่นนอนไปโรงเรียน
มีใครมาปลุก จะต้องร้องโยเย อาละวาด
ทำตัวเป็นศัตรูกับคนปลุกอยู่เรื่อยๆ
จะหาอุบายปลุกด้วยคำที่อ่อนโยน สัมผัสที่ถนอม
หรือร้องเพลงแจ่มใสเปิดฟ้าอย่างไรก็ไม่เป็นผล
ประเภทนี้ แทนที่จะต้องก้มหน้าก้มตาอดทน
ใช้สารพัดอุบายวิธีไปเรื่อยๆ
ก็ให้ลองโปรแกรมสมองของลูกตรงๆดู

ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจดีๆว่า
เมื่อเกิดสิ่งกระทบ ชนิดที่กระตุ้นอารมณ์ต่อต้านซ้ำๆ
มนุษย์จะมีปฏิกิริยาที่เป็นอัตโนมัติอยู่ล่วงหน้า
อันเกิดจากความเคยชินที่ทำไว้แล้ว
เช่น คู่รักคู่แค้นด่ามา คุณจะด่าสวนทันควัน
นั่นเพราะคุณตกลงกับตัวเองไว้แล้วว่า จะไม่ห้ามใจ
ไม่คิดหน้าคิดหลัง เขาเตะมา คุณเตะกลับ
เคยทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นอีก ไม่ต้องคิดใหม่

ความเคยชินที่เกิดขึ้นนั่นเอง
จะกลายเป็นชุดคำสั่งถาวรกำกับสมอง
ให้คิดเป็นอัตโนมัติ คือ คิดใช้ปาก ใช้มือไม้ ตอบโต้ทันที
โดยไม่ผ่านการกรองด้วยความคิดเป็นเหตุเป็นผลเฉพาะหน้า
และอำนาจความเคยชินนั้น
ก็จะผลิตความรู้สึกหนักแน่นขึ้นมาบอกตัวเอง ประมาณ
มันเปลี่ยนกันไม่ได้ มันยากเกินจะฝืน
หรือกระทั่งรู้สึกไปว่าจะเปลี่ยนให้โง่ทำไม?’

ต่อเมื่อถึงวันหนึ่ง
คุณอยากใช้พฤติกรรมเสียๆประเภทนี้
เป็นบทฝึกเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนโลกรอบตัว
คุณค่อยเกิดกำลังใจ และนึกสนุกพอที่จะลอง
และทั้งหมดที่ต้องทำ ก็ง่ายแสนง่ายเหลือเชื่อ
คือ ให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า
ถ้าเลือกใหม่ ไม่เลือกเอาแพ้เอาชนะ
แต่เลือกจิตที่สงบสุข เราจะตอบโต้แบบไหน?’

จากนั้น นึกภาพให้ชัดเจน ลงรายละเอียดให้ครบว่า
คุณจะทำหน้าเรียบเฉยอย่างไร
เช่น มองเขาตรงๆ ไม่ยิ้ม ไม่บึ้ง ไม่หลบตา
แต่ก็ไม่จ้องอย่างจะกินเลือดกินเนื้อกัน
แล้วคุณจะใช้คำไหนเป็นคำแรก ตอนได้ยินคำด่า
เช่นเดี๋ยวก่อนนะ...’
นึกให้ออกเลยว่าน้ำเสียงต้องเยือกเย็นประมาณใด
จึงหยุดอารมณ์ร้อนของตัวเองและคู่อริได้เฉียบพลัน

พอตกลงใจเป็นมั่นเป็นเหมาะกับตัวเองไว้อย่างนี้
เท่ากับคุณมีชุดคำสั่งใหม่ใส่สมองไว้
ฉะนั้น เมื่อเจอคู่แค้นทำหน้ายักษ์ใส่
อ้าปากด่าเข้าหูเข้าตาในครั้งต่อไป
ก็จะกลายเป็นการกดปุ่ม
เรียกชุดคำสั่งที่คุณเต็มใจใส่ไว้ในสมอง
ให้ออกมาทำงานทันที
คือ มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
และทำเสียงเย็นๆเอ่ยปากไปว่าเดี๋ยวก่อนนะ...’
จากนั้น คำดีๆอื่นๆ ก็จะพร้อมจะพรั่งพรูตามหลังมา
สุดแท้แต่สถานการณ์จะพาไป

พอรู้สึกว่าเป็นเรื่องทำกันได้
คุณค้นพบว่าสมองมนุษย์
เป็นสิ่งที่ถูกโปรแกรมได้จริง
และเกิดผลลัพธ์ดีๆที่คาดหมายได้
ก็จะเกิดข้อสรุปว่า ลูกก็ถูกโปรแกรมได้เช่นกัน!

ต่อไปเมื่อจะเล่านิทาน
ไม่ว่าเล่าตามหนังสือ หรือเล่าจากความคิดเองสดๆ
อย่าลงท้ายตอนจบแค่ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
แต่ให้เพิ่มคำสำคัญสูงสุดเข้าไป คือ ถามว่า
ถ้าลูกเลือกได้ ลูกจะเป็นแบบ... หรือแบบ...’

ตอนฟังนิทาน เด็กกำลังเต็มใจฟัง เต็มใจคิดตามอยู่แล้ว
ฉะนั้น พอได้ยินคำถามทำนองนั้น
เขาจะไม่ฟังเป็นคำถามสมมุติ
แต่จะฟังเป็นจริงเป็นจัง เป็นตัวของเขาเอง
เป็นการใช้สิทธิ์เลือกด้วยความเต็มใจของเขาเอง

เล่าหลายๆเรื่อง ถามหลายๆครั้ง
กระทั่งกลายเป็นความเคยชินที่เขา
จะต้องเลือกข้างดีข้างร้ายให้ตัวเอง
จากนั้น เมื่ออยากเปลี่ยนพฤติกรรมเสียๆของลูก
เช่น อาการแหกปากโหยหวนตอนตื่นนอนไปโรงเรียน
ก็ให้หาจังหวะเหมาะ ตอนลูกกำลังอารมณ์ดีๆ
มีความเต็มใจฟังคำพูดของคุณ
ถามเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนน่าฟังว่า
ถ้าลูกเลือกได้ใหม่ ลูกจะตื่นขึ้นมาเป็นเด็กดี
หรือว่าจะยังตื่นขึ้นมาเป็นเด็กเกเรไปเรื่อยๆ?’

จำไว้ว่า กุญแจสำคัญของการโปรแกรมสมอง
คือ ความเต็มใจตอบของตัวเด็กเอง
ฉะนั้น อย่าบังคับข่มขู่ด้วยเสียงแข็งๆให้เขาตอบตามใจคุณ
เพราะคำตอบแบบนั้น อย่างไรก็เข้าไม่ถึงใจเขา
ที่ถูกคือ คุณอาจชี้นำด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อธิบายเหมือนเล่านิทานทำนองว่า
เด็กดีคือเด็กที่ตื่นขึ้นมามีความสุขกับตัวเอง
แล้วก็แจกจ่ายความสุขให้กับคนที่ตัวเองเจอ
เด็กเกเรคือเด็กที่ตื่นขึ้นมาเป็นปีศาจ
อาละวาด สร้างความทุกข์ให้กับทุกคนบนโลก
แล้วลูกอยากเป็นแบบไหน เด็กดีหรือเด็กเกเร?

การตั้งคำถามเพื่อโปรแกรมสมองนั้น
ครั้งเดียวอาจได้ผลทันใจอย่างน่าอัศจรรย์
แต่พฤติกรรมเก่าๆอาจกลับมาอีก ก็ต้องโปรแกรมซ้ำกันอีก
หาจังหวะเหมาะที่รู้สึกว่าลูกกำลังเต็มใจเปิดหูฟังอีก
แค่ไม่กี่รอบ ลูกจะมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปถาวร
และนั่นก็จะมีผลให้เขาโตขึ้น
รู้จักถามตัวเอง รู้จักโปรแกรมตัวเอง
ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าที่เขาต้องการ
แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป
ที่ต้องเถียงกับตัวเองว่าจะเอายังไงดี
ตอนเกิดความขัดแย้ง ระหว่างอารมณ์กับเหตุผล!

ผู้นำไม่จำเป็นต้องมักใหญ่ใฝ่สูง

190916

พ่อแม่ทุกคน
อยากให้ลูกเป็นผู้นำ
ซึ่งพอพูดคำว่าผู้นำ
เรามักนึกถึงนายกรัฐมนตรี
นายพล ประธานบริษัท
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ผู้จัดการ
หัวหน้าแผนก มีลูกน้องเยอะๆ
คงไม่มีพ่อแม่คนไหนคาดหวังว่า
วันหนึ่งลูกจะเป็นข้าทาส
หรือเบี้ยล่างของใครอย่างหน้าชื่นตาบาน

ในทางพุทธ
ถ้าจะเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กพุทธ
ปรารถนาให้ลูกเป็นผู้นำแบบพุทธ
ก่อนอื่นคุณต้องล้างภาพโบราณในหัว
ที่แพร่เชื้อจากหัวหนึ่ง สู่หัวหนึ่ง
มาถึงหัวคุณ ให้สะอาดได้เสียก่อน
ผู้นำแบบพุทธอาจไม่ได้มีลูกน้อง
ไม่ได้มีบริวาร ไม่ได้มีสานุศิษย์
ไม่ต้องไปเดินตรวจแถวใคร
แต่หมายถึงผู้ที่มีจุดยืนในการไม่เบียดเบียน
มีจุดยืนในเขตสว่าง
มีจุดยืนบนทางพัฒนากุศลจิต
มีจุดยืนในการทำสติให้เจริญขึ้น

หมายความว่า
ถ้าปล่อยลูกให้คุยกับใคร
แล้วคนที่ลูกคุยด้วยเป็นพวกชั่วร้าย
อย่างน้อยที่สุด ลูกคุณจะมีจุดยืนทางความดี
ไม่คล้อยตามความชั่วร้ายที่แพร่มา
อย่างมากที่สุด ลูกคุณจะมีจุดแข็งทางความดี
สามารถเปลี่ยนเชื้อร้ายให้กลายเป็นน้ำดีตามได้

แต่ในทางกลับกัน หากคนที่ลูกคุยด้วยแสนดี
อย่างน้อยที่สุด ลูกคุณต้องมีจุดยืนทางความดี
ชื่นชมความดีของคนคนนั้นได้
อย่างมากที่สุด ลูกคุณต้องได้จุดชนวนทางความดี
ที่ยังไม่มีในตน แต่ได้คนคนนั้นเป็นแรงบันดาลใจ

แต่การรับรู้และวิธียอมรับของเด็กน้อยนั้น
จะเป็นไปตามสัญชาตญาณ ไม่ใช่เหตุผลเป็นคำๆ
เช่น ลูกจะยอมรับเพื่อนในห้องเป็นผู้นำ
เมื่อเห็นเพื่อนคนไหนโดดเด่น ครูชม คมคาย
เชื่อมั่นในตนเอง ดึงดูดใจเพื่อนให้คล้อยตามได้

ดังนั้น เพื่อจะสอนลูกให้เป็นผู้นำแบบพุทธ
คุณไม่มีทางใช้คำพูด
คุณไม่มีทางบอกเขาว่า
ผู้นำในทางธรรมต้องทำอย่างนั้น
ผู้นำในทางธรรมต้องเลี่ยงที่จะทำอย่างนี้
คำว่าผู้นำจะไม่เข้าหัวลูกเลย
อย่างดีที่สุด ถ้าคุณเคยพาลูก
ดูพระเทศน์ญาติโยมเยอะๆในโบสถ์หรือในรายการทีวี
ลูกก็จะจำว่า พระคือผู้นำทางธรรม

ที่ถูก คุณต้องค่อยๆจัดระเบียบทางความคิดให้ลูก
ทีละวัน ทีละเดือน ทีละปี ต่อเนื่องกันนานพอ
เริ่มจากการรู้จักยิงคำถามให้ลูกคิดเองบ่อยๆ
เกี่ยวกับเรื่อง อะไรถูก อะไรผิด
ภาวะผู้นำทางธรรม จึงจะค่อยๆก่อตัวขึ้นในลูก
ไม่จำภาพผิดๆไว้ในหัวว่า ผู้นำทางธรรม
คือคนที่มีความสามารถสอนธรรมะ

แล้วอะไรล่ะ ที่ถูก?
แล้วอะไรล่ะ ที่ผิด?

ยิงเข้าเป้ากลาง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
คนเรานั้น ถ้าเชี่ยวชาญการโกหก
ปั้นเรื่องเท็จได้ทั้งรู้เต็มอกว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร
ก็ไม่มีความชั่วอื่นใดที่ทำไม่ได้
หมายความว่า
ใครโกหกได้บ่อยๆ โกหกได้แบบตาไม่กะพริบ
เลียนแบบอาการของจิตที่คิดพูดจริงได้เนียนๆ
จิตของผู้นั้นย่อมเป็นฐานยืนที่แข็งแกร่ง กว้างใหญ่
ให้กับความชั่วทั้งมวลได้ทุกชนิด ไม่จำกัดจำนวน
และในทางกลับกัน
หากใครห้ามใจที่จะไม่โกหกในวาระที่น่าโกหก
หรืออย่างน้อยฉลาดพอจะเลี่ยงการพูดปด
ด้วยถ้อยคำอันเป็นจริง แบบบัวไม่ช้ำ ธรรมไม่เสีย
จิตของผู้นั้นย่อมเป็นรากแห่งความดีที่มั่นคง
งอกเงยออกดอกออกผลเป็นความดีนับอนันต์ได้

มนุษย์คนหนึ่งโกหกเป็นตั้งแต่เริ่มๆรู้ความ
ก้าวแรกอาจมาจากอารมณ์สนุก
ไก๋เป็น แสร้งทำหน้าทำตาเป็นตรงข้ามกับความรู้สึก
เหมือนที่เด็กแค่ขวบกว่าก็แกล้งตาย แกล้งแน่นิ่งกันได้
และจากอารมณ์ไก๋ ก้าวต่อมาก็พูดบิดเบือน
จากการพบความจริงที่ว่า
ถ้าพูดตรงไปตรงมาจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
และเรียนรู้ว่า หลายครั้งถ้าอยากได้อะไรเป็นพิเศษ
ก็จำเป็นต้องออกแรงบิดเบือนกันเป็นพิเศษ

เพื่อจะสวนทางกับสัญชาตญาณดิบแบบมนุษย์
คุณต้องมีบทสอนหลายๆบทที่ครอบคลุมพอ

บทสอนแรกที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องไม่โกหกลูก
เมื่อไม่โกหก ก็ไม่ต้องระวังไม่ให้ลูกจับได้
ถึงแม้ลูกเข้าใจอะไรผิด คิดว่าคุณโกหก
คุณก็สามารถหาหลักฐาน หรือมีคำอธิบาย
ที่ออกมาจากความบริสุทธิ์ใจให้ลูกเข้าใจในที่สุด

บทสอนที่สองที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องทำให้ลูกรู้สึกจริงๆว่า
การโกหกเป็นต้นทางความชั่วร้าย
ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ในใจลูก
ไม่ให้ลูกเห็นเป็นเรื่องเล็ก
อาจใช้ทั้งวิธีตัดรางวัล หรือกำหนดบทลงโทษ
เช่น บอกว่า ถ้าจับได้ว่าโกหกนะ
ของเล่นที่อยากได้ก็ไม่ซื้อแล้วนะ
ขนมนี่ไม่ต้องกินนะ
ที่จะพาไปเที่ยวไม่พาไปแล้วนะ ฯลฯ
และต้องทำตามที่คาดโทษไว้จริงๆ
ให้ลูกเห็นว่าบทลงโทษศักดิ์สิทธิ์

บทสอนที่สามที่จะมีให้ลูก
คือ คุณต้องทำให้ลูกเห็นว่า
ถ้าพูดจริง แม้ไม่ได้สิ่งที่ต้องการ
แต่ก็ได้อะไรบางอย่างเป็นข้อแลกเปลี่ยน
เช่น ให้สังเกตความภูมิใจที่เกิดขึ้น
ความรู้สึกโล่งอก สบายใจ ไม่อึดอัดที่มีอยู่
หรือคุณอาจหาอะไรชดเชยสิ่งที่เขาต้องการ
เพื่อให้เขาเกิดประสบการณ์ไม่โกหกมีรางวัล

บทสอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ที่จะมีให้ลูกได้
คือ คุณต้องฉลาดตั้งคำถามให้ลูกฉุกคิด
เมื่อลูกรู้แก่ใจว่าโกหก หรือรู้ตัวว่าทำผิดใดๆก็ตาม
เช่น ถามลูกดีๆว่า โกหกแล้วได้สิ่งที่ต้องการแน่หรือ?
คิดบ้างไหมว่า
โกหกแล้วจะได้อะไรที่ไม่ต้องการตามมาบ้าง?
เมื่อใดที่ทั้งคำถามและคำตอบอยู่ในใจลูกแจ่มชัด
เหมือนฉุกคิดได้เอง และตอบตัวเองถูกได้
ลูกจะรู้สึกว่าเขาคิดเอง ไม่ใช่คิดตามใคร
นั่นแหละ! โครงสร้างความคิดแบบผู้นำของแท้

เมื่อลูกเห็นคุณเป็นแบบอย่างการปฏิเสธอธรรม
เขาพร้อมจะปฏิเสธอธรรมตามอยู่แล้ว
ถ้ายิ่งได้คำสอนที่ชัดเจนด้วย
ก็ยิ่งเป็นประกันความมั่นคงทางธรรม
มีจุดยืนทางธรรม มีจุดแข็งทางธรรม
ตลอดจนนำทางคนอื่นมาในสู่ธรรมได้แน่ๆด้วย!

สอนลูกด้วยการให้คำตอบ

120916

ธรรมดาของเด็กน้อย
ไม่ชอบทนฟังสิ่งที่ไม่อยากฟัง
ยิ่งถ้ารู้อยู่แล้ว หรือได้ยินซ้ำๆ
สมองจะปิดการรับทางหูไปเลย
โดยไม่จำเป็นต้องแกล้งทำหูทวนลม
จึงไม่น่าแปลกใจ ถ้าพ่อแม่อบรมสิบครั้ง
แล้วมีแค่ครั้งเดียวที่ลูกฟังรู้เรื่อง

สิ่งที่ได้ผลกว่าการอบรมเป็นชั่วโมงๆ
คือการตอบคำถามที่เด็กอยากรู้
เสียเวลาแค่สองสามนาที

คุณจะทราบเองจากประสบการณ์ตรงว่า
การอบรม คือยาขมที่ไม่มีเด็กที่ไหนอยากกิน
ส่วนคำตอบที่เขาอยากรู้ คือขนมที่เด็กอยากขอกินเอง

เพื่อจะทำตัวเองให้เป็นคำตอบที่ลูกอยากได้
เริ่มต้นขึ้นมา คุณต้องสังเกตลูกตัวเองให้ออก
รวมทั้งยอมรับตามจริงให้ได้ว่า
สิ่งที่ติดตัวเขามา
คือความฉลาด หัวไว เป็นตัวของตัวเอง
หรือความเฉื่อย หัวช้า ต้องหาคนอื่นเกาะ
เมื่อทราบว่าลูกเป็นเด็กแบบไหน
ก็จะทราบด้วยว่าต้องให้คำตอบแบบใด
จึงถูกวิธี ถูกฝาถูกตัว

เด็กเฉื่อยจะอยากได้คำตอบที่น่ารู้
คือ ต้องเริ่มจากการปลุกเร้าความอยากรู้อยากเห็น
แล้วกระตุกให้เขารู้สึกว่า ตัวเองยังไม่รู้อะไรบ้าง
คุณค่อยป้อนข้อมูลได้
และควรป้อนด้วยความคาดหวังว่า
คุณให้ไปสิบ เขาอาจเอาแค่ห้า หรือน้อยกว่านั้น
ต้องน่าสนใจและโดนใจสำหรับเขาจริงๆถึงจะจำ
พอเตรียมใจไว้และไม่คาดหวังเกินขีดจำกัดของลูก
ก็จะไม่ผิดหวัง และยังมีกำลังใจป้อนให้ต่ออีกเรื่อยๆ
เพราะรู้มากขึ้นเรื่อยๆว่า
ลูกชอบคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใด แบบไหน

ส่วนเด็กฉลาดจะรับจริงก็เฉพาะคำตอบที่ต้องการ
คือ แค่ปลุกเร้าให้อยากรู้อยากเห็นอย่างเดียวไม่พอ
คุณต้องเร้าใจให้เขาเกิดความสงสัย อยากถาม
ชวนให้คิดว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก
ต้องรู้ให้ได้ ไม่รู้แล้วทรมานใจ
แล้วเขาก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง
ต้องพึ่งพาคุณ นั่นแหละ คุณเก่งกว่าเด็กฉลาดแล้ว
ทำให้เขาฟังคุณครบตั้งแต่ต้นจนจบได้แล้ว
คุณเริ่มรู้ทางเอาลูกอยู่มือแล้ว

สำคัญคือ คุณต้องทำไว้ในใจว่า
ทุกครั้งที่ลูกตั้งคำถาม
คือทุกครั้งของโอกาสทอง
อย่ารำคาญโอกาสทอง
อย่าเพิกเฉยไม่สนใจโอกาสทอง
อย่าโยนโอกาสทองทิ้งเปล่า
ถ้าไม่รู้ก็สละเวลาหาจากกูเกิ้ลสักนาทีหนึ่ง

คุณจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนคุมเกมเต็มตัว
ก็เมื่อวางแผนไว้หมดว่า
วันหยุดจะพาเขาไปเจออะไร
ตีกรอบไว้ล่วงหน้าให้เขาอยากรู้อยากเห็นแบบไหน
แล้วตระเตรียมคำตอบไว้เป็นอย่างดี
ลูกสงสัยอะไรปุ๊บ คุณตอบได้เป็นคุ้งเป็นแคว
อย่างนี้จะทำให้ลูกเกิดศรัทธา
เห็นคุณเป็นต้นแหล่งความรู้และคำตอบทั้งมวล

อันที่จริง เราไม่ได้สนใจว่าเขาจะได้คำตอบ
ที่เป็นข้อมูลความรู้ แบบโลกๆ มากน้อยเพียงใด
ถูกต้องถึงร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่
สิ่งที่เราต้องการอย่างแท้จริง
คือ ตัวตนของเราเอง ที่มีความสามารถสื่อสารกับลูก
มีอาวุธสำคัญ ที่สามารถใช้เจาะถึงใจลูกได้
วันใดเห็นลูกมาทวงคำตอบจากคุณยิกๆไปทุกเรื่อง
ด้วยสีหน้าสีตาเชื่อมั่นว่า เดี๋ยวจะได้รู้คำตอบ
วันนั้นแหละ คุณมีอาวุธสำคัญที่ว่าอยู่ในมือ
คุณจะไม่ใช่แค่พ่อแม่
แต่จะเป็นผู้ชี้ทางชีวิตให้เขาอย่างเต็มภาคภูมิด้วย

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าลูกไม่มีสัมมาคารวะ
คุณสั่งให้ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่ไหนก็ไม่ยอม
หรือแม้แต่กับคุณเอง บางทีก็ชอบพูดห้วนๆใส่
เช่นนี้ แทนที่จะนั่งอบรมปากเปียกปากแฉะ
เพื่อชี้ให้เห็นความสำคัญของการมีสัมมาคารวะ
ก็อาจเปลี่ยนเป็นตั้งคำถามง่ายๆว่า
ลูกรู้ไหม ทำไมคนที่ไหว้สวยๆ
ถึงมีความสุขกว่าคนที่ไม่รู้จักไหว้?

คำตอบเกี่ยวกับจิตเกี่ยวกับใจนั้น
ไม่มีเด็กที่ไหนรู้หรอก จะฉลาดขนาดไหนก็ตาม
เมื่อคุณสัมผัสถึงความอยากรู้ของเขา
ให้ใช้นิ้วชี้จิ้มอกเขาเบาๆ
แล้วอธิบายว่า ความอ่อนน้อมคือความสุข
ยิ่งไหว้ยิ่งอ่อนน้อม ยิ่งอ่อนน้อมมาก ยิ่งมีความสุขมาก

จากนั้นก็ชงคำถามต่ออีก เอาสักสองสามข้อ เช่น
แล้วรู้ไหม ทำไมคนที่ไหว้เป็น
ถึงได้สิ่งที่อยากได้ มากกว่าคนไหว้ไม่เป็น?
พอเห็นนัยน์ตาแสดงความอยากได้คำตอบ
ก็ดึงเขามากอดอย่างทะนุถนอม แล้วบอกว่า
คนไหว้เป็น คือคนน่ารัก
ดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัว
อยากได้อะไร ก็ได้สิ่งนั้นมาไม่ยาก
ต่างจากคนที่ไม่น่ารัก
มีแต่จะผลักอะไรดีๆออกจากตัว

จากคำตอบโลกๆ
สู่คำตอบของชีวิต
คุณเริ่มฝึกได้ง่ายๆ
แต่ช่วยลูกให้ได้สิ่งที่ได้ยากนักยากหนา
สำหรับเด็กอีกกว่า ๙๙ คนจาก ๑๐๐!

เรียนผิด งานผิด ชีวิตผิด

050916

เมื่อสองศตวรรษก่อน
มีตำนานพ่อใจร้าย
ที่กลายเป็นเรื่องดีของโลก
สร้างหนึ่งในคีตกวีเอกขึ้นมาคนหนึ่ง
คือ ลุดวิจ ฟาน เบโธเฟน

พ่อขี้เมาของเบโธเฟนหมายมั่นปั้นมือมาก
ที่จะให้ลูกของตัวเองมีชื่อเสียง
เทียบเท่ากับ โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท
ที่สำคัญคืออยากให้ลูกเป็นเด็กอัจฉริยะ
เล่นหากินได้ตั้งแต่ ขวบแบบโมซาร์ท
เคี่ยวเข็ญต่างๆนานา
ลากจากที่นอนแต่เช้ามืด
และกว่าจะอนุญาตให้เข้านอนก็ดึกดื่น
ห้ามเล่นกับน้อง บางทีถึงขั้นทุบตี กระทำทารุณ
ทั้งหมดก็เพียงเพื่อบังคับให้ซ้อมดนตรีทั้งวัน
ลูกจะได้เก่ง จะได้ดัง ทำเงินให้ตนเป็นกอบเป็นกำ

ชะตาของเบโธเฟนดันเข้าทางพ่อใจร้าย
เขากลายเป็นอัจฉริยะขึ้นมาจริงๆ
เก่งขนาดเล่นเปียโนระดับแสดงคอนเสิร์ตได้ตอน ขวบ
แต่กระนั้น พ่อโหดก็โกหกคำโตต่อสาธารณะ
ประกาศในงานเปิดตัวว่า เบโธเฟนอายุแค่ ขวบ
ซึ่งก็เพื่อให้สู้กันได้เมื่อเทียบกับโมซาร์ท

ตลอดมาจนกระทั่งบัดนี้
ตอนผู้คนนึกถึงเขา จะนึกถึงดนตรีมหัศจรรย์
ไอน์สไตน์เคยเปรียบเทียบไว้ว่า
โมซาร์ทค้นพบดนตรีบริสุทธิ์
ส่วนเบโธเฟนสร้างดนตรีขึ้นมาเอง
คำยกย่องนี้มีคนยอมรับกันมาก

แต่ตอนที่เบโธเฟนมีชีวิต
เขารู้สึกอย่างไรกับชีวิตตัวเอง?
อันนี้คงไม่มีใครให้คำตอบแทนเขาได้
รู้แต่ว่าใครเห็นหน้าเบโธเฟน
ก็ไม่อยากเชื่อแล้วว่าเป็นพวกมีความสุขกับใคร
ในเมื่อบูดบึ้งตลอดเวลาขนาดนั้น

ชีวิตหนึ่งจะเป็นสุขไปได้อย่างไร
เมื่อต้องเศร้ากับพ่อซึ่งเป็นนักดนตรีขี้เมา
ขู่เข็ญบังคับต่างๆนานาตั้งแต่ ขวบ
แถมเอารายได้ที่ลูกหาให้ไปซื้อเหล้า
แทนที่จะเอามาเลี้ยงดูตนกับน้อง
หรือเอามารักษาแม่ซึ่งเจ็บป่วยออดๆแอดๆ

ดนตรีแสนมหัศจรรย์ของเขา
เป็นได้แค่วิธีระบายความคั่งแค้นออกมา
โดยไม่จำเป็นต้องฆ่าคนหรือเปล่า?

เป็นที่รู้กันว่าเบโธเฟนเป็นคนมีปัญหาทางจิต
แม้เขาจะเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์
แม้ว่าเขาจะได้ภูมิใจในตนเองขณะยังมีชีวิต
แต่ชาติของความเป็นเบโธเฟน
ก็เหมือนตกนรกทั้งที่ยังเป็นมนุษย์อยู่

นี่แปลว่า ต่อให้เลี้ยงลูกจนเป็นอัจฉริยะ
เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ของโลก
ก็ไม่แน่ว่าหมายถึงการทำบุญทำคุณเสมอไป
บางที บางคน อาจหมายถึงการได้ก่อบาปใหญ่
ในการสร้างนรกให้ลูกของตัวเองต่างหาก

สร้างนรกให้ลูกอย่างไร
เกิดใหม่ก็ต้องไปเจอนรกจากพ่อแม่อย่างนั้น!

เบโธเฟนเป็นหนึ่งในแสน
ที่เป็นอัจฉริยะขึ้นมาได้
จากการถูกเคี่ยวเข็ญให้เป็นอัจฉริยะ
กล่าวคือ หลังจากทนทุกข์กับการถูกบังคับให้เล่นดนตรี
ถึงจุดหนึ่งเขาเกิดความสุขกับมันขึ้นมาจริงๆ
เล่นได้ทั้งวัน เล่นด้วยความกระหายจากภายในของตนเอง
นอกนั้นเกือบร้อยทั้งร้อย เอาเป็นว่าเกิน ๙๙.๙๙%
ตกเป็นเหยื่อความอยากของพ่อแม่เปล่าๆปลี้ๆ
ไม่ได้ดิบได้ดี แล้วก็ไม่ได้มีความสุข
กับสิ่งที่พ่อแม่หมายมั่นปั้นมือไว้เลย

มีเส้นแบ่งบางๆ
ระหว่างการอยากให้ลูกโดดเด่น
ทำเงินเอาตัวรอดได้ตอนโต
กับการอยากให้ลูกเด่นดัง
เพื่อทำรายได้งามๆให้พ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็ก

แนวโน้มอาชีพที่ทำรายได้ยุคก่อน
คงไม่พ้นหมอและวิศวะ
แต่ปัจจุบัน อันเนื่องจากเห็นด้วยตาเปล่ากันเยอะว่า
เป็นดารา นักร้อง นายแบบนางแบบแล้วรวยลัดรวยเร็ว
ก็เกิดเวทีประกวดประชัน
เพื่อถางทางไปสู่การเอาดีทางบันเทิงกันมาก

ประเด็นคือ ถ้าลูกไม่ได้มีของ
แต่กลับถูกเร่งรัด ปลุกเร้า ให้ของขึ้น
ก็อาจของขึ้นแบบเจ็บปวด
หรือไม่ก็เจ็บปวดอย่างเดียว
ของไม่เคยขึ้นได้เลยสักวัน

ถ้าคิดล่าเงินรางวัล
ก่อนคิดถึงความถนัด
ไม่คิดถึงความชอบใจที่แท้จริงของเด็ก
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกในระยะสั้น
คือความวิบัติทางใจลูก
และสิ่งที่จะเป็นอันดับต่อๆไปในระยะยาว
คือความร้าวฉานทางครอบครัว
เพราะคนเราพอมีปมให้ดิ้นรนทรมาน
ต้องฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่อยากทำไปนานเข้า
มันก็เก็บกด อยากระเบิดแค้น
ทั้งต่อพ่อแม่ที่ควบคุมบังคับตน
และต่อคนรอบตัว ครอบครัวตนในที่สุด

โจทย์ของพ่อแม่ที่คิดเลี้ยงลูกให้ถูกทาง คือ
ทำอย่างไร จะพาเด็กไปเจอโอกาสลองของให้มากที่สุด
ไม่ว่าจะยากดีมีจนเพียงใด
ขอเพียงไม่ปล่อยให้ลูกเล่นเปล่าๆ
แต่สังเกตไปด้วยว่า เล่นอะไรแล้วเขาชอบ
ชอบอะไรแล้วเขาคิดต่อ สร้างความสนุก
ปลื้มใจในความสามารถของตนเองได้
แล้วส่งเสริม ลงทุนเพื่อเพิ่มความสามารถให้เขา
ในที่สุด เขาจะคืนอะไรๆกลับมาให้
ทั้งความสุข ความภูมิใจในการสร้างคน
และอาจจะความมั่งคั่งที่คุณไม่เคยคาดคิดว่าจะเป็นไปได้

ความถนัดเป็นสิ่งที่ต้องค้นหา
ติดตามผลกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง
แต่พ่อแม่ก็ฝากความหวังให้กับโรงเรียน
นึกว่าเป็นหน้าที่ของครู หรือของใครสักคนที่โรงเรียน
ก็เราจ่ายค่าเทอมให้โรงเรียนไปแล้วนี่

ข้อเท็จจริง คือ โรงเรียนมีครูจำกัด
ก็เลยหวังอย่างยิ่งว่า
พ่อแม่ของนักเรียนจะดูแลกันเองอยู่แล้ว
ฝากความหวังกันไป ฝากความหวังกันมา
ตกลงเด็กเลยไม่มีใครช่วยดูให้สักคน

ปัจจุบันมีแนวทางหาความถนัดในเด็กกันหลากหลาย
ทั้งแบบฟรีที่เห็นในยูทูบ
ทั้งแบบเสียตังค์เป็นหมื่นค่าลิขสิทธิ์เมืองนอก
ประเด็นคือ ถ้าคุณอยากค้นหาจริงๆว่า
ลูกถนัดอะไร คุณจะทราบว่าความถนัดนั้น
แท้ที่จริงก็คือการบ่งบอกให้ถูกว่า
ลูกของคุณเป็นคนอย่างไร
เหมาะจะเป็นผู้นำ เหมาะจะคิดสร้างสรรค์
เหมาะจะคิดตามเพื่อต่อยอด
เหมาะจะหาเวทีแสดงความคิด
หรือเหมาะจะหาเวทีแสดงความสามารถ

ทุกคนเป็นอัจฉริยะได้หมด
ถ้าชอบใจในสิ่งที่ตัวเองทำ
สนุกกับมันได้ทั้งวันทั้งคืนเหมือนเด็กเล่นของเล่นถูกใจ
เมื่อเด็กสนุกกับอะไร
โตขึ้นก็ไม่ต้องถามเลยว่าอยากเรียนอะไร
จะทำอาชีพอะไร
เพราะเขาจะเริ่มต้นเรียนเอง
สะสมความรู้ความสามารถเองมาหลายปี
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว!

ผูกพันไม่ได้แปลว่าเข้าใจกันดี

290816

คนสองคนถูกกั้นไม่ให้เข้าถึงกัน
ด้วยกำแพงความอยากของตัวเอง
ถ้าคนหนึ่งอยากอย่าง อีกคนอยากอย่าง
เท่านี้ก็มองคนละทาง เดินคนละทิศกันแล้ว
ยิ่งอยู่ด้วยกันนาน ยิ่งไม่เข้าใจ
หรือกระทั่งยิ่งเหมือนแปลกหน้าขึ้นทุกที

กฎของความเป็นมนุษย์ข้อนี้
ไม่มียกเว้นแม้กระทั่งสายเลือดเดียวกัน
ความรู้สึกว่าไม่มีใครในโลกเข้าใจคุณ
เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย
โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกซ้ำๆว่า
พ่อแม่ไม่เคยเห็นใจคุณเลย

เด็กน้อยไม่มีวันเขย่งเท้าเพื่อเข้าถึงพ่อแม่
มีแต่พ่อแม่ที่โตพอจะ
โน้มตัวลงมาเข้าให้ถึงลูกน้อย

มนุษย์มองคนอื่นด้วยความคาดหวัง
แต่ไม่อยากให้ใครตั้งความคาดหวังเอากับตน
ด้วยกฎธรรมชาติข้อนี้ หมายความว่า
ถ้าปรารถนาจะเป็นพ่อแม่ที่เข้าถึงลูก
คุณต้องมีความเสียสละที่ยิ่งใหญ่
นั่นคือ ตัดความคาดหวังของตัวเองทิ้ง
แล้วเอาความคาดหวังของลูกมาเป็นที่ตั้งแทน

เพื่อจะเริ่มเข้าใจลูก
บางทีคุณอาจต้องพยายามระลึกชาติ
คือ นึกถึงชีวิตก่อนหน้านี้ เมื่อครั้งยังเยาว์วัย
นึกให้ออกว่า ตัวเองคาดหวังอะไรจากพ่อแม่บ้าง
แล้วคุณจะค่อยๆเริ่มระลึกได้ว่า
คนเราคาดหวังกับคนอื่นมากที่สุดก็ตอนเป็นเด็ก
และคนอื่นที่ว่า ก็ไม่มีใครเกินพ่อแม่ของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น นึกให้ออกว่าสมัยอนุบาล
เคยอยากให้พ่อแม่สอนการบ้านไหม
ถ้าเห็นพ่อหรือแม่ของคุณเป็นคนเก่ง
คุณจะนึกอยากให้พ่อแม่สอนการบ้านสักครั้ง
และดีใจ มีความสุข มีความสมหวัง เมื่อท่านมาสอนจริง
แต่ถ้าพ่อหรือแม่ไม่ได้อย่างใจท่าน
เห็นคุณหัวช้า บวกเลขง่ายๆไม่ได้ แล้วหัวเสีย
เร่งรัดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว
แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ ครูไม่ได้สอนมาเหรอ
หรือหนักกว่านั้น เช่น โง่แบบนี้จะตามคนอื่นทันมั้ย?

เจอแบบนั้นครั้งเดียว สมองคุณจะถูกล็อกไว้
ให้เชื่อแบบหนึ่ง คือ คุณโง่เลข พอเรียนเลขเมื่อไร
สมองจะทำงานสับสนอลหม่านทันที
เหมือนถูกโปรแกรมไว้ให้เข้าโหมดฟุ้งซ่าน
ทันทีที่เห็นตัวเลขบนกระดานหรือในกระดาษ
จะถูกความกลัวที่มองไม่เห็นครอบงำ
เหมือนถูกปิดหูปิดตาไปจนโต

ผู้ใหญ่ไม่มีทางรู้ว่า
อารมณ์กราดเกรี้ยวของตัวเอง
คืออารมณ์หวาดกลัวของลูกที่เกิดขึ้นในร่างน้อย
หลายครั้งความคาดหวังเกินไปของผู้ใหญ่
จึงแปรรูปเป็นการขาดความเชื่อมั่นในตัวเองในเด็ก
อาจจะหลายปี หรืออาจจะทั้งชีวิต
แต่เมื่อพยายามหัดระลึกชาติบ่อยๆ
เอาอารมณ์ตัวเองในวัยเด็กมาคอยนำร่อง
คุณจะใจเย็นลงมาก
มองลูกด้วยสายตาที่เห็นใจเขา
ไม่ใช่มองด้วยสายตาเอาแต่ใจเรา!

สัญญา... ฝึกให้ลูกรักษาได้

220816

หลายคนที่รักอิสระมองว่า
วินัย คือการโปรแกรมคน
ให้กลายเป็นหุ่นยนต์
วินัยจึงเท่ากับพันธนาการน่าอึดอัด

และบางตำราก็แนะว่า
อย่าด่วนเอาคำสัญญาจากเด็ก
เพราะเด็กยังไม่รู้จักสัญญา
เด็กจะเอาแต่ความต้องการเฉพาะหน้า
ถ้าเด็กไม่สามารถรักษาสัญญา
ก็จะรู้สึกไม่ดีกับการรักษาสัญญา
หรือชอบหาเหตุผลแก้ตัวเพื่อผิดสัญญา

ข้อเท็จจริงก็คือ นับแต่รู้ความกัน
เด็กจะรู้จักคำสัญญาจากผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดูตน
เช่น บอกว่าเดี๋ยวมานะ (ไม่ระบุเวลา)
เดี๋ยวจะมาตอน... (ระบุเวลา)
เดี๋ยวจะให้ (ให้เปล่าๆเลย)
เดี๋ยวจะให้ ถ้า... (ให้แบบมีเงื่อนไข)
การบอกว่า เดี๋ยวจะอย่างนั้น เดี๋ยวจะอย่างนี้
แล้วทำหรือไม่ทำตามที่บอก
นั่นแหละ! ความรู้สึกเกี่ยวกับคำมั่นสัญญา
ที่ลงหลักปักฐานในจิตสำนึกของเด็ก

ผู้ใหญ่โดยมาก มักไม่ให้ความสำคัญตรงนี้
พูดแล้วทำเป็นลืม สัญญาแล้วทำเป็นไขสือ
ไม่ใช่เรื่องที่มีความหมายต้องจดจำไว้ในใจ
เห็นเป็นเด็ก คงไม่เป็นไร เด็กไม่คิดมากหรอก

เด็กน้อย ไม่ใช่จะคิดน้อยกันทุกคน
และหลายเรื่องแม้ยังไม่คิดอะไรเลยก็จริง
แต่ความจำที่ได้มาจากผู้ใหญ่นั่นแหละ
ทำให้เริ่มคิด และคิดมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน!

จิตสำนึกของลูกมาจากไหน?
หากคุณเป็นพ่อแม่ที่บอกว่า
จะให้แล้วให้จริง
เย็นนี้จะกลับกี่โมง แล้วกลับตรงเวลา
วันไหนจะพาไปเที่ยว แล้ววันนั้นพาไป
นั่นแหละ! จิตสำนึกของลูกมาจากตรงนั้น
ยิ่งถ้าต้องลำบากเพื่อรักษาสัญญา
ยิ่งต้องถือเป็นโอกาสทอง
ทำให้ลูกเห็นว่าคุณต้องรีบตาลีตาเหลือก
ทำให้ลูกเห็นว่าคุณทำโน่นทำนี่มากมาย
เพียงเพื่อพยายามรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเขา
หรือถ้าเขาไม่เห็น จะพูดเล่าเสียหน่อยก็ดี
ประสบการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับลูก
จะฝังแน่นในใจเขาเองว่า สัญญาต้องเป็นสัญญา
ไม่ใช่มาสอนกันดื้อๆ
หรือทวงสัญญากันหลังจากเป็นไม้แก่ดัดยากแล้ว

เส้นแบ่งระหว่างความอึดอัด
กับความเต็มใจที่จะรักษาสัญญา
คือ ความฝืนใจ กับความน่าพอใจ
คุณต้องแสดงให้เกิดความรู้สึกด้วยว่า
รักษาสัญญาได้แล้วภูมิใจ มีความสุข
ไม่ใช่ข้อบังคับที่ปฏิบัติแล้วเป็นทุกข์
ถ้าคิดจะให้ความสุขกับลูก
พอรักษาสัญญาได้ก็ต้องเกิดความสุขตามลูก
และถ้าคิดให้ดีก่อนรักษาสัญญา
คนเราก็มักทำได้เสมอ น้อยครั้งที่จะหลุด
เมื่อหลุดก็ต้องมีเหตุสุดวิสัยที่ชัดเจน
และมีสิ่งชดเชยกัน
อย่างน้อยที่สุดก็เช่น คำขอโทษจากความรู้สึกผิดจริงๆ
หรือไม่ก็การอธิบายเหตุผลที่ฟังขึ้น

การไม่เผลอหลุดปากสัญญาส่งเดชของคุณ
ช่วยให้ลูกไม่ปากเบา ไม่พูดอะไรส่งเดช
คุณเองจะเป็นคนแรกที่สบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วง
เพราะมั่นใจว่า ลูกพูดคำไหนก็คำนั้น
จนคุณเองประหลาดใจว่าอายุยังน้อย
ทำไมจำสัญญาแม่น
และอยากรักษาสัญญามากขนาดนั้น

แต่ถ้าเป็นตรงข้าม คุณไม่เคยใส่ใจคำสัญญาเลย
คุณก็จะเป็นคนแรกเช่นกันที่พบว่า
ยิ่งโต ลูกยิ่งเหลวไหล พูดไม่เป็นพูด
แก้ตัวน้ำขุ่นๆ หรือไม่แก้ตัวเลย
ฉันจะเอาของฉันอย่างนี้แหละ!

เป้าหมาย... มีได้ตั้งแต่ต้นชีวิต

13903302_1138824656174691_5981693750356834480_n

คุณมีบทบาทในการสร้างเป้าหมายให้ลูก
ไม่ใช่ตอนบอกเขาว่า ชีวิตเขาควรเป็นยังไง
ไม่ใช่ตอนกะเกณฑ์ว่า เขาต้องเข้าคณะไหน
และยิ่งไม่ใช่ตอนบังคับว่า อาชีพเขาคืออะไร
แต่เป็นตอนที่เขายังหัดใส่เสื้อผ้า
ยังตื่นแบบไม่รู้ว่าจะหาความสดชื่นจากไหน
ยังไม่รู้จะฝันดีได้อย่างไรก่อนนอน!

เป้าหมายที่จะเป็นเป้าหมายได้จริงๆนั้น
ต้องมีองค์ประกอบ ประการ
หนึ่ง ที่ตั้งให้ตั้งตาตั้งใจเล็ง
สอง วิธีพุ่งไปให้ถึงสิ่งที่ตาและใจเล็งไว้
สาม ผลลัพธ์ของการชนจุดที่เล็ง
หากองค์ประกอบทั้งสามเกิดขึ้นในใจเด็กได้
เขาก็จะค่อยๆโตขึ้นแบบคนรู้จักสร้างเป้าหมายในชีวิตได้
เพราะสมองถูกเทรนให้เล็งเป้า
พอขาดเป้าแล้วทนไม่ได้ ชีวิตเหมือนขาดอะไรไป
ต้องหาอะไรเล็งใหม่เอง

สิ่งสำคัญยิ่ง
ที่อาจไม่เคยมีโรงเรียนไหนสอนคุณมาก่อน คือ
---
เป้าหมายมีสองแบบ ---
แบบที่เป็นรูปธรรม กับแบบที่เป็นนามธรรม
สองแบบนี้ฝึกต่างกัน ผลต่างกัน
และถ้าอยากให้คนคนหนึ่งโตขึ้นอย่างมีความสุข
ไร้ความขัดแย้งทางใจ
ก็ต้องฝึกให้รู้จักเล็งทั้งสองเป้านี้อย่างได้สมดุล

<<<
เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม >>>
คือ เป้าที่ตามองเห็นได้ มือจับต้องได้
อาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึงได้
กับทั้งรู้ผลชัดเจนเป็นภาพและเสียง
ฝึกได้ง่ายๆในสถานการณ์ปกติ เช่น
ตอนฝึกใส่กางเกง ใส่เสื้อ
ถ้าเห็นลูกเอื่อยเฉื่อย
เหมือนจะรอให้คุณช่วยใส่ให้ไม่เลิก
นั่นคือสัญญาณบอกว่าจิตใจเขาไร้จุดหมาย
ยิ่งวันจะยิ่งเฉื่อยลง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ให้คุณกระตุ้นด้วยการส่งเสียงบอกเหมือนจะเล่นเกมว่า
เอานะ! ให้เวลา ๑๐ แป๊ะ ใส่กางเกงให้เสร็จ
ดูซิจะเสร็จไหม จากนั้นตบมือดังๆให้เกิดความตื่นตัว
ออกเสียงนับตามจังหวะมือตบไปด้วย
๑๐
สัญชาตญาณชอบเล่นเกมของเด็ก
จะสั่งให้เขารีบใส่กางเกงทันที
และใส่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแข่งกับเวลา
ถ้าเสร็จทัน ให้ตบมือโห่ร้องแสดงความยินดี
นั่นคือรางวัลใหญ่ที่ทำให้เขาปลื้มใจในตนเอง
เห็นเป้าหมายเป็นสิ่งมีค่า มีความหมาย
และอยากใส่กางเกงเองในครั้งต่อๆไป
แต่ถ้าทำไม่ทัน ก็ให้โอกาสเขาใส่ใหม่
ให้เขาค้นพบด้วยตัวเองว่า
ยิ่งฝึก จะยิ่งเร็วขึ้น คล่องแคล่วชำนาญขึ้น

ข้อจำกัดเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง
เช่น ใส่เสื้อจะยากกว่าใส่กางเกง
ถ้าเขายังใส่ไม่ได้จริงๆ คุณต้องช่วยใส่ไปก่อน
ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเอาให้ได้ดังใจ
แล้วเมื่อเห็นว่าเขาพอทำได้แล้ว
ก็ต้องให้เวลาตามสมควรด้วย เช่น
เมื่อใส่กางเกงได้ใน ๑๐ แป๊ะ
เสื้อก็ควรยืดเวลาให้เป็น ๒๐ แป๊ะ
เมื่อลูกทำได้ในกรอบเวลาที่คุณกำหนด
ค่อยเพิ่มความท้าทาย เช่น
เปลี่ยนจากตบช้าเป็นตบเร็ว
หรือกระทั่งรัวให้ระทึกใจ

ย้ำอีกว่า เป้าที่เป็นรูปธรรม ต้องมีกรอบเวลา
และมีรางวัลเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

<<<
เป้าหมายที่เป็นนามธรรม >>>
คือ เป้าที่ใจรู้สึกได้และบอกถูกว่า
มีระดับความเป็นสุขเป็นทุกข์มากน้อยเพียงใด
น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจขนาดไหน
มีผลกระทบทางความรู้สึกต่อคนรอบข้างแค่ไหน

สิ่งที่แตกต่างจากเป้าอันเป็นรูปธรรม คือ
เป้าอันเป็นนามธรรมนั้น
ไม่สามารถอาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึง

เริ่มต้นขึ้นมา
คุณต้องมีเป้าอันเป็นเครื่องตั้งความรู้สึกที่แจ่มชัด
โดดเด่นเป็นพิเศษ แตกต่างจากความรู้สึกอื่นๆ
เช่น ความสุขแบบสว่างเย็นในห้องพระ
จะได้มีเป้าว่า ถ้าเข้าห้องพระ
ต้องมีความสุขเกิดขึ้นให้ได้
อย่างน้อยรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนก่อนเข้าห้องก็แล้วกัน

ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของคนเรานั้น ได้ยินกันได้
เพราะแก้วเสียงจะถูกควบคุมโดยอารมณ์
อารมณ์ดีแก้วเสียงจะผลิตคลื่นเปิด ไพเราะ สดใส
อารมณ์แย่แก้วเสียงจะผลิตคลื่นปิด ระคาย หม่นหมอง
แม้เหล่านักอ่านใจในยุคโบราณ หรือนักจับโกหกยุคเรา
ก็เริ่มจับจุดฝึกกันจากการเงี่ยหูฟังน้ำเสียง
และระดับการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงนี่เอง

เด็กน้อยจะไวกับสุขทุกข์ที่ปนมากับน้ำเสียงมากกว่าที่คุณคิด
ทดลองง่ายๆ ลองสวดอิติปิโสสั้นๆสักวรรคสองวรรค
แบบงึมงำหรือทื่อๆเป็นนกแก้วนกขุนทอง
สวดเสร็จถามลูกว่า เสียงของพ่อ/แม่ ฟังดูมีความสุขไหม?
ลูกตอบอย่างไรก็ช่าง จากนั้นให้ตั้งใจสวดใหม่
สวดแบบเปล่งเต็มเสียงด้วยเจตนาถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
กายไม่เกร็ง ฝ่าเท้าผ่อนคลาย ฝ่ามือผ่อนคลาย ใบหน้าผ่อนคลาย
สวดเสร็จถามลูกอีกทีว่า เสียงของพ่อ/แม่
ฟังดูมีความสุขกว่าเดิมมากไหม อันไหนเพราะกว่ากัน?
คำตอบจะช่วยให้ทั้งคุณทั้งลูกรู้ว่า
ความต่างระหว่างสวดงั้นๆกับสวดดีๆ ผิดกันขนาดไหน

บทสวดอิติปิโสเป็นเครื่องเย็นใจ
กระตุ้นให้เกิดการแผ่ความสุขออกมาจากกลางใจ
ถ้าตั้งเป้าสวดอิติปิโสอย่างมีความสุข ชัดถ้อยชัดคำสม่ำเสมอ
ให้ลูกนั่งพนมมือฟังไปเรื่อยๆสักเดือนเดียว
ลูกจะจำได้หมด โดยไม่จำเป็นต้องฝึกให้เขาท่อง
เพราะความสุขเป็นเครื่องเปิดหน่วยความจำให้ทำงานเต็มสภาพ
สัญญาณบอกที่เห็นได้ในลูก คือ บางทีเขาจะนึกสนุก นึกครึ้ม
ท่องตามคุณเอง หรืออยู่ๆก็สวดเล่นๆลอยๆขึ้นมาเองระหว่างวัน

ถ้าเห็นเขาจำได้แม้เพียงบางส่วน
แปลว่าเขาพอจะสวดตามได้
ให้กำลังใจเขาในการสวดตาม จะผิดจะถูก
หรือแม้แต่จะเล่นๆบ้าง หยุดๆบ้างก็ช่าง อย่าซีเรียส
รอให้เขาสวดตามได้ครบ แล้วค่อยชี้ให้สังเกตซ้ำว่า
เสียงของคุณพ่อคุณแม่มีความสุขไหม?
แล้วลูกเสียงดังเท่าเสียงของคุณพ่อคุณแม่ไหม?
ถ้าดังเท่ากัน ก็แปลว่ามีความสุขเท่ากัน ได้บุญเท่ากันนะ
และเพื่อให้ชัด คุณอาจใช้มือถือ
บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบให้เขาฟังหลังสวดก็ได้

ถ้าสวดแล้วมีความสุข
ลูกจะอาศัยเสียงของตัวเองเป็นเครื่องสังเกตระดับความสุข
เป็นความสุขอันตั้งต้นจากการเลียนเสียงให้เหมือนพ่อแม่
เขาจะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จไม่ยาก
เพราะมีพ่อแม่เป็นเครื่องเกาะอยู่เรื่อยๆ

ย้ำอีกทีว่า เป้าหมายที่เป็นนามธรรมต้องไม่มีกรอบเวลา
ห้ามเร่งรัด ให้อาศัยความสบายที่สม่ำเสมอเป็นเครื่องสะสมสุข
ผลลัพธ์ต้องให้สังเกตเอาจากข้างในของเขา
ถามดูว่ามีความสุขไหม
อย่าล่อใจด้วยของรางวัลภายนอกเด็ดขาด
ต้องไม่มีเสียงปรบมือ ต้องไม่มีของเล่นมาติดสินบนสักชิ้น
เพื่อให้เขารู้ว่า ความสุขภายในนั่นแหละ รางวัลขั้นสูงสุดอยู่แล้ว

หากฝึกเล็งเป้าทางนามธรรมได้ถูกต้อง
เด็กจะเป็นคนใจเย็น รอได้ และมีความสุขอยู่กับตัวเอง
แม้โตขึ้น ศึกษาธรรมะขั้นสูงขึ้น
กระทั่งนึกปรารถนามรรคผล เจริญรอยตามบาทพระศาสดาบ้าง
ก็จะไม่ใช่ประเภทบ้าบอพูดถึงแต่มรรคผล
เอาแต่อยากได้มรรคผลแบบหวังให้ใครอุ้มไปนิพพาน
ทว่าจะเป็นพวกรู้ตัวออกมาจากสภาพภายในว่า
ใจยุ่งเหยิงอย่างนี้ไม่มีสิทธิ์ ไม่ใกล้เคียงเลย
ใจโปร่งเบาอย่างนี้พอมีสิทธิ์ มีความใกล้เคียงอยู่บ้าง
ตัวเองต้องทำเหตุอย่างไร ใจถึงจะมีสิทธิ์กับท่านบ้าง เป็นต้น

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หลังจากเด็กรู้จักตั้งเป้าหมายทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม
ก็จะโตขึ้นแบบคนมีเป้าหมายทั้งข้างนอกและข้างใน
ไม่ใช่พุ่งเป้าเอาแต่ข้างนอก
มีแต่เอาๆๆ ทั้งที่งงๆอยู่ ไม่รู้จะเอามาทำไมนักหนา
เพราะเขาจะสำรวจความสุขและความพอที่ข้างในเป็นด้วย
อีกทั้งเมื่อชีวิตถึงจุดที่ทำสมาธิเป็น นิ่งเย็นเป็น
ก็จะไม่เอาแต่มืออ่อนเท้าอ่อน เล็งเป้าเสพสุขอยู่ข้างในทั้งวัน
ทว่าจะรู้สึกอยากเคลื่อนไหว ไม่อยากขาดความกระตือรือร้น
นั่นแหละ! สมดุลของการมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง!

กรรมของลูกเปลี่ยนได้ในมือคุณ

110816

เด็กหลายคนฉลาด และช่างถาม
แต่ถ้ามาอยู่ในมือของพ่อแม่ขี้รำคาญ
เห็นคำถามเด็กๆเป็นเรื่องกวนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าตัวเองไม่รู้คำตอบ
ก็จะห้ามไม่ให้ถาม
หรือหนักกว่านั้น คือโมโห
ด่าแรงๆเช่น ถามอะไรโง่ๆอย่างนั้นวะ
จะรู้ไปทำซากอะไร
อย่างนี้เด็กก็หวาดกลัวที่จะถาม
ต้นตอความฉลาดก็หดหายหมด
เห็นการถามเป็นการโชว์โง่ไปจนโต

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
บุญใหญ่ในทางที่ทำให้เกิดใหม่เป็นคนฉลาด
คือบุญอันเกิดจากการรู้จักถาม
เช่น ถามสมณะ ถามผู้รู้ถูกรู้ชอบว่า
ทำกรรมใดเป็นคุณ ทำกรรมใดเป็นโทษ
ทำกรรมใดเป็นเหตุให้พ้นทุกข์พ้นภัย
แล้วน้อมนำไปปฏิบัติ
นั่นแปลว่า ถ้าสนับสนุนให้เด็กกล้าถาม
และตะล่อมให้เด็กถามเข้าจุด
ผลักดันให้เด็กเกิดความสงสัยใคร่รู้เรื่องที่ควรรู้
กระทั่งอยากรู้ถูกจุด เกี่ยวกับกรรมวิบาก
เกี่ยวกับทางไปนิพพาน
ก็เท่ากับทำให้เขาอยู่บนเส้นทางฉลาดสูงสุด
ดีกว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ ดีกว่าเป็นเด็กน้อยร้อยล้าน

แต่ก็อย่างว่า
ถ้าไม่อยู่ในมือของพ่อแม่ที่รู้ทาง
หรือซ้ำร้าย มาอยู่ในมือของพ่อแม่ขี้รำคาญ
ก็เป็นเครื่องหมายส่องแสดงได้อย่างหนึ่ง คือ
แม้มีบุญเก่า เช่น ร่วมสร้างศาลาแสดงธรรม
ร่วมเผยแพร่พระไตรปิฎก ศึกษาธรรมะชั้นสูง
เคารพบูชาครูดี เป็นครูสอนสรรพวิชาด้วยตนเอง ฯลฯ
แต่ก็อาจสะสมบาปหนักไว้มาก เช่น
เป็นพวกชอบดูถูกคน
ชอบบั่นทอนกำลังใจคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน
กดขี่คนใกล้ชิดด้วยวาจา หาว่าโง่บ้าง
ด่ากราดว่าเป็นบัวใต้น้ำบ้าง
ตัวเองเป็นบัณฑิต ฉลาดรู้จริงอยู่คนเดียว
แบบนี้ก็เป็นเหตุให้เกิดใหม่
เป็นเด็กที่มีแววฉลาด แต่พ่อแม่ไม่ส่งเสริม
หรือกระทั่งกดหัวไว้ไม่ให้โงขึ้นได้

ยังมีคุณสมบัติอื่นๆอีกมาก
ที่ส่อแววว่ามีบุญระคนบาป
เช่น หน้าตาดี แต่ถูกเลี้ยงให้ซูบหมอง
อารมณ์ดี ยิ้มแย้มเก่ง แต่เห็นพ่อแม่ทะเลาะกันบ่อยๆ
อาจหาญสมชาย แต่ถูกเลี้ยงให้ขี้ขลาด
ใฝ่ดี แต่ถูกบังคับให้คิดร้าย
มีพลังในการรับภาพดีๆแปลกใหม่
เข้ามาบันทึก เข้ามาจดจำไว้ในหัวไม่จำกัด
แต่กลับถูกทอดทิ้งให้เจอแต่ภาพเดิมๆซ้ำๆ
ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ไม่ได้เจออะไรแปลกใหม่เลย ฯลฯ

ชาวพุทธที่ไม่เข้าใจเรื่องทิฏฐิ ๖๒อย่างถ่องแท้
มักเชื่อเรื่องกรรมแบบมิจฉาทิฏฐิประการหนึ่ง คือ
อะไรๆแล้วแต่กรรมเก่า
เป็นเวรเป็นกรรมที่แก้อะไรไม่ได้ ต้องทำใจปลงซะ
หรืออีกทีก็หลงเชื่อไปว่า กรรมเก่าแก้ได้ง่ายๆ
ด้วยการทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือวอนขอเทวดาช่วย

กรรมใหม่เป็นสิ่งที่ทำเพิ่มได้ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ
และกรรมใหม่ก็เบียดกรรมเก่าได้ แทรกแซงกรรมเก่าได้
ขอเพียงมีความแรงพอ และเป็นตรงข้าม
เป็นคนละขั้วกับกรรมเก่า

เมื่อลูกยังเล็ก เขาเปลี่ยนเส้นทางกรรมของตัวเองไม่ได้
แต่ถ้ามาเกิดกับพ่อแม่ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่ขี้เกียจ
มีความใส่ใจลูก และรักลูกพอที่จะสำรวจตัวเองว่า
ตนยังมีกรรมใดที่บกพร่องอยู่บ้าง
เช่น รำคาญคำถามแบบเด็กๆ ไม่ค่อยพาลูกเที่ยว
ชอบนอน ไม่ชอบเป็นตัวอย่างออกกำลังให้ลูกเห็น
นึกอยากทะเลาะกันก็ทะเลาะต่อหน้าลูกเลยแรงๆ ฯลฯ
เมื่อเห็นว่าตนอยู่บนเส้นทางกรรมผิดๆเส้นไหน
ก็ตกลงใจจะเปลี่ยนเส้นทางกรรมนั้นๆเพื่อลูก
ลูกสงสัยอะไรก็ขยันหาข้อมูล หารูปภาพจากเน็ตมาให้
เปลี่ยนความเคยชินที่จะไปไหนเพื่อตัวเอง
เป็นพาลูกไปไหนต่อไหนบ่อยๆ ฯลฯ
เช่นนี้ คือเปลี่ยนเส้นทางกรรมให้ตัวเอง
เอาชนะกรรมเก่าของตัวเองได้ด้วยกรรมใหม่
ซึ่งก็เท่ากับเปิดทางกรรมเส้นใหม่ให้ลูกไปด้วย
จากที่ดวงต้องฉลาดแบบเก็บกด
ก็กลายเป็นฉลาดเต็มสภาพ
จากที่ดวงต้องอ่อนแอ ก็กลายเป็นเข้มแข็ง
จากที่ต้องเศร้าหมองลึกๆ ก็กลายเป็นสดใสเห็นๆ ฯลฯ

ชาติแห่งความเป็นพุทธ
คือชาติสำคัญสูงสุดจากอนันตชาติ
พ่อแม่ที่เป็นพุทธ คือพ่อแม่ที่นำลูกตื่นรู้ความจริงได้
เห็นอะไรๆถูก เห็นอะไรๆชอบ ตามที่ควรจะเป็นได้!

โมโห... สอนการบ้านลูกทีไรได้เรื่องทุกที

100816

พ่อแม่ส่วนใหญ่มักควบคุมอารมณ์ไม่อยู่
เมื่อตั้งใจพูดดีแล้วลูกไม่ฟัง
ให้เหตุผลชัดๆแล้วลูกเถียง
สอนการบ้านแล้วลูกไม่ทำตาม ไม่คิดตาม
บางทีก็บอกว่า ครูไม่ได้สอนอย่างนี้
หรือบางทีก็ว่าพ่อแม่สอนไม่รู้เรื่อง

คนเราพอถูกว่าก็ต้องโกรธ
ต้องอยากโต้ตอบกระทบกระแทก
ยิ่งเป็นลูกยิ่งแล้วใหญ่
บางทีก็อยากประชดทิ้งขว้าง ช่างมึง กูไม่สอนแล้ว
บางทีก็ลุแก่โทสะ ใช้กำลังตีลูก
ทั้งที่ลูกไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด
กลายเป็นอารมณ์รุนแรง
จุดชนวนความรู้สึกกระด้างกระเดื่องใส่กัน

พ่อแม่ดีๆ มักบอกตัวเองว่าต้องตั้งสติ
แต่ปัญหาคือ น้อยคนจะมีความเข้าใจที่ดีพอ
พอพูดถึงการตั้งสติ
เกือบร้อยทั้งร้อยจะนึกถึงการคิดเบรกตัวเอง
ใช้ความคิดหักห้ามอารมณ์
อาศัยเหตุผลโน่นนี่นั่นมาระงับอกระงับใจตัวเอง
ผลคือส่วนใหญ่มักพบว่าตัวเองเอาไม่อยู่ เบรกไม่ไหว

คุณต้องทำความเข้าใจให้ถูกว่า
อารมณ์ มาก่อนเหตุผลเสมอ
ตอนใจแรง อารมณ์แรง
ไม่มีความคิดแสนประเสริฐอันใดในโลกจะแรงตามได้เท่า
เหมือนกับที่เปลวไฟไม่อาจส่งไอเย็นออกมา

สิ่งที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ
อารมณ์อยากทิ้งขว้างลูก หรืออารมณ์อยากทำร้ายลูก
คืออารมณ์อยากเสียสละให้ลูก
โจทย์คือ ทำอย่างไรจะให้อารมณ์ชนิดนี้แรงเกิน
หรืออย่างน้อยเทียบเท่ากับอารมณ์ขุ่นเคือง

วิธีคือ ต้องเตรียมใจไว้ล่วงหน้าเลย
คราวต่อไปพอรู้ตัวว่าฉุนขาดขึ้นมาอีก
ให้ยอมรับไปตามจริงว่ากำลังฉุนขาด
จะได้เกิดสติรู้ว่า อารมณ์ฉุนขาดหน้าตาเป็นอย่างไร
คันคะยิกในอกแค่ไหน
อึดอัดร้อนแรงเหมือนจะระเบิดประมาณใด

จากนั้น ให้หลับตานึกเอาภาพใบหน้าลูก
มาทาบกับอารมณ์โกรธเกรี้ยวของตัวเอง ขณะนั้น
เพื่อจะได้เกิดความรู้สึกขึ้นมาชัดๆว่า
จิตที่มืดของเราเดี๋ยวนี้
คือส่วนหนึ่งของชีวิตมืดๆของลูกในวันหน้า

ความรู้จักลูกมาตั้งแต่ลูกเกิด
จะทำให้จิตของคุณประมวลถูก
รู้ว่าถ้าระบายอารมณ์กับลูก
ลูกรับอารมณ์ร้ายกาจไป
แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาในวันหน้า
โดยจิตจะสร้างนิมิตขึ้นมาภาพหนึ่ง
อาจเป็นใบหน้าเหมือนยักษ์มารของลูก
อาจเห็นลูกแสดงโทสะกับผู้น้อย
อาจเห็นลูกทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน
อาจเห็นลูกตกอับอยู่ในมุมมืดทางอารมณ์
ไม่มีความสุข ไม่สามารถควบคุมตัวเอง
อ่อนไหว และพร้อมจะเกรี้ยวกราดตอบทุกแรงกระทบ

เมื่ออาศัยใจพ่อใจแม่เห็นภาพน่าสงสารของลูกเช่นนั้น
ใจโกรธย่อมอ่อนกำลังลง
อยากเสียสละ ยินดียอมแพ้ให้ จุดเกิดเหตุ
และพอคุณรู้สึกถึงใจที่อ่อนโยน ที่โล่งเบา
นิมิตภาพของลูกในใจจะสว่างตามทันที
นั่นแหละ! ตัวอย่างของปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลง
คืออนาคตที่เปลี่ยนไป

เรื่องมหัศจรรย์คือ ทันทีที่ใจเบาลง
สถานการณ์หนักๆระหว่างคุณกับลูกจะเบาตาม
ใจคุณจะเปิด คิดถึงวิธีอธิบายได้ดีขึ้น
ตัดเรื่องไม่เป็นเรื่องออกจากใจได้พ้น
คำนึงถึงสิ่งที่ใหญ่กว่า คือชีวิตทั้งหมดของลูก
ไม่คิดยิบย่อยถึงสิ่งเล็กๆ เช่นการบ้านบางข้อที่ไม่ลงตัว

ใจที่ยกระดับขึ้นพ้นอารมณ์โกรธของคุณ
จะส่งผลกระทบกับใจลูกแบบลับๆ
อาจมาในรูปของการยอมรับฟังคุณมากขึ้น
หรืออารมณ์อยากดื้อแพ่งอ่อนตัวลง
สรุปคือ คุณคุมเกมสำเร็จ
ได้ใจใหม่ให้ตัวเอง ได้ใจใหม่ให้ลูก
ทำได้ครั้งเดียว คุณจะจำไว้ทำได้ครั้งต่อๆไปชั่วชีวิต!

เด็กพุทธ... สมาธิยาว อารมณ์เย็น รู้ผิดรู้ชอบได้เอง

090816

เด็กพุทธ ไม่ใช่ดูกันตอนประกาศตัว
แบบนกแก้วนกขุนทองว่า เป็นพุทธมามกะ
ที่แท้ความเป็นเด็กพุทธ
ต้องดูว่ามีจิตวิญญาณความเป็นพุทธกันแค่ไหน

ทางจิตวิทยาตะวันตกสังเกตว่า
จิตทำงานอยู่สองแบบ
คือ จิตทำงานผ่านความคิด
กับจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด

จิตที่ทำงานผ่านความคิด
คือจิตสำนึก หมายถึงขณะของการใช้เหตุผล
ไม่ใช่คิดซัดส่ายฟุ้งซ่านไปเรื่อยแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ขณะฟุ้งซ่านจัด จิตสำนึกเกิดไม่เต็มดวง

ส่วนจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
คนยุคเรามักเรียกกันว่าจิตใต้สำนึก
แต่ที่จริงแล้ว จิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
จำแนกไว้ ระดับ ได้แก่
จิตใต้สำนึก กระเดียดไปในทางการสั่งสมอะไรลบๆไว้
จิตไร้สำนึก มุ่งไปในทางสัญชาตญาณรู้แบบโลกๆ
จิตเหนือสำนึก เน้นไปในทางรู้สว่าง รู้พ้น เหนือโลก

ส่วนทางพุทธเรา จะให้เริ่มมองความเป็นจิต โดยเน้นเรื่อง
จิตเป็นกุศล (จิตสว่าง) หรืออกุศล (จิตมืด)
ถ้าจิตสว่าง จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้สว่าง อบอุ่น ปลอดภัย
ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เห็นเรื่องดีกระจ่างชัด
แต่ถ้าจิตมืด จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้มืด เยียบเย็น อันตราย
ก่อให้เกิดความคิดทำลายล้าง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เด็กคนใดมีจิตสว่างเป็นปกติ
ชีวิตก็เหมือนมีเทวดานางฟ้าคอยดลใจ คอยบอกทาง
เช่น ถ้าจะเลือกเรียนให้สมตัว
ก็มีสมาธิแจ่มใสพอจะทราบอย่างกระจ่างว่า
ตัวเองโฟกัสกับสิ่งใดแล้วนึกชอบ
ถึงขั้นเห็นภาพทีเดียวว่า
ตัวเองเป็นใคร ทำอะไรได้ในระยะยาว
จึงจะมีชีวิตที่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษ

จิตที่สว่างจริง จะเลือกทางสว่างเสมอ
เช่น ถ้ามาอยู่ตรงทางสองแพร่ง
ระหว่างให้ผิดศีลกับรักษาศีล
ก็ไม่ต้องชั่งใจเลือกกันนาน
จิตที่สว่างจะคัดทางมืดออกจากการรับรู้
ไม่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้ตัดสินใจแต่แรกด้วยซ้ำ

ตรงนี้ ทางฝั่งตะวันตกจะมองว่า
เป็นจิตเหนือสำนึกที่แข็งแรงกว่าจิตสำนึก
คอยชักใยบงการจิตสำนึก
และมักมีการถกเถียงกันว่า
ถ้าจิตเหนือสำนึกเป็นของจริง
เราสร้างขึ้นมาได้ หรือต้องรอให้เกิดเองกันแน่
เพราะเป็นสิ่งลึกลับที่จับต้องยาก
พิสูจน์ยากว่ามาจากไหน
คล้ายมีอยู่แล้วก่อนเกิด
ไม่เกี่ยวกับว่า พ่อแม่ยากดีมีจนเพียงใด

ทางพุทธรู้คำตอบ คือ
จิตเหนือสำนึกเป็นสิ่งสร้างได้
โดยต้องปลูกฝังกันแต่เด็ก
อาศัยศรัทธานำ แล้วต่อยอดด้วยปัญญาตาม
ศรัทธานั่นแหละ ต้นทางของจิตเหนือสำนึก
ปัญญานั่นแหละ จิตเหนือสำนึกที่ฉายแสงแล้ว

คำถามคือ ตอนลงมือปลูกศรัทธา
เขาทำกันจริงๆอย่างไร
อันดับแรกให้ตั้งโจทย์ไว้เลย
จิตเหนือสำนึก ต้องเกิดก่อนจิตสำนึก
คือ ก่อนที่เด็กจะรู้ตัวว่า มีสิทธิ์คิดหรือไม่คิดอะไร
เราต้องสร้างจิตที่พร้อมคิดดีขึ้นมาให้ได้

เริ่มง่ายๆ คุณต้องมีห้องพระให้ลูก
ซึ่งไม่จำเป็นต้องแบ่งกั้นไว้โดยเฉพาะ
ความเป็นห้องพระนั้น ที่แท้แล้ว
ประกอบด้วยบุคคลมากกว่าสถานที่
ถ้าทั้งหมดที่คุณมีคือห้องเล็กๆห้องเดียว
ไม่มีผนังกั้นอยู่เลย
ก็ทำห้องนั้นเป็นห้องพระด้วยเสียงสวดมนต์
ตลอดจนการคุยกันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจเด็ก
ได้แก่ พระพุทธรูปที่เห็นพ่อแม่กราบไหว้
และตั้งไว้ในที่สูง
ถ้าคุณสวดมนต์และกราบไหว้พระพุทธรูปให้ลูกเห็น
ตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ
เขาจะเกิดกุศลจิต สะสมความสุขขึ้นทีละน้อย
และเมื่อถึงเวลาพร้อมพอ
เขาจะพอใจคลานมานั่งพนมมือกับคุณเอง
ไม่ควรดึงเขาเข้าห้องพระก่อนหน้าสมัครใจเอง
เพราะเด็กยังดิบ ยังซน ไม่มีความสุขพอจะนิ่ง
ไม่ใช่ว่าเขาบุญน้อยหรือไม่มีบุญพอ

สิ่งที่ต้องทำไว้ในใจเหนือสิ่งอื่นใด คือ
ห้องพระต้องเป็นห้องที่มีบรรยากาศความสุข มีความสว่าง
อย่าเผลอทะเลาะกันให้ลูกเห็นในห้องพระ
และคุณต้องฝึกเปล่งเสียงสวดแบบเต็มปากเต็มคำ
เพื่อให้ทั้งห้องประจุอยู่ด้วยเสียงแห่งความสุข

วิธีง่ายที่สุดที่จะเปล่งเสียงอย่างเป็นสุข คือ
ตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
แล้วจิตจะปรุงแต่งกายให้สบาย เป็นมหากุศลตามเอง
หลังสวดเสร็จ คุณจะรู้สึกถึง
บรรยากาศความสุขความสว่างที่ตกค้างอยู่
อย่าเพิ่งออกจากห้องพระ
ให้ใช้เวลาช่วงนั้นพูดคุยกับลูก
ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
หรือบอกเขาว่า
"
เล่าให้คุณพระคุณเจ้าฟังซิ วันนี้เล่นอะไรมาบ้าง"

ถามอย่างนั้น เด็กจะนึกได้ และเต็มใจเล่า
การเล่าเรื่องของตัวเองต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จะช่วยให้เด็กโตขึ้นแบบคนไม่ลืมการกระทำของตน
และรู้สึกลึกๆ เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
มีสิ่งที่ใหญ่กว่าชีวิตเขารู้เห็นการกระทำของเขาอยู่
คอยเตือนใจเขาอยู่
ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร
ในที่สุดใจจะกลับไปตั้งอยู่ในจุดนั้นตลอดชีวิต

ถ้าบรรยากาศการเล่า มีเสียงหัวเราะ มีความเพลิดเพลิน
มีการชี้นำสั้นๆจากคุณประกอบไปด้วย
ก็จะกลายเป็นการสร้างความเคยชิน
ให้ลูกอยากมาหาความสุขจากห้องพระทุกวัน
ความสุขชนิดนั้นแหละ จุดชนวนความเป็นเด็กพุทธ
อยู่กับอะไรดีๆได้นานๆนั่นแหละ
ต้นเหตุของการเป็นคนมีสมาธิยาว อารมณ์เย็น
และรู้ผิดรู้ชอบได้เอง
โดยคุณแทบไม่ต้องเหนื่อยสอนให้ยากเลย!

สอนลูก... ไม่มีอะไรดีเท่าเล่านิทาน

13906692_1135352853188538_1722246426634476303_n

ตั้งธงไว้

คุณจะเล่านิทานสดให้เป็น
แล้วภายในเดือนเดียว
คุณจะสอนลูกได้ทุกเรื่อง!

เริ่มต้นขึ้นมา
ให้เล่านิทานตามภาพในหนังสือ
และข้อความตามที่คนอื่นเขียนไว้

ขั้นต่อมา
ให้ฝึกใช้เสียงสูงต่ำ
ใส่อารมณ์เข้าไป ไม่น้อยไป ไม่มากเกิน
กับทั้งมีคำควบกล้ำ .เรือ .ลิง ถูกต้อง
เล่าแล้วภาพในหัวของลูก
ถึงจะชัดเจนเหมือนกับเกิดขึ้นจริง
เสียงสนุก บางทีดีกว่าเรื่องสนุกเสียอีก

เมื่อสามารถเล่าอย่างได้รสได้อารมณ์แล้ว
ภาพในหัวของคุณเองจะพลอยแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
บางครั้ง บางจังหวะ เหมือนมีภาพในใจ
เป็นต่างหากจากหนังสือนิทาน
จุดนั้น ให้เป็นตัวของตัวเอง
ถ้าอยากพูดอะไรแตกต่างจากหนังสือ
ให้พูดไปเลย เล่าไปตามภาพในหัวเลย
โดยเฉพาะอะไรดีๆ ที่หนังสือไม่ได้เขียนไว้
และอะไรเสียๆ ที่หนังสือสอนไม่ครบ

หลังจากรู้จักพูดอะไรดีๆเองตามความรู้สึกได้
ให้ฝึกใช้ภาพในหนังสือนิทาน
พูดแจกแจงตัวละครแต่ละตัว
ว่ามีดีมีเลวอย่างไร
มีที่มาที่ไปอย่างไร
มีความรู้สึกกับตัวละครอื่นอย่างไร
เห็นโลกอย่างไร
ตัวไหนทำกรรมดีหรือกรรมชั่วไว้มากกว่าตัวอื่น
ไม่จำเป็นต้องอิง เรื่องราวที่เขาเขียนในนิทาน
ใช้ความรู้สึกของคุณ
ตอนเห็นตัวการ์ตูนอย่างเดียวพอ

ถ้าแค่เห็นภาพแล้วเล่าได้เป็นตุเป็นตะ เป็นคุ้งเป็นแคว
คุณจะรู้สึกถึงความคิดสร้างสรรค์แปลกใหม่
ที่ก่อตัวขึ้นเอง รู้จักผสมผสานไม่จำกัด
และอยากเล่าอะไรให้ลูกฟังมากมาย
พอนึกถึงตัวละครหนึ่ง ก็จะเห็นชัดว่าตัวละครนั้น
อยากทำอะไร ไม่อยากทำอะไร
เหมาะสมกับสถานที่แบบไหน
ขณะอยู่กับตัวละครอีกตัวหนึ่งจะพูดว่าอย่างไรบ้าง

ให้ดีที่สุดคือสังเกตว่า ในวันหนึ่งๆ
มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับลูกบ้าง
หรือเขาดูการ์ตูนเรื่องไหนบ้าง
ให้เอาตัวเขา มาเป็นพระเอกนางเอก
เพื่อให้ความรู้สึกของเขาเชื่อมติดกับเรื่องของคุณ
ตั้งชื่อเขาใหม่ เช่น
เจ้าชายดอกไม้ (อาจเอามาจากลายดอกไม้ในเสื้อนอนลูก)
เจ้าหญิงผีเสื้อ (อาจเอามาจากสัตว์ที่ลูกถามถึง)
แมคควีนของพ่อ (อาจเอามาจากการ์ตูนเรื่องโปรดของลูก)
บาบี้ของแม่ (อาจเอามาจากตัวการ์ตูนที่ลูกวาดบ่อยๆ)
แล้วใส่เหตุการณ์ให้เชื่อมโยงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
เล่าเป็นเรื่องราวมีสีสันสนุกสนาน
เช่น เจ้าชายดอกไม้ เกิดมาในเมืองที่สงบสุข
เขาได้ชื่อว่าเจ้าชายดอกไม้
เพราะสามารถคุยกับดอกไม้รู้เรื่อง
อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายดอกไม้พบกับ...

แค่มีภาพในหัวเกิดขึ้นเป็นชนวนเพียงเท่านั้น
ใจคุณจะเชื่อมโยงได้ฉากต่อฉากไปเอง
โดยไม่ต้องเค้นคิด
(
ถ้ายังต้องคิดเค้น แสดงว่ายังไม่ผ่านการฝึกขั้นที่ผ่านๆมา)
คุณจะเกิดความมั่นใจขึ้นเอง
หลังจากเล่าได้เป็นน้ำไหลตั้งแต่ครั้งแรก
และคุณจะรู้ขึ้นมาเองว่า
จะสมมุติเหตุการณ์แบบไหนสอนลูกตรงจุด

ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าวันนั้นลูกโยเยอยากดูการ์ตูนนานเกินที่คุณกำหนดไว้
ก็อาจเล่าเรื่องบาบี้ของแม่
ที่ถูกล่อลวงให้เข้าไปในเมืองมายา
เมืองนั้นเต็มไปด้วยภาพน่าสนุกสนาน ตื่นตาตื่นใจ
แต่ก็น่ากลัวตรงที่ถ้ากลับออกมาไม่ทันเวลาปิด
บาบี้ของแม่จะติดอยู่ในเมืองมายา กลับออกมาไม่ได้
ภาพน่าสนุกสนานจะหายไป
กลายเป็นเมืองร้าง เต็มไปด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
กลบเสียงเรียกของแม่ที่ยืนอยู่นอกกำแพงเมืองไปหมด เป็นต้น

ยิ่งฝึก คุณจะยิ่งรู้เองว่า
จะสอนลูกตรงไหน ด้วยเหตุการณ์สมมุติใด

จำไว้ว่า ถ้าคุณเป็นแต่เล่านิทานด้วยเสียงเอื่อยๆ
พูดตามตัวหนังสือเป๊ะ
ไม่เคยสังเกตรายละเอียดน่าสนใจในรูปเลย
ไม่สนใจต่อยอดตามคำถามของลูกเลย
คุณไม่มีทางเชื่อมตัวเองกับลูกผ่านนิทานได้
แต่ถ้าคุณสามารถแต่งและเล่านิทานสดได้ทุกคืน
ก็จะพบว่า ลูกมีจินตนาการบรรเจิด
ความคิดสร้างสรรค์ของคุณ
กระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นในเขา
ความสนุกสนานจากการเล่าเรื่องของคุณ
จะเปิดใจเขาให้รับฟังคุณทุกคำ
การใช้เหตุผลของคุณ
จะกลายเป็นแม่แบบในการใช้เหตุผลของเขาไปหมด

ถ้ามีเวลาเจอหน้าลูกเพียงวันละสิบนาที
ให้เลือกใช้มันเล่านิทานก่อนนอน
แล้วความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะเติบโตไปพร้อมลูก
คุณและลูกจะผูกพันแน่นแฟ้น
เพราะลูกรู้สึกว่า มีคุณอยู่ในชีวิต และคิดแบบที่คุณคิด
ส่วนคุณก็รู้สึกว่า ตัวเองสร้างลูกมากับมือ
ไม่ใช่แค่ทำให้เขาเกิดมา

ดีที่สุดที่คุณอาจคาดไม่ถึง คือ
เพียงวันละสิบนาทีที่เล่านิทานให้ลูกฟัง
จะทำให้ลูกกลายเป็นนักเล่าเรื่อง
ทำให้เขาโตแบบคิดเองเป็น
และมีหัวใจที่อบอุ่นอ่อนโยน
ซึ่งโลกยุคต่อไปต้องการเป็นที่สุด

อย่างที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวไว้ในปี ๑๙๙๔
เกี่ยวกับบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกว่า
ไม่ใช่ประธานาธิบดีสหรัฐ
ไม่ใช่เนลสัน แมนเดลลา
แต่เป็นนักเล่านิทาน!
"
นักเล่านิทานคือนักสร้างจินตภาพ
ค่านิยม และพฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นจริง
ให้กับผู้คนในแต่ละยุค
และตอนนี้ดิสนีย์ก็ผูกขาดธุรกิจเล่านิทานนั้นอยู่
แล้วรู้ไหม ผมชักเบื่อนิทานไร้สาระแบบนั้นเต็มทน
ผมนี่แหละ ที่จะเป็นนักเล่านิทานคนต่อไป!"

สตีฟ จ็อบส์ เป็นเจ้านายของบรรดาคนที่เก่งกว่าเขา
กลายเป็นซูเปอร์เซลล์แมนที่มีคนอยากฟังเขาขายของ
แล้วก็เปลี่ยนโลกทั้งใบ
ด้วยการทำให้เราๆท่านๆมีไอโฟนใช้
ทั้งหมดก็เริ่มต้นจากที่เขาเล่านิทานเก่งนั่นเอง!

ตีลูก!

13775352_1122863007770856_6407791534875077880_n

เมื่อวานมีคนแชร์บทความของ

คุณหมอวิทยา นาควัชระ
เรื่องเลี้ยงลูกให้เป็นทรพีมาให้อ่าน
http://bit.ly/2aag6Ev
ซึ่งอ่านแล้วผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เพราะหนึ่งในคำถามที่ผมได้รับจากพ่อแม่ของเด็กบ่อยที่สุด
คือ ทำไมลูกดื้อนัก ทำไมลูกก้าวร้าวนัก
สอนอะไรไม่ฟัง อบรมแค่ไหนก็เมิน ใช้อุบายไหนก็ไร้ผล
ยิ่งวันยิ่งเอาใหญ่ จะบ้าตายอยู่แล้ว

เด็กบางคนไม่สมควรโดน
เพราะพูดรู้เรื่อง และได้อะไรดีๆจากพ่อแม่ไว้มากพอ
ขณะที่เด็กบางคนสมควรโดน
เพราะมีเหตุปัจจัยให้แผลงฤทธิ์แรงขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ฟังใคร ไม่มีความสามารถแยกถูกแยกผิด
ใช้อุบายชนิดไหนก็ไม่ได้ผล

อย่างไรก็ตาม
พวกเราอยู่ในยุคที่ต่อต้านการตีลูก
เพราะเคยมีวิจัยว่า เด็กที่ถูกตี
จะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ก้าวร้าว ชอบใช้ความรุนแรง
หมายความว่า ต่อให้เด็กสมควรถูกตีอย่างไร
ก็ไม่มีสิทธิ์ตีทั้งนั้น
นั่นจึงเป็นเหตุให้เด็กหลายคนโตขึ้นแบบพร้อมทำร้ายสังคม
เพราะแท้จริงแล้ว ความก้าวร้าว และการใช้ความรุนแรง
เป็นสิ่งที่ก่อตัวขึ้นได้เอง จากการเอาแต่ใจ แตะไม่ได้
ไม่จำเป็นต้องมาจากความเจ็บปวดในวัยเด็กเสมอไป

อีกประการหนึ่ง เมื่อพูดถึงการลงโทษด้วยการตี
เราไม่ได้แยกแยะกันว่า
ตีนั้นตีด้วยมือหรือตีด้วยไม้เรียว
ก่อนตีมีการสั่งสอนและให้เหตุผลในการตีกับเด็กแค่ไหน
ท่าทีในการตีประกอบด้วยอารมณ์รักหรืออารมณ์โกรธ
หลังตีเสร็จปล่อยให้เด็กร้องไห้ตามลำพังหรือกอดเขาไว้
หากงานวิจัยละเอียดพอ
ก็น่าจะพบว่า ตีให้ลูกได้ดีนั้น เป็นไปได้จริง

ที่พวกเรามาเข้าท้องมนุษย์ได้
ต้องพกบุญมาเกิดกันทุกคน
ต่อให้ไปเกิดในเอธิโอเปียหรือแอฟริกาเขตอดอยาก
ก็ต้องใช้บุญเป็นใบเบิกทาง
ไม่มีใครเกิดเป็นมนุษย์ได้ด้วยบาป
ธรรมชาติความเป็นมนุษย์คือมีสมองคิด มีภาษาพูด
กับทั้งจิตสำนึกแบบสิ่งมีชีวิตชั้นสูง
ซึ่งสะท้อนว่า เคยทำดี จึงได้ของดีติดตัวมาแต่เกิด
แตกต่างจากเหล่าสัตว์อื่นทั้งหลายในโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อแรกเกิดนั้น
มนุษย์มาพร้อมกับสัญชาตญาณและอารมณ์ดิบ
ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตทั่วไป
ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร
ยังไม่รู้ว่ามีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์แค่ไหน
จะเริ่มรู้บ้างก็จากพ่อแม่ หรือคนที่เลี้ยงดูมา

ถ้าเด็กน้อยอยากได้อะไรแล้วได้ทุกอย่าง
ทำอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีความกลัวผิด
ไม่มีใครที่เขารู้สึกว่าเป็นผู้ควบคุมชีวิต
ชีวิตของเขาจะไม่พ้นจากสัญชาตญาณและอารมณ์ดิบ
ความรู้สึกที่ค่อยๆเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆระหว่างโตมา คือ
อยากได้ ต้องได้! กูใหญ่ อย่ามาว่านะ!
พูดให้เห็นภาพ คือ ถ้าเขาเคยมีบุญใหญ่มาหลายชาติ
ก็มีสิทธิ์มาหมดบุญ ก่อบาปก่อกรรม
เอาในชาติที่เกิดกับพ่อแม่ดีแล้วไม่ตีนี่แหละ!

ถ้าเด็กน้อยเริ่มลามปาม
แล้วมีผู้ใหญ่ใจดี กล้าตีให้เจ็บ ให้เข็ดหลาบ
เขาจะเริ่มเกิดความกลัวความผิด
ถ้าจะทำผิดซ้ำ ก็มีความกลัวมาเป็นกลไกในการเบรกไว้
เหมือนพอมีแรงยุให้ทำเรื่องร้ายๆ
ก็มีภาพใบหน้าของผู้ใหญ่และความเจ็บตัวลอยขึ้นมาแทรก
ยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งมีความยับยั้งชั่งใจ
พร้อมกับการยอมรับให้ใครคนหนึ่ง เป็นผู้คุมทิศทางชีวิต

สรุปคือ ถ้าเด็กส่อแววดื้อ ส่อแววก่อเรื่องเสียหาย
ส่อแววลามปาม ส่อแววเอาใหญ่ ไม่ฟังเสียงห้าม
ถ้าเดินได้แล้ว วิ่งได้แล้ว ร่างกายแข็งแรงพอแล้ว
ก็สมควรมีการตีให้กลัวความผิดบ้าง
ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย หรือคิดว่าเดี๋ยวพูดรู้เรื่องก็ดีขึ้นเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเห็นๆอยู่ว่า
ทำผิดแล้วมองมาด้วยสายตาท้าทาย
ดูว่าคุณจะทำอย่างไรกับเขา
อันนั้นแหละ สัญญาณบอกว่า คุณต้องตีแน่ๆแล้ว

โจทย์สำคัญ คือ ตีอย่างไรให้ลูกทั้งรัก ทั้งกลัว
จุดเริ่มต้นไม่ได้อยู่ที่การลงมือตี
แต่ตั้งหลักกันตั้งแต่ความใกล้ชิดทั้งหมด
เด็กจะจำว่า ตัวตนของคุณที่เขาคุ้นเคยมาตลอด
น่าอบอุ่น น่าใกล้ชิด น่าให้กอด
หรือว่าห่างเหิน ปล่อยให้เขาหนาว แทบไม่รู้จักอ้อมกอดกันเลย

หากพื้นฐานความรู้สึกของเขา คือรักคุณ
เมื่อคุณตีเขาเจ็บ เขาจะไม่เกลียด
แต่จะเกรงกลัว และจดจำว่าเขาทำอะไรผิด คุณถึงลงมือตี
ความเจ็บจริงจะทำให้จำแม่นไม่ลืม ไม่ว่าความผิดกี่กระทง

ก่อนตี ควรสอนว่าเขาทำไม่ถูกอย่างไร ควรทำอย่างไร
ความผิดนั้นหนักพอให้ต้องถูกทำโทษแล้ว ปล่อยไม่ได้แล้ว
ไม่งั้นผีเด็กเข้าสิงแล้วจะไม่ยอมออก ยึดร่างลูกไว้เลย
และที่สำคัญ อย่าตีต่อหน้าผู้คน ให้ตีแบบลับหูลับตา
แม้เขาทำผิดในที่สาธารณะ ก็ให้คาดโทษไว้ว่า
กลับบ้าน พ่อ/แม่ จะตีนะ ลูกทำแบบนี้ ให้จำไว้นะ
คุณต้องเข้มแข็ง อย่าใช้วิธีขู่
ให้พิจารณาดีแล้วว่า ลูกดื้อจริง สมควรโดนจริง
ถ้าลั่นปากว่าจะตี ต้องตี ห้ามลืม ห้ามใจอ่อน
และอย่าปล่อยให้ความโกรธครอบงำ พลั้งปากเรื่อยเปื่อย
เพราะการตีบ่อยเกินไป ไม่สมเหตุสมผล
จะกลายเป็นการฝังความนิยมใช้การรุนแรงให้เด็กไปแทน

อารมณ์ ควรเป็นเมตตา
สิ่งที่สื่ออารมณ์ได้ชัดเจนที่สุดคือน้ำเสียง
ภาษากายยังเป็นรอง น้ำเสียงต้องเย็นเสมอ
ถ้าจะสำรวจตัวเอง ให้สำรวจจากน้ำเสียงนั่นแหละว่า
ฟังแล้วแข็ง หรือฟังแล้วอ่อนโยนพอ

อุปกรณ์ตี ควรเป็นมือ
เพราะคุณจะได้แบมือแดงๆอธิบายทีหลังว่า
พ่อ/แม่ ตีลูก รู้นะว่าลูกเจ็บยังไง
เพราะพ่อ/แม่ ก็เจ็บเท่ากับลูกนั่นแหละ
เด็กจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ไม่คิดว่าเจ็บอยู่คนเดียว
ตัวเองผิดแล้วยังทำให้พ่อ/แม่เจ็บด้วย

จุดที่ตี ควรเป็นก้น แบบเนื้อสัมผัสเนื้อ
เพื่อให้เจ็บจริง แต่ไม่เจ็บใจ
อย่าตบหน้าลูก เพราะอันนั้นทั้งเจ็บตัวและเจ็บใจ


ใจขณะตี ต้องเหี้ยมและเด็ดขาดนิดหนึ่ง
ต้องกะแรงให้เจ็บ ไม่ใช่ยั้งๆ
ไม่อย่างนั้นเขาจะเฉยๆ ไม่รู้สึกรู้สา
ไม่เห็นเป็นการทำโทษ แต่เห็นคุณแสดงความหน่อมแน้ม
ถ้าตีแล้วไม่ร้องไห้ หรือตีแล้วไม่แสดงท่าว่าเจ็บ
คุณอาจต้องออกกำลังกาย ซ้อมกำลังแขนเพิ่มขึ้น

จำนวนครั้ง ควรตีครั้งเดียว
เพื่อประกันว่าคุณจะไม่อารมณ์หลุด
เพราะการตี อย่างไรก็เป็นการทำร้าย
จุดชนวนโทสะให้กำเริบ หรือบันดาลโทสะได้ง่าย


ท่าทีหลังตี ต้องดึงเข้ามากอดด้วยอารมณ์ทะนุถนอม
ถ้าสงสารลูกมาก อนุญาตให้ร้องไห้ตามลูกได้
กอดเขานานจนกว่าเขาจะหยุดร้อง
แต่ให้ดีที่สุด คือ ให้ลูกสัมผัสถึงความเข้มแข็ง มีใจปรานี
และปลอบลูกด้วยน้ำเสียงของผู้นำชีวิตเขา

หากองค์ประกอบในการทำโทษเด็กเป็นไปตามนี้
ให้สังเกตดูว่า เด็กจะแสดงความรักคุณมากขึ้นทันที
เพราะเขาจะรู้สึกกับคุณอีกแบบ มองคุณอีกอย่าง
จำว่าคุณเป็นคนปลุกจิตสำนึกฝ่ายดี ที่มีการห้ามใจขึ้นมา
ไม่ใช่ปล่อยให้เตลิดเข้ารกเข้าพงตามอารมณ์ดิบเหมือนใครๆ!

หมายเหตุสำคัญที่ควรเน้นย้ำ
ถ้าลูกไม่ดื้อรั้น ไม่ลามปาม
หัวอ่อน ว่าง่าย เชื่อฟังคำที่เป็นเหตุเป็นผล
ก็ไม่ต้องหาเรื่องตีนะครับ
เพราะแปลว่า เส้นทางลูกไม่เป็นภัยกับสังคมอยู่แล้ว


ส่วน ‘เด็กที่สมควรโดน’ นั้น
เท่าที่เห็นๆกัน มักเป็นพวกมีความเป็นตัวของตัวเองสูง
มีฤทธิ์มาก ใครต่อใครพะเน้าพะนอเอาใจ
ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าบุญเก่าทำมาดี
มีสิทธิ์เป็นได้ทั้งนักสร้างสรรค์หรือนักทำลายล้าง
หากเขาถูกอัดฉีดไว้ดี ก็มีโอกาสเป็นคุณอนันต์
แต่หากเขาถูกปล่อยปละละเลย โอกาสคือเป็นโทษมหันต์แน่ๆ
!