ป้ายความผิดบาปแค่ไหน?

marked-120816

โกหก
ตั้งต้นด้วยการรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
แล้วใช้กำลังใจบิดเบือนความจริงนั้น
พูด เขียน หรือใช้วิธีใดๆ
โน้มน้าวให้ผู้อื่นรับรู้ความจริงผิดไป
อาจเพี้ยนมาก อาจเพี้ยนน้อย

ยิ่งความจริงถูกบิดเบือนให้เพี้ยนมากเท่าใด
จิตวิญญาณของผู้บิดเบือนยิ่งเพี้ยนมากเท่านั้น
พูดง่ายๆ ยิ่งโกหกบ่อย
เท่ากับยิ่งออกแรงดัดจิตให้ผิดรูป
ดัดเอง เพี้ยนเอง
และเมื่อมุสาวาทกรรมได้ที่เผล็ดผล
ย่อมเกิดวิบาก บันดาลให้ใครบางคนมาใส่ไคล้
หรือเกิดเหตุบางอย่างพอดิบพอดี
ที่จะให้ใครต่อใครหลงเข้าใจผิด

อย่างไรก็ตาม
การโกหกด้วยความตั้งใจให้เกิดอะไรกับใคร
เป็นตัวกำหนดอย่างแท้จริงว่า
จะไปเจอจุดหมายปลายทางร้ายดีขนาดไหน

โกหกเพื่อช่วยผู้อื่น
บาปครึ่ง บุญครึ่ง
นับว่าใจดี ไม่ใช่ใจร้าย
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเจอเรื่องครึ่งร้ายครึ่งดี
แม้ถูกใส่ไคล้ให้รู้สึกแย่ไปพักหนึ่ง
ก็อาจกลับร้ายกลายเป็นดี
เมื่อเหตุการณ์คลี่คลายให้คนรู้สึกเห็นใจมาก
ได้รับการชดเชยให้มีความสุข มีกำลังใจ

โกหกเพื่อเอาหน้ารอด
ในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับใคร
ไม่ได้บาปนัก แต่ใจไม่ตรง ไม่ซื่อ
เป็นชนวนให้เกิดความคด
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมเป็นผู้รับผลดีที่บิดเบี้ยว
เช่น มีบุญจะทำให้เป็นผู้มีรูปงาม
แต่ออกมาแบบสวยไม่เสร็จ หล่อไม่เป๊ะ
ดูแล้วเกือบใช่ แต่ไม่ใช่ มีอะไรผิดๆแปลกๆไป

โกหกเพื่อผลประโยชน์
บาปเริ่มแรง เพราะชนวนโกหกเกิดจากความโลภ
อยากได้ถึงขั้นดัดแปลงความจริงให้เพี้ยนไป
สังเกตว่าเมื่อตกลงปลงใจโกหกเพื่อผลประโยชน์
จะมีบันไดให้พัวพันกับเรื่องร้ายๆ
คิดร้ายๆ และทำให้รู้สึกว่าตัวเอง
ใจร้ายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
ย่อมสมกับโทษานุโทษ
เช่น ถ้าโกหกเอาประโยชน์ส่วนตน
ทำให้คนอื่นเสียหายมาก
ก็ย่อมถึงขั้นทรัพย์พินาศ
อาจด้วยอำนาจโจร อำนาจภัยพิบัติ
หรือมีใครใส่ความจนล่มจมก็ได้

โกหกเพื่อป้ายความผิด
คือ ตนเองรักตัวกลัวผิด
เลยโยนขี้ให้คนอื่นรับผิดไปแทน
อันนี้ประกันความใจร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะถ้าไม่เหี้ยมพอก็ทำไม่ได้
ต้องรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองผิด
และต้องรู้อยู่เต็มอกว่า
โยนบาปแล้วคนอื่นเดือดร้อนแน่
การโกหกประเภทนี้เอง
ที่ควรแก่การกล่าวว่า
เป็นต้นตอ ต่อยอดบาปได้ทุกชนิดไม่อั้น
เมื่อกรรมในการโกหกเผล็ดผล
โอกาสรอดจากอบายภูมิคงยาก
เพราะใจร้ายๆ ย่อมเหมาะกับที่ร้ายๆ
หากเป็นสัตว์ ก็ต้องเป็นพวกแพะรับบาป
มีชีวิตไว้ถูกบูชายัญ โดยไม่ได้ทำผิดอะไรเลย

ธรรมชาติออกแบบสมองมนุษย์มาแบบหนึ่ง
ที่ทำให้พวกเราไม่นึกอยากโกหก
คือ เมื่อจะโกหก สมองต้องทำงานหนัก
หนึ่ง คือกดสมองส่วนที่รู้ความจริงไว้
สอง คือเปิดสมองส่วนที่ฝืนสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมา
สาม คือเค้นคำหรือภาษากายให้คนอื่นเชื่อ
การโกหกแต่ละครั้ง
จึงเหนื่อยกว่าพูดเรื่องจริงสองเท่าสามเท่า
และทำให้รู้สึกผิด รู้สึกแย่กับตัวเองได้ง่าย
และนี่เอง คือเหตุผลว่าทำไมคนดี
แม้เมื่อต้องโกหกเพื่อช่วยผู้อื่นแค่ครั้งเดียว
ก็รู้สึกไม่ดี ไม่นึกอยากทำอีกเลย

แต่หากโกหกจนชิน จนชำนาญ
สมองเพื่อโกหกจะทำงานเบาลง
รู้สึกว่าพูดได้ไหลรื่นขึ้น
จึงรู้สึกผิดน้อยลง หรือไม่รู้สึกผิดเลย
และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมคนชั่ว
แม้เมื่อโกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
หรือโกหกเพื่อป้ายความผิดให้ใครต่อใคร
จึงรู้สึกเฉยๆ แถมนึกสนุกอยากทำอีก

ก็สมองขั้วนรกนั้น
เมื่อเปิดใช้งานเต็มที่แล้ว
จะไม่อยากหยุดง่ายๆหรอก!