ภาพลักษณ์สำคัญกว่ารายละเอียด

marked-111116

หลายคนสงสัยว่า เรื่องของอเมริกา
ทำไมทั่วโลกต้องไปจับจ้องกันนัก
เรื่องของเขา ไกลตัวแท้ๆ
เราเอาใจไปใส่ทำไม?

อเมริกาเป็นประเทศใหญ่
ทุกความเคลื่อนไหว มีอิทธิพลกับโลกทั้งใบ
ตัวอย่างเล็กๆ เช่น คนในประเทศซีเรีย
มองว่า วิธีคิดของประธานาธิบดีสหรัฐ
คือคำพิพากษาชีวิตพวกเขาทีเดียว
แล้วบางคนก็มองอย่างรอคอยว่า
ถ้าทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี
ก็คงร่วมมือกับปูตินช่วยให้ประเทศของเขา
กลับเข้าสู่ความสงบร่มเย็นอีกครั้ง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2eOdDAY )
คือจะคิดถูกหรือผิด อันนั้นยกไว้ก่อน
แต่คนในบางประเทศคิดเช่นนั้นจริงๆ
และประธานาธิบดีคนใหม่
ก็คือความหวังใหม่ หรือความหวังเดียวที่เหลือ
ใครจะมองเป็นความไร้เดียงสา น่าสมเพชอย่างไร
ชีวิตบ้านแตกสาแหรกขาดอย่างพวกเขา
ก็ขอยึดฟางเส้นสุดท้ายมากอดไว้ก่อน ยามใกล้จม
จริงจัง ไม่เห็นเป็นเรื่องตลกน่าขำแม้แต่นิดเดียว

ส่วนคนที่เหมือนไม่น่าจะเกี่ยวมาก
ก็ได้รับกระแสอิทธิพลทางใจมามากโดยไม่รู้ตัว
ภาพดีๆของอเมริกานั้น คนส่วนใหญ่ไม่เอา
เพราะซับซ้อน รับรู้ยาก
แต่ภาพเสียๆนี่มีสิทธิ์เป็นต้นแบบได้ง่าย
เพราะกระตุ้นอารมณ์ดิบได้ดี
ด้วยความคิดว่า ระดับโลกเขายังทำได้
เราทำบ้างจะแปลกอะไร
เช่นที่จะพูดถึงกันไปชั่วลูกชั่วหลาน
คือ ประธานาธิบดีมีอะไรกับเด็กฝึกงานทำเนียบขาวได้
แถมผ่านกระบวนการถอดถอนฉลุย
เลยกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ คือ
ถ้าทำเงินได้มาก เรื่องใต้เข็มขัดไม่เป็นไร ช่างมัน

เคยมีพวกทำรายการ
เดินๆไปตามถนนและสัมภาษณ์ผู้คนแบบสุ่มๆ
(เพื่อให้เห็นว่าไม่มีวาระแอบแฝงใดๆ)
คำถามง่ายๆ คือ มีเหตุผลส่วนตัวอย่างไร
ทำไมจะเลือกทรัมป์ ทำไมจะเลือกฮิลลารี
คำตอบส่วนใหญ่ของผู้คนบนถนน
วนเวียนอยู่กับภาพลักษณ์ของผู้นำที่ตนชอบใจ
แล้วก็การแก้ปัญหาปากท้องของตัวเองแบบที่คาดหวัง
ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้ง่ายที่สุด ไม่ใช่อะไรที่ซับซ้อน

ฮิลลารีอาจเป็นผู้หญิงวัย ๗๐
ที่สวยที่สุด พูดเก่งที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็นมา
และคนอเมริกันก็ฟังเธอแล้วรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นคนดี
เป็นผู้นำฉันได้ ทำงานระดับโลกได้

ส่วนทรัมป์อาจเป็นผู้ชายวัย ๗๐
ที่ดูแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
และถ้าตั้งใจฟังเขาพูด ก็จะรู้สึกว่า
ภาพแบบนี้ เสียงแบบนี้ บุคลิกแบบนี้ เป็นนักรบ
เป็นคนกอบกู้วิกฤตได้ เอาชนะโลกทั้งใบได้

มันแล้วแต่คนอเมริกันแบบไหน
กำลังจ้องดูใคร แล้วเห็นอะไร
ไม่ใช่สารพัดรายละเอียดที่รุมเข้ามารกหัว

ถึงวันนี้ ฮิลลารีคงต้องหลุดจากโฟกัสของโลกไป
ส่วนทรัมป์จะเข้าสู่โฟกัสอย่างเข้มข้น
และโดยพลังความเป็นตัวเขา
ก็เป็นคนที่มีพลังดึงดูดความสนใจ
ได้ล้นหลามเกินมนุษย์อยู่แล้ว
อันนี้ตรวจได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์จากคลื่นสมอง
(อ้างอิง: http://bit.ly/2fGfKZ7 )

ทรัมป์คือภาพสาธิตสัจธรรมที่ชัดเจน
คือ ไม่ว่าจะมีดีแค่ไหน
ก็ถูกกลบด้วยภาพลักษณ์แย่ๆได้
เขาเคยบอกว่ารู้ตัว และไม่พยายามทำอะไรให้ดีขึ้น
เพราะ (สมัยนั้น) ไม่ได้กะลงเล่นการเมืองอยู่แล้ว
คือถ้าลงเล่นการเมือง คงไม่ทำธุรกิจบันเทิง
สร้างภาพ สร้างคำที่บาดหู ในสไตล์แบดบอย
กระตุ้นความสนใจคนให้มาสนใจตน
(ลาร์รี คิง ซึ่งมีชื่อเสียงว่า ไม่เข้าใครออกใคร
ก็เคยบอกว่า ทรัมป์แกล้งทำเหมือนพวกเหยียดผิว
แต่ตัวจริงไม่ขนาดนั้น มันเป็นแค่โชว์อย่างหนึ่ง
อ้างอิง: http://bit.ly/25YtyA7 )

พื้นฐานตัวตนของทรัมป์เป็นพ่อค้าขนานแท้
ไม่ใช่พ่อพระที่คิดบำเพ็ญตนทำสาธารณกุศล
เช่นที่ทรัมป์เคยพูดไว้ในหนังสือของเขาเองว่า
เขาเป็นคนไม่เล่นพนัน
รู้ว่าการพนันเป็นหนทางหายนะ
แต่ทราบอยู่ว่าคนชอบเล่นพนัน เขาเลยเปิดบ่อนพนัน
ทั้งๆที่ยังสงสัยไม่หายว่า
ทำไมคนเราถึงคิดว่าจะรวยจากการเล่นพนัน
ส่วนใหญ่หมดเนื้อหมดตัว เสียครอบครัวไป
ก็เพราะหมกมุ่นการพนันนี่แหละ
เจ้าของบ่อนอย่างเขารู้ดี แต่ก็ไม่สงสาร
ถ้าสงสารคงเปิดบ่อนไม่ลง

อย่างไรก็ตาม ความปากเปราะของทรัมป์
ทำให้คนส่วนหนึ่งชอบใจ
เพราะเห็นเข้าไปถึงความรู้สึกนึกคิดหรือสันดานได้ง่ายๆ
ผิดกับนักการเมืองหน้าเนื้อใจเสืออื่นๆ
ขนาดนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกก็ชอบทรัมป์
ถึงแม้จะมองว่าทรัมป์เป็นแค่นักเจรจาที่รวยจากโชค
โดยไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงสักนิด
(อ้างอิง: http://bit.ly/1Zmq715 )

สรุปคือ ภาพลักษณ์ของทรัมป์ขายออก
ในสถานการณ์นี้ นาทีนี้
ที่คนอเมริกันส่วนหนึ่ง
รู้สึกว่าตัวเองถูกหลอกมาตลอด
ภาพลักษณ์เดียวกันน่าจะขายไม่ได้
หากนักการเมืองรุ่นเก่ามีอำนาจเหนือระบบ
สามารถพูดดี แล้วก็ทำดีตามที่พูดกันง่ายๆ
(เคเนดีถูกกำจัดแบบจับมือใครดมไม่ได้
ก็เพราะพยายามทำดีตามที่พูดนั่นแหละ
กำแพงเก่ามันใหญ่เกิน)

คงต้องรอดูว่ามหาเศรษฐีจอมหุนหันพลันแล่น
เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วจะกลมกล่อมขึ้นแค่ไหน
เจออำนาจที่เหนือกว่าตัวเองแล้ว
จะยอมตัวเล็กลงไหม
สำหรับไทยเรา
ผูกพันลึกซึ้งกับระบบเก่าของอเมริกาเพียงใด
คงมีแค่ไม่กี่คนในประเทศที่รู้จริง
แต่กับระบบใหม่ อันนี้หลายคนคงได้รับอิทธิพล
แบบที่รู้สึกกับตัวเองอยู่ทั่วไป
เพราะพฤติกรรมของคนเรา
ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นจากภาพในใจที่ใหญ่กว่าตัวเอง
หากทรัมป์ทำตัวเหมือนเดิม
เป็นบอสใหญ่เจ้าอารมณ์เหมือนเดิม
สถานการณ์ทางใจของผู้นำทั้งหลาย ก็อาจแย่ลงไปอีก
ในเมื่อบอสใหญ่ระดับโลกทำตัวบอสซี่
เชื้อบ้าอำนาจก็ต้องระบาดหนักขึ้นเป็นธรรมดา

แต่หากคุณหวังไว้ว่า ไม้แก่ดัดยากอายุ ๗๐
อย่างโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เลิกออกอาการอาละวาดฟาดงวงฟาดงา
กลายเป็นคนสุภาพ นุ่มนวล พูดจาดีๆได้ทุกเรื่อง
จนกลายเป็นผู้นำสหรัฐที่ได้รับคะแนนนิยมสูง
คุณก็มีสิทธิ์เห็นผู้นำองค์กรเล็กใหญ่ในไทยดีขึ้นตาม
เพราะเมื่อหัวหน้าแผนก เจ้าของบริษัททั้งหลาย
ถึงบทที่ตัวเองจะออกอาการฟาดงวงฟาดงา
ก็อาจนึกถึงภาพที่สงบเสงี่ยมลงของทรัมป์
ช่วยให้ใจเย็นลงตาม
ผู้นำระดับโลกทำตัวดีขึ้นได้
ฉันก็ต้องดีขึ้นได้เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
สิ่งที่เป็นใหญ่ในโลก คืออำนาจ
ดังนั้น อำนาจใหญ่จึงเป็นที่สนใจ
เพราะคนในโลกเกี่ยวโยงกันไปหมด
ถ้าไม่ทางกายก็ทางใจ
จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
คนทั้งหลายก็ต้องได้รับอิทธิพลจากอิทธิพลใหญ่
ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม!