เป้าหมาย... มีได้ตั้งแต่ต้นชีวิต

13903302_1138824656174691_5981693750356834480_n

คุณมีบทบาทในการสร้างเป้าหมายให้ลูก
ไม่ใช่ตอนบอกเขาว่า ชีวิตเขาควรเป็นยังไง
ไม่ใช่ตอนกะเกณฑ์ว่า เขาต้องเข้าคณะไหน
และยิ่งไม่ใช่ตอนบังคับว่า อาชีพเขาคืออะไร
แต่เป็นตอนที่เขายังหัดใส่เสื้อผ้า
ยังตื่นแบบไม่รู้ว่าจะหาความสดชื่นจากไหน
ยังไม่รู้จะฝันดีได้อย่างไรก่อนนอน!

เป้าหมายที่จะเป็นเป้าหมายได้จริงๆนั้น
ต้องมีองค์ประกอบ ประการ
หนึ่ง ที่ตั้งให้ตั้งตาตั้งใจเล็ง
สอง วิธีพุ่งไปให้ถึงสิ่งที่ตาและใจเล็งไว้
สาม ผลลัพธ์ของการชนจุดที่เล็ง
หากองค์ประกอบทั้งสามเกิดขึ้นในใจเด็กได้
เขาก็จะค่อยๆโตขึ้นแบบคนรู้จักสร้างเป้าหมายในชีวิตได้
เพราะสมองถูกเทรนให้เล็งเป้า
พอขาดเป้าแล้วทนไม่ได้ ชีวิตเหมือนขาดอะไรไป
ต้องหาอะไรเล็งใหม่เอง

สิ่งสำคัญยิ่ง
ที่อาจไม่เคยมีโรงเรียนไหนสอนคุณมาก่อน คือ
---
เป้าหมายมีสองแบบ ---
แบบที่เป็นรูปธรรม กับแบบที่เป็นนามธรรม
สองแบบนี้ฝึกต่างกัน ผลต่างกัน
และถ้าอยากให้คนคนหนึ่งโตขึ้นอย่างมีความสุข
ไร้ความขัดแย้งทางใจ
ก็ต้องฝึกให้รู้จักเล็งทั้งสองเป้านี้อย่างได้สมดุล

<<<
เป้าหมายที่เป็นรูปธรรม >>>
คือ เป้าที่ตามองเห็นได้ มือจับต้องได้
อาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึงได้
กับทั้งรู้ผลชัดเจนเป็นภาพและเสียง
ฝึกได้ง่ายๆในสถานการณ์ปกติ เช่น
ตอนฝึกใส่กางเกง ใส่เสื้อ
ถ้าเห็นลูกเอื่อยเฉื่อย
เหมือนจะรอให้คุณช่วยใส่ให้ไม่เลิก
นั่นคือสัญญาณบอกว่าจิตใจเขาไร้จุดหมาย
ยิ่งวันจะยิ่งเฉื่อยลง ไม่มีอะไรดีขึ้น
ให้คุณกระตุ้นด้วยการส่งเสียงบอกเหมือนจะเล่นเกมว่า
เอานะ! ให้เวลา ๑๐ แป๊ะ ใส่กางเกงให้เสร็จ
ดูซิจะเสร็จไหม จากนั้นตบมือดังๆให้เกิดความตื่นตัว
ออกเสียงนับตามจังหวะมือตบไปด้วย
๑๐
สัญชาตญาณชอบเล่นเกมของเด็ก
จะสั่งให้เขารีบใส่กางเกงทันที
และใส่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อแข่งกับเวลา
ถ้าเสร็จทัน ให้ตบมือโห่ร้องแสดงความยินดี
นั่นคือรางวัลใหญ่ที่ทำให้เขาปลื้มใจในตนเอง
เห็นเป้าหมายเป็นสิ่งมีค่า มีความหมาย
และอยากใส่กางเกงเองในครั้งต่อๆไป
แต่ถ้าทำไม่ทัน ก็ให้โอกาสเขาใส่ใหม่
ให้เขาค้นพบด้วยตัวเองว่า
ยิ่งฝึก จะยิ่งเร็วขึ้น คล่องแคล่วชำนาญขึ้น

ข้อจำกัดเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง
เช่น ใส่เสื้อจะยากกว่าใส่กางเกง
ถ้าเขายังใส่ไม่ได้จริงๆ คุณต้องช่วยใส่ไปก่อน
ไม่ใช่ตะบี้ตะบันเอาให้ได้ดังใจ
แล้วเมื่อเห็นว่าเขาพอทำได้แล้ว
ก็ต้องให้เวลาตามสมควรด้วย เช่น
เมื่อใส่กางเกงได้ใน ๑๐ แป๊ะ
เสื้อก็ควรยืดเวลาให้เป็น ๒๐ แป๊ะ
เมื่อลูกทำได้ในกรอบเวลาที่คุณกำหนด
ค่อยเพิ่มความท้าทาย เช่น
เปลี่ยนจากตบช้าเป็นตบเร็ว
หรือกระทั่งรัวให้ระทึกใจ

ย้ำอีกว่า เป้าที่เป็นรูปธรรม ต้องมีกรอบเวลา
และมีรางวัลเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

<<<
เป้าหมายที่เป็นนามธรรม >>>
คือ เป้าที่ใจรู้สึกได้และบอกถูกว่า
มีระดับความเป็นสุขเป็นทุกข์มากน้อยเพียงใด
น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจขนาดไหน
มีผลกระทบทางความรู้สึกต่อคนรอบข้างแค่ไหน

สิ่งที่แตกต่างจากเป้าอันเป็นรูปธรรม คือ
เป้าอันเป็นนามธรรมนั้น
ไม่สามารถอาศัยกรอบจำกัดของเวลาในการบรรลุถึง

เริ่มต้นขึ้นมา
คุณต้องมีเป้าอันเป็นเครื่องตั้งความรู้สึกที่แจ่มชัด
โดดเด่นเป็นพิเศษ แตกต่างจากความรู้สึกอื่นๆ
เช่น ความสุขแบบสว่างเย็นในห้องพระ
จะได้มีเป้าว่า ถ้าเข้าห้องพระ
ต้องมีความสุขเกิดขึ้นให้ได้
อย่างน้อยรู้สึกดีขึ้นกว่าตอนก่อนเข้าห้องก็แล้วกัน

ความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์ของคนเรานั้น ได้ยินกันได้
เพราะแก้วเสียงจะถูกควบคุมโดยอารมณ์
อารมณ์ดีแก้วเสียงจะผลิตคลื่นเปิด ไพเราะ สดใส
อารมณ์แย่แก้วเสียงจะผลิตคลื่นปิด ระคาย หม่นหมอง
แม้เหล่านักอ่านใจในยุคโบราณ หรือนักจับโกหกยุคเรา
ก็เริ่มจับจุดฝึกกันจากการเงี่ยหูฟังน้ำเสียง
และระดับการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียงนี่เอง

เด็กน้อยจะไวกับสุขทุกข์ที่ปนมากับน้ำเสียงมากกว่าที่คุณคิด
ทดลองง่ายๆ ลองสวดอิติปิโสสั้นๆสักวรรคสองวรรค
แบบงึมงำหรือทื่อๆเป็นนกแก้วนกขุนทอง
สวดเสร็จถามลูกว่า เสียงของพ่อ/แม่ ฟังดูมีความสุขไหม?
ลูกตอบอย่างไรก็ช่าง จากนั้นให้ตั้งใจสวดใหม่
สวดแบบเปล่งเต็มเสียงด้วยเจตนาถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
กายไม่เกร็ง ฝ่าเท้าผ่อนคลาย ฝ่ามือผ่อนคลาย ใบหน้าผ่อนคลาย
สวดเสร็จถามลูกอีกทีว่า เสียงของพ่อ/แม่
ฟังดูมีความสุขกว่าเดิมมากไหม อันไหนเพราะกว่ากัน?
คำตอบจะช่วยให้ทั้งคุณทั้งลูกรู้ว่า
ความต่างระหว่างสวดงั้นๆกับสวดดีๆ ผิดกันขนาดไหน

บทสวดอิติปิโสเป็นเครื่องเย็นใจ
กระตุ้นให้เกิดการแผ่ความสุขออกมาจากกลางใจ
ถ้าตั้งเป้าสวดอิติปิโสอย่างมีความสุข ชัดถ้อยชัดคำสม่ำเสมอ
ให้ลูกนั่งพนมมือฟังไปเรื่อยๆสักเดือนเดียว
ลูกจะจำได้หมด โดยไม่จำเป็นต้องฝึกให้เขาท่อง
เพราะความสุขเป็นเครื่องเปิดหน่วยความจำให้ทำงานเต็มสภาพ
สัญญาณบอกที่เห็นได้ในลูก คือ บางทีเขาจะนึกสนุก นึกครึ้ม
ท่องตามคุณเอง หรืออยู่ๆก็สวดเล่นๆลอยๆขึ้นมาเองระหว่างวัน

ถ้าเห็นเขาจำได้แม้เพียงบางส่วน
แปลว่าเขาพอจะสวดตามได้
ให้กำลังใจเขาในการสวดตาม จะผิดจะถูก
หรือแม้แต่จะเล่นๆบ้าง หยุดๆบ้างก็ช่าง อย่าซีเรียส
รอให้เขาสวดตามได้ครบ แล้วค่อยชี้ให้สังเกตซ้ำว่า
เสียงของคุณพ่อคุณแม่มีความสุขไหม?
แล้วลูกเสียงดังเท่าเสียงของคุณพ่อคุณแม่ไหม?
ถ้าดังเท่ากัน ก็แปลว่ามีความสุขเท่ากัน ได้บุญเท่ากันนะ
และเพื่อให้ชัด คุณอาจใช้มือถือ
บันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐานเปรียบเทียบให้เขาฟังหลังสวดก็ได้

ถ้าสวดแล้วมีความสุข
ลูกจะอาศัยเสียงของตัวเองเป็นเครื่องสังเกตระดับความสุข
เป็นความสุขอันตั้งต้นจากการเลียนเสียงให้เหมือนพ่อแม่
เขาจะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จไม่ยาก
เพราะมีพ่อแม่เป็นเครื่องเกาะอยู่เรื่อยๆ

ย้ำอีกทีว่า เป้าหมายที่เป็นนามธรรมต้องไม่มีกรอบเวลา
ห้ามเร่งรัด ให้อาศัยความสบายที่สม่ำเสมอเป็นเครื่องสะสมสุข
ผลลัพธ์ต้องให้สังเกตเอาจากข้างในของเขา
ถามดูว่ามีความสุขไหม
อย่าล่อใจด้วยของรางวัลภายนอกเด็ดขาด
ต้องไม่มีเสียงปรบมือ ต้องไม่มีของเล่นมาติดสินบนสักชิ้น
เพื่อให้เขารู้ว่า ความสุขภายในนั่นแหละ รางวัลขั้นสูงสุดอยู่แล้ว

หากฝึกเล็งเป้าทางนามธรรมได้ถูกต้อง
เด็กจะเป็นคนใจเย็น รอได้ และมีความสุขอยู่กับตัวเอง
แม้โตขึ้น ศึกษาธรรมะขั้นสูงขึ้น
กระทั่งนึกปรารถนามรรคผล เจริญรอยตามบาทพระศาสดาบ้าง
ก็จะไม่ใช่ประเภทบ้าบอพูดถึงแต่มรรคผล
เอาแต่อยากได้มรรคผลแบบหวังให้ใครอุ้มไปนิพพาน
ทว่าจะเป็นพวกรู้ตัวออกมาจากสภาพภายในว่า
ใจยุ่งเหยิงอย่างนี้ไม่มีสิทธิ์ ไม่ใกล้เคียงเลย
ใจโปร่งเบาอย่างนี้พอมีสิทธิ์ มีความใกล้เคียงอยู่บ้าง
ตัวเองต้องทำเหตุอย่างไร ใจถึงจะมีสิทธิ์กับท่านบ้าง เป็นต้น

สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
หลังจากเด็กรู้จักตั้งเป้าหมายทั้งแบบรูปธรรมและนามธรรม
ก็จะโตขึ้นแบบคนมีเป้าหมายทั้งข้างนอกและข้างใน
ไม่ใช่พุ่งเป้าเอาแต่ข้างนอก
มีแต่เอาๆๆ ทั้งที่งงๆอยู่ ไม่รู้จะเอามาทำไมนักหนา
เพราะเขาจะสำรวจความสุขและความพอที่ข้างในเป็นด้วย
อีกทั้งเมื่อชีวิตถึงจุดที่ทำสมาธิเป็น นิ่งเย็นเป็น
ก็จะไม่เอาแต่มืออ่อนเท้าอ่อน เล็งเป้าเสพสุขอยู่ข้างในทั้งวัน
ทว่าจะรู้สึกอยากเคลื่อนไหว ไม่อยากขาดความกระตือรือร้น
นั่นแหละ! สมดุลของการมีชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง!