เด็กพุทธ... สมาธิยาว อารมณ์เย็น รู้ผิดรู้ชอบได้เอง

090816

เด็กพุทธ ไม่ใช่ดูกันตอนประกาศตัว
แบบนกแก้วนกขุนทองว่า เป็นพุทธมามกะ
ที่แท้ความเป็นเด็กพุทธ
ต้องดูว่ามีจิตวิญญาณความเป็นพุทธกันแค่ไหน

ทางจิตวิทยาตะวันตกสังเกตว่า
จิตทำงานอยู่สองแบบ
คือ จิตทำงานผ่านความคิด
กับจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด

จิตที่ทำงานผ่านความคิด
คือจิตสำนึก หมายถึงขณะของการใช้เหตุผล
ไม่ใช่คิดซัดส่ายฟุ้งซ่านไปเรื่อยแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้
ขณะฟุ้งซ่านจัด จิตสำนึกเกิดไม่เต็มดวง

ส่วนจิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
คนยุคเรามักเรียกกันว่าจิตใต้สำนึก
แต่ที่จริงแล้ว จิตที่ทำงานโดยไม่ผ่านความคิด
จำแนกไว้ ระดับ ได้แก่
จิตใต้สำนึก กระเดียดไปในทางการสั่งสมอะไรลบๆไว้
จิตไร้สำนึก มุ่งไปในทางสัญชาตญาณรู้แบบโลกๆ
จิตเหนือสำนึก เน้นไปในทางรู้สว่าง รู้พ้น เหนือโลก

ส่วนทางพุทธเรา จะให้เริ่มมองความเป็นจิต โดยเน้นเรื่อง
จิตเป็นกุศล (จิตสว่าง) หรืออกุศล (จิตมืด)
ถ้าจิตสว่าง จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้สว่าง อบอุ่น ปลอดภัย
ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เห็นเรื่องดีกระจ่างชัด
แต่ถ้าจิตมืด จะพลอยรู้สึกว่าโลกนี้มืด เยียบเย็น อันตราย
ก่อให้เกิดความคิดทำลายล้าง เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เด็กคนใดมีจิตสว่างเป็นปกติ
ชีวิตก็เหมือนมีเทวดานางฟ้าคอยดลใจ คอยบอกทาง
เช่น ถ้าจะเลือกเรียนให้สมตัว
ก็มีสมาธิแจ่มใสพอจะทราบอย่างกระจ่างว่า
ตัวเองโฟกัสกับสิ่งใดแล้วนึกชอบ
ถึงขั้นเห็นภาพทีเดียวว่า
ตัวเองเป็นใคร ทำอะไรได้ในระยะยาว
จึงจะมีชีวิตที่เป็นคุณ ไม่เป็นโทษ

จิตที่สว่างจริง จะเลือกทางสว่างเสมอ
เช่น ถ้ามาอยู่ตรงทางสองแพร่ง
ระหว่างให้ผิดศีลกับรักษาศีล
ก็ไม่ต้องชั่งใจเลือกกันนาน
จิตที่สว่างจะคัดทางมืดออกจากการรับรู้
ไม่เข้ามาเป็นตัวเลือกให้ตัดสินใจแต่แรกด้วยซ้ำ

ตรงนี้ ทางฝั่งตะวันตกจะมองว่า
เป็นจิตเหนือสำนึกที่แข็งแรงกว่าจิตสำนึก
คอยชักใยบงการจิตสำนึก
และมักมีการถกเถียงกันว่า
ถ้าจิตเหนือสำนึกเป็นของจริง
เราสร้างขึ้นมาได้ หรือต้องรอให้เกิดเองกันแน่
เพราะเป็นสิ่งลึกลับที่จับต้องยาก
พิสูจน์ยากว่ามาจากไหน
คล้ายมีอยู่แล้วก่อนเกิด
ไม่เกี่ยวกับว่า พ่อแม่ยากดีมีจนเพียงใด

ทางพุทธรู้คำตอบ คือ
จิตเหนือสำนึกเป็นสิ่งสร้างได้
โดยต้องปลูกฝังกันแต่เด็ก
อาศัยศรัทธานำ แล้วต่อยอดด้วยปัญญาตาม
ศรัทธานั่นแหละ ต้นทางของจิตเหนือสำนึก
ปัญญานั่นแหละ จิตเหนือสำนึกที่ฉายแสงแล้ว

คำถามคือ ตอนลงมือปลูกศรัทธา
เขาทำกันจริงๆอย่างไร
อันดับแรกให้ตั้งโจทย์ไว้เลย
จิตเหนือสำนึก ต้องเกิดก่อนจิตสำนึก
คือ ก่อนที่เด็กจะรู้ตัวว่า มีสิทธิ์คิดหรือไม่คิดอะไร
เราต้องสร้างจิตที่พร้อมคิดดีขึ้นมาให้ได้

เริ่มง่ายๆ คุณต้องมีห้องพระให้ลูก
ซึ่งไม่จำเป็นต้องแบ่งกั้นไว้โดยเฉพาะ
ความเป็นห้องพระนั้น ที่แท้แล้ว
ประกอบด้วยบุคคลมากกว่าสถานที่
ถ้าทั้งหมดที่คุณมีคือห้องเล็กๆห้องเดียว
ไม่มีผนังกั้นอยู่เลย
ก็ทำห้องนั้นเป็นห้องพระด้วยเสียงสวดมนต์
ตลอดจนการคุยกันต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจเด็ก
ได้แก่ พระพุทธรูปที่เห็นพ่อแม่กราบไหว้
และตั้งไว้ในที่สูง
ถ้าคุณสวดมนต์และกราบไหว้พระพุทธรูปให้ลูกเห็น
ตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ
เขาจะเกิดกุศลจิต สะสมความสุขขึ้นทีละน้อย
และเมื่อถึงเวลาพร้อมพอ
เขาจะพอใจคลานมานั่งพนมมือกับคุณเอง
ไม่ควรดึงเขาเข้าห้องพระก่อนหน้าสมัครใจเอง
เพราะเด็กยังดิบ ยังซน ไม่มีความสุขพอจะนิ่ง
ไม่ใช่ว่าเขาบุญน้อยหรือไม่มีบุญพอ

สิ่งที่ต้องทำไว้ในใจเหนือสิ่งอื่นใด คือ
ห้องพระต้องเป็นห้องที่มีบรรยากาศความสุข มีความสว่าง
อย่าเผลอทะเลาะกันให้ลูกเห็นในห้องพระ
และคุณต้องฝึกเปล่งเสียงสวดแบบเต็มปากเต็มคำ
เพื่อให้ทั้งห้องประจุอยู่ด้วยเสียงแห่งความสุข

วิธีง่ายที่สุดที่จะเปล่งเสียงอย่างเป็นสุข คือ
ตั้งใจถวายแก้วเสียงเป็นพุทธบูชา
แล้วจิตจะปรุงแต่งกายให้สบาย เป็นมหากุศลตามเอง
หลังสวดเสร็จ คุณจะรู้สึกถึง
บรรยากาศความสุขความสว่างที่ตกค้างอยู่
อย่าเพิ่งออกจากห้องพระ
ให้ใช้เวลาช่วงนั้นพูดคุยกับลูก
ถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวัน
หรือบอกเขาว่า
"
เล่าให้คุณพระคุณเจ้าฟังซิ วันนี้เล่นอะไรมาบ้าง"

ถามอย่างนั้น เด็กจะนึกได้ และเต็มใจเล่า
การเล่าเรื่องของตัวเองต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
จะช่วยให้เด็กโตขึ้นแบบคนไม่ลืมการกระทำของตน
และรู้สึกลึกๆ เหมือนมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง
มีสิ่งที่ใหญ่กว่าชีวิตเขารู้เห็นการกระทำของเขาอยู่
คอยเตือนใจเขาอยู่
ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานอย่างไร
ในที่สุดใจจะกลับไปตั้งอยู่ในจุดนั้นตลอดชีวิต

ถ้าบรรยากาศการเล่า มีเสียงหัวเราะ มีความเพลิดเพลิน
มีการชี้นำสั้นๆจากคุณประกอบไปด้วย
ก็จะกลายเป็นการสร้างความเคยชิน
ให้ลูกอยากมาหาความสุขจากห้องพระทุกวัน
ความสุขชนิดนั้นแหละ จุดชนวนความเป็นเด็กพุทธ
อยู่กับอะไรดีๆได้นานๆนั่นแหละ
ต้นเหตุของการเป็นคนมีสมาธิยาว อารมณ์เย็น
และรู้ผิดรู้ชอบได้เอง
โดยคุณแทบไม่ต้องเหนื่อยสอนให้ยากเลย!