ทักทายอย่างมีพลัง 

ทักทายอย่างมีพลัง

 

ความไม่มั่นใจในตนเองจัดเป็นความเสียหายทางจิต และอาจเป็นถึงหายนะของชีวิต

ผู้คนมากมายขาดความเชื่อมั่นในตนเองเมื่อจะต้องสื่อสารกับผู้อื่น จะเป็นเพราะเกิดประสบการณ์แย่ๆทับถมกันมาท่าไหนก็ช่างเถอะ เอาเป็นว่าแค่เริ่มต้น หลายคนก็หงอแล้ว ทำท่าเหมือนพะอืดพะอมที่จะต้องตั้งหลักเจรจาแล้ว

แล้วคุณจะแปลกใจ หากทราบว่าเคล็ดลับมันมีอยู่นิดเดียว คือตั้งต้นเจรจา หรือ ‘ทักทาย’ ให้มีพลัง แล้วรูปแบบการสื่อสารทั้งหมดของคุณจะแตกต่างไป อาจจะทีละน้อยหรือพรวดพราด นี่เป็นความรู้จากจิตที่ไม่ต้องพึ่งพาตำราจิตวิเคราะห์ไหนๆ หากคุณทักทายได้อย่างมีพลัง ขอให้สำรวจดูเถิดว่าทุกอย่างเริ่มจากการ ‘ตั้งจิต’ ไว้ถูกเท่านั้น

ก่อนอื่นลองสังเกตจากตาเปล่าๆ หูเปล่าๆของคุณเอง พอบางคนทักทายคุณ คุณจะเกิดความรู้สึกที่พิเศษ หรือประทับลงในความทรงจำขนาดที่ว่าเวลาคุณนึกถึงเขา ก็อาจนึกถึงเสียงทักของเขาก่อนหน้าตาและพฤติกรรมทั้งหมดของเขาเสียอีก สรุปง่ายๆว่าคนๆหนึ่งอาจดูมีเสน่ห์เพียงเพราะทำให้คนติดใจแรงปะทะวูบแรกที่มีมาจากคำทักทายเท่านั้น ไม่สำคัญเลยว่าเขาจะหน้าตาดีหรือเหลาเหย่เพียงใด

จุดสรุปสั้นๆที่จะทำให้การทักทายของคุณมีค่า และสามารถชนะใจคนถูกทักไปกว่าครึ่ง ก็คือ ทำให้เขารู้สึกว่าคุณดีใจที่เห็นเขา และเต็มใจที่จะเปล่งเสียงขานชื่อของเขา หากฝึกดีๆคุณจะมีคำทักทายที่เป็นเสมือนกระสุนเชื่อมไมตรีที่ยิงเข้าหัวใจคนได้ทุกครั้ง

เพื่อจะรู้ตัวว่าปัจจุบันคุณทักทายแบบแหยๆหรือทักทายแบบคนเจ้าเสน่ห์ ขอให้ไปยืนหน้ากระจกที่เห็นได้ทั้งตัว เสมือนกำลังเผชิญหน้ากับคนอื่นอยู่ แล้วเปล่งเสียงว่า “สวัสดีคุณ (ตามด้วยชื่อคุณเอง)”

หลังจากเห็นและได้ยินเสียงทักของตัวเองแล้ว หากรู้สึกแจ่มใส รู้สึกยินดี หรือรู้สึกสดชื่นขึ้นกว่าเดิม ก็แปลว่าใช้ได้อยู่แล้ว เสียงทักของคุณมีสิทธิ์ทำให้คนถูกทักดีใจได้เลย แต่หากรู้สึกทะแม่งๆ หรือกระทั่งรู้สึกห่อเหี่ยว มีอาการคล้ายกล้ำกลืนก้อนฝืนอยู่ในอก อันนี้ก็ขอให้ปรับแต่งเสียใหม่ เอาให้รู้สึกว่าเงาในกระจกมันทักคุณเหมือนดีใจที่ได้เห็นคุณ และเหนี่ยวนำให้คุณพลอยดีใจที่ได้เห็นมัน นั่นแหละถึงจะเอาไปใช้งานได้

ลองมาดูกันว่าเสียงทักที่เปล่งออกมาจากความดีใจมีอะไรบ้าง

๑) วิธีเปล่งเสียง ระดับเสียงต้องดังพอประมาณ พอเหมาะกับระยะห่าง หากแผ่วเกินไปแปลว่าไม่เต็มใจทัก หรือคนถูกทักไม่มีค่า หากดังเกินไปอาจเหมือนข่มขู่คุกคาม หรือตะโกนไล่มากกว่าตั้งใจทักกันดีๆ ตอนฝึกกับกระจกเงา ขอให้ตั้งระยะห่างต่างๆกัน แล้วสังเกตดูว่าแต่ละระยะเหมาะกับความดังระดับไหน เลือกเอาที่รู้สึกว่าเกิดความเด่นดังของเสียงทักมากพอก็แล้วกัน

๒) ความหนักแน่นชัดเจนของชื่อคนที่คุณทัก ถ้าที่ผ่านมาคุณทักแบบไม่เอ่ยชื่อ ต่อไปนี้หัดเอ่ยเสีย และต้องเอ่ยให้กระชับ คมชัด และหนักแน่นด้วย ชื่อของแต่ละคนจะมีวิธีออกเสียงได้หลายแบบ เมื่อลองขานชื่อตัวเองกับกระจกเงา ขอให้สังเกตว่าชื่อคุณเองก็มีวิธีทอดเสียงและขับเน้นเสียงแต่ละพยางค์ได้ต่างๆกัน และจะมีอยู่วิธีหนึ่งที่น่าฟังที่สุด ขอให้นำความช่างสังเกตแบบเดียวกันไปใช้ทักคนอื่นๆด้วย

๓) กระแสความรู้สึกที่คุณมีต่อคนที่คุณทัก ใจที่สดใสย่อมก่อให้เกิดเสียงที่สดใส และสร้างบรรยากาศน่ายินดีของการพบกัน แต่ใจที่ ‘แกล้งสดใส’ อาจก่อให้เกิดความรู้สึกฝืดฝืนขึ้นมาแทนตั้งแต่วินาทีแรกที่พบกัน เมื่อฝึกอยู่หน้ากระจก ขอให้สังเกตจิตตัวเองดีๆ คุณจะเห็นจิตตัวเองผ่านยิ้มบนปาก ผ่านยิ้มในตา และผ่านยิ้มแห่งรัศมีของจิต ยิ้มที่ออกมาจากใจสดใสจริงๆจะเฉิดฉาย อิ่มเต็ม ปราศจากความครึ่งมืดครึ่งสว่างให้สำเหนียกรู้สึก

คนเราจะยิ้มสวยที่สุดตอนฉีกมุมปากออกจนสุด แต่การยิ้มละไมในหน้าก็เพียงพอจะเป็นสัญลักษณ์ของความดีใจที่ได้เจอกัน ลองมองตัวเองในเงากระจก และเห็นตามจริงว่าวิธีรักตัวเองที่ดีที่สุดคือหัดรู้สึกดีกับตัวเอง เมื่อรู้สึกดีกับตัวเองได้ ปากจะยิ้มออกมาเอง ขอให้คุณจำความรู้สึกนั้นไว้ และนำไปใช้ทักคนอื่นเสมือนคุณกำลังรู้สึกดีที่สุดกับตนเองตอนอยู่หน้ากระจกเงา ความรู้สึกด้านดีที่เกิดขึ้นกับคนถูกทัก จะย้อนกลับมาเป็นกำลังให้คุณรู้สึกดีกับการทักทายผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ

๔) วิธีมองหน้า หลายคนเอ่ยปากทัก แต่สายตาหันไปมองทุ่งหญ้าหรือเสาไฟฟ้าข้างทางเสียแทน อาจเพราะเขาไม่มีค่าพอ คุณไม่ควรมองว่าคนที่ถูกทักมีเกียรติหรือไร้เกียรติ ขอให้มองว่ามนุษย์ทุกคนควรค่าต่อคำทักทายที่ดี ที่มีพลังความสดใสจากคุณเสมอ ความรู้สึกในใจว่าพวกเขามีค่าพอ จะย้อนกลับมาทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองมีค่าอยู่เสมอ สดใสเสมอ อีกประการหนึ่งอย่าจ้องหน้าอีกฝ่ายจนกลายเป็นส่งแรงกดดันให้เขาเกิดความอึดอัด การมองเต็มตาไม่ใช่การทำตาถลน ทดลองปรับสายตาหลายๆแบบจนกว่าจะเกิดความรู้สึกดีที่สุด แล้วจำไว้ใช้กับคนจริงๆในโอกาสต่อไป

๕) ความงามในการไหว้หรือการโบกมือทักทาย ไทยเรามีกิริยาทักทายอันนุ่มนวล แต่ไม่ค่อยใช้ประโยชน์จากตรงนี้กันเท่าไหร่ โดยเฉพาะยามต้องเป็นฝ่ายทักทายผู้ใหญ่ก่อน ความสดใสในน้ำเสียงอันแฝงไว้ซึ่งความนุ่มนวลในมือที่พนมและศีรษะที่ก้มแล้วนั่นแหละ สุดยอดเสน่ห์ไทย คุณดูในกระจกให้เต็มตาว่าการไหว้ของคุณอ่อนน้อมพอหรือยัง ขอให้สังเกตว่าถ้าสามารถทำเงาในกระจกให้อ่อนน้อมงดงามได้ ใจคุณจะอ่อนโยนเยือกเย็นยิ่ง และหากผู้ถูกทักไม่ใช่คนที่คุณจะต้องไหว้ ก็อาจมีภาษากายอื่นๆเช่นโบกมือให้หรือค้อมศีรษะนิดหนึ่ง ขอให้สังเกตว่าแม้ภาษากายที่ไม่ใช่การพนมมือไหว้ ก็จัดเป็นเครื่องเหนี่ยวนำให้จิตเกิดความกระด้างหรืออ่อนโยนได้เช่นกัน เลือกเอาแบบไหนก็ได้ที่คุณชอบ แต่ขอให้แฝงไว้ด้วยไมตรีอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้างก็แล้วกัน

เพียงฝึกทักทายอย่างมีพลัง แม้คุณกำลังเป็นโรคชอบเก็บตัว เบื่อหน่ายผู้คน หรือกระทั่งหวาดกลัวสังคม ก็อาจลดดีกรีของโรคลงได้ เผลอๆอยากออกไปหาคนทดลองทักเล่นบ่อยๆอีกต่างหาก

เพียงฝึกทักทายอย่างมีพลัง แล้วเอาไปทักศัตรูบ่อยๆ ศัตรูของคุณจะหายไปจากโลก แล้วเกิดมิตรสหายขึ้นแทนที่ ถามตัวเองว่าทำไมคุณต้องทักทายศัตรูด้วยความเงียบและสายตาชาเย็น ลองทักให้เหมือนเพื่อนรักทักกันดูซิ อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าทักดีๆได้แล้วมองย้อนไป ก็จะตระหนักว่าเสียงคนเราไม่ได้น่าฟังขึ้นมาด้วยความเกลียดชังแต่อย่างใดเลย ความรักและความดีใจต่างหาก ที่เป็นแหล่งกระจายประกายเสียงอันไพเราะน่าชื่นใจ คุณจะยอมให้คนอื่นเป็นเหตุเกิดเสียงน่ารังเกียจในตัวคุณไปทำไม

เพียงฝึกทักทายอย่างมีพลัง อาจแก้โรคปากเสียได้อย่างคาดไม่ถึง เพราะถ้ามองในแง่กรรมวิบากแล้ว การทักทายนับเป็นจุดเริ่มต้นของกรรมทางวาจาในแต่ละครั้ง เมื่อจุดชนวนวจีกรรมให้เป็นกุศลเสียได้ สิ่งที่ตามมาก็มีแนวโน้มเป็นกุศลไปด้วย ขอให้สังเกตเถิดว่าหลังจากทักทายเป็น คุณจะอยากพูดอะไรดีๆมากขึ้น และเมื่อพูดดีได้ตลอดรอดฝั่ง คุณย่อมอยากจากลาด้วยการทิ้งท้ายที่น่าประทับใจ

สรุปคือเมื่อพยายามปรับปรุงพัฒนาการทักทายให้มีคุณภาพ มีพลัง และมีกุศลจิตอยู่เบื้องหลัง ผลกรรมที่ชัดเจนภายในเวลาอันสั้นคือคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น สมาธิในการเจรจาที่หนักแน่นขึ้น ตลอดจนความรู้สึกเกี่ยวกับตนเองที่สดใสขึ้น


 

ถ้าทักทายไม่เป็น

ก็ยากที่จะริเริ่มทำอะไรเป็น