ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลก 

ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลก

 

คอลัมน์ ‘คิดจากความว่าง’ ที่ลงในฉบับนี้ น่าจะพอดีหรือใกล้เคียงกับปีใหม่ ศักราชสมมุติสำหรับชาวพุทธว่าเป็น ๒๕๔๙ และศักราชสมมุติสำหรับชาวคริสต์ว่าเป็น ๒๐๐๖ ส่วนมนุษย์ถ้ำคงไม่มีตัวเลขอะไรให้นับ แค่มีหน้าที่ลืมตามาดูพระอาทิตย์ขึ้นอีกหนหนึ่ง โดยไม่อาจทราบว่าเป็นรุ่งอรุณของปีที่สี่พันล้านกับเศษเท่าไรตามอายุโลกใบนี้

ในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง ผมขอส่งความสุขด้วยความตั้งใจเขียนบทความให้คุณๆอ่านแล้วระลึกถึงความสุขที่แปลกใหม่ สมกับความสดใหม่ของวันสมมุติตามเทศกาลนะครับ

 

ตามความเห็นของผม ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดในโลกของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ทว่าก็น่าจะมีความเหมือนกันอยู่ประการหนึ่ง คือของชิ้นนั้นทำให้ผู้รับมีความสุขสูงสุด หรืออย่างน้อยก็เหนือกว่าความสุขจากการได้รับของขวัญชิ้นอื่นๆทั้งหมดซึ่งเคยได้รับมาแล้วทั้งชีวิต

ผู้หญิงบางคนได้แหวนเพชรพร้อมคำสัญญาจากชายคนรักที่ตนมาดหมายว่าจะแต่งงานครองคู่กัน นาทีที่ได้รับแหวนเพชรจะเป็นนาทีแห่งการจดจำ และแหวนเพชรนั้นก็จะมีค่าเหนือแหวนวงอื่นใดทั้งหมด แม้ชายคนเดิมจะซื้อแหวนราคาสูงลิบลิ่วกี่สิบเท่าให้อีกในหลายปีต่อมา แหวนวงใหม่ก็จะไม่มีค่าทางใจได้เท่าเลย เพราะไม่อาจส่งสัญญาณน่าดีใจถึงขีดสุดเช่นวาระหนึ่งเดียวนั้นได้อีกแล้ว

พนักงานบางคนได้รับโบนัสจากองค์กรที่ตนอาบเหงื่อต่างน้ำให้มานาน เป็นโบนัสที่มากพอจะปลดหนี้ปลดสิน แถมเอาไปลงทุนสร้างหลักสร้างฐานให้เกิดความอุ่นใจในชีวิตได้ โบนัสก้อนนั้นก็จะไม่ถูกลืมไปทั้งชาติ กล่าวได้เต็มปากว่าจะเป็นโบนัสที่ทำความปลาบปลื้มให้ได้เหนือโบนัสก่อนหน้าและตามหลังมาแบบทิ้งขาด

คนจนบางคนได้รับโบนัสจากวิบากกรรม ถูกหวยรวยล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ ได้สะดุ้งตาตื่น ฉีกยิ้มถึงใบหูไปเป็นปีกับเงินหลายสิบล้าน แม้ว่าต่อมาไม่อาจรักษาลาภลอยเอาไว้ได้ ชั่วชีวิตที่เหลือก็ย่อมพร่ำพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงของขวัญที่ดีที่สุดในชาตินี้ของตนอย่างไม่เหน็ดหน่าย

มาส่องกันชิดๆให้เห็นกันชัดๆ แหวนเพชรเองไม่ใช่สิ่งล้ำค่าสูงสุด เงินโบนัสจากองค์กรมากแค่ไหนก็ยังมีเงินก้อนโตกว่านั้นรออยู่ในวาระใดวาระหนึ่ง และการถูกหวยรวยด้วยลาภลอยก็ใช่จะวิเศษกว่าลาภลอยก้อนอื่นได้สักกี่น้ำ ฉะนั้นการที่วัตถุชิ้นหนึ่งๆจะเป็นของขวัญที่ดีที่สุดในโลกได้ จะต้องผูกโยงกับจิตใจ คือมีค่า มีความหมายทางใจ ชวนให้ปลาบปลื้มเป็นล้นพ้น หรือทำให้รู้จักยอดแห่งความสุขฝังแน่นไม่รู้ลืม

พูดให้ง่าย ถ้าตีค่าของขวัญด้วยระดับความสุขก็แปลว่า สิ่งใดทำความสุขให้ได้อย่างพิเศษ สิ่งนั้นควรค่าแก่การเรียกว่า ‘ของขวัญ’ แต่สิ่งใดไม่ทำให้เกิดสุข ใจเราก็เห็นของนั้นเป็นวัตถุธรรมดาชิ้นหนึ่ง ข้ามเดือนนิดเดียวอาจลืมแล้วด้วยซ้ำว่ามันมาตั้งอยู่ในบ้านคุณได้อย่างไร ใครเป็นคนซื้อหาหรือให้มาเมื่อครั้งเทศกาลไหน

สรุปแล้วในเทศกาลดีๆอย่างปีใหม่ คนเราต้องการความสุข และความสุขก็มักมาในรูปของการคาดหวังว่าจะได้ของขวัญแจ่มๆสักชิ้น ทีนี้น่าคิดนะครับว่าของขวัญปีใหม่ทั้งหมดรวมกันทำให้คุณเป็นสุขได้แค่ไหน

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่าปีใหม่นี้กับปีใหม่ก่อน งวดไหนมีความสุขกว่ากัน?

คุณเคยตั้งเป้าไหมว่าปีต่อไปจะเริ่มเอาใจใส่กับความสุขของตัวเองเสียที?

คุณเคยวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนไหมว่าทำอย่างไรจะบรรลุเป้าหมายคือมีความสุขขึ้นกว่าเดิม?

ถ้าไม่เคยคิด ก็แปลว่าคุณไม่เคยให้ของขวัญปีใหม่กับตัวเองมาก่อน จะรอจากคนอื่นท่าเดียว ซึ่งก็เป็นธรรมเนียมของมนุษย์มนาสามัญกันอย่างนั้นแหละ ไม่ผิดแปลก หรือสมควรตำหนิติเตียนตนเองเลย

ถึงแม้ถ้าคุณตอบว่า ‘เคยคิด’ แต่เป็นการเคยคิดแบบผิวๆเผินๆ เช่นคิดวางแผนกับเพื่อนฝูงว่าปีใหม่จะทำอะไร ไปตักตวงความสุขกันย่านไหน จะได้ให้รางวัลกับชีวิตผิดจากปีที่แล้ว อันนั้นผมก็ไม่อยากนับเป็น ‘ของขวัญปีใหม่’ สำหรับตัวคุณเองจริงๆจังๆนักหรอก ในเมื่อคุณยังสามารถห้อไปมีวันชื่นคืนสุขทำนองเดียวกันนั้นเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องรอปีใหม่ และถ้ามันไม่ใหม่จริง ไม่ได้พิเศษวิเศษวิโสจริง คุณจะเรียกมันเต็มปากเต็มคำว่าเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองไปทำไม ตีค่าเป็นของขวัญวันหยุด หรือของขวัญชั่วโมงว่างก็ได้

ยิ่งถ้าคุณตอบตัวเองว่าปีใหม่จะทำใจให้สดใสซาบซ่า ลืมทุกข์ลืมโศก ลืมโรคเครียดที่หมักดองมาทั้งปีสักสองวัน อันนั้นก็ยังน่าหดหู่อยู่ดีครับ มันเรื่องอะไรที่เราต้องรอฤกษ์เสวยสุขปีละหน? มันเรื่องอะไรที่เรามาหลอกตัวเองว่าวันดีปีใหม่ทำใจให้สดใสสักสองวัน? มันเรื่องอะไรจะต้องรอชาวบ้านประดับประดาร้านรวงด้วยป้าย Happy New Year ถึงค่อยมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา?

ทำไมเราถึงให้ความสุขกับตัวเองไปเรื่อยๆไม่ได้? คำตอบสำหรับชาวอมทุกข์และนักยอมแพ้ชีวิต มักเป็นอะไรที่สำเร็จรูปทำนองว่า ‘เพราะไม่มีใครเลือกชีวิตใหม่ได้ตามใจชอบ’

จริงครับ ชีวิตใหม่เลือกไม่ได้ง่ายๆ ชีวิตใหม่ไม่ได้มีในปีใหม่สมดังคำอวยพรที่มนุษย์ชอบ ‘แกล้งปลอบ’ กันเองชั่วครู่ มนุษย์โลกหรือมนุษย์ต่างดาวที่ไหนจะมีชีวิตใหม่กันได้ทุกปีเล่า ชีวิตจริงไม่ใช่ความฝัน ตื่นขึ้นมาเรื่องร้ายจะได้หายไปหมด

หากยังคงอยากฝืนมองชีวิตเหมือนฝันไป อย่างน้อยก็ต้องยอมรับนะครับว่าฝันของพวกเรามีเหตุผล มีต้นปลาย และมีความคงเส้นคงวาไม่กลับไปกลับมาง่ายนัก คนเคยติดคุก ๒๐ ปีย่อมรู้ดีว่าตื่นมากี่ครั้งก็เจอลูกกรงทุกครั้ง ฉันใดก็ฉันนั้น คนอยู่นอกคุก ๑๐๐ ปีย่อมรู้ดีว่าตื่นมากี่ครั้งก็ต้องเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองสร้างทำไว้ ฝากคำพูดทิ้งไว้ ตลอดจนคิดอ่านค้างในหัวไว้ ไม่ใช่เรื่องที่จะหลบลี้หนีหน้าหรือเลิกรากันง่ายๆ

แล้วแก้วสารพัดนึกดวงไหนที่จะบันดาลสุขอย่างยั่งยืนให้เราได้? มีอยู่ครับ มีอยู่จริงๆ ตอบกันได้ง่ายๆไม่ต้องอมพะนำนาน สิ่งเดียวที่ทำให้คุณเป็นสุขได้ยั่งยืนคือ ‘ใจใหม่ที่ไม่อยากเกินจริง’ ครับ

ไม่เกินจริงเป็นอย่างไร? ก็คือไม่เกินจากขอบเขตความเป็นจริง เรารู้จักชีวิตของตัวเองได้จริงแค่ไหน ก็จำกัดความอยากไม่ให้กระฉอกหกตกเกินออกมาแค่นั้น

ไม่อยากเป็นหัวหน้า ทั้งที่ความสามารถยังควรเป็นลูกน้อง

ไม่อยากได้แฟนสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ตัวเองยังไม่สมบูรณ์แบบ

ไม่อยากซื้อของแพง ทั้งที่ค่าแรงยังไม่แพงเท่าใดนัก

เมื่อจำกัดวงความอยากได้ตามจริง ทุกข์ที่เกินจริงก็ไม่ปรากฏ และยิ่งดีไปกว่านั้น หากคุณรู้สึกถึงสัจธรรมอันประณีต ความอยากเกินจริงก็จะยิ่งถูกตีวงจำกัดแคบเข้ามาเรื่อยๆ กระทั่งไม่หลงเหลือความอยากที่เกินจริงใดๆเลย ตรงจุดนั้นคุณจะพบว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องทุกข์ทางใจด้วยเรื่องไหนๆเลย

เมื่อเห็นตามจริงได้ว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง คุณจะไม่ทุกข์เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งแปรปรวนไป

เมื่อเห็นตามจริงได้ว่าทุกสิ่งไม่อาจควบคุมบัญชา คุณจะไม่ทุกข์เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ตามใจคุณ แต่ตามใจเฉพาะเหตุปัจจัยที่บีบคั้นให้มันเกิด

 

ในทางปฏิบัติ เพื่อมีใจใหม่ที่ไม่อยาก ก้าวแรกคือเริ่มจากการสร้างความสามารถในการยอมรับความจริงที่เล็กน้อยก่อน แล้วค่อยฝึกเขยิบไปยอมรับความจริงที่ละเอียดอ่อนยิ่งๆขึ้น ถ้าหาไม่เจอว่าความจริงไหนที่ ‘เล็กน้อย’ ก็ลองดูว่าตัวเองหงุดหงิดรำคาญกับเรื่องใดโดย ‘ไม่จำเป็น’ พอเจอเรื่องนั้นก็เอาเรื่องนั้นเป็นบทฝึกบทแรก เมื่อใดเป็นทุกข์ขึ้นมา ขอให้ระลึกว่าคุณอยากหนี ทั้งที่หนีไม่ได้ ไม่อยากยอมรับ ทั้งที่จำเป็นต้องยอมรับ คิดๆแค่นี้หลายครั้งเข้า คุณก็จะเกิดอาการคลิก แล้วยอมรับว่ามีเหตุ มีปัจจัยบีบให้เรื่องนั้นต้องเกิดอยู่ คุณทุกข์หรือไม่ทุกข์มันก็ต้องเกิด เมื่อนั้นใจจะ ‘เลิกอยากหนีทุกข์โดยขาดความสามารถที่สมเหตุสมผล’ พอหมดอยากเมื่อไร จะพบใจที่เยือกเย็นเป็นสุขอย่างเรียบง่ายขึ้นมาทันที

มีคนๆเดียวในโลกที่ให้ของขวัญเป็น ‘ใจใหม่’ กับคุณได้ แน่นอนว่าคนๆนั้นไม่ใช่แฟนของคุณ ไม่ใช่ลูกของคุณ ไม่ใช่เพื่อนรักของคุณ ไม่ใช่เจ้านายของคุณ และไม่ใช่กระทั่งพ่อแม่พี่น้องอันเป็นสุดที่รักของคุณ แต่ต้องเป็นตัวคุณเองครับ เพราะไม่มีใครสะกดจิตให้คุณเลิกอยากในสิ่งที่ไม่สมควรอยากได้เลย เว้นแต่การทำความเข้าใจ และการเต็มใจที่จะมองเห็น เต็มใจที่จะยอมรับด้วยสติปัญญาของตนเอง

เคล็ดลับในการมีสุขที่ยั่งยืนของพระพุทธเจ้านั้น มิใช่การแสวงหาความสุขแปลกใหม่ไปเรื่อยๆ ทว่าเป็นการมองให้เห็นจริง ว่าต้นเหตุแห่งทุกข์คือความอยาก เมื่อหมดอยากก็หมดทุกข์ การหมดทุกข์นั่นเองคือความเป็นสุข เยือกเย็นดุจน้ำเรียบเท่าแผ่นกระจกใสที่ไร้การไหวติง ผมขอรวบยอด ‘ความจริงแบบพุทธ’ เป็นรูปประโยคที่จำง่ายคือ


 

อยากสุขแล้วเป็นสุขสมหวัง

ภายหลังจะต้องทุกข์เพราะอยากสุขอีก

แต่เห็นทุกข์แล้วละเหตุแห่งทุกข์ได้

ภายหลังจะสบายเมื่อหายอยากสิ้นแล้ว