ยังเดียวดายถ้าตายไปใครจะเห็น
หลายๆคนคงเคยได้ยินเพื่อนฝูงหรือตัวเองบ่นๆทำนองนี้มาบ้าง
โดยเฉพาะพวกที่อยู่คนเดียว แล้วก็แบ่งเวลาไว้สำหรับนั่งฟุ้งซ่านนานๆ
ถ้ามองว่าตัวเองเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งในบ้านหรือในห้องพัก
แน่นอนครับ ตายไปไม่มีใครเจอหรอก อยากผุพังก็ผุพังไป
แต่คนตายทั้งคนนี่ในที่สุดจะเหม็นพอๆกับช้างเน่า อย่างน้อยก็ต้องส่งกลิ่นบ้าง
อีกอย่างคนไม่เหมือนเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่มีใครมาเยี่ยม วันหนึ่งต้องมีคนมาหา
อาจจะสองวัน สองอาทิตย์ สองเดือน แต่ไม่น่าจะเกินสองปี
หากให้หลักแหล่งที่อยู่ไว้กับใคร ในที่สุดเขาก็ต้องมาตามตัวด้วยธุระติดค้างอย่างใดอย่างหนึ่งจนได้
ส่วนเขาจะเจอกองกระดูกในเสื้อผ้าชุดสุดท้ายของคุณอยู่ในท่าไหน
ยังประกอบเป็นโครงดีหรือเริ่มมีตัวอะไรมาลากไปกองคนละทางสองทางแล้ว
นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมเดาเอานะครับ
จากการเห็นว่าในโลกความเป็นจริง หลายรายอยู่ตัวคนเดียว มีเงาตัวเองเป็นเพื่อน
ไม่มีสมาชิกอื่นอยู่ร่วมบ้านเลย
ซึ่งก็น่าจะแปลว่าวันนี้นาทีนี้อาจมีผู้คนจำนวนหนึ่งล้มตาย สูญหาย
ขาดการติดต่อกับชาวโลกไปเฉยๆโดยไม่มีใครรู้เห็น ยิ่งถ้าญาติน้อย
ยิ่งถ้าไม่ค่อยติดต่อกับใคร ยิ่งถ้าหายหน้าไปนานๆเป็นปกติ พวกนี้แหละจะเจอศพยาก
บางคนนั้นใช่ว่าเขาไม่อยากมีเพื่อน
ไม่อยากมีญาติ ไม่อยากพบปะใครต่อใครนะครับ
เพียงแต่ว่าชะตาชีวิตเหมือนถูกขีดให้ต้องอยู่คนเดียวเหงาๆตลอด
อาจเพราะทำงานข้ามจังหวัด หรืออาจเพราะอยู่กับใครแล้วต้องทะเลาะเบาะแว้งเรื่อย
หรืออาจเพราะหาคนคอเดียวกันไม่เจอ ก็เลยจำใจปลีกวิเวกเป็นอาจิณ
ปลีกไปปลีกมาเลยกลายเป็นการโดดเดี่ยวตนเองอย่างถาวรในที่สุด
คุณเชื่อไหม
ถ้าอยู่คนเดียวแล้วเหงาจะชอบคิดถึงความตายบ่อยๆ คือบางทีไม่ได้ อยากตาย หรือคิดจะลงมือฆ่าตัวตายนะครับ
แต่อารมณ์เหงา เศร้า หดหู่ มักนำไปสู่จินตนาการเกี่ยวกับจุดจบของชีวิตเสมอๆ
แต่ให้ตายจริงอาจยังแหยงๆอยู่
เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาเปรียบเทียบตัดสินว่าระหว่างอยู่หรือตายดีกว่ากัน
คนส่วนใหญ่ฝากชีวิตไว้กับคนอื่น
คือถ้าไม่มีสังคม ถ้าไม่มีการยอมรับกัน ถ้าไม่มีความอบอุ่นใจ
ถ้าไม่มีความรื่นเริงบันเทิงสุข ก็เหมือนไม่รู้จะอยู่ไปทำไมคนเดียวให้เปลี่ยวเปล่า
การอยู่อย่างเดียวดายดูเป็นเรื่องน่ากลัวกว่าความตาย
มีน้อยครับ น้อยเท่าน้อยที่อยู่คนเดียวเพราะอยากเป็นส่วนตัว
อยากทำงานโดยไม่มีใครตอแย อยากทำสมาธิโดยไม่มีคนทำเสียงกุกกักรบกวน
อยากเห็นจิตของตัวเองสว่างโร่ไม่รู้หรี่ เสพวิเวกสุขอย่างสำเริงสำราญหนำใจ
คนพวกนี้จะมีลักษณะประหลาดในสายตาชาวบ้าน เพราะอยู่คนเดียวแต่ท่าทางไม่เหงา
ไม่ทำตาเศร้า ตลอดจนไม่มีท่าว่าเป็นนักเล่าเรื่องชวนฟุ้งซ่านให้ผนังบ้านฟัง
ไม่ขังตัวเองไว้กับอดีต ไม่ขีดเขียนข้อความเกี่ยวกับอนาคตอันว่างเปล่า
ไม่ร้อนหนาวกับความเป็นหรือความตาย
ระหว่าง
คนทั่วไป กับ คนไม่กลัวความโดดเดี่ยว ต่างกันอย่างไร?
ลองคิดดูเล่นๆ เอาแค่สองสามข้อพอนะครับ
คนทั่วไปมองความมีชีวิตเป็นเรื่องธรรมดา
อยู่ๆให้ผ่านไปวันๆเถอะอย่าคิดมาก ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องมีผลงานให้นึกถึง
ไม่คิดสร้างประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ไม่มีการทำบุญตามโอกาส แถมแปลกแต่จริง
ที่บางคนไม่อยากตาย แต่ก็ชอบนอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น เห็นที่นอนเมื่อไหร่จะหมดเรี่ยวแรง ตาปรอยแขนขาอ่อนปวกเปียกทันที
พูดง่ายๆคนพวกนี้ไม่อยากตายเพราะจะได้อยู่เพื่อนอนนั่นเอง
เกรงว่าตายแล้วจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาวอีกต่อไปกระมัง
แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว
มักอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ใช่ลิงนะครับ คือเคยชินกับการทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา
เสร็จจากนี่เดินไปโน่น เสร็จจากโน่นผันไปทางโน้นต่อ
เรื่องที่ทำก็มักเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าวันไหนในชีวิตผ่านไปโดยปราศจากการลงมือกระทำการ
วันนั้นจะตะครั่นตะครอ หรือตะคริวจะถามหาเอา
คนพวกนี้จะเห็นประโยชน์ของการมีชีวิตอยู่เพื่อให้ได้ทำอะไรไปเรื่อยๆ
ถ้าจะกลัวตายก็อาจมีเหตุผลคือเกรงจะไม่ได้ทำอะไรที่ตัวเองชอบอีกแล้ว
คนทั่วไปมองความตายเป็นเรื่องพิเศษ
สมควรที่โลกจะต้องรับรู้การจากลาชั่วนิรันดร์ของเขา
หากทราบว่าอาจต้องตายแบบไม่เป็นที่รับรู้ จึงเกิดความสงสารตัวเองเป็นพิเศษ
ประมาณว่า โถ
ชีวิตบัดซบ ดูซิตอนอยู่ก็ไม่มีความสำคัญ แม้ตอนตายก็ไม่มีใครแลเห็น
เหตุใดจึงน่าอนาถขนาดนี้ จินตนาการไปไกลถึงขั้นเห็นศพตนเองนอนอวดซากอย่างโจ๋งครึ่ม
อาจเป็นภูเขาหนอน หรืออาจเป็นแหล่งผลิตกลิ่นน่าคลื่นเหียน
หาโลงห่อหุ้มกันอุจาดมิได้
แต่สำหรับคนไม่กลัวความโดดเดี่ยว
งานที่ชอบใจบางอย่างอาจต้องลุยป่าลุยเขา หรือออกต่างจังหวัดลับหูลับตาญาติมิตร
เขาก็ไม่มีเวลาคิดว่าตัวเองอาจตายในท่าไหน เมื่อไหร่
อย่างไร อาจตายใต้ต้นไม้ตรงไหนสักแห่งที่ไม่มีคนเดินผ่าน
อาจตายเพราะถูกฟ้าผ่าขณะไต่เขายักแย่ยักยัน
หรืออาจตายเพราะโดนยิงขณะทำหน้าที่นักข่าวถ่ายภาพคนอื่นยิงกัน
ทุกความเป็นไปได้ไม่ใช่เรื่องน่าพรั่นพรึง ตราบเท่าที่งานอันเป็นที่รักพาไป
คนเหล่านี้อาจไม่มีกระทั่งจินตนาการในหัวว่าตัวจะตายดีหรือตายทุเรศในสายตาคนอื่น เพราะเห็นว่าเนื้อหาของความตายก็คือความตาย เป็นเรื่องธรรมดาเสมอกัน ส่วนคนอยู่ข้างหลังจะเห็นแล้ววิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาสนุกปากแค่ไหนก็ช่างปะไร
ใช้ชีวิตต่างกัน
มุมมองต่างกัน ในหัวก็เห็นความเป็นกับความตายต่างกัน
การใช้ชีวิตเริ่มจากวิธีคิด
วิธีจินตนาการ และวิธีตั้งมุมมองของแต่ละคน
ซึ่งเผยออกมาเป็นวิธีพูดกับวิธีกระทำการจนได้ ไม่ช้าก็เร็ว โดยย่นย่อใครมีเจตนาอย่างไร
ตัวตนก็เป็นอย่างนั้น ผลอันควรแก่ตัวตนก็เกิดขึ้นอย่างนั้น
เจตนาคือกรรม กรรมคือเจตนา
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม นี่คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ หากสร้างตัวตนอันเฉื่อยชาควรคู่กับความเหงาหงอย
ความเหงาหงอยก็เพรียกหาเสมอ แต่หากสร้างตัวตนอันกระตือรือร้นควรค่ากับความรื่นเริง
ความรื่นเริงก็จะอยู่เป็นเพื่อนตลอดไป
เวลาคุณตาย
คนแรกที่เห็นไม่ใช่เพื่อนของคุณ ไม่ใช่ญาติของคุณ ไม่ใช่คนรักไหนๆของคุณ
แต่เป็นกรรมของคุณเอง กรรมของคุณไม่มีตาเห็น ไม่มีใจรู้
แต่เขาอยู่กับคุณในที่ที่คุณตาย ไม่ว่าอยู่อย่างเดียวดายหรือห้อมล้อมด้วยญาติมิตร คุณจะเห็นเขาโดยความเป็นนิมิตมัจจุราชหรือเทวดาหน้าตาอย่างไรก็ตาม
เขาจะเป็นคนแรกที่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ โดยขั้นแรกสุดคือทำให้คุณตายอย่างเศร้าหมองหรือเบิกบาน
แม้คุณเห็นว่ายังไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องรู้
ไม่ใช่เรื่องจำเป็นต้องเชื่อว่าตายแล้วไปไหน แต่คุณคงอยากเป็นสุขก่อนตาย ไหนๆต้องเกิดแบบร้องไห้แล้ว
จะตายทั้งทียิ้มแย้มเสียหน่อยจะเป็นไร
กับคนเชื่อเรื่องคติข้างหน้ายิ่งแล้วใหญ่
ความสุขก่อนตายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เพราะใจที่เป็นสุขเป็นใบรับประกันใบเดียวที่ตัวคุณเองรู้สึกว่าจับต้องได้
ความสุขใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วเดินทางเฟิร์สคลาสหรืออย่างน้อยก็ชั้นบิสิเนสของสายการบินระดับโลก
ขณะที่ความทุกข์ใกล้ตายจะทำให้คุณนึกถึงตั๋วขาดๆที่ซื้อแบบลวกๆรีบๆเพื่อขึ้นขบวนรถไฟสกปรก
เห็นๆอยู่ว่าแออัดยัดเยียดยิ่งกว่ารถที่ขนหมูไปเชือด
ตอนยังอยู่
ใจคุณจะนึกถึงจิตก่อนตายว่าเป็นความใกล้ดับ แต่เชื่อเถอะครับ
ใกล้ตายจริงๆใจคุณจะนึกถึงการเดินทางต่อ ทำนองเดียวกับที่วินาทีนี้คุณจะไม่รู้สึกใกล้ชิดกับการหลับฝัน
ไม่เห็นการหลับฝันโดยความเป็นการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมงไปสู่ที่หมายคือการตื่นนอน
ต่อเมื่อใกล้หลับจริงๆ คุณจะสัมผัสถึงความเคลิ้ม ความโรยแรง และความดิ่งลง
อย่างรู้สึกได้ถึงการรอที่จะตื่นขึ้นในอีกหลายๆชั่วโมงข้างหน้า
การใช้ชีวิตเป็นปกติอย่างทุกวันนี้
คือตัวกำหนดว่าคุณเลือกให้กรรมแบบไหนเห็นคุณก่อน ระหว่างกรรมสว่างกับกรรมมืด
หากคุณสมัครใจจะให้กรรมมืดนำทาง ก็จะมีปกติก่อกรรมดำไว้มากโดยไม่ต้องแคร์ใคร ไม่ไปสนใจเตรียมตัวรับความจริงสุดท้าย
แต่หากเผื่อใจอยากให้กรรมสว่างนำทาง ทำนายได้ว่าคุณต้องสวนกระแสโลกมาไม่น้อย เรียกว่าพยายามกัดฟันทำกรรมขาวไม่ได้ขาด
ซึ่งก็ดีแล้ว คุณจะเป็นผู้ให้คำตอบแก่ตนเองในขณะเข้าด้ายเข้าเข็ม
ว่ากรรมขาวเท่านั้นกระทำจิตให้สว่าง เบิกบาน อบอุ่น และเชื่อมั่น ไม่ใช่กรรมดำเลยที่ทำให้เป็นสุขก่อนตาย
เยี่ยงเดียวกับคนเห็นตั๋วเฟิร์สคลาสในมือ
ย่อมรู้สึกชัดเจนอยู่เองว่าเดี๋ยวได้นั่งสบาย ได้ถ่ายสะดวก ได้พวกร่วมเดินทางหน้าตาดี
ได้มีปลายทางที่เจริญแล้ว
เพราะเที่ยวบินที่มีชั้นเฟิร์สคลาสคงไม่พาไปลงสนามบินกลางสงครามของบ้านป่านาเถื่อนอย่างแน่นอน
แต่หากเที่ยวบินนั้นไม่พาไปไหนเลย
กรรมขาวก็จะไม่ทำให้คุณเกิดความรู้สึกเดียวดายก่อนดับแด คุณจะมีชีวิตอยู่อย่าง คนมีอะไรทำ
เสมอ เพราะบุญกุศลย่อมนำทางให้ตาสว่างได้ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ว่ามีอะไรน่าทำบ้าง
มีอะไรควรหลีกเลี่ยงบ้าง
ใช้ๆชีวิตตามความเชื่อไปเถอะครับ
แล้วเดี๋ยวอีกไม่นานก็รู้เองว่าความเชื่อของแต่ละคนจะพาไปเจออะไรกันบ้าง