คนชนะได้ไปทุกอย่าง
คุณอยากเป็นใคร
ระหว่างคนชนะแบบวิกลจริต กับคนแพ้อย่างสบายอารมณ์?
ถามใหม่ให้เข้ากับธรรมดาโลกมากขึ้นหน่อย
คุณอยากเป็นใครระหว่างคนแพ้กับคนชนะ?
หากไม่หลอกตัวเอง
เกือบทุกคนจะบอกว่าอยากเป็นคนชนะ
เพราะอะไร?
ก็เพราะรู้สึกว่าชนะ ต้องดีกว่ารู้สึกว่าแพ้น่ะสิ!
จำได้ไหมว่าชนะครั้งสุดท้ายรู้สึกยังไง?
แล้วแพ้ล่ะ
รู้สึกยังไง?
แพ้ คำเดียวให้ความรู้สึกหนึ่งเดียวชัดเจน
ชีวิตจิตใจคือความย่อยยับอับปาง
ชนะ คำเดียวให้ความรู้สึกหลากหลายกว้างขวาง
ชีวิตจิตใจคือการยืนถ่างขาหัวเราะบนหลังคาโลก คือการด่ำดื่มในมหาสมุทรทิพย์
คือการลอยอยู่บนห้วงฟ้าแห่งรอยยิ้มอิ่มเอม
กลั่นหัวใจจาระไนคำ
คนแพ้อาจนึกไม่ค่อยออก อับจนปัญญา ส่วนคนชนะร่ำรวยคำพูด
บรรยายความรู้สึกได้สิบหน้าไม่ซ้ำ
หากคุณเคยมีประสบการณ์วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก
หูยินเสียงร้องเชียร์กึกก้องแสบแก้วหู สายตาพบแต่ความโล่งกว้างเพราะไม่เห็นหลังใครบังท้องฟ้าเบื้องหน้า
มีแต่คุณกับเส้นชัยประจัญกันเดี่ยวๆ
คุณคงรู้ดีว่ารสหวานชื่นที่สุดของการมีชีวิตเป็นอย่างไร ช็อกโกแลตเรียกพี่ ว่างั้นเถอะ
แต่ถ้าคุณเป็นรอง
หรือหนักกว่านั้นคือแพ้หมด ตกที่นั่งโหล่ คุณจะเห็นว่าผู้ชนะไม่ได้เอาไปแค่ชัยชนะ
แต่เหมือนปล้นเอาพลังชีวิตของคุณติดมือเขาไปด้วย
ผู้ชนะ
อาจสะใจที่คนแพ้เจ็บใจ
คนแพ้
อาจเจ็บใจที่ผู้ชนะสะใจ
ชื่อว่าคว้าชัยชนะมา
เพราะเหยียบบ่าคนอื่นขึ้นสูงได้สำเร็จ ชื่อว่าพ่ายแพ้
เพราะต้องก้มหลังเป็นบันไดให้คนอื่นย่ำผ่าน
ธรรมชาติจัดสรรให้มนุษย์อยากแข่งขันเอาเป็นเอาตายกันมาตั้งแต่อยู่ในห้องเรียนตอนเด็กๆ
บางบ้านนิยมตีก้นลูกฉลองบ๊วย ติดตามมาด้วยการเคี่ยวเข็ญเข้มงวดให้ติวเข้ม สอบคราวหน้าจะได้ยัดเยียดบ๊วยให้ลูกบ้านอื่นกินมั่ง
ผลัดๆกัน
มนุษย์เราไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหน
ไม่ค่อยสอนให้ลูกหลานรู้จักแพ้ มีแต่ยุยงให้เอาชนะ
ถึงแม้พูดกันบ้างว่าแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา ก็เหมือนปากว่าตาขยิบกันไปหมด
ไม่สอนให้รู้จักแพ้เพราะอะไร?
เพราะไม่มีใครเห็นเข้าไปให้ซึ้งถึงความสำคัญของการพ่ายแพ้ ไม่มีใครรู้ซึ้งจริงๆว่าถ้าเอาแต่ชนะ จะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง
ชัยชนะอาจแปรคนถ่อมตัวเป็นคนลืมตัว
ชัยชนะอาจเปลี่ยนคนมัธยัสถ์เป็นคนสุรุ่ยสุร่าย
ชัยชนะอาจแปลงคนใจเย็นให้เป็นคนมักโกรธ
ชัยชนะอาจก่อศัตรูผู้เจ็บใจขึ้นอย่างน้อยหนึ่งคนในแต่ละสนามแข่ง
ชัยชนะอาจแย่งเวลาหายใจเพื่อตัวเองไปหายใจเพื่อคนอื่นที่มารุมล้อมหาประโยชน์
จากข้อเท็จจริงประมาณนี้
ก็เอามาคิดต่อได้แล้ว ว่าถ้าอยู่กับชัยชนะตลอดไป อะไรจะเกิดขึ้น
เพียงแง่เสียข้อเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำลายชีวิตดีๆของคนๆหนึ่งให้พังพินาศโดยไม่รู้ตัว
ใจคนไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ชนะทุกครั้ง
การชนะมากเกินไปคือการแบกภาระเกินพอดี การแบกภาระเกินพอดีย่อมรบกวนสมดุลทางใจ
สมดุลทางใจที่ถูกรบกวนย่อมเอียงข้าง
และที่สุดเมื่อใจเอียงข้างมากๆย่อมเกิดความผิดปกติบางอย่าง หรือหลายๆอย่าง
ความผิดปกติทางจิตย่อมมิใช่เรื่องน่าพิสมัย
แม้ต้นทางจะมาจากชัยชนะอันน่าภาคภูมินับครั้งไม่ถ้วน
การแพ้เสียบ้างคือการลดน้ำหนักข้างเกิน
คือการทำให้ชีวิตจิตใจเกิดสมดุล และมีความเป็นปกติสุขอยู่ได้
หัดถามตัวเอง
คุณแพ้แล้วได้อะไรบ้าง?
ถ้าเห็นประโยชน์อย่างชัดเจน คุณจะไม่เสียใจ
แพ้เพื่อไม่ต้องเป็นฝ่ายออกอาการเหลิงอย่างน่าหมั่นไส้
แพ้เพื่อไม่ให้หลงตัวว่าต้องชนะเสมอ
แพ้เพื่อให้โตขึ้นจากการเรียนรู้ข้อผิดพลาด
แพ้เพื่อรู้จักล้มแล้วฝึกลุกขึ้นมาสร้างความอดทนให้ตนเอง
แพ้เพื่อรู้จักความโล่งเบาประหลาดล้ำ
จากการยินดีสละความสุขให้ผู้ชนะ
เพียงการมองเห็นประโยชน์ข้อใดข้อหนึ่งของความพ่ายแพ้
ความรู้สึกว่า คนชนะได้ไปทุกอย่าง ก็พังครืนลงแล้ว
เพราะเห็นว่าคนแพ้ก็มีสิทธิ์เก็บเกี่ยวคุณค่าของการมีชีวิต
และคุณค่าชนิดนั้นก็ไม่อาจตั้งอยู่บนฝั่งของคนชนะได้เลย
เมื่อใจสงบลง
คุณจะมองเห็นว่าแม้ผู้แพ้ด้วยกันก็มีความต่าง
บางคนอาจต้องใช้เวลานับปีกว่าจะพลิกกลับมาเสวยสุขเยี่ยงผู้ชนะ ขณะที่บางคนไม่ต้องเสียเวลาสักนิดเดียวก็เสวยสุขเยี่ยงผู้ชนะได้ในทันทีที่แพ้
เพียงเพราะรู้จักยินดีร่วมไปกับผู้ชนะ!
คุณอาจไปถึงความเข้าใจว่า คนที่สามารถแพ้ได้อย่างสบายอารมณ์
คือคนชนะที่ได้ไปทุกสิ่งอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม
ในความเป็นจริงแล้ว การเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ตลอดเวลาก็กลายเป็นความเสียสมดุลได้อีก
ไม่มีใครในโลกสมควรเอาแต่เสียกับเสียโดยปราศจากการเพิ่มเติมชดเชย
ฉะนั้นความคิดอยากชนะบ้างจึงมิใช่เรื่องน่ารังเกียจ
เพียงแต่ตั้งเข็มให้ถูกเท่านั้น
ว่าจะเอาชนะอะไรดี!
ลองพิจารณาอย่างนี้ เมื่อคุณอยากชนะ
แม้ได้ชนะ ก็จะมีทุกข์เยี่ยงคนหวงชัยชนะ นี่เป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ว่า ยึดถือสิ่งใด ก็ต้องเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้นในทางใดทางหนึ่งเสมอ
ถ้าเปลี่ยนมาเป็นเอาชนะ ความอยากชนะโลก
เสียได้ เมื่อแพ้ก็ไม่มีอะไรในใจ หรือถึงแม้ชนะ ก็จะเป็นสุขเยี่ยงคนไม่หวงชัยชนะ สอดคล้องกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของจิตที่ว่า
ปล่อยวางสิ่งใด
ก็หมดทุกข์เพราะสิ่งนั้นเสมอ
ทำอย่างไรจึงชนะความอยากเอาชนะโลก?
คุณไม่อาจทราบคำตอบขณะยืนอยู่บนแป้นผู้ชนะหมายเลขหนึ่ง แต่คำตอบอาจผุดชัด ณ
ที่ยืนของคนกินบ๊วยเม็ดโตสุด
ช่วงเวลาพ่ายแพ้อาจกดดันให้คุณคิดต่างไป
และมองต่างมุม ขณะมองคนทั้งโลกแห่กันวิ่งบนลู่วิ่งที่คนอื่นสร้าง แห่กันเร่งฝีเท้าเอาเป็นเอาตายเพื่อถึงเส้นชัยให้ได้ก่อนใคร
คุณอาจแยกตัวออกมาสร้างลู่วิ่งให้ตนเอง เพื่อแข่งกับตนเองว่าจะเข้าถึงเส้นชัยของคุณเร็วช้าเพียงใด
ให้ดีกว่านั้น
ทำได้ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่านั้น คือขณะแพ้ ขอเพียงเฉลียวคิดว่ารู้สึกว่าแพ้
กับรู้สึกว่าชนะ ก็แค่ความรู้สึกเหมือนกัน และมีค่าเท่ากันตรงที่ต้องแปรปรวนไป
สังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตอันพ่ายแพ้ย่อยยับของคุณ
นับเริ่มจากเนื้อตัวที่สั่นเทา ไล่เข้ามาถึงลมหายใจแสนสั้นหรือขาดห้วง ตลอดจนกระทั่งความรู้สึกที่เล็กลงเหมือนลูกหนูถูกแมวต้อนให้จนมุม
เห็นให้ชัดว่านาทีนั้นใจคุณว่างจากความอหังการ ว่างจากความหลงยึดหลงภาคภูมิว่า กายนี้ของเรา
ว่างแม้จากความอยากเชื่อว่า จิตนี้คือเรา นาทีนั้นเอง
เพียงพลิกจิตให้พิจารณาต่ออีกหน่อย คุณเฉียดนิดเดียวกับเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา
เป็นการเฉียดที่ไม่ยากเย็นเหมือนขณะอยู่ใต้เงื้อมเงาแห่งความอหังการแต่อย่างใด
แพ้พร้อมกับเรียนรู้ ถึงจุดหนึ่งคุณจะเข้าใจเองว่า
แพ้ก่อนเพื่อชนะในขั้นสุดท้าย
ดีกว่าสุดท้ายต้องแพ้เพราะได้ชนะก่อน
ยอดของผู้ชนะ
คือผู้เอาชนะสิ่งที่ชนะได้ยาก ซึ่งไม่ใช่มนุษย์ด้วยกัน
แต่เป็นกิเลสอันครอบงำใจใครต่อใครได้ทั้งโลก