คิดจากความว่าง ๒ โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile
>> สารบัญ
MLM ในพุทธศาสนา
MLM หรือ Multi-Level Marketing มีชื่อเสียงไปทั่วโลกมาระยะหนึ่ง ประมาณว่าเป็นแผนหารายได้ที่ดีที่สุด ไม่ซับซ้อน ประสบความสำเร็จง่าย ถูกต้องตามกฎหมาย ทำแล้วร่ำรวยแบบแตกกิ่งก้านสาขา แถมมีกินมีใช้ไม่จบสิ้นแบบรวยแล้วรวยเลย
แนวคิดแบบ MLM ไม่ใช่แค่ธุรกิจขายตรง (Direct Sale) อย่างที่มองๆกัน เพราะ MLM จริงๆหมายถึงงานวางแผนการตลาดหลายชั้น การขายตรงเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผน ไม่ใช่ทั้งหมดของแผน การสร้างเครือข่ายงานขายตรงต่างหากที่เป็นจุดเด่นสำคัญ กล่าวคือการเพิ่มลูกค้ามิใช่เป้าหมายเดียว แต่ยังรวมถึงการเพิ่มจำนวน พ่อค้า อีกด้วย แนวคิดสำคัญคือยิ่งจำนวนพ่อค้าเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ความสามารถเข้าถึงตัวลูกค้าก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
วิธีง่ายๆที่จะเพิ่มจำนวนพ่อค้าให้ได้มากๆก็คือตั้งรางวัลล่อใจ ใครชักชวนเพื่อนสนิทมิตรสหายมาเป็นพ่อค้าได้มากขึ้นเพียงใด ก็จะยิ่งได้เปอร์เซ็นต์จากพ่อค้าที่ตนสร้างมากับมือเพียงนั้น แถมระยะยาวมีสิทธิ์ได้เป็นเสือนอนกินไปตลอดชาติอีกด้วย
อีกประการหนึ่ง ระบบ MLM ทำทั้งการตลาดเชิงรับ เช่นลูกค้ามีความต้องการสบู่ยาสีฟันก็จัดสบู่ยาสีฟันให้ และยังทำทั้งการตลาดเชิงรุก เช่นเกิดมาลูกค้าไม่เคยคิดจะใช้อุปกรณ์เพิ่มรสชาติทางเพศ แต่พอมีพวกขายตรงเอาแคตตาล็อกมาให้ดูถึงบ้าน คุยโม้ให้เห็นว่าของส่วนเกินนั้นๆดูดีมีความจำเป็นต้องซื้อใช้ โน้มน้าวให้เชื่อขนาดไม่ซื้อเดี๋ยวระวังเมียมีชู้หรือผัวมีบ้านเล็ก อย่างนี้ลูกค้าก็ต้องจ่ายแบบไม่อั้นเท่านั้น
เดี๋ยวนี้มีการตลาดแบบโคมลอยเพิ่มขึ้นมาอีก อย่างที่เกิดขึ้นแล้วและมีลูกค้าบ้าจี้ตามก็เช่นการจับจองที่ดินบนดวงจันทร์ ยังไม่ทันมีนิคมอวกาศเป็นรูปเป็นร่าง ก็มีคนทำตัวเป็นพ่อค้าเสียแล้ว นี่แสดงให้เห็นว่าใครจะคิดขายอะไรก็ได้ จับเสือมือเปล่าก็ได้ ขอเพียงทำให้เกิดสัญญาอนาคตที่ดูน่าเชื่อถือเป็นจริงเป็นจังเท่านั้นพอ
ปัจจุบันคนยุคเรามีความรู้ในทางการตลาดมากขึ้น เพราะทั้งสอนกันอย่างเปิดเผยในมหาวิทยาลัย และทั้งมีมรดกทางประสบการณ์ตรงจากอาเสี่ยระดับโลกถ่ายทอดไว้ให้หาอ่านง่ายๆจากร้านหนังสือ
ประเด็นคือเมื่อศาสตร์แห่งการตลาดตบแต่งความคิดของคนๆหนึ่งให้เป็น นักขาย ขึ้นมาแล้ว คนๆนั้นอาจมองทุกสิ่งในโลกเป็น ของขายได้ ไปหมด และบางครั้งการสร้างจุดขายให้โดดเด่นน่าสนใจ ก็อาจหมายถึงการทำลายมุมมองเดิมๆของสินค้าชิ้นหนึ่งๆเสียให้สิ้น
ยกตัวอย่างเช่นเดิมทีคนทั่วไปมองว่าสบู่คืออุปกรณ์ชำระล้างคราบไคลสกปรกที่ทำให้เนื้อตัวเหนียวหนับน่ารำคาญ การตลาดจะหาคุณสมบัติบางอย่างที่เพิ่มค่าให้สบู่มากขึ้นกว่าเคย เช่นกลุ่มลูกค้าที่ชอบกลิ่นหอม ก็สร้างสบู่ที่มีจุดเด่นคือใช้แล้วตัวหอมกรุ่นราวกับใส่น้ำหอม กลุ่มลูกค้าที่ชอบอนามัยและความสะอาดสดชื่นนาน ก็สร้างสบู่ที่มีจุดเด่นเกี่ยวกับสารกำจัดแบคทีเรียขึ้นมาเป็นพิเศษ ใช้แล้วตัวไม่เหม็นหรือเหม็นน้อยลงตลอดวัน
เมื่อลูกค้าถูกบังคับให้มองเฉพาะกลิ่นหอมหรือความสะอาดคงทน ภาพเดิมเกี่ยวกับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดธรรมดาก็กลายเป็นเรื่องกระจอก ถ้าใช้แล้วตัวไม่หอม หรือใช้แล้วตัวไม่หายเหม็นในระหว่างวัน ก็ถือว่าไม่น่าสนใจซื้อหามาประจำห้องน้ำอีกต่อไป
กล่าวโดยรวบรัดคือการตลาดเชิงรุกนั้น ถ้าเทรนด์ยังไม่มี ก็สร้างเทรนด์ขึ้นมา และอาจหมายถึงการใช้เทรนด์ใหม่ฆ่าเทรนด์เก่าถ้าจำเป็น
หากเป็นสบู่ก็คงไม่กระไรนัก เพราะจุดมุ่งหมายแรกของเจ้าของโรงงานสบู่คือทำกำไรลูกเดียว โลกหมุนไป สินค้ามีใช้ ก็เพราะมีนักลงทุนอยากได้กำไรเหล่านี้ ฉะนั้นการแข่งกันสร้างภาพ แข่งกันเพิ่มค่าให้สินค้าจึงไม่ใช่เรื่องผิด พ่อค้าสบู่ทุกคนอยู่ในเกมธุรกิจ และหลักการเล่นเกมธุรกิจก็คือใครมือยาวสาวได้สาวเอา
แต่ปัจจุบันแผนการตลาดอันเต็มไปด้วยเทคนิกน่าตื่นใจใหม่ๆนั้น ถูกนำมาใช้กับศาสนา ถ้าใครสักคนตั้งต้นขึ้นมาด้วยความอยากมีอิทธิพลและผลกำไรเป็นเงินเป็นทอง โจทย์แรกก็คือทำอย่างไรจะดึงมหาชนมาเข้าข้างตนมากๆ คือมากพอที่จะกลายเป็นกลุ่มความเชื่อซึ่งมีจุดเด่นและจุดขายที่ชัดเจน
ในมุมมองการตลาดเกี่ยวกับศาสนานั้น การสร้างความเชื่อใน สินค้าใหม่ นั้นใช้เวลายาวนานเกินไป แต่การลอบนำเอาโลโก้ยี่ห้อเดิมมาแปะหน้า แล้วดัดแปลงรายละเอียดเสียใหม่จะง่ายกว่ากันเยอะ
และหากเครือข่ายความเชื่อดังกล่าวทำการตลาดเชิงรุก โดยสร้าง สินค้าส่วนเกิน ให้น่าพอใจและดูเป็นจริงเป็นจัง เช่นมอบสัญญาในอนาคตเกี่ยวกับที่ทางและทรัพย์สินบนสวรรค์ ใครเข้าพวกตนจึงมีสิทธิ์ตีตั๋วขึ้นรถอย่างเต็มภาคภูมิ ใครไม่ใช่พวกก็อาจตกรถต้องรออีกยาว หากทำให้มวลชนเชื่อได้อย่างนี้ เครือข่ายนั้นๆก็มักได้ลูกค้าที่จงรักภักดี ทุ่มเทเงินทองให้โดยยังไม่จำเป็นต้องเห็นผลดีของสินค้าและบริการภายในพรุ่งนี้มะรืนนี้
แน่นอนว่าสินค้าส่วนเกินอย่างเดียวคงมัดใจลูกค้าไม่อยู่ ก็ต้องมีการสร้าง สินค้าจำเป็น มาขัดตาทัพไปด้วย สินค้าจำเป็นได้แก่ความสุข ความอบอุ่นใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของชุมชน ดังนั้นการนัดหมายชุมนุมและการทำกิจกรรมร่วมกันจึงไม่อาจขาดได้ ใครสร้างชุมชนร่วมกิจกรรมที่บันดาลสุข บันดาลความอบอุ่นใจได้ดีเพียงใด ก็ได้ชื่อว่าเป็นแม่เหล็กดึงดูดคนดีๆมาช่วยกันสร้างบรรยากาศชวนปรีดาน่าเลื่อมใสได้มากขึ้นเพียงนั้น ยิ่งถ้าหากสถานที่ประจำเป็นอะไรที่งดงามอลังการ สะอาดสว่างเย็นตาเย็นใจ ก็ประกันได้ว่าต้องมีสมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้จบรู้สิ้น
คราวนี้ดูความเป็นพุทธแท้ๆจากมุมมองเริ่มต้นของพระศาสดา พระพุทธเจ้าและเหล่าพระสาวกที่ซื่อสัตย์จะไม่ขึ้นต้นด้วยการหวังอำนาจและผลประโยชน์ใดๆ แต่เป็นการพยายามหาทางตอบคำถามสำคัญของตนเองให้ได้ก่อน คำถามสำคัญนั้นก็คือ ทำอย่างไรจะพ้นทุกข์ทางใจได้เด็ดขาด หากได้คำตอบแล้วก็เอามาตอบต่อสำหรับผู้มีคำถามเดียวกัน
คำตอบมีอยู่ แต่ถ้าไม่มีผู้ชักชวนหรือชี้นำไปพบคำตอบ ก็เหมือนคำตอบนั้นยังไม่มีอยู่ในโลก เพราะฉะนั้นก็แน่นอนว่าเหล่าชาวพุทธดั้งเดิมที่ได้คำตอบแล้ว ย่อมใช้หลักการแบบใดแบบหนึ่งในการเผยแพร่คำตอบให้กว้างออกไป และเป็นการตอบคำถามเดิมแท้ มิใช่สร้างภาพกระตุ้นความอยากได้คำตอบส่วนเกิน
การสืบทอดพระพุทธศาสนากันจริงๆนั้น วิธีการไม่ใช่สร้างเครือข่ายพ่อค้าด้วยรางวัลล่อใจเป็นเงินทองแบบระบบ MLM ไม่มุ่งเน้นสร้างสัญญาอนาคตที่จับต้องไม่ได้ ไม่แม้แต่จะเน้นสร้างบรรยากาศสถานที่ชุมนุมอันน่าอบอุ่นเป็นกันเอง พุทธเราต้องตั้งโจทย์ให้ถูกว่า ทำอย่างไรคนธรรมดาๆทั่วไปจะรู้รอบและสามารถตอบคำถามของเพื่อนๆเขาได้ และเป็นการตอบด้วยสติปัญญาแบบพุทธแท้ ไม่ใช่ตอบแบบคิดเองเออเองตามกิเลสบงการ ไม่ใช่หวังพึ่งบารมีหรือรอคำตอบจากกลุ่มเจ้าสำนักใหญ่เพียงไม่กี่คน
กล่าวโดยสรุปที่สุด หากจะนำหลักการตลาดมาช่วยสืบทอดพุทธศาสนา ก็ขอให้มองการตลาดแบบปากต่อปาก (Buzz Marketing) จะนับว่าซื่อตรงกับพระศาสนามากกว่าการตลาดแบบอื่น กล่าวคือถ้าพูดในสิ่งที่คนอยากรู้ พูดในสิ่งที่คนเชื่อว่าเป็นความจริง พูดในสิ่งที่คนประจักษ์ว่าเป็นทางออกอันสว่างไสว นอกจากจะมีคนฟังแล้ว ยังมีสมัครพรรคพวกช่วยบอกต่อกันไม่รู้จบรู้สิ้นอีกด้วย
ไม่มีการตลาดแบบใด
อายุยืนไปกว่าปากต่อปาก
ถ้าช่วยกันสืบสานแบบปากต่อปาก
พุทธศาสนาจะยั่งยืนตลอดไป
แม้ไม่เหลือโบสถ์สักหลังเดียวในโลกนี้