เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 5 : ตอนที่ ๔
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 5
ถาม – อยู่กับแฟนมาเกือบ ๒ ปีแล้ว ระแวงว่าเขายังไม่เลิกกับแฟนเก่าซึ่งมีลูกด้วยกันอย่างเด็ดขาด เพราะยังติดต่อกันอยู่ และอ้างว่าที่ติดต่อกันเพราะเรื่องลูก ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ลึกๆดิฉันรู้สึกไม่สบายใจเลย เหมือนไปแย่งของของใครมา อย่างนี้จะให้ทำใจอย่างไรดีคะ? |
|
ปัญหาทำนองนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นตอก็เพราะคนเรายากจะอยู่ด้วยกันตลอดรอดฝั่ง ต่อไปนี้ไม่ใช่คำแนะนำ แต่เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้ (ซึ่งคุณก็อาจกำลังคิดๆจะเลือกอยู่) เช่น
|
ถาม – ถ้าหมั่นไส้ใครคนหนึ่งไม่หายจะทำอย่างไรดีครับ? พยายามตั้งความนึกคิดเป็นกุศลกับเขาแล้ว แต่อย่างไรก็ต้องเวียนกลับมาหมั่นไส้อยู่ดี เหมือนใจเห็นไปแล้วว่าเขามีข้อเสียอย่างไร นึกถึงเขาเมื่อไหร่เลยเล็งอยู่แต่ข้อเสียตรงนั้นไม่เลิก ตอนนี้ไม่ค่อยอยากมีจิตเป็นอกุศลกับใครอีกแล้ว ขอคำแนะนำด้วยนะครับ |
|
พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมชาติของใจคนเรานั้นไหลลงต่ำ หมายความว่าถ้าจะขึ้นสูงก็ต้องออกแรงทวนกระแส จากความจริงนี้ ผมขอตั้งทฤษฎีขึ้นมาข้อหนึ่งนะครับ คือกำลังของใจที่ใช้ในการคิดไม่ดีมีขนาดเท่าใด ต้องใช้กำลังของใจในการคิดดีเป็นสองเท่าจึงจะลบล้างความคิดไม่ดีเดิมได้ แปลว่าถ้าคุณคิดหมั่นไส้ใคร แล้วแค่จะคิดตัดใจเลิกหมั่นไส้ดื้อๆนั้น ไม่น่าเป็นไปได้ เว้นแต่คุณจะลงทุนออกแรงมากกว่าคิด ลองเอาชนะกรรมทางความคิดเดิมด้วยกรรมใหม่ที่มีกำลังเหนือกว่า ซึ่งไม่ยากเกินไปดังนี้
|
ถาม – อยากได้วิธีลัดๆในการกำจัดความคิดจองเวรออกจากใจทั้งเขาและทั้งเราครับ |
|
คำถามข้อนี้ขอตอบด้วยคำตอบเดิมกับข้อก่อน คืออาศัยเมตตาจิต แต่อาจมีอุบายชนิดลัดสั้นตามที่คุณขอมา ให้ไปที่หน้าหิ้งพระ (หากใครไม่มีโต๊ะหมู่บูชาที่บ้านก็หารูปแทนพระพุทธเจ้ามาตั้งไว้ในที่สูงเหนือศีรษะก็ได้) แล้วทำความรู้สึกว่าถ้าพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ เราจะรู้สึกถึงรัศมีความปลอดภัย รัศมีความปลอดเวร เพราะพระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ด้วยการให้ความเกื้อกูล ไม่เคยเบียดเบียนใครด้วยเจตนาทางกาย วาจา หรือแม้กระทั่งใจคิดสักครั้ง เมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสเมตตามหากรุณาของพระองค์ท่าน คุณรู้สึกถึงความโปร่งเบาโล่งสบายเฉพาะหน้า จากนั้นให้เปล่งวาจาชัดถ้อยชัดคำว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ผูกเวรกับใคร ขณะกล่าวให้ทำความรู้สึกถึงความจริงนั้น หากเกิดดวงความอบอุ่น หรือสัมผัสชัดถึงความว่างจากภัยเวร ขอให้ทราบว่าด้วยการเปล่งวาจาประกาศคุณของพระพุทธองค์ของคุณ ได้เหนี่ยวนำเอาพลังแห่งความจริงดังกล่าวมาเข้าตัวคุณในบัดนั้นแล้ว ชั่วขณะดังกล่าวจิตคุณจะปลอดจากความผูกใจพยาบาท ไม่อยากก่อเวรกับใครทั้งโลก รู้ไว้ว่าจิตของคุณเป็นดวงกุศล มีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยพุทธคุณให้เป่าลมปากเพื่อใช้ธาตุลมเป็นสื่อเหนี่ยวนำจิตให้เกิดความรู้สึกชัด น้อมนึกให้สายลมนั้นไปปะทะบุคคลอันเป็นเป้าหมายเสมือนเขานั่งอยู่ตรงหน้า ระหว่างคุณกับเขาคือความปลอดภัย ปลอดเวร เอ่ยสามครั้ง เป่าปากสามครั้ง เพื่อสำทับอารมณ์ให้หนักแน่น หากทำเช้าเย็น (หรือถี่กว่านั้นยิ่งดี) สิ่งที่คุณจะรู้สึกชัดกับตัวคือเหมือนมีรัศมีพุทธคุณมาป้องจิตไม่ให้หลงเข้าไปเกลือกกลั้วกับเวรใดๆ และเหมือนมีความอบอุ่นปลอดภัยห่อหุ้มกายใจเกือบตลอดเวลา แต่สิ่งที่คุณอาจไม่ตระหนักคือดวงความอบอุ่นปลอดภัยนั้นเป็นพลังเมตตาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบกับความรู้สึกของคู่เวรของคุณโดยตรง ตามธรรมชาติกระแสจิตที่แผ่กระทบกันได้โดยไม่ต้องเห็นตัว ยิ่งดวงความอบอุ่นขยายกว้าง และจิตใจคุณสงบเยือกเย็นอยู่ภายในยิ่งขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะค่อยๆรู้สึกแบบเดียวกับคุณมากขึ้นเท่านั้น ถ้าทำขณะเห็นหน้าอาจไม่ได้ผล เพราะกำแพงความเกลียดกันมาขวางบัง ต่างจากตอนทำลับหลัง ซึ่งเจ้าตัวไม่ได้ตั้งกำแพงความเกลียดกั้นไว้ การทำลับหลังอย่างบริสุทธิ์ใจจะให้ผลน่าประหลาดใจเมื่อเจอหน้ากันครั้งต่อไปมากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณแผ่เมตตาด้วยวิธีนี้จนจิตเกิดกระแสเมตตาท่วมท้น ก็อาจพบว่าการแผ่เมตตาซึ่งๆหน้าได้ผลไม่แพ้เมื่อทำลับหลังเช่นกัน หากเปล่งวาจาอ้างสัจจะความจริงที่ว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ไม่ผูกเวรกับใคร แล้วใจยังไม่นิ่ง ไม่น้อม ก็อาจสวดมนต์อิติปิโสฯสักสองสามจบให้ใจสัมผัสกระแสพุทธคุณกว่าเดิม แล้วค่อยเปล่งวาจาก็ได้ หวังว่าคงเป็นทางลัดที่ลองแล้วประสบความสำเร็จเร็วดังใจนะครับ |
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|















