เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 9 : ตอนที่ ๑๒
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม 9|
ฉบับนี้พิเศษนิดหนึ่งนะครับ เป็นการคุยถามตอบกันเองสบายๆบ้าง หลังจากเขียนคอลัมน์ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ อย่าง ต่อเนื่องมาสองปีเศษ โดยยังไม่ได้แนะนำตัวกัน ทางกองบก.เลยขอให้จัดการเสียหน่อย เอาคำถามที่กองบก.ได้รับทางโทรศัพท์เป็นตัวตั้ง รวมกับคำถามจากที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยสนทนาวิสาสะกับแฟนๆบางกอกในงานมหกรรม หนังสือฯเดือนตุลาคมโดยตรงมาเสริม ผมคัดเฉพาะคำถามเดิมๆที่ต้องตอบซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ ฉะนั้นจึงถือว่านี่เป็นคำตอบฉบับ ‘คนอ่านสัมภาษณ์ดังตฤณ’ จริงๆครับ มาเริ่มกันเลยดีกว่า ถาม – ดังตฤณแปลว่าอะไร? ตฤณแปลว่าหญ้าครับ ฉะนั้นดังตฤณคือ ‘เหมือนหญ้า’ ถาม – ทำไมถึงเลือกชื่อนี้? ตอนจะเขียนบทความธรรมะครั้ง แรกเมื่อประมาณปี ๒๕๓๒ (จำไม่ได้แน่ บวกลบไม่เกินหนึ่ง) ไม่อยากใช้ชื่อนามสกุลจริง ครั้งนั้นต้องรีบคิดแล้วคิดไม่ออก คิดไม่ทัน เลยเอาชื่อตัวละครตัวหนึ่ง สมัยแต่งนิยายไว้อ่านเองเล่นๆมาใช้ นึกว่าคงไม่ได้ใช้นานนัก แต่ในที่สุดก็ใช้มาเกือบ ๒๐ ปีเข้าไปแล้ว ถาม – ชื่อจริงๆว่าอะไร? ศรัน ย์ ไมตรีเวช ที่ถูกต้องสะกดด้วย ณ.เณร แต่เจ้าพนักงานที่อำเภอคงไม่ทันดู เลยสะกดผิด ผมก็ไม่รู้นะครับ จนกระทั่งเห็นเพื่อนประถมชื่อเดียวกันสะกดด้วย ณ.เณร ก็ไปหาว่าเขาสะกดผิดเสียอีก โตมาด้วยชื่อนี้ มีเอกสารเยอะแยะแล้ว เลยขี้เกียจแก้ครับ เพราะฉะนั้นเห็นที่ไหนไม่ต้องทักท้วงมานะครับ ขอหน้าแตกไปเรื่อยๆอย่างนี้แหละ เอ้า! แถมให้ด้วย คุณพ่อชื่อวิโรจน์ ไมตรีเวช คุณแม่ชื่ออัจฉรา ไมตรีเวช หน้าตาอิ่มบุญทั้งคู่ ถาม – อายุเท่าไร? ปีนี้ ๓๙ ครับ เกิดเดือนตุลาคม ๒๕๑๐ ส่วนวันที่นั้นเป็นเลขสองหลักซ้ำกันทั้งหน้าทั้งหลัง คำเตือน… การเล่นหวยอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีของชีวิต ถาม – กินมังสวิรัติไหม? เคย กินผลไม้กับผักเปล่าๆ โดยไม่ได้คิดว่าเป็นการกินเจหรือมังสวิรัติ แต่ปกติก็กินเหมือนธรรมดาทั่วไปครับ จำได้ว่าเคยเขียนในเตรียมเสบียงฯ ว่าถ้าให้โหวตกันทั้งโลกว่าจะให้กินหรือไม่กินเนื้อสัตว์ ผมจะเลือก ‘ไม่กิน’ เพื่ออยู่ฝ่ายตัดสินไม่ให้สัตว์ต้องถูกฆ่า แต่ในความเป็นจริง โลกนี้มีวงจรผูกหนี้ระหว่างผู้ฆ่ากับผู้ถูกฆ่าที่ไม่มีวันจบวันสิ้น มีสัตว์ตายอยู่แล้วทุกวันโดยผมไม่รู้ไม่เห็น และไม่ได้เป็นคนบงการสั่งฆ่า ผมก็เหมือนคนทั้งโลกที่เกิดมาก็ตกที่นั่งผู้บริโภค เป็นผู้อยู่ปลายทางแห่งวงจรผู้ฆ่ากับผู้ถูกฆ่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตามที สรุปคือการกินเฉพาะผลไม้หรือผักของ ผมนั้น ถ้ากินก็กินเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เกิดจากการเล็งว่าตัวเองดีขึ้นหรือเลวลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่เชื่อว่าจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นหรือเลวลงด้วย การกินมังสวิรัติหรือการกินเจเป็นการเลือกที่จะไม่แตะต้องศพสัตว์ หาใช่การช่วยสัตว์ไม่ให้ต้องเป็นศพแต่อย่างใด และที่จะป้องกันไม่ให้ สัตว์ต้องเป็นศพ หลุดพ้นจากวงจรการผลัดกันฆ่าอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ก็มีทางเดียว คือช่วยกันบอกวิธีที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ไม่ว่าจะในภพของสัตว์หรือภพของมนุษย์อันเต็มไปด้วยการเบียดเบียนทั้งปวง ถาม – เคยบวชไหม? เคย บวชที่วัดป่าสาละวัน โดยมีหลวงพ่อพุธ ฐานิโย เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๓๐ แต่มีวาสนาอยู่ได้แค่สองเดือนก็สึกครับ ระยะเวลาแค่นั้นยังไม่น่านับว่า ‘เคยบวช’ หรอก เรียกว่าไปหัดนุ่งจีวรมากกว่า ถาม – เคยทำงานอะไร / กำลังทำงานอะไรนอกจากเขียนหนังสือ? ที่ผ่านมาตามลำดับคือสอน คอมพิวเตอร์ เป็นนักออกแบบซอฟต์แวร์เกม เป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วก็เป็นนักเขียนบทความและหนังสือคอมพิวเตอร์ แต่ห่างวงการไอทีมาเป็นสิบปีแล้ว ลืมเกลี้ยงแล้ว ตอนนี้เลยเขียนหนังสืออิงหลักธรรมเป็นอย่างเดียวครับ ไม่มีงานอื่น เพราะเขียนอย่างเดียวก็ลมจะใส่แล้วครับ ถาม – กำลังเขียนอะไรอยู่บ้าง? ก็เตรียมเสบียงฯนี่แหละ สำหรับนิตยสารฉบับอื่น ก็มีเพียงเนชั่นสุดสัปดาห์ คอลัมน์ ‘คิดจากความว่าง’ อยู่ทุกอาทิตย์เช่นกัน นอกจากนั้นก็ทยอยเขียนหนังสืออยู่หลายเล่มแบบไม่กะเกณฑ์เวลาเสร็จแน่นอน เพื่อให้ทุกบรรทัดออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ ถาม – คิดอย่างไรถึงมาเขียนหนังสือธรรมะ? ผมได้รับแรงบันดาลใจมากมาย ตั้งแต่ไหนแต่ไร อย่างเช่นเมื่อครั้งบวชกับหลวงพ่อพุธ เคยเข้าไปนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดของวัด เลือกเอานิตยสารเก่าแก่เป็นสิบปีก่อนผมบวช ได้ความรู้ความเข้าใจ แล้วเกิดความคิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ว่าตัวหนังสือนี่ดีนะ ขนาดคนเขียนตายไปแล้ว คนข้างหลังยังได้ประโยชน์อยู่ หรืออย่างผมอ่านงานของท่านอาจารย์แสง จันทร์งาม (นามปากกาธรรมโฆษ) เช่นนวนิยายเรื่องลีลาวดี ก็เกิดความตั้งใจขึ้นมาทีเดียว ว่าต่อไปจะเขียนนิยายอิงหลักธรรมเช่นนี้บ้าง เพราะเห็นค่า เห็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวง ว่าสำหรับมือใหม่ธรรมะนั้น ไม่มีอะไรเป็นขนมหวานล่อใจได้ดีเท่าเรื่องราวสนุกสนานผ่านรูปแบบนิทานหรือ นวนิยาย ถึงวันที่ผมเริ่มทำได้ ผมก็ทำมาเรื่อย และแตกกิ่งก้านสาขาออกไป ไม่เฉพาะบทความธรรมะและนวนิยายอิงหลักธรรม ความตั้งใจอันเป็นพื้นฐานที่สุด ก็คือทำอย่างไรก็ได้ให้คนร่วมสมัยได้รู้จัก ได้เข้าใจ และกระทั่งได้มองเห็นตัวจริงของพระพุทธเจ้า ถาม – เขียนหนังสือมาแล้วกี่เล่ม? ถึงวันนี้นะครับ
ทั้งหมดทุกเล่มที่กล่าวมาข้างต้น ผมรวบรวมไว้ให้อ่านฟรีได้ทั้งหมด ที่ dungtrin.com ที่ นั่นจะมีหนังสืออื่นๆอีก เช่นวาทะดังตฤณฉบับความรักหลากสีและฉบับชวนคิด ตลอดจนซีดีเสียงอ่าน จดหมายข่าว และบทสัมภาษณ์ในโอกาสต่างๆอีกด้วยครับ ถาม – เมื่อไรกรรมพยากรณ์ภาค ๓ ถึงจะออก? เมื่อคุณเห็นลงในบางกอกครับ ง่า… ตอบแบบกำปั้นทุบดินเดี๋ยวจะถูกต่อว่า คือตอนนี้มีคิวต้องทำหนังสือเล่มอื่นให้เสร็จ และระหว่างนี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างคิดพล็อตให้รัดกุม ตั้งใจว่าภาค ๓ จะไม่เหมือนทุกภาคที่ผ่านมา และอาจจะไม่เหมือนงานทุกชิ้นที่เคยเขียนมาเลยด้วย ถาม – ในคอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวและหนังสือเล่มอื่นๆ เอาความรู้และคำตอบมาจากไหน? คุณพ่อตั้งตู้หนังสือธรรมะ ไว้ในห้องนอนของผมตั้งแต่ผมยังเด็ก ผมหยิบหลายต่อหลายเล่มมาอ่านอย่างมีความสุข แล้วท่านก็ถ่ายทอดอะไรให้ฟังมาเรื่อย เมื่อบวชหลวงพ่อพุธก็สอนกรรมฐานให้ผมไว้ไม่น้อย และผมเองก็หาอ่านเองแทบไม่เว้นแต่ละวันด้วยความสนใจมายี่สิบกว่าปี เคยพบปะพูดคุยกับคนมาทุกประเภท เห็นกรรมและผลกรรมของใครต่อใครด้วยตานอกและตาในมานับไม่ถ้วน ฉะนั้นทั้งความรู้ความจำ ทั้งประสบการณ์ตรง และทั้งคำสารภาพของคนมากหน้าหลายตา ก็ย่อมกองเป็นข้อมูลใหญ่พอดู งานที่ทำอยู่ก็คือนำมาเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเรียบเรียงให้เป็นหมวดหมู่ตาม ลำดับ ตามคำถาม หรือตามจังหวะโอกาสที่เหมาะสมครับ ถาม – เป็นคนปฏิบัติธรรมหรือเปล่า? นั่งสมาธิทุกวันไหม? แล้วปฏิบัติแนวไหน? คำ ถามนี้มักมาพร้อมกับการคาดหมายว่า ผมจะปฏิบัติธรรมตามรูปแบบของสำนักใดสำนักหนึ่งที่มีอยู่มากในปัจจุบัน ก็ขอตอบว่าเปล่าครับ ผมไม่ได้ปฏิบัติตามรูปแบบของสำนักใดสำนักหนึ่ง แต่หากถามว่าผมเจริญสติตามที่พระ พุทธเจ้าสอน ให้เอากายใจเป็นเครื่องระลึกว่าไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน อันนี้บอกได้เต็มปากว่าทำอยู่ทุกวัน ตามขั้นตอนและรายละเอียดที่พระองค์ท่านสอน และปรากฏมีหลักฐานอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎก ความรู้อันเป็นภายในที่ได้จากการ เจริญสติตามคำสอนของพระพุทธองค์ ได้นำมาใช้เป็นคำตอบส่วนหนึ่งสำหรับคอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว การเจริญสตินั้น ถ้าหากถูกต้องตามหลักที่พระพุทธองค์ประทานไว้แล้ว คุณจะรู้เรื่องกายใจตัวเองเป็นหลัก รู้อย่างลึกซึ้ง รู้อย่างประกอบด้วยความเข้าใจเชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นสายไปจนถึงปลายเหตุ การเจริญสติที่แท้ไม่ออกนอกขอบเขต กายใจตัวเอง ทว่าในที่สุดเมื่อรู้กระจ่างเกี่ยวกับกายใจตัวเอง ของแถมที่ได้รับก็คือความรู้ความเข้าใจผู้คนตามไปด้วย เนื่องจากเหตุผลและกลไกทางธรรมชาติในตัวเรา ก็ไม่ได้แตกต่างจากเหตุผลและกลไกทางธรรมชาติในคนอื่นเลยแม้แต่น้อย พูดง่ายๆว่าเห็นตัวเอง เข้าใจตัวเองแค่ไหน ก็จะพลอยเห็นคนอื่น และเข้าใจคนอื่นไปด้วยแค่นั้น โลกจะปรากฏเป็นของเปิดเผยมากขึ้น ความลึกลับทั้งมวลจะดูตื้นเขินลง ลองแล้วคุณจะรู้ว่าจริงไหม ถาม – เมื่อไรจะเปิดรับคำถามทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มเติม? ทุกวันนี้ผมพยายามเคลียร์ หนี้เก่าให้หมดอย่างขะมักเขม้น ต้องขอความเห็นใจนิดหนึ่งว่าคำถามเก่าที่คั่งค้างอยู่ไม่ใช่น้อย และจดหมายที่ทยอยผ่านมาทางกองบรรณาธิการบางกอกก็เริ่มมากขึ้น ผมไม่อยากแบ่งแยก แต่บางทีก็จำเป็นต้องเลือกเปิดซองจดหมายที่เขียนด้วยลายมือก่อน เคยแจ้งแล้ว และขอแจ้งซ้ำอีกครั้งนะครับ ว่าผมอาจรวบรวมคำถามของหลายคนไว้ในคำถามเดียว โดยตกแต่งรูปประโยคคำถามเสียใหม่ เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่จะตอบทุกคำถามและทุกรายละเอียดของทุกท่านให้ครบ ถ้วนในชีวิตเดียว ฉะนั้นหากคุ้นกับคำถามของตนเอง หรือได้คำตอบจากคำถามของคนอื่นแล้ว ก็ขอให้ถือว่าผมตอบแล้ว ด้วยความเคารพ และด้วยความปรารถนาที่จะช่วยให้คำตอบแก่ทุกท่านโดยเสมอภาคกัน หลายคำถามแม้จะมีหลายคนถามมาซ้ำๆกันเยอะ ผมก็ไม่อาจตอบแบบปัจจุบันทันด่วน เพราะบางคำตอบเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีสิทธิ์กระทบกระเทือนจิตใจคนฟัง หรือไม่ก็เป็นอะไรที่ผมยังหาคำพูดดีพอไม่เจอ หรืออีกทีคือไม่ทราบจะตอบอย่างไร ต้องหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่มเติมสักพักหนึ่ง หากผมเปิดรับคำถามทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มในเวลานี้ ก็จะเท่ากับเพิ่มดินที่พอกหางหมูให้ทับทวีหนาเตอะยิ่งขึ้นไปอีก ผมไม่สบายใจกับการให้ใครต้องรอนานครับ ฉะนั้นการปิดรับคำถามจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในช่วงปีนี้ ถาม – ตัวละครต่างๆในนิยายมีจริงไหม? พอบอกได้ไหมว่าเป็นใครที่ไหน? มีจริงอยู่ในหัวของผมและของคุณไงครับ การที่อะไรสักอย่างหรือใครสักคนจะ ‘มีจริง’ ขึ้นมาได้ ทางเดียวคือต้อง ‘รู้สึกแจ่มชัดอยู่ในใจ’ ของเรา เพราะใจเรานั่นแหละครับ จริงที่สุดแล้วในละครชีวิตที่เหมือนฝันไปนี้ ผมไม่เคยเอาตนเองเข้าไปเป็นตัวละคร แต่ปล่อยให้ตัวละครทั้งหมดคุยกันเอง โต้ตอบกันเอง หลายครั้งผมเพิ่งรู้ เพิ่งเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของผู้คนแต่ละประเภท ก็หลังจากเขียนนิยายอันเป็นต้นกำเนิดของตัวละครนั้นๆจบลง แต่เจ้าตัวที่บังเอิญมีชีวิตคล้ายคลึงกับตัวละครดังกล่าว ก็มากรี๊ดใส่ ไถ่ถามเหมือนเป็นเดือดเป็นร้อนว่าขโมยชีวิตเขามาเขียนหรือเปล่า ทำไมช่างเหมือนเข้าไปได้ถึงความรู้สึกนึกคิดขนาดนั้น? ความจริงมีอยู่ว่า รูปแบบชีวิตของพวกเราแตกต่างกันด้วยความพิสดารของกรรมที่ทำมา แต่ความรู้สึกนึกคิด ความสุข ความทุกข์ ก็ไม่สามารถผิดแผกกันได้ไกลสักเท่าไรหรอกครับ ระหว่างคนรวยกับคนจน ระหว่างพระกับโจร สามารถแชร์ประสบการณ์หลายๆอย่างแบบมนุษย์ร่วมกันได้หมด ไม่ว่าจะเป็นความทุกข์ขณะเบ่งอุจจาระ ความกระวนกระวายขณะหิวโหย ความกระสับกระส่ายในขณะซมไข้ ความทุรนทุรายแทบขาดใจขณะพรากจากคนรัก ฯลฯ รับประกันได้ว่าไม่เคยจับเอาใครคนใด คนหนึ่งที่มีลมหายใจและเลือดเนื้อในโลกความจริง เข้ามาใส่ไว้ในนวนิยายเป็นอันขาด ตัวละครแต่ละตัวอาจหมายถึงการรวมผู้คนที่ผมรู้จักเป็นสิบเข้ามาไว้ในหนึ่ง เดียว และถ้านั่นหมายถึงการสะท้อนความจริงเหมือนกระจกเงาให้กับบางท่าน ผมก็หวังว่าจะเป็นไปเพื่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในด้านดีนะครับ จบแล้วครับ ปีหนึ่งอาจจะคุยกันเบาๆอย่างนี้สักครั้งหนึ่งถ้าไม่เบื่อ พบกันใหม่ในการถามตอบปกติฉบับหน้าครับ |
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|















