กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่
โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ
ตอนที่ ๓๖ ผลกรรม
อเวราไม่ทราบว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เวลาไหน บอกเป็นชั่วโมงนาทีไม่ถูก รู้แต่ว่าการเห็นโลกของหล่อนแตกต่างไป ใจเปิดกว้างขึ้น อาการละเมอเพ้อพกอ้อยอิ่งร่ำไรน้อยลง
พฤหัสเหมือนภาพฝันหลงครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้ฝากรอยอาลัยหรือรอยแค้นไว้มากมาย ความระคายเดียวคือคำด่าทอสาดใส่กันเล็กๆ น้อยๆ หล่อนด่าเขา เขาด่ากลับ แม้จะเสียดแทงเจ็บลึกเข้าไปถึงกระดูกก็ทำใจได้ง่าย เขายังเด็ก และหล่อนก็ไปเล่นกับเด็กเอง บทลงโทษแค่นี้ถือว่าเบาะๆ ซึ่งก็ดีแล้ว จะได้หลาบจำต่อไป
เมื่อทบทวนย้อนหลัง อเวราก็พบว่าเกือบตลอดชีวิตที่ผ่านมา หล่อนใช้อารมณ์ในการตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ทั้งที่หลายเรื่องสลักสำคัญกับชีวิตเป็นอย่างมาก ยามนี้เพิ่งได้คำตอบชัดเจนว่าคนเราควรสละสิ่งไร้สาระออกจากชีวิตเพื่ออะไร ก็เพื่อชีวิตจะได้ดูมีสาระแก่นสารมากขึ้น อย่างน้อยไม่ติดอยู่กับวังวนของความฝันเหลวไหลน่าแหนงหน่ายอีกต่อไป
ความไม่อาลัย ไม่ติดใจ ไม่คิดอยากหวนคืนกลับไปสู่พฤติกรรมแบบเดิมๆ อีก ทำให้อเวราบอกตนเองอย่างมั่นใจว่านี่แหละที่เรียกการเปลี่ยนแปลง นี่แหละคือการก้าวข้ามขั้น และเครื่องยืนยันประการหนึ่งคือตอนนี้หล่อนหวนคิดถึงบวรพจน์ขึ้นมา และมโนภาพของเขาก็ดูมีค่าแตกต่างไปจากเดิมแทบเป็นคนละคน
ช่วงนี้ไม่ได้ติดต่อกัน เขาไม่ได้ทำอะไรให้หล่อนเลยสักนิด ฉะนั้นคะแนนที่เพิ่มขึ้นจะมาจากไหน ถ้าไม่ใช่การยกระดับจิตใจของหล่อนเอง อย่างน้อยก็สูงขึ้นพอจะเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น
บวรพจน์
ผู้ชายไหล่หนา หน้าเหลี่ยม นัยน์ตาซื่อ ท่าทางจ๋องๆ ตอนอยู่ต่อหน้าหล่อน เหมือนเห็นหล่อนเป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ แม้หล่อนจะไม่รู้วาระจิตผู้อื่น ก็บอกได้เลยว่าเขาเศร้าทุกครั้งที่มองหน้าหล่อน แบบคนฝันเกินเอื้อมที่รู้จักเจียมตน หล่อนทราบว่าเขาเห็นหล่อนเป็นอะไรสักอย่างที่เกินจริง หลายครั้งรู้สึกดีกับการเป็นนางในจินตนาการของใครบางคน แต่หลายหนก็รำคาญ เพราะทำให้หล่อนต้องย้อนมองตัวเองในด้านไม่ดีที่เขาไม่เห็น
กระทั่งล่าสุดที่หล่อนเบี้ยวนัดดื้อๆ เพียงเพราะพฤหัสโผล่มากดออดตัดหน้าก่อนถึงเวลานัดไม่นาน บวรพจน์ก็ไม่มีน้ำเสียงขุ่นเคืองสักนิดเดียว ผู้ชายแบบนี้จะเป็นที่ชื่นชอบสำหรับผู้หญิงที่อยากมีขี้ข้าม้าใช้ แต่สำหรับหล่อน เขาเป็นแค่ใครที่ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้มีคนน่าสงสาร และคนน่าสงสารก็ไม่อาจเป็นความอุ่นใจให้แก่หล่อนเลย
แต่วันนี้ที่เริ่มตระหนักว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว เขาก็เป็นคนแรกที่เข้ามาอยู่ในใจ หล่อนเพิ่งมองเขาในอีกมุมมองหนึ่ง บวรพจน์ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผล แม้ฝันแรง หวังแรง ก็ไม่พยายามก้าวข้ามเส้นแบ่งความจริงไปสู่โลกความฝันด้วยลูกตื๊อ เขาเต็มไปด้วยความยับยั้งชั่งใจ ไม่ถือโกรธ ไม่ผูกใจเจ็บ เคยมีความปรารถนาดีอย่างไรก็เฝ้ารักษาไว้ไม่แปรปรวนตามวันเดือนปี หญิงสาวแปลกใจตนเองเหลือเกินว่าเหตุใดจึงไม่เคยให้ความสำคัญกับคนแบบนี้อย่างสมค่า
เมื่อก่อนเขาอาจดีเกินไป แต่วันนี้หล่อนคงเริ่มดีทันเขาแล้วกระมัง จึงหวนคิดถึงเขาขึ้นมา
สำรวจใจตนเองแน่นอนแล้วว่านี่จะไม่ใช่การหลอกให้เขาฝันลมๆ แล้งๆ อีก อเวราก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายไปพบบวรพจน์ด้วยตนเอง อาจเป็นการชดใช้ความผิดครั้งก่อน หรืออาจเป็นการให้เกียรติ ให้ค่ากับเขาสูงขึ้น ไม่ใช่พอใจก็โทร.ตามตัวเหมือนเห็นเขาเป็นอะไหล่ยามเหงาชิ้นหนึ่ง
บ่ายวันอาทิตย์ อเวรามาปรากฏตัวที่เต๊นท์ขายรถยนต์ย่านรัชดา บวรพจน์เป็นเจ้าของเต๊นท์แห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้เขาคือพนักงานบริษัทไฟแนนซ์ พอมีประสบการณ์เกี่ยวกับรถ เห็นช่องทาง มีความเข้าใจธุรกิจซื้อขายรถยนต์ ก็ยืมเงินพ่อมาลงทุน โดยดำเนินกิจการร่วมกับน้องสาว
ตั้งใจว่าถึงไม่เจอหน้าเขาก็ไม่เป็นไร หากเจอน้องสาวหรือลูกจ้างก็จะแนะนำตัวและฝากบอกว่าหล่อนมาหา มาดูๆ รถมือสอง เขาคงดีใจและติดต่อกลับเอง
แต่จังหวะเป็นใจ บวรพจน์อยู่ที่เต๊นท์ และกำลังยืนคุยกับลูกค้าคนหนึ่งข้างๆ รถซีตรองกลางเก่ากลางใหม่ หน้าตาแจ่มใสของบวรพจน์ทำให้ลูกค้ายืนกอดอกฟังยิ้มๆ เหมือนจะเชื่อถือพอควร
อเวราจอดแอบข้างทางด้านหนึ่ง กะให้เขาเสร็จธุระกับลูกค้าคนนี้ค่อยลงจากรถไปหา แต่บังเอิญสายตาบวรพจน์เหลือบมาเห็นหล่อนเสียก่อน เขาขมวดคิ้วเพ่งเล็งอยู่ครู่ พอแน่ใจว่าเป็นหล่อนก็ทำหน้าตื่น เรียกลูกจ้างมาบริการลูกค้าแทนตนแล้วขอตัวผละจากมาทันที
เห็นกิริยาเดินรี่ตรงเข้ามาด้วยความดีใจแล้ว อเวราก็บังเกิดความอบอุ่นเล็กๆ เป็นครั้งแรก ตัวตนของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง และหัวใจที่มีให้หล่อนก็ไม่เคยแผกผิด ความคงเส้นคงวาชนิดนี้นับว่าหายากยิ่ง
เปิดประตูรถก้าวลงมายืน บวรพจน์เป็นฝ่ายเอ่ยทักเสียงใส
ฮาย! ไปไหนมาเค้ก?
มาจากบ้าน แล้วก็ตรงมาที่นี่แหละ
หล่อนตอบเสียงรื่น บวรพจน์ยิ้มด้วยปีติแรง แปลกใจยิ่งที่เพื่อนสาวให้เกียรติมาถึงถิ่นโดยไม่นัดหมายบอกกล่าวล่วงหน้า ความจริงเขาเคยแค่เล่าสู่กันฟังว่าทำเต๊นท์รถกับน้องสาว บอกชื่อ บอกย่าน โดยไม่มีรายละเอียดอื่นใดเท่าไหร่
ทำไมไม่โทร.บอกเราก่อนล่ะ จะได้เตรียมต้อนรับ นี่เฉียดนิดเดียวก็ไม่เจอแล้วซี เราเกือบออกไปธุระอยู่แล้ว
ไปดูซื้อรถนอกสถานที่หรือ?
อเวราเดา บวรพจน์อึกอัก เลี่ยงที่จะตอบคำถาม
ปกติเราให้น้องสาวดูเต๊นท์ เราเองตระเวนไปโน่นมานี่รอบเมือง
แสดงว่าฟลุกมากเลยซี โชคดีจังที่ทันเจอคนหาตัวยาก
แล้วนี่ถ้าจะต่อรองราคาก็ตกลงกับน้องสาวของพจน์ได้โดยตรงเลยหรือเปล่า?
หล่อนพูดแบบแสดงทีว่ากำลังสนใจเปลี่ยนรถ ซึ่งก็อยู่ในความคิดจริงๆ เพียงแต่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนทันทีวันนี้พรุ่งนี้
น้องเราก็โทร.ถามเราให้เราตัดสินใจราคาสุดท้ายนั่นแหละ แต่สำหรับเค้ก
น่าจะรู้อยู่นะ เราบริการด้วยตัวเองเต็มที่อยู่แล้ว ต้องไปคุยกับใครให้เสียเวลา
ไม่เอาหรอก เกรงใจ เดี๋ยวได้รถฟรีจะยุ่ง
บวรพจน์หัวเราะร่า
เล็งคันไหนบอกเราเลย หรือถ้ากำลังสนรุ่นไหนราคาเท่าไหร่ให้เราจัดการเป็นหูเป็นตาได้ ไม่ต้องเกรงใจ ไม่จำเป็นต้องเอาที่เต๊นท์เราหรอกนะ
หญิงสาวทำทีเมียงมองซีวิคใกล้ตัว
คันนี้เท่าไหร่?
บวรพจน์จำราคาที่ตนซื้อได้ขึ้นใจ เพราะเพิ่งมีคนเอามาขายเพียงสองวัน เขาบอกราคาตามนั้น
สี่แสนเจ็ด
ฮ้า! อเวราร้องด้วยความฉงน ทำไมถูกอย่างนี้ล่ะ? ยังใหม่เอี่ยมอยู่เลย รถกี่ปีเนี่ย?
สองปีครึ่ง
อเวรายังคงทำหน้าสงสัย แต่แล้วก็เอะใจ เลยลองถามเล่นๆ
แล้วคันของของเค้กล่ะ พ่อค้าให้ราคาได้เท่าไหร่คะ?
สี่แสนเจ็ด
คำตอบนั้นทำเอาอเวราหัวเราะ เพราะแปลง่ายๆ ว่าเขาแลกของแพงกว่าให้หล่อน ยอมขาดทุนตั้งไม่รู้กี่หมื่น เผลอๆ รวมส่วนต่างตามจริงทั้งหมดอาจเป็นแสน แม้หล่อนไม่ทราบราคาตลาดปัจจุบันก็พอประมาณได้ว่าคงอื้อ
นี่ถ้าเค้กถามราคาบีเอ็มคันนั้น จะได้คำตอบเป็นสี่แสนเจ็ดไหม?
บวรพจน์หัวเราะ ถ้าตอบเล่นเดี๋ยวเกิดเจ้าหล่อนเอาจริงขึ้นมาก็ขี้เกียจพลิกลิ้น จึงพูดเป็นงานเป็นการ
ถ้าเค้กจะเอานะ รับรองว่านี่จะเป็นราคาถูกที่สุด หาจากเต๊นท์ไหนไม่ได้อีกแล้ว
เขาหมายความตามนั้น อเวราฟังแล้วหัวเราะคิก
ใช้ความเป็นเพื่อนทำให้เพื่อนขาดทุน แล้วจะเป็นเพื่อนกันได้ยังไง
ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร เราขอแค่ต้นทุนไว้เท่านั้น
อเวรายิ้มซึมลงเล็กน้อย
เค้กมีคุณงามความดีอะไรพจน์ถึงต้องละเว้นไม่คิดเอากำไรล่ะ? พื้นที่ต้องเช่า ค่าเสื่อมราคาก็มี ไม่เอากำไรก็คือขาดทุนนั่นเอง
บวรพจน์ยังคงยิ้มรื่น
เค้กเกิดมาก็ถือเป็นคุณงามความดีพอแล้ว
หญิงสาวหัวเราะแผ่ว เขาพูดทีเล่นทีจริง ไม่เชิงจีบชัดๆ แต่ก็ฟังเอาความหมายได้ว่ายังมีใจจดจ่อกับหล่อนอยู่เสมอ
คราวก่อน
เค้กขอโทษจริงๆ ที่เบี้ยวพจน์ ทั้งที่นัดไว้อย่างดิบดี แต่กลายเป็นเหลวไหลไปเสีย
อ๋อ
ช่างมันเถอะเค้ก ไม่เป็นไรหรอก
หางเสียงคล้ายส่อว่าไม่เป็นไร เข้าใจสถานภาพตัวเองดีทุกประการ ปราศจากร่องรอยเศร้าสร้อย แต่แปลกที่หญิงสาวกลับรู้สึกเวทนานัก
กลั้นใจนิดหนึ่ง ก่อนแกว่งแขนหน่อยๆ แล้วเอื้อนเอ่ยอย่างขัดเขิน
วันนี้เค้กขอแก้ตัวใหม่ได้ไหม?
คาดหมายอาการลิงโลดและประกายยินดีระริกในตาบวรพจน์ แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น หล่อนเห็นความอั้นอึ้งคล้ายคำชวนเป็นเหตุให้เขาหนักใจ ละล้าละลัง ริมฝีปากขยับคล้ายจะเอ่ยแต่เอ่ยลำบาก ราวกับเป็นโรคชักกระตุกอ่อนๆ ขึ้นมากะทันหัน
ติดธุระก็ช่างเถอะ
หล่อนรีบพูดลิ้นพัน
เอ่อ
คือ
เอ่อๆ อ่าๆ อย่างนี้เอง บวรพจน์ถึงยืนท้ายแถวมาเสียนาน คุณค่าที่แท้จริงถูกบดบังด้วยท่าทีของคนพูดไม่เป็น ทำอะไรไม่กระฉับกระเฉงนี่แหละ ชักสงสัยว่าเขามั่นใจตนเองอย่างไรจึงมาขายรถ ท่านี้อีกหน่อยอาจเป็นฝ่ายโดนลูกค้าหลอกต้มเอาแหงๆ เลย
ไม่ทันอธิบายคำใด โทรศัพท์มือถือของชายหนุ่มก็ดังขึ้น เขาถอนใจกดปุ่มรับ
หวัดดีน้องเจ้ย
อือ
ถึงไหนแล้วล่ะ? โอเค
แต่เดี๋ยวพี่ขอคุยธุระอีกแป๊บนะ เจ้ยมาถึงแล้วเข้าไปนั่งรอข้างในก่อน
จ้ะๆ
ชายหนุ่มกดปุ่มวางสายแล้วก้มหน้ามองพื้น เกรงใจจนไม่กล้าเงยขึ้นสบตาเพื่อนสาว อเวราเกือบพูดไม่ออก เป็นครู่กว่าจะฝืนหัวเราะได้
เอาล่ะ เค้กขอโทษค่ะ มาแบบไม่ดูตาม้าตาเรือก็อย่างนี้เอง
บวรพจน์ส่ายหน้านิดๆ
เค้ก
เราดีใจที่สุดที่เห็นหน้าเค้ก
สุ้มเสียงร้าวรานนั้นทำให้อเวราใจชื้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง อย่างน้อยค่าของหล่อนก็ยังคงท่วมท้นดังเดิม
เค้กก็ดีใจที่เห็นหน้าพจน์ ขอให้ถือว่านี่แทนคำขอโทษ เค้กรู้สึกผิดมาตลอดตั้งแต่วันนั้น
เราเข้าใจทุกอย่าง นาทีสุดท้าย เค้กคงรู้สึกฝืนใจเกินกว่าจะออกมาเที่ยวกับเรา
เปล่า
อย่างที่บอกเหตุผลไป เค้กไม่ได้โกหก พอดี
มีใครคนหนึ่งโผล่มาตัดหน้า เขาเป็นคู่เวรคู่กรรมของเค้กเอง เลยต้องสะสางเวรสะสางกรรมกันพักใหญ่ นิ่งมองเขาอย่างชั่งใจก่อนถาม แล้ว
คนนี้ของพจน์นี่คบกันมานานแล้วเหรอ?
เอ่อ
เพิ่ง
เพิ่งหมั้นกันมาได้อาทิตย์หนึ่ง ความจริงรู้จักกันเป็นปีแล้วล่ะ เพียงแต่เราไม่เคยคิดจะลงเอยกับเขา จนกระทั่ง
อเวราเกือบกลืนน้ำลายไม่ลง เดาออกว่าเขาน้อยใจหล่อนเพียงใด และเขาก็คงอยากได้คุณค่าของตัวเองกลับคืนมา โดยการเปิดโอกาสให้ใครสักคนที่รอคอยเขาอยู่
พยายามแต่งเสียงหัวเราะให้ร่าเริง แต่ช่วยไม่ได้ที่เป็นความร่าเริงแบบกร่อยๆ ชอบกล
สมัยนี้ใครมีคู่หมั้นกัน เห็นหมั้นเช้าแต่งเย็นกันทั้งนั้นแหละ
รอเรือนหอน่ะ แต่อีกไม่กี่เดือนก็เสร็จแล้ว
หญิงสาวพยักหน้าช้าๆ เป็นการพยักหน้าแบบเนิบนาบหลายที ยากจะบรรยายว่าหล่อนรู้สึกอย่างไร เอาเป็นว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ใหม่ หล่อนคงเลือกรักษานัดกับบวรพจน์ไว้ และปล่อยให้พฤหัสมีชีวิตตามเส้นทางที่เหมาะสมของเขา
ขณะนั้นรถมิตซูบิชิ แลนเซอร์คันหนึ่งเคลื่อนเอื่อยเข้ามาจอดต่อท้ายรถหล่อน อเวราชำเลืองนิดเดียวก็ทราบทันทีว่าเป็นคู่หมั้นสาวของบวรพจน์ สวยขนาดที่ทำให้หล่อนใจหาย เพราะนี่แปลว่าบวรพจน์มีโอกาสเลือกหญิงงามมานาน แต่ก็ไม่เลือก ด้วยความฝังใจอยู่กับหล่อนเสมอ
คู่หมั้นของเขาคงไม่มีกรรมบังตาเหมือนอย่างหล่อนกระมัง
อย่าให้น้องเจ้ยต้องไปนั่งรอข้างในเลย เค้กกลับก่อนนะคะ เรื่องรถนี่ยังไงอาจขอคำปรึกษาจากพจน์ทางโทรศัพท์อีกที ขอบคุณมาก
ยกมือโบกและยิ้มลาโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาทัดทานแต่อย่างใด ห้ามใจตนเองมิให้ปรายตาประกาศแววเสียดายด้วยซ้ำ เพราะนั่นอาจเป็นเหตุให้คู่หมั้นสาวเข้าใจเขาผิด ก่อให้เกิดคำถามระคายใจในภายหลัง
วันจันทร์
วันแรกของการทำงาน วันที่จะมีวันทำงานตามหลังมามากที่สุด วันที่พรากมนุษย์เงินเดือนออกมาจากความฝันว่าชีวิตนี้คือการพักผ่อนอันน่าอภิรมย์
วันจันทร์น่าเบื่อสำหรับทุกคนที่ต้องตื่นเช้าฝ่ารถติดเพื่อมาดำรงตำแหน่งลูกจ้างบริษัทอยู่แล้ว แต่จันทร์นั้นสำหรับอเวรายิ่งน่าเบื่อหน่ายเป็นเท่าทวีคูณ หล่อนทำงานไม่ค่อยรู้เรื่อง แม้ฝืนตั้งสติเพียงใดก็ยังคงอยู่ในอาการล้มลุกคลุกคลานตลอดวัน
มีโทรศัพท์จากพฤหัสสองสามหน ตอนนี้เสียงเรียกจากเบอร์ของเขากลายเป็นเสียงแห่งความน่ารำคาญ น่ารังเกียจ หรืออาจจะถึงขั้นน่าขยะแขยง เพราะเบอร์ของเขาเตือนให้นึกถึงพฤติกรรมต่ำๆ ของหล่อนเอง กับทั้งตอกย้ำให้สะเทือนใจหนักขึ้นว่าหล่อนพลาดคนดีๆ ไปเพียงเพราะโง่ แม้รู้ว่าอะไรทองอะไรตะกั่ว ก็อุตส่าห์หลงคว้าตะกั่วมาถือแทนทอง จนกระทั่งหมดเวลา หมดสิทธิ์ ปล่อยทองทั้งก้อนหลุดมือไปอย่างไม่น่าให้อภัยตนเอง
ดังนั้น ทุกครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมเบอร์ของพฤหัส หรือหน้าจอว่างเปล่าไม่มีการแสดงเบอร์โทร. หล่อนจะกดปุ่มวางสายด้วยสีหน้าชาเย็นเป็นที่สุด ประหนึ่งชื่อของพฤหัสถูกเอาเข้าบัญชีดำประจำเครื่องแล้วอย่างถาวร และถึงเขาจะใช้เครื่องอื่นโทร.ก็เปล่าประโยชน์ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งการงดรับเบอร์ไม่รู้จักทั้งหมด
หนึ่งวันแห่งความทรมานใจช่างยืดเยื้อยาวนานดุจราตรีที่นอนไม่หลับ หล่อนไม่รู้ว่ามันผ่านไปได้อย่างไรโดยไม่จุกอกตายเสียก่อน แน่ใจว่านี่ไม่ใช่การอกหัก แต่เป็นความสลดเศร้ากับชีวิตทั้งชีวิตของตนเอง มองไปตรงไหนก็เห็นเพียงร่องรอยของการตัดสินใจที่ผิดพลาด เรื่องดีๆ ถ้ามีอยู่บ้างก็มาจากคนอื่น ไม่ได้มาจากคุณงามความดีหรือความสามารถของหล่อนเองสักครั้ง
เก็บข้าวของในนาทีของการเลิกงานตามกติกาเป๊ะ
จะไปแล้วเหรอนางเอก?
พิมพ์พรรณีถามทัก อเวรายังอุตส่าห์มีแก่ใจเล่นตอบ
ต้องรีบไปเข้าฉากชะเง้อคอรอพระเอกเก้อ
เพื่อนสาวฟังคำตอบแล้วหัวเราะขัน
ทำไมคนเขียนบทใจร้ายจังน้อ
ละครเรื่อง กรรมเก่าบังเราให้ตาบอด ก็อย่างนี้แหละ ไม่ค่อยมีฉากให้ยิ้มออกหรอก คลำไปคลำมาเจอแต่ตะเข้งับทั้งปี
อเวราเอ่ยเสียงรื่น รื่นจนพิมพ์พรรณีจับไม่ได้ว่านั่นเป็นการกรีดหัวใจพูดตลก จึงไม่สงสาร ไม่ห่วงใยอาทร แต่เปรยแกมบ่นไปทางอื่น
หลังๆ ไม่ค่อยกินข้าวเย็นด้วยกันเลยนะ วันนี้เอาซะหน่อยไหม?
เหนื่อย
ไว้วันหลังนะ อยากกลับไปพัก
หล่อนหมายถึงการพักใจที่บ้านพี่สาว แหล่งซบอิงเดียวที่หล่อนไม่เคยไปตัดสินใจอะไรผิดพลาดเลย!
ขับรถจากตัวอาคาร ผ่านรั้วออกสู่ถนนใหญ่ซึ่งการจราจรกำลังจอแจปานกลาง แต่พอผ่านมาสองสามกิโลก็หยุดสนิทด้วยไฟแดงประกาศิต ดูตัวเลขบอกเวลาที่เหลือกว่าจะไฟเขียวแล้ว ก็คงต้องรออีกพักใหญ่ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นกดปุ่มลัดต่อสัญญาณถึงเครื่องพี่สาว
เดี๋ยวเค้กไปหานะคะพี่หน่อง กำลังจะแวะซื้อกับข้าวจากร้านโปรดของพี่หน่องด้วย อยากทานอะไรเป็นพิเศษไหม?
อ้อ! เค้ก
วันนี้พี่พายายทรายมาหาหมอฟันน่ะจ้ะ แล้วคงกินมื้อเย็นข้างนอกเลย
สีหน้าอเวราสลดลงจนเกือบเป็นเศร้า
เหรอคะ
ค่ะ งั้นไม่เป็นไร
จ้ะ ไว้วันหลังนะ
ต่างฝ่ายต่างวางสาย หญิงสาววางมือถือลงบนเบาะด้านข้างอย่างเชื่องช้า ความน้อยใจแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ นี่หล่อนคงรบกวนพี่กับหลานถี่เกินไปแล้วกระมัง? ความคิดมากแบบผู้หญิงก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังๆ ชักสังเกตเหมือนกันว่ารสรินกับณชะเลไม่ยิ้มดีใจที่เห็นหล่อนเหมือนเมื่อก่อน และวันนี้แม้รสรินอยู่นอกบ้าน จะกินข้างนอก แทนที่จะแบะท่าสักนิดว่าอยากมาร่วมด้วยไหมก็ไม่มีสักคำ น่าจะรู้ว่าต่อให้ไปหาหมอฟันถึงสมุทรปราการ หล่อนก็ยินดีจะขับตามไปอยู่แล้ว
ถูกเบื่ออีกแล้วซีเรา?
เหมือนคนไร้ค่าที่ไม่มีใครต้องการ ไม่เข้าใจจริงๆ หล่อนพยายามทำดีกับทุกคน แต่คงขาดสีสัน หรือมีความน่ารังเกียจอะไรสักอย่าง คบสนิทกันพักหนึ่งเหมือนใครๆ อยากตีตัวออกห่างเสมอ
ความเศร้าทำให้คนเราฟุ้งซ่านแต่เรื่องแย่ๆ เรื่องที่ตัวเองถูกทอดทิ้ง เรื่องที่ตัวเองไม่มีใครเหลียวแล อเวราลืมสนิทว่าเพิ่งเมื่อสิบนาทีก่อนนี้เองมีคนชวนหล่อนกินข้าวเย็นด้วยกัน และหล่อนก็ใช้คำว่า ไว้วันหลังนะ ปฏิเสธไปเหมือนดังเช่นที่ถูกปฏิเสธมานั่นเอง
นั่งคนเดียวในพาหนะคู่กาย รอบรายคือกองทัพรถ ผู้คนแปลกหน้า และอาคารที่ไร้ความหมายกับใจ เหมือนเหลือหล่อนเพียงคนเดียวในโลก สงสารตัวเองจนเผลอปล่อยน้ำตารินไหลออกมาเป็นสายตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ตัว เพียงหยาดน้ำอุ่นกลิ้งลงสัมผัสผิวแก้มให้รู้สึก อเวราก็ปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น คล้ายสติโบยบินลับหายไปจนสิ้นแล้ว
ค่อยๆ โน้มศีรษะลงต่ำ เอาหน้าผากซ้อนหลังมือบนพวงมาลัย เพื่อซ่อนหน้าไม่ให้โลกเห็นว่านาทีนี้หล่อนอ่อนแอเพียงใด
หลังจากร้อง ร้อง และร้อง ปลดปล่อยทุกสิ่งที่อัดอั้นทรมานจนสิ้นไส้ ความโศกก็บรรเทาลงบ้าง ดีเหมือนกันที่ร้องเสียให้จบๆ ไป ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหดหู่ตอนกำลังถือพวงมาลัย ชนโครมครามขึ้นมาชาวบ้านจะพลอยเดือดร้อนตาม เจอวิบากกรรมแค่นี้ก็สาหัสแย่แล้ว อย่าต้องประสบเคราะห์หนักขึ้นเพราะเอาเคราะห์ไปฟาดชาวบ้านอีกทอดเลย
เงยหน้าสู้โลก หยิบทิชชูเช็ดคราบน้ำตา นึกอยากให้กฎแห่งกรรมวิบากเห็นใจหล่อนเสียที หล่อนร้องไห้มามากแล้ว แต่ละครั้งไม่เคยห้ามความสงสารตัวเองสำเร็จ ทั้งที่เฝ้าบอกว่านี่คือวิบากกรรมของหล่อนเอง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าหล่อนเคยทำกรรมอะไรไว้นักหนา
วิบากกรรม
ตอนกำลังท้อแท้ เห็นทั้งโลกมืดมน ใจมันไม่อยากเชื่อเอาเสียเลยว่านี่คือกับดักแห่งกรรมวิบาก อยากจะเชื่อว่ามีใครกลั่นแกล้ง และกำลังหัวเราะเยาะหล่อนด้วยความสะใจเสียมากกว่า!
ไม่เข้าใจจริงๆ ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย หล่อนเกิดมามีพ่อแม่ที่ดี รูปร่างหน้าตาดี การศึกษาดี แต่ทำไมยิ่งวันเส้นทางชีวิตจึงยิ่งบีบให้รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าขนาดนี้ จะหลบไปทางไหน หรือพยายามทำดีกับทุกคนเพียงใด สุดท้ายต้องโดนตอกย้ำให้สำนึกแล้วๆ เล่าๆ ว่าตนเหมือนกรวดทรายที่ไม่มีใครเขาอยากถือไว้ให้หนักมือเปล่า!
แม้จะยังสดสาวและสะสวย เสมือนเป็นที่หมายปองของชายครึ่งเมือง ทว่านั่นยิ่งกลับเป็นคล้ายเครื่องมือทำร้ายจิตใจ แกล้งยกขึ้นสูง พอกำลังเหลิงลมได้ที่ก็ทุ่มลงเต็มแรง
โดนแกล้งยกขึ้นเพื่อทุ่มลง
จู่ๆ คำนี้ก็กลายเป็นนิยามสั้นๆ ของชีวิตหล่อน อเวรากะพริบตาปริบๆ ขนลุกเกรียวขึ้นมาอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ นี่หล่อนกำลังถูกปิดหูปิดตาเล่นเกมชนิดไหนกันแน่?
รสรินเคยบอกว่าถ้าหานิยามของชีวิตตัวเองเจอ เอาแค่คำจำกัดความสั้นๆ ที่เด่นชัดที่สุด นั่นแหละรูปแบบวิบากกรรมหลักที่ต้องก้มหน้ารับ แต่ระหว่างเสวยวิบากนั้นเอง ศักยภาพของมนุษย์จะเปิดโอกาสให้ตัดสินใจเลือกเดินบนเส้นทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง
ให้ตอบแบบเด็กประถมเลือก ก.ไก่ ข.ไข่ ใครๆ ก็ต้องเลือกเส้นทางที่ดีขึ้น แต่ทำอย่างไรล่ะ? ทุกวันนี้หล่อนประพฤติกาย วาจา ใจให้เป็นเหตุปัจจัยยกระดับตัวเองขึ้นสู่ทางที่ดีขึ้น แต่ทำไมจึงมีแต่เรื่องวนเวียนซ้ำเติมหล่อนอยู่เหมือนเดิม?
ถึงจุดหนึ่งของความคิด จิตใจก็เปลี้ยเพลีย เนือยนาย และหายอยากอะไรๆ หมด หล่อนผ่านอาการทอดอาลัยมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้มีความชิน ความชา และความเฉยอย่างน่าพิศวง เป็นความรู้สึกจากภายในที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เสมือนตัดตัวเองจากโลกภายนอกเข้าไปอยู่ในเกราะแก้วสุญญากาศฉะนั้น
สมองชา แต่ไม่ถึงกับไร้ความสามารถคิดอ่านสิ้นเชิง อย่างน้อยเมื่อจำเป็นต้องออกรถก็เคลื่อนไหวมือไม้ได้ตามปกติ บางขณะแวบถามตัวเองขึ้นมาว่านี่คืออาการของคนกำลังคิดอยากฆ่าตัวตายหรือเปล่า? ใจก็ตอบตนเองว่ายัง
ยังห่าง
ไม่เป็นไร
หล่อนแค่เหน็ดเหนื่อยเต็มทนกับการเปิดประตูผิดบานเพื่อพบทางตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามทำบุญ พยายามช่วยเหลือคนอื่น พยายามปรับเส้นทางชีวิตเสียใหม่ด้วยการเข้าใกล้บัณฑิตและออกห่างคนพาล แต่ก็ยังได้ดีไม่ทันใจ
คงเพิ่งอยู่ในขั้นเตาะแตะ ยังเปลี่ยนแปลงน้อยไป ช่างเถอะ
พยายามอีกหน่อยเดี่ยวคงดีขึ้น
ปลอบใจตนเองและขับรถต่อด้วยสติที่มั่นคง ลำคอตีบตื้นเหมือนอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกเป็นพักๆ แต่เมื่อตั้งใจขับรถดีๆ ด้วยเจตนาจะไม่ทำตัวให้เป็นภัยกับคนอื่น ก็เกิดความเข้มแข็งขึ้น และในความเข้มแข็งขึ้นบ้างนั้นเอง อเวราก็บอกตัวเองว่าจะรอ รอดูว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าพรุ่งนี้ยังเหมือนเดิมก็รอดูวันมะรืนอีก รสรินเคยปลอบว่าการกินผลไม้รสหวานที่ผ่านการรอคอยมานานนั้น อร่อยกว่าได้กินเลยโดยไม่ต้องรอมากนัก หล่อนจะเชื่อ หล่อนจะรอ
ฝ่าการจราจรมาจนเข้าซอยหมู่บ้านตน แต่แล้วเมื่อผ่านช่วงเปลี่ยวต้นซอย อเวราก็ต้องเหยียบเบรกจนตัวโก่ง เมื่อจู่ๆ มีร่างของชายคนหนึ่งในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนโผล่ออกมาจากข้างทาง ขวางหน้ารถหล่อนไว้ เกือบจะโดนชนแค่รำไร
พฤหัสนั่นเอง
หญิงสาวมองเด็กหนุ่มด้วยแววชาเฉย ไม่ตระหนก ไม่หัวเสีย ไม่แม้แต่จะรำคาญที่เขาไม่ไปให้พ้นๆ จากชีวิตเสียที การปรากฏตัวของเขาคือร่องรอยแห่งกรรมของหล่อนเอง ที่คิดผิด ตัดสินใจผิด ไม่อาจหักห้ามอารมณ์ฝ่ายต่ำ และแม้ท้ายที่สุดก็สมแล้ว บอกตนเองว่านี่ไง
วิบากของการผิดนัดกับบัณฑิต หลงผิดไปรับนัดพาลแทน!
เสพภาพตรงหน้าแน่วนิ่ง อย่างจะซึมซับรสขมแห่งชีวิตให้ซึ้งลงไปถึงโคนลิ้นแห่งหัวใจ จากภาพแห่งความน่าถวิลหาสุดทน บัดนี้แปรเปลี่ยนมาเป็นภาพแห่งความน่าเข็ดหลาบอย่างอุกฤษฏ์ หล่อนกำลังถูกลงโทษจากการปล่อยตัวปล่อยใจคบเด็กไม่รู้คิด เด็กที่ยังรับผิดชอบอะไรไม่เป็น เด็กที่ไม่แม้แต่จะให้ความนับถือหล่อนเป็นรุ่นพี่ มีแต่สายตาโลมเลียม มองหล่อนเป็นวัตถุกามเพื่อบำบัดความใคร่ และจะยังไม่ปล่อยไปไหนตราบเท่าที่เขายังไม่เบื่อ!
พฤหัสเดินอ้อมมาที่ประตูด้านข้างและยกมือเคาะกระจก อเวรากดปุ่มปลดล็อกให้เขาเปิดประตูก้าวขึ้นมาอย่างง่ายดาย พอเขานั่งแล้วต่างฝ่ายต่างก็นิ่งเฉย สายตามองตรงไปเบื้องหน้า กระทั่งพฤหัสดึงวัตถุเหน็บเอวชิ้นหนึ่งมาวางบนตัก หญิงสาวจึงเหลือบตาแล เห็นถนัดว่ามันคือพญามัจจุราชกระบอกหนึ่งซึ่งอาจปลิดชีวิตคนได้ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียวในรังเพลิง!
ใจวูบไหวเล็กน้อย แต่ก็แปรกลับเป็นเยือกเฉยเนือยนาย เพียงรับรู้ว่าสถานการณ์ไม่ใช่แค่การงอนง้อธรรมดาดังเคยเสียแล้ว แต่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงเลือดถึงเนื้อ และไม่อาจหลบเลี่ยงโดยง่าย
จะเป็นไรไปเล่า ในเมื่อส่วนลึกของหล่อนอยากได้ข้ออ้างที่จะตายโดยไม่ต้องมีบาปเปื้อนมือตนเองอยู่พอดี
ผมขาดพี่เค้กไม่ได้
พฤหัสเริ่มเปิดฉากเสียงแข็ง
แต่พี่มีเธอในชีวิตไม่ได้
อเวราโต้ตอบด้วยเสียงเยียบเย็นปานน้ำแข็ง เด็กหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ ถ้านี่คือการแสดง ก็แปลกนักที่เขาเจ็บปวดกับคำตอบนั้นของหล่อนราวกับหลงรักหล่อนเสียเต็มประดา
ดี! งั้นพรุ่งนี้เราไปเป็นข่าวหน้าหนึ่งด้วยกัน!
เนื้อข่าวเขียนว่าไงเหรอ?
คนถือปืนขบริมฝีปากเล็กน้อย เจ็บใจที่อดีตคู่นอนสาวสุ้มเสียงราบเรียบเป็นปกติเหลือเกิน คงเห็นว่านี่เป็นแค่เรื่องข่มขู่เหลวไหลกระมัง?
ขณะนั้นรถคันหนึ่งสวนมา เด็กหนุ่มเหลือบมองอเวรา เกรงหล่อนจะโวยวายขอความช่วยเหลือ แต่ก็เปล่า หญิงสาวยังคงนั่งนิ่งคล้ายปรึกษาปัญหาแก้ไม่ตกกับเขาด้วยสีหน้าสีตาธรรมดาเป็นที่สุด
ข่าวที่ชาวบ้านเห็นกันจนเบื่อ แต่ก็ยังอยากอ่านไว้เมาท์เล่นระหว่างญาติมิตรไง พฤหัสขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเค้นคำตอบออกมาแบบติดตลก เพียงแต่เป็นตลกเลือด สาวสวยอายุ ๒๔ ถูกหนุ่มหล่ออายุ ๑๗ ยิงตายคารถ หนุ่มน้อยไม่รอดจากความสำนึกผิด ยิงตัวตายตาม ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นว่าคงตกลงกันเรื่องค่าสินสอดไม่ได้!
อเวรายิ้มขื่น อยากหัวเราะแต่หัวเราะไม่ออก ยามหน้าสิ่วหน้าขวานถึงขีดสุด คำพูดของพฤหัสก็ยังฟังเหมือนมุขตลกมุขหนึ่ง เสียแต่ว่าครั้งนี้ถ้อยคำตลกๆ อาจเป็นจริงขึ้นมาได้ทุกวินาที!
ข่าวคงลงในทำนองหญิงสาวตีตัวออกห่าง คนรักหนุ่มวัยโจ๋ตามราวีไม่เลิกมากกว่า รูปการออกมาในทำนองชู้สาว หึงหวง และจองเวรชัดเจน
เออ! ผมจองเวรพี่! เดี๋ยวเราไปอยู่โลกหน้าด้วยกัน!
ลองเดาไหมล่ะว่าใครจะตายท่าสวยกว่ากัน?
พฤหัสขบกรามแน่น ตาลุกวาวแบบไม่ได้แกล้งกับจินตนาการคล้ายท้าทายเขาอยู่ในที เด็กหนุ่มขยับปืนออกจากที่วางเล็กน้อย
พี่เค้กนึกว่าผมขู่เล่นใช่ไหม?
หญิงสาวส่ายหน้าแช่มช้า
ตามความรู้สึกที่พี่สัมผัสได้ ใจเธอมีความเหี้ยมเกรียมของคนพร้อมจะทำปาณาติบาตอยู่จริงๆ นี่นึกล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำว่าอีกเดี๋ยวคงมีเลือดสาดสยองตาน่าดูชม พี่แค่
จะยอมเป็นเหมือนสัตว์ให้พรานอย่างเธอฆ่าสักชาติหนึ่ง แล้วขออโหสิ ขอให้เราหมดเวรกันไป!
น้ำเสียงคงเส้นคงวาเกือบๆ จะไร้ชีวิตจิตใจนั้น มีมนต์ขลังพอจะสะกดให้เด็กหนุ่มอึ้งงัน สถานการณ์ล่อแหลมถึงชีวิตขับเน้นสัมผัสเกี่ยวกับภพชาติให้เด่นโด่งขึ้นมาในความรู้สึกได้เสมอ
พฤหัสกลับเป็นฝ่ายกลืนน้ำลายฝืดๆ เสียเอง เพราะทราบชัดว่าอเวราหมายความตามนั้น จิตใจหล่อนกำลังชาเย็นกับการจากโลกนี้ไป ไม่ยี่หระกับความตายที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหาจริงๆ แตกต่างเป็นตรงกันข้ามกับการเสแสร้งแกล้งสร้างบรรยากาศบีบคั้นของเขา
ในเมื่อขู่เอาชีวิตแล้วหล่อนไม่กลัว เขาก็กัดฟันสวมวิญญาณนักแสดงเอก ยกปืนขึ้นจ่อขมับตนเอง ง้างนกดังกริ๊ก ปลายนิ้วสอดเข้าโก่งพร้อมเหนี่ยวไก
งั้นผมจะให้พี่อยู่ต่อ เพื่อรู้สึกผิดไปจนชั่วชีวิต
คำพูดนิ่มๆ ที่แฝงเงาความเครียดไว้จริงๆ นั้นน่ากลัว อเวราหันมามองเขาอย่างเริ่มประหวั่น หล่อนอ่านใจเขาไม่ออก รู้แต่ว่าอัตวินิบาตกรรมหลายต่อหลายครั้งสำเร็จลุล่วงเพราะญาติมิตรไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือขี้เกียจเปลืองแรงห้ามปรามนั่นเอง
ไม่เอาน่าต่อย
หล่อนเงียบคิดชั่งใจครู่หนึ่งว่าจะพูดอะไรดี เธอจะเอายังไงกับพี่?
ผมไม่เอายังไงหรอก ขอแค่เป็นคนที่พี่เค้กจะไม่ลืมง่ายๆ เท่านั้น
ปิดตาลงบีบแน่น กัดริมฝีปากราวกับต้องการชิมเลือดเค็มๆ ของตัวเองก่อนลั่นไก อเวราหลงกล ยื้อข้อมือเขาไว้วุ่น
อย่าทำบ้าๆ น่าต่อย พอที! เอาปืนมานี่
พฤหัสขืนข้อมือไว้ ซึ่งแน่นอนว่ากำลังของอเวราน้อยเกินกว่าจะฉุดอยู่ นิ้วเขาค่อยๆ เหนี่ยวไกด้วยท่าทีมาดมั่น และนั่นก็ทำให้อเวราละล่ำละลักเสียงหลง
ต่อย! พี่ยอมแล้ว อย่าทำอย่างนี้!
พฤหัสซ่อนยิ้ม ค่อยๆ ลดปืนลงและหันมาสบตา
หมายความว่ายังไง
ยอม?
อเวราใจเต้นผิดจังหวะ ตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะหนีเขาสุดหล้าฟ้าเขียว แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าไม่รู้หัวรู้ก้อย อย่างไรต้องซื้อเวลาให้ผ่านไปก่อน
เธอจะเอาพี่ไปต้มยำทำแกงยังไงก็เชิญ ขออย่างเดียวเลิกคิดสั้นไร้สติเสียที
รถผ่านมาอีกคันหนึ่ง เป็นจังหวะที่คนขับไม่ทันได้เห็นเขาถือปืนจ่อหัวตัวเอง พฤหัสยิ้มเย็น
ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าผมพิสูจน์ความรักได้ด้วยอะไร?
หญิงสาวส่ายหน้าถอนใจเหนื่อยหน่าย
นี่ไม่ใช่ความรัก มันคือความบ้าต่างหาก!
กลับรถ! ไม่งั้นพี่เค้กคงไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นรถคันนี้อีก!