กรรมพยากรณ์ ตอน เลือกเกิดใหม่
โดย ดังตฤณ
กลับสู่หน้าหลัก Dungtrin on Mobile >> สารบัญ
ตอนที่ ๔๐ ภาคพื้น
สิบตำรวจโทเรืองยศ เพิ่งกลับจากแข่งยิงปืนที่โคราชและมาค้างคืนบ้านพ่อแม่ในเขตอยุธยา ด้วยวัยเบญจเพสเขาเป็นพลแม่นปืนสังกัดหน่วยอรินทราช ๒๖ ซึ่งมีหน้าที่ต่อต้านการก่อการร้ายในเมืองหลวง อันกอปรพร้อมด้วยคุณสมบัติหลายประการในตัว ทั้งความน่าเชื่อถือด้านการใช้อาวุธ และทั้งความน่าเชื่อถือในฐานะมนุษย์ผู้มีหัวใจพิทักษ์สันติราษฎร์คนหนึ่ง
ธรรมดาของนักนิยมปืนซึ่งเพิ่งกลับจากการแข่งขัน เรืองยศถอดล้างทำความสะอาดปืนยาวของตนอย่างมีความสุข มันเป็นเอชเคที่เขาเบิกมาจากคลังและกำลังจะนำกลับกรุงเทพฯในวันรุ่งขึ้น ระเบียงนอกห้องนอนคือที่นั่งโปรดสำหรับการนี้ของเขา
สิบตำรวจโทหนุ่มกำลังคิดถึงผลการแข่งขันซึ่งเป็นที่น่าพอใจยิ่งยวด ผู้ได้ชื่อว่าเป็นพลแม่นปืนหรือสไนเปอร์นั้น ไม่มีความน่าภูมิใจอันใดเหนือกว่าการเป็นผู้ทำแต้มสูงสุด เขาภูมิใจเสมอกับความเป็นคนเก่ง คนที่ทุกคนฝากความหวังว่าจะเป็นอัศวินม้าขาว ช่วยพลิกสถานการณ์เลวร้ายให้กลายเป็นดีอย่างเฉียบพลันและปราศจากความผิดพลาด
ธรรมชาติมักโยนภาระมาให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะอยู่ในเวลางานหรือนอกเวลางาน เรืองยศประกอบปืนซึ่งมีหลายชิ้นส่วนเกือบเสร็จ คือเพิ่งใส่ชุดลูกเลื่อนและตามด้วยสลักล็อกพานท้าย พอปืนอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ก็ให้นึกคันไม้คันมือเป็นกำลัง และกาลอันประจวบเหมาะนั้นเอง พลันหางตามือพิฆาตเอกก็เห็นรถโตโยต้าวีออสวิ่งมาจากทางซ้ายมือ และเห็นบีเอ็มดับบลิวคันงามสะดุดตาแล่นมาจากทางขวา รถทั้งสองจอดบริเวณเดียวกัน ห่างจากจุดที่เขานั่งไปทางด้านขวาประมาณเกือบ ๒๐๐ เมตร
ทีแรกเรืองยศเหลือบมองอย่างไม่สนใจนัก แค่สะดุดตานิดหน่อยกับการเห็นรถคันละห้าหกล้านมาวิ่งแถวบ้านเขา แต่พอมีชายสามคนลงจากรถและเหมือนจะเจรจาอะไรกัน สิบตำรวจโทหนุ่มก็ชักรู้สึกทะแม่งๆ สังหรณ์อย่างไรบอกไม่ถูก นั่นอาจเป็นสัญชาตญาณของตำรวจจมูกไว ได้กลิ่นเหตุร้ายล่วงหน้าโดยไม่ต้องรอให้เกิดขึ้นเสียก่อน
ในระยะ ๒๐๐ เมตรนั้น เขาสามารถเห็นเหตุการณ์ได้ด้วยตาเปล่าอย่างถนัด รถวีออสแล่นออกจากที่จอดปุบปับท่ามกลางการเหลียวตะลึงของชายทั้งสาม ชายร่างสันทัดก้มลงหยิบปืนมายิงไล่หลัง กระทั่งเด็กหนุ่มถลาร่อนมาเป็นเป้าสะดวกให้ซ้อมยิงเล่นในระยะใกล้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเรืองยศไม่อาจตัดสินใจยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องเช่นใดได้
อย่างไรก็ตาม ความที่คุ้ยเคยกับอาชญากรตัวกลั่นมาหลายปีทำให้แยกแยะถูกว่าใครเป็นใคร เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกยิงในระยะเผาขนลงไปนอนกองที่หน้ารถยุโรปหรู เมื่อกองลงไปแล้วยังมีกระสุนแถมท้ายอีกหนึ่งนัดเป็นใบรับประกันการสิ้นชีพ ด้วยสติและความเลือดเย็นเยี่ยงนั้น ผู้ยิงคงไม่ใช่สุจริตชนที่เพิ่งฆ่าคนเป็นครั้งแรกแน่ๆ
ขณะกำลังคิดว่าควรมีปฏิกิริยาเช่นไรจึงจะเหมาะกับฐานะตน สิบตำรวจโทหนุ่มก็เห็นรถวีออสวกกลับมาที่จุดเกิดเหตุอีก คนขับสาวเปิดประตูถลามาหาร่างเด็กหนุ่มที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น เขาเห็นหล่อนกรีดร้องและเรียกชื่อคนล้มเหมือนเสียสติ แม้จะถูกชายฉกรรจ์ยื้อยุดฉุดแขนก็สะบัดและพยายามเข้าหาร่างบนพื้นอย่างลืมกลัวท่าเดียว
เรืองยศไม่รอช้า ก้าวสวบๆเข้าห้องและกลับมาพร้อมซองกระสุน พลางเสียบมันเข้าที่ ปลดล็อกไก ยกปืนประทับบ่า จ่อตาขวาเข้ากับศูนย์เล็ง โดยเล็งดูเหตุการณ์ให้ชัดเจนก่อน ทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงน้อยนิดด้วยความคุ้นเคยและจัดเจนงาน
จังหวะนั้นหญิงสาวกำลังดิ้นสุดฤทธิ์ ทั้งพยายามตบ ทั้งพยายามจิกข่วนคนร้ายซึ่งมีถึงสองคน แน่นอนว่าผู้หญิงกำลังน้อยตัวคนเดียวย่อมเหมือนน้ำน้อยแพ้ไฟ ครู่เดียวก็โดนรวบตัวได้ และถูกชกท้องจนเปลี้ยง่อยห้อยแขนลงทันตา
เรืองยศคุมจิตใจไม่ให้นึกเกลียดพวกหน้าตัวเมียเหล่านั้นเกินขีด เพราะถ้าเกลียดจนโทสะพุ่งอาจมีผลกับความแม่นยำ กับทั้งตัดสินใจวู่วามได้ เหตุร้ายตรงหน้ายังไม่มีความชัดเจน แม้แน่ใจว่ากำลังจะช่วยผู้บริสุทธิ์ เขาก็ยังไม่เคยเผชิญสถานการณ์เฉพาะหน้าแบบไม่มีหัวหน้าออกคำสั่ง ครั้งนี้ต้องรับผิดชอบการตัดสินใจของตนเองตามลำพัง จึงเกิดความลังเลอยู่สองวินาทีว่าจะเอาอย่างไร ระหว่างยิงหัวกับยิงแขนขา ถ้ายิงหัวก็ต้องเขียนรายงานวิสามัญฆาตกรรมยาวหน่อย แต่ถ้ายิงแขนขาก็จะลดปัญหาลงได้มาก เนื่องจากคนร้ายฆ่าผู้บริสุทธิ์ตายแล้วหนึ่ง และเห็นๆอยู่ว่ากำลังจะอุ้มผู้หญิงขึ้นรถไปอีกราย การยิงแขนขาเพื่อระงับเรื่องร้ายจึงนับว่าสมควรแก่เหตุยิ่ง
จากจุดนี้ เขาจะเลือกยิงที่ใดก็ได้ ฝีมือระดับเขานั้นเกินกว่าจะอ้างส่งเดชว่าจับจุดไม่ถนัดเลยพลาดไปโดนหัวหรือเข้าลำตัวทำลายอวัยวะสำคัญ แม้ต้องเอาปืนประทับบ่าเพราะไม่มีเวลาประกอบฐานปืน ก็หวังความแม่นยำเฉียดๆร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี อย่าว่าแต่ ๒๐๐ เมตรเลย สำหรับเขาแล้ว ในสภาพพรักพร้อมทั้งกำลังกายและสติสัมปชัญญะเต็มที่เช่นนี้ ต่อให้เกิน ๕๐๐ เมตรก็ยังสบาย ของเคยๆอยู่แล้ว เขาต้องพัวพันกับสถานการณ์เทือกนี้เป็นประจำ ประเภทผู้ร้ายกับเหยื่ออยู่ติดกัน ต้องการกระสุนลึกลับช่วยเหยื่อจากทางไกล ตำรวจประเภทเขาถูกฝึกมาให้เป็นมือพระกาฬ ทั้งเทคนิคความชำนิชำนาญในการใช้อาวุธ และทั้งประสาทในการรับมือกับเหตุด่วนฉุกเฉิน ยิ่งผ่านประสบการณ์มา ๓-๔ ปีด้วย โอกาสไม่จบเกมในนัดเดียวก็ยากเย็นยิ่งนัก
ด้วยใจสงบสุขุมกับสถานการณ์ฉุกเฉินเหนือคนธรรมดา เรืองยศกำลังรอแนววิถีที่ห่างจากเหยื่อ เพราะกระสุนจากเอชเคจะทะลุทะลวงไปไกลชนิดมายืนเข้าแถวซ้อนกัน ๓ คนวิถีก็ยังวิ่งเป็นเส้นตรงโดยไม่เฉแฉลบ หากทำให้คนร้ายบาดเจ็บ แต่กระสุนดันวิ่งต่อไปปลิดชีวิตผู้บริสุทธิ์ เขาคงนึกอยากลาออกจากอาชีพสถานเดียว และอาจมีรสขมในปากเกินกว่าจะหยิบปืนยิงได้อีกทั้งชาติ!
เมื่อสิงคารชกท้องอเวราจนอ่อนลงทั้งร่างแล้ว ก็ปล่อยให้เพื่อนร่วมขบวนการหิ้วปีกหล่อนตามลำพัง ตัวเองเดินไปเปิดประตูรถตอนหลังเพื่อนำสินค้ามาบรรจุ
แต่ขณะนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงดัง ปัง แน่นทึบกว่าประทัด เกือบๆพร้อมกันก็ได้ยินเสียงโอ๊กราวกับวัวถูกเชือดลั่นถนน เหลือบไปมองก็เห็นร่างสันทัดของเพื่อนร่วมงานล้มลงนอนหงายกับพื้น ปล่อยเหยื่อสาวเป็นอิสระ ซึ่งหล่อนก็ลงกลิ้งสองตลบแล้วนอนคุดคู้อย่างจุกเสียดไม่หายเช่นกัน
สิงคารอ้าปากหวออย่างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าเพื่อนของตนถูกยิงจากระยะไกล แต่วินาทีต่อมาก็ได้สติ สั่งตัวเองให้รีบหมอบลงคลานไปแอบท้ายรถเดี๋ยวนั้น
เมื่อเข้าที่กำบังได้ก็โผล่หน้าออกมาเล็กน้อยเพื่อสังเกตการณ์ เห็นสหายจากเครือข่ายโฉดพยายามยักแย่ยักยันลุกขึ้นนั่ง หยิบปืนที่เหน็บเอวออกมา และหันไปทางทิศที่ได้ยินเสียงปืนในท่าเตรียมต่อสู้ศัตรูผู้ลึกลับ แต่แล้วสิงคารก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง กับทั้งเห็นถนัดตาว่าเจ้าเพื่อนยากโดนทะลวงหัวไหล่ทะลุเข้าให้ จนต้องกลับลงนอนเกลือกกลิ้ง แด่วเดี้ยงไปทั้งแขนทั้งขา ฉีกปากร้องแหลมก้องด้วยความเจ็บปวดสาหัส ไม่มีโอกาสลุกกลับมาตั้งท่าตั้งทางใดๆอีกเป็นแน่
สิงคารกลืนน้ำลายเอื๊อก ปังที่สองนี้เขารู้แล้วว่ากระสุนปืนถูกส่งออกมาจากที่ใด ในละแวกนั้นมีบ้านอยู่เพียงสองหลัง ขวามือหนึ่ง ซ้ายมืออีกหนึ่ง ห่างจากตำแหน่งของเขาเกินสองร้อยเมตร ดูจากวิถีกระสุนก็คาดว่าน่าจะมาจากบ้านหลังซ้ายมือนั่นเอง แต่การยงโย่ยงหยกลอบมองจากหลังท้ายรถเช่นนั้นยังไม่อาจเก็บรายละเอียดได้ชัดนัก
เม้มปากแน่น เขาไม่มีปืนอยู่ในมือ อีกทั้งไม่รู้ว่าศัตรูผู้ลึกลับเป็นใคร ทราบแต่ว่าระยะห่างขนาดนี้หมอนั่นยังวางกระสุนเข้าเป้าได้ราวกับจับวาง นั่นแปลว่าต้องใช้ปืนติดศูนย์เล็งอย่างแน่นอน และดูจากพฤติกรรมช่วยเหลือหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายแล้วก็น่าจะเป็นคนของราชการ ฉะนั้นการคิดขัดขืนต่อสู้หรือพยายามหลบหนีด้วยวิธีใดๆคงเปล่าประโยชน์ ถ้าทำเก่งต้องโดนสอยร่วงแบบที่เห็นเพื่อนเป็นเยี่ยงอย่างแน่
เสียงปืนเงียบในอาการรอปฏิกิริยาของเขา ความรู้สึกของคนมือเปล่ายามนี้เสมือนเผชิญหน้าอยู่กับพญายมผู้สำแดงความยิ่งใหญ่จากขอบฟ้ากว้างเงียบ ด้วยความเหี้ยมเกรียมไร้หัวใจปรานี สิงคารกัดฟันกรอด ละล้าละลังคิดหาทางออกที่ดีที่สุด เรื่องโทร.ตามใครมาช่วยนั้นลืมได้ เพราะคงไม่ทันการณ์เป็นแน่ แต่หากรอช้าอีกฝ่ายคงเรียกกำลังเสริมมาหิ้วตนไปเข้าซังเตเช่นกัน เขาเพิ่งถอยบีเอ็มดับบลิวคันใหม่ออกมาไม่นาน ยังอยากเหยียบเล่นให้หนำใจนานกว่านี้ เพราะฉะนั้นต้องคิดหนีให้จงได้
คิดรีบคลานขึ้นรถแล้วขับเผ่น แต่ตรองดูก็เห็นว่ารถเก๋งไม่ใช่รถถังหุ้มเกราะ พอเขาประจำที่คนขับ เบาะนั่งอาจเป็นรูหลายแห่งในตำแหน่งที่มีร่างเขานั่งบังอยู่ นึกสงสารคนที่ต้องมาขัดล้างเลือดเขาออกจากที่นั่ง เลยตัดสินใจชูมือขึ้นสูงและร้องเสียงดังฟังชัด
ยอมแล้ว! อย่ายิง!
จากนั้นค่อยๆโงหัว ยืดกายยืนขึ้นสูง ค่อยๆก้าวออกมาสู่ที่โล่ง ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารดังคาด เขาคงไม่โดนเข่นฆ่าหรือทำร้ายง่ายๆทั้งชูมือยอมแพ้เช่นนี้ เสี่ยงดวงเอาหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวพอมือพิฆาตปรากฏในระยะประชิดค่อยใช้สมองหาทางรอดทีหลัง เพราะขณะยังไม่เผชิญหน้าเช่นนี้ เขามีแต่เสียเปรียบลูกเดียว
ฝ่ายสิบตำรวจโทหนุ่ม เมื่อเห็นเป้าหมายยกมือยอมแพ้ก็ไม่ชะล่าใจ ยังคงเล็งปืนอยู่กับร่างสูงใหญ่ของคนร้าย จังหวะนั้นเองแม่ของเขาก็วิ่งหน้าตื่นมาตามเสียงปืน ร้องถามเขาด้วยความตระหนกระคนแปลกใจจากเบื้องหลัง
เฮ้ย! เอ็งยิงอะไรวะยศ?
มันมาฆ่ากันใกล้บ้านเราน่ะแม่ ผมกำลังช่วยผู้หญิง เขาตอบเรียบๆทั้งที่สายตายังไม่ละจากศูนย์เล็ง แม่ช่วยต่อ ๑๙๑ ขอกำลังให้ผมหน่อย
อะ... อาไรวะ ให้พูดยังไงล่ะ?
เมื่อผู้เป็นมารดามายืนใกล้ตำแหน่งที่เรืองยศปักหลักอยู่ก็เห็นอย่างที่เขาเห็น รถสองคัน กับกลุ่มคนอีกสี่ คนหนึ่งกองแน่นิ่ง อีกสองคนนอนดิ้น และอีกคนสุดท้ายยืนนิ่งชูมือทั้งสองข้างประกาศยอมแพ้ ภาพระทึกระยะไม่ใกล้ไม่ไกลนั้นทำให้นางตะครั่นตะครอขึ้นมาจนเหมือนเหน็บกินไปทั้งร่าง
ท่าทางงกๆเงิ่นๆอย่างประหม่ากับเหตุร้ายของมารดาทำให้เรืองยศตัดบท
แม่ช่วยหยิบมือถือมาให้ผมก็แล้วกัน กด ๑๙๑ ให้ด้วย เมื่อขอความช่วยเหลือจากมารดาแล้วเรืองยศก็ตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด หยุดอยู่กับที่ตรงนั้น อย่าขยับ!
มีเสียงตะโกนตอบกลับมาเกือบทันที
รู้แล้ว!
สิงคารมองเขม็ง บัดนี้เขาเห็นต้นแหล่งแจกกระสุนแล้ว ฝ่ายนั้นยืนเล็งปืนประทับบ่าอยู่บนระเบียงชั้นสอง ใช้ปืนยาวดำเมี่ยม หน่วยก้านเป็นพวกแม่นปืนขนานแท้ และรู้ว่าจะต้องปฏิบัติเช่นไรในสถานการณ์ปุบปับฉับพลัน แค่เห็นมีผู้หญิงอีกคนช่วยยื่นโทรศัพท์มือถือมาจ่อหูให้ สิงคารก็ทราบชะตาของตนแล้วว่าขืนยืนนิ่ง อีกเดี๋ยวต้องโดนรวบตัวจากกำลังเสริม เพราะเจ้าหมอนั่นคงไม่เดินเด๋อลงมาเปิดโอกาสให้เขาพลิกสถานการณ์เป็นแน่
จังหวะเดียวกันนั้น อเวราเริ่มค่อยยังชั่ว จึงพยายามเคลื่อนไหว ตะเกียกตะกายล้มลุกคลุกคลานมายังศพของพฤหัส พอถึงก็ใช้สองมือน้อยเขย่าร่างไร้วิญญาณที่นอนตาเหลือกค้าง พร่ำเรียกอย่างนึกว่าอาจมีปาฏิหาริย์ให้เขาฟื้นคืนชีพ
ต่อย! ต่อย... ฮือ... ฮือ
หญิงสาวอยู่ใกล้เขาเพียงสองก้าว กำลังร่ำไห้ปานจะขาดใจจนลืมระวังตัว สิงคารตัดสินใจใช้โอกาสสุดท้ายที่จะรอดนั้น กระโจนพรวดเดียวตะครุบตัวหล่อนจากเบื้องหลัง โดยใช้ปลอกแขนขวารัดอกหล่อนและลุกขึ้นยืนโดยมีร่างระหงเป็นกำบังเบื้องหน้า ซึ่งพอหญิงสาวรู้สึกว่าถูกยึดตัวอีกก็พยายามสะบัดดิ้นรน ทว่านั่นกลับยิ่งเป็นผลดีสำหรับสิงคาร เพราะการส่ายแขนขาเปะปะทำเกิดโล่บังที่มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา พลแม่นปืนย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามจับจุดยิงเป็นอันขาด ต่อให้มั่นใจในฝีมือเพียงใดก็ตาม
ความคิดของสิงคารเช่นนั้นถูกต้อง แต่มีข้อแม้ว่าต้องยืนอยู่กับที่และปล่อยให้ตัวประกันดิ้นพล่านเป็นโล่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ เขาไม่รู้จักความฉลาดของสไนเปอร์ที่ถูกฝึกมาให้คาดการณ์ล่วงหน้า ถ้ารู้ก็คงไม่คิดทำอะไรมากไปกว่ายืนนิ่งตามที่ลั่นปากไว้
เรืองยศเลิกคุยโทรศัพท์ โฟกัสกับเป้าตามเดิมอย่างทันกับสถานการณ์ที่พลิกเปลี่ยนกะทันหัน จอมแม่นปืนย้ายศูนย์เล็งมาจ่อรออยู่ที่เบาะอย่างใจเย็นเยี่ยงผู้เห็นโอกาสอันแคบจำกัดที่สุดผ่านวิธีเดาทางความเคลื่อนไหวของคนร้าย เมื่อสิงคารกระชากประตูเปิดและยัดตัวสวบเข้ามานั่งประจำที่ แม้ปลอกแขนจะพาร่างแบบบางตามมาด้วย แต่ก็ยังมีเสี้ยวศีรษะแพลมออกมาเข้ากลางศูนย์ภายในชั่วเสี้ยววินาทีที่เร็วพอๆกับคนกะพริบตา ประสาทของผู้ถูกฝึกมาแรมปีสั่งงานเป็นอัตโนมัติ เพชฌฆาตหนุ่มเหนี่ยวไกในจังหวะพอดิบพอดี ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไปสำหรับเสี้ยวแห่งวินาทีสำคัญสุดยอดนั้น
สิงคารจอมโฉดได้พบกับประสบการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต คือหูได้ยินเสียงปังแน่นๆ แล้วในทันทีนั้นก็ปรากฏแสงวาบประหลาดเหมือนฟ้าผ่ากลางหน้าผาก ทันใดความเคลื่อนไหวทั้งปวงก็ชะงักลงสิ้น ราวกับโดนมนต์สาปเป่าให้อวัยวะทุกส่วนเป็นอัมพาตกะทันหัน อะไรๆหายไปหมด เหมือนสีสันส่ำเสียงทั้งหมดถูกลบเกลี้ยงไปต่อหน้าต่อตา กลายเป็นความแน่นิ่งค้างคาหาสำนึกคิดอ่านมิได้
ทว่าความจบสิ้นไม่มีจริง เมื่อห้วงแห่งภวังค์หนึ่งผ่านไป อีกห้วงสำนึกหนึ่งก็ผุดปรากฏขึ้นแทนที่ แบบเดียวกับคนล่วงสู่ความหลับด้วยสภาพหลงไม่รู้สติ แล้วแปรเป็นภาพฝันเลอะเลือนต่างๆนานา ผิดแต่ว่าฝันคราวนี้เป็นกระแสธารแห่งภาพความทรงจำที่ทะลักหลั่งเข้าสู่มโนทวารแบบถล่มทลาย รวดเร็วและต่อเนื่องราวกับขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านจุดเฝ้ามองจุดเดียว
ภาพชีวิตที่ผุดพรายเริ่มต้นนับจากวัยเด็กที่คึกคะนองในความเป็นผู้มีกำลังมาก แข่งกีฬาหรืองัดข้อกับเพื่อนมักได้เป็นผู้ชนะเสมอ เขาภูมิใจกับความเป็นหัวหน้านักเลงรุ่นเยาว์ แม้ยามเล่นสนุกก็ออกแนวโหด จับลูกน้องตบหัว ตบหน้า ตบหลังด้วยอารมณ์เมามัน อย่าต้องพูดถึงคู่อริที่เหม็นหน้ากัน เขามีสารพัดวิธีแกล้งให้ศัตรูได้รับความเจ็บปวด เป็นต้นว่าแกล้งเตะบอลอัดในสนามให้จุกแน่นปางตาย ภาพเหล่านั้นไหลมาเทมาไม่ขาดสาย และจิตก็จำได้ว่านั่นเป็นพฤติกรรมในอดีตของตน
ถัดจากวัยเด็กเขยิบขึ้นมาสู่วัยรุ่น ช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจในเสน่ห์น่าหลงใหล เขาแค่สบตากับผู้หญิงบนรถประจำทาง เข้าไปทักทายพูดคุย สาวงามก็ยอมอ่อนให้ และได้พาไปนอนภายในเวลาอันสั้น อย่าต้องนับเพื่อนสาวใกล้บ้าน เพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียน และสาวแปลกหน้าตามผับตามเธคซึ่งเป็นแหล่งหาขนมใหม่แทบวันเว้นวัน มันเป็นช่วงแห่งการเริ่มปักใจเชื่อว่ามงคลสูงสุดของการมีชีวิตเขา ก็คือการได้เห็นและจับต้องความขาวสว่างของร่างอิสตรีเปลือยเปล่าในที่รโหฐานนั่นเอง
ถัดจากวัยรุ่นขึ้นมาสู่วัยทำงาน ช่วงเวลาแห่งความลำบากเริ่มมาเยือน ความเสเพลเหลวแหลกที่ผ่านมาเริ่มออกผล พ่อเขาไม่ได้รวยมาก ไถเดี๋ยวเดียวก็หมด แถมเขาแทบไม่มีความรู้ติดตัวไปสมัครงานดีๆที่ไหน แม้เรียนมหาวิทยาลัยเปิดกี่ปีๆก็เก็บหน่วยกิตคืบหน้าไม่สำเร็จสักที จนในที่สุดต้องก้มหน้ายอมรับความจริง เลิกเรียนและพยายามเข้าวงการบันเทิง หรือสมัครเป็นดีเจตามเธค เสียแต่ว่ารัศมีเสน่ห์ไม่ทราบหดหายไปไหน ส่องกระจกเห็นแต่เงาหมองของคนท่าทางจะเลี้ยงตัวไม่รอด และพอสาวไม่กรี๊ด ถึงหล่อก็ไม่ค่อยมีราคา ไม่ค่อยมีใครอยากจ้างสักเท่าใด
เส้นทางเติบโตของเขาเต็มไปด้วยเดนสังคมรอบราย เสียงชักชวน เสียงยั่วยุ และเสียงตอบรับส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในที่อับทึบ มืดมน หาความสว่างมิได้ เกือบยี่สิบปีแห่งการเป็นคนไร้อาชีพที่มั่นคงถาวรนั้น ยิ่งดูผ่านไปรวดเร็วนักในขณะแห่งการ ระลึกได้ ครั้งนี้ ใครหยิบยื่นอะไรมาเขาเอาหมด ทั้งขายหนังโป๊ ทั้งค้ายา ทั้งค้าอาวุธเถื่อน ตลอดจนกระทั่งค้าร่างตนเองให้เหล่าชายหญิงผู้หิวกามรสเด็ดทั้งหลาย
ถึงจุดหนึ่งเขาพยายามยกระดับตัวเองให้ดีขึ้น เช่นขอเป็นผู้จัดการร้านอาหารของเถ้าแก่เนี้ยรายหนึ่งที่ติดใจตน แต่พอได้ตำแหน่งที่ยกระดับหน้าตาขึ้นมาได้จริงๆ อบายก็เหมือนจะช่วยยกระดับโอกาสทำความชั่วให้ด้วย บุญคุณที่ค้ำคอทำให้ปฏิเสธงานใต้ดินหลายๆอย่างไม่ได้ ฉากนอกแห่งความเป็นผู้จัดการร้านอาหารหรูคือเครื่องแบบพรางตาชั้นเยี่ยม สาวสวยมากมายมาสมัครเป็นพนักงานต้อนรับและพนักงานบริการ ถูกตะล่อมให้เข้าสู่วงจรอุบาทว์ด้วยชั้นเชิงระดับเซียนของเขา
จากธุรกิจค้ากามธรรมดา หลายปีต่อมาก็ยกระดับความบัดซบขึ้นเป็นธุรกิจค้ามนุษย์ เส้นทางอบายพัฒนาไปเรื่อยๆ วันๆเขาขลุกอยู่กับเหล้ายาและการเจรจาต่อรองสินค้ามีชีวิต เงินทองผ่านมือแบบมาง่ายไปง่าย ต้องใช้และต้องหาใหม่อยู่ตลอด โดยที่วิธีหาเงินเริ่มรบกวนใครต่อใครหนักข้อขึ้นทุกที แต่จิตใจของเขาก็พอกโคลนบาปไว้จนด้านชา หาความสำนึกผิดไม่ได้อีกต่อไป ตราบใดชีวิตเขาไม่สิ้น ชีวิตผู้อื่นก็ต้องถูกนำมาแลกเป็นเงินให้เขาใช้แล้วๆเล่าๆ หาที่จบมิได้เช่นกัน
ภาพต่างๆล่วงเลยมาจนถึงขั้นสุดท้าย ที่เขานั่งนิ่งเหมือนผีเฝ้ารถ สิงคารรู้สึกเหมือนเกิดหลุมดำทรงอำนาจดึงดูดจากเบื้องล่าง กระทำแผ่นดินโดยรอบให้ยุบตัวลงเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เสียงของปืนดังจากใต้ภาคพื้นโป้งป้างราวกับประทัดวันฉลองของอเวจีมหานรก ซึ่งแตกต่างจากงานฉลองของโลกมนุษย์ตรงที่ไม่มีเสียงไชโยโห่ร้อง ทว่ากลายเป็นเสียงพิโอดพิโอยครวญคราง คล้ายคนนับแสนกำลังแข่งกันขาดใจ ฟังน่าพรั่นพรึงเหลือประมาณ
จิตของเขาเสวยทุกข์อย่างรุนแรงด้วยความกลัวอย่างใหญ่ ดุจผู้เห็นว่าตนจะโดนคลื่นทะเลยักษ์ถาโถมท่วมทับในอึดใจข้างหน้า คล้ายเขามีร่างกายขยับเขยื้อนได้อีกครั้ง แต่ก็ถูกร้อยรัดด้วยงูเหลือมขนาดยักษ์ให้ทอดนอนนิ่งบนเตียงๆหนึ่ง ไม่อาจดิ้นหนีไปไหนพ้น สิงคารสำเหนียกได้ด้วยสัญชาตญาณของคนกำลังฝันเป็นครั้งสุดท้าย ว่าพันธนาการนั้นคือกรรมชั่วที่อุตส่าห์สร้างทำทั้งชีวิตเพื่อมัดตนเองในขณะลาโลกนี้
ในที่สุดพื้นก็ยุบตัวหมด กลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ และลึกลงไปเรื่อยๆ เตียงที่ยึดร่างเขาไว้ร่วงหล่นและเริ่มควงทีละน้อย กระทั่งหมุนติ้วเป็นลูกข่าง คล้ายเพื่อสลัดภาพดีๆของความเป็นมนุษย์ทิ้ง ลืมของเก่า เตรียมรับกับสภาพใหม่อันน่าสยดสยองสืบไป!
กรรมได้พานายสิงคารไปสู่ที่ที่เหมาะสมแล้ว โดยไม่มีอคติ ไม่มีความชอบหรือชังเป็นส่วนตัว ความทุกข์ทรมานยืดเยื้อของเหยื่อสาวนับไม่ถ้วน ปฏิรูปมาก่อภพแห่งความทุกข์ทรมานยืดเยื้อสำหรับเขาราวกับเงาสะท้อนในกระจกมหัศจรรย์ หากมีตาทิพย์ล่วงจักขุประสาทของมนุษย์ ติดตามการจุติและอุบัติของนายสิงคารได้ ก็จะเห็นจิตที่ควงติ้วในร่างมนุษย์ยุติลง ดับหายและกลายไปเป็นจิตที่ควงติ้วในอัตภาพของสัตว์นรกร่างร้าย ล่วงมิติที่จะรู้เห็นได้ด้วยประสาทตาธรรมดา
ในความรับรู้แห่งจิตสำนึกในอัตภาพใหม่ของสิงคาร เหมือนเขาฟื้นขึ้นจากอาการสลบเหมือด แล้วพบว่าตนถูกขึงพืดด้วยโซ่แน่นหนาอยู่บนเตียงเหล็กร้อน เขาสะดุ้งกลัว แหกปากร้องและสะบัดดิ้นเร่าๆทันที พยายามสุดกำลังให้ผิวหนังอันหยาบกร้านตะปุ่มตะป่ำของตนกระดกขึ้นพ้นจากเตียงร้อน เข้าใจว่าเกิดเรื่องผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น และตนสมควรหลุดพ้นจากพันธนาการนั้นไปเดี๋ยวนี้
แต่สภาพอายตนะรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น และกายอันจับต้องได้ ก็ไม่ปฏิรูปแปรปรวนไปเป็นอื่น และสภาพอันไม่แปรปรวนดังฝันนั่นเอง คือ อัตภาพใหม่ ซึ่งบันดาลขึ้นจากผลกรรมเก่า เป็นสภาพผุดเกิดทันทีไม่รอขั้นตอนเจริญเติบโต และจะไม่แก่ชราจนกว่าจะถึงเวลาพ้นกรรม
แย่ตรงที่เรื่องเลวร้ายของสิงคารในชาติใหม่ไม่สิ้นสุดแค่ความร้อนของเตียงเหล็ก เขารู้สึกว่าตำแหน่งที่ควรมีลูกอัณฑะและลำลึงค์ บัดนี้แปรเป็นช่องโยนีไปเสียแล้ว ขาของเขาถูกจับถ่างออกด้วยโซ่ตรวน จึงไม่มีทางหุบลงได้ ได้แต่รับรู้ว่าหว่างขาของตนเปี่ยมแรงดึงดูดมหาศาล สำเหนียกชัดว่านั่นคือช่องทางนำภัยมาสู่ตน สังหรณ์ว่าตนกำลังจะประสบเรื่องเลวร้ายในเร็วๆนี้
และก็เป็นไปตามสังหรณ์ สายตาที่เหลือบลงต่ำเห็นร่างบึกบึนของอสุรกายรูปร่างวิกลวิการนานาชนิด ใบหน้าเหมือนสัตว์เดรัจฉานที่อยู่ในฤดูติดสัด คล้ายหมาสี่ขาบ้าง คล้ายลิงสองขาบ้าง แต่ละตัวฉายแววหื่นกระหายอันเกิดจากความมีราคะกล้า และทำท่าจะแย่งกันเข้ามาขย้ำขย่มเขาคนเดียว
มีตัวอะไรตัวหนึ่งไวกว่าตัวอื่น กระโจนพรวดเดียวเกาะติดหนึบ และเขาก็รู้สึกเหมือนมีลำอะไรทะลุเข้ามาในกาย รูปแบบเดียวกับที่มนุษย์จะมีเพศสัมพันธ์กัน ผิดแต่ว่าหาสัมผัสอภิรมย์ใดๆไม่ได้เลย อวัยวะรับกรรมของเขาช่างเล็กแคบ ขณะที่อวัยวะลงทัณฑ์ของอีกฝ่ายใหญ่โตนัก แถมมีลักษณะเป็นหนามยาวโดยรอบ เสียดสีผ่านตรงไหนก็ลาดเป็นแผลแสบร้อนตรงนั้น
สัตว์อื่นพากันแย่งกลุ้มรุมทึ้งเขา บ้างก็กัดกันเอง จิกข่วนปัดป่ายกันเองเพื่อแย่งพื้นที่ครองส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างเขา จิตของสิงคารเกิดความระลึกได้ว่าสภาพเช่นนี้ตนก็เคยเป็นผู้กระทำมาก่อน บัดนี้ผลัดเวรมาอยู่ในสภาพของผู้ถูกกระทำบ้าง
นี่เป็นภาพสะท้อนการร่วมเพศในรูปของการทารุณกรรมที่โหดร้ายเกินจินตนาการของมนุษย์ ธรรมดาของนรกคือความเผ็ดร้อน แผดเผา และอุดมด้วยสัมผัสร้ายกาจเกือบตลอดเวลา สิงคารถูกสัตว์นรกหลากหน้าเข้ากระหน่ำซ้ำด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวไม่จำกัดรูปแบบเกินกว่าจะจาระไนได้หมดสิ้น เสียงร่ำร้องโอดครวญวิงวอนขอให้เลิกย่ำยีเขาในยามนี้ ก็ไม่ห้าวแบบบุรุษผู้น่าภาคภูมิอีกต่อไป ทว่าได้แปรเป็นเสียงแหบแห่งสตรีผู้อับจนหนทางออกจากขุมนรกเสียแล้ว
ในห้วงแห่งความหฤโหด มีบ้างเป็นบางคาบบางคราที่โซ่ตรวนหลุดออกด้วยพลังกรรมบางอย่าง ปลดปล่อยเขาให้ได้รับอิสรภาพจากเตียงร้อน แต่นั่นก็เหมือนแกล้งหลอกให้ดีใจเล่นเพียงชั่ววูบ เพราะพอเขาตะเกียกตะกายซมซานกระเซอะกระเซิง พยายามเผ่นหนีจากฝูงสัตว์หื่น แต่ยังไม่ทันไปไหนได้พ้นสักเท่าใด ก็มีปลอกแขนทรงพลังมายึดตัว ลากกลับไปขึ้นเตียง โดนจับมัดขึงพืดอีก
ด้วยทางใดทางหนึ่ง เขาจำได้รางๆว่าเคยใช้ปลอกแขนของตนยึดเหยื่อสาวคนสุดท้ายไว้ก่อนตาย และบัดนี้การใช้กำลังลิดรอนอิสรภาพผู้อื่นนั้น ก็ย้อนกลับมาเข้าตัวในภพปัจจุบันของเขาบ้างอย่างสาสม!
วิบากกรรมได้ตกแต่งสภาพทั้งหลายเพื่อให้สิงคารได้รู้ซึ้งว่าครั้งหนึ่งตนเคยทำให้ใครๆเจ็บปวดอย่างไร เพียงแต่มีการขยายผลให้ชัดขึ้นเป็นร้อยเท่าพันทวี เครื่องเพศอันน่าเกลียดน่าขยะแขยงและนำมาซึ่งความคับแค้นฉกรรจ์นั้น หากมองจากทิพยจักขุของผู้อยู่เหนือนรกก็อาจเห็นเป็นคติธรรม เอามาสอนลูกหลาน เช่น กามจะนำเราไปสู่จุดจบที่ดีหรอก...
แต่สำหรับสัตว์นรกแล้ว ในนรกภูมิไม่มีการสอนปรัชญา ไม่มีบทเรียน ไม่มีความปรารถนาดีขั้นลงโทษให้หลาบจำเหมือนคุณครูตีเด็ก แท้จริงมีแต่การปรากฏแห่งมหันตทุกข์ตามโทษานุโทษล้วนๆ แทบหาช่องว่างไม่ได้เลย ส่วนจะยืดเยื้อยาวนานเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับแรงส่งของกรรม หากไม่เคยชดใช้กรรมมาก่อนขณะอยู่บนโลกมนุษย์ หรือหากไม่มีสิ่งใดกระตุ้นเตือนให้สำนึกผิดบ้างเลย วิบากก็จะบังเกิดขึ้นเต็มรูปในเวลาเยิ่นเย้อถึงขีดสุด เนื่องจากน้ำหนักอกุศลจะทุ่มใส่เต็มแรง โดยที่น้ำหนักกุศลอื่นใดไม่อาจตามมาช่วยแทรกแซงได้เลยในชั่วกาลอันยาวนาน ต้องรอให้กำลังของบาปหมดอายุเองอย่างเดียว
เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ สิงคารเหมือนกับคนอีกค่อนโลกที่ไม่เชื่อเลยว่านรกมีจริง แต่ความปักใจเชื่อเช่นนั้นก็หาได้ยื่นมือมาช่วยเหลือแม้แต่น้อยไม่ เมื่อกลไกธรรมชาติดำเนินไปตามครรลองของมัน ความเชื่อหรือไม่เชื่อแบบมนุษย์ก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครกลับไปแก้ไขหรือเรียนรู้เพิ่มเติมได้อีก เพราะคนตายไม่มีสิทธิ์กลับมาพูดว่าข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะไม่ทำเยี่ยงนี้อีกแล้ว!
เรืองยศโทร. ๑๙๑ แจ้ง สภอ. พระนครศรีอยุธยาให้มาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งทางสภอ. ก็ส่งสายตรวจเข้ามารักษาสถานที่เกิดเหตุได้ภายในไม่กี่นาทีต่อมา เนื่องจากบังเอิญกำลังตระเวนตรวจท้องที่ไม่ห่างจากบริเวณนั้นมากนัก
สิงคารถูกยิงเข้าที่ศีรษะตายคาที่ ส่วนเพื่อนร่วมโครงการทมิฬก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเพราะเลือดออกมาก จึงไปตายในมือหมอที่โรงพยาบาล ติดตามผู้ล่วงลับก่อนหน้าไปสู่แว่นแคว้นแดนทุคติอีกคน
เมื่อคนหนักแผ่นดินจากไป ภาคพื้นโดยรอบก็ดูปลอดโปร่งโล่งเบาขึ้นกว่าเดิม เหตุการณ์ฉุกละหุกคับขันได้คลี่คลายไปในทางดี หลังจากสายตรวจมาถึงและสอบปากคำอเวรากับเรืองยศคร่าวๆไม่นาน ร้อยเวรก็ตามมาพร้อมกับแพทย์ชันสูตรศพของพฤหัสและสิงคาร ต่อหน้าผู้อื่น เมื่ออเวราทราบว่าตนรอดเพราะกระสุนสั่งจากมือพลแม่นปืนนามว่าเรืองยศ หล่อนก็หันไปไหว้ผู้เลือกอาชีพยมทูตอย่างอ่อนน้อมด้วยความสำนึกคุณ
หลังจากนั้น อเวราต้องมายืนตาโศกละห้อย มองศพในผ้าคลุมตลอดตัวของพฤหัสถูกลำเลียงขึ้นรถของโรงพยาบาลเพื่อไปเก็บชั่วคราวในห้องเย็น ส่วนตัวหล่อนเองกับเรืองยศยังต้องแยกไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้การโดยละเอียดอีกครั้ง
คำให้การของอเวราคลุมเครือและขัดแย้งกันเองชอบกล ตำรวจได้แต่มึนงง รู้แค่ว่าเหยื่อสาวหลีกเลี่ยงเต็มที่ที่จะพูดว่าพฤหัสมีส่วนพัวพันกับขบวนการโสมม แถมเมื่อซักไซ้ไล่เลียงถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างหล่อนกับผู้ตาย อเวราก็อึกอัก และตอบเพียงว่าเป็นคนรู้จักใกล้บ้านเท่านั้น ไม่ได้รู้จักความเป็นมาลึกซึ้งสักเท่าใด โดยเฉพาะพรรคพวกเพื่อนฝูงของพฤหัส หล่อนไม่เคยพบเห็นมาก่อนแม้แต่รายเดียว
ตำรวจหวังขยายผลการจับกุมไปถึงเครือข่ายค้ามนุษย์ด้วย แต่ไม่อยากเค้นสอบเหยื่อซึ่งเพิ่งได้รับความบอบช้ำทางจิตใจมาหมาดๆหนึ่ง และค้นหาเอกสารใดๆจากในรถไม่ได้หนึ่ง จึงต้องพึ่งพาร่องรอยเดียวคือทะเบียนรถ ซึ่งอาจกรุยทางไปถึงบุคคลที่โยงใยกับสิงคารได้ในภายหลัง
นายร้อยเวรลงบันทึกทำนองว่าหล่อนไม่รู้ชะตากรรมของตนล่วงหน้า เป็นแค่ผู้หญิงทำงานธรรมดาคนหนึ่งที่กลับบ้านตามปกติ พอเด็กหนุ่มซึ่งรู้จักคุ้นหน้ากันขอขึ้นรถก็ยอมให้ขึ้น ต่อเมื่อพากันไปถึงบ้านร้างที่อยุธยา ก็เกิดการต่อสู้แย่งตัว และพฤหัสนั่นเองเป็นคนช่วยหล่อนให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเหล่าพาลตัวจริง
ต่อจากนั้น ร้อยเวรหนุ่มหันไปสอบปากคำพระเอกขี่ม้าขาวนามเรืองยศ คำให้การของสิบตำรวจโทหนุ่มสอดคล้องกับหญิงสาว คือเห็นเด็กหนุ่มเอาชีวิตตนเองเข้าปกป้องหล่อน พอเขาเห็นหล่อนย้อนกลับมาและถูกทุรชนย่ำยีจึงเข้าช่วยตามสมควรแก่เหตุ
ระหว่างลงบันทึก นายร้อยเวรกระเซ้าเรืองยศแบบตำรวจคุยกับตำรวจ ว่ากรณีแบบนี้ไม่เคยปรากฏให้เห็น มีอย่างที่ไหน พลแม่นปืนสังกัดอรินทราชมานั่งแป้นติดอาวุธพร้อม ราวกับถูกวางตัวไว้คอยช่วยเหยื่อรายนี้โดยเฉพาะ สงสัยคงต้องยอมเลือกเชื่อระหว่างฟ้าสั่งกับกรรมบันดาล ว่าอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องมีจริงแน่แล้ว!
เมื่อซักเสร็จ ร้อยเวรหนุ่มก็ไล่นายตำรวจรุ่นน้องให้ออกไปจากห้องก่อน พอเมื่ออยู่กันตามลำพังกับอเวราก็วางปากกาลง เอนหลังพิงพนัก ยิ้มถามหญิงสาวด้วยนัยน์ตาซื่อ
ผมถามจริงๆเถอะ นี่แค่เป็นความอยากรู้อยากเห็นของคนธรรมดาคนหนึ่งนะ สัญญาว่าจะไม่ลงบันทึกและไม่ให้ข่าวใคร เพราะรู้ว่าคุณต้องการปกป้องเด็ก ไหนๆก็ตายกันไปหมดแล้วผมจะไม่ขุดคุ้ยรายละเอียดหรอก แต่ช่วยบอกที... นายพฤหัสเป็นอะไรกับคุณกันแน่?
อเวราเบนวิถีตามาสบกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยแววว่าง สำรวจความรู้สึกของตนเอง สิ่งที่หลงเหลือคือความสงสารพฤหัส แต่จะให้บอกว่าอาลัย อยากคร่ำครวญ หรือกระทั่งติเตียนตนเองใดๆก็คงไม่ใช่อีกแล้ว หัวอกหล่อนเบาโล่งเหมือนยกภูเขาออกไปมากกว่า
เราสองคนเคยติดหนี้กันและกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็ชดใช้คืนกันหมดแล้ว ถ้าดิฉันจะจดจำเขาไว้ ก็คงเป็นใครคนหนึ่งที่แสนดี คิดถึงดิฉันก่อนคิดถึงชีวิตของตัวเอง
ร้อยเวรหนุ่มยิ้มเบ้ปากหน่อยๆอย่างรู้ว่าจะไม่มีวันได้คำตอบตรงไปตรงมาจากหล่อน
เอาล่ะ... น้องเขาคงรู้ว่าคุ้มพอที่จะทำทุกสิ่งเพื่อให้คุณอยู่ต่อ หวังว่าน้ำใจครั้งสุดท้ายจะได้ช่วยให้เขาไปสู่สุคตินะ
ค่ะ... ดิฉันก็... ค่อนข้างแน่ใจว่าเขาจะต้องไปดี...