ฉบับที่ ๐๔๙ พฤหัสบดีที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๑
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร




กลางชล
สวัสดีค่ะ

๕๕๕... (ขออนุญาตหัวเราะเป็นเลขไทย) : ) 
คือว่า เมื่อสักครู่ เพิ่งเปิดดูงานโฆษณาทีวีเก่าชิ้นหนึ่งมา แล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้น่ะค่ะ : )
เป็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ลูกอมชุ่มคอยี่ห้อหนึ่ง นัยว่าขายความ "ลื่นคอ"
คอนเซปท์ของเรื่องก็เลยออกมาแนว "รื่นหู" ใครอาจจะเคยดูผ่านตากันมาแล้วมั้งคะ

ฉากเป็นบรรยากาศภายในร้านก๋วยเตี๋ยวห้องแถวเก่า ๆ ที่ลูกค้ากำลังนั่งกินกันอยู่เต็มร้าน
ข้างหนึ่งก็เป็นแม่ครัวร่างอ้วนใหญ่ยืนอยู่หน้าปังตอ กับเขียง และหม้อน้ำแกงใบโต
กำลังชี้หน้าด่าทอกันกับชายคนเสิร์ฟร่างผอมที่ยืนอยู่กลางร้าน เถียงกันฟังไม่ได้ศัพท์

ลูกค้าคนหนึ่งนั่งฟังอยู่ตรงกลาง ทำหน้าเซ็งอารมณ์สุดขีด แล้วก็โยนลูกอมเข้าปากทั้งคู่ 
ฟึ่บ... ทันใดนั้น ขณะที่ภาพยังเคลื่อนไหวเป็นท่าทางของคู่กรณีชี้หน้าด่าทอกัน
เสียงป้าแม่ครัวก็กลับกลายเป็นเสียงพากย์แบบหวาน ๆ ของนางเอกละครไทยยุคเก่า
สลับกับเสียงชายเด็กเสิร์ฟที่กลายเป็นเสียงทุ้มหล่อเหลาราวสรพงศ์ขึ้นมาในทันใด

(ถามเสียงสวย) "เถียงเหรอ..." (ตอบเสียงหล่อทอดหางเสียงนุ่ม) "เปล่าอ่ะ..."
(เสียงหวานแบบนางเอก) "ไม่ต้องมาเสิร์ฟ กลับไปเลี้ยงกวางเลยไป..."
(เสียงหล่อทุ้มเข้ม) "ก็อยากกลับอยู่เหมือนกันน่ะ" (เสียงสวย) "หยุดเลย..." 
(เสียงหล่อ) "อะไรนะ" (เสียงหวานกึ่งอ้อน) "หูตึงรึเปล่าอ่ะ..." ฯลฯ

จบท้ายขายคอนเซปท์ว่า กินลูกอมนี้จนชุ่มคอแล้ว ก็ทำให้อะไร ๆ "รื่นหู" ขึ้นอีกเยอะ 
ใครยังไม่เคยดูฉบับเต็ม ๆ ก็ลองไปเปิดดูกันได้ที่ link นี้นะคะ ขำดีเหมือนกันค่ะ : )
http://www.adintrend.com/show_ad.php?id=2167

ถึงแม้จะดูกันขำ ๆ แต่ที่เขาว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวนั้น ก็ไม่ผิดหรอกค่ะ
งานโฆษณาชิ้นนี้ทำให้นึกถึงชีวิตจริงที่เห็น ๆ และเป็น ๆ กันอยู่ทุกวันนี้จริง ๆ

แม้เราจะไม่ได้ออกปากด่าทอถึงขั้นชี้หน้าว่ากัน
แต่หลายคน ก็เผลอใช้วาจาที่หลุดออกมาจากฐานของความรู้สึกนานาชนิด
สร้างแผลใจ ความบาดหมาง และความระคายโสต แก่คนรอบข้าง
กระทั่งสร้างความเป็นอกุศลแก่ตนเองกันอยู่บ่อยครั้ง และโดยไม่รู้ตัว

ลองสำรวจตัวเองง่าย ๆ กันดูก็ได้ค่ะว่า ที่ขยับปากพูดกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนี้ 
เรากล่าววาจาที่เข้าข่ายเหล่านี้อยู่บ้างหรือไม่ ถี่บ่อย มากน้อยในชีวิตประจำวันเพียงใด?
๑. พูดเท็จ - ๒. พูดส่อเสียด - ๓. พูดหยาบคาย - ๔. พูดเพ้อเจ้อ

นั่นเอง เป็นองค์ประกอบทั้งสี่ของ วจีทุจริต ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าไม่พึงควรกระทำ

ส่วนใหญ่เราจะนึกถึงแต่ศีลข้อ ๔ ที่ว่าด้วยการงดวาจามุสา หรือการพูดโกหก
ที่หลายคนบ่นว่า แค่นั้นก็ยากแล้ว... แต่เอาเข้าจริง คิดดูแล้ว ว่าไหมคะ
เราอาจมีโอกาสก่อวจีทุจริตประการอื่น ๆ ได้บ่อยยิ่งกว่าการพูดโกหกเสียอีก

ดูง่าย ๆ สังเกตไหมคะว่า วจีทุจริตนั้นจะก่อร่างสร้างตัวได้รวดเร็วและเมามันเป็นพิเศษด้วย
เมื่อคนประเภทที่ธาตุนิสัยคล้าย ๆ กันมารวมตัวกันอยู่ เป็นหมู่คณะ
บ้างก็หยอกล้อส่อเสียดกันแรง ๆ บ้างก็นินทาคนโน้นคนนี้ บางทีก็ล้อเลียนใครเขาไปทั่ว
บ้างก็เม้าท์ บ้างก็เพ้อเจ้อกันเป็นเรื่องเป็นราว ต่อปากต่อคำกันไปเรื่อย ฯลฯ

การคลุกคลีด้วยหมู่คณะโดยปราศจากความสำรวมระวังถึงความพอเหมาะพอดีของวาจา
จึงง่ายต่อการชวนกันฟุ้งซ่าน และจูงจิตใจให้เป็นไปในทางอกุศลได้โดยง่าย

และเพราะหลายคนไม่รู้... ว่าการกล่าววจีทุจริต อาจชักนำผลเช่นไรมาสู่ตนบ้าง
บางคนที่เก่งกาจในการใช้มีดโกนอาบน้ำผึ้ง จึงอาจกลับกลายเป็นฮีโร่ที่น่าชื่นชม
ยิ่งพูดได้บาดใจ ยิ่งใช้คำถึงใจ ยิ่งตลกร้าย หรือล้อเลียนอีกฝ่ายจนพากันเห็นตลกไปทั้งวง 
ก็ยิ่งเป็นที่ยกย่องกันว่า "เจ๋ง" โดยที่อาจลืมความรู้สึกของคนที่ถูกล้อเลียนด้วยซ้ำไป

เมื่อไม่เห็นเป็นความผิด เจ้าตัวก็มักภูมิใจในความสามารถพิเศษด้านมืดของตน
และเมื่อคนรอบข้างชื่นชม ก็อาจยิ่งฉลาดในการปั้นคำเหล่านั้นให้กรีดได้คมยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ

หรือกับบางสถานการณ์ เมื่อคนอื่นทำในสิ่งที่ขัดใจ ไม่ได้อย่างใจเราขึ้นมา
เราก็อาจเผลอสติ ยอมให้ตัวเองยิงถ้อยคำว่ากล่าวออกมา เพียงด้วยความสะใจ
และมองข้ามไป ว่ามันอาจสร้างบาดแผลอย่างไรให้กับใจของคนฟัง
คำส่อเสียด กระแนะกระแหน ประชดประชัน จึงหลุดมากับสถานการณ์เหล่านี้ไม่ยากนัก

เคยย้อนมองไหมคะว่า จิตใจเราเป็นอย่างไรบ้างในขณะพรั่งพรูคำเหล่านั้น?

ผลของการกล่าววจีทุจริต ไม่ได้มีเพียงก่อความบาดหมางกับคนรอบข้างนะคะ
แต่เจ้าตัวเองนั่นแหละค่ะ ที่จะต้องรับวิบากจากผลแห่งสิ่งที่กระทำผ่านลมปาก
และที่สำคัญ คุณภาพจิตของเจ้าตัวก็จะพลอยด้อยลงไปอย่างน่าเสียดายด้วย

เคยอ่านจากหนังสือของ คุณดังตฤณ ที่แจกแจงคำสอนของพระพุทธเจ้า
เกี่ยวกับวิบากแห่งวาจานี้ไว้หลายเรื่อง ขอหยิบมาเล่าสู่กันฟังบ้างเล็กน้อยก็แล้วกันนะคะ

• การพูดเท็จ นั้น แม้หลอกชาวบ้านได้แนบเนียนอย่างไร ใจก็ต้องคอยระแวดระวัง 
ต้องคอยจดจำเรื่องราว และคิดหามุขเฉไฉเอาตัวรอดไปเรื่อย หาความสุขไม่ได้เลย
ยิ่งกระทำมาก ก็ยิ่งเป็นเหตุให้จิตบิดเบี้ยว เห็นผิดเพี้ยน ไม่ตรงตามจริง

วิบากอย่างเบาก็คือ เจ้าตัวก็จะโดนใส่ไคล้เข้าบ้าง พูดจาขาดน้ำหนัก ไม่มีใครเลื่อมใส
ถ้าทำหนักเข้า บางทีพูดดี ๆ คนก็ไปตีความเห็นว่าเป็นร้ายได้ ยิ่งถ้าทำหนักแน่นเป็นอาจิณ
ชาติต่อไป ก็เตรียมเกิดใหม่ด้วยหน้าตาแบบเห็นปุ๊บก็ต้องว่า เป็นดาราตัวโกงแน่นอน

• การพูดส่อเสียด คนที่พูดจาว่าร้ายคนอื่นได้อยู่เป็นนิตย์นั้น จิตจะเหมือนพ่นไฟ
แลบออกมาพร้อมคำพูด หรือบางทีก็แลบออกมาจากศีรษะขณะตั้งใจจะพูดตลอดเวลา
จิตที่ให้ความร้อนย่อมไม่อาจนิ่งเย็นได้นาน แม้จะเป็นผู้ปฏิบัติภาวนาดีเพียงใด
ใจก็จะเร่าร้อนเหมือนถูกเสียดสีด้วยอกุศลธรรมอยู่ไม่ขาด

วิบากอย่างเบาของผู้มักพูดจาส่อเสียดก็คือ มักแตกคอกันกับเพื่อนได้โดยง่าย
ยิ่งเห็นการนินทาลับหลังเป็นของสนุก น้ำเสียงก็จะยิ่งฟังดูขาดเมตตาลงเรื่อย ๆ
ไม่น่าชื่นใจ แม้เคยมีเสียงที่สดใส ก็สามารถกลายเป็นเสียงที่ขาดความขลังไปได้
หรือใครชอบสนุกกับการทิ่มแทงคนอื่นขณะกำลังโกรธ นอกจากเสียงจะฟังดุร้าย
เหมือนหาเรื่องแล้ว ต่อไปถึงแม้พูดดี ๆ คนก็จะรู้สึกเหมือนตั้งท่าเป็นศัตรูได้เช่นกัน

นิดหนึ่งค่ะว่า วจีทุริตที่ว่าด้วยคำส่อเสียดนั้น ไม่ใช่เพียงคำว่าร้ายให้กันเท่านั้นนะคะ
แม้คำนั้นจะเป็นคำจริงก็ตาม แต่หากเป็น คำพูดที่ก่อให้เกิดความแตกร้าว
เช่น เอาเรื่องของข้างนั้นไปบอกข้างนี้ เอาเรื่องที่ได้ยินมาของข้างนี้ไปเม้าท์กับข้างนั้น
ยุยงให้สองฝ่ายบาดหมางแตกแยกกัน ก็จัดเข้าในพวกส่อเสียดด้วยเหมือนกัน

• การพูดคำหยาบ หากพูดออกมาจากจิตที่มีโทสะเป็นฐาน ย่อมเป็นวจีที่เป็นโทษ
แต่ในบางกรณีนั้น อาจเป็นไปได้ที่บางคนอาจโพล่งเพียง "ภาษาหยาบ" ออกมา
โดยที่จิตใจไม่ได้มุ่งร้ายหรือมีความร้อนแรงแฝงอยู่ด้วยโทสะเลยก็เป็นได้
เช่น ด้วยวรรณะที่เติบโตมาเขาพูดกันอย่างนั้น ก็อาจหยิบมาใช้แต่เพียง "ภาษา" ที่คุ้นชิน

แต่กระนั้นก็ตาม โดยทั่วไปก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าวาระจิตของผู้พูดเป็นอย่างไรแน่ รู้แต่ว่า
เมื่อได้ยินคำหยาบ เราย่อมคิดว่าคนผู้นั้นมีจิตหยาบ และปรุงแต่งให้จิตคนฟังหยาบตาม

เมื่อเรามีโอกาสเกิดในตระกูลที่ไม่จำเป็นต้องสั่งสมนิสัยพรั่งพรูคำหยาบ
ก็สมควรฝึกตนให้พูดเฉพาะคำเยี่ยงสุภาพชน 
เพราะจิตที่พูดคำหยาบ มักเหมือนเอาหอกทิ่มแทงใจคนฟัง สร้างแนวโน้มก่อเวร
ก่อความเบียดเบียนขึ้นในตน เป็นกรรมดำที่ทำให้จิตนิ่งเย็นได้ยาก

• การพูดเพ้อเจ้อ พูดไร้สาระ วิบากอย่างเบา คือ ทำให้เป็นคนพูดจาไม่น่าเชื่อถือ
ซึ่งก็เห็นกันได้ชัด ๆ ใครพูดจาไร้สติ เลื่อนเปื้อนเพ้อเจ้อมาก ๆ คนก็เบือนหน้าหนีทั้งนั้น
ยิ่งถ้าพูดไหลไปเรื่อยเปื่อยชนิดฟุ้งซ่านจัด สุ้มเสียงก็จะเริ่มเหมือนคนสับสน
พูดจาวกวน คนฟังได้ยินแล้วพลอยฟุ้งซ่านตาม ไม่มีใครอยากทนฟังให้จบ
ยิ่งกระทำมาก ก็ยิ่งเป็นเหตุให้จิตพร่ามัว

หลายคนเริ่มทำหน้ากลุ้มใจ เพราะข้อนี้เหมือนจะเป็นอะไรที่เป็นกับกลุ่มเพื่อนบ่อยที่สุด : )
จริง ๆ แล้ว คุณดังตฤณก็บอกไว้ค่ะว่า การพูดเล่นที่ประกอบไปด้วยสติ 
รู้จักกาลเทศะ ไม่หยาบโลนดึงใจลงต่ำ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่เป็นพิษเป็นภัย

รู้อย่างนี้แล้ว แม้ใครรักษาศีล ๕ ได้ แต่จริง ๆ แล้วยังมีวจีทุจริตอยู่เป็นนิตย์
เรื่องที่จะหาความก้าวหน้าทางจิต ก็เห็นทีจะเป็นไปได้ยากอยู่นะคะ
หากพูดเท็จเป็นประจำ ก็จะพลอยทำให้จิตบิดเบี้ยว พูดส่อเสียดก็ทำให้จิตเร่าร้อน
พูดหยาบคายก็ทำให้จิตสกปรก นิ่งเย็นได้ยาก พูดเพ้อเจ้อก็ทำให้จิตฟุ้งซ่าน พร่ามัว
เมื่อจิตใจส่ายไปส่ายมาเพียงนี้ จะนั่งสมาธิแม้สักเพียงนาทีสองนาทียังยากเลยค่ะ

"สัมมาวาจา" จึงเป็นหนึ่งในองค์มรรค ๘ ประการ ที่หากใครมุ่งปฏิบัติดำเนินไป
เพื่อความเป็นอิสระหลุดพ้นทางใจ พึงควรประพฤติสั่งสมไว้ให้บริบูรณ์

ส่วนการพูดที่เป็นสัมมาจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร
ถ้าเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่โหดร้าย อย่างไรก็ควรต้องพูดมิใช่หรือ
พระพุทธเจ้าท่านมีเคล็ดวิชาว่าด้วยการใช้วาจาอย่างไร ฯลฯ
ที่จริงมีคำสอนที่น่าสนใจอีกไม่น้อยเลยค่ะ แต่เกรงว่าคุณผู้อ่านจะตาลายเสียก่อน ^^
เราเก็บไว้คุยกันคราวหน้าก็แล้วกันนะคะ : )

แต่เพียงการงดวจีทุจริต และเลือกกล่าวแต่วจีอันเป็นสุจริต
คือเลือกพูดแต่คำจริง เลือกกล่าวแต่คำที่ทำให้ผู้ฟังสบายใจ เกิดความปรองดองกัน
เลือกกล่าวแต่คำสุภาพ ด้วยเจตนาให้ผู้ฟังรื่นหู และเลือกกล่าวแต่คำที่ก่อให้เกิดสติ 

แค่นี้ก็ช่วยให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟัง มีบรรยากาศที่ดีต่อกัน 
โดยไม่ต้องอาศัยลูกอมชุ่มคอแล้ว ว่าไหมคะ ; )
. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

เรื่องน่าสนใจประจำฉบับ

"เรื่องสั้นอิงธรรมะ" ฉบับนี้ คุณธีระวัฒน์ อนันตวรสกุล ผู้เขียน พาพระเอกของเรื่อง
มาพร้อมกับพระเครื่องรอบคอพวงใหญ่ กับเรื่อง พระเครื่องของชายในความฝัน
น่าจะถูกใจใครที่คลั่งไคล้ไหลหลงกับการตระเวนหาเช่าพระเครื่อง 
ไม่ว่าจะเพราะความขลังศักดิ์สิทธิ์ หรือเพราะความมีราคาค่างวดของวัตถุมงคล
"แล้วตัวลื้อล่ะ ดีอย่างไร?" ประโยคนี้เกี่ยวอะไรกับชายในความฝัน 
เกี่ยวอะไรกันกับพระเครื่อง และมันเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอย่างไร ไปติดตามกันค่ะ
 
ส่วน "สัพเพเหระธรรม" คราวนี้ มากับเรื่องจริงชวนอนุโมทนาผ่านจอ 
กับเรื่อง "จิตอาสา" เรียลลิตี้ เมื่อ คุณวีระวงศ์ ได้ไปร่วมกิจกรรมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่
ของมูลนิธิดวงแก้ว โดยการนำของคุณหมอปิโยรส ปรียานนท์ ที่ จ.ปราจีนบุรี
ความมหัศจรรย์ของจิตอาสาในครั้งนี้ ประทับใจ คุณวีระวงศ์ จนอดนำมาแบ่งปันไม่ได้
ทั้งเรื่องราว และทั้งภาพประทับใจ เก็บมาฝากคุณผู้อ่านอยู่ในคอลัมน์ฉบับนี้แล้วค่ะ

ปิดท้ายด้วยการพาไปดูหนังอีกสักเรื่อง กับตอน 
The Incredible Hulk – ยังไงก็โกรธ! หลายคนคงพอจำภาพเจ้ายักษ์เขียว
ที่มีใบหน้าขึ้งเคียด พร้อมพละกำลังมหาศาลตนนี้ได้ 
คุณชลนิล จะชวนเราไปเห็นแง่มุมอะไรจากเจ้ายักษ์ตนนี้
ตีตั๋วตาม คุณชลนิล ไปพร้อม ๆ กันในคอลัมน์ "แง่คิดจากหนัง" เลยค่ะ 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

แล้วอีกสองสัปดาห์ กลับมาพบกันใหม่นะคะ
ใครรู้สึกว่านานเกินไป ก็แวะเวียนมาพูดคุยกับพวกเราทีมงานกันไปพลางก่อนได้นะคะ
ถูกใจอะไร หรืออยากให้ปรับเปลี่ยนอะไร ถ้าทำได้ ทีมงานจะจัดให้เลยค่ะ ; )

กระดานสนทนา: ห้องคำแนะนำ ติชม
http://www.dungtrin.com/forum

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ สวัสดีค่ะ : )


สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)