กลางชล
สวัสดี วันวิสาขปุรณมีบูชาค่ะ _/|\_
สุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้ ก็จะเวียนมาถึงวันสำคัญของชาวพุทธเราอีกวันหนึ่งแล้วนะคะ
ใครมีโครงการจะไปทำบุญ ถวายสังฆทาน หรือปลีกตัวไปภาวนาที่ไหนกันบ้างหรือเปล่าคะ : )
คุณผู้อ่านเคยนึกกันไหมคะว่า เราเริ่มรู้สึกว่าวันวิสาขบูชานี้เป็น "วันสำคัญ"
ที่เราเห็นซึ้งถึงคุณค่าของปรากฏการณ์นี้จริง ๆ สักมากน้อยแค่ไหน และตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
จำได้ว่าตอนสมัยยังเป็นนักเรียน วันวิสาขบูชา เริ่มเป็นวันสำคัญสำหรับเราขึ้นมาหน่อยหนึ่ง
เพราะครูที่โรงเรียนสอนให้เรารับรู้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา
มีการจัดบอร์ดให้ความรู้กันว่า วันนี้เป็น "วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า"
อ้อ และเราก็จะได้หยุด ไม่ต้องไปโรงเรียนอีก ๑ วันด้วย : )
มาถึงปี ๒๕๔๓ วันวิสาขบูชา ได้รับการปรับสถานะให้มีความสำคัญขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
เพราะองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันนี้เป็น "วันสำคัญสากลของโลก"
หรือเรียกว่าประกาศให้วันนี้เป็นวันสำคัญที่ควรระลึกถึงในระดับนานาประเทศเลยทีเดียว
ซึ่งก็น่าคิดอยู่นะคะว่า... เพียงมีการประกาศขึ้นมาว่า "วันนี้เป็นวันสำคัญ"
จะทำให้วันหนึ่งวันนั้น เป็นวันพิเศษในใจผู้คนขึ้นมาได้จริงหรือ?
และหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาจะงอกงามในใจคนทั่วโลกได้มากขึ้นจริงหรือ?
หากเราไม่เคยเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองเข้าไปศึกษาในสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง
ว่าพระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนอะไร แล้วน้อมนำไปปฏิบัติฝึกฝนจนประจักษ์ด้วยตนเอง
เราก็คงบอกได้แต่เพียงปากเท่าเดิมว่า "วันนี้เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า"
ด้วยความรู้สึกถึงวันนี้ที่อาจไม่ต่างไปจาก วันเกิด วันประดิษฐ์คิดค้น วันประกาศอิสรภาพ
หรือวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ ของบุคคลสำคัญของโลกที่เรารู้จักผ่าน ๆ อีกผู้หนึ่งเท่านั้น
แต่สำหรับชาวพุทธที่แท้แล้ว วันนี้ นับเป็นวันที่มีความหมายสำคัญลึกซึ้งยิ่ง
การมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นพระองค์หนึ่งในโลกนั้น
นับว่าเป็นแสงสว่างยิ่งใหญ่อันประมาณมิได้ท่ามกลางสังสารวัฏอันยาวไกล
เปรียบเสมือนเราเดินหลงป่าในคืนเดือนมืดกันมายาวนาน ล้มลุกคลุกคลาน
อยู่บนเส้นทางอันเวิ้งว้าง หิวโหย แสวงหาความอบอุ่นและแสงสว่าง อย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง
แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่ง ก็มีผู้นำทางผู้รู้รอบครอบทั่วทุกสารทิศ เมตตามาปรากฏกายขึ้น
พร้อมด้วยดวงประทีปที่ส่องสว่างสาดฉายทำลายความมืดมนที่กระจายอยู่ในทุกทิศทาง
บอกชี้ให้เรารู้หลุมพรางข้างทาง ชี้แนะทางตรง ทางอ้อม ทางลัด และที่สำคัญ "ทางออก"
จนเรามองเห็นเส้นทางอย่างเป็นขั้นเป็นตอนที่จะนำไปสู่ปลายทางแห่งความเป็นอิสระ
สว่างไสว พ้นไปจากความมืดมนอนธการ และพันธนาการทั้งปวงลงได้อย่างถาวร
วันที่เป็นอิสระจากความจองจำนั้นเอง เราจะรู้สึกอย่างลึกซึ้งขึ้นมาจับจิตจับใจทีเดียวว่า
ผู้ที่เมตตาชี้ทางออกให้แก่เราผู้นั้น เป็นผู้มีพระคุณอันยิ่งต่อเราอย่างลึกซึ้งเพียงไหน
และกว่าที่จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นมาสักพระองค์หนึ่งนั้น
ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ ในช่วงกาลหนึ่ง ๆ เลยนะคะ
หากแต่ต้องอาศัยเวลาอันยาวนานนับเป็นกัป ๆ กว่าที่จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้นสักครั้ง
โดยโบราณถือว่า เมื่อโลกเกิดประลัยขึ้นครั้งหนึ่ง ก็นับเป็นสิ้นกัปหนึ่ง
แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่า เมื่อสิ้นแต่ละกัปแล้ว จะมีพระพุทธเจ้ากำเนิดขึ้นเสมอไปนะคะ
บางกัปนั้น ก็ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเลย ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาอันเวิ้งว้างอย่างที่สุด
บางกัปนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้าถือกำเนิดขึ้น ท่านก็เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า คือ
เป็นพระพุทธเจ้าผู้ที่ตรัสรู้เฉพาะตน มิได้ออกเผยแผ่และเทศนาสั่งสอนผู้อื่นในวงกว้าง
และบางกัปนั้น แม้จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น สั่งสอนผู้คนให้รู้ตามได้ แต่ท่านก็มิได้บัญญัติ
เรียบเรียงคำสอนฝากไว้ให้เราเรียนรู้ศึกษาตามได้ชัดเจนเช่นยุคนี้เลย
พระสมณโคดมเอง ก่อนที่ท่านจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่พวกเรารู้จัก
ท่านก็ยังต้องทรงบำเพ็ญเพียรสร้างบารมีเป็นเวลายาวนานถึง ๒๐ อสงไขย กับแสนกัป
นับตั้งแต่พระชาติแรกที่ทรงดำริตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในกาลข้างหน้า
ทรงรักษาความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ และบำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลาหลายภพหลายชาติ
จนถึงพระชาติสุดท้าย คือ พระชาติของพระเวสสันดร
จึงนับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ และนับเป็นโชคดีอันมหาศาลของพวกเราชาวพุทธทุกคน
ที่เกิดทันในยุคที่ยังมีร่องรอยของคำสอนแท้ ๆ ของพระพุทธเจ้าให้เราได้ศึกษาเดินตาม
ได้ถือแผนที่พ้นทุกข์ และมีสิทธิ์เดินทางไปสู่ปลายทางแห่งความสุขได้เท่าเทียมกันทุกคน
ไม่เพียงเฉพาะโลกมนุษย์เท่านั้น
ที่มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และปลื้มปีติกับวันมหามงคลในวันที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น
คุณดังตฤณ ได้เรียกขานวันวิสาขบูชานี้ว่าเป็น "วันมหามงคลแห่งไตรภูมิ"
โดยได้เขียนบทความพิเศษขึ้นสำหรับวันวิสาขบูชานี้โดยเฉพาะ
และได้เขียนฝากท้ายไว้ในบทความพิเศษบทนี้ว่า
"นอกจากเหล่ามนุษย์แล้ว ทวยเทพอันเป็นเวไนยสัตว์
นับแต่ชั้นกามาวจรไปจนกระทั่งภพแห่งรูปพรหม ต่างก็ได้สิทธิ์ในการเจริญสติจนบรรลุธรรม
พ้นทุกข์พ้นภัยจากสังสารวัฏเพราะการอุบัติเพื่อชี้ทางของพระพุทธองค์
และแม้อรูปพรหมผู้มีเพียงจิต ก็ยังมีสิทธิ์อนุโมทนาด้วยมหาโสมนัส
กับการอุบัติแห่งพระองค์ท่าน สร้างกระแสนำร่องให้ถูกทิศถึงนิพพานในกาลต่อไป
สำหรับผู้ได้ญาณหยั่งรู้ว่ายังมีภพภูมิอยู่มากกว่าโลกนี้
ย่อมไม่เห็นวันวิสาขบูชาสำคัญเพียงระดับโลก แต่ถือเป็นวันมหามงคลระดับไตรภูมิ
แสงสว่างสูงสุดอันเป็นธรรมาภิสมัยบังเกิดขึ้นหนึ่งเดียวในอนันตจักรวาล ณ วันนี้ในอดีต
จึงไม่อาจถือเอาจุดตัดแห่งเวลาวันเดือนปีใด สูงส่งเหนือไปกว่านี้ได้อีกแล้ว"
วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า
มีความหมายต่อสรรพชีวิตในไตรภูมินี้เพียงใด
แต่ละปรากฏการณ์ที่อุบัติขึ้นนั้น มีความหมายอันลึกซึ้งยิ่งใหญ่เพียงไหน
คุณผู้อ่านสามารถพลิกไปอ่านบทความพิเศษของ คุณดังตฤณ
เรื่อง วันมหามงคลแห่งไตรภูมิ นี้ได้ ในคอลัมน์ รู้เฉพาะตน ฉบับนี้ที่นี่ค่ะ
http://dungtrin.com/mag/?42.byself
วันวิสาขบูชานี้ จึงไม่อยากให้ชาวพุทธเรา เพียงจุดธูปถือเทียนเดินเวียนรอบโบสถ์เท่านั้น
แต่อยากเชิญชวนคุณผู้อ่านทุกท่าน "เข้าเฝ้า" พระพุทธเจ้าด้วยกัน
โดยการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระปัญญาคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระพุทธองค์
และน้อมนำพุทธดำรัสที่ตรัสสอนมาปฏิบัติให้เกิดผลแจ้งแก่ใจด้วยตนเอง
เพราะหากเรายังมีโอกาสได้เข้าเฝ้าและถามคำถามท่านในวันนี้ ก็เชื่อเถิดค่ะว่า
ท่านก็จะยังคงแย้มพระโอษฐ์ตรัสชี้ทาง และเตือนสติให้เราเพียรเดินไปสู่ความพ้นทุกข์
เป็นแก่นสารสาระที่สำคัญที่สุด ไม่ต่างไปจากเมื่อสองพันกว่าปีก่อนเลย
อยู่ที่เราจะน้อมนำพุทธพจน์นั้นไปปฏิบัติให้ประจักษ์จริงกันได้มากเพียงใดเท่านั้น
มีครูบาผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบท่านหนึ่ง ได้เคยฝากข้อสังเกตที่น่าสนใจไว้ในการสนทนาครั้งหนึ่ง
ว่าด้วยการที่องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก
เห็นว่าเป็นข้อคิดที่ดีที่อยากนำมาฝากกัน จึงขอคัดมาฝากคุณผู้อ่านไว้ดังนี้นะคะ
"วัน เดือน ปี อาจเป็นเพียงสิ่งสมมติ แต่ก็มิได้หมายความว่า
การที่มีการกำหนดวันวิสาขบูชาขึ้นมาเป็นพิเศษนั้น เป็นเรื่องไร้ประโยชน์
พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ฤกษ์ใด ยามใด เวลาใด ที่คนคิดดี พูดดี และทำดี
ฤกษ์นั้น ยามนั้น เวลานั้น ก็เป็นมงคล เป็นดิถี เป็นศุภฤกษ์
ดังนั้น ถ้าวันวิสาขบูชาเป็นวันที่ทำให้คนส่วนมากได้ฉุกคิด
ได้ย้อนกลับมามองดูตัวเอง ได้ค้นหาความจริงของชีวิต
ว่าชีวิตคืออะไร ความสุขคืออะไร ความทุกข์คืออะไร
จะดำรงชีวิตที่ดีงามได้อย่างไร และเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร
แล้วน้อมนำธรรมะคำสอนของพระพุทธองค์มาปฏิบัติ
วันนั้นก็จะเป็นวันสำคัญที่แท้จริงได้
และความสำคัญนั้น ก็เกิดที่ใจของผู้ประพฤติธรรมนั่นเอง
วันวิสาขบูชา จะเป็น "วันสำคัญ" ของนานาชาติได้
ก็ต่อเมื่อคนทั้งหลายทั่วโลกได้รับประโยชน์จากพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง
เรามาช่วยกันทำให้วันนี้เป็นวันสำคัญ โดยเริ่มที่ ตัวเราเอง กันแต่วันนี้เถิด..."
ทุกวันล้วนเป็นวันสำคัญนะคะ
วันนี้วันพรุ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเราจะมีเวลาหายใจได้อีกนานแค่ไหน
อย่าให้วันนี้เป็นวันสำคัญที่บอกเล่ากันแต่เพียงแต่ลมปากแล้วผ่านเลยไป
ไม่มีใครรู้ว่าเราจะมีโอกาสได้พบเจอพระพุทธศาสนาในกาลข้างหน้าอีกหรือไม่
ขอนำปัจฉิมโอวาทที่พระพุทธองค์ได้กล่าวฝากไว้ก่อนจะดับขันธปรินิพพาน
มาฝากปิดท้ายในวันวิสาขบูชานี้อีกครั้งนะคะ...
"บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
เธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น
ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด" _/|\_
เรื่องน่าสนใจประจำฉบับ
คนรุ่นใหม่ยุคนี้ จะมีสักกี่คนนะคะ ที่ยังนึกถึงผู้หญิงอีกคนที่เคยดูแลเราเสมือนแม่คนที่สอง
คุณธีระวัฒน์ อนันตวรสกุล ฝากเรื่องสั้นขนาดยาว ๒ ตอนจบ
มาในคอลัมน์ "นิยาย/เรื่องสั้น อิงธรรมะ" กับเรื่อง หลานยาย (ตอนที่ ๑)
ใครเติบโตมากับคุณย่าคุณยาย อ่านเรื่องนี้แล้วอาจน้ำตาซึมไปตาม ๆ กันนะคะ :" )
"ของฝากจากหมอ" ฉบับนี้ คุณหมอพิมพการัง ไม่ได้เอามาฝากแค่เรื่องราวของคนไข้
แต่เธอได้สะท้อนสิ่งที่เห็นกับชีวิตของเธอเอง ถ่ายทอดเป็นประสบการณ์และความคิด
แฝงมาด้วยปรัชญาแห่งชีวิตสำหรับคนทุกคน กับตอน วันหนึ่ง วันนั้น วันนี้ วันไหน
กว่าจะมีวันนี้ เธอวิ่งไล่ล่าอะไรมาบ้าง และวันนั้นสำคัญที่ตรงไหน ลองไปติดตามกันค่ะ
แล้วไปฟังเรื่องจริงจากประสบการณ์ของ คุณกติกา ในคอลัมน์ "สัพเพเหระธรรม"
เมื่อต้องเจอกับอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด กับตอน ปาฏิหาริย์จากการปฏิบัติธรรม?
บางที ปาฏิหาริย์นั้นอาจไม่ใช่คุณวิเศษจากวัตถุมงคลชนิดไหน ๆ
แต่เมื่อเจริญสติไปเรื่อย ๆ วันหนึ่ง เราอาจพบด้วยตัวเองว่า
สติที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัตินี้แหละ ที่จะเป็นที่พึ่งให้เราในยามคับขันเช่นนี้ได้
กิจกรรมน่าสนใจ
วันอาทิตย์ที่ ๑๘ พ.ค. ที่จะถึงนี้ พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม จ.ชลบุรี จะเมตตาเดินทางมาแสดงธรรมเทศนา
ณ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) ซอยแจ้งวัฒนะ ๑๔ ถ.แจ้งวัฒนะ
ท่านใดสะดวก อยากชวนไปฟังธรรมรับวันวิสาขบูชานี้ด้วยกันนะคะ
ดูแผนที่ได้ที่นี่ค่ะ http://larndham.net/index.php?showtopic=30544
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้ส่งจดหมายข่าวฉบับพิเศษถึงสมาชิก
เพื่อแจ้งผลสำรวจผู้อ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัว และประกาศรายชื่อผู้โชคดีไปด้วย
ท่านใดไม่ได้สมัครรับจดหมายข่าว ก็ขออนุญาตแจ้งกันอีกครั้งนะคะว่า
สามารถเข้าไปติดตาม ผลสำรวจความคิดเห็นผู้อ่านนิตยสารธรรมใกล้ตัว
รวมทั้งตรวจรายชื่อผู้ได้รับของรางวัลกันได้แล้วที่นี่ค่ะ
http://www.dungtrin.com/mag/survey042008.html
โดยท่านที่ได้รับของรางวัลพิเศษตามประกาศรายชื่อใน Link ข้างต้นจำนวน ๔๕ ท่าน
ตอนนี้ทีมงานได้จัดส่งของรางวัลให้ทุกท่านเรียบร้อยแล้วนะคะ
ส่วนท่านที่ขอรับซีดีกรรมพยากรณ์ฉบับละครวิทยุ กำลังทยอยจัดส่งให้ค่ะ รอกันนิดนะคะ
แจ้งแก้ไขข้อความในนิตยสาร
๑. ธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๔๑ (๑ พ.ค. ๕๑) - คอลัมน์: จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว
แก้ไขจาก: หลวงพ่อท่านว่า หิวก็กิน อิ่มก็นอน ง่ายเพียงนั้น
แก้ไขเป็น: หลวงพ่อท่านว่า หิวก็กิน ง่วงก็นอน ง่ายเพียงนั้น
๒. ธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๔๐ (๑๗ เม.ย. ๕๑) - คอลัมน์: รู้เฉพาะตน (คำถามที่สอง)
แก้ไขจาก: ฉันนสูตร
แก้ไขเป็น: ฉันโนวาทสูตร
รวมทั้งมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่คุณดังตฤณได้ปรับปรุงแก้ไขเป็นเนื้อหาฉบับใหม่เพิ่มเติม
คุณผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านส่วนที่ได้ปรับแก้ไขใหม่แล้วตาม link นี้ค่ะ
กระทู้: พระฉันนะ http://dharmaathand.com/forum/viewtopic.php?f=3&t=2686
ขอให้ทุกท่านมีจิตใจที่รู้ตื่น เบิกบาน และมีความสุขกันทุกคนนะคะ
แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ สวัสดีค่ะ