ฉบับที่ ๐๑๗ พฤหัสบดีที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๐
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

ฟังเสียงอ่าน [wma] [mp3]

ธรรมะกับการทำงานฉบับวันวิสาขบูชา

สัมภาษณ์โดย ตันหยง

สำหรับฉบับนี้แขกประจำคอลัมน์ธรรมะกับไลฟ์สไตล์ของเราก็คือ คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย ซึ่งเป็นผู้ที่อาศัยหลักธรรมะและการเจริญสติในการบริหารงานจนประสบความสำเร็จอย่างสูงท่านหนึ่งหรือชื่อที่หลายๆคนขนานนามคุณดนัยก็คือ "เจ้าพ่อประชาสัมพันธ์"

เมื่อไม่นานนี้ คุณดนัยได้เปิดบริษัท DC (Dhamma Communications) คอนซัลแทนส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ของคนไทย ๑๐๐ % ที่เน้นคุณธรรมและจริยธรรมนำธุรกิจควบคู่กับการทำประโยชน์เพื่อสังคม ที่ผ่านมาคุณดนัยเคยดำรงตำแหน่งประธานบริหารบริษัทเอ็มดีเค (MDK) คอนซัลแทนส์ ที่เป็นบริษัทด้านการประชาสัมพันธ์ซึ่งติดอันดับ TOP ๓ ของการประชาสัมพันธ์ในเมืองไทย

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย

ตันหยง: สวัสดีค่ะคุณดนัย

คุณดนัย: ครับ สวัสดีครับ

ตันหยง: วันนี้ตันหยงมีคำถามที่เกี่ยวกับธรรมะ และการบริหารการจัดการหลายคำถาม ที่อยากจะทราบคำตอบจากคุณดนัย ในฐานะที่คุณดนัยเป็นผู้หนึ่งที่ยึดหลักทางธรรมอย่างมั่นคงในการทำงานจนประสบความสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับในวงการประชาสัมพันธ์ของเมืองไทย แต่ก่อนที่จะไปยังคำถามเหล่านั้น อยากให้คุณดนัยช่วยเกริ่นประวัติทางด้านการศึกษาพอเป็นสังเขปสักนิดค่ะ : )

คุณดนัย: ครับ ผมเรียนจบด้านการตลาด ได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมเหรียญทองจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และปริญญาโททางด้านการตลาดภาคภาษาอังกฤษ (MIM) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Gothenberg University ประเทศสวีเดน

ตันหยง: เรียนได้ดีจังค่ะ แต่เอแล้วทำไมคุณดนัยจึงเลือกเรียนทางด้านการตลาดล่ะคะ เพราะคนที่เรียนเก่งๆหลายคนมักจะเลือกเรียนทางสายวิทย์

คุณดนัย: สมัยเด็กผมใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักการทูต เพราะมีความสนใจในด้านของภาษา และรัฐศาสตร์ ไม่ชอบคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ได้เรียนตามที่ได้ตั้งใจไว้ เพราะหลังจากกลับมาจากเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เลยช่วงเวลาเอ็นทรานซ์สอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐ ทำให้เลือกเรียนด้านการบริหารและการตลาดที่มหาวิทยาลัย ABAC “ผมเป็นคนที่หวงเวลา ดังนั้นอะไรที่ดีที่สุดในขณะนั้นก็เลือกไว้ก่อน”

ตันหยง: ได้ทราบมาว่าในอดีตคุณดนัยเคยดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยในช่วงปี ๒๕๔๕ - ๒๕๔๗, เป็นกรรมการบริหารสมาคมโฆษณาธุรกิจแห่งประเทศไทยประจำปี ๒๕๔๗ - ๒๕๔๙

และในปัจจุบันนอกจากงานด้านบริหารที่บริษัท DC คอนซัลแทนส์แล้ว คุณดนัยยังดำรงตำแหน่งผู้บริหารของสำนักพิมพ์ DMG และประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถาบันฝึกและพัฒนาบุคลากร ดีเอ็มจี อะคาเดมี่** นอกจากนี้ก็ยังเป็นกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, กรรมการมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์, คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ มีพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และไม่นานมานี้ ก็ได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐบาลไทยและมติมหาเถรสมาคม ให้เป็นหนึ่งในทูตพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๕o

** หมายเหตุ: ดีเอ็มจี อะคาเดมี่ เป็นสถาบันที่ปรึกษาด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร โดยเน้นหลักสูตรตามแนวทางพระพุทธศาสนา เพื่อนำคุณธรรมและจริยธรรมมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน

นอกจากนี้คุณดนัยก็ยังมีผลงานด้านเขียนและแปลหนังสือซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีมากกว่า ๒o เล่ม รวมทั้งได้เป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, ผู้จัดการรายวัน, คมชัดลึก, บิสซิเนสไทย, ไทคูน ฯลฯ

คุณดนัยยังได้จัดรายการวิทยุโดยการนำธรรมะเข้ามาใช้สำหรับการบริหารสมัยใหม่ ชื่อรายการ CEO vision ทางคลื่นวิทยุ FM ความถี่ ๙๖.๕ MHz ทุกวันอังคาร เวลา ๐๙.๐๐ - ๑๐.๐๐ น. และได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายด้านการประชาสัมพันธ์, การตลาด, การสร้างแบรนด์ กลยุทธ์การสื่อสารในภาวะวิกฤต และการบรรยายธรรมะให้แก่สถาบันชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

ตันหยง: งานเยอะขนาดนี้ คุณดนัยมีเคล็ดลับในการบริหารเวลาอย่างไรคะ จึงสามารถจัดการกับงานมากมายได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบนี้

คุณดนัย: เมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อน สมัยที่เรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัย ABAC ได้ไปกราบขอธรรมะจากท่านพระพุทธทาส ซึ่งท่านได้เทศน์สอนในหัวข้อ “ธรรมะคือการทำงานและธรรมะคือธรรมชาติ” ตอนนั้นก็ยังไม่เข้าใจว่าหมายความว่าอะไร จนกระทั่งเวลาผ่านไปอย่างน้อย ๑๕ ปี เมื่อได้เริ่มสัมผัสธรรมะมากขึ้นด้วยการปฏิบัติธรรม ทำให้เริ่มเข้าใจธรรมะของท่านพระพุทธทาส

เมื่ออยู่ในเพศฆราวาส มีหน้าที่ ก็ต้องทำงานที่รับผิดชอบและได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด มีสติจดจ่ออยู่กับงานเฉพาะหน้า เราเต็มที่กับการทำงานเฉพาะหน้า แล้วมันก็จบไปจบไปทีละชิ้น และไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร จะสามารถยอมรับได้หมด ไม่ใช่ว่างานทุกชิ้นจะดีทั้งหมดนะครับ ผลงานแต่ละชิ้นเป็นได้ทั้งบวกและลบ แต่สามารถวางใจให้ยอมรับได้โดยไม่ทุกข์ ไม่แกว่งจนเกินไป

ในขณะที่เมื่อก่อน ถ้าผลงานที่ออกมาไม่ได้ดั่งที่หวังไว้ จะเดือดร้อนกันหมดเลย ทั้งตัวเองก็ทุกข์ที่ทำไม่ได้ตามเป้าหมาย ผู้ร่วมงานก็เดือดร้อนที่ทำงานไม่ได้ตามมาตรฐาน

ตันหยง: กรณีผลงานไม่ได้เป็นแบบที่คาดหวังไว้ คุณดนัยวางใจอย่างไรจึงทำใจยอมรับได้คะ

คุณดนัย: การทำงานของผมจะเป็นการกระทำด้วยกริยา แต่ใจไม่ได้ไปวาง ไปยึดอยู่ที่ตัวงาน ว่าเป็นงานของเรา ลูกน้องของเรา บริษัทของเรา ฯลฯ เมื่อมีแต่กริยา ไม่ได้เอาใจไปแบกไปรองรับส่วนเกินความเป็นตัวเราของเราเอาไว้ ตัวเราไม่เข้าไปยึดติดกับสถานการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นคำติ หรือคำชม สภาวะการทำงานก็เต็มที่ ทำให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น ส่วนเรื่องการวางใจที่สามารถยอมรับกับผลงานชิ้นที่ไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ถือว่าเราได้ทำเต็มที่ ทำดีที่สุดแล้วครับ พอปฏิบัติธรรมมากขึ้นก็ปล่อยวางความไม่พอใจได้เร็วขึ้นด้วย

ตันหยง: แล้วก่อนที่จะเริ่มเข้าใจธรรมะของท่านพระพุทธทาส ในส่วนด้านการทำงาน คุณดนัยมีอะไรที่แตกต่างไปจากปัจจุบันอีกมั้ยคะ

คุณดนัย: สมัยก่อนเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะหวังผล และเป็นคนที่ตั้งเป้าและเงื่อนไขให้กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา เป็นคนที่มีความทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อย อยากจะเป็นคนแรกที่ได้ทำในสิ่งที่คนอื่นยังทำไม่ได้ เช่นต้องเรียนให้จบเกียรตินิยมภายในเวลา ๓ ปีครึ่ง, ต้องเป็นผู้จัดการของ American Express ที่มีอายุน้อยที่สุดในเอเชีย ฯลฯ แม้ว่าเกือบ ๙o เปอร์เซ็นต์จะสามารถทำได้ตามที่วาดไว้ แต่ความสุขทั้งหลายที่ได้มาในสมัยนั้นมันเป็นความสุขที่ค่อนข้างเร่าร้อนมาก

ตันหยง: ช่วยขยายความของคำว่า “ความสุขที่เร่าร้อน” หน่อยค่ะ

คุณดนัย: การที่เราตั้งเงื่อนไขไว้กับตัวเองว่าต้องเป็นแบบนั้น ต้องแบบนี้ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างความกดดันให้กับตัวเองค่อนข้างสูงมาก เพราะทำให้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะได้มา ได้เป็น และแม้ว่าเราจะได้ในแบบที่เราหวังไว้ก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างแท้จริง มันเป็นความสุขที่ต้องดิ้นรน ต้องแสวงหาจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา

ตันหยง: แล้วคุณดนัยเริ่มค่อยๆเปลี่ยนแปลงในตอนไหนคะ

คุณดนัย: จนกระทั่งอายุ ๒๘ ปี เมื่อได้เริ่มสัมผัสธรรมะมากขึ้นด้วยการปฏิบัติภาวนา ก็เริ่มคลายความอยากมีอยากเป็นทั้งหลายลง แต่พอเริ่มหยุดอยากมีอยากเป็นนะ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ ก็ยิ่งสูงขึ้นจากเดิมอีก ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการเลย ในตอนนั้นก็ต้องยอมรับตำแหน่งใหม่นี้เพราะเป็นห่วงทีมงานว่าอาจจะได้รับผลกระทบได้เช่น อาจจะมีการปิดบริษัทไปถ้าเราไม่รับตำแหน่งตรงนี้

ตันหยง: สรุปก็คือเพราะธรรมะที่ได้มาจากท่านพระพุทธทาสเมื่อสมัย ๒๐ ปีก่อน คือธรรมะกับการทำงาน ทำให้คุณดนัยมีเป้าหมายคือทำงานเฉพาะหน้าให้ดีที่สุด

ถึงตรงนี้อยากจะขอให้คุณดนัยช่วยเล่าถึงสาเหตุที่สนใจธรรมะในวัยเยาว์ด้วยค่ะ

คุณดนัย: พอดีคุณพ่อคุณแม่มีความสนใจในทางนี้ด้วย ครอบครัวจะไปทำบุญที่วัดด้วยกันอยู่บ่อยๆ ตอนเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ - ๕ได้ไปเรียนในโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ซึ่งสอนเป็นภาษาอังกฤษ (อยู่ในกรมทหารแถวสามเสน) เพราะความที่ชอบภาษาอังกฤษด้วยก็เลยชอบไปเรียน พอสมัยมัธยมปลายได้นำพุทธประวัติของพระพุทธเจ้าและศาสนาพุทธไปบรรยายเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อครั้งที่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

ตันหยง: แล้วหลังจากนั้นล่ะคะ ที่มาที่ไปที่ได้มาสนใจการเจริญสติเป็นยังไงคะ

คุณดนัย: หลังจากนั้น สมัยที่เรียนที่ ABAC ก็ไปฝึกอานาปานสติตามแนวคำสอนของท่านพุทธทาสเป็นเวลา ๑๐ ปี แล้วก็มีกัลยาณมิตรที่เป็นลูกค้าได้ชวนไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธเป็นเวลา ๔ - ๕ ปี จึงได้ไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์เมื่อ ๗ ปีที่แล้ว โดยมีพี่น้องอริยาภรณ์เป็นผู้พาไป ซึ่งหลวงพ่อปราโมทย์ก็ทักมาว่า “คุณดนัยรู้ตัวมั้ย ว่าจิตยังไม่ตื่น ยังหลับอยู่เลย” (หัวเราะ) จำได้ว่า กลับมาจิตตกไปสามวันเลย ก็มานั่งเอะใจ เอ๊ะ เราก็หัดภาวนามาหลายปีแล้ว ก็เลยไปเรียนการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวเพิ่มเติมกับพระอาจารย์สุรศักดิ์ (วัดมเหยงค์) และพระอาจารย์มานพ (สำนักสงฆ์เขาดินหนองแสง จังหวัดจันทบุรี) และระหว่างนั้นก็ไปกราบหลวงพ่อปราโมทย์อยู่เป็นระยะๆ เพื่อเช็คว่า "จิตตื่นแล้วหรือยัง" (หัวเราะ) จนกระทั่งปีที่ผ่านมาหลวงพ่อปราโมทย์ก็บอกว่า “จิตเริ่มตื่นบ้างแล้ว”

ตันหยง: อนุโมทนากับคุณดนัยด้วยค่ะ เพื่อไม่ให้คุณผู้อ่านจินตนาการไปไกล ขอถามหน่อยนะคะว่า ปัจจุบันคุณดนัยอายุเท่าไหร่คะ

คุณดนัย: ๔๐ ปีแล้วครับ

ตันหยง: แต่เอ แล้วทำไมจึงสนใจการเจริญสติและชอบการทำสมาธิคะ ก็ในเมื่อคุณดนัยเป็นคนที่มีพื้นฐานทางด้านสมาธิที่ดีอยู่แล้ว เพราะทำงานได้เยอะ สมาธิก็ต้องดี

คุณดนัย: เพราะว่าสมาธิเพียงอย่างเดียวไม่พอ แม้สมาธิจะทำให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงาน แต่สมาธิในทางโลกไม่ได้ทำให้เรามีปัญญาในทางธรรมได้

คือเคยเจอกับตัวเอง ปกติเป็นคนไม่ค่อยโกรธ แล้วมีอยู่ครั้งนึงที่โกรธ ปรากฏว่าเวลาที่โมโหแล้วอารมณ์รุนแรง ควบคุมตัวเองไม่ได้ Shock cinema กับคนรอบข้าง ก็เลยกลับมาคิดว่า เอ นั่งสมาธิเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ คงต้องทำวิปัสสนาควบคู่กันไป พอดีกัลยาณมิตรชวนมาทำวิปัสสนา ก็เลยไปลองให้โอกาสตัวเองตามที่เล่ามาข้างต้นแล้ว

ตันหยง: แล้วเกี่ยวกับความชอบการทำสมาธิล่ะคะ ช่วยเล่าตรงนี้สักนิด

คุณดนัย: เรื่องความชอบในการทำสมาธินั้น สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมเมื่อมีโอกาสจะชอบนั่งสมาธิอยู่เป็นประจำ แม้จะไม่รู้เรื่องอะไร แต่ก็ชอบนั่ง คือเป็นความสนใจส่วนตัวตั้งแต่เด็กด้วย

ตันหยง: หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า การเจริญสติมากๆ ไม่ทำให้เฉื่อยลงหรอกหรือ แต่ถ้าย้อนไปที่คุณดนัย ก็ยังเป็นคนที่ active และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้คุณดนัยช่วยเล่าและพูดคุยเกี่ยวกับตรงนี้สักนิดค่ะ

คุณดนัย: ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ได้เจริญสติด้วยการเคลื่อนไหวมากขึ้น ก็่เห็นได้ชัดเลยว่ายิ่งเจริญสติ จิตจะว่องไวและละเอียดอ่อนมากขึ้น เพราะการเจริญสติด้วยการเคลื่อนไหวทำให้เห็นสภาวะเกิดดับได้มากขึ้น เมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นเท่าไหร่

ตันหยง: ก็คือการเจริญสติช่วยทำให้เห็นสภาวะเกิดดับได้เร็วขึ้นกว่าเดิม ใจเรียนรู้สภาวะธรรมที่เกิดดับอยู่เนืองๆ ใจจึงไม่จมอยู่กับเรื่องต่างๆ อย่างนั้นใช่ไหมคะ

คุณดนัย: พอหลุดออกมาจากความคิดได้มากขึ้น ใจก็กระฉับกระเฉงขึ้นเพราะไม่ได้จมแช่อยู่ในความคิดและเรื่องราวต่างๆ และเมื่อรู้ตัวได้บ่อยอันเป็นผลมาจากการเจริญสติ ทุกข์ก็เข้ามาหาตัวเราได้ยากขึ้นด้วย

ตันหยง: เคยได้ยินคุณดนัยกล่าวว่า “คนที่มี DQ (Dharma Quotient) นั้นจะประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำงาน” อยากให้คุณดนัยช่วยขยายคำจำกัดความของประโยคดังกล่าวทีนะคะ ว่าทำไมต้องเป็น DQ ในฐานะที่คุณดนัยเป็นผู้ที่บัญญัติคำนี้ขึ้นมาใช้ จนเป็นที่นิยมในต่างประเทศด้วยค่ะ

คุณดนัย: นิยามของคำว่า DQ คือสภาวะธรรมหรือภูมิธรรมที่แต่ละคนมีในขณะหนึ่งๆ

ตันหยง: สภาวะธรรมหรือภูมิธรรมเกิดขึ้นจากอะไรคะ

คุณดนัย: เกิดขึ้นจากในขณะหนึ่งๆ ตรงนั้นเนี่ยเรามีสติสัมปชัญญะอยู่แค่ไหน คือบุคคลใดก็ตามถ้ามีสติสัมปชัญญะจะมี DQ เมื่อมี DQ แล้ว จะทำอะไรก็ประสบความสำเร็จและมีความสุข ทำไมจึงเป็นแบบนั้น

เพราะเค้ามีปัญญาที่จะมองเห็นธรรมชาติ สถานการณ์ หรือเหตุการณ์ตามความเป็นจริง ตามธรรมดา คือไม่ได้มองเห็นโดยการเข้าไปแทรกแซง เข้าไปปรุงแต่ง

อีกนัยก็คือในแง่ของการตัดสินใจนั้นไม่ได้นำอารมณ์ อคติ ประสบการณ์ของตัวเองไปแทรกแซง เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นปัญญาที่แท้จริง แต่เป็นปัญญาระดับเบื้องต้นที่ไม่สามารถแน่ใจว่า การตัดสินใจนั้นถูกต้องแม่นยำขนาดไหน

ตันหยง: และคนที่จะพัฒนาทางด้าน DQ นั้นมีเหตุปัจจัยใดบ้างคะ

คุณดนัย: จากการเจริญสติ ทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กัน

ตันหยง: จากที่ฟังคำจำกัดความของคำว่า DQ ทำให้ตันหยงพอจะมองเห็นเป็นนัยๆว่าการที่คนเราจะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญก็ต้องเกิดจากการมี DQ และสิ่งสำคัญสำหรับการมี DQ คืออะไรคะ

คุณดนัย: ปัจจัยที่สำคัญก็คือสัมมาสติ ตัวสติเป็นตัวชี้วัด DQ ก็คือมีปัญญาที่จะเห็นธรรมชาติแบบธรรมดาๆ แบบเป็นจริง เมื่อเราเห็นได้แบบนั้นแล้ว ก็จะนำไปสู่ปัจจัยอื่นๆ คือมีวุฒิทางธรรมที่เพิ่มขึ้น

ตันหยง: ในฐานะที่คุณดนัยเป็นนักการตลาดผู้ใช้หลักธรรมะในการทำงานและชีวิตประจำวัน ทั้งยังได้ชักชวนคนรุ่นใหม่เข้ามาปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติ เคยได้ยินคุณดนัยให้สัมภาษณ์ในนิตยสารฉบับหนึ่งว่า “ยิ่งเรารู้เท่าทันใจตัวเอง ทำให้เราเข้าใจผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ทำให้ดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข” อยากขอให้คุณดนัยขยายใจความของประโยคดังกล่าวทีค่ะ ว่าหมายความว่าอย่างไร

คุณดนัย: โดยธรรมชาติเรามักจะชอบเพ่งโทษ คาดคั้นเอากับเหตุการณ์ที่อยู่ข้างนอกตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือสถานการณ์ต่างๆ หรือคำพูดที่ว่า “ไม่ได้ดั่งใจเลย” ที่พูดกันอยู่บ่อยๆ ที่เราพูดกันแบบนั้น เพราะเราไม่รู้เท่าทันใจของเราเอง ก็เลยทำให้เกิดช่องว่างตรงนี้ขึ้น แต่ถ้าเราได้เข้าไปเรียนรู้ที่จิตใจของตัวเอง จะพบว่าใจของเราเองก็ยังเอาแน่นอนไม่ได้ เปลี่ยนแปลง บังคับไม่ได้อย่างที่ต้องการ เมื่อมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองมากขึ้น ใจก็จะกว้างขึ้น จึงทำให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เผื่อแผ่ ให้อภัย มีเมตตาธรรมกับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย

ตันหยง: ค่ะ ก็เลยทำให้การดำเนินชีวิตในสังคมมีความสุขมากขึ้นเพราะมีเมตตามากขึ้น มีอีกประโยคค่ะ ที่เคยอ่านมาและอยากให้คุณดนัยขยายความเพิ่มเติมค่ะ คือ

“ผมเริ่มเห็นเส้นทางนิพพานเป็นทางสายเอกแล้ว พยายามประคับประคองตัวเองไม่ให้หลุดจากเส้นทางสายนี้ ยังเป็นเส้นทางอีกยาวไกล เราจะไม่ลดละความพยายามไปให้ถึง”

คุณดนัย: ในเมื่อเราโชคดีที่ได้เกิดมาพบคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้พบกัลยาณมิตรเช่นครูอาจารย์ เมื่อได้เรียนรู้แล้วว่า เส้นทางนี้เป็นทางสายเอก เป็นทางที่ประเสริฐที่สุดแล้วทำไมจึงจะไม่เลือกเดินในทางสายนี้

ตันหยง: จากคำถามทั่วไปแบบกว้างๆ คราวนี้ขอมาถามคุณดนัยเกี่ยวกับด้านการทำงานแบบเจาะจงสักนิดค่ะ

นอกจากด้านการเรียนที่คุณดนัยสามารถทำคะแนนได้ดี ความสามารถในด้านการแปลหนังสือจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยของคุณดนัยก็มีไม่แพ้กัน ช่วยเล่าเกี่ยวกับตรงนี้สักนิดค่ะว่าที่สามารถแปลหนังสือจบภายในหนึ่งสัปดาห์และหนังสือดังกล่าวก็ติดอันดับหนังสือแปลที่ขายดีอีกด้วยนั้นมีเคล็ดลับอย่างไร

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย กับหนังสือ From Prince to King

คุณดนัย: มนุษย์เรามีศักยภาพอยู่มากถ้าเราสามารถกำหนดมิติต่างๆของชีวิตให้เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การเรียน การใช้เวลาทำกิจกรรมข้างนอก ฯลฯ ทำให้ทุกเรื่องเป็นเรื่องเดียวกันได้ก็จะง่ายขึ้นด้วยในด้านการจัดการเวลา สำหรับผมใช้ธรรมะเป็นพื้นฐานทั้งหมดในการดำเนินชีวิต ก็จะทำทุกอย่างโดยอยู่ในพื้นฐานดังกล่าว ทำให้ใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่ได้แบ่งว่าเวลานี้เป็นเวลาศึกษาธรรมะ เวลานี้เป็นเวลาทำงาน เวลานี้เป็นเวลาทำกิจกรรมพักผ่อน ก็เลยทำให้สามารถแปลหนังสือจบได้ไว และที่หนังสือดังกล่าวขายดี เพราะเลือกทำคือ เลือกแปลหนังสือที่ตัวเองสนใจและมีความชอบส่วนตัวด้วย

ตันหยง: แล้วในด้านการทำงานประชาสัมพันธ์ การที่คุณดนัยนำหลักธรรมะมาใช้เนี่ยมีผลขัดต่อการทำงานมั้ยคะเช่น กรณีบริษัทเหล้า บุหรี่ มาขอให้ประชาสัมพันธ์ เพราะนโยบายของบริษัท DC คอนซัลแทนส์ ไม่ประชาสัมพันธ์ เหล้า บุหรี่ อบายมุข ทว่าบริษัทของคุณดนัยกลับมีลูกค้าชั้นนำของเมืองไทยเช่น บริษัทประกัน AACP, ปูนซีเมนท์นครหลวง, Sanook.com, Cafe Pacifics, จิม ทอมป์สัน ฯลฯ

คุณดนัย: ผลกระทบก็มี เช่นถ้าเราไม่ประชาสัมพันธ์ให้บริษัทเหล้า บุหรี่ รายได้ในปีนั้นจะน้อยลง แต่เพราะเราเชื่อมั่นในธรรมะจัดสรร รวมทั้งเชื่อมั่นในกรรมวิบาก และศีลว่า ถ้าเลือก หรือทำอาชีพที่ไม่เป็นสัมมาทิฏฺฐิและไม่เป็นสัมมาอาชีวะ เราอาจจะต้องเดือดร้อนในอนาคตตามกฏแห่งกรรม และอาจจะหลุดไปจากเส้นทางสายเอกนี้ได้ ดังนั้นอะไรที่ทำลงไปแล้วทำให้เดือดร้อนในอนาคต ก็ต้องใจแข็งไม่เลือกและไม่ทำครับ

ตันหยง: เพื่อให้เข้ากับงานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งจะผ่านมา ขอถามเกี่ยวกับหนังสือ "ในหลวงในรอยธรรม" ที่คุณดนัยเป็นผู้เรียบเรียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักพิมพ์ DMG จัดพิมพ์หนังสือนี้ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่พระราชจริยาวัตรด้านการศึกษาและปฏิบัติธรรม รายได้จากการจำหน่ายหนังสือในส่วนที่ไม่ใช่ธรรมทานแจกตามวัดและสถานศึกษา จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิอานันทมหิดลใช่มั้ยคะ

คุณดนัย: ใช่ครับ

ตันหยง: แล้วส่วนเนื้อหาสำคัญในหนังสือ "ในหลวงในรอยธรรม" ล่ะคะเป็นแบบไหน

หนังสือในหลวงในรอยธรรม

คุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย กับหนังสือในหลวงในรอยธรรม

คุณดนัย: ข้างในเล่มก็จะมีการประมวลเหตุการณ์สำคัญเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระผนวชในปีพุทธศักราช ๒๔๙๙ และพระราชปุจฉาในการสนทนาธรรมกับพระวิปัสสนาจารย์และพระเถระหลายรูป ซึ่งพระราชปุจฉาและพระราชดำรัสต่างๆ อาจช่วยตอบข้อสงสัยบางประการเกี่ยวกับหลักธรรมในศาสนาพุทธ และการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแก่ผู้ที่สนใจ รวมทั้งให้ข้อคิดในการปฏิบัติตนในฐานะศาสนิกชนที่ดี ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

ตันหยง: เคยอ่านพบมาว่า คุณดนัยมีอุดมการณ์ที่จะเผยแผ่ธรรมะออกไปทั่วโลก ก็เลยอยากขอทราบหน่อยค่ะว่า ทำไมคุณดนัยจึงให้ความสำคัญกับการให้ธรรมทานคะ

คุณดนัย: จากประโยชน์ที่ตัวเราได้รับ เมื่อได้เริ่มเข้ามาสัมผัสธรรมะเพียงเล็กน้อย เพราะยังไม่ได้ไปไกลถึงไหน ก็เห็นคุณค่าอันวิเศษ ว่าทำให้ใช้ชีวิตประณีต สงบเย็น และมีสติมากขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นประโยชน์กับคนรอบข้างด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน และทีมงาน เค้ามีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงของเราด้วย

ตันหยง: ช่วยเล่าเพิ่มเติมทีค่ะ ว่าคนรอบข้างพบความเปลี่ยนแปลงในตัวคุณดนัยอย่างไร

คุณดนัย: (หัวเราะ) พอหลังจากศึกษาธรรมะมากขึ้น ก็มีอยู่ปีนึงได้รับรางวัล เปรียวอวอร์ด** ซึ่งคนที่เสนอชื่อเพื่อชิงรางวัล ก็คือ คุณจักรภพ เพ็ญแข ซึ่งเป็นเพื่อนกัน เค้าก็ได้ให้สัมภาษณ์ไปว่า “สมัยก่อนพี่ดนัยเค้าเป็นคน aggresive ก้าวร้าวมาก ถ้าอะไรที่ไม่ได้ตามมาตรฐานที่ตั้งเอาไว้ พี่ดนัยจะไม่ยอม แต่หลังจากที่พี่ดนัยได้มาศึกษาธรรมะ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นคนละคน ใจเย็นขึ้น” ตอนนั้นฟังก็ตกใจที่ได้ยิน เราเป็นแบบนั้นหรือเนี่ย (หัวเราะ) แต่พอย้อนนึกกลับมา ก็พบว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ

**หมายเหตุ: เปรียวอวอร์ด (Priew Awards 2004) เป็นรางวัลที่มอบเป็นกำลังใจให้แก่บุคคลที่ประสบความสำเร็จจากหลากหลายสาขาอาชีพและเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

ตันหยง: ก็คือธรรมะทำให้คุณดนัยใช้ชีวิตที่ประณีต มีสติ และประนีประนอมมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังส่งผลต่อคนรอบข้างอีกด้วย คือเค้าก็มีความสุขมากขึ้นด้วยเพราะเราเย็นขึ้น ก็ขออนุโมทนากับคุณดนัยด้วยนะคะ แล้วตรงจุดนี้ก็เลยเห็นความสำคัญของการให้ธรรมทาน แล้วยังไงต่อคะ

คุณดนัย: ก็เลยได้ตั้งจิตไว้ครับว่า ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้ามีสิ่งใดที่สามารถทำได้เพื่อรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงต่อไป และไม่ได้ทำให้เกิดความเดือดร้อนทั้งต่อตนเองและผู้อื่นก็ยินดีที่จะทำ

แต่ก็กลัวนะครับว่า เราจะพาคนหลงออกนอกทางไปและจะกลายเป็นบาปได้ ก็เลยต้องปฏิบัติธรรมควบคู่กันไปกับการจุดประกายความคิดในทางธรรม หรือการให้ข้อมูลธรรมะกับผู้อื่น ส่วนเค้าจะไปศึกษาอย่างไรต่อนั้น ก็ต้องเป็นวาสนาของเค้าด้วย ยังไม่กล้าไปสอนธรรมะให้ใครเพราะถือว่าเรายังไม่ใช่ผู้รู้จริงๆ

ตันหยง: มาถึงคำถามที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับเกร็ดประวัติทางธรรมะของคุณดนัยเองค่ะว่า ปฏิบัติธรรมอย่างไรคะทุกวันนี้

คุณดนัย: ด้วยความที่เวลาค่อนข้างจำกัดเพราะงานที่รับผิดชอบมีเยอะ ทุกวันพุธจะอาศัยเวลาที่จัดปฏิบัติธรรมที่เรือนธรรม หอประชุมพุทธคยา ในการร่วมนั่งสมาธิและทำวัตร แต่ถ้ามีโอกาสก็จะนั่งสมาธิในวันอื่นๆด้วย และสำหรับระหว่างวันก็จะอาศัยช่วงเวลาเบรค ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้ความคิดในการทำงาน เช่นเข้าห้องน้ำ หรือเดินในออฟฟิศในการคอยตามรู้ ตามดูจิตใจ นอกจากนี้ในแต่ละปี ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ ก็จะออกไปต่างจังหวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ปีนึงรวมทั้งหมดก็เกือบ ๒ เดือนที่ได้ปลีกเวลาไปปฏิบัติภาวนา

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมชมรมคนรู้ใจ (http://www.konrujai.net) ทุกวันอังคาร เวลา ๑๘.๐๐ - ๒๐.๓๐ น. โดยมีจุดมุ่งหวัง ให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจศึกษาธรรมะตั้งแต่วัยเยาว์และวัยทำงาน ซึ่งอยู่ในเครือของทางสำนักพิมพ์ DMG

ตันหยง: รวมทั้งหมด ๒ เดือนที่ได้ปลีกเวลาช่วงเสาร์อาทิตย์ไปภาวนา เยอะอยู่นะคะ อนุโมทนากับคุณดนัยด้วยค่ะ

ตันหยง: คุณดนัยมีคำแนะนำอย่างไรสำหรับท่านที่เพิ่งเริ่มต้นคะ เช่นควรที่จะมีครูสอนมั้ย และมีหลักในการเลือกสถานปฏิบัติภาวนาอย่างไร เพราะของปลอมก็มีอยู่ไม่น้อย

คุณดนัย: ให้อธิษฐานจิตเพื่อให้ได้พบเจอกัลยาณมิตรที่ดี ที่เกื้อกูลเราไปในเส้นทางสายเอกนี้ รวมทั้งหาโอกาสอยู่ในกลุ่มกัลยาณมิตร นอกจากการขยันปฏิบัติภาวนาแล้วก็ควรจะขยันสอบถามกัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์อย่างสม่ำเสมอด้วย

ตันหยง: แสดงว่าคุณดนัยให้ความสำคัญกับการสอบถามธรรมะกับครูอาจารย์หรือกัลยาณมิตรไม่น้อยไปกว่าความเพียรของตนเลยนะคะ

คุณดนัย: คำสอนของพระพุทธเจ้ากล่าวว่าที่สุดของพรหมจรรย์ก็คือ ๑) โยนิโสมนสิการคือการพิจารณาอย่างแยบคาย ๒) กัลยาณมิตร ผมจึงให้ความสำคัญกับตรงนี้มากครับว่าจะช่วยให้เราเดินไปสู่เส้นทางนิพพานนี้ได้อย่างลัดสั้นและตรงทาง รวมทั้งไม่ออกนอกทางไป

ตันหยง: ในวาระวันวิสาขบูชาที่จะถึงนี้และในฐานะที่คุณดนัยเป็นทูตพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชาโลกประจำปี ๒๕๕o ขอถามว่า หน้าที่ของชาวพุทธสำหรับคุณดนัยคืออะไรคะ

คุณดนัย: หน้าที่ของชาวพุทธไม่เพียงแต่ในด้านการทำบุญ ทำทานเท่านั้น แต่รวมไปถึงการได้ปฏิบัติภาวนา (ปฏิบัติบูชา) เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจและเข้าถึงธรรมในที่สุด

สิ่งที่จะทำให้เรารักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไปนั้นคือ การให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าไปอยู่ในใจของเราให้ได้ เพราะเมื่อธรรมะได้อยู่ในจิตใจของเรา ก็จะเกิดความหวงแหนและรักษาไปโดยอัตโนมัติ เมื่อนั้นความมั่นคงของพระพุทธศานาก็ได้บังเกิดแล้วและหยั่งลงลึกเสียด้วย

วันนี้ก็ต้องขอขอบพระคุณ คุณดนัยมากเลยค่ะ ที่ได้มาให้ความรู้ที่หลากหลายกับทางนิตยสารธรรมะใกล้ตัว ทำให้ได้เห็นแบบอย่างของผู้ที่มีอุดมการณ์ในทางธรรมซึ่งเป็นผู้ที่สามารถนำหลักธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นผู้ที่ตั้งปณิธานว่าจะอุทิศตนเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาสืบไป ส่วนฉบับหน้าแขกรับเชิญของทางนิตยสารจะเป็นใครนั้น ก็ต้องติดตามกันนะคะ ขอบคุณค่ะ



สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)