ดังตฤณ
บุรุษผู้กระหายความตาย
กรณีเฉพาะตนของ คนอยากตายคนหนึ่ง
อาชีพ ตกงาน
ลักษณะงานที่ทำ คิดมาก
คำถามแรก ผมยังไม่ถึงขนาดตกลงใจฆ่าตัวตายจริงจัง แต่เป็นโรคซึมเศร้า ต้องพึ่งยา และอยากตายขึ้นมาหลายวูบ คืออยากพ้นๆไปจากสภาพนี้มาก รู้สึกว่าความตายเป็นที่พึ่งเดียว แต่พอถามตัวเองว่าจะลงมือดีไหม ก็รู้สึกกล้าๆกลัวๆ ยิ่งช่วงหลังมีเวลาอ่านและฟังหนังสือธรรมะมากเข้า ก็ชักเชื่อว่าชีวิตหลังความตายน่าจะมีจริง และอยากเจริญสติให้เป็นผู้เป็นคนกับเขาบ้าง แต่เมื่อพยายามเจริญสติก็พบว่าสติไม่เจริญเอาเลย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดของอาจารย์ท่านไหน พอพยายามได้พักหนึ่งจะร้องไห้ รู้สึกเหมือนเป็นคนบาปที่ไม่มีวันเจริญกับใครเขา อยากขอคำแนะนำว่าคนอย่างผมควรเริ่มต้นจากตรงไหนเป็นก้าวแรกดีครับ?
เริ่มจากการทำความเข้าใจให้ถูกเสียก่อน ว่าการเจริญสติไม่ได้ช่วยให้คุณหายทุกข์จากการตกงานและการมีชีวิตที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา ตรงข้าม คุณต้องเป็นผู้ไม่มีทุกข์อันเกิดจากการงานให้ได้เสียก่อน จึงควรแก่การเป็นนักเจริญสติ
คนตกงานและใช้ชีวิตอย่างไม่มีจุดหมายนั้น ดูที่จิตจะเห็นว่าลอยเคว้ง สับสนไปสับสนมา เพราะจิตไม่มีฐานให้ปักหลักลงไป จึงไม่น่าแปลกใจหากฝึกเจริญสติแล้วล้มเหลว คล้ายกับคนพยายามยืนตัวตรงเด่แน่นิ่งบนกระดานโต้คลื่น จะให้นิ่งสำเร็จอย่างไรไหว
เมื่อชีวิตไร้หน้าที่ จิตก็พลอยไร้รากไปด้วย นี่คือความจริง พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสครับว่าคนที่จะเข้าถึงความจริงระดับอริยะได้นั้น จำเป็นต้องเลี้ยงตนเองได้ด้วยความชอบธรรม ไม่ทุจริตคิดคด หรือเอาแต่เป็นภาระของผู้อื่นโดยไม่ทำอะไรช่วยตนเองเลย พูดง่ายๆคือถ้าอยู่ในวัยเรียนก็ต้องเรียนแบบไม่โกงข้อสอบจนกว่าจะได้ปริญญา ถ้าอยู่ในวัยทำงานก็ต้องทำงานสุจริตให้คุ้มเงินจ้าง ถ้าเป็นพระก็ต้องรักษาวินัยและประกอบกิจของสงฆ์ตามที่ตกลงไว้กับพระพุทธเจ้า คือมาบวชเพื่อทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง
ไม่ว่าสำคัญตนเองว่าเป็นใคร ต่ำต้อยหรือสูงส่ง คุณจะหยุดนิ่งไม่ได้ แม้บอกว่าหางานมาเป็นปียังไม่มีใครรับ ก็ใช่จะเป็นข้ออ้างว่าสมควรเลิกล้มความพยายามเสียที ถ้าพยายามหางานจริง ไม่ใช่รอให้งานวิ่งมาหา คุณจะเต็มใจแม้ต้องเหน็ดเหนื่อยสร้างงานขึ้นมากับมือของคุณเอง เลิกง้อขอให้ใครเขาสร้างงานไว้เตรียมรับคุณท่าเดียวเสียที
เพียงคุณหาช่องทางทำกินอันสุจริต แม้ยังไม่สำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง ก็จะพบว่าชีวิตต่างไปแล้ว เพราะมีฐานให้จิตเริ่มหยั่งรากลงไปบ้างแล้ว ที่ตรงนั้นสำรวจใจตัวเองจะพบว่าไม่กวัดแกว่งวกวนทั้งวันอย่างเคย และนั่นเอง คุณสามารถเริ่มนับหนึ่งจากการเปรียบเทียบคุณภาพของจิต จะเห็นความต่างระหว่างจิตที่เลื่อนลอยเพราะไร้ราก กับจิตที่มั่นคงเพราะมีรากแล้ว
การเจริญสติเห็นจิตแบบมือใหม่นั้น ไม่จำเป็นต้องเห็นละเอียดเป็นขณะๆ แต่เอาแค่ภาพใหญ่ภาพรวม รู้ความแตกต่างระหว่างจิตวันนี้กับจิตเมื่อวาน เมื่อวานไร้รากฐาน วันนี้มีการงาน ก็นับว่าใช้ได้แล้ว ได้ชื่อว่าเห็นจิตจริงๆเหมือนกัน รู้ได้เหมือนกันว่าจิตไม่ใช่ตัวตนที่บังคับได้ดังใจ แต่เป็นผลลัพธ์อันเกิดจากต้นเหตุอะไรบางอย่าง กับทั้งมิใช่จะต้องดำรงอยู่ในภาวะใดภาวะหนึ่งตลอดกาล มันสุดแต่เราจะเลือกเดินไปทางไหน
กล่าวถึงความมั่นคงทางใจไปแล้ว ก็ต้องไม่ละเลยที่จะกล่าวถึงความสว่างทางจิตควบคู่ไปด้วย แม้จิตใจมั่นคงดี แต่ก็อาจรู้สึกแห้งแล้งได้ และไม่เกื้อกูลกับการเจริญสติ พูดง่ายๆคือ หากไม่ยอมทำบุญเอาเสียเลย คุณไม่อาจรู้สึกแช่มชื่น เบิกบาน และเกิดกำลังใจในชีวิตมากพอจะปลูกสติให้เจริญขึ้น
คนไทยส่วนใหญ่จะนึกถึงการทำบุญด้วยเงิน ความจริงคุณทำบุญได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้เงินแม้แต่บาทเดียว แค่คิดดี มองโลกในแง่ดีเมื่อใด ใจก็เป็นบุญเป็นกุศลแล้ว ขอให้สังเกตเถิด ถ้าโกรธใครแรงๆ พอเขาขอโทษแล้วคุณเต็มใจให้อภัย จะรู้สึกโปร่งโล่ง จิตใจสบาย และเหมือนเห็นโลกสว่างขึ้น นั่นแหละคือปรากฏการณ์ทางจิต กุศลจิตย่อมฉายสว่างจนรู้ได้เฉพาะตน
และหากฉลาดทางจิตมากเข้า คุณย่อมคิดได้ด้วยตนเองว่าทำไมต้องรอให้คู่กรณีมาขอโทษ แล้วจิตคุณถึงจะได้สว่างกับเขา สู้คิดให้อภัยเป็นทานเสียเดี๋ยวนี้ไม่ดีกว่าหรือ? คิดได้เดี๋ยวนี้ก็สว่างได้เดี๋ยวนี้ สุขกายสบายใจ เป็นประโยชน์กับตัวเองอยู่เห็นๆ
ทางทำบุญมีมากมายหลายหลากจาระไนไม่หมด ทำอย่างไรก็ได้ให้ใจชุ่มชื่น ไม่ว่าจะเป็นการสละทรัพย์ สละความแค้น สละแรง สละเวลา สละหัวคิดช่วยใครต่อใคร สมัยนี้มีอินเตอร์เน็ตยิ่งทำง่ายครับ ลองหาธรรมะดีๆไปชี้ทางสว่างกับคนต้องการที่พึ่งทางใจตามเว็บบอร์ดต่างๆ ก็ถือว่าได้บุญขั้นสูงแล้ว ทำให้มากและสม่ำเสมอย่อมไขแสงให้จิตสว่างเป็นปกติ พร้อมจะเจริญสติยิ่งๆขึ้นไป
คำถามที่สอง ทราบว่าในคัมภีร์บันทึกไว้ เกี่ยวกับพระฉันนะที่ฆ่าตัวตายและสามารถบรรลุอรหัตผลก่อนตาย จึงเกิดความสับสนว่าตกลงการฆ่าตัวตายเป็นบุญหรือเป็นบาปกันแน่?
เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฉันนะซึ่งเป็นคนรับใช้เก่าแก่ของพระพุทธเจ้านี้ ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีๆนะครับ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นความจดจำว่าใครก็ได้ที่ฆ่าตัวตายมีสิทธิ์ถึงนิพพานกันหมด
ใน ฉันนสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นบทสรุปโดยย่อ คือ บุคคลใดทิ้งกายนี้แล้วไม่เข้าไปสู่ความมีกายอื่น ไม่พึงถูกตำหนิด้วยประการทั้งปวง แม้พระฉันนะจะยังถูกตระกูลของตนตำหนิที่ฆ่าตัวตาย แต่พระฉันนะก็ไม่ไปสู่ความเป็นคนของตระกูลใดอีกแล้ว สำหรับอริยะจึงไม่ใช่เรื่องน่าตำหนิอีก
เพื่อเข้าใจว่าทำไมใกล้ตายพระฉันนะจึงทำใจไม่ให้มีกายอื่นได้ เราต้องทราบพื้นหลังของพระฉันนะ ว่าท่านเริ่มได้ปัญญาจากพระอานนท์ซึ่งเป็นผู้ติดตามของพระพุทธเจ้า พระอานนท์เคยสอนพระฉันนะไว้ ใจความสรุปย่อคือ
โลกนี้จะมีหรือไม่มี ขึ้นอยู่กับว่ามีอาการยึดหรือไม่ยึด ใช่ว่าโลกจะต้องมีอยู่หรือไม่มีอยู่โดยตัวของมันเองข้างเดียว ตราบใดยังอุปาทานว่า มีโลก และ มีเรา ก็ย่อมเป็นโอกาสแห่งการทะยานอยากที่จะทำดีทำชั่วเพื่อตัวเรา ซึ่งก็ย่อมเกิดภพชาติ เกิดโลกอย่างนี้ให้เสวยผลดีผลชั่วที่ทำไว้ ต่อเมื่อทำลายอุปาทานว่ามีโลกและมีเราเสียได้ ก็จะไม่เห็นกายใจเป็นอะไรอื่นนอกจากทุกข์ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นด้วยเหตุ มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ดับไปเพราะหมดเหตุ
พระฉันนะเข้าใจธรรมะชั้นสูงดังกล่าวอย่างแจ่มแจ้ง ต่อมาหลังจากนั้นท่านป่วยหนัก ปวดหัวปวดท้องอย่างรุนแรง ราวกับโดนใครบีบศีรษะด้วยคีมใหญ่ หรือเหมือนโดนใครเอามีดคว้านท้องก็ไม่ปาน
ในเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนั้น พระฉันนะยังได้พระสารีบุตรซึ่งเป็นมือขวาของพระพุทธเจ้ามาช่วยโปรดอีก โดยการโปรดของท่านเป็นการยิงคำถามว่าจนถึงป่านนี้ ท่านยังยึดอยู่ไหม ว่าการเห็นทางตา การได้ยินทางหู การได้กลิ่นทางจมูก การลิ้มรสทางลิ้น การแตะต้องทางกาย ตลอดจนการคิดนึกด้วยใจ ว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ด้วยจิตอันไร้ความยินดีในกายใจเป็นที่สุด พระฉันนะตอบตามซื่ออย่างหนักแน่นว่าท่านไม่รู้สึกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย และกระทั่งใจ เป็นตัวท่าน หรือเป็นของท่านอีกแล้ว และเพราะเลิกยึดธรรมที่เกิดดับ พระฉันนะจึงเห็นธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีการอุบัติ ไม่มีการแตกทำลาย สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรในภายหลัง ว่าพระฉันนะได้พยากรณ์ความเป็นผู้ไม่เกิดอีกของตนเองต่อหน้าพระสารีบุตรแล้ว
สรุปคือพระพุทธเจ้าท่านยืนยันคติที่ไปของพระฉันนะว่าไม่มีอีกแล้ว และท่านเป็นพระอรหันต์ จิตบริสุทธิ์ผ่องแผ้วก่อนจะ ทิ้งกาย นี้ของท่านด้วยมีด ไม่ใช่ฆ่าตัวตายขณะมีจิตเศร้าหมองแต่อย่างใด ผู้พ้นโลกแห่งบุญบาปย่อมกระทำอะไรๆโดยสักแต่เป็นกิริยา ไม่เป็นบุญหรือเป็นบาปอีกต่อไป
ไม่อยากจะเชื่อเลย
กรณีเฉพาะตนของ สระเอ
อาชีพ โปรแกรมเมอร์
ลักษณะงานที่ทำ เขียนโปรแกรมให้บริษัท บางช่วงต้องหมกมุ่นอยู่กับการคิดแก้ปัญหาให้เพื่อนร่วมงานมากกว่าการทำงานของตัวเองให้เสร็จ โดยไม่มีความดีความชอบมากกว่าใครเขา
คำถามแรก ได้ยินว่าถ้าจะเจริญสติให้ได้ผลจริง ต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือตั้งความเชื่อไว้ในเรื่องกรรมวิบากและนรกสวรรค์กับอดีตชาติเสียก่อนใช่ไหม? ทุกวันนี้ผมไม่เต็มใจที่จะเชื่อเวลาใครบอกว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เพราะหลักฐานที่เห็นอยู่ทนโท่คือคนชั่วมันได้ดี ส่วนคนดีกลับตกระกำลำบาก และเมื่อไม่อาจทำใจให้เชื่อกรรมวิบากที่เห็นได้กับตาบนโลก แล้วจะให้เชื่อนรกสวรรค์ที่มองไม่เห็นได้อย่างไร?
การเจริญสติตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้านั้น เป็นไปเพื่อเห็นความจริงอย่างที่อริยะเห็น และความจริงที่พวกท่านเห็นก็เน้นเกี่ยวกับกายใจนี้ ไม่ใช่นรกสวรรค์
ธรรมชาติอันยอดเยี่ยมที่สุดไม่ใช่สวรรค์นะครับ แต่เป็นพระนิพพาน และพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่าเครื่องมือที่จะพาไปเห็นนิพพานได้แก่กายใจ อันตั้งอยู่เป็นปกติธรรมดาของพวกเรานี้เอง สิ่งที่เราไม่ต้องแกล้งเชื่อ ก็คือกายใจเป็นของมันอยู่อย่างนี้ ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแปลงไปหมด นับแต่ลมหายใจ อิริยาบถ ความรู้สึกนึกคิด และสภาวจิต สังเกตดูตรงไหนก็จะเห็นความจริงตรงนั้น
ยิ่งสังเกตมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพานเข้าไปทุกที เพราะจิตค่อยๆถอย ค่อยๆถอนตัวจากความเชื่อผิดๆว่ากายใจเที่ยง กายใจทน กายใจเป็นบุคคล ตัวตนเราเขา สิ่งที่จะทำให้คุณมีแก่ใจเจริญสติเฝ้าสังเกตกายใจอยู่ ก็คือการทำความเข้าใจให้ตรงกับความจริงว่าสุขที่แท้คือการรู้กายใจจนปล่อยวาง ไม่ใช่ยึดกายใจเหมือนผูกโซ่ล่ามตัวเองไว้กับกองทุกข์
ความเข้าใจที่ถูกอย่างนี้แหละครับคือ สัมมาทิฏฐิ ถ้าคุณจะมองสัมมาทิฏฐิว่าเป็น ความเชื่อ อย่างน้อยก็เป็นความเชื่อที่ตั้งต้นด้วยของจริง คิดตามได้ พิสูจน์ได้อย่างรวดเร็ว แค่เห็นลมหายใจไม่เที่ยงได้เดี๋ยวนี้ ก็ปล่อยวางลมหายใจได้เดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอกันนาน
หรือถ้าดีกว่านั้น คือคราวหน้าพอโกรธใคร แล้วเห็นโทสะโดยความเป็นของเกิดขึ้นด้วยเหตุ แล้วดับลงได้เองเป็นธรรมดา เหมือนกองไฟค่อยๆมอดลงเมื่อหมดเชื้อ คุณก็จะ หายโกรธ ด้วยอีกวิธีหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง คือหายโกรธอย่างรู้ว่าหายโกรธ ไม่ใช่หายโกรธแบบมึนๆ ไม่รู้ไม่เห็นดังเคย
โกรธอย่างรู้ และหายโกรธอย่างรู้ จะนำไปสู่ความรู้ประจักษ์ ว่าจิตมันโกรธ ไม่ใช่มีตัวคุณเป็นผู้โกรธ จิตมันอึดอัดเป็นทุกข์ ไม่ใช่มีตัวคุณเป็นคนทุกข์ ความโกรธเกิดขึ้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเป็นธรรมดา เมื่อเหตุนั้นดับลงความโกรธก็ย่อมดับลงตามเป็นธรรมดา ไม่ได้มีใครอยู่ตรงนั้น จะเป็นขณะไฟโกรธกำลังลุกโพลงหรือมอดดับลง
หากมีแรงผลักดันมากพอ ค่อยๆดูเข้ามาในกายใจไปเรื่อยๆ นานเข้ากายใจก็ปรากฏชัดขึ้นตามวันเดือนปีที่ผ่านไป และแล้วในที่สุดก็อาจถึงวันที่คุณสามารถมองชีวิตโดยรวมเป็นภาวะอะไรก้อนหนึ่ง มีจุดเริ่มต้น มีจุดสิ้นสุด
ด้วยสติที่เจริญขึ้นเต็มที่ จิตใหญ่จนเห็นรูปชีวิตเป็นของเล็ก เป็นเพียงนิมิตที่รู้ได้ด้วยจิต ตรงนั้นคุณจะเริ่มสำเหนียกทราบว่าต้องมีเหตุปัจจัยอื่นในอดีต ที่เป็นตัวกำหนดให้มาเข้าท้องพ่อท้องแม่คู่นี้ และตกแต่งรูปชีวิตให้ได้ดีหรือตกยาก หยาบหรือประณีต
ปัจจัยในอดีตที่ว่า ก็คือภาวะก่อนเกิดเป็นกายนี้ ซึ่งก็คือกายอื่น มีพฤติกรรมแบบอื่น หรือกรรมอันเป็นขาวเป็นดำสอดคล้องกันกับอัตภาพปัจจุบัน และแม้กายใจอื่นอันเป็นของที่ถูกลืมทิ้งไว้ในอดีต ก็มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเช่นกัน
กายใจก็เหมือนภาวะทางธรรมชาติทั้งหลาย ที่คลี่คลายจากสภาพหนึ่งไปสู่สภาพอื่นอยู่ตลอดเวลา สืบทอดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ หาจุดเริ่มต้นไม่เจอ และหาที่สุดมิได้ วนเกิดเวียนตาย ล่อให้หลงยึดว่าเป็นเรา จนกว่าจะมีสักกายใจหนึ่งที่ได้รับการช่วยเหลือ ชี้ให้เห็นว่ากายใจไม่ใช่เรา แล้วมีแก่ใจพอจะเจริญสติรู้กายใจ กระทั่งประจักษ์แจ้งความจริงว่ากายใจไม่ใช่เราจริงๆด้วย นั่นเองจึงถึงจุดจบของภาพลวงตาเฉพาะตน
สรุปคือตอนนี้ไม่ต้องหลอกตัวเองให้เชื่อทั้งที่ยังไม่อยากเชื่อ เพียงยกเอาของจริงตรงหน้ามาเป็นตัวตั้งสติ เมื่อสติเจริญก็จะเห็นของจริงที่เหลือไปเองครับ หวังว่าคงสบายใจพอจะเริ่มลงมือได้แล้ว แต่ถ้าอยากเรียกร้องให้ชาวพุทธเลิกเชื่อนรกสวรรค์ทั้งหมดเสียก่อน คุณจึงจะลงใจพอจะเริ่มปฏิบัติ อันนี้ก็คงต้องยุติแค่ที่ความเชื่อเฉพาะตน คงไปให้ถึงความรู้เฉพาะตนไม่ได้เช่นกัน
คำถามที่สอง เป็นคนที่เจอเหตุการณ์แย่ๆหรือร้ายๆบ่อยมาก ทำให้มองอะไรไม่ดีไปหมด ใครเข้ามาในชีวิตก็นึกไว้ก่อนว่าจะมาหาประโยชน์จากเรา ทั้งที่เราก็แน่ใจว่าแต่ไหนแต่ไรไม่เคยคิดเอาเปรียบใคร เช่นนี้จะให้เจริญสติด้วยวิธียอมรับความจริงว่าชีวิตต้องเจอแต่เรื่องแย่ๆ ต้องรู้สึกแย่ๆเสมอใช่ไหม? สิ่งที่ผมเชื่อก็คือเราควรโต้ตอบกับคนที่ร้ายกับเราเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ใจและเอาอีก และถ้ายังต้องโต้ตอบกับพวกร้ายๆแบบสมน้ำสมเนื้อ ชาตินี้ผมคงไม่มีวันได้เป็นอริยบุคคลอยู่ดี
คุณโต้ตอบกับคนที่ร้ายกับคุณได้ตามความเหมาะสม แต่ไม่จำเป็นต้องโกรธ หรืออาจโกรธ แต่ก็เอาความโกรธมาดูให้เห็นความไม่เที่ยงได้
การเจริญสตินั้น ต้องเป็นไปด้วยท่าทีของอริยะ คือมีพฤติกรรมเยี่ยงอารยชน ไม่ใช่อนารยชน
ก็อารยชนเขาคิด พูด และทำกันอย่างไร? ตั้งต้นกันที่ความคิดคือไม่อยากเบียดเบียนใคร เมื่อใจไม่อยากเบียดเบียนย่อมพูดจาและกระทำการโดยละม่อม เป็นไปเพื่อความปรองดอง ไม่ใช่เพื่อการทำร้ายร่างกายหรือกระทั่งจิตใจใคร เมื่อเกิดเรื่อง หรือถูกเบียดเบียน ถูกเอาเปรียบ ก็พูดจาและกระทำการเพื่อเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ โดยเลือกที่จะเป็นน้ำเย็นสลายคราบสกปรก มิใช่ไฟทำลายล้างสิ่งที่ขวางหูขวางตาตรงหน้าให้สิ้นซาก
พฤติกรรมเยี่ยงอารยชนไม่ได้เกิดจากสัญชาตญาณที่ติดตัวมา แต่ต้องเกิดจากการตั้งความเข้าใจไว้ให้ถูก ว่าการทำดีย่อมได้ดีที่ใจ อย่างน้อยที่สุดใจก็ใสพอจะเจริญสติ สามารถเห็นความไม่เที่ยงของไฟโทสะ แล้วก็สามารถเห็นทางออกที่ดีที่สุดของปัญหาเฉพาะหน้า
อนารยชนย่อมอ่านตัวเองไม่ออก จิตใจขุ่นมัว ห่อหุ้มด้วยความอาฆาตพยาบาท ซึ่งก็แปลว่าความโกรธจะไม่หายไปให้ดู และประตูทางออกดีๆก็จะไม่เปิดให้เห็นด้วย นี่ก็เป็นอีก ความเข้าใจ หนึ่งที่ไม่อิงความเชื่อใดๆ เมื่อเจริญสติจนแยกแยะออกว่าวิถีแห่งอารยะและอนารยะแตกต่างกันอย่างไร ก็จะเกิดความฉลาดทางจิต เลือกดำเนินตามวิถีแห่งอารยะมากขึ้น เป็นผลให้สติเจริญยิ่งๆขึ้น กระทั่งถึงซึ่งความเป็นอริยบุคคลในวันหนึ่ง
เห็นไหมครับ อะไรๆเริ่มต้นจากความเข้าใจให้ถูกต้องทั้งนั้นเลย และวันหนึ่งเมื่อเข้าใจถูกต้องตรงจริงเสมอกับอริยบุคคล คุณก็เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิ์เป็นอริยบุคคลแบบไม่ต้องรอเงื่อนไขชีวิตแบบใหม่แต่อย่างใดทั้งสิ้น