พระปราโมทย์ ปาโมชฺโช
ถาม: ในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน
มีอะไรที่นักปฏิบัติแตกต่างจากคนทั่วไปบ้างคะ
หน้าที่ของเราก็คือ ขณะนี้ความรู้สึกอะไรมันกำลังเกิดอยู่ เราก็รู้ไป
มันรู้ได้ทุกคนนะ อย่าละเลยที่จะรู้
ยกตัวอย่าง สมมติเราเห็นนางงามจักรวาลเดินมา
ใจเราเกิดไปรักเขาแล้วมีราคะ
คนทั่วๆ ไปพอเห็นสาวเดินมาแล้วมันสวยนะ จะมัวแต่ดูสาว
นักปฏิบัติเหรอ เห็นสาวสวยเดินมา โอ้ ใจเราชอบเขา รู้ว่าใจเราชอบเขา
นี่นักวิปัสสนานะ
ถ้านักสมถะจะรีบดูผู้หญิงนั้นใหม่ มีแต่หนังหุ้มกระดูกสกปรกโสโครก
หลอกตัวเอง แล้วก็ราคะหายไป
นี่คนละอันกันระหว่างสมถะกับวิปัสสนา
เพราะฉะนั้น เราเห็นสาวสวยเดินมา ใจมันชอบ ใจชอบรู้ว่าชอบ
จะเห็นเลยว่าความชอบ หรือความรัก หรือโลภะ หรือราคะ
เป็นสิ่งที่ผ่านมาในใจเรา ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
มันเป็นสิ่งที่ปรุงขึ้นมาชั่วคราวแล้วก็ดับไป นี่นักปฏิบัติ
ถ้านักไม่ได้ปฏิบัติก็จะเห็นแต่สาว
ฟังเพลงเพราะ
อย่างถ้ารุ่นหลวงพ่อก็ฟังเพลงโบราณๆ หน่อย เพราะมันเพราะ
เพลงเด็กสมัยใหม่ ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ออก
ได้ยินแล้วรำคาญ รำคาญรู้ว่ารำคาญ
ฟังเพลงแล้วมันเพราะ ใจมันชอบ เพลิดเพลิน รู้ว่าใจเราชอบ
ถ้าคนทั่วๆ ไปฟังเพลงแล้วจะรู้อะไร
รู้ว่านักร้องคนนี้ชื่ออะไร มันอยู่วงไหน อะไรอย่างนี้
อย่างนั้นคนทั่วๆ ไปเขารู้กัน
ส่วนนักปฏิบัติจะรู้ถึงจิตถึงใจของเรา
ฟังเพลงนี้แล้วมันมีความสุข รู้ว่ามีความสุข ชอบรู้ว่าชอบ
แล้วจะเห็นเลยความสุขและความชอบนี่นะ อยู่ชั่วคราวเดี๋ยวก็ไป
จะเห็นอย่างนี้
เดินๆ อยู่ได้กลิ่นดอกไม้หอม
มีคนหนึ่งมาเรียนกับหลวงพ่อ เรียนเสร็จแล้วก็เข้ามาบอกหลวงพ่อ
หลวงพ่อ ผมภาวนาเป็นแล้ว ง่ายมากเลย
ถ้าผมออกจากศาลานี้แล้วได้กลิ่นดอกไม้หอม
ผมรู้ว่าดอกไม้หอม ผมภาวนาเก่งแล้ว ถูกไหม
ใครว่าถูก ใครว่าไม่ถูกบ้าง
ถ้ากำหนดก็ผิดหมดล่ะ
ที่จริงก็คืออย่างตอนได้กลิ่นดอกไม้หอมนี้ ไม่ใช่รู้ว่าดอกไม้หอม
รู้ว่าดอกไม้หอมนี่ คนที่เขาไม่ปฏิบัติเขาก็รู้ ใช่ไหม
แต่ว่าถ้าเราได้กลิ่นดอกไม้หอม ใจเราชอบ รู้ว่าใจเราชอบ
ใจเราเกิดสงสัยว่านี่มันดอกอะไรนะ รู้ว่าสงสัย
เพราะฉะนั้น เมื่อตามองเห็น ความรู้สึกเกิดที่จิต เราก็รู้ทัน
เช่น เห็นนางงามจักรวาล ใจเรารัก เราก็รู้ทัน
หูเราได้ยินเสียง ได้ยินเพลงนี้เพราะ ใจเราชอบ เราก็รู้ทันว่าใจเราชอบ
ได้กลิ่นดอกไม้หอม ใจเราชอบ หรือใจเราสงสัยว่าดอกอะไร เราก็รู้ทันอีก
มันชอบก็รู้ มันสงสัยก็รู้ คอยรู้ทันใจของเราไปเรื่อย
บางทีเราก็นั่งคิด คิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ คิดถึงใครสักคนหนึ่ง
คนทั่วๆ ไปก็จะรู้ว่า อ้อ วันนี้คิดถึงท่านทวีชัย คิดถึงคุณกบคุณแมวอะไรอย่างนี้
คนทั่วๆ ไปรู้อย่างนี้ แต่เราก็รู้มากกว่านั้นหน่อยหนึ่ง รู้ทันใจเรา
พอไปคิดถึงท่านทวีชัยแล้วรู้สึกน่าเลื่อมใสอะไรอย่างนี้ เลื่อมใสรู้ว่าเลื่อมใส
ถาม: การทำวิปัสสนาต้องตามรู้ใช่ไหม
ตาม ถ้าดูจิต ต้องตาม
ถ้ารู้กาย รู้ลงปัจจุบัน รู้รูป รู้ลงปัจจุบัน รู้จิต ตามรู้
ทำไมต้องตาม เพราะว่าอย่างใจเราเผลอไป
ขณะที่เผลอมันไม่มีสติหรอก
แต่ว่าพอสติเกิดนี่มันจะเลิกเผลอแล้ว
พอมันรู้ทันว่าเมื่อกี้เผลอ ปัจจุบันจะไม่เผลอ
เพราะฉะนั้น จะเป็นการตามหลังตลอด
คุณจับประเด็นเก่ง ถูกแล้ว ต้องตามถูกแล้ว
บางคนพยายามจะดูให้ทัน
แต่คอยจ้องไว้ทั้งวันเลย อยากรู้ว่าเผลอตอนไหน อย่างนี้ใช้ไม่ได้
ไปดักไว้ก่อนไม่ถูก ต้องตามรู้
มันโกรธขึ้นมาก่อนเรารู้ว่ามันโกรธ
มันโลภเรารู้ว่ามันโลภ ดีจับประเด็นดี
เหมือนในสติปัฏฐานท่านสอน จิตมีราคะรู้ว่ามีราคะ
มีราคะขึ้นมาก่อนก็เลยรู้ว่ามีราคะ
จิตมีโทสะรู้ว่ามีโทสะ ท่านไม่ได้สอนให้ไปดักไว้ก่อน อย่าดักไว้นะ
ถาม: รู้สึกว่าหลงนาน เผลอนาน บางครั้งหลงไปทั้งวันเลย ควรทำอย่างไรดี
หัดรู้สึกบ่อยๆ รู้สึกเรื่อยๆ
คือถ้าใจเรามีฉันทะ มีความรักมีความพอใจที่จะคอยรู้จิตใจตัวเองนะ มันจะขยันดู
อย่างหลวงพ่อ ตอน ๗ ขวบ ปี ๒๕๐๒ หลายคนยังไม่เกิด
โยมพ่อพาไปกราบท่านพ่อลี วัดอโศการาม
ได้เรียนอานาปานสติมา หายใจเข้าหายใจออก
แต่เราเด็ก ไม่ได้ไปเรียนต่อหรอก
ผู้ใหญ่เขาไม่พาไป เราก็ฝึกของเราอยู่แค่นั้น หายใจอยู่ ๒๒ ปี
เสร็จแล้วได้ยินครูบาอาจารย์วัดป่าทั่วๆ ไปท่านพูดบอกว่า
ถ้าใจสงบแล้วให้พิจารณากาย ท่านสอนอย่างนี้กันส่วนใหญ่
ใจมันไม่เอา ใจมันไม่คุ้นเคยกับการพิจารณากาย
ไม่ถูกกับจริต ดูยังไงมันก็รู้สึกไม่ประทับใจ
ต่อมาไปเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกว่าให้ดูจิตตัวเอง
พอได้ยินคำว่าให้ดูจิตตัวเอง ให้อ่านใจตัวเอง รู้สึกตื่นเต้นมากเลย
รู้สึกน่าสนใจ มันคืออะไร มันอยู่ที่ไหน เราจะรู้มันได้ยังไง
พอหัดตามรู้ตามดูก็เห็นว่า จิตใจเราเปลี่ยนแปลงทั้งวันเลย
มีอะไรแปลกใหม่ให้รู้ให้ดูทุกๆ วัน ไม่เคยเหมือนกันหรอก
เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รู้สึกน่าสนใจ
พอรู้สึกว่าน่าสนใจ ฉันทะมันเกิด พอใจที่จะรู้ ขยันดูที่สุดเลย
ครูบาอาจารย์ไม่ต้องมากะเกณฑ์นะ ว่าให้ดูวันละกี่ชั่วโมง
ดูตั้งแต่ตื่นเลย ดูเองเพราะว่ามันชอบดู มันอยากดู
มันเห็นเลย ทำไมบางวันมันเศร้าหมอง บางวันมันผ่องใส
บางวันมันหนักเป็นก้อนเบ้อเร่อเลย บางวันก้อนนี้ก็เล็กลง
บางวันก้อนนี้หายไป เคยเป็นไหม มีก้อนอยู่ก้อนหนึ่ง
บางวันมันขยุกขยิกๆ ได้ บางความรู้สึกก็พุ่งขึ้นมา
บางอัน แหม มันเหมือนฟ้าแลบเป็นแฉกๆ แฉกๆ ก็มี
รู้สึกมันแปลกจังเลย สนใจมากเลย คอยรู้คอยดูทั้งวัน
พอฉันทะเกิด วิริยะคือความขยันหมั่นเพียรก็เกิด เกิดเอง ไม่ต้องเชื้อเชิญ
จิตตะคือความใส่ใจก็เกิด คือสนใจคอยใส่ใจคอยรู้คอยดูเรื่อย
จิตใจก็ไม่หนีไปที่อื่นเลย คอยเคล้าเคลียศึกษาเรียนรู้อยู่แต่เรื่องจิตเรื่องใจตนเอง
นี้เรียกว่าวิมังสาใคร่ครวญอยู่ตรงนี้
มันกลายเป็นว่าเราขยันรู้ขยันดู ดูอัตโนมัติดูทุกวัน สนุกในการรู้การดู
ไม่ใช่ดูโดยหวังผลด้วย ไม่ได้คิดเลยว่าดูแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
รู้สึกแค่ว่าจิตใจเป็นของน่าเรียนรู้ แล้วก็ตามเรียนรู้ไม่สนใจเลยว่าผลคืออะไร
จะไม่เหมือนกับตอนเด็กๆ ยี่สิบกว่าปีผ่านมาทำโดยหวังผลตลอดเลย
นี่เราเฝ้าหายใจมานานแล้วเมื่อไหร่มันจะบรรลุสักที
อะไรอย่างนี้ทำแบบหวังผล
ทำแบบหวังผลเรียกว่าทำด้วยตัณหา
ตัณหานี้ขี้เกียจทำเหตุแต่อยากได้ผล
ส่วนฉันทะขยันทำเหตุ ไม่สนใจผลหรอก ผลมันได้เอง
คล้ายๆ คนสองคนทำงานด้วยกัน
คนหนึ่งรักงาน คือพวกมีฉันทะ
พวกรักงานพวกนี้ทำงานด้วยความสุขทุกวัน
เงินเดือนออกหรือเลื่อนขั้นเลื่อนซี ก็มีความสุขแถมมา
อีกคนหนึ่งขี้เกียจทำงาน ฝืนใจทำอยากได้แต่เงินเดือน
เดือนหนึ่งมีความสุขครั้งเดียว
นักปฏิบัติก็เหมือนกันนะ ถ้าเรารู้สึกว่าจิตใจของเราน่าสนใจ
น่าตามรู้ตามดู มันจะขยันดู แล้วมีความสุขที่ได้รู้ได้ดูด้วย
อีกคนหนึ่งอยากบรรลุลูกเดียวเลย นั่งเพ่งๆ
เพ่งไปก็โมโห เมื่อไหร่มันจะบรรลุสักที
พวกทำด้วยตัณหากลับใจเราให้ดี
แค่รู้สึกว่ามันน่าเรียนรู้และก็ตามรู้ไปอย่างที่เขาเป็น
ตามรู้ ตามรู้ไปเรื่อยๆ
ถาม: ขณะนี้ฝึกสมาธิแบบตามดูลมหายใจอยู่ บางครั้งก็สงบดีมีความสุข
หลังจากนี้ควรทำอย่างไรต่อไป
เออ อย่างนั้นได้สมถะ สบายนะ
นี่พอหายใจไปแล้วช่วงหนึ่งพัฒนาต่อไปอีก อย่าหยุดแค่นี้นะ
แค่นี้คล้ายๆ เราเจอศาสนาพุทธ เราเจอขุมสมบัติแล้ว เรามาเอาสมบัติเล็กน้อย
แต่ว่ามันก็ไม่น้อยนะ ได้ความสุขความสงบ
มันก็ดีกว่ามนุษย์แทบทั้งโลกแล้ว
นี่ถ้าจะเอาต่อไปก็คือนั่งไป พอจิตเราสงบรู้ว่าสงบ
นั่งแล้วจิตมันหนีไปที่อื่น ตามลมอยู่แล้วจิตหนีไปที่อื่น รู้ทันว่าหนีไปที่อื่น
ไม่ห้ามนะ ไม่ห้าม
นั่งไปเพื่อจะหัดรู้จิตใจตนเอง จิตเป็นสุขก็รู้
จิตมีปีติก็รู้อะไรอย่างนี้ รู้ไปเรื่อยๆ
ต่อไปพอเรารู้ทันจิตใจชำนิชำนาญแล้ว
เรามาอยู่ในโลกข้างนอก คล้ายๆ เราเข้าค่ายซ้อมมวยมาแล้ว ต่อไปนี้ชกจริงแล้ว
จะชกจริงๆ ก็คือออกมาอยู่กับโลกธรรมดา
ตามองเห็น ใจเราดีใจแล้วรู้ทัน
เพราะเราคอยหัดดูใจของเราตั้งแต่ตอนนั่งหายใจ
ทำอย่างนี้นะ แล้วมันไปได้ อย่าหยุดนะ เสียดาย
เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้วต้องเอาให้ได้
ถาม: รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมฟังดูเหมือนจะง่าย แต่รู้สึกว่ายากเหลือเกิน
ไม่เห็นง่ายเลย ทำยังไงๆ ก็ทำไม่ถูกสักที
ง่าย มันไม่ยากนะ
หลวงพ่อจะบอกอะไรให้อย่างหนึ่ง
ถ้าเมื่อไหร่ลงมือทำนะ เมื่อไหร่พยายามนะ ยากสุดขีดเลย
แต่เมื่อไหร่ไม่ต้องทำอะไร ใจเราแอบไปทำอะไร เราคอยตามรู้ ง่ายสุดขีดเลย
เพราะเราไม่ต้องทำอะไร เราเป็นแค่คนดู ทำตัวเป็นคนดู
เมื่อวานมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน มาคนหนึ่ง เป็นนักวิจัย
บอกเวลาเราเรียนธรรมะก็เหมือนเราทำวิจัยเรื่องหนึ่ง เรียกว่าธรรมวิจัย
ภาษาศาสนาพุทธโก้เก๋มากนะชื่อธรรมวิจัย
ใช้คำว่าวิจัยมาก่อนตั้งหลายพันปีแล้ว
ธรรมวิจัยก็คือหันมาวิจัยธรรมะ
ก็คือ รูปธรรมคือกาย นามธรรมคือจิตใจของเรานี่เอง
อย่างเวลาเราจะทำวิจัยทางโลก เราไม่นั่งคิดเอาเอง
เห็นไหม นั่งคิดเอาไม่ใช่การวิจัยแล้ว
การที่เราจะดูกายดูใจเราก็ไม่นั่งคิดเอาเอง เราต้องดูของจริง
กายเป็นตัวอย่างที่เราจะศึกษา ใจเป็นตัวอย่างที่เราจะศึกษา
เอามันมาดู ดูซิว่ามันทำงานยังไง มันเป็นยังไง มันสุขมันทุกข์มันเป็นยังไง
ดูพฤติกรรมของมันไปเรื่อยๆ
อย่างนี้คล้ายๆ ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์ เป็นนักวิจัย ไม่ใช่เป็นนักจัดการ
พวกเรานักปฏิบัติชอบทำตัวเป็นนักจัดการ
เช่น จิตไม่สงบจะต้องให้สงบ
จิตมีราคะจะต้องปราบมันให้ได้ พิจารณาอสุภะ นี่เป็นนักจัดการ
ถ้าเป็นนักจัดการล่ะก็ ไม่ได้ความจริงหรอก เพราะทำตัวเป็นผู้เผด็จการ
แต่ถ้าอยากได้ความจริงแล้ว ให้ทำตัวเป็นผู้สังเกตการณ์
คราวก่อนมีนายพลคนหนึ่ง นายพลทหารบก ผบ.คนหนึ่ง ไม่รู้ย้ายไปแล้วหรือยัง
เคยมาเรียนที บอกท่านว่า ถ้าท่านนายพลอยากรู้ว่าลูกน้องท่านเป็นยังไง
ท่านอย่าไปยืนดูมัน ต้องแอบดูมัน
ถ้าเราอยากดูจิตใจของเรา เราอย่าไปจ้องใส่มัน
มันนิ่งหมดเลย มันเรียบร้อยหมดเลย เฝ้าดูอยู่ห่างๆ ชำเลืองๆ
แอบดูมันถึงจะเห็นความจริงว่ามันร้ายแค่ไหน
หัดรู้ไปเรื่อย ของง่าย อย่าคิดมาก คิดมากยากนาน
ถาม: การที่เรารู้ รู้ก่อนผัสสะหรือรู้หลังผัสสะ
แล้วพอรู้แล้วต้องกำหนดอะไรหรือไม่
หรือว่าต้องดึงกลับมาที่ฐาน ที่ลมหายใจหรือเปล่า
ต้องรู้หลังสิ ต้องรู้หลังนะ มีผัสสะแล้วก็ค่อยเกิดสติขึ้นไปรู้
อย่ารู้ก่อน ถ้ารู้ก่อนจะเป็นการไปดักเอาไว้ก่อน
แล้วก็ไม่ได้กำหนด เรารู้เพื่อให้เห็นความจริง
หลวงพ่อยกตัวอย่างให้คุณฟัง
อย่างสมมติว่า คุณเห็นศัตรูของคุณเดินมา
ตามองเห็นรูปนี้เป็นผัสสะ กระทบอารมณ์แล้ว ตากระทบอารมณ์นี้เป็นผัสสะ
เสร็จแล้วใจเราก็คิดขึ้นมา ไอ้นี่คือศัตรูเรา ใจเราก็เกิดความโกรธขึ้นมา
เราปล่อยให้เขาทำงานตามธรรมชาติเลยนะ
เราไม่เข้าไปขัดขวางกระบวนการของจิตเลย
พอจิตเกิดความโกรธ เรารู้ว่ามีความโกรธเกิดขึ้น
เราเห็นความจริงว่าความโกรธนี้แต่เดิมไม่มี ตอนนี้มีขึ้นมาแล้ว
เรารู้เราดูไปเรื่อยๆ นะ ความโกรธเกิดขึ้นได้ มันก็ดับได้
มันดับของมัน แล้วไม่ต้องดึงกลับ
อย่าจงใจดึงนะ ถ้าคุณจงใจดึงกลับมาที่ฐาน คุณจะแน่นขึ้นที่หน้าอก
แล้วก็ไม่ต้องดึงกลับมาที่ลมหายใจ
ลมหายใจมันเป็นแค่เครื่องอาศัยชั่วคราว
เครื่องอาศัยเพื่อว่าเราจะรู้ทันจิตใจของเรา
เมื่อเรารู้ทันจิตใจของเรา เราก็ไม่ต้องอาศัยเครื่องอาศัยนั้น
คุณเคยเห็นเขาหัดว่ายน้ำไหม เขามีห่วงยางมีโฟมไว้เกาะอะไรอย่างนี้
อันนั้นสำหรับคนที่หัดใหม่ หัดเบื้องต้น
แต่พอเขาว่ายเป็นแล้วเขาไม่เกาะแล้ว เกะกะ มันเป็นภาระ
เราหัดใหม่ๆ เราก็หัดหายใจไป หัดหายใจไปแล้วก็คอยสังเกตใจเรา
หัดหายใจไปแล้วใจหนีไปก็รู้ จิตใจมีปีติก็รู้ เป็นสุขก็รู้เป็นยังไงก็รู้
หายใจจนกระทั่งเรารู้เท่าทันใจของเราได้อย่างชำนิชำนาญ
พอชำนิชำนาญแล้วเราก็มาอยู่ในชีวิตจริง นี่ทดสอบแล้ว
ลองทดลองตัวเองว่าไอ้ที่ฝึกมาได้เรื่องไหม
ตามองเห็นนี่ ความรู้สึกเกิดที่ใจแล้ว
อย่างตอนเรานั่งหายใจใช่ไหม ความรู้สึกก็เกิด
เช่น มีปีติมีสุขอะไรอย่างนี้ มีความสงบ
นี่พอตาเรามองเห็น เดี๋ยวก็เกิดสุขเกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล
เราก็รู้ทันที่ใจของเรา
รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ไปบังคับ ไม่ไปห้าม
รู้เพื่อให้เห็นความจริงว่าใจนี้เป็นของไม่เที่ยง ต้องการแค่นี้เอง
จะไม่ใช่เรื่องของสมถะ สมถะต้องการความสงบ
วิปัสสนาต้องการความจริง ความจริงก็คือกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ตัวเรา
ถ้าเราเห็นความจริงว่ากายใจไม่ใช่เรา คุณจะเป็นพระโสดาบันตอนนั้นแหละ
แต่ถ้าทำความสงบอย่างมากก็ไปเป็นพระพรหม คนละทางกัน
แต่ว่าอาศัยการทำความสงบเป็นพื้นฐานเพื่อจะมารู้เท่าทันใจของเรา
อย่างนี้ง่าย พอต่อได้ไหม เอาต่อนะ อย่าหยุดอยู่แค่หายใจนะ
ไม่อย่างนั้นหายใจไปจนแก่คุณจะเก่งมากเลย
พอหายใจปุ๊บคุณจะสงบมีความสุขเลย
แล้วก็คุณจะไม่ทำอย่างอื่นแล้ว
พระศรีอาริย์มาตรัสรู้ก็มาไม่ทันแล้วนะ เพราะจะไปเป็นพระพรหม
ถาม: คนที่มีความจำสั้น จะปฏิบัติได้หรือไม่
การปฏิบัติธรรมทางศาสนาพุทธ
วัตถุประสงค์จริงๆ นั้นเพื่อให้ใจของเราพ้นความทุกข์
ไม่ใช้เพื่อให้ความจำยาว
ถ้าอยากฝึกความจำยาว เวลาเราจะทำอะไร เราคอยมีสติกำกับลงไปเรื่อยๆ
สมมติว่าเราจะวางอันนี้ลงไปตรงนี้
เราทำความรู้สึกตัวเลยว่าเราวางอันนี้ไว้ตรงนี้ อย่างนี้มันจะจำแม่น
แต่ถ้าเราฝึกวิปัสสนา ฝึกเจริญสติ เราไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอก
เราฝึกเพื่อให้รู้ทันใจของเรา ฝึกเพื่อจะไม่ทุกข์ ไม่ใช่ฝึกเพื่อให้ความจำดี
คนละวัตถุประสงค์กัน
เพราะฉะนั้น ต่อไปสมมติว่าความจำเราสั้นหรือความจำเราเสื่อม
จิตใจเราก็ยังมีความสุขเหมือนเดิมได้ นี่ ตรงนี้สิอัศจรรย์
เพราะเราฝึกจนกระทั่งจิตเราไม่ทุกข์
เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเป็นศาสตร์ที่สอนเราเรื่องทุกข์และความพ้นทุกข์เท่านั้น
ไม่ใช่เรื่องอื่นหรอก เรื่องอื่นเป็นแค่ผลพลอยได้
เพราะฉะนั้น ความจำสั้นนะ กังวลใจไหม กังวลใจรู้ว่ากังวลใจ อย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติ
แต่ถ้าต้องการให้ความจำยาวขึ้นนะ มีสติกำกับลงไป
แต่นี้จะไม่ใช่วิปัสสนาแล้ว
เช่น เราจะวางของตรงนี้ ทำความรู้สึกตัวให้ชัดๆ เลยว่าวางไว้ตรงนี้ มันจะจำได้
๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๘