ฉบับที่ ๐๖๒ พฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

ฟังเสียงอ่าน [mp3]

ความผิดของผม

พิมพการัง

สมัยนี้การเปลี่ยนสีผมดูเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆ ก็ทำได้ แต่บางครั้ง ด้วยเรื่องเดียวกัน บางคนมองว่าปรกติ อีกคนว่าไม่ก็ได้ค่ะ เช่น คุณหมอโต ทักทายคุณแม่ของเพื่อนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ว่า “โอ้โห ! คุณแม่นี่ยังเปรี้ยวอยู่เลยนะ ดูสีผมก็รู้” แล้วก็จ้องเป๋งแบบสำรวจตรวจตราไปที่ศีรษะของท่าน โชคดีที่ผู้ใหญ่มีเมตตาและอารมณ์ขันมากพอจนไม่แสดงกิริยาใดๆ หรือกรณีพี่ติ๋ว คุณหมอที่ไปทำผมทรงเกาหลีสุดฮิต ผมดกดำของเธอกลายเป็นสีน้ำตาลแห้ง พองฟูเหมือนต้นไม้แตกกิ่ง ระหว่างที่หมอรุ่นน้องรุมชื่นชมผมใหม่สุดฮิป อาจารย์โรคผิวหนังที่เดินผ่านมาพอดี ก็คีบปอยผมของเธอขึ้นมาดู แล้วซักอย่างเป็นห่วงว่า คันหรือมีสะเก็ดบ้างไหม พวกเรากลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว ในขณะที่เจ้าของทรงผมราคาแพงตอบอ้อมแอ้มในคอว่า เธอสบายดี แค่ไปทำผมมา ที่เราถึงกับต้องปล่อยก๊าก คือท่าเบิ่งตาโตของอาจารย์ที่ถามย้ำว่า “อ๋อ นี่สวยหรือ อ้ายสากๆ แห้งๆ หยองๆ เหมือนกำลังเป็นโรคนี่กำลังฮิตกันอยู่หรอกเหรอ” “ผม” บอกอะไรได้มากกว่าบุคลิก เอกลักษณ์ ความเป็นตัวตน เพราะยังบ่งถึงภาวะหรือโรคบางอย่างได้ เช่น ภาวะโภชนาการ โรคไตบางชนิด โรคข้อ การติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรมบางชนิด สารพิษเช่นสารตะกั่ว ก็ต้องตรวจดูเส้นผมด้วยค่ะ อาจารย์แพทย์ท่านหนึ่งเคยบ่นว่า คนสมัยนี้ทำสีผมจนตรวจไม่รู้เรื่อง จะทำสีผมต้องระวังชนิดของสารเคมีนะคะ ร้านที่ใช้ผงสีไม่ได้มาตรฐานอาจจะเป็นสารก่อมะเร็ง ต่อให้เป็นสีที่ผ่านการรับรองก็ยังมีโอกาสแพ้ ระคายเคือง ผมเสียง่าย
เดี๋ยวนี้การทำสีผมเป็นเรื่องธรรมดา จะซื้อน้ำยามาทำเองที่บ้านก็ได้ ที่ไม่ชอบใจเลยคือการทำสีผมให้เด็ก กรุณาอย่าใช้สารเคมีกับผิวบอบบาง อย่าตบแต่งจนเด็กเคยชินกับการแต่งแต้มเลยนะคะ
ผมทรงที่กำลังนิยมอยู่ตอนนี้ ต้องทำสี ดัด แล้วค่อยตัดซอย อยากได้ลอนก็ ใช้เครื่องม้วน อยากให้ตรงก็รีดผม อยากให้ชี้ก็ใส่เจล การใช้น้ำยาสารพัด ผมจะเสียง่าย ด้วยวิทยาการสมัยใหม่เลยมีน้ำยาเคลือบ ต้องใช้แชมพู และผลิตภัณฑ์พิเศษ ปัญหาคือผมเหนียวง่ายก็ต้องสระบ่อย ผมจึงแห้งต้องใช้เซรุ่มบำรุง กลิ่นอาจจะไม่หอมก็ซื้อน้ำหอมเพื่อผมโดยเฉพาะ มีวิตามินเม็ดกินให้ผมสวยสุขภาพดีจากภายใน วิ่งไล่ วิ่งตาม แก้ปัญหาหนึ่งเพื่อเจออีกปัญหา ตามแก้ไปทีละเปลาะ ถ้า “ผม” ร้องได้คงถามว่าผมทำอะไรผิดคร้าบ ทำไมต้องรังแกกันขนาดนี้
โลกหมุนเร็วนัก ไม่นานมานี้มีแต่สาวเปรี้ยวที่ทำสีผม พอมาเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะ สาวเรียบร้อย เด็กนักเรียน ครูบาอาจารย์ หมอพยาบาล แม่บ้าน หรือแม้แต่ คุณผู้ชายก็แต่งสีผมใส่ไฮไลท์กันเป็นปรกติ เคยอ่านหนังสือเก่าอายุราว สามสิบปี เจอคติที่ว่า "ผู้หญิงดีๆ เขาไม่แต่งเติมมาก ไม่ควรทาสีปากสีตา เพราะจะดู "เปิ๊ดสะก๊าด"" ฉันไม่ได้รู้จักผู้คนเยอะเยอะ แต่คนที่รู้จักมักจะเป็นคนดี อย่างน้อยก็ในสายตาของฉัน หลายคนที่รู้จักก็ทำสีผม ทำแล้ว “เกิด”บ้าง “ดับ”บ้าง หมายความว่า บางท่านทำแล้วเหมาะดีกับเจ้าตัว บางท่านก็ไม่เหมาะ คำว่า“เกิด-ดับ” ทางแฟชั่น กับทางนักภาวนาไม่เหมือนกัน ถ้าได้ยินเด็กๆ ตามย่านแฟชั่นร้องว่า เกิดบ้าง ดับบ้าง ไม่ต้องอนุโมทนาน้องเขานะคะ ภาษาพูดเหมือนกัน ยังบ่งความหมายต่างกันได้สุดขั้วขึ้นกับเจตนา คุณเคยรู้จักใครที่ใช้ภาษาน่าระคาย แต่เรารู้ว่าเขาเป็นคนดี ไม่ได้คิดร้ายไหม พี่โตก็เป็นคนใฝ่ดี จิตใจดีคนหนึ่ง แต่มีบุคลิกและคำพูดจาไม่ละเอียดอ่อนนัก เขาเคยพูดถึงตัวเองว่า “ไม่ใช่คนน่ารักนักในสายตาของผู้ใหญ่ และผู้หญิง กิริยามารยาทบ้านๆ ก็ไม่ใช่ผู้ดีมาจากไหนนี่ เป็นความผิดของผมด้วยหรือ?” ฉันไม่ได้รู้จักผู้คนมากมาย แต่รู้จักหลายคนที่บุคลิกแบบนี้ และถามแบบนี้ “ผิดด้วยหรือ?” ที่มีกิริยา คำพูด บุคลิกหรือทรงผม ไม่เข้าตาคนอื่น แม่ของฉันสอนว่า อย่าเอาไม้บรรทัดกิเลสของตัวเอง ไปวัดกิเลสของผู้อื่น ฉันเป็นปุถุชนธรรมดาที่เต็มไปด้วยอคติ ชอบคำนิ่มนวล ไม่ชอบคำเสียดสี แต่ไม่ได้เหมารวมว่า ผู้ที่ใช้คำเสียดสีระคายหู เป็นคนไม่ดีที่คบไม่ได้ กิริยามารยาทโผงผาง การวิจารณ์ผมบนหัวผู้ใหญ่ การทำผมเปรี้ยวของ บุคลากรที่มักจะมีภาพลักษณ์เรียบร้อย ไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดศีล ความเหมาะสม กาลเทศะ และมารยาท เป็นเรื่องของความรู้สึก เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย หมายความต่างกันไปตามบุคคล เวลา สถานที่ การแปลผัสสะขึ้นกับแว่นตาสีของผู้ใส่ ว่าจะเฉยๆ ขำๆ หรือรำคาญสุดใจ พี่โต และเพื่อนชาวโผงผางที่รู้จัก มีหลายสิ่งคล้ายกัน เช่น พื้นฐานครอบครัว การเลี้ยงดู บุคลิก ปัญหาความรักและชีวิตครอบครัว คิดแบบนักจิตวิทยาจะอธิบายว่าเพราะวิธีเลี้ยงดูในวัยเด็ก จึงมีปมในใจเช่นนี้ มีบุคลิกเช่นนั้น จึงปฏิบัติเช่นนี้ เลยส่งผลให้เป็นนิสัยและรูปแบบชีวิตแบบนี้ ท่านที่เคยอ่าน “มีชีวิตที่คิดไม่ถึง” ของคุณดังตฤณ จะเห็นรูปแบบที่ย้อนกลับ มองชีวิตแบบผู้เล่นเกมกรรม เพราะมีกรรมมาเช่นนี้ จึงส่งผลให้เกิดกับ ครอบครัวเช่นนั้น ได้วิธีเลี้ยงดู บุคลิกและรูปแบบชีวิตเช่นนี้ กรรมส่งผลที่ความรู้สึก กรรม ส่งผลให้มีแก้วเสียงที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าน่าฟัง หรือน่ารำคาญ กรรม ส่งผลให้บางคนแค่เห็นหน้าก็ชวนเอ็นดู บางคนก็ชวนหมั่นไส้ กรรม ส่งผลให้บางคนเชื่อว่า มารยาทสังคมเป็นแค่เรื่องเสแสร้ง กรรม ส่งผลให้เชื่อว่า การแสดงกิริยาโผงผาง คำพูดมุทะลุ คือความจริงใจ กรรม ส่งผลให้บางคนแค่จะทักทาย ก็อุตส่าห์เลือกใช้คำน่าระคายหูได้ คุณพี่ห้าว พ่อม่ายที่ภรรยาขอหย่าตั้งแต่อายุยังไม่ทันเต็มสามสิบ เขามักจะใช้คำทักเวลาคุยโทรศัพท์ด้วยเสียงห้วนๆ ว่า “มีธุระอะไร” เป็นคุณจะงงไหม ถ้ารับโทรศัพท์แล้วต้นสายคำรามใส่คุณว่ามีธุระอะไร สนิทกันพอควรจึงถามตรงๆ เขาดูงงว่าแล้วมีปัญหาด้วยหรือ เขาไม่ได้เจตนากวน แค่เคยมีประสบการณ์คุยเล่นเพลินจนลืมธุระ เลยอยากพูดธุระก่อนก็แค่นั้น อดีตคนรักก็เคยงอนกับคำนี้ เขาระบายว่าไม่เห็นจะเข้าใจเลยสักนิด เพราะ “ความคิดถึง ก็เป็นธุระชนิดหนึ่งนะ” เขาเชื่อว่าถ้าฝ่ายหญิงงอนได้กับแค่เรื่อง คำทักแสดงถึงความใจแคบ มองเขาในแง่ร้าย แล้วบ่นว่าผู้หญิงไร้เหตุผล กรรม ส่งผลให้เรามีบุคลิก รสนิยม หรือวิธีแปลความหมายจากผัสสะต่างๆ ชอบหรือชัง ตามแว่นตาสีที่เราได้มา ปรกติแล้วเรามักจะรู้สึกสบายดีกับสิ่ง ที่คล้ายกับตัวเองในปัจจุบัน ดังนั้นถ้ากรรมส่งให้เกิดมาชินกับความเรียบร้อย ชินกับการคัดสรรคำ ก็ต้องรู้สึกระคายกับคนแบบคุณพี่ห้าวเป็นเรื่องธรรมดา เราควบคุมกรรมเก่าไม่ได้ฉันใด ก็ควบคุมไม่ให้เกิดอารมณ์ไม่ได้ฉันนั้น อารมณ์สุข ทุกข์ ชอบ ไม่ชอบ เกลียด รัก หมั่นไส้ บังคับกันไม่ได้ดอกค่ะ อารมณ์เกิดขึ้นได้ ก็ดับไปได้เอง ไม่ใช่หน้าที่ของเราในการสั่งรูปแบบความคิด ถอยออกเป็นเพียงผู้ดูในเรือนกายใจของเรา เป็นผู้ดูในกระดานของเกมกรรมก็พอ สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรารู้สึกระคายกับคำของเขา หรือเขาที่ใช้คำได้ระคายหูเรา จริงๆ แล้วเป็นเพียงการแสดงของเกมกรรมเท่านั้น ทั้งเรา เขา และเจ้าความรู้สึก เราก็มีกรรมแบบหนึ่ง มีการแปลผัสสะเป็นแบบหนึ่ง เขาก็มีกรรมแบบหนึ่ง จึงแสดงผัสสะ และแปลไปอีกแบบ อย่าเสียเวลากับการถกหาความผิดถูกเลย ชีวิตนี้แสนสั้น อย่าโกรธจนต้องตัดมิตร เพียงเพราะว่าถือไม้บรรทัดกิเลสต่างกันเลย ชีวิตสั้นๆ นี้ เราไม่ได้รู้จักผู้คนมากมายนักดอก ใครๆ ก็เคยเจอคำพูดน่าระคายหู บ่อยครั้งก็รู้ว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายกับเราเลย เคยเจอคนเรียกว่า “ป้า” หรือ “เจ๊” ทั้งๆ ที่แน่ใจว่าเราเด็กกว่าเขาไหม เคยมีเพื่อนที่พูดจาอวดรวย อวดฉลาด อวดเก่ง อวดภูมิธรรม ใส่ไหม เคยมีเพื่อนที่จะถกเรื่องการเมืองหรือศาสนา แบบจะเอาผิดถูกให้ได้ไหม เคยมีเพื่อนที่กล้าวิจารณ์ทรงผม ชื่อเสียงนามสกุล บุคลิกของเรา หรือคนที่เราเคารพรัก ทั้งที่ไม่ได้ขอให้วิจารณ์ไหม หงุดหงิดก็ให้รู้ว่าหงุดหงิด ขุ่นก็รู้ว่าขุ่น ไม่นานก็ดับ ดีกว่าพยายามบิดเบือน บอกตัวเองว่าไม่โกรธทั้งๆ ที่ใจเต้นปุดๆ สิ่งที่น่าระคาย ถ้าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีล อย่างมากก็แค่น่าขัดใจแค่นั้น เดี๋ยวก็ดับไปเอง ไม่แปลกอะไรค่ะ ก็ในเมื่อยังมีตัว ยังมีตน ก็มีอารมณ์ชอบ ชังได้อยู่แล้ว เลือกไม่ได้หรอกค่ะ แต่เราเลือกการกระทำหลังจากอารมณ์ยุกยิกดับแล้วได้นะคะ ถ้าเลือกจะอบรมมารยาทอีกฝ่าย เผื่อใจผิดหวังไว้ล่วงหน้าได้ เพราะการแปลข้อมูลจากผัสสะต่างกันแล้วตั้งแต่ต้น เหมือนพูดกันคนละภาษาอยู่แล้วนะคะ ถ้าเลือกจะถามตรงๆ ว่าหมายความอย่างไร อยากสื่ออะไรแน่ ขอให้แน่ใจว่าสนิทกันพอควร แล้วจะได้ความจริงที่น่าแปลกใจว่า เพื่อนชาวโผงผางหลายคน เลือกใช้คำได้หาเรื่องนัก ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขาอยากสื่อไม่มีอะไรเลย เขาอาจจะแค่อยากแสดงความเป็นกันเองแค่นั้นก็ได้ ไม่ว่าจะเลือกอย่างไร สุดท้ายแล้ว ขอให้เลือกอภัยให้กันเถอะนะคะ ก็เพื่อนผู้เกิดแก่เจ็บตาย มีกรรมมาด้วยกันทั้งนั้น “ผมผิดด้วยหรือ” ผิดที่ยังมีกิเลสอยู่ด้วยกันทุกฝ่ายแหละค่ะ ภาพประกอบ : Miss Granger, http://www.jabchai.com


สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)