ฉบับที่ ๐๖๒ พฤหัสบดีที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
ฟังเสียงอ่านนิตยสารทั้งฉบับ
เพิ่มขนาด ตัวอักษร     ลดขนาด ตัวอักษร

เปลี่ยนแปลงแล้ว…เปลี่ยนไป

โดย minkbear

“ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง” 
เมื่อเหตุปัจจัยพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

เฉกเช่นตัวผม เดิมที่ผมเป็นคนโลกๆ อย่างเช่นคนส่วนมากบนพื้นดวงดาวนี้ คือ 
เกลียดความทุกข์ ชอบความสุข มีความคิดเป็นวัตถุนิยม ซึ่งถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่ผมเกิด 
โดยที่เข้าใจไปว่า นั่นคือเส้นทางที่ดี ที่ใช่แล้ว จึงมักพยายามวิ่งเข้าหาสิ่งที่เรียกว่า “ความสุข”

ผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ ฉะนั้นผมเองไม่ใช่คนที่จะมาสนใจสิ่งที่ใกล้ตัวหรอก สิ่งที่ใกล้ตัวที่ว่าคือ 
จิตใจ และไม่เคยที่จะสนใจด้วยซ้ำว่า พุทธศาสนาสอนอะไร รู้เพียงแต่ว่า ทำบุญให้เยอะๆ หรือไม่ก็ 
ตอนที่ดวงตกก็ไปทำบุญ ใส่บาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา อย่างน้อยก็ช่วยให้จิตใจเบาสบายขึ้นได้บ้าง 

ย้อนกลับไปสมัยมัธยม จำความได้ว่า ตอนเรียนวิชาพุทธศาสนา เมื่อถึงตอนใกล้สอบทีไร 
ก็ได้แต่ท่องจำเพื่อไปสอบเท่านั้น ไม่เคยเข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนาเลยด้วยซ้ำ เรียนเพื่อสอบ 
เพื่อเกรดเท่านั้นจริงๆ 

ครั้งหนึ่ง เคยนั่งสงสัยอยู่คนเดียวว่า เรียนพุทธศาสนาไปทำไมกัน? ไม่เห็นจะได้ใช้ในชีวิตของเราตรง
ไหนเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ใช้ชีวิตอย่างปกติเป็นสุขดี ไม่เห็นต้องพึ่งพระพุทธศาสนาตรงไหนเลย พูดง่ายๆ คือ
พระพุทธศาสนาไม่ได้มีส่วนสำคัญในชีวิตผมเลยแม้แต่น้อย 

ฉะนั้น ผมก็ใช้ชีวิตแบบโลกๆ เหมือนคนทั่วๆ ไป และเข้าใจพระพุทธศาสนาเพียงตื้นเขินเท่านั้น
ดูท่าแล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่คนอย่างผมจะหันกลับมาสนใจพระพุทธศาสนา ซึ่งคนรอบๆ ข้างมองว่าเป็น
ขั้วตรงกันข้ามกับสิ่งที่ผมได้เรียนมาเลยทีเดียว

และแล้ว วันเวลาผันผ่านมาหลายปี จวบจนกระทั่งย่างเข้าสู่ วัยเบญจเพส 
วัยที่คนโบราณถือว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จะดีหรือเลว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 
ช่วงเวลานั้นผมวางแผนที่จะบวชให้แม่ตามคำแนะนำของบุคคลท่านหนึ่ง ซึ่งได้เตรียมงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
รวมไปถึง "เธอ" บุคคลที่ผมคิดว่าเป็นชีวิตและจิตใจของผมในเวลานั้น 

เธอจะเดินทางกลับมาไทยในช่วงที่ผมบวชแน่นอน 
โดยที่ผมไม่รู้เลยว่า กำลังมีบางสิ่งบางอย่างรอผมอยู่เบื้องหน้าในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ 
ซึ่งนั่นคือ "จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง"

จวนเจียนเข้าไปทุกขณะ 
ความตื่นเต้นที่อยู่ข้างในตัวผมมันเปี่ยมล้นจนทะลักออกมา เป็นกิริยาร่าเริงมีชีวิตชีวาต่อผู้คนรอบๆ ข้าง
อย่างเห็นได้ชัด เพราะอีกไม่นาน ผมก็จะได้พบเธอแล้ว
ผมแทบจะนับถอยหลังราวกับว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่เลยทีเดียว 

ด้วยเหตุปัจจัยที่คาดไม่ถึง ทำให้เธอไม่กลับมาเมืองไทยในเวลาที่ผมบวช 
และมีผลทำให้เราต้องเลิกกัน เวลาที่ใช้ทอสายใยแห่งรักของกันและกัน ใช้เวลาถึง ๘ ปี 
แต่จบลงในเวลาเพียงไม่กี่วินาที 


ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ๆ ก็ตาม ผมได้แต่มองเพียงว่า ไม่มีใครถูกและไม่มีใครผิด 
มีแต่ผู้ก่อกรรมกับผู้รับกรรมเท่านั้น 
ผมเองในอดีตอาจเคยก่อกรรมแบบนี้กับเธอไว้ก็เป็นได้ เพียงแต่จำไม่ได้เท่านั้นเอง 

" หมดแรงเหลือเกิน ไม่มีแรงที่จะทำอะไรอีกต่อไปแล้ว ไม่รู้จะทำอะไร จะทำไปทำไม 
แล้วที่สำคัญจะทำเพื่ออะไร ต่อไปนี้เราไม่เหลือใครอีกแล้วหรือ คนที่เราไว้ใจมากที่สุดก็ต้องจากไป 
ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้ด้วย" 
นั่นคือความคิดที่ผมแบกไว้อยู่ในจิตใจชนิดที่ยากแก่ต่อการปล่อยวางได้ในเวลานั้น 
จากสภาพจิตใจที่ร่าเริง ถูกแทนที่ด้วย ความเศร้า อ้างว้าง และอาลัย อย่างกะทันหัน 
ความหวังและความฝันทุกอย่างเหมือนดับลงไปต่อหน้าต่อตา 

แต่ละวัน แต่ละชั่วโมงที่ผ่านไป ผ่านไปอย่างไร้ค่า 
ไม่คิดที่จะทำอะไรอีกต่อไป มีเพียงความเศร้า อ้างว้าง และอาลัย 
เป็นช่วงเวลาที่เศร้าใจและทุกข์ใจที่สุดในชีวิตของผมเลยก็ว่าได้ ช่างเป็นเวลาที่ยาวนานที่สุดที่เคย
ได้สัมผัส และยากจะหาสิ่งใดเทียบได้ 

เวลาผ่านไปเป็นวัน กลับกลายเป็นอาทิตย์ 
จิตใจที่จมปลักอยู่กับความเศร้า ความอาลัย อยากได้เธอกลับคืนมายังคงมีอยู่เต็มล้นในใจ 
มันช่างยึดเกาะเธอคนนั้นไว้อย่างเหนียวแน่น ยากแก่การปล่อยไปได้

ในค่ำคืนของวันหนึ่ง ก่อนที่ผมจะนอน ผมได้น้อมจิต ระลึกถึงแม่ของผมซึ่งท่านอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลยิ่งนัก 
ผมตะโกนอ้อนวอนในใจบอกท่านว่า
“แม่ครับ ไม่ว่าแม่จะอยู่ที่ไหน ได้โปรดเถอะ แม่ช่วยนำทางให้ผมออกจากสภาพที่เป็นอยู่อย่างนี้ด้วยเถอะครับ” 

เสียงอ้อนวอนที่ก้องอยู่ในหัวค่อยๆ จางหายไปจนกระทั่งผมหลับไป

แสงอาทิตย์สาดส่องที่หน้าต่าง บ่งบอกว่าเป็นเวลาเช้าของวันใหม่
ผมตื่นขึ้นมาในเช้าวันนั้น ด้วยจิตใจที่ยังคงยึดเกาะอยู่กับความเศร้าไม่ต่างจากวันก่อนๆ มากนัก 

และแล้ว ช่วงวินาทีอันใกล้ๆ นั้นเอง ขณะที่กำลังจะลุกไปเข้าห้องน้ำ 
จู่ๆ ความคิดหนึ่งที่สวนกระแสก็ผุดขึ้นมาในจิตใจอย่างไม่คาดคิด และไม่ทันได้ตั้งตัว 
เสมือนสัญญาณด้านบวก ความคิดนั้นค่อยๆ ไหลออกมาเป็นสาย  บอกผมว่า 

“มันมากพอแล้วกับสภาพที่เป็นอยู่ ต้องมีวิธีที่ทำให้ออกจากทุกข์ที่เกิดขึ้นนี้ได้แน่ๆ 
ลองหาทางออกจากสภาวะนี้ดีกว่า” 

ความคิดดังกล่าวผลักดันให้ผมแบกร่างกายที่ไร้เรี่ยวแรงกับหัวใจที่อ่อนล้า เดินไปยังหน้าคอมพิวเตอร์ 
พร้อมกับเข้าไปถามคุณ Google บุคคลที่ในเวลานั้นคิดว่าน่าจะให้คำตอบในสิ่งที่ผมต้องการได้มากที่สุด 
ด้วยคำถามที่ว่า “ทุกข์ คนรัก” 

ช่วงเวลาครู่หนึ่งคุณ Google ก็เอ่ยคำตอบออกมา ประหนึ่งแสงสว่างจากประตูทางออก 
คำตอบนั้นเป็นคำตอบของพระญี่ปุ่นรูปหนึ่ง ซึ่งท่านคือ "พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก" 

ท่านได้เขียนเรื่อง "ทุกข์...เพราะคนรักจากไป" 
ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังในเวลานั้น ผมนั่งกวาดสายตาไปยังตัวหนังสือแต่ละคำๆ อย่างตั้งใจที่สุด 
เพื่ออ่านทำความเข้าใจ จนกระทั่งมากวาดสายตาอย่างช้าๆ ในบรรทัดที่มีข้อความที่ว่า 

"ให้คุณโยมน้อมพิจารณาดู แม้แต่พระพุทธองค์ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหาบุรุษของโลก 
ชีวิตของพระองค์ก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน พระพุทธองค์ก็ได้ตรัสสอนว่า ชีวิตเป็นทุกข์

ทุกข์สัจจะ ได้แก่
๑. ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์
๒. ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่ชอบใจ ก็เป็นทุกข์
๓. ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์
๔. ความผิดหวัง ไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ ก็เป็นทุกข์

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความจริงของชีวิต เราจึงควรยอมรับความจริงเหล่านี้ ไม่มีชาวโลกคนใดจะหนีพ้นได้" 


เมื่ออ่านข้อความด้านบนจบ จิตใจผมก็นึกขึ้นมาได้ในทันทีว่า ๓ ข้อจาก ๔ ข้อในทุกข์สัจจะ ๔ ประการ 
ผมเผชิญหน้ากับมันมาแบบตัวเป็นๆ ทำให้จิตใจเริ่มประจักษ์แจ้งต่อความจริงและเริ่มน้อมรับความจริงอย่างเต็มใจ 
ขณะเดียวกันคำถามก็ผุดขึ้นในใจว่า ผมควรจะปฏิบัติอย่างไร 

ณ ขณะที่คำถามนี้ยังค้างคาใจอยู่ ผมก็กวาดสายตาอ่านต่อไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งพบข้อความที่ว่า

" สิ่งที่ควรปฏิบัติ คือ
๑. ยอมรับความจริงดังกล่าว
๒. ปล่อยวางอดีต ให้เหมือนกับไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น
๓. ให้อภัย เจริญเมตตา ไม่ถือโกรธ ไม่อาฆาตพยาบาทเขา
๔. ทำใจเราให้สงบ"

เมื่ออ่านสิ่งที่ควรปฎิบัติจบลง จิตใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง เป็นความหวังที่ว่า 
“วิธี นี้แน่ๆ ที่จะทำให้เราหลุดจากสภาพแบบนั้นได้” จึงกลับไปอ่านวนซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบ 
เพื่อทำความเข้าใจอีกครั้ง แล้วจะได้ลองปฎิบัติตามในทันที 
ทั้งๆ ที่ผมเองไม่เคยสนใจพุทธศาสนา และไม่เคยเห็นว่าเอามาใช้ในชีวิตจริงได้เลยก็ตาม

วันเวลาค่อยๆ ผ่านไป พร้อมกับการปฎิบัติตามข้อความข้างบนทุกๆ วัน 
ทั้งที่ไม่ค่อยจะได้ผลซักเท่าไรนัก แต่แล้วก็สังเกตเห็นได้ว่า คำที่ว่า 
“ยอมรับความจริง และปล่อยวางอดีต” ๒ ข้อนี้ทำไมเขียนเป็นภาษาไทยเพื่อถ่ายทอดได้ง่ายจัง 
แต่ปฎิบัติเพื่อให้ได้ผลนั้นทำได้ยากมากๆ นี่ผมมาถูกทางหรือเปล่าเนี่ย เหมือนอ่านแล้วได้แต่เข้าใจแล้ว
ก็ผ่านเลยไป เพราะสุดท้ายจิตใจก็กลับไปนั่งเล่นกับความเศร้า เพื่อนซี้คนเดิมที่คุ้นเคยอีกตามเคย

.....................................................

จวนเจียนถึงวันเวลาที่จะบวชเต็มแก่ คำแนะนำจากบุคคลอีกท่านหนึ่งที่ผมเคารพก็ถูกส่งมาตามสายโทรศัพท์ 
เหมือนมาชี้ประตูทางออกให้ผม ท่านแนะนำผมให้ไปปฎิบัติธรรมก่อนที่จะบวช 
ในเวลานั้น ด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่มีอะไรที่จะเสียไปมากกว่านี้อีกแล้ว ผมจึงทำตามคำแนะนำของบุคคลท่านนั้น
ด้วยความเต็มใจ ทั้งๆ ที่ใจอ่อนแรงเต็มกำลัง เหมือนผ่านการต่อสู้ในสงครามมาอย่างยาวนาน

ตลอดระยะเวลา ๓ วัน ๒ คืนในสำนักปฎิบัติธรรม เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดสำหรับผม
ไม่ได้พูดกับใครอยู่อย่างเงียบ ๆ กับตัวเองจริง ๆ 
แต่จิตใจกลับล่องลอยไปหาเธอคนนั้นที่อยู่ห่างไกลตลอดเวลา ทั้งในขณะเดินจงกรม
หรือนั่งสมาธิก็ตาม ท่ามกลางเวลาที่วิกฤติที่สุด มักจะมีสิ่งที่มีค่าให้เราได้เรียนรู้เสมอๆ 
ผมได้พบว่า “ศัตรูที่เราสู้ได้ยากที่สุด คือจิตใจของเราเอง” 
และยังเข้าใจอีกอย่างว่า 
“ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นเกิดขึ้นที่จิตใจ
ฉะนั้นเมื่อมันเริ่มที่ จิตใจ เราก็ต้องแก้ที่จิตใจ ไม่ใช่แก้ไขด้วยการหนี” 
แต่จะแก้อย่างไร ในเวลานั้นยังไม่รู้วิธีชัด รู้เพียงแต่ว่าขอลองที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกทางไว้แล้ว 
แต่ยังไม่รู้หรอกว่าจะเริ่มอย่างไร

ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ เป็นจังหวะเวลาที่เหมาะเจาะเป็นอย่างมาก เป็นช่วงเวลาของการเรียนรู้
ในโรงเรียนชีวิตเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนไป 
ถือว่าเป็นบุญของผมที่เดียว

พระพี่เลี้ยงของผมแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดยฆราวาส* 
(ชื่อหนังสือ 7 เดือนบรรลุธรรม โดย คุณ ดังตฤณ) คืนนั้นเป็นเวลาที่ดึกมากแล้ว 
ใจของผมจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่มนี้ทีละหน้าๆ โดยไม่กังวลเลยว่า วันรุ่งขึ้นจะตื่นขึ้นไปทำวัตรเช้า
และบินฑบาตรทันหรือไม่ สายตาจับจ้องไปที่ตัวหนังสือเพียงอย่างเดียว ไม่รู้สึกว่าง่วงนอนเลย 
จนกระทั่งสะดุดกับข้อความหนึ่งที่ว่า   “ถ้าคนเราต้องตาย แล้วจะเกิดมาทำไม”   

โอ้! คำถามยอดฮิตที่หาคำตอบไม่ได้ ผมเองก็เคยมีคำถามแบบนี้ผุดขึ้นมาในใจ
แต่ไม่ได้หาคำตอบอย่างจริงๆ จังๆ เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็พบคำตอบว่า 
“คนเราเกิดมาเพราะยังติดค้างอยู่กับความไม่รู้ คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้”   

พออ่านคำตอบนี้จบ เกิดความรู้สึกดีใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เหมือนถูกรางวัลที่หนึ่งอย่างไรอย่างนั้นเลย
เมื่อความดีใจค่อยๆ จางไป ก็เกิดคำถามขึ้นมาแทนที่ทันที 
คำถามที่ว่าคือ   “คนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้อะไร?”  

อืม... น่าคิด แล้วคนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้อะไรกันแน่ ถัดไปไม่กี่ย่อหน้าก็พบคำตอบว่า 
"เรียนรู้กายกับใจเราเองนี้ไง" 

หนังสือเล่มนั้นยังอธิบายเพิ่มเติมไปอีกว่า การรู้เพียงแค่การฟังหรือคิด เป็นเพียงแค่ปัญญาในระดับคิด
ไม่ใช่ปัญญาเห็นจริงประจักษ์แจ้งด้วยจิต จะต้องปฏิบัติธรรมตามหลักสติปัฏฐาน ๔ 

โอ้! เหมือนสวรรค์ทรงโปรด 
ในขณะนั้นยังไม่รู้ความหมายเลยว่า สติปัฏฐาน ๔ คืออะไร และเป็นอย่างไร 
แต่ตอนนั้นมันดึกมากๆ แล้ว ก็ต้องรีบเข้านอนตามระเบียบในทันที 
วันรุ่งขึ้นผมแทบจะวิ่งไปหาพระพี่เลี้ยงของผมเพื่อให้ท่านอธิบายเรื่องสติปัฏฐาน ๔ 
และวิธีปฎิบัติเลยทีเดียว

หลังจากนั้นผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดและมุมมอง พร้อมทั้งสอบถามว่า ที่แท้แล้ว 
พุทธศาสนาสอนอะไรกันแน่ ผ่านช่วงชีวิตหนึ่งของผม ทำให้ผมเริ่มเห็นประตูที่ผมจะต้องเป็นคนไปเปิดเอง 
และเห็นเป้าหมายในชีวิตที่แท้จริงว่าคืออะไร เหมือนเป็นเวลาคลิกของผมเพื่อเปิดสวิตช์สู่โลกของความเป็นจริง 
ซึ่งย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ๓ ปี ผมมี โอกาสได้ฟังธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ที่ศาลาลุงชิน เวลานั้น
ผมไม่เข้าใจที่ท่านสอนเลยด้วยซ้ำ เป็นไปได้ว่ายังไม่ถึงเวลาของผมเอง ก่อนจะออกมาจากร่มกาสาวพัสตร์ 
พระพี่เลี้ยงได้ทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคเด็ดที่ทำให้ผมจำติดหูประทับสู่ใจว่า  “ในโลกนี้ไม่มีคำว่าบังเอิญ” 

หลังจากลาสิกขาออกมา คำถามยอดฮิตที่ผมมักได้ยินคือ 
“บวชแล้วเป็นอย่างไรบ้าง” คำตอบที่สามารถสื่อสารให้ได้ใจความสั้นที่สุดเพื่อตอบคำถามบุคคลอื่นๆ คือ 

“เวลา ที่เหลืออันน้อยนิดของชีวิตผมต่อจากนี้ไป ผมจะทำแต่ความดี ช่วยเหลือคนอื่นๆ ให้มากที่สุด 
เท่าที่จะเป็นได้ และจะไม่ทำชั่วอีกแล้ว” จากนั้นแทบทุกอาทิตย์เลยก็ว่าได้ สถานที่ที่ผมจะไปในวันสุดสัปดาห์คือ 
สถานที่ปฎิบัติธรรม ทั้งๆ ที่ตลอด ๒๕ ปีที่ผ่านมา ไม่เคยสนใจการปฎิบัติธรรมแม้แต่น้อย จนคนรอบๆ ข้าง
เริ่มมองเห็นการเปลี่ยนไปของผมอย่างชัดเจน ผมเองก็รู้สึกได้ว่าความคิดและจิตใจผมเปลี่ยนไป...

"หากเราทุกข์เพราะรัก นั่นหมายความว่า เรารักแบบเอาตัวเองเป็นใหญ่ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง 
เป็นการรักแบบยึดมั่นถือมั่น หารู้ไม่ว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ก็คือรักแบบมีเมตตากรุณา ความรักที่แท้ 
มันจะทำให้เราปีติสุขอยู่ข้างใน แล้วเผื่อแผ่ถึงคนรอบข้าง"

ท่าน ว.วชิรเมธี (พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี) 

ข้อความดังกล่าวผมพึ่งเข้าใจและตระหนักได้ชัดเจนจนประทับเข้าไปสู่จิตใจหลังจากเกิดทุกข์ครั้งนั้น 
ทั้งที่เมื่อก่อนจิตใจผมยึดมั่นถือมั่นในตัวเธอเสียเหนียวแน่น แท้ที่จริงแล้วที่ผมสามารถคลายความยึดมั่นถือมั่น
ในตัวเธอได้ไม่ใช่ด้วยการอ่านธรรมะหรอก แต่ด้วยการปฎิบัติตามวิชารู้ตามจริง ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ดีแล้ว 
ทำให้ผมมีความคิดและมุมมองต่อเรื่องความรักหรือแม้กระทั่งชีวิตของผมเปลี่ยน แปลงไป คลายความยึดมั่นถือมั่น
ในตัวเธอลงได้ในที่สุด 

ผมว่าการอ่านหนังสือธรรมะเป็นเพียงยาระงับความทุกข์ชั่วขณะเท่านั้น 
ทั้งที่จริงๆ ยาถอนพิษที่แท้คือวิชารู้ตามจริง ของพระพุทธองค์ต่างหาก 

ถึงแม้ว่าผมจะเข้าใจธรรมะและปฎิบัติแล้วก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ทุกข์ ทุกวันนี้ผมยังคงเจอเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์อยู่บ่อยครั้ง แต่ผมมีสติมากขึ้นกว่าเก่า ทำให้ปล่อยวางต่อเหตุการณ์ต่างๆ ได้เร็วยิ่งขึ้น 
ทำใจให้ยอมรับได้ดีขึ้น ไม่ไปโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่น แต่ย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง ดูกายดูจิตของตัวเอง 
และนั่นเป็นการยืนยันได้ว่า เมื่อทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงแล้ว อาจทำให้คนเราต้องเปลี่ยนไป

ธรรมะ มีค่าและสำคัญยิ่งกับมนุษย์ทุกๆ คน เป็นสิ่งที่มนุษย์ควรรู้แล้วยึดถือปฎิบัติ น่าจะบรรจุคำว่า “ธรรมะ” 
รวมอยู่ในปัจจัย ๔ ของมนุษย์เป็นปัจจัยที่ ๕ ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวผมมาก่อนเลยแม้แต่น้อย 
จากคนหลงทางอย่างผม กลับกลายมาเป็นผู้เดินทางอย่างเต็มใจและตั้งใจ และเข้าใจแล้วว่า หลวงพ่อปราโมทย์ท่านสอนอะไร 
เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ที่ได้มีโอกาสฟัง แน่นอนว่าทุกคนมีช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเปลี่ยนไปทันที 
อย่างน้อยที่สุดผมก็เชื่อว่า ทุกคนมีเวลาคลิก เพื่อเปลี่ยนไปในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน

ชีวิตนี้โชคดีที่สุดท้ายได้มาเจอธรรมะ ต้องถือว่าโชคดีมากเป็นพิเศษ ที่ได้พบกับทุกข์ในครั้งนั้น 
ซึ่งทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไป ในทางเจริญตลอดกาล ผมจะต้องกตัญญูรู้คุณต่อทุกข์นั้นเป็นที่สุด 
และผมกล้าบอกได้เต็มปากอย่างไม่อายเลยว่า 
เรื่องทั้งหมดที่ได้เขียนลงไปเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมเอง ผมจะอายเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่กล้าแบ่งปันประสบการณ์ 
ที่ได้รับในช่วงชีวิตนี้ให้บุคคลอื่นๆ ได้รับรู้ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ ก็เป็นได้ หรือว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ 
ไม่ไช่เรื่องบังเอิญ อย่างที่พระพี่เลี้ยงของผมท่านกล่าวไว้จริงๆ




สนทนา-ถามปัญหาส่วนตัวได้ที่ 'ลานธรรม'

แนะนำติชม บทความ ที่ forum ที่นี่ได้เลยครับ (กรุณาระบุ หัวข้อบทความ)